The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aust10thammarong.pon25, 2022-03-10 10:43:21

หนังสือแบบเรียน ทัศนศิลป์ ม.3

ทัศนศิลป์ ม.3

Keywords: ทัศนศิลป์ ม.3

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explore

Engage Explain Expand Evaluate

สาํ รวจคน หา (ยอ จากฉบับนกั เรยี น 30%)

ใหนักเรียนศึกษาขั้นตอน เทคนิค
วิธีการระบายสีนํ้าบนภาพราง การใช
สีใหถูกตอง และการใชปากกาเมจิก
ตัดเสน เพือ่ ทําใหภาพมคี วามคมชัด

เกร็ดแนะครู ขั้นที่ ๔ ระบายสี โดยระบายสลี งบนภาพรา งใหก ระจายไปทวั่ ภาพดว ยสเี รยี บๆ กอ น
จากนั้นคอยระบายเนนในบางบริเวณ ซึ่งการใชสีตองคํานึงถึงความถูกตองดวย
ครูอธบิ ายเพ่ิมเตมิ วา เทคนิค วาเปน ภาพใด สําหรบั การเขียนภาพครง้ั นเ้ี ปน แบบไทยประยุกต การระบายสีจะเปน
ท่ีนํามาใชในการระบายสผี ลงาน แบบแบนเรยี บในลกั ษณะ ๒ มติ ิ มกี ารใชน าํ้ หนกั ออ น - แก และแสงเงาเขา มาชว ยบา ง
จิตรกรรมไทยประยกุ ตดังภาพ
ตัวอยา ง เปน การใชเทคนคิ
ผสมผสานกันระหวางสีเมจกิ กับ
สีนํ้า เพราะสีเมจิกจะมีคณุ ลักษณะ
ใหค วามสดใสและระบายใหผสม
กลมกลืนกับสนี ้าํ ได ซ่ึงการเลือกใช
เทคนคิ ในการระบายสขี ้ึนอยูกบั
ความถนดั และความชอบของ
แตล ะบคุ คล

นกั เรียนควรรู ขัน้ ที่ ๕ แตง ภาพโดยรวม หลงั ระบายสภี าพโดยรวมเสรจ็
เรยี บรอ ยแลว จะตดั เสน ดว ยปากกาเมจกิ ซงึ่ จะสะดวกกวา
ปากกาเมจกิ การตดั เสน ดว ยปากกา การใชพ กู นั และใหเ สน ทม่ี ขี นาดเทา กนั นบั วา เปน ขน้ั ตอนหนง่ึ
เมจิกจะสะดวกกวาการใชพูกันเบอร ท่ีตองใชความพิถีพิถันและความละเอียดออน ซ่ึงจะชวย
เล็ก เพราะจะใหเสนที่มีขนาดเทากัน ทําใหภ าพดูมชี ีวิตชวี าและมเี รอื่ งราวมากยงิ่ ขนึ้
โดยตลอด เหมาะสําหรับผูวาดภาพ
มอื ใหมท ม่ี อื ยงั ไมน ง่ิ และประสบการณ
ในการเขยี นภาพยงั มไี มม ากพอ สที ใี่ ช
ในการตัดเสนควรใชสีเขม เชน สีดํา
สีนํ้าเงิน สีน้ําตาล เปนตน เพราะจะ
ชวยขับเนนภาพใหเ ห็นไดช ดั เจน

4๘

นักเรียนควรรู

พกู นั เปนอุปกรณสําหรบั ใชใ นการระบายสี ซ่ึงมลี ักษณะทแี่ ตกตางกัน คอื พกู ันกลมพอง
ใชส าํ หรบั ระบายสใี นบรเิ วณพนื้ ทก่ี วา ง พกู นั กลมปลายแหลม ใชส าํ หรบั ระบายสวี ตั ถทุ ว่ั ๆ ไป
และพูกันกลมแบบปลายตัด ใชสําหรับระบายสีวัตถุที่เปนส่ิงกอสราง เพราะใหความรูสึก
เกีย่ วกบั โครงสรา งไดด ี

48 คูม ือครู

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore
Explain
Engage Expand Evaluate

สาํ รวจคนหา

ใหนักเรียนศึกษาเทคนิค ข้ันตอน
การเก็บรายละเอียดของผลงานใหมี
ความสมบูรณและสื่อความหมายได
อยางทอี่ อกแบบไว

ขน้ั ท่ี ๖ ตรวจสอบความสมบูรณเรียบรอย เกรด็ แนะครู
ของผลงาน โดยพิจารณาภาพรวมของผลงานวา
มีสวนใดท่ีขาดตกบกพรอง ก็ตอเติมเสริมแตง ครูอาจชแ้ี นะนกั เรยี นเปนความรู
ใหสมบูรณ เน่ืองจากผลงานลักษณะนี้จะเนน เพ่ิมเติมวา ภาพจติ รกรรมไทยจะมี
ในเรื่องของความพิถีพิถัน การระบายสี และ เอกลกั ษณเ ฉพาะ ทง้ั ลายเสน การใหส ี
การเก็บรายละเอียดของภาพจึงตองปฏิบัติอยาง การใชส ญั ลกั ษณ วธิ กี ารนําเสนอ
รอบคอบ มสี มาธิ และใจเย็น และอื่นๆ ทีจ่ าํ เปน จะตอ งวาดให
ถกู ตอ งตามแบบแผน ซ่ึงการไดดูภาพ
จติ รกรรมไทยบอ ยๆจะชว ยใหน กั เรยี น
สามารถจดจาํ แบบอยางนาํ มาใชไ ด
และเม่อื นักเรียนสรา งสรรคผลงาน
เสรจ็ แลว ครคู วรคัดเลือกผลงาน
5 ภาพ เพอื่ ใชเ ปน ส่ือประกอบ
การอธิบายใหนกั เรยี นเขา ใจวา
มีสวนใดท่กี ารวาดยังไมส อดคลองกบั
แนวทางการวาดภาพจติ รกรรมไทย
หรอื จิตรกรรมไทยประยกุ ต และ
แนวทางทีถ่ กู ตองควรเปน เชน ใด

ขั้นท่ี ๗ ลอกกระดาษกาวที่ติดขอบกระดาษวาดภาพออก ภาพจิตรกรรมไทย นกั เรยี นควรรู
ประยกุ ตก็เสร็จสมบรู ณ พรอมท่ีจะนาํ ไปใชป ระโยชน หรอื นาํ ไปออกแสดงได
กระดาษวาดภาพ มที ัง้ แบบ
4๙ เน้ือละเอยี ดและเนื้อหยาบ หรอื
แบบเรียบและแบบหยาบ ซง่ึ กระดาษ
นกั เรยี นควรรู แตละชนิดจะใหผลในการวาดภาพ
ที่แตกตา งกันออกไป โดยแบบเรียบ
ลอกกระดาษกาว การลอกกระดาษกาวท่ีผนึกภาพกับกระดาษรองเขียน ใหทําหลังจากที่สีและ เหมาะสาํ หรบั ใชก ับดินสอและสีไม
กระดาษแหงสนิทดีแลว และคอยๆ ลอกออก ไมควรลอกแบบกระตุก เพราะกระดาษท่ีวาดอาจ สวนแบบหยาบนิยมใชก ับสีท่มี ีน้ํา
ฉีกขาด หรือดึงกระดาษบางสวนออกมา ทําใหภาพเสียหายได ถาหากไมม่ันใจอาจใชไมบรรทัด เปนสว นผสม การเก็บรักษากระดาษ
ทาบตรงขอบกระดาษกาวดานในแลวคอยๆ ดึงออก หลังจากท่ีดึงกระดาษกาวออกหมดแลว ก็จะ ควรวางไวบนพนื้ ระนาบเพอื่ ไมใหเ กดิ
ทําใหภาพมีขอบสเ่ี หลี่ยมอยางสวยงาม รอยยับและรอยสกปรก รวมท้งั
ไมค วรเก็บกระดาษดว ยการมวน
ถา ไมจ าํ เปน เพราะจะทําใหกระดาษ
เสียรูปทรงได

คูมอื ครู 49

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate

Engage Explore

อธิบายความรู (ยอจากฉบับนกั เรียน 30%)

ใหนักเรียนชวยกันอธิบายข้ันตอน ๓. แนวทางการวิเคราะหผลงานทศั นศลิ ป
การเขียนภาพจิตรกรรมไทยประยุกต
ที่มีเรื่องราวสะทอนความเปนไทย วิเคราะหการใช้ทัศนธาตุและหลักการออกแบบ องคประกอบของทัศนธาตุท่ีเห็นไดชัดเจนในผลงานช้ินน้ี
จากผลงานตัวอยาง แลวชวยกันสรุป ไดแ ก เสน และสี ซง่ึ เปน ลกั ษณะของจติ รกรรมไทยทจ่ี ะแสดงความละเอยี ดออ นของสงิ่ ตา งๆ ดว ยเสน และสี นอกจากนี้
ข้ันตอนในการเขียนภาพ เพื่อสราง กม็ รี ปู ราง รปู ทรง นาํ้ หนักออ น - แก และพน้ื ทว่ี างปรากฏอยูในผลงานอีกดวย
ความเขาใจรวมกัน
การออกแบบ ทง้ั เรอ่ื งราวและลกั ษณะของเสน มกี ารออกแบบทลี่ งตวั มคี วามเปน เอกภาพ มคี วามกลมกลนื กนั ดี
ขยายความเขาใจ แตด วยลักษณะของภาพทว่ี าดในแนวต้ัง และผสู รางสรรคต องการวาดตัวบุคคลลงไปทัง้ ครู วมกบั แนวหลงั คาทย่ี น่ื ออก
มาทางตอนบน ทาํ ใหนํ้าหนกั ความสมดลุ ของภาพเอียงไปทางขวาเล็กนอย
ใหนกั เรยี นสรางสรรคผลงาน
ทศั นศลิ ปแ บบจติ รกรรมไทย หรอื วิเคราะหรูปแบบ เนื้อหา และคุณคาในผลงานทัศนศิลป ผลงานชิ้นนี้ใชรูปแบบจิตรกรรมไทยประยุกต
จติ รกรรมไทยประยกุ ตทีม่ ีเนื้อหา มีลักษณะเปนแบบ ๒ มิติ ไมเนน ลวดลาย รปู แบบมคี วามคลายคลึงของจริงตามธรรมชาติ แตใ ชก ารวาดเสนใหมลี ลี า
สะทอ นเรื่องราวของสังคมไทย ออ นชอ ยตามลักษณะการเขียนภาพของไทย
วรรณคดีไทย พระพุทธศาสนา หรอื
ถา ยทอดประสบการณ จนิ ตนาการ เนื้อหา สื่อถึงเร่ืองราวขนบธรรมเนียมไทย วิถีชีวิตของคนไทยสมัยอดีต ซึ่งสังเกตไดจากลักษณะของทรงผม
มาคนละ 1 ภาพ โดยระบขุ อ มูล และการแตงกายของบุคคลในภาพ รวมทั้งสะทอนเร่ืองราวทางวัฒนธรรมวาผูคนสมัยกอนจะมีความผูกพันใกลชิด
ของผลงาน พรอมทง้ั วเิ คราะห อยูก บั พระพทุ ธศาสนา
ผลงานดว ย เสรจ็ แลวนําผลงาน
สง ครูผูส อน คุณคาของผลงานช้ินน้ี เปนภาพวาดท่ีสะทอนเร่ืองราวความเปนไทยไดอยางชัดเจน ผูสรางสรรคเลือกใชสี
ท่ีสดใส เพ่ือทําใหภาพดูแลวมีชีวิตชีวา รวมท้ังมีการใชน้ําหนักออน - แกและแสงเงาเขามาชวยสรางมิติ ถึงแมจะลด
ตรวจสอบผล ตัดทอนเทคนิค วิธีการ ไมทําตามอยางการเขียนภาพจิตรกรรมไทยแบบประเพณี แตผลงานโดยรวมเมื่อแลวเสร็จ
ออกมากย็ ังสามารถสะทอ นวาเปน ภาพเขียนจติ รกรรมไทยไดต ามวัตถปุ ระสงค
ครูพจิ ารณาจากการสรา งสรรค
ผลงานจติ รกรรมไทย โดยพิจารณา ô. การสรา้ งสรรค¼ ลงานทัศนศลิ ปà์ ¾èอ× ส×èอความËมาÂáละà˵กุ ารณ
ถงึ เทคนิค วธิ ีการในการปฏิบัตงิ าน
ความคิดสรา งสรรค การออกแบบ ผลงานทัศนศิลปที่สรางสรรคขึ้นมาน้ัน เปนเสมือนภาษาสากลที่สามารถจะสื่อความหมายใหผูชมเขาใจ
ความประณีตเรยี บรอย และการ ไดว า ผสู รา งสรรคม แี นวคดิ หรอื ตอ งการบอกเลา เรอื่ งราวใด ผา นเทคนคิ วธิ กี าร หรอื เนอื้ หาใด โดยจะยกตวั อยา งการ
วิเคราะหผ ลงานทเี่ สรจ็ สมบรู ณแลว นาํ ทัศนธาตมุ าออกแบบเปน ผลงานภาพวาดแบบงา ยๆ ทส่ี ือ่ ความหมายในชวี ิตประจาํ วนั ของผเู รยี นไดเปน อยางดี

