The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่ากะเหรี่ยง +

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-21 22:16:52

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่ากะเหรี่ยง +

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่ากะเหรี่ยง +

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่า กะเหรี่ยง


เรื่องที่ ๑ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมือปกาเกอะญอ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายมงคล รักยิ่งประเสริฐ อายุ ๕๙ ปี ชื่อหมู่บ้านห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๒ หมูที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๔/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เจ๊าะเกอชอโพ ๒. ประเภทของนิทาน คนกับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนายมงคล รักยิ่งประเสริฐ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อ ๖. เนื้อเรื่อง มีแม่บ้านคนหนึ่งเป็นผู้ไม่มีสามี มีอยู่วันหนึ่งใกล้ถึงฤดูกาลถางไร่ตนคิดว่าจะถางไร่ปลูกข้าวเหมือนกัน ไม่มีใครต้องการให้ปลูกข้าวที่ไหนๆก็ตามมีแต่คนแนะนำให้ที่หน้าผาบนลานหินใหญ่แห่งหนึ่งเพราะที่อื่นไม่ได้ เด็ดขาด แม่บ้านคนนี้ไม่รู้จะทำอย่างไรจึงได้ไปขุดเอาดินจากที่ต่างๆนำมาถมที่ตรงนั้นจนเต็มได้เอาไม้จากที่ ต่างๆมาเก็บวางไว้ที่ของตนคล้ายๆกับป่าเหมือนคนถางไร่จริงประมาณ ๑ ไร่ เพราะอยู่คนเดียวไว้จนต้นไม้ ใบไม้แห้งแล้วได้ทำการเผาเหมือนกันแล้วก็ล้มรั้วทุกอย่าง หลังจากนั้นพอถึงปลูกข้าวไร่ก็เหมือนคนอื่นๆจน สุดท้ายที่ตรงนั้นปลูกข้าวสวยงามกว่าที่อื่นๆของคนอื่นไม่มีหญ้าขึ้นเลยข้าวสวยเสมอกันหมดทุกต้นจนกระทั่ง ข้าวเหลืองอร่ามถึงเวลาที่จะเก็บเกี่ยวข้าวแม่บ้านคนนี้ได้ไปเฝ้าดูแลทุกวันจนกระทั้งมีอยู่วันหนึ่งข้าวที่เหลือง อร่ามเต็มไร่ไปหมดเหลืองแต่ตอข้าวโดนช้างป่ากินหมดเลย แม่บ้านคิดในใจว่าตนอุตส่าห์ถางไร่ปลูกข้าวบน ลาดหินยากลำบากขนาดนี้โดนช้างกินหมดจะทำอย่างไรโกรธแค้นยิ่งนักจะออกติดตามรอยเท้าไปจะฆ่าก็จะฆ่า จะเก็บไว้ก็จะเก็บไว้ จึงได้ออกติดตามช้างป่าไปตามเส้นทางที่ช้างเดินเข้าป่าไปลงเขาขึ้นดอยไปเรื่อยๆไม่ได้กิน


ข้าวกินน้ำเหนื่อยมากในขนาดนั้นได้เห็นน้ำที่หนึ่งซึ่งขันอยู่ที่รอยเท้าของช้างเพราะที่อื่นไม่มีน้ำให้ดื่ม แม่บ้าน คนนี้จึงดื่มน้ำที่อยู่ในรอยเท้าช้างเข้าไปจนอิ่มและคิดในใจว่าคงเดินต่อไม่ไหวแล้วพักอยู่นั่นเพราะว่าดื่มน้ำมาก เกินไปเพราะความหิวนั่นเองคิดไปคิดมาคงเดินต่อไปไม่ไหวจริงๆจึงได้ตัดสินใจกลับบ้านพอถึงบ้านเสร็จตนไม่รู้ จะทำอย่างไรต่อไปจึงได้อยู่บ้านรับจ้างขอข้าวของคนอื่นไปวันวานเพราะว่าข้าวของตนโดนช้างป่ากินหมดแล้ว อยู่ไปอยู่มารู้สึกว่าตนเองเหมือนคนกำลังตั้งท้อง ตั้งท้องขึ้นมาจริงๆโดยไม่รู้สาเหตุว่าคืออะไรเกิดความสงสัย เพราะตนเองไม่เคยไปมีอะไรกับผู้ชายที่ไหนเลยตั้งท้องขึ้นมาจงกระทั่งคลอดลูกออกมาเป็นผู้ชายได้ดูแลรักษา เลี้ยงดูกระทั่งเป็นเด็กโตได้ไปเล่นกับเพื่อนในหมู่บ้านของตนและเป็นเด็กที่มีความสามารถมากกว่าเก่งกว่า เพื่อนๆคนอื่นในหมู่บ้านตามประสานของเด็กๆเวลาเล่นกันมักจะต้องมีการทะเลาะวิวาทเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เด็กคนอื่นๆเวลาโดนเพื่อนรังแกมักจะกลับไปบอกให้พ่อของตน ลูกของแม่บ้านคิดเหมือนกันว่าจะกลับไปบอก ให้ใครตนมีแต่แม่คนเดียวตั้งแต่เกิดมาไม่เคยเห็นพ่อเลยหลังจากนั้นได้กลับบ้านไปถามแม่ว่าพ่อของตนอยู่ที่ ไหนทำไมใครๆเวลาโดนรังแกมักจะไปฟ้อนพ่อแม่พ่อของผมไปไหนผมเกิดมาได้ทำไมไม่มีพ่อเป็นไปได้อย่างไร แม่เลยบอกว่าลูกไม่มีพ่อ ลูกยังไม่เชื่อคิดว่าไม่มีคงเป็นไปไม่ได้ แม่จึงอธิบายให้ลูกฟังว่าตอนที่แม่ได้ถางไร่ปลูก ข้าวไร่สุกเหลืองอร่ามใกล้เกี่ยวช้างป่าได้กินข้าวของแม่จงหมดไม่เหลือเลยจึงไล่ติดตามช้างป่าไปจงเหนื่อยเกิด หิวน้ำขึ้นมาไม่มีน้ำที่ไหนให้ดื่มจึงได้เห็นน้ำที่รอยเท้าช้างแม่จึงดื่มแล้วเกิดตั้งท้องขึ้นมาออกมาเป็นลูกพ่อของ ลูกน่าจะเป็นช้างตัวนั้นแน่ๆ ลูกจึงถามแม่ว่าช้างป่าตัวนั้นหนีไปอยู่ที่ไหน แม่ตอบว่าช้างป่าตัวนั้นหนีเข้าไปใน ป่าใหญ่แล้ว แม่ได้แนะนำหนทางที่ช้างป่าตัวนั้นหนีไป ลูกจึงได้บอกแม่ว่าจะออกติดตามหาช้างป่าตัวนั้น แม่จึง ห้ามลูกว่าไม่ให้ไปเพราะว่าช้างป่าไม่ถูกกับคนถ้าลูกไปมันจะฆ่าลูกแม่มีลูกเพียงคนเดียวอย่าไปเลย ลูกตอบว่า ต้องไปเพราะทุกคนมีพ่อแต่ลูกไม่มี ลูกจึงตัดสินใจไปในขณะที่ไปนั้นได้พบเจอกับอะไรมากมายทั้งสิ่งที่ดีและไม่ ดี ตามรอยเท้าของช้างป่าไปเรื่อยๆอย่างที่แม่เคยติดตามไปครั้งหนึ่งแล้ว จงไปเจอหมู่บ้านคนหมู่บ้านหนึ่งและ ได้เข้าไปในหมู่บ้านนั้น คนในหมู่บ้านเลยถามว่าจะไปไหน จึงตอบว่าผมจะออกติดตามหาผู้เป็นพ่อ ถามว่าพ่อ เป็นใคร แม่บอกว่าพ่อเป็นช้างป่า และได้ถามคนในหมู่บ้านนั้นว่าช้างป่าอยู่ที่ไหน และได้แนะนำว่าช้างอยู่ที่นั่น ที่ป่าลึกนั้น แต่ถ้าเธอไปช้างป่ามีมากทั้งตัวเล็กและตัวใหญ่อยู่ใต้ต้นไทรต้นใหญ่พวกมันได้พักอาศัยอยู่ตรงนั้นถ้า เธอไปเธอต้องปีกขึ้นไปอยู่ที่บนต้นไทรพ่อของเจ้าข้ารู้จักสังเกตดูตัวที่ใหญ่กว่าฟันยาวกว่าตัวอื่นๆชอบกลับมาที หลังสุดตัวนั้นแหละจากนั้นได้ออกเดินทางทำตามทุกอย่างตามคำแนะนำ พอถึงตอนเย็นเห็นช้างป่ากลับมา มากมายเหล่าพวกช้างกลับมาถึงที่พักก็ได้กลิ่นมนุษย์เกิดอาการไม่พอใจอาละวาดส่งเสียงร้องกันใหญ่ เด็กคน นั้นแอบซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้สังเกตเหล่าช้างป่าแต่ละตัวที่เดินกลับมาที่ที่พักจนตัวสุดท้ายเห็นว่าใหญ่กว่าตัวอื่น ตัวใหญ่งายาวมากส่วนด้านพญาช้างเห็นลูกหลานส่งเสียงร้องดังลั่นทั่วป่าเลยถามว่าเป็นอะไรทำไมถึงส่งเสียง ร้องถึงเพียงนี้เหล่าช้างจึงได้ตอบว่าได้กลิ่นที่แปลๆไม่รู้ว่าเป็นกลิ่นอะไรหาไม่เจอพญาช้างสังเกตรอบๆหาไม่เจอ เหมือนกันจึงได้มองขึ้นไปที่ต้นไทรใหญ่เห็นมนุษย์ผมดำคนหนึ่ง


พญาช้างถามว่า “เจ้าเป็นใครมาทำอะไรที่นี้” เจ๊าะเกอเชอโพ “มาตามเจ้ากลับบ้าน” พญาช้าง “มาตามข้าทำไมเกี่ยวอะไรด้วย” เจ๊าะเกอเชอโพตอบไปว่า “มาตามหาพ่อ” พญาช้าง “พ่อของเจ้าเป็นใคร” เจ๊าะเกอเชอโพ “คือเจ้า”(พญาช้าง) พญาช้าง “มนุษย์กับช้างเกี่ยวข้องกันอย่างไรเป็นไปไม่ได้ไม่ใช่แน่ข้าจะฆ่าเจ้า” เจ๊าะเกอเชอโพ “ถ้าจะฆ่าได้เลย” พญาช้าง “หมายความว่าอย่างไรทำไมเจ้าจึงเรียกข้าว่าพ่อข้าเป็นช้างอยู่แต่ในป่าความเป็นมาเป็นอย่างไร ใครบอกให้เจ้า” เจ๊าะเกอเชอโพ “แม่ของข้าเอง” พญาช้าง “แม่เจ้าเป็นใคร” เจ๊าะเกอเชอโพ “เป็นมนุษย์” พญาช้าง “แม่เจ้าบอกให้เจ้าอย่างไร” เจ๊าะเกอเชอโพ “แม่ได้บอกว่าตนได้ถางไรที่หนึ่งข้าวสวยงามมากข้าวเหลืองใกล้จะเก็บเกี่ยวได้มีช้างป่ากิน จนหมดได้ติดตามช้างด้วยความโกรธอยากให้ช้างฆ่าให้ตายเสียเลยได้ติดตามจนเหนื่อยหิวน้ำได้เจอน้ำแห่ง หนึ่งอยู่ในรอยเท้าช้างได้ดื่มเข้าไปพอกลับไปถึงบ้านได้ตั้งท้องขึ้นมาเกิดเป็นข้าคนนี้แหละผมเกิดมาไม่มีพ่อ แม่ได้บอกว่าพ่อของข้าคือเจ้า” พญาช้าง “ได้คิดใคร่ครวญพักใหญ่จึงรู้คิดขึ้นมาได้ว่าตนได้ไปกินข้าวไร่จริงๆแล้วได้พูดกับเด็กว่าแม่เจ้าได้ พูดว่าอย่างนั้นจริงๆใช่ไหม” เจ๊าะเกอเชอโพ “ใช่แม่ข้าเล่าให้ข้าฟันอย่างนั้นจริงๆ” พญาช้าง “ถ้าเจ้าเป็นลูกข้าจริงๆต้องพิสูจน์ให้ข้าดู ด้วยการให้เจ้ากระโดดลงกลางระหว่างงาสามรอบโดย ที่ไม่ตกลงที่พื้นถ้าตกลงไปที่พื้นข้าจะฆ่าเจ้าทันที” เจ๊าะเกอเชอโพ “ได้เลย” ทั้งพญาช้างและเด็กได้มีการทดสอบพิสูจน์ด้วยกันสักพักใหญ่ตามข้อตกลงของช้าง หลังจากเสร็จแล้วพญาช้างได้บอกกล่าวให้ลูกหลานเหล่าช้างทุกตัวว่าไม่ต้องตกใจไม่เป็นไรมนุษย์ผมดำคน นี้คือลูกข้าเองและอาจเป็นพี่ชายของเจ้าด้วยซ้ำ พญาช้างได้ตอบว่า “เจ้าเป็นลูกข้าจริง” เจ๊าะเกอเชอโพ “พ่อต้องกลับไปกับข้าเวลาข้าเล่นกับเพื่อนโดนเพื่อนรังแกข้าจะกลับไปบอกให้พ่อ” พญาช้าง “พ่อกลับไปกับเจ้าไมได้ พ่อเป็นช้างอยู่ในป่ากลับไปอยู่กับเจ้าไมได้” เจ๊าะเกอเชอโพ “พ่อต้องกลับไม่กลับไม่ได้เจ้าเป็นพ่อข้าใช่ไหม” พญาช้าง “ใช่ แต่พ่อกลับไปกับเจ้าไมได้จริงๆแต่พ่อจะถอนเอางาให้เจ้าหนึ่งข้างพอเจ้าเอาไปแล้วให้เจ้า กลับไปดูพื้นที่ดูราวต่างๆเองดูสถานที่พื้นที่ที่ดีเหมาะสมกว้างใหญ่ที่ไม่มีใครอยู่ควรแก่การตั้งเป็นที่อยู่ของ


เจ้าต่อไปให้เจ้าเททิ้งสิ่งของที่อยู่ข้างในงาที่ตรงนั้นและที่ตรงนั้นจะมีทุกอย่างตามที่เจ้าต้องการ” จากนั้น เด็กคนนั้นได้เอางาของพญาช้างผู้เป็นพ่อกลับไปจากที่ตรงนั้นกลับไปหาแม่ของตนได้บอกเรื่องราวทุกๆ อย่างให้แก่แม่ของตนจากนั้นได้ตรวจค้นหาหาพื้นที่ตามที่พ่อพญาช้างได้แนะนำให้ทุกอย่างดูที่ตรงไหนก็มี คนอยู่ๆจนในที่สุดก็ได้เจอสถานที่ที่เหมาะสมที่หนึ่งกว้างใหญ่ไพศาลมากไม่มีใครอยู่เลยเป็นพื้นที่ราบอุดม สมบูรณ์ด้วยธัญพืชธัญญาหารสิ่งต่างๆครบถ้วนไม่เจอผู้คนไหนๆอยู่ที่ตรงนั้นจากนั้นได้เททิ้งงาของพญา ช้างผู้เป็นพ่อที่ตรงนั้นทันทีทันใดนั้นได้กลับกลายเป็นเมืองใหญ่และได้ตั้งชื่อเมืองนั้นว่าก่อกิ่งแม (เมือง เชียงใหม่) ดังมีในบทธาว่า ทียวาเตอปูแหว่กี่แม ต่าลูโข่ชอมีเอาะแว ก่อกี่แมเปอก่อเลอเปลอ เกอญอเอาะเกเตอเลอเลอะ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้ท่าทางมือและน้ำเสียงในการเล่าเรื่องราว ๙. โอกาสที่เล่า ช่วงกลางวัน กลางคืน ช่วงที่เป็นเวลาว่าง ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่าในงานศพเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ห้ามเล่าเวลาอยู่ในลาดตีข้าวเพราะว่าเชื่อว่าจะทำให้ขวัญข้าวหนีจากไปข้าวได้ไม่มาก ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ความพยายามอยู่ที่ไหนความสำเร็จอยู่ที่นั่น ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สมัยก่อนปกาเกอะญอไม่มีที่อยู่เป็นของตนเองแต่หลังจากที่เจาะเกอชอโพได้เอางาของพ่อแล้วได้มี กิแม (เมืองเชียงใหม่) เป็นของตนเองตั้งแต่บัดนั้นมา ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า นายแก้ว จิเก บ้านทุ่งหลวง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อ ตั้งแต่สมัยที่ยังเด็ก


• ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจจะถ่ายทอดแต่เด็กไม่สนใจไม่มีใครที่จะเล่านิทานให้เด็กฟังเหมือนเมื่อก่อนแล้ว


เรื่องที่ ๒ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายแก้ว จิเก อายุ ๖๗ ปี ชื่อหมู่บ้าน ทุ่งหลวง ที่อยู่เลขที่ ๓๖ หมูที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๖/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง เจ๊าะเกอะโดะดอจอปา ๒. ประเภทของนิทาน กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนายแก้ว จิเก ๕. เชื้อสายที่สืบทอด พ่อเป็นผู้เล่าให้ฟังและมีปู่พาลาติ ยายหน่อตาเหมอและลุงพาชิ เล่าให้ฟังตอนที่เป็นเด็กด้วย ๖. เนื้อเรื่อง เจ๊าะเกอะโดะขึ้นชื่อว่าเกอะโดะคือขี้เกียจขณะมีความเกี่ยวข้องกับพระราชาเหมือนกัน พระราชามีควาย เยอะแยะ เจ๊าะเกอะโดะมีควายตัวผู้เหมือนกันหนึ่งตัวจะทำเชือกมัดไว้ยาวมากเพราะเป็นคนขี้เกียจออกไปดู ไกลมัดไว้กับเสาบ้านและมีกระดิ่งห้อยไว้ที่คอพอตอนเย็นก็ดึงมากลับมามัดที่บ้านทุกวัน พอเช้าอีกวันก็ปล่อย ควายให้ไปหากินอีกตัวเองนอนอยู่ที่บ้าน มีอยู่ครั้งหนึ่งพระราชาและชาวบ้านไม่ชอบเขาเพราะว่าขี้เกียจบอก ว่าทำไมขี้เกียจอย่างนี้จึงชักชวนกันไปฆ่ากินและทิ้งหนังควายไว้ที่นั่นและเอาเชือกมัดไว้กับต่อไม้ส่วนกระดิ่งได้ ห้อยบนต้นไม้เวลาลมพัดมาก็ได้ยินเสียงกระดิ่งอยู่ถึงตอนเย็นดึงควายกลับมาอย่างไรควายไม่ยอมกลับมาจึงไป ดูเห็นว่าควายของตนถูกคนกินฆ่าตายแล้วเหลือแต่หนังอันเดียวบอกว่าไม่เป็นไรข้าขี้เกียจดึงกลับมาเหมือนกัน จึงแบกหนังกลับไปผืนไว้ที่ฝาผนังบ้านจนแห้ง มีคนผ่านมาเห็นบอกว่าดูสิเจ๊าะเกอะโดะจะทำอะไรต่อไป..เจ๊าะเกอะโดะเจ้าจะทำอะไรมีคนฆ่าควายของ เจ้าตายเจ้าไม่ว่าอะไร ใครฆ่ากินข้าไม่รู้เหมือนกันเหลือแต่หนังก็เอาหนังกลับมาไว้ที่บ้านไม่เป็นไรยิ่งสบายกว่า


