The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัยรำมะหน่าว

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-10 03:02:21

งานวิจัยรำมะหน่าว

งานวิจัยรำมะหน่าว

(ร่าง)รายงานวจิัยฉบับสมบูรณ ์ โครงการ แนวทางการอนุรักษ ์ประเพณก ี ารร า มะหน่าว (MANAU) ของชนเผ่าคะฉิ่น ในชุมชนบ ้ านใหม่สามัคค ี คะฉิ่น หมู่14 ต าบลเม ื องนะ อ าเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดย นายอนุชาติลาพา นายพงรัม ซิงรัม กันยายน 2556


สัญญาเลขที่ RDG56N0006 (ร่าง)รายงานวจิัยฉบับสมบูรณ ์ โครงการ แนวทางการอนุรักษ ์ประเพณกีารร ามะหน่าว(MANAU) ของชนเผ่าคะฉิ่นในชุมชน บ้านใหม่สามคัคคีะฉิ่น หมู่14 ต าบลเม ื องนะอา เภอเชียงดาวจงัหวดัเชียงใหม่ โดย นายอนุชาติลาพา นายพงรัม ซิงรัม กันยายน 2556


ค าน า บทคัดย่อ สารบัญ


บทที่1 บทน า ที่มาและความส าคัญของปัญหา หมู่บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น เป็ นชุมชนคะฉิ่นแห่งเดียวในประเทศไทย ต้ังอยู่ในพ้ืนที่ โครงการหลวงหนองเขียว หมู่14 ตา บลเมืองนะอา เภอเชียงดาวจงัหวดัเชียงใหม่และก่อต้งัมา 31 ปี เดิมบรรพบุรุษของชนเผา่คะฉิ่น ได้อพยพโยกยา ้ ยถิ่นฐานมาจากบริเวณมองโกเลียเนื่องจาก ภาวะการสู้ รบของแต่ละเผ่าในสมัยน้ัน จึงทา ให ้ อพยพลงมาเรื่อยๆ จนมาถึงทางเหนือของ ประเทศพม่า ซ่ึงปัจจุบนัเป็ นรัฐคะฉิ่น บางส่วนอยทู่างมณฑลยนูานของประเทศจีน และรัฐอสัม ทางอินเดีย หลังจากน้นัก ็ เกิดภาวะสงครามโลกคร้ังที่2 ซ่ึงจากสงครามความไม่สงบและความ ยากจนในประเทศพม่าทา ให ้ ชาวคะฉิ่นจา นวนหน่ึงอพยพเขา ้ มาในประเทศไทยกลุ่มแรกเขา ้ มา ในสมยัสงครามปราบคอมมิวนิสตใ์ นสมยัรัฐบาลจีนก ๊ กมินตงั๋เมื่อสงครามสิ้นสุดลง ชาวคะฉิ่น บางคนก ็ไม่ไดอพยพกลั ้ บภูมิล าเนาเดิมและเข้ามาอาศัยอยู่ในไทยแทน มีชาวคะฉิ่นที่อพยพเขา ้ อยใู่นเมืองไทยทีละเลก ็ ทีละนอ ้ ยไม่ไดเ ้ ขา ้ มาเป็ นกลุ่มใหญ่ๆ จึงทา ใหไ้ ม่สามารถต้งัถิ่นฐานสร ้ าง ชุมชนของชาวคะฉิ่นเป็ นเอกเทศของตนเองได ้โดยส่วนใหญ่อาศยัอยู่ในพ้ืนที่ทางเหนือของ จงัหวดัเชียงใหม่ที่ติดต่อกับประเทศพม่า เช่น อา เภอฝางอา เภอ พร้าว อ าเภอเชียงดาว และ บางส่วนของจงัหวดัแม่ฮ่องสอน จงัหวดัเชียงรายและจงัหวดัตาก ตลอดจนมีการกระจายอยู่ใน ในตวัเมืองเช่น เชียงใหม่ลา พูน กรุงเทพ พัทยา ชลบุรี ภูเก ็ ต สมุทรสาครอยุธยา เป็ นต้น ส่วน ใหญ่อยู่ในภาคแรงงาน การศึกษาต่อในเมืองของเด ็ กๆ รวมท้งัการเขา ้ มาอาศยัอยรู่ ่วมกบัญาติพี่ น้องในตัวเมือง โดยปัจจุบนัมีชาวคะฉิ่นที่อาศยัอยู่ในประเทศไทย 5,000 กว่าคน ท้งัน้ีจาก จา นวนคนที่น ้ อยกว่าชนเผ่าอื่นๆ ทา ให ้ ชนเผ่าคะฉิ่นต้องปกปิ ดชาติพันธุ์ตนเองและท าตัวให้ อาศัยอยกู่ลมกลืนกบัชนเผา่อื่นที่ต้งัถิ่นฐานอยกู่ ่อนแล้วเช่น ลาหู่ลีซอและอาข่ากะเหรี่ยง และ เผา่อื่น ๆ จนมีการแต่งงานมีครอบครัวกบัชนเผา่อื่น ๆ ต่อมาชาวคะฉิ่น 7 ครอบครัวไดม ้ าอยู่รวมกนัที่หมู่บา ้ นปางมะเยา ตา บลปิงโคง ้ อา เภอ เชียงดาว จงัหวดัเชียงใหม่ในปี2519 ซ่ึงเป็ นการเริ่มตน ้ กนัรวมกนัเป็ นชุมชนคะฉิ่นในเมืองไทย ต่อมาอยู่ไดไ้ ม่นานก ็ เกิดปัญหาที่อยู่อาศยัทบัซอ ้ นกบัพ้ืนที่ป่าสงวนจึงอพยพโยกยา ้ ยมาต้งัชุมชน ใหม่ในเขตพ้ืนที่โครงการหลวงหนองเขียว ในปี พ.ศ. 2523


การเสด ็ จพระราชดา เนินเยี่ยมราษฎรตามแนวชายแดนของพระบาทสมเด ็ จพระเจา ้ อยหู่ ัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาในปี พ.ศ. 2527 พระองค ์ไดพ ้ ระราชทานที่ดินให ้ กบัชาวคะฉิ่น เพื่อใชเ ้ป็ นที่ทา กินและอยู่อาศยัในพ้ืนที่หมู่บา ้ นบา ้ นใหม่สามคัคี(คะฉิ่น) จึงเกิดข้ึนอย่างเป็ น ทางการ ต้งัแต่น้นัเป็ นตน ้ มาโดยปัจจุบันจ านวนประชากรของชนเผา่คะฉิ่นที่อาศยัอยใู่นหมู่บา ้ น บา ้ นใหม่สามคัคี(คะฉิ่น) ท้งัหมด 1,200คนจาก 120ครัวเรือน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพ ทา ไร่ และอยกู่นัเป็ นครอบครัวใหญ่ ชนเผ่าคะฉิ่นเป็ นชนเผ่าที่มีอตัลกัษณ ์ และวฒันธรรมที่มีความโดดเด่น เช่น การ แต่งกายของผูห ้ ญิง จะแต่งกายดว ้ ยเส้ือกา มะหยี่ดา ประดบัเครื่องเงินที่ประดบับนเส้ือช่วงไหล่ และผา ้ ถุงสีแดงที่ทอดว ้ ยมือ ส่วนผชู้ ายจะมีย่ามกบัดาบที่เป็ นของประจา ตวัการมีภาษาเป็ นของ ตนเอง และชนเผ่าคะฉิ่นยงัเป็ นชนเผ่านักรบ มีความกล ้ าหาญ ท้งัน้ีในส่วนของประเพณีใน ปัจจุบนัชุมชนบา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่นมีประเพณีที่เป็ นเอกลกัษณ ์ ของชาวคะฉิ่นและยงัคงดา รง อยู่คือ ประเพณีการร ามะหน่าว,การกินขา ้ วใหม่,การสู่ขอคู่ครอง, พิธีกรรมการแต่งงาน, พิธี กรรมการข้ึนบา ้ นใหม่, การต้งัชื่อเด ็ ก“จะถ่องทู” ( Ja Htawng Htu) การจัดงานปีใหม่, การจัด งานคริสต์มาส, พิธีการขอพรเพาะปลูก )และมีประเพณีที่สูญหายไปแลว ้ เช่น พิธีกรรมที่เรียกว่า “กะบูงดู่ม” (Kum Ba Dum) เป็ นพิธีกรรมใชป้ ระกอบกับงานศพ เพื่อส่งวิญญาณ ปลอบขวญั ญาติพี่น้อง พิธีกรรม “กูมบาสะไหล่”(Kum Ba Shalai) เป็ นพิธีรับเอาชาวต่างชาติเขา ้ ตระกูล พิธีกรรม “กูมบาจู้น” (Kum Ba Jun) เป็ นพิธีรับเอาญาติพี่น้องตนเข้าตระกูลซ่ึงพิธีกรรมเหล่าน้ี เป็ นประเพณีที่เป็ นการสื่อสารกบัผีซ่ึงปัจจุบนัชาวคะฉิ่นส่วนใหญ่หันมานับถือศาสนาคริสต์ ประเพณีดงักล่าวจึงสูญหายไป ท้งัน้ีดว ้ ยชนเผ่าคะฉิ่นน้ันประกอบดว ้ ยกลุ่มย่อยหลกัถึง 6กลุ่ม ไดแ ้ ก่1. จิงเพาะ (Jinghpw)ซึ่งเป็ นกลุ่มที่ใหญ่และใชภ ้ าษาจิงเพาะเป็ นภาษากลางในการสื่อสาร ระหว่างกลุ่มในปัจจุบนั 2. มาหรู่,ลองว่อ(Maru,Lawngwaw) 3. ระวาง (Rawang) 4. ลีซูLisu (เฉพาะในรัฐคะฉิ่น) 5.ละชี,ละชิก(Lashi,Lachik) 6. ไซว้า,อะซี (Zaiwa,Ahzi) ในแต่ละกลุ่มยงัมีกลุ่มย่อยอีกมากมาย จึงทา ให ้ มีประเพณีและภาษาของแต่ละกลุ่มมี ความแตกต่างกนัไป อยา่งไรก ็ ตามสืบเนื่องจากตน ้ ตระกูลเช้ือสายความเป็ นคะฉิ่นของแต่ละกลุ่ม ย่อยยงัมีความผูกพนัและเกี่ยวดองกนัตามสายเลือด รวมท้งัปัจจยัสภาพแวดลอ ้ มที่อยู่อาศยัใน บริเวณเดียวกันมาต้ังแต่บรรพบุรุษ ดังน้ันชนเผ่าคะฉิ่น จึงมี “ประเพณีการร ามะหน่าว” (Ma Nau) ซึ่งเป็ นประเพณีที่เป็ นศูนย์รวมเชื่อมโยงความสัมพนัธ ์ ระหว่างกลุ่มยอ่ยต่าง ๆ


ประเพณีการร ามะหน่าวเป็ นประเพณีที่มีความสา คญัอยา่งยงิ่ของชนเผา่คะฉิ่น ในแง่ของ การสะทอ ้ นถึงอตัลกัษณ ์ เพื่อบ่งบอกถึงความเป็ นคะฉิ่นรวมท้งัเป็ นประเพณีที่เชื่อมความส าพันธ์ ในระหว่างกลุ่มย่อย ต่าง ๆ ของชนเผ่าคะฉิ่น การร ามะหน่าวเป็ นประเพณีที่บรรพบุรุษไดส้ืบ ทอดมาต้งัแต่เมื่อชนเผ่าคะฉิ่นยงันับถือผีจนถึงปัจจุบนัที่ชนเผ่าคะฉิ่นไดห ้ ันมานับถือศาสนา คริสตแ ์ ต่ก ็ ยงัสืบทอดประเพณีการร ามะหน่าวมาจนถึงปัจจุบนั ประเพณีการร ามะหน่าวไม่ไดจ ้ ดั กนับ่อยๆ จะจดัเมื่อฉลองในวาระส าคญัเท่าน้นัเช่น การครบรอบวาระต่างๆ ฉลองชยัชนะ หรือ ประสบผลส าเร ็ จ รวมท้งัร าถวายให ้ กบับุคคลส าคญัต่างๆ งานร ามะหน่าวน้นัชนเผ่าคะฉิ่นจาก กลุ่มย่อยต่างๆ จะมาร่วมร ามะหน่าวดว ้ ยกนัซ่ึงจะมีท่าทางประกอบการร ามะหน่าวแต่ละท่ามี ความหมายแตกต่างกันออกไป ตรงกลางจะตอ ้ งมีเสามะหน่าว มีเครื่องดนตรีประกอบการร า รวมท้งัมีผูน ้ า เตน ้ ร าซ่ึงเรียกว่า “หน่าวซอง” (Nau Shawng) ในส่วนของผูเ ้ ขา ้ จะแต่งกายชุดชน เผา่ของแต่ละชนเผา่อยา่งสวยงาม เพื่อเขา ้ ร่วมพิธีการร ามะหน่าว ตลอดการก่อต้งัหมู่บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น 31 ปีไดม ้ีการจดัทา ประเพณีการร ามะหน่าว มาแลว ้ 5คร้ัง ซ่ึงในแต่ละคร้ังจะจดัทุกวนัที่4-5 ธันวาคม โดยเว้นระยะ 2 ปี เพื่อถวายพระพรชัย มงคลแด่องค ์ พระบาทสมเด ็ จพระเจา ้ อยู่หวัและเพื่ออนุรักษ ์ประเพณีการร ามะหน่าวรวมท้งัเพื่อ พบปะสร ้ างความส าพนัธุ์ ระหว่างชนเผ่าคะฉิ่นที่อยู่ในประเทศไทย สา หรับชนเผ่าคะฉิ่นที่อาศยั อยู่ในประเทศไทยน้ัน ในการจัดงานแต่ละคร้ัง ชุมชนจะประสบปัญหาในด ้ านงบประมาณ เพราะการจดังานร ามะหน่าวเป็ นงานใหญ่ที่ตอ ้ งใชง ้ บประมาณจา นวนมาก ซ่ึงไดม ้ีการแก ้ไข ปัญหาโดยการระดมทุนจากชาวบา ้ น และเขียนโครงการเสนอกับหน่วยงานรัฐและองค์กร ทอ ้ งถิ่น แต่ส่วนใหญ่จะไม่เพียงพอเนื่องจากจา นวนประชากรยงันอ ้ ยและผูเ ้ ชี่ยวชาญในการร า มะหน่าว หรือที่เรียกว่า “หน่าวซอง (Nau Shawng)” ในประเทศไทยยงัไม่มีทา ให ้ไม่มีคนที่จะ สืบทอดใหก ้ บัคนรุ่นใหม่ซ่ึงหน่าวซอง มีบทบาทหนา ้ ที่ที่ส าคญัมากคือเป็ นผนู้ า กระบวนการร า มะหน่าว ซ่ึงหากไม่มีหน่าวซองก ็ไม่อาจจะประกอบพิธีการร ามะหน่าวได ้ และในการประกอบ พิธีแต่ละคร้ังตอ ้ งนา ผูน ้ า ร ามะหน่าว หรือ“หน่าวซอง” จากรัฐคะฉิ่น ซ่ึงก ็ มีปัญหาในดา ้ นของ การเดินทางเข้าประเทศ และระยะเวลาในการอยู่ในประเทศไทย ท าให้การสืบทอดประเพณี ดงักล่าวขาดช่วงไป ท้งัน้ีไดม ้ีการแกไ้ ขปัญหาในประเด ็ นดงักล่าวดว ้ ยการนา หน่าวซองจากรัฐ คะฉิ่นมาสอนท่าเต ้ นให ้ และแต่งต้ังหน่าวซองในไทย แต่ยงัเรียนรู้ได ้ เพียงเล ็ กน ้ อยเพราะ


