The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่าละหู่ +

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Khankaew Rtavlx, 2024-04-21 22:42:08

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่าละหู่ +

ข้อมูลวิเคราะห์นิทานชนเผ่าละหู่ +

- ท่าการนั่งบ่น การวิ่งหนี ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส โดยเฉพาะกับคนที่กำลังมีความทุกข์ ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - เราไม่ควรบ่นต่อความทุกข์ยากลำบาก ทุกวันนี้ เมื่อคนเจอกับความทุกข์ลำบาก ก็มักจะเรียกร้องหาความ ตาย แต่เมื่อเจ้าแห่งความตายมารับก็ไม่อยากจะตาย - หากไม่พอใจในสิ่งที่ตนเองมี ตนเองเป็นจะทำให้เราทุกข์ใจ - จากเรื่องนี้เห็นว่าเป็นชายเฒ่า ที่ทำงานหนักแล้วบ่น ทำให้ย้อนมาที่ลูกหลานต้องดูแลพ่อแม่ อย่าให้ท่าน ลำบาก ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - วิถีชีวิตที่พึ่งพาป่า ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มี - เคยเล่าให้กับวงสนทนาต่างๆ • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ฟังจากผู้เฒ่าผู้แก่ในตอนที่เป็นวัยรุ่น • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - อยากให้เล่าให้กำลังใจกับคนที่ทุกข์ ได้ทำใจยอมรับสภาพ และพยายามแก้ไขโดยไม่บ่น


เรื่องที่ ๒๔ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะเหมาะ จูโป อายุ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมูที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: คนได้เมล็ดพันธุ์ข้าวจากหมา ๒. ประเภทของเรื่อง การเกิดสรรพสิ่ง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้ว สมัยที่คนละหู่อาศัยอยู่ที่ประเทศจีน พระเจ้าได้ให้เมล็ดพันธุ์กับคน มีคนๆ หนึ่ง ได้พาหมาไปหนึ่ง ตัวเพื่อไปเอาเมล็ดพันธุ์ข้าว ระหว่างที่กำลังเอาเมล็ดข้าวใส่กระสอบนั้นหมาก็นอนพลิกไปมาอยู่บนกองเมล็ดข้าว เมื่อได้ ข้าวมาหนึ่งกระสอบคนและหมาก็พากันกลับบ้าน ในช่วงนั้นเป็นฤดูฝนจึงมีฝนตกหนัก ระหว่างทางจะมีลำห้วยเล็กๆ ซึ่ง ขาไปฝนยังไม่ตกน้ำไม่มาก แต่ขากลับฝนตกหนัก น้ำป่าไหลหลาก เมื่อเขาข้ามไปน้ำก็พัดเอาถุงกระสอบข้าวไป แม้เขา จะพยายามจับไว้อย่างไรก็ไม่สามารถจับไว้ได้ ถุงกระสอบข้าวจึงไหลตามน้ำหายไป ตัวเขาก็ออกแรงว่ายไปจนข้ามไปถึง ฝั่ง แล้วนึกว่า ปัดโธ่ พระเจ้าให้เมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับปลูกกิน วันนี้ฉันไม่ระวังดีๆ น่าจะให้น้ำลดก่อนแล้วค่อยกลับมา ฉัน นี่คิดไม่เป็นจริงๆ แล้วนี่จะทำอย่างไรดี ? ตอนนั้นหมาก็ลอยน้ำกลับมากระดิกหางอยู่ใกล้ๆ กับเขา เมื่อเขามองไปเห็น เมล็ดข้าวอยู่ที่หางหมา ๑ เม็ด จึงเอาเม็ดนั้นกลับมาบ้าน แล้วปลูกข้าวตามที่พระเจ้าสอน โดยการเอาไม้ปลายแหลมมา ขุดหลุมแล้วปลูก ข้าวงอกขึ้นมาแล้วเจริญเติบโตจนได้ข้าวมาหลายสิบรวง จึงเอาเมล็ดข้าวนั้นกลับมาปลูกอีกรอบหนึ่ง ปลูกได้ ๓ไร่ ซึ่งก็เพียงพอสำหรับแบ่งเป็นเมล็ดพันธุ์ให้กับคนละหู่ที่หน้อโล้ หน้อแส้ (หนองน้ำขนาดใหญ่ ที่เชื่อว่าเป็นถิ่น กำเนิดของคนละหุ่) เมื่อเก็บเกี่ยวได้เมล็ดพันธุ์จึงเรียกคนทุกหมู่บ้านมา เพื่อมารับเมล็ดพันธุ์ข้าวใส่กระบอกไม้ไผ่คนละ 1


กระบอก ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชนเผ่าละหู่จึงมีข้าวกิน เพราะหมาเราจึงมีข้าวกิน เพราะฉะนั้นตอนเช้าก่อนจะกินข้าวต้อง เอาข้าวบนสุดเก็บไว้ให้หมาแล้วคนค่อยกิน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า - พิธีกินข้าวใหม่ ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - คิดให้ดีก่อนทำ อย่าให้เหมือนคนที่ไปเอาเมล็ดพันธุ์มา ใจร้อนอยากกลับบ้านเร็ว ทำให้ถุงกระสอบหายไป - อย่ามองข้ามสิ่งเล็กน้อย เมื่อเห็นว่ามีข้าวเพียงเม็ดเดียวเขาก็ไม่ได้มองข้าม เอามาปลูกจนได้เพียงพอกับคน ละหู่ทั้งหมด ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ความผูกพันของคนกับหมา - วิธีการปลูกข้าว ที่ต้องขุดหลุมปลูก - ชื่อสถานที่ ที่เป็นความเชื่อว่าเป็นแหล่งกำเนิดของคนละหู่ ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มี - เคยเล่าให้ฟังในวงสนทนา แต่คิดว่าคงไม่มีใครจำได้ในรายละเอียด • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ฟังจากผู้เฒ่าผู้แก่ในตอนที่เป็นวัยรุ่น - อ่านเจอในหนังสือนิทานละหู่ ที่ผลิตมาจากประเทศจีน • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - อยากจะให้ความรู้เรื่องนี้กับคนทั่วไป เพื่อเรียนรู้ประวัติความเป็นมาของข้าว


เรื่องที่ ๒๕ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะเหมาะ จูโป อายุ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมูที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัด เชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ต้นสมุนไพรในดวงจันทร์ ๒. ประเภทของเรื่อง ธรรมชาติ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้ว มีเด็กกำพร้าสองคนพี่น้อง วันหนึ่งทั้งสองพากันไปขุดไร่ ระหว่างที่ขุดไร่นั้นพี่ชายก็พูดขึ้นมาว่า “ฉันอยากกินกับข้าวอร่อยๆ จังเลย” น้องชายก็ตอบกลับมาว่า “ฉันอยากจะนั่งเก้าอี้ดีๆ แล้วกินกับข้าวอร่อยๆ จังเลย” พี่ชายได้ยินก็โกรธแล้วพูดว่า “ขนาดฉันเป็นพี่ชายยังไม่เคยคิดแบบนี้เลย” จึงใช้จอบไล่ฟันน้องชาย น้องชายกลัวมากจึง วิ่งหนีไปริมไร่ที่มีต้นไม้ใหญ่ ใต้ต้นไม้นั้นมีรังหมูป่าออกลูกไว้หนึ่งคอก เมื่อไปดูใกล้ๆ เห็นว่าแม่หมูป่าไม่อยู่มีเพียงลูกหมู ป่าอยู่ในนั้น เขาจึงฆ่าลูกหมูป่าแล้วขึ้นไปนั่งดูอยู่บนต้นไม้ ผ่านไปสักครู่หนึ่งแม่หมู่ป่าก็กลับมา เมื่อแม่หมูป่าเห็นลูกตาย ก็ไปที่ต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ นั้น แล้วกัดเปลือกไม้นั้นมาให้ลูกๆ กิน ลูกหมูป่าก็ฟื้นขึ้นมา ทันใดนั้นเด็กคนนั้นก็รู้ได้ทันที่ว่านี่ เป็น หน่าพือหน่าเลาะเจ่ คิดได้ว่าต้นนี้น่าจะทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้ จึงไล่หมูป่าไปแล้วแกะเปลือกต้นไม้นั้นใส่ถุงย่าม จนเต็มแล้วกลับบ้าน เมื่อเขากลับถึงบ้านเห็นว่ามีหญิงสาวตายหนึ่งคน พ่อของหญิงสาวคนนั้นบอกว่า “หากใครที่ สามารถทำให้ลูกสาวของเราฟื้นขึ้นมาได้ เราจะยกลูกสาวให้กับคนนั้น” เมื่อนั้นเด็กกำพร้าจึงไปหาพ่อของหญิงสาวแล้ว บอกว่า “ฉันจะลองรักษาดูนะ” พ่อของหญิงสาวก็ยอมให้รักษาแต่โดยดี เมื่อเด็กกำพร้านำเปลือกของหน่อพือหน่า เลาะเจ่ให้กินหญิงสาวคนนั้นก็ฟื้นขึ้นมา พ่อของหญิงสาวก็ดีใจมากจึงยกลูกสาวให้แต่งงานตามที่ได้สัญญากันไว้ จัดงาน


ฉลองแต่งงานสามวันสามคืน เมื่อเสร็จงานเลี้ยงฉลองแต่งงาน บรรดาคนอื่นๆ ก็ได้ยินเรื่องเด็กกำพร้ารักษาคนให้ฟื้น ขึ้นมาได้ ทุกคนที่ได้ยินก็มาขอเปลือกหน่าพือหน่าเลาะเจ่แม้เขาไม่อยากให้แต่เมื่อมีคนมาขอร้องเป็นจำนวนมาก จึง บอกกับทุกคนว่า “จะแบ่งให้คนละเล็กละน้อย” ขอให้ปูเสื่อที่กลางหมู่บ้านแล้วเทเปลือกหน่าพือหน่าเลาะเจ่ บนนั้น ขณะที่กำลังจะแบ่งกันอยู่นั้น เกิดความมืดมองไม่เห็นสิ่งใดเลย ทันใดนั้นเองดวงจันทร์ก็ลงมาพื้นโลกแล้วเอาเปลือกห น่าพือหน่าเลาะเจ่ ไปทั้งหมด ตั้งแต่นั้นต้นหน่าพือหน่าเลาะเจ่ ก็หายไปจากโลกนื้ มีอยู่เพียงในดวงจันทร์เท่านั้น เมื่อมี น้ำค้างลงมาพระจันทร์ก็ส่งเชื้อหน่าพือหน่าเลาะเจ่ ลงมาในต้นไม้ ใบไม้บ้างเล็กน้อย ดังนั้นจึงนำต้นไม้มาทำเป็น สมุนไพรรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ บางครั้งอาจจะต้องนำสมุนไพรหลายๆ ชนิดมารวมกันเพื่อทำการรักษาโรคต่างๆ หน่าพือหน่าเลาะเจ่ หมายถึง ต้นสมุนไพรทีทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้ ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า - ระหว่างที่เฝ้าคนป่วย - ก่อนที่จะสอนเรื่องสมุนไพร ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ให้เห็นความสำคัญของสมุนไพร - สร้างทัศนคติแก่หมอสมุนไพร ให้เก็บค่ารักษาอย่างเป็นธรรม และไม่ควรหวงวิชาสมุนไพรไว้กับตัวเอง เพื่อ จะเก็บค่ารักษาเพียงผู้เดียว เพราะสมุนไพรนั้นมาจากที่พระจ้าให้กับเราทุกคน - การใช้ยาสมุนไพรต้องใช้แต่พอดี เหมือนที่เขาบอกไว้ว่า “กินยาแต่พอดีหายจากโรค กินยาเยอะจะหายไป จากโลก” - หากเรามียาที่ทำให้ฟื้นคืนชีพได้ จะทำให้คนเรามีนิสัยก้าวร้าว ไม่ยอมเชื่อฟัง ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - สะท้อนถึงวิถีชีวิตของชาวละหู่ที่มีความผูกผันกับสมุนไพร เมื่อก่อนชาวละหู่มีความเชื่อถือหมอสมุนไพร มากกว่าคนแผนปัจจุบัน ถึงแม้ปัจจุบันก็ยังมีความเชื่อถือเป็นอันมากโดยเฉพาะโรคกระดูกหัก ซึ่งจะรักษา ได้โดยไม่ต้องผ่าตัด ใช้วิธีการพอก และดื่มยาสมุนไพร


๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มี - เคยเล่าให้ฟังในวงสนทนา แต่คิดว่าคงไม่มีใครจำได้ในรายละเอียด • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ฟังจากผู้เฒ่าผู้แก่ในตอนที่เป็นวัยรุ่นและเคยอ่านเจอในหนังสือนิทานละหู่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - อยากจะให้ความรู้เรื่องนี้กับคนทั่วไป โดยเฉพาะกับหมอสมุนไพร ให้เห็นความสำคัญ และมีจิตใจที่รักใน การรักษาคนไข้


เรื่องที่ ๒๖ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะว๊ะ จูโบ อายุ- ปี ชื่อหมู่บ้านห้วยคอกหมู ที่อยู่เลขที่– หมู่ที่ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หมาป่า ๑๒ ตัว ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะว๊ะ จูโบ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้ว มีหมาป่าอยู่ ๑๒ ตัว ทั้งหมดขี้กลัวมาก และมักจะนอนไม่เหมือนชาวบ้าน เวลานอนอยู่บนเขาตัวที่ นอนอยู่ล่างสุดมักจะขึ้นมานอนบนตัวอื่น ทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ พอถึงเช้าก็มาอยู่บนยอดเขาพอดี จึงมีหมาป่าสองตัวที่ชวน เพื่อนหมาป่าว่า “เพื่อนๆ เรานอนกันลำบากจังเลย นับแต่นี้เราน่าจะไปหาที่พึ่งที่ให้เรามีที่นอนดีๆ ไม่ต้องทำงานก็มีข้าว ให้เรากิน เราไปหากันเถอะ” หมาป่าตัวอื่นๆ พากันบอกว่า “พวกเจ้าทั้งสองบ้าหรือเปล้า เคยเห็นหรือว่ามีคนให้กินโดย ไม่ต้องทำงาน” ทั้งสองก็ตอบไปว่า “มันน่าจะมีนะ ถ้าเรามีบุญเราก็หาเจอ แต่ถ้าไม่มีบุญก็ไม่รู้เหมือนกัน” แล้วหมาป่า ทั้งสองตัวจึงพากันไปหาที่พึ่งใหม่ หาไปเรื่อยๆ จนมาเจอกับช้างเผือกตัวใหญ่ “โห เพื่อนรัก ตัวนี้ใหญ่มาก สูงก็สูง เหมือนกับภูเขาเลย คงไม่มีใครเอาชนะตัวนี้ได้แล้วล่ะ เราจะอยู่กับตัวนี้แหละ” ดังนั้นทั้งสองจึงขออยู่กับช้างเผือกตัวนั้น “เอ้ เราขออยู่กับเจ้าได้ไหมเพื่อน “ ช้างเผือกก็บอกว่า “ได้ซิ อยู่ได้ แต่ต้องอยู่เงียบๆ นะ” พอถึงกลางคืนก็นอนหลับ แต่ก็ได้ยินเสียง กรอบแกรบ ตรงพุ่มไม้ใกล้ๆ นั้น ไม่รู้ว่ามีตัวอะไรอยู่ตรงนั้น อาจจะเป็นกวาง หมาป่าทั้งสองจึงเห่า “บ๊ อก บ๊อก” ช้างเผือกก็ตะโกนมาว่า”ฉันบอกให้อยู่เงียบๆ ไง โธ่ ยังมีตัวอื่นที่เอาชนะเราได้อยู่นะ” หมาป่าทั้งสองตัวจึงอยู่ เงียบๆ พอรุ่งเช้าทั้งสองก็คุยกันว่า “โธ่ นึกว่าจะไม่มีใครเอาชนะช้างเผือกได้แล้วนะ ยังมีอีก เพราะฉะนั้นเราต้องออกไป


ตามหาที่พึ่งใหม่แล้วล่ะ” จึงพากันเดินขึ้นไปตามภูเขา จนไปเจอกับเสือตัวหนึ่ง เป็นเสือตัวใหญ่มีลายพาดกลอน ฟันขาว จั๊วะ “ฉันขออยู่กับเสือหน่อยซิ” หมาป่าขอเสือ ๆ ก็ตอบว่า “อยู่ได้ แต่ต้องอยู่เงียบๆ นะ ตอนกลางคืนก็ขอให้นอนอย่าง เงียบๆ ล่ะ” กลางคืนก็นอนได้หนึ่งตื่นก็ได้ยินเสียง กรอบแกรบ กรอบแกรบ จึงเห่า “บ๊อก บ๊อก” เสือก็บอกว่า “ปัดโธ่ เจ้าควรจะอยู่เงียบๆ นะ ถ้ามีคนมาจะยิงเราตายได้นะ” ดังนั้นทั้งสองจึงคุยกันว่า “โธ่ มีคนที่เอาชนะเสือได้อยู่ พรุ่งนี้ เราต้องออกตามหาแล้วล่ะ” รุ่งเช้าทั้งสองก็ทิ้งเสือไว้แล้วออกไปตามหาคน เดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ จนถึงเขาลูกใหญ่เจอคน แบกปืนเดินล่าสัตว์อยู่จึงขอว่า “คนจ้ะ คน ฉันขออยู่กับคนได้ไหม” คนก็บอกว่า “ได้ซิ แต่ต้องเชื่อฟังคำพูดของฉันนะ” หมาป่าก็ตอบรับ “ขอให้พวกเจ้าทั้งสองไปทางโน้น วิ่งไปตามพุ่มไม้แล้วเห่าบ๊อก บ๊อกนะ ส่วนฉันจะแบกปืนรอดักยิง สัตว์ที่ออกมาทางนี้นะ” หมาป่าทั้งสองก็วิ่งไล่ พร้อมกับเห่าบ๊อก บ๊อก ที่นั่นมีกวางตัวหนึ่งกำลังนอนอยู่เมื่อได้ยินหมา เห่าก็วิ่งออกมา คนที่ดักรออยู่ก็ยิงดัง “ปัง” เมื่อหมาป่าไปถึงก็เห็นกวางตายอยู่ตรงนั้น คนก็ชมหมาป่าว่า “ดีมาก บอก ให้ทำอย่างนี้แหละ” แล้วให้หมาป่าทั้งสองตัวช่วยแบกศพกวางกลับบ้าน แต่หมาป่าบอกว่า “แบกไม่ไหว แบกไม่เป็น” คนก็เลยบอกว่า “งั้น พวกเจ้าต้องเชื่อฟังข้านะ” ทั้งคนก็แบกกวาง พร้อมกับพาหมาป่าพากลับบ้าน เมื่อถึงบ้านคนก็ ชำระเนื้อกวาง แล้วเอาใส้กวางให้หมาป่ากิน ไม่ให้กินเนื้อ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาหมาป่าสองตัวนี้จึงกลายเป็นหมาบ้าน อยู่ กับคน เฝ้าชีวิตคน หากมีโจรขึ้นบ้านก็เห่าไม่ให้ขโมยของไปได้ ตอนเช้าตื่นมาก็มีคนให้อาหาร ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง ๘. ท่าทาง น้ำเสียงสั้นยาว ดังเบา ที่สนุกสนาน ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส - โดยเฉพาะช่วงที่ไปล่าสัตว์ ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - การเชื่อฟัง และไว้วางใจ เหมือนในเรื่องนี้หมาเชื่อฟังเจ้านาย และไว้ใจ ให้ทำอะไรก็จะทำตาม - การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน หมาพึ่งคนๆ ก็พึ่งหมา - อย่าเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ละหู่มีความเชื่อว่า หมานั้นถึงแม้เจ้าของไล่ตีมันออกนอกบ้าน เมื่อมันก้าวข้าม ประตูไป มันก็จะลืมสิ่งที่เจ้านายไล่ตี คิดว่าเจ้านายตีเมื่อ ๓ ปี ที่แล้ว ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่


- วิถีชีวิตของชาวละหู่ที่ชอบล่าสัตว์ ผู้ชายชาวละหู่บอกว่าถึงแม้ฆ่าหมูไว้ที่บ้านหนึ่งตัว ก็ยังไม่สุขใจเท่าการได้ วิ่งไล่สัตว์ในป่า สำหรับผู้หญิงก็การหาปลาในลำห้วย - วิธีการล่าสัตว์โดยใช้หมาเป็นผู้ช่วย - วิถีชีวิตชาวละหู่ผูกพันธุ์กับหมา ละหู่มีความเชื่อว่าหมาเป็นผู้เฝ้าอายุคน ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ชาวละหู่ที่มีอายุ ๔๐ปี ขึ้นไปจะเล่าได้หมด - เล่าให้ฟังเป็นประจำ ในโบสถ์ • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ฟังจากวงนิทาน สมัยก่อนจะมีการรวมกลุ่มหลังอาหารค่ำ ในวงก็จะพูดคุยเรื่องการทำมาหากิน นิทาน ปริศนาคำทาย - ได้ฟังตอนวัยรุ่น จำอายุไม่ได้ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจถ่ายทอดเรื่องนี้ เพราะอยากให้คนละหู่สมัยนี้ โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ตั้งใจศึกษาเรียนรู้เรื่อง วัฒนธรรมของตนเอง


เรื่องที่ ๒๗ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะเหมาะ จูโป อายุ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมูที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ละหู่แอ่แข่ ๒. ประเภทของเรื่อง ฉลาดแกมโกง ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีคนที่ชอบโกหกอยู่หนึ่งคน ด้วยความที่ชอบโกหกจึงได้ชื่อว่า “แอ่แข่” ดังนั้นจึงมีคนๆ หนึ่งมาหา แอ่แข่ แล้วบอกว่า “แอ่แข่เอ๋ย ที่เธอโกหกคนอื่นได้เพราะเขาไม่มีความรู้ ส่วนฉันเป็นคนที่มีความรู้วันนี้เธอช่วยโกหกฉัน สักหน่อยซิ ฉันอยากจะรู้จริงว่าเธอจะโกหกเก่งขนาดไหน” แอ่แข่ก็บอกกับคนนั้นว่า “วันนี้ฉันไม่ได้เอาไม้โกหกมา เพราะฉะนั้นเธอช่วยถือไม้แส้นี้ตีขี้ควายเล่นไปก่อนนะ” เขารับไม้มาตีขี้ควายเล่นจนเย็นแอ่แข่ก็ยังไม่มา จึงไปฟ้อง ผู้ใหญ่บ้าน “บอกว่าแอ่แข่โกหกฉันว่าให้เอาไม้แส้ตีขี้ควายเล่น ฉันก็ตีจนเย็น คนอื่นก็พากันมาหัวเราะเยาะ” ผู้ใหญ่บ้าน ก็ให้คนไปเรียกแอ่แข่มาถามว่า “แอ่แข่ทำไมเธอไปโกหกคนอื่นล่ะ” แอ่แข่ก็ตอบว่า “ผู้ใหญ่ ฉันไม่ได้โกหกเขานะ เขานั่น แหละโกหก เขาบอกว่าฉันโกหกเขาไม่ได้หรอก เพราะเขาเป็นคนที่มีความรู้ เพราะฉะนั้นฉันจึงเอาไม้ให้เขาตีขี้ควายเล่น ส่วนฉันจะไปเอาไม้โกหกมา ในโลกนี้มีด้วยหรือครับไม้โกหก ผู้ใหญ่เคยเห็นเหรอครับ” ผู้ใหญ่ได้ฟังดังนั้นก็เข้าใจทันที แล้วบอกว่าในโลกนี้ไม่มีไม้โกหกหรอก แล้วด่าคนที่ที่มาท้า แอ่แข่จึงชนะไป แอ่เข่ หมายถึง คนที่โกหกเก่งมาก ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า


๘. ท่าทาง - ทำท่าทางเหมือนจับไม้แล้วตี - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ บ่งบอกลักษณะสิ่งของ ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาสเป็นการเล่าเพื่อนให้สถานการณ์คลายความตึงเครียด ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม แต่ต้องให้คำอธิบายแก่เด็กๆ ว่าการโกหกไม่ใช่เรื่องที่ดี ถึงแม้ในเรื่อง จะไม่ได้รับโทษจากการโกหก ก็ตาม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - อย่าคิดว่าได้เรียนหนังสือ แล้วเก่งกว่าคนอื่น เหมือนในเรื่องนี้ที่คิดว่าตนเองมีความรู้จึงไปท้าคนอื่น สุดท้ายคนที่อับอายก็คือตัวเอง - การใช้ไหวพริบในการเอาตัวรอด เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องใช้ให้ถูกกาลเทศะ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ชื่อตำแหน่ง คะแซ หมายถึง ผู้นำหมู่บ้าน ซึ่งชาวละหู่หากมีกรณีมีข้อพิพาท ถ้าทั้งสองฝ่ายหาข้อยุติไม่ได้ จะต้องไปหาคะแซ เพื่อตัดสินคดีความ - ชื่อตัวเอก คือ แอ่แข่ ซึ่งเป็นลักษณะชื่อเรียกเฉพาะ ที่หมายถึงคนที่ชอบโกหกในความเป็นจริง เหมือนกับ สินธนนชัย ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - น่าจะมีหลายคน ผู้ใหญ่ที่มีอายุ ตั้งแต่ ๕๐ ปี ขึ้นไป จะเล่าได้กันทุกคน • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้รับการถ่ายทอดจากนายจะคือ เมื่อปี ค.ศ.๑๙๗๘ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจจะให้รุ่นหลานได้เรียนรู้เรื่องนี้เหมือนที่ผู้เฒ่าผู้แก่ละหู่เล่าได้กันเกือบครบทุกคน


เรื่องที่ ๒๘ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนางอามิริสิริอายุ๕๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ต้นผึ้ง ที่อยู่เลขที่– หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เสือกับหมู ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นางอามิริ สิริ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง เสือกับหมูนั้นเป็นเพื่อนกันมานาน วันหนึ่งเพื่อนเสือก็พูดขึ้นมาว่า “เจ้าหมู คืนนี้ฉันฝันว่าได้ฆ่าเจ้ากิน”หมูก็ตอบ ไปว่า “เอ๊ะ ไม่ใช่จะเป็นอย่างนั้นนะ” ทั้งสองจึงตกลงกันว่าจะไปหาพระราชาเพื่อตัดสินความกัน เมื่อไปถึง พระราชาก็ ถามว่า “เจ้าทั้งสองต้องการอะไร มาทำอะไรที่นี่” แล้วหมูก็ตอบพระราชาว่า “เราทั้งสองเป็นเพื่อนกันมานานมากแล้ว แต่เสือฝันว่าจะได้ฆ่าฉันกิน จึงมาหาท่านนี่แหละ” พระราชาก็ตอบกลับมาว่า “อ่อ งั้นก็ต้องทำตามที่เสือฝันนั่นแหละ แต่วันนี้ขอให้เจ้าทั้งสองกลับไปก่อน แล้วค่อยมาใหม่ตอนเที่ยงวันพรุ่งนี้นะ” จากนั้นเสือกับหมูก็พากันกลับไป เมื่อ กลับไปถึงบ้าน หมูนั้นหนักใจมากจึงเดินไปตามถนนใหญ่เรื่อยๆ จนเจอกระต่ายตัวหนึ่ง กระต่ายจึงถามหมูว่า “เพื่อนหมู จ้ะ กำลังหนักใจเรื่องอะไรเหรอ ขอให้บอกมาเถอะฉันช่วยเธอได้นะ” หมูก็ตอบไปว่า “เราเป็นเพื่อนกับเสือมานานแล้ว นะ แต่เสือฝันว่าจะได้ฆ่าฉันกิน ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรดี” กระต่ายน้อยตอบกลับไปว่า “ได้ ฉันจะช่วยเจ้า” เมื่อหมูได้ กระต่ายเป็นเพื่อนเขาจึงกลับบ้านไป พอรุ่งขึ้นทั้งเสือ หมู และกระต่ายก็พากันไปหาพระราชา พอถึงเที่ยงทั้งสามก็ไปถึง เห็นพระราชาตั้งหม้อต้มน้ำเพื่อจะฆ่าหมูกระต่ายก็ขอกับพระราชาว่า “พระราชา ฉันง่วงมากเลย ขอนอนหนึ่งนาทีนะ” จากนั้นกระต่ายก็นอน ตื่นขึ้นมาก็บอกกับพระราชาว่า “ฉันฝันว่าพระราชายกพระราชินีให้กับฉัน พระราชาต้องยกให้ฉัน


นะ” พระราชาก็ตอบกลับมาว่า “ทำแบบนี้ไม่ได้หรอก” กระต่ายก็ตอบกลับมาอีกว่า “ถ้าอย่างนั้นที่เสือฝันว่าจะได้ฆ่า หมูกินก็เป็นไปไม่ได้เหมือนกัน” ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร ๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ถ้าเราเห็นคนที่กำลังมีความทุกข์ ให้เราหาทางช่วยเหลือเขาจนถึงที่สุด - อย่างรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า - อย่าเอาฝันมาเป็นธุระ ไข่ไม่เหมือนเนื้อ เหมือนถึงอย่าถือเอาความฝันมาทำให้เราทุกข์ร้อนใจ การกินไข่ก็ไม่ อร่อยและได้แรงเท่ากับกินเนื้อ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ชาวละหู่เชื่อในความฝัน โดยเฉพาะละหู่ที่นับถือดั้งเดิม ยังมีความเชื่อเรื่องฝันเป็นอย่างมาก เมื่อมีคนตาย ละหู่ที่นับถือดั้งเดิมจะให้โตโบจุดเทียนสื่อสารกับคนตาย พอตกกลางคืนจะฝันเห็นสิ่งที่คนตายต้องการก็จะ มาบอกให้ญาติทำตามสิ่งที่คนตายต้องการ - วิธีการต้มน้ำเพื่อฆ่าหมู เป็นวิธีที่ชาวละหู่ใช้ ไม่แน่ใจว่าชนเผ่าอื่นๆ ทำหรือไม่ ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - คนที่เล่าได้อย่างละเอียดคงจะไม่มี - เคยเล่าให้เด็กๆ ฟังตอนที่สอน Sunday school • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - แม่เล่าให้ฟังตอนเด็กๆ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจถ่ายทอดให้กับคนอื่น เล่าให้เด็กๆ ฟังตามเท่าที่มีโอกาสจะเล่าได้


เรื่องที่ ๒๙ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะเหมาะ จูโป อายุ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมูที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัด เชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: จิตใจที่นอบน้อม ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีหุบเขาลึกอยู่ที่หนึ่ง มีสะพานเล็กๆ อยู่อันหนึ่ง สำหรับคนหรือสัตว์ข้ามได้เพียงคนเดียว วันหนึ่งมี แพะสองตัวอยู่บนสะพานคนละฝั่ง เพื่อข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งของตนเอง เมื่อทั้สองตัวเดินมาถึงกลางสะพาน ตัวหนึ่งก็บอก ให้อีกตัวถอยกลับไป เถียงกันอยู่อย่างนั้นไม่มีใครยอมใคร สุดท้ายทั้งสองตัวก็ชนกันตาย ผ่านไปได้สักครู่ก็มีแกะสองตัว อยู่คนละฝั่ง เดินมาถึงกลางสะพาน ทั้งสองก็ทักกันว่า “ดีใจที่ได้เจอกันที่นี่นะ เธอไม่ต้องถอยไปหรอก ฉันก็จะไม่ถอย ฉันจะย่อตัวให้เธอเดินข้ามไปนะ” จากนั้นก็ย่อตัวให้อีกตัวหนึ่งเดินข้ามไป เมื่อข้ามได้ก็หันมาไปหาอีกตัวหนึ่งแล้วกล่าว “ขอบคุณมากนะ” ด้วยใจที่นอบน้อม แกะทั้งสองตัวจึงข้ามไปได้โดยปลอดภัย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียงและท่าทาง ๘. ท่าทาง - ทำท่าทางหมอบเหมือนแกะ


- ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ บ่งบอกลักษณะสิ่งของ ๙. โอกาสที่เล่า - ได้ทุกโอกาสโดยเฉพาะเมื่อมีกรณีพิพาทกัน ให้มีจิตใจที่นอบน้อม ไม่คิดแค้นกัน ๑๐.ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - การคิดถึงประโยชน์ของคนอื่นมากกว่าของตนนั้นจะได้รับพระคุณ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้รับการถ่ายทอดตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น ตอนอยู่ประเทศจีน • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจจะให้รุ่นหลานได้เรียนรู้เรื่องนี้เพื่อขัดเกลาจิตใจให้เป็นคนอ่อนโยน


เรื่องที่ ๓๐ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะทอ จะกี อายุ๗๖ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยลุกหลวง ที่อยู่เลขที่ ๕๕๑ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: กระต่ายกับหอยวิ่งแข่งกัน ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะกอ จะกี ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง กระต่ายเป็นเพื่อนกับหอย วันหนึ่งกระต่ายมาท้าหอยว่า “เรามาวิ่งแข่งกันเถอะ” หอยก็เลยบอก ว่า “ฉันจะวิ่งในแม่น้ำ ส่วนเธอวิ่งบนบกนะ ให้รออีกสามวันนะ” ดังนั้นหอยจึงเรียกเพื่อนมาประชุมกันแล้วตกลงกันว่า จะอยู่ตามจุดต่างๆ ที่ได้ตกลงกันไว้ จากนั้นหอยก็ไปหากระต่ายแล้วบอกว่า “ที่เธอบอกว่าจะวิ่งแข่งกันเพื่อนเอารางวัล นั้นได้แล้วนะ” และตั้งจุดนัดพบไว้สามจุดถ้าวิ่งไปถึงแล้วเรียกด้วยนะ จุดที่หนึ่งมีก้อนหินก้อนใหญ่อยู่ จุดที่สองตรงที่มี ทางแยกของแม่น้ำเป็นสองสาย และจุดที่สามเลยทางแยกของน้ำเป็นจุดรับรางวัลตรงนั้นนะ เมื่อได้เวลานัดแล้วกระต่าย ก็วิ่งไปด้วยความเร็ว จนมาถึงก้อนหินใหญ่ก็เรียก “เพื่อนหอยจ๋า” หอยก็โผล่หัวออกมาให้ดู กระต่ายวิ่งต่อมาจนถึงทาง แยกของแม่น้ำแล้วเรียก “เพื่อนหอยจ๋า” หอยก็โผล่หัวออกมาให้ดูอีก กระต่ายเหนื่อยมากจึงนอนหลับเอาแรง เมื่อตี่น ขึ้นมาก็วิ่งต่อไปถึงจุดรับรางวัลเรียก “เพื่อนหอยจ๋า” หอยก็โผล่หัวออกมาอีกครั้งหนึ่ง ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร


๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ความสามัคคีเป็นพลัง เราควรจะเรียนแบบหอยที่มีความร่วมมือและสามัคคีกัน ส่วนกระต่ายนั้นคิดว่าตนเอง เก่งวิ่งเร็วกว่าหอยจึงท้าแข่งเพื่อเอารางวัล - ใช้สมองสู้ดีกว่าใช้แรง เหมือนหอยที่วางแผนกันเพื่อเอาชนะกระต่าย ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - การสั่งสอนลูกหลานโดยใช้นิทานพื้นบ้าน ใช้สัตว์ที่ใกล้ ลักษณะนิสัย ท่าทางของสัตว์นั้น ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มี • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ฟังตอนเด็กๆ จำชื่อคนเล่าไม่ได้แล้ว • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจถ่ายทอดให้กับคนอื่น เล่าให้เด็กๆ ฟังตามเท่าที่มีโอกาสจะเล่าได้


เรื่องที่ ๓๑ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายจะเหมาะ จูโป อายุ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมูที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: งานเฉลิมฉลองของสัตว์ ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้ว ในป่าใหญ่แห่งหนึ่งมีลานกว้างๆ อยู่หนึ่งที่ ๆ ตรงนั้นมีการจัดงานเฉลิมฉลองของสัตว์ มีการแข่งขัน การเต้นรำว่ามีสัตว์ป่าชนิดไหนที่เต้นได้สวยงามที่สุด สัตว์ที่เต้นได้สวยที่สุดจะได้รับรางวัล ซึ่งบรรดาสัตว์ทุกชนิดต่างก็ อยากได้รางวัล จึงแต่งองค์ทรงเครื่องมาอย่างเต็มที่ สัตว์ตัวแรกที่ออกมาเต้นคือควาย ควายนั้นยิงฟันขาวจั๊วะ ชูคอ แล้ว เต้นไปมา ดูแล้วสวยมาก เมื่อควายเต้นเสร็จก็โค้งคำนับสัตว์ตัวอื่นๆ บรรดาสัตว์อื่นก็พากันปรบมือสรรเสริญ ม้าเมื่อได้ เห็นดังนั้นก็อยากเป็นเหมือนควายมาก ม้าสมัยก่อนไม่มีฟันบน ปากก็แบนไม่น่าดูเลย ดังนั้นม้าจึงไปขอยืมฟันจากควายๆ ก็โง่ ไม่ฉลาดเลยสักนิด ถอดฟันของตนเองให้กับม้าทันที ม้าดีใจกระโดดโลดเต้นไปมา เมื่อถึงเวลาม้าต้องเต้น ม้าก็ยิ้ม ยิงฟันเต็มที่ ชูขาหน้า ขาหลัง กระโดดไปมา จนบรรดาสัตว์ตัวอื่นก็อยากจะเต้นอย่างนั้น หลังจากที่ม้าเต้นเสร็จก็วิ่งหนี ไป ควายท้องกลมก็วิ่งตามไปแล้วบอกว่า “คืนฟันของฉันเถอะ ช่วยคืนฟันให้ฉันหน่อยนะ” แต่ม้าก็ไม่ยอมคืนให้กลับวิ่ง หนีไปอย่างรวดเร็ว จนถึงทุกวันนี้ควายก็ไม่มีฟันบนเพราะโดนม้าขโมยไป และห้ามมัดควายไว้ใกล้กับม้า ไม่เช่นนั้นแล้ว ควายจะขวิดม้าตาย หลังจากนั้น ได้เวลาของหมามาออกมาเต้น หมานั้นชูเขาเหยียดตรงออกมาเต้นกระโดดไปมาน่าดูมาก เมื่อเต้น เสร็จบรรดาสัตว์อื่นก็พากันปรบมือเสียงกึกก้อง หมายิ้มอย่างดีใจ ส่วนกวางเมื่อเห็นหมาชูเขาเต้นอย่างสวยงามก็อยากมี เขาเหมือนหมา จึงเข้าไปหาหมาขอยืมเขากับหมาด้วยเสียงน่าสงสารว่า “ขอยืมเขาของเธอหน่อยได้ไหมจ้ะ” หมาก็คิดว่า


ยืมไม่นานจึงถอดเขาให้หมายืม กวางเมื่อได้เขาก็ดีใจมา พอถึงเวลาที่ตนเองก็ชูเขาออกมาเต้นกระโดดไปมา สวยงาม มากกว่าหมาซะอีก บรรดาสัตว์จำนวนมากพากันปรบมือร้องสรรเสริญอย่างกึกก้อง กวางนั้นหันไปหาหมาแวบหนึ่งแล้ว วิ่งหนีเข้าป่าไป หมาก็วิ่งไล่ตามอย่างรวดเร็ว จนถึงปัจจุบันหมานั้นไล่กวางก็เริ่มมาตั้งแต่ตอนนั้น เมื่อหมาเห็นกวางจะวิ่ง ไล่กัดอยู่เสมอ ต่อมา ได้เวลานกคุ้มออกมาเต้น นกคุ้มนั้นมีหางยาวลายสวยงาม หางของมันแผ่ขยายแล้วเต้นสวยงาม น่าดูมาก เมื่อเต้นจบลงบรรดาสัตว์อื่นๆ ก็พากันร้องสรรเสริญ ตอนนั้นมีนกยูงแอบดูอยู่ข้างนอกไม่เข้าใกล้คนอื่นๆ เพราะสมัยนั่น นกยูงยังไม่มีหาง มีเพียงก้นกลมๆ จึงรู้สึกอาย เมื่อเห็นว่าหางของนกคุ้มนั้นสวยงามบรรดาสัตว์อื่นพากันชื่นชม นกยูงจึง อยากได้หางแบบนั้นมาก เมื่อนกคุ้มจบการแสดงกำลังเดินออกมาทางประตู นกยูงก็รีบเข้าไปหาแล้วพูดว่า “ช่วยกรุณา ให้ฉันยืมหางของเธอหน่อยได้มั้ยจ้ะ ฉันก็อยากจะเต้นเหมือนกับเธอแต่ฉันไม่มีหางเหมือนเธอ ฉันไม่กล้าออกไปเต้น แม้ จะเข้าไปใกล้ๆ สัตว์อื่นๆก็ยังไม่กล้าเลย เพราะฉันอาย” นกคุ้มคิดว่าตนเองเต้นเสร็จแล้วจึงถอดหางของตนให้นกยูงยืม ทีนี้เมื่อถึงเวลาที่นกยูงต้องออกไปเต้น นกยูงนั้นเชิดคอ ปล่อยหางลากพื้นแล้วเต้น สวยงามมาก ดูไม่เบื่อเลย เดี๋ยวแผ่ หางออกมา เดินไปไปมามาตัวก็โยกย้ายส่ายสโพกไปมาสวยมาก บรรดาสัตว์อื่นๆ พากันล้อมไว้เป็นวงกลมแล้วดู เมื่อ นกยูงเต้นจบสัตว์อื่นพากันปรบมือ ร้องเชียร์ดังระงม ทันใดนั้นนกยูงก็วิ่งหนีเข้าป่าไปจนนกคุ้มตามไม่ทัน เมื่อสัตว์ต่างๆ เต้นกันจบแล้วจึงพักสักครู่หนึ่ง ตอนนั้นเองมีค้างคาวขนรกรุงรังตัวหนึ่งบินเข้ามาแล้วพูดว่า “ฉัน เต้นเก่งกว่าทุกตัว ไม่มีใครเต้นสวยสู้ฉันได้แล้ว ฉันควรจะเป็นคนที่ได้รางวัลนะ” บรรดาสัตว์อื่นไล่ตามค้างคาวแล้วพูดว่า “เจ้าค้างคาว เจ้าเต้นไม่สวยเลยยังอยากได้รางวัลอีกเหรอ ไม่อายบ้างหรือไง” ตั้งแต่ตอนนั้นจนถึงตอนนี้ค้างคาวจึงไม่ กล้าออกมากลางวัน จะออกมาตอนกลางคืนที่ทุกคนหลับหมดแล้ว บางครั้งออกมาตอนกลางวันก็มีนกตัวอื่นร้องด่าอีก จึงเป็นที่มาว่าค้างคาวจะออกหากินตอนกลางคืน ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ท่าทางและน้ำเสียง ๘. ท่าทาง - แสดงท่าทางการเต้นของสัตว์ต่างๆ - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า - เทศกาลปีใหม่ ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ทุกข์ของใคร คนนั้นหามาเอง ในเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่าสัตว์แต่ละตัวที่ให้ตัวอื่นยืมของตัวเองไปนั้น ไม่ได้คิดให้ ถี่ถ้วนก่อน เมื่อให้ไปแล้วไม่ได้คืนก็ทำให้ตัวเองเป็นทุกข์ ส่งผลมาถึงปัจจุบัน


- การเก็บรักษาอัตลักษณ์ของเราเอง เราต้องรักษาประเพณีวัฒนธรรมของเราให้ดี ไม่ให้เหมือนควาย หมา และ นกคุ้ม ที่เชื่อใจคนอื่นง่ายๆ ให้ของที่เป็นอัตลักษณ์ของตัวเองไป เหมือนเทคโนโลยี สื่อ สิ่งเร้าต่างๆ ที่เข้ามา หลอกให้วัฒนธรรมละหู่ของเราหายไป - ต้องมีวินัยในการยืมเราต้องมีวินัยในการยืมของ เมื่อยืมแล้วต้องคืน ไม่เช่นนั้นจะทำให้เจ้าของทุกข์ใจ เดือดร้อน จนอาฆาตแค้นตามมา - ความโลภ ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - อาจจะมีคนที่เล่าได้เป็นบางตอน แต่มีน้อย - เล่าทุกปีในการจัดค่ายเยาวชนของคริสตจักร • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนเป็นผู้ใหญ่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจให้เด็กและเยาวชนได้ฟังเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความรักในตัวตนของตนเอง


เรื่องที่ ๓๒ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนางอามิริสิริอายุ๕๐ปี ชื่อหมู่บ้าน ต้นผึ้ง ที่อยู่เลขที่ - หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิจะทอ วันที่สัมภาษณ์๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: ภรรยาที่รักของเด็กกำพร้า ๒. ประเภทของเรื่อง กษัตริย์กับประชาชน ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นางอามิริ สิริ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีเด็กกำพร้าอยู่หนึ่งคน เด็กกำพร้าคนนี้มีภรรยาที่สวยงามมาก ความสวยงามของภรรยาเด็ก กำพร้าถูกใจพระราชามาก พระราชาอยากได้จึงส่งทหารมาพาตัวภรรยาของเด็กกำพร้าไป ตอนที่ยังไม่ได้ไปภรรยาเด็ก กำพร้าบอกกับสามีว่า “ให้ตามดอกตั้งที่หว่างไว้ตามทางมานะ” แล้วพระราชาก็พาภรรยาเด็กกำพร้าไปที่วังแล้วแต่งงาน เด็กกำพร้าเสียใจมากจึงเข้าป่าไปสามปี ระหว่างที่อยู่ในป่าก็ล่านกยิงหนูไป ได้มากี่ตัวก็เก็บหนังสัตว์ไว้ทุกตัว จนเย็บเสื้อ หนังสัตว์ได้หนึ่งตัวจึงกลับไปบ้าน เมื่อกลับไปถึงบ้านก็นึกถึงคำของภรรยา จึงใส่เสื้อหนังสัตว์ตามดอกตั้งที่ภรรยาหว่างไว้ ตลอดทางจนมาถึงประตูทางเข้าวังของพระราชา ภรรยาที่มองอยู่ที่หน้าต่างก็เห็นแล้วจำได้ทันทีว่านี่เป็นสามีของเขา จึง บอกกับสามีที่เป็นพระราชาว่า “มาดูซิ มีคนเต้นรำได้สวยงามมาก น่าดูมาก” บอกหนึ่งครั้งพระราชาก็ไม่สนใจ จึงบอก ไปอีกครั้ง “เขาเต้นได้สวยที่สุดเลยนะ” พระราชาจึงมาดู เมื่อดูแล้วพระราชาก็อยากจะเต้นเหมือนเขา จึงบอกว่า “ช่วย ถอดเสื้อมาให้ฉันใส่หน่อย ฉันจะเต้นเหมือนกับเจ้า” เด็กกำพร้าก็ถอดเสื้อให้พระราชาใส่เต้น ระหว่างที่กำลังเต้นอยู่นั้น ภรรยาของเด็กกำพร้าก็ปล่อยหมาตัวใหญ่ที่อยู่ในคอก หมาก็มากัดพระราชาตาย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า


น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร ๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า - ในงานแต่งงาน - เมื่อสามีภรรยาทะเลาะกัน ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มี ๑๑.คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - สามีภรรยาต้องเชื่อใจกัน เหมือนในเรื่องนี้ภรรยาของเด็กกำพร้า ถึงแม้จะได้เป็นภรรยาของพระราชาก็ยังรักเด็ก กำพร้า และเชื่อว่าสักวันเขาต้องกลับมารับกลับไป - บางเรื่องเราต้องรอให้ถึงเวลาของมัน เหมือนกับเด็กกำพร้าที่ไม่ได้หุนหันทำในทันที ต้องมีการวางแผนและหา โอกาสที่เหมาะสม ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - วิถีชีวิตการล่าสัตว์ ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - คนที่เล่าได้อย่างละเอียดคงจะไม่มี - เคยเล่าให้เด็กๆ ฟังตอนที่สอน Sunday school • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ฟังตอนเด็กๆ จำชื่อคนเล่าไม่ได้แล้ว • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจถ่ายทอดให้กับคนอื่น โดยเฉพาะสามีภรรยา หากมีโอกาสก็จะเล่าในโบสถ์


เรื่องที่ ๓๓ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนางอามิริสิริ อายุ๕๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ต้นผึ้ง ที่อยู่เลขที่– หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์ ๑๕/๑๐/๒๐๑๒ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: เด็กผู้หญิงกับเสือ ๒. ประเภทของเรื่อง คนกับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นางอามิริ สิริ ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง กาลครั้งหนึ่ง มีครอบครัวหนึ่งมีสองคนพ่อกับลูกสาว วันหนึ่งลูกสาวก็ไปหาฟืนใกล้ๆ กับหนองน้ำ ขณะที่ผ่าฟืนอยู่นั้นก็เห็นเสือตัวใหญ่หนึ่งตัว เด็กหญิงคนนั้นกลัวมากจึงวิ่งกลับไปหาพ่อแล้วบอกพ่อว่า “มี เสื่อวิ่งตามหนูๆ กลัวมากเลย” พ่อก็ออกมาดูเห็นเสือตัวใหญ่จึงพูดกับเสือว่า “เจ้าเสือ ถ้าเจ้าอยากได้ลูก สาวข้าให้เจ้าไปหาช่างตีเหล็ก เอาเคี้ยวและเล็บออกไปให้หมด เสือก็ทำตาม เมื่อไปเอาเคี้ยว และเล็บออก หมดแล้วก็มาหาพ่อของเด็กหญิง ตอนนั้นเองพ่อของเด็กหญิงก็เอามีดมาฟันคอเสือตัวนั้นตาย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า น้ำเสียง เน้นเสียงสั้นยาว แสดงให้เห็นถึงลักษณะอารมณ์ของตัวละคร ๘. ท่าทาง ไม่ได้ทำท่าประกอบแต่อย่างใด ๙. โอกาสที่เล่า ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย


๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง ไม่มี ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ถึงจะเก่ง แต่ก็แพ้ได้ เหมือนเสือที่เก่ง สามารถสู้กับคนได้ แต่ด้วยความไง่เขลาของตนเองทำให้เสียชีวิต - ความรักทำให้คนตาบอด เสือหลงรักเด็กผู้หญิงคนนั้นอยากแต่งงานด้วย จนไม่ทันได้คิดไตร่ตรองให้ดีถึงผล ที่ตามมา ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ วิถีชีวิตการหาฟืน และช่างตีเหล็ก ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ไม่มี - เล่าให้เด็กฟังตอนที่สอนหนังสือ • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ฟังตอนเด็กๆ จำชื่อคนเล่าไม่ได้แล้ว • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - ตั้งใจถ่ายทอดให้กับคนอื่น เล่าให้เด็กๆ ฟังตามเท่าที่มีโอกาสจะเล่าได้


เรื่องที่ ๓๔ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุล นายจะเหมาะ จูโป อายุ๘๐ ปี ชื่อหมู่บ้าน ห้วยคอกหมูที่อยู่เลขที่ ๔๕ หมู่ที่ ๗ ตำบลแม่นาวาง อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หมีกับหนู ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายจะเหมาะ จูโป ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง นานมาแล้ว เมื่อหมียังมีหางอยู่ อยู่มาวันหนึ่งหมีแบกก๋วยออกไปหาเก็บผลไม้ จึงเก็บผลไม้ใส่ในก๋วยไว้ พอเย็น จึงกลับบ้าน ทันใดนั้นฝนก็ตกหนัก ระหว่างทางก็เห็นหนูตัวหนึ่งเปียกฝนหนาวสั่น หมีนั้นสงสารหนูมากจึงถามว่า “หนู เอ๋ย เธออยู่ที่ไหนและกำลังจะไปไหนเหรอ” หนูก็ตอบกลับมาว่า “ฉันกำลังจะกลับบ้าน แต่ฝนตกหนักฉันไม่รู้ว่าจะกลับ ถึงบ้านได้อย่างไร” เมื่อหมีได้ฟังอย่างนั้นจึงถามกลับไปว่า “บ้านเธออยู่ไกลเหรอ” หนูตอบว่า “บ้านฉันอยู่ไกลกว่าบ้าน พี่หมี” ด้วยความสงสารหมีจึงบอกให้หนูขึ้นมาอยู่ก๋วยของตนเอง แล้วจะพากลับบ้านเอง เมื่อได้ยินอย่างนั้นหนูก็ดีใจมาก รีบเข้าไปในก๋วยของหมี เดินกลับมาได้ระยะหนึ่งหมีก็หันไปดูในก๋วยของตนเองเห็นว่าผลไม้ของตนเองนั้นถูกหมีกินไป หมดแล้ว ในขณะที่หมีกำลังจะด่าหนูนั้นหนูก็วิ่งหนีไปทันที หมีโมโหมากจึงวิ่งตามแต่หนูวิ่งเร็วมากหมีวิ่งตามไม่ทัน หมี วิ่งตามจนมาหยุดอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง บนต้นนั้นมีรังผึ้งอยู่หนึ่งรัง หมีเงยหน้าขึ้นไปเห็นหนูที่เหมือนตัวที่กินผลไม้ของ ตน จึงรีบขึ้นไปบนต้นไม้แล้วถามว่า “เอ๊ะ เธอเป็นหนูที่ขโมยกินผลไม้ของฉันจนหมดแน่เลย” หนูตอบมาว่า “ฉันไม่ได้ ขโมยกินผลไม้ของเธอนะ น่าจะเป็นพี่ชายของฉัน ให้เธอรออยู่นี่นะ ฉันจะตามหาพี่ชายของฉันให้ ถ้าฉันยังไม่มาขอให้ เธอตีกลองนี้แรงๆ เลยนะ เมื่อฉันได้ยินเสียงกลองฉันจะรีบกลับมา” หนูชี้ให้ดูที่รังผึ้งแล้วหนูก็ลงไป หมีนั้นก็เชื่อฟังหนูนั่ง รออยู่ใกล้ๆ กับรังผึ้งนั้น ส่วนหนูก็แกล้งทำเป็นไปตามหาพี่ชายนานๆ หมีนั้นอยากให้หนูรีบกลับมาจึงตีไปที่รังผึ้งแรงๆ


ทันนั้นผึ้งก็ตื่นแตกรังออกมาไล่ต่อยหมีๆ เมื่อโดนต่อยจนเจ็บจึงวิ่งหางตั้งลงมา แล้วหางของหมีก็หนีบอยู่ที่ร่องของกิ่งไม้ เอาออกมาไม่ได้ ส่วนมือและขาก็ไปจับกิ่งไม้พลาดจึงห้อยโตงเตง ไปโดนใส่กิ่งไม้ จนในที่สุดหางของหมีก็ขาดไป ด้วยเหตุ นี้ปัจจุบันหมีจึงไม่มีหางอีกเลย ๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ท่าทางและน้ำเสียง ๘. ท่าทาง - แสดงท่าทางประกอบการต่อสู้กันระหว่างคนกับหมี เอียงหน้าไปทางซ้ายที ขวาที - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า - ทุกโอกาส - การเทศนา ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - ถึงแม้บางครั้งเราทำดี แต่ผลที่ได้กลับมาอาจจะเป็นสิ่งที่เลวร้าย แต่เราก็ต้องอดทนและทำดีต่อไป ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ชาวละหู่มักจะเล่านิทานเป็นการสั่งสอนลูกหลาน และใช้ตัวละครที่สามารถเข้าใจได้ง่าย - ชาวละหู่มีจินตนาการ สามารถเล่านิทานเกี่ยวกับสัตว์ต่างๆ ทั้งรูปร่าง ลักษณะนิสัยต่างๆ ของสัตว์ และ ต้นไม้ ๑๓. คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ชาวละหู่ที่มีอายุตั้งแต่ ๕๐ปี ขึ้นไป สามารถเล่าได้ - เล่าประมาณปีละครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น จนเป็นผู้ใหญ่ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจให้เด็กและเยาวชนได้ฟังเรื่องนี้รู้จักความเสียสละ


เรื่องที่ ๓๕ วรรณกรรมชนเผ่าพื้นเมืองละหู่ ด้านนิทานตำนาน และนิยายปรัมปรา ข้อมูลเบื้องต้นของผู้ให้สัมภาษณ์ ผู้ให้สัมภาษณ์ ชื่อ-สกุลนายซือมู จะก่า อายุ๕๒ ปี ชื่อหมู่บ้าน ต้นผึ้ง ที่อยู่เลขที่ ๔/ช หมู่ที่ ๑๒ ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ผู้สัมภาษณ์นางสาวมาลิ จะทอ วันที่สัมภาษณ์๑๗/๑๐/๒๐๑๒ ข้อมูลที่ใช้สัมภาษณ์ ๑. ชื่อเรื่อง: หมี ลิง และนาค ๒. ประเภทของเรื่อง สัตว์กับสัตว์ ๓. เอกสารประกอบ ไม่มี ๔. แหล่งข้อมูลทางประวัติศาสตร์ นายซือมู จะก่า ๕. เชื้อสายที่สืบทอด - ๖. เนื้อเรื่อง วันหนึ่ง หมี ลิง และนาค มาเป็นเพื่อนกัน หลังจากนั้นเป็นเพื่อนกันมานานทั้งสามก็ประชุมกัน หมีพูดขึ้นมาเป็น ตัวแรกว่า “เอ ฉันไม่อยากทำงานหาผึ้งอีกต่อไปแล้ว” ลิงก็พูดขึ้นมาอีกว่า “ฉันก็ไม่อยากจะออกหาผลไม้แล้ว” ส่วนนาค ก็บอกว่า “ฉันก็ไม่อยากจะหาปลาแล้วเหมือนกัน กินปลาจนเบื่อแล้ว” หลังจากนั้นก็ตกลงกันใหม่ว่า “เพื่อนหมี เธอช่วย จุดไฟนะ” หมีก็รับปากว่า “ได้” แล้วบอกลิงว่า “ส่วนเพื่อนลิง ช่วยหาปลาหน่อยนะ” ลิงก็รับปากว่า “ได้” เหลือนาค เพื่อนก็ให้ไปหาผลไม้ นาคก็รับปากว่า “ได้” เมื่อได้ตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วหมีก็ไปจุดไฟ ลิงไปหาปลา ส่วนนาคก็ ไปหาผลไม้ แล้วนัดให้มาเจอกันตอนเที่ยงเพื่อแบ่งกันกิน นาคกลับจากไปผลไม้มาเจอกับลิงแล้วบอกว่า “โห เพื่อน วันนี้ ทั้งวันฉันไปหาผลไม้ไม่ได้สักอย่างไม่ได้สักลูกเลย” ลิงก็บอกเพื่อนนาคว่า “เพื่อน วันนี้ทั้งวันฉันก็หาปลาไม่ได้เลย” ลิง และนาคพากันไปหาหมี เห็นหมีกำลังจุดไฟเป่าทางนี้ที ขยับไปเป่าข้างโน้นที จนน้ำตาไหลแต่ก็ยังไม่ติด ทั้งสามจึงพากัน หัวเราะ แต่ด้วยความหิวทั้งสามก็พากันมองหน้าแล้วร้องให้ จากนั้นทั้งสามก็คุยกันว่า “เราหิวเกือบจะตายแล้ว เราไม่ ควรจะอยู่ด้วยกันไม่งั้นเราจะอดตาย เราควรจะแยกย้ายกันออกหากินตามความถนัดของตนเอง”


๗. อุปกรณ์ประกอบการเล่า ไม่มี ๘. ท่าทาง - ใช้น้ำเสียงหนัก/เบา สั้น/ยาว เพื่อแสดงอารมณ์ ๙. โอกาสที่เล่า - เล่าได้ทุกโอกาส ทุกเพศ ทุกวัย ๑๐. ข้อห้ามที่เกี่ยวข้อง - ไม่มีข้อห้าม ๑๑. คติสอนใจ/อิทธิพลต่อการดำเนินชีวิต - จงพอใจในสิ่งที่ตัวเองเป็น - ทุกวันนี้ทุกคนมีความสามารถ ขอให้เราค้นหาให้เจอและใช้ความสามารถนั้นทางทางที่ดี ที่ถูกที่ควร - ในสังคมเรามีความหลากหลาย ทั้งเชื้อชาติ ศาสนา ฯลฯ เราจึงต้องยึดมั่นในความเป็นตัวตนของเรา อย่าได้ อยากเป็นอยากได้เหมือนอย่างคนอื่นเขา ๑๒. เรื่องนี้สะท้อนถึงอัตลักษณ์ของเผ่าอย่างไรหรือไม่ - ๑๓.คำถามเพิ่มเติม • ผู้รู้ที่เล่าเรื่องนี้ได้ มีกี่คน อยู่ที่ไหนบ้างและความถี่ในการเล่า - ในหมู่บ้านไม่มีคนเล่าเป็น - เคยเล่าในโบสถ์หลายครั้ง • ผู้รู้ได้รับการถ่ายทอดเรื่องนี้จากใคร ตั้งแต่เมื่อไหร่ - ได้ยินเรื่องนี้ตั้งแต่เป็นวัยรุ่น ในโบสถ์ • ผู้รู้มีความตั้งใจที่จะถ่ายทอดเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร - มีความตั้งใจให้เด็กและเยาวชนได้ฟังเรื่องนี้เพื่อให้เกิดความรักในตัวตนของตนเอง


Click to View FlipBook Version