ข้าขี้เกียจเลี้ยงเหมือนกันจึงม้วนเก็บไว้ที่บ้านนอนครุ่นคิดกันใหญ่ว่าจะทำอย่างไรกับหนังควายที่เหลือนึกถึง สถานที่ที่คนไปทำมาค้าขายผ่านมามากที่สุดจึงแบกหนังควายออกเดินทางไป.. มีคนถามอีกแล้วว่าเจ๊าะเกอะโดะเจ้าจะแบกหนังควายไปไหนอีก เจ๊าะเกอะโดะ..เหลือแต่หนังก็เอาไปขายสิ ชาวบ้าน..มีใครจะเอาบ้างไหม เจ๊าะเกอะโดะ..ก็ไม่รู้เหมือนกันมีคนเยอะแยะน่าจะเอาสักคนหนึ่งที่ต้องการถ้าเอาก็ขายไม่เอาก็ทิ้งไป พอไปถึง ณ สถานที่พักใต้ต้นไม้แห่งหนึ่งเป็นสถานที่ที่คนผ่านไปมามากที่สุดเจ๊าะเกอะโดะจึงขึ้นไปบนต้นไม้ พร้อมกับหนังควายของตน..ผ่านไปสักครู่ได้มีพ่อค้ากลับมาจากการค้าขาย 2 คน มาพักใต้ต้นไม้แห่งนั้น..ได้ พูดคุยกันว่าพักผ่อนสักหน่อยแล้วมาแบ่งเงินกันว่าจะได้คนละเท่าไหรจึงเทเงินที่ได้จากการค้าขายมานับแบ่ง กัน..เจ๊าะเกอโดะเห็นดังนั้นแล้วจึงปล่อยหนังควายของตนลงไปพ่อค้าตกใจวิ่งหนีทันทีคิดว่าเป็นควายควิดตน เจ๊าะเกอะโดะจึงเอาเงินของพ่อค้ากลับไปสร้างบ้านของตนเอง เวลาต่อมามีเพื่อนบ้านมาเห็นคิดไปต่างกันว่าเจ๊าะเกอะโดะเป็นมาอย่างไรจึงสร้างบ้านใหญ่โตอย่างนี้ที่ผ่านมา ไม่เห็นว่าบ้านหลังใหญ่อย่างนี้เลย ชาวบ้าน..เจ๊าะเกอะโดะไปเอาเงินมาจากไหนสร้างบ้าน เจ๊าะเกอะโดะ..จะเอาเงินที่ไหนมีแต่หนังควายจึงเอาไปขายได้เงินมาสร้างบ้านไม่มีอะไรเลย ชาวบ้าน..ขายได้ใช่ไหม เจ๊าะ...ขายได้สิมีคนต้องการเยอะแยะมากเลยถ้าเป็นควายของพระราชาน่าจะขายได้เงินมากกว่านี้ พระราชา..ขายได้เงินมากกว่านี้ใช่ไหม เจ๊าะ..ใช่สิ พระราชาจึงพิจารณาดูว่าเป็นความจริงอย่างที่เจ๊าะเกอะโดะพูดหรือไม่..ดูไปดูมาเห็นว่าหนังควายที่ว่านี้มันก็ หายไปหมดจริงๆพระราชาจึงฆ่าควายของนนเองและแบ่งเนื้อให้เจ๊าะเกอะโดะกินด้วยถ้ามีคนมาให้กินก็กินถ้า ไม่มีใครมาให้ก้ไม่ได้ไปกินเพราะว่าขี้เกียจ พระราชาตากแห้งหนังควายแล้วก็ได้แบกเอาไปขายต่างหมู่บ้าน ต่างๆ ชาวบ้าน..ท่านพระราชา ท่านแบกเอาหนังควายจะทำอะไร พระราชา..เอาไปขาย ชาวบ้าน..ใครจะซื้อของท่าน หนังควายไม่มีใครเอามีคนทิ้งเยอะแยะมากมายเลย พระราชา..เจ๊าะเกอะโดะยังเอาไปขายได้เลย ชาวบ้าน..เขาเอาไปขายที่ไหนมีใครรู้บ้างไหม พระราชาออกเดินทางไปต่อเรื่อยๆตามหมู่บ้านต่างๆไม่มีใครซื้อสักคนแถบยังโดนชาวบ้านด่าว่า พระราชาอีก พระราชารู้สึกโกรธเจ๊าะเกอะโดะมากว่าทำไมต้องโกหกตนขนาดนี้ไม่ชอบเจ๊าะเกอะโดะเลยว่า เป็นคนขี้เกียจเกิน มีอยู่วันหนึ่งขณะที่เจ๊าะเกอะโดะไปอาบน้ำไม่อยู่บ้านพระราชาจึงเผาบ้านของเจ๊าะเกอะโดะไหม้หมด เลย เจ๊าะเกอะโดะไม่รู้จะทำอย่างไรและก็ไม่ว่าอะไรเลยพอไหม้เสร็จเลือกแต่กอขี้เถ้าจึงเอาใส่ในกระสอบต่อ


พระราชา..เจ๊าะเกอะโดะทำไมเจ้าต้องเก็บขี้เถ้าใส่ในกระสอบด้วย เจ๊าะเกอะโดะ..ข้าจะเอาไปขายต่อไม่มีอะไรเหลือเลย พระราชา..ขี้เถ้าบ้านใครจะไปขายไม่มีใครซื้อ เจ๊าะเกอะโดะ..น่าจะมีอยู่บ้าง จึงออกเดินทางต่อไปทำเหมือนเดิมครั้งที่แล้วขึ้นไปที่บนต้นไม้ต่อมีพ่อค้า กลับมาแบ่งเงินกันอีกแล้วไม่ทันที่จะนับเจ๊าะเกอะโดะจึงเทขี้เถ้าลงตรงนั้นเลย พ่อค้าตกใจกลัวหนีไปทันทีจึง ลงมาจากต้นไม้เอาเงินเก็บใส่ถุงแบกกลับบ้านไป มีคนถามขึ้นมาว่าเจ๊าะเกอะโดะเจ้าแบบกอะไร เจ๊าะเกอะโดะ..ข้าแบกเงินสิ พระราช..เจ้าไปได้มาจากไหน เจ๊าะเกอะโดะ..ข้าไปขายขี้เถ้าบ้านของข้าสิ พระราชา..ขี้เถ้าบ้านขายได้ด้วยรึ เจ๊าะเกอะโดะ..ได้สิแต่เสียดายข้าบ้านหลังไม่ใหญ่โต พระราชา..ถ้าเป็นบ้านของข้าขายได้ไหม เจ๊าะเกอะโดะ..ปัดโถ่ได้สิบ้านข้าเล็กและแบกไปก็ไมไหวถ้าขายบ้านหลังใหญ่ข้าจะเอาขี้เถ้าใส่ หลังช้างไปขายเลยน่าจะได้เงินเยอะกว่านี้ หลังจากนั้นพระราชาจึงเผาบ้านของตนเองไหม้เกรียบ หมดเลยชวนลูกเมียตากใส่ถุงกระสอบใส่หลังช้างม้าเอาไปขาย ชาวบ้านเห็นเข้าจึงทักทายว่า พระราชาไม่มีใครบ้าเหมือนท่านหรอท่านมีบ้านมีเงินเป็นถึงพระราชานำขี้เถ้ามาขายใครที่ไหนจะซื้อ ของท่านไม่มีใครซื้อหรอขี้เถ้าบ้านใครเห็นใครๆก็ว่าอย่างนั้นจึงเททิ้งไว้ตรงนั้นเลย พระราช..เจ๊าะเกอะโดะคนนี้น่าจะฆ่าตายเลยไม่ให้อยู่แล้วเป็นคนที่โกหกเก่งจึงได้วางแผนคิด ที่จะฆ่าเจ๊าะเกอะโดะโดยการให้ขึ้นบนต้นไม้เจ๊าะเกอะโดะจึงขึ้นไปที่บนต้นไม้และก็ปล่อยไว้ให้อยู่บน ต้นไม้ก่อนโดยที่จะไม่โค่นล้มต้นไม้ทันทีบอกว่าจะกลับไปกินข้าวที่บ้านก่อนระหว่างที่พระราชากลับ บ้านนั้นได้มีชายหนุ่มคนหนึ่งขี่ช้างผ่านมาทางเจ๊าะเกอะโดะ เจ๊าะเกอะโดะ..พี่ชายเจ้าจะเอาช้างไปไหนกัน ชายคนนั้น..ข้าไปลาดไม้มา เจ้าอยู่บนต้นไม้ทำไมกัน เจ๊าะเกอะโดะ..พระราชาอยากให้ข้าเป็นลูกเขยบอกว่าให้รออยู่บ้าต้นไม้ก่อนเดี่ยวจะมารับ ชายคนนั้น..ถ้าเป็นข้าพระราชาต้องการเป็นไหม เจ๊าะเกอะโดะ..ต้องการสิ ข้าไม่อยากเป็นลูกเขยของพระราชาเลย พระราชามีเงินร่ำรวยมาก เจ้าต้องการอยากเป็นไหม ถ้าอยากเป็นก็เป็นสิ ชายคนนั้น..ข้าอยากจะเป็นลูกเขยของพระราชามากเลยมาเป็นไปได้ไหมถ้าเป็นข้า เจ๊าะเกอะโดะ..ได้สิแต่ต้องรอจนกว่าพระราชามาก่อนและบอกว่าข้าอยากเป็นลูกเขยของพระราชาๆ ชายคนนั้น..ถ้าอย่างนั้นลงมาขี่ช้างของข้าเลย เจ๊าะเกอะโดะ..ข้าไม่ต้องการช้างเหมือนกันข้าเบื่อที่จะขี่แล้ว (ความเป็นจริงเจ๊าะเกอะโดะอยากได้ช้าง เหมือนกัน) และบอกให้ชายคนนั้นขึ้นมาอยู่บนต้นไม้แทนที่ตนชายคนนั้นจึงขึ้นไปแทนอยู่บนต้นไม้ต่อ อีกไม่นานพระราชาก็มาแล้ว เจ๊าะเกอะโดะจึงขี่ช้างกลับไป


หลังจากเวลาผ่านไปสักครู่ใหญ่พระราชาพร้อมด้วยลูกน้อยถือมีดขวานพากับมาเพื่อที่จะมา โค่นต้นไม้..ชายคนนั้นอยู่บนต้นไม้ได้ตะโกนว่าข้าอยากเป็นลูกเขยของพระราชาๆด้านลูกน้อง พระราชาโค่นต้นไม้ๆจึงล้มลงตรงกลางบ่อน้ำพอดีชายคนนั้นจึงตายที่นั่นทันที พระราชา..ตอนนี้เจ้ารู้หรือยังว่าข้าเป็นใครเจ้าโกหกข้ามากเกินไปต้องเจออย่างนี้ หลายวันผ่านไปเจ๊าะเกอะโดะกลับมาพร้อมกับช้างตัวหนึ่ง พระราชา..เจ๊าะเกอะโดะอีกแล้วรึเนี่ยมันตายไปแล้วไม่ใช่หรือ ดูไปดูมาเจ๊าะเกอะโดะอยู่ดี พระราชา..เจ๊าะเกอะโดะไม่ใช่เจ้าใช่ไหม เจ๊าะเกอะโดะ..ใช่สิข้าไงจำไม่ได้หรือ พระราชา..เจ้ากลับมาทำไม เจ๊าะเกอะโดะ..มาทำไมนั้นหรือคือหลังจากที่ข้าลงไปอยู่ในน้ำแล้วข้าได้มีเพื่อนเยอะแยะเลยเอาไปเอา มาจึงเอาช้างให้ข้าตัวหนึ่งข้าจึงกลับมา พระราชา..เจ้าโกหกข้าใช่ไหม เจ๊าะเกอะโดะ..ข้าโกหกได้อย่างไรถ้าไม่ใช้ความจริงข้าจะกลับมาได้รึ พระราชา..ถ้าอย่างนั้นหากเป็นข้าไปแล้วจะได้ช้างผู้ตัวสวยงามอย่างนี้ไหม เจ๊าะเกอะโดะ..ได้สิ ช้างมีเยอะมากเลย เมื่อพูดคุยกันเสร็จแล้วพะราชาจึงบอกให้เจ๊าะเกอะโดะว่า พระราชา..ข้าจะขึ้นไปที่บนต้นไม้แล้วให้เจ้าโค่นต้นไม้ล้มเลย พระราชาเลือกบ่อน้ำที่ใหญ่ที่สุดบ่อหนึ่ง ในบริเวณนั้นแล้วบอกว่าช้างน่าจะมีมากกว่าบ่อน้ำเล็กธรรมดา ไม่มีใครไปด้วยสักคนไปด้วยกันสองคนเท่านั้น เจ๊าะเกอะโดะ..โค่นต้นไม้ล้มลงทันทีตรงกลางบ่อน้ำใหญ่พระราชาจึงตกลงตายที่นั่นทันที เจ๊าะ เกอะโดะจึงกลับบ้านไปหลายวันต่อมามีภรรยาของพระราชามาถามเจ๊าะเกอะโดะที่บ้านว่าเจ๊าะเกอะโดะเจ้าไป เจ้าก็ได้กลับมาทันทีแต่ทำไมพระราชาไม่เห็นกลับมาเลย เจ๊าะเกอะโดะ..เป็นถึงพระราชาต้องกลับมาช้าหน่อยเป็นเรื่องธรรมดา คนขี้เกียจอย่างข้าไม่มีใคร สนใจหรอกไปประมาณ 2-3 วันได้กลับแล้ว พระราชามีเพื่อนมากต้องอยู่นานหน่อย ผ่านไปอีกวันหนึ่งได้มาถามเจ๊าะเกอะโดะอีกว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว เจ๊าะเกอะโดะ..คงจะไปถึงท่อเดอ(ขึ้นอึด)ภรรยาพระราชาคงไม่รู้ว่าท่อเดอคืออะไร ผ่านไปอีกสามวันได้มาถามเจ๊าะเกอะโดะอีกว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว เจ๊าะเกอะโดะ..น่าจะถึงเนออึเดอ(เหม็น) ผ่านไปอีกวันหนึ่งได้มาถามเจ๊าะเกอะโดะอีกว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว เจ๊าะเกอะโดะ..น่าจะถึงลอปร่อเดอ(เป็นผง) ผ่านไปอีกวันหนึ่งได้มาถามเจ๊าะเกอะโดะอีกว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว เจ๊าะเกอะโดะ..น่าจะถึงลอแบร่เดอ(เป็นละอองผง)


ผ่านไปอีกได้มาถามเจ๊าะเกอะโดะว่าตอนนี้ไปถึงไหนแล้ว เจ๊าะเกอะโดะ..คนตายอยากให้กลับมาได้อย่างไรตายแล้วก็ตตายเลย ลองคิดดูสิว่าอยู่บนต้นไม้โดน ต้นไม้โค่นทับจะเป็นคนอยู่ได้อย่างไร ภรรยาของพระราชาโกรธเจ๊าะเกอะโดะมากที่หลอดพระราชาตายแบบ ฟรีๆ ภรรยาของพระราชาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรกับเจ๊าะเกอะโดะจึงบอกว่าฆ่าให้ตายเลยดีกว่าอยู่มีแต่หลอดให้ ตายเท่านั้นจึงมีการตกลงกันว่าต้องต้มเหล้าให้ดื่มกิน วิธีการต้มเหล้าชนิดนี้เรียกว่าซิพอปลอ คือเอาเหล้าที่ต้ม เสร็จแล้วมาต้มใหม่อีก ๓ ครั้ง เชื่อว่าใครกินแล้วต้องบ้าถึงตายเพราะเป็นยาพิษ หลังจากต้มเสร็จแล้วชักชวน ให้เจ๊าะเกอะโดะกินว่าทำอะไรไม่ได้พระราชาตายแล้วเรามาฉลองกันดีกว่าจึงเอาเหล้าซิพอปลอให้เจ๊าะ เกอะโดะกินและก็รู้ตัวว่าถ้ากินเหล้าชนิดนี้แล้วต้องตายจึงไปหาตัวต่อตัวหนึ่งกับหนูตัวหนึ่งคือรู้ตัวดีว่าต้องตาย หากกินเหล้าชนิดนี้เข้าไปแล้ว ถ้าตายต้องได้ตายกันหมดทุกคน เจ๊าะเกอะโดะ..ข้าเมาแล้วข้าไม่ไหวจึงได้นอนตรงนั้นและเจ๊าะเกอะโดะได้มัดตัวต่อไว้ตรงใบหูและมัด หนูไว้ที่นิ้วเท้าห่อผ้าห่มปิดไว้ มีคนพูดขึ้นว่าเจ๊าะเกอะโดะคงตายแล้วแต่มีคนหนึ่งบอกว่ายังคงหายใจดีๆอยู่ และนิ้วเท้ายังคงกระดิอยู่(ความเป็นจริงเจ๊าะเกอะโดะใช้ตัวต่อและหนูหลอกให้คนดูว่าตนกินเหล้าแล้วยังไม่ ตายเลยแต่ได้ตายตั้งแต่ที่ไปนอนแล้ว) มีคนพูดขึ้นว่าเหล้าชนิดนี้บอกว่ากินแล้วต้องตายทุกคนไม่ใช่หรือทำไม ไม่เห็นเจ๊าะเกอะโดะตายเลย เวลาผ่านไปดูแล้วก็ยังเหมือนเดิมทุกอย่างยังคงหายใจดีๆอยู่และนิ้วเท้ายังคง กระดิอยู่จึงได้ชักชวนกันดื่มเหล้าเข้าไปคนละแก้วสุดท้ายภรรยายและลูกหลานพระราชาได้ตายพร้อมกับเจ๊าะ เกอะโดะทุกคน.. ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้ท่าทางและน้ำเสียงให้สอดคล้องกับเรื่องราวที่กำลังเล่าอยู่ ๙. โอกาสที่เล่า • ตอนที่ทำงานกกันเป็นกลุ่มใหญ่ เช่นทำเหมืองฝ้ายในช่วงที่เวลาพักเที่ยง • ตอนกลางคืนก่อนนอน เพราะสมัยก่อนไม่มีทีวีผู้เฒ่าผู้แก่จึงเล่านิทานให้ฟังก่อนนอนทุกคืน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง • ห้ามเล่าในช่วงที่มีการตีข้าวในลาดตีข้าวเพราะเชื่อว่าจะทำให้ขวัญของข้าวหนีไป • ห้ามเล่าในงานศพเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรอย่างยิ่ง


๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต การดูถูก ดูแคลนเป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่ควรที่จะดูถูกกันแม้จะเป็นคนที่ขี้เกียจแต่เป็นคนที่ไม่สร้างปัญหา สร้างควมเดือดร้อนให้แก่ใคร เหมือนเจ๊าะเกอโดะเป็นคนที่ขี้เกียจแต่เป็นคนที่มีปัญญา การเอารัดเอาเปรียบคนไม่ดีเราเอาเปรียบคนอื่นย่อมได้รับคนอื่นเอาเปรียบเช่นนั้นเหมือนกันคนเรา เวลาทำอะไรเราต้องให้เกียรติให้ความเคารพแบ่งปันเผื่อแผ่ซึ่งกันแล้วกัน ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ หากคนไหนเป็นคนที่ขี้เกียจมักไม่มีใครอยากคบหาด้วยเพราะว่ามันขี้เกียจไม่ชอบทำงานและจะทำให้ งานที่คนอื่นทำช้าลงไปด้วย ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีหลายพื้นที่แต่ในการเล่าหรือเนื้อหาไม่เหมือนกัน • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ พ่อเป็นคนเล่าให้ฟังตอนที่ยังเป็นเด็กอยู่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจแต่เด็กคนรุ่นใหม่ไม่สนใจแล้วคิดว่าเป็นสิ่งที่ล้าสมัย


เรื่องที่ ๓ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุล นายมงคล รักยิ่งประเสริฐ อายุ ๕๙ ปี ชื่อหมู่บ้านห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๒ หมู่ที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๔/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เจ๊าะโพแคโถ่ชุ ๒. ประเภทของนิทาน กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายมงคล รักยิ่งประเสริฐ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด พ่อเป็นคนเล่าให้ฟังตอนที่ยังเด้กอยู่ ๖. เนื้อเรื่อง โพแคโถ่ชุเป็นเด็กกำพร้าพ่อแม่อาศัยอยู่แต่ในป่าไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเหมือนคนทั่วไปวันวานอาศัยอยู่แต่ใน ป่าโดยการล่าสัตว์หากินตามป่านั้นและได้ใช้ขนไก่เป็นที่นอนและใช้แทนเป็นผ้าห่มเสื้อผ้าของตนและมี พระราชาสามีภรรยาคู่หนึ่งมีลูกสาวเพียงคนเดียวไม่มีลูกชายหรือญาติพี่น้องพระราชาได้รำพึงว่าทำไมข้ามีแต่ ลูกสาวคนเดียวไม่มีลูกหลายคนเหมือนคนอื่นเลยและได้ไปขุดเอาตุนตัวหนึ่ง(ตัวทำนายโชคชะตาชีวิต)และได้ ถามตุนว่าทำไมข้ามีลูกคนเดียวด้านตุนได้บอกไปว่ามีลูกคนเดียวไม่เป็นไรไม่ต้องกลัวจะได้เป็นใหญ่เป็นโต สามารถเลี้ยงดูเจ้าได้แล้วได้ปล่อยตุนไปพออยู่ไปสักพักรู้สึกไม่มีความสุขได้คิดเหมือนเดิมอีกว่าทำไมข้ามีลูก เพียงคนเดียวหลังจากนั้นได้ไปขุดเอาตุนอีกครั้งแล้วได้ถามอีกว่าทำไมข้ามีลูกเพียงคนเดียว ตุนได้บอกไป เหมือนเดิมอีกครั้งและพระราชาได้รำพึงอีกว่าทำไมตุนตัวไหนๆมีแต่คำตอบเดียวกันหมด จากนั้นได้ตีหัวตุนเมื่อ ได้รับคำตอบไม่ถูกใจแล้วก็ปล่อยไปเวลาพาไปสักพักใหญ่รู้สึกไม่สบายใจอีกครั้งได้ไปขุดเอาตุนอีกครั้งและได้ ถามตุนด้วยคำถามเดิมๆแต่ครั้งนี้ตุนรู้สึกรำคาญจึงได้ตอบไปว่าลูกเจ้าเพียงคนเดียวถ้าเจ้าฆ่าแล้วจะนำโชคลาภ


วาสนามาให้แก่เจ้า พระราชารู้สึกดีใจมากจึงได้ปล่อยตุนไปและกลับบ้านไปบอกภรรยาด้วยความดีใจว่าตุน บอกว่าให้ฆ่าลูกคนนี้ทิ้งเพราะถ้ามีลูกคนนี้อีกจะทำให้พี่น้องคนอื่นเกิดมาไม่ได้และก่อนที่จะนำลูกสาวไปฆ่าได้ ตระเตรียมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆให้แก่ลูกสาวส่วนลูกสาวได้ร้องขึ้นมาด้วยน้ำตาไหลรินเป็นบทธาว่า..หน่อเตอ กาฆอโดโขบ่า อะซิเตอลาโอะเตอลา.. พ่อได้เตรียมดาบไว้ไปด้วยเพื่อจะไปฆ่าลูก ได้ออกเดินทางไปเรื่อยๆ จนถึงไร่ของเจาะโพแคโถ่ชุด้านโพแคพอเห็นคนมาได้หลงหนีไปกลัวคนอื่นๆจะเห็นเพราะว่าไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลย แม้ชิ้นเดียวพอไปได้ไปถึงลานก้อนหินที่หนึ่งคือลานหินกว้างได้พักอยู่ที่ตรงนั้นเตรียมตัวที่จะฆ่าลูกสาวของ ตนเองส่วนลูกสาวได้ปล่อยผมตัวเองหมดเลยโดยไม่ได้มัดผมไว้และลูกสาวได้ร้องขึ้นเป็นบทธาว่า..กาลอโขะซู เตอบิเคลอ แม่ชระเลอกุหม่อดุเกลอ กาลอโขะซูเตอบิซา แม่ชระเลอกุหม่อโดะมะ.. ด้านพ่อได้ชักดาบ เตรียมที่จะฟันคอของลูกดาบจะลงที่คอแล้วโพแคได้ตะโกนร้องว่าโอ้ๆๆ..พระราชาตามหาที่มาของเสียงก็ไม่เจอ จะฟันคอถึงสามครั้งด้านลูกสาวบอกว่าถ้าพ่อจะฆ่าให้รีบฆ่าอย่าได้ลังเลเลยพ่อจึงได้ชักดาบขึ้นมาอีกครั้งสุดท้าย ดาบได้ถูกตกลงมาที่คอของลูกสาวจนคอหักแล้วกลับบ้านไปโพแคได้ไปดูลูกสาวของพระราชาและได้อุ้มขึ้นมา วางที่ตักและได้ร้องไห้และได้รำพึงว่าก่อนที่จะฆ่าทิ้งน่าจะเอามาให้ข้าดีกว่าไม่น่าทำอย่างนี้เลย ข้าอยู่ตัวคน เดียวกำพร้าพ่อแม่ร้องไห้อยู่อย่างนั้นมีเทพเทวดาทั้งหลายที่เห็นเหตุการณ์จึงได้มีการทดสอบโพแคว่ามีใจให้กับ ผู้หญิงหรือรักจริงหรือไม่อย่างไรโดยได้ให้ช้างป่าที่ไหนไม่รู้อาละวาดแถวนั้นสนั่นหวั่นไหวไปหมดเลยต้นไม้ใบไม้ บริเวณนั้นหักล้มไปหมดโพแคจึงด่าไปว่าถ้าอยากฆ่าข้าให้ตายไปกับหญิงสาวคนนี้เลยช้างจึงวิ่งหนีออกไปและมี เสือมาอีกร้องโคร่งๆได้บอกว่าถ้าอยากกินข้าให้กินพร้อมกับผู้หญิงคนนี้เลยแล้วเสือจึงวิ่งหนีออกไปได้ร้องไห้อีก สักครู่ได้มี(ลอ คือเทพที่สามารถบรรดาให้ฟ้าผ่าได้อยู่บนสวรรค์)ได้ผ่าลงตรงบริเวณแถวนั้น ได้บอกให้ลออีกว่า ลอเอ๋ยถ้าจะผ่าข้าให้ผ่าตายไปกับผู้หญิงคนนี้เลยลอตกใจจึงได้กลับขึ้นไป ผ่านไปสักครู่ใหญ่ได้มีเทพจากบน สวรรค์ลงมาแปลกายเป็นผู้เฒ่าคนหนึ่งได้ถามโพแคว่าเจ้าร้องไห้ทำไม โพแคจึงได้บอกว่าผู้หญิงสวยขนาดนี้ไม่ น่าฆ่าเลยน่าจะให้อยู่กับข้าดีกว่า จึงถามโพแคอีกว่าเจ้ารักเขาจริงใช่ไหม ข้ารักเขาจริง ถ้าเจ้ารักเขาจริงข้าจะ บอกทางให้แก่เจ้าในเวลาที่เจ้าหลับกลางคืนสะดุ้งขึ้นมาเมื่อไรให้เจ้าไปกัดเอาต้นไม้อะไรก็ได้แล้วนำมาใส่ให้ที่ แผนของผู้หญิงคนนี้แล้วจะหายเป็นปกติ ..พอตกกลางคืนนอนหลับสะดุ้งตื่นจึงได้วางผู้หญิงลงแล้วได้วิ่งไป ตามที่คำแนะนำของผู้เฒ่าคนนั้นวิ่งไปๆๆชนใส่ตอไม้ต้นหนึ่งจึงสลบไปทันทีรู้สึกตัวอีกครั้งจึงได้กัดเอาตอไม้นั้น แล้วกลับไปใส่ที่แผนของผู้หญิงทันทีแผนจึงเริ่มหาย พอกลางคืนหลับสะดุ้งตื่นขึ้นมาได้วิ่งไปอีกวิ่งไปชนต้นไม้ แล้วสลบไปตื่นขึ้นมาได้กัดเอาเปลือกไม้นั้นแล้วไปใส่ที่แผนอีกจนครบสามครั้งผู้หญิงคนนั้นได้ฟื้นขึ้นมามีชีวิต อีกครั้งโพแคตกใจจึงได้กระโดดหนีไปทันทีเพราะความอายที่ไม่ได้ใส่เสื้อผ้าเลยผู้หญิงจึงได้วิ่งตามไปทันทีและ โพแคได้กลับไปที่ที่อยู่ของตนพอกลับถึงผู้หญิงได้พูดขึ้นว่าเจ้าทำให้ข้าฟื้นขึ้นมามีชีวิตแล้วทำไมต้องวิ่งหนีข้า ด้วยโพแคจึงได้บอกว่าข้าไม่มีเสื้อผ้าใส่ผู้หญิงได้เอาเสื้อให้ใส่แต่จะยืนอยู่ข้างๆกลัวจะหนีไปอีกแต่โพแคบอกว่า ให้แอบไปที่อื่นโถงเถียงกันสักพักจึงยอมกันจากนั้นได้แต่งงานอยู่ด้วยกันจนเป็นใหญ่เป็นโตทางด้านของ พระราชาผู้เป็นพ่อแม่ผู้หญิงไม่มีลูกมีหลานเลยมีแต่ลูกสาวคนเดียวที่ได้ฆ่าทิ้งแล้วมีอยู่วันหนึ่งท่านทั้งสองได้ไป หาข้าวสารอาหารต่างๆที่หมู่บ้านของโพแคอยู่นั้นแต่ทั้งสองจำลูกสาวไม่ได้เพราะคิดว่าลูกสาวได้ถูกตนฆ่าเสีย แล้วแต่ลูกสาวจำทั้งสองได้จึงถามขึ้นมาว่าป้าจะไปไหน บอกว่ากำลังหาข้าวสารกินอยู่ลูกสาวได้เอาให้แม่หนึ่งปิ้ บแล้วกลับไปกินหมดแล้วได้มาอีกครั้งลูกสาวจึงได้ชักชวนให้อยู่ด้วยบอกว่าไม่ได้ป้าอยู่กับลุงแค่สองคนเท่านั้น


ได้เอาข้าสารให้อีกครั้งพอกลับไปถึงบ้านได้เล่าให้สามีฟังว่าตอนที่ไปหาเอาข้าวสารได้มีผู้หญิงคนหนึ่งได้ชักชวน ให้มาอยู่ด้วยพอมาอีกครั้งลูกสาวได้พูดความจริงว่าแม่ข้าคือลูกสาวของแม่ตอนที่ท่านทั้งสองได้ไปฆ่าลูกนั้นได้มี ผู้ชายคนหนึ่งช่วยชีวิตลูกให้ฟื้นขึ้นมาได้กลายมาเป็นครอบครัวอยู่ร่วมกันทุกวันนี้แม่กับพ่อมาอยู่ด้วยกันเถอะ ด้านของผู้เป็นพ่อรู้สึกละอายแก่ใจมากนักจึงไม่กล้ากลับไปกับภรรยาตนได้อยู่ลำพังเพียงคนเดียวด้วยความ ลำบากได้อดตายจนถึงแก่ชีวิตในที่สุด ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้มือและวาจาเล่าให้คล้องจ้องตามเรื่องราวในนิทาน ๙. โอกาสที่เล่า งานบุญ ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่าในงานศพเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีเวลามีงานศพเล่านิทานไปด้วย ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต คนเรานั้นแม้มีลูกเพียงคนเดียวสามารถเป็นบ้านเป็นเมืองได้อย่าได้หลงกลเชื่อคำพูดของใครเลยไม่ว่า จะเป็นคำสรรเสริมหรือนินทาอย่าได้ดีใจหรือเสียใจเป็นอันขาดดังบทธาที่ว่า โอะหญี่เตอพอเจอยี เกอลือพรอเพลงเลอเกอลี ต่าแคต่าเจอน่าเตอเก ปาน่าปาลอปกาลอเย ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ได้สะท้อนถึงความยากจนแต่เป็นคนที่มีเมตตามีความรักต่อเพื่อนมนุษย์ทุกคน ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อ ตั้งแต่สมัยที่ยังเด็ก • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจแต่บางครั้งขี้เกียจเล่าแล้วเพราะเด้กไม่สนใจเท่าไหร่ สมัยนี้ดูแต่ทีวี


เรื่องที่ ๔ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายแก้ว จิเก อายุ ๖๗ ปี ชื่อหมู่บ้าน ทุ่งหลวง ที่อยู่เลขที่ ๓๖ หมูที่ ๒ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๖/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่องซ: เจ๊าะโพแคจอป่า ๒. ประเภทของนิทาน กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายแก้ว จิเก ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ผู้เฒ่าผู้แก่คือพ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เล่าให้ฟัง ๖. เนื้อเรื่อง มีความเป็นมาว่าพระราชานั้นเป็นผู้ที่มีฐานะดีมีช้าง มีม้า มีวัว มีควาย ทุกอย่าง อีกอยู่วันหนึ่งได้บอก ว่าจะออกตามหาลูกน้องลูกจ้างคอยดูแลช่วยเหลืองานไม่ว่าทำงานบ้านหรือเลี้ยงควายทำงานอะไรก็ได้ทำงาน คนเดียวไม่ไหวแล้วจึงได้แบกย่ามออกเดินทางทันทีได้ผ่านมาถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีชาวบ้านคนหนึ่งบอกว่า ชาวบ้าน.. “พระราชาข้าไม่เคยเห็นท่านมาเลยท่านมาสำรวจอะไรหรือเปล่า” พระราชา..ข้ามีสิ ชาวบ้าน..ท่านมีอะไรบอกให้ข้าด้วยสิไม่เข้าหูเข้าตาอะไรหรือเปล่า พระราชา..ข้าต้องการให้คนไปอยู่กับข้าคนหนึ่งข้ามีงานให้ทำช่วยทำงานหรือเลี้ยงควาย ชาวบ้าน..ถ้าอย่างนั้นข้าต้องการจะไปอยู่เหมือนกันแต่ท่านจะคิดค่าจ้างให้กับข้าอย่างไร เท่าไหร่ พระราชา..อันนั้นก็ยังตอบไม่ได้เหมือนกันมากหรือน้อยไม่รู้เอาอย่างนี้ดีกว่าถ้าเจ้าโกรธข้าทุกอย่างก็ หมดกันไปแต่ถ้าข้าโกรธเจ้าข้าก็จะให้ช้างหนึ่งตัวและลูกสาวหนึ่งคน ชาวบ้าน..ได้อย่างไรเราเป็นคนต้องมีการโกรธเกลียดซึ่งกันและกันอยู่แล้วข้าไม่เอาดีกว่า


