รายงานผลการวิจัย เรื่อง องค์ความรุ้ลาหู่
1 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ บทที่ 1 ประวัติศาสตร ์ ชาติพนัธ ์ุละหู่ 1) ประวัติศาสตร์ชนเผ่าละหู่ จากตา นานที่ผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ไดเ้ล่าสืบต่อกนัมา เชื่อกันว่าก่อนที่จะมีละหู่เกิดข้ึนน้นัมีเผ่าพันธุ์มนุษย์ เผา่อื่นเกิดข้ึนก่อนแลว้ เผ่าละหู่เป็ นน้องสุดท้องในบรรดาเผ่ามนุษยท์ ี่มีในโลกน้ีและพระเจา้ไดให้ ้ของ ประทานกับละหู่ซึ่งมีความแตกต่างจากผู้อื่น โดยพระเจ้าตรัสว่า “เจ้าจะมีวิถีชีวิตที่ดีหากเจ้าละเลยเจ้าจะ เกิดความโลภในตัวเจ้าจะท าให้ด าเนินชีวิตไม่เป็ นสุขได้” ค าว่า “ละหู่” หมายถึง เสือผู้เฝ้าป่ า มาจากต านานที่เล่ากันว่ามีชายคนหนึ่งอาศัยอยู่กับคนอื่นใน หมู่บ้าน วันหนึ่งมีสัตว์ประหลาดเข้ามาในหมู่บ้าน สัตวต์วัน้ันไดอ้าละวาดก่อกวนชาวบา้นชายที่ไม่มี ใครทราบชื่อคนดงักล่าวได้ฆ่าสัตวป์ระหลาดตวัน้ันผูค้นก็แห่กนัมาดูเพราะไม่เคยเห็นสัตวช์นิดน้ัน และโดยบังเอิญผูค้นเหล่าน้ันไดร้้องคา ว่า “ลา” ข้ึนพร้อมกัน ซึ่งค าว่า “ลา” แปลว่าเสือ และต่อมาก็ ร้องอุทานข้ึนมาอีกหนึ่งว่า “หู่” แปลว่าช่างมนัเถอะ ต่อมาชายคนน้ันก็ได้ชื่อโดยบงัเอิญตามที่ผู้คน เหล่าน้ันไดร้องออกมา ้ ว่า “ละหู่” ค า 2คา น้ีมารวมกันแปลได้ว่า “เสือผู้เฝ้าป่ าโดดเดี่ยว” นี่เป็ นจุด ก าเนิดเผ่าละหู่ตามต านานเล่าขานสืบต่อกันมา 2) ประวัติการอพยพ Authomy R.walker นักมนุษย์วิทยาชาวอเมริกันซึ่ งเคยค้นคว้าเกี่ยวกับละหู่ไว้มากมาย ได้ กล่าวถึงบันทึกทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับละหู่ไว้ว่า ก่อนคริสต์ศตวรรษที่19ละหู่เคยเร่ร่อนมาก่อน ต่อมาไดม้ีอาณาจกัรของตวัเองในดินแดนที่ เรียกว่า “ดินแดนแห่ง 18 หัวหน้าชนเผ่า” โดยมีเมืองหลวงชื่อ “ลิเคียงกาซี” ปัจจุบันมีละหู่ (ปี 2525) ถึง 320,000คน และอยใู่นเขตอา เภอลา้นชา้งถึง 154,000คน ฉะน้นัจึงสันนิษฐานไดว้า่ชุมชนใหญ่ของ ละหู่อยทู่ ี่อา เภอลา้นชา้ง ในแถบสิบสองปันนา มณฑลยนูนานนนั่เอง ต่อมาคริสต์ศตวรรษที่19 จีนได้ให้อา นาจการปกครองแก่ละหู่ให้ละหู่ปกครองกันเอง โดย ยงัคงให้อยู่ภายใตอ้า นาจการปกครองของจีน แต่ไม่นานนกัเมื่อจีนเปลี่ยนแปลงนโยบายการเมืองก็สั่ง ทหารเข้ามาควบคุมดินแดนละหู่ ท าให้กลุ่มละหู่ไม่พอใจและท าการต่อต้านแต่ไม่ส าเร็จ บางกลุ่มจ า ยอมอยู่ภายใต้อาณัติของจีนจนกลายเป็ นชาวจีน ส่วนกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่ยอมถูกกดขี่ก็พากันอพยพลงมา ทางใต้สู่แคว้นเชียงตุงซึ่งอยู่ในประเทศพม่าในปัจจุบัน ขณะมีการอพยพน้นัเขตเชียงตุงอยใู่นอา นาจการปกครองขององักฤษ เมื่อชาวละหู่เข้ามาอยู่ใน เขตเชียงตุงก็พบกับปัญหาถูกชาวอังกฤษโดยเฉพาะกลุ่มสอนศาสนาพยายามโน้มน้าวให้นับถือศาสนา คริสต์ ละหู่ซ่ึงมีความศรัทธาต่อศาสนาด้ังเดิมไม่ปรารถนาเช่นน้ัน จึงเกิดการรวมกลุ่มเพื่อสร้าง
2 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ อาณาจักรของตัวเองให้เป็ นอิสระจากการเข้าครอบง าของอังกฤษ แต่ก็ถูกทหารอังกฤษปราบปรามจน ตอ้งหนีเขา้ประเทศไทยผนู้า การอพยพคร้ังน้ีชื่อ “มะแฮ –อื่อซา” เป็ นผู้น าศาสนาที่ส าคัญของละหู่ การอพยพคร้ังใหญ่เกิดข้ึนเมื่อองักฤษคืนเอกราชให้พม่าปกครองตนเอง พม่าใช้นโยบายการ ปราบปรามชนกลุ่มน้อยซึ่งรวมถึงละหู่ด้วย ท าให้ละหู่ตอ้งลุกข้ึนต่อตา้นอีกคร้ังหน่ึง และผูน้ าการ ต่อตา้นคร้ังน้ีคือผนู้า ทางศาสนาเช่นเดียวกันชื่อ “เหมาะนะ –โตโบ” การรวบรวมผู้คนเพื่อการต่อต้าน พม่าคร้ังน้ีสามารถรวบรวมชาวละหู่ไวเ้ป็นจา นวนมากรวมท้งัทรัพยส์ ินเพื่อซ้ืออาวุธไวต้่อสู้ดว้ย ท้งัน้ี เนื่องจากศรัทราที่ชาวละหู่มีต่อผูน้า ศาสนาของตนน้นัเอง แต่การก่อการคร้ังน้ีก็ไม่ประสบผลส าเร็จอีก เช่นเคย เหมาะนะ-โตโบ จึงตอ้งพาบริวารหนีเขา้เขตไทยสู่บา้นตน้น้า มาว ตา บลม่อนปิ่น อา เภอฝาง จงัหวดัเชียงใหม่และเสียชีวิตที่นี่เมื่อปีพ.ศ.2527 นับเป็นการอพยพคร้ังส าคัญของชาวละหู่เข้าสู่ ประเทศไทย 3) การกระจายตัว ชาวละหู่อาศัยกระจัดกระจายกันอยู่ในมณฑลยูนาน, ปักกิ่ง ประเทศจีน พม่าลาวและไทย ส าหรับในประเทศไทยละหู่ส่วนใหญ่ได้อาศัยอยู่ในเขตอ าเภอแม่จัน อ าเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย อ าเภอฝาง อ าเภอเชียงดาว อ าเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ และมีกระจัดกระจายในเขตจังหวัดตาก แม่ฮ่องสอน ก าแพงเพชร ล าปาง และเพชรบูรณ์ จ านวนประชากรละหู่ที่ส ารวจปี 2545 แสดงว่าละหู่มี จา นวนประชากรท้งัสิ้น 102,876คน 385 หมู่บา้น 18,057 หลงัคาเรือน 20,347 (กลุ่มประสานการจดัการสวสัดิการแก่ชุมชนบนพ้ืนที่สูงกรมพฒันาสังคมและสวสัดิการ กระทรวงการพฒันาสังคมและความมนั่คงของมนุษย)์
3 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ บทที่ 2 โครงสร้างทางสังคม สังคมละหู่ในสมยัก่อนจะมีในระดบัหมู่บา้น ถา้หลายๆ หมู่บา้นรวมกนัก็เป็นกลุ่มบา้น (หมอง) ซึ่งโครงสร้างการปกครอง ท้งัสองระดบัจะมีความเกี่ยวขอ้งและเชื่อมโยงกนัมีการดูแลและช่วยเหลือ ซึ่งกันและกัน 1. โครงสร้างระดับหมู่บ้าน โครงสร้างสังคมละหู่ในหมู่บ้านหนึ่ งๆ จะต้องประกอบด้วย 3 ส่วนซึ่ งชาวละหู่เรียกว่า “แซะ คือ แซะ หละ” หมายถึง ก้นเส้าที่มี3ขา 3 มือ ถึงจะสามารถต้งัข้ึนอยา่งมนั่คงได้ดงัน้ีคือ 1. อาดอ/ คะแซ หรือผู้ใหญ่บ้าน 2. โตโบ หรือนักบวช, พระ 3. จาหลี๋ ช่างตีเหล็ก ผลิตและซ่อมแซมอุปกรณ์การเกษตร ชาวละหู่เชื่อว่าในหมู่บ้านหนึ่งๆ จะต้องประกอบด้วยองค์กร 3 ส่วนน้ีหากหมู่บา้นใดไม่มีก็ ถือวา่เป็นหมู่เป็นที่ไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถต้งัเป็นหมู่บา้นที่ใหญ่และมนั่คงได้เพราะองคป์ระกอบท้งั 3 ส่วนน้ีมีบทบาทหนา้ที่ที่ครอบคลุมไม่ว่าจะเป็ นทางการปกครองที่มีผู้ใหญ่บ้านหรืออาดอ ท าหน้าที่ รักษาความสงบเรียบร้อยในหมู่บ้าน มีโตโบ หรือนักบวช ทา หนา้ที่ในการอบรมสั่งสอนคนให้เป็นคน ดี และมีจาหลี๋เป็ นช่างผลิตเครื่องมือในการเกษตร ให้คนในหมู่บ้านสามารถน าไปใช้ในการประกอบ อาชีพได้ ถ้าหากขาดส่วนใดส่วนหนึ่งแล้ว ชาวละหู่ถือว่าไม่ครบองคป์ระกอบของการจดัต้งัหมู่บา้น และจะล่มสลายในที่สุด ให้ความเคารพ นับถือ ให้ความส าคญักบับุคคลท้งั 3 ส่วนน้ีเป็นอยา่งมาก ในปี หน่ึงๆ ทุกหลงัคาเรือนจะตอ้งไปช่วยทา งานใหแ้ก่บุคคลท้งั 3 คนน้ีเพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณที่ทา หน้าที่ให้เกิดความสงบ ร่มเย็น สงบสุข มีกินมีใช้ในหมู่บ้าน โครงสร้างสังคมระดับหมู่บ้าน อาดอ / คะแซ (ผู้ใหญ่บ้าน) จาหลี๋ (ช่างตีเหล็ก) โตโบ (ผู้น าศาสนา)
4 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 1.1 การปกครอง (คะ ลี – หล่อ ลี) ละหู่จะมีการปกครองในหมู่บ้านตามแบบจารีตประเพณีตามท านองคลองธรรมที่ปฏิบัติสืบ ทอดกนัมา เมื่อในหมู่บา้นมีปัญหาเกิดข้ึน หรือมีการร้องเรียน ผู้ใหญ่บ้านจะต้องเรียกประชุมหัวหน้า ครอบครัวทุกคน เพื่อช้ีแจงและตดัสินช้ีขาด หากผลการตดัสินเกิดความขดัแยง้ จะเชิญผู้ใหญ่บ้าน กับผู้ อาวุโส คณะกรรมการและผู้รู้หมู่บ้านอื่นมาร่วมพิจารณาไกล่เกลี่ยผูท้ี่จะมาว่าความแทนน้นัจะตอ้งเป็น ผู้ที่มีความอาวุโส สังคมยอมรับ เคารพนับถือ ตอ้งมีความเป็นกลางผูท้ ี่ว่าความแทนน้ันจะมีอ านาจ หนา้ที่เสมือนผปู้กครองในหมู่บา้น ที่จะทา ให้เกิดความยุติธรรมกบัทุกฝ่าย ถา้มีเรื่องละเมิดเกิดข้ึนแลว้ ผู้กระท าผิดจะมีโทษเพียงถูกปรับเป็ นเงินตามกฎจารีตประเพณีที่ตกลงกันไว้ แต่ถ้าผู้กระท าผิดได้ กระท าผิดอย่างร้ายแรงอาจได้รับโทษปรับตามกฎจารีตประเพณีแล้วยังถูกขับไล่ออกจากหมู่บ้านก็ได้ อาดอ หรื อคะแซ เป็ นต าแหน่งทางการปกครองที่สูงสุดของหมู่บ้าน และเป็ นผู้ติดต่อ ประสานงานกบัหน่วยงานท้งัใน และนอกหมู่บา้น ในหมู่บ้านละหู่ทุกหมู่บ้านจะมีต าแหน่งหน้าที่ทางการปกครอง ซึ่งชาวละหู่ เรียกว่า อาดอ,คะ แซ, ปู่แก่หรือปู่กั่ง แต่มีค าที่ชาวละหู่ใช้กันและเป็ นภาษาทางการ คือ อาดอ หรือ คะแซ ค าหรือ ประโยคที่ใช้ในทางการปกครอง คือ คะ-ดะ-โกะ-หิ-อะ-ดะ-เว หรื อ หิ-บี-กอ-บี-โบ-บี-ซือ-บี หมายความวา่บา้นเมืองจะดีไดน้ ้นัข้ึนอยกู่บัคุณธรรม จริยธรรมที่ดีงามของคนในสังคม อันจะน าไปสู่ กฎระเบียบ จารีต ประเพณีที่ดี ท าให้ปกครองบ้านเมืองสงบสุข 1.1.1 บทบาทและอา นาจหน้าที่ของผู้น าหมู่บ้าน ผู้น าหมู่บ้านมีอ านาจหน้าที่ในการปกครองดูแลหมู่บ้านให้เกิดความสงบสุข และ ป้องกันให้เกิดความปลอดภัย ชักจูงให้ลูกบ้านร่วมปฏิบัติงานที่เป็ นประโยชน์ต่อส่วนรวม อบรมสั่งสอนให้ลูกบ้านปฏิบัติตามหลักความเชื่อศาสนา ให้เป็ นไปตามประเพณี และ วัฒนธรรมที่สืบทอดกันมา เป็ นคนตัดสินคดีความต่างๆ ระหว่างชาวบา้น สั่งสอนตกัเตือน และปรับไหมตามกฎจารีตประเพณีที่ชาวละหู่ เรียกว่า “อ่อหิ–อ่อก่อ” ซ่ึงกฏจารีตน้ีได้ปฏิบัติ สืบทอดกันมาช้านานจนเป็ นประเพณีในทุกวนัน้ีบางหมู่บ้านมีผูช้่วยผู้น าหมู่บ้าน ซึ่ งท า หน้าที่แทนผู้น าหมู่บ้านเวลาที่ผู้น าหมู่บ้านไม่อยู่ ในหมู่บ้านนอกจากมีผู้น าหรือผู้ใหญ่บ้านแล้วยังมีฝ่ ายต่างๆ 5 ฝ่าย ดงัน้ี 1. อาดอ/คะแซ (ผู้ใหญ่บ้าน) 2. ผู้ช่วย 3 ต าแหน่ง (ฝ่ ายความสงบและฝ่ ายความปลอดภัย) 3. โตโบ (ผู้น าความเชื่อด้านศาสนา) 4. จาหลี๋ (ผลิตเครื่องมือการเกษตร) 5. ผู้ผู้รู้ด้านกฎจารีต ประเพณี
5 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ บุคคลเหล่าน้ีเป็นบุคคลที่ชาวบา้นให้ความเคารพนับถือ เป็นผูท้ ี่คอยให้ความเป็น ธรรมเมื่อยามเกิดเรื่องราวต่างๆ ซ่ึงแต่ละฝ่ายทา งานไม่กา้วก่ายซ่ึงกนัและกนัเช่น ผนู้า ศาสนา ก็จะไม่พูดเรื่องคดีความต่างๆ แต่จะพูดเรื่องบาป เรื่องกรรม เรื่องบุญ และเรื่องผิดถูกตามกฎ จารีต ประเพณี มนุษยเ์มื่ออยู่เป็นกลุ่มจา เป็นต้องมีระเบียบแบบแผนของคนกลุ่มน้ันๆ ชาวละหู่ก็ เช่นกนัเมื่ออยู่ร่วมกนัเป็นกลุ่มไดจ้นถึงทุกวนัน้ีเป็นเพราะคนรุ่นก่อนๆ ไดว้างแนวทางการกฏ ระเบียบของชุมชนไว้ให้คนรุ่นหลังได้ปฏิบัติกัน ดังสุภาษิตที่ว่า “ว่า เด แช่ โก๊ ว่า เน ซึ” แปลวา่อยใู่นสังคมใดตอ้งปฏิบตัิตามสังคมน้นั โครงสร้างการปกครองหมู่บ้าน อาดอ/คะแซ ผู้ใหญ่บ้าน โตโบ ผู้น าศาสนา ปู่แส ผู้ช่วยฝ่าย ความสงบ ปู่ลา ผู้ช่วยฝ่าย ปกครอง ปู่หมื่น ผู้ช่วยฝ่าย ความสงบ ผู้มีความรู้กฎ จารีตประเพณี จาหลี๋ ช่างตีเหล็ก ผู้อาวุโส มี 3 ส่วน
6 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 1.1.2 การสืบทอด และการได้มาซึ่งต าแหน่งอาดอ หรือคะแซ จะสืบทอดทางสายโลหิต และเครือญาติเดียวกัน หรือถ้ามีลูกชายแต่ไม่มีความรู้ ความสามารถ และไม่สนใจดา้นการปกครองจะตอ้งทา การเลือกคะแซข้ึนมาใหม่โดยเอาผูท้ี่ มีความรู้ความสามารถ(ในด้านการปกครองจารีตประเพณีวัฒนธรรม) มีความประพฤติดี เป็ น ผู้ที่ยอมรับนับถือของชาวบ้าน และมีความสนใจข้ึนมาเป็นคะแซแทน ถ้าวงศาคณาญาติที่ไม่ เคยเป็ นคะแซก็ห้ามเป็ นคะแซ เพราะถ้าเป็ นแล้วอาจจะท าให้ฐานะทางครอบครัวแย่ลง เกิด การไม่สบาย หรืออาจเสียชีวิตได้ มีความเชื่อว่าไม่มีบุญบารมีวาสนาที่คุ้มครองดูแลลูกบ้าน ได้ แต่ก็มีบางคนที่ดวงสมพงศ์กันก็เป็ นได้ ถ้าครอบครัวใดมีทายาทที่เป็ นชายและหญิง หากคนใดคนหนึ่งมีความรู้ความสามารถ และเป็ นที่ยอมรับนับถือของชาวบ้านมากกว่าก็จะได้เป็ นอาดอ ไม่จ าเป็ นต้องเป็ นชายเสมอไป ความรู้ของอาดอหรือคะแซ ละหู่เรียกว่า “จูหย-ี่ หม่าหยี่” สติปัญญาการพิจารณาคดี ลงโทษปรับ ซึ่งเป็ นความรู้ที่เรียนรู้มาจากบรรพบุรุษ เมื่อมีการพิจารณาคดีความ ถ้าคะแซ ยนืยนัว่าเป็นสิ่งที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ทุกคนจะไม่โตเ้ถียงและจะเชื่อฟังโดยดี คะแซคน ใดถ้าไม่มีความรู้ ความสามารถก็จะไม่มีคนเคารพนับถือ แล้วจะต้องเลือกคะแซคนใหม่ที่ ชาวบ้านเห็นว่ามีความรู้ ความสามารถที่เหมาะสมกับการเป็ นคะแซ 1.1.3 คุณสมบัติผู้ที่เป็นคะแซ หรือผู้ใหญ่บ้าน ➢ ต้องเป็ นผู้ที่มีความรู้เรื่องกฎจารีต ประเพณีเป็ นอย่างดี ➢ ต้องมีความประพฤติดี ไม่ผิดศีลธรรม ➢ ต้องเป็ นที่เคารพ นับถือของชาวบ้าน ➢ ต้องเป็ นผู้ที่อยู่ในเครือญาติ หรือสายโลหิต ➢ ต้องเป็ นที่ยอมรับของคนในหมู่บ้าน ➢ ต้องมีความซื่อสัตย์ สุจริต ➢ ต้องมีความกล้าแสดงออก ➢ ต้องมีความอ่อนน้อม ถ่อมตน ➢ ต้องมีความสามารถในการแก้ไขปัญหา ➢ ตอ้งมีความอดทน อดกล้นัสูง ➢ ตอ้งมีความเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่ ➢ ตอ้งมีฐานะทางครอบครัวมนั่คง 1.1.4 เงินค่าตอบแทนและรายได้อาดอ / คะแซ หรือผู้ใหญ้บ้าน ➢ ได้จากเงินค่าปรับไหมร้อยละ 20 เปอร์เซ็นต์ ➢ ได้จากการท าบุญ เช่น ป๊ ะ-แก่-เว