นักเรียนควรรู “Ubud Market, Bali” (ค.ศ. ๒๐๐๒) และ “Lotus Cafe, Ubud, Bali” (ค.ศ. ๒๐๐๒) ผลงานของฮิลลารี ซมี อน (Hilary Simon) ศลิ ปินได้นาำ ภาพ

เสน การนําจุดหลายๆ จุดมาเรียง เหตกุ ารณ์ต่างๆ ทเี่ กิดขึ้นในชวี ติ ประจำาวันมาใช้เปน็ แนวคดิ เพ่ือถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานทัศนศลิ ป์ทม่ี ีความสวยงามลงตัว

ตอ กนั ไปในทศิ ทางใดทศิ ทางหนงึ่ เปน ๕๐
ทางยาว หรือสิ่งที่เกิดจากการขูด ขีด
เขยี น ลาก ใหเ กดิ เปน รวิ้ รอย เสน แตล ะ
ชนดิ จะใหค วามรสู กึ ทแ่ี ตกตา งกนั คอื
- เสน นอน ใหค วามรูสึกกวา งขวาง เงยี บสงบ นิ่ง ราบเรียบ
- เสน ตง้ั ใหความรสู ึกสงู สงา มั่นคง แข็งแรง รงุ เรอื ง - เสนโคง กนหอย ใหความรูสึกเคล่อื นไหว การคลีค่ ลาย ขยายตวั มึนงง
- เสนเฉยี ง ใหค วามรูสึกไมม น่ั คง เคลอื่ นไหว รวดเรว็ แปรปรวน - เสน ซิกแซก หรอื เสนฟนปลา ใหค วามรูสกึ รนุ แรง สับสนวุนวาย
- เสน โคง ใหความรูสึกออนไหว สุภาพ ออนโยน สบาย นมุ นวล - เสน ประ ใหค วามรูสึกไมตอ เน่ือง ไมม่ันคง ไมแ นน อน
เยายวน

50 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain
Expand Evaluate

ตัวอยาง คนไทยไมทง้ิ กัน กระตนุ ความสนใจ

๑. แนวคิด ครหู าภาพผลงานจิตรกรรม
เกี่ยวกบั การสื่อความหมาย หรอื
การสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปเ พอื่ สอื่ ความหมายและเหตกุ ารณ เปน งานจติ รกรรม บอกเลาเหตกุ ารณม าใหนักเรียนดู
ที่ใชเทคนิค วิธีการที่หลากหลาย โดยเนนการใชสีหลายประเภทมาผสมผสานกัน จากนน้ั ครตู งั้ คาํ ถามกระตนุ ความ
ในการสรางสรรคผ ลงาน บอกเลาเร่ืองราวเกย่ี วกับการบรรเทาทุกข การชวยเหลือ สนใจของนักเรยี นวา
บคุ คลท่ีประสบอุทกภัย เพื่อส่อื ความหมายถงึ ความมนี าํ้ ใจ ไมทอดทิง้ กนั ของคนไทย
เมื่อเหน็ เพ่ือนรว มชาติประสบกับความยากลาํ บากในชวี ติ • ภาพดังกลาวบอกเลาเรอ่ื งราว
เกย่ี วกับสิง่ ใด
๒. ข้ันตอนการท�า
• คณุ คาของภาพเขยี นแบบน้ี
สว นใหญส ามารถดไู ดจากสิง่ ใด
(แนวตอบ เร่ืองราวของภาพที่จะ
ไปกระทบกับอารมณความรูสึก
ของผชู ม เชน ภาพเดก็ ทอ่ี ดอยาก
หิวโหย เมื่อเห็นแลวก็ตองเกิด
ความรสู กึ เวทนา สงสาร เปน ตน )

สํารวจคนหา

ใหนักเรียนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับ
การสรางสรรคผลงานจิตรกรรมท่ีใช
เทคนิค วธิ ีการทีห่ ลากหลาย โดยเนน
การใชส หี ลายประเภท จากหนงั สอื ใน
หอ งสมดุ เวบ็ ไซตใ นอนิ เทอรเ นต็ และ
แหลงการเรยี นรูตางๆ

เกรด็ แนะครู

ขนั้ ที่ ๑ เตรยี มวสั ดุ อปุ กรณ ซง่ึ ทง้ั หมดจะใชว สั ดุ อปุ กรณท ใ่ี ชก บั งานเขยี นเปน หลกั ครอู าจยกตัวอยา งเทคนคิ การ
ซ่ึงจะประกอบไปดว ยกระดาษขาว ๑๐๐ ปอนด กระดานรองเขียน ดินสอ ยางลบ ระบายสใี หส วยงามใหน ักเรียนฟง
พกู นั ขนาดตา งๆ สีนํา้ สเี มจกิ สีโปสเตอร ดนิ สอสี และจานสี 1 เทคนคิ คอื เทคนคิ การทํา
สกี ลมกลืน (Pastel Sketch
Techniques) เปน เทคนิคการทําสี
ใหก ลมกลนื จะเรม่ิ จากระบายสอี อน
ไปหาสเี ขม การระบายสตี องเลือกสี
๕๑ ท่ีกลมกลืนกนั และระบายตอ เนื่องให

มนี ้ําหนักเทา ๆ กนั ใหส ีผสมกนั ไป
ในตัว ไมแ ยกออกเปน ชั้นๆ สามารถ
ใชส ําลเี กลีย่ สีใหเ รียบเปน เน้ือเดียวได

คูมอื ครู 51

กระตุน ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore

Engage Explain Expand Evaluate

สํารวจคน หา (ยอจากฉบับนกั เรยี น 30%)

ใหนักเรยี นศึกษาข้นั ตอนการราง
ภาพบนกระดาษ การใชส เี มจกิ มาวาด
ทบั ลงบนภาพรา งกอ นทจ่ี ะระบายสนี า้ํ

เกร็ดแนะครู ข้ันที่ ๒ การออกแบบ หรอื การรา งภาพ เปน การรางบนกระดาษอยางเบามือ เปน
เคาโครงสังเขปใหสอดคลองกับหลักการออกแบบ คือ มีความเปนเอกภาพ มีความ
ครอู ธบิ ายเพมิ่ เติมเกย่ี วกับสเี มจกิ กลมกลนื และมีความสมดลุ กันขององคป ระกอบตางๆ แตไมตอ งใสร ายละเอยี ดมาก
ใหน ักเรียนฟง วา สเี มจกิ เปน สีทบี่ รรจุ ท้งั น้ี เมือ่ ดูภาพรา งแลว ควรจะสอื่ ความหมายไดวาเปน เหตุการณเ กีย่ วกบั ส่ิงใด
อยูในแทงพลาสตกิ ไสสักหลาด
บางครง้ั เรยี กวา “ปากกาสกั หลาด”
มีท้งั เชอ้ื น้ําและเชอ้ื นํ้ามนั ซง่ึ เช้อื นํ้า
สามารถละลายนาํ้ ได สวนเชอื้ นํ้ามัน
เม่อื แหงแลวจะไมล ะลายนํ้า สเี มจิก
เปนสที ร่ี ะบายไดง า ย เพราะมี
ลกั ษณะคลายกับปากกา มที ้ังแบบ
ปากแหลมและแบบปากตัด ขอ ดขี อง
สีชนดิ น้ี คือ ระบายงาย ไมเ ลอะเทอะ
และขอเสยี คอื หากใชร ะบายใน
พ้ืนทกี่ วางๆ จะเกดิ รอยเปนเสนๆ
ทําใหงานไมสวย นอกจากน้ี สีเมจิก
ยังสามารถใชร วมกบั สีหมกึ และสนี า้ํ
ไดด อี ีกดวย สเี มจิกจะมใี หเ ลอื กใช
หลายสเี ปน ชุดๆ ตัง้ แตชุดละ 12 สี
24 สี 36 สี 48 สี จนถงึ 60 สี

นกั เรียนควรรู ขัน้ ท่ี ๓ ลงสีเมจิก ใชสีเมจิกวาดทับลงบนภาพรางในสวนท่ีสําคัญ สีเมจิกมี
คุณสมบัติใหสีสันสดใสและละลายน้ําได โดยสีเมจิกจะคอยๆ ซึมผสมกับสีน้ําท่ีจะ
ลงสเี มจกิ โดยปกตไิ มค วรใชป ากกา ระบายในลําดับตอ มา ในสวนท่เี ปนพ้ืนที่วาง เชน ทอ งฟ้า พ้ืนนาํ้ ใหเ วน วางไว เปน ตน
เมจิกสีดํามาวาดทับลงบนภาพราง
ยกเวนเน้ือหาท่ีเกี่ยวของตองใชสีดํา ๕๒
จริงๆ เนื่องจากเมื่อถูกน้ํา สีดําจะไป
ผสมกบั สอี ืน่ ทําใหส ีหมองลง ภาพจะ
ไมส ดใส

52 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

สํารวจคน หา

ใหนักเรียนศึกษาข้ันตอน เทคนิค
วิธีการระบายสีนํ้า การลงดินสอสีบน
ภาพราง ซง่ึ เปนการใชเ ทคนิค วธิ ีการ
ในการสรา งสรรคผลงานทศั นศลิ ป

ขนั้ ที่ ๔ ลงสีน้ํา ในสวนท่ีเปนทองฟ้า พ้ืนน้ํา และสวนอ่ืนๆ ของภาพ ท้ังน้ี เกรด็ แนะครู
การระบายสีนํ้าจะตองระมัดระวังมิใหไปละลายเอาสีเมจิกมาผสมจนมากเกินไป
และการระบายสีนํ้าใหคํานึงถึงแสงเงา ระยะใกล - ไกล รวมทั้งสวนสําคัญของภาพ ครูควรอธิบายเสริมเกี่ยวกับการ
ทีต่ อ งการจะเนนดว ย ใชสีหลายประเภทผสมผสานกันวา
ส่ิงสําคัญจะตองรูถึงคุณสมบัติของ
สีแตละประเภท เพื่อจะไดจัดเรียง
ลําดับวา ควรใชสีใดกอน - หลัง หรือ
ควรหลกี เลยี่ งการนาํ สปี ระเภทใดมาใช
ผสม เพราะถา จัดเรยี งลาํ ดบั หรอื ใชส ี
ไมถูกตอง อาจจะสงผลทําใหผลงาน
เกดิ ความเสียหายได ซ่งึ ประสบการณ
เหลานี้ ผูท่ีรักในผลงานทัศนศิลปจะ
ตองทดลองและศึกษาดวยตนเอง
บอ ยๆจะทาํ ใหเ กดิ ทกั ษะความชาํ นาญ
เปนความรตู ิดตวั ไปตลอด

นักเรียนควรรู

แสงเงา วิธีเขยี นภาพแสงเงาใหมี
ความสวยงามมีขั้นตอน ดงั ตอไปนี้
1. วาดภาพลายเสนของภาพถาย
หรือภาพตน แบบ
ข้ันที่ ๕ ลงดินสอสี เน่ืองจากดินสอสีมีคุณสมบัติไมละลายน้ํา จึงนํามาใชได 2. เขียนน้าํ หนกั แสงและเงาตามที่
เฉพาะบางบริเวณท่ีตองการตัดเสนใหแสงเงา หรือระบายเกล่ียใหสีของภาพมี เหน็ จากภาพตน แบบ โดยไล
ความกลมกลืนกนั โดยการระบายดนิ สอสีจะใชหลกั การเชน เดยี วกับการระบายสนี ้ํา นา้ํ หนักจากออนไปเขม คอื
คอื ตอ งพจิ ารณาถึงแสงเงาและระยะใกล - ไกลดวย สว นท่เี ปน แสงสวา งของภาพ

๕๓ หรอื สว นทโี่ ดนแสง ใหเ ขยี นเสน
หรือแรเงาเบาบาง และสว นที่
เปนเงามืดของภาพ ใหเขยี นเสน
หรือแรเงาเขม ตามลําดับ
3. เขยี นเงาของภาพใหทอดนอนไป
กบั พื้นตามแนวการสอ งของแสง
โดยเงาตองมีรปู รา งลักษณะ
เหมือนกับภาพตน แบบ