หมู่บ้านนี้ไม่มีใครสนใจเอาสักคนพระราชาจึงไปต่อ...ไปหมู่บ้านนี้ก็ไม่มีใครเราจึงไปต่อที่หมู่บ้านอื่นต่อ ...มีคนได้ถามเหมือนหมู่บ้านที่ผ่านมาอีกและไม่มีใครสนใจจึงได้ยินถึงหูของเด็กกำพร้า เด็กกำพร้า..ข้าจะเอาข้าจะไปอยู่กับพระราชาเอง..มีคนหนึ่งจึงตอบไปว่าเด็กกำพร้าเอ๋ยเจ้ายิ่งกว่าคน อื่นอีกหากเจ้าไปอยู่กับพระราชาคงต้องกลับมาตัวเปล่าแน่เพราะต้องอยู่กันเป็นปี.. เด็กกำพร้า..หากได้ช้างหนึ่งตัวกับลูกสาวพระราชาหนึ่งคนข้าจะลองดูสักหน่อยแล้วกันจะเป็นไปได้ อย่างไรหากพระราชาโกรธเจ้าทุกอย่างก็จบ..เออข้าจะลองดูงานทุกอย่างต้องลองดูถ้าไม่ลองไม่รู้..เพื่อนห้าม ไม่ได้จึงออกเดินทางไปและบอกว่าอยู่ที่นี่ก็อยู่กับคนอื่นไปที่นั่นก็อยู่กับคนอื่นอยู่ที่นี่เป็นเดือนเป็นปีไม่ได้อะไร เลยสักอย่าง..เด็กกำพร้าจึงออกเดินทางไปกับพระราชา.. ครั้งแรกที่ไปถึงพระราชาให้ไปหาหมาก่อนเด็กกำพร้าจึงตอบตกลงและเล่นละครบอกให้เด็กกำพร้า เป็นหมาส่วนพระราชาเป็นคนจึงตอบไปว่าได้แล้วแต่ท่านข้ามาอยู่กับพระราชาจะทำอะไรก็ได้หมดทุกอย่าง.. หลังจากเด็กกำพร้าเป็นหมาแล้วพระราชาห่อข้าวเข้าป่าไปจึงพาหมาไปด้วยพอไปถึงที่ราบแห่งหนึ่งเห็น กระต่ายตัวหนึ่งวิ่งออกมาจึงให้หมา(เด็กกำพร้า)ไล่วิ่งทันทีทำเสียงเห่าเหมือนหมาโฮ่งๆๆและจับกระต่ายได้ ทันที(ถอนหายใจยาวๆ)พระราชาจับมาตีให้ตายแล้วนำไปทำเป็นอาหารข้างๆแม่น้ำแห่งหนึ่งเผาแกงจงเสร็จ เรียบร้อย พระราชา..ข้าทำอาหารเสร็จรู้สึกอากาศร้อนมากเลยสงสัยต้องไปอาบน้ำก่อนจึงกลับมากินข้าวทีหลัง.. เด็กกำพร้า..พระราชาขณะตอนที่ไปอาบน้ำให้เก็บอาหารไว้ดีๆด้วยหมามันชอบกินไปเรื่อยเก็บไว้ดีๆ พระราชา..อย่างนั้นรึใช่แล้วหมามันชอบกินไปเรื่อยพระราชาจึงเก็บไว้บนจอมปลวกใต้ต้นไม้ที่หนึ่ง พระราชาจึงไปอาบน้ำในขณะที่พระราชาไปอาบน้ำอยู่อย่างสบายๆเพราะอากาศร้อนนั้นเด็กกำพร้าจึง กินอาหารของพระราชาหมดเกลี้ยมและส่วนไหนที่กินไม่หมดก็เอาฝุ่นเอาดินทำเหมือนนิสัยของหมาที่มันชอบ กินบนดินและกลัวพระราชาจะกลับมาเห็นรีบกินอย่างกล้าๆกลัวๆของที่อร่อยทุกอย่างหมดเหลือแต่กระดูกแล้ว กลับไปนอนอยู่ที่เดิม.. พระราชากลับมาถึงจะกินข้าวหมากินหมดเสียแล้วพระรราชาจึงถอดหายใจว่าจะทำอย่างไรดีดูไปดูมา จึงชวนเด็กกำพร้ากลับบ้าน(ความเป็นจริงพระราชาเริ่มโกรธเด็กกำพร้าแล้ว).. เด็กกำพร้าจึงบอกว่าพระราชาวันนี้ข้ากินอาหารของพระราชาหมดพระราชาคงโกรธข้าแล้วใช่ไหม พระราชาบอกว่าข้าไม่โกรธเจ้าหรอไม่เป็นไร(หากพระราชาโกรธเด็กกำพร้าช้างหนึ่งตัวและลูกสาวหนึ่งคนก็เป็น ของเด็กกำพร้า).. เช้าอีกวันหนึ่ง...พระราชาบอกว่าเด็กกำพร้าวันนี้ให้เจ้าเป็นคนข้าจะเป็นหมา.. เด็กกำพร้า..ตอบว่าก็ได้วันนี้ข้าจะเป็นคน..จึงห่อข้าวของเข้าไปป่าอีกวันหนึ่งและวันนี้ก็ได้พบกับ กระต่ายอีกตัวเช่นเคยจึงให้พระราชาไล่ตามกระต่ายให้เห่าเหมือนหมาดังๆโฮ่งๆๆแล้วพระราชาก็ได้จับกระต่าย ได้ทันทีเหมือนกัน.. เด็กกำพร้า..จึงตบหัวพระราชาเบาๆและบอกว่าหมาๆๆและนำมาต้มแกงที่ริมข้างแม่น้ำแห่งหนึ่ง เหมือนกันเจ๊าะเกอะโดะจึงบอกว่าข้ารู้สึกร้อนจะไปอาบน้ำสักหน่อยก่อนกินข้าว พระราชา..บอกว่าเก็บอาหารไว้ดีๆด้วยหมามันชอบกินไปเรื่อย


เด็กกำพร้า..เอ๋...หมานี้มันขึ้นต้นไม้ไม่ได้ข้าจะเก็บไว้บนต้นไม้ดีกว่าจึงเก็บไว้บนต้นไม้และไปอาบน้ำ ค่อยๆอาบน้ำ พระราชาคิดว่าหากว่าข้าดึงลงมากินเจ๊าะเกอะโดะคงรู้ว่าหมามันขึ้นต้นไม้ไม่ได้ทำอย่างไรดีหิวก็หิว.. พระราชาคิดดูตั้งนานกังวลว่าเด็กกำพร้าจะรีบกลับมาจะขึ้นต้นไม้เอาลงมากินกลัวเด็กกำพร้าจะว่าหมามันขึ้น ต้นไม้ได้ด้วยยังไม่เคยเห็นหมามันขึ้นต้นไม้เลยจนในที่สุดท้ายเด็กกำพร้าก็กลับมาแล้วเอาอาหารลงมากิน.. เด็กกำพร้า..ท่านพระราชาหมานี้มันกินทีหลังใช่ไหม..ใช่แล้ว เด็กกำพร้ากินจนหมดเหลือข้าวแค่เป็น เม็ดๆและกระดูกเท่านั้นจึงขย่ำผสมรวมกันให้พระราชากินและบอกว่าพระราชาหมามันกินอย่างนี้ใช่ไหม พระราชาก็กินตามที่เด็กกำพร้าให้กินเสร็จแล้วถามพระราชาว่าเอาอย่างไงดีกลับกันได้หรือยัง พระราชา..ได้กลับก็กลับ......... เด็กกำพร้า..ท่านพระราชาท่านคงจะโกรธข้าแล้วใช่ไหมท่านเป็นคนข้าก็ได้กิน ท่านเป็นหมาข้าก็ได้กิน ..ท่านคงจะโกรธข้าแล้วมั่ง พระราชา..ไม่เป็นไรเอาใหม่ได้ จนถึงฤดูฝนมาอีกครั้งเป็นช่วงที่ปล่อยควายเข้าป่าให้หาอาหารกินตามป่าพระราชามีฝูงควายฝูงหนึ่งให้ เจ๊าะเกอะโดะเลี้ยง พระราชา..เด็กกำพร้าเจ้าจงเลี้ยงควายให้แก่ข้าด้วย เจ๊าะเกอะโดะ..ได้แล้วแต่พระราชาๆให้เจ๊าะเกอะโดะเลี้ยงควายให้แต่ว่าพระราชาไม่ให้ข้าวเปล่า อาหารไว้ให้เจ๊าะเกอะโดะสักอย่างเลยให้นอนตัวเปล่าบอกว่าจะเอาข้าวมาส่งให้ พระราชามาส่งข้าวให้เจ๊าะ เกอะโดะทุกเช้าเย็นๆทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งพระราชาต้องการอยากให้เจ๊าะเกอะโดะโกรธตนจึงไม่ได้ไปส่งข้าวให้ สองวัน เจ๊าะเกอะโดะ..คิดในใจว่าทางด้านพระราชาอยากให้ตนโกรธจึงไม่ได้ไปส่งข้าวให้ตามเคย..เด็กกำพร้า เจ๊าะเกอะโดะจึงตัดหางของควายหนึ่งตัวปิ้งกิน (เนื้อหนังเวลากินก็ไม่อยากกินข้าวใช่ไหม) พระราชา..เจ๊าะเกอะโดะเจ้ากินข้าวหรือยัง.. เจ๊าะเกอะโดะ..ยังไม่ได้กินอะไรเลยข้าวไม่มี พระราชา..คิดว่าจะมาส่งให้เจ้า..แต่ว่างานมายุ่งจึงไม่ได้มาส่งเลย เจ๊าะเกอะโดะ..ไม่เป็นไร พระราชา..ข้าไม่มาส่งข้าวให้เจ้า..เจ้าคงโกรธข้าใช่ไหม เจ๊าะเกอะโดะ..ข้าไม่โกรธหรอก..เพราะว่าข้าก็ได้กินอยู่คือข้าตัดหางควายของพระราชากิน พระราชา..มองไปดูที่ควายเห็นแล้วรู้สึกโกรธแต่ว่าไม่กล้าที่จะพูดอะไรเดี่ยวเด็กกำพร้าเจ๊าะเกอะโดะ จะรู้ว่าตนเองโกรธ เจ๊าะเกอะโดะ..พระราชาข้ากินหางควายของท่านๆคงจะโกรธข้าใช่ไหม พระราชา..ไม่เป็นไรเพราะว่าข้าไม่ได้มาส่งข้าวให้เจ้า..พระราชาจึงกลับไปและมาส่งข้าวให้เจ๊าะ เกอะโดะอีกทุกวันตามเคย..จงมาวันหนึ่งไม่ได้มาส่งข้าวอีกแล้วตามเคยและครั้งนี้ไม่ได้มาส่งตั้งสามวันคืออยาก ให้เจ๊าะเกอะโดะหิวข้าวอยากข้าวให้ถึงที่สุด


เจ๊าะเกอะโดะ..เจ๊าะเกอะโดะจึงแล่น่องขาควายของพระราชากิน พระราชา..เอาอีกแล้วไม่ได้มาส่งข้าวให้เจ้ากินอีกแล้วเป็นเวลาตั้งสามวันเจ้าได้กินอะไรไหม เจ๊าะเกอะโดะ..ได้กินอยู่บ้าง พระราชา..กินอะไร เจ๊าะเกอะโดะ..กินไปเรื่อย พระราชา..ข้าไมได้มาส่งอะไรให้เจ้าเลยนี่ตั้งนานแล้วเจ้าคงโกรธข้าสินะ เจ๊าะเกอะโดะ..ไม่เป็นไรได้กินอยู่คือได้แล่เอาน่องขาของควายตัวนั้นกินจนไม่หิวข้าวเลย พระราชา..ดูควายของตนเองขาฉีกหมดเลย...พระราชารู้สึกโกรธมากแต่ไม่กล้าพูกออกมา เจ๊าะเกอะโดะ..พระราชาคงจะโกรธข้าใช่ไหมที่กินน่องขาควายของพระราชาหมดไปขาหนึ่ง พระราชา..ไม่เป็นไรข้าไม่โกรธเจ้าหรอก..พระราชาจึงกลับไป อยู่ๆฤดูกาลของการทำนาทำงานคง หมดเหมือนกันจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวฝ้าย พระราชา..เจ๊าะเกอะโดะไปเก็บฝ้ายด้วยกันไหม เจ๊าะเกอะโดะ..ได้สิแล้วแต่นาย พระราชา..เจ๊าะเกอะโดะเจ้าจนขึ้นไปเก็บฝ้ายที่บนปลายของไร่ส่วนข้าจะเก็บที่ลุ่มของไร่(พระราชาคิด ว่าจะหนีกลับบ้านไปก่อน) เจ๊าะเกอะโดะ..ได้สิ เจ๊าะเกอะโดะคิดในใจว่าพระราชาคงคิดจะหนีกลับไปก่อนจึงเก็บฝ้ายไปด้วยและ ก็แอบมองพระราชาไปด้วยใกล้ถึงเวลากลับบ้านเจ๊าะเกอะโดะได้ไปแอบหลงเข้าไปอยู่ที่ก๋วยที่ใส่ฝ้ายของ พระราชาคืออยากให้พระราชาโกรธ พระราชา..ได้ตะโกนเรียกเจ๊าะเกอะโดะครั้งเดียวว่าเด็กกำพร้ากลับบ้าน(ไม่ได้ตั้งใจเรียก)จึงแบกก๋วย กลับบ้านไปคิดว่าจะหนีกลับก่อน พอกลับมาถึงบ้านบอกให้ภรรยาว่าในครั้งนี้เจ๊าะเกอะโดะคงโกรธข้าแน่ต้อง กลับบ้านตัวเปล่า เจ๊าะเกอะโดะ..พระราชาข้าก็กลับมากับท่านเหมือนกันอยู่ในก๋วยของท่าน..ท่านคงโกรธข้าใช่ไหมที่ แบกข้ากลับมาด้วย(พระราชาโกรธแต่ไม่กล้าบอก) พระราชา..ไม่เป็นไรข้าไม่โกรธเจ้าหรอก มีอีกครั้งหนึ่งพระราชาบอกให้เจ๊าะเกอะโดะว่าข้าจะไปเก็บที่บนปลายไร่ส่วนเจ้าเก็บตรงที่ลุ่มของไร่ เจ๊าะเกอะโดะ..ได้สิ แล้วแต่ท่าน พระราชา..เก็บฝ้ายเก็บไปเก็บมาใกล้เที่ยงจึงเข้าไปอยู่ในก๋วยของเด็กกำพร้าเจ๊าะเกอะโดะส่วนเด็ก กำพร้าเก็บฝ้ายเก็บไปเก็บมาเที่ยงแล้วหิวข้าวจึงตะโกนเรียกพระราชาว่าพระราชากลับบ้านได้แล้ว เจ๊าะเกอะโดะ..รู้ว่าพระราชาแอบหลงเข้าไปอยู่ในก๋วยของตนแบกก๋วยฝ้ายไปบ่นไปด้วยว่าฝ้ายมันเบา ไม่ใช่หรือทำไมมันหนักอย่างนี้และจึงแบกกลับไปพอเหนื่อยก็วางกระแทกอย่างแรงกับพื้นและบ่นว่าฝ้ายทำไม มันหนักอย่างนี้(ทำให้ซี่โครงพระราชาเจ็บเป็นครั้งๆ)พอกลับไปเจอสะพานลำห้วยแห่งหนึ่งเก็บเอาลงเพื่อจะ พักผ่อน..และบ่นอยู่คนเดียวว่าพี่ชายช้างของเจ้าดุมากไหม เออดุสิ (พระราชาอยู่ในก๋วยมองไม่เห็น)ถ้าดุให้ แทงก๋วยของข้ามันจะแทงไหม ถ้าให้แทงมันก็แทงสิ ไม่แทงกะ แทงสิถ้าให้มันแทง ถ้าอย่างนั้นลองให้แทง


หน่อยสิ หนีออกไปสิ (พูดถาม-ตอบ อยู่คนเดียว)..บอกว่าช้างแทงเลย ด้านพระราชากลัวตกใจมากดิ้นไปดิ้นมา จึงตกลงไปในลำห้วยพร้อมกับก๋วยและฝ้ายเพราะกลัวจะถูกช้างแทงนั่นเอง เจ๊าะเกอะโดะจึงวิ่งหนีกลับบ้านไปและถามภรรยาของพระราชาว่าท่านพระราชากลับมาที่บ้านหรือยัง ภรรยาของพระราชาบอกว่าพระราชาไปกับเจ้าไม่ใช่หรือเจ๊าะเกอะโดะถ้าอย่างนั้นพระราชาคงอยู่ในลำห้วยแน่ จึงวิ่งหนีกลับไปดึงเอาพระราชาขึ้นมาและถามพระราชาว่าพระราชาท่านอยู่ในก๋วยรึคิดว่าท่านกลับบ้านไปแล้ว ท่านอยู่ตั้งแต่เมื่อไหร่เนี้ย.. เจ๊าะเกอะโดะ..พระราชาข้าไปเก็บฝ้ายกับเจ้าท่านแบกข้ากลับมาและข้าแบกท่านกลับมาแล้วเอาท่าน ให้ตกน้ำท่านตคนโกรธข้าใชไหม? พระราชา..ข้าไม่โกรธเจ้าหรอก..แล้วสุดท้ายบอกภรรยาของตนว่าเจ๊าะเกอะโดะคนนี้เอาไม่ไหวจริงๆ เจ้าจนต้มเหล้าแล้วทำให้เมาและเราหนีจากไปในกลางคืน(เจ๊าะเกอะโดะแอบได้ยินที่พระราชาคุยกับภรรยา) ภรรยาของพระราชาจึงต้มเหล้า.. เจ๊าะเกอะโดะ..เมื่อเวลาที่พระราชาเอาเหล้าให้ดื่มต่อหน้าดื่มเต็มที่แต่พอลับตาก็เททิ้งไปและก็แกล้ง ทำเป็นเมาเหล้าอย่างหนัก พระราชา..เจ๊าะเกอะโดะเจ้าเมาหนักแล้ว.. เจ๊าะเกอะโดะ..เออข้าไม่เป็นไร พระราชา..พระราชาจึงจับเอาเจ๊าะเกอะโดะให้นอนลงบอกว่าเมามากแล้วและได้จับเขย่าเท่าไหร่ก็ไม่ เห็นว่าดิ้นเลย(ทำเหมือนลักษณะของคนเมาหนัก)บอกกับภรรยายว่าตอนนี้เจ๊าะเกอะโดะนอนหลับอย่างสนิท แล้วเตรียมข้าวของหนีไปได้แล้ว..ในขณะที่พระราชาเตรียมของอยู่นั้นเจ๊าะเกอะโดะลุกขึ้นแล้วเอาก๋วยมาวาง แทนตนแล้วเอาผ้าห่มมาห่มให้ด้วยส่วนตนแอบเข้าไปอยู่ในเกอเย๊ะ(หีบใส่ข้าวของ)อยู่ใต้ข้าวของที่ใส่ไว้แล้ว อย่างสบาย..พระราชาได้ให้ภรรยาไปดูว่านอนหลับอยู่หรือเปล่า(เจ๊าะเกอะโดะก็ได้เอาแมวไว้ที่ที่ตนเองนอนอยู่ หนึ่งตัวเหมือนกัน)ภรรยาของพระราชาบอกว่าเจ๊าะเกอะโดะนอนหลับหายใจอย่างสบายอยู่ไม่ต้องกำวัลเราไป กันได้แล้ว..เที่ยงคืนได้เตรียมช้างหนีออกเดินทางไปทันทีจนสว่างได้หยุดพักเอาข้าวของลงและพระราชาบอกว่า ตอนนี้เจ๊าะเกอะโดะหาเราไม่เจอแล้วและหุงอาหารทำกับข้าวเรียบร้อยและคิดในใจว่าเด็กกำพร้าเอ๋ยเจ้าฉลาด นัดตอนนี้เจ้าจะได้กินอะไร.. เจ๊าะเกอะโดะ..ท่านพระราชาข้าก็มากับเจ้าเหมือนกันข้าอยู่ในเกอเย๊ะของท่าน พระราชา..ไม่รู้จะทำอย่างไรใช้วิธีไหนเจ๊าะเกอะโดะก็สู้ได้หมดเลย..ในที่สุดพระราชาจนยกลูกสาวและ ช้างตัวหนึ่งให้แก่เจ๊าะเกอะโดะและเจ๊าะเกอะโดะก็ได้กลับบ้านผ่านหมู่บ้านทั้งสามแห่ง..และมีคนพูด ขึ้นมาว่าถ้ารู้อย่างนี้น่าจะไปเหมือนกัน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี


๘. ท่าทาง ใช้วาจาและท่าทางในการเล่าเรื่องราวให้สอดคล้องกัน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าในเวลากลางคืน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง • ห้ามเล่าในช่วงเวลากินข้าว เพราะจะทำให้ข้าวอาจติดคอได้ • ห้ามเล่าในเวลาอยู่ในลาดตีข้าว เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขวัญของข้าวหนีไป ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต • การดูถูกเหยียบหยามคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี คนทำดีย่อมได้ดี คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว • การเอารัดเอาเปรียบคนไม่ดีเราเอาเปรียบคนอื่นย่อมได้รับคนอื่นเอาเปรียบเช่นนั้นเหมือนกันคนเรา เวลาทำอะไรเราต้องให้เกียรติให้ความเคารพแบ่งปันเผื่อแผ่ซึ่งกันแล้วกัน ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ได้ฟังนิทานแล้วได้สร้างข้อคิดคติเตือนใจให้รู้ว่าถ้าเราทำอย่างนี้แล้วจะเป็นอย่างไร ให้ย้อนคิดถึงเรื่อง ของนิทาน ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มีผู้ที่เล่านิทานได้๒ คน คือ นายมงคล รักยิ่งประเสริฐ บ้านห้วยอีค่าง และนางหน่อเก เจริญสุข สมบัติ บ้านห้วยอีค่าง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผู้เฒ่าผู้แก่คือ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เป็นคนเล่าให้ฟัง • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจแต่เด็กไม่ค่อยสนใจที่จะฟังนิทานเท่าไหร่แล้วในตอนนี้


เรื่องที่ ๕ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายเชาวลิต คคนัมพรศรีอายุ ๕๑ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยข้าวลีบ ที่อยู่เลขที่ ๑๑/๑ หมู่ที่ ๘ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๕/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เจ๊าะมอลอ ๒. ประเภทของนิทาน กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ - ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนายเชาวลิต คคนัมพรศรี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด พ่อเป็นคนเล่าให้ฟัง ๖. เนื้อเรื่อง มีชายคนหนึ่งรูปร่างเตี้ยเหมือนคนแคระเท่ามอลอ(ที่ต้มเหล้า)ตัวดำเหมือนก้นหม้อชื่อว่ามอลอเวลา เดินไปแต่ละครั้งเหมือนมอลอตูลูมีเพื่อนแซวว่ามอลอจะมีผู้หญิงชอบถูกใจเจ้าบ้างไหมหนอเมื่อไหร่เจ้าจะได้ แต่งงานกับคนอื่นๆสักทีเจาะมอลอได้แต่เงียบอยู่อย่างนั้นคิดอยู่ในใจว่ารักไม่รักไม่รู้แหละเวลาผ่านไปได้เติบโต เป็นหนุ่มขึ้นได้ยินเขาเล่าเกี่ยวกับลูกสาวคนสุดท้องของพระราชามีคนใหญ่มีเงินมีทองมีอำนาจมาสนใจหมาย ปองมากมายพระราชาได้แจ้งให้ทุกคนทราบว่าใครที่จะแต่งงานกับลูกสาวต้องเป็นคนที่ดีที่สุดในแผ่นดินนี้คนที่ ไม่สวยไม่หล่อไม่ดีจะไม่เอาเด็ดขาดมีผู้มาสนใจไม่ว่าลูกชายของพระราชาทั้งเจ็ดเมืองตามมาสนใจอยากเป็น คู่ครองด้วยแต่ลูกสาวพระราชาไม่สนใจอยากคุยด้วยสักคนที่สำคัญไม่ยอมออกมาต้อนรับเลยจนหมดผู้ชายทั้ง เจ็ดเมืองเหลือแต่เจาะมอลอคนเดียวที่ยังไม่ไปกับเค้าและได้พูดคุยให้คนอื่นแม้กระทั่งลูกชายของพระราชาที่ เมืองของเจาะมอลอด้วยฟังว่าข้าไม่อยากไปกับคนอื่นถ้าไปลูกสาวพระราชาต้องพูดคุยและเป็นแฟนแน่ลูกชาย พระราชาเลยท้าว่าถ้าเป็นอย่างที่เจ้าพูดพวกข้าจะแบ่งเมืองให้ครึ่งหนึ่งของเมืองเจาะมอลอเลยออกเดินทางไป ที่เมืองของพระราชาท่านนั้นทันทีระหว่างทางพวกคนได้พูดลักษณะเดียวกันหมดทุกคนว่าเจ้าตัวก็เตี้ยดำก็ดำ ตัวเท่ามอลอใครจะสนใจเจ้าเจาะมอลอได้ตอบกลับไปว่าชอบไม่ชอบรักไม่รักแต่ข้าจะเอาลูกสาวของพระราชา


เป็นภรรยาให้ได้ไปเมืองไหนลูกชายพระราชาก็ได้ท้าอย่างนั้นทุกคนจนออกเดินทางถึงเมืองของพระราชาที่มีลูก สาวสวยเป็นที่หมายปองของใครต่อใครจงเข้าไปหาแต่ทำตัวเป็นเงียบพระราชาสั่งให้มอลอหุงต้มอาหารแต่ มอลอใช้เลอชอ(ก้อนหินที่ใช้ในเวลาหุงต้มอาหารปกติใช้สามกอ้นจึงจะใช้ได้)แค่สองก้อนวุ่นวายอยู่อย่างนั้นลุก สาวพระราชาเลยบอกว่ามอลอทำไมเจ้าทำอะไรไม่เป็นเลยทำไมไม่ใช้เลอชอสามก้อนหละเมื่อลูกสาวพระราชา ถามสักประโยคได้จดบันทึกไว้ทันทีหลังจากนั้นได้ลุกขึ้นไปตักน้ำต่อโดยวิธีตักน้ำของมอลอได้แทงก้นกระบอง น้ำที่รั่วแตกด้วยฉลาดของมอลอลูกสาวพระราชาจึงถามไปอีกว่ามอลอเจ้าไปตักน้ำไม่ใช่รึมีอยู่ครั้งหนึ่งก่อนที่มอ ลอจากบ้านบ้านเกิดของตนเองในขณะนั้นพระราชากำลังลงไปตีเหล็กที่ใต้ถุงบ้านส่วนมอลอนั้นได้นั่งข้างๆของ พระราชาและง่วงนอนอีกต่างหากลูกสาวพระราชาเลยถามว่ามอลอทำไมเจ้าง่วงขนาดนั้นมอลอได้ตอบไปว่าข้า ง่วงนอนพระราชาเลยบอกให้มอลอขึ้นไปเอาเกลือที่บ้านได้ถามลูกสาวพระราชาว่าอยู่ไหนลูกสาวพระราชาเลย บอกว่าอยู่ตรงนั้นแต่มอลอขอเพิ่มอย่างอื่นอีกคือขอนอนกับลูกสาวพระราชาลูกสาวพระราชาก็ยอมโดยดี หลังจากนั้นได้จดบันทึกไว้อีกแล้วได้เอาเกลือให้พระราชาเสร็จได้กลับไปก่อนกลับได้เอาหนังสือที่จดบันทึกไว้ ตรงผนังบ้านของพระราชาทางแล้วกลับบ้านไป พระราชาได้ขึ้นไปบนบ้านเพื่อดื่มน้ำและเห็นสมุดที่มอลอจดบันทึกไว้หยิบขึ้นมาอ่านแล้วได้บอกให้ลูก สาวว่าลูกสาวเอยเจ้าจะต้องไปกับมอลอแล้วอยู่กับพ่อไม่ได้แล้วคนอื่นมีมากมายทำไมเจ้าไม่สนใจดมาสนใจเจ้า มอลอทำไมพ่อพูดอย่างนั้นดูสิ่งของนี้ซิ จากนั้นได้ตระเตรียมข้าวของสิ่งต่างๆให้ลูกจนครบแล้วลูกจึงออกติด ตามหลังเจ๊าะมอลอไประหว่างที่มอลอเดินทางกลับบ้านเกิดนั้นได้แอบซ่อนตัวไว้ระหว่างทางโดยคิดว่าลูกสาว พระราชาคงเดินทางติดตามมาแน่เจาะมอลอกับลูกสาวพระราชาได้เดินทางมาด้วยกันผ่านเมืองหนึ่งก็ได้เมือง ครึ่งหนึ่งๆจนครบทั้งเจ็ดเมืองจนสุดท้ายมีคนถามเจ๊าะมอลอว่าเจ้าทำอย่างไรทำไมข้าสนใจพูดคุยด้วยตั้งนาน ทำไมไม่ได้ลูกสาวพระราชาเป็นภรรยามอลอตอบว่าข้าบอกเจ้าแล้วข้าไม่อยากไปหากข้าไปข้าต้องได้ลูกสาว พระราชาเป็นภรรยาแน่นอน จนท้ายที่สุดเจาะมอลอได้รับเมืองครึ่งหนึ่งของเมืองทั้งเจ็ดเมืองและได้เป็นใหญ่เป็นโตมีฐานะดีใช้ชีวิต อยู่ร่วมกันกับลูกสาวพระราชาจนวาระสุดท้ายของชีวิต ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ใช้น้ำเสียงและท่าทางในการเล่าเรื่องราว ๘. ท่าทาง ไม่มี ๙. โอกาสที่เล่า กลางคืน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่าในงานศพเชื่อว่าจะเป็นสิ่งที่ไม่ดี ห้ามเล่าในเวลากินข้าว หรือช่วงที่อยู่ในลาดตีข้าวจะทำให้ขวัญข้าวหนีไป


๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ผู้มีประสบการณ์และปัญญา ย่อมได้เปรียบกว่าคนทั่วไปทุกสิ่งทุกอย่าง ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ไม่มี ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ พ่อตอนที่ยังเป็นเด็ก • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจมากแต่เด็กไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่แล้วในปัจจุบัน


เรื่องที่ ๖ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายแก้ว จิเก อายุ ๖๗ ปี ชื่อหมู่บ้าน ทุ่งหลวง ที่อยู่เลขที่ ๓๖ หมูที่ ๒ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๖/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เบ๊าะโสดอเกอชอ ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ - ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนายแก้ว จิเก ๕. เชื้อสายที่สืบทอด พ่อ แม่ เป็นคนเล่าให้ฟัง ๖. เนื้อเรื่อง มีพระราชาท่านหนึ่ง สมัยก่อนนั้นสัตว์พูดได้ทุกชนิดเหมือนกับมนุษย์ไม่ว่านก หนู เสือ หมี ช้าง ฯลฯ แต่ว่ามีข้อยึดถือปฏิบัติการในกลุ่มว่าทำอะไรทุกอย่างต้องถือตามความฝันเป็นใหญ่ฝันอย่างไรต้องปฏิบัติ ตามฝันอย่างนั้นฝันว่ากินอะไรต้องกินอย่างนั้นฝันว่าไปที่ไหนต้องไปที่นั่นต้องเอาความฝันเป็นหลักใหญ่ใน การอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เวลาผ่านไปมีอยู่ครั้งหนึ่งมีเสืออยู่ตัวหนึ่ง คือต้องรอให้ฝันก่อนถ้าไม่ได้ฝันก็ไม่ได้กินต้องอดอย่างนั้นแต่ ว่าสัตว์ชนิดหนึ่งกินอย่างอื่นได้แต่สำหรับเสือต้องกินเนื้ออย่างเดียวเท่านั้นรอให้ฝันไม่ได้ฝันสักทีมีอยู่วัน หนึ่งเห็นช้างคิดว่าจะหลอกช้างกินเป็นอาหารขณะนั้นช้างกำลังกินอาหารอยู่กินยังไม่ได้ต้องถามก่อนจึง บอกว่า.. เสือ...ช้างเมื่อคืนข้าฝันว่าได้กินเจ้าเพราะว่าพระราชาบอกว่าต้องได้ฝันก่อนจึงจะกินได้ถ้าไม่ได้ฝันกิน ไม่ได้เมื่อคืนข้าฝันว่าข้ากินเจ้าข้าต้องกินเจ้า


ช้าง..ต้องฝันเท่านั้นจึงจะกินได้เจ้าฝันว่ากินข้าเจ้าก็กินได้เลยแต่ว่าครั้งนี้ลูกของข้ายังเล็กข้าจะให้นม ลูกข้าก่อนลูกไม่ได้ตามข้ามาด้วย หลังจากให้นมเสร็จแล้วข้าจะมาหาเจ้าเองเพราะว่าเจ้าฝันว่ากินข้าเจ้า ต้องกินข้าทำอะไรไม่ได้ เสือ..ข้าทำอะไรไม่ได้เหมือนกันเพราะเป็นความฝันข้าจำเป็นต้องกินเจ้า หลังจากนั้นช้างได้กลับไปหาลูกให้นมลูกไปด้วยร้องไห้ด้วยเพราะว่าสงสารลูกที่ตัวยังเล็กอยู่ได้มีนกฮูก ตัวหนึ่งง่วงหลับอยู่บนต้นไม้เห็นช้างร้องไห้ในสมัยก่อนนั้นนกฮูกถือว่าเป็นผู้นำ(ผู้ใหญ่บ้าน)จึงบอกช้างว่า เจ้าร้องไห้ทำไมลูกของเจ้าก็อยู่ดีๆไม่เห็นเป็นอะไรนี้ ช้าง..ลูกข้าไม่เป็นไรแต่ว่าตอนที่ข้าหาอาหารกินอยู่นั้นข้าได้เจอเสือตัวหนึ่งบอกว่าเมื่อคืนฝันว่าได้กิน ข้าเพราะว่าเป็นความฝันว่ากินต้องได้กินข้าไม่รู้จะทำอย่างไรตอนให้นมลูกข้าเสียใจที่ต้องเป็นอย่างนั้น นกฮูก..ไม่เป็นไรข้าจะช่วยเจ้าเจ้าจะช่วยข้าอย่างไรเพราะว่ามันเป็นความฝันมันจะเป็นความฝัน อย่างไรไม่เป็นไรข้าจะช่วยเจ้าเจ้าช่วยข้าได้รึมันต้องมีสักทางสิเพราะว่าลูกของเจ้ายังเล็กอยู่เจ้าให้นมลูก ของเจ้าต่อไปจนเสร็จแล้วจึงพาข้าไปหาเสืออยู่ที่ไหน จากนั้นนกฮูกได้ขึ้นบนหลังช้างไปตามที่เสืออยู่นั้นสำหรับทางที่จะไปนั้นทางราชาแห่งสัตว์ทั้งหลายได้ เรียกประชุมพูดคุยกันพร้อมหน้ากันเกี่ยวกับความฝันของเสือกับช้างไปแล้วถามนก หนู หมี ต่างเห็น ร่วมกันว่าเมื่อฝันเป็นอย่างนั้นต้องกินพอช้างมาถึงดูพวกเขาพูดคุยกันแล้วบอกช้างว่าเสือบอกว่าฝันว่าได้ กินช้างเจ้าจะทำอย่างไรเมื่อเป็นความฝันต้องทำตามฝันทางด้านนกฮูกอยู่บนหลังช้างง่วงหลับอยู่บนช้าง ตื่นขึ้นมาสัตว์ทั้งหลายบอกว่านั่นนกฮูกจะพูดอะไรตื่นแล้วเจ้าจะพูดอะไร นกฮูก..เมื่อคืนข้าไม่ได้หลับทั้งคืนเมื่อมันเป็นความฝันต้องทำตามที่ฝันแต่ว่าฟังความฝันของข้านิด หน่อยเมื่อกี้ตอนที่ข้าหลับอยู่บนช้างข้าก็ได้ฝันเหมือนกันฝันว่าข้าได้มีอะไรกับเมียของพระราชาเมื่อเป็น เช่นนั้นถ้าฝันว่าได้กินก็ควรกินฝันว่าได้ทำก็ควรทำด้านพระราชารู้สึกโกรธมากที่นกฮูกฝันอย่างนั้นนกฮูก บอกว่าเสือก็เหมือนกันฝันอะไรไม่รู้ฝันว่าได้กินช้างข้าฝันอย่างนั้นจริงพระราชาจึงตะโกนบอกว่าเฮ้ยเมื่อ เรื่องราวเป็นอย่างนี้ความฝันของเจ้าทั้งหลายโกหกทั้งนั้น พระราชาได้สาปแช่งว่าหลังจากนี้พวกเจ้าทั้งหลายจงพูดไม่ได้อีกต่อไปเสือเลยไม่ได้กินช้างแล้วจึงได้ แยกย้ายกันกลับที่อยู่ของใครของมันพวกสัตว์ทั้งหลายหลังจากโดนพระราชาสาปแช่งเสร็จไม่สามารถพูด ได้เหมือนมนุษย์นับแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า - ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงในการเล่าให้สอดคล้องกันเรื่องราวตามนิทาน


๙. โอกาสที่เล่า ช่วงกลางคืนหรือตอนเย็น ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่าในงานศพเพราะปกาเกอะญอถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่ควรเล่าเด็ดขาด ห้ามเล่าในเวลาอยู่ในลาดตีข้าว เพราะจะทำให้ขวัญข้าวหนีไป ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต สิ่งไหนควรก็ควร สิ่งไหนไม่ควรก็ไม่ควร การโกหกและหลอกลวงผู้อื่นนั้นเป็นสิ่งไม่ดีจะเป็นภัยสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองและผู้อื่น ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ความคิด ความฉลาด ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ พ่อและลุง ตอนเป็นเด็กอายุ ๑๐ ขวบกว่าๆ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร บางครั้งไม้อยากถ่ายทอดแล้วเพราะว่าเด็กไม่สนใจที่จะฟัง


เรื่องที่ ๗ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายแก้ว จิเก อายุ ๖๗ ปี ชื่อหมู่บ้าน ทุ่งหลวง ที่อยู่เลขที่ ๓๖ หมูที่ ๒ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๖/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เบ๊าะโสดอคลิ ๒. ประเภทของนิทาน สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนายแก้ว จิเก ๕. เชื้อสายที่สืบทอด พ่อ และลุงเป็นคนเล่าให้ฟัง ๖. เนื้อเรื่อง มีความเป็นมาว่าเต่าเป็นสัตว์ที่เดินช้าไปไหนมาไหนไม่ได้ มีเสือตัวหนึ่งเห็นเต่าคิดว่าจะกินเต่าเพราะ เป็นอาหารเหมือนกันแต่เต่าเป็นสัตว์ที่มีไหวพริบและปัญญาดีบอกเสือว่า เต่า ก่อนที่เจ้าจะกินข้าเรามาท้าประลองกันก่อนโดยการกระโดดข้างลำห้วยว่าใครกระโดดสูงกว่ากัน เต่าบอกเสือว่าถ้าเจ้ากระโดดสูงกว่าข้าให้เจ้ากินข้าได้ เสือ ตกลงข้าได้กินเจ้าแน่แต่มีข้อแม้ว่าถ้าตอนที่กระโดดข้าจะอยู่ข้างหน้าบนหลังของเจ้าส่วนเจ้าต้อง อยู่ข้างหน้าของข้าเสือตอบว่าได้เจ้าตัวเล็กกว่าข้าเจ้าจะอยู่ที่ไหนตรงไหนจะกระโดดสูงกว่าข้านั้นเป็นไปไม่ได้ เสือนั้นก่อนที่จะกระโดดต้องนั่งโย่งตัวลงทุกครั้งเต่าถามเสือว่าพร้อมรึยังเสือตอบว่าพร้อมในขณะเดี่ยวกันที่