7 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ ➢ ลูกบ้านต้องช่วยงาน 4 คร้ัง/ปี (การถางไร่,ปลูกข้าว,เก็บเกี่ยวผลผลิต, เตรียมแปลง ปลูกฝิ่น) 1.1.5 การพ้นจากต าแหน่งหน้าที่ของอาดอ / คะแซ หรือผู้ใหญ่บ้าน ➢ ตาย ➢ ลาออก ➢ เป็ นแล้วไม่มีผลงาน ➢ ถูกไล่ออก 1.1.6 วิธีการตอบแทนอาดอ/คะแซ หรือผู้ใหญ่บ้าน ➢ช่วยแผ้วถางไร่ 1 วัน ➢ช่วยปลูกข้าว 1วัน ➢ช่วยเก็บเกี่ยวข้าว 1วัน ➢เตรียมแปลงปลูกฝิ่น 1 วัน 1.2 โครงสร้างผู้น าศาสนา (โบ สี้) ชาวละหู่นบัถือด้งัเดิม ศาสดาคือองคส์ ัจจะ องคส์ ัจจะน้ันตามตา นานว่ากนัวา่เกิดข้ึนพร้อมๆ โลกของเรา แต่ชาวละหู่มีความเชื่อสูงสุดในเรื่องศาสนา คือ อื่อ-ซา อื่อซาคือพระเจ้าเป็ นพระบิดาแห่ง เหล่าเทพและองคศ์าสดาของโลกท้งัหมด โดยชาวละหู่จะมีสถานที่ประกอบพิธีกรรมและกิจกรรมทาง ศาสนาของชาวละหู่คือ “หอแหย่” ผู้น าความเชื่อศาสนา มี 4 คน คือ โตโบ ส่าหล่า อาจา และลาส่อ ใน 4 คนน้ีเป็นผทู้ี่มีความรู้ ในเรื่องพิธีกรรมทางศาสนา การติดต่อกับเทพเจ้า “อื่อซา” และอีก 2 คน คือ ตาลา และคาส้อมา เป็ น ผูน้า ฝ่ายพิเศษ ตาลาเป็นผูช้ายคาส้อมาน้ันเป็นผูห้ญิง ส่วนฟูกวางท าหน้าที่เป็ นผู้ดูแลรักษาซ่อมแซม หอแหย่
8 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ โครงสร้างผู้น าศาสนา 1.2.1 บททาบหน้าที่ของผู้น าทางศาสนา • โตโบ โตโบเป็ นผู้น าศาสนาสูงสุดของละหู่ทา หน้าที่เป็นผูอ้บรมสั่งสอนคนในหมู่บ้าน และท าพิธีกรรมดลบันดาลให้เกิดแต่ความสุขโดยใช้ภาษาละหู่เป็ นสื่อกลางในการท าพิธีกรรม ติดต่อกับ“อื่อซา”อบรมสั่งสอนชาวบา้นให้เป็นคนดีรักษาศีล รักษาธรรม อวยพร ถ่ายบาป ลา้งสิ่งชวั่ร้ายต่างๆ เช่น การนอนไม่หลบัคนัเน้ือคนัตวัหรือเจ็บไขไ้ด้ป่ วยบ่อยๆโดยไม่รู้ สาเหตุ เป็ นต้น ต าแหน่งโตโบน้ันจะเป็นผูช้ายเท่าน้ัน การสืบทอดต าแหน่งโดยทางสายโลหิต หรือ วงศาคณาญาติและที่ส าคัญต้องมีความรู้ด้านกฎจารีต ประเพณีเป็ นอย่างดี และสามารถสวด มนต์ได้ (โบ กู่เว) แต่ถา้ในวงศาคณาญาติน้นั ไม่มีความรู้ความสามารถในด้านน้ีก็จะเป็นโตโบ ไม่ได้ ต้องท าการเลือกโตโบใหม่ โดยเอาผู้ที่มีความรู้ด้านกฎจารีตประเพณี และสามารถสวน มนต์ได้เป็ นอย่างดี อีกท้งัยังต้องเป็ นที่ยอมรับนับถือของคนในหมู่บ้านด้วย ส าหรับการสวด มนต์น้ัน ส่วนใหญ่แลว้จะเป็นเองตามธรรมชาติจะไม่มีการสอน ถ้าผู้ใดมีความประพฤติดี โตโบ ผู้น าศาสนา อาจา ผู้ช่วยโตโบ ลาส่อ ผู้ช่วยโตโบ ส่าหล่า ผู้ช่วยโตโบ ผู้น าฝ่าย พิเศษ คาส้อมา (ร่างทรง) ญ. ตาลาป่ า ฟูกวาง (ร่างทรง)ช. ดูแลหอแหย่
9 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ อยู่ในศีลธรรม ไม่กระท าความผิด และมีความสนใจ พระเจ้า หรืออื่อซาก็จะดลบันดาลให้เป็ น โตโบได้ หน้าที่ของโตโบ คือประกอบพิธีกรรม ติดต่อสื่อสารระหว่างคนกับพระเจ้า ปัดเป่ ารักษาโรคภัยไข้เจ็บ บา บดัรักษาผูต้ิดยาเสพยต์ิด และอบรมสั่งสอนคนให้เป็นคนดี ให้รู้ขนบธรรมเนียม จารีต ประเพณี สถานที่ปฏิบัติธรรมของโตโบ คือ หอแหย่ หอแหย่ คือวัดของชาวละหู่ ซึ่งเป็ น สถานที่ศักดิ์ สิทธิ์ ทุกวันศีลชาวบ้านและโตโบ จะไปร่วมประกอบพิธีกรรมที่หอแหย่ มีการ เตน้ร าเพื่อขอให้อื่อซาลา้งบาปใหแ้ก่ตนเอง และสวดมนตต์ิดต่อกบัอื่อซา ให้หมู่บ้านอยู่อย่าง สงบสุข การตอบแทนส าหรับโตโบ ▪ ชาวบ้านช่วยเป็ นแรงงานปี ละ 3 คร้ัง ▪ ได้จากการประกอบพิธีกรรม และชาวบ้านท าบุญ ▪ ได้จากผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค • ส่ าหล่า ท าหน้าที่เป็ นผู้ช่วยโตโบในการประกอบพิธีกรรมต่างๆ เมื่อโตโบไม่อยู่ ตา แหน่งส่าหล่าน้นต้องเป็ นผู้ชายเพียงอย่างเดียวจะเป็ นผู้หญิงไม่ได้ ั การที่จะได้เป็ นส่าห ล่าน้นัตอ้งมี ความรู้เรื่องพิธีกรรมพอๆ กับโตโบ และสามารถที่จะสวดมนต์ได้ • อาจา ท าหน้าที่เป็ นผู้ติดต่อประสานงาน แลกเปลี่ยน เผยแพร่ประเพณี วัฒนธรรม และ แสวงบุญ ตา แหน่งอาจาน้ีก็ตอ้งเป็นผชายด้วยเช่นกันู้ • ฟูกวาง เป็ นผู้ดูแลรักษาความสะอาดเรียบร้อยของหอแหย่ และซ่อมแซมรักษาหอแหย่ อันเป็ นที่สถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาของชาวละหู่ • ตาลา เป็ นร่างทรง ท าหน้าที่ในการท านายบอกเหตุการณ์และบอกเหตุของการเจ็บไข้ได้ ป่ วย พร้อมท้งัวิธีการแก้ไข ตลอดจนต้องอบรมสั่งสอนคนหนุ่ม สาว ให้ประพฤติปฏิบตัิ ตนอยู่ในขนบธรรมเนียม ประเพณี • คาส้ อมา ผู้หญิ งที่เข้าทรง ท าหน้าที่อบรมสั่งสอนให้ประพฤติปฏิบัติตนอยู่ใน ขนบธรรมเนียม ประเพณี ต าแหน่งคาส้อมา เป็ นผู้หญิงเพียงต าแหน่งเดียวในโครงสร้าง ความเชื่อศาสนา มีหน้าที่ในการรักษาคนไขเ้หมือนโตโบ อบรมสั่งสอนคนหนุ่ม สาว ท าพิธี “ป๊ ะ เก่ เว” ให้กับผู้ป่ วย คาส้อมาน้ันสามารถรับรู้เหตุการณ์ต่างๆ ที่อาจจะเกิด ข้ึนกบัหมู่บา้น และบอกแนวทางแก้ไขหรือป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีต่างๆได้
10 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 1.2.2 สถานที่ส าคัญทางศาสนา สถานที่ส าคัญของชาวละหู่ คือ หอแหย่ เป็ นสถานประกอบพิธีกรรมด้านความเชื่อ ของละหู่ ทุกวนัศีลข้ึน 15 ค ่า และแรม 14 ค ่า ละหู่จะรวมกันไปที่หอแหย่ เพื่อเต้นร าล้างบาป ใหแ้ก่ตนเอง ส่วนโตโบน้นัก็จะสวดมนตต์ ่ออื่อซา ซ่ึงเป็นเทพเจา้สูงสุดที่ชาวละหู่นับถือ และ ยังมีผู้ท าหน้าที่เป็ นผู้ช่วยโตโบอีก 3 คน คือ ส่าหล่า อาจา และลาส่อ จะเป็ นผู้ดูแลการท า พิธีกรรมให้ถูกตอ้ง บุคคลเหล่าน้ีเป็นผูป้ระกอบพิธีกรรม หรือผูต้ิดต่อระหว่างคนกบัเทพเจา้ หรือพระเจ้ากับคน หอแหย่จะต้งัอยู่สูงกว่าบา้นทุกหลงัคาภายในหมู่บา้น และจะอยู่กลางหมู่บา้น ท้งัน้ี เพื่อความสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน หอแหย่ถูกสร้างด้วยความร่วมมือ ของคนในชุมชนท้งัหมด หมู่บา้นหน่ึงจะมีหอแหยเ่พียงหน่ึงหลงัเท่าน้นัแต่ถา้มีหอแหยห่ลาย หลงัแสดงวา่หมู่บา้นน้นัเกิดความแตกแยกในชุมชน โครงสร้างหอแหย่ลกัษณะบา้นจะสร้างดว้ยไมเ้น้ือแข็ง ยกพ้ืนสูง ปูพ้ืนและก้นั ฝา ด้วยไม้ฟาก (ไม้ไผ่) มุงหลังคาด้วยหญ้าคา “หอแหย่” ตอ้งแข็งแรง สามารถรองรับน้า หนัก ของคนในหมู่บา้นได้ขนาดของหอแหย่ข้ึนอยู่กบัสมาชิกในหมู่บา้นว่าเป็นหมู่บา้นขนาดใหญ่ หรือเล็ก ต้องสร้างให้พอดีกับขนาดของหมู่บ้าน คือ ไม่คับแคบเกินไป ด้านหน้า “หอแหย่” มี “บ่อกิ” (ส าหรับใส่น้า รวมกนัเมื่อทา พิธีกรรม) ด้านหลังหอแหย่จะมีธงสีขาวปักอยู่หลายผืน พร้อมกับ “กองโม” ภายในหอแหย่จะก้ันห้องเล็กๆ ไว้หน่ึงห้องเรียกว่า “หอใจ๋” (ห้อง ประกอบพิธีกรรมของโตโบ หรือส่าหล่า เพื่อกล่าวสวดติดต่อสื่อสารกับ “อื่อซา” (พระเจ้า) มี เครื่องบูชา เซ่นไหว้ ถวาย”อื่อซา” (พระเจ้า) เพื่อท าบุญกุศลไว้ภายภาคหน้า ด้านนอก “หอ ใจ๋” มีเครื่องบูชา เซ่นไหว้ อีกชุดหนึ่งวางไว้ เพื่อขอให้อยู่ดีมีสุข พ้นภัย อันตราย โรคภัยไข้ เจ็บต่างๆ หรือก าลังป่ วยขอให้หาย และมีเตาไฟส าหรับอุ่นกนัหนาว และตม้น้า ชาดื่ม (แต่ไม่ หุงต้มอาหาร) “หอแหย่” เป็ นสถานที่ศักดิ์ สิทธิ์ เปรียบเสมือนวัด หรือโบสถ์ ในศาสนาพุทธ และคริสต์ เป็ นสถานที่ประกอบพิธีกรรม ตามความเชื่อที่นับถืออยู่ เป็ นสถานที่ถ่ายทอด สืบ ทอดขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และเป็ นที่บันเทิงรื่นเริง “ป้อย เต กื่อ” (เต้นร า) เป็ นที่บ าบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บ บ าบัดยาเสพย์ติด และเป็ นที่ “ศีล กา กื่อ” จ าศีลของผู้อาวุโส ผู้เคร่งศีล และเป็ นสถานที่ให้อภัยซึ่งกันและกัน ข้อห้ามในหอแหย่ 1. หา้มนา เน้ือสัตว์และน้า มนัสัตวเ์ขา้หอแหยเ่ด็ดขาด 2. ห้ามมีสัมพันธ์ชู้สาวในหอแหย่ 3. ห้ามใช้ค าพูดที่ไม่สุภาพเรียบร้อยในหอแหย่ 4. ห้ามทะเลาวิวาทในหอแหย่
11 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 5. ห้ามใช้หอแหย่เป็ นที่ไกล่เกลี่ยคดีความผิดต่างๆ (คดีความผิดต่างๆต้องไปไกล่ เกลี่ยกันที่บ้านผู้น า อาดอ/คะแซ) 1.3 จาหลี๋ (ช่างตีเหล็ก) จาหลี๋เป็ นช่างตีเหล็กประจ าหมู่บ้าน ในแต่ละหมู่บ้านจะมีต าแหน่งจาหลี๋ 1-2 คน ซ่ึงข้ึนอยกู่บั ขนาดของหมู่บา้นน้นัๆ จาหลี๋จะไม่มีค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่ชาวบา้นจะช่วยเหลือเป็นแรงงาน ในช่วง การถางไร่ การเพาะปลูก และช่วงการเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อชาวบ้านล่าสัตว์ป่ าได้ เช่น เก้ง กวาง ฯลฯ จะตอ้งแบ่งเน้ือ ช่วงคอให้กบัจาหลี๋และเมื่อผลผลิตการเกษตรออกใหม่จะตอ้งนา ไปให้จาหลี๋กินก่อน เพื่อเป็ นการตอบแทนบุญคุณของจาหลี๋ที่ผลิต หรือซ่อมแซม อุปกรณ์การท ามาหากินให้ชาวบ้านมีกินมี ใช้จาหลี๋น้นัมีความส าคญัมากพอๆกบัอาดอ/คะแซ หรือโตโบ เป็ นต าแหน่งที่ขาดไม่ได้ในหมู่บ้านละ หู่ หน้าที่ของต าแหน่งจาหลี๋ 1) ผลิต หรือซ่อมแซม เครื่องมือเครื่องใช้การเกษตร เช่น มีด จอม เสียม เป็ นต้น 2) อบรม สั่งสอนใหช้าวบา้น ขยนัขนัแขง็ในการทา งาน 3) ให้ค าปรึกษาในการท ามาหากิน เช่น การเพาะปลูกพืชต่างๆ 1.4 การแบ่งปันเนื้อสัตว์ เมื่อได้สัตว์จากการไปล่าสัตว์ ผู้ยิงจะได้ส่วนหวัและซี่โครงไป เน้ือคอจะใหจ้าหลี๋สันหลงั ให้กบัคะแซ หน้าอกให้โตโบ และสะโพกจะให้กบัพ่อตา ส่วนเน้ือที่เหลือและขาที่เหลือจะตอ้ง แบ่งให้กบัคนในหมู่บา้นทุกหลงัคาเรือน ถึงแมว้า่จะมีชิ้นเน้ือไม่มากแต่เป็นการแสดงออกถึงความ สามัคคี การแบ่งปันซึ่งกันและกัน หากใครไม่แบ่งจะต้องเสียค่าปรับไหม 1 ต่อ หรือ 4 แถบ อ่อก่อ(คอ) ใหจ้าหลี๋ (ช่างตีเหล็ก) อ่อ ต่อ(เน้ือสันหลงัท้งั2 ข้าง) ให้คะแซ (ผู้ใหญ่บ้าน) อ่อ เจาะ (ซี่โครง) ให้ผู้ที่ยิงได้ ฝึ เต้ กู (สะโพก) ให้พ่อตา กะละโก่ (หนา้อก) ให้โตโบ โอ้โก่(หวั) ให้ผทู้ี่ยิงได้
12 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 2 โครงสร้างระดับกลุ่มบ้าน (หมอง) หมอง คือการรวมหลายๆ หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ในม่อนดอยน้ันๆ เป็ น 1 กลุ่ม หรือ 1 หมอง หมองน้ันประกอบดว้ยหมู่บา้นบริวารหลายๆ หมู่บา้น ซ่ึงแต่ละหมู่บ้านก็จะมีผู้ใหญ่บ้าน หรืออาดอ/ คะแซ เป็ นผู้น าที่ส าคัญในการปกครอง ใน 1 กลุ่มบ้าน หรือ 1 หมองน้นัจะมีผนู้า สูงสุดอยเู่พียงหน่ึงคน คือพญา พญาน้นัทา หนา้ที่เป็นผูป้กครองดูแลหมู่บา้นต่างๆ ในหมองน้นั หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านจะต้อง ข้ึนตรงต่อพญาคนเดียว นอกจากพญาแลว้ในหมู่บา้นยงัมีตา แหน่งอื่นๆ อีกที่ส าคัญ คือ ต าแหน่งป้อ เมืองแสนหลวง ปู่ หมื่น และปู่ ลา ในแต่ละหมู่บ้านจะมีป้อเมือง แสนหลวง ปู่ หมื่น หรือบางทีอาจจะ มีไม่ครบทุกต าแหน่งก็ได้ แต่ส าหรับต าแหน่งปู่ลาน้นัทุกหมู่บา้นจะตอ้งมีจะขาดมิได้เพราะปู่ลาน้ัน ท าหน้าที่เป็ นคนประสานงาน การที่จะมีครบทุกต าแหน่งหรือไม่ข้ึนอยู่กับขนาดของหมู่บ้าน ถ้า หมู่บ้านใดมีประชากรมาก ก็จะมีต าแหน่งครบทุกต าแหน่ง แต่หมู่บ้านใดถ้ามีประชากรน้อยอาจจะมี ต าแหน่งใดต าแหน่งหนึ่ง หมอง หรือกลุ่มบา้น เปรียบเทียบในปัจจุบนัน้ีก็คือระดบัอา เภอใน 1 อา เภอน้นั ประกอบดว้ย ต าบล และหมู่บ้าน มีผู้น าในระดับอ าเภอคือนายอ าเภอ ระดับต าบลคือก านันเป็ นผู้ปกครอง และ ระดับหมู่บา้นน้นัก็มีผใู้หญ่บา้นเป็นผปู้กครอง โครงสร้างระดับกลุ่มบ้าน/หมอง (หมู่บ้านขนาดใหญ่) (หมู่บ้านขนาดกลาง) (หมู่บ้านขนาดเลก็ ) พญา ป้อเมือง ปู่ หมื่น แสนหลวง ปู่ ลา แสนหลวง ปู่ ลา ปู่ หมื่น ปู่ ลา ปู่ หมื่น