คมู อื ครู 53

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore

Engage Explain Expand Evaluate

สาํ รวจคน หา (ยอ จากฉบับนกั เรียน 30%)

ใหนกั เรียนศึกษาเทคนคิ วิธีการ
ระบายสีโปสเตอร ข้นั ตอนการเก็บ
รายละเอียดของผลงาน จนภาพมี
ความสมบูรณและสามารถสอ่ื
ความหมายและบอกเลาเหตุการณ
ไดอยางทีอ่ อกแบบไว

เกรด็ แนะครู ขน้ั ท่ี ๖ ลงสโี ปสเตอร จะใชส โี ปสเตอรน าํ มาตกแตง และเกบ็ รายละเอยี ดของภาพ
ในสวนท่ีระบายมาเกิน หรือปดทับสวนที่ตองแกไข รวมทั้งแตงแตมบางจุดใหเห็น
ครูแนะนําวิธีการระบายสโี ปสเตอร เดน ชดั โดยเฉพาะสว นทสี่ าํ คญั ของภาพทตี่ อ งการสอื่ คอื การมอบสงิ่ ของชว ยเหลอื
ใหน กั เรียนฟงวา วิธีการระบายสี เม่อื ดแู ลว สามารถส่อื ความหมายไดช ดั เจนวาเปน เหตุการณใด
โปสเตอรสามารถระบายดวยพูกัน
ซ้าํ ๆ กัน ในบรเิ วณเดมิ ได ซ่ึงจะมี
ความแตกตา งจากสนี ้ํา ถา ระบาย
ถูกนั ซํ้าๆ ไปมาหลายๆ ครั้ง จะทาํ
ใหสชี ํ้า สกปรก กระดาษจะเปนขยุ
ดแู ลวไมส วยงาม สาํ หรบั สโี ปสเตอร
นอกจากจะใชพ ูกันเกลยี่ สซี า้ํ ไดแลว
ยังนยิ มนํามาผสมกบั สขี าว เมอ่ื
ตอ งการใชส อี อน ซึ่งจะขนึ้ อยูกบั
ปรมิ าณสีขาวที่นํามาผสม และเมือ่
ตอ งการใชส ที ี่เขมขึ้นกผ็ สมสีดาํ
ลงไปในปริมาณมากนอยตาม
ความตองการ

นักเรยี นควรรู ขั้นที่ ๗ ตรวจความสมบูรณเรียบรอยของผลงาน ซึ่งจะใชส นี ้าํ สโี ปสเตอร และ
ดนิ สอสมี าเพมิ่ เตมิ ตกแตง แกไ ขในสว นทยี่ งั ไมส มบรู ณ ปลอ ยทงิ้ ไวใ หส บี นกระดาษ
สโี ปสเตอร กรณีท่ีตอ งใชสี แหง ดแี ลว จึงลอกกระดาษกาวออก จากนั้นจงึ นําผลงานไปใชป ระโยชนตอไป
โปสเตอรจาํ นวนมากเพือ่ ประหยดั
คาใชจาย อาจทําขน้ึ ใชเองไดง า ยๆ ๕4
ดวยการนําแปงมันมาผสมกบั
กาวลาเทก็ ซแ ละน้ําสี ในอตั ราสว น
15 : 20 : 20 ก็จะไดส ีโปสเตอรท ม่ี ี
คณุ ภาพไมแ พท่จี าํ หนายเปน ขวด
ในทองตลาด

54 คูม อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate

Engage Explore

๓. แนวทางการวเิ คราะหผลงานทัศนศลิ ป อธิบายความรู

วเิ คราะหการใช้ทัศนธาตุและหลกั การออกแบบ ผลงานทัศนศลิ ปชิ้นนี้ ถา ไมนบั เรือ่ งพื้นผวิ แลว จะเหน็ ถึง ใหนักเรียนชวยกันอธิบายขั้นตอน
การนาํ องคป ระกอบตางๆ ทางทศั นธาตมุ าใชอยา งครบถว น ทง้ั จดุ เสน รูปราง รูปทรง นา้ํ หนกั ออน - แก พืน้ ทวี่ า ง การสรางสรรคผลงานจิตรกรรมท่ีใช
และทเี่ ดนชดั กค็ ือ สี เทคนิคและวิธีการท่ีหลากหลาย เพ่ือ
สอ่ื ความหมายและบอกเลา เหตกุ ารณ
การออกแบบ ผูสรางสรรคม ีจดุ มงุ หมายทีจ่ ะวาดภาพท่สี ่ือความหมาย โดยใชเทคนคิ การนาํ สีหลายประเภทมา จากผลงานตวั อยา ง โดยเนน ถงึ เทคนคิ
ผสมผสานกนั และเนน ใหค วามสาํ คญั กบั เรอ่ื งราวในภาพทต่ี อ งสอื่ ความหมายออกมา ซง่ึ การออกแบบทาํ ไดอ ยา งลงตวั ทน่ี าํ มาใช
มีความเปนเอกภาพ โดยนําจดุ สําคัญของภาพที่ตอ งการสือ่ สารใหม าอยทู างดานหนา การจัดวางองคประกอบตา งๆ
มีความกลมกลืนกัน ไมมีสวนใดที่ขัดแยง สวนความสมดุลเห็นไดชัดเจนถึงการวางนํ้าหนักของภาพใหสมดุลกันทั้ง ขยายความเขาใจ
ดา นซา ยและดานขวา
ใหนกั เรียนแบงกลุม กลมุ ละ 5 คน
วิเคราะหรูปแบบ เน้ือหา และคุณคาในผลงานทัศนศิลป ผลงานช้ินน้ีเปนศิลปะรูปลักษณแบบ ๒ มิติ สรางสรรคผลงานจิตรกรรมเพื่อสื่อ
มวี ตั ถปุ ระสงคเ พอ่ื ใหภ าพสอ่ื ความหมาย หรอื เหตกุ ารณอ อกมาได แตไ มเ นน การแสดงรายละเอยี ดของภาพ และการใหส ี ความหมาย บอกเลาเหตุการณ หรือ
ตอ งมีลกั ษณะเหมอื นจริงตามธรรมชาติ ถายทอดประสบการณ จินตนาการ
มากลุมละ 1 ชิน้ โดยแสดงออกถึงการ
เนื้อหา สื่อถึงเหตุการณการเกิดอุทกภัย มีความลําบาก เดือดรอนและมีผูนําสิ่งของไปชวยเหลือผูที่ประสบ ใชเทคนิค วิธีการที่หลากหลายในการ
อุทกภยั เนื้อหาของภาพสะทอ นถงึ ความมีน้าํ ใจ การชวยเหลือเกื้อกูล ไมทอดทิง้ กันของคนไทย สรางสรรค พรอมทั้งวิเคราะหผลงาน
ดวย เสร็จแลวนําผลงานสงครูผูสอน
คุณคาของผลงานช้ินน้ี นอกจากจะใหเทคนิค วิธีการในการสรางสรรคผลงานท่ีนําสีหลากหลายประเภทมา และสงตัวแทนออกมาบรรยายสรุป
ผสมผสานกัน มกี ารออกแบบจดั วางอยา งลงตวั และเปน การเขียนภาพทไี่ มต อ งเนน รายละเอยี ดแลว ยงั เปน ภาพทม่ี ี ผลงานทีห่ นา ชัน้ เรียน
เรอื่ งราว มวี ฒั นธรรม สามารถบอกเลา เหตกุ ารณไ ดโ ดยตรง ดแู ลว เขา ใจงา ย และสามารถสอื่ ความหมายไดเ ปน อยา งดี
ตรวจสอบผล
กจิ กรรม ศิลปป ฏิบตั ิ ๓.๒
ครพู ิจารณาจากการสรา งสรรค
กจิ กรรมท่ี ๑ ใหนกั เรยี นสรางสรรคผลงานทศั นศลิ ปแ บบ ๒ มติ ิ และ ๓ มิติ หรือแบบจิตรกรรมไทย โดยมีสาระ ผลงานทัศนศลิ ปเพ่อื สอื่ ความหมาย
กิจกรรมที่ ๒ เกี่ยวของกับการถายทอดประสบการณ หรือจินตนาการมา ๑ ชน้ิ เสร็จแลว สงครูผูสอน และเหตุการณ โดยพิจารณาจาก
ใหน กั เรยี นแบง กลมุ กลมุ ละ ๕ คน ใหแ ตล ะกลมุ เลอื กสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปเ พอ่ื สอื่ ความหมาย แนวคิดการใชเ ทคนคิ วธิ ีการท่ี
กิจกรรมที่ ๓ เปน เรือ่ งราว หรอื เพอื่ บรรยายเหตุการณตา งๆ มา ๑ ช้นิ เสรจ็ แลว ใหแ ตละกลุมนําผลงานมาแสดง หลากหลายในการสรา งสรรค
และสง ตวั แทนออกมาสรปุ แนวคดิ และความหมายทตี่ อ งการสอื่ สารหนา ชน้ั เรยี น กลมุ ละไมเ กนิ ๕ นาที การออกแบบ ความประณีตเรียบรอ ย
จงตอบคําถามตอ ไปน้ี และการวเิ คราะหผ ลงาน การบรรยาย
๑. กอนลงมอื ปฏิบัตผิ ลงานทศั นศิลป ผสู รางสรรคควรทาํ สง�ิ ใดเปน ลาํ ดับแรก ผลงานทเี่ สร็จสมบูรณแลว
๒. ผลงานทัศนศลิ ปแบบ ๒ มติ ิ และ ๓ มิติ มีความเหมอื นหรือแตกตางกนั อยา งไร
๓. จงวเิ คราะหร ปู แบบ เนอ้� หา และคณุ คา ในผลงานทศั นศลิ ปข องตนเองและผอู น่ื มาอยา งละ ๑ ผลงาน

๕๕ เกร็ดแนะครู

(แนวตอบ กิจกรรมศลิ ปปฏบิ ัติ 3.2
กจิ กรรมท่ี 3
1. ใชความคิดวา จะสรา งสรรค
ผลงานใด จะใหผลงานออกมา
เปน แบบใด จากนน้ั กร็ า งแบบเพอ่ื ถา ยทอดความคดิ จนิ ตนาการใหอ อกมาเปน เคา โครงทเ่ี ปน รปู ธรรม
ปรบั ปรุงแกไ ขแบบรา งใหสมบูรณ จากนั้นกจ็ ัดเตรียมวสั ดุ อุปกรณทจ่ี ะใชกอนลงมือปฏบิ ัติจรงิ
2. มคี วามแตกตา งกนั คอื ผลงานทัศนศิลปแบบ 2 มติ ิ จะมเี ฉพาะความกวา งและความยาว
สวนแบบ 3 มติ ิ จะมีความกวาง ความยาว และความลกึ
3. พิจารณาจากการวเิ คราะหผ ลงานของนกั เรียน โดยอยใู นดลุ ยพินิจของครผู ูสอน)

คมู อื ครู 55

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore Explain Expand Evaluate

แหสลดกั งฐผานลการเรยี นรู (ยอจากฉบบั นกั เรยี น 30%)

1. ผลงานทัศนศิลปแบบสื่อผสม เราสามารถจะนําทัศนธาตุและหลักการออกแบบมาสรางสรรคเปนผลงานทัศนศิลปไดอยางหลากหลาย
ท่ใี ชวัสดอุ ยางหลากหลาย
และการวเิ คราะหผลงาน รูปแบบ เทคนิค วิธีการ ท้ังทางดานจิตรกรรม ประติมากรรม ส่ือผสม และอ่ืนๆ ตลอดจนสามารถใช
ผลงานทศั นศลิ ปเ ปน สอ่ื เพอ่ื ถา ยทอดประสบการณ จนิ ตนาการ เพอื่ สอื่ ความหมายเปน เรอื่ งราว หรอื บรรยาย
2. ผลงานทัศนศิลปแ บบ 2 มติ ิ เหตุการณตา งๆ ได ซงึ่ ผูท ี่จะสรางสรรคผ ลงานไดด ี นอกจากจะศกึ ษาหาความรูในทางทฤษฎแี ลว หากหมนั่
และ 3 มติ ิ และการวเิ คราะห ฝก ฝนหาประสบการณจ รงิ อยา งสมา่ํ เสมอ กย็ อ มจะประสบความสาํ เรจ็ ในการสรา งสรรคผ ลงานทม่ี คี วามงาม
ผลงาน มีคุณคา อยา งทีต่ อ งการไดในทสี่ ุด