กระโดดนั้นเต่าได้กัดหางเสือเอาไว้เสือเจ็บเลยเหวี่ยงหางไปตัวเต่านั้นข้างไปฝังโน้นแล้วหันกลับมาทางเต่าว่า เต่าเจ้าอยู่ตรงไหนแล้วข้าอยู่ฝังนี้ซึ่งห่างจากเสือประมาณสามวาทักประลองด้วยกันสามครั้งเต่าชนะทุกครั้งเต่า จึงถามเสือว่าตกลงว่าข้าจะต้องกินเจ้าใช่ไหมเสือจึงวิ่งหนีขึ้นต้นไม้ทันทีเต่าบอกเสือว่าเจ้าวิ่งหนีขึ้นต้นไม้ไม่ เป็นไรข้าจะโค่นต้นไม้เสือบอกว่าถ้าเจ้าทำได้เอาลงเต่าจึงขึ้นไปอยู่ที่สูงกว่าต้นไม้กลิ้งลงมาโดนต้นไม้เสือคิดว่า เป็นไปไม่ได้ทีต้นไม้จะล้มเต่าทำอย่างนี้ถึงสามครั้งจนเต่าสังเกตดูที่ก้อนเมฆลอยจึงบอกเสือว่าเสือเฮ้ยต้นไม้ล้ม แล้วเสือมองขึ้นบนท้องว่าเห็นเมฆลอยเหมือนต้นไม้ล้มเสือจึงกระโดดลงจากต้นไม้แล้วตายทันที เต่าจึงได้กิน เสือในที่สุด ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงในการเล่าให้สอดคล้องกันเรื่องราวตามนิทาน ๙. โอกาสที่เล่า ช่วงกลางคืนหรือตอนเย็น ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง • ห้ามเล่าในงานศพ เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี • ห้ามเล่าในเวลาอยู่ในลาดตีข้าว เพราะเชื่อว่าจะทำให้ขวัญข้าวหนีหายไป • ห้ามเล่าในเวลากินข้าวเพราะจะทำให้ข้าวติดคอ ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต • ถ้าเรามีความสามัคคี ย่อมชนะอุปสรรคทุกอย่าง • ถ้าเห็นคนไม่เอาไหนไม่เอากันเอางานจงอย่าได้ดูถูกเด็ดขาดเพราะว่าในใจของเขานั้นมีความฉลาด มากกว่าเรา ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ เสือในนิทานเรื่องนี้เปรียบเสมือนผู้ที่มีอำนาจ แต่ชาวบ้านเปรียบเสมือนชาวบ้าน ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี


• ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อตั้งแต่สมัยที่ยังเด็ก • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดแต่เด็กไม่สนใจเท่าไหร่แล้ว


เรื่องที่ ๘ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุล นายมงคล รักยิ่งประเสริฐ อายุ ๕๙ ปี ชื่อหมู่บ้านห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๒ หมู่ที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๔/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เอเกอริเยนามา ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายมงคล รักยิ่งประเสริฐ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด พ่อเป็นคนเล่าให้ฟัง ๖. เนื้อเรื่อง มีพี่กับน้องสองคนส่วนผู้เป็นบิดานั้นแก่ชราลงใกล้ตายแล้วก่อนที่ผู้เป็นบิดาล่วงลับไปได้สั่งให้แก่ลูก ชายทั้งสองว่าเจ้าสองคนเป็นผู้ชายเป็นพี่น้องกันพ่อแก่แล้วกินไม่ไหวทำไม่ไหวแล้วถึงเวลาแล้วที่พ่อจะต้องแบ่ง ทรัพย์สมบัติของพ่อให้แก่เจ้าทั้งสองหลังจากที่พ่อล่วงลับไปแล้วเจ้าทั้งสองควรรักสามัคคีกันอย่าได้ทะเลาะ วิวาทกันเด็ดขาดน้องไม่เยอะกว่าพี่พี่ไม่เยอะกว่าน้องหลังจากที่รำลาลูกทั้งสองแล้วผู้เป็นบิดาได้จากไปหลังจาก นั้นสองพี่น้องก็ได้อยู่ด้วยกันคืออยู่ที่ต้นน้ำคนหนึ่งและปลายน้ำคนหนึ่งพี่ได้อยู่ต้นน้ำคือใต้ชาเกอชอส่วนน้องอยู่ ปลายน้ำใต้ชามาลากะคนที่อยู่ใต้ชาเกอชอมีแต่คนที่เป็นใหญ่เป็นโตคนที่มีเงินมีทองมีอำนาจเท่านั้นส่วนคนที่ อยู่ใต้ชามาลากะมีแต่ฐานะยากจนเท่านั้นอยู่แต่คนรวยอยู่ไม่ได้อยู่แต่คนจนอยู่ไม่ได้หลังจากผู้เป็นบิดาล่วงลับ ไปแล้วทั้งสองพี่น้องได้มีการก่อสร้างตั้งบ้านเมืองเป็นของตนเองบ้านเมืองผู้เป็นพี่ชายเมืองมีคนตายหนึ่งคนคน ได้เกิดใหม่อีกสองสามคนอย่างนี้เรื่อยมาส่วนบ้านเมืองของผู้เป็นน้องมีแต่ผู้คนรักใคร่สามัคคีมีแต่ความสงบ เกิดขึ้นคนตายหนึ่งคนก็เกิดหนึ่งคนเป็นปกติอยู่มาวันหนึ่งผู้เป็นพี่ชายคิดขึ้นมาว่าวันนี้จะไปเยี่ยมเยือนผู้เป็น น้องชายของตนหน่อยก็เลยไปเมืองของทั้งสองพี่น้องเป็นเมืองที่ใหญ่โตเหมือนกันผู้เป็นพี่ชายก็ได้บอกน้องชาย ว่าน้องเราน่าจะล้างแผ่นดินหน่อยบ้านเมืองของเราผู้คนเต็มแล้วผู้เป็นน้องชายจึงได้ตอบไปว่าที่พี่ว่าล้าง


แผ่นดินนี้ก่อนพ่อตายไม่ได้สั่งให้เรานี่เมื่อเป็นเช่นนี้เราไม่ควรทำดีกว่าไม่อย่าสร้างความทะเลาะวิวาทเลยพี่ชาย ได้โต้ตอบไปว่าใช่คำสั่งพ่อไม่ได้ให้ไว้แต่พี่บอกให้ไงอย่าได้โง่เลยดีกว่าเจ้าเป็นน้องข้าพี่บอกให้อย่าโง่ดีกว่าน้อง ได้โต้ตอบกลับไปว่าไม่ใช่คำสั่งพ่อไมได้สั่งไว้พี่ชายพุดได้แต่คำเดียวเลยบอกให้น้องชายตรงๆว่าพี่จะมารบต่อสู้ กับเจ้าพี่จะปล่อยอาวุธข้าศึกต่างๆเจ้าจงต่อต้านรับไว้ดีๆป้องกันบ้านเมืองของเจ้าน้องชายเลยตอบไปว่าคำสั่ง พ่อไม่ได้มีไม่ได้สั่งไว้เอ๋เป็นผู้ชายอย่าได้โง่เลยหนาหลังจากนั้นพี่ชายก็ได้กลับบ้านไปแล้วได้บอกทิ้งท้ายว่าสาม วันพี่จะปล่อยข้าศึกเจ้าจงเตรียมตัวรับไว้ดีๆหลังจากพี่ชายได้กลับไปสามวันได้ก่อสร้างงูยักษ์ตัวหนึ่งด้าน น้องชายได้สร้างไว้ให้ประชากรของตนว่าลูกหลานทั้งหลายต่อไปนี้ข้าศึกของพี่ชายข้าจะมาเจ้าทั้งหลายจง เตรียมตัวไว้ให้ดีๆหากมีสิ่งแปลกหน้าอะไรเกิดขึ้นจงรีบมาบอกให้แก่ข้าโดยเร็วที่สุดหลังจากเวลาผ่านไปสร้าง วันได้มีงูยักษ์ตัวหนึ่งเลื่อยมาทางบ้านเมืองของน้องชายผู้ที่พบเห็นจึงได้รีบไปบอกให้แก่นายว่าข้าแต่นายตอนนี้ ได้มีสิ่งแปลกหน้าโพล่งมาที่เมืองของเราแล้วให้นายีรบไปดูเร็วเข้านายจึงสั่งไปว่าอย่าได้แตะต้องโดยเด็ดขาดนั่น คือข้าศึกของพี่ชายข้าจึงได้ไปดูเห็นแล้วได้ใช้เชือกขนาดใหญ่มัดไว้แล้วได้จูงขึ้นไปที่ต้นน้ำที่เป็นป่าใหญ่พื้นที่ กว้างแห่งหนึ่งจึงมัดไว้แล้วก็กลับเมืองไปหลังจากกลับเมืองไปประมาณสามวันผู้เป็นพี่ชายได้มาที่เมืองของ น้องชายอีกครั้งพอมาถึงได้ตรวจดูสภาพบ้านเมืองของน้องชายก็ไม่เห็นเป็นอะไรสักอย่างฝ่ายน้องชายจึงได้ขอ อ้อมวอนบอกให้พี่ชายว่าพี่เอยอย่าได้ทำอย่างนั้นเลยพี่ชายก็ได้ยืยยันคำเดิมคือบ้าเมืองแผ่นดินเต็มจะต้องมีการ ล้างทำความสะอาดแล้วน้องชายก็ได้พูดคำเดิมคือคำสั่งพ่อไม่ได้ให้ไว้ไม่ควรทำดีกว่าพี่ชายโต้ตอบไปว่าคำสั่งพ่อ ไม่มีนั่นแหละพี่จึงบอกเจ้าอย่าโง่ดีกว่าแล้วก็กลับเมืองไปได้บอกสั่งท้ายไปว่าให้รออีกสามวันหลังจากพี่ชายกลับ เมืองไปน้องชายได้ไปเอางูยักษ์ของพี่ชายที่มัดไว้ที่ป่าใหญ่งูยักษ์ตัวนั้นที่จริงคืออาวุธสงครามมีระเบิดปืนอาวุธ ครบทุกชนิดจึงได้มีการรื้อถอนนำมาสร้างมาใหม่ให้เป็นของตนเองคือสร้างเป็นหมาใหญ่ตัวหนึ่งสวยงามมาก ด้านพี่ชายพอกลับไปถึงเมืองของตนเองได้มีการสั่งให้ขุดหลุมเอาไว้เป็นหลุมๆแล้วได้เข้าไปอยู่หลบซ่อนในหลุม นั้นด้านน้องชายเมื่อผลิตอาวุธเสร็จได้ปล่อยไปทางเมืองของพี่ชายพอไปถึงได้ดมกลิ่มตามหลุมต่างๆของพี่ชาย ฝ่ายลูกน้องของพี่ชายเห็นเข้าจึงได้ไปบอกให้เจ้านายตนว่าข้าแต่นายไม่รู้ว่าหมาของใครตัวหนึ่งสวยงามมากมา แถวนี้จึงได้สั่งลูกน้องว่าเจ้ามีหน้าที่เฝ้าดูแลหนทางไม่ใช่รึอาวุธของเจ้าก็มีทำไมไม่ยิงใส่มันบอกลูกน้องได้รับ คำสั่งจากนายแล้วได้ยิงถล่มหมาตัวนั้นจึงได้ระเบิดขึ้นมาทำให้เมืองของพี่ชายเสียหายไปข้างหนึ่งหลังจากเมือง ของพี่ชายไหม้ไปข้างหนึ่งผ่านไปสามวันน้องชายได้มาที่เมืองของพี่ชายได้บอกให้แก่พี่ชายว่าพี่เอยน้องได้บอก แล้วไม่ใช่รึว่าอย่าได้ทำอย่างนี้เลยหากพี่ทำเช่นนี้อีกเมืองของพี่จะได้กลายเป็นขี้เถาแน่ฝ่ายพี่ชายยืนยันคำเดิม อีกไม่มีเปลี่ยนเลยพูดเช่นเดิมเหมือนทุกครั้งเป็นขี้เถาก็แล้วแต่ไม่เป็นไรพี่จึงบอกให้น้องชายว่าเกิดกี่หนกี่ชาติพี่ ก็คือพี่เหมือนแค่คนเดียวก็คือพี่เจ้าส่วนเจ้ากี่หนกี่ชาติยังไงน้องก็คือน้องน้องชายได้ตอบว่าเอออย่างนั้นรึแล้วก็ กลับไปที่เมืองของตนแล้วได้สั่งทิ้งท้ายว่าพี่หลังจากนี้สามวันจงปกป้องเมืองของพี่ให้ดีๆไม่เช่นนั้นเมืองของพี่ จะต้องเป็นขี้เถาแน่พอไปถึงได้ผลิตอาวุธอีกครั้งที่เป็นของพี่ชายครั้นที่ส่งมาเป็นงูยักษ์ที่ยังคงเหลืออยู่ที่ใช้ยังไม่ หมดคือพี่ชายได้ทำการรบน้องชายสองครั้งครั้งแรกเป็นงูยักษ์ครั้งที่สองเป็นควายน้องชายได้จัดการควาย เหมือนงูยักษ์เหมือนกันและด้านน้องชายได้สู้รบตอบพี่ชายสองครั้งเหมือนกันครั้งที่สองได้ผลิตอาวุธเหมือน หญิงสาวสวยที่สุดคนหนึ่งและได้ปล่อยไปทางเมืองของพี่ชายอีกพอฝ่ายคนของพี่ชายเห็นเข้าจึงได้ถามออกไป ว่าน้องสาวคนสวยเจ้าจะไปไหนจึงมีการตอบไปว่าเจ้านายของข้าสั่งให้มาดูแลทำความสะอาดบ้านเมืองทาง


ลูกน้องของพี่ชายนึกคือได้ว่ามีสิ่งแปลกหน้ามาจึงได้ไปบอกเจ้านายทราบว่าข้าแต่นายมีหญิงสาวสวยคนหนึ่งมา ที่เมืองเราบอกว่าจะมาดูแลทำความสะอาดบ้านเมืองเจ้านายเลยไปดูเห็นว่าสวยจึงได้พากลับมาที่เมืองของตน พอถึงเมืองใหญ่ใจกลางเมืองทุกคนต่างเห็นว่าหญิงสาวคนนี้สวยงามมากจึงได้มีการแย่งชิงกันเกิดขึ้นจึงได้แตก ระเบิดขึ้นมาเมืองของพี่ชายจึงได้กลายเป็นขี้เถาภายในพริบตาเดียวผ่านไปสามวันฝ่ายน้องชายได้มาเยือนที่ เมืองของพี่ชายอีกครั้งพอมาถึงเมืองของพี่ชายได้ร้องไห้ทันทีแล้วรำพึงว่าพี่เอยข้าบอกพี่แล้วว่าอย่าได้ทำเช่นนี้ เลยหากทำอย่างนี้พี่จะไม่มีเมืองไม่มีที่อยู่ด้านพี่ชายได้โผล่ออกมาจากป่าในหลุมหน้าตาเต็มไปด้วยขี้เถ้าลายไป หมดพอมาถึงได้กราบน้องชายของตนน้องชายได้จับมือของพี่ชายไว้ทันทีแล้วได้บอกแก่พี่ชายว่า “กี่หนกี่ชาติ พี่ชายก็คือพี่ชายข้าบอกแล้วไงว่าคำสั่งไม่มีพี่ก็ไม่เชื่อพี่ยังต่อสู้รบกับข้าอีกสุดท้ายพี่ก็ไม่มีที่อยู่เป็นของตนเอง ต่อไปนี้พี่ก็อยู่ของพี่สร้างบ้านเมืองที่อยู่อาศัยใหม่หลังจากนั้นน้องชายได้กลับไปที่เมืองของตนเองเพื่อดูแล รักษาปกป้องบ้านเมืองของตนเองต่อไป ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ๘. ท่าทาง ใช้วาจาและท่าทางให้สอดคล้องกับเรื่องราวในนิทาน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าในเวลาตอนเย็นหลังจากกินข้าวเสร็จและก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง • ห้ามเล่าในงานศพ เพราะถือว่าไม่ให้เกียรติญาติของผู้ตายและงานศพไม่ใช่งานร่าเริง • ห้ามเล่าในเวลาอยู่ในลาดตีข้าวเพราะเชื่อว่าขวัญข้าวจะหนีไป • ห้ามเล่าในเวลากินข้าวเพราะจะทำให้ข้าวติดคอได้ ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต(คุณค่า แกนหลัก หรือValue) ผู้ที่เป็นนายคนมีอำนาจยอมหมดอำนาจลงหรือตายไปในที่สุดเพราะผู้หญิงแท้ๆ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่(วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ) ความเป็นพี่น้องกันต้องรักและมีความสามัคคีช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันไม่สร้างความแตกสามัคคีให้ เกิดขึ้นระหว่างพี่น้อง ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่


พ่อเป็นคนเล่าให้ฟัง พ่อมีชื่อว่านายพาชิ ตอนที่ตนยังเป็นเด็กอยู่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจมากอยากให้เด็กได้เรียนรู้เกี่ยวกับคำสอนที่มีอยู่ในนิทาน


เรื่องที่ ๙ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายแก้ว จิเก อายุ ๖๗ ปี ชื่อหมู่บ้าน ทุ่งหลวง ที่อยู่เลขที่ ๓๖ หมูที่ ๒ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๖/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: โถ่แมโข่เดอเกอชอ ๒. ประเภทของนิทาน สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนายแก้ว จิเก ๕. เชื้อสายที่สืบทอด พ่อเป็นคนเล่าให้ฟัง ๖. เนื้อเรื่อง นิทานเรื่องนี้มีความเป็นมาว่าช้างเป็นสัตว์ที่ตัวใหญ่นกทรายเป็นสัตว์ที่ตัวเล็กชอบทำรังบนทรายอาศัยอยู่ กองทราย นกทราย..มีอยู่วันหนึ่งได้มีช้างเดินผ่านมาบริเวณที่ตนทำรังนั้นได้บอกช้างว่าช้างเอ๋ยข้าอยู่ที่นี้เดี่ยวเจ้าจะ เหยียบข้าและลูกของข้า ช้าง..ได้รำพึงไปว่าแค่นกตัวเล็กตัวหนึ่งจะมีค่ามีประโยชน์อะไรจึงได้เหยียบลงไปในทันทีแม่นกทรายตัว น้อยได้บินออกไปได้ส่วนลูกๆได้ตายหมด หลังจากนั้นแม่นกทรายเสียใจร้องไห้เป็นอย่างมากไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไปผ่านไปหลายวันได้มีนกกาตัวหนึ่ง ได้ผ่านมาแถวนั้นได้ถามนกทรายว่า นกกา..เจ้าร้องไห้ทำไมกัน นกทรายจึงได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังที่ช้างได้ทำกับตนนั้นให้และได้บอกว่า ลูกของข้าตายหมดไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อย่างไรต่อไปนี้ นกกา..เจ้าไม่ต้องเสียใจข้าจะช่วยเจ้าเองช้างตัวจะใหญ่ขนาดไหนจึงได้สำคัญตนเองว่าใหญ่กว่าไม่เป็นไรๆ ข้าจะช่วยหลังจากนั้นนกกาได้เรียกประชุมเพื่อนเหล่าสัตว์ทั้งหลายมีนกทรายตัวหนึ่ง นกกาตัวหนึ่ง แมลงวันตัว


