ปกาเกอะญอเชื่อว่าเวลาเข้าไปในป่าไปล่าสัตว์เวลาโดนควายป่าวิ่งไล่ห้ามขึ้นต้นไม้ (ทอเนอ) โดย เด็ดขาด และสำหรับหญ้าตอหมื่อกอและหอหมื่อกวานั้นในปัจจุบันก็มีการเอาหญ้าสองชนิดมากให้ ควายกินด้วย ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ พ่อ ปู่ ย่า ตอนเป็นเด็กนานมากแล้ว • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ตั้งใจมากอยากให้เด็กฟังแต่สมัยนี้สู้เทคโนโลยีไม่ได้แล้ว เด็กไม่สนใจแล้ว
เรื่องที่ ๑๕ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนางต่าแปะ ไพรพนาสัมพันธ์อายุ ๗๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๒๑ หมู่ที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๓/๕/๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: พาจระกอ ๒. ประเภทของนิทาน ผีกับคน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนางหน่อต่าแปะ ไพรพนาสัมพันธ์ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด พ่อแม่เป็นคนสืบทอดให้ลูกในตอนที่ยังเด็กอยู่ ๖. เนื้อเรื่อง พาจระกอหลังจากแต่งงานแล้วบอกว่าที่นี้อยู่ไม่ได้ต้องมีการเลี้ยงผีส่งวิญญาณบ่อยเกินข้าจะต้อง ออกตรวจดูที่อยู่ใหม่แต่งงานแล้วได้คลอดลูกออกมาคนหนึ่งแล้วเอาลูกไปด้วยไปที่หมู่บ้านไหนก็มีการทำ พิธีกรรมทุกที่ทุกแห่งและบอกว่าข้าไม่ไหวแล้วเกี่ยวกับการทำพิธีข้าจะไปหาที่อยู่ใหม่พอไปถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไม่เห็นมีการทำพิธีอะไรเลย(โดยที่ไม่รู้เลยว่าเป็นหมู่บ้านที่กินกันและกัน)เพราะว่าเป็นหมู่บ้านกินคนบริเวณ บ้านสะอาดมากแม้กระทั่งขนไก่ก็ไม่เห็นแล้วจึงบอกว่าข้าจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้ข้าต้องการหมู่บ้านที่ไม่มีการทำ พิธีกรรมใดๆเลยข้าจะอยู่ที่หมู่บ้านนี้ไม่มีแม้กระทั่งขนไก่ให้เห็นข้าชอบอย่างนี้ได้พาครอบครัวมาอยู่ที่หมู่บ้าน แห่งนี้ตอนนั้นเป็นเวลาพร่ำค่ำอยู่ได้ประมาณเดือนกว่าๆได้มีการชักชวนกันไปปลูกหว่านข้าวไร่และตนบอกว่า อยากไปด้วยหว่านข้าวไร่พอประมาณเกือบเที่ยงวันพักรับประทานอาหารมีเด็กหญิงสาวคนหนึ่งบอกว่าปวดหัว คนในหมู่บ้านได้พูดคุยกันว่าหากเด็กสาวคนนี้ตายเดี่ยวเนื้อมันจะจืดต้องกินก่อนตายจึงได้พากันกลับไปฆ่าเด็ก สาวคนนี้แล้วทำเป็นอาหารแบ่งกันกินและก็ได้แบ่งให้พาจระกอด้วยแต่พาจระกอได้เอามาด้วยอาการเกรงๆ และได้เก็บไว้ไม่กล้ากินไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรเก็บไว้ตรงนั้นเห็นเมื่อไรอาเจียนทุกทีคิดในใจว่าไม่น่าทำไมไม่เห็นมี
พิธีกรรมการเส่นไหว้อะไรเลย..พอกลางคืนได้ชวนภรรยาลูกหนีในคืนนั้นทันทีหนีๆๆๆๆใกล้จะถึงเช้ารุ่งแล้ว พวกมนุษย์กินคนได้ดมกลิ่นของพวกเขาที่บ้านแล้วบอกว่าครอบครัวนี้เราเอาอาหารให้ทำไมไม่กินเลยและยัง หลีกหนีไม่อยู่บ้านไม่รู้ว่าหนีไปทางไหนดมกลิ่นๆบอกว่าหนีไปทางนี้จึงรีบตามไปทันทีได้ชักชวนกันไปทั้งคน ท้องคนแก่ทั้งหมู่บ้านไล่ตามไปไล่ๆๆๆพาจระกอหนีๆๆๆจึงได้เจอต้นไทรต้นหนึ่งมีรูด้วยจึงได้หลบหนีเข้าไปอยู่ ในนั้นกับครอบครัวพวกมนุษย์กินคนพวกนั้นได้ไล่มาถึงต้นไทรบอกกันว่ากลิ่นคนอยู่แถวๆนี้กลิ่นมันหายไปที่นี้ ดมไปดมมาพาจระกอนึกขึ้นมาได้ว่าพวกนั้นกลัวเสียงร้องของตุ๊กแกจึงได้ร้องขึ้นมาเหมือนตุ๊กแกว่าตอรอๆๆ ตุ๊กแกพวกนั้นได้กลับหัววิ่งหนีกลับไปทันทีพาจระกอได้แอบมองอยู่ที่รูใต้ต้นไทรนั้นเห็นว่าพวกมันวิ่งหนีกันจน ได้เหยียบคนท้องแก่ตายและได้มีการแย่งกินฉีกเนื้อไปคนละชิ้นนึกในใจว่าคนพวกนี้กินได้แม้กระทั่งคนท้องที่ เหยียบตายเห็นเหตุการณ์เช่นนี้แล้วพาจระกอจึงได้กลับไปอยู่ที่หมู่บ้านเดิมของตนพอกลับไปถึงบ้านเกิดจึงได้ บอกให้แม่ของตนว่าแม่ช่วยทำพิธีเรียกขวัญมัดมือให้กับตนด้วยคิดว่าจะไปหาหมู่บ้านที่สงบมีแต่ความสุขไม่มี การทำพิธีกรรมอะไรเลยแต่โชคไม่ดีไปเจอพวกกินคนด้วยกันอยู่ไม่ได้แล้วแม่ช่วยเรียกขวัญให้ทีแม่จึงได้ทำ พิธีกรรมเรียกขวัญให้ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง แสดงอารมณ์ออกตามความรู้สึกและตามเนื้อหาของนิทานในแต่ละตอน ๙. โอกาสที่เล่า เล่าในตอนกลางคืน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่านิทานในงานศพเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ควรเด็ดขาด ห้ามเล่าในเวลากินข้าวจะทำให้ข้าวติดคอได้ ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต (คุณค่า แกนหลัก หรือValue) การทำพิธีกรรมเรียกขวัญนี้เป็นสิ่งที่มีความศักดิ์สิทธิ์มากห้ามมีการลบหลู่ในพิธีกรรมเด็ดขาดเหมือน ดังนิทานเรื่องนี้ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ (วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ) ความเชื่อเรื่องพิธีกรรมเรียกขวัญนี้ยังมีอยู่ในปัจจุบันของชนเผ่าปกาเกอะญอที่นับถือดั้งเดิมคือผีบรรพ บุรุษและห้ามมีการลบหลู่ทำผิดในพิธีกรรม เพราะมีความเชื่อว่าคนอยู่กับป่ากับน้ำคือไม่มีใครสามารถ
รู้ได้ว่าในป่าน้ำนั้นมี่อะไรอยู่มีเจ้าที่เจ้าอาศัยอยู่หรือไม่เวลาคนไม่สบายมักจะมีการทำพิธีกรรมที่ เรียกว่าเรียกขวัญเสมอ ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ พ่อแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เล่าให้ฟังตอนเป็นเด็ก • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจแต่เด็กไม่ค่อยสนใจในการฟังนิทานแล้ว
เรื่องที่ ๑๖ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนางสายสุดา ศรีเอื้องดอย อายุ ๕๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๕๕ หมู่ที่ ๑ ตำบล แม่วิน อำเภอ แม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๒๑/๑๒/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: พือมอตอ ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะ โดยนางสายสุดา ศรีเอื้องดอย ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อ ๖. เนื้อเรื่อง เรื่องมีอยู่ว่าพือหม่อต่อมีลูกชายด้วยกันสองคนและมีลูกสะใภ้สองคนเหมือนกันลูกสะใภ้คนโตกลัว และเชื่อฟังพ่อส่วนลูกสะใภ้คนเล็กไม่เชื่อฟังและดื้อรั้นไม่กลัวเลยจนมีอยู่วันหนึ่งทางพ่อตาได้บอกกล่าวแก่ ลูกสะใภ้ทั้งสองว่าลูกพรุ่งนี้เป็นวันถือศีลอยู่กรรมห้ามเก็บหน่อไม้มากินถ้าอยากเก็บให้เก็บในวันนี้เพราะพรุ่งนี้ ห้ามเอาเด็ดขาดเลยด้านพี่สะใภ้คนโตได้ตระเตรียมทุกอย่างตามที่พ่อสั่งเอาไว้ในวันนี้ส่วนพรุ่งนี้ไม่ได้ไปไหนอยู่ กับลูกที่บ้านส่วนลูกสะใภ้คนเล็กไม่ได้ทำอะไรเลยจนกระทั่งถึงพรุ่งนี้ตื่นขึ้นมาได้เตรียมของใช้ห่อข้าวเพื่อ ออกไปหาเก็บหน่อไม้พอพ่อตาเห็นเข้าได้สั่งว่าลูกอย่าเอาเปลือกทิ้งที่ใดที่หนึ่งคืออย่าทิ้งระหว่างข้างทาง ด้านซ้ายขวาด้านใดด้านหนึ่งเด็ดขาดหากทิ้งให้ทิ้งในทางเดียวกันแต่ลูกสะใภ้ไม่ได้ทำตามคำสั่งของพ่อเลยทำ ตรงกับข้ามกันด้านพ่อตาได้ออกติดตามลูกสะใภ้ด้วยเพราะความเป็นห่วงคือมีความเชื่อว่าหากเป็นวันแรมหรือ ขึ้นค่ำจะมีดวงวิญญาณผีต่างๆออกมาไม่ให้หากินในวันดังกล่าวและอาจโดนผีวิญญาณร้ายต่างๆจับกินทำร้าย ขวัญของเราได้ ในระหว่างทางนั้นได้ยินเสียงคนพวกหนึ่งกำลังออกล่าสัตว์และทันใดนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น มาแล้วได้รีบไปดูเห็นคนพวกนั้นได้ยิงกวางแม่ตัวหนึ่งตายทางด้านพือหม่อต่อได้ออกมาจากป่าระหว่างนั้นนาย พร้านกำลังแบ่งเนื้อกันอยู่และได้บอกแก่นายพรานนั้นว่าปู่ขอหัวใจได้ไหมปู่แก่แล้วกินอะไรไม่ได้นายพรานได้
