The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่าละหู่ +

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-21 22:42:08

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่าละหู่ +

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่าละหู่ +

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่า ละหู่


เรื่องที่ ๑ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายมอเส่ ยาป่า อายุ ๖๕ ปี ชื่อหมู่บ้าน ต้นผึ้ง ที่อยู่เลขที่ ๑๔๘ หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เด็กกำพร้าได้เป็นกษัตริย์ ๒. ประเภทของเรื่อง กำพร้า ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายมอเส่ ยาป่า ๕. เชื้อสายที่สืบทอด ไม่มี ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กกำพร้าอยู่หนึ่งคน เด็กกำพร้าคนนี้เป็นคนไฝ่เรียนรู้ จึงไปเรียนหนังสือในเมือง เขาไปเรียน หนังสืออยู่สามปีก็คิดถึงบ้าน จึงไปขออนุญาตอาจารย์ “อาจารย์ครับ ผมขอกลับไปบ้านได้ไหมครับ” เขาคิดว่านอกจาก อาจารย์จะอนุญาตให้กลับแล้วคงจะมีเงินทองให้กับเขาด้วย แต่อาจารย์ไม่ได้ให้เงินทองกับเขา มีเพียงคำสอนสามข้อ คือ หนึ่งหากเจ้ารีบกลับจะถึงไว สองหากเจ้าชอบถามจะทำให้เจ้าได้เรียนรู้ และสามหากไม่หลับไม่นอนเจ้าจะมีชีวิตรอด จากนั้นเด็กกำพร้าก็รีบกลับบ้าน ระหว่างทางเจอกับกลุ่มผู้หญิงกลุ่มใหญ่ เขาก็เลยถามว่า “ทำไมที่นี่จึงมีคนอยู่เยอะจัง เลย” พวกเขาก็บอกว่า “มีพระราชินีองค์หนึ่ง แต่งงานกี่ครั้งสามีก็ตาย แต่งคืนนี้พรุ่งนี้เช้าก็ตายไปแล้วทุกราย” เด็ก กำพร้าก็เลยบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะแต่งเอง” เมื่อพระราชินีมาเขาก็แจ้งความประสงค์ของเขา พระราชินีก็ยินยอม แล้วพาเด็กกำพร้าไปในวัง ในคืนนั้นพระราชินีจัดเตรียมที่นอนให้กับเด็กกำพร้าแล้วกลับไปนอนในที่ของตน เด็กกำพร้า ถือมีดไปท้ายสวนตัดต้นกล้วยมาหนึ่งต้น เอาต้นกล้วยมาวางบนที่นอนพร้อมกับห่มผ้าห่มให้ดูเหมือนมีคนนอนอยู่ ส่วน เด็กกำพร้าก็ไปแอบอยู่ดูข้างห้อง ไม่ยอมหลับไม่ยอมนอน ตกดึกได้ยินเสียง ฟิ้ว ฟ้าว เห็นงูตัวใหญ่เข้ามาในห้อง อ้า ปากกว้างกัดไปที่ต้นกล้วยนั้น ด้วยความที่มีฟันแหลมยาว ฟันงูก็เลยติดอยู่ที่ต้นกล้วย เด็กกำพร้าเห็นอย่างนั้นก็รีบเอามีด


ฟันงูเป็นท่อนๆ ตอนเช้าพระราชินีเห็นอย่างนั้นก็ชื่นชมเด็กกำพร้าว่า “ท่านเป็นคนที่เก่ง สมควรจะได้เป็นกษัตริย์ของ เมืองนี้” จึงแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์ หากเราเชื่อฟังจะเกิดคุณ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต การเชื่อฟังและทำตาม เหมือนกับเด็กกำพร้าคนนี้ที่เชื่อฟังคำสั่งสอนของอาจารย์ กลับบ้านด้วยความไว หากมี อะไรก็ถาม และไม่หลับไม่นอนเพื่อสังเกตการณ์ จนสุดท้ายสามารถฆ่าสัตว์ร้าย และได้เป็นกษัตริย์ในที่สุด ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ไม่มีเอกลักษณ์ที่เป็นของละหู่ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มีผู้รู้นิทานเรื่องนี้และไม่เคยเล่าให้ใครฟัง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้ยินเรื่องนี้จากอาจารย์เบนเหล่ ประมาณ ๒ ปีที่แล้ว • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร อยากให้เด็กๆ ฟังนิทานเรื่องนี้ ให้เด็กเชื่อฟังพ่อแม่มากยิ่งขึ้น


เรื่องที่ ๒ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะเหมาะ จูโป อายุ๘๐ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมู ที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัด เชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เพราะเชื่อฟังจึงได้เป็นแม่ทัพ ๒. ประเภทของเรื่อง กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีกษัตริย์องค์หนึ่งเลือกแม่ทัพจากทหารสองคน กษัตริย์อยากจะให้ตำแหน่งแม่ทัพกับทหารที่มี คุณสมบัติเชื่อฟังกษัตริย์ และทำงานเก่ง ด้วยเหตุนี้กษัตริย์จึงเอาหีบใส่ทอง และหีบใส่เงิน ใส่ลงไปในบ่อน้ำ เอาถังน้ำ ตระกร้าไม่ไผ่ และบันไดวางไว้ข้างบ่อน้ำ แล้วเรียกทหารสองคนนั้นมาให้เอาถังตักน้ำในบ่อใส่ในตะกร้าไม้ไผ่ให้เต็ม ทหารทั้งสองคนก็ทำตาม ผ่านไปสักพักทหารคนหนึ่งก็บอกว่า “ตะกร้าไม้ไผ่จะใส่น้ำให้เต็มได้อย่างไร กษัตริย์ให้เราทำใน สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คงจะอยากให้เราตายนั่นแหละ” ทหารคนนั้นจึงไม่ทำต่อ แต่ว่าทหารอีกคนหนึ่งก็พยายามตักน้ำใส่ ตะกร้าต่อไป ตักน้ำไปเรื่อยๆ จนน้ำในบ่อเริ่มแห้ง ตอนนั้นเองเขาก็เห็นมีหีบอยู่ก้นบ่อสองใบ จึงใช้บันไดไต่ลงไปยกหีบ ขึ้นมาไว้ข้างๆ บ่อ เมื่อกษัตริย์กลับมาดูแล้วถามว่า “ตักน้ำใส่ตะกร้าเต็มหรือยัง” คนที่ไม่ได้ตักก็ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไร ส่วนคนที่ตักน้ำก็ตอบว่า “ตักน้ำทิ้งหมดแล้ว ยิ่งกว่านั้นตอนนี้เห็นมีหีบอยู่ก้นบ่อสองใบจึงลงไปเอาขึ้นมาไว้ให้ข้างบ่อนี่ แหละ” จากกนั้นกษัตริย์ก็ถามอีกว่า “มีอะไรในหีบนั่นล่ะ” ทหารคนนั้นก็เปิดหีบเห็นเงินและทองอย่างละใบ กษัตริย์รู้ ได้ทันทีว่าคนไหนที่สมควรจะได้เป็นแม่ทัพจึงบอกกับคนที่ตักน้ำว่า “จากวันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะได้เป็นแม่ทัพที่มีอำนาจ รองจากข้า ส่วนหีบเงินและทองนั้นให้เจ้าเอาไปใช้ในครอบครัวเถอะ”


๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง ๘. ท่าทาง - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า - สำหรับคนที่เป็นครูจะเล่าให้นักเรียนฟัง ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ความเชื่อฟัง หากเราเชื่อฟังพ่อแม่ ผู้ใหญ่ แม้จะไม่เห็นผลในทันที แต่จะผลในการดำเนินชีวิตของเรา - ความซื่อสัตย์ ทหารที่เห็นหีบสมบัติ ไม่ได้เปิดดู เพราะคิดว่าไม่ใช่สิ่งของๆ ตน เราก็ควรจะเป็นอย่างนั้น อะไรที่ไม่ใช่ของๆ เรา เราไม่ควรเอาไป ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ไม่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - มี ๒ คน - ประมาณ ปีละครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนเป็นผู้ใหญ่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจมาก จึงเล่าให้กับเด็กและเยาวชนในการจัดค่ายอนุชนของคริสตจักร


เรื่องที่ ๓ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ชื่อ-สกุล นางอามิริสิริอายุ ๕๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ต้นผึ้ง ที่อยู่เลขที่ – หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕/๑๐/๒๐๑๒ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: คนซื่อตรง ๒. ประเภทของเรื่อง กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นางอามิริ สิริ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีคนซื่อตรงอยู่คนหนึ่ง ทุกๆ วันเขาจะออกไปขอทาน จนกระทั่งวันหนึ่งเขาเดินไป ตลาดเลยมาจนถึงหน้าบ้านของกษัตริย์ เมื่อเขายืนอยู่หน้าประตูบ้านกษัตริย์ๆ ก็บอกสาวใช้ “เอาขนมไปให้ขอทานสัก สองก้อนนะ” สาวใช้ก็นำขนมที่กษัตริย์บอกไปให้กับขอทานคนนั้น คนทานคนนั้นเห็นขนมมีกลิ่นหอมน่าอร่อยจึงห่อเก็บ ไว้อย่างดี แล้วขอทานต่อไปเรื่อยๆ ตกเย็นก็กลับบ้าน ยังเก็บขนมไว้ไม่กล้ากินเพราะเสียดาย วันรุ่งขึ้นลูกกษัตริย์สองคน ออกไปล่าสัตว์แล้วหลงทางมาที่บ้านคนซื่อตรง ด้วยความหิวจึงร้องขออาหาร “เราสองคนออกมาล่าสัตว์ ตอนนี้หิวข้าว หิวน้ำมาก ขอกินน้ำกินข้าวหน่อยนะ” ด้วยความสงสารคนซื่อตรงก็เอาขนมที่ตนเองได้จากกษัตริย์ให้ลูกกษัตริย์กิน เมื่อ กินเสร็จแล้วพวกเขาก็กลับบ้าน แต่เมื่อถึงบ้านพวกเขาก็ตายทันที เพราะกษัตริย์รู้สึกรังเกียจขอทานจึงใส่ยาพิษไว้ในขนม หวังให้ขอทานตาย แต่คนที่ได้กินขนมกลับเป็นลูกตายตนเอง ก็รู้สึกเสียใจเป็นอันมาก ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร


๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ให้ทุกข์แก่ท่าน ทุกข์นั้นถึงตัว เหมือนกับกษัตริย์ที่อยากให้ขอทานตาย ใส่ยาพิษในขนม แต่สุดท้ายคนที่ตาย กลับเป็นลูกของตนเอง ๑๒.เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ไม่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า ไม่มี ไม่บ่อย ประมาณ ปีละครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฟังในโบสถ์ จำคนเล่าไม่ได้ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร จะเล่าเฉพาะตอนที่มีโอกาส เช่น ในโบสถ์