หนึ่ง คางคกตัวหนึ่ง และได้มีการปรึกษาวางแผนมอบหมายหน้าที่ให้แก่กันและกันว่าให้นกกาที่สามารถบินได้ เป็นผู้ทำหน้าที่ในการไปจัดการช้างตัวนั้นที่ตาโดยการไปจิ้มที่ตาของช้างให้ถลอกและได้ให้แมลงวันไปไข่ใส่ที่ตา ของช้างจนทำให้ตาของช้างเป็นหนองมองไม่เห็นเดินไปทางไหนมองไม่เห็นไม่ได้ดื่มน้ำหลายวันหิวน้ำมากไม่รู้ ว่าจะไปหาน้ำที่ไหนดื่ม..ในเวลานั้นได้มีลมพัดใบไผ่เสียงเหมือนน้ำตกช้างได้เดินไปทางนั้นทันทีส่วนคางคกได้รอ อยู่ตรงที่หน้าผาเหวลึกและส่งเสียงร้องเหมือนว่าได้มีน้ำตกจริงเพื่อให้ช้างหลงกลเพราะว่าคางคกจะส่งเสียงร้อง เฉพาะที่มีหนองน้ำหรือแม่น้ำเท่านั้นช้างหลงกลจึงได้เดินไปข้างหน้าตามเสียงคางคกนั้นเรื่อยๆตรงที่มีเสียงร้อง ของคางคกนั้นพอใกล้ถึงช้างได้ลูบคลำดูร่องรอยของน้ำเพราะมองไม่เห็นในบริเวณแถวนั้นเรื่อยๆจึงได้ตกลง เหวลึกนั้นร่างแตกสลายเป็นชิ้นๆตายไปในที่สุด ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ๘. ท่าทาง มีการทำท่าทางประกอบและเสียงหัวเราะในท่าทางนั้น ๙. โอกาสที่เล่า เล่าให้ลูกหลานฟังในช่วงกลางคืนก่อนนอน เล่าในช่วงที่กินข้าวเม่า ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่าในช่วงงานศพเชื่อว่าไม่ดี ห้ามเล่าในช่วงตอนที่อยู่ในลาดตีข้าว นวดข้าวจะทำให้ขวัญข้าวจะหนีไป ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต(คุณค่า แกนหลัก หรือValue) เราเป็นมนุษย์ไม่ว่าตัวใหญ่หรือตัวเล็กตามมีจิตใจเหมือนกันหมดจะเอารัดเอาเปรียบเบียดเบียนกัน ไม่ได้ที่บอกว่าใหญ่ไม่มีใครสามารถทำอะไรเราได้นั้นแท้จริงแล้วไม่ใช่เลยแต่เราเป็นมนุษย์มีจิตใจ ด้วยกันต่างต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันให้ที่อยู่เหมือนคำที่เป็นภาษาไทยว่าเผื่อแผ่มีเมตตา กรุณา อุเบกขา แบ่งปันเอาใจเขามาใส่ใจเราซึ่งกันและกันเรามีกินเห็นเพื่อนผู้อื่นยากไร้เราต้องแบ่งปันให้กับ เขาต้องคิดถึงกันและกันยากลำบากต้องช่วยเหลือเขา เหมือนคำกล่าวที่ว่าคนรวยอย่าได้ยกย่อง คน จนอย่าได้ดูถูกนี่เป็นข้อคิดของนิทานเหมือนที่ว่าช้างสำคัญตนว่าใหญ่ไม่มีใครสามารถทำตนได้เหมือน สัตว์เหล่านั้นสามัคคีกันแล้ว ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่(วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ) คนเล็กแต่ก็ทำงานเหมือนกัน คนเราไม่ควรที่จะดูถูกตัวเล็ก คนจน คนขี้เกียจ เราเป็นคนเวลาโดนรังแกต้องหาเพื่อนมาต่อสู้ร่วมกัน เปรียบเสมือนช้างคือจนท.ป่าไม้ จนท.ตำรวจ นก เปรียบเสมือนชาวบ้าน….. เหมือนบทธาของปกาเกอะญอที่กล่าวไว้ว่าคนรวยอย่าได้ยกย่อง คนจนอย่าได้ดูถูก


๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการสืบทอดจากพ่อและอา ตั้งแต่เมื่อสมัยอายุ ๑๐ ปีที่แล้ว • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจแต่ว่าตอนนี้เด็กไม่สนใจเรื่องเล่าเหล่านี้แล้ว


เรื่องที่ ๑๐ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายแก้ว จิเก อายุ ๖๗ ปี ชื่อหมู่บ้าน ทุ่งหลวง ที่อยู่เลขที่ ๓๖ หมูที่ ๒ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๖/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ดูโพแก ๒. ประเภทของนิทาน ผีกับคน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายแก้ว จิเก ๕. เชื้อสายที่สืบทอด พ่อเป็นคนเล่าให้ฟัง ๖. เนื้อเรื่อง มีเรื่องราวความเป็นมาอย่างนี้ว่ามีหนทางสัญจรไปมาที่หนึ่งที่นั้นมีผีร้ายได้อาศัยอยู่พอใครไปที่ตรงนั้น ไปถึงตอนค่ำทุกทีทุกคนด้วยใครนอนพักค้างคืนที่ตรงนั้นต้องตายโดนผีกินทุกรายอย่างนี้ตลอดจนได้ยินถึงหู ของดูโพแกตนเองคิดว่าใครไปถึงที่ตรงนั้นไมได้กลับสักรายตนอยากไปบ้างมีคนบอกว่าที่ตรงนั้นไม่ได้จริงอย่าง ที่ได้ยินข่าวเรื่อยๆมาใครสัญจรจะไปที่ไหนพอไปถึงที่ตรงนั้นเวลาดึกทุกทีแล้วสุดท้ายต้องโดนผีร้ายกินทุกร้ายดู โพแกบอกว่าข้าจะลองสักครั้งมันจะแน่ขนาดไหนจากนั้นได้ออกเดินทางค่อยๆไปพอไปถึงที่ที่เขาว่าผีร้ายอาศัย อยู่ก็ดึกแล้วบอกว่าผีร้ายเจ้าอยู่ตรงไหนออกมาหลังจากนอนหลับได้สักครู่หนึ่งผีร้ายก็ออกมาจับตัวของดูโพแก ไว้จึงถามออกไปว่าเจ้าจับไว้แน่นพอไหมผีร้ายจึงกอดรัดแน่นมากได้ต่อสู้กันท่ามกลางป่าที่เต็มไปด้วยหนามจน ในที่สุดผีร้ายก็ยอมแล้วดูโพแกก็จับมือผีร้ายต่ออย่างแน่นมากจนผีร้ายทนไม่ไหวบอกว่าพอแล้วๆดูโพแกไม่ยอม ปล่อยผีร้ายเป็นอันขาดบอกว่าเจ้าผีร้ายได้ฆ่ากินคนมากมายๆจับแล้วตีจนในที่สุดผีร้ายก็ตายจึงปล่อยจากนั้นได้ กลับบ้านไปทันทีแล้วบอกแก่คนทั้งหลายว่าต่อจากนี้ไปพวกเราไปสัญจรไปพักได้ไม่ต้องกลัวอะไรอีกแล้ว สุดท้ายได้มีคนมาพักก็ไม่เป็นไรอีกต่อไป


ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งอยู่ใต้ภูเขาสูงทุกเย็นจะได้ยินเสียงผีร้ายร้องว่าเดี่ยวข้าจะทิ้งลงๆๆทุกเย็นๆคนที่ อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนั้นต่างคนต่างหวาดกลัวต่อเสียงที่ได้ยินไม่รู้ว่าจะทิ้งอะไรลงไปต่างไม่กล้าอยู่ที่หมู่บ้านนั้นใน ที่สุดก็ได้ย้ายหนีไปอยู่ที่อื่นหมดทางด้านดูโพแกได้มาที่หมู่บ้านแห่งนั้นได้ถามคนที่ผ่านมาว่าคนที่อยู่หมู่บ้านนี้ ไปไหนหมดได้บอกว่าผู้คนย้ายไปหมดแล้วทำไมพวกเขาจึงย้ายไปเพราะว่าที่ตรงนี้ทุกเย็นจะได้ยินเสียงผีร้ายตน หนึ่งร้องขึ้นว่าข้าจะทิ้งลงๆๆจึงไม่กล้าอยู่อีกต่อไปดูโพแกบอกว่าได้ข้าจะจัดการให้ไม่ต้องกลัวอะไรมันจะแน่ ขนาดไหนลองดูพอตกเย็นถึงตอนกลางคืนดูโพแกได้ไปนอนที่หมู่บ้านแห่งนั้นนอนอยู่คนเดียวและฟังเสียงผีร้าย ร้องขึ้นมาตลอดจากที่ไกลเข้ามาใกล้ๆยิ่งมืดยิ่งร้องใกล้ขึ้นทุกทีว่าข้าจะทิ้งลงๆๆด้านดูโพแกได้ลงจากบ้าน มาแล้วร้องตอบว่าทิ้งลงเลยๆๆข้าจะทิ้งลงๆทิ้งลงเลยๆโต้ตอบกันเป็นระยะๆแล้วทักด้วยว่าถ้าเจ้าเป็นผู้ชายแน่ จริงทิ้งลงเลยๆหลังจากนั้นผีร้ายก็ปล่อยทิ้งลงทันทีทันใดโดยทิ้งตัวลงแล้วได้ต่อสู้กับผีร้ายตัวนั้นจนในที่สุดสิ่งที่ บอกว่าข้าจะทิ้งๆๆแตกกระจายไปหมดที่จริงเป็นทองทั้งนั้นสุดท้ายดูโพแกก็ได้แบกทองนั้นกลับบ้านทันทีคนใน ชุมชนตามบอกว่าไม่รู้ว่าเป็นทองได้ยินแต่ว่าข้าจะทิ้งลงๆๆจึงย้ายหนีไปไม่กล้าอยู่คนเหล่านั้นจึงกลับมาอยู่ ตามเดิมแล้วสุดท้ายเสียงที่เคยได้ยินก็กลับมาเหมือนเดิมว่าข้าจะทิ้งลงๆๆคนในหมู่บ้านบอกพร้อมกับว่าทิ้งลง เลยๆๆจึงทิ้งลงมาครั้งนี้เป็นผีร้ายจริงๆฆ่ากินคนในหมู่บ้านตายหมดเหลือแต่คนที่สามารถเอาตัวรอดหนีไปได้ใน ที่สุด ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง เสียงหัวเราะ ท่าทางประกอบ ๙. โอกาสที่เล่า เล่าในช่วงพักผ่อนหลังอาหารเที่ยวเวลาทำงานหนัก เครียด ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง • ห้ามเล่าในช่วงที่ตีข้าวเชื่อว่าขวัญข้าวจะหนีไป • ห้ามเล่าในช่วงกินข้าวอาจทำให้ข้าวติดคอได้ • ห้ามเล่าในงานศพเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต (คุณค่า แกนหลัก หรือValue) อย่าเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน อย่าเชื่อในสิ่งที่ยังไม่เห็น ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ (วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ)


ในสังคมเราทุกวันนี้มีสิ่งที่เราได้ยินมามากในทุกเรื่องและบางครั้งเป็นสิ่งที่เรามองไม่เห็นได้แต่ได้ยิน เท่านั้นจึงพากันเชื่อในสิ่งเหล่านั้นโดยที่ไม่ได้ใช้วิจารณญาณของตนเองให้ดีก่อน ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ พ่อเป็นผู้ถ่ายให้ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจแต่เด็กไม่สนใจที่จะฟังนิทานแล้ว


เรื่องที่ ๑๑ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายแก้ว จิเก อายุ ๖๗ ปี ชื่อหมู่บ้าน ทุ่งหลวง ที่อยู่เลขที่ ๓๖ หมูที่ ๒ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๖/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ตำนานเกี่ยวกับการเกิด ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนายแก้ว จิเก ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อ ๖. เนื้อเรื่อง จากนี้จะเล่าให้ฟังก็เรียกว่าเป็นนิทานเหมือนกันจะเป็นแต่ข้อคิดคติเตือนใจที่เกี่ยวกับการเกิดมาของ คนว่าเป็นมาอย่างไรเกิดมาได้อย่างไรตายอย่างไรอยู่อย่างไรและมีข้อยึดถือปฏิบัติอย่างไรนี่เป็นพิธีกรรมของป กาเกอะญอจริงๆคือว่ามีเจ้าแห่งการเกิดที่เรียกว่าหมื่อคาเกลอ หมื่อคาเคลอคือเป็นอย่างนี้ว่าคนเราที่เกิดมาได้ นั้นต้องมีการเกี่ยวข้องกับหมื่อคาเกลอเป็นผู้ชี้ชะตาว่าจะให้เกิดมาอย่างไรเกิดมาเป็นใครเกิดมาในลักษณะไหน ดีหรือชั่วแต่ว่าบอกกันว่าเกิดมาแล้วแต่หมื่นคาเกลอจะสร้างๆหมายความว่าหมื่อคาเกลอชี้บอกว่าให้เกิดมา อย่างไรอายุเท่าไหร่ตายอย่างไรที่ไหนขึ้นอยู่กับหมื่อคาเกลอตนนี้เท่านั้นคนปกาเกอะญอมีความเกี่ยวข้องกับ ต้นไม้ต้องอาศัยป่าไม้ต้นไม้ในการดำรงชีวิตเหมือนกับตอนนี้คนปกาเกอะญอนั้นหนีไม่พ้นต้นไม้ป่าไม้การใช้ป่า ใช้ไม้ต้องคำนึงถึงการดูแลรักษาด้วยไม่ใช่ว่าใช้อย่างทิ้งขวางอันไหนใช้ต้องใช้อย่างประหยัดอันไหนไม่ใช้ต้อง รักษาไว้ให้ดีไม่ใช้ตัดทิ้งไปอย่างนั้นคนปกาเกอะญอนั้นถ้าไม่มีหมื่อคาเกลอไม่สามารถที่จะเกิดมาได้ไม่ว่าเราจะ อยู่ที่ไหนในนรกหรือว่าสวรรค์ตอนที่จะเกิดมาต้องมาถามหมื่อคาเกลอะก่อนว่าจะเกิดมาที่ไหนเด็กเกิดมาได้ สองวันต้องถามหมื่อคาเกลอะก่อนว่าจะให้ไปอยู่ที่ไหนจนกระทั่งเกิดมาแล้วหมื่อคาเกลอะชี้ให้ว่าต้องรู้จักต้นไม้


ก่อนว่าต้นไม้นั้นมีประโยชน์ต่อคนอย่างไรเกิดมาต้องมีการตัดสายสะดึงมามัดติดไว้กับต้นไม้ก่อนและต้นไม้ต้น นั้นต้องคอยดูแลเด็กที่เกิดใหม่ประมาณเจ็ดวันเจ็ดคืนและขวัญของเด็กต้องไปอยู่กับต้นไม้นั้นเจ็ดวันเหมือนกัน และสุดท้ายต้นไม้กับเด็กก็กลายเป็นสิ่งเดียวกันและพอครบเจ็ดวันต้องมีการไปเอาออกซึ่งสายสะดึงที่มัดติดไว้ กับต้นไม้นั้นและต้องมีการทำพิธีมัดมือเรียกขวัญเด็กคนปกาเกอะญอประวัติความเป็นมาที่เกี่ยวกับหมื่อคาเคอ ละ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง เสียงหัวเราะและประกอบท่าทางในการเล่าแต่ละตอน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าในตอนเย็นและช่วงที่พักผ่อนเที่ยงหลังจากกินข้าวเสร็จ ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่เล่าในงานศพเชื่อว่าเป็นสถานที่ที่ไม่ควรเล่า ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต(คุณค่า แกนหลัก หรือValue) เมื่อคนเกิดมาชนเผ่าปกาเกอะญอเชื่อว่าเด็กเกิดมาแล้วต้องเอาสายสะดือรกมามัดไว้ที่ต้นไม้เป็นเวลา ๗ วัน และเด็กต้องรักษาต้นไม้ต้นนั้นไม่ให้ใครตัดเด็ดขาด คือเป็นกุศโลบายของบรรพบุรุษ ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่(วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ) ความเชื่อของปกาเกอะญอมีความเกี่ยวข้องการต้นไม้ มีการใช้ทรัพยากรจากป่าไม้อย่างรู้คุณค่า และ ดูแลรักษาต้นไม้ให้อุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อตอนเป็นเด็ก • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ตั้งใจแต่เด็กไม่สนใจแล้ว


เรื่องที่ ๑๒ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายแก้ว จิเก อายุ ๖๗ ปี ชื่อหมู่บ้าน ทุ่งหลวง ที่อยู่เลขที่ ๓๖ หมูที่ ๒ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๖/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง ตำนานเกี่ยวกับข้าว ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนายแก้ว จิเก ๕. เชื้อสายที่สืบทอด มีคนเล่าให้ฟังผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังเล่า ๖. เนื้อเรื่อง ในครั้นอดีตนั้นข้าวต้นใหญ่เหมือนต้นกล้วยปัจจุบันนี้ลูกใหญ่เหมือนฟักเขียวตอนนี้ก็เหมือนกันเวลาที่ มีการเส่นไหว้ทำพิธีไว้หัวข้าวเวลาที่มีการนวดข้าวตีข้าวจะมีการกล่าวว่า..ให้ทำเมล็ดเท่าฟักเขียวต้นเท่าต้น กล้วยเวลาที่มีการเส่นไหว้เลี้ยงผีนาก็บอกกล่าวสวดอย่างนี้เพราะเมื่อครั้นอดีตนั้นเมล็ดเท่าฟักเขียวต้นเท่าต้น กล้วยเมื่อก่อนข้าวนั้นทำกินไม่ยากแค่สร้างยุ้งฉางไว้รอแล้วเมล็ดข้าวก็จะกลิ้งมาเองไม่ต้องตีต้องตำแค่ตุบให้ แตกแล้วก็หุงได้เลยเมล็ดเท่าฟักเขียวคนเล่าให้ฟังอย่างนั้นพอข้าวกลิ้งมาที่ยุ้งฉางเมื่อไรมาทีนึงมาเยอะโดยกลิ้ง โดนเจ้าของยุ้งฉางทำให้หลงไม่ทันโดนขาโดนแขนบ้างเพราะว่ามาทีนึงมาเป็นจำนวนมากเจ้าของเลยแตะตี เยียบบ้างเมล็ดข้าวจึงได้หลงหนีไม่กลิ้งมาอีกเลยหลงหนีเข้าถ้ำที่มีชื่อว่าเหลอะออข่า(หินอ้างปาก)โดนทำร้าย เกิดอาการน้อยใจเลยหลงหนีจากไปอาจไม่ใช่ทุกคนแต่อาจเป็นบางคนเท่านั้นที่นิสัยเสียเกเรหรือมอกอลี (ผู้หญิงนิสัยเสีย)จึงทำให้เดือดร้อนกับคนอื่นๆด้วยข้าวจึงหนีจากไปหลบซ่อนอยู่ที่ถ้ำเหลอะออข่าไม่มีใคร สามารถนำเอากลับมาได้หากเอามาต้องโดนเหละออข่าหนีบกินได้หลังจากนั้นไม่สามารถทำอะไรได้ไม่ได้กิน ข้าวหิวก็หิวทำอะไรไม่เป็นสักอย่างไม่รู้จะให้ใครไปเอาเมล็ดข้าวคืนมาไม่มีใครกล้าไปเอามาคืนปากของถ้ำรูนิด


เดียวเท่านั้นได้มีการแสวงหาผู้ที่สามารถเอาคืนมาได้มีโถ่พลี๊(นกกะติ๊)บอกว่าตนสามารถเอากลับคืนมาให้ได้จึง ได้ใช้ให้โถ่พลีไปเอามาแต่ว่านก..ไม่สามารถที่จะเอาเมล็ดใหญ่ได้เพราะว่าปากมันเล็กคอก็เล็กเท่าข้าวสารแต่ที่ เท่าฟักเขียวไม่สามารถนำกลับมาได้พอจะออกจากถ้ำโดนปากถ้ำเหลอะออข่าหนีบไว้ได้จึงได้อยู่เฉยๆอย่างนั้น เหลอะออข่าคิดว่านกได้ตายแล้วจึงได้เปิดปากแล้วนกก็ได้บินหนีบกลับมาได้ตอนนี้เขาบอกว่าโถ่พลีนั้นที่เก็บ อาหารอยู่ที่ข้างๆไม่เหมือนนกหรือไก่ทั่วไปได้นำกลับมาแล้วก็มีคนใช้คนกินข้าวชนิดนั้นจนทุกวันนี้โถ่พลีนั้นเขา บอกว่าจะเอาค่าตอบแทนอะไรดีเท่าไหร่ที่ทำให้พวกเราได้กินข้าวกินน้ำกันโถ่พลีได้ตอบไปว่าไม่เอาอะไรสัก อย่างเราจะใช้จะกินร่วมกันตอนนี้โถ่พลีได้กินข้าวจนถึงทุกวันนี้คนเขาก็ไล่ แต่ถ้าหากไม่ไล่ออกไปอาจกินข้าว ของเราจนหมดแน่ เพราะบอกว่าเมื่อก่อนนั้นตนได้นำข้าวกลับคืนมาเอง ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง เสียงหัวเราะในการเล่าแต่ละครั้งแล้วใช้มือประกอบไปด้วย ๙. โอกาสที่เล่า เล่าในช่วงอยู่พักผ่อนตอนกลางวัน เล่าตามสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบัน เช่น เวลาเห็นนกกินข้าว ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่าในตอนกินข้าว อาจจะทำให้ข้าวติดคอได้ มีงานศพในหมู่บ้านเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเด็ดขาด ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต (คุณค่า แกนหลัก หรือValue) กินข้าวต้องรักษาข้าว ต้องให้เกียรติข้าวไม่กินทิ้งกินขว้าง ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ (วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ) ปาเกอะญอเชื่อว่าคนเราเติบโตมาด้วยข้าวถ้าเรากินเราต้องให้เกียรติรักษาไว้ให้ดีด้วยอย่ากินให้หก อย่ากินทิ้งกินเหลือหากว่าเหลือต้องเก็บตากแห้งกินทีหลังหรือเอาให้หมูให้ไก่กินก็ได้เวลาที่เราไปกิน ข้าวป่าในเขาผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟังว่าหากกินไม่หมดเหลือเล็กเหลือน้อยต้องเก็บห่อไว้ให้ดีเก็บไว้บน ต้นไม้บอกว่าข้าวนี้ข้ากินไม่หมดข้าฝากเก็บไว้กับต้นไม้ไว้วันข้างหน้าข้าจะมากินใหม่ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ผู้เฒ่าผู้แก่สมัยก่อนเล่าให้ฟังตอนเป็นเด็กน้อยอยู่


• ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจบ้างในบางครั้งที่เด็กต้องการให้เล่าแต่บางครั้งไม่อยากเล่าเพราะเด็กไม่สนใจขี้ เกียจที่จะเล่า


เรื่องที่ ๑๓ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายแก้ว จิเก อายุ ๖๗ ปี ชื่อหมู่บ้าน ทุ่งหลวง ที่อยู่เลขที่ ๓๖ หมูที่ ๒ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๖/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ตำนานข่อดึดอ ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนายแก้ว จิเก และนายมงคล รักยิ่งประเสริฐ ดังบทธาที่ว่า ทีเม่ทอเกอลีเม่เก๊ คีกาโอะลอญ่าเบะแอ้ เกอลีเม่เก้ห่อโข่ฮู คีกาโอะเลอญ่ากี่ปู ๕. เชื้อสายที่สืบทอด สืบทอดมาจกผู้เฒ่าผู้แก่ (พ่อเล่าให้ฟัง) ๖. เนื้อเรื่อง แผ่นดินที่เราอาศัยอยู่มันแบ่งเป็นชั้นๆต่อไปนี้จะมีการล้างตัวเองของแผ่นดินคนเราจะอยู่ไม่ได้น้ำจะ ท่วมโลกท่วมแผ่นดินมีชายคนหนึ่งชื่อสะเนาะอะได้ยินข่าวว่าน้ำจะท่วมโลกเราต้องเตรียมตัวป้องกันภัยพิบัติทิ่ จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้ชายผู้นี้ก็ได้ฟังได้ยินผู้คนเล่ากันแล้วก็เชื่อตามนั้นส่วนคนอื่นๆไม่สนใจเลยเขาเลย สมัยก่อนน่าจะมีต้นไม้ใหญ่เหมือนกันเขาได้สร้างเรือที่ทำด้วยไม้ไว้เรือที่มีการใช้ทุกวันนี้มาจากต้นแบบของคน นี้เองแต่ว่าเขาใช้ไม้สร้างเรือขึ้นมาทุกๆวันทุกๆวันมีคนผ่านมาเห็นเข้าจึงได้ถามว่าเจ้าเจาะเรือไม้ทำไมจึงตอบ ไปว่าน้ำจะท่วมโลกของเราชายผู้นั้นจึงอุทานว่าสะเนาะอะๆน้ำจะไปโลกที่ไหนถ้าน้ำขึ้นที่ตรงนั้นเราก็หนีไปอยู่ ตรงโน้นหนีขึ้นไปอยู่ที่สูงเรื่อยๆน้ำจะท่วมที่สูงเป็นไปไม่ได้มันน่าจะท่วมเฉพาะบริเวณที่ลุ่มเท่านั้นสะเนาะอะได้ เจาะเรือไม้ไปเรื่อยๆคนอื่นไม่สนใจที่จะทำเหมือนสะเนาะนอะเพราะคิดว่ามันคงเป็นไปไม่ได้แน่นอนโดยเจาะ


เรือไม้จนสำเร็จและได้ตระเตรียมข้าวของทุกอย่างที่จำเป็นและได้สร้างที่หุงข้าวทำอาหารไว้บนเรือทุกอย่าง คน อื่นๆไม่เชื่อเขาบอกว่าต้องมีวันหนึ่งที่น้ำจะท่วมสูงคนอื่นไม่สนใจบอกได้แค่นี้ว่าหากน้ำท่วมจะขึ้นที่สูงกว่าน้ำไม่ มีใครเชื่อคำพูดที่ว่าน้ำจะท่วมนั้นเลยแต่มีสะเนาะอะคนนี้เท่านั้นที่บอกว่าน้ำท่วมไม่ท่วมไม่รู้แต่ว่าจะเตรียมไว้ เท่านั้นน้ำเพิ่มขึ้นสูงขึ้นมาเรื่อยๆคนอื่นๆก็วิ่งขึ้นบนที่สูงแต่เขาไม่สนใจอยู่อย่างนั้นจนน้ำไกลเข้ามาตนได้เข้าไป อยู่บนเรือไม้ที่สร้างขึ้นนั้นแล้วเรือก็ลอยขึ้นสูงขึ้นๆจนน้ำได้ท่วมป่าท่วมภูเขาหมดสิ้นคนอื่นๆได้ตายกันหมด เหลือแต่สะเนาะอะและมีภรรยาอยู่อีกคนด้วยเหมือนกันอยู่บนเรือจนน้ำเริ่มลดจนเหมือนเดิมทุกอย่างไม่รู้ว่า เรือได้ลอยไปอยู่แถวไหนอยู่ในตอนนี้แต่คงไม่ใช่ที่เดิมแล้วหลังจากนั้นก็ได้ตามหาคนไม่เจอใครสักคนเหลือแต่ สะเนาะอะและภรรยาเท่านั้นอยู่และได้ออกตามหาคนทุกวันขึ้นเขาลงห้วยไม่เหลือใครเลยคนตายกันหมดทุก คนอยู่ไปอยู่มาได้มีการตั้งท้องขึ้นมาแต่เป็นสะเนาะอะที่ตั้งท้อง(สามี)แต่ไม่ใช่ภรรยาตั้งท้องบริเวณน่องขาแต่ ตอนนี้ไม่รู้ว่าภรรยาไปไหนแล้วมีอยู่วันหนึ่งได้แตกออกขึ้นมาจนในที่สุดได้คลอดออกมาเป็นเด็กคนหนึ่งแต่ไม่รู้ ว่าเป็นใครเขาก็ว่าอย่างนั้นจากนั้นได้มีการสับละเอียดเป็นชิ้นๆและได้มีการหว่านใหม่ปลูกใหม่(สร้างมนุษย์ ขึ้นมาใหม่)ได้มีการหว่านปกาเกอะญอเป็นครั้งแรกหว่านลงไปหนึ่งกำหนึ่งได้เรียกชื่อว่าปกาเกอะญอ(กะเหรี่ยง) และก็มีเสียงขึ้นมาทันที ครั้งที่สองหว่านโย(คนเมือง)ใช้เวลาถึงสามครั้งจึงมีเสียงขึ้นมา และชนเผ่า/ชาติอื่นๆก็ เหมือนกันใช้เวลาถึงสามครั้งทุกชนเผ่า/ชาติอื่นๆ ปกาเกอะญอได้มีการหว่านครั้งเดียวเท่านั้นจึงมีเสียงน้อยกว่า คนอื่นๆแต่ว่าได้เป็นพี่คนโต ต่อจากนั้นเป็นเผ่า/ชาติอื่นๆหว่านชนชาติฝรั่งเป็นชนสุดท้ายไม่รู้ว่าขาวหรือดำแต่ ว่าหว่านถึงสองสามกำทุกเผ่า/ชาติ แต่ปกาเกอะญอกำมือเดียวเท่านั้นได้พูดขึ้นมาทันทีจนในที่สุดได้กลายเป็น คนของแผ่นดินมากขึ้นเรื่อยๆ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง เสียงหัวเราะและพร้อมกันการแสดงท่าทางด้วย ๙. โอกาสที่เล่า เอาแจวะ(กินข้าวเม่า เล่านิทานในตอนกลางคืนช่วงที่ข้าวเริ่มออก) ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ช่วงเกี่ยวข้าว ตีข้าวเชื่อจะทำให้ขวัญข้าวหนี ในงานศพเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดไม่ควร ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ไม่มี


๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ เป็นความเชื่อ ความเป็นมาของชีวิต มีความสัมพันธ์เกี่ยวกับความเป็นมาของชนเผ่าปาเกอะญอ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ผู้ที่รู้มีอยู่หลายคนแต่แต่ละคนเล่าไม่เหมือนกันรู้เป็นบางวรรคบางตอนเท่านั้น • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ พ่อ ตอนเป็นเด็กอายุประมาณ ๑๐ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจ แต่ไม่อยากเล่าแล้วเพราะว่าเด็กสมัยนี้ไม่สนใจแล้ว


เรื่องที่ ๑๔ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนางต่าแปะ ไพรพนาสัมพันธ์อายุ ๗๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๒๑ หมู่ที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๓/๕/๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: พาเส่อดา ๒. ประเภทของนิทาน การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนางหน่าต่าแปะ ไพรพนาสัมพันธ์ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ได้รับการถ่ายทอดมาจากพ่อ แม่ ปู่ ย่า ๖. เนื้อเรื่อง มีพาเส่อดาคนหนึ่งได้ไปไร่กับแม่มีเสียงร้องขึ้นมาว่า..คอโลฆีดอนาตุโตยาโนโนยาโน..(ไม่รู้ว่ามันเป็นผี) พอมาอีกวันได้ยินเสียงร้องขึ้นมาอีกแล้วว่า..คอโลฆีดอนาตุโตยาโนโนยาโน.. พาเส่อดาจึงเอะใจว่าอะไรนะร้องอย่างนั้นอยากจะเห็นหน้าตาสักหน่อยจึงกลับไปถามพี่ชายบอกว่า เวลาสร้างเขาบนหัวของตนด้วยให้สร้างด้วยไม้ทอเนอ พี่ชายจึงได้ไปโค่นล้มไม้ทอเนอได้ใส่ลงบนหัวของน้องชายได้ทุบลงไปๆถามว่าแน่นหรือยังน้องตอบว่า ยังไม่แน่นพอจึงทุบลงๆๆอีกจงขย่นไม่ได้ พาเส่อดาบอกพี่ชายว่าข้าจะไปเล่นงานกับเสียงร้องที่ได้ยินอยู่ที่ไร่นั้นไม่รู้อะไรร้องดีเหลือเกินพอไปถึง ไร่ได้ยินเสียงเหมือนเดิมอีกแล้วจึงได้เรียกให้ลงมาจากนั้นได้มีการต่อสู้ปลุกปล้ำกันเป็นใหญ่จงรู้สึกเมื่อยล้าสุดๆ ได้มีนกอยู่บนต้นไม้ตัวหนึ่งร้องขึ้นมาว่า..ปือเส่อดาแคว่ดิๆปละลอฆงี่แคละ ปือเส่อดาแคว่ดิๆปละลอฆงี่นา..พา เส่อดาจึงได้ควิกที่อวัยวะเพศของผีตัวนั้นผีจึงล้มลงทันทีและได้ควิกจงผีแหลกเป็นชิ้นๆ พาเส่อดาจึงรำพึงกับตนเองว่าไม่น่าทำไมทุกวันได้มีการร้องเสียงท่าประลองต่อสู้กับทุกวันจึงได้กลับไป บอกให้แม่ญาติพี่น้องที่บ้านว่าให้ไปดูที่ไร่โน้นเรียกข้าทุกวันคิดว่าอะไรที่แท้เป็นผีข้าได้ต่อสู้เกือบตายได้มีนกตัว


หนึ่งร้องขึ้นมาว่าปือเส่อดาแคว่ดิๆข้าจึงควิที่อวัยวะเพศของผีจึงตายไปคนไปดูจึงตกใจเป็นผีตัวใหญ่ตัวหนึ่งจึง บอกให้พี่ชายว่าช่วยเอาเขาบนหัวออกให้ข้าทีพี่ชายจึงขย่นจะเอาออกให้ยิ่งขย่นยิ่งเขาลึกลงไปทุกทีไม่สามารถ เอาออกได้จึงบอกให้แม่ว่าแม่ถ้าหากเอาออกไม่ได้ข้าจะไปอยู่ที่ไร่แค่เอาข้าวมาส่งให้ข้ากินก็พอแล้วได้ไปพอ ตอนเช้าแม่ได้เอาอาหารไปให้และเรียกลูกชายว่า..โพเส่อดาหะเกหะเกเกเอาะเม..เช้าวันนี้อยู่ใกล้อยู่ได้กินข้าว อยู่ยิ่งเรียกแต่ละวันยิ่งไกลออกไปทุกทีพอมาอีกวันพาเส่อดาได้บอกกับแม่ว่าแม่ไม่ต้องเอาข้าวมาส่งให้ข้าอีก แล้วหากแม่เอามาข้าอาจไม่รู้จักแม่แล้วกลัวว่าข้าจะฆ่าแม่ตาย...เอาอย่างนี้ดีกว่าเอาข้าวสารและข้าวเจ้ามาให้ ข้าดีกว่าโดยไปโปร่ยลงที่แม่น้ำทุกสายแล้วบอกอย่างนี้ข้าวเหนี่ยวบอกว่าตอมื่อกอและข้าวเจ้าบอกว่าตอมื่อก วาข้าจะเที่ยวหากินสิ่งเหล่านั้นกลายเป็นข้าวเหนียวคือตอมื่อกอ ข้าวเจ้าคือตอมื่อกวาข้าจะหากินอย่างนั้นไม่ ต้องเอาข้าวมาให้ข้ากินอีกแล้วตั้งแต่นี้ไปแม่จึงทำตามคำขอของลูกได้ทำอย่างนั้นคือได้โปร่ยข้าวเหนียวและข้าว เจ้าได้กลายเป็นตอมื่อกอและตอมื่อกวาและพาเส่อดาได้ฝากบอกไว้ว่าเวลาที่ไปไล่ล่าต่าโดะ(ควายป่า)อย่าขึ้น ต้นไม้ที่มีชื่อว่าทอเนอเพราะว่าข้านี้กลายเป็นต่าโดะแล้วตกทอดรุ่นสู่รุ่นเวลาไปไล่ล่าต่าโดะห้ามขึ้นต้นทอเนอ เด็ดขาดหากขึ้นข้าจะควิกเจ้าเป็นชิ้นๆช่วยบอกให้ทุกคนด้วยตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงและมือให้เคลื่อนไหวตามอารมณ์ในการเล่า ๙. โอกาสที่เล่า เล่าในช่วงกลางคืนก่อนนอน เล่าในช่วงกลางวันที่ว่างและตอนเย็น ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่าในเวลากินข้าวอาจจะทำให้ข้าวติดคอได้ ห้ามเล่าในงานศพเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเด็ดขาด ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต (คุณค่า แกนหลัก หรือValue) เวลาเข้าไปล่าควายป่าห้ามขึ้นต้นทอเนอเป็นอันขาดเพราะว่ามันเป็นของคู่กันตั้งแต่อดีตแล้ว ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ (วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ) นิทานเรื่องนี้ได้เป็นข้อคิดคติเตือนใจให้แก่บรรพชนรุ่นหลังของปกาเกอะญอตั้งแต่บัดนั้นมาถึงบัดนี้ คน


Click to View FlipBook Version