3. ผลงานทศั นศลิ ปแ บบจติ รกรรมไทย
หรอื จติ รกรรมไทยประยกุ ต
และการวิเคราะหผลงาน

4. ผลงานทศั นศลิ ปแ บบจติ รกรรมเพอื่
สือ่ ความหมายและเหตกุ ารณ
ทีใ่ ชเทคนิค วิธกี ารท่หี ลากหลาย
และการวเิ คราะหผลงาน

๕๖

56 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage

Explore Explain Elaborate Evaluate

เปา หมายการเรยี นรู

การวิเคราะหและอภิปรายรูปแบบ
เนื้อหา และคุณคาในงานทัศนศิลป
ของตนเองและผูอน่ื หรอื ของศิลปน

๔ กระตุนความสนใจ

หนวยที่ ครูใหนักเรียนดูภาพจากในหนังสือ
การวเิ คราะห์ผลงานทศั นศิลป เรียน หนา 57 จากน้ันครูต้ังคําถาม
ตวั ชีว้ ดั ก ารพิจารณาผลงานทัศนศิลปนอกเหนือไปจาก กบั นักเรียนวา

■ การวิเคราะห์และอภิปรายรูปแบบ เน้ือหา และคุณค่าในงาน ความงามทส่ี ามารถจะสมั ผสั ไดแ ลว ในผลงานยงั มเี นอ้ื หาสาระ • ภาพนเี้ ปน ผลงานประเภทใด
ทัศนศิลป์ของตนเองและผอู้ น่ื หรือของศลิ ปิน (ศ ๑.๑ ม.๓/๘) เทคนคิ วธิ กี าร รปู แบบ และอน่ื ๆ ปรากฏอยอู กี มากมาย การศกึ ษา (แนวตอบ งานประติมากรรม
เปน ผลงานการสรา งสรรคข อง
ถงึ แนวทางการวิเคราะหผลงานทัศนศิลป จะชว ยทาํ ใหผเู รียนมี ประตมิ ากร ช่อื เฮนรี มวั ร)

สาระการเรียนรูแกนกลาง ความรู ความเขา ใจ เกดิ ทกั ษะทจี่ ะนาํ ไปใชใ นการวเิ คราะหร ปู แบบ • ภาพน้ีบอกเลาเร่ืองราวเก่ยี วกับ
เนอ้ื หา และคณุ คา ของผลงานทศั นศลิ ปท งั้ ทต่ี นเองสรา งสรรค หรอื ส่ิงใด
■ การวิเคราะห์รูปแบบ เนอ้ื หา และคณุ ค่าในงาน ผอู น่ื สรา งสรรค รวมทงั้ ผลงานของศลิ ปน ตา งๆ ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ (แนวตอบ ขึ้นอยูกับจินตนาการ
ทศั นศลิ ป์ มากยิ่งข้ึน ของผูชม ผลงานช้ินน้ีมีลักษณะ
เปน กง่ึ ไรร ปู ลกั ษณ โดยศลิ ปน ได
ตดั ทอนรปู รา งตามธรรมชาตขิ อง
คนใหผิดสัดสวน แตยังพอมอง
ออกวาเปนรูปรางคนกําลังนั่งกึ่ง
เอนกาย)

เกรด็ แนะครู

การเรียนการสอนในหนว ยนี้
ครคู วรสรปุ ใหนักเรยี นฟง วา เนอื้ หา
สาระในหนว ยน้ี มุงใหนกั เรยี นรูจัก
วิธกี าร วิเคราะหรปู แบบ เนอ้ื หา
และคณุ คา ในผลงานทศั นศลิ ป
ดังนัน้ การจดั กิจกรรมจงึ ควรมงุ เนน
ใหน ักเรยี นไดนําผลงานทศั นศลิ ป
หลากหลายประเภทมาทาํ การ
วิเคราะห

คูมอื ครู 57

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Elaborate Evaluate

สํารวจคนหา (ยอ จากฉบับนกั เรยี น 30%)

ใหนักเรียนไปสืบคนขอมูลเกี่ยวกับ ๑. การวิàคราะˏ¼ลงานทัศนศลิ ป์
ความสาํ คญั และเหตผุ ลทจี่ ะตอ งมกี าร
วิเคราะหผลงานทัศนศิลป คุณสมบัติ การคิดวิเคราะห หมายถึง ความสามารถในการจําแนก แยกแยะองคประกอบตางๆ ของสิ่งใดส่ิงหน่ึง
ของผวู เิ คราะห จากหนงั สอื ในหอ งสมดุ ซึ่งอาจเปน วตั ถุ ส่ิงของ เรื่องราว หรอื ชนิ้ งาน และหาความสมั พันธเ ชงิ เหตุผลระหวา งองคป ระกอบตางๆ เพื่อคนหา
เว็บไซตในอินเทอรเน็ต และแหลง สิ่งท่ีตองการตามสภาพความเปนจริง
การเรียนรูตางๆ รวมทั้งตัวอยางผล
การวเิ คราะหเทาท่สี ามารถจะหาได ๑.๑ ความสาํ คัญ

การศกึ ษาในรายวชิ าทศั นศลิ ป นอกจากจะเรยี นรเู กยี่ วกบั องคค วามรทู เี่ ปน เนอ้ื หาสาระและการปฏบิ ตั งิ าน

อธบิ ายความรู เชิงสรางสรรคแลว สิ่งจําเปนและสําคัญอีกประการหน่ึงในการพัฒนาการเรียนรูใหครบถวนสมบูรณ ทั้งความรูและ
ทักษะ คอื การฝก ใหผ ูเรยี นไดมีความสามารถในการอภิปราย อธบิ าย แสดงความคดิ เหน็ วิพากษ วจิ ารณผลงาน

ครสู ุมนกั เรยี น 2 - 3 คน ออกมา ทัศนศลิ ปท่ีตนเองสรางสรรค และผอู ืน่ สรางสรรค ตลอดจนผลงานของศลิ ปนิ ตางๆ ไดอ ยา งถูกตอ งเหมาะสม

อธบิ ายขอมลู เกี่ยวกบั ความสาํ คัญ การสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปไ มว า จะเปน งานจติ รกรรม ประตมิ ากรรม สถาปต ยกรรม และภาพพมิ พ มนษุ ย

และเหตุผลท่จี ะตองมีการวเิ คราะห ไดส รา งสรรคข น้ึ บนพน้ื ฐานของความตอ งการทจ่ี ะถา ยทอดความรสู กึ นกึ คดิ ทม่ี ตี อ ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดลอ มใหป รากฏ
ผลงานทัศนศลิ ป
เปน ผลงาน โดยใชแ นวคดิ และการออกแบบสรา งสรรค ดงั นนั้ การไดร บั รแู นวคดิ ของศลิ ปนิ ยอ มสามารถเชอื่ มโยงไปถงึ

เหตผุ ลของการเลอื กรปู แบบในการสรา งสรรคผ ลงาน ความตอ งการทจ่ี ะสอื่ เนอ้ื หาเรอื่ งราวออกมาใหม คี วามเหมาะสม

กลมกลนื กับรูปแบบทเี่ ลอื กใช ตลอดจนสงผลถึงระดับคุณคา ของผลงาน

เกรด็ แนะครู ดวยเหตุที่ผลงานทัศนศิลปเปนงานที่มีความมุงหมายในการถายทอดอารมณ ความรูสึก และความคิด
ของศิลปินไปยังผูดู ผูชม จึงสามารถถายทอดปรัชญา ความรูสึกนึกคิด และการรับรูไดหลายลักษณะ มีอิทธิพล
ครูอธิบายเพ่ิมเติมใหนักเรียนฟง ในการชกั จงู โนม นา วใหผ ชู มมคี วามรสู กึ นกึ คดิ คลอ ยตามไปกบั ศลิ ปนิ ขณะเดยี วกนั กส็ รา ง
วา การวิจารณผลงานทัศนศิลปเปน ความสงสัยในผลงานดวยวา ศลิ ปินจะส่อื สารเรือ่ งใดและมีความหมายใดซอ นอยู
วัฒนธรรมใหมของสังคมไทย ท่ีมี
ความขัดแยงกับประเพณีดั้งเดิม ที่มี ๑.๒ คณุ สมบตั ขิ องผูวเิ คราะห
กรอบทางความคิด ความเชื่อ และ
คานิยมแบบออนนอมถอมตน หรือ ในการวเิ คราะหผลงานทัศนศลิ ป ปจจัยประการแรกท่ตี อ งมี คอื ตัวผลงาน ซง่ึ จะเปน งาน
เช่ือฟงผูอยูฐานะสูงกวาตน ปจจุบัน จติ รกรรม ประตมิ ากรรม ภาพพมิ พ หรอื งานประดษิ ฐส รา งสรรคต า งๆ กไ็ ด จากนน้ั จะตอ งมเี กณฑ
แ บ บ ค ว า ม คิ ด เ ก่ี ย ว กั บ ก า ร แ ส ด ง การวเิ คราะห ซงึ่ ในระดบั ชนั้ นจี้ ะเนน เรอื่ งการวเิ คราะหร ปู แบบ เนอื้ หา และคณุ คา ในผลงาน
ความคิดเห็นและการวิจารณได ทัศนศิลป เกณฑก ารวเิ คราะหจ งึ เปนเร่ืองของการวิเคราะหร ูปแบบของงานและโครงสรา ง
เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก เปด ทางการมองเห็น ซึ่งจะประกอบไปดวยคุณคาทางเนื้อหาและคุณคาทางสุนทรียภาพ
โอกาสใหม กี ารแสดงทศั นะอยา งกวา ง นอกจากองคประกอบดังกลาวแลว ตัวผูวิเคราะหยังเปนปจจัยสําคัญของการวิเคราะห
ผูท จ่ี ะทาํ การวิเคราะหผลงานทศั นศลิ ปไ ดอยา งมคี ุณภาพ ควรมคี ณุ สมบตั ิดงั ตอ ไปนี้

ขวางและหลากหลายเพิ่มมากข้ึน
โดยเฉพาะเรื่องของศิลปะสมัยใหม
ท่ีมีการพัฒนาอยางไมหยุดยั้ง ทั้ง
รูปแบบ เน้ือหา และเทคนิค ผูศึกษา “Spoonbridge and Cherry” (ค.ศ. ๑๙๘๗) ผลงาน
ของแคลส์ โอลเดนเบริ ก์ (Claes Oldenburg)

จาํ เปน ตอ งเขา ใจความหมาย ความคดิ ๕๘
และการแสดงออกจากผลงานเหลา นน้ั
ซ่ึงแนนอนวาการวิจารณผลงาน
ทัศนศิลปจะเปนวิธีการหนึ่งที่จะ
เช่ือมตอการรับรูระหวางผูสรางสรรค
ผลงานทัศนศิลปกับผูชมผลงานทัศนศิลปได โดยผูวิจารณจะตองมีคุณสมบัติของ
นกั วจิ ารณผ ลงานทศั นศลิ ปอ นั เหมาะสม เขา ใจแนวทางการวจิ ารณผ ลงานทศั นศลิ ป
ไดอยางเปนข้ันเปน ตอน รวมท้ังสามารถนาํ เสนอความคิดเพิ่มเตมิ ไดโดยปราศจาก
อคติลาํ เอยี ง

58 คมู ือครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

๑) มคี วามรทู างดา นทศั นศลิ ป์ โดยจะตอ งมคี วามรพู น้ื ฐานพอสมควรทางดา นทศั นศลิ ป เขา ใจหลกั การ อธบิ ายความรู