13 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 2.1 พญา จะมีหน้าที่ต้องปกครองดูแลหมู่บ้านต่างๆ ในหมองของตน เมื่อเกิดปัญหาใน หมู่บ้านไหน หากผู้น าฝ่ ายต่างๆ ในหมู่บ้านน้นั ไม่สามารถแก้ไขได้ พญาจะต้องไปแก้ไข ปัญหาตัดสินคดีความให้แล้วเสร็จ คดีต่างๆ ที่พญาได้ตัดสินไปแล้วเป็นอันสิ้นสุด นอกจากน้ียงัมีอา นาจหนา้ที่ในการแต่งต้งัผู้น าฝ่ ายต่างๆในแต่ละหมู่บ้านที่ผู้น าในหมู่บ้าน น้นัๆ คดัเลือกมา คุณสมบัติของผู้ที่ด ารงต าแหน่งพญา 1) สืบทอดโดยสายโลหิต วงศาคณาญาติ 2) มีความเอ้ือเฟ้ือเผื่อแผ่มีจิตเมตตา อาทร 3) มีความสามารถในการปกครอง 4) เป็ นที่ยอมรับ และนับถือของคนในกลุ่มต่างๆ 5) ต้องเป็ นเพศชาย 6) มีความรู้ในกฎจารีต ประเพณี และวัฒนธรรมเป็ นอย่างดี 7) มีฐานะมนั่คง และมีความเสียสละ บทบาทและหน้าที่ของผู้ด ารงต าแหน่งพญา 1) ปกครองดูแล 1 หมอง 2) รับฟังความคิดเห็นของลูกบ้าน และตัดสินคดีความต่างๆ 3) แต่งต้งัตา แหน่งผนู้า ฝ่ายต่างๆ ใหก้บัแต่ละหมู่บา้น 4) ให้กู้ยืมทรัพย์สินแก่ลูกบา้นโดยไม่คิดดอกเบ้ีย 5) เรียกเก็บภาษีรายได้จากแต่ละครอบครัวในทุกหมู่บ้าน เช่น ฝิ่น เรียกเก็บ ครอบครัวละ 1 จัด การพ้นจากต าแหน่งของพญา 1) เสียชีวิต 2) ลาออก มี 2 กรณี คือ 3) ลาออกโดยแก่ชรา 4) ลาออกโดยไม่อยากเป็ นต่อ ฐานความผิดของพญา 1) ผิดกฎจารีต ประเพณี 2) ใช้อ านาจเกินขอบเขต เมื่อพญาได้กระท าผิดกฎจารีต ประเพณี จะต้องถูกปรับไหมเช่นเดียวกับคน ธรรมดา แต่ในกรณีความผิดของพญาน้ันจะต้องถูกปรับไหมเป็น 2 เท่าของคน ธรรมดา เพราะถือว่าพญาน้ันเป็นผูรู้้กฎจารีต ประเพณีมากกว่าแลว้ไม่ปฏิบัติตาม
14 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ บทบาทหน้าที่ และคุณสมบัติของป้อเมือง,แสนหลวงและปู่หมื่นน้ัน ลกัษณะคลา้ย กบัพญาแต่สา หรับตา แหน่งปู่ลาน้นัจะแตกต่างกนัคือ 2.2 ปู่ลา คือ ผู้ที่ท าหน้าที่ในการส่งสาสน์ และสื่อสารให้กับชุมชน หรือหมู่บ้านต่างๆ หรือที่ เรียกกันว่า คนส่งสาสน์ ปู่ลาน้ันนอกจากส่งสาสน์แลว้ยงัตอ้งประสานงานกบัหมู่บ้านอื่นๆอีกด้วย และต้องพูดได้หลายภาษาต าแหน่งปู่ ลาต้องมีทุกหมู่บ้าน จะขาดเสียมิได้ หน้าที่ของปู่ลา 1. ส่งสาสน์ และสื่อสารระหว่างชุมชน 2. ติดต่อประสานงาน 3. ประกาศเตือนให้ระมัดระวังในความปลอดภัยของหมู่บ้าน เช่น เตือนให้ระวัง เรื่องไฟ เป็ นต้น คุณสมบัติของปู่ลา 1. มีมนุษย์สัมพันธ์ดี 2. มีความขยัน 3. เอาใจใสต่อหน้าที่ 4. สื่อภาษาได้หลายภาษา 2.3 อัตราการเสียเงินค่าประจ าประต าแหน่ง บุคคลที่ไดร้ับเลือกต้งัเป็นผูน้า ในแต่ละตา แหน่ง ต้องเสียเงินค่าประจ าต าแหน่งให้กับผู้มีต าแหน่งสูงว่า 1) พญา ต้องเสียเงินค่าประจ าต าแหน่ง 6 ขัน 6จัด 2) ป้อเมือง ต้องเสียเงินค่าประจ าต าแหน่ง 3 ขัน 2แถบ 3) แสนหลวง ต้องเสียเงินค่าประจ าต าแหน่ง 15แถบ 4) ปู่ หมื่น ต้องเสียเงินค่าประจ าต าแหน่ง 7แถบ 5) ปู่ ลา ต้องเสียเงินค่าประจ าต าแหน่ง ไม่เสีย 3 กฎจารีตประเพณีโดยทั่วไป (อ่อลี –อ่อคา) 3.1 การปรับไหมกรณีหย่าร้าง มี 2 กรณีคือ มีบ้านเป็ นของตนเอง หรืออาศัยอยู่กับผู้อื่น ถ้า ฝ่ายชายและฝ่ายหญิงยนิยอมหยา่ท้งั2ฝ่าย ปรับฝ่ายละ1ขนัเท่ากนัแต่ถา้ฝ่ายใดฝ่ายหน่ึง ไม่ยินยอมหย่าปรับฝ่ ายที่ยอมหย่าเพียงฝ่ ายเดียว ปรับ 2 ขัน การแบ่งสมบัติหลังการหย่า - หมู,ไก่ ฝ่ายหญิงจะได้2 ใน 3ของสัตวท์ ี่มีอยู่เพราะถือวา่ผหู้ญิงเป็นผเู้ล้ียง
15 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ - ววั,ควาย, มา้ ฝ่ายชายจะได้2 ใน 3 เพราะถือวา่ผชู้ายเป็นผเู้ล้ียง - ทรัพย์สินเงินทองของมีค่า ฝ่ ายที่กระท าความผิดย่อมไม่มีสิทธิได้รับทรัพย์สิน น้นัทรัพยส์ ินจะตกเป็นของฝ่ายที่ไม่ไดก้ระทา ผิด แต่ถา้ท้งัสองฝ่ายยินยอมก็จะ แบ่งเท่าๆ กนัท้งัน้ีการแบ่งทรัพยส์ินก็ข้ึนอยกู่บัท้งั2ฝ่าย 3.2 การปรับไหมกรณีชู้สาว หรือเล่นชู้ - ถ้าหนุ่มสาวได้เสียกัน แล้วฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่ งต้องการแต่งงานด้วย แต่อีกฝ่ ายไม่ยอม แต่งงาน ฝ่ ายที่ไม่ยอมแต่งงานจะต้องเสียค่าปรับไหม 1 ขัน - หนุ่มสาวที่หมนั่กนัแล้ว เปลี่ยนใจไม่ยอมแต่งงาน ต้องถูกปรับไหม 1 ต่อ - ถ้าชายและหญิงฝ่ ายใดฝ่ ายหนึ่งมีครอบครัวแล้ว ลักลอบเล่นชู้ จะเสียค่าปรับไหม 2 ขัน - ถา้แต่งงานกนัแต่ไม่มีผคู้้า ประกนัตอ้งเสียค่าข่อข่2ขนั - การลักพาสามี – ภรรยา ผู้อื่นไป หากเกิดการหย่าร้าง ผู้เป็ นสามีหรือภรรยาที่ถูกลักพา สามีหรือภรรยาไป สามารถยกสามีหรือภรรยาขายให้กับคู่กรณีได้ 6 ขัด 6 จัด 3.3 การปรับไหมกรณีลักเล็กขโมยน้อย ตามปกติจะปรับไหม 3ขนัแต่ถา้มากคร้ังก็จะข้ึน จา นวนเงินค่าปรับตามน้นัพร้อมท้งัชดใชท้รัพยสินที่เสียหายด้วย ์ 3.4 การปรับไหมกรณีหมิ่นประมาท - ดูถูกเหยียดหยามผู้อื่น ปรับ 1 ต่อ - ใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่น ปรับ 3 ขัน 3.5 การปรับไหมการทะเลาะวิวาท - ทะเลาวิวาทกันเป็ นหมู่ให้ปรับเป็ นหมู่ คือเสียค่าปรับ 3 ขัน - ท าร้ายร่างกายผู้อื่นให้ได้รับบาดเจ็บ โดยที่ผู้ถูกท าร้ายไม่ตอบโต้ จะไม่มีความผิด ผู้ที่ท า ร้ายร่างกายผู้อื่นจะต้องเสียค่าปรับ 3 ขัน - ใช้อาวุธข่มขู่ผู้อื่น เสียค่าปรับไหม 6 ขัน 6 จัด - ทะเลาวิวาทกนัถึงข้นัไดร้ับบาดเจ็บสาหสั ปรับฝ่ายที่มีความผิด 6ขนั6จดัพร้อมท้งัชดใช้ ค่ายา ค่าป่ วยการ และค่าอื่นๆ อี - การใช้อาวุธท าร้ายผู้อื่นแต่ไม่ถูก ต้องเสียค่าปรับไหม 3 ขัน - การท าให้ผอู้ื่นถึงแก่ความตาย ปรับ 15จอ้ย พร้อมท้งัชดใชค้่าใชจ้่ายอื่นๆ - ทา ให้ผูอ้ื่นถึงแก่ความตายโดยไม่เจตนาแล้วยอมรับผิด เสียค่าปรับไหมคร่ึงหน่ึงของ ค่าปรับท าให้คนตาย หมายเหตุ ผู้น า หรือผู้ที่เป็ นเจ้านาย ถ้ากระท าความผิดจะถูกปรับไหมเป็ น สองเท่าของ บุคคลธรรมดา หรือถ้าบุคคลธรรมดากระท าความผิดต่อผู้ที่เป็ นเจ้านาย หรือผู้น า ก็ให้ปรับ เป็ นสองเท่าเช่นกัน
16 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ การแบ่งปันเงินค่าปรับไหม ผู้น าจะได้ร้อยละ 20 % ผู้เสียหายได้ 50 % ของส่วนรวมอีก 30 % หมายเหต ุ • อัตราการเปรียบเทียบค่าปรับไหมตามประเพณีของละหู่(เงินแถบ) 1 แถบ - 1 ต่อ เท่ากับ 4 แถบ - 2 ห้อย เท่ากับ 8 แถบ - 1 ขัน เท่ากับ 10 แถบ - 1 จัด เท่ากับ 4 ชื่อ • อัตราการชั่ง (ชื่อ – เว) 1 แปะ - 2 แปะ เท่ากับ 1 แถบ - 4 แปะ เท่ากับ 1 โม่ - 2 โม่ เท่ากับ 1 ซือ - 4 ซือ เท่ากับ 1 จัด - 10 จัด เท่ากับ 1 ขัน - 10 ขัน เท่ากับ 1 จ่อย - 10 จ่อย เท่ากับ 1 หมื่น • อัตราการตวง (ก่อ-เว) 1 เปแหล่ - 2 เปแหล่ เท่ากับ 1 ค่วง - 2 ค่วง เท่ากับ 1 แป - 8 แป เท่ากับ 1 คอล่อ - 2 คอล่อเท่ากับ 1 ต๊ะ - 4 ต๊ะ เท่ากับ 1 หลา - 10 ต๊ะ เท่ากับ 1 จ้อย - 10 จ้อย เท่ากับ 1 ห่อย
17 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ • การนับเงิน (อ่อขัน –อ่อแซ) 1 ซือ - 4 ซื่อ เท่ากับ 1 แถบ 1 แป - 2 แป เท่ากับ 1 เมด - 2 เมด เท่ากับ 1 ซือ - 4 ซือ เท่ากับ 1 แถบ - 10 แถบ เท่ากับ 1 ขัน - 10 ขัน เท่ากับ 100 แถบ อัตราการเทียบเงินแถบ 1 แถบ เท่ากับ 10 บาท อัตราการเทียบค่าปรับเงินแถบกับเงินบาทแต่ละ ท้องที่จะไม่เหมือนกัน เงิน 1 แถบ อาจจะเทียบเท่กับเงินบาท 20, 80 หรือ100 บาทก็ได้ข้ึนอยกู่บั กฎของแต่ละทอ้งถิ่น
18 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ บทที่ 3 บ้านและชุมชน 1. การเลือกท าเลที่ต้ังชุมชน การก่อต้งัหมู่บา้นของละหู่จะอยู่บนที่ราบบนสันเขาและไหล่เขา ซ่ึงเชื่อวา่ทา เลที่ต้งัที่ดีน้นัตอ้ง ไม่มี ภูเขามาชนกัน เพราะเชื่อว่าหากมีภูเขามาชนกันจะท าให้คนในหมู่บ้านอยู่ไม่เป็ นสุข มีคน เจ็บป่วยมาก หากจะต้งัชุมชนใหม่หัวหน้าหมู่บ้านหรือผู้น าศาสนาและชาวบ้านในชุมชนซึ่งเป็ นผู้ชาย จะออกไปส ารวจพ้ืนที่เพื่อพิจารณาคดัเลือกสถานที่และเมื่อไดส้ถานที่และเห็นพอ้งตอ้งกนัว่าตรงน้ีดี จะต้องมีพิธีเซ่นไหวเ้จา้ที่เจา้ทางเพื่อขอขมาลาโทษ และขออนุญาตเขา้มาแผว้ถางเพื่อก่อต้งัเป็นหมู่บา้น โดยทา เป็นกระทงเล็กๆ เสียบไวบ้นปลายไม้มีเทียน และขา้วสารใส่ไวภ้ายใน จากน้ันทุกคนช่วยกนั เตรียมพ้ืนที่โดยการ ตัด ถาง เผาเศษไม้ต่างๆ พร้อมกับปรับพ้ืนที่ให้เหมาะสม มีการจัดสรรพ้ืนที่ ส าหรับแต่ละครัวเรือน วางผงัหมู่บา้น ซ่ึงตอนเหนือสุดจะตอ้งเป็นสถานที่สร้างหอแหย่จากน้ันจะมี การจดัเตรียมสิ่งของส าหรับสร้างบา้น ซ่ึงก็มีไมเ้สา ไมไ้ผ่ไมฟ้าก หญา้คาและอื่นๆ ซ่ึงส่วนมากก็มา จากบริเวณที่แผว้ถางเพื่อต้งัเป็นหมู่บา้น บา้นหลงัแรกที่ตอ้งสร้างก่อนคือบ้านโตโบ พร้อมกับลาน เตน้ร ากลางหมู่บา้นเป็นสถานที่ศกัด์ิสิทธ์ิที่ทุกช่วยกนัสร้างให้เสร็จภายในวนัเดียว ต่อจากน้นัก็จะปลูก สร้างบ้านของตนเองโดยจะช่วยกันสร้างจนครบทุกหลัง การจัดแผนผังของหมู่บ้าน ส่วนเหนือสุดจะเป็นที่ต้งัของหอแหย่ 2. การสร้างบ้าน และการจัดสัดส่วนในบ้านและบริเวณบ้าน 2.1 การสร้างบ้าน ก่อนที่จะสร้างบา้นจะตอ้งมีการเตรียมวสัดุอุปกรณ์ใหพ้ร้อม ซ่ึงจะประกอบไปดว้ย 1. เสาบ้าน 2. คาน 3. ไมไ้ผเ่พื่อสับฝากทา ฝาและปูพ้ืนบา้น 4. หญ้าคา เมื่อไดส้ิ่งเหล่าน้ีจะหาฤกษ์ยามที่เหมาะส าหรับปลูกบา้นโดยผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ในหมู่บา้น ซ่ึงจะดูจาก วันว่าเป็ นวันสัตว์อะไร เหมาะที่จะปลูกบ้านหรือไม่และจะปลูกบ้านบริเวณไหน ซึ่งเชื่อกันว่าสร้างวัน หมา “พื่อ หงี่” วนั ไก่“ก๊ะ หงี่” และวนัววั“นู่หงี่” จะท าให้สมาชิกในบ้านมีความอยู่ดีกินดีและ หลีกเลี่ยงวันหมู “หวะ หงี่” เพราะเชื่อว่าเป็นเจา้ของผีน้า และไม่สร้างบา้นในวนัเสือ“ล่า หงี่”และวนั ตาย “ซือหงี่” หลงัจากที่เลือกวนั โดยผูเ้ฒ่าผูแ้ก่ที่รู้เรื่องการนับวนั เป็ นอย่างดี จะบอกกับผู้ที่จะสร้าง
19 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ บ้านให้เตรียมท าพิธี โดยจะเตรียมข้าวสาร 3 เม็ด และเทียนไข 1 คู่ เพื่อแจ้งเจ้าที่และขออนุญาตสร้าง บ้านแล้วจะขุดหลุมในที่ที่เลือกไว้ใส่ข้าวสาร 3 เมล็ดลงไป เอาใบไม้ปิ ด จุดเทียน พร้อมกับกล่าวเพื่อ ท าการเสี่ยงทาย ใจความส าคัญของการเสี่ยงทาย คือ “ถ้าเราสามารถปลูกบ้านและอยู่ที่น้ีได้อย่างมี ความสุข ขอให้ข้าวสารเกาะกลุ่มกัน แต่ถา้หากเราปลูกบา้นตรงน้ีแลว้ทา ให้อยู่ไม่มีความสุข หรือไม่ สามารถปลูกบา้นตรงน้ีไดแ้ลว้ขอใหข้า้วสารอยคู่นละที่” ถา้เป็นอย่างที่กล่าวเสร็จ ชาวบา้นก็จะช่วยกนัสร้างตามแบบที่ตอ้งการของเจา้บา้นน้ัน ๆ ไป หลังจากที่ท าการเสี่ยงทายแล้ว ชาวละหู่จะขุดหลุม แลว้น าน้ าเทลงไปในหลุม เพราะน้ าที่เทลงน้ันมี ความเชื่อว่าจะทา ไห้เป็นอยดู่ ีทา ไหร้่มเยน็ดงั่น้า และเอาเสาลงเสาตน้แรกที่ชาวละหู่จะต้งัคือเสาที่เป็ น ศาลพระภูมิ และเป็ นหัวนอนของเจ้าของบ้าน หลังจากที่สร้างบ้านเสร็จแล้ว ก็จะทา พิธีไล่สิ่งไม่ดีออก จากบ้าน เนื่องจากมีความเชื่อว่าถ้าไม่ไล่ออกแล้วจะอยู่บ้านหลังน้ีอยา่งไม่มีความสุขเมื่อทา พิธีไล่สิ่งไม่ ดีออกจากบ้านแล้ว ก็จะเป็นพิธีข้ึนบา้นใหม่การข้ึนบา้นใหม่น้ัน ชาวละหู่จะฆ่าไก่1 ตัว เพื่อท าการ เสี่ยงทายเหตุการณ์ภายหน้า นอกจากน้ีแลว้จะฆ่าไก่เพิ่มตามแต่ฐานะของเจา้ของบา้น หลงัจากน้นัก็ขน ข้าวของเข้ามาอยู่ในบ้านอย่างมีความสุขต่อครอบครัว 2.2 ลักษณะบ้านและการจัดส่วนภายในบ้าน ลักษณะบ้านเรือนของเผ่าละหู่ส่วนมากปลูกหลงัคาหนา้จวั่ยกพ้ืนใตถุ้นสูง ซ่ึงจะใชเ้ป็นที่เก็บ ฟืน เสาบา้นเป็นไมเ้น้ือแข็ง พ้ืนและฝาใช้ฟาก หลังคามุงด้วยหญ้าคา หรือใบก้อ วิธีมุงหลังคาด้วยหญ้า คาของชาวละหู่ค่อนข้างแปลก คือ แทนที่จะมัดคาเป็ นต้นๆ เขาใช้มุงฟ่ อนทับกันหนาแน่นเช่นเดียวกับ วิธีการมุงหลงัคาดว้ยหญา้ของชาวยโุรป การมุงแบบน้ีทา ใหใ้ชไ้ดท้น และอบอุ่นในฤดูหนาว ตัวบ้านแบ่งออกเป็ น 2 ตอน ตอนหน้าเป็ นชานนอกชายคา ปูด้วยไม้ฟาก มีบันไดเป็ นไม้ท่อน ยาวพาดจากพ้ืนดินข้ึนไปสู่บา้น ตอนหลงัเป็นห้องสี่เหลี่ยมกวา้ง 3-4 เมตร มีฝาสานรอบทุกด้าน สูง ประมาณ 1 เมตรครึ่ ง ท าด้วยไม้ไผ่ล้วนไม่มีเพดาน ตรงกลางห้องมีเตาไฟ 1 เตา ส าหรับท าอาหาร รอบๆ เตาไฟเป็ นที่นอนและใช้เป็ นที่ต้อนรับแขกด้วย ส าหรับบ้านของหัวหน้าหมู่บ้านจะใหญ่โตกว่า บ้านของลูกบ้านราว 2 เท่า มีห้องนอนส าหรับต้อนรับแขก กับห้องนอนของครอบครัว เตาไฟท าไว้ 2 แห่ง เพราะบรรดาแขกผไู้ปเยอืนหมู่บา้นจะไปหาหวัหนา้หมู่บา้นก่อน และพกัคา้งแรมอยู่ภายในบา้นผู้ เป็นหวัหนา้น้นัเอง ปัจจุบนัมีบางหลงัคาเรือนที่สร้างบา้นตามแบบอย่างคนพ้ืนราบและได้แยกห้องครัวออกไป จากห้องพัก ละหู่ยงัมีบางครอบครัวไดก้้ันห้องนอนเป็นอิสระแต่ก็ยงัคงใช้บริเวณเตาไฟเป็นสถานที่ ประกอบอาหารเช่นกันทุกครอบครัว ข้อห้ามในการสร้างบ้าน คือห้ามสร้างบ้านคร่อมทับรังปลวก 3. พิธีกรรมในบ้านและชุมชน 3.1 พิธีกรรมในรอบปีปี หนึ่งๆ ชุมชนละหู่แต่ละหมูบา้นจะมีพิธีกรรมดงัน้ี