เรื่องที่ ๔ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายจะทอ จะกีอายุ ๗๖ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยลุกหลวง ที่อยู่เลขที่ ๕๕๑ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ช้างกับลิงแข่งกันใหญ่ ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะกอ จะกี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง ช้างและลิงเป็นเพื่อนกัน พากันไปหากินในป่าใหญ่ ระหว่างที่นั่งพักช้างพูดขึ้นมาว่า “เมื่อก่อนตอน ที่ฉันมาที่นี่ ต้นไทรต้นนี้ยังเล็กๆ อยู่เลย ตอนนี้ต้นใหญ่มากแล้ว” ลิงก็ตอบกลับมาว่า “ต้นไทรต้นนี้เกิดจากขี้ที่ฉันมาขี้ทิ้ง ไว้” ทั้งช้างและลิงต่างก็อยากเป็นพี่จึงไม่ลงรอยกัน ทั้งสองพากันไปหานกเค้าแมวที่เป็นเจ้าแห่งหก นกเค้าแมวก็บอกให้ ทั้งสองไปเก็บผลไม้ที่อีกฝั่งของแม่น้ำ ช้างและลิงจึงพากันไป ลิงนั้นข้ามไม่น้ำไม่ได้ ช้างก็เลยให้ขี่หลัง พอไปถึงช้างเก็บ ผลไม้ไม่ถึงจึงให้ลิงเก็บ ลิงเก็บผลไม้มาได้ก็ไม่อยากแบ่งให้กับช้าง แต่ตอนที่จะข้ามแม่น้ำต้องให้ช้างถือไว้ เมื่อกลับมาถึง นกเค้าแมวก็ถามทั้งสองว่า “ใครข้ามแม่น้ำได้?” ทั้งสองตอบว่า “ช้าง” นกเค้าแมวก็ถามอีกว่า “ใครเก็บผลไม้ได้” ทั้ง สองก็ตอบว่า “ลิง” นกเค้าแมวจึงบอกทั้งสองว่า “เจ้าทั้งสองไม่มีใครใหญ่กว่าใครหรอก ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปขอให้ สามัคคีกันนะ” ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร


๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต แต่ละคนมีดีของตนเอง เราไม่ควรจะเทียบกับว่าเขาเก่งกว่าเรา หรือเราเก่งกว่าเขา เพราะทุกคนมี ความสามารถคนละอย่าง คนละด้าน (อย่าดูถูกหรือรังแกผู้อ่อนด้อย) ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ไม่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า มี ๓-๔ คน เคยเล่าให้หลายคนฟังในวงสนทนา (วงน้ำชา) • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ ฟังมาพ่อตั้งแต่เด็ก จากวงน้ำชา • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร มีความตั้งใจมาก เคยเล่าให้ลูกหลานฟังเวลามาเที่ยวหาที่บ้าน


เรื่องที่ ๕ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายจะกอ สิริอายุ๖๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน ต้นผึ้ง ที่อยู่เลขที่ - หมู่ที่๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ผึ้งและผีเสื้อ ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะกอ สิริ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง ผึ้งกับผีเสื้อมาเป็นเพื่อนกัน เขาทั้งสองคุยกันว่า “เราทั้งสองนั้นหาดอกไม้เพื่อกินดื่มเป็นอาหาร เหมือนกัน มาเป็นเพื่อนกันเถอะ” ผึ้งนั้นหาที่อยู่ในโพร่งต้นไม้ทำรังอยู่ด้วยกันเป็นหมู่ แล้วคอยหาอาหารหาน้ำมาเก็บไว้ ทุกวัน แล้วผึ้งก็ถามผีเสื้อว่า “เพื่อนผีเสื้อ พวกเจ้าอยู่ที่ไหนเหรอ” ผีเสื้อก็ตอบกลับมาว่า “พวกเราไม่ต้องหาที่อยู่เราก็มี ความสุขมากอยู่แล้ว เราจึงจัดงานฉลองกันทุกวันเลยจ้ะ เพื่อนผึ้ง” ผึ้งก็บอกกับผีเสื้ออีกว่า “เพื่อนผีเสื้อ ให้หาที่อยู่ หา อาหารสำรองไว้ด้วยนะ ไม่อย่างนั้นพอถึงฤดูฝน ฤดูหนาว จะไม่มีที่อยู่ที่กินนะ” ผีเสื้อก็ไม่เชื่อผึ้ง จนกระทั่งวันหนึ่งมีฝน ตกหนัก อากาศหนาวผีเสื้อออกมาหากินไม่ได้จึงพากันอดตาย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร ๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด


๙. โอกาสที่เล่า เล่าได้ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - การวางแผน ไม่ว่าเราจะเป็นอะไร วัยไหน ทำอาชีพอะไร ต้องรู้จักวางแผนอนาคตของเรา - เราต้องเชื่อฟังคำตักเตือนจากเพื่อน อย่าเป็นเหมือนผีเสื้อที่ไม่ฟังคำตักเตือนของเพื่อนผึ้ง หาแต่ความสุขไป วันๆ - ความประมาทในการใช้ชีวิต ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ไม่มีลักษณะที่สะท้อนถึงอัตลักษณ์เฉพาะของชนเผ่า แต่การเล่านิทานเพื่อเปรียบเทียบสอนเป็นสิ่งที่ชาวละ หู่มักจะทำอยู่เสมอๆ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มีใครเล่าได้ - เคยเล่าให้เด็กๆ ฟังตอนที่สอน Sunday school • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - พ่อเล่าให้ฟัง ก่อนนอน • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจถ่ายทอดให้กับคนอื่น โดยเฉพาะกับเด็ก


เรื่องที่ ๖ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายจะทอ จะกี อายุ ๗๖ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยลุกหลวง ที่อยู่เลขที่ ๕๕๑ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: พระเจ้าเนรมิตสรรพสิ่ง ๒. ประเภทของเรื่อง การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะกอ จะกี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง จุดกำเนิดของสรรพสิ่งนั้น พระเจ้าเนรมิตทูตสวรค์ (ผู้ช่วย) ขึ้นมา ๒คน คือ อาด้อ และอาก๊า อาด้อนั้นเป็น ตัวแทนของผู้ชาย ส่วนอาก๊านั้นเป็นตัวแทนของผู้หญิง เพื่อคนละหู่พระจ้าคิดที่จะสร้างท้องฟ้าและแผ่นดิน ยืนคิดจน รองเท้าสึกไป ๗ คู่ นั่งคิดจนเก้าอี้หักไป ๗ อัน จึงคิดได้ว่าจะต้องสร้างท้องฟ้า ผืนดิน และสรรพสิ่งบนโลกนี้ เมื่อคิดออก แล้วพระเจ้าให้อำนาจจากมือของพระเจ้า มอบหมายให้อาด้อสร้างท้องฟ้า ส่วนอาก๊าให้อำนาจจากเท้าของพระเจ้าให้ สร้างผืนดิน อาด้อก็นำอำนาจจากมือของพระเจ้ามาใส่คานท้องฟ้า อาก๊าก็เอาอำนาจจากเท้าของพระเจ้ามาใส่คาน แผ่นดิน ใส่เนื้อท้องฟ้า ใส่เนื้อแผ่นดิน แล้วมอบคืนให้กับพระเจ้าๆ เอาท้องฟ้าและแผ่นดินมาคลุมใส่กัน ปรากกฏว่า อาก๊าสร้างสร้างแผ่นดินได้ใหญ่กว่าท้องฟ้า แผ่นดินต้องย่นเข้ามาจึงกลายเป็นภูเขา หุบเหว เหมือนเช่นทุกวันนี้ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร ๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด


๙. โอกาสที่เล่า ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ให้เราดูแลรักษาธรรมชาติ เพราะกว่าพระเจ้าจะคิดและเนรมิตได้ต้องทุ่มเทมาก และให้เราเอาจริงเอาจังกับทุก สิ่งดังเช่นพระเจ้า ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ชาวละหู่เชื่อว่าพระเจ้าเนรมิตทุกสิ่งในโลก ทั้งผู้ที่นับถือดั้งเดิม และศาสนาคริสต์ มีบทเพลงดั้งเดิมของละหู่ที่มี เนื้อหาพระเจ้าเนรมิตโลก และสรรพสิ่ง ตลอดจนเป็นส่วนหนึ่งในบทเพลงอื่นๆ เช่น เพลงเกี้ยวพาราศี เพลงปีใหม่ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - เล่าได้เกือบทุกคน แต่อาจจะต่างไปในรายละเอียด - เล่าให้ฟังตลอด เวลามีลูกหลานมาเที่ยวหาที่บ้าน • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ฟังมาตั้งแต่เด็ก จากพ่อแม่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจมาก เคยเล่าให้ลูกหลานฟังเวลามาเที่ยวหาที่บ้าน


เรื่องที่ ๗ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะเหมาะ จูโป อายุ ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมู ที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: พระราชากินแกลบ ๒. ประเภทของเรื่อง กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง พระราชาองค์หนึ่งไปเที่ยวเยี่ยมชมเมืองของตนเอง อยู่จนพระอาทิตย์ใกล้จะตกดินพระราชาก็รู้สึก หิวข้าวมาก ระหว่างหว่างเขาเห็นหมู่บ้านอยู่หมู่บ้านหนึ่ง มีคนหนึ่งกำลังตำข้าวเม่าอยู่ ด้วยความหิวข้าวเป็นอย่างมาก พระราชาก็เข้าไปหาเขา แล้วกินแกลบในกระด้งของเขา แล้วสั่งกับคนตำข้าวเม่าว่า “ห้ามบอกใครว่าพระราชากินแกลบ นะ หากเจ้าบอกคนอื่นหรือมีคนอื่นที่รู้เรื่องนี้ขึ้นมาเราจะทำให้เจ้าถึงแก่ความตาย” แต่ว่า ชายคนนั้นกระวนกระวายใจ มากอยากจะเล่าเรื่องนี้ให้ใครสักคนฟัง เขาจึงวิ่งขึ้นไปเหนือหมู่บ้าน ที่นั่นมีต้นไม้ที่มีโพร่งอยู่ เขาเอาปากของเขาใส่ใน โพร่งแล้วตะโกนออกมาดังๆ ว่า “พระราชากินแกลบ พระราชากินแกลบ” เมื่อได้ระบายเขาก็โล่งใจขึ้นมาทันที แต่ ทางด้านพระราชาเริ่มปวดหัวมากขึ้น มากขึ้น ไปหาหมอเก่งๆ เพื่อมารักษาอาการปวดหัว แต่ก็ไม่มีวี่แววว่าจะหาย เขา คิดว่าเพราะอะไรจึงทำไมจึงปวดหัวขนาดนี้ จึงได้เชิญหมอดูเก่งๆ มาดู มีหมอดูคนหนึ่งบอกว่า “พระราชาเจ้าข้า ระหว่างทางที่พระองค์ไปเที่ยวชมหมู่บ้านจะมีต้นไม้ใหญ่ที่มีโพร่งต้นหนึ่ง ให้ตัดต้นนั้นมาทำกลอง เมื่อทำกลองเสร็จแล้ว ให้เรียกประชาชนทั้งมา แล้วตีกลองนั้นแรงๆ หากทำอย่างนั้นโรคของท่านจะหายไปอย่างง่ายดาย” ด้วยความที่อยาก ให้หายจากโรคจึงสั่งให้คนไปทำตามนั้น และเรียกประชาชนมารวมกันแล้วตีกลองนั้นแรงๆ กลองนั้นมีเสียงออกมาว่า


“พระราชากินแกลบ พระราชากินแกลบ” แล้วอาการปวดหัวของพระราชาก็ค่อยๆ หายไป บรรดาคนที่มาร่วมฟังในครั้ง นี้ก็สงสัยกันว่า “เป็นถึงพระราชาทำไมต้องไปกินแกลบ” แล้วพากันหัวเราะ ยิ่งมีคนหัวเราะอาการปวดหัวของพระราชา ก็หายเป็นปลิดทั้ง พระราชาก็ดีใจมาก ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ความลับไม่มีในโลก เหมือนในเรื่องนี้ทีพระราชาพยายามเก็บเป็นความลับ แต่ก็เปิดเผยออกมา - จะทำอะไร ต้องมีความพร้อม / ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า อย่าให้เป็นเหมือนกับพระราชา เป็นถึง พระราชาหากออกไปนอกเมืองควรให้คนรับใช้เตรียมอาหาร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นอะไรเลย แต่ พระราชาไม่ได้มีแผนการ และไม่เตรียมพร้อมจึงต้องได้รับความอับอาย - ต้องยอมรับความจริง เหมือนกับพระราชา ที่สุดท้ายความจริงได้เปิดเพยออกมา แต่ความจริงนั้นทำให้ อาการของพระราชาดีขึ้น จึงไม่มีความโกรธ โมโห เต็มใจที่จะยอมรับความจริง ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - วิธีการตำข้าวเม่า ชาวละหู่เมื่อข้าวเหนียวที่ปลูกไว้ออกรวงเริ่มเหลือง จะเด็ดรวงนำเมล็ดข้าวมาคั่วให้หอม แล้วไปตำ ที่พระราชามากินแกลบอาจจะเป็นเพราะข้าวมีกลิ่นหอม น่ากิน และแกลบที่กินก็น่าจะเป็น แกลบละเอียดที่ผ่านการร่อน ๒-๓ ครั้ง ซึ่งคนละหู่ก็กินกัน ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนเป็นผู้ใหญ่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจเล่าเรื่องนี้ได้รู้จักการวางแผน การเตรียมการก่อนปฏิบัติการใดๆ


เรื่องที่ ๘ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะทอ จะกีอายุ ๗๖ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยลุกหลวง ที่อยู่เลขที่ ๕๕๑ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: พ่อตากับลูกเขย ๒. ประเภทของเรื่อง ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะกอ จะกี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง สองสามีภรรยากำลังจะตักข้าวหมากกินกันในตอนกลางคืน ขณะนั้นก็มีลูกเขยชื่อ “ล่อซา” มา เที่ยวหา เมื่อพ่อตาเห็นลูกเขยมาก็รีบเทข้าวหมากคืนกลับไป ลูกเขยก็นั่งคุยอยู่กับพ่อตาแม่ยายจนดึกดื่นเที่ยงคืนก็ยังไม่ ยอมกลับสักที พ่อตาจึงบอกลูกเขยว่า “รีบกลับเถอะ ง่วงนอนแล้ว พรุ่งนี้ฉันต้องไปถอนต้นกล้าข้าวอีก” ลูกเขยก็รีบ อาสาว่า “ฉันจะไปช่วยถอนให้” ตอนเช้าลูกเขยก็จักตอกไปมัดต้นกล้าข้าวไว้เป็นฟ่อนๆ โดยไม่ได้ได้ถอน พอถึงวันปลูก ข้าวถึงได้รู้ว่าต้นกล้าไม่ได้ถอนออกมา แม่ยายก็เรียกลูกเขย “มา มาดูเธอถอนต้นกล้าข้าวซิ” ลูกเขยก็บอกแม่ยายว่า “ขนาดข้าวหมากตักออกมาข้างนอกยังกลับไปในหม้อได้ ต้นกล้าข้าวนี่ก็คงจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน ถอนออกมาไว้ข้าง นอกแล้วก็กลับเข้าไปใหม่” พ่อตาจึงบอกลูกเขยล่อซาว่า “ถ้าเก่งขนาดนี้ ให้มาขโมยลาของฉันไปฆ่ากินซะนะ” ลูกเขยก็ รับปากว่า “ได้ เที่ยงคืนฉันจะมา จะยิงปืนให้สัญญาณนะ” พ่อตาก็รอฟังเสียงปืนทั้งคืน ส่วนลูกเขยก็แอบเอาไปฆ่า เอา ลูกอัญฑะของลาใส่ไว้ในเป้าของตา เอาใส้ลาใส่ไว้ในตู้กับข้าว พอถึงเที่ยงคืนตอนที่พ่อตาแม่ยายกำลังหลับก็ยิงปืนดัง “ปัง” พ่อตาก็ลุกขึ้นมาเห็นเป้าตนเองก็บอกแม่ยายว่า “แม่เฒ่า ลูกอัญฑะของฉันแตกแล้ว เอาถ้วยมาให้หน่อย” แม่ยาย ก็รีบไปเอาถ้วยในตู้ เมื่อยื่นมือไปเอาถ้วยก็ร้องว่า “มีงูอยู่ในตู้กับข้าว” สุดท้ายพ่อตาแม่ยายก็ได้รู้ว่าโดนลูกเขยหลอกให้ ตื่นมาตอนเที่ยงคืน ลาก็โดนลูกเขยล่อซาฆ่ากินซะแล้ว พ่อตาก็ท้าลูกเขยอีกว่า “คราวนี้ให้มาขโมยแม่ไก่ไปฆ่ากินนะ”


ลูกเขยก็รับปาก “ได้ซิ คืนนี้ดึกๆ จะเข้าไป” ลูกเขยก็เฝ้าดูพ่อตาแม่ยาย เห็นพ่อตาแม่ยายอุ้มแม่ไก่คนละที เดี๋ยวคนนี้ก็ อุ้ม เดี๋ยวก็เปลี่ยนให้อีกคนอุ้ม พอดึกๆ ทั้งสองง่วงนอนมาก แม่ยายหลับตาเอาแม่ไก่ให้กับพ่อตา แต่กลายเป็นเอาให้ ลูกเขยล่อซา เมื่อลูกเขยยิงปืนทั้งสองเปิดตาออก พ่อตาถามแม่ยายว่า “แม่เฒ่าไก่อยู่ไหน” แม่ยายก็ตอบว่า “ก็เมื่อกี้ฉัน เอาให้เธอแล้วไม่ใช่เหรอ” สุดท้ายมีแม่ไก่ตัวเดียวก็โดนลูกเขยฆ่ากิน เพราะความโลภของพ่อตาแม่ยายที่ไม่ยอมแบ่งข้าว หมากให้ลูกเขยกิน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร ๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต ยิ่งขี้เหนี่ยว ยิ่งเสีย ดังเช่น พ่อตากับแม่ยาย ที่ขี้เหนียวไม่ยอมแบ่งข้าวหมากให้กับลูกเขย อีกทั้งยังแสดงความขี้ เหนียวมากขึ้นด้วยการเก็บซ่อน สร้างความไม่พอใจให้กับลูกเขย จนต้องเอาคืนด้วยวิธีต่างๆ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ วิถีชีวิต ของชาวละหู่ที่มีการเที่ยวหากันในตอนกลางคืน ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่น่าจะมี - เคยเล่าให้หลายคนฟังในวงสนทนา (วงน้ำชา) • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ฟังมาพ่อและผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็ก จากวงน้ำชา • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจมาก เคยเล่าให้ลูกหลานฟังเวลามาเที่ยวหาที่บ้าน


เรื่องที่ ๙ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนางอามิริ สิริอายุ ๕๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ต้นผึ้ง ที่อยู่เลขที่ หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์ ๑๕/๑๐/๒๐๑๒ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ภรรยาที่ฉลาดหลักแหลม ๒. ประเภทของเรื่อง ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นางอามิริ สิริ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง มีครอบครัวหนึ่ง ตอนแรกๆ นั้นรักกันมาก พอนานไปสามีก็ไม่อยากได้ภรรยาคนนั้นจึงพยายามหาข้อบกพร่อง ของภรรยาเพื่อชวนทะเลาะแล้วหาทางเลิก แต่ก็หาข้อบกพร่องของภรรยาไม่เจอ จนกระทั่งวันหนึ่งสามีไปหาอาหารใน ลำห้วย เห็นมีหอยอยู่จึงเก็บมาแล้วคิดในใจว่า “ถ้าฉันกินเนื้อหอยแล้วเอาแต่เปลือกหอยกลับไปให้ภรรยาทำกับข้าวให้ กิน ฉันต้องหาเรื่องทะเลาะและเลิกกับภรรยาได้แน่นอน” จึงทำอาหารกินเนื้อหอยจนหมดแล้วเอาแต่เปลือกหอยกลับ บ้าน เมื่อภรรยาเห็นหอยมีแต่เปลือกก็รีบฆ่าไก่ สับเนื้อให้ละเอียดแล้วยัดเข้าไปในเปลือกหอยทำแกงหอยไว้รอสามี เมื่อ สามีกลับมาถึงบ้านก็ถามภรรยาว่า “ฉันเอาหอยกลับมาให้เธอทำกับข้าว ทำหรือยัง” ภรรยาก็ตอบสามีกลับไปว่า “ทำ เอาไว้แล้วจ้ะ ลองกินดูซิจ้ะ” เมื่อสามีได้กินก็รู้สึกว่าอร่อยกว่าที่ตนเองกินตอนแรก ไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรมาเลิกกับ ภรรยาจึงกลับมารักกันเหมือนเดิม ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร


๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย - ในงานแต่งงาน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - อย่าย่อท้อต่อการทำดี การทำความดีไม่ใช่ว่าจะเห็นผลทันตา เพราะฉะนั้นเราควรทำดีไปเรื่อยๆ ไม่ว่าใครจะ ตอบสนองมาในแง่ร้ายเราก็อย่าหยุดทำดี - ทำดีได้ดีดังเช่น ภรรยาที่มีความอดทน ทำดีกับสามีถึงแม้จะโดนกลั่นแกล้งเพียงใด สุดท้ายก็เอาชนะใจสามีได้ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ไม่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มี - ไม่บ่อย ประมาณ ปีละครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ฟังในโบสถ์ จำคนเล่าไม่ได้ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - จะเล่าเฉพาะตอนที่มีโอกาส เช่น ในโบสถ์


เรื่องที่ ๑๐ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นางอามิริ สิริ อายุ ๕๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ต้นผึ้ง ที่อยู่เลขที่ - หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์ ๑๕/๑๐/๒๐๑๒ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ลูกชายแม่หม้ายกับไม้เท้าวิเศษ ๒. ประเภทของเรื่อง ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นางอามิริ สิริ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีแม่หม้ายคนหนึ่งมีลูกชายหนึ่งคน แม่หม้ายบอกกับลูกชายว่า “ลูก แม่ไม่มีสมบัติอะไรไว้ให้กับ ลูกเลยนะ มีเพียงไม้เท้าอันนี้ ขอให้เก็บไม้เท้านี้ไว้แล้วใช้ในยามที่จำเป็นเท่านั้นนะ” วันหนึ่งพระราชาก็เรียกชายหนุ่มใน เขตปกครองของตนเพื่อหาคู่ครองให้กับลูกสาวของตน พระราชาจึงบอกกับบรรดาชายหนุ่มว่า “นี่เป็นหนองน้ำขนาด ใหญ่ ตรงกลางหนองน้ำมีลูกสาวของเราอยู่ที่นั่น ใครที่ว่ายน้ำไปหาลูกสาวเราได้ เราจะให้แต่งงานกับคนๆ นั้น” บรรดา ชายหนุ่มทุกคนต่างก็ว่ายไปแต่ไปได้เพียงครึ่งทางก็หมดแรง เด็กกำพร้าลูกแม่หม้ายก็บอกว่า “ฉันจะลองว่ายไปดูนะ” หลายคนก็ดูถูกว่า “อย่าเจ้านี่ ว่ายไม่ไหวหรอก” เด็กกำพร้าก็เอาไม้เท้าของตนเองแล้วว่ายไป พอถึงตรงกลางหนองน้ำก็ เริ่มอ่อนแรงจึงเอาไม้เท้าฟาดลงที่น้ำอย่างแรง ทำให้น้ำแยกออกจากกันกลายเป็นทางเดิน เด็กกำพร้าก็เดินไปหาลูกสาว พระราชา แล้วได้แต่งงานกัน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร


๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - เพราะเชื่อฟังแม่จึงได้ดี เด็กชายคนนี้เชื่อฟังแม่จึงสามารถเอาชนะอุปสรรคได้ - อย่ายอมแพ้กับคำดูถูกของคนอื่น เหมือนในเรื่องนี้บรรดาชายหนุ่มอื่นๆ พากันดูถูกเด็กกำพร้า แต่เด็กกำพร้าไม่ ยอมท้อ ยังคงเดินหน้าต่อไป ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - วิถีชีวิตการหาฟืน และช่างตีเหล็ก ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มี - เล่าให้เด็กฟังตอนที่สอนหนังสือ • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ฟังในโบสถ์ จำคนเล่าไม่ได้ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจถ่ายทอดให้กับคนอื่น เล่าให้เด็กๆ ฟังตามเท่าที่มีโอกาสจะเล่าได้


เรื่องที่ ๑๑ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายจะเหมาะ จูโป อายุ ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมู ที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๐มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: สร้างยุ้งฉางหมู่บ้านละหนึ่งหลัง ๒. ประเภทของเรื่อง ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้ว มีครอบครัวหนึ่งมีพ่อกับลูกชายสองคน วันหนึ่งเขาเรียกลูกชายทั้สองมาสั่งสอนว่า “ถ้าไม่มีพ่อแล้ว ให้ลูกทั้งสองไปที่หมู่บ้านอื่นๆ แล้วสร้างยุ้งฉางหมู่บ้านละหนึ่งหลังนะ หลังบ้านนั้นให้เปิดเป็นตลาดแล้วเดินตลาดทุกเช้า ทุกเย็น ให้ซื้อหัวกินวันละหนึ่งร้อยหัว ให้เปลี่ยนผ้าถงวันละสามครั้ง หากไม่ทราบอะไรให้ไปถามคนที่สามหัว” หลังจาก นั้นไม่นานพ่อของพวกเขาก็เสียชีวิต ลูกชายทั้งสองก็ไม่เข้าใจว่าพ่อพูดว่าอะไร ไม่รู้ว่าจะไปสร้างยุ้งฉางหมู่บ้านละหนึ่งที่ ได้อย่างไร ไม่รู้ว่าจะเปิดตลาดหลังบ้านได้อย่างไร และไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อหัวหมู หัวไก่ วันละร้อยตัวได้อย่างไร และไม่รู้ว่า จะมีคนมีหัวสามหัวที่ไหน ลูกที่สองจึงซื้อแต่หัวหมู หัวไก่ มากินวันละหนึ่งร้อยตัวสุดท้ายสมบัติที่พ่อไห้ไว้ก็หมดไป ส่วนลูกอีกคนหนึ่งนั้นคิดอยู่ตลอดว่าที่พ่อพูดหมายความว่าอย่างไร เขาจึงคิดว่าจะไปถามคนที่สามหัว เขาก็เดิน ไปในหมู่บ้านเรื่อยๆ จนมาเจอกับคนเฒ่าคนหนึ่งกำลังนั้ง ด้วยความที่แก่มากหัวก็อยู่กลางเข่าทั้งสองเหมือนกับมีสามหัว จึงเขาไปถามว่าที่พ่อพูดนั้นหมายความว่าอย่างไรช่วยบอกความหมายที่ซ่อนอยู่ให้หน่อย แล้วผู้เฒ่าก็บอกว่า “ที่บอกว่า ให้ไปสร้างยุ้งฉางหมู่บ้านละหนึ่งหลังนั้นคือให้ไปผูกมิตรกับเพื่อนต่างหมู่บ้าน ถ้าเราไปหมู่บ้านไหนเราก็มีที่อยู่ที่กิน เหมือนบ้านของเรา ที่บอกว่าให้เปิดตลาดหลังบ้านนั้นหมายถึงให้ปลูกพืชผักเอาไว้กิน ไม่ต้องไปซื้อข้างนอก ส่วนที่บอก ว่าให้ซื้อหัวกินวันละร้อยหัว หมายถึงให้ซื้อหัวปลาตัวเล็กๆ กิน ถ้าซื้อมาหนึ่งกำมือก็เท่ากับร้อยหัวแล้ว และที่บอกว่าให้


เปลี่ยนผ้าถุงวันละสามตัวนั้นหมายถึงให้เปลี่ยนข้างผ้าถุงใส่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ขาด” ลูกชายคนที่หนึ่งจึงทำตามทุก อย่างที่พ่อสอนไว้ จึงเพื่อนๆ และมีกินมีใช้ตลอดไป ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง ๘. ท่าทาง - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ความเชื่อฟัง หากเราเชื่อฟังพ่อแม่ ผู้ใหญ่ แม้จะไม่เห็นผลในทันที แต่จะผลในการดำเนินชีวิตของเรา - ขยันทำมาหากิน ต้องรู้จักพอเพียง พึ่งพาตนเอง - การอยู่ร่วมกันในสังคม ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ไม่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - มี ๒ คน บ้านห้วอยคอกหมู เชียงใหม่ และห้วยลุกหลวง เชียงราย - ประมาณ ปีละครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนเป็นผู้ใหญ่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจมาก จึงเล่าให้กับเด็กและเยาวชนในการจัดค่ายอนุชนของคริสตจักร


เรื่องที่ ๑๒ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะทอ จะกี อายุ ๗๖ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยลุกหลวง ที่อยู่เลขที่ ๕๕๑ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หม้อเดินได้ ๒. ประเภทของเรื่อง คนกับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะกอ จะกี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง แม่บ้านคนหนึ่งซื้อเนื้อวัวมาหนึ่งจ่อย ทำอาหารกินไปครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งหนึ่งใส่หม้อเก็บไว้บน คานแล้วไปเที่ยว ระหว่างที่ไปเที่ยวนั้นมีแมวหนึ่งตัวขึ้นมากินกินหมูที่อยู่ในหม้อบนคาน ทั้งหม้อและแมวก็ตกลงมา ข้างล่าง หม้อก็คว่ำใส่แมวพอดี แมวพยายามออกไปจากหม้อแต่ออกไม่ได้ จึงเดินไปเดินมาอยู่กลางบ้าน เมื่อแม่บ้าน กลับมาเห็นอย่างนั้นก็คิดว่า “อาโย หม้อนี้ฉันเอาไว้บนคาน แล้วมาเดินเล่นอยู่ตรงนี้ได้อย่างไง” อารามด้วยความตกใจ จึงไปร้องเรียกพ่อบ้านให้มาดู พ่อบ้านก็กลับมาดูพร้อมเพื่อนบ้าน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร ๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย


๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - อย่าด่วนสรุปจากสิ่งที่เห็นดังเช่นแม่บ้าน ทั้งๆ ที่รูอยู่แล้วว่าหม้อเดินไม่ได้ แทนที่จะเดินเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไร ขึ้น แต่กลับเชื่อว่าหม้อแทนได้ ไปเรียกคนอื่นๆ มาดูอีก - หากพูดและทำในสิ่งที่ไม่รู้จริง จะทำให้คนอื่นสะดุดได้ - อย่าขี้ขโมยเหมือนแมว แต่ให้มืออ่อนขาอ่อนเหมือนแมว (ให้เดินเบาๆ) ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - การวางของไว้บนคาน - การชั่งตวงวัดเป็นจ่อย (มี ๑.๖ กิโลกรัม) ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่น่าจะมี - เคยเล่าให้หลายคนฟังในวงสนทนา (วงน้ำชา) • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ฟังมาตั้งแต่เด็ก จากวงน้ำชา • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจมาก เคยเล่าให้ลูกหลานฟังเวลามาเที่ยวหาที่บ้าน


เรื่องที่ ๑๓ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะเหมาะ จูโป อายุ ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมู ที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๐ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หมาป่ากับไก่ตัวเมีย ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง ครั้งหนึ่ง หมาป่าเข้าไปในบ้านมองซ้าย ขวา และ ล่าง บน เพื่อหาอาหาร หมาป่าเห็นเพียงไก่ตัวเมียนั่งอยู่บน คานหนึ่งตัว หมาป่าจึงบอกกับไก่ตัวเมียว่า “ฉันได้ยินมาว่า เธอไม่สบาย จึงมาเยี่ยมเธอนะ เธอก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าฉันก็พอมี ความรู้เรื่องหยูกยานะ ทำไมเธอไม่ลงมาล่ะ ฉันจะได้จับชีพจรของเธอดูว่าเธออ่อนแรงขนาดไหน เจ็บตรงไหนบ้าง” ไก่ตัว เมียก็จัดที่นั่งให้ตัวเองดีๆ แล้วตอบหมาป่าว่า “ใช่แล้วหละ เธอพูดถูกแล้ว ฉันไม่ค่อยสบาย ใครอย่ามายุ่งกับฉันเชียวนะ ฉันรู้ว่าฉันลงไปตอนนี้ไม่ได้หรอก เพราะฉันรู้สึกว่าก้นฉันร้อน ถ้าฉันลงไปเธอต้องฆ่าฉันแน่นอนกินแน่นอน แต่อย่าหวัง เลยนะ เพราะถ้าเจ้านานฉันกลับมาเห็นเขาต้องโกรธและฆ่าเธอแน่ๆ เธอตายฉันตายแล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะ” หมา ป่าเมื่อรู้ว่าหลอกไม่สำเร็จแน่ก็ออกไปจากบ้าน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์


๙. โอกาสที่เล่า สำหรับคนที่เป็นครูจะเล่าให้นักเรียนฟัง ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - รู้เขารู้เรา เอาตัวรอดได้ เหมือนแม่ไก่ที่รู้ว่าหมาป่าต้องการมากินตัวเองแน่นอน - เรียนรู้ศัตรูให้มากที่สุด - อย่าหลงในคำยกยอของคนอื่น - ให้ยึดมั่นในสิ่งที่ดีของตนเอง ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ไม่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มี - ประมาณ ปีละครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - อ่านจากในหนังสือตั้งแต่สมัยที่เรียนอยู่ประเทศพม่า • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจมาก จึงเล่าให้กับเด็กและเยาวชนในการจัดค่ายอนุชนของคริสตจักร


เรื่องที่ ๑๔ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายจะเหมาะ จูโป อายุ ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมู ที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๐ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หมาป่ากับนกยาง ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง วันหนึ่ง หมาป่ากินปลาแล้วก้างปลาติดคอ ด้วยความที่เจ็บคอเจียนตายจึงร้องให้สัตว์ต่างๆ ที่ผ่านมาช่วยเหลือ “ช่วยด้วย ช่วยด้วย หากใครช่วยฉันได้ฉันจะตอบแทนบุญคุณของเขา” หมาป่าน้ำลายไหลยืดร้องให้สัตว์อื่นๆ ช่วยตน นกยางที่อยู่ไม่ไกลได้ยินดังนั้นก็เข้ามาช่วยหมาป่า “อ้าปากหน่อยซิ” นกยางก็ใช้ปากยาวๆ ของตนคีบเอาก้างปลา ออกมาได้สำเร็จ จึงร้องขอสิ่งตอบแทนกับหมาป่า “เธอบอกว่าจะให้สิ่งตอบแทน ให้มาเลยซิ” หมาป่าลืมความเจ็บปวด ยิ้มฟันขาวแล้วบอกกับนกยางว่า “ค่าตอบแทนอะไรเหรอ ที่ฉันไม่ได้กัดกินเจ้านั้นก็ถือเป็นบุญคุณอย่างใหญ่หลวงแล้ว เธอไม่คิดถึงบุญคุณของฉันเลยเหรอ นี่แหละบุญคุณที่ฉันจะให้กับเธอ” ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง ๘. ท่าทาง - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์


๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - เราต้องทำตามสิ่งที่เราลั่นวาจาไว้ ไม่เช่นนั้นไม่เพียงแต่เป็นการโกหกคนอื่น แต่เป็นการโกหกตัวเอง ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ไม่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - บ้านห้วยคอกหมู มี ๓ คน - ประมาณ ปีละครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนเป็นผู้ใหญ่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจมาก จึงเล่าให้กับเด็กและเยาวชนในการจัดค่ายอนุชนของคริสตจักร


เรื่องที่ ๑๕ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายจะเหมาะ จูโป อายุ ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมู ที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๐ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: อีกาอยากเป็นนกยูง ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง อีกาตัวหนึ่ง มีโอกาสได้ไปยังที่อยู่ของนกยูงจึงไล่เก็บขนขนนกยูงมาปักแซมไว้ในขนของตนเองอย่างสวยงามแล้ว ไปหาฝูงนกยูงแล้วบอกว่า “ฉันก็เป็นนกยูงตัวหนึ่งนะ ฉันจะมาเป็นเพื่อนกับพวกเธอ มาอยู่กับพวกเธอ” แต่ฝูงนกยูงรู้ว่า อีกาไม่ได้เป็นนกยูง อีกากำลังโกหกจึงพากันจิกขนนกยูงที่อีกาแซมไว้กับขนตัวเอง พากันจิกจนขนอีกาไปจนหมด อีกาก็ เลยกลับไปหาฝูงอีกาแต่เพื่อนอีกากลับไม่ยอมรับ “เธอเป็นอีกาแต่ไม่อยากเป็น กลับเอาขนของนกยูงมาใส่ ทำให้เสียชื่อ อีกาหมด ไม่ต้องมาอยู่กับพวกเรานะ กลับไปเลย” อีกาตัวนั้นเสียใจมากเดินออกจากกลุ่มไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า ทุกโอกาส


๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - อย่าพยายามทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ - จงพอใจในสิ่งที่ตนเองมี - จงรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ ไม่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - มี ๓ คน - ประมาณ ปีละครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้เรียนตอนที่เรียนในประเทศพม่า • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจมาก จึงเล่าให้กับเด็กและเยาวชนในการจัดค่ายอนุชนของคริสตจักร


เรื่องที่ ๑๖ วรรณกรรมด้านนิทาน ตำนาน และนิยายปรัมปราชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายจะเหมาะ จูโป อายุ ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมู ที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๐ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: อีกาอยากเป็นห่าน ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง อีกาตัวหนึ่ง เพื่อให้ตัวเองได้อิ่มจึงบินวนหาอาหารซ้ายที ขวาที จนไปเจอกับหนองน้ำขนาดใหญ่ เห็นห่านตัว หนึ่งกำลังจัดเรียงขนสีขาวของตัวเอง เมื่ออีกาเห็นห่านตัวนั้นก็อยากมีขนสีขาวสวยแบบนั้นบ้าง เห็นขนของดำๆ ของ ตัวเองก็รู้สึกรังเกลียดตนเองขึ้นมา ด้วยเหตุนี้จึงสังเกตดูห่านว่าขนห่านขาวได้อย่างไร เห็นห่านอาบน้ำๆ เสร็จก็มา จัดเรียงขนให้สวยงาม เมื่อเห็นอย่างนั้นอีกาก็รีบบินร่อนลงมาที่หนองน้ำแล้วอาบน้ำๆ เสร็จก็ขึ้นมาจัดเรียงขน ทำอย่างนี้ อยู่นาน แต่อีกาไม่ใช่สัตว์ที่อยู่ในน้ำ ในที่สุดอีกาก็หนาวตาย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง ๘. ท่าทาง ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า ทุกโอกาส


๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - อย่าพยายามทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ - จงพอใจในสิ่งที่ตนเองมี - จงรักษาอัตลักษณ์ของตนเอง ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ไม่มีอัตลักษณ์เฉพาะ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - มี ๓ คน - ประมาณ ปีละครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้เรียนตอนที่เรียนในประเทศพม่า • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจมาก จึงเล่าให้กับเด็กและเยาวชนในการจัดค่ายอนุชนของคริสตจักร


เรื่องที่ ๑๗ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะว๊ะ จูโบ อายุปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมู ที่อยู่เลขที่– หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง อาปีนากอเอ่ ผู้รักและสนใจวัฒนธรรม ๒. ประเภทของเรื่อง คนกับคน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะว๊ะ จูโบ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง อาปีนากอเอ่1 เป็นคนที่สนใจเรื่องวัฒนธรรม รักในวัฒนธรรมมาก และรักษาวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี ทุกๆ คืนที่เขามีการฝึกซ้อมการเต้นเขาก็ไปเต้น เขาฝึกซ้อมตอนเช้าอาปีนากอเอ่ก็ไปฝึกตอนเช้า วันหนึ่งตอนเช้าลูกก็บอก แม่ว่า “แม่ ช่วยแบกลูกแล้วจูงควายไปมัดไว้ที่หลังบ้าน เฝ้าให้หน่อยนะ” เมื่อกินข้าวเช้าเสร็จ จึงทำตามที่ลูกสาวได้ บอกไว้ หลังจากที่จูงควายไปมัดไว้แล้ว ก็เดินกลับมาบ้าน ระหว่างทางเห็นมีพุ่มไม้สีเขียวอยู่พุ่มหนึ่ง ข้างๆ ก็โล่ง เตียนดี จึงคิดว่า “เอ้ น่าจะฝึกซ้อมท่าเต้นที่ฝึกมาเมื่อคืนนะ ว่าได้หรือไม่ได้ตรงไหน” จึงได้ฝึกซ้อมเต้น ยื่นแขนไป ทางซ้ายที ขวาที ยื่นขาไปซ้ายที ขวาที เหมือนกับท่าเต้นป้องกันตัว ในตอนนั้นเองก็มีโจรสองนายมาขโมยควายที่มัด ไว้ โจรทั้งสองค่อยๆ ย่องมาจนใกล้จุดที่ควายอยู่ ทันใดนั้นโจรก็เงยหน้ามองไปข้างหน้า เห็นอาปีนากอเอ่กำลังชี้มือ ไปทางซ้ายที ขวาที จึงบอกเพื่อนว่า “เขาบอกว่าให้ล้อมทางซ้ายด้วย ล้อมทางขวาด้วย เพื่อนเราคงอยู่ไม่ได้แล้วล่ะ รีบวิ่งหนีเลย” ทั้งสองตื่นกลัวมากจึงวิ่งหนีป่าราบไปเลย ระหว่างนั้นมีชายที่ดักนกคุ้มอยู่เห็นชายสองคนวิ่งหนีก็คิด ว่า “ปัดโธ่ ชายสองคนนี้วิ่งอะไรกันนักหนา ไม่เห็นมีอะไรเลย วิ่งจนแขน ขาจะหักแล้ว หญ้าก็ราบเตียนหมดแล้ว” ชายคนนั้นจึงแอบย่องไปดูเห็นอาปีนากอเอ่กำลังกางแขนกางขาเหมือนจะบอกว่า “ล้อมทางนี้ ล้อมทางนั้น” จึงรู้


ว่าโจรจะมาขโมยแต่เห็นท่าทางการเต้นของอาปีนากอเอ่ แล้วเข้าใจผิดไม่ได้ควายไป ถือเป็นคุณของอาปีนากอเอ่ที่ รักและสนใจในวัฒนธรรมทำให้โจรขโมยควายไปไม่ได้ หมายเหตุ - อาปีนากอเอ่หมายถึง หญิงชราที่เป็นแม่ของนากอ - การเต้นรำ ในภาษาละหู่ใช้คำว่า ป้อยเตเว (paweh: teve) หมายถึงการเต้นรำดั้งเดิมของละหู่ ที่มีกลอง ฉาบ และฆ้อง เป็นเครื่องดนตรี ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ใช้ท่าทางและน้ำเสียง ๘. ท่าทาง ใช้มือทำท่าประกอบทางชี้ไปทางโน้นทีทางนี้ที พร้อมกับน้ำเสียงที่สนุกสนาน ๙. โอกาสที่เล่า - ในช่วงเทศกาลปีใหม่ หรือ ในโบสถ์ - เหมาะสำหรับการเล่าให้เด็กและเยาวชนฟัง ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ความตั้งใจเรียนรู้ในเรื่องที่ตนสนใจ ทำให้เป็นประโยชน์ทางตรงและทางอ้อม เหมือนกับอาปีนากอเอ่ ที่ตั้งใจ ฝึกฝนการเต้นรำ ตัวเองสามารถเต้นได้ และรักษาวัฒนธรรมของตนเองได้ ประโยชน์ที่ได้โดยไม่รู้ตัวป้องกัน ควายจากขโมย ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ชื่อตัวเอกในเรื่อง คือ อาปีนากอเอ่ ซึ่งมีความหมายทั้งวัยวุฒิสถานะ คือ อาปี ซึ่งแปลว่า ยายหรือย่า ส่วน คำว่านากอเอ่ บอกว่าเป็นแม่ของคนชื่อนากอ ซึ่งการเรียกแบบนี้ของชาวละหู่ เป็นการเรียกแบบให้เกียรติ สำหรับชาวละหู่เมื่อมีลูก จะต้องเรียกว่าแม่ของลูกคนโต เช่น มีลูกคนโตชื่อนากอ จะต้องเรียกแม่นากอว่า นากอเอ่ ส่วนพ่อจะเรียกว่า จ่ากอเอ่ - ป้อยเตเว(paweh: te ve) จะเรียกเฉพาะกับการเต้นรำของละหู่ มีเครื่องดนตรี เป็นกลอง ฉาบ และฆ้อง และมีลาดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ - ลักษณะนิสัยของชาวละหู่ หากสงสัยจะไม่กล้าถาม หรือหากทำไม่ได้จะแอบไปฝึกด้วยตนเอง


๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มีเคยเล่าเรื่องนี้หลายรอบมาก แต่คิดว่าไม่มีใครที่จำได้ • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ฟังจากวงนิทาน สมัยก่อนจะมีการรวมกลุ่มหลังอาหารค่ำ ในวงก็จะพูดคุยเรื่องการทำมาหากิน นิทาน ปริศนาคำทาย - ได้ฟังตอนวัยรุ่น จำอายุไม่ได้ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องนี้ เพราะอยากให้คนละหู่สมัยนี้ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ตั้งใจศึกษาเรียนรู้เรื่อง วัฒนธรรมของตนเอง


เรื่องที่ ๑๘ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะทอ จะกี อายุ๗๖ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยลุกหลวง ที่อยู่เลขที่ ๕๕๑ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลแม่ยาย อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เสียพระคุณพระจ้าไป ๕ ครั้ง ๒. ประเภทของเรื่อง พระเจ้ากับคน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะกอ จะกี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้ว พระเจ้านั้นรักคนละหู่มาก จึงให้ความรู้ ให้ตัวอักษรละหู่ โดยเขียนลงในผ้าขาว ๙ ผืน แล้วให้ไปเอา ผ้าผืนนั้น ที่หนองโล้หนองแส้ (หนองน้ำขนาดใหญ่ เชื่อว่าเป็นถิ่นกำเนิดของละหู่) ที่มีบ้านเก้าชั้นอยู่กลางหนองน้ำนั้น ตอนนั้นมีปลาตัวใหญ่เรียงตัวกันเป็นสะพานให้เดินเข้าไปที่บ้านหลังนั้น เมื่อได้ผ้าก็ดีใจมาก นำผ้ากลับมาอีกเพียงก้าว เดียวจะถึงฝั่ง ขาก็พลิกตกน้ำผ้าก็เปียกไปด้วย แต่ก็ขึ้นมาบนฝั่งแล้วนำผ้าเปียกกลับไป พอรุ่งเช้าดวงอาทิตย์ขึ้น มี แสงแดดส่องมาจึงตากผ้าผืนนั้นไว้ที่รั้วบ้าน แล้วกลับมานั่งคุยกันอยู่ในบ้าน ตอนนั้นเองมีวัวตัวหนึ่งมากินผ้าผืนนั้น (ถ้า ไม่เชื่อเวลาฆ่าวัวให้ดูที่กระเพาะของวัวจะมีเหมือนผ้าเก้าสิบเก้าผืน) คนละหู่จึงไม่มีจึงต้องเสียผ้าที่เขียนความรู้ต่างๆ ไว้ ให้ นี่เป็นการสูญเสียพระคุณพระเจ้าไปครั้งแรก ครั้งที่สอง เพราะพระเจ้าสงสารคนละหู่จึงประกาศให้คนละหู่มาเอาเมล็ดพันธุ์ ครอบครัวของคนละหู่ก็ไปเอา แต่ด้วยความที่เป็นคนขี้อาย ไปถึงก็กอดเสาไว้แล้วสองมือไปรองรับเมล็ดพันธ์ เมื่อดึงออกมาต้องแยกมือออก เมล็ดพันธ์ ก็ร่วงลงพื้นเป็นจำนวนมาก เหลือกลับมาเพียงน้อยนิดมาแบ่งกันได้คนละเล็กละน้อย นี่เป็นอีกครั้งที่คนละหู่ไม่สามารถ รับเอาพระคุณของพระเจ้าได้ ครั้งที่สาม หลังจากผ่านไปนานแล้ว พระเจ้าก็เรียกครอบครัวละหู่ให้ไปเอาความร่ำรวย แต่ให้บอกญาติผู้พี่อีก ๓๓ ครอบครัว และญาติผู้น้องอีก ๖๖ ครอบครัว ทั้งหมด ๙๙ ครอบครัวมารับเอาความร่ำรวยไปด้วย ตอนนั้นคนอื่นๆ


เขาเตรียมตะกร้า ถุงกระสอบ กระเป๋า ถุงย่าม ไป แต่คนละหู่นั้นเอาไปเพียงกระเป๋าใส่สตางค์อันเล็กๆ พระเจ้าก็ใส่ให้ แล้วถามว่า “พอหรือยัง” คนละหู่ก็ตอบว่าพอแล้ว จนถึงปัจจุบันนี้คนละหู่นั้นถึงจะร่ำรวยขนาดไหนก็ได้แค่เต็มกระเป๋า สตางค์ หากใครที่ไม่ขยันก็ยังมีไม่เต็ม นี่เป็นครั้งที่สามที่พระเจ้าให้พระคุณแก่คนละหู่แต่ คนละหู่ไม่ฉลาดในการรับ พระคุณ ครั้งที่สี่ พระเจ้านั้นโมโหคนละหู่มาก จึงทิ้งคนละหู่ไปเป็นเวลานาน แต่ว่าพระเจ้านั้นเป็นพระเจ้าที่ชอบสงสาร จึงให้อภัยคนละหู่ ๆ ก็ดีใจเป็นอย่างมาก พระเจ้าก็บอกอีกว่า “เจ้าพวกคนละหู่นั้น ฉันได้ให้พระคุณไปหลายต่อหลาย ครั้ง แต่ด้วยความที่ไม่ฉลาดในการรับพระคุณจึงทำให้เสียไป ครั้งนี้จะไม่ทำอย่างนั้นแล้ว ขอให้เอาในสิ่งที่เราจะให้กับเจ้า เมื่อถึงคืนดวงจันทร์เต็มดวงเราจะนัดชนเผ่าทุกชนเผ่ามาประชุมใหญ่ แต่เจ้าไม่ต้องนั่งในเก้าอี้สวยๆ นะ” พอถึงเวลาที่ นัดไว้ คนละหู่ก็ไประหว่างทางนั้นเขาเจอศพคุณยายอยู่ข้างทาง กลัวว่าคนอื่นจะเหม็นก็เลยเอาศพไปฝังๆ เสร็จแล้วค่อย ไปจึงไปสาย ได้นั่งเก้าอี้เก่าๆ ข้างๆ ประตู เมื่อได้เวลา พระเจ้าก็บอกทุกคนว่า “วันหนี้ที่เราเรียกทุกคนมาที่นี่ มี วัตถุประสงค์เพื่อคัดเลือกกษัติรย์ มีตราประทับที่มีอำนาจปกครองทุกชนเผ่า ขอให้พลิกเก้าอี้ของตนเองดู เราได้ติดไว้ แล้ว” ทุกคนก็พลิกเก้าอี้ของตนดู แล้วผู้ที่ได้ตราประทับคือคนละหู่ คนทุกชนเผ่าก็ให้ความเคารพ และให้อยู่หอ ๙ชั้น และปกครองคน ๗ ชั่วอายุคน ในเวลานั้นคนละหู่ร่ำรวยมาก มีอำนาจ มีวาจาสิทธิ์ ทุกๆ ปีใหม่ทุกชนเผ่าจะมาดำหัวและ ขอพร ถ้ากษิตรย์ละหู่บอกว่า “ขอให้สุขภาพแข็งแรง” แม้เจ็บป่วยอยู่ก็หาย หากบอกว่า “ขอให้อายุมั่น ขวัญยืน” ก็จะมี อายุร้อยกว่าปี หากอวยพรว่า “ขอให้มีสัตว์เต็มใต้ถุนบ้าน มีคนเต็มบ้าน” ก็จะเป็นอย่างนั้น ด้วยความที่มีอำนาจ มีวาจาสิทธิ์ มีความร่ำรวย จึงมีชนเผ่าอื่นอิจฉาคอยหาวิธีทำให้กษัตรย์ละหู่ล่มจม ทุกๆ ปี กษัตริย์ละหู่ออกมาจากหอคอยเพื่อมาอวยพรให้กับคนอื่น เมื่อถึงเวลานั้นจะมีการคัดเลือกสาวๆ สวยๆ เพื่อมาต้อนรับ จนปีหนึ่งมีชนเผ่าไทใหญ่ที่มีจิตใจคด ได้คัดเลือกสาวสวยเจ็ดสิบเจ็ดคน เพื่อมาต้อนรับและคล้องพวงมาลัยดอกไม้ให้กับ กษัตริย์ละหู่ แล้วยืนขวางทางไว้ แขนของกษัตริย์ละหู่ก็ไปโดนนมของสาวไทยใหญ่ๆ ก็ร้องให้เหมือนกับจะเป็นจะตาย เพื่อให้หยุดร้องให้ก็เอาตะกร้าเงินตะกร้าทองมให้ก็ยังไม่หยุด จึงถามว่า “อยากได้อะไร” สาวไทยใหญ่บอกว่า “อยากได้ ตราประทับที่ได้มาจากพระเจ้า” กษัตริย์ละหู่ก็บอกว่า “ทำไมไม่บอกตั้งแต่เมื้อกี้ ถ้ารู้ว่าอยากได้อันนี้ฉันให้ไปตั้งนาน แล้ว พรุ่งนี้ฉันค่อยไปขอกับพระเจ้าใหม่ก็ได้” จึงเอาตราประทับเพื่อเป็นค่าปรับสินไหม ทำให้ไม่มีอำนาจ ไม่มีวาจาสิทธิ์ จึงไม่มีใครให้ความเคารพยกย่องอีกต่อไป ยิ่งกว่านั้นเข้าสู่ความยากจนข้นแค้นอีกครั้ง เพราะความไม่ฉลาดในการรักษา พระคุณของพระเจ้า หลังจากนั้นก็มีการแยกย้าย พลัดพรากจากกัน จนแผ่นดินของละหู่นั้นล่มสลาย ครั้งนี้พระเจ้าโกรธ คนละหู่มากจึงทิ้งไปอีกนาน ครั้งสุดท้าย ด้วยความที่พระเจ้าเป็นพระเจ้าที่มีความสงสารเต็มเปี่ยม สงสารคนละหู่จึงบอกว่า “ฉันจะให้ พระคุณกับพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย พรุ่งนี้เป็นวันปีใหม่ วันนี้วันส่งท้ายปีเก่าขอให้ตำข้าวปุก (การตำข้าวปุกของละหู่ ครกแรกที่ตำจะปั้นเป็นข้าวปุกอันใหญ่วงรีและวงกลม วงรีแทนผู้ชาย วงกลมแทนผู้หญิง) แล้วตั้งไว้บนหิ้ง พรุ่งนี้เช้าค่อย มาดู ฉันจะให้พระคุณอย่างใดอย่างหนึ่ง” คนละหู่ก็ทำตาม ตำข้าวปุกแล้วตั้งไว้บนหิ้ง รุ่งเช้าก็ไปดูเจอตัวหนังสือละหู่บน ข้าวปุก คนละหู่ก็ได้หัดอ่านเขียนจึงได้พัฒนาขึ้นมาอีกครั้ง แต่การรักษาข้าวปุกนั้นทำได้ยาก วันหนึ่งไปล่าสัตว์แล้วหิว ข้าวมาก คนถือข้าวปุกก็บอกว่า “เพื่อให้ทุกคนหายหิว มีข้าวปุกอยู่ที่ฉันนะ ให้จำตัวหน้งสือไว้ในใจ แล้วเราปิ้งข้าวปุกกิน กัน” พูดอย่างนั้นแล้วก็เลยปิ้งกินกัน ด้วยเหตุนี้คนละหู่ส่วนใหญ่จึงเก่งในการคำนวณ แต่เมื่อไม่มีตัวหนังสือจึงอยู่ท้าย คนอื่นๆ


ทั้งหมดนี้เป็นการให้พระคุณพระเจ้ากับคนละหู่ถึง ๕ ครั้ง แต่คนละหู่ไม่ให้ความสำคัญ ไม่ให้ความเคารพกับสิ่ง ที่พระเจ้าให้ จึงสูญเสียพระคุณของพระเจ้าไป ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร ๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย โดยเฉพาะในเวลาที่มีการรวมกลุ่ม เพื่อให้มีสติในการใช้ชีวิตมากขึ้น ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มี - แต่ต้องระมัดระวังในการเล่า เพราะอาจจะส่งผลกระทบกับชนเผ่าอื่นๆ เช่น ไทยใหญ่ ที่ถูกระบุชื่ออยู่ในตำนาน ของเรา ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ถ้าไม่มีปัญญา ไม่มีความรู้ ของมีค่าขนาดไหนก็ไม่รู้คุณค่า เหมือนที่พระเจ้ารักและให้พระคุณกับเรามาถึง ๕ ครั้ง แต่ด้วยความโง่เขลาของเราทำให้รักษาของที่มีค่ายิ่งนั้นไม้ได้เพราะฉะนั้นเราทุกคนก็ควรจะร่ำเรียนทั้งวิชา ที่อยู่ในโรงเรียนและนอกโรงเรียน เช่น วัฒนธรรมของเราเอง เพื่อพัฒนาสมอง ปัญญาของเรา - การนำเอาบทเรียนมาใช้สอนตัวเอง จากเรื่องนี้ทำให้เห็นว่าชนเผ่าละหู่นั้นมีบทเรียนในการสูญเสียถ้าเรานำ บทเรียนจากครั้งแรกมาใช้ และรักษาพระคุณของพระเจ้าในครั้งที่สอง สาม สี่ และห้า เราก็จะได้รับพระคุณ อย่างเต็มล้นเพราฉะนั้น เราต้องใช้ชีวิตอย่างมีสติ ด้วยความระมัดระวัง ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - วิถีชีวิต ได้แก่ ปีใหม่ การตำข้าวปุก ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - คนละหู่เกือบทุกคนเคยได้ยินเรื่องนี้ โดยเฉพาะตอนที่เขียนตัวหนังสือให้บนข้าวปุก - เล่าทุกครั้งที่มีโอกาส เช่น ปีใหม่ • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้รับการถ่ายทอดจาก ลุงยาป่า ล่อจ้อ - ประมาณ ๑๕ ปี • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร


- ตั้งใจถ่ายทอดให้กับคนอื่น เล่าให้เด็กๆ ฟังตามเท่าที่มีโอกาสจะเล่าได้


เรื่องที่ ๑๙ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะเหมาะ จูโป อายุ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมูที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมูที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง คำสัญญาจากเพื่อนรัก ๒. ประเภทของเรื่อง คนกับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีเพื่อนรักสองคนได้ตกลงทำสัญญากันว่า “วันนี้เราจะไปล่าสัตว์กัน เราจะช่วยกันเฝ้าหากมีสัตว์ ออกมาจะช่วยกันยิง” จนเมื่อทั้งสองไปล่าสัตว์กันจริงๆ พวกเขาเดินไปที่ร่องเขาที่เป็นทางผ่านของสัตว์ มีหมีออกมาที่ นั้น จึงยิงหมีแต่หมีตัวนั้นก็ยังไม่ตาย เพื่อนอีกคนแทนที่จะช่วยกันยิงหมีกลับแบกปืนวิ่งหนีไปที่เขาอีกลูกหนึ่งและแอบดู อยู่ที่นั่น สิ่งที่เขาเห็นคือหมีกำลังหอมแก้มเพื่อนของเขา แต่จริงๆ ไม่ใช่ หมีตัวนั้นพยายามจะควักลูกตาของเพื่อนเขา เมื่อหมีพยายามจะควักลูกตาเขาก็หันหนีไปทางซ้าย พอหมีตามมาเขาก็หันหนีไปทางขวา หมีก็ควักลูกตาออกมาไม่ได้ ทำอยู่อย่างนั้นจนนึกได้ว่าพ่อแม่เคยสอนไว้ว่าหากมีหมีมาเกาะอยู่บนตัวเรา เพื่อจะกัดกินเรา ให้เตะแรงๆ ไปที่ลูกอัญฑะ ของหมี เมื่อนึกขึ้นมาได้เขาก็เตะไปที่ลูกอัญฑะของหมีเต็มแรง หมีร้อง “อาว์ว” แล้วหันกลับไปข้างหลัง เขาก็เตะเข้าที่ ลูกอัญฑะอีกทีหนึ่ง หมีก็วิ่งหนีลงไปที่ห้วย หลังจากกนั้นเพื่อนที่แอบดูอยู่ก็วิ่งออกมาแล้วถามว่า “เพื่อนรัก เมื่อกี้หมี กระซิบบอกอะไรเหรอ เห็นเพื่อนหันฟังทางซ้ายที ขาวที เขาบอกว่าอะไรเหรอ” แล้วคนที่โดนหมีทำร้ายก็บอกว่า “หมี บอกว่าไม่ให้เป็นเพื่อนกับคนที่ไม่รักษาสัญญาเหมือนเธอ ตั้งแต่วันนี้เธอและฉันก็เลิกเป็นเพื่อนกันเลยนะ เพราะเธอไม่ รักษาสัญญาที่ไว้กันไว้เลย”


๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ท่าทางและน้ำเสียง ๘. ท่าทาง - แสดงท่าทางประกอบการต่อสู้กันระหว่างคนกับหมี เอียงหน้าไปทางซ้ายที ขวาที - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส - โดยเฉพาะระหว่างที่ไปล่าสัตว์ เพื่อให้เกิดความรู้สึกอยากช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ต้องยึดมั่นในคำสัญญา และปฎิบัติตามอย่างเคร่งครัด - ไม่ควรเป็นเพื่อนกับคนไม่รักษาสัญญา - เพราะเชื่อฟังคำสอนของผู้ใหญ่จึงทำให้มีชีวิตรอด ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวละหู่ที่ชอบล่าสัตว์ - วีธีการล่าสัตว์ ที่ต้องมีความรู้เรื่องแหล่งอาหารของสัตว์ และทางเดินของสัตว์คือร่องทางเดินระหว่างเขา เพื่อ เป็นจุดดักซุ่มยิงได้ ซึ่งจะต้องตกลงกันระหว่างผู้ที่ไปล่าสัตว์ว่าใครจะเป็นผู้ไล่ และใครจะเป็นผู้ยิง คนหนึ่งไล่ ออกอีกคนต้องดักยิง ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - คนละหู่เกือบทุกคนจะเล่าได้ - เล่าทุกปีในการจัดค่ายเยาวชนของคริสตจักร • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนเป็นผู้ใหญ่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจให้เด็กและเยาวชนได้ฟังเรื่องนี้เพื่อนให้เกิดความรักซึ่งกันและกัน และช่วยเหลือกัน


เรื่อง ๒๐ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นางอามิริสิริอายุปี ชื่อหมู่บ้าน ต้นผึ้ง ที่อยู่เลขที่ - หมู่ที่๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: สองครอบครัวพี่น้อง ๒. ประเภทของเรื่อง ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นางอามิริ สิริ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีพี่น้องกำพร้าที่มีครอบครัวแล้วสองคน ครอบครัวของพี่นั้นทะเลาะกันเป็นประจำ ส่วนครอบครัว ของน้องชายนั้นรักกันมาก พ่อแม่ของทั้งสองทั้งสองได้มอบสมบัติเป็นต้นพุทรา ครอบครัวของน้องชายนั้นรดน้ำทุกเช้า เย็นจนต้นพุทรา นั้นเติบใหญ่จนออกดอกออกผล เมื่อผลสุกก็มีนกตัวใหญ่มากินลูกพุทรานั้น นกตัวใหญ่เห็นภรรยาของ น้องชายนั้งร้องให้อยู่ใต้ต้นพุทรา แล้วร้องคร่ำครวญว่า “พระเจ้า วันนี้เรายากจนไม่มีอันจะกินเลย ขอให้พระเจ้าช่วย ประทานให้ด้วยนะคะ” เมื่อนกตัวใหญ่ได้ยินก็บอกกับหญิงนั้นว่า “คืนนี้ให้เธอเอาถุงกระสอบ ๓ ถุง แล้วมาหาฉันที่นี่นะ ฉันจะให้เงินและทองกับเธอ” ภรรยาของน้องชายก็ไปเอาถุงกระสอบแล้วไปตามที่นัดไว้ เมื่อไปถึงนกให้เงินและทองมา ๓ กระสอบ แล้วยังบอกให้ภรรยาน้องชายว่า “ให้ขึ้นมาขี่บนตัวฉันแล้วฉันจะพาไปส่งที่บ้าน แต่ให้หลับตานะ ไม่ต้องลืม ตาจนกว่าจะถึงบ้านฉันจะบอกให้เธอลืมตาเอง” แล้วนกตัวใหญ่ ก็พากลับบ้านพอถึงบ้านก็บอกให้ลืมตาแล้วปล่อยลง พร้อมกับเงินและทอง ๓ กระสอบ หลังจากนั้นครอบครัวของน้องชายก็กลายเป็นคนที่มีกินมีใช้อย่างพอเพียง ครอบครัว พี่ชาย ที่เห็นตัวเห็นแก่ได้เห็นดังนั้นก็ไปถามครอบครัวน้องชายว่าทำไมถึงได้เงินทองมาใช้จ่าย น้องชายก็บอกไปตาม ความเป็นจริง ครอบครัวพี่ชายจึงทำตามครอบครัวของน้องชาย ไปเจอนกตัวใหญ่ๆ ก็บอกให้เอาถึงกระสอบมา ๓ ถุง


เขาก็ทำตาม นกตัวใหญ่ก็ให้เงินทองพร้อมกับ ให้ขี่หลังกลับ แต่ให้หลับตาหากยังไม่ถึงห้ามลืมตา” แล้วนกตัวใหญ่นั้นก็ บินกลับไปจนถึงทะเล ขณะที่บินอยู่บนทะเลนั้นเกิดพายุลูกใหญ่ ฝนตกอย่างหนัก ทำให้ทั้งหมดตกทะเลตาย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร ๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส - ให้กำลังใจกับคนที่ทำงานหาเลี้ยงตัวเอง ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - เล่าได้ทุกโอกาส ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - อย่าดูเขากิน แต่ให้ดูเขาทำ เหมือนในเรื่องนี้ครอบครัวของพี่ชายนั้นทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่ทำงาน ไม่ดูแล รักษาต้นพุทราที่พ่อแม่ให้ไว้ แต่เมื่อเห็นว่าจะได้ประโยชน์ก็ไปทำตาม จนต้องเสียชีวิต (อย่าหวังผลมากกว่า ลงมือทำ) ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ความเชื่อที่ต้องดูแลรักษาสมบัติที่พ่อแม่ให้มา ถึงแม้จะดูด้อยค่าก็ยังต้องดูแลรักษาไว้ เรื่องนี้สะท้อนถึง ประเพณีวัฒนธรรม ความเป็นชนเผ่าของตนเอง ที่พ่อแม่ได้ให้ไว้เราต้องดูแลรักษาไว้ให้ดี - ลักษณะนิสัยของชาวละหู่ ที่ไม่ชอบแสดงความรู้สึกต่อหน้าคนอื่น จึงแอบไปร้องให้อยู่ใต้ต้นพุทรา ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มี - ไม่ค่อยได้เล่า • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - เคยฟังจากพ่อ ตอนเด็ก • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจมาก อยากให้เด็กได้นำข้อคิดไปใช้ในชีวิตประจำวัน


เรื่องที่ ๒๑ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายลูกะ จะฟะ อายุ- ปี ชื่อหมู่บ้าน ต้นผึ้ง ที่อยู่เลขที่ ๑๕๑ หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: พี่ชายกับน้องสาวพลัดพรากจากกัน ๒. ประเภทของเรื่อง ครอบครัว ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายลูกะ จะฟะ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีพี่ชายกับน้องสาวอยู่สองคน น้องสาวนั้นไปล่าสัตว์แล้วได้กวางมาหนึ่งตัว จึงได้แบ่งให้กับพี่ชาย อยู่มาวันหนึ่งพี่ชายก็ไปล่าสัตว์แล้วได้เม่นมาตัวหนึ่ง แต่หมากินเนื้อเม่นหมดจึงไม่ได้แบ่งให้น้องสาวกิน เหลือเพียงขน เม่นจึงเสียบไว้ที่หญ้าคาที่ระเบียงบ้าน เมื่อน้องสาวมาเห็นก็โกรธพี่ชายแล้วบอกว่า “ขนใหญ่ขนาดนี้ ตัวจะใหญ่ขนาด ไหน แต่ทำไมพี่ชายไม่ยอมแบ่งให้กับน้องเลย พี่ชายเป็นคนขี้เหนียวจริงๆ น้องจะไม่ยอมอยู่กับพี่แล้วนะ” พี่ชายก็บอกว่า “เอ่อ ไปเลย เธอเป็นผู้หญิงจะไปไหนได้สักแค่ไหน” แล้ววันหนึ่งน้องสาวก็หนีไป หนีไปเรื่อยๆ จนมาเจอกับดงกล้วยป่า จึงตัดต้นกล้วยทิ้งไปตามทางแล้วไปต่อ ตอนนั้นเองพี่ชายก็รู้สึกผิดจึงออกตามหาน้องสาวจนมาเจอกล้วยน้องสาวตัดไว้ เริ่มออกยอดใหม่ คิดว่าน้องสาวคงไปไกลมากแล้วจึงไม่ได้ตามไป ตั้งแต่นั้นพี่ชายกับน้องสาวจึงต้องพลัดพรากจากกันไป ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร ๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด


๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ให้คิดให้ดีก่อนกิน ให้คิดให้ดีก่อนทำ หมายถึงก่อนที่จะกินก็ให้นึกถึงที่มาของอาหารนั้น แล้วจงขอบคุณ หากจะทำอะไรต้องไตร่ตรองให้รอบคอบก่อน อย่าเป็นเหมือนน้องสาวที่ตัดสินจากสิ่งที่ตนเห็นเพียงฝ่าย เดียว และอย่าเป็นเหมือนพี่ชายที่หยิ่งไม่ยอมอธิบายความให้น้องฟัง จนทำให้ต้องพลัดพรากจากกันไป ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - วิถีชีวิตของละหู่สมัยก่อน ที่ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - มี ๕ คน ที่รู้เรื่องนี้ ในหมู่บ้านต้นผึ้ง - ไม่ค่อยได้เล่าให้ใครฟัง เพราะไม่มีใครถาม หรือให้เล่า • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ฟังตั้งแต่เด็กกับผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้าน สมัยที่อยู่ประเทศพม่า • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - เมื่อก่อนไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องนิทาน แต่ตอนไปจะพยายามหาโอกาสเล่าให้ลูกหลานฟังมากขึ้น


เรื่องที่ ๒๒ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะเหมาะ จูโป อายุ80 ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมูที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ มีนาคม ๒๕๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: จ่านู่จ่าแป่คนหัวแข็ง ๒. ประเภทของเรื่อง พระเจ้ากับคน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้ว ตอนที่ยังไม่มีท้องฟ้าและแผ่นดิน พระเจ้าเอาอำนาจของพระองค์ออกมา ๓ ก้อน ก้อนที่หนึ่งสร้าง ท้องฟ้า ก้อนที่สองสร้างแผ่นดิน ก้อนที่สามพระเจ้าสร้างทูตสวรรค์ชื่อ จ่านู่จ่าแป เพื่อมาคอยช่วยเหลืองาน แต่จ่านู่จ่า แปไม่ยอมเชื่อฟังพระเจ้าจึงถูกไล่ลงมาบนพื้นดิน พระเจ้าให้เมล็ดพันธุ์กับคนเพื่อปลูกกินกัน เมื่อได้ผลผลิตพระเจ้าให้เอา ผลผลิตใหม่ถวายให้กับพระเจ้า แต่จ่านู่จ่าแปสอนคนว่า “ไม่ต้องถวายให้พระเจ้าหรอก พระเจ้าไม่ได้มาช่วยทำงานสักวัน ให้ถวายให้กับเครื่องมือที่ช่วยเจ้าในการทำมาหากิน คือ จอบ เสียม คันไถ ถ้าถึงปีใหม่ขอให้เอาข้าวปุกไปไว้ให้กับ เครื่องมือทำมาหากินต่างๆ” จนถึงตอนนี้สำหรับคนที่ยังไม่ได้เป็นคริสเตียน ก็ยังคงปฏิบัติกันอยู่ จ่านู่จ่าแปนั้นอยากเป็นพระเจ้ามาก วันหนึ่งจึงไปหาพระเจ้าแล้วพูดว่า “เธออยากเป็นแต่พระเจ้า เธอเอา เปรียบคนอยู่นะ” พระเจ้าก็ตอบว่า “ฉันไม่ได้เอาเปรียบคนเลยนะ ฉันให้เมล็ดพันธ์กับคนเพื่อปลูกกินกัน ก็แค่ให้มา ถวายผลิตหัวปีเท่านั้น” จ่านู่จ่าแปจึงบอกว่า “ในเมื่อเธออยากเป็นพระเจ้า ฉันก็อยากจะเป็น เรามาแข่งกันมั้ย” พระเจ้า ก็ตอบตกลง แล้วให้จ่านู่จ่าแปเลือกว่าจะแข่งอะไร เริ่มแรกจ่านูจ่าแปให้เล่นซ่อนหากัน พระเจ้าให้จ่านู่จ่าแปไปซ่อนก่อน ระหว่างนั้นพระเจ้าก็ปลอมตัวเป็นแมลง เกาะอยู่ที่หว่างคิ้วของจ่านู่จ่าแป เมื่อจ่านู่จ่าแปคิดว่าหาที่ซ่อนได้ดีที่สุดก็เรียกพระเจ้าให้มาหา พระเจ้าก็เตะหน้าผาก ของจ่านู่จ่าแปแล้วกระโดดลงมา จ่านู่จ่าแปก็พูดว่า “ถ้ารู้ว่าอยู่ตรงนี้จะจะตบให้แบนแต๊ด แต๋ เลย”


หลังจากนั้นก็กระโดดแข่งกัน เมื่อจ่านู่จ่าแปก้าวกระโดด พระเจ้าก็แปลงร่างเป็นแมลงเกาะอยู่ที่หัวเขาของจ่านู่ จ่าแป เมื่อจ่านู่จ่าแปก้าวขากระโดด พระเจ้าก็โดดลงมาถึงพื้นก่อนแล้วหันกลับไปมองจ่านู่จ่าแป ๆ นั้นเสียใจมาก ที่ เอาชนะไม่ได้ จึงทำกับดักไม้ไผ่อันใหญ่ เพื่อล่อให้พระเจ้ามาติดกับดักตาย เมื่อพระเจ้ามาก็โดนไม้ไผ่ปลายแหลมเสียบที่ เท้าของพระเจ้า พระเจ้านั้นมีอำนาจ มีอิทธิฤทธิ์ ใช้มือของพระองค์ลูบไปมาแผลก็หายสนิท จ่านู่จ่าแปนั้นไม่รู้จะเอาชนะพระเจ้าด้วยวิธีอะไร ก็ไปชักชวนคนไม่ให้เชื่อฟังพระเจ้า ให้ดูถูกเหยียดหยามพระ เจ้า แล้วท้าพระเจ้าว่าถึงพระเจ้าจะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรก็สามารถทำมาหากินเองได้ พระเจ้าต้องการสั่งสอนให้รู้สำนึก โดยการเอาพระทิตย์คืนไป จ่านู่จ่าแปก็ไม่ได้กลัว กลับไปหาไม้สนมามัดรวมกัน แล้วมัดไว้ที่เขาควายแล้วไถนา ละหู่มี ความเชื่อว่าเมื่อก่อนเขาควายเป็นสีขาว และยาวเรียบสวย แต่เพราะจ่านู่จ่าแปเอาไม้สนมาจุดไฟบนเขาควายๆ จึง กลายเป็นสีดำ และมีขั้นๆ ไม่เรียบอีกต่อไป ครั้งนี้พระเจ้าให้มีอาทิตย์เพิ่มเป็น๗ดวง จ่านู่จ่าแปก็สานหมวกสาน๗ ชั้นแล้วทำมาหากิน ระหว่างที่กำลังทำงาน อยู่นั้นมีด้วงควายบินไปมาแล้วร้องว่า “เมื่องแสง 1 เมื่องแสง” จ่านู่จ่าแปก็พูดว่า “ขนาดฉันเป็นคนใหญ่คนโต ไม่เกรง กลัวพระจ้ายังไม่เคยพูดถึงเมืองนั้นเลย แล้วเจ้าเป็นอะไรด้วงที่อยู่ในขี้ควายยังมาพูดอย่างนี้ ถ้าบินลงมาข้างล่างนะจะ กระทืบให้แบนเลย” เมื่อด้วงควายได้ฟังดังนั้นก็บินลงมาหา จ่านู่จ่าแปจึงกระทึบตาย แต่เขาของด้วงควายได้ปักเข้าไปใน เท้าของจ่านู่จ่าแป ทีนี้จ่านู่จ่าแปปวดเท้ามาก จึงไปหาพระเจ้าให้ช่วยรักษา พระเจ้าเอาไขแมลงวันใส่ในแผล แล้วเอา ผ้าพันแผลไว้ แล้วบอกว่า “ถ้าไม่ถึง ๗ วัน ห้ามเปิดนะ” จ่านู่จ่าแปก็เชื่อพระเจ้า ระหว่างนั้นก็ปวดแผล มีเลือดไหล ออกมามาย พอครบ ๗ วัน จ่านู่จ่าแปก็เปิดแผลดู แผลเป็นหนอง หนอนกัดกินเนื้อไปหมดแล้ว จ่านู่จ่าแป เดินไม่ไหว ด้วยความเจ็บปวด และเพราะเสียเลือดไปมากจึงล้มตาย พระเจ้าได้เรียกบรรดาสัตว์ต่างๆ ได้แก่ หนู นก จั๊กจั่น ม้า ควาย หมา นกคุ้ม นกยูง นกตีทอง อ้นใหญ่ กวาง มา ร้องให้คร่ำครวญ ให้กับจ่านู่จ่าแป สำหรับร่างของจ่านู่จ่าแปนั้นฝังอยู่ทั่วพื้นดิน ที่ๆ เรามองเห็นว่าเป็นเนินเขา เนินดิน นั้นเชื่อว่าเป็นที่ฝังศพของจ่านู่จ่าแป ส่วนกระดูกนั้นโม่แล้วปล่อยไปตามลม ละหู่จึงมีความเชื่อว่าเมื่อมีลมฝน ฟ้ามืดครึ้ม จะมีเชื้อโรคที่มาจากกระดูกของจ่านู่จ่าแป ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ท่าทางและน้ำเสียง ๘. ท่าทาง - แสดงท่าทางการการกระโดด ตบหน้าผาก - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต


- เกิดเป็นคนต้องรู้คุณคน อย่าเป็นคนเหมือนจ่านู่จ่าแป ที่พระเจ้าสร้างมาแต่ไม่ยอมเชื่อฟังคำของพระเจ้า กลับไปชักชวนคนอื่นให้มาเกลียดผู้มีพระคุณของตนเอง - รู้ว่าสู้ไม่ได้ ให้หยุดเสียจ่านู่จ่าแปสู้กับพระเจ้าทุกวิถีทาง ทั้งทางดีและทางร้าย แต่ก็ยังไม่หยุดสุดท้ายถึงต้อง ตาย ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - มีหลายอย่าง หลายเรื่องในที้นี้ที่เป็นสิ่งที่ชาวละหู่ยังพูดถึงและปฏิบัติต่อกันมา เช่น การเซ่นไหว้อุปกรณ์ การทำมาหากิน การสะเดาะเคราะห์ เพราะได้รับเชื้อโรคจากจ่านู่จ่าแป หรือในบทเพลงดั้งเดิมก็ยังพูดถึง จ่านู่จ่าแปอยู่เสมอ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - เรื่องนี้ผู้ใหญ่ละหู่เกือบทุกคนจะเล่าได้ อาจจะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันบ้าง แต่สาระหลักก็ยังคงอยู่ที่จ่านู่ จ่าแปเป็นคนหัวแข็ง และปะลองปัญญากับพระเจ้า • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจให้เด็กและเยาวชนได้ฟังเรื่องนี้เพื่อเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของละหู่ และมีความนอบน้อม รู้คุณคน


เรื่องที่ ๒๓ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะเหมาะ จูโป อายุ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมูที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ มีนาคม ๒๕๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ชายเฒ่ากับเจ้าแห่งความตาย ๒. ประเภทของเรื่อง พระเจ้ากับคน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้ว มีชายเฒ่าหนึ่งคน ทำอาชีพหาฟืนขาย จนมาวันหนึ่งกลับมาจากไปผ่าฟืน ด้วยความเหนื่อยมากจึง วางฟืนที่แบกมาไว้ข้างทางแล้วนั่งบ่นว่า “เฮ้อ อยู่บนโลกนี้ทำไมถึงยากจนทุกข์ยากจังเลย ช่วยทำให้ฉันตายหน่อยซิ เจ้า แห่งความตายช่วยมาเรียกฉันกลับไปทีเถอะ” ตอนนั้นเองเจ้าแห่งความตายก็โผล่มาข้างๆ ชายเฒ่า แล้วถามว่า “เจ้า ต้องการอะไรนะ?เจ้าต้องการอะไร? จึงเรียกข้าออกมา” ชายเฒ่ารู้สึกกลัวมากจนพูดไม่ออก เจ้าแห่งความตายก็พูด ขึ้นมาอีกว่า “รีบพูดสิ่งที่เจ้าต้องการออกมา เราจะทำให้เจ้า” ชายเฒ่าก็ตอบมาว่า “ไม่เป็นไร ฉันยกฟืนที่วางไว้ขึ้นมาไม่ ไหว ท่านช่วยยกใส่บ่าให้หน่อยได้มั้ย” เจ้าแห่งความตายก็ช่วยยกกองฟืนนั้นใส่บ่าให้ ทันใดนั้นชายเฒ่าก็วิ่งกลับไปอย่าง รวดเร็ว ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง และท่าทาง ๘. ท่าทาง - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์


Click to View FlipBook Version