ออกแบบ มปี ระสบการณใ นการสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปใ นดา นตา งๆ มาบา ง รวมทง้ั เขา ใจหลกั เกณฑท จี่ ะนาํ มาใช ใหน ักเรยี นรวมกันอธิบายเก่ยี วกบั
ในการประเมนิ คณุ สมบัตขิ องผูทาํ การวเิ คราะห
ผลงานทัศนศลิ ปที่ดีวาจะตอ งมี
๒) มคี วามสามารถในการวเิ คราะห รวมทงั้ การตคี วามและประเมนิ คา เนอื่ งจากผลงานทศั นศลิ ปห ลายชนิ้ คณุ สมบัตอิ ยางไร โดยนําตวั อยา ง
การวิเคราะหผลงานทศั นศลิ ป
ศิลปินอาจมิไดส่ือความหมายออกมาโดยตรง นอกจากน้ี ยังตองเปนคนชางสังเกต คนหา แยกแยะรายละเอียด มาแลกเปลีย่ นกนั ศกึ ษา
ทซ่ี อนอยูในผลงานได
เกร็ดแนะครู
๓) มีความสามารถในการบูรณาการความรู โดยสามารถเชื่อมโยงความรูจากการวิเคราะหของตน
ครูอธิบายเสริมวา ผูท่ีจะวิเคราะห
ใหเ ขา กบั สาระความรอู ่นื เชน สงั คม การเมอื ง ศาสนา ภมู ิปญญา ความรทู ัว่ ไปทง้ั ไทยและสากล เปนตน เพอ่ื จะได ผลงานทศั นศลิ ปไ ดด นี น้ั ควรมคี วามรู
บรรยายเชอื่ มโยงคุณคา ของผลงานทศั นศลิ ปน ้ันๆ ใหผ อู นื่ เขา ใจไดมากย่ิงข้ึน ในเรือ่ งการเขียนวิเคราะห วจิ ารณ
และแสดงความคดิ เห็นอยางถูกตอ ง
๔) มคี วามสามารถในการบรรยาย โดยใชภ าษาทที่ าํ ใหผ อู นื่ เขา ใจงา ย เหน็ ภาพตามทตี่ อ งการจะสอื่ สาร ซง่ึ นกั วิจารณผลงานทศั นศลิ ปที่ดีจะ
ตองมีคณุ สมบัตดิ ังตอไปน้ี
ไมควรใชคาํ ศัพทยาก หรอื เปน ภาษาวิชาการเฉพาะดาน ทัง้ นี้ ควรบอกถึงเทคนคิ วธิ ีการที่ศิลปินใชใ นการสรา งสรรค
ผลงานชน้ิ นั้น 1. ควรมีความรเู ก่ียวกบั ศลิ ปะ
ทง้ั ศลิ ปะประจําชาติและศิลปะ
๕) มคี วามเปน ประชาธปิ ไตย ยอมรบั ฟง ความคดิ เหน็ ทแี่ ตกตา งออกไปจากตน เนอื่ งจากผลงานทศั นศลิ ป สากล

ชนิ้ เดยี วกนั สามารถมองไดห ลายแงม มุ โดยจะขน้ึ อยกู บั ประสบการณ อารมณ ความรสู กึ นกึ คดิ ภมู หิ ลงั ของผวู เิ คราะห 2. ควรมคี วามรเู กีย่ วกบั
จึงไมอ าจใชแนวทางใดท่ีเฉพาะเจาะจงได ความงามของสงั คมหน่ึงอีกสังคมหน่ึงอาจจะเห็นวา ไมง ามก็ได ประวตั ศิ าสตรศ ลิ ปะ

๖) ทนั ตอ โลกยคุ ขอ มลู ขา วสาร ปจ จบุ นั โลกมกี ารเปลยี่ นแปลงไปอยา งรวดเรว็ มแี นวคดิ เทคนคิ วธิ กี าร 3. ควรมีความรูเกย่ี วกับ
สุนทรียศาสตร
เร่ืองราวใหมๆ ทางดานทัศนศิลปเกิดขึ้นอยูตลอดเวลา ผูที่ทันตอเหตุการณความเปนไปของโลก ยอมจะสามารถ
ทําการวิเคราะหผลงานไดม ปี ระสทิ ธิภาพมากยิง่ ขน้ึ 4. ตอ งมีวสิ ยั ทัศนกวางขวางและ
ไมค ลอยตามคนอื่นไดงา ย
เกรด็ ศลิ ป
5. กลาที่จะแสดงออกทั้งทเี่ ปน
การวเิ คราะหผ์ ลงานทัศนศิลปก์ ับการวิจารณ์ผลงานทัศนศิลป์ ไปตามหลักวชิ าการ ตาม
คาำ ทง้ั ๒ คาำ ขา้ งตน้ มคี วามหมายใกลเ้ คยี งกนั มาก หรอื เปน็ สว่ นหนง่ึ ของกนั และกนั ซง่ึ มกั จะ ความรูสกึ และประสบการณ
พบเห็นบ่อยๆ ว่าจะเรียกรวมกันไปว่า “การวิเคราะห์วิจารณ์ศิลปะ” อันที่จริงคำาทั้ง ๒ คำานี้
มคี วามหมายท่ีแตกตา่ งกัน กล่าวคอื นักเรยี นควรรู

การวิเคราะห์ผลงานทัศนศลิ ป ์ หมายถึง การศึกษาองค์รวมของผลงานทัศนศลิ ปอ์ ยา่ ง ความรทู างดานทัศนศลิ ป ถอื เปน
แยกแยะเป็นส่วน เป็นประเด็น ท้ังในดา้ นทศั นธาต ุ องค์ประกอบศลิ ป์ และความสมั พนั ธต์ า่ งๆ คุณสมบัติขอ แรกทีส่ าํ คัญท่ีสดุ ซงึ่ ผู
รปู แบบ เนื้อหา คณุ คา่ เทคนคิ วิธีในการสร้าง เพ่อื นาำ ขอ้ มลู ที่ไดม้ าประเมินผลงานทศั นศลิ ป์วา่ มี วเิ คราะหผลงานทัศนศิลปจะตอ งมี
รปู แบบ เนอ้ื หา คณุ คา่ ทางด้านความงาม อารมณ ์ และความรูส้ กึ อยา่ งไร และถาเปนผูปฏิบัตงิ านทัศนศิลปใ น
สาขานัน้ ๆ ดว ยแลว ก็ยิง่ จะทาํ ให
การวิจารณ์ผลงานทัศนศิลป์ หมายถึง การแสดงความคิดเห็นต่อผลงาน ผฟู งเกิดความเช่อื มนั่ ตอขอมูลการ
ทศั นศลิ ป์ตามความรู ้ ความเข้าใจของผู้วจิ ารณ์ โดยใชห้ ลกั เกณฑ์และหลักการของศลิ ปะ วิเคราะหม ากย่งิ ขนึ้ เพราะสามารถ
ด้วยการติชม เสนอแนะ เพื่อให้ได้ข้อคิดนำาไปปรับปรุงและพัฒนาผลงาน หรือใช้เป็น จะอธบิ ายผลงานไดอยางลมุ ลึก ให
ข้อมูลในการประเมินตดั สนิ ผลงานทัศนศลิ ป์ สาระความรูท เ่ี ปน ประโยชนม ากกวา
ผูที่รูทฤษฎเี พียงอยางเดยี ว
๕๙
คูมอื ครู 59
นักเรียนควรรู

การวิเคราะหผลงานทัศนศิลป เปนการพิจารณาแยกแยะศึกษาองครวมของผลงานทัศนศิลป
ออกเปนสวนๆ ทีละประเด็น ทงั้ ในดา นของทศั นธาตุ องคประกอบศลิ ป และความสมั พนั ธตา งๆ
รวมถึงดา นเทคนิค วิธีการแสดงออก เพ่ือนําขอมูลทไี่ ดน้ันมาประเมนิ ผลงานทศั นศลิ ปวา มีคุณคา
ทางดานความงาม ทางดา นสาระ และทางดา นอารมณค วามรูส กึ อยางไร

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ (ยอจากฉบบั นกั เรยี น 30%)

ครูนําภาพผลงานทศั นศลิ ป ò. รปÙ áบบ¢อง¼ลงานทศั นศลิ ป์
หลายๆ ประเภท มาใหนกั เรียนดู
แลว ใหน ักเรียนชวยกนั จําแนกวา รปู แบบของผลงานทศั นศลิ ปท ศ่ี ลิ ปนิ ไดส รา งสรรคข นึ้ มานน้ั มอี ยดู ว ยกนั หลายลกั ษณะ หลายเทคนคิ วธิ กี าร
ภาพใดเปนศิลปะแบบรูปลกั ษณ การสื่อสารผานทางผลงานทัศนศิลปของศิลปินแตละแขนงไปสูผูชม จะมีรูปแบบเปนลักษณะเฉพาะอยาง มีความ
ศิลปะแบบไรรปู ลักษณ และศิลปะ หลากหลายของการแสดงออก ไมวา จะเปนเนื้อหาดา นความรัก ความงาม ความสุข ความนากลัว ความเกลียดชงั
แบบกึง่ ไรรปู ลักษณ จากน้นั ครู ความหดหู ความเศรา หมอง ลวนเปน การสรา งสรรคดวยหลักการทางศลิ ปะทัง้ สิน้ โดยใชอ งคป ระกอบของทัศนธาตุ
ตัง้ คําถามกระตุนความสนใจวา นาํ มาจดั วางตามหลกั การจดั องคประกอบศลิ ป ทําใหเกดิ ผลงานที่มีคุณคาทางสนุ ทรยี ภาพ

• ภาพใดดเู ขา ใจงา ยทส่ี ุด ผลงานทศั นศลิ ปเ ปรยี บไดก บั รสชาตขิ องอาหาร ซงึ่ จะมีรสชาตทิ ี่แตกตา งกนั ไปตามลักษณะของเชอื้ ชาติ
เพราะเหตุใด ภาษา ศาสนา ความเชอื่ วถิ ชี วี ติ ตลอดจนธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ ม และดว ยเหตทุ ง่ี านทศั นศลิ ปม รี ปู แบบหลากหลาย
(แนวตอบ ภาพศลิ ปะแบบรปู ลกั ษณ์ จึงเปนการยากท่ีจะทาํ ความเขา ใจลกั ษณะรูปแบบตา งๆ ไดท ง้ั หมด จงึ มีการนําลกั ษณะรว มบางประการของผลงาน
เนอื่ งจากเรามปี ระสบการณอ ยู มาเปนเกณฑในการแยกประเภทและจัดหมวดหมูใหชัดเจน เพ่ือใหสะดวกแกการศึกษาทําความเขาใจ ซึ่งสามารถ
แลว วา รปู ราง รปู ทรงแบบนีค้ อื จัดแบงได ๓ ประเภท ดงั ตอ ไปน้ี
สิ่งใด)
๒.๑ ศิลปะรูปลักษณ (Figurative Art)
• การจาํ แนกประเภทรูปแบบของ
ผลงานสามารถดไู ดจ ากส่งิ ใด ศิลปะรปู ลักษณ หรอื ศิลปะแบบรปู ธรรม เปน ศลิ ปะทีแ่ สดงลกั ษณะของรูปราง รปู ทรงอยางชัดเจน เชน
(แนวตอบ ใชสายตาสมั ผสั กบั รปู ลกั ษณะของคน สตั ว และสง่ิ อนื่ ๆ ทพี่ บเหน็ ในธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ ม เปน ตน ศลิ ปะรปู ลกั ษณเ กดิ จากประสบการณ
ผลงาน แลวประเมินวา ผลงาน ทศ่ี ลิ ปนิ ไดพ บเหน็ สรรพสง่ิ ตา งๆ แลว นาํ มาเสนอเปน ผลงานทศั นศลิ ปโ ดยไมม กี ารเปลย่ี นแปลง หรอื บดิ เบอื นความเปน จรงิ
ดังกลาวมีรปู ราง รปู ทรงที่ เห็นและถายทอดรูปลักษณไปตามนั้น เพียงแตเพิ่มเติมแนวคิดสรางสรรคลงไปในผลงาน มีการปรับเปล่ียนเพ่ือให
เหมือนจริงตามธรรมชาติ เกิดความสวยงาม ซงึ่ อาจเปน สี แสงเงา หรือบรรยากาศของภาพ
มากนอ ยเพียงใด)
รปู แบบทสี่ รา งสรรคเ ปน การนาํ เสนอความจรงิ และ
สาํ รวจคนหา ขอ เทจ็ จรงิ ตา งๆ ในสง่ิ ทศ่ี ลิ ปนิ เหน็ ตามธรรมชาติ ตลอดจน
วถิ ชี วี ติ ความเปน อยขู องผคู นในสงั คม เชน ภาพจติ รกรรม
ใหน ักเรยี นไปสบื คน ขอ มูลเกยี่ วกับ พระอาทิตยต กที่ชายทะเล ตลาดนํา้ บา นเมอื ง หรืองาน
รปู แบบของผลงานทัศนศลิ ป ประตมิ ากรรมรูปเหมือนคน สตั ว ส่งิ ของตา งๆ เปนตน
จากหนังสอื ในหองสมุด เว็บไซต
ในอนิ เทอรเ น็ต และแหลง ๒.๒ ศลิ ปะไรร ปู ลกั ษณ (Non-Figurative Art)
การเรียนรตู า งๆ
“Still Life - Fruits” (ค.ศ. ๒๐๐๗) ผลงานของอิศรา (Isra) ศิลปะ ศิลปะไรรูปลักษณ หรือศิลปะแบบนามธรรม
อธบิ ายความรู รูปลักษณ์ (Figurative Art) จะเน้นการถ่ายทอดรูปร่างลักษณะของ เปนศิลปะที่แสดงออกทางสุนทรียภาพ ไมเนนความ
ส่ิงตา่ งๆ ทเี่ หมือนจริงตามธรรมชาติ เปน จรงิ ของรปู รา ง รปู ทรงตามธรรมชาติ แตเ นน ทอี่ ารมณ
ใหนักเรียนนําขอมูลจากการสืบคน ความรูสกึ โดยผูช มสามารถรบั รูและเกิดความซาบซง้ึ ได
มาอธบิ ายลกั ษณะของศลิ ปะแบบ มากนอยไมเทากัน ข้ึนอยูกับความรูสึกของแตละบุคคล
รปู ลักษณแ ละศิลปะแบบไรร ปู ลักษณ โดยไมจ าํ เปนตอ งสอดคลอ งกบั ศิลปนิ
พรอมแสดงภาพตวั อยางประกอบ
การอธบิ ายดวย ๖๐