20 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ เดือนละหู่เดือนสากล พิธีกรรม 1 พฤศจิกายน - วนัศิล(ข้ึน 15ค ่าและ แรม 14 ค ่า) 2 ธันวาคม - วนัศิล(ข้ึน 15ค ่าและ แรม 14 ค ่า) 3 มกราคม - วนัศิล(ข้ึน 15ค ่าและ แรม 14 ค ่า) - เตรียมหาฟื น ท าความสะอาดบ้าน ต้อนรับปี ใหม่ 4 กุมภาพันธ์ - วนัศิล(ข้ึน 15ค ่าและ แรม 14 ค ่า) - เขาะจ้าเว (ปี ใหม่) 5 มีนาคม - วนัศิล(ข้ึน 15ค ่าและ แรม 14 ค ่า) 6 เมษายน - วนัศิล(ข้ึน 15ค ่าและ แรม 14 ค ่า) - แซ ก่อศิล(ศิลก่อทราย) - ส้าละเต (สร้างศาลา) 7 พฤษภาคม - วนัศิล(ข้ึน 15ค ่าและ แรม 14 ค ่า) 8 มิถุนายน - วนัศิล(ข้ึน 15ค ่าและ แรม 14 ค ่า) 9 กรกฎาคม - เมเลเว (บวชป่ า) - ข่าวเว /ซามาตาส้ี(ถวายพืชผลให้กับพระเจ้าและผูน้ าใน ชุมชน) 10 สิงหาคม - วนัศิล(ข้ึน 15ค ่าและ แรม 14 ค ่า) 11 กันยายน - วนัศิล(ข้ึน 15ค ่าและ แรม 14 ค ่า) - จ่า ซื่อ อ่อ จ้า เว (กินข้าวใหม่)
21 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 12 ตุลาคม - วนัศิล(ข้ึน 15ค ่าและ แรม 14 ค ่า) - อ๊อก สี/จ่านูตาส้ี(ถวายรวงขา้ว/เผือกมนัแก่พระเจา้) 3.1.1 เขาะ จ้า เว (ประเพณีวันขึ้นปี ใหม่) ประเพณีวนัข้ึนปีใหม่ของละหู่จะเริ่มเดือนสี่ของละหู่ ซึ่งตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ของไทย ละ หู่จะไม่มีการก าหนดวันเฉพาะเจาะจงที่แน่นอน ส่วนมากจะมีการประชุมก าหนดวันร่วมกันปี ต่อปี ซึ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นช่วงที่เสร็จสิ้นจาการทา ไร่ทา สวน เก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแลว้และมีคนส่วนใหญ่ อยู่กนัครบ เมื่อไดก้า หนดวนัที่แน่นอนแลว้สมาชิกในบา้นที่ไปอยตู่ ่างถิ่นก็จะกลบัมาร่วมเฉลิมฉลองที่ บ้าน ก่อนถึงวนัข้ึนปีใหม่ทุกบา้นจะตอ้งเตรียมอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้และสิ่งของที่จา เป็นส าหรับ งาน ไดแ้ก่เน้ือหมูขา้วปุก ฟืน ชุดประจา เผ่า ท้งัสี่อย่างเป็นของที่ส าคญัมากขาดไม่ได้นอกจากน้ียงั ตอ้งทา ความสะอาดบา้นเรือน และบริเวณบา้น ประเพณีวนัข้ึนปีใหม่จะมีดว้ยกันท้งัหมด 7วัน วันที่ 1– 3 จะถือว่าเป็ นวันปี ใหม่ผู้หญิง และวันที่ 4 – 8 เป็ นปี ใหม่ของผู้ชาย วันแรกจะต าข้าวปุก “อ่อ ฝุ” ซึ่งท ามาจากข้าวเหนียว โดยผู้หญิงจะเป็ นคนน าข้าวสารเหนียว ไปแช่น้า ไวแ้ต่เชา้ผชู้ายก็จะนา ไมไ้ผ่มาทา หิ้งบูชาเทพเจา้แห่งปีใหม่จะมีการประดับด้วยธงหลายๆ สี ประดบั ไวอ้ย่างสวยงาม จากน้ันก็เก็บใบสนมาวางรองพ้ืนส าหรับวางอ่อฝุพอตกบ่ายขา้วพองตวันิ่ม ข้ึนก็เอาขา้วสารเหนียวไปน่ึงให้สุกจากน้นัจึงนา ไปตา ที่ครกมือ หรือครกกระเดื่อง โดยผสมงาดา ที่ควั แห้งแล้วต าให้ละเอียดแล้วทาที่ครกเพื่อไมให้ข้าวติดกบัครกและทา ให้รสชาติดีข้ึน ในข้นัตอนน้ีผูช้าย จะเป็นคนตา ส่วนผูห้ญิงจะเป็นคนผสมงาและคอยดูขา้วเหนียวในครกไม่ให้ติดครกและร่วงลงพ้ืนดิน หลงัจากตา จนละเอียดเป็นเน้ือเดียวกนัแลว้จึงเอาออกมาจบัเป็นกอ้นเล็กๆ แลว้ป้ันเป็นแผ่นๆ เมื่อป้ัน เสร็จก็นา ไปวางไวท้ี่หิ้งที่ผู้ชายท าไว้ วนัที่สองจะมีการฆ่าหมูหน้าที่น้ีเป็นของผูช้ายแต่เมื่อผูช้ายชา ระเน้ือเรียบร้อยแลว้ผูห้ญิงจะมี หน้าที่ทา ความสะอาดเครื่องใน โดยเฉพาะไส้หมูจากน้ันก็นา เน้ือหมูมดัห้อยไวร้อบๆ ช้นัวางขา้วปุก ซึ่งหมูที่ห้อยไว้จะทาเกลือเพื่อเป็ นการถนอมอาหาร หลังจากฆ่าหมูแล้วจะท าอาหารหลากหลายชนิด เชิญผูเ้ฒ่าผูแ้ก่มากินดว้ยกนัตอนบ่ายวนัผูห้ญิงจะจดัเก็บเน้ือหมูใส่เกลือแลว้เก็บไว้หรืออาจจะทอด เอามันหมูไว้ส าหรับกินตลอดงาน ส่วนผู้ชายก็พากันออกไปหาไม้ไผ่มา 4 ต้น ยาวประมาณ 6-7ศอก ต้นสนยาว 4-5ศอก อีกหนึ่งต้น เพื่อท าเป็นต้นปี ใหม่ที่ลานกลางหมู่บ้าน ต้นปี ใหม่จะมีการตกแต่งด้วย กระดาษสีต่างๆ สายงามมากใตต้น้ ปีใหม่จะมีหิ้งบูชาเทพเจา้อยู่ทุกหลงัคาเรือนจะตอ้งเอาขา้วปุก1อัน เน้ือหมู1 ชิ้น เทียน 1 เล่ม พร้อมกบันา น้า มารดที่ตน้ ไผ่ท้งั 4 ต้น ส่วนผู้น าหมู่บ้านจะต้องเอาหัวหมูที่ ตม้ สุกแลว้ไปไวท้ ี่ตน้ ปีใหม่ (หัวหมูน้ีพอเสร็จงานจะยกให้กบัคนเป่าแคนนา เตน้ ) จากน้ันโตโบ หรือ
22 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ คะแซ จะจุดเทียนและสวดวา่“ปีน้ีไดบ้รรจบครบรอบอีกปีหน่ึงแลว้ขอบคุณพระเจา้ที่ช่วยดูแลปกป้อง รักษาตลอดปี ที่ผ่านมา พวกเราจะน าข้าวปลาอาหารของบูชามาถวายให้” พอค ่าจะมีการเตน้จะคึ(ก่า เขอะ เว) กันอย่างสนุกสนาน วนัที่สามเป็นวนั ปีใหม่(เขาะ ซื่อ ญี) วนัน้ีชาวบา้นจะออกไปเอาน้า ใหม่(อ้ีกะ ซื่อ)แต่เชา้มืด เชื่อว่าหากใครตกัน้า ไดก้่อนจะเป็นคนที่ขยนัหมนั่เพียรมีความเป็นอยู่สุขสบาย ดงัน้ันจึงมีคนออกไป ตกัน้ าแต่เช้ามีด โดยนา เอาขา้วปุกไปไวท้ ี่บ่อน้า หรือลา ห้วยที่ใช้ดื่มเพื่อเป็นตอบแทนบุญคุณของน้ า เมื่อเอาน้า กลบัมาก็จะตม้ ให้อุ่นแลว้ใส่ในลูกน้า เตา้จากน้ันจึงนา ไปรดมือผูห้ลกัผูใ้หญ่หรือเจา้บา้นทุก หลังคาเรือน เมื่อเสร็จแล้วจะมีการเล่นเป็ นกลุ่มแบ่งตามเพศ คือผู้หญิงก็จะเล่นสะบ้า ผู้ชายเล่นลูกข่าง การละเล่นที่เล่นดว้ยกนัท้งัชายและหญิงคือลูกช่วง ตกกลางคืนจะมีการจะคึเหมือนเดิม ข้อห้ามในวันปี ใหม่ - ห้ามกวาดบ้าน เพราะถือว่ากวาดเอาเงินทองออกไป - ห้ามขอเงิน เพราะจะจนไปตลอดปี - ห้ามทะเลาะกัน เชื่อกันว่าหากใครฝ่ าฝื นข้อห้ามเวลาป่ วยไข้จะหายช้าจนกว่าจะถึงปี หน้า วนัที่สี่(อ้ีกะ ซื่ออยู่ญี) เป็นวนัรดน้า ดา หัวภายในหมู่บา้น การดา หัวแต่ละคร้ังตอ้งเอาขา้วปุก เน้ือหมูเทียนไปดว้ย ส่วนเงิน ขนมฯลฯ น้นัข้ึนอยู่กบัฐานะและความพอใจของแต่ละบุคคลโดยเริ่มดา หัวจากพ่อ แม่ พี่ ผู้น าหมู่บ้าน ผู้น าศาสนา จาหลี ผู้อาวุโส จนตลอดทุกหลงัคาเรือน จากน้ันสายๆ ก็พา กันออกไปด าหัวญาติพี่น้องในหมู่บ้านอื่น หรือหมู่บ้านอื่นจะมาด าหัวบ้านเราก็ได้ การด าหัวหมู่บ้านอื่น จะรวมตัวกันที่บ้านผู้น าหมู่บ้านที่จะด าหัวโดยพร้อมเพรียงกัน แล้วจุด ประทัดเป็ นการบอกให้รู้ว่าจะมาด าหัวแล้ว ชาวบ้านที่จะไปด าหัวจะออกมาต้อนรับที่หัวหมู่บ้าน ผูห้ญิงจะถือน้า เตา้ที่มีน้า อุ่น ผูช้ายจะเป่าแคน ตีกลอง ตีฉิ่ง ตีคอ้นตอ้นรับ มีการจุดประทดัและยิงปืน แล้วพากันมาเต้นที่ต้นปี ใหม่กลางหมู่บ้าน หรือบ้านผู้น า (คะแซ) จะสวดอวยพรให้แขกที่มาด าหัวของ ที่ได้ต้องแบ่งให้ลูกบ้านทุกหลังคาเรือนเป็นการสิ้นสุดปีใหม่ของผหู้ญิง วนัที่ห้าเป็นการเริ่มตน้ ปีใหม่ของผชู้าย(ห้อคะเขาะ)จะเอาขา้วสารแช่น้า แลว้นา ไปน่ึงตา ขา้ว ปุกใหม่เอาขา้วปุกที่ทา ไวใ้นวนัแรกออกหมด แลว้นา ไปเซ่นไหวใ้หม่ท้งัหมดท้งัขา้วปุกเน้ือหมูวนัน้ี จะมีหมู่บ้านอื่นมาด าหัว ส่วนตอนกลางคืนจะมีการเต้นจะคึตามปกติ วนัที่หกตอนเชา้จะฆ่าหมูแลว้นา ไปห้อยไวท้ี่หิ้งบูชาเทพเจา้มีการจดัเตรียมอาหารเชิญพ่อแม่ผู้ เฒ่าผแู้ก่ในหมู่บา้นมารับประทาน กลางคืนจะมีการเตน้จะคึ วันที่เจ็ดจะเป็ นวันกรรม จะไม่ให้บุคคลภายนอกเข้ามาในหมู่บ้าน คนที่เข้ามาได้ต้องเป็ นชน เผ่าที่มีประเพณีตา ขา้วขา้วปุกเท่าน้นันอกจากห้ามคนนอกเขา้หมู่บา้นแลว้ยงัห้ามคนในหมู่บา้นไม่ให้ ออกนอกหมู่บา้น วนัน้ีจะมีการตม้น้า ให้ปู่ยา่พ่อแม่อาบ ที่ส าคญัอีกอยา่งหน่ึงคือวนัน้ีจะให้พูดภาษา ชนเผ่าเท่าน้นัจะมีพิธีกรรมการขอบคุณอุปกรณ์การเกษตรทุกอย่าง โดยเอาข้าวปุกเสียบปลายมีด จอบ
23 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ ขวาน เคียว และอุปกรณ์การเกษตรอย่างอื่น ตกกลางคืนจะเต้นจะคึ จะมีคนที่จัดเตรียมอาหารการกิน ให้พร้อมมีทอดขา้วปุกเน้ือหมูเครื่องดื่มก็จะมีชาคืนน้ีจะถือเป็นคืนสุดทา้ยของวนั ปีใหม่จะมีการเตน้ จะคึจนถึงรุ่งเช้า วันที่แปดเป็ นวันผีออก(เน เต๊อ ญี) วนัน้ีจะมีการจุดเทียนที่ตน้ ปีใหม่โตโบจะสวดออกแลว้นา ตน้ ปีใหม่ออก ส่วนขา้วปุกและเน้ือหมูที่ถวายไวก้็จะแบ่งใหก้บัทุกหลงัคาเรือน จากน้นัจึงร่วมกนัรดน้า ดา หัวผใู้หญ่บา้น กา นนันายอา เภอ ฯลฯ เป็นอนัเสร็จสิ้น เชื่อกนัว่าถา้ออกไปล่าสัตว์หรือ หาปลาในล า ห้วยก็จะได้เป็ นจ านวนมาก ข้อห้ามในเทศกาลปี ใหม่ 1) ห้ามทะเลาะเบาะแว้งกันโดยเด็ดขาด 2) หา้มพูดจาในสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม 3) ห้ามประพฤติประเพณีโดยเด็ดขาดใน 3.1.2 แซ ก่อ สี (ศิลก่อทราย) แซ ก่อ สีหรือศิลก่อทรายเป็นการหยดุวนัศิลใหญ่สองวนัตรงกบัเดือนหกของละหู่ ซึ่งตรงกับ เดือนเมษายนของไทยศิลก่อทรายจะทา ก่อนการเพาะปลูกพืชไร่ เป็ นประเพณีที่ปฏิบัติเพื่อเป็ นการอุทิศ ส่วนกุศลให้กบัสิ่งที่ล่วงลบัที่ทา ไปแลว้ในการประกอบอาชีพ ทา ไร่ ท าสวนโดยที่ฆ่าสัตว์โดยต้งัใจ หรือไม่ต้งัใจเชื่อวา่ทา พิธีกรรมแซก่อแลว้ จะท าให้ไม่มีบาป แล้วอาชีพการท าไร่ ท าสวน ผลผลิตจะได้ ดีและชีวิตการเป็ นอยู่เย็นเป็ นสุข สถานที่ส าหรับท าพิธีจะมี 3 ที่ คือ 1. บริเวณหัวหมู่บ้าน 2. หลังบ้านอาดอ/คะแซ 3. สามหลังหอแหย่ กิจกรรมที่ท าในวันแซก่อ 1) ก่อนเขา้วนัศิลในตอนเยน็จะมีการตานขา้วสารเทียนไข ส าสีเพื่อใชใ้นการจา ศิลและ ประกอบพิธีกรรม 2) ตอนเช้าจะมีการรดน้า กนัที่บริเวณหอแหย่ซ่ึงถือว่าเป็นการลา้งสิ่งไม่ดีออก ซ่ึงภาษา ละหู่ เรียกวา่“อ้ีกะ ส่อ ดะเว” ผรู้ดน้า มือส่วนใหญ่จะเป็นผหู้ญิง 3) ตอนเย็นมีการเต้นร า (ปอย เต เว) ที่หอแหย่ เพื่อถวายแด่พระเจ้า อุปกรณ์ที่ใช้ในแซก่อสี
24 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 1) ต้นไม้ท าพิธี 2 ต้น 2) ต้นไผ่ 4 ต้น 3) ทราย 4) ธงกระดาษสี 5) ส าลีม้วนเป็ นรูปกลมๆ 6) เมล็ดพืชพรรณธัญญาหารที่จะปลูก 7) เทียน 8) ข้าวสาร ขั้นตอนการท าพิธี 1) แต่ละบ้านจะเตรียมสิ่งของที่จะไปประกอบพิธีกรรมแซก่อโดยการจัดหาดอกไม้ สวย ๆ น ามาใส่กระบอกไม้ไผ่เพื่อที่จะน ามาท าพิธีกรรม เตรียมเมล็ดพันธุ์พืชที่ จะปลูก เช่น ข้าว ข้าวโพด พริก ฯลฯ เตรียมทราย เตรียมเทียนไขไปเก็บไว้ ณ จุด ที่ก าหนด 2) ขุดหลุมเตรียมไว้ส าหรับเอาเสาดอกไม้ลง 3) น าดอกไม้ กระดาษสี มาประดับ จุดที่ท าพิธีกรรม 4) จุดเทียนเพื่อประกอบพิธีกรรมขอขมาสัตว์เล็กสัตว์น้อยที่ตายไปในการท าไร่ ท า สวน 5) โตโบกล่าวสวดขอขมาต่อสัตว์ที่ตายจากการท าไร่ และขอพรต่ออื่อซา ให้เมล็ด พนัธุ์ที่จะทา การเพาะปลูกต่อไปน้นัเจริญงอกงามออกดอกออกผลมากมายเหมือน เมด็ทรายน้ีและขอใหพ้ระเจา้ดูแลปกปักรักษาคนในชุมชน ใหม้ีสุขภาพที่แขง็แรง อยู่ดีมีสุข 6) นา เมลด็พนัธุ์พืชไปไวท้ี่หอแหยห่น่ึงคืน วนัรุ่งข้ึนนา ไปเพาะปลูกต่อไป 3.1.3 ส้า ละ เต ต้า เว (การสร้างศาลาถวาย) วัตถุประสงค์ของการสร้างศาลามีหลายอย่าง เช่น เป็ นการสร้างความสามัคคีในชุมชน แลกเปลี่ยนชิมอาหารของกนัและกนัและที่สา คญัอยา่งยงิ่เป็นการอนุรักษป์ระเพณีใหค้งอยตู่ ่อไป จะมีในช่วงเดือน 6 – 9 ผู้ วันเวลาที่แน่นอนจะมีการก าหนดร่วมกันในหมู่บ้าน สถานที่ส าหรับ สร้างศาลาอาจจะเป็ นที่เดียวกันทุกปี หรือเปลี่ยนที่ก็ได้ จะมีการถวายพืชพรรณธัญญาหารที่ออกในช่วง น้นัแต่ละบา้นจะทา อาหารการกินไปถวายที่ศาลา การทา พิธีจะทา โดยโตโป ขณะที่ทา พิธีอยจู่ะมีการตี ฆ้อง กลอง หลังจากท าพิธีเสร็จแลว้ทุกคนจะร่วมรับประทานอาหารที่ไดถ้วายไว้หลงัจากอิ่มหนา กนั
25 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ แล้วจะมีการขอมัดมืดโดยใช้ด้ายสายสิญจน์ ให้ผู้อาวุโสมัดให้ ในอดีตหลังจากท าทุกอย่างเสร็จแล้วจะ มีการแข่งขันการยิงปื น 3.1.4 มอ เล เว (บวชป่ า หรือ เลี้ยงผีป่ า ผีเขา) มอเลเว มีมาต้งัแต่สมยัโบราณ มีการทา พิธีในเดือนเกา้ก่อนเขา้พรรษา เป็นพิธีกรรมที่ทา ใน ระดบัชุมชน เพื่อบูชาเทพารักษ์สิ่งศกัด์ิสิทธ์ิที่อยู่ในธรรมชาติที่ดูแลรักษาระบบนิเวศน์ในชุมชน และ ดูแลผลผลิตของชุมชน ตลอดจนคุ้มครองให้คนในชุมชนอยู่ดีมีสุข รักษาดูแลไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่ วย เป็ น พิธีที่ท าเมื่อระบบนิเวศน์มีความอุดมสมบูรณ์ หรือาจท าพิธีเมื่อเกิดวิกฤติป่ า และผลผลิตการเกษตร ตกต ่า เพื่อขอความอุดมสมบูรณ์กลับคืนมาสู่ระบบนิเวศน์ สิ่งที่ต้องเตรียมในการท าพิธี มอ เล เว 1) หมูเป็น จะมีการระดมทุนจากชาวบา้นเพื่อซ้ือมาทา พิธี 2) ไก่เป็น บา้นละหน่ึงตวั 3) ข้าวสาร แต่ละคนต้องเตรียมมา 4) เทียนไข แต่ละบ้านน ามาถวาย 5) ข้าวตอก แต่ละบ้านน ามาถวาย 6) พืชพรรณธัญญาหาร ที่ได้จากการไร่เช่น ขา้วโพด ถวั่แดงถวั่เหลือแตง เผือก พริก ขิง ฯลฯ 7) หิ้งบูชา ที่อยใู่นป่าที่จะทา พิธี 8) ก่อนวนังานหน่ึงวนัจะตอ้งเตรียมสถานที่ทา หิ้งบูชา ทา โต๊ะไม่ไผส่ าหรับนงั่ธงหลาก สี่ที่ประดับประดาอยู่ตามต้นไม้ และต้องมีตาเหลวติดตามต้นไม้ 9) เตรียมอาหารสา หรับเล้ียงแขกในงาน โดยคนในหมู่บา้นจะทา ร่วมกนั ล าดับขั้นตอนการท าพิธีกรรม 1) ตอนเช้าทุกครัวเรือนจะน าพืชพรรณธัญญาหารที่ตนปลูกได้ เทียนไข ข้าวตอก มา ถวายที่หิ้งบูชา ปัจจุบนัหากครัวเรือนใดที่มีฐานะ ก็ซ้ือขนม เครื่องดื่มมาถวายดว้ย 2) นา ไก่เป็น หมูเป็นมามดัไวบ้ริเวณที่ทา พิธี 3) เมื่อมีการถวายทุกอย่างแล้ว โตโบจะสวดเชิญผีป่ า ผีเขา เทพรักษ์ต่างๆ มาร่วมในพิธี พร้อมกบัขอบคุณที่ไดดู้แลหมู่บา้น เมื่อสวดเสร็จจะมีการฆ่าไก่หมูที่ไดเ้ตรียมมา ใน ตอนน้ันจะมีการทา นายดวงชะตาจากกระดูกขาไก่ซ่ึงจะรู้ไดว้่าปีน้ีเราไดผ้ลผลิตมาก น้อยเพียงใด หรือจะมีสถานะทางการเงินอย่างไร ตลอดจนชีวิตครอบครัวจะราบรื่นดี หรือไม่หลงัจากที่มีการทา นายดวงชะตาเรียบร้อยแลว้จะนา หมูไก่ที่ไดฆ้ ่าถอนขน
26 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ เป็นที่เรียบร้อยแลว้มาวางไวท้ี่หิ้งบูชาแลว้โตโบจะทา พิธีสวดขอพรอีกคร้ังหน่ึง เมื่อ สวดจบก็รับประทานอาหารร่วมกันเป็ นอันเสร็จพิธี 3.1.5 ข่าว สี (ศิลเข้าพรรษา) เป็นการหยุดวนัศิลใหญ่2วนัเพื่อนา พืชผลที่ออกดอกผลในช่วงน้ีมาเซ่นไวอ้ื่อซา และถวาย ให้กับ จาหลี๋ โตโบ คะแซ พ่อ แม่ ผู้อาวุโส รวมถึงเพื่อนบ้านซึ่งกันและกัน เพื่อเป็ นการขอบคุณหรือ ตอบแทนบุญคุณโดยเฉพาะจาหลี๋ที่เป็ นคนตีเหล็ก เครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตร 3.1.6 อ๊อก สี (ศิลออกพรรษา) เป็ นวันหยุดวันศิลใหญ่2 วัน ตรงกับเดือนสิบสองของละหู่และเดือนตุลาคมของไทย เดือนน้ี ละหู่ถือว่าเป็ นเดือนที่มีความส าคัญมาก เพราะเป็ นเดือนสุดท้ายของปี มีความเชื่อว่า อื่อซาจะลงมาบน โลก ชาวละหู่จะมีการเก็บผลผลิตท้งัหมดไปถวายที่หอแหย่บา้นอาดอ/คะแซ บา้นจาหลี๋และบา้นของ ผู้ปกครอง ผู้หลักผู้ใหญ่ เพื่อเป็ นการตอบแทนบุญคุณ 3.1.7 สี หงี่ (วันศิล) ตามที่ประเจ้าเคยบอกไว้กับละหู่ว่าเมื่อถึงเดือนแรมสิบสี่ค่า และเดือนข้ึนสิบห้าค่า ให้ถือเป็น วันศิล หยุดการท างานในไร่ เพื่อท าบุญรับศิลรับพร วันศิลเป็ นวันหากินของผีสางหากท างานจะถูกผี สางทา ร้ายได้ก่อนจะถึงวนัศิลจะมีการตา ขา้วซ้อมมือ หาอาหารที่เป็นพืชผกัทา ความสะอาดบา้นช่อง ซักเส้ือผา้ ส าหรับคนที่นอนคา้งอยู่ในไร่ในสวนก็จะกลบับา้น ตอนเยน็“ลาส่อ” จะตีกลองเพื่อบอก เวลาที่จะประกอบพิธีกรรม ทุกคนจะไปรวมกนัที่หอแหย่หญิงจะถือน้า อุ่นใส่ในกระบอกไม่ไผไ่ ปเพื่อ จะทา พิธี“อ้ีกะ ส่อ ดะ เว” ซ่ึงกันและกัน ฝ่ายชายจะนั่งเป็นแถวเรียงตามลา ดับความอาวุโส และ ตา แหน่งหน้าที่ดงัน้ีเริ่มจากลาส่ออาจา ส่าหล่า โตโบ จาหลี๋และอาดอ แลว้ฝ่ายหญิงจะรดน้า ที่มือ ของฝ่ายชาย หลงัจากน้นัผูห้ญิงจะยนืเรียงตามลา ดบัความอาวุโสและตา แหน่งหนา้ที่เหมือนกนักบัฝ่าย ชาย แลว้ทา พิธี“อ้ีกะ ส่อ ดะ เว” ซ่ึงกนัและกนัเสร็จแลว้จะข้ึนหอแหย่เปลี่ยนน้า ใหม่สองจุด คือที่ ประตูทางเขา้หอแหย่และที่วางเครื่องเซ่นไหว้จากน้นั โตโบหรือส่าหล่า จุดเทียนกล่าวสวดถึงอื่อซา เมื่อกล่าวเสร็จเด็กเยาวชน ผูเ้ฒ่าผูอ้าวุโส ชายหญิงจะมาเตน้ร า “ป้อยเตเว” มีคนตีกลอง เป่าแคน ตีฉิ่ง ตีฆ้อง แล้วเต้นตามจังหวะที่มีคนนา อยา่งสนุกสนาน คืนน้ีคณะผนู้า ศาสนาจะนอนคา้งกนัที่หอแหย่ เช้าวนัศิลจะทา พิธี“อ้ีกะ ส่อ ดะ เว” อีกคร้ังหน่ึง ซ่ึงพิธี“อ้ีกะ ส่อ ดะ เว” เป็นการแสดงถึง ความนอบน้อมถ่อมตน เคารพ นับถือผูอ้าวุโส รวมท้งัเป็นการขอขมา จากที่ได้เคยพูดไม่ดีหรือทา อะไรให้เกิดความบาดหมางใจกัน จะยกโทษให้อภัยซึ่งกันและกัน หลังจากเสร็จพิธีกรรมและทุกคน รับประทานอาหารเรี ยบร้อยแล้วจะมารวมกันที่หอแหย่ คณะผู้น าศาสนา จะมีการถ่ายทอด ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม จริยธรรม ตลอดจนพิธีกรรมต่างๆ ให้กับทุกคนได้เรียนรู้และ
27 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ ปฏิบัติอย่างถูกต้อง โดยโตโบ ส่าหล่า ลาส่อ อาจา จาหลี๋ จะช่วยกันสอนตามความถนัดของแต่ละคน จากน้นัจะมีการสอนเตน้ร า “ป้อย เต เว” เพื่อให้ผูเ้รียนผ่อนคลาย มีความสนุกสนาน นอกจากน้นัยงัมี การรักษาโรคภัยไข้เจ็บ โดยการบีบนวดอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย และใช้พิธีกรรมในการรักษาโรค ส าหรับผทู้ี่ติดยาเสพติดจะพูดคุยให้กา ลงัใจให้สา นกัผิด กลบัเน้ือกลบัตวัใหม่เป็นคนดีของชุมชนต่อไป ตอนเยน็ก่อนจะแยกยา้ยกนักลบับา้นไปจะมีการ“อ้ีกะ ส่อ ดะเว” อีกคร้ังหน่ึงเป็นอนัเสร็จสิ้นกิจกรรม ในวันศิล ข้อห้ามในวันศิล 1) จะไม่ไปท างานนอกหมู่บ้าน 2) ไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิดในวันศีล 3) ไม่ควรพูดถึงเรื่องที่ไม่ดีและไม่เป็ นมงคล 4) จะไม่กินอาหารเน้ือสัตวใ์นวนัศีลถา้กินอาจจะเกิดการเจ็บป่วยไดง้่าย 3.2 พธิีกรรมเฉพาะบุคคล หรือเครือญาติ 3.2.1 พิธีกรรมการเรียกขวัญ ( ฮา โค เว ) พิธีกรรมการเรียกขวัญจะท าต่อเมื่อเด็กไม่สบาย นอนไม่หลับ มีอาการกระวนกระวาย ตกใจ ง่าย เจ็บป่ วยบ่อยๆ ผู้เป็ นพ่อแม่ต้องไปบอกให้โตโบมาท าพิธี อุปกรณ์ในการเรียกขวัญ 1. ฝากะบุง ใส่ผ้าขาว 2. ก าไลข้อมือ นาฬิกา 3. ขา้วเปลือกที่ควั่สุก 4.ไก่ตวัผู้1 ตวั 5. ใบไม้ 6. ข้าวสาร 7. บันไดเงิน 8. ฝ้าย 1 เส้น 9. ทรัพย์สินต่าง ๆ เงิน สาเหตุที่ต้องใช้ไก่กา ไล ข้าวคั่ว เพราะ 1) ไก่ คือ ถา้ไดย้ินเสียงไก่ขนั ให้รีบกลบัมา 2) ก าไล คือ ให้ขวัญของผู้ป่ วยใส่ก าไลมือ นาฬิกากลับมา 3) ข้าวคั่วสุก ให้ขวัญของมาอยู่บ้าน เพราะเรามีข้าวมีอาหารกินอยู่
28 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ ผู้ที่ท าพิธีกรรมด้านน้ีเรียกวา่ (ฮา โค เว) ค ากล่าวผู้ท าพิธีจะพูดว่า “ ขวญัเอ๋ยขวญัอยู่ไหนของนายน้นัน้ี ทางโลกเราน้ีมีความเจริญศรี วิไลมีของกินต่างๆ มากมายรออยู่ มีเงินทองเหลือใช้ เจ้าของเจ้ารออยู่ขอให้เจ้ากลับมาหาเจ้าของ แต่นับ บดัน้ี” 3.2.2 การท าพธิีมูแถะ เน่ เต่เว เป็ นการท าพิธีกับ เฉพาะต้นไม้ 2 ชนิด เท่าน้นัคือ ไมพ้ะโล้ ไมฮ้ดัผืที่จะทา พิธีน้ีคือ ห้มอ หรือหมอเทพ จะทา พิธีก็ต่อเมื่อ บุคคลน้นัเป็นแผลเป็นตุ่มตามผิวหนงัเร้ือรัง สถานทา พิธีจะทา พิธีจะ ท าใต้ต้นไม้ 2 ชนิดน้ีเท่าน้ัน หลงัจากทา พิธีที่ตน้ ไมแ้ลว้ผูค้นน้นัจะไม่เขา้ไปใกลห้รือตดัเพราะหาก ใครทา ลายเชื่อวา่ผีร้ายบุคคลน้นัหลงัทา พิธีเสร็จใหเ้อาดา้ยไปมนักบัคนที่เป็นไข้ อุปกรณ์ที่ใช้ในพธิีมูแถะเน่เต่เว 1) ด้ายสีด า ด้ายสีขาว ด้านสีแดง 2) ตะเหล๋ว สามเหลี่ยม 4 อัน 3) กระบอกน้า 1 กระบอก 4) ทราย 2 กระบอก 5) เทียมไข 1 คู่ 6) ค่าทะเนียม 20 บาท กฎข้อห้าม 1) ห้ามตัดต้นไม้ 2 ชนิดน้ี 2) ห้ามเข้าใกล้บริเวณที่ท าพิธีกรรม 3) หา้มหาฟืนในบริเวณน้นัเด็ดขาด 3.2.3 พิธี ลี จ่อ เว ( การขอมา ) เป็ นพิธีการรักษาคนใช้ทีมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และสภาพจิตใจไม่ปกติ ซึ่งเชื่อว่ามี การบาดหมางกบัพ่อ แม่หรือ ปูยา่ตอ้งทา พิธีไปขอขมา โดยจะใชไ้ก่1 ตัว ท าอาหารให้กิน เพื่อเป็ น การขอขมาจาก พ่อ แม่ หรือปู่ ย่า อุปกรณ์ในการขอขมา 1. ตะกร้า 2. เทียน 3. ส าลี 4. ไก่5. เส้ือผา้1 ชุด
29 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 3.2.4 พิธี ยอ ยะ เว มาจากการเกิดสุริยุปราคา และจันทรุปราคา หรือที่ละหู่เรียกว่า อาปา ป่าจา มูยีลาจา เว ถ้าเกิดเหตุการณ์สุริยุปราคา หรือจันทรุปราคา ละหู่มีความเชื่อว่าเกิดการกัดกินกันระหว่างดวงอาทิตย์ และดวงจนัทร์หรือกบกินดวงจนัทร์จะทา ให้มีเลือดออกมา เลือดน้ันเป็นเลือดไม่ดีเชื่อว่าเลือดน้ัน เป็นผีชอบมารังควาน และรบกวน หลอกหลอน ถา้ตกลงใส่หลงัคาบา้นใด จะทา ให้คนในบา้นหลงัน้นั หรือครอบครัวน้นัเกิดการไม่สบายและเจ็บไขไ้ดป้่วยบ่อยๆ เช่น นอนไม่ค่อยดีอื่นๆ ดงัน้นัจะตอ้ง ท าพิธีดูแล รักษา โดยการท าพิธีกรรมการ ยอ ยะ แมะ เยาะ เว จ า ทา พิธีกรรมการขบัไล่ผีท้งัในบา้น และในล าห้วย อุปกรณ์ในการท าพธิียอยะเว 1. ต้นอายอ แจ๋ 1 ต้น 2. ต้นกล้วย 1 ต้น 3. ต้นปะเลา 1 ต้น 4. หญ้าคา 1 มัด 5. แหล่วจอยาว 1 อัน 6. ไข่ 1 ฟอง 7. แหวโต๋9 ช้นัติดในบา้นที่หัวนอน กับที่ประตูบ้าน 8. แหล๋ว 7 ตา 4 ชิ้น ติด 4 มุมบา้น 9. ไม่ไผ่สาน 1 แผ่น 10. ไม้กวาดหญ้าคา 1 อัน 11. รูปป้ันมา้1 ตวั 12.รูปป้ันชา้ง 1 ตวั13.รูปป้ัน 1 ตวั 14. เทียน 8 คู่ 15. สรวย 2 อัน 3.2.5 แมะ เยาะ เว ( พิธีกรรมการส่งดวงวิญญาณคนตายโหง ) คือ การไล่ผีตายโหงไม่ให้มารบกวนเครือญาติหรือวงศ์ตระกูล แมะ เยาะ เว จะกระท าเมื่อ ญาติพี่น้อง หรือคนในครอบครัวคนใดคนหนึ่งเสียชีวิตจากการเกิดเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุท าให้เลือดตก เช่น ถูกไม้ล้มทับตาย ถูกยิงตาย หรือรถชนตาย ละหู่มีความเชื่อว่าดวงวิญญาณไม่สามารถไปสู่ สวรรค์ ดวงวิญญาณจึงกลับมารบกวน รังควาน เครือญาติ วงศ์ตระกูล เพื่อเป็ นการขอให้ญาติพี่น้อง ช่วยท าบุญ อุทิศส่วนกุศลไปให้ เพื่อจะได้ไปสู่สวรรค์ หรือสู่สุคติ ถ้าไม่ท าพิธี แมะ แยาะ เว ดวงวิญญาณจะมารบกวน รังควาน ทา ให้คนในตระกูลจะตายโหงไดอ้ีก ดงัน้ันญาติพี่น้องจะตอ้งทา พิธี แมะ เยาะ เว ให้ออกไปจากบ้าน สถานที่ในการท าพิธี แมาะ เยาะ เว สถานที่ทา พิธีคือในแม่น้า หรือลา ห้วย โดยทา กระท่อม 1 หลัง มี 9 ห้อง ด้านในจะ มีอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในพิธีเพื่อส่งไปใหแ้ก่ดวงวิญญาณของผตู้าย ไดน้า ไปใชใ้นภพหนา้ อุปกรณ์ในการท าพธิีแมาะ เยาะ เว 1) ข้าวตอก 1 ถุง 2) สรวย 2 อัน
30 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 3) ผ้าสีแดง และสีด า ติดแหล๋วอย่างละ 1 คู่ 4) แหล๋วโต๊ 9 ช้นั 2 อัน 5) แหล๋วจอยาว 9 อัน 6) ช้อนไม้ไผ่ 9 อัน 7) ทัพพี่ไม้ไผ่ 9 อัน 8) ตะเกียบ 9 อัน 9) ไหมด า 9 คู่ ขั้นตอนท าพิธีกรรม แมาะ เยาะ เว มี 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ท าพิธีอัญเชิญดวงวิญญาณของคนตายโหงออกจากบ้าน 2. ทา พิธีส่งดวงวิญญาณของคนตาย ไปตามสายน้า ในลา หว้ยใหไ้ปสู่สุคติ บทสวดในพิธี แมาะ เยาะ เว สวดว่า ตราบใดที่น้ าในแม่น้ ายังไม่ไหลย้อนกลับ เมล็ดข้าวที่คั่ว (คือข้าวตอก )ยังไม่งอก เมล็ดพันธุ์พืชควั่สุกเหล่าน้ันไม่งอก ภูเขายังไม่กลับหัวกลับหาง ก็ไม่ต้องกลับมา ถ้าไปทางถนนก็ ขอให้ได้ขี่ชา้ง มา้เงิน มา้ทอง ถา้ไปทางน้า ขอให้ล่องแพไป ขอให้ไปสู่สถานที่ที่แสงอาทิตย์และแสง จันทร์ไม่สามารถจะส่องไปได้ 4. การตั้งครอบครัวและการสืบเชื้อสาย 4.1 ลักษณะครอบครัว ครอบครัวของละหู่จะเป็ นครอบครัวขยาย ประกอบด้วยหัวหน้าครอบครัว ภรรยาลูก ลูกเขย และหลาน เนื่องจากผู้ชายละหู่เมื่อแต่งงานแล้วต้องไปอยู่กับครอบครัวของภรรยา เพื่อช่วยพ่อแม่ฝ่ าย หญิงทา งานเรียกวา่“หมา้หม่อเว” (การข้ึนเขย) ละหู่จะนับรวมญาติทางฝ่ ายสามีภรรยาเข้าไปด้วย ครัวเรือนจะเป็นที่รวมความมงั่คงั่ของหมู่บา้น แต่ละครอบครัวจะมีสมบตัิของตวัเอง เพาะปลูก เอง แต่ผลผลิตที่ได้ส่วนหนึ่งน าไปให้หัวหน้าครัวเรือน เช่น ครอบครัวหนึ่งได้ผลผลิต 3 ส่วน ต้องเอา ไปให้หัวหน้าครัวเรือน 2 ส่วน ถ้าผลิตได้เพียงส่วนเดียวจะต้องเอาให้หัวหน้าหมด แล้วหัวหน้าจะ จดัแบ่งให้แก่ครอบครัวที่ปลูกน้ันตามที่หัวหน้าเห็นสมควร หัวหน้าครัวเรือนจะรับผิดชอบเกี่ยวกับ ทุกข์สุขของทุกๆ คนในครัวเรือนและเป็นผจู้ดัหาอาหารเส้ือผา้ให้ดว้ย เมื่อหัวหน้าครัวเรือนตายลง ต าแหน่งหัวหน้าจะตกอยู่กับภรรยาของเขา ทรัพย์สมบัติจะแบ่งให้ ลูกหลานที่อยู่ดว้ยเป็นจา นวนมากกวา่ผทู้ี่อพยพออกไปแลว้ตวัภรรยาผูต้ายน้นัถึงแมจ้ะรับตา แหน่งสืบ ต่อมา แต่ความจริงแล้วเป็ นเพียงผู้ช่วยของผู้ชายที่มีอายุมากที่สุดในครอบครัวขณะน้ัน ซ่ึงอาจเป็นลูก
31 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ ชายหรือลูกเขยก็ได้ แต่โดยมากจะเป็ นลูกเขย เนื่องจากละหู่เมื่อแต่งงานแล้วจะต้องไปอยู่บ้านของ ภรรยา ซ่ึงบุคคลผนู้้ีจะทา หนา้ที่เป็นหวัหนา้ครัวเรือนต่อไป การนบัญาติน้นัจะนบัรวมญาติทางฝ่ายสามีและภรรยาเขา้ดว้ยกัน 4.2 การเกี้ยวพาราศี ชายหนุ่มชาวละหู่ไม่ชอบสนทนาเก้ียวพาราศีกบัหญิงสาวภายในหมู่บา้นเดียวกนัเพราะการใช้ ชีวิตจา เจอยู่ใกลช้ิดกนัมาต้งัแต่เด็กจึงไม่ค่อยมองเห็นความสวยงามของสาวในหมู่บา้น พวกเขามกัจะ พากันไปเที่ยวสาวหมู่บ้านอื่น ชีวิตรักก็คล้ายคลึงกับหลายเผ่าคือมีอิสระในการเลือกคู่ครอง เมื่อเสร็จ สิ้นจากการทา งานเก็บเกี่ยวผลผลิตจะเขา้สู่พิธีปีใหม่หนุ่มสาวไปค่าเคาะป้อยเตเว(เตน้จะคึเตน้ร า) นอกหมู่บ้าน จะชายหนุ่มจะรวมตัวกันออกไปเที่ยวหาสาวต่างหมู่บ้าน โดยมีอาวุธคู่ใจเป็ นแคน (หน่อ) หรือจิ้งหน่อง (อา้ทา)ถา้ชายใดที่ไม่มีความสามารถเล่นเครื่องตนตรีท้งัสองอย่างน้ีจะร้องเพลง “ค่า หมื่อ” เพื่อจีบสาว เมื่อชายหนุ่มใกลจ้ะถึงหมู่บา้นแลว้จะเป่าแคน จิ้งหน่อง หรือร้องเพลง “ค่าหมื่อ” ไปเพื่อให้สาวในหมู่บ้านได้ยิน เมื่อสาวๆได้ยิน จะมีการรวมกลุ่มเพื่อพูดคุยในลานหมู่บ้าน มีการก่อ กองไฟ เป่าแคน จิ้งหน่อง หรือค่าหมื่อโตต้อบกนัหากสาวไหนชอบพอกนัก็กลบัไปจดัเตรียมอาหาร มาให้หนุ่มต่างถิ่นกิน พร้อมกบันา ผา้ห่มมาให้ดว้ย แต่หากไม่สนใจสาวจะบอกกบัหนุ่มว่าขอกลบัไป บ้านก่อนนะ แล้วปลีกตัวออกมา เมื่อได้คุยกันเป็นที่ชอบพอกันท้ังสองฝ่ายก็จะตกลงกันไว้ว่าจะ กลบัมาสู่ขอกนัภายหลงัซ่ึงการเก้ียวพากนัจะไม่มีการล่วงเกินกนัเพราะอยกู่นัเป็นกลุ่มใหญ่ 4.3 การแต่งงาน หลงัจากที่ได้เจอกันและมีความชอบพอกนัท้งัสองฝ่ายตกลงจะอยู่กินกันฉันสามีภรรยาแล้ว ฝ่ ายชายก็จะจัดผู้ใหญ่ไปสู่ขอ จะต้องหาพ่อสื่อหรือแม่สื่อเป็ นตัวแทนไปเจรจาเรื่องขอแต่งงานกับพ่อ แม่ของฝ่ ายหญิง พ่อสื่อแม่สื่อจะน าห่อยาเส้นและชาไปมอบให้กับพ่อแม่ฝ่ ายหญิง และบอกว่า “ได้ยิน วา่บา้นน้ีมีไก่พนัธ์ดีจะมาขอแม่พนัธ์ไปเล้ียง” หากถูกใจก็จะนัดวันเวลาส าหรับแต่งงานต่อไป ละหู่แต่ละกลุ่มก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันไปบ้าง ตามแต่ความเชื่อของตน บางคนที่เปลี่ยน ศาสนามานับถือคริสต์ ก็มีการจัดงานแบบคริสต์ แต่ที่เหมือนกันคือละหู่ส่วนใหญ่ไม่นิยมจัดงาน แต่งงานใหญ่โตสา หรับเรื่องค่าสินสอดทองหม้นัน้นัจะไม่มีเพราะเหตุวา่ชาวละหู่น้นัมีการกินแรงลูก การแต่งงานของละหู่ที่นบัถือด้งัเดิม อุปกรณ์ที่จะใช้ท าพิธีแต่งงาน 1. เส้นด้ายส าหรับมัดมือ 1 เส้น ยาวพอที่จะตัดให้เป็ น 2 เส้น เพื่อมัดมือคู่บ่าวสาวหลัง การท าพิธี 2. น้า 1 แก้ว ส าหรับให้คู่บ่าวสาวดื่มร่วมกัน 3. เทียนไข 1 คู่ ส าหรับจุดท าพิธีให้กันคู่บ่าวสาว 4. ขนม ยาสูบ บุหรี่ และของกินต่างๆ ที่เตรียมไว้
32 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 5.ไก่หรือหมูหรืออยา่งอื่นก็ได้เพื่อเป็นอาหารรับรองแขกต่างๆ สิ่งของและอุปกรณ์ต่างๆ ฝ่ายกับพ่อแม่ฝ่ายหญิงจะเสียจะมากกว่าฝ่ายชาย 2 เท่า เพราะเหตุวา่ ใน ช่วงระยะเวลากินแรงน้นั จะอยู่กับพ่อแม่ฝ่ ายหญิง 2 ปี ฝ่ ายชาย 1 ปี คู่บ่าวสาวที่ยังโสด และไม่เคยการแต่งงานมาก่อนจะแต่งงานกนั ในเวลากลางคืน แต่ ถา้เป็นคู่ที่เคยผา่นการแต่งงานมาก่อนก็จะแต่งงานกนั ในเวลากลางวนั ส าหรับคนที่นับถือศาสนาคริสต์จะท าพิธีกรรมที่โบสถ์ของหมู่บ้านฝ่ ายหญิง หลังจาก ที่ทา พิธีกรรมในโบสถ์เสร็จแลว้จะมีการเล้ียงฉลองสมรสกนัคู่บ่าวสาวจะตอ้งรดน้ าให้กับ ญาติผูใ้หญ่ผูอ้าวุโส เขาก็จะให้เงินเป็นของขวญั ในวนัแต่งงาน เพื่อเอาไปซ้ือของใช้ที่จา เป็น ในครัวเรือน ในวันแต่งงานฝ่ ายชายจะต้องช่วยท างานให้กับครอบครัวและญาติของฝ่ ายหญิง ไม่ว่าจะเป็นการตา ขา้วดว้ยครกกระเดื่อ การตกัน้ าและการผ่าฟืน เพราะฉะน้ันเจา้บ่าวที่มา จากหมู่บา้นอื่นจะตอ้งพาเพื่อนมาช่วยงานหลายๆ คน หลงัจากน้ันตอ้งพากนั ไปบา้นอยู่บา้น ของฝ่ ายชาย 3วัน เมื่ออยู่ครบ 3 วันคู่บ่าวสาวจะกลับมาอยู่บ้านแม่ เพราะเจ้าบ่าวจะต้องข้ึนเขย มาอยู่บ้านภรรยาเพื่อช่วยท างานให้กับพ่อแม่ของฝ่ ายหญิง ถ้าเป็ นละหู่ญีต้องอยู่บ้ายภรรยา 2 ปี จากน้ันจึงแยกบา้นได้ส าหรับละหู่นะไม่ก าหนดระยะเวลาถึง 3 ปี อาจอยู่เพียงปี เดียวก็แยก บ้านอยู่ต่างหาก กรณีฝ่ ายหญิงเป็ นลูกสาวคนเดียวของพ่อแม่ ลูกเขยมักจะเลือกอยู่กับบ้านฝ่ าย หญิงแทนที่จะแยกไปต้งับา้นเรือนของตนต่างหากเมื่อไปถึงบา้นฝ่ายชายก็ตอ้งรดน้ าให้กับ ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ ายชาย เขาก็จะให้เงินเป็ นของขวัญเช่นกัน เพื่อช่วย พ่อสื่อแม่สื่อน้นัจะตอ้งมีความเกี่ยวขอ้งกับคู่สามีภรรยาที่เกิดข้ึนน้นัตลอดระยะช่วงที่ เล้ียงดูพ่อแม่ของท้งัสองฝ่ าย หรืออาจเรียกได้ว่ามีข้อผูกมัดกับคู่บ่าวคู่สาวตลอดชีวิตก็ว่าได้ เพราะถือเป็ นผู้ปกครองของคู่บ่าวสาวหรือสามีภรรยาที่เกิดข้ึน หัวใจส าคัญของการแต่งงาน คือการที่คู่บ่าวสาวหรือสาทีภรรยาอยู่ร่วมกนัจนแก่เฒ่า น้นัเอง ซึ่งชาวละหู่เชื่อวา่จะเกิดข้ึนไดต้อ้งมาจากองคป์ระกอบ 3 ส่วน คือ 1) เจ้าบ่าวเจ้าสาวหรือคู่สามีภรรยา มีหน้าที่ประสานใจของคนท้งัสองให้เป็นใจ เดียวกนัและสามารถใชช้ีวิตร่วมกนัไดจ้นแก่เฒ่า 2) พ่อแม่เจ้าบ่าวเจ้าสาว มีหน้าที่ส่งเสริมให้ท้ังสองคนได้อยู่ร่วมกัน สามารถสั่ง สอนตักเตือน หากเห็นว่ามีจุดบกพร่อง บอกหนทางการอยู่ร่วมกันหรือการมี ครองคู่อย่างมีความสุข 3) พ่อสื่ อแม่สื่ อ ไม่ใช่เพียงสื่อรักท้ังสองคนได้แต่งงานกัน แต่ยังมีหน้าที่ ประสานงานของทุกฝ่ าย เช่น หากคู่บ่าวสาวไม่มีความเข้าใจกันก็จะกล่าวตักเตือน สั่งสอน และบอกใหพ้ ่อแม่ทราบดว้ย เพื่อให้ด าเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง
33 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ บทที่ 4 เศรษฐกจิชุมชนและกระบวนการผลติ ชาวละหู่พึ่งพาการเกษตรกรรมเป็ นส่วนใหญ่ส่วนใหญ่จะท าไร่หมุนเวียน แต่ละไร่จะใช้ ประโยชน์ได้อย่างมากประมาณ 3 ปีจากน้นัจะหาแหล่งทา ไร่ใหม่แลว้กลบัมาใชพ้ ้ืนที่เดิมอีกภายหลงั 10-15 ปี ล่วงไปแล้ว พืชที่ปลูกในไร่เพื่อการบริโภคเป็ นส่วนใหญ่ จะมีข้าวข้าวโพด ถวั่ตน้หอมผักชี เผือก ฯลฯ ซ่ึงถือวา่ ในไร่จะมีทุกอยา่งก่อนจะกลบับา้นจะเก็บผกัจากไร่กลบัไปประกอบอาหารที่บา้น ในบริเวณบ้านก็จะมีพืชผักปลูกไว้เพื่อบริโภคในครัวเรือน ซึ่ งถือว่าในอดีตจะไม่พึ่งพาอาหารจาก ภายนอก นอกเสียจากต้องซ้ือเครื่องปรุงบางอย่างเช่น เกลือ แต่ปัจจุบันน้ีการเพาะปลูกได้เปลี่ยน รูปแบบไป ไม่มีพ้ืนที่ให้ทา ไร่หมุนเวียน การปลูกพืชก็เปลี่ยนเป็ นการปลูกที่มุ่งเนน้เพื่อการคา้มากข้ึน เช่น ขา้วโพด ซ่ึงตอ้งซ้ือเมลด็พนัธ์เพราะไม่ใช่พนัธุ์พืชพ้ืนเมืองดังเช่นในอดีตอีกต่อไป ในอดีตนอกจากจะปลูกพืชผักไว้บริโภคเองแล้วยังมีการเล้ียงสัตวไ์วใ้นครัวเรือนดว้ยเช่นกนั สัตวเ์ล้ียงที่ส าคญัของละหู่จะมีไก่หมูววัควาย ซ่ึงไก่และหมูน้ันถือว่าแต่ละบา้นก็จะตอ้งมีสัตวเ์ล้ียง ส่วนใหม่จะบริโภคในครัวเรือน หากมีเหลือก็สามารถซ้ือขายกนัได ้ การเลือกพื้นที่ท ากิน ชาวละหู่จะดูจากสภาพป่ า สภาพดิน กล่าวคือในการเลือกพ้ืนที่ทา ไร่ ป่าน้นัตอ้งไม่มีตน้ โพธ์ิ ต้นไทร ถ้าหากมีก็จะไม่ท าไร่ เพราะเชื่อว่าเป็ นที่สิงสถิตของรุกขเทวดา หากท าไร่จะท าให้เจ้าของไม่ สบาย หรือมีอนัเป็นไป เช่น กระดูกจะผุเปื่อย ตามอายุขยัของตน้ โพธ์ิตน้ ไทรน้นันอกจากน้นัจะตอ้ง เป็ นที่ไม่รับแดดตอนบ่าย เพราะแดดในตอนบ่ายร้อนแรงมากจะท าให้พืชที่ปลูกตายได้ หรือได้ผลผลิต ไม่เต็มที่
34 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ การเลือกคุณภาพดิน ตอ้งเป็นดินร่วน ไม่แน่น ทดสอบโดยการขดุดินข้ึนมาและใส่กลบัที่เดิม หากดินเหลือก็จะเอาพ้ืนที่น้นัทา ไร่เพราะถือวา่ดินน้นัมีความร่วนซุย เหมาะสา หรับท าการเพาะปลูก เมื่อเลือกพ้ืนที่ได้แล้วจะมีการจบัจองพ้ืนที่ท ากิน โดยเอาไม้มาเสียบที่ไม้ผ่าซีกแล้วปักไว้ บริเวณที่ตอ้งการ หากสมควรทา กินพ้ืนที่ในบริเวณน้นัก็ขอให้มาเขา้ฝันเห็น ววัควาย หรือกองทราย ซ่ึงถือว่าไดผ้ลผลิตดีแต่หากฝันเห็นไก่ป่า ชา้งจะทา ไม่ไดผ้ลผลิตที่ดีเพราะสัตวเ์หล่าน้นัเป็นสัตวก์ิน พืช การถางไร่ และการเผาไร่ หลงัจากตดัสินใจเลือกพ้ืนที่ไดแ้ลว้จะเริ่มถางไร่ผูช้ายจะทา หน้าที่ตดัโค่นตน้ ไมใ้หญ่ส่วน หญิงจะแผ้วถางหญ้าหรือต้นไม้เล็กๆ เมื่อถางเสร็จจะท าการเผาไร่ ซึ่งจะไม่นิยมเผ่าวันหมู และวันเสือ เพราะเชื่อว่า หมูชอบอยกู่บัน้า จะทา ใหไ้หมไ้ดไ้ม่ดีส่วนวนัเสือก็เช่นกนันอกเหนือจากสองวนัน้ีแลว้ สามารถเผาไดห้มด โดยวนัที่เผาจะมีการนดัแนะเจา้ของไร่ที่อยู่บริเวณเดียวกนั ในมาเผาพร้อมกนัท้งัน้ี ก่อนจะเผาตอ้งมีการเคาะไมใ้หเ้กิดเสียงดงัพร้อมกบัตะโกนดงัๆ ใหส้ ัตวต์ ่างๆ ที่อาศยัอยใู่นบริเวณน้นั หนีออกไป สักพักหนึ่งจึงจะลงมือเผาได้ การปลูกพืช ในการปลูกขา้ว ตอ้งช่วยกันท้ังหญิงและชาย โดยชายมีหน้าที่ขุดหลุม ส่วนหญิงมีหน้าที่ หย่อนเมล็ดพันธุ์ข้าวใส่หลุมที่ผู้ชายขุดไว้ ส่วนการปลูกพืชอย่างอื่น ผู้หญิงจะเอาเมล็ดข้าวโพด ฟักทอง ถวั่ ไปปลูกที่บริเวณส่วนล่างของไร่ส่วนเผือก มนัจะปลูกบริเวณกลางไร่ขา้งตอไมท้ ี่ไฟไหมแ้ลว้ หรือที่มีข้ีเถา้มากๆ
35 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ บทที่ 5 อาหารและโภชนาการ 1. แหล่งอาหาร ละหู่จะมีการปลูกพืชพกัพ้ืนบา้นไวบ้ริเวณรอบๆ บา้นหรือ ในไร่ อาหารบางชนิดสามารถหา ไดจ้ากป่า ส่วนอาหารประเภทเน้ือสัตวจ์ะเล้ียงไวท้ี่บา้นหรือหาล่าสัตว์หรือดกัสัตวใ์นไร่ ในป่า ประเภทของพืช ผัก และผลไม้ ชนิด พืชผักที่ปลูกรอบบ้าน หรือ ในไร่ - ผักกาด - ถวั่ประเภทต่างๆ เช่น ถวั่ฝักยาว ถวั่เหลืองถวั่เขียว - พริก - ต้นหอม - ผักชี - กระเทียม - ขิง - มะเขือเทศลูกเล็ก - มะเขือ - มะระ - ผักชะอม - ฝักทอง, ฝักเขียว, ฝักหม่น - แตงกวา - แตงไทย - แตงโม - เผือก - มัน - หอมชู - มะแว้ง ผักที่มีในป่ าและล าห้วย - ผักกูด - กล้วยป่ า - โพะซี(ดอกต้งั) - โหชูร่อย (ผักแขยง)
36 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ - เจือปอแน้/ผะกอลอ(คาวตอง) - ป่ าคะกว้อย - ผักหนาม ผลไม้ - มะม่วง - กล้วย ผลไม้ป่ า ปักค้อ, มะเดือ, หมากเม่า, ลูกหว้า, มะตาด • สัตวเ์ล้ียงไดแ้ก่ไก่หมูวัว ควายและสุนขัๆ จะเล้ียงไวเ้พื่อเฝ้าบา้นและล่าสัตว์
37 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 2. การปรุงอาหาร ละหู่น่ึงขา้วเพียงคร้ังเดียวในแต่ละวนั โดยคา นวณให้พอกบัการบริโภคของสมาชิกในครอบ ครัวเรือน แต่ถา้ไม่พอก็จา เป็นตอ้งน่ึงอีกคร้ังหน่ึงในตอนเยน็การกินแต่ละม้ือประกอบดว้ยกบัขา้วเพียง 2 หรือ 3 ชนิด กับข้าวของละหู่ปรุงอย่างง่ายๆ นิยมกินรสเผด็พอดีบางม้ือก็กินแบบมีการตา น้า พริก และเอาผักสดมาแกล้ม เช่น ถวั่ ฝักยาว ผักกาด ต้นหอม กระเทียม บางม้ือหรือเมื่อมีโอกาสพิเศษจะ ต้มข้าวต้มไก่ ( อ่อ แนะ ) แกงเน้ือหมูสามช้ัน โดยหั่นหมู่สามช้ันให้เป็นชิ้นเล็กๆ ใส่เกลือให้ พอประมาณต้งัไฟเคี่ยวจนเน้ือเปื่อยดีพอ ตกัใส่ถว้ยน ามากินกบัขา้วสุกโดยมีพริกป่นเป็นเครื่องจิ้ม อาจจะมีกระเทียม หรือผักชีเพิ่มเติม ส่วนเครื่องในสัตวน์ ิยมควั่กบัพริกจนแห้งโดยใส่ตน้หอม ผกัชี ผสมด้วยกัน อาจจะคดัเลือกเน้ือหมูมาทา ลาบดิบ ตามแบบอย่างของคนพ้ืนราบ พืชผกัต่างๆ อาจจะ กินกนัสด ๆ แต่นิยมตม้เปื่อยมากกว่า เน้ือสัตวป์่าบางชนิด เช่น นก หรือกระรอกใชว้ิธีปิ้งหรือย่าง ไฟ หรือสับจนละเอียดควั่ ไฟกบัพริกกินกบัขา้ว สารปรุงแต่งอาหาร การปรุงอาหารของละหู่ท าอย่างง่ายๆ มีเกลือ พริ ก ผัก กระเทียม ต้นหอม และเครื่องเทศ 3. การถนอมอาหาร ในสมยัก่อนไม่มีอุปกรณ์ที่รักษาความสดเหมือนในปัจจุบนัเช่น ตูเ้ยน็ชาวละหู่จึงตอ้งคิดคนหา้ วิธีการถนอมอาหาร ซึ่งก็มีหลายวิธี เช่น การดองในหม้อ ในไห หรือในกระบอกไม้ไผ่ การตากแห้ง/ การรมควัน และการหมัก • การดอง อาหารที่น ามาดองมักจะเป็ นพวกหน่อไม้ผักกาด ซ่ึงการดองอาจดองไวใ้นปิ๊บ หรือ กระบอกไม้ไผ่ ผกัที่นา มาถนอมโดยวิธีน้ีก็จะมีผกักาด หัวไชเทา และหน่อไม้ หน่อไม้จะ ้หั่น ออกเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงไปกระบอกไม้เติมน้า ให้เตม็และวางพิงไวก้บัฝาบา้นประมาณ 10 วัน ก็กินเป็ นหน่อไม้ดองได้ ส่วนผักกาดดองใช้วิธีน าผักเป็ นต้นอัดใส่กระบอกไม้ไผ่ ให้แน่น เติม น้ าให้เต็มเก็บไว้เช่นเดียวกับหน่อไม้ ประมาณ 5-7 วันก็กินได้การดองจะใช้ส าหรับการ ถนอมอาหารในระยะส้ันๆ • การตากแห้ง/การรมควัน อาหารที่ผ่านการตากแห้งจะเก็บรักษาไว้ได้นาน บางทีก็กินได้เป็ นเดือนเป็ นปี ส่วน ใหญ่ที่น ามาตากแห้งก็จะเป็ นอาหารจา พวกเน้ือสัตวแ์ละผกันา เน้ือสัตวห์ ั่นเป็นชิ้นใหญ่คลุก กับเกลือมากๆ ใช้ไม้เสียบแล้วผึ่งลมให้แห้งโดยเสียบติดไว้กับชายคาบ้าน สามารถเก็บไว้ได้ เป็ นระยะเวลานานแต่ต้องกระท าในช่วงฤดูหนาว หรือใช้วิธีย่างไฟจนเน้ือแห้งเสียบกับไม้ผึ่ง ลมไว้เช่นกัน บางคนก็ใช้วิธีรมควนัโดยหั่นเน้ือสัตวเ์ป็นเส้นๆ เสียบกับไม้แล้วแขวงไว้เหนือ เตาไฟ หรืออาจท าหมูส้มโดยการต าข้าวสารให้ละเอียดผสมเกลือคลุกกับเน้ือใส่หมอ้ ปิดไว้
38 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ แน่นเก็บไว้กินได้เวลานาน ส่วนผักที่น ามาท าการตากแห้งน้นั ส่วนมากจะเป็ นผักกาด ถวั่โดย ล้างผักกาดให้สะอาดแล้วตากไว้กลางแดดให้แห้งเก็บไว้ในเข่งเล็กๆ ภาษาละหู่เรียกว่า (คอลอ) เมื่อต้องประกอบอาหารก็ต้องแช่น้า ตม้ใส่พริก เกลือ หอม กระเทียม ส่วนเมล็ดถวั่ที่ตาก แห้งอาจน าไปตม้น้า ให้เปื่อยแลว้น าไปควั่หรือหรือตม้ ใส่เน้ือหมูกินเป็นอาหาร ปลาก็ใช้วิธี เสียบไม้ผึ่งจนแห้งจัด แล้วน ามาเป็ นอาหารเมื่อต้องการ เช่น ต าผสมกับน้า พริกให้ละเอียดแล้ว น ามารับประทานกับข้าวเปล่าหรือเอาปลาแห้งน ามาต้มใส่ผักกาด แกงใส่หน่อ แกงใส่เผือก แกงใส่ลูกฝักทองและแกงใส่ปลีกล้วยก็อร่อยเช่น • การหมัก เป็ นการถนอมอาหารอีกอย่างหนึ่งโดยเฉพาะการทา ถวั่เน่า ที่ตอ้งตม้ถวั่ลิสงให้นิ่มแลว้ใส่ ไวใ้นตะกร้าโดยมีใบปูรองพ้ืนและทวั่ท้งัสี่ดา้น หมกัไวอ้ย่างน้ันให้มีกลิ่นหอม เมื่อไดท้ ี่แลว้ สามารถต ากินได้เลย บางคนก็ต าใส่เครื่องให้หอมแล้วตากให้แห้ง หรือตากให้แห้งหากจะกินก็ ผิงไฟให้หอมแล้วน ามาต ากิน 4. อุปกรณ์และเครื่องใช้ในการท าอาหาร 4.1 อุปกรณ์และเครื่องใช้ในการท าอาหาร อุปกรณ์/เครื่องใช้ในการท าอาหาร ภาพประกอบ ครก / สาก ใช้ในการต าส่วนผสมให้ละเอียด ท า มาจากไม้หรื อไม้ไผ่ก็ได้ ส่วนสากก็ท าจากไม้ เช่นกัน กระด้ง ใช้ส าหรับผัดข้าวหรือเป็ นภาชนะส าหรับ การใส่อาหารตากแห้ง กระด้งมีรูใช้ส าหรับร่อนถวั่ที่มีเศษดินติดอยู่ให้ ตกลงบนพ้ืน
39 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ น ้าเต้า ใชส้า หรับใส่น้า ไวใ้ชห้รือดื่ม ขันโตก ใช้ส าหรับต้ังส ารับข้าว และใช้วางผกั ต่างๆ บางคร้ังก็ใชว้างผกัตากแหง้ ไม้กวาด ใช้ส าหรับกวาดบ้าน 4.2 การท าความสะอาดและการเก็บรักษาอุปกรณ์ท าอาหาร อุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ ในการประกอบการรับประทานอาหาร เมื่อรับประทานเสร็จแล้วจะล้างท า ความสะอาดภาชนะทันที ช้อนรวบรวมใส่ในกระบอกไม้ หรือ ใส่ตะกร้า ส่วน ถ้วย ชามเมื่อล้างเสร็จ แลว้ตอ้งคว่า ไวมุ้มห้องครัวใกล้ๆ หรืออาจว่างบนหิ้งที่ทา ไวเ้ฉพาะ ส่วนหมอ้กระทะ น้ันๆอาจใช้ เส้นใยลูกบวบ หรือเศษผ้าใช้ช าระล้างก็ได้ แล้วเสียบไว้ข้างฝาบ้าน หรือคว ่าไว้รวมกับภาชนะอื่นๆ ภาชนะของละหู่จึงค่อนข้างจะสะอาด เพราะแยกออกเป็ นสักส่วน 5. อาหารเฉพาะกลุ่ม 5.1 อาหารที่รับประทานตอนตั้งครรภ์ อาหารของหญิงต้งัครรภห์ญิงละหู่ไม่มีข้อห้ามใดๆ ในเรื่องอาหาร จะกินอาหารได้ทุกประเภท ท้งัอาหารจ าพวกผักที่ได้มาจากการเพราะปลูกเองในไร่ขา้วหรือไร่ฝิ่น บางครอบครัวก็เพาะปลูกผัก สวนครัวโดยการยกร่อง หรือทา ในพ้ืนที่ที่ท านา นอกจากผักแล้วยังมีเห็ดต่างๆ ที่ข้ึนในป่ า รวมท้ัง หน่อไม้หลายชนิด ส่วนอาหารจา พวกเน้ือสัตวก์ ็จะมีหมูและไก่จะนิยมเล้ียงไวเป็ นอาหารของแต่ละ ้ ครอบครัวยงัมีเน้ือสัตวต์ ่างๆ ที่ได้มาจากป่ า เช่น เน้ือหมูป่า เน้ือเกง้เน้ือเม่น เน้ือไก่ป่า เน้ือกระรอก
40 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ อาหารที่ไดม้าจากสัตวน์ ้า เช่น ปลากุ้ง ที่หาได้จากล าห้วยใกล้หมู่บ้าน จะเห็นไดว้่าหญิงต้งัครรภล์ะหู่ จะไม่ขาดสารอาหารเพราะระบบผลิตของละหู่ที่มีความหลากหลาย รวมถึงการเล้ียงสัตว์เพื่อการ บริโภค ในสมัยก่อนหญิงต้งัครรภ์นิยมกินดินโป่งคือ ดินที่อยู่ไปในส่วนลึกของแก่นดินอยู่ในป่า จะ ขุดมารมควนั ให้มีกลิ่นหอม ซ่ึงมีตา นานว่าสมยันาติ(มนุษยค์นแรก) ต้งัทอ้งก็ไม่มีแรงกินดินหมดเขา ไปสามลูกและกินผลไมท้ี่มีรสเปร้ียวหมดป่าจึงมีแรงมากข้ึน ละหู่ส่วนใหญ่จึงนิยมกินดินโป่ ง อย่างไรก็ตามก็มีอาหารต้องห้ามส าหรับหญิงตั้งครรภ์บ้าง เช่น - ห้ามกินผลไม้แฝด เพราะกลัวว่าจะคลอดลูกออกมาเป็ นลูกแฝด - ห้ามกินปลีกล้วย เพราะกลัวจะคลอดลูกยาก 5.2 อาหารส าหรับหญิงหลงัคลอดลูก หลังคลอดลูกหญิงละหู่จะต้องพิถีพิถันในการเลือกอาหารการกินเป็ นพิเศษ เพราะมีความเชื่อ ว่าอาหารทุกอย่างที่แม่กินจะมีผลถึงลูกด้วยเพราะเด็กจะกินนมแม่ ถ้าแม่ไม่เลือกของกินอาจจะท าให้ ลูกไม่สบายและท้องเสียได้และอาหารยังเป็ นการบ ารุงหญิงหลังคลอดอีกด้วย หลังคลอด 12วันหญิง ละหู่จะกินเฉพาะไก่ที่เล้ียงไวเ้ท่าน้ัน ถา้ได้ไก่ดา ถือว่าดีมาก การคดัเลือกไก่ให้หญิงหลงัคลอดก็มี ความสา คญัมากไก่ตอ้งเป็นไก่อ่อนยงัไม่เริ่มขนัสา หรับกินม้ือเดียว ตอ้งมีขนสีเดียวจะไม่กินไก่ขนขาว และไก่ที่ขาสีเหลืองอันขาด ชิ้นส่วนของไก่ก็กินได้เฉพาะส่วนอกและน่องไก่ โดยต้องผ่าน กระบวนการต้มใส่เครื่องเทศ คือเมล็ดพริกไทยบด, แลฟื อซื่อ และเกลือเท่าน้นั ซึ่งเครื่องเทศสองอย่าง เพื่อให้เลือดลมไหลดีอุณหภูมิในร่างกายจะอุ่น การฆ่าไก่ตวัแรกให้กบัหญิงหลงัคลอดก็มีความส าคญั มากจะตอ้งฆ่าไก่ตรงกนัขา้มกบัเพศของเด็ก หากเด็กชายไก่ตวัแรกตอ้งเป็นตวัเมีย หากเป็นเด็กหญิง ตอ้งเป็นไก่ตวัผเู้ท่าน้นัเพราะมีความเชื่อว่าจะท าให้หาหนุ่มสาวส าหรับครองคู่ได้ง่าย หากพ้น 12วนัไปแลว้ สามารถฆ่าไก่ที่ตวัใหญ่ข้ึน กินไดส้ าหรับหน่ึงวนัแต่ก็มีวิธีการถนอม ไก่ให้สดไดด้ว้ยการฆ่าไก่เอาเครื่องในออกลา้งให้สะอาดแลว้เช็ดให้หมาดนา ตวัไก่ใส่ไวใ้นขา้วสารๆ จะดูดเอาน้า ในไก่และรักษาความสดของไก่ไว้ อาหารต้องห้ามส าหรับแม่หญิงหลังคลอด - ขา้วที่ข้ึนรา เพราะทา ใหน้ ้า นมแหง้และเป็นโรคผิดเดือน - เน้ือลิง เพราะเชื่อวา่ถา้กินแลว้ลูกของตนมีนิสัยเหมือนลิง - ห้ามกินปลาจนกว่าลูกจะอายุ5 เดือน เพราะเชื่อว่าลูกจะเป็ นเกล็ดเหมือนปลา 5.3 อาหารส าหรับเด็ก เด็กสามารถกินได้ทุกอย่าง แต่มีอาหารบางชนิดที่ห้ามเด็กกิน เพราะมีความเชื่อว่าจะท าให้เกิด สิ่งที่ไม่ดีเช่น
41 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ - ไข่ไม่ฝัก เพราะเชื่อวา่จะข้ีเกียจ - ขาไก่ - หวัไก่ - หงอนไก่หรือเหนียงไก่ 5.4 อาหารต้องห้ามส าหรับผู้ป่วย ผู้ป่วยทั่วไป - ห้ามกินอาหารที่ปรุงด้วยกระเทียม - ห้ามกินอาหารหมักดอง - ห้ามกินอาหารรสจัด - หา้มกินถวั่เน่า ผู้ป่วยบางโรค เช่น - โรคตาแดงหา้มกินเน้ือปลา เน้ือววัเน้ือเกง้เน้ือเม่น - โรคไขเ้ลือดออกไขม้าลาเรีย หา้มกินเน้ือไก่หน่อไมด้องและอาหารที่เยน็จดั - คนที่เป็ นไข้ ห้ามกินแตงกวา แตงไทย และแตงโม เพราะจะท าให้ร่างกายมี อุณหภูมิเยน็ข้ึน
42 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ บทที่ 6 นิเวศวิทยาชาติพนัธ ์ุ 1. การจัดแบ่งประเภททรัพยากรธรรมชาติ: ตามสภาพภูมิศาสตร์ตามความเชื่อ ตามประโยชน์ใช้ สอย 2. ระบบการจัดการทรัพยากรธรรมชาติตามประเพณี ทรัพยากรธรรมชาติคือ น้า ป่าไม้สัตวป์่า ดิน และสิ่งต่างๆ ที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติท้งัที่มี ชีวิต และไม่มีชีวิต ก ารจัดก ารท รัพ ยาก รธรรม ห ม ายถึ ง ก ารใช้ระบ บ ความ เชื่ อ วิธี ก ารใช้แล ะรัก ษ า ทรัพยากรธรรมชาติที่ผสมผสานระหว่างองค์ความรู้พ้ืนบา้น เช่น การจดัการป่า น้า ดิน ตามความเชื่อ ตามประเพณี และแบบสมัยใหม่ที่มีการจัดการอย่างเป็ นระบบและเป็ นสัดเป็ นส่วน เช่น ป่ าใช้สอย ป่ า อนุรักษ์ป่าตน้น้า พ้ืนที่ทา กิน ที่อยอู่าศยั ป่ ามอเลเว ป่ าแย้เขาะ (ป่ าดงดิบ) พื้นที่ท ากิน (ป่ ารอยต่อระหว่างป่ า กับป่ าเบญจพรรณ ) คะอู้ป่าแต ก ื อ(ชุมชน) ป่าคะหย้า (ป่ารอบๆชุมชน) ป่ า เด อ่อ (ป่ าเบญจพรรณ) ป่ า อ่อ ต่อ มา (ป่ าที่ราบ)
43 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 2.1 การจัดการพื้นที่ท ากิน ชนเผ่าละหู่ท าการเกษตรบนที่สูงโดยปลูกข้าวไร่เป็ นหลัก มีลักษณะเป็ นไร่หมุนเวียนที่จะ ท าซ้ าในที่เดิม 2-3 ปีแล้วจะยา้ยไปที่ใหม่จากน้ันจะหมุนเวียนกลับมาใช้ที่เดิมอีก ซึ่ งมีการแบ่ง ประเภทของไร่อายกุารใชง้าน ไดแ้ก่ 2.1.1 แฮ ส้ือ/แฮแค ส้ือ หมายถึง ไร่ใหม่ที่บุกเบิกทา กินในพ้ืนที่เป็นปีแรกจะปลูก ข้าว พริก และพืชส าหรับเป็ นอาหารอีกหลายอยาง 2.1.2 แฮ ส่า หรือแฮวอ้ ส่า หมายถึงไร่เก่าที่มีอายหุน่ึงปีข้ึนไป จะปลูกงา 2.1.3 แฮ ส่าแก๋หมายถึง ไร่เก่าที่มีอายุสองปีข้ึนไป และใช้ทา กินทุกปีติดต่อกนัและ จะปล่อยให้เป็ น “แฮ ส่า อ่อย” ในปี ต่อไป หรือเมื่อเห็นว่าปลูกพืชได้ผลผลิต น้อยลง 2.1.4 แฮ ส่าอ่อย หมายถึงไร่เก่าที่ปล่อยไวใ้หป้่าฟ้ืนสภาพแลว้จึงกลบัมาทา กินใหม่ ไร่เก่าของละหู่ทุกแปลงเจ้าของเดิมยังคงสภาพความเป็ นเจ้าของ มีกรรมสิทธิ์ ในการท ากิน เหนือที่ดินผืนน้ัน คนอื่นจะไปใช้ประโยชน์ไม่ได้แต่สามารถขออนุญาตจากเจา้ของเดิม โดยจ่ายค่าคมขวาน คมมีด คมจอบ (อา้ทออา้เท ฟู่) อาจจะเป็นหมูหรือไก่ การท าไร่ของละหู่จะท ากินในเขตป่ า แย้ สิลุย (พ้ืนที่ระหว่างป่าเขตร้อนกบั ป่าดงดิบ) เพราะ สภาพอากาศไม่หนาวไม่ร้อนเกินไป ปลูกข้าวไร่ได้ผลผลิตดี ไม่มีแมลงมารบกวน ส่วนผักกาดและผัก ชนิดต่างๆ จะปลูกในเขตป่ าแย้เขาะ (ป่ าดงดิบ) 2.2 การจ าแนกป่ าของละหู่ 2.2.1 แย้เขาะ คือ ป่าร่มเย็น ใบไม้เขียว ต้นไม้ต่ า น้ าใส น้ าดีส่วนมากจะเป็ นไม้ เน้ืออ่อน มักพบบริเวณพ้ืนที่สูง เช่น ดอยหลวงเชียงดาว หรือดอยอินทนนท์ ส่วนมากจะมีอาหาร พรรณไม้ต่างๆ และผลไม้ป่ าหลากหลายชนิดและเป็ นที่อยู่ อาศยัของสัตวป์่า เหมาะแก่การปลูกฝิ่น ไม่เหมาะสา หรับปลูกขา้ว ข้อควรปฏิบัติเมื่อเข้าในป่ าแย้เขาะ - การเข้าป่ าแย้เขาะ หากเป็ นผู้หญิงต้องชวนผู้ชายหลายคน เพราะมีสัตว์ป่ าที่ดุร้าย มาก - จะมีการร้องเพลง “ก่าหมื่น” ถึงญาติพี่นอ้งคนรักคนคิดถึงที่อยู่ห่างไกลเช่น บท เพลงที่บรรยายเรื่องความรัก หากมีคู่แล้วก็ร้องหาญาติพี่น้องที่คิดถึงว่าหากได้อยู่ ร่วมกันคงจะท างานได้มากกว่าน้ีตอนน้ีอยู่สุขสบายดีหรือไม่บางคนที่มีคนใน ครอบครัวเสียชีวิตก็ร้องแบบอาลัยอาวรณ์บางทีก็ร้องเพลาเก้ียวพาราสีกัน ระหว่างหนุ่มสาว หนุ่มจะร้องว่า “ถ้ามาอยู่กับฉันจะดูแลเป็ นอย่างดี จะเอามือ
44 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ เป็ นหมอนให้หนุนนอน เป็ นเพื่อนร่วมเดินทางเส้นทางเดียวกัน ท าไร่ใกล้กัน” ใน บางคร้ังอาจจะเป็นการสาปแช่งคนที่ทา ไม่ดีกบัตน เช่น หลอกหลวง ชอบอกหัก คนอื่นก็จะร้องเพลงว่า “ขอให้เป็ นโรคร้ายตาย พบกับคมดาบคมหอก หรือสัตว์ดุ ร้าย ข้อห้ามของพื้นที่ป่ าแย้เขาะ ชาวละหู่มีข้อห้ามที่สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความส านึกในการ ที่จะตอ้งรักษาทรัพยากร ดิน น้า ป่า ที่มีความสัมพนัธ์กบัวิถีชีวิตของชุมชนอย่างไม่อาจแยกจากกนั ได้ ข้อห้ามที่ส าคัญที่ชาวละหู่ทุกคนตอ้งรู้ไดแ้ก่ - ห้ามชักลากไม้ในป่ า เพราะเชื่อว่า ผีตางอย จะกัด ให้ตัดเฉพาะที่แบก กลับบ้านได้ - ห้ามร้องให้ พูดเสียงดัง หรือตะโกนโห่ร้องในป่า จะท าให้เจ็บป่ วย ได้ - หา้มโยนกอ้นหิน เชื่อวา่จะเจ็บหูและมีน้า หนองได้ - กลิ้ง พลิก หรือขวา้งกอ้นหินในป่า - ห้ามฆ่าสัตว์ที่เราไม่กิน - หา้มอุจจาระ ปัสสาวะลงน้า ไม่วา่จะเป็นตน้น้า หรือลา หว้ย - ห้ามดูยอดไม้หรือมองท้องฟ้าแล้วหัวเราะเยาะ หรือร้องให้ เพราะ เชื่อว่าจะท าให้ปากเบ้ียว - ห้ามมีเพศสัมพันธ์ในป่ าไม่ว่าจะเป็ นสามีภรรยา หรือ หนุ่มสาว ถ้า ไม่ปฏิบัติตามจะมีเสือเข้ามาในหมู่บ้านแล้วกัดคน หรือกัดกินสัตว์ ของคนที่ท าผิด หรือของเพื่อนบ้าน หรืออาจท าให้เจ็บป่ วยได้ (ละหู่ เชื่อว่าเสือเป็ นสุนัขของเทพ) 2.2.2 ป่าแย่ซิลุ้ย คือเขตป่ าระหว่างเขตร้อนกบัเขตช้ืน เป็นพ้ืนที่ระหว่างป่าโปร่งกบั ป่า ดงดิบ ซ่ึงเหมาะสา หรับอยอู่าศยัต้งัเป็นหมู่บา้น 2.2.3 เดออ คือ ป่าที่เป็นพ้ืนที่อากาศร้อน มีตน้ ไมสู้งและใบไมร้่วงมาก(ป่าแพะ) เป็น ป่าเขตร้อน มีป่าไผ่ไฟไหมไ้ดง้่าย เป็นพ้ืนที่ใช้สอยของชุมชนสภาพอากาศไม่ ค่อยดี หน้าร้อนก็ร้อนจัดหน้าหนาวก็หนาวมาก ท าให้ไม่สบายเป็ นโรคต่างๆ อยู่ บ่อยๆ เช่น โรคท้องร่วง โรคไข้หนาว โรคหวัด 2.2.4 อ่อ ต่อ มา หรือป่ าที่ราบ เป็ นบริเวณที่ท ากินและที่อยู่อาศัยเพราะเป็ นบริเวณที่ ใกลน้้า แต่มียงุชุมตอ้งระมดัระวงัความเจ็บป่วยที่มาจากยงุเช่น ไขม้าลาเรีย ไข้ป่ า
45 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 2.3 การจัดการป่ า ชาวละหู่แบ่งประเภทของป่ าเป็ น 3 ประเภทใหญ่ๆ คือ ป่ าอนุรักษ์ ป่ าใช้สอย และป่ าท ากิน โดยมีจารีต ขอ้หา้มต่างๆ เป็นกฎในการใชแ้ละรักษา ดงัน้ี 2.3.1 ป่ าต้องห้ามของชาวละหู่ เป็ นป่ าที่ห้ามท าไร่ ตัดไม้ ประกอบด้วย ➢ ชอ ตู่กือ คือ ป่ าช้า ➢ อี๊กะ หล่ออุ๊หรืออี๊กะ หล่อขอ้คือ ป่าตน้น้า หรือขุนน้า ป่าที่มีน้า ออกมาจะ ไม่ท าไร่เช่นกัน ➢ คะหย้า คือ ป่าใกลบ้า้น เป็นป่าที่มีไวเ้พื่อหาอาหารของสัตวเ์ล้ียง เช่น ไก่หมู วัว ควาย ฯลฯ ➢ แยเ้ขาะ เป็นป่าสูง ป่าตน้น้า ป่าดงดิบ เป็นพ้ืนที่ห้ามเขา้ไปทา กิน ห้ามตัดไม้ และห้ามล่าสัตว์โดยเด็ดขาด โดยมีความเชื่อว่า เป็ นบริ เวณที่มีเจ้าที่มี อิทธิฤทธิ์ แรง หากฝ่ าฝื นอาจท าให้ตายหรือเจ็บป่ วยได้ ➢ แม กุ๋ แจ คือ ป่ าผีดุ ป่ าที่มีต้นไพธิ์ ต้นไทร จะไม่ท าไร่ ชาวละหู่เชื่อว่าในป่ า แม กู๋ แจ เป็ นที่สิงสถิตของรุกขเทวดา และเทพารักษ์ ถ้าตัดไม้จะมีอันเป็ นไป เช่น กระดูกผุเป็นโรคเร้ือน เป็นตน้ ➢ ป่ าที่เถาวัลย์พันไปทางซ้ายของต้นไม้ เป็ นป่ าห้ามท ากิน ห้ามอยู่อาศัย เพราะ เชื่อว่าจะท าให้เกิดการฆ่าฟันกัน สัตว์ป่ าดุร้าย ชุมชนจะไม่มีความสุข 2.4 พิธีกรรมที่เกี่ยวกับป่ า • คะ อู้ป่า เต เว เป็ นการท าพิธีกรรมเพื่อขอให้เทพปกปักรักษาคนในหมู่บ้าน ชาวบ้านอยู่ดีมีสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และขอบคุณที่เทพารักษ์ช่วยปกป้อง รักษาโดยจะทา พิธีในบริเวณที่มีตน้ ไมข้้ึนอยา่งหนาแน่น ห่างจากหมู่บา้นประมาณ 1-5 กิโลเมตร และเป็นพ้ืนที่ที่อยู่ทางเหนือของหมู่บา้น การเลือกตน้ ไมเพื่อท าพิธี ้ น้ันจะตอ้งเป็นตน้ ไมท้ ี่ใหญ่กิ่งกา้นดีไม่มีบาดแผลใดๆ โดยสร้างศาลาเล็กไวใ้ต้ ตน้ ไม้และลอ้มร้ัวพ้ืนที่ประมาณ 2 งาน เพื่อเป็ นสถานที่บูชาเทพารักษ์ เจ้าป่ า เจ้า เขาผทู้ี่เขา้ไปทา พิธีไดค้ือโตโบ และส่าหล่าเท่าน้นัผอู้ื่นหา้มเขา้ไปเด็ดขาด กฎข้อห้ามของเขต คะอู้ป่าคือ ห้ามเขา้ไปในบริเวณที่ลอ้มร้ัว ห้ามตัดไม้ใช้ สอย หรือทา ไร่ใดๆ ท้งัสิ้น ห้ามเก็บของป่า ห้ามปล่อยสัตวเ์ล้ียงเขา้ไป และหา้มทา พิธีอื่นซ้า ซอ้นในบริเวณดงักล่าว • มอเลเว เป็นพิธีบูชาเทพารักษ์สิ่งศกัด์ิสิทธ์ิที่อยู่ในป่าเขา ให้ดูแลรักษาระบบนิเวศ ในชุมชน โดยแต่ละบา้นจะน าพืชผลที่ตนปลูกไดน้า ไปถวาย พร้อมกบัสัตวเ์ล้ียง
46 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ เช่น หมูไก่ไปไวท้ ี่บริเวณป่าที่กา หนดไว้เป็นการปฏิญาณตนว่าจะไม่ละเมิดต่อ ป่ า เทพารักษ์ และขอความอุดมสมบูรณ์ในการท าการเกษตร ข้อห้ามของป่ ามอเลเว ห้ามเก็บของป่ า ห้ามท าไร่ ห้ามตัดไม้ ห้ามเล้ียงสัตว์ และห้ามล่าสัตว์หากมีการละเมิดกฎ จะถือว่าเป็นการลบหลู่สิ่งศกัด์ิสิทธ์ิจะ ทา ใหม้ีภยัพิบตัิแก่หมู่บา้น หรือแก่ครอบครัวที่ทา การละเมิด 2.5 การจัดการทรัพยากรน ้า อี๊ก๊ะคือน้า ชาวละหู่เชื่อว่าลา ห้วยล้า น้ า มีผีคุม้ครองดูแลอยู่(อ้ีก๊ะ เน, หล่อเน) หาก ใครทา ผิดต่อน้า จะถูกลงโทษ มีอาการหนาวสั่น และเยน็ตลอดเวลา • ข้อห้ามเกี่ยวกับน ้า o บริเวณที่เป็นตน้น้า อ้ีก๊ะอู้เคาะไม่ให้ทา ไร่ไม่ให้ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ ลงใหน้ ้า และไม่ปิดก้นัที่ออกจากรูเพราะเชื่อวา่อวยัวะจะพองหรือตนัได้ o ในแม่น้า ลา ห้วย ห้ามก้นัน้า เพราะจะทา ให้ตาบอด หูหนวดได้แต่การก้นั น้ าชั่วคราวเพื่อหาปลาสามารถท าได้เสร็จแล้วต้องปล่อยน้ าให้ไหล ตามเดิม o หา้มเอาของเน่าเสียทิ้งลงในน้า o ห้ามน้ าผา้ที่เป้ือนเลือดของหญิงมีประจา เดือน หรือ หญิงคลอดลูกใหม่ ซักลงในล าห้วย เชื่อว่าจะท าให้เลือดออกไม่หยุด ท าให้ไม่สบายอาจถึง ตายได้ • พิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับน ้า o อ้ีกะ ซืออยู่เว เป็นพิธีไปเอาน้า ใหม่ทา ตอนเชา้มืดในวนัแรกของปีใหม่ เพื่อน ามาประกอบอาหาร และต้มให้อุ่นส าหรับด าหัวผู้ใหญ่ จะมีการท า พิธีขอบคุณน้า โดยเอาขา้วปุก1คู่ เทียนไข 1 เล่มไปเซ่นไหว้ในบริเวณที่ ใชน้ ้า o แม เหยาะ แม กงะ เว คือการทา พิธีไล่ผีสางที่ไม่ดีลงในน้ า โดยน าเมล็ด พันธุ์พืชทุกอย่างที่ท าให้สุก จัดเครื่ องครัว และอุปกรณ์ท ามาหากิน เพื่อให้ผีสางจากบา้นใหไ้หลลงในน้า ไปอยไู่ ปทา มาหากินที่อื่นๆ บริเวณที่ ท าพิธีคือที่บ้าน และล าห้วย
47 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ บทที่7 การดูแลสุขภาพ 1. ความเชื่อเรื่องสาเหตุของการเจ็บป่ วย ละหู่เชื่อว่าการเจ็บป่ วยเกิดจากสาเหตุหลายประการ เช่น การเจ็บป่ วยเนื่องจากถูกผีเข้าหรือ ล่วงเกินผีการเจ็บป่วยเนื่องจากร่างกายไดร้ับเช้ือโรค การเจ็บป่วยเนื่องจากเป็นไปตามธรรมชาติการ เจ็บป่ วยเนื่องจากถูกคาถาอาคมของผู้อื่นเป็นต้น ดังน้ันการท าให้หายปกติต้องมีการวินิจฉัยการ เจ็บป่วยให้ถูกตอ้ง และทา การรักษาตามสาเหตุอาการน้ัน ๆ จึงจะหาย ซ่ึงสามารถแบ่งสาเหตุการ เจ็บป่วยไดด้งัน้ี 1.1 ความเจ็บป่ วยจากจิตอ่อน มีความเชื่อว่าการเจ็บป่ วยที่เกิดจากภูตผี หรือเจ้าที่เจ้าทาง รบกวนหรือท าร้าย แยกได้เป็ น 3 ประเภท 1..1 การเจ็บป่ วยเนื่องจากไปรบกวนที่อยู่อาศัยของผีในป่ า 1..2 การเจ็บป่ วยเนื่องจากถูกวิญญาณผีตายโหงรบกวน โดยคนในเครื อญาติหรื อ ครอบครัวเดียวกันตายไม่ดี เช่น ถูกไม้ทับตาย ตกต้นไม้ตาย เป็ นต้น เชื่อว่าวิญญาณ ไม่สามารถไปสู่โลกของวิญญาณได้จึงกลับมารบกวน เพื่อให้คนในบ้านให้ท าพิธีส่ง ดวงวิญญาณไปสู่สรวงสวรรค์ 1..3 เกิดจากถูกผู้อื่นกระท าหรือถูกคาถาอาคม การเจ็บป่ วยที่เกิดจากการกระท าของผู้อื่น น้นัลกัษณะของอาการจะแตกต่างไปจากการเจ็บป่วยโดยทวั่ ไป คืออาการการ เจ็บป่ วยจะไม่ชัดเจนไม่สามารถหาอาการหรือต้นเหตุได้อย่างชัดเจน ต้องใช้การ เขา้ทรงดูวา่อาการการเจ็บป่วยเกิดจากสาเหตุอนั ใด แต่วา่การเจ็บป่วยชนิดน้ีก็เป็น การยากพอสมควรที่จะค้นหาต้นตอของการเจ็บป่ วยได้ การถูกอาคม หรือที่รู้จัก และเรียกกนัวา่จะแน่ตอ้งอาศยัคนที่เก่งและมีความรู้เรื่องน้ีโดยเฉพาะ จึงจะ สามารถที่จะรักษาอาการน้ีได้โดยการทา พิธีหรือใชค้าถาอาคมถอนคาถาอาที่คนอื่น กระทา น้นัออกจากคนที่เจ็บป่วยเกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติ 1..4 การเจ็บป่วยที่มีสาเหตุมาจากสิ่งที่เหนือธรรมชาติน้ันอาจเป็นเพราะ การที่ขวัญของ ตัวเองอ่อนท าให้ถูกผีป่ า ผีเขา ท าให้เกิดการเจ็บป่วยข้ึนได้ หรื ออาจเกิดจาก วิญญาณของบรรพชน เนื่องจากาต้องการความช่วยเหลือ หรือว่าเราท าอะไรที่ กระทบต่อบรรพชน หรือการละเมิดต่อสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิหรือผี จึงส าแกงอิทธิฤทธิ์ ให้ผู้ ล่วงละเมิดรับทราบ วิธีการรักษาต้องอาศัยหลายวิธีการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็ นยา สมุนไพร หรือการเข้าทรง หรือใช้คาถาอาคม ผีในที่น้ีหมายถึงสิ่งที่มีอา นาจเหนือ ธรรมชาติ
48 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ 1.2 การเจ็บป่ วยเนื่องจากได้รับเชื้อโรค เชื่อโรคในความหมายของละหู่น้ันไม่สามารถแยกแยะ ได้ว่าเป็ นประเภทไหน ชื่ออะไร รู้แต่ว่าเป็ นตัวที่ท าให้เราเจ็บป่ วยได้ 1.3 การเจ็บป่วยเนื่องจากอุบัติเหตุเช่น กระดูกหัก มีดบาด เคล็ด พลิก แพลง เป็ นต้น ซึ่งเชื่อว่า เกิดจากความประมาทของตนเอง หรือเกิดข้ึนเพราะกรรม มีเวรกรรมของตวัเอง เมื่อไดร้ับ อุบตัิเหตุแลว้จะถือวา่สิ้นเคราะห์กรรมไปหรือวา่เป็นบทเรียนใหเ้ราระมดัระวงัมากข้ึน 1.4 การเจ็บป่ วยเนื่องจากสัตว์กัด ต่อย เช่น งูกัด ผ้ึงต่อย เป็นตน้ 1.5 การเจ็บป่ วยเนื่องจากอาหารเป็ นพิษ เช่น กินเห็ดที่มีพิษ เป็ นต้น 1.6 การเจ็บป่ วยเนื่องจากเป็ นไปตามธรรมชาติ เกิดจากอากาศหรือตามธรรมชาติ การเจ็บป่ วยที่ มีสาเหตุมาจากธรรมชาติน้นัเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศทา ให้ร่างกายไม่สามารถที่ จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพอากาศและธรรมชาติได้ทัน จึงท าให้เกิดอาการเจ็บป่ วย การ เจ็บป่วยที่เกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติน้ัน วิธีการรักษาจะรักษาตามอาการที่พบ ซ่ึงส่วน ใหญ่จะใช้ยาสมุนไพรรักษาเป็ นหลักเช่น การต้งัครรภ์การคลอดบุตร ชราภาพ เป็นตน้ 2. ประเภทของหมอพื้นบ้าน มี 5 ประเภท 2.1 ม้อ (หมอท าพิธีกรรม) เป็ นเพศชายที่ต้องเรียนภาษาที่จะสื่อสารพรเจ้า และภูตผีได้ หมอ พิธีกรรมที่รักษาโดยพ่ึงพาสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิสามารถติดต่อระหว่างมนุษยก์ ับพระเจา้โดยผ่านการทา พิธีกรรมต่างๆ เช่น พิธีฮา โคเว (เรียกขวญั ) พิธีกู่เขาะ เว (ขอขมา) พิธีแม กวะ เว(ขับไล่ผี) พิธี ค้อ ต้า เต เว (ท าเครื่องเซ่นไหว้บูชา) ซ่ึงการสืบทอดความรู้จะมีท้งัจากการเรียนรู้จากบรรพบุรุษ หรือสืบสายโลหิต และการที่สิ่งศกัด์ิสิทธ์ิดลบนัดาลใหเ้ป็น เช่น การเขา้ทรงการเขา้ฝัน เมื่อมีคนมาขอให้ท าพิธี 3 คร้ัง หมอผีตอ้งเซ่นไหวค้รู1คร้ัง หรือถา้ไม่มีคนมาขอใหท้า พิธีตอ้ง ท าพิธีเซ่นไหว้ครูด้วยตนเอง อุปกรณ์ที่ใช้ในการเซ่นไหว้ครูของหมอ ประกอบด้วย 1) ไก่1 ตัว 2) ขา้วเปลือกควั่ 3) เทียนไข 4) หญ้าคา 3 มัด 5) ไม่ไผ่แหลม เหลามาท าเป็ นกากบาท 2.1 ส๊ ะ ส่ า หล่า (หมอคาถาอาคม) รักษาโดยการใช้คาถาปัดเป่ าเช่น รักษากระดูก การห้าม เลือด รักษาแผลไฟไหม้ หรือเป่ ากันผีร้าย เป็ นต้น 2.2 ซื่อเกอเห๊าะ เกอ นะ ฉื่อ ส่า หละ (หมอยาสุมนไพร) ส่วนใหญ่เป็ นหญิงมากว่าชาย เป็ น ผู้ที่มีความรู้ด้านสมุนไพรในการรักษาโรคต่างๆ ซึ่งหมอแต่ละคนก็จะมีวิธีการรักษาที่
49 องค์ความรู้ชนเผ่าละหู่ แตกต่างกนั ไปท้งักระบวนการวิธีการที่เป็นเฉพาะบุคคลรวมท้งัการไดม้าซ่ึงวิชาความรู้ เรื่องยาและวิธีการรักษาที่แตกต่างกัน เช่น โดยการเรียนรู้จากการถ่ายทอดของคนใน ครอบครัว เช่น จากปู่ ย่า พ่อ แม่ ให้กับลูกหลาน โดยใช้วิธีการถ่ายทอดตามธรรมชาติ เช่น เวลาไปเก็บยาสมุนไพรจะพาลูกหลานไปด้วย หมอยาจะอธิบายสรรพคุณของยาแต่ละ ชนิดให้ฟัง รวมท้งัสูตรการผสมยา บางคนที่มีความสนใจในเรื่องหมอยาเป็นพิเศษจะไป ขอเรียนกบัหมอยาที่เก่งๆ บางคนไดสู้ตรยาโดยการฝันหรือที่เรียกวา่ยาผีบอก บางคนตอ้ง แอบเรียน 2.3 ย่า โต๊ะ ป่ า ย่า โต๊ะ มา (หมอต าแย ชาย/หญิง) ในหมู่บ้านละหู่จะมีหมอต าแยหลายคน ท้งัที่ เป็ นผู้หญิงและชาย ส่วนใหญ่จะเป็ นผู้หญิง ส่วนผู้ชายจะท าคลอดให้กับภรรยาของตน เท่าน้นักรณีที่ภรรยาอายไม่กลา้ขอให้หมอตา แยคนอื่นมาทา คลอดให้การที่หมอตา แยจะ ทา คลอดให้ต่อเมื่อได้รับคา ขอร้องให้ช่วยเท่าน้ัน จะไม่มีการอาสาสมคัรเขา้ไปช่วยโดย เด็ดขาด เพราะหากเกิดความผิดพลาดข้ึนมา จะทา ให้ภาพพจน์เสียหาย แต่เมื่อไดร้ับการ ร้องขอ จะปฏิเสธไม่ได้ หมอต าแยจะได้ค่าตอบแทนจากการท าคลอดจ านวน 1 แถบ เรียกว่า หลัก แซ ซื่อ ฟู่ แปลว่า ค่าล้างมือ 2.4 ม้อ หงี เยะ ป่ า (หมอบีบนวด) เป็ นการรักษาโดยการบีบนวดเพื่อรักษาโรคปวดเมื่อยตาม ร่างกาย การรักษาเพื่อต่อกระดูกที่หัก การนวดรักษาข้อเคลื่อน ขาพลิกแพลง การนวด รักษาคนที่มีบุตรยาก การนวดอาจจะรักษาควบคู่ไปกับการเป่ าคาถาหรือสมุนไพรร่วมด้วย ก็ได้ 3. การรักษาสุขภาพทางด้านจิตใจ วิธีการรักษาหมอแต่ละคนจะไม่เหมือนกันบางคนใช้สมุนไพร บางคนรักษาด้วยคาเป่า บางคนใชว้ิธีการบีบ นวด บางคนใชท้ ้งั 3 วิธี คือ 1) การเจ็บป่วยเนื่องจากแมลงกดัต่อย เช่น ถูกงูกัด แมลงกัดต่อย การรักษามีท้งัทาง พิธีกรรม และการรักษาโดยใช้ประสบการณ์ที่ผ่านมา เช่น ถ้างูกัดต้องรับเอาพิษออก มดัไม่ให้พิษเขา้ใจถา้ผ้ึงต่อยตอ้งเอาเหล็กในออกก่อน หรือใช้คาถาเป่า ใช้สมุนไพร ปัจจุบนัมีการใชว้ิธีการรักษาตามยาแผน ปัจจุบนัมากข้ึน 2) การเจ็บป่ วยเนื่องจากอาหารเป็ นพิษ กินอาหารที่มีพิษ เช่น เห็ดที่เป็ นพิษ ท าให้มี กระบวนการเรียนรู้วิถีชีวิตในเรื่องอาหารกิน วิธีเลือกกินอาหารที่ถูกต้องรู้ว่าพืชชนิด ใดออกตรงไหน และไม่ควรกินอย่างไร 3) การเจ็บป่วยเนื่องจากเป็นไปตมธรรมชาติเช่นการเจ็บป่วยที่มาจากการต้งัครรภ์การ เจ็บป่ วยที่เกิดจากการคลอดบุตร การเจ็บป่ วยที่เกิดจากความชรา ซึ่งวิธีการรักษาจะมี ท้งัพิธีกรรม การบีบ นวด และยาสมุนไพร