ระยะเวลานอ ้ ยและผนู้ า หน่าวซองในไทยยงัไม่มีความมนั่ใจพอในการนา ร ามะหน่าวเพราะหาก ถ่ายทอดผดิพลาดอาจทา ใหก ้ ารประกอบพิธีไม่สมบูรณ ์ และอาจจะทา ใหเ ้ กิดอาเพศได ้ การจดังานร ามะหน่าว เป็ นงานที่อาศยัการมีส่วนร่วมของทุกคนในชุมชนและหน่วยงาน ต่างๆ ในชุมชน เช่น พ่อบา ้ นรับผิดชอบในการจดัเตรียมงาน เตรียมสถานที่เตรียมเสามะหน่าว และเตรียมเป็ นผูน ้ าในการเต ้ น ส่วนแม่บา ้ น จัดเตรียมที่พักแขก ต้อนรับแขก และจัดเตรียม อาหาร ในส่วนขององค ์ กรทอ ้ งถิ่นและหน่วยงานอื่นๆ จะอยู่ในบทบาทของสนับสนุนด ้ าน งบประมาณและอุปกรณ ์ และจดังานร่วม เด ็ กและเยาวชนเขา ้ ร่วมท้งัในการช่วยเตรียมงานและ เตน ้ ในงาน อย่างไรก ็ ตามพบว่าในปัจจุบนัน้นั ประเพณีวฒันธรรมอนั เป็ นอัตลักษณ ์ ของชนเผ่า คะฉิ่นไดร ้ับผลกระทบจากกระแสโลกาภิวฒัน ์โดยผ่านปัจจยัหลายประการอาทิเช่น อิทธิพล จากการศึกษาแผนใหม่และสื่อสารมวลชน เป็ นตน ้ สิ่งเหล่าน้ีมีส่วนทา ให ้ การปฏิบตัิตามวิถี วฒันธรรมประเพณีเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป ส่งผลให ้ เยาวชนรุ่นใหม่ไม่ตระหนกัถึงประเพณี การร ามะหน่าว ดงัน้นัการแกไ้ ขปัญหาการการสูญหายหรือขาดช่วงของการสืบทอด ถ่ายทอด ประเพณีการร ามะหน่าวคือ ส่งเสริมและสนบัสนุนใหช ุ้มชนไดศ้ึกษาคน ้ ควา ้ อยา่งจริงจงัพร ้ อม ท้งัใหเ ้ ดก ็ และเยาวชนไดม ้ีโอกาสเรียนรู้ เกิดการสืบทอดและปรับใชใ้ นชีวิตประจา วนัของตนเอง ซ่ึงกลุ่มเยาวชนหมู่บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น แบ่งออกเป็ น 3 กลุ่ม คือกลุ่มแรกเขา ้ มาทา งาน และ ศึกษาต่อนอกชุมชน มีจา นวนประมาณ 250 คน กลุ่มที่2 เยาวชนที่อยใู่นหมู่บา ้ น กา ลงัศึกษาอยู่ โรงเรียนในพ้ืนที่ชุมชน และกลุ่มที่3 เป็ นเยาวชนที่ทา งานในชุมชน ไม่ไดเ ้ รียน โดยกลุ่มเยาวชน ไดม ้ีการรวมตวักนัก่อต้งัมานาน 8 ปีโดยมีวตัถุประสงค ์ เพื่อฝึกฝนวฒันธรรม และช่วยกิจกรรม ในหมู่บา ้ น เช่น งานกินขา ้ วใหม่งานร ามะหน่าวและเชื่อมความสัมพนัธ ์ กบัหมู่บา ้ นใกลเ ้ คียง หรือกบัมูลนิธิองค ์ กรต่างๆ ที่เขา ้ มาในชุมชน จากการจดัต้งักลุ่มเยาวชนที่ผา่นมาประสบปัญหา ในดา ้ นของจา นวนคนที่เมื่อเริ่มโตจะเขา ้ศึกษาต่อในตวัเมือง ทา ให ้ เยาวชนที่มีอยู่จริงในหมู่บา ้ น ยงัเดก ็ ทา ใหก ้ ารขบัเคลื่อนหรือการทา งานล่าชา ้ จากสถานการณ ์ ดังกล่าวทางทีมวิจัยซ่ึงประกอบด ้ วยประธานเครือข่ายชาติพันธ์ คะฉิ่นแห่งประเทศไทย ผูช ้่วยผูใ้ หญ่บ ้ านบ ้ านใหม่สามัคคีประธานกลุ่มแม่บา ้ น ประธาน วฒันธรรมหมู่บา ้ น ประธานเยาวชนหมู่บา ้ น ประธานกลุ่มวฒันธรรมคะฉิ่นของหมู่บา ้ นและของ ประเทศไทย ฯลฯ จึงมีความเห ็ นร่วมกันว่าหากไม่มีการศึกษารวบรวมขอ ้ มูลเกี่ยวกับการร า มะหน่าวและอนุรักษ ์ประเพณีร ามะหน่าวของชนเผ่าคะฉิ่นในชุมชนบา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่นไว ้ แลว ้ไวแ ้ ลว ้ในอนาคตประเพณีดงักล่าวอาจจะสูญหายไป ดงัน้ันเพื่อให ้ วฒันธรรมอนัส าคัญ


ดงักล่าวของชาวคะฉิ่นยงัคงอยู่และเกิดการสืบทอดต่อลูกหลาน ทีมวิจยัชุมชนจึงอยากที่จะ ทดลองใช้กระบวนการวิจยัเพื่อทอ ้ งถิ่นในการศึกษา บนัทึกเก ็ บขอ ้ มูลและร่วมกันตรวจสอบ เพื่อนา ไปสู่การถ่ายทอดและสร ้ างการเรียนรู้ ร่วมกันท้งัในส่วนของ เด ็ ก ผูใ้ หญ่และกลุ่มคน ต่างๆในชุมชน รวมไปถึงการสร ้ างการรับรู้ ต่อชุมชน สังคมรอบขา ้ งรวม และหน่วยงานต่างๆที่ เกี่ยวขอ ้ งให ้ รับรู้ รับทราบ และนา ไปสู่การหนุนเสริม เติมเตม ็ ใหเ ้ กิดการรักษาและคงไวซ ้่ึงสิ่งดี งามและสา คญัของชุมชนชาวคะฉิ่นสืบไป ค าถามวิจัย 1. ประเพณีการร ามะหน่าว (MANAU) ของชนเผา่คะฉิ่นในชุมชนบา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น หมู่ 14 ตา บลเมืองนะอา เภอเชียงดาว จงัหวดัเชียงใหม่เป็ นอยา่งไร 2. แนวทางการอนุรักษ ์ประเพณีการร ามะหน่าว (MANAU) ของชนเผ่าคะฉิ่นในชุมชนบา ้ น ใหม่สามคัคีคะฉิ่น หมู่14 ตา บลเมืองนะอา เภอเชียงดาวจงัหวดัเชียงใหม่เป็ นอยา่งไร วตัถุประสงค ์ ของการวจิยั 1. เพื่อศึกษาประเพณีการร ามะหน่าว (MANAU) ของชนเผ่าคะฉิ่นในชุมชนบา ้ นใหม่สามคัคี คะฉิ่น หมู่14 ตา บลเมืองนะอา เภอเชียงดาว จงัหวดัเชียงใหม่ 2. เพื่อศึกษาสถานภาพ และปัจจัย/เงื่อนไขการด ารงอยู่ของประเพณีการร ามะหน่าว (MANAU) ของชุมชนบา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น 3. เพื่อหาแนวทางในการอนุรักษ ์ประเพณีการร ามะหน่าว (MANAU) ของชนเผ่าคะฉิ่นใน ชุมชนบา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น หมู่14 ตา บลเมืองนะอา เภอเชียงดาวจงัหวดัเชียงใหม่ ขอบเขตการวจิยัและจุดเน ้ น ขอบเขตพื้นที่การวิจัย บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น หมู่14 ตา บลเมืองนะอา เภอเชียงดาวจงัหวดัเชียงใหม่ กล่มุเป้ าหมายการวจิยั - ชุมชนบา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น - เครือข่ายคะฉิ่นเชียงใหม่ ขอบเขตเนื้อหา


1. บริบทชุมชน 1.1 ประวัติศาสตร์ความเป็ นมาของชุมชน 1.2ขอ ้ มูลพ้ืนฐานของชุมชน 2. ประเพณีการร ามะหน่าว 2.1 ประวตัิความเป็ นมาของการร ามะหน่าว 2.2การใหค ุ้ณค่าความหมายความสา คญัการร ามะหน่าว 2.3 สถานภาพ/การดา รงอยขู่องการร ามะหน่าว 2.4 เงื่อนไข ปัจจยัการดา รงอยู่ของการร ามะหน่าว (เช่น ถ่ายทอดผ่านเครือญาติการสั่ง สอน) 2.5 องค ์ประกอบของประเพณีการร ามะหน่าว เช่น การแต่งกาย อาหาร เครื่องดนตรี ท่าทาง 2.6ข้นัตอน พิธีกรรมในการร ามะหน่าวต้งัแต่เริ่มตน ้ จนจบ 2.7 กฎระเบียบ ขอ ้ปฏิบตัิในการร ามะหน่าว 2.8 บทบาทของผเู้ กี่ยวขอ ้ งของแต่ละส่วนในการร ามะหน่าวเช่น หน่าวซอง 2.9แนวทางในการการอนุรักษป์ ระเพณีการร ามะหน่าวที่เหมาะสมกบัชุมชน คุณค่าความหมาย รูปแบบประเพณีที่สมสมัย การสืบทอด (ในระบบ ในชุมชน นอกชุมชน) ระเบียบวิธีวิจัย งานวิจยัชิ้นน้ีเป็ นงานวิจยัเชิงปฏิบตัิการที่เนน ้ การมีส่วนร่วม โดยมีชุมชนและแกนนา เป็ นผดู้ า เนินการร่วมกบัคนในชุมชน บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น หมู่14 การเกบ็รวมข ้ อมูลใช้การศึกษาจากเอกสาร ข้อมูลมือสอง และจากเวทีแลกเปลี่ยนระดม ความคิด เวทีกลุ่มยอ่ยและแบบสัมภาษณ ์ ร่วมกบัผรูู้้


ประโยชน์หรือผลที่คาดว่าจะได้รับ ผลเชิงวิจัย 1. ได ้ ชุดข ้ อมูลประเพณีการร ามะหน่าว (MANAU) ของชนเผ่าคะฉิ่นในชุมชนบ ้ านใหม่ สามคัคีคะฉิ่น หมู่14 ตา บลเมืองนะอา เภอเชียงดาวจงัหวดัเชียงใหม่ 2. ได้ข้อมูลสถานภาพ และปัจจยั/เงื่อนไขการดา รงอยขู่องประเพณีการร ามะหน่าว(MANAU) ของชุมชนบา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น 3. ได้แนวทางในการอนุรักษ์ประเพณีการร ามะหน่าว (MANAU) ของชนเผ่าคะฉิ่นในชุมชน บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น หมู่14 ตา บลเมืองนะอา เภอเชียงดาวจงัหวดัเชียงใหม่ ผลเชิงพัฒนา 1. ชุมชนเห ็ นความสา คญัและมีส่วนร่วมในการจดังานร ามะหน่าว 2. ไดม ้ีการเผยแพร่ประเพณีการร ามะหน่าวให ้ เป็ นจุดเด่นของชนเผ่าคะฉิ่น รวมถึงเชื่อมโยงสู่ การเป็ นประเพณีที่เป็ นจุดขายของการท่องเที่ยวได ้ 3. ไดเ ้ ครือข่ายและกลไกในชนเผา่คะฉิ่นที่จะสืบสานประเพณีการร ามะหน่าว ตัวชี้วัดผลส าเร็จของโครงการวิจัย 1. ชุดขอ ้ มูลประเพณีการร ามะหน่าว (MANAU) ของชนเผ่าคะฉิ่นในชุมชนบา ้ นใหม่สามคัคี คะฉิ่น หมู่14 ตา บลเมืองนะอา เภอเชียงดาวจงัหวดัเชียงใหม่ที่รวบรวมโดยคนชนเผา่คะฉิ่ นเองและผา่นความเห ็ นชอบจากชุมชนแลว ้ จ านวน 1 ชุด 2. แนวทางในการอนุรักษป์ ระเพณีการร ามะหน่าว(MANAU) ของชนเผา่คะฉิ่นในชุมชนบา ้ น ใหม่สามคัคีคะฉิ่น หมู่14 ตา บลเมืองนะอา เภอเชียงดาว จงัหวดัเชียงใหม่ เพื่อน าไปทดลอง ปฏิบตัิในระยะต่อไป อยา่งนอ ้ ย 1แนวทาง


บุคลากร ชื่อ-สกลุตันสังกัด สถานะใน โครงการนี้ บทบาทในงานวิจัยนี้ 9.1 นายอนุชาติ ลาผา เชียงใหม่ หัวหน้า โครงการ กระตุน ้ ใหเ ้ กิดงาน กิจกรรม ต่อเนื่องรู้ แผน รู้งาน คอยนัดหมาย 9.2 นายพงษ์ร า ซิงรัม บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น หัวหน้า โครงการ กระตุน ้ ใหเ ้ กิดงาน กิจกรรม ต่อเนื่องรู้ แผน รู้งาน คอยนัดหมาย 9.3 นายภานุมาศ ทองกระจ่าง ศูนย์พัฒนาโครงการ หลวงหนองเขียว ที่ปรึกษา โครงการ 9.4 นายประเสริฐ ช่อแล เชียงใหม่ ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.5 น.ส.จีรนันท์ ละชี เชียงใหม่ ทีมวิจัย/ การเงิน รับผิดชอบการเงิน/ ประสานงาน 9.6 น.ส.กาญจนา มะหรั่น เชียงใหม่ ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.7 นายบ่าว นอลดัเชียงใหม่ ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.8 นายสมชาติ ละชี บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.9 นางปราณี ปาน า เชียงใหม่ ทีวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.10 นายกา วิน เอเลง บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.11 นายตูแสง ละชี บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม


ข้อมูล 9.12 นายมะกา ละชีบา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.13 นายป๊ อกนอ ตังเปา บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.14 นายละนู จะคา บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.15 นายแสงชัย ละชี บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.16 นายนอออง ละทอ บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.17 นางแกว ้ ละไพ่บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.18 นางมล มะลิ บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ทีมวิจัย/ เหรัญญิก รับผดิชอบการเงิน/เก ็ บ ข้อมูล รวบรวมข้อมูล 9.19 นายแสงพงษ ์ ละไพ่ รับผิดชอบการเงิน ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.20 นางนาตอง ลาพา เชียงใหม่ ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.21 นายบณัฑิต คล่อง กระโจนคีรี ศูนย์พัฒนาโครงการ หลวงหนองเขียว ทีมวิจัย เก ็ บขอ ้ มูลรวบรวม ข้อมูล 9.22 นายบุญชู ทอมุ บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ที่ปรึกษา งานวิจัย (ผู้อาวุโสใน ชุมชน) ระยะเวลาการด าเนินงานของโครงการวิจัย ระยะเวลา 8 เดือน (ต้งัแต่วนัที่1ธนัวาคม 2555ถึงวนัที่31กรกฎาคม 2556)


บทที่2 การทบทวนวรรณกรรม และบริบทชุมชน ข้อมูลพ ื น้ฐานของศูนย ์โครงการหลวงหนองเขยีว ประวัติความเป็ นมา พระบาทสมเด ็ จพระเจา ้ อยู่หัวฯ ไดเ ้สด ็ จพระราชดา เนินมาเยี่ยมราษฎรชาวเขาในพ้ืนที่ บา ้ นใหม่สามัคคีเมื่อปีพ.ศ. 2523และทรงพระกรุณารับหมู่บ ้ านแห่งน้ีไวใ้ นการดูแลของ โครงการหลวง ต่อมาไดจ ้ ดัต้งัเป็ นศูนยพ ์ ฒันาโครงการหลวงข้ึน เพื่อช่วยเหลือชีวิตความเป็ นอยู่ ของชาวชาวไทยภูเขาในพ้ืนที่โดยมีหมู่บา ้ นที่รับผิดชอบคือ หมู่บา ้ นหนองเขียว หมู่บา ้ น ใหม่สามคัคีอาข่าและคะฉิ่น หมู่ที่14 ตา บลเมืองนะ อา เภอเชียงดาว จงัหวดัเชียงใหม่เพื่อทา ตามแนวพระราชดา ริของพระบาทสมเด ็ จพระเจา ้ อยู่หัว ที่ทรงห่วงใยราษฎรในพ้ืนที่เนื่องจาก ชาวเขาเหล่าน้ีต่างดา รงชีวิตอยู่อย่างแร ้ นแคน ้ และยากจน อีกท้งัเรื่องของสุขภาพอนามยัทรุด โทรมขาดการดูแลเอาใจใส่เด ็ กเล ็ กๆ ส่วนใหญ่ต ้ องเป็ นโรคขาดสารอาหาร ศูนย ์ พฒันา โครงการหลวงหนองเขียว ไดเ ้ ริ่มตน ้ ดา เนินงานพฒันาคุณภาพชีวิตของชาวเขาเหล่าน้ีและดว ้ ย ความร่วมมือจาก ส านักงานป่าไมเ ้ ขตจงัหวดัเชียงใหม่กรมพฒันาที่ดินเข ้ าดา เนินการทา ไม ้ เศรษฐกิจ และไม ้ฟืน บุกเบิกพัฒนาพ้ืนที่และจัดสรรที่ดินทา กินให ้ แก่ราษฎร เพื่อท า การเกษตรอยา่งถูกตอ ้ งเหมาะสมต่อไป สถานที่ต้งั บา ้ นใหม่สามคัคีหมู่ที่14ต าบลเมืองนะ อ าเภอเชียงดาว จงัหวดัเชียงใหม่ ภูมิประเทศ จากระดบัน้า ทะเลปานกลางประมาณ 750 เมตร ชุดดินหลกัเป็ นดินชุดปากช่อง ซ่ึงมีท้งั แบบมีหินปูนปนอยู่และที่เกิดในบริเวณพ้ืนที่ลูกคลื่นลอนลาด ดินชุดน้ีอยู่ในบริเวณที่มีความ ลาดชัน 2 – 8% เป็ นดินลึก ภูมิอากาศ


เป็ นพ้ืนที่ที่จดัอยู่ในภูมิอากาศเขตร้อน มีฝนปานกลาง อุณหภูมิเฉลี่ยต ่าสุด 16.48องศาเซลเซียส อุณหภูมิเฉลี่ยสู งสุ ด 27.64องศาเซลเซียส มีปริมาณน้ าฝนเฉลี่ยตลอดปี1,862 มิลลิเมตร ประชากร 5 หมู่บา ้ น คือ บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น บา ้ นใหม่สามคัคีอาข่า บา ้ นลวัะ บา ้ นหนอง เขียว และบ้านหนองวัวแดง ส่วนใหญ่นบัถือศาสนาคริสต ์ ประชากรที่อยใู่นพ้ืนที่โครงการหลวง ประกอบดว ้ ยเผ่าลาหู่ 3,321คน เผ่าลวัะ 139คน เผ่าอาข่า 467คน เผ่าคะฉิ่น 591คน รวม 4,518คน คิดเป็ น 835ครัวเรือน ในพ้ืนที่2 หมู่บา ้ น 5 หยอ่มบา ้ นนบัถือศาสนาคริสต ์ การเดินทาง จากตัวเมืองเชียงใหม่ใชเ ้ส้ นทาง 107 เชียงใหม่-ฝาง ถึงอ าเภอเชียงดาว กม.ที่ 79 แยก เมืองงายให ้ เล้ียวซ ้ ายทางหลวงหมายเลข1178 สาย เมืองงาย-อรุโณทยัระหว่างกม.ที่32 จะพบ ด่านตรวจบา ้ นรินหลวง เล้ียวขวา ตรงไป 5 กม. จะพบทางเข้าศูนย์ทางซ้ายมือ ใช้เวลาในการ เดินทาง ชวั่ โมงคร่ึง ข้อมูลพ ื น้ฐานของ ชุมชนบ้านสามคัคคีะฉิ่น ชาวคะฉิ่นส่วนใหญ่อาศยัอยู่ในรัฐคะฉิ่นดินแดนทางภาค เหนือของประเทศพม่าซ่ึงมี ชายแดนติดต่อกบั ประเทศจีนและ พม่า รัฐคะฉิ่นไดร ้ับการยกย่องว่าเป็ น “Land of Jade” หรือ ดินแดนแห่งอญัมณีท้งัยงัเป็ นดินแดนที่อุดมสมบูรณ ์ไปด ้ วย ทรัพยากรธรรมชาติและป่ าไม้ เพราะพ้ืนที่ดงักล่าวมีแม่น้า สองสายที่ไหลมาบรรจบกนัที่เมืองมิตจีนา (Makyina) เมืองหลวง ของรัฐคะฉิ่น อนัเป็ นตน ้ กา เนิดของแม่น้า อิรวดีนอกจากชาวคะฉิ่นจะอาศยัอยใู่นรัฐคะฉิ่นแลว ้ ยงัมีชาวคะฉิ่นบางส่วนเขา ้ไปต้ังถิ่นฐาน ในรัฐฉานของประเทศพม่า บางส่วนอาศัยอยู่ทาง ตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลยูนนาน และบางส่วนอาศยับริเวณอรุณาจาล ประเทศแคว้น อัสสัม ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศอินเดีย ส าหรับภาษาเขียนน้ันมีข้ึนเมื่อประมาณปีพ.ศ.2444 ซึ่ งคิดค้น โดยมิชชันนารี ชาว อเมริกันเช้ือสายสวีดิชชื่อโอลา อนัเซ่น(0la Hansen) ประยุกต์ใช้ตัวอักษรโรมันแทนเสียงใน ภาษาคะฉิ่น ส าหรับการนบัถือศาสนาน้นั ในอดีตชาวคะฉิ่นมีความเชื่อเรื่องผแีละวิญญาณ แต่


ดว ้ ยอิทธิพลการเผยแพร่ศาสนาคริสต ์ในช่วงคริสตศ ์ ตวรรษที่19 ทา ให ้ ชาวคะฉิ่นเปลี่ยนมานบั ถือศาสนา คริสต์แทน ณ บ ้ านใหม่สามัคคี(คะฉิ่น) ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่หมู่บ ้ านแห่งน้ีเป็ น หมู่บา ้ นคะฉิ่นเพียงแห่งเดียวใน ประเทศไทยที่มีชาวคะฉิ่นอาศยัอยู่รวมกนัมากว่า 31กว่า ปีแต่ กว่า พวกเขาจะรวมตวักนัไดน ้้นัไม่ใช่เรื่องง่ายและตอ ้ งใชเ ้ วลายาวนาน ชาวคะฉิ่นสมยัก่อนเดินทางเขา ้ มาในประเทศไทยเป็ นเวลานานแลว ้ แต่ที่ไดเ ้ ขา ้ มาเป็ น กลุ่ม ๆ โดยมีกลุ่มแรกที่เขา ้ มาในเมืองไทยเป็ นทหารกองกา ลงักูช ้ าติโดยการน าของนายผล เซา แสง (GOC Zau Seng) โดยน าทหารกู้ ชาติคะฉิ่นเข ้ ามาอยู่จา นวนมากมาอาศัยอยู่ตามแนว ชายแดนไทย – พม่า แต่หลงัจากที่นายผลเซาแสงถูกลอบสังหารแลว ้ ทหารกูช ้ าติส่วนใหญ่ได ้ เดินทางกลบัไปยงัรัฐคะฉิ่นและอีกส่วนหนี่งไม่ไดเ ้ ดินทางกลบัไปและเขา ้ มาต้งัถิ่นฐานอาศยัอยู่ กบัชนเผ่าอื่น ๆ ในประเทศไทยแทน กลุ่มที่สองเข้ามาโดยร่วมรบในสงครามปราบคอมมิวนิสต ์ สมัยก ๊ กมินตั๋ง เมื่อ สงครามสิ้นสุดลง พวกเขาไม่ไดก ้ ลับสู่ภูมิลา เนาที่รัฐคะฉิ่นแต่ตดัสินใจ อพยพเขา ้ มาอยู่ในประเทศไทยแทน และแต่งงานกับ ชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ที่อาศยัอยู่ตามบริเวณ เทือกเขาตามแนว ชายแดนไทย-พม่า ในจงัหวดัแม่ฮ่องสอน เชียงรายและ เชียงใหม่การต้งัถิ่น ฐานของชาวคะฉิ่นในประเทศไทยจึงเริ่มข้ึน ท่ามกลางสังคมของกลุ่มชาติพนัธุ์ ที่แตกต่าง “พวกเราไม่กลา ้ บอกคนอื่นว่าเป็ นคนคะฉิ่นเพราะไม่มีใครรู้ จกัเนื่องจากประเทศไทยไม่ มีชาวเขาเผา่คะฉิ่น เราจึงบอกว่าเป็ นชาวเขาเผา่อื่น ๆ และทา ตวัให ้ กลมกลืนกบัชุมชนชาวเขา ที่ เราอาศยัอยดู่ว ้ ย เช่น ชาวคะฉิ่นที่แต่งงานกบัชาวลาหู่อาข่า หรือกะเหรี่ยงก ็ จะทา ตวักลมกลืนกบั ชนเผา่น้นัๆ ”คา กล่าวของผเู้ ฒ่าคะฉิ่นที่เขา ้ มาอาศยัอยใู่นประเทศไทยกลุ่มแรก ๆ การปกปิดความเป็ นชาติพนัธุ์ ของตนเองและการพยายาม ผสมกลมกลืนกับชนเผ่า ทอ ้ งถิ่น ทา ใหช ้ าวคะฉิ่นพลดัถิ่นตอ ้ ง เผชิญกบัการสูญเสียอตัลกัษณ ์ ความเป็ นคนคะฉิ่นไปทีละ น ้ อย โดยเฉพาะอตัลักษณ ์ ทางภาษาในหมู่เด ็ ก ๆ ที่เป็ นลูกคร่ึงระหว่าง พ่อหรือแม่คะฉิ่นกับ ชาวเขาในประเทศไทยเดก ็ เหล่าน้ีไม่สามารถพูดภาษาคะฉิ่นได ้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในชุมชน ไม่มีใครใชภ ้ าษาน้ี


ปัญหาที่เกิดข้ึนทา ให ้ ชาวคะฉิ่นกลุ่มหน่ึงเห ็ นว่าหากเป็ นเช่นน้ีชาวคะฉิ่นคงจะลืมความ เป็ นชาติพนัธุ์ ของตนเอง โดยเฉพาะเด ็ ก รุ่นใหม่ที่เกิดมาคงไม่รู้ ว่าตนเองมีเช้ือสายคะฉิ่นซ่ึงมี ภาษาและวฒันธรรมเป็ นของตนเอง พวกเขาจึงคิดรวบรวมชาวคะฉิ่น ในเมืองไทยมาอาศยัอยู่ ในชุมชนเดียวกนั โดยใชว ้ิธีการชกัชวนบอกกล่าวทา ความเขา ้ใจโดยผนู้ า ชนเผา่และอาจารยส ์ อน ศาสนาในคณะน้นัชกัชวนใหช ้ นเผา่คะฉิ่นที่อยกู่ระจดักระจายตามพ้ืนที่และหมู่บา ้ นต่าง ๆ มาอยู่ รวมกนัเป็ นชมชุนคะฉิ่นบนัทึกเสียงลงเทปชกัชวนให ้ ชาวคะฉิ่นมาอาศยัอยู่ในชุมชนเดียวกัน เพื่อร่วมกนัร้ือฟ้ืนและรักษาวฒันธรรมคะฉิ่นไวใ้ ห ้ ลูกหลานและฝาก ส่งเทปดงักล่าวไปให ้ ชาว คะฉิ่นที่กระจายตวัอยตู่ามหมู่บา ้ นต่างๆ การรวมตวักนัเริ่มตน ้ ข้ึนเมื่อปี2519 มีชาวคะฉิ่นเพียง 7ครอบครัวเท่าน้นัที่ตดัสินใจมา อยดู่ว ้ ยกนัที่หมู่บา ้ นปางมะเยา ต.ปิงโคง ้ อ.เชียงดาว โดยอาศยัรวมกบัชาวลาหู่แต่อยู่ไดไ้ ม่นาน ก ็ เกิด ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศยัทบัซ ้ อนกบัพ้ืนที่ป่าสงวน จึงตอ ้ งอพยพ โยกยา ้ ยมาต้งัชุมชนใหม่ใน เขตพ้ืนที่โครงการหลวงหนองเขียว ซ่ึงขณะน้นัโครงการหลวงเพิ่งเขา ้ มาต้งัไดเ ้ พียง 2 ปี จากการเสด็จพระราชด าเนินเยี่ยมราษฎรตามเขตแนว ชายแดน ของพระบาทสมเด็จพระ เจา ้ อยู่หัวและสมเด ็ จพระเทพ รัตนราชสุดา ในปีพ.ศ. 2527 พระองค ์ ท่านไดพ ้ ระราชทานที่ดิน ให ้ กับชาวคะฉิ่นเพื่อใชเ ้ป็ นที่ทา กินและอยู่อาศยัหมู่บา ้ นใหม่สามคัคี(คะฉิ่น)จึงเกิดข้ึนอย่าง เป็ นทางการต้งัแต่น้ันเป็ นตน ้ มา โดยมีเจา ้ หนา ้ ที่โครงการหลวงคอยให ้ การดูแล ท้งัในดา ้ นการ พฒันา หมู่บา ้ น การส่งเสริมการเกษตรและชีวิตความเป็ นอยู่ เมื่อชาวคะฉิ่นที่อยู่กันอย่างกระจดักระจายในเมืองไทย ทราบข่าวว่ามีหมู่บา ้ นคะฉิ่น ต้งัข้ึน พวกเขาจึงตดัสินใจมาอยู่รวมกนัที่นี่มากข้ึน จา นวนครอบครัวชาวคะฉิ่นจากจุดเริ่มตน ้ เพียง 13ครอบครัว จึงเพิ่มเป็ น 120 ครอบครัว ปัจจุบนับา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น นอกจากชาว คะฉิ่นกลุ่มแรก ๆ ที่เขา ้ มาบุกเบิกต้งัรกรากในประเทศไทยแลว ้ ยงัมีชาวคะฉิ่นที่อาศยัอยู่ในรัฐ ฉาน และรัฐคะฉิ่นในประเทศพม่าเดินทางอพยพเขา ้ มาพ่ึงพาญาติพี่นอ ้ งคะฉิ่นในไทยมากข้ึน อีกด้วย


บทที่3 วิธีการด าเนินงาน โครงการ แนวทางการอนุรักษ ์ประเพณีการร ามะหน่าว(MANAU)ของชนเผ่าคะฉิ่นใน ชุมชน บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น หมู่14 ตา บลเมืองนะอา เภอเชียงดาว จงัหวดัเชียงใหม่มีวิธีการ ด าเนินงานใน 2ลักษณะ คือ 1. การลงพ้ืนที่เพื่อจดัเก ็ บขอ ้ มูลร่วมกบัชุมชน 2. การประชุมเพื่อ สรุปขอ ้ มูลและหารือร่วมกบัทีมวิจยั โดยมีรายละเอียดการดา เนินงานดงัน้ี กิจกรรม ว/ด/ป วิธีการและผลการด าเนินงาน หมายเหตุ กิจกรรมที่ 1 ป ระ ชุม ทีม วิจัย ประจ าเดือน 04/04/56 24/05/56 19/07/56 กิจกรรมที่ 2 กิ จ ก ร ร ม เต รี ย ม ค ว า ม พ ร้ อ ม ที ม วิจัยในการจัดเก็บ ข้อมูล 14/01/56 ทีมวิจัยได้นัดหมายห ารื อเพื่ อท าความเข้าใจ ร่วมกนั ในทิศทางการดา เนินงานโดย โดยหัวหน้า โครงการไดช ้้ีแจงวตัถุประสงค ์ ของเวทีและของ โครงการวิจัย หลังจากน้ันได ้ มีการแลกเปลี่ยน ประสบการณ ์ ร่วมกบันกัวิจยัต่างพ้ืนที่คือคุณคุณ ภัทร จะป้ อ จากบ้านดอยมด อ.เวียงป่ าเป้า จ. เชียงราย ในประเด ็ นเกี่ยวกับการทา งานวิจยัและ การเก ็ บข ้ อมูล หลังจากน้ันได ้ หารือเกี่ยวกับ บทบาทหน้าที่นักวิจัยและท าความเข้าใจเรื่องการ จดัเก ็ บขอ ้ มูลในชุมชน มีทีมวิจัย มาร่วม ท้งัสิ้น จ านวน 12 ท่าน กิจกรรมที่ 3 การเก็บ รวบ รวม ข้อมูล 05/12/55 วันที่ 4- 5 ธันวาคม 2556 เป็ นวนัที่ชุมชนบา ้ นใหม่ สามัคคีคะฉิ่น มีการจัดงานประเพณีงานร า มะหน่าว ข้ึนเพื่อเป็ นการเทิดพระเกียรติแด่ใน หลวงและเป็ นการขอบคุณพระเจา ้ ของชาวคะฉิ่น ท้งัน้ีในงานประกอบดว ้ ยพิธีกรรมทางศาสนาและ เป็ นงานชน เผา่ที่มีคน เขา ้ ร่วมจาก หลายหลาย ประเทศ


การเตน ้ มะหน่าวโดยในคร้ังน้ีทางทีมวิจยัไดม ้ีการ บันทึกข ้ อมูลท้ังในรูปแบบการจดบันทึก หาร บันทึกภาพ และวิดีโอ เพื่อการจัดท าข้อมูลของ โครงการวิจัยด้วย และหลาย พ้ืนที่ 12/02/56 กิจกรรมการสืบคน ้ ขอ ้ มูลประวตัิหมู่บา ้ น โดยมี การนดัหมายผเู้ ฒ่าผแู้ ก่ในชุมชนมาพูดคุยและให ้ ขอ ้ มูลโดยมีรายละเอียดดงัน้ี ประวตัิความเป็ นมาของหมู่บา ้ น บา ้ นใหม่ ส ามัคคีหมู่ 10 ต . เมื อ งน ะ อ . เชี ย งด าว จ . เชียงใหม่ ปีที่เขา ้ มาต้งัหมู่บา ้ น ปี1982 – 25525 มี 11 ครอบครัว ผูน ้ า คนแรกอาชีพหลกัในสมยัน้ัน การที่ไดเ ้ ขา ้ มาอยู่ในหมู่บา ้ นน้ีที่ให ้ปรึกษา สมยั ที่ต้งัหมู่บา ้ น ที่มาของโครงการหลวง ประชากรที่ มีในปัจจุบัน 103 ครัวเรือน เป็ นต้น กิจกรรมที่ 3 ก า ร ส รุป แ ล ะ ตรวจสอบข้อมูล 20/12/55 สรุปเก ็ บขอ ้ มูลจากงานร ามะหน่าว4-5 ธันวาคม 2556 24/01/56 เป็ นการประชุมสรุปข ้ อมูลการร ามะหน่าวและ ช้ีแจงงบประมาณในการบริหารจดัการโครงการ สรุปผลการดา เนินงานวิจยัทางทีมวิจยัร่วมกับทีม ศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อชุมชน ในการสรุปข้อมูล การจัดการงบประมาณ ใน เรื่ องของเอกสาร การเงิน โดยมีงบเข ้ ามาจาก สกว จา นวนท้งัสิ้น 65,000 บาท หัวหน้าโครงการวิจัยเบิกงบประมาณ แล้ว 15,000 บาท โดยเอาเงินน้นัมาคืนที่ส ารองใช ้ ในการประชุมที่ผ่านๆมา และได้ข้อมูลประเภท


การร ามะหน่าวเพิ่มเติม บทเรียน -เป็ นช่วงเขา ้สู่ฤดูการลงเกษตรทิมวิจยัชุมชนไม่ สามารถมาร่วมวิเคราะห ์ ขอ ้ มูลในเวทีคร้ังน้ีอย่าง พร ้ อมเพรียงกนั -การสรุปขอ ้ มูลของประเภทมะหน่าวน้นัค่อนขา ้ ง ยากเพราะศัพท ์ บางคา ไม่รู้ ความหมายเป็ นภาษา ด้งัเดิม -ปัญหาการแปลข ้ อมูลจากภาษาคะฉิ่นเป็ น ภาษาไทยเพราะบางคา ไม่สามารถเป็ นภาษาไทย ได้ -ได ้ เรียนรู้ ที่มาและประเภทของมะหน่าว,การ จัดการเรื่องการเคลียร์บัญชีหรือการเงิน,รับรู้และ แลกเปลี่ยนประวตัิความเป็ นมาของหมู่บา ้ น,ให ้ ความรู้ เรื่องความหมายของคา ที่เกี่ยวกบัมะหน่าว ให ้ กับทิมวิจัย,ความส าคัญต่างๆของประเภท มะหน่าวและเขา ้ใจความหมายของมะหน่าวมาก ข้ึน,เรียนรู้ ค าศัพท ์ ภาษาคะฉิ่นจากผูร ู้้,ได ้ รู้ การ รวบรวมขอ ้ มูลเกี่ยวกบัวิจยัหรือความกา ้ วหนา ้ ของ งานวิจัย 19/07/56 06/09/56 20/09/56 กิ จ ก ร ร ม ที่ 5 ส รุป ผ ลและ ค ื น ข้อมูลชุนชน


บทที่4 ผลการวิจัย 1. ผลการศึกษาศักยภาพทางกายภาพและสังคม บริบทชุมชนและข้อมูลพ ื น้ฐานของชุมชน ชนเผ่าคะฉิ่นน้นัเรียกตวัเองว่า จิงเพาะ(Jing Hpaw)หรือวุ่นปอง (Wunpawng)ซ่ึงมีกลุ่ม ย่อย 6 กลุ่มซ่ึงแต่ละกลุ่มมีลกัษณะเฉพาะทางภาษาและเครื่องแต่งกายที่แตกต่างกัน ได ้ แก่ จิงเพาะ (Jinghpw)ซ่ึงเป็ นกลุ่มที่ใหญ่และใชภ ้ าษา จิงเพาะเป็ นภาษากลางในการสื่อสารระหว่าง กลุ่มในปัจจุบนัมาหรู่,ลองว่อ(Maru,Lawngwaw) ระวาง (Rawang) ลีซูLisu(เฉพาะในรัฐคะฉิ่น) ละชี,ละชิก(Lashi,Lachik) ไซว้า,อะซี (Zaiwa,Ahzi) การแต่งกายของแต่ละกลุ่มยอ่ยมีดงัน้ี จิงเพาะ(Jinghpaw) มาหรู่,ลองว่อ(Maru,Lawngwaw) ระวาง (Rawang ลีซู Lisu (เฉพาะในรัฐคะฉิ่น) ไซว้า,อะซี (Zaiwa,Ahzi) ละชี,ละชิก (Lashi,Lachik


ชนเผ่าคะฉิ่นจัดอยู่ในกระกูลภาษา ทิเบต – พม่า บรรพบรุษของชนเผ่าคะฉิ่นน้ันได ้ อพยพยา ้ ยถ่ึนฐานลงมาจากมองโกเลียผ่านประเทศจีนแลว ้ มาอาศยัอยใู่นบริเวณตอนเหนือของ ประเทศพม่าในรัฐคะฉิ่น มณฑลยนูานของประเทศจีน และรัฐอสัสัมในอีนเดีย บางส่วนไดย ้ า ้ ย ถิ่นฐานลงมาทางรัฐฉานของประเทศพม่าจนมาถึงทางเหนือของประเทศไทยชนเผ่าคะฉิ่นใน ประเทศไทยน้ันเดิมไดอ ้ าศยัอยู่ร่วมกบัพี่น ้ องชนเผ่าอื่น ๆ เช่น เผ่าลาหู่ลีซูอาข่า จีน กะเหรี่ยง ม้ง เป็ นต้น ก่อนหน ้ าน้นัชนเผ่าคะฉิ่นอาศยัอยู่ร่วมกันพี่นอ ้ งชนเผ่าอื่นในหมู่บา ้ นต่าง ๆ ในจงัหวดั เชียงใหม่เชียงราย แม่ฮ่องสอน ต่อมาไดม ้ีการรวมตวักันเป็ นชุมชนคะฉิ่นในพ้ืนที่โครงการ หลวงหนองเขียวในหมู่บา ้ น “บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น.หมู่14 ต.เมืองนะ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ซ่ึงเป็ นชมชุนคะฉิ่นแห่งเดี่ยวในประเทศไทยที่มีการจดัต้งัเป็ นหมู่บา ้ นและอยู่ร่วมกนัเป็ นชุมชน คะฉิ่นส่วนที่เหลือก ็ ยงัอยู่ร่วมกับพี่น ้ องชนเผ่าอื่น ๆ เช่นใน หมู่บา ้ น ป่าหญ ้ าไทร อ.พร ้ าว จ. เชียงใหม่อยใู่นตวัเมืองจงัหวดัเชียงใหม่รวมท้งัจงัหวดัอื่น ๆ ประวตัิความเป็ นมาของหมู่บา ้ น บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น น้นัเริ่มมีชาวบา ้ นคะฉิ่นเขา ้ มา ต้งัถิ่นฐานมาอยรู่วมกนั ในปี2525 เริ่มตน ้ จาก11 ครอบครัวจากน้นัพี่นอ ้ งคะฉิ่นที่อยใู่นที่ต่าง ๆ ก ็ ทยอยยา ้ ยตามกันมาจนถึงปัจจุบนัมีจา นวนครัวเรือนท้งัหมด 120 ครอบครัว และมีจ านวน ประชากรที่อาศยัอยู่ในหมู่บา ้ นท้งัหมด 1,200 คน โดยที่มีบางส่วนไดเ ้ ขา ้ มาอาศยัทา งานและ เรียนหนังสือในตวัเมืองเชียงใหม่ในปี2526 โครงการหลวงได้เข้ามาต้งัศูนยโ์ ครงการหลวง หนองเขียวในพ้ืนที่บา ้ นใหม่สามคัคีที่ต้งัศูนยป์ ัจจุบนัแลว ้ เริ่มงานส่งเสริมให ้ กบัชาวบา ้ นต้งัแต่ น้นัเป็ นตน ้ มาวนัที่13 กุมภาพันธ์ 2527 พระบาทสมเดจ ็ พระเจา ้ อยู่หวัภูมิพลอดุลยเดชพร ้ อมดว ้ ย สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ได้เสด็จพระราชด าเนินเยี่ยมเยือนชาวบา ้ นในหมู่บา ้ นบา ้ นใหม่ สามัคคีคะฉิ่นและทรงพระราชทานที่ดินและที่อยู่อาศัยให ้ กับชนเผ่าคะฉิ่นพร ้ อมท้ังทรง พระราชทานแนวทางการประกอบอาชีพโดยทรงจัดต้ังโครงการหลวง หนองเขียวเพื่อให ้ คา แนะนา การประกอบอาชีพ การเกษตรและโครงการต่าง ๆ ที่ทางศูนยโ์ ครงการหลวงแนะนา เพื่อยกระดบัความเป็ นอยขู่องชนเผา่คะฉิ่นที่อาศยัอยู่ในหมู่บา ้ น บา ้ นใหม่สมคัคีคะฉิ่น ปี2535 สมเด ็ จพระนางเจา ้สิริกิต์ิพระบรมราชินีนาถเสดจ ็ พระราชดา เนินเยยี่มเยอืนศูนยโ์ ครงการหลวง หนองเขียวที่บา ้ นใหม่สามคัคีอีกคร้ังเพื่อติดตามงานต่าง ๆ ของโครงการหลวงและช่วยเหลือ


ชาวบา ้ นในดา ้ นต่าง ๆ อาชีพหลกัของชาวบา ้ นประกอบดว ้ ยการทา ไร่ทา สวน งานส่งเสริมดา ้ น การเกษตรของโครงการหลวงเช่น การปลูกตน ้ อโวคาโด, ้สาวะรส, ขา ้ วโพด,ขา ้ ว,ถวั่แดงหลวง, ขา ้ วโพดฟักอ่อน, พืชพกัตามส่วนตามไร่,และไมด ้ อกที่ทางศูนยส ์ ่งเสริม ชาวบา ้ นบางส่วนก ็ เล้ียง สัตว์ไวจ ้ า หน่ายและกินในครัวเรือนเช่น หมู, ไก่, ปลา,กบ เป็ นตน ้ และยงัมีชาวบา ้ นคะฉิ่นบาง ครอบครัวไดท ้ อผา ้ ลวดลายคะฉิ่น เช่น กระเป๋า,ผา ้ พนัคอ,ผา ้ ถุงผูห ้ ญิง-ชาย จา หน่ายให ้ กับพี่ นอ ้ งคะฉิ่นกนัเองและนกัท่องเที่ยวภายนอกเป็ นตน ้ ทางดา ้ นสังคมและวฒันธรรมของชาวบา ้ น บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ชนเผ่าคะฉิ่นน้นัเมื่อ อยดู่ว ้ ยกันเป็ นชมชุนแลว ้ จะมีการเลือกและแต่งต้งัผูป้ กครองหมู่บา ้ นหรือผูน ้ า ที่เรียกว่า (ดูหว่า “Duwa”)มีหน้าที่ปกครองดูแลทุกข์สุขของชาวบ้านในชมชุนและตัดสินคดีความ ตลอดจนการ สานงานกบัหน่วยงานราชการหรือองคก ์ รภายนอกที่เขา ้ มาในชมชุน ที่ผ่านมาหมู่บา ้ น บา ้ นใหม่ สามคัคีคะฉิ่นมีผนู้ า ผา่นมาท้งัหมดหลายคนดงัน้ี นาย ซอเป็ นผนู้ า ต้งัแต่ตอนอยทู่ ี่ปางมะยาว มาจนถึงยา ้ ยเขา ้ มาที่หมู่บา ้ นและมาเป็ นผนู้ า ในหมู่บา ้ น บา ้ นใหม่สามคัคีคะฉิ่น ระยะเวลา 6 เดือน นาย วะเจกา (Wa Je Gam) เป็ นผูน ้ า ต่อ อีก 6 เดือน นายมะริบนอ ( MaripNaw) นายอือล านอ(N-lam Naw)นาย บ๊อกลี(Bawkli)ร่วมกนั เป็ นผูน ้ า ต่อมาอีก3 ปี นายละดอย (La Doi) เป็ นประมาณ 6 เดือน ในปี 2527 เป็ นปีที่นายหลวง เสด ็ จเยือนหมู่บา ้ น นาย อือล านอ (N-lam Naw) เป็ นผูน ้ าช่วงที่เปิดป้ ายเชื่อหมู่บา ้ นอย่างเป็ น ทางการในปี 2528 นาย นอตองหรือนาย ศรีค า ศรีจอมทอง (NawTawng)เป็ นผู้น าในปี 2529- 2530 นาย วะเจกา (Wa Je Gam)และนาย มะริบนอ(MaripNaw) ร่วมกนัผูน ้ า ปี2532-2533 นาย นอตองหรือศรีค า ศรีจอมทอง (Naw Tawng) เป็ นผูน ้ า อีกคร้ังในปี2534 นาย N-Lam Nawเป็ น ผู้น าในปี 2535 นาย มะกา ละชี(Lashi Gam๗ เป็ นผู้น าในปี 2536-2538 สมัยที่ 1 นาย มะกา ละชี (Lashi Gam) เป็ นผู้น า สมัยที่ 2 ในปี 2538-2542 นาย บุญรอด (Ai Lawt)2543-2546 นาย พงรัม ซิงรัม (Ah Hpung)กับนางชื่อล่าสุด (Jadai Pan) เป็ นผูน ้ า ต้ังแต่2547-2548 นายพงรัม ซิงรัม (Ah Hpung) 2549-2550 นาย JaNaw 2551-2553ปัจุบันมีนาย พงรัม ซิงรัม(Ah Hpung) กับนาย สมชาติ ละชี(Lashi Gun)เป็ นผนู้ า หมู่บา ้ น หลงัจากน้นั ไฟฟ้ าเขา ้ มาในหมู่บา ้ นในปี2531 ในปี 2530เริ่มมีการสา รวจขอ ้ มูลชาวบา ้ น ในหมู่บ ้ านจากอ าเภอ 2533 เริ่มมีการถ่ายบัตรพ้ืนที่สูง ปี 2536 เริ่มมีการส ารวจจาก ประชาสงเคราะห ์ เริ่มสร้างโบสถ์คริสตคร้ังแรกในปี 2529 ในปี 2543 เริ่มมีน้า ประปาหมู่บา ้ น เขา ้ มาในหมู่บา ้ น ศูนยเ ์ ด ็ กเล ็ กเริ่มมีการต้งัแต่ในปี2545 ในปี 2545 เริ่มสร ้ างโบสถ ์คริสจหลัง


ใหม่ที่ใชอ ้ ยู่ปัจจุบนัเริ่มมีการสอนภาษาคะฉิ่นให ้ กับเด ็ ก ๆ ในปี 2531 (นาง รอยแสง(Sarama RoiSeng) ในปี2552 เริ่มเปิดโรงเรียนภาษา คะฉิ่น–องักฤษชาวคะฉิ่นในหมู่บา ้ น บา ้ นใหม่ สามคัคีคะฉิ่น 2. ผลการศึกษาประเพณีการร ามะหน่าว 2.1 ประวัติความเป็ นมาของการร ามะหน่าว ประวัติความเป็ นมาของการร ามะหน่าว (ต านานการร ามะหน่าวโดยกล่มุนกชนิดต่างๆ) ตามที่บรรพบรุษพูร ู้้ในสมยัน้นัเล่าสืบต่อกนัมาว่าประเพณีการรา มะหน่าวน้นัแต่เดิมยงั ไม่มีใครรู้ จกัวิธีการร ามะหน่าวเชื่อกนัว่าผทู้ี่เริ่มเตน ้ การร ามาจาก สมยัก่อนน้นัมีแต่เทพ พระจนัทร ์ และเทพพระอาทิตยเ ์ ท่าน้นัที่มีการร ามะหน่าวเมื่อมีการรา มะหน่าวทีหน่ึงก ็ จะเชิญ สรรพสิ่งต่าง ๆ รวมท้งันกชนิดต่าง ๆ เชิญมาร่วมร ามะหน่าวดว ้ ยกนัดงัน้นัหมู่นกชนิดต่าง ๆ จึง ไดม ้ีโอกาสไปร่วมงานร ามะหน่าวที่เมืองแห่งเทพแห่งน้นัคณะน้นัเองยังมีมนุษย์คนหนึ่งที่มี ความเกียจคร ้ านและเป็ นคนไม่ดีคนหน่ึง ชาวบา ้ นจึงไดช ้่วยกนัจบัชายคนน้นัแลว ้ใส่ตะกร ้ าที่ เรียกว่าถิ่งกา ้ (Htingga)แลว ้ นา ไปแขวนไวใ้ ตต ้ น ้โพธ์ิใกล ้ ๆ หมู่บา ้ นแห่งหน่ึง รูปคณะที่คนที่ถูกใส่ตะกร ้ าแลว ้ แขวนไวใ้ ตต ้ น ้ไมด ู้หล่าวนกเตน ้ ร ามะหน่าว


ซ่ึงเวลาน้นัเป็ นเวลาที่มีผลตน ้โพธ์ิสกมากมาย ทา ใหห ้ มู่นกชนิด ต่าง ๆ ที่ไปร่วมตน ้ ร า หน่าวที่เมืองแห่งเทพ ไดเ ้ ดินทางกลบัมาพกักินผลตน ้โพธ์ิที่สกอยใู่นผตน ้ น้นัแลว ้ นกชนิดต่าง ๆ ก ็ไดเ ้ ตน ้ ร ามะหน่าวบนตน ้ น้นั โดยมีนกนานาชนิดที่มาร่วมกนัเตน ้ ร ามะหน่าวโดยนกชนิดต่าง ๆ ในคร้ังน้นัไดแ ้ ก่ Chyang Nyet u Nbring Pri u Hkungrang u (นกเงือก) U Kataw Naw Shagwoi Yu U Ura U Uri U U Kala Kumba Udut(นกกระจอก)


U Ju Naw Chyit-ka la U Nga Nchyawng U Gindi Lagang U Shakrai Tang Shinbwi Shun Sinwa U, Tsau Gawng U (นกฮู้) Uhkru Tu(นกพิราบ) U gaw hka u \, Hkataw U, Daram U, Sinwa u, Sinli u, , Naw hkyeng u, U poi naw u, U yun u, U Gum u, , U kataw gam, U tu gaw,U Kataw Gam (เราสามารถคน้หาชื่อนกชนิดต่าง ๆ ในภาพเป็นภาษาไทยใหค้รบไดย้งิ่ ดีครับ) การเตน ้ ร ามะหน่าวของบนัดานกเหล่าน้นัเป็ นตน ้ แบบในการร ามะหน่างซ่ึงชนเผา่คะฉิ่น ไดด ู้แบบอยางการเต้นร า ่ของหมู่นกชนิดต่าง ๆ รวมท้งัสัญลกัษณ ์ ต่าง ๆ ที่เป็ นรูปนก ที่เขียนใน เสามะหน่าว รวและการวาดรูปนกลงไปในชุดหนาวซองรวมท้งัขนนกชนิดต่าง ๆ ที่มาประดบั บนมวกหนาวซองลว ้ นแลว ้ แต่นา มาจากขนนกชนิดต่าง ๆ ท้งัสิ้น จึงทา ใหม ้ีประวตัิการร าหน่าว


ของชนเผา่คะฉิ่นที่เกิดข้ึนการดูและศึกษาลกัษณะท่าทางต่าง ๆ ของนกมาใชเ ้ป็ นส่วนหน่ึงของ ท่าทางการร าหน่าวของชนเผา่คะฉิ่นสืบต่อกนัมา ประวัติความาเป็ นมาของการร ามะหน่าวของชนเผ่าคะฉิ่น ในเรื่องของประวตัิความเป็ นมาของชนเผา่คะฉิ่นและประเพณีการร ามะหน่าวไม่มีใคร ไดบ ้ นัทึกหรือเขียนเป็ นลายลกัอกัษรไวแ ้ ต่เกิดการการเล่าต่อกนัมาจากผเู้ ฆ่าผเู้ ก่าผรูู้้ อาจมีความ แตกต่างไปตามปัจจยัแวดลอ ้ มต่าง ๆ เช่นตากตวัผรูู้้ เองจากความแตกต่างจากพ้ืนที่ที่อยู่อาศยั รวมท้งัภาษาและความหมายที่ไดจ ้ ากการถ่ายทอดทางภาษาและสืบทอดกนัมาจนถึงปัจจุบนัดงั ตามที่เล่าต่อกนัมาว่าการรา มะหน่าวของชนเผา่น้นัมีมาต้งัแต่สมยัก่อนจะที่ชนเผา่คะฉิ่นอาศยัอยู่ บริเวณที่ชนเผา่คะฉิ่นกา เนิดและอยรู่ ่วมกนัเรียกว่า มาจ่อยซิ่งร่า (Majoi shingra ) อยกู่นัมาถึงผืน ดินที่เรียกว่า ใจคูม ้ าจอย(Chyai hku majoi) แต่เวลาน้นัยงัไม่มีการร าหน่าวและอยรู่ ่วมกนัอยา่ง มงั่คงั่และมีความสุขแลว ้ ยา ้ ยถิ่นฐานมาจนถึงบริเวณที่เรียกว่าครังคู้ มาจ่อย (Hkranghku Majoi) ในสมยัน้นั ประมาณกนัว่าอยู่ระหว่างคริสตกาล300 – 400 ชนเผา่คะฉิ่นเริ่มตน ้ การเตน ้ ร า มะหน่าวคร้ังแรกโดยจาวาร่มจา (Jawa Rumja) ซึ่งเป็ นลูกของ มังปองยอง (Mang Pawng Yawng) ซ่ึงไดแ ้ ต่งงานกบัชื่อว่าจนันงัสือยี(Jan Nang Shayi) ซ่ึงเป็ นลูกสาวของละมู่มะได (Lamu madai) ซ่ึงนบัเป็ นเทพหรือสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิเป็ น เทพเจ้าองค์หนึ่ง ทา ใหต ้ อ ้ งติดต่อกนัรวมท้งั เป็ นพิธีกรรมหน่ึงที่ทา เพื่อสการะองคเ ์ ทพเหล่าดงัน้นัจึงเกิดประเพณีการร ามะหน่าวของชนเผา่ คะฉิ่นข้ึนโดยจาวาร่มจา (Jawa Rumja) ในการร ามะหน่าว ซ่ึงการร ามะหน่าวในคร้ังน้นัถือเป็ น คร้ังแรกในการร ามะหน่าวของจนเผา่คะฉิ่น ดงัน้นัการร ามะหน่าวหรือกา เนิดของการรา มะหน่าวน้นัเริ่มตน ้ ต้งัแต่บดัน้นัเป็ นตน ้ มาซ่ึงท่าเตน ้ หรือวิธีการร ามะหน่าวน้นัเกิดจากการจิตรา การในการสการะสิ่งสักศิทธ์ิบอกผา่นผนู้ า การเตน ้ ร ามะหน่าวบวกกบัการเรียนรู้ จากการเตน ้ ร า ท่าทางต่าง ๆ ของนกที่มารวมตวักนัเตน ้ ร าของหมู่นกจึงไดก ้ า เนินท่าทางต่าง ๆ รวมท้งั สัญลกัษณ ์ เช่น ขนนกชนิดต่าง ๆ ที่นา มาประดบั ประดาบนชุดหน่าวซองรวมท้งัรูปนกชนิดต่าง ๆ ที่มาวดัและแสดงอยบู่นเสามะหน่าวเป็ นตน ้ หลกัจากน้นัไดม ้ีสุทวา มะดุ(Sut Wa Madu)กบักรางจนักุมจู(Krang Jan Kumju) ได้ โยกยา ้ ยถิ่นฐานลงมาทางปลายน้า ของครางขะ (Hkranghka) จนมาถึงบริเวณแม่น้า 2 สายมา บรรจบกนัคือแม่น้า ครางขะ(Hkrang Hka) แม่น้า คิ่นลางขะ(Hkinlang hka) จัดให้มีการร า มะหน่าวโดยไดร ้ ามะหน่าวตามแบบที่คุณปูJawa Rumja เคยจดัร ามะหน่าวคร้ังแรกซ่ึงการรา


มะหน่าวในคร้ังต่อมาน้ีถือเป็ นการจดังานคร้ังที่2 ของชนเผา่คะฉิ่นซ่ึงบริเวณที่จดังานในคร้ังน้ีมี ชื่อเรียกมาถึงปัจจุบนัว่า หน่าวร่ายงักา ้ (Naura yang ga) หลงัจากน้นัชนเผา่คะฉิ่นไดย ้ า ้ ยถิ่นฐานมาถึงบริเวณที่เรียกว่า นิ่งรัน กา ้ (Ningran ga) ประมาณ คริสตกาล AD. 400 การร าหน่าวในคร้ังน้ีไดม ้ีนาย มะริบวากุมจา (Marip wa Kumja) เป็ นผูน ้ า จดัซ่ึงการจดัการร าหน่าวในคร้ังน้ีเรียกว่ากุมรัน มะหน่าว(Kumran Manau) การจัดงาน ในคร้ังน้ีถือเป็ นการจดังานคร้ังที่3 ของชนเผา่คะฉิ่น หลงัจากการร ามะหน่าวคร้ังที่3 เสริจสิ้นลงหลงัจากน้นัยงัไม่นานเท่าไหร่ไดม ้ีนาย มะโส่ออคุม วา ื (Matsaw Nhkum Wa) ไดจ ้ ดัใหม ้ีการร ามะหน่าวต่อทา ใหก ้ ารร ามะหน่าวในคร้ัง น้ีถือเป็ นการร ามะหน่าวคร้ังที่4 ของชนเผ่าคะฉิ่น การรา มะหน่าวโดยการนา ของ มะริบวากุมจา (Marip wa Kumja)น้นัจดัใหม ้ีการปัก เสามาะหน่าวข้ึนแบบ โดงบนั (Dung ban ban) ในการปักเสามะหน่าวก่อนการร ามะหน่าว หลงัจากน้นัการรา มะหน่าวที่จดัโดย มะโส่อือคุมวา (Matsaw Nhkum Wa) ไดป้ักเสามะหน่าว แบบ โดงยันยัน (Dung yan yan) บากการบอกเล่ากล่าวว่าการปักเสามะหน่าวแบบ โดงบนับนั (Dung ban ban) nta a chahpung shachyang nda tang, jun ai manau. การปักเสามะหน่าวแบบ โดงยังยัง (Dung yan yan) nta hku hkan nna loi mu ndum shamyi loi mi yawn ต้งัแต่บดัน้นัเป็ นตน ้ มาชนเผา่คะฉิ่นไดม ้ีการสืบทอดประเพณีการร ามะหน่าวกนัมาอาจมี ความหมายของการร ามะหน่าวที่แตกต่างกนัไปตามวสัถุร ามะหน่าวแต่ละคร้ัง เช่น ปะดงั่ มะหน่าว (Padang Manau)เตน ้ ร าเพื่อฉลองชยัชนะจากการสู้ รบ เป็ นตน ้ ส่วนการร าหน่าวและ การปักเสามะหน่าวอาจมีความแตกต่างไปตามพ้ืนที่อยอู่าศยัของชนเผา่คะฉิ่น เช่น เสามะหน่า วที่อยรู่ ัฐคะฉิ่น และยนูานประเทศจีนและรัฐอาสามในอินเดียเป็ นตน ้ ภาพตวัอยา่งการรา มะหน่าวในอาดิต


รูปภาพ การรา มะหน่าวของชนเผา่คะฉิ่นในอดีต


รูปภาพที่เป่าปี่ซ่ึงเป็ นเครื่องดนตรีที่ใชเ ้ ล่นขณะทา การร ามะหน่าว


ข้อมูลกล่มุประเภทของการร ามะหน่าว ทั้งหมดมีดังนี้ 1. ซูดมะหน่าว(Sut Manau)หรือ ซากอง มะหน่าว(Shakawn Manau) 2. จูมะหน่าว(Ju Manau) หรือ หง่า ปรา มะก่าน มะหน่าว(Nga Pra Manau) 3. กุมราน มะหน่าว(Kumran Manau) 4. ดะรุ+ ดะหรอด + ละหรอด+ นิงธาน มะหน่าว (Daru+Daraw+Larawt+Ninghtawn Manau) 5. ปาดงัมะหน่าว (Daru+Daraw+Larawt+Ninghtawn Manau)ด่ายรม หรือกะรม มะหน่าว (Dai Rum Manau Kumrum Manau) 6. ดอจาวกงดอน มะหน่าว(Daw Jau Kungdawn Manau) 7. ผะจีจนัมาว มะหน่าว(Hpaji Janmau Manau) 8. ซาดิบ เผาะ (Shadip Hpaw Manau) 9. สิท มะหน่าว หรือรอย ตอน เย หรือรอย ดูกะปุด มะหน่าว (Sit Manau, Roi Tawn Ye Manau, Roi Kaput Manau) 10. ทิงกริม มะหน่าว หรือ ทิงชอน มะหน่าว(Htinggrim Manau, Htingshawn Manau) 11. พุนดู้ ดิด มะหน่าว(Hpundu Dit Manau) 12. ทิงกรัม มะหน่าว(Htingram Manau) 13. บ่าน –กรัม มะหน่าว หรือคินดูแตบ ็ มะหน่าว(Ban-gram Manau, Hkindutep Manau) 14. หน่าว ซอด มะหน่าว(Nau Sawt Manau) 15. มะด่าย ยิด ไอ(Madai Yit Manau)


1. ซูดมะหน่าวSut Manau หรือ ซากอง มะหน่าว ซูดมะหน่าว คือ ร ามะหน่าวเพื่อ ขอพรจาก กุมกน กุมพาย (Gumgun Gumhpai คือ วิญญาณผคูุ้ม ้ ครอง) ในสิ่งที่ตนเองอยากได ้ เช่น ผทู้ี่มีทรัพยส ์ มบตัิมายมายมหาศาลแต่ไม่มีบุตร สิบทอดตระกุลของครอบครัวจึงร ามะหน่าวเพื่อขอพรใหม ้ีทายาทสิบตะกุลต่อไป และอีกอยา่งคือผทู้ี่มีฐานะร ารวยมีทรัพยส ์ินจดัข้ึนเพื่อขอขอบคุณผูท ้ี่ประทานพรหรือ ทรัพยส ์ มบตัิ(กุมกน กุมพาย) อวยพรใหม ้ีเงินมีทองใช ้ใหอ ้ ยดู่ ีกินดีในการจดัมะหน่าวจะเชิญ เครือญาติมีการจดัเล้ียง และมาร่วมยนิดีนอกจากน้ีเป็ นการเล้ียงฉลองใหก ้ บัผคู้ นที่ยงัไม่เคย รู้ จกักนั ใหเ ้ กิดความรู้ จกักนัสร ้ าง มิตรภาพเชื่อมความพนัธ ์ ที่ดีต่อกนั ซากองมะหน่าว คือ ร าเพื่อเฉลิมฉลองที่ไดร ้ับพรใหม ้ีทรัพยส ์ มบตัิสามารถอยดู่ ีกินดีมี เงินมีทองใช ้ ดงัน้นัช่วงที่ร าซูดมะหน่าวมีบุตรก ็ ต้งัชื่อบุตรใหส้ อดคลอ ้ งหรือต้งัชื่อพิเศษว่าซ่ึงนา ด้วยหรือข้ึนตน ้ ดว ้ ยผมู้ีลาภมีโชค นอกจากน้ีการร าซูดมะหน่าวเพื่อเฉลิมฉลองใหก ้ บั (Gumgun Gumhpai) ที่ครอบครัวหรือตะกุลนับถือเคารพ และเป็ นจัดภายในเครือญาติเพื่อความสนุกสนาน ซูดมะหน่าวเป็ นประเภทมะหน่าวที่มีความสา คญัและพิเศษกว่าประเภทอื่นๆเพราะเป็ นการร า เพื่อถวายและบูชาแด่ผทู้ี่ครอบครัวเชื่อและศรัทธา ข้อส าคญั ในการปฏบิัติตามขณะร าซูดมะหน่าว 1. ตอ ้ งร าดว ้ ยความยมิ้แยม ้ แจ่มใส และรา ดว ้ ยความสุข 2. ไม่ควรตีจะหวะฆอ ้ งใหเ ้ ร ็ วเกินไป 3. ตอ ้ งมีมารยาทที่ดีงามในการเตน ้ ร ามะหน่าว 4. ผทู้ี่ถือดบัในช่วงที่ร าตอ ้ งเก ็ บใบมีดไวข ้ า ้ งใน 5. บริการและดูแลแขกที่มาร่วมงานอยา่งเตม ็ ที่โดยเฉพาะอาหารการกินตอ ้ งกินอิ่ม กนัทุกคน


2. จูมะหน่าวJu Manau หรือ หง่า ปรา มะก่าน มะหน่าว จูมะหน่าว หรือ หง่า ปรา มะก่าน มะหน่าว คือ จัดร าเพื่อขอการรักษาอาการเจ็บป่ วย เมื่อเจอภาวะเจ็บป่วยสาหสัจากสงิ่ศกัดิ์สทิธิหรือ วญิญาณผ้คู้มุครอง ที่เชื่อและนับถือ ในช่วงที่ ได้เจอประสบภาวะเจ็บป่ วยอย่างนั้นถึงแม้ไม่มีทรัพย์สมบัติเงินทองในการจัดงานมะหน่าวก็จะ ต้องหยิบยืมจากผู้ที่เพื่อให้หายจากอาการเจ็บป่ วย ในวันเกิดมีการบนเพื่อให้ผู้ค้าครองปกป้องดูแลให้มีการเจริญเติบโตที่ดี พอครบวาระ หนึ่งก็มีการจัดงานมะหน่าวขึ ้นมาเพื่อจะถวายตอบแทนแด่ผู้คุ้มครอง เมื่อครบช่วงวาระแล้วก็มี การจัดร ามะหน่าวเพื่อแก้บนกับผู้คุ้มครองและเต้นร าถวายขอบคุณ นอกจากนี ้ยังร าเพื่อแก้บนในช่วงที่มีบุติมีการบนไว้กับผี หรือเจ้าที่ที่ตนเองนับถือให้ปกป้อง คุ้มครองบุตร มีทรัพย์สินเงินทองอยู่ดีกินดีหรือบชูาสิ่งศกัดิ์สทิธิด้วย ดงันนั้จะมีเงินมีทองหรือร า รวยหรือไม่นนั้ขึน้อย่กูบัเครื่องบชูาที่ถวายแด่สงิ่ศกัดิ์สทิธิแต่ช่วงที่มีการเจ็บไข้ถึงแม้ไม่มีเงิน ทองที่จะจัดร ามะหน่าวก็ต้องมีการยิบยืมจากคนอื่นเพื่อจัดงานเพื่อรักษาอาการเจ็บป่ วย ข้อปฏิบัติตามในการร าจูมะหน่าว) หรือ หว่าปรา มะก่าน มะหน่าว 1. ช่วงที่ร ามะหน่าวจะต้องร าด้วยท่าทีที่ขะมักเขม้น ท่าทีกระตือรือร้นและมีความ ตั้งใจ 2. ช่วงที่ร าต้องตีฆ้องให้มีเสียงดังคึกก้อง และผู้เข้าร่วมร าทุกคนต้องมีความพร้อม เพรียงกันและเสมอกัน 3. ต้องแสดงอาการที่เหนื่อยล้าและมีความทุกข์ร้อนใจหรือไม่มีความสุข 4. ถ้าใครคนใดคนหนึ่งมีการร าผิดหรือร าไม่ถูกวิธีต้องสอนให้ด้วยความใจเย็น ไม่ ควรแสดงท่าทีที่ไม่พอใจ


3. กุมราน มะหน่าว Kumran Manau การร ากุมรานมะหน่าวนั้นเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสามัคคีในหมู่บ้าน และเมื่อคนใน หมู่บ้านจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ที่อื่นจึงจัดงานร ามะหน่าวกันเพื่อล ่าลาในการร า คนในหมู่บ้านจะ น าทรัพย์สมบัติที่ตนเองมีมารวมกันจัดร ามะหน่าว ไม่ว่า การฆ่าวัว ควาย หมู ไก่ หรืออื่นๆที่ตน มีมา รวมกันเพื่อจัดงานกุมรานมะหน่าว หลังจากที่ร ามะหน่าวเสร็จแล้วก็มีการแยกย้ายถิ่นฐาน ตามที่ตนเองอยากไป เพื่อไปจับจองและปกป้องรักษาที่ดินที่บรรพบุรุษได้จัดสรรไว้ให้ในทิศ ต่างๆ การจากกนัด้วยการจดักมุรานมะหน่าวนนั้มีความส าคญัและศกัดิ์สทิธิมีการประกาศ ว่าเป็นกลุ่มหรือพวกเดียวกันจะไม่แตกแยกกัน ก่อนจากการมีการแบ่งผีสางเจ้าที่เจ้าทาง ถ้า จะต้องกลับมาอยู่ร่วมกันอีกในภายหน้าก่อนจากกันก็ต้องมีการร า (Dai Rum Manau ดายรุม มะหน่าว) เพื่อท าสัญญาลักษณ์ได้ร่วมกันสาบานและท าสัญญาลักษณ์ไว้ดังนั้นใครที่จะ กลับมาอยู่ร่วมกันอีกครั้งนั้นจะต้องมีการรักษาค าสาบานที่มีไว้ร่วมกันมิฉะนั้นคนที่ไม่ท าตาม สัญญาจะต้องมีอันเป็นไป สิ่งเหล่านี ้เป็นการสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษรุ่นต่อรุ่นจึงต้อง มีการปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด 4. ดะรุ + ดะหรอด + ละหรอด+ นิงธาน มะหน่าว(Daru+Daraw+Larawt+Ninghtawn Manau) ดะรุ +ดะหรอด+ละหรอด+นิงานมะหน่าวนั้นร าเมื่อเจอศัตรูที่มาก่อกวน ข่มเหง และรัง เก ถึงขั้นต้องมีการสู้รบกับศัตรูจึงจัดงานร ามะหน่าวเพื่อขอให้ผู้คุ้มครอง กุมกน กุนไพ Gumgun Gumhpai มาช่วยในการสู้รบร่วมกันและเพื่อให้ฮึกเหิม มีความกล้า รวมทั้งมีการ คุ้มครองในระหว่างสู้รบ ความเชื่อของบรรพบุรุษเชื่อว่าถ้ามีการขอความช่วยเหลือวิญญาณผู้ คุ้มครองแล้วจะได้ชัยชนะจาการสู้รบแน่นอน ฉะนั้นก่อนออกไปสนามรบมีการเตรียมเครื่อง บูชา และเตรียมอาวุธแล้วจัดร ามะหน่าวเพื่อเป็นสิริมงคล


ข้อปฏิบัติตามในการเต้นร ามะหน่าว ดะรุ+ดะหรอด+ละหรอด+นิงธานมะหน่าว 1. การร ามะหน่าวประเภทนี ้จ าเป็นจะต้องมีผู้น าที่มีความช านาญในการเป็นผู้น าผู้ เต้นตามจะต้องเต้นตามจังหวะเท้าที่พร้อมเพรียงกันและเท้าจะต้องเฉียงๆใน การเต้น ผู้ที่ถือดาบจะต้องวางด้านคมไว้ทางขวามือ และต้องมีอาวุธทุกอย่างที่ ใช้ในการรบให้ครบถ้วน 2. จะต้องมีท่าทีที่แข็งแกร่งและเต้นอย่างผู้กล้าหาญ 3. ในด้านการกินการดื่มสามารถที่จะแย่งกัน และต้องกินอย่างรวดเร็ว นอกจากนี ้ แต่ละคนให้ก าลังใจเสริมก าลังซึ่งกันและกัน 4. ผู้ที่ได้รับข่าวเรื่องการเต้นร าจะต้องเตรียมอาวุธและส าหรับอาหารการกินมาร่วม ร ากัน ถ้าตระกูลใด ครอบครัวใด ญาติพี่น้องใดทราบข่าวแล้วไม่มาร่วมก็จะมี การบันทึกชื่อไว้ หรือขึ ้นบัญชีด าไว้ ปาดัง มะหน่าว ปาดังมะหน่าวนั้นจะเต้นร้องร าในวาระที่ครอบครัวหรือตระกูลได้รับพรหรือหลังจากที่ ได้รับความส าเร็จในหน้าที่การงานหรืออาชีพ ต าแหน่ง ชัยชนะ โดยจะเชิญญาติและเชิญพี่น้อง จากพื ้นที่ต่างๆมาร่วมแสดงความยินดี และเป็นการบูชาต่อสิ่งศักด์สิทธิที่อวยพรให้ได้รับ ความส าเร็จในการงานและอื่นๆที่น าความสุขมาสู่ให้แก่ตระกุลหรือครอบครัวนอกจากนี ้ จะร า ปาดังมะหน่าวเมื่อได้รับชัยชนะจากการสู้รบและ ข้อปฏิบัติในการเต้นร ามะหน่าวประเภทนี้ 1. ในขณะที่ร ามะหน่าวควรจะร าด้วยใบหน้าที่ยิ ้มแย้มแจ่มใสแสดงความยินดีรื่น เริงและสนุกสนาน และใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุข 2. ควรตีฆ้องจังหวะที่เร็วและเร้าใจ คนที่ถือดาบควรจะยกดับขึ ้นสู่ฟ้า และผู้ที่ถือ พัดก็ควรยกขึ ้นสู่ฟ้าด้วยเช่นกัน


3. ถ้ามีข้อขัดข้องเรื่องการกินการดื่มไม่พอก็ไม่ควรจะแสดงอาการกิริยาอารมณ์ที่ ไม่พอใจ ควรจะพึงพอใจในชัยชนะชื่นชมยินดีร่วมกัน 4. การเต้นร ามะหน่าวประเภทนี ้เพื่อเฉลิมฉลองให้กันนักรบ และเป็นการขอบคุณ สงิ่ศกัดิ์สทิธิที่ตนเองนบัถือเคารพจึงต้องร าด้วยความสดุจิตสดุใจและสดุก าลงั ของตนเอง 6. ทิ่งธัง มะหน่าว การเต้นร า ทิ่งธังมะหน่าวนั้นแตกต่างกันไปตามสถานที่และบุคคล เป็นการเต้นเพื่อ บูชาถวายสักการะหรือสรรเสริญ แด่ ผู้คุ้มครอง มะหด่าย และ กุมกัน กุมไพ่ การเต้นร าประเภท นี ้จะต้องร าอย่างน้อย 8 วัน และเจ้าภาพการจัดงานจะต้องเป็นผู้ที่เคยจัดงานมะหน่าวประเภท ต่างๆมาแล้วอย่างน้อย 4 ประเภทจึงจะจัดงานทิ่งธังมะหน่าวได้ ข้อพึงปฏิบัติในการเต้นร ามะหน่าวประเภทนี้ 1. จะต้องเต้นด้วยความปีติยินดีและแสดงท่าทีสดใสและความสุข สนุกสนาน 2. การแสดงท่าที และท่าประกอบต่างๆนั้นหมายถึงการมั่งมี การแสดงเกียรติยศ ดังนั้นจะต้องบริการแขกหรือผู้ที่มาร่วมงานอย่างอิ่มส าราญให้ครบ8 วันเป็น อย่างดี 3. เป็นการเต้นเพื่อบูชาหรือตอบแทนผี จีนัทดังนั้นจะต้องระวังการผิดพลาด จะต้องให้ผี จีนัทพึงพอใจ และจะต้องไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งกัน 4. การเต้นร ามะหน่าวประเภทนี ้อาจจะแตกต่างจากประเภทอื่นๆเพราะ มีการปัก เสาที่ชื่อ (ningbang หนึ่งบัง/ningpan หนึ่งปัน )เป็นเอกลักษณ์ ใช้เวลายาว เป็นการประกาศหรือแสดงความเป็นลูกผู้ชาย ดังนั้นผู้มาร่วมจะต้องร่วมเต้นกัน ทุกคน


7. ด่ายรม หรือ กุมรม มะหน่าว การเต้นร ามะหน่าวประเภท ด่ายรม หรือ กะรม นั้นผู้ที่เป็นสายเลือดร่วมโลหิตเดียวกัน จัดขึ ้นก่อนที่จะแยกย้ายกันไปอยู่ที่ต่างๆ และมาเต้นช่วงที่พี่น้องที่จากกันนานแล้วมาพบปะเจอ กันอีกครั้งแล้วมาเต้นร ามะหน่าวร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ข้อพึงปฏิบัติในการเต้นร ามะหน่าวประเภทนี้ 1. ในการเตน ้ ร ามะหน่าวจะตอ ้ งเตน ้ ดว ้ ยความปีติยนิดีรื่นเริง และสุขใจสุขกาย แต่ ละคนตอ ้ งแสดงความเคารพซ่ึงกนัและกนัตอ ้ นรับดว ้ ยความสีหนา ้ ที่ยมิ้แยม ้ แจ่มใส สามารถเขา ้ ร่วมเตน ้ไดท ุ้กวยัต้งัแต่เดก ็ ถึงผสูู้งอายุ 2. ต้องตีฆ้องตามจังหวะที่ถูกต้องและเต้นตามจังหวะให้มีความพร้อมเพรียงกนั สามคัคีกนั 3. ผทู้ี่ร่วมเตน ้ จะนา อาหารมาร่วมรับประทานดว ้ นกนั 4. จะตอ ้ งไม่มีเรื่องกนัและกนั ไม่เขม่นกนัถา ้ เกิดมีเรื่องกนัจะตอ ้ งใหอ ้ ภยัใหก ้ นั 8. ดอจาว กงดอน มะหน่าว(Daw Jau Kungdawn Manau การเตน ้ ร า ด่อจาว กงดอน มะหน่าว น้ีเกิดข้ึนหลงัจากที่เปลี่ยนเป็ นคริสตเ ์ ตียนนบัถือ พระเจา ้ เพิ่งเกิดข้ึนในช่วงที่คะฉิ่นหนัมานบัถือศาสนาคริสตแ ์ ลว ้ เพื่อเป็ นการสรรเสริญเทิดทูน พระเจา ้ เป็ นการเตน ้ ในวาระที่สา คญัเช่นการถวายพระคุณของพระเจา ้ ตอบแทนพระเจา ้ ที่ทรง อวยพรให้ในชีวิตประจา วนัเป็ นการร าที่ถวายเกียรติแด่พระเจา ้ ผยู้ งิ่ใหญ่ การเตน ้ ร าประเภทน้ีแต่งต้งัข้ึนเป็ นทางการและคร้ังแรกที่ไลซา อาเลน ยงั (lai Za Alen Yang) โดยเริ่มเตน ้ เมื่อฉลองคริสตจกัรของ ศิษญาภิบาล มะหรั่น นอ เอาท่าเตน ้ ประกอบต่างๆ มาใชใ้ นการเตน ้ ส่วนใหญ่เป็ นการเตน ้ ขอพรของคริสตจกัร ในการเตน ้ มะหน่าวจะตอ ้ งตกแต่ง ประดบั ประดาอยา่งงดงาม ช่วงที่เตน ้ ร าสรรเสริญพระเจา ้ น้นัจะตอ ้ งใหเ ้ กียรติและเคารพสถานที่ และจะตอ ้ งมีความบริสุทธ์ิไม่มีเรื่องบาดหมางกบั ใคร


ข้อพึงปฏิบัติในการร ามะหน่าว ดอจาว กงดอน 1. ในการเขา ้ ร่วมมะหน่าวประเภทน้ีตอ ้ งคิดเหมือนไปโบสถเ ์ พื่อนมสัการสรรเสริญ พระเจ้า 2. ตอ ้ งมีเครื่องตนตรีใหค ้ รบถว ้ นเท่าที่ทา ได ้ และตอ ้ งใชเ ้ พลงที่สรรเสริญพระเจา ้ เท่าน้นั 3. ผเู้ ขา ้ ร่วมเตน ้ ร าตอ ้ งร าดว ้ ยความปีติยนิดีร าดว ้ ยความสรรเสริญพระเจา ้ 4. ในการเตน ้ ร าจะตอ ้ งไม่มีของมึนเมา และจะตอ ้ งไม่มีสิ่งสกปรกใดๆ เกิดข้ึนใน งาน และสิ่งสา คญัจะตอ ้ งมีการนมสัการสรรเสริญพระเจา ้ ดว ้ ย 9. ผะจี จันมาว มะหน่าว(Hpaji Janmau Manau) การรา มะหน่าวประเภท ผะจีจนัมาวน้นัจะจดัร ากนัเพื่อขอบคุณพระเจา ้ ที่ประทาน ความรู้ ความสามารถ ใหไ้ ดร ้ับกการศึกษาแก่ชนเผา่คะฉิ่น จึงจดัใหร ้ าผะจีจนัมาวมะหน่าว ร า ถวายแด่พระเจา ้ ตอบแทนพระคุณที่ทรงอวยพรชนเผา่คะฉิ่นมีความรู้ มีสติปัญญา และมี พัฒนาการ ข้อพึงปฏิบัติในการร ามะหน่าว ผะจี จันมาว 1. การรา มะหน่าวจะตอ ้ งร าดว ้ ยมารยาทที่สวยงาม สงบเสงี่ยม และปีติยนิดี 2. ตอ ้ งระมดัระวงัในการขอ ้ ผดิพลาด จะตอ ้ งร าอยา่งมีเกียรติและสันติสุข 3. จะตอ ้ งร าแบบเป็ นตวัอยา่งผทู้ี่มีการศึกษา และไม่แสดงอาการที่ดูไม่เหมาะสม และสีหนา ้ ที่น่าเบื่อ 4. ในช่วงระหว่างร าจะตอ ้ งมีเสียงเพลงประกอบไปดว ้ ยเช่น ออ ้ รา รา ออ ้ หว่าง หว่าง เพื่อใหก ้ ารเตน ้ ร ามะหน่าวคึกคกัและดูรื่นเริง 10. ซาดิบ เผาะ หรือ ครีดิบ มะหน่าว(Shadip Hpaw Manau)


การรา มะหน่าว ซาดิบเผาะ หรือ ครีดิบ น้นัจะร าเมื่อทา พิธีกรรมสา คญัๆ เช่น พิธีเปิด สะพาน เปิดถนนใหญ่เป็ นตน ้ รวมไปถึงการเปิดตวัในการทา ภารกิจ หรือ ทา การใหญ่ๆ ที่มี ความสา คญัเช่นการเฉลิมฉลองไดค ้ รองที่ดิน จะจดังานน้ีไดเ ้ พราะมีทรัพยส ์ิน และได้ครอบครองที่ดินเป็ นของตนเองจึงมีการจัดเต้นร าเชิญ ชวนแขกและครือญาติเพื่อประกาศแสดงความเป็ นเจ้าของ ข้อพึงประปฏิบัติในการเต้น ซาดิบ เผาะ หรือ ครีดิบ มะหน่าว 1. ในการเตน ้ จะเชิญครอบครัว ญาติพี่นอ ้ งครอบครัวทางสามีและภรรยา ต้งัแต่เดก ็ จนผใู้ หญ่ทุกวยัมาร่วมแสดงความเย็นดีเพื่อเป็ นสักขีพยานในการประกาศเป็ น เจ้าของในด้านการครอบครองที่ดิน 2. ในการเขา ้ ร่วมเตน ้ น้นัจะตอ ้ งเป็ นผทู้ี่สะอาด ไม่มีสิ่งใดที่จะทา ใหเ ้ กิดปัญหา และ ผดิพิธีการร ามะหน่าว จะตอ ้ งร าดว ้ ยความยนิดีเพราะว่า (Matsu Lup มะซู่หลบ Shadip Lup ชาดิบหลบ) นนั่มีความสา คญัอยา่งมาก จะตอ ้ งระวงัเพราะเป็ นการ ขอพรในการเป็ นเจ้าของ 3. ตามพิธีแบบด้งัเดิมน้นั ในการเตน ้ ร าควรนึกถึงขอ ้สา คญั ในการร า ชาดิบ หลบ และการขอพรจากมะหด่ายไม่ควรจะผดิพธิีแมแ ้ ต่นอ ้ ย 4. การรา มะหน่าว ชาดิบ เผาะน้นัเป็ นการร าเป็ นการร าเนื่องจากไดร ้ับความเป็ น เจ้าของที่ดิน หรือแผน่ดิน เป็ นการขออนุญาตเจา ้ ที่เจา ้ ทางดงัน้นัจะตอ ้ งมีการ เคารพเจา ้ ที่ตอ ้ งร าใหเ ้ จา ้ ที่พอใจจะตอ ้ งไม่ผดิในการร า 11. สิท มะหน่าว หร ื อ รอย ตอน เย หร ื อ รอย ดูกะปุด มะหน่าว(Sit Manau, Roi Tawn Ye Manau, Roi Kaput Manau)


สิท มะหน่าว หรือ รอยตอน เย หรือ รอยดูกะปุด มะหน่าวน้นัตระกูลที่นบัถือ มะหน่าย นทัเท่าน้นัและจดัข้ึนเมื่อตระกูลน้ีเสียชีวิต หรือเมื่อตระกูลน้นัเกิดการเสียชีวิตมากจะไม่เหลือผู้ สืบสกุลต่อจึงจดัใหม ้ีการร ามะหน่าวในพิธีฝังศพในตระกูลน้นัเพื่อคืนมะหด่ายนทักลบัสู่บา ้ น ถิ่นเดิม ข้อพึงปฏิบัติในการร ามะหน่าวประเภทนี้ 1. การจดัรา มะหน่าวน้ีเพื่อแสดงความเสียใจหรือ อาลยัอาวรณ ์ แก่เจา ้ ของบา ้ น ฉะน้นั ในการร าจะตอ ้ งร าเตม ็ ที่รื่นเริงเพื่อใหเ ้ จา ้ ของบา ้ นคลายความโศกเศร ้ า 2. ท่าประกอบการเตน ้ ก ็ จะสองคลอ ้ งกบัโอกาสของงาน 3. ผทู้ี่เขา ้ ร่วมมะหน่าวน้นัจะตอ ้ งเขา ้ ร่วมใหจ ้ นสิ้นสุดงาน เช่น เขา ้ ร่วมจนกว่าฝัง เสร็จ และท าพิธีปักสัญญาลักษณ์ 12. ทิงกริม มะหน่าว หรือ ทิงซอน มะหน่าว(Htinggrim Manau, Htingshawn Manau) ทิงกริม มะหน่าว หรือ ทิงชอน มะหน่าว น้นัจะจดัข้ึนเนื่องโอกาสข้ึนบา ้ นใหม่หรือเฉลิม ฉลองบา ้ นใหม่จะจดัเลก ็ หรือใหญ่น้นัอยทู่ ี่ฐานะของครอบครัวและตระกูลน้นัแต่สมยับรรพ บุรุษน้นัผทู้ี่มีฐานะร่ ารวย มีทรัพยส ์ มบตัิก ็ จดัจะจดัมะหน่าวข้ึนเพื่อแสดงใหเ ้ ห ็ นถึงฐานะของ ตนเอง หรือบูชาสิ่งศกัด์ิสิทธิตนเองนบัถือ ข้อพึงปฏิบัติในการร ามะหน่าวประเภทนี้คือ 1. ในการรา มะหน่าวประเภทน้ีเป็ นการร าเพื่อแสดงความยนิดีและอวยพรต่อ เจา ้ ของบา ้ นจึงตอ ้ งร าดว ้ ยความรื่นเริง ท่าทีที่ร่าเริงแจ่มใสเพื่อเป็ นเกียรติใหก ้ บั เจ้าของบ้าน 2. ในการรา มะหน่าวน้ีเจา ้ ของบา ้ นบูชา ถวายแด่สิ่งศกัด์ิสิทธิและทา บุญดงัน้นัญาติ พี่นอ ้ งทุกฝ่ายตอ ้ งมาร่วมกนัอยา่งพร ้ อมเพรียง


3. ในการรา มะหน่าวผทู้ี่อยากจะขอพรจากสิ่งศกัด์ิสิทธิก ็ สามารถร่วมทา บุญกบั เจ้าของบ้านได้ 13 พนุดู้ดดิมะหน่าว(Hpundu Dit Manau) พุนดู้ ดิด มะหน่าวน้นัจดัข้ึนเมื่อในพื่นที่ของหมู่บา ้ นเก่าที่ชาวบา ้ นเคยยา ้ ยออกไปแลว ้ ยา ้ ยกลบัมาต้งัหมู่บา ้ นใหม่อีกคร้ังหน่ึง และเมื่อทา การสร ้ างบา ้ นใหม่เสร ็ จชาวบา ้ นจะจดังานร า มะหน่าว พุนดู่ดิบ ข้อส าคัญในการร ามะหน่าวประเภทนี้ 1. การรา มะหน่าวน้ีจดัข้ึนเนื่องในโอกาสคืนถิ่นฐานเป็ นการแจ้งหรือขออนุญาต จากเจา ้ ที่เจา ้ ทางสิ่งศกัด์ิสิทธิดงัน้นั ในการรา มะหน่าวจะตอ ้ งระวงัใหม ้ ากที่สุดไม่ ควรทา ใหเ ้ จา ้ ที่ไม่พอใจไม่ควรจะผดิพลาด 2. ชาวบา ้ นตอ ้ งเขา ้ ร่วมกนัทุกคน และตอ ้ งแสดงความเป็ นน้า หน่ึงใจเดียวกนัสามคัคี กนั ใหเ ้ จา ้ ที่เจา ้ ทางพึงพอใจการถวายเครื่องบูชาจะตอ ้ งใหญ่และชาวบา ้ นตอ ้ งร่วม บริจาคส าหรับเครื่องถวายบูชา 3. ในการรา มะหน่าวน้ีจะตอ ้ งมีความอดทนสูงเพราะเป็ นการขออนุญาตจากเจา ้ ที่ และสิ่งศกัด์ิสิทธิดงัน้นัเมื่อมีการเจบ ็ ปวดเมื่อยลา ้ อยา่งไรตอ ้ งอดทน 4. เมื่อสิ้นสุดการรา มะหน่าว หน่าวซองจะตดันิงหด่าย ซินไหล่ทนัทีที่หน่าวซอง ตดัเสร ็ จแลว ้ ชาวบา ้ นที่มาร่วมงานจะตอ ้ งแยกยา ้ ยกนักลบับา ้ นของตนเองทนัที 14. ทิงกรัม มะหน่าว(Htingram Manau) ทิงกรัม มะหน่าวจดัข้ึนเมื่อ ตระกูลเดียวกนัหรือต่างตระกูล ต่างหมู่บา ้ น ต่างชาติเคย ทะเลาะกนัจนฆ่ากนัตาย หลงัจากที่กลบัมาเชื่อมสัมพนัธ ์ กนัหรือคืนดีกนัและอภยัใหก ้ นัแลว ้ ร่วมการจดังานมะหน่าวข้ึนร่วมกนั 15. บ่าน –กรัม มะหน่าว หร ื อ คนิดูแต็บ มะหน่าว(Ban-gram Manau, Hkindutep Manau)


บ่าน-กรัม มะหน่าว หรือ คิดดูแตบ ็ มะหน่าว คือเป็ นงานมะหน่าวเนื่องในโอกาสต่างๆ หลงัจากที่หน่าวซองหรือผนู้ า มะหน่าวสิ้นสุดการเตน ้ นา แลว ้ ผเู้ ขา ้ ร่วมทุกคนสามารถเตน ้ ตาม ความสะดวกของตนเองโดยการแบ่งกลุ่มกนัหลายๆ กลุ่มเพื่อใหเ ้ ตม ็ สนามมะหน่าว ใหดู ้ สวยงามจึงเปิดใหท ุ้กวยัเขา ้ ร่วมเตน ้ไม่มีกฎระเบียบที่เคร่งครัด แต่สิ่งที่หา ้ มช่วงอยใู่นสนามมะหน่าวคือ ไม่ควรทะเลาะวิวาทกนัหนุ่มสาวไม่ควรทา สิ่งที่ดูไม่ดี งาม ควรจะมีมารยาทในการเตน ้ ร าและผเู้ ขา ้ ร่วมเตน ้ ร าใหพ ้ รซ่ึงกนัและกนั ในช่วงที่ร า 16. หน่าว สอด มะหน่าว(Nau Sawt Manau) หน่าว สอด มะหน่าวคือ เป็ นงานมะหน่าวที่ไม่ทางการ เป็ นการร ามะหน่าวขนาดเลก ็ ๆ ภายในวนัเดียว ร าเมื่อก่อนที่จะออกสึกสงครามเพื่อสร ้ างความฮึกเหิม รา เพื่อเสริมสร ้ างพลงั ใหก ้ บันกัรบและเรียกสิ่งศกัด์ิคุม ้ ครอง ที่จดัข้ึนตามโอกาสที่เร่งด่วน เช่น เมื่อนกัรบจะต้องไปสนามรบเป็ นการร าเพื่อแสดงความจงรัก ภคัดีต่อนกัรบ และสร ้ างขวญักา ลงัใจใหก ้ บันกัรบ นอกจากน้ีเป็ นการปลุกวิญญาณผคูุ้ม ้ ครอง หรือขอสิ่งศกัด์ิสิทธิท้งัหลายใหร ้่วมเดินทางไปพร ้ อมกบันกัรบเพื่อใหป้ กป้ องคุม ้ ครองนกัรบ ชื่อ ผทีี่ส่วนใหญ่นบัถือและเคารพคือ ผีกุ่มกนั่กุ่มไพ่มะหจนั่เชื่อว่าผเีหล่าน้ีสามารถปกป้ อง คุม ้ ครองไม่ใหเ ้ กิดอนัตรายจากการสู้ รบได ้ 17. มะด่าย ยิด ไอ(Madai Yit Manau) มะด่าย ยดิไอ มะหน่าวน้นัเป็ นงานมะหน่าวที่ไม่ใช่เป็ นการร ามะหน่าวเป็ นทางการ เป็ น การรา ขนาดเลก ็ เพื่อที่จะรวมตวักนัของญาติพี่นอ ้ งภายในครอบครัวและละแวกใกล้เคียงเพื่อ ถวายผคูุ้ม ้ ครองประจา บา ้ นซ่ึงท่าประกอบการร ามีเฉพาะของมนัเอง ตน ้โสนเป็ นตน ้ไมท ้ี่มี ความสา คญัสา หรับมะหน่าวเพราะเป็ นตน ้ไมท ้ี่ก่อใหเ ้ กิดการรา มะหน่าวที่ใหญ่เป็ นการร า สา หรับหมู่บา ้ นซ่ึงอาจจะร าปีละคร้ังหรือสองปีละคร้ังแลว ้ แต่ตามสะดวกของหมู่บ้าน การร า มะหน่าวน้ีเป็ นการร าเพื่อทา พิธีถวายเครื่องบูชาแก่สิ่งศกัด์ิสิทธิท่าประกอบการเตน ้ อาจจะมี เฉพาะของมนัเอง จะไม่เหมือนกบัมะหน่าวประเภทอื่นๆ การร ามะหน่าวน้ีจะตอ ้ งร าเป็ นคู่ๆท้งั ชายหญิงจะตอ ้ งเลขคู่เท่าน้นัและไม่ค่อยเชิญแขกต่างหมู่บา ้ น ส่วนใหญ่จะร ากนัเองในหมู่บา ้ น


สา หรับครอบครัวที่นบัถือ ผมีะด่ายน้นัจะตอ ้ งปลูกตน ้ (โสน)หรือไมไ้ ผ่เพื่อเป็ นที่อยขู่องผมีะ ด่ายดงัน้นั ในการบูชาจะตอ ้ งเรียกชื่อผมีะด่ายแลว ้ ถวายเครื่องเส้ นบูชาและเอาเครื่องเส้ นไหวไ้ ว ้ ใตต ้ น ้ไม ้ ผทู้ี่เชื่อผมีะด่ายน้นัไม่ควรเผาหรือใชต ้ น ้ (โสน)ในการหงต้มเป็ นอันขาดเพราะเป็ น ตน ้ไมท ้ี่ศกัด์ิสิทธิเป็ นตน ้ ไมบ ้ ่อเกิดการร ามะหน่าวข้ึนมาเพราะในตน ้ (โสน)น้นัมีนกมากมาย หลายชนิดมาอาศยัอยรู่ ่วมกนัและนกท้งัหลายมีการร่วมมือร่วมใจกนัจดัรา มะหน่าวข้ึนมา ข้อส าคัญในการปฏิบัติในการร ามะหน่าว มะด่าย ยิด ไอ คือ 1. จะต้องพิถีฐานมาก เครื่องเส้ นไหวจ ้ ะตอ ้ งห่อดว ้ ยใบตองแลว ้ นิ่งใหสุ้กหลงัจาก ถวายบุชาผีแล้วน าเครื่องเส้นไปฝังดิน 2. ในช่วงที่สวดมนตอ ์ ยใู่นบา ้ นไม่ควรจะเสียงดงัและไม่พูดคา หยายคาย และไม่ ควรผิดพิธี 3. นา เครื่องเส้ นไหวบ ้ างชนิดที่บูชาผมีะด่ายน้นัหลงัจากสวดมนตท ์ า พิธีแลว ้ นา ไป ไว้ที่ใต้ต้น(โสน) 4. หลงัจากทา พิธีถวายเส้ นบูชาเรียบร ้ อยแลว ้ ควรจะอยแู่ต่ในบา ้ นหน่ึงวนัไม่ออกมา ขา ้ งนอกบา ้ น ไม่เหยยีบที่ดิน และไม่ทา งาน นอกจากน้ีใชเ ้ส้ นดา ้ ยสีขาวหรือ หวายไมไ้ ผม่ดัรอบๆบา ้ นไว ้


ประวตัิการร ามะหน่าวในหมู่บ้าน บ้านใหม่สามคัคคีะฉิ่น ครั้งแรกในปี 2545 (Myit hkrum Manau)ไดม ้ีการสร ้ างเสามะหน่าวและบา ้ นวฒันธรรม (ซ่ึงปัจจุบนัไดถ ู้กไฟไหมไ้ปแลว ้) เพื่อเป็ นส่วนหน่ึงของการร าหน่าว ซ่ึงเป็ นการเริ่มเตน ้ การร า มะหน่าวคร้ังแรกของชนเผา่คะฉิ่นในประเทศไทยในวนัที่ 2-3-4 ธันวาคม 2545 โดยมวีสัถุประสงค ์ การการร ามะหน่าวในคร้ังน้ัน 1. เพื่อเป็ นการร ามะหน่าวถวายถวายพระพรเนื่องในโอกาสวนัเฉลิมพระชุนพรรษา5 ธัน มหาราช รวมท้งัเพื่อแสดงถึงความความรักความกตญัญูต่อนายหลวงที่ใหช ้ นเผา่คะฉิ่นไดม ้ี โอกาสอาศัยในประเทศไทย 2. เพื่อเป็ นการฉลองการดา รงณ ์ อยขู่องชนเผา่คะฉิ่นในประเทศไทย 3.เพื่อเป็ นการอนุรักษป์ ระเพณีการร ามะหน่าวของชนเผา่คะฉิ่น 4.เพื่อเชื่อมความสามคัคีระว่างชนเผา่คะฉิ่นและชนเผา่อื่น ๆ ที่อยใู่นพ้ืนที่โครงการหลวง หนองเขียว ครั้งที่ 2จดัใหม ้ีการรา มะหน่าว(Sut Manau Nauhpaw)ของชนเผา่คะฉิ่นเป็ นคร้ังที่สอง ในหมู่บา ้ น ในปี2548 วันที่ 4-5 ธันวาคม 2548 โดยมวีสัถุประสงค ์ การการร ามะหน่าวในคร้ังน้ัน 1. เพื่อเป็ นการร ามะหน่าวถวายถวายพระพรเนื่องในโอกาสวนัเฉลิมพระชุนพรรษา5 ธันมหาราช 2. เพื่อเป็ นการร าหน่าวเพื่อใหช ้ นเผา่คะฉิ่นที่อาศยัอยใู่นประเทศไทยไดม ้ีความเจริญรุ่ง เรื่องอย ดีมีสุข(Nau gup gup)คือการเตน ้ มะหน่าวใหว ้ นรอบของการจดังานร ามะหน่าว 3. เพื่อเป็ นการอนุรักษป์ ระเพณีการร ามะหน่าวของชนเผา่คะฉิ่น 4. เพื่อเชื่อมความสามคัคีระวา่งชนเผา่คะฉิ่นและชนเผา่อื่น ๆ ที่อยใู่นพ้ืนที่โครงการ หลวงหนองเขียว ครั้งที่ 3ร ามะหน่าว(Kahtawng de ai 25 ning hpring jubli Manau )เพื่อฉลองครบรอบ 25 ปีของหมู่บา ้ นบา ้ นใหม่สามคัคีในวนัที่15-16 พฤศจิกายน 2550 โดยมีวสัถุประสงคก ์ ารการรา มะหน่าวในคร้ังน้นั


1. เพื่อเป็ นการร ามะหน่าวถวายแด่พระบทสมเดจ ็ พระเจา ้ อยหู่วั 2. เพื่อเป็ นการร ามะหน่าวเฉลิมฉลองครบรอบการก่อต้งัหมู่บา ้ น บา ้ นใหม่สามคัคีคะ ฉิ่น 25 ปี 3. เพื่อเป็ นการอนุรักษป์ ระเพณีการร ามะหน่าวของชนเผา่คะฉิ่น 4. เพื่อเชื่อมความสามคัคีระวา่งชนเผา่คะฉิ่นและชนเผา่อื่น ๆ ที่อยใู่นพ้ืนที่โครงการ หลวงหนองเขียว ครั้งที่ 4ร ามะหน่าว(Zupra Manau Poi) เพอื่ถวายแด่พระบาทสมเดจ ็ พระเจา ้ อยหู่วั ครบรอบ 80 พรรษา 4-5 ธันวาคม 2553 โดยมวีสัถุประสงค ์ การการร ามะหน่าวในคร้ังน้ัน 1. เพื่อเป็ นการร ามะหน่าวถวายแด่พระบาทสมเดจ ็ พระเจา ้ อยหู่วัครบรอบ 80 พรรษา 2. เพื่อเป็ นการเรียนรู้ และสืบทอดประเพณีการการรา มะหน่าวอยา่งต่อเหนื่องโดย จัดการร าทุก ๆ 2 ปีเริ่มต้งัแต่ปี2553 เป็ นต้นไป 3. เพื่อเป็ นการอนุรักษป์ ระเพณีการร ามะหน่าวของชนเผา่คะฉิ่นและเพยแพร่ไปสู่ที่ต่าง ๆ 4. เพื่อเชื่อมความสามคัคีระวา่งชนเผา่คะฉิ่นและชนเผา่อื่น ๆ ที่อยใู่นพ้ืนที่โครงการ หลวงหนองเขียว 5. เพื่อเป็ นศูนยก ์ ลางของการเชื่อมความสัมพนัธ ์ และพบปะกนัของพี่นอ ้ งชนเผา่คะฉิ่ นที่อยใู่นที่ต่าง ๆ ท้งัในและต่างประเทศ ครั้งที่ 5ร ามะหน่าว ซบรา มะหน่าว(Sut Manau Naugup) ในวันที่ 4-5 ธันวาคม 2555 โดยมวีสัถุประสงค ์ การการร ามะหน่าวในคร้ังน้ัน 1. เพื่อเป็ นการร ามะหน่างถวายแด่พระบทสมเดจ ็ พระเจา ้ อยหู่วั 2. เพื่อเป็ นการเรียนรู้ และสืบทอดประเพณีการการรา มะหน่าวอยา่งต่อเหนื่องโดย จัดการร าทุก ๆ 2 ปี 3. เพื่อเป็ นการอนุรักษป์ ระเพณีการร ามะหน่าวของชนเผา่คะฉิ่นและเพยแพร่ไปสู่ที่ต่าง ๆ


4. เพื่อเชื่อมความสามคัคีระวา่งชนเผา่คะฉิ่นและชนเผา่อื่น ๆ ที่อยใู่นพ้ืนที่โครงการ หลวงหนองเขียว 5. เพื่อเป็ นศูนยก ์ ลางของการเชื่อมความสัมพนัธ ์ และพบปะกนัของพี่นอ ้ งชนเผา่คะฉิ่ นที่อยใู่นที่ต่าง ๆ ท้งัในและต่างประเทศ ภาพประกอบการร าหน่าวที่ผ่านมาในบ้านใหม่สามัคคี คะฉิ่น รูป คณะทชี่าวบ้านคะฉิ่น กา ลงัซ้อม ร าหน่าวก่อนวนังาน รูปภาพ คณะที่เด็กๆก าลัง ซ้อมร ามะหน่าว


รูปภาพ เสามะหน่าว( Manau Shadaw) รูปภาพ การตกแต่งประตูทางเข้าสู่ลานเต้นร ามะหน่าว


รูปภาพ คณะเต้นร ามะหน่าว รูปคณะที่หน่าวซอง Nau Shawng (ผนู้ า เตน ้ กา ลงันา เตน ้ อย)ู่


รูปคณะที่ที่ผรู้่วมเตน ้ กา ลงัเตน ้ ร าหนา ้ เสามะหน่าว ผคู้ นที่เขา ้ ร่วมเตน ้ ตอ ้ งแต่งชุดชนเผา่ของตวัเอง


การเตน ้ ร ามะหน่าวแต่ละคร้ังสามารถเขา ้ ร่วมเตน ้ไดท ้ีละมาก ๆ เครื่องดนตรีต่าง ๆ ที่ใชต ้ีประกอบในการรา หน่าว


ภาพหอคอยที่นกัเป่าปี่คะฉิ่น นงั่เป่าคณะรา มะหน่าว ในการรา มะหน่าวแต่ละคร้ังจะตอ้งมีการเล้ียงอาหารคะฉิ่น (ภาพคณะเตรียมทา อาหาร)


Click to View FlipBook Version