60 คูม ือครู เกร็ดแนะครู

ครูควรอธิบายเพิ่มเติมวา การดูงานศิลปะแบบไรรูปลักษณ เริ่มแรกผูชมจะตองตัดใจ
ไมพ ยายามดใู หร วู า เปน รปู รา ง รปู ทรงใด เพราะจะทาํ ใหด ไู มร เู รอ่ื ง เนอื่ งจากศลิ ปน ผสู รา งมไิ ดใ ช
รูปแบบ หรือกฎเกณฑข องธรรมชาติมาสรา ง ผชู มจงึ ไมส ามารถใชพื้นฐานประสบการณเดิม
ที่เคยพบเห็นมาตีความได การดูศิลปะรูปแบบนี้ใหใชจินตนาการ หรือความรูสึกนึกคิดของ
ผชู ม และตคี วามตามทต่ี นเขาใจ ซง่ึ ไมจ ําเปน ตองเหมอื นกับศลิ ปนก็ได

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

ลักษณะของผลงานศิลปะแบบไรรูปลักษณ อธิบายความรู

มักจะสะทอ นแรงบันดาลใจ ความรู ความสามารถ และ ใหนักเรียนอธิบายขอมูลเกี่ยวกับ
ลกั ษณะของศลิ ปะแบบกง่ึ ไรร ปู ลกั ษณ
บุคลิกภาพของศิลปิน ไมใหความสําคัญกับธรรมชาติ โดยเปรยี บเทยี บกบั ศลิ ปะรปู แบบอน่ื ๆ
วามีความแตกตางกันอยางไร
สิ่งแวดลอมตามที่ตามองเห็น แตจะใหความสําคัญกับ
นักเรยี นควรรู
ทศั นธาตุ เชน เสน สี รปู รา ง รปู ทรงตา งๆ เปน หลกั บางครงั้
ศิลปะแบบไรรูปลักษณ หรือ Non-
ผลงานอาจมีตนแบบมาจากรูปทรงที่เปนของจริง หรือ Figurative art ซ่ึงสามารถสังเกตได
จากภาพที่ศิลปนตองการสื่อความ
เร่อื งราวทีเ่ กดิ ขึ้นจริง แตศ ลิ ปนิ จะใชความคดิ สรางสรรค หมาย กลา วคอื ศลิ ปะแบบไรร ปู ลกั ษณ
เปนแบบอยางท่ีแยกความรูสึก หรือ
ดดั แปลงใหม คี วามแตกตา งออกไปจากเดมิ เชน ดดั แปลง อารมณจ ากรปู ทรงทเ่ี ปน จรงิ แสดงให
เห็นถึงสุนทรียภาพ จัดเปนทัศนศิลป
รปู ทรงเดมิ ใหบ ดิ เบย้ี ว วาดภาพใหพ รา มวั ไมช ดั เจน เปน ตน ท่ีสามารถรับรูและซาบซึ้งไดตาม
เอกตั ภาพ โดยไมจ าํ เปน ตอ งเปน อยา ง
หรอื ใชจ งั หวะของรปู ทรงจดั วางใหม ลี ลี าซา้ํ ๆ กนั ตดั ทอน เดียวกับความต้ังใจของผูสรางสรรค
ผลงาน ศลิ ปะแบบไรร ปู ลกั ษณ จงึ เปน
“Number 1” (ค.ศ. ๑๙๕๐) ผลงานของพอล แจก็ สนั พอลล็อก (Paul รูปทรงที่สลับซับซอนใหเปนรูปทรงงายๆ จนแทบจํา ลกั ษณะทศั นศลิ ปท ส่ี กดั ความรสู กึ โดย
Jackson Pollock) ผลงานศลิ ปะแบบไรร้ ปู ลักษณ ์ (Non - Figuretive รูปทรงเดิมไมได เชน ผลงานศิลปะแบบส่ือผสม ภาพ รวมจากสภาพ หรอื สงิ่ แวดลอ มอนั เปน
Art) ผู้ชมสามารถตีความเร่ืองราวของภาพได้อย่างกว้างขวางตาม จติ รกรรมที่สอ่ื ถงึ ความเปน นามธรรมตางๆ เปนตน โลกภายนอก นํามาแสดงใหปรากฏ
จินตนาการของตนเอง ดวยส่ือ และวัสดุตางๆ ความรูสึกท่ี
สัมผัสผลงานไดนั้น จะผานคุณภาพ
๒.๓ ศลิ ปะกึง่ ไรร ปู ลกั ษณ (Semi-Figurative Art) และบุคลิกภาพของผูสรางสรรคออก
มาการถา ยทอดผลงานทศั นศลิ ปจ ะไม
ศิลปะก่ึงไรรูปลักษณ หรือศิลปะแบบก่ึงนามธรรม เปนผลงานทัศนศิลปท่ีมีการตัดทอนรูปทรงบางสวน สนใจในเรื่องธรรมชาติตามที่ตาเห็น
แตจ ะใหความสาํ คญั กบั สว นประกอบ
ออกไปจากรูปทรงทปี่ รากฏจริง โดยตัดทอน หรือดัดแปลงใหม คี วามแตกตางไปจากรูปราง รปู ทรงทมี่ องเหน็ ตามท่ี การเหน็ หรือทัศนธาตเุ ปนหลัก

เปนจริงในธรรมชาติ หรือกลาวไดอ ีกอยา งหนึง่ วา “เปนผลงานทศั นศลิ ปทอี่ ยูร ะหวางรปู ธรรมและนามธรรม”

โดยรปู แบบอาจจะเปลยี่ นแปลงจาก

รูปทรงธรรมชาติไปเพียงเล็กนอย หรืออาจ

เปล่ียนแปลงไปมากจนไมสามารถจดจํา

รปู ทรงเดมิ ได มลี กั ษณะเปน นามธรรม

มากหรอื นอ ยกไ็ ด ซง่ึ อตั ราสว นของ

ความเปน รปู ธรรมกบั นามธรรมจะมี

มากนอ ยเพียงใดน้นั จะขน้ึ อยกู บั

แนวคิดของศิลปนิ เปนหลกั

ตวั อยา่ งผลงานประตมิ ากรรมของเฮนรี มวั ร์ (Henry Moore) ทีแ่ สดงรปู ร่างและท่าทางของมนุษย ์ โดยตัดทอน
รายละเอียดลงไปมาก แตก่ ย็ ังสามารถส่ือความหมายออกมาให้ผชู้ มเขา้ ใจได้

๖๑

นกั เรยี นควรรู คูมอื ครู 61

เฮนรี มัวร (Henry Moore) เปนประติมากรช่ือดังชาวอังกฤษ ผลงานที่โดดเดนของเขาจะเปน
ผลงานศิลปะแบบกึ่งไรรูปลักษณ หรือกึ่งนามธรรม เปนรูปราง รูปทรงของมนุษยที่ลดทอนจาก
สภาพจรงิ ตามธรรมชาตใิ หม ลี กั ษณะเปน นามธรรมมากขนึ้ และแสดงทา ทางอยใู นอริ ยิ าบถตา งๆ ซงึ่
สามารถมองดผู ลงานไดโ ดยรอบ อนั ไดก ลายเปน เอกลกั ษณเ ฉพาะทท่ี าํ ใหผ คู นจดจาํ ผลงานของเขาได
เปน ศลิ ปน อกี คนหนง่ึ ทพี่ พิ ธิ ภัณฑส าํ คัญของโลกนําผลงานไปตัง้ แสดง

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand Evaluate

Engage Explore Explain

ขยายความเขา ใจ (ยอ จากฉบับนกั เรียน 30%)

1. ใหนกั เรยี นแบงกลมุ กลุมละ “Blue Segment” (ค.ศ. ๑๙๒๑) ผลงานของวาซลี ี คนั ดนิ สก ี (Wassily การทําความเขาใจเก่ียวกับงานศิลปะแบบ
3 คน ใหแตละกลมุ หาภาพ Kandinsky) จากภาพเป็นผลงานจิตรกรรมแบบกึ่งไร้รูปลักษณ์ กงึ่ ไรร ปู ลกั ษณ หรอื กงึ่ นามธรรมคอ นขา งมคี วามซบั ซอ น
ตวั อยางผลงานศิลปะแบบ (Semi - Figurative Art) ในแบบทด่ี ูเข้าใจงา่ ย เพราะส่ือเร่อื งราวของ เพราะตองแปลความหมายดวยการสังเกต เปรียบเทียบ
รูปลกั ษณ ศิลปะแบบไรรูปลกั ษณ ภาพออกมาโดยตรง อัตราสวนของรูปธรรมและนามธรรมใหเขาใจชัดเจนวา
และศลิ ปะแบบก่งึ ไรร ปู ลักษณ อัตราสวนที่ลดตัดทอนลงไปในการถายทอดรูปแบบทาง
แบบละ 3 ตวั อยา งตดิ ลงกระดาษ รูปธรรมกับนามธรรมหนักไปในทิศทางใดมากกวากัน
แลว เขยี นสรุปลกั ษณะของศลิ ปะ โดยปกตศิ ลิ ปนิ ผสู รางสรรคผ ลงาน มักจะเรม่ิ สรางสรรค
รปู แบบนน้ั รวมท้ังความรสู ึกและ ผลงานของตนจากรูปธรรมกอน เมื่อมีทักษะฝมือและ
ความเขาใจ เมือ่ ชมผลงานรูปแบบ ประสบการณ มคี วามเขา ใจโลกมากขน้ึ จงึ คอ ยๆ คลค่ี ลาย
ดงั กลาว กา วสูผ ลงานแบบนามธรรม

2. ใหนกั เรยี นแตล ะคนเลือก
สรางสรรคผลงานทศั นศิลป
ในรูปแบบใดรูปแบบหน่ึงมา
1 ผลงาน สงครูผูสอน

ตรวจสอบผล กจิ กรรม ศิลปป ฏิบัติ ๔.๑

ครูพิจารณาจากการสรางสรรค กจิ กรรมที่ ๑ ใหน ักเรยี นแบงกลุม กลุมละ ๓ คน ใหนักเรยี นแตละกลมุ หาภาพถา ยผลงานทัศนศิลปใน ๓ รูปแบบ
ผลงานทัศนศลิ ปข องนักเรียน กิจกรรมที่ ๒ ไดแ ก ศลิ ปะแบบรปู ลกั ษณ ศลิ ปะแบบไรร ปู ลกั ษณ และศลิ ปะแบบกงึ่ ไรร ปู ลกั ษณ อยา งละ ๓ ผลงาน
ติดลงบนกระดาษ A4 แลวเขียนสรุปวา เม่ือดูผลงานทัศนศิลปในแตละแบบ นักเรียนมีความรูสึก
1. ตวั อยางผลงานศิลปะแบบ อยา งไร เสรจ็ แลว สง ครผู สู อน
รปู ลกั ษณ ศิลปะแบบไร ใหน กั เรยี นสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปในรปู แบบใดรปู แบบหนง่ึ มา ๑ ผลงาน โดยใชอ งคป ระกอบทาง
รูปลกั ษณ และศลิ ปะแบบกง่ึ ทศั นธาตแุ ละใหส อดคลอ งกบั หลกั การออกแบบทางศลิ ปะ พรอ มเขยี นบอกวตั ถปุ ระสงค หรอื แนวคดิ
ไรร ปู ลกั ษณ โดยพิจารณาถงึ ทเ่ี ลอื กใชแ บบนน้ั ในการสรา งสรรคผ ลงาน เสรจ็ แลว สง ครผู สู อน เพอ่ื คดั เลอื กผลงานทส่ี รา งสรรคไดด ี
การจาํ แนกรูปแบบของผลงาน จาํ นวน ๑๐ ชนิ้ นําไปตดิ แสดงท่ปี ายนเิ ทศ
ไดอยางถูกตองและมคี วาม
เขา ใจ ó. àน×อ้ Ëา¢อง¼ลงานทศั นศิลป์