ตอบตกลงแล้วได้กลับบ้านไปคือเปรียบเหมือนได้มีการเอาหัวใจของลูกสะใภ้กลับมาด้วย พอใกล้ถึงวันพระอีก พ่อตาได้บอกให้ลูกสะใภ้ทั้งสองเหมือนเดิมลูกสะใภ้คนเล็กก็ไม่เชื่อฟังอีก วันนี้ได้มีพวกนายพรานล่าสัตว์ได้อีก คือกวางขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง พือหม่อต่อมาขอหัวใจอีกครั้งโดยนายพรานคิดว่าลงแก่แล้วให้เขาอีกครั้งนำไปใส่ให้ ลูกสะใภ้อีกรอบ พอใกล้ถึงวันพระอีกพ่อตาได้บอกให้ลูกสะใภ้ทั้งสองเหมือนเดิมลูกสะใภ้คนเล็กไม่เชื่อฟังอีก ครั้งในวันนี้พวกนายพรานได้ล่าสัตว์ได้เลียงผาใหญ่ตัวหนึ่งในครั้งนี้พวกนายพรานเห็นปู่ได้บอกว่าทำไมเวลา พวกเรายิงสัตว์ได้เมื่อไรจึงมาทุกครั้งอีกอย่างมาขอแต่หัวใจเท่านั้นถ้าเป็นอย่างนี้การล่าสัตว์ของเราจะไม่ดีด้วย จึงตกลงกันไม่เอาหัวใจให้ปู่เหมือเช่นเคยปู่รู้สึกไม่ดีขึ้นมาทันทีส่วนลูกสะใภ้ได้ทำเหมือนเคยโดยระหว่างที่ลูก สาวกลับบ้านนั้นได้ยินเสียงการตีไม้ดังขึ้นระหว่างทางทุกขณะ(มีการตีหัวใจอาจจะเป็นพวกภูตปีศาลตีได้)ไป ด้วยโดยที่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยพอกลับไปถึงบ้านจึงรู้สึกปวดมากหัวขึ้นมายิ่งดึกยิ่งปวดมากขึ้นเรื่อยๆพ่อตาหายใจ ยาวออกไปด้วยความเหนื่อยใจว่าครั้งนี้ไม่สามารถที่จะเอาใจของลูกสะใภ้กลับคืนมาได้คงต้องตายในที่สุดยิ่งดึก เท่าไหร่อาการยิ่งปวดมากขึ้นเท่านั้นจนสุดท้ายตายไปในที่สุด ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียง สีหน้าคล้องตามนิทานที่เล่า ๙. โอกาสที่เล่า เล่าในตอนกลางคืน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่าในเวลากินข้าว เพราะจะทำให้ข้าวอาจติดคอได้ ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต (คุณค่า แกนหลัก หรือValue) คนดื้อมักเป็นที่ลำบากของคนอยู่ใกล้สุดท้ายต้องตายด้วยความเกเรของตน ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ (วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ) ถ้าคนในครอบครัวรับฟัง เชื่อฟังซึ่งกันและกันย่อมทำให้ครอบครัวมีความสุข แต่ถ้ามีคนใดคนหนึ่งใน ครอบครัวไม่เชื่อฟังรับฟังความปรารถนาดีของคนอื่นย่อมนำความเดือดร้อนให้แก่คนในครอบครัว ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ จากพ่อตอนเป็นเด็ก • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร
ตั้งใจมากแต่เด็กไม่ค่อยสนใจที่จะฟังแล้ว
เรื่องที่ ๑๗ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมือปกาเกอะญอ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายแก้ว จิเก อายุ ๖๗ ปี ชื่อหมู่บ้าน ทุ่งหลวง ที่อยู่เลขที่ ๓๖ หมูที่ ๒ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๖/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: สองสามีภรรยา ๒. ประเภทของนิทาน กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายแก้ว จิเก ๕. เชื้อสายที่สืบทอด สืบทอดมาจากพ่อ ๖. เนื้อเรื่อง มีชายคนหนึ่งเป็นคนที่ไม่เอาไหนแต่ก็มีภรรยาเหมือนคนอื่นทำอะไรไม่เป็นสักอย่างแม้บ้านก็ไม่มี เป็นของตนแต่ในกระท่อมเล็กๆเท่านั้นอยู่ไปอย่างนั้นจนกระทั่งวันหนึ่งภรรยาทนไม่ไหวจึงบอกไปว่าถึงจะ ลำบากขนาดไหนน่าจะมีบ้านเป็นของตนเองได้ตอบภรรยาว่าได้แล้วแต่เธอ ได้ถือมีดแบกขวานไปตัดไม้หา ไม้ที่ดีได้แล้วจึงล้มไม้ทั้งทีจะทำเป็นเสาไม้ตัดไปตัดมาไม่เป็นเสาอะไรเลยเหลือแต่ไม้เล็กๆรูปร่างเหมือนที่ ทอผ้าอันเดียวจากนั้นได้ถือกลับบ้านไปด้วยแล้วขีดเขียนด้วยถ่านแขวนไว้ตรงหน้าต่างด้านภรรยาถามว่า ไหนบอกว่าจะไปตัดเสาไม้สร้างบ้านไม่ใช้หรือไม่รู้สิตัดไม้ต้นหนึ่งแล้วซอยไปซอยมาเหลือเท่าที่ทอผ้าอัน เดียวเท่านั้นแล้วนั่นจะทำอะไรทำไมขีดเขียนด้วยถ่านเช่นนั้น..ตอบว่าจะทำเป็นที่ทำนายดูฤทธิ์ดูยามใครที่ ได้ยินก็มาดูและบอกอย่างนั้นให้ทุกคนที่มาดูที่บ้านแท้ที่จริงแล้วตนเองทำอย่างนั้นไม่ได้เลยแม้นิดเดียวใคร มาถามคนแล้วคนเล่าก็บอกไปอย่างนั้นทุกคนอยู่ไปอยู่มาได้มีพระราชาท่านหนึ่งมีคนลักขโมยแหวนทอง ของพระราชาหนึ่งวงไปคนที่ขโมยของอยู่แถวๆนั้นพระราชาหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอสักทีได้มีลูกน้องของ พระราชาท่านหนึ่งได้บอกแก่พระราชาว่าท่านพระราชามีคนที่สามารถทำนายคนหนึ่งสามารถดูว่าของหาที่ ไหนใครเอาไปได้สามารถดูได้ทุกอย่างตามที่ต้องการพระราชาจึงได้บอกแก่ลูกน้องว่าช่วยไปตามให้ที
ลูกน้องจึงได้ไปตามมาบอกแก่ชายคนนั้นว่าพระราชาให้ไปหาช่วยทำนายแหวทองของพระราชาหายชาย คนนั้นจึงบอกแก่ลูกน้องของพระราชาว่าข้าทำนายไม่เป็น..เป็นสิ ข้าได้ยินว่าอย่างนั้นไป..ไป..ข้าไม่ไปข้า ทำนายไม่เป็นเป็นสิ..จากนั้นด้านภรรยาจึงบอกว่านั่นแหลกเราหาภาระให้แก่ตนแท้ๆจะทำอย่างไร จำเป็นต้องไปสิข้าให้เจ้าไปตัดเสาบ้านแต่เจ้าตัดไปตัดมาเหลือเท่าแค่ไม้ทอผ้าอันเดียว..เจ้าคงต้องไปแล้วถ้า ไปข้าทำไม่เป็นขาสั่นไปหมดเลยการพูดครั้งนี้ผิดพลาดเสียแล้วลูกน้องพระราชาต้องการให้ไปจริงๆทำอะไร ไม่ได้จำเป็นต้องยอมไปจึงตกลงไปพอไปถึงคิดในใจว่าต้องทำอย่างไรดีพอตอนเย็นหลังจากกินข้าวเสร็จนั่ง ไม่ติดอยู่ไม่ได้เพราะว่าทำอะไรไม่เป็นเลยสักอย่างจากนั้นจึงไปกับลูกน้องพระราชาพอตกเย็นหลังจากกิน ข้าวเสร็จคิดว่าจะหนีกลับบ้านระหว่างที่กำลังคิดอยู่นั้นเห็นคนเดินมาแต่ไกลคนหนึ่งท่าทางกล้าๆกลัวกังวล อะไรสักอย่างจึงแอบดูแต่ไกลชายคนนั้นจึงได้ขึ้นไปที่บนต้นมะพร้าวและแอบเอาสิ่งของอะไรบางอย่าง ซ่อนไว้หลังจากนั้นจึงกลับบ้านไปส่วนนายทำนายคนนี้คิดว่าน่าจะเป็นคนที่ขโมยแหวนของพระราชาแน่จึง ได้ขึ้นไปดูหยิบขึ้นนมาเป็นแหวนของพระราชาจริงๆเก็บไว้แล้วกลับไปนอนที่บ้านของพระราชาพอตอนเช้า บอกว่าให้ตื่นของมาทำอาหารเช้าๆหน่อยหลังจากกินข้าวเสร็จบอกว่าข้าจะลองคิดดูไม่รู้ว่าจะตรงกัน หรือไม่คิดไปคิดมาบอกว่าอยู่บนต้นมะพร้าว พระราชา มันจะอยู่บนต้นมะพร้าวได้อย่างไร ทำนาย..ข้าคิดูแล้วว่ามันอยู่บนต้นมะพร้าว..เดี่ยวข้าจะ ขึ้นไปดู จึงขึ้นไปหยิบเอาลงมาแล้วบอกกับพระราชาว่าใช่อันนี้หรือไม่ พระราชา ใช่แล้วจึงเอาเงินให้นายทำนายเป็นรางวัล หลังจากนั้นทำนายจึงกลับบ้านไปและบอกกับ ภรรยาว่าพระราชาได้ให้รางวัลแก่ตน ภรรยา ได้ถามว่าเจ้าทำนายถูกรึ ทำนาย ใช่ หลังจากเหตุการณ์ผ่านไปได้ไม่นานได้มีพระราชาคนหนึ่งได้ยินชื่อเสียงของนายคนนี้จึงอยากทดลอง ความสามารถดูบ้างจึงเอาเงินของตนเก็บซ่อนไว้ที่ข้างในไม้ไผ่หน้าบ้านของตนเองได้ใช้ลูกน้องให้ไปเรียกนาย คนนี้ดูบอกว่าทางพระราชาได้ให้ข้าไปเรียกเจ้าให้ไปทำนายเกี่ยวกับเงินหายของพระราชาหนึ่งหีบ ด้านนาย ทำนายจึงบอกว่าข้าคิดไม่เป็นข้าไม่ไป ลูกน้องพระราชา..เจ้าต้องไปไม่เช่นนั้นข้าจะโดนพระราชาลงโทษ ภรรยา บอกว่าเป็นเพราะเจ้าสร้างขึ้นมาเอง นายทำนาย..จึงได้ออกเดินทางไปเมื่อไปถึงรู้สึกไม่ดีเลยกังวลใจ อยู่ตลอดกินข้าวไม่อร่อยสักอย่าง พอกินข้าวเสร็จคนหลับไปหมดคิดว่าจะหนีกลับบ้านไปตื่นขึ้นมาจะกลับบ้าน ได้เห็นลูกชายของพระราชากลับมาจากการไปเที่ยวสาวมาและได้ถามพ่อว่าพ่อใครนอนอยู่หน้าบ้าน พระราชา อย่าลูกอย่างเสียงดังเขาบอกว่าเป็นคนที่ทำนายได้เก่งข้าแอบเอาเงินซ่อนไว้ที่ก่อไผ่หน้าบ้านข้าอยากให้เขา ทำนายพรุ่งนี้ ด้านนายทำนายนอนฟังสองพ่อลูกคุยกันอยู่จึงได้ยินทุกอย่างเลยและทำเป็นนอนหายใจเสียงดัง หลังจากที่พ่อลูกพระราชานอนกันหมดจึงแอบลุกขึ้นมาดูที่ก่อไผ่หน้าบ้านเห็นว่ามีอยู่จริงจึงกลับไปนอนที่เดิม นายทำนายให้คนตื่นมาทำอาหารตั้งแต่เช้าหลังจากกินข้าวเสร็จบอกว่าข้าจะลองคิดดูไม่รู้ว่าจะตรงกันหรือไม่ คิดไปคิดมาบอกว่าอยู่ตรงก่อไผ่หน้าบ้านจึงได้ไปดูและได้บอกกับพระราชาว่าใช่อันนี้หรือไม่ พระราชา..ใช่แล้ว อันนี้แหละและแอบคิดในใจว่านายทำนายคนนี้เก่งจริง นายทำนายจึงกลับบ้านไป อยู่มาอีกสักพักใหญ่ได้มีคนจำนวนมากมาหานายทำนายว่าทางหมู่บ้านของตนเองเดือดร้อนใหญ่แล้ว เพราะว่าฝนฟ้าไม่ตกเลยและได้บอกเหมือนเดิมว่าข้าทำนายอะไรไม่เป็นสักอย่าง..เจ้าได้ทำนายของหายให้แก่ พระราชาทุกอย่างก็ได้กลับคืนมาหมดเรื่องแค่นี้เจ้าน่าจะทำได้..เมื่อมีคนชักชวนยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นจึงต้องไปได้ออก
เดินทางโดยเท้าต้องใช้เวลานานหน่อยเพราะว่าอยู่ไกลระหว่างทางไปถึงสถานที่แห่งหนึ่งบอกว่าข้าเหนื่อยของ พักผ่อนหน่อยและขอเข้าป่าทำธุระสักครู่จึงได้ละทิ้งของตนเองทุกอย่างเข้าป่าไปเพื่อจะหนีแต่ระหว่างที่เข้าป่า ได้เจอกับแอ่งน้ำกว้างใหญ่แห่งหนึ่งในนั้นมีกบพูดคุยกันอยู่ว่าแอ่งน้ำแห่งนี้สามารถหล่อเลี้ยงชีวิตคนได้เป็น ชุมชนใหญ่เลยและมีตัวหนึ่งใหญ่กว่าตัวอื่นๆบอกว่าถ้าหากใช้หนังของตนทำเป็นกลองตีเมื่อไรฝนฟ้าจะตกลง มาหนักแน่พอพูดคุยกับเสร็จได้กระโดดลงแอ่งน้ำไป หลังจากนั้นจึงกลับไปมีคนทำขึ้นมาว่าทำไมเจ้าไปนาน มากอย่างนี้..ออกเดินทางไปถึงเมืองใหญ่แห่งหนึ่งคนที่พามาบอกว่าเจ้ามาถึงเมืองใหญ่แล้วลงมือทำนายได้.. นายทำนายจึงบอกว่าจะทำนายให้พรุ่งนี้ หลังจากกินข้าวเสร็จได้หยิบเอาอุปกรณ์ขึ้นมาบอกว่าข้าจะลองคิดดู ไม่รู้ว่าจะตรงกันหรือไม่คิดไปคิดมาบอกว่าข้าคิดไปคิดมาน่าจะมีแอ่งน้ำใหญ่ที่หนึ่งสามารถหล่อเลี้ยงคนในเมือง นี้ได้ทั้งหมดเลย มีคนถามขึ้นมาว่าสถานที่แห่งนี้อยู่ที่ไหนบอกว่าอยู่ตรงที่เราเดินทางระหว่างทางที่เราพักผ่อน อยู่บริเวณแถวนั้นแหละ นายทำนายจึงพาชาวเมืองไปดูด้วยกันหลังจากที่เห็นแล้วจึงพากันมาตักกินตักใช้จน แห้งหมดเลย หลังจากที่คนตักไปกินหมดชาวเมืองชวนให้กลับไปที่เมืองด้วยกันบอกว่าไปก่อนข้าจะอยู่ พักสัหน่อยเมื่อคนไปหมดแล้วนายทำนายจึงลงไปจับกบตัวใหญ่ตัวนั้นมาฆ่าเอาหนังไปทำเป็นหน้ากลองตีครั้ง หนึ่งฝนฟ้ามึดมิดเต็มท้องฟ้าหมดเลยฝนตกลงมาเต็มบ้านเต็มเมืองหล่อเลี้ยงชาวเมืองได้ทั้งหมด..ด้านพระราชา ไม่รู้จะทำอย่างไรกับนายทำนายคนนี้จึงได้บอกว่าให้ขึ้นมาปกครองชาวเมืองเป็นพระราชาแทนตนเองเลย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้มือท่าทางประกอบการเล่าให้เข้าใจและใช้น้ำเสียงให้เข้ากับเรื่องราวที่เล่าอยู่ ๙. โอกาสที่เล่า ช่วงกลางวันตอนเที่ยงหลังพักกินข้าว ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง • ห้ามเล่าในช่วงที่ตีข้าวเชื่อว่าขวัญข้าวจะหนีไป • ห้ามเล่าในช่วงกินข้าวอาจทำให้ข้าวติดคอได้ • ห้ามเล่าในงานศพเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต (คุณค่า แกนหลัก หรือValue) ผู้มีปัญญาและบารมีต้องใช้ความสามารถศักยภาพของตนเองให้เกิดประโยชน์มากที่สุดจึงจะได้ เป็นใหญ่เป็นโตอยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ (วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ) ไม่มี ๑๓. คำถามเพิ่มเติม
• ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ พ่อเป็นคนเล่าให้ฟังตอนเป็นเด็กอายุได้ ๑๐ ขวบ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจแต่เด็กไม่สนใจที่จะฟังนิทานแล้ว
เรื่องที่ ๑๘ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนายมงคล รักยิ่งประเสริฐ อายุ ๕๙ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๒ หมู่ที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๔/๑๑/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หน่อเดกวอหน่อต่าโฮ ๒. ประเภทของนิทาน คนกับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนายมงคล รักยิ่งประเสริฐ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด พ่อเป็นคนเล่าให้ฟัง ๖. เนื้อเรื่อง จนถึงมืดค่ำหน่อเดกวอก็ไม่ได้กลับเสียทีหน่อเดกวอได้ไปหลบอยู่ที่ก่อหญ้าหน่อต่าโฮจึงตะโกนเรียก หน่อเดกวอว่าอยู่ที่ไหนอหน่อเดกวอได้ส่งเสียงร้องเหมือนกบไร่ชนิดหนึ่งว่ากวอกวอกวอ พอหน่อต่าโฮได้ยิง เสียงตกใจมากวิ่งหนีทันทีอย่างรวดเร็วได้เหยียบใส่ลูกฟักเขียว ลูกฟักเขียวได้กลิ่งตกลงถูกต้นงา เมล็ดงาได้ตก ถูกใส่ตาของไก่ป่าที่กำลังเคี้ยวอยู่ ไก่ป่าได้บินหนีทันทีทันใดด้วยความตกใจมองไม่เห็นเกาะอยู่บนไม้ไผ่แห้งๆ ไม้ไผ่แห้งได้ตกลงมาถูกใส่หลังตรงกลางของงู งูได้เลื่อยถูกใส่รังแม่ลูกอ่อนของหมู หมูตกใจตื่นขึ้นมาได้ฟาดหัว ใส่ต้นกล้วยจนหัก ต้นกล้วยได้หักลงซึ่งใบของกล้วยได้มีค้างคาวอาศัยอยู่ พอต้นกล้วยหักค้างคาวได้บินหนีเข้า ไปในหูของช้าง ช้างตกใจมากไม่รู้มีอะไรเข้าไปในหูจึงได้ใช้งาแทงใส่ต้นไทร ยางของต้นไทรได้ตกลงใส่เข้าตา ของลูกเทพแห่งน้ำจนบอดมองไม่เห็น ได้มีเหตุการณ์โต้เถียงกันเกิดขึ้นเทพแห่งน้ำบอกแก่ต้นไทรว่าข้าจะเอา ตาของเจ้าคืนใส่ให้แก่ลูกของข้า ต้นไทรตอบไปว่าไม่ใช่ข้าต้องไปถามช้าง ได้ถามช้างช้างบอกว่าไม่ใช่ข้าให้ไป ถามค้างคาว ได้ถามค้างคาว ค้างคาวบอกว่าไม่ใช่ข้าเหมือนกันให้ไปถามต้นกล้วยพอต้นกล้วยหักข้าก็อยู่ไม่ได้ ให้ไปถามต้นกล้วย ได้ถามต้นกล้วยได้บอกว่าไม่ใช่ข้าเหมือนกันให้ไปถามหมู ได้ไปถามหมูได้บอกว่าไม่ใช่ข้า เหมือนกันให้ไปถามงู งูบอกว่าไม่ใช่ข้าเหมือนกันให้ไปเอาตาของไม้ไผ่แห้งข้าอยู่ดีๆของข้าตกใส่หลังข้าจึงเลื่อย ไปไม่รู้อะไรเลย ได้ไปถามไม้ไผ่แห้งไม้ไผ่แห้งได้ตอบไปว่าข้าอยู่ดีๆของข้าไก่ป่าได้ไปเกาะอยู่ที่ข้าจึงตกลงมาใส่
หลังงูให้ไปถามไก่ป่าโน้น ได้ไปถามไก่ป่าบอกว่าไก่ป่าข้าจะเอาตาเจ้าคืนไก่ป่าตอบว่าให้เจ้าไปถามงาโน้นข้าอยู่ ของข้าดีๆงาได้ตกลงใส่ตาของข้าทำให้ข้ามองไมเห็นจึงได้บินไปเกาะที่ไม้ไผ่แห้ง ได้ไปถามงา งาจึงตอบไปว่าข้า ไม่รู้เหมือนกันข้าอยู่ดีๆของข้าไม่ใช่ข้าให้ไปถามฟักเขียวดูได้ไปถามฟักเขียว ฟักเขียวได้ตอบไปว่าข้าไม่รู้ เหมือนกันข้ากลิ้งตกลงมาดีๆของข้าให้ไปถามหน่อตาโฮ นาทีได้ไปถามหน่อตาโฮได้บอกแก่หน่อตาโฮว่าหน่อตา โฮข้าจะเอาตาของเจ้าเจ้าได้ไปเหยียบฟักเขียวข้าตกใจได้วิ่งหนีไปมั่วไม่ใช่ข้าให้ไปเอาตาของหน่อเดกวอโน้น หลังจากนั้นเทพแห่งน้ำได้ไปถึงที่อยู่ของหน่อเดกวอได้บอกว่าข้าจะเอาตาของเจ้าคืนให้แก่ลูกของข้าที่ตาบอด สุดท้ายเทพแห่งน้ำได้เอาตาของหน่อเดกวอเพราะว่าหน่อเดกวอเป็นต้นเหตุทุกอย่างที่ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ตอนนี้เดกวอถ้าได้สังเกตดีๆจะเห็นว่าลูกตาของเดกวอจะเป็นสีแดงเพราะเทพแห่งน้ำได้เอา ไป และเทพแห่งน้ำได้เอาลูกมะคำดีควายใส่แทนให้แก่เดกวอ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงและเสียงหัวเราะให้น่าตื่นเต้นตามเรื่องที่เล่าอยู่ ๙. โอกาสที่เล่า ตอนกลางวันช่วงที่พักกินข้าวเที่ยง ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่านิทานในเวลาอยู่ในลานตีข้าว เพราะปกาเกอะญอมีความเชื่อว่าหากเล่านิทานจะทำให้ขวัญ ข้าวหนีจากเราไปทำให้ได้ผลผลิตไม่เยอะ ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีความชัดเจนแน่นอนถ้าไม่มีความชัดเจนแน่นอนดังเช่นทนายความต้องมีความ ว่องไวไหวพริบในการไต่สวนคดีความต่างๆถ้าไม่มีการไถ่ถามจะกลับกลายเป็นปัญหาให้แก่ตนเองและ ต้องมีความชัดเจนเป็นขั้นตอนๆไป ๑๒ .เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ สะท้อนถึงวิถีชีวิตปกาเกอะญอที่เกี่ยวกับการทำไร่หมุนเวียนในการเอามื้อเอาวันกัน ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มี ๓ คน คือ –พือตะริชิ บ้านห้วยอีค่าง -มื่อกาคุลา บ้านห้วยอีค่าง-พาตีเชาวลิต บ้านห้วย ข้าวลีบ • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ จากพ่อ ตอนอายุ ๑๐ ขวบ
• ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ตั้งใจแต่เด็กไม่ค่อยสนใจและไม่ได้เล่าให้เด็กฟังตั้งนานแล้ว
เรื่องที่ ๑๙ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนางสายสุดา ศรีเอื้องดอย อายุ ๕๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๕๕ หมูที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๒๑/๑๒/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หน่อเดวะเจ๊าะอิแล่ ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นางสายสุดา ศรีเอื้องดอย ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อ แม่ ๖. เนื้อเรื่อง มีพี่น้องสองคนชื่อว่าหน่อเดวะเป็นคนที่มีพ่อแม่ แต่เจาะอิเลเป็นคนกำพร้าพ่อแม่ตั้งเล็กจำความได้ ตอนที่แม่ของเจาะอิเลใกล้สิ้นใจนั้นได้บอกให้ลูกไปเรียกป้าซึ่งเป็นแม่ของหน่อเดวะได้บอกให้ลูกว่า อาการเจ็บ ของแม่ครั้งนี้ไม่เหมือนทุกครั้งซึ่งขนาดนั้นลูกชายกำลังเล่นกับเพื่อนอยู่แล้วได้ไปบอกให้ป้าว่าแม่ของตนเรียกป้า ตกลงว่าจะไปหาเพราะที่ผ่านมาไม่เคยให้ไปหาเลยน่าจะมีธุระสักอย่างจึงได้ไปหาพอไปถึงบ้านแม่ของเจาะอิเล บอกว่าการเจ็บป่วยครั้งนี้ข้าต้องตายแน่ ก่อนตายข้าขอฝากช่วยดูแลลูกชายด้วยเพราะลูกของเจ้าคือลูกของข้า ลูกของข้าคือลูกของเจ้า เวลาที่เจ้าให้กระบอกน้ำไม้ไผ่ก็ให้เท่าๆกันคนละกระบอก ถ้วยจาน กระด้งให้ เหมือนกันไม่ต้องให้มีความแตกต่างหากเจ้ารักให้รักเท่าๆกัน หลังจากที่ได้สั่งเสร็จก็สิ้นใจลงในที่สุดหลังจากนั้น มาลูกชายได้อาศัยอยู่กับป้าได้เล่นกับลูกสาวของป้าตามประสานเด็กๆทุกวันๆจนเติบโตเป็นหนุ่มสาวทั้งสองคน ได้ช่วยเหลืองานของป้าทุกอย่างดังเช่นการถางไร่ การเกี้ยวข้าว ได้ช่วยเหลือกันระหว่างสองพี่น้องนั้นอยู่อย่างนี้
ตลอดไม่ได้ไปเอามื้อเอาวันกับเพื่อนบ้านคนอื่นๆด้านของหน่อเดวะได้บอกให้พี่เจาะอิเลว่าพี่เราทำงานทุกวันๆ แค่สองคนเท่านั้นรู้สึกเหนื่อยมากพวกคนสามสิบนั้น(สามสิบ แบ่งเป็นชาย ๑๕ คน หญิง ๑๕ คน)ทำงานรู้สึกว่า สนุกไม่เหนื่อยเลยงานเดินเร็วด้วยเราแค่สองคนงานเดินช้ามากเราน่าจะไปขอร่วมทำงานเอามื้อเอาวันกับพวก นั้นส่วนพี่ชายบอกว่าข้าไม่อยากไปเลย น้องสาวได้ชักชวนถึงสามวันเกิดอาการหงุดหงิดขึ้นมาบอกว่าข้าชักชวน ให้เจ้าไปตั้งหลายวันแล้วเราทำงานแค่สองคนทำไม่ไหวบอกให้ไปร่วมงานกับพวกเขาเจ้าก็ไม่ไปสักครั้ง พี่ชาย นึกคิดว่ามันเป็นอย่างนั้นรึเปล่า ครั้งสุดท้ายพี่ชายได้ไปเอามื้อเอาวันกับพวกสามสิบนั้น พวกสามสิบมีการจับคู่ กันเป็นคู่ๆส่วนเจาะอิเลนั้นเกี่ยวข้าวคนเดียวไม่มีคู่พวกนั้นบอกให้ขึ้นไปอยู่ตรงกลางของสามสิบแล้วมีคนขึ้นพูด ว่าน้องสาวของเจ้านั้นบอกว่าอยู่กับเจ้าตั้งนานแต่ไม่เคยได้ใช้ได้รับของจากเจ้าสักชิ้นเลยได้ยินอย่างนั้นแล้วพอ ตกเย็นก็ได้กลับบ้านไปคู่ๆกันแต่เจาะอิเลกลับบ้านเพียงลำพังคนเดียวพอกลับถึงบ้านก็ไม่ได้พูดอะไรและ น้องสาวบอกว่าพี่ชายให้ไปสักสามวันหลังจากครบสามวันได้บอกให้น้องสาวว่าข้าไม่อยากไปเลยให้เจ้าไปดีกว่า น้องสาวตกลงว่าไปก็ไปและไม่มีคู่เหมือนพี่ชายที่ผ่านผู้คนได้บอกไปตรงกลางเหมือนกันพูดขึ้นมาว่าหน่อเดวะ พี่ชายเจาะอิเลบอกว่าอยู่กับเจ้าตั้งนานไม่เคยได้ใส่เสื้อที่เจ้าทอสักผืนเลยผ้าห่อก็ไม่เคยได้ห่มเลยหน่อเดวะรู้สึก โกรธมากเลยและได้บอกว่าพี่ชายบอกว่าไม่เคยเลยได้อย่างไรข้าอุตส่าห์ทำให้ตั้งเยอะแยะเลยไม่เห็นคุณค่าเลย สักนิด พอตกเย็นได้กลับบ้านไปด้วยความโกรธพอถึงบ้านเมื่อพี่ชายถามตอบด้วยความโกรธแค้นไม่พอใจไม่ เหมือนเมื่อก่อนเวลาทำอะไรมักจะทำด้วยกันเสมอๆ เช่น หุงข้าว ตักน้ำ จะมองหน้ากันเสมอๆเคียงข้างกันแต่ หลังจากที่ไปทำงานกับพวกสามสิบแล้วได้ยินคำพูดต่างๆจากพวกเขาแล้วนิสัยได้เปลี่ยนแปลไปจากเดิมมาก ด้านพี่ชายไปทำงานกับพวกสามสิบนั้นได้ยินคำพูดต่างๆนานาไม่เป็นไรแต่หน่อเดวะไปแค่วันเดียวกลับมาโกรธ แค้นขนาดนั้นและบอกว่าถ้าหากพี่ชายหุงข้าวข้าจะไปตักน้ำ ไปตำข้าว พอพี่ชายไปตำข้าว ตัวเองกลับไปตัก น้ำ ไปที่ไร่ก็ทำอย่างนั้นไม่ทำด้วยกันเลย *(เมื่อกิ้ลืมบอกไปว่าพี่ชายนั้นแม่ได้สั่งไว้ว่าหากอยู่กับป้าแล้วมีคน รังแกให้นึกถึงแม่แล้วแม่จะเรียกเจ้ามาอยู่กับแม่(ก่อนแม่ตายได้สั่งลูกชายไว้))ในวันที่โดนรังแกตามที่เล่าผ่าน มา เมื่อเวลาตำข้าวครกกระเดื่องพี่ชายเหยียบปลายกลับปล่อยมือมาเหยียบตรงกลาง เวลาพี่ชายเหยียบตรง กลางปล่อยมือมาเหยียบปลาย พี่ชายถามว่าน้องสาววันนี้เจ้าจะไปทำงานของใครตอบไปว่าอย่าได้ถามเลยไม่ ต้องยุ่งหากเจ้าไปของคนสามสิบข้าจะไปของข้า หากเจ้าของเจ้าข้าจะไปของพวกสามสิบ..หน่อเดวะได้ทำ ตัวอย่างนี้ถึงสามวันเต็ม ไม่ห่อข้าวให้พี่ชายที่ผ่านมาทุกเช้าจะห่อข้าวให้ ด้านดวงวิญญาณของแม่พี่ชายน่าจะ เฝ้ามองดูอยู่ผู้หญิงคนนี้ทำตัวดื้ออย่างนี้ทุกวันมีอยู่วันหนึ่งพี่ชายได้นอนที่บนเบลาะรึอย่างไรส่วนน้องสาวจะขึ้น ไปเรียกให้พี่ชายกินข้าวทุกวันพอหลังจากที่โกรธพี่ชายแล้วไม่เคยเรียกให้กินข้าวอีกสักครั้งเลยด้านพี่ชายได้ลง มาแล้วถามป้าว่าน้องสาวอยู่ที่ไหน ป้าตอบว่าข้าไม่รู้สิเห็นเจ้าอยู่ด้วยกันทำงานอยู่ด้วยกันทุกวันไม่ใช่รึไม่ได้ เห็นกันแล้ว เจาะอิเลขณะที่กำลังหาข้าวหาน้ำกินนั้นได้นึกถึงคำพูดของแม่อยู่ตลอดทำให้ใจตกต่ำกังวลใจและ นึกขึ้นในใจในเหตุการณ์ที่ผ่านมาด้านพี่ชายนั้นหลังจากที่หาอาหารกินถามป้าแล้วป้าบอกอย่างนั้นได้นึกคิดถึง
แม่ตลอดได้ห่อข้าวเองและไปที่ไร่ส่วนน้องสาวอยู่ท่ามกลางของพวกสามสิบนั้นไปที่ไร่ไปดูที่กับดักหนู(สมัยก่อน นั้นได้มีกับดักเต็มรอบไร่)ได้ดูแต่ละที่ที่จับหนูได้แล้วเก็บไปเรื่อยๆขึ้นไปที่กระท่อมไร่แล้วเก็บไว้ก่อไฟเผาหนูได้ นึกถึงตลอดเกี่ยวกับเรื่องของน้องสาวที่ทำอย่างนั้น *(ที่เล่าไปเลยผ่านนิดหนึ่งพี่ชายได้ขึ้นบนตอไม้ล่ม(เส่พู) ไปตามตอไม้นั้นเห็นแตงกวางได้เด็ดกินแล้วพูดขึ้นว่าหากข้าไปกับน้องสาวข้าน่าจะกินคนละครึ่ง เนื่องจาก ไปคนเดียวได้ผ่าครึ่งหนึ่งเก็บไว้ที่ตอไม้นั้นจากนั้นได้เดินไปทางกระท่อมเก็บหนูที่ถูกกำดักวางไว้)*เผาแล้ว ได้มัดหางหนูว่าจะกินสะอื้อใจแล้วพูดว่าหากน้องสาวมาด้วยกันเวลากินหางจะแบ่งกันกินคนละครึ่งเวลากินขา จะแบ่งกันกินคนละขาและเก็บไว้ที่เพดานกระท่อมนั้นยิ่งอยู่ยิ่งนึกขึ้นยิ่งอยู่ยิ่งนึกขึ้นตลอดเวลาจากนั้นได้ขึ้นมัด ที่นอนไว้บนต้นไม้เหมือนที่นายพรานขึ้นมัดไว้เวลารอสัตว์ป่าเดินผ่านในเวลากลางวันและกลางคืนเจาะอิเลได้ นอนบนนั้นเป่าแกวไม่รู้ว่าเสียงเป็นอย่างไรไม่รู้เวลาเป่าแกวจะมีการใส่น้ำนิดหนึ่งในนั้นแล้วเขย่าแล้วเทน้ำทิ้งใส่ ฝ่ามือจากนั้นได้โปรยน้ำขึ้นบนฟ้า ด้านน้องสาวได้เกี่ยวข้าวท่ามกลางพวกสามสิบนั้นน้ำที่โปรยขึ้นบนฟ้าถูก พวกสามสิบก็เป็นน้ำธรรมดาแต่เวลาถูกน้องสาวกลับกลายเป็นเลือดได้ดูที่ตัวเสื้อเป็นเลือดแต่พวกสามสิบนั้น เป็นน้ำฝนธรรมดาและได้นึกขึ้นว่า..อย่างนี้พี่ชายข้าน่าจะตายแล้วด้านพี่ชายเป่าแกวนอนคว่ำอยู่ที่บนต้นไม้นั้น แล้วได้นึกถึงคำของแม่ว่าแม่เอ่ยไหนแม่บอกข้าว่าหากใครรังแกข้าให้นึกถึงแม่แล้วแม่จะเรียกข้าให้ไปอยู่ด้วย กล่าวเสร็จแล้วก็ได้ตายในที่สุด...ด้านน้องสาวได้มองดูที่เสื้อของตนเองใจแตกสลายได้วิ่งกลับไปที่บ้านทันทีดู พี่ชายไม่อยู่บ้านจึงได้ถามแม่ว่าแม่พี่ชายอยู่ไหนแม่ตอบว่าไหนเจ้าไปทำงานด้วยกันมิใช่หรือส่วนน้องสาวรู้ตัวดี ว่าได้ทำร้ายพี่ชายจึงได้ไปตามที่ไร่เดินตามรอยเท้าที่พี่ชายเดินนั้นตามที่ต่างๆทุกที่ไปที่พี่ชายกินแตงกวางกินไป ข้างหนึ่งเก็บไว้ให้น้องสาวข้างหนึ่งแล้วน้องสาวได้เก็บแตงกวางที่เหลือนั้นกินไปดูที่เผาหนูนึกว่าพี่ชายออกไป เดินเล่นเฉยๆกินขาหนูที่พี่ชายเก็บไว้ให้หาไปหามาพี่ชายหายไปไหนเห็นพี่ชายได้มัดที่นอนบนต้นไม้ได้ขึ้นไปบน ต้นไม้เห็นพี่ชายได้ตายเสียแล้วได้เรียนพี่ชายก็ไม่ตื่นขึ้นมา หลังจากนั้นได้เอาศพแบกกลับไปถึงใกล้บ้านแม่ เห็นรู้สึกโกรธขึ้นมาทันทีคิดในใจว่าเจ้าเป็นผู้หญิงทำไมใจแข็งขนาดนี้พอมาถึงบันไดจะขึ้นบ้านแม่ได้ถีบลง บันไดถีบลงบันไดหลายครั้งไม่ให้ขึ้นบ้านเด็ดขาดเพราะเป็นหญิงใจแข็งพี่ชายตายคนในหมู่บ้านเห็นเข้าได้บอก ว่าไม่ใช่ลูกหลานปล่อยให้ขึ้นบ้านเถอะเขาจะทำอย่างไรคอยดูไม่มีใครช่วยเหลือได้แม่ก็เลยเชื่อคำพูดของคน ทั้งหลายลูกสาวได้ขึ้นบนบ้านได้เอาขันน้ำถีบเท้าไปข้างหน้าแล้วเอาศพพี่ชายนอนบนขาแล้วร้องไห้เจ็ดวันเจ็ด คืนจนน้ำตาไหลเต็มขันน้ำใบนั้นแล้วแมวขาวตัวหนึ่งได้วิ่งผ่านขันน้ำใบนั้นจนคว่ำแล้วก็ร้องไห้อีกสามรอบรอบ สุดท้ายนั้นไม่มีน้ำตาให้เหลืออีกเพราะว่าไม่ได้กินข้าวกินน้ำมาหลายวันแล้วตัวผอมแห้งไปหมดร้องไห้จนน้ำตา เต็มขันน้ำอีกครั้งได้มีแมวขาววิ่งผ่านล้มจนเหลือน้ำในขันนิดเดียวแล้วเอาน้ำให้เปียกที่ปากของพี่ชายจนพี่ชาย พูดขึ้นเอามาสามครั้งว่าน้องสาวข้าไปทำงานท่ามกลางคนสามสิบสามวันได้มีคนพูดต่อว่าแต่ข้าไม่พรากเราทั้ง สองแต่เจ้าไปแค่ครึ่งวันเจ้าก็พรากเราจากกันแล้วก็ตายลงอีกครั้งจากนั้นร้องไห้อีกไม่รู้จะร้องไห้อย่างไรจนตาย เมื่อตายแล้ววิญญาณทั้งสองก็ได้ติดตามกันไปอีกแม่ของพี่ชายได้ปลูกอ้อยไว้ให้สองต้นมัดควายไว้ให้สองตัวและ
หมากเคี้ยวคนละคำแล้วเก็บไว้ที่นั่นพี่ชายได้ไปก่อนได้ตัดเอาอ้อยหนึ่งต้นขี่ควายเคี้ยวหมากก็ไปส่วนน้องสาวมา ทีหลังได้เดินตามพี่ชายได้เอาอ้อยที่เหลือหนึ่งต้นควายหนึ่งตัวและหมากหนึ่งคำไล่ติดตามพี่ชายทันทีตีควาย ด้วยด้ามอ้อยแล้วสังเกตระหว่างทางด้วยเห็นน้ำหมากของพี่ชายใหม่ๆดูสดอยู่แต่พอเก่าแล้วก็แห้งไปเห็นน้ำ หมากสดอยู่ก็รีบตีควายเร่งให้เร็วขึ้นเรื่อยๆได้ดูข้างหน้าเห็นควายที่พี่ชายขี่อยู่นั้นตัวเท่าแค่ผีเสื้อตัวหนึ่งแล้วก็ รีบตีควายเรื่อยเพื่อเร่งให้เร็วขึ้นๆเป็นอย่างนี้คือหากเวลาควายของพี่ชายเร็วขึ้นควายของน้องสาวจะช้าลง ระยะทางของพี่ชายความห่างระหว่างแม่ของพี่ชายที่อยู่อีกโลกหนึ่งนั้นเหลือแค่แม่น้ำสายเดียวเท่านั้นน้องสาว รีบเร่งติดตามพี่ชายไปเรื่อยๆจนควายของพี่ชายหมดแรงอ่อนล้าติดตามจนกระทั่งถึงด้านพี่ชายได้มองดูแม่ที่อยู่ แค่อีกฝั่งหนึ่งเท่านั้นพอถึงตัวพี่ชายได้มีการพูดคุยอ้อนวอนพี่ชายเพราะพี่ชายโกรธเขาว่าผู้ชายนั้นใจสูงกว่า ผู้หญิง ผู้หญิงนั้นใจต่ำตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้วแต่ว่าปัจจุบันนี้มีด้วยกันทั้งสองฝ่ายเหมือนกัน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้วาจาที่นุ่นนวลให้เป็นเสียงตามเหตุการณ์ในนิทาน ๙. โอกาสที่เล่า ช่วงพักผ่อนจากการพักทำงานในช่วงบ่ายและกลางคืน ช่วงที่เด็กต้องการให้เล่าให้ฟัง ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่าในวงกินข้าวจะทำให้ข้าวอาจติดคอได้ ห้ามเล่าในเวลานวดข้าว ตีข้าว อยู่ในลานข้าวจะทำให้ขวัญข้าวหนีจากไป ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต (คุณค่า แกนหลัก หรือValue) มีคนเล่าขานบอกกันว่าผู้ชายต้องทำใจให้สูงต้องเป็นคนที่มีเหตุมีผล เพราะว่ามีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ครั้นอดีตกาลมา ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ (วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ) การเป็นพี่น้องกันนั้นบางครั้งมักแตกความสามัคคี แม้กระทั่งเราอยู่ในสังคมหมู่ใหญ่เราต้องเป็นคนที่ จริงใจเข็มแข็งรู้จักมีความอดทนต่อคำว่าร้าย ความอิจฉาริษยาของคน เพราะว่ามนุษย์นั้นยากนัดที่เรา จะรู้ใจ ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า
ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อแม่ ปู่ย่า ตอนที่ยังเป็นเด็กสาวอยู่ ประมาณ ๔๐ กว่าปีแล้ว • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจมากแต่ว่าเด็กไม่ค่อยสนใจแล้วจึงไม่ค่อยเล่าให้เด็กได้ฟังสักเท่าไหร่
เรื่องที่ ๒๐ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนางสายสุดา ศรีเอื้องดอย อายุ ๕๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๕๕ หมูที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๗ และ ๒๑/๑๒/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หน่อเส่อบิหน่อเบพอ ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นางสายสุดา เอื้องดอย ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ได้รับการถ่ายทอดจากบิดา ๖. เนื้อเรื่อง สมัยก่อนมีพี่น้องคู่หนึ่งอยู่ด้วยกันแค่สองคนเท่านั้นเวลาทำอะไรกินอะไรมักจะร่วมกันเสมอได้นกได้ไก่ กินด้วยกันตลอดมีอยู่วันหนึ่งสองพี่น้องนั้นใครคนหนึ่งได้ไปล่าสัตว์ได้เม่นตัวเป็นสัตว์ที่มีขนใหญ่เท่านิ้วก้อยเท่า ปากกาแต่ไม่ได้แบ่งให้ซึ่งกันและกันตามเคยซึ่งอยู่ด้วยกันแค่สองหลังคาเรือนเท่านั้นหลังจากที่กินเสร็จแล้วลูกๆ ของคนที่ได้เม่นนั้นได้ออกเดินเล่นตามหมู่บ้านและอีกคนหนึ่งได้เห็นเข้าและถามว่านั่นขนอะไรและได้ตอบไป ว่ามันคือขนเม่นที่เรียกว่าเม่นนั้นตัวจะใหญ่ขนาดไหนนะขนใหญ่ขนาดนี้หลังจากนั้นอีกคนหนึ่งไม่พอใจจึงได้ไป ถามต่อว่าอีกคนว่าทำไมเจ้าได้เม่นแล้วไม่แบ่งให้ข้าตามเคยทุกครั้งเวลาที่ข้าได้ข้าจะเอาให้เจ้าตลอดคนที่ได้เม่น ได้ตอบไปว่าเม่นนั้นเป็นสัตว์ที่ขนใหญ่แต่ตัวนั้นเล็กนิดเดียวอีกคนไม่เชื่อบอกว่าขนาดช้างขนนิดเดียวตัวใหญ่ ขนาดคนกินได้ทั้งเมืองเลยก็ยังได้สองทำอย่างไรไม่สามารถเถียงได้เลยพี่น้องจึงได้โกรธแตกคอสามัคคีกันตั้งแต่ วันนั้นเป็นต้นมาพี่ได้อยู่ทางตอนเหนือและน้องได้อยู่ทางตอนใต้ไม่เคยเห็นหน้ากันต่างแต่นั้นจนกระทั้งถึงทุก วันนี้
นิทานเรื่องนี้ไม่ยาวแต่ว่าเป็นข้อคิดคติเตือนใจอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการไม่สามัคคีกันความไม่เชื่อความไม่ ไว้วางใจกัน ตอนแรกๆนั้นเขากินตัวเม่นร่วมกัน ดังบทธาที่ว่า หน่อเส่อปิหน่อแปพอ ลอปกาเลออะเอาะปอด๊อ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงให้คล้องตามเนื้อเรื่องของนิทาน เพื่อให้เกิดความไพเราะยิ่งขึ้น ๙. โอกาสที่เล่า เล่าในตอนกลางคืนก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่านิทานในงานศพเชื่อว่าจะไม่ดี ห้ามเล่านิทานในเวลากินข้าวจะทำให้ข้าวติดคอได้ ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต (คุณค่า แกนหลัก หรือValue) ความสามัคคี ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ (วิถีชีวิต ความเชื่อ วิธีคิดฯลฯ) ปกาเกอะญอนั้นห้ามกินเนื้อเม่นด้วยกันเด็ดขาดหากไม่ได้อยู่ในสายน้ำเดียวกันเพราะว่าจะทำให้เกิด ความแตกแยกแตกสามัคคีกันเองระหว่างพี่น้อง ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับฟังมาจากพ่อตอนเป็นเด็ก • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร ตั้งใจมากแต่เด็กไม่ค่อยสนใจที่จะฟังแล้ว
เรื่องที่ ๒๑ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนางสายสุดา ศรีเอื้องดอย อายุ ๕๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๕๕ หมูที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๒๑/๑๒/๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หน่อกวาทอโซ ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นางสายสุดา ศรีเอื้องดอย ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ได้รับการถ่ายทอดมาจากบิดา ๖. เนื้อเรื่อง มีพี่น้องสองคนพี่ชื่อหน่อกวาทอโซส่วนคนน้องชื่อหน่อกวาเกอะชอแม พอโตนิดหน่อยแม่ได้ตายจาก ไปจึงได้อาศัยอยู่กับพ่อจนโตขึ้นแต่ว่าพ่อนั้นได้แต่งงานใหม่กับมอกอลี(ผู้หญิงไม่ดีนิสัยเสีย)และเมียใหม่คนนี้ไม่ ชอบลูกสาวทั้งสองคนเลยของสามี อยู่มาวันหนึ่งได้โกหกสามีว่าตนปวดฟันด้านสามีคิดว่านางปวดฟันจริงๆเพราะแต่ละวันนอนซนเหมือน คนไม่สบายสามวันผ่านไปแม่ใหม่ได้อมไข่ไว้ในปากฟองละข้างพูดไม่ได้กินไม่ได้แต่พอสามีไปทำงานนอกบ้าน แอบกินข้าวจนอิ่มท้องพอสามีกลับจากการทำงานกลับไปนอนห่มผ้าทำเป็นไม่สบายเหมือนเช่นเคยและได้บอก ให้สามีช่วยไปดูทำนายให้หน่อยว่าเป็นอะไรสามีก็ไปดูให้พอกลับมาถึงบ้านถามสามีว่าไปดูทำนายแล้วเป็น อย่างไรบ้างสามีได้ตอบไปว่าเป็นอะไรไม่รู้เหมือนกัน...จากนั้นได้ทำเป็นโกรธโมโหขึ้นมาทันทีบอกว่าคิดว่าอยู่ คนเดียวรักษาตัวไม่ได้อยู่กับสามีแล้วจะดีขึ้นแต่สามีไม่เอาไหนข้าจะไปดูทำนายคนเดียวแล้วก็ไปได้ไปดูทำนาย ตัวเองกับตัวตุ่นแล้วผลออกมาว่าต้องมีการเลี้ยงผีด้วยลูกสาวของสามีที่มีชื่อว่าหน่อกวาทอโซแล้วก็จะหายเป็น ปกติหลังจากนั้นก็กลับพอกลับถึงบ้านได้บอกแก่สามีว่าต้องมีการเลี้ยงผีด้วยลูกที่มีชื่อว่าหน่อกวาทอโซ สามี รู้สึกใจไม่ดีบอกว่าทำไมต้องกินลูกสาวของตนด้วยหลังจากไปดูทำนายเสร็จในวันนี้พรุ่งนี้(คนสมัยก่อนหรือสมัย
นี้ก่อนที่จะมีการเลี้ยงผีด้วยหมูต้องมีการกินไก่ก่อนวันมะรื่อต้องกินหมู)ด้านหน่อกวาทอโซบอกให้หน่อกวา เกอะชอแมว่าถ้าหากจะมีคนกินพี่เจ้าไม่ต้องกินพี่กับพวกเขาหากมีคนกินพี่ให้เจ้าแปลงกายเป็นลูกสุนัขดำเก็บ รวบรวมกระดูกของพี่ไว้แล้วนำไปปลูกระหว่างทางแยก..น้องสาวได้ฟังคำของพี่สาวแล้วพอใกล้ถึงเวลาที่จะมี การทำพิธีเลี้ยงผีน้ำตาก็ได้ไหลออกมาคิดว่าอยู่คนเดียวคงไม่สนุกแล้วพี่สาวนั้นก่อนที่จะมีการฆ่ากินได้ขังไว้ ก่อนหลังจากนั้นได้มีการเปิดประตูคอกหมูน้ำตาก็ไหลและได้ถูกฆ่าตายในที่สุดจากนั้นได้มีการหุงต้มกินกันจน สุกมีการตระเตรียมนั่งกินข้าวกันด้านน้องสาวจึงได้แปลงกายเป็นลูกสุนัขดำตัวหนึ่งแล้วได้ไปหลบอยู่ใต้ถุงบ้าน คนทิ้งกระดูกที่กินแล้วใต้ถุงบ้านตนก็เก็บจนหมดแล้วได้นำไปปลูกไว้ที่ทางแยกหลังจากปลูกเสร็จกระดูกที่ปลูก นั้นได้กลายเป็นดอกไม้เงินและดอกไม้ทองแล้วพี่สาวก็ได้ฝากบอกไว้อีกอย่างว่าหลังจากที่ดอกไม้นี้ออกดอก แล้วหากน้องสาวรำลึกถึงพี่สาวก็ได้เห็นหน้ากันแล้วอยู่ด้วยกันอีกหลังจากที่ปลูกได้ประมาณอาทิตย์หนึ่งได้ไปดู เห็นว่างอกออกมาแล้วได้มีการหาไม้มาปิดกั้นบังไว้ หนึ่งอาทิตย์ต่อมาอีกได้ไปดูอีกเช่นกันเห็นว่าได้ออกใบและ ยอดแล้วๆได้ถอดหญ้ารอบๆบริเวณนั้นรู้สึกดีใจมากขึ้นๆพออีกอาทิตย์หนึ่งถัดมาดอกไม้เริ่มเป็นดอกใกล้บาน แล้วจากนั้นมาอีกอาทิตย์หนึ่งดอกไม้ที่ปลูกนั้นได้บานแล้วส่งกลิ่นหอมอย่างน่าชื่นชมยิ่งน้องสาวจึงได้พูดว่า พี่สาวไหนบอกว่าหากดอกไม้บานแล้วให้รำลึกถึงพี่สาวแล้วเราพี่น้องจะได้เห็นหน้ากันพี่สาวจึงได้ปรากฏกายอยู่ ต่อหน้าตนแล้วดอกไม้นั้นที่เป็นดอกไม้เงินและดอกไม้ทองทั้งสองได้เด็ดแบ่งกันคนละดอกอยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงและท่าทางมือในการเล่าเรื่องราว ๙. โอกาสที่เล่า ก่อนนอนช่วงกลางคืน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่าในงานศพเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต การอิจฉาริษยาคนอื่นเป็นสิ่งที่ไม่ดี ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ในเรื่องราวของปกาเกอะญอวิถีชีวิตมีความเกี่ยวข้องกับตัวนางมารร้ายหรือนางอิจฉาแทบจะทุก เรื่องราวที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าให้ฟัง ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่
ผู้ถ่ายทอดนิทานเรื่องนี้คือพ่อ แม่ ย่า • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจแต่ไม่มีใครสนใจ
เรื่องที่ ๒๒ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอ.ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนางหน่อเก เจริญสุขสมบัติอายุ ๕๕ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๑๐/๑ หมูที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๑/๒/๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หน่ออิเมอ อิมอเล ๒. ประเภทของนิทาน กำพร้า ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะ โดยนางหน่อเก เจริญสุขสมบัติ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ได้รับการถ่อยทอดจากแม่ ๖. เนื้อเรื่อง สมัยก่อนมีคนคนหนึ่งชื่อว่าหน่ออิเมอเป็นเด็กกำพร้าอาศัยอยู่กับย่าและมีเจาะอิมอเลเป็นคนค่อย ดูแลอยู่ด้วยกันเป็นเด็กที่มีความสามารถด้านดนตรีคือเล่นเตหน่าได้เล่นเตหน่าทุกคืนๆมีอยู่วันหนึ่งเจาะอิมอเล คิดขึ้นได้ว่าตนไม่มีความรู้อะไรที่สามารถเลี้ยงชีวิตตนและคนอื่นได้จึงคิดว่าจะต้องเรียนรู้ศึกษาเพิ่มเติมแล้วจึง ได้เรียนรู้วิชาคาถาอาคมจากลอ(เทพที่สามารถสั่งฟ้าให้ผ่าได้)จะไปเรียนรู้ประมาณสามปีสามเดือนสามวันสาม ช่วงโคตรได้เดินทางไปเรื่อยๆได้รอคอยเพื่อนคนหนึ่งชื่อเจาะปล่อพอด้านเจาะปล่อพอได้ศึกษาเรียนรู้ คาถาอาคมจากเกอชอ(ช้าง)คิดว่าจะไปจีบหน่ออิเมอซึ่งขนาดนี้ได้อยู่ที่บ้านกับย่าสองคนเท่านั้นโดยใช้เตหน่า ของเจาะอิมอเลใช้ดิบจีบหน่ออิเมอใช้เวลาสามวันไปติดต่อกันประมาณสามคืนจนเบื่อรอต่อไปไม่ไหวแล้วจึงได้ ขอให้หน่ออิเมอไปกับตนตรงๆว่าให้ไปอยู่กับข้าเถอะด้านหน่ออิเมอได้ตอบไปว่าข้าจะไปกับเจ้าแต่ก่อนที่ข้าจะ ไปกับเจ้านั้นขอให้ข้าได้ผาฟืนให้ย่าให้เต็มยุ้งก่อนจากนั้นข้าจะไปกับเจ้าเจาะปล่อพอก็รอจนหน่ออิเมอผาฟืน เสร็จแต่หน่ออิเมอก็ยังไม่ไปกับเจาะปล่อพอบอกว่าข้าจะตำข้าวให้กับย่าให้เสร็จก่อนแล้วจะไปกับเจ้าตำข้าวจน เสร็จก็ชวนให้ไปอีกครั้งที่สองหน่ออิเมอบอกไว้ข้าจะขอทำสิ่งสุดท้ายให้เสร็จก่อนแล้วจะไปกับเจ้าคือข้าจะต้ม น้ำส้มป่อยเพื่อขอขมาโทษกับเจาะอิมอเล..เจาะปล่อพอจึงถามว่าเสร็จทุกอย่างแล้วรึยังหน่ออิเมอตอบว่าเสร็จ แล้วข้าจะไปกับเจ้าเดี่ยวนี้ก็ได้ออกเดินทางไปกับเจาะปล่อพอในวันนั้นในเย็นของวันนั้นด้านเจาะอิมอเลได้
กลับมาที่บ้านเช่นกันได้ถามย่าหน่ออิเมออยู่ไหนย่าได้ตอบว่าหน่ออิเมอได้ไปกับเจาะปล่อพอแล้วเจ้าจะไปตาม กลับมาไหมตอบว่าจะไปตามพรุ่งนี้ก่อนและย่าได้บอกให้เจาะอิมอเลว่าหน่ออิมอได้เก็บน้ำส้มป่อยไว้ให้เจ้าที่ ตรงนั้นก่อนที่เธอจะไปกับเจาะปล่อพอพอรุ่งเช้าได้อาบน้ำสระผมเสร็จได้ออกเดินทางทันทีระหว่างที่พักคืนทุก คืนนั้นระหว่างการเดินทางของหน่ออิเมอได้เก็บเมี้ยนหนึ่งกำบุหรี่หนึ่งม้วนไว้ให้เจาะอิมอเลด้านเจาะอิมอเลได้ เดินทางถึงที่พักของหน่ออิเมอได้เห็นเมี้ยนและบุหรี่ตามที่หน่ออิเมอเก็บไว้ให้ทุกที่จนเหลือที่สุดท้ายได้ตามทัน ด้านเจาะปล่อพอได้ตะโกนบอกว่าเจาะอิมอเลถ้าเจ้าใจถึงจนยิงข้าเลยด้านเจาะอิมอเลจึงโต้ตอบไปว่าให้เจ้ายิง ข้าก่อนข้าจะยิงเจ้าทีหลังเจาะอิมอเลจึงได้ถอนเสื้อให้เจาะปล่อพอยิง(ก่อนที่เจาะปล่อพอจะไปจีบเอาหน่ออิ เมอนั้นแม่ของเขาได้ซอบทธาใส่เจาะปล่อพอว่าเจาะปล่อพออะน่าเตอลงซีเลอลีคีเบะอะฆอและแม่สั่งบอกว่า อย่าไปแต่เขาไม่เชื่อแม่จึงได้ไป)ธนูของเจาะปล่อพอนั้นตัวธนูเท่าไม้หน้าแปดลูกธนูเท่าครกกระเดืองยิงไปครั้งที่ หนึ่งตกลงกลางทะเลสาบกว้างใหญ่ยิงครั้งที่สองสามเหมือนเดิมด้านของเจาะอิมอเลได้ใช้ธนูขนาดเล็กทั่วไปได้ บอกให้เจาะปล่อพอว่าข้าจะยิงเจ้าแล้วเจาะปล่อพอบอกว่าธนูของเจ้าคือธนูทุเรศไม่ได้เรื่องใช้ไม่ได้เจ้าจงเอาธนู ของข้าเถอะเจ้าจงยิงใส่ข้าเรื่อยๆจนกว่าเจ้ายิงไม่ไหวเจาะอิมอเลบอกว่าข้าจะยิงเจ้าจริงๆนะเจาะปล่อพอยิง เลยเจาะอิมอเลจึงได้ยิงใส่ทันทีไปโดนที่หน้าอกของเจาะปล่อพอถอนดึงออกยังไงก็ไม่สามารถเอาออกได้ๆจึงได้ ใช้หน่ออิเมอให้ช่วยดึงให้หากหน่ออิเมอดึงออกแล้วเจาะปล่อพอจะตายในทันทีแต่สุดท้ายหน่ออิเมอได้ดึงแล้ว เจาะปล่อพอได้ตายในทันทีเลยได้กลายเป็นภรรยาของเจาะอิมอเลคนเดียวเท่านั้น ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง น้ำเสียงเสียงหัวเราะและบทลำนำให้สอดคล้องกับเรื่องราวในนิทาน ๙. โอกาสที่เล่า ในตอนกลางคืนก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่านิทานในช่วงที่มีงานศพเพราะว่านิทานบางเรื่องเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับตลกไม่ควรเล่าเด็ดขาด ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต คนเจ้าชู้มักเอาตัวไม่รอดจะตายเพราะความอวดเก่งของตน ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ในสมัยก่อนการไปจีบสาวของผู้ชายจะใช้เตหน่าในการเล่าเรื่องราวของตนเองควบคู่กับบทซอร้องเป็น เพลงด้วย ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ แม่เป็นคนเล่าให้ฟัง ตอนเป็นเด็ก
• ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร เด็กไม่สนใจแล้วที่จะฟังนิทาน
เรื่องที่ ๒๓ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองปกาเกอะญอ.ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุลนางหน่อเก เจริญสุขสมบัติอายุ ๕๕ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยอีค่าง ที่อยู่เลขที่ ๑๐/๑ หมูที่ ๑ ตำบลแม่วิน อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นายบุญศรี ฉลักกนก วัน เดือน ปี ที่สัมภาษณ์๑๑/๒/๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หม่อเลอเกอ ๒. ประเภทของนิทาน ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ มุขปาฐะโดยนางหน่อเก เจริญสุขสมบัติ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ได้รับการสืบทอดจากพ่อ แม่ ๖. เนื้อเรื่อง แม่ของหม่อเลอเกอสั่งว่าหม่อเลอเกออยู่บ้านต้มเผือกมันให้น้องกินด้วยแล้วแม่ก็ไปทำงาน มีมอ กอลี(นางร้าย นางอิจฉา)มาบอกว่าหม่อเลอเกอแม่สั่งให้ต้มน้องกิน หม่อเลอเกอบอกว่าไม่ใช่แม่สั่งให้ต้มเผือก มันให้น้องกินโต้เถียงกันตั้งนานสุดท้ายสู้มอกอลีไม่ได้จึงต้องต้มน้องกิน พอกลางวันแม่กลับมาถามว่าหม่อเลอ เกอน้องเจ้าอยู่ไหน หม่อเลอเกอตอบว่าน้องอยู่ที่บ้านของยาย แม่ไปดูน้องไม่อยู่ แม่ถามหม่อเลอเกออีกว่าน้อง เจ้าอยู่ไหน หม่อเลอเกอตอบว่าอยู่ที่เล้าไก่ แม่ไปดูไม่อยู่ แม่ถามอีกว่าหม่อเลอเกอน้องเจ้าอยู่ไหน หม่อเลอ เกอตอบว่าอยู่ที่เล้าหมู แม่ไปดูไม่เห็น จึงถามหม่อเลอเกออีกว่าน้องเจ้าอยู่ไหน หม่อเลอเกอตอบว่าอยู่ที่แป ล่นอน แม่บอกว่าถ้าอย่างนั้นแม่จะกินข้าวก่อน พอแม่ตักกับข้าวจะกินเห็นนิ้วมือของลูกหนึ่งข้าง พอพ่อตักกิน เห็นขาของลูกหนึ่งข้าง พ่อกับแม่เลยไม่กินก็กินอย่างอื่นแทนและพ่อก็ไปเอาจร๊ะ(ต้นปอขาว)๗ มัด แม่ไปเอา เส่ชาโบ(ต้นหนาม)๗ มัด แล้วได้มัดห้อยหม่อเลอเกอไว้แล้วตีด้วยต้นหนาม หลังจากนั้นได้ไปกั้นน้ำหาปลาที่ ห้วยแต่ด้านยายหม่อเลอเกอจึงมาแก้มัดหม่อเอลเกอตอนที่พ่อแม่หม่อเลอเกอไม่อยู่และหลังจากที่แก้มัดหม่อ เลอเกอเสร็จหม่อเลอเกอได้ตามพ่อแม่ไปหาปลาทีหลังได้เอากึ(กระบุ้ง)และซวย(อวนจับปลา)หัวหางขาดไป ด้วยแล้วก็มานั่งรอดูคนหาปลาจนพ่อแม่บอกว่าหม่อเลอเกอจะเอาที่กั้นน้ำออกแล้วถ้าจะหาปลาก็รีบๆหน่อย หม่อเลอเกอจึงลงไปหาปลาตักขึ้นหรือลงแต่ละทีได้ปลามาเป็นกำมือเลยจนเต็มกระบุ้งแล้วกลับบ้านไปพอมีคน
ดึงหนามออกให้หนึ่งเส้นก็เอาปลาให้หนึ่งตัวดึงสองเส้นก็เอาให้พอมีคนดึงหนามออกให้หมดก็ได้เอาให้หมดเลย เหลือเก็บปลาไว้สองชนิดคือดอปูลู่กับหญ่าปอบอแล้วเอาไปเลี้ยงที่ทีช่า(ปลายน้ำ)แล้วได้ร้องเป็นเพลงว่า..ดอปู ลู่เลออะกิกวอ หญ่าปอบอเลออะเกลอกอ ฮะเกออเนอช่า เนอมอ ฮะเกออเนอช่าเนอมอ.. ดอปูลู่อยู่ที่ต้มน้ำ หญ่าปอบออยู่ที่ปลายน้ำเลี้ยงด้วยขนมที่ตำเองทุกวันๆจนโตกลายเป็นหมูตัวผู้สองตัวและน้องอีกคนเห็นเข้าจึง บอกให้พ่อว่าพ่อพี่สาวหม่อเลอเกอเลี้ยงหมูตัวผู้สองตัวและพ่อบอกว่ายายใช้ให้ไปตำโกมี่(สาโท)เจ็ดเม็ดเจ็ดคืน จึงไปเสร็จแล้วก็กลับมาตอนที่หม่อเลอเกอไม่อยู่พ่อก็ไปที่เลี้ยงปลาของลูกสาวแต่เรียกเท่าไหร่ไม่ออกมาสักที ทางน้องสาวซึ่งเป็นคนเคยเห็นจึงบอกให้พ่อว่าพ่อเราต้องเรียกอย่างนี้ว่า..ดอปูลู่เลออะกิเกว๊อะ หญ่าปอบอ เลออะเกลอกอ ฮะเกออเนอช่า เนอมอ ฮะเกออเนอช่าเนอมอ..หมูสองตัวจึงออกมา(ปลาสองตัวนั่นเอง)พ่อจึง ใช้หอกพุ่งใส่หมูทั้งสองตัวคือดอปูลู่กับหญ่าปอบอตัวหนึ่งตายและอีกตัวหนึ่งวิ่งหนีไปพร้อมกับเลือดไหลออกมา (หญ่าปอบอครีบเหลืองจนถึงทุกวันนี้เพราะว่าเมื่อก่อนโน้นโดนพุ่งแหลมใส่)พอหม่อเลอเกอกลับมาถึงเรียกหมู ของตนเองเรียกอย่างไรหมูก็ไม่ออกมาและเรียกจนหมูได้กลับมาตัวหนึ่ง หมูตัวนั้นบอกว่าก็ได้ยินเสียงเรียกอยู่ แต่ไม่รู้สึกตัว หม่อเลอเกอจึงกลับไปที่บ้านอีกครั้งและระหว่างทางได้มีนกกาบนต้นไม้ตัวหนึ่งร้องขึ้นว่าอุอุ้ทอดิ เคลอโอะข่อเตอปู อะอ่ะทอเส่ทอเบะโอะกล๊อะพะล่า กลับมาถึงบ้านได้เรียกแม่ว่า..แม่เอาบันไดลงให้หน่อย แม่จึงตอบว่าน้องกำลังขี้อยู่ ได้เรียกพ่อ พ่อจึงตอบว่ายังเหลาหวายยังไม่สุด(ความเป็นจริงพ่อแม่กำลังเก็บเนื้อ หมูที่ฆ่าตายของหม่อเลอเกออยู่)จากนั้นแม่จึงเอาบันไดให้แล้วหม่อเลอเกอถามแม่ว่าแม่มีกลิ่นอะไร แม่มัดมือ ให้น้องด้วยหมู่ตัวหนึ่ง หม่อเลอเกอรู้สึกไม่ดีทันทีตามที่ได้ยินเสียงนกการ้อนรู้เลยว่าคืออะไร จากนั้นหม่อเลอ เกอเรียกหมูอีกครั้งเรียกอย่างไรก็ไม่กลับมาทั้สองตัวกลับมาแค่ตัวเดียวจึงกลับไปบอกพ่อว่าหากพ่อจะกินหมู น่าจะกินทั้งสองตัวเก็บไว้ให้เฉพาะไขมันเท่านั้นพ่อได้ยินอย่างนี้แล้วดีใจมากจึงฆ่ากินทั้งสองตัวเก็บไว้เฉพาะ ไขมันให้สองถ้วยเท่านั้น...หม่อเลอเกอจึงไปหาก้อนหินขนาดเม็ดเท่าเมล็ดมะเขือ(เพราะเมื่อก่อนไม่มีก้อนหิน เลย)และไปตัด(หว่าซือ)ไม้ซาถามว่าไม้ซาข้าจะตัดเจ้านะข้ามีชื่อว่าหว่าซือ(คำว่าซือ ภาษาปกาเกอะญอแปลว่า ดึงให้ห่างออก)ถ้าเจ้าตัดข้าข้าจะดึงเจ้าให้ห่างออกไป หว่าบอ(ไม้ไผ่)ข้าจะตัดเจ้านะ ข้ามีชื่อว่าหว่าบอ(บอ แปลว่าเหลือง)ถ้าเจ้าตัดข้าบอเจ้า หว่ากลึอ(ไม้ห่ด)ข้าจะตัดเจ้านะถ้าเจ้าตัดข้าข้าจะกลึดเจ้าและจึงไปต่เรื่อยๆ เห็นหว่าเกลอะ(ไม้เฮี๊ยะ)จึงถามต่อไปว่าหว่าเกลอะ(เกลอะ แปลว่าตัด)ข้าจะตัดเจ้านะ ข้ามีชื่อว่าหว่าเกลอะถ้า เจ้าจะตัดๆเลยหม่อเลอเกอจึงตัดหว่าเกลอะยาวหนึงเส้นตัดไปปล้องไหนข้างในก็เป็นแต่สีแดงจนถึงบนสุดข้าง ในปล้องจึงเป็นสีขาวสองปล้องแกะเป็นรูปพระจันทร์กับรูปพระอาทิตย์จึงเอากลับไปคั่วมันของหมูตัวเองที่พ่อ เก็บไว้สองใบและก้อนหินที่เก็บไว้หนึ่งก้อนและได้ถามยายว่ายายขอแมวตัวนี้นะถามปู่สิ ปู่ขอแมวตัวนี้นะจึงเอา แมวไปและได้ขอไก่ผู้ต่อว่ายายขอไก่ผู้ตัวนี้นะถามปู่สิ ปู่ขอไก่ผู้ตัวนี้นะจึงเอาไก่ผู้ไป ขอเป็ดต่อว่ายายขอเป็ดตัว นี้นะถามปู่สิ ปู่ขอเป็ดตัวนี้นะจึงเอาไปแล้วเก็บไว้ร่วมกันในข้างในของไม้เฮี๊ยะด้วยกันหมดจึงเทน้ำมันหมูลงไป เพราะว่าตอนนี้หม่อเลอเกอใกล้ที่จะต้องขึ้นไปอยู่บนฟ้าแล้วจะไม่อยู่กับพ่อแม่ของตนเองแล้วจึงร้อนเป็นเพลง ว่า..เลอหมื่อแชโถ่ก๊อกากลอ โอดิยีอาตอเม่ทอ..หลังจากนั้นจึงกระแทกไม้ไผ่จึงขึ้นไปเสียงไก่ขันว่าก่อเกเรโก เสียงแมวร้องว่าแม๊ว เป็ดร้องว่าก่า ก่า ขึ้นไปพร้อมกันหมดจนครึ่งทางหม่อเลอเกอร้องขึ้นว่ายายๆไก่กินข้าว ของยาย ยายจึงตอบว่า หลานๆช่วยไล่ให้ยายที ยายไม่กล้าเงยหน้าขึ้นบนฟ้า หม่อเลอเกอจึงขึ้นไปจนถึงบน ฟ้าถามลอ(เจ้าแห่งฟ้าผ่า)ว่าข้าจะอยู่กับเจ้าได้ไหม ลอจึงตอบไปว่าข้านี้มีเสียงกึ่งก้องเสียงดังให้ไปถามพระ
อาทิตย์ดีกว่า หม่อเลอเกอจึงถามพระอาทิตย์ว่าข้าอยู่กับเจ้าได้ไหม พระอาทิตย์จึงตอบไปว่าให้ไปถามดาว ดีกว่า หม่อเลอเกอจึงไปถามดาวว่าดาวข้าอยู่กับเจ้าได้ไหม ดาวจึงตอบไปว่าเวลากลางวันข้าจะตายเวลา กลางคืนข้าจะอยู่ให้ไปถามพระจันทร์ดีกว่า หม่อเลอเกอจึงไปถามพระจันทร์ว่าพระจันทร์ข้าอยู่กับเจ้านะ พระจันทร์จึงตอบไปว่าข้านี้เวลาตายก็ตาย เวลาอยู่ก็อยู่เจ้าอยู่กับข้าไม่ได้หรอก..หม่อเลอเกอจึงกลับไปที่ลออีก ครั้งถามว่าลอข้าจะอยู่กับเจ้านะเจ้าจะอยู่กับข้าจริงๆหรอกข้าจะอยู่กับเจ้าจริงให้เจ้าเอาขี้ไก่แห้งอุดหูเอาไว้ข้า จะผ่าลงตรงบ้านของแม่เจ้าสามครั้งหากเจ้าไม่ตกใจไม่เป็นไรเจ้าสามารถอยู่กับข้าได้จึงผ่าลงไปที่บ้านของแม่ หม่อเลอเกอสามครั้งถามว่าเจ้าตกใจไหม..ข้าไม่เป็นไรจึงได้อยู่กับลอจนได้ลูกคนหนึ่งหม่อเลอเกอจึงได้ขอ กับลอว่าข้าจะลงไปอยู่กับแม่ที่ข้างล่าง ลอตอบได้สิ ข้าจะลงไปส่งเจ้าจึงลงไปอยู่กับแม่..มีมอกอลี(นางร้าย)คน เดิมแอบเฝ้าดูหม่อเลอเกออยู่ตลอดไม่ว่าหม่อเลอเกอไปตัดฟืน ไปตักน้ำ เวลาดูแลลูกไม่มีเลย มอกอลีจึงเจาะ รูปที่ตักน้ำของหม่อเลอเกอตักน้ำตักเท่าไหร่ไม่เต็มสักทีจึงมองดูตรงที่ก้อนของที่ตักน้ำเห็นว่าโดนเจาะรูคิดในใจ ว่าคราวนี้มนุษย์ผมดำคนตายหมดแน่จึงที่อุปกรณ์ตักน้ำแล้วรีบกลับไปที่บ้านทันทีแล้วหม่อเลอเกอให้ลูกขี้ขี้ ของลุกเท่านิ้วนางนิดเดียวทาที่ปากของทุกคนจึงฟื้นขึ้นมาเหมือนเดิมต่อมาประมาณอีก ๒-๓ วัน หม่อเลอเกอ ว่าจะกลับขึ้นไปบนฟ้าแต่ก่อนจะกลับขอไปที่ไร่ก่อน..มอกอลีจึงเผาหมาย่างหมากลางแดดว่าจะเรียกให้หม่อ เลอเกอกับลอมากินข้าวด้วยกันก่อนจะกลับไป ลอนี้เป็นเทพที่กลัวหมา ลอไปจับโดนหัวหมาที่มอกอลีเผาอยู่ จึงตกใจจะกลับขึ้นไปบนฟ้าทันทีหม่อเลอเกอจึงจับที่เอวของลอเอาไว้บอกว่าก่อนที่เราจะกลับขึ้นไปขอฝาก อะไรให้กับมนุษย์ผมดำหน่อย..หม่อเลอเกอจึงฝากบอกแก่มนุษย์ว่านับจากนี้ฟ้าจะมืดมิดภายในเจ็ดวันเจ็ดคืน ขอให้มัดหมู วัว ควาย ของตนเองให้ดี จากนั้นจึงขึ้นไปด้านโพแค(เด็กกำพร้า)จึงม้วนเส้นเชือกแล้วคนก็ขอไป หมดตอนนี้มืดฟ้ามัวดินอึกกระทึกไปหมดเชือกที่ม้วนไม่เหลือสักเส้นโพแคจึงใช้เส้นผมมัดควายของตนเองวัว ควาย และวัว ควาย ที่มัดด้วยเชือกขาดไปหมดเลยพอทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิมมองไปที่ไหนมีแต่ก้อนหิน เท่านั้นหม่อเลอเกอหลังจากที่ขึ้นไปแล้วไม่ลงมาที่โลกมนุษย์อีกเลย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง เสียงหัวเราะน้ำเสียงที่เล่าตามเรื่องราวในนิทานและบทธาประกอบเรื่องราว ๙. โอกาสที่เล่า กลางคืนก่อนนอน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ห้ามเล่านิทานในงานศพ เพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ไมดี ไม่ควรทำเด็ดขาด ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต เวลาที่เราจะไปไหนมาไหนห้ามฝากสั่งบอกใช้ให้คนอื่นเด็ดขาดให้ฝากบอกแก่ลูกหลานของตนในสิ่งที่ เรายังไม่ได้บอกก่อนออกจากบ้านไปทำงานหรือไปไหนสักที่ ก่อนที่เราจะไปต้องสั่งให้ลูกหลานในบ้านให้ เรียบร้อยก่อนออกจากบ้านทุกครั้งเพราะว่ามนุษย์นั้นใจไม่ซื่อตรงด้วยกันทุกคน
๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ชีวิตจริงของเราในเรื่องของการฝากบอกฝากสั่งให้คนทำโน้นทำนี่และให้ฝากบอกให้ลูกหลานของตน ได้เจอบอกมาก ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้รับการถ่ายทอดจากพ่อ แม่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร เด็กไม่ค่อยสนใจแล้วปัจจุบันแต่หันไปสนใจทีวีมากกว่านิทานจึงไม่ได้เล่าให้ฟังเลย