2. การเลือกรูปแบบมาสรา งสรรค เม่ือกลาวถึงเนื้อหาของผลงานทัศนศิลป จะพบเรื่องราวตางๆ ท่ีศิลปินถายทอดออกมาเพื่อส่ือใหผูชม
เปนผลงานทศั นศิลปไ ดอ ยาง ไดรับรู ไมวาจะเปนอารมณ ความรูสึกดานความงาม หรือความหดหู นาหวาดกลัว ตลอดจนการส่ือสารใหรับรู
เหมาะสมสอดคลองกับเร่อื งราว

แนวคิดเกี่ยวกับชีวิต ทัศนะของศิลปินที่มีตอสังคม การเมือง เศรษฐกิจ จริยธรรม หรืออื่นๆ ผลงานทัศนศิลปที่

นกั เรยี นควรรู ศลิ ปินสรา งสรรคข นึ้ ไมวา ยุคสมัยใดกต็ าม หากวเิ คราะหเ นอื้ หาของผลงานแลว สามารถจัดกลมุ ของเนอื้ หาไดเ ปน
๒ ลักษณะ ไดแก

วาซลี ี คนั ดินสกี (Wassily ๖๒
Kandinsky) ผูใ หกําเนดิ ศิลปะ
แอบสแตรกอารต (Abstract Art)
และศลิ ปะเอ็กซเพรสชันนสิ ม หรือ
ลทั ธิสาํ แดงพลังอารมณ (Expressionism) ผลงานของเขาสว นใหญ
เกิดจากการผสมผสานเรอื่ งของเทววิทยาและทฤษฎวี ฒั นธรรม นกั เรยี นควรรู
นิยมใชส ที หี่ ลากหลายและใชเ สน ท่ีไมไดส ือ่ ถึงรูปทรงใดๆ ภายใต
แนวความคิดท่วี า “ศลิ ปะ คือ สง่ิ ท่ไี มแ สดงใหเห็นวาเปนภาพ ศิลปะแบบกึง่ ไรร ปู ลักษณ หรือ Semi - fiFigurative Art เปน ผลงาน
ของอะไรเลย สือ่ ความรูสกึ เทาน้นั ” ทัศนศิลปที่มีการทัดทอนรูปทรงบางสวนออกไปจากความจริง หรือ
ดดั แปลงไปจากธรรมชาติแตถ า การตดั ทอนนน้ั กระทาํ จนไมห ลงเหลอื
รูปทรงจรงิ ใหเ หน็ ไดเ ลย เราจะเรียกวา “Non - Objective”

62 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

๓.๑ เน้อื หาสว นตัว (Personal functions) กระตนุ ความสนใจ

เนอื้ หาของผลงานทศั นศลิ ปท แ่ี สดงออกดา นสว นตวั โดยปกตศิ ลิ ปนิ จะสรา งสรรคผ ลงานทเี่ รม่ิ ตน จากชวี ติ ครูหาภาพผลงานจิตรกรรมที่มี
เนอื้ หาหลายๆ ดา น นาํ มาใหน กั เรยี นดู
สวนตัวกอน แลวจึงขยายไปสูเร่ืองราวท่ีเกี่ยวกับสังคม ซ่ึงมนุษยทุกคนตางมีชีวิต เลือดเนื้อ และความรูสึก แลว ตงั้ คาํ ถามกระตนุ ความสนใจ ดงั น้ี

เม่ือศิลปินสื่อสาร หรือเปิดเผยเร่ืองราวตางๆ ผูชมซ่ึงก็เปนมนุษยยอมจะสัมผัส หรือรับรูอารมณรวมดังกลาวได • ภาพน้มี เี รื่องราว หรือมีเนอื้ หา
เกย่ี วขอ งกับสิง่ ใด
แตจะมากหรือนอยนั้นเปนอีกเรื่องหน่ึง ความเปนไปของชีวิตมีเรื่องราวมากมายท่ีสามารถนํามาสื่อสารถึงกันและ (แนวตอบ ความรกั ความประณตี
งดงาม การเมอื ง เสยี ดสสี งั คม
ไมวาจะเปน เน้อื หาในลักษณะใดกต็ าม เม่อื เปน ผลงานทศั นศลิ ป นอกจากเนื้อหาสาระแลว ยงั ปรากฏความงามและ และอ่ืนๆ แลว แตภ าพ)

สุนทรยี ภาพใหส มั ผสั ไดอีกดวย ผลงานทัศนศิลปท ่ีมเี น้อื หาสวนตวั สามารถแยกเปน หมวดหมยู อ ยๆ ไดด งั ตอไปน้ี • นักเรียนมีความรสู ึกนกึ คดิ
อยา งไรกับภาพดังกลา ว
๑) การแสดงออกทางจติ สาํ นกึ เปน การแสดงใหเ หน็ อารมณ ความรสู กึ ลกึ ๆ ทางจติ ใจ เชน ความเหงา (แนวตอบ แลวแตทัศนะมุมมอง
ของนกั เรยี น คาํ ตอบไมม ถี กู -ผดิ )
ความเศราหมอง ความเจบ็ ปวดรวดราว เปนตน อันเปน
สาํ รวจคน หา
ผลมาจากความเกบ็ กดภายในจติ สาํ นกึ ซง่ึ เปน ผลสะทอ น
ใหนักเรียนไปสืบคนขอมูลเก่ียวกับ
มาจากการดํารงชีวิตในสังคมท่ีเปล่ียนแปลงไปอยาง เน้ือหาของผลงานทัศนศิลป รวมท้ัง
ภาพตัวอยางท่ีเปนเนื้อหาสวนตัวกับ
รวดเร็ว เชน ประติมากรรมรูปคนที่แสดงอารมณเหงา เน้ือหาเพ่ือสังคมวามีความแตกตาง
กันอยางไร จากหนังสือในหองสมุด
เปลาเปลย่ี ว อาการครนุ คิด เงยี บเหงา ภาพทิวทศั นท ี่ให เว็บไซตในอินเทอรเน็ต และแหลง
การเรียนรตู างๆ
ความรสู ึกสันโดษ อางวา ง เปนตน
อธบิ ายความรู
๒) การแสดงออกทางชีวิตและความรัก
ครูขออาสาสมัครนกั เรยี น 2 - 3 คน
เปนการส่ือถึงชีวิตสวนตัวอีกมุมหน่ึงของมนุษย โดย “The Old Guitarist” (ค.ศ. “แมอ ุม ลกู ” (พ.ศ. ๒๕๒๙) ออกมาอธิบายขอมูลเกยี่ วกับลกั ษณะ
เนื้อหาสาระอาจแสดงถึงความเปนจริงของชีวิตในแงมุม ๑๙๐๓) ผลงานของปาโบล รยุ ซ์ ผลงานของประหยดั พงษ์ดาำ ของผลงานทศั นศิลปท ส่ี อื่ ถึงเน้ือหา
ตา งๆ ตลอดจนความรกั ของชายหนุมหญิงสาว ความรัก ปีกัสโซ (Pablo Ruiz Picasso) สว นตวั หรอื เนอ้ื หาสวนบคุ คล โดย
นาํ ภาพตวั อยา งมาประกอบการ
ของคนในครอบครวั ความเออ้ื อาทรทม่ี ตี อ มนษุ ยชาติ เชน อธิบายดวย

ภาพวาดเกย่ี วกบั ความรนื่ เรงิ ในงานวนั เกดิ ภาพความรกั

ความหวงใยระหวา งแมแ ละลูก เปนตน

๓) การแสดงออกทางความตายทน่ี า กลวั

สัจธรรมหน่ึงของวงจรชีวิตที่มนุษยทุกคนไมสามารถ

หลกี เลย่ี งได คอื ความตาย การเขา ใจถงึ ความตายจะเปน

เคร่ืองชวยเตือนใจผูคนใหปลอยวางความมีกิเลสตัณหา

ซ่ึงมิใชสิ่งท่ีจีรังยั่งยืน ศิลปินอาจสรางสรรคผลงานที่สื่อ

ออกมาใหผ ชู มเขา ใจ ลดละการกระทาํ ทเ่ี อารดั เอาเปรยี บ

เพอื่ นมนษุ ย หรอื ธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ ม เชน ภาพวาด

ที่แสดงถึงความตายของคน สัตว ภาพวาดที่แสดงถึง

บรรยากาศท่วี งั เวงนา กลวั เปนตน “Dead Game” (ค.ศ. ๑๖๔๖) ผลงานของแฟร์ดีนนั ด ์ โบล
(Ferdinand Bol)

@ มมุ IT ๖๓ นกั เรียนควรรู

สามารถศึกษาเพิม่ เตมิ เกย่ี วกบั ประวตั ิของประหยัด พงษดาํ ประหยดั พงษด ํา ศิลปนแหง ชาติ
ไดจ าก http://www.dooqo.com/dooqo_page.php?sub_id=3358 สาขาทัศนศลิ ป (ภาพพมิ พ) ประจาํ
ป พ.ศ. 2541 ทา นไดค ดิ คนเทคนคิ
วธิ กี ารสรางสรรคภ าพพิมพใ นหลากหลายรูปแบบท่ศี ิลปน
ทานอ่ืนๆ จะนาํ มาใชเ ปนแนวทางในการสรา งสรรคผลงาน
ของตนเองได เชน การผสมผสานระหวางภาพพิมพก บั งาน
จิตรกรรมใหเ ปน ภาพเดียวกนั การถายทอดลายไมจาก
แผนหน่ึงไปผสมกบั งานจติ รกรรม เปน ตน

คมู อื ครู 63

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Elaborate Evaluate

อธิบายความรู (ยอจากฉบับนักเรยี น 30%)

ใหนักเรียนอธิบายขอมูลเพิ่มเติม ๔) การแสดงออกทางดา นความประณตี งดงาม ผลงานทศั นศลิ ปป ระเภทนส้ี ว นใหญศ ลิ ปนิ จะยดึ ถอื
เกี่ยวกับลักษณะผลงานทัศนศิลปที่
มีเนื้อหาแสดงออกถึงความประณีต ความรูสึกของตนเองเปนหลัก โดยมีความรูสึกชื่นชม ชื่นชอบตอรูปทรงของวัตถุ หรือรูปแบบที่เห็นวางดงาม
งดงามกบั เนอื้ หาทแ่ี สดงออกถงึ ความ
ศรัทธา พรอมยกตัวอยางประกอบ แลว สอ่ื สารออกมาใหผ ูอ น่ื เขา ใจถงึ ความงามนนั้ โดยใชเ ทคนิค วธิ กี ารตา งๆ ตามทศี่ ลิ ปนิ มคี วามถนดั ซงึ่ ความงามน้ี
การอธิบาย
โดยมากมกั จะสอื่ ออกมาเปน ผลงานรปู ธรรมทผี่ คู นสว นใหญเ หน็ แลว เขา ใจไดง า ย เชน ภาพวาดววิ ทวิ ทศั นท างธรรมชาตทิ ่ี

เหมอื นจรงิ ของศลิ ปนิ ตา งๆ ภาพผลงานทม่ี คี วามละเอยี ดประณตี ใชค วามวริ ยิ ะอตุ สาหะมาก เปน ตน ผลงานในลกั ษณะน้ี

มักจะมีความเปนสากลท่ีผูชมไมวาจะเปนเช้ือชาติใดก็

เกรด็ แนะครู สามารถรบั รคู วามงามดงั กลา วนไ้ี ดและเขา ใจตรงกัน
๕) การแสดงออกทางความศรทั ธา ความ
ครูควรอธบิ ายใหน กั เรียนเขาใจวา
การจดั แบงเน้ือหาเปน 2 ลักษณะ ศรทั ธาในทน่ี ี้ สามารถแสดงออกมาไดทงั้ ความศรัทธาใน
แบบนี้ เพ่อื สะดวกแกก ารทําความ
เขาใจเทานน้ั ในการวเิ คราะห คตคิ วามเชอื่ ลทั ธิ ศาสนาทต่ี นเองนบั ถอื การเคารพบชู า
ไมจ ําเปนตอ งจดั แบง เปน ประเภท
อยา งละเอียด ประเดน็ สาํ คญั คือ รวมไปถงึ ความศรทั ธาทม่ี ตี อ ธรรมชาติ ศลิ ปนิ จาํ นวนมาก
นกั เรียนจะตองทราบวาผลงานน้ัน
มีเน้ือหาเก่ยี วกบั ส่งิ ใด และเน้ือหา มักแสดงออกถึงความศรัทธาอันแรงกลาตอสิ่งใดส่ิงหนึ่ง
นน้ั ใหค ุณคาแงคิดใดกบั ผชู มบา ง
เพื่อจะไดนําขอ มลู มาบรรยาย ซึ่งความศรัทธาสวนตัวนี้อาจเปนผลมาจากครอบครัว
ใหผ ูอื่นเกิดความเขาใจได
สง่ิ แวดลอ ม หรือประสบการณสว นตัวท่ีถูกหลอหลอมมา

โดยศิลปินจะถายทอดความคิดส่ือสารออกมาเปน

ผลงานประเภทตางๆ ทั้งที่เปนผลงานแบบรูปธรรมและ

“The Japanese Bridge” (ค.ศ. ๑๘๙๕) ผลงานของอ็อสการ์ โกลน แบบนามธรรม เชน ภาพจิตรกรรมเรื่องราวที่เปนคติ
มอแน (Oscar Claude Monet) ความเชื่อ ประติมากรรมรปู เคารพทางศาสนา เปนตน

เกร็ดแนะครู “Holy Trinity (Pala della Convertite)” (ค.ศ. ๑๔๙๑) ผลงานของ “TheLastJudgement”(ค.ศ.๑๕๓๔) ผลงานของมเี กลนั เจโล ด ีโลโดวโี ก
ซานโดร บอตตเิ ซลล ี (Sandro Boticelli) บโู อนารโ์ รตี ซีโมน ี (Michelangelo di Lodovico Buonarroti Simoni)
ครแู นะนาํ นกั เรียนวา วัดจัดเปน
สถานท่ีท่ีใชป ระกอบพิธีกรรมตาม ๖4
ความเชื่อทางศาสนาพุทธ ซึ่งในเร่ือง
ของความศรัทธาน้ี สามารถแสดง นักเรียนควรรู
ออกมาในเรื่องของความเชือ่ ลัทธิ
การเคารพบูชา ฯลฯ โดยศิลปน จะ ประติมากรรมรูปเคารพทางศาสนา จัดเปนผลงานทัศนศิลปที่แสดงออกถึง
แสดงออกถงึ ความมศี รัทธาแรงกลา ความเชื่อทางศาสนา โดยเฉพาะอยางยิ่งในพระพุทธศาสนา ผลงานสวนใหญที่
ทางศาสนาออกมาเปน ผลงาน ไดส รา งสรรคข นึ้ จะใชเปน ตวั แทนสิ่งที่ตนเคารพนบั ถอื เปนหลัก
ทศั นศิลป เชน อาจารยเฉลมิ ชยั
โฆษิตพิพัฒน ไดอทุ ศิ ตนสรา ง
วัดรองขนุ ขน้ึ ณ ต.ปาออ ดอนชัย
อ.เมอื ง จ.เชียงราย โดยมี
แรงบนั ดาลใจมาจากชาติ
ศาสนา พระมหากษัตรยิ  เปน ตน

64 คูมือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

๓.๒ เน้อื หาเพือ่ สงั คม (Social funcitons) สํารวจคนหา

ลักษณะของผลงานทัศนศิลปประเภทนี้ จะมีเน้ือหาสาระเกี่ยวของกับสังคมเปนหลัก โดยอาจเปนไดท้ัง ใหนักเรียนดูภาพประกอบจากใน
หนังสือเรียน หนา 65 ทั้ง 2 ภาพ
ความประทบั ใจ หรอื ความหดหู โดยตอ งการทจี่ ะใหส งั คมของตนดขี น้ึ ซงึ่ ประเภทหลงั จะเปน ผลงานทพี่ ยายามกระตนุ แลว ใหน กั เรียนวิเคราะหวา
จติ สาํ นกึ ใหผ ชู มอยากเขา มามสี ว นรว มในการสรา งสรรคส งั คม ซงึ่ ผลงานทศั นศลิ ปท สี่ อ่ื สารเนอ้ื หาทเี่ กยี่ วขอ งกบั สงั คม
• ภาพดงั กลา วตอ งการบอกเลา
สามารถแยกเปน หมวดหมยู อยได ดังตอ ไปน้ี เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั สง่ิ ใด และมี
เนอื้ หาสาระสะทอนใหเห็นถงึ
๑) ลัทธิความเช่ือและการเมือง ศิลปินที่ สิ่งใด

สรางสรรคผลงานทัศนศิลปในแนวทางนี้มีความเช่ือวา อธบิ ายความรู

นอกจากความงดงามแลว ผลงานทัศนศิลปท่ีดีจะตองมี ใหนกั เรยี นรว มกันอธบิ ายขอ มูล
เกย่ี วกบั ลกั ษณะของผลงานทศั นศลิ ป
ความรับผิดชอบตอ สังคม ดวยการใหแ งคิด มมุ มองทาง ทม่ี เี นอื้ หาเพอ่ื สงั คมวา สว นใหญเ นอ้ื หา
ดานลัทธคิ วามเชือ่ หรอื สะทอ นภาพสังคมทม่ี ีผลมาจาก จะบอกเลา เรอ่ื งราวเกย่ี วกบั สง่ิ ใด โดย
ครูชว ยเสรมิ ขอมลู
การเมอื งในขณะนน้ั เพราะถอื วา ปญ หาตา งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ ใน
นกั เรยี นควรรู
สังคมเปนผลมาจากการเมืองทง้ั สิ้น ถา การเมอื งมคี วาม
มนั่ คง นกั การเมอื งมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ หนา ทดี่ ว ยความ เน้อื หาเพือ่ สงั คม ลักษณะของ
เอาใจใส ไมฉอ ราษฎรบ งั หลวง บา นเมืองก็จะสงบรมเยน็ ผลงานทัศนศิลปประเภทน้ีจะนิยม
บอกเลาเรื่องราวเก่ียวกับสังคมเปน
ผลงานทัศนศิลปในแนวทางน้ีตองการสะทอนภาพสังคม “The Shootings of May Third” (ค.ศ. ๑๘๐๘)ผลงานของฟรันซิสโก หลัก ซึ่งอาจเปนภาพความประทับใจ
เพื่อนาํ ไปสกู ารปรบั ปรงุ แกไ ขใหด ยี ิ่งขนึ้ โกยา (Franciso Goya) ทส่ี ะทอ้ นความปา่ เถอ่ื น โหดรา้ ยของสงคราม หรือความหดหูใจที่พบเห็นในสังคม
ที่มนษุ ยก์ ระทาำ ตอ่ กัน ของตนเอง โดยสวนมากจะเปนเร่ือง
๒) บรรยายสังคม ดวยเหตุที่เรื่องราวทาง เกย่ี วกับลัทธิความเชื่อ การเมือง และ
สงั คมเปน หลัก
สงั คมมขี อบเขตทกี่ วา งและครอบคลมุ วถิ ชี วี ติ ของผคู นใน
นกั เรยี นควรรู
หลายๆ ดาน ศลิ ปนิ อาจจะแสดงทศั นะ หรอื มุมมองของ
ตนทมี่ ตี อ เหตกุ ารณท างสงั คมในขณะนน้ั ผา นทางผลงาน เนน เรื่องราวเปนหลัก ผลงาน
ทัศนศิลปท่ีมีเน้ือหาเพ่ือสังคม ศิลปน
ทศั นศลิ ป เพอื่ ใหเ รอื่ งราวในผลงานสะทอ นทศั นะ มมุ มอง จะใหความสําคัญกับการสื่อเรื่องราว
เพื่อกระตุนความรูสึกนึกคิดของผูชม
หรอื ตอ งการใหผ คู นตระหนกั ในปญ หาทเี่ กดิ ขนึ้ หรอื อยาก ตอ งการบอกเลา เรอ่ื งราวทเ่ี กดิ ขน้ึ จรงิ
ใหสังคมใสใจในเร่ืองคุณธรรม จริยธรรมท่ีเสื่อมถอยลง ดังน้นั จงึ จะไมเ นนความงดงามของ
ภาพ จึงจะเอาเกณฑความงามมาใช
เรอ่ื งราวในผลงานสว นใหญจ ะเปนการสรา งจติ สาํ นึกเพ่อื ในการประเมินผลงานลักษณะเชนนี้
มิได
สว นรวม หรอื เสนอเรอ่ื งราวในลกั ษณะเสยี ดสสี งั คม อยาก
ใหส งั คมมกี ารเปลย่ี นแปลงในลกั ษณะทด่ี ขี น้ึ กวา เดมิ ทง้ั น้ี
การแสดงออกทางทศั นะผา นผลงานทศั นศลิ ปใ หผ ชู มเกดิ

การรบั รู เขา ใจโดยใชก ระบวนการคดิ จะทาํ ใหผ ชู มมคี วาม “La liberte´ guidant le peuple” (ค.ศ. ๑๘๓๐) ผลงานของแฟรด์ นี อ็ ง
เขา ใจประเดน็ ทต่ี อ งการจะสอ่ื สารไดล กึ ซง้ึ มากกวา การพดู วกิ เตอร ์ เออแฌน เดอลาครวั (Ferdinand Victor Eugen� e Delacroix)
บอกกลาวออกมาโดยตรง ลักษณะผลงานทัศนศิลปใน สะท้อนใหเ้ หน็ ถงึ สภาพสงั คมที่เปลี่ยนแปลงไป
ลกั ษณะบรรยายสงั คมจะเนน เรอื่ งราวเปน หลกั สว นความ

งามในตัวผลงานจะเปนเร่ืองรอง

๖๕

คมู ือครู 65

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Elaborate Evaluate

สาํ รวจคน หา (ยอจากฉบับนกั เรยี น 30%)

ใหนักเรียนศึกษาขอมูลจากกรอบ
เสรมิ สาระในหนงั สอื เรยี น หนา 66 - 67 เสรมิ สาระ
เก่ียวกับข้ันตอนการวิเคราะหผลงาน
ทศั นศลิ ปว า มกี ขี่ น้ั ตอน แตล ะขนั้ ตอน
มีหลกั การอยางไร ขน้ั ตอนการวเิ คราะห์ผลงานทศั นศิลป์

การวิเคราะห์ผลงานทัศนศิลป์ให้ถูกต้องตาม
หลักการและได้สาระประโยชน์ ทั้งต่อตัวของศิลปิน
ผ้สู รา้ งสรรคผ์ ลงานเอง ผูช้ มผลงาน และผู้ท่จี ะวิเคราะห์
อธิบายความรู สามารถใช้แนวทางดังต่อไปนี้ ซึ่งมีอยู่ ๔ ขั้นตอน
ดว้ ยกนั นาำ ไปใชป้ ฏบิ ตั ิ เพอื่ ใหก้ ารวเิ คราะหเ์ ปน็ ไปอยา่ ง
ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายขอมูล สรา้ งสรรค ์ ไดแ้ ก่
เก่ียวกับข้ันตอนการวิเคราะหผลงาน
ทศั นศิลป โดยครชู ว ยเสริมขอ มลู และ ๑. ข้นั บรรยาย (Description)
สรปุ ทบทวนข้ันตอนทงั้ หมด หลังจากท่ีผู้วิเคราะห์ได้ชมผลงาน เข้าใจถึง
รูปแบบ เนื้อหา และคุณค่าในผลงานทัศนศิลป์ที่ชม
แล้ว ผ้วู ิเคราะหค์ วรใชก้ ารบรรยาย หรอื พรรณนา หรือ
อธิบายส่ิงท่ีตนพบเห็นต้ังแต่แรกเร่ิมได้ชมผลงานเพ่ือ
ให้ผู้อื่นเข้าใจ โดยจะเปน็ การบรรยายสิง่ ที่สะดุดตาทไี่ ด้
เหน็ ในทนั ทีทันใด เพื่อให้ผชู้ มไดม้ องเหน็ ภาพรวมของ
เกร็ดแนะครู ตัวผลงานก่อน เช่น ลักษณะของภาพว่าเป็นภาพใด “The Siesta” (ค.ศ. ๑๘๙๐) ผลงานฟินเซนต์ วิลเลียม ฟาน ก็อกฮ์ (Vincent
มีลักษณะอย่างไร สีเป็นเช่นไร ลักษณะใดที่เห็นได้ Willem Van Gogh)

ครูควรเนนย้ําใหน ักเรยี นเห็นวา อยา่ งสะดุดตา เปน็ ต้น เหน็ ส่งิ ใดกอ็ ธิบายไปอยา่ งนนั้ ซ่ึงเปน็ การบอกเลา่ ขอ้ มลู ทว่ั ๆ ไป โดยยังไม่ไดน้ าำ เอาหลักการ ทฤษฎีทางศลิ ปะมาจบั
กอ นการศกึ ษาวเิ คราะหทศั นศิลป ไมม่ ีการแสดงทัศนะ ความคดิ เหน็ หรอื มมุ มองของผู้วเิ คราะหท์ ี่มีต่อผลงาน
นักเรียนควรศึกษาแนวคิดและทฤษฎี
การแสดงออกทางทัศนศิลปท่ีศิลปน ๒. ขน้ั วิเคราะห์ (Analysis)
ในขั้นตอนนี้ ผู้วิเคราะห์จะต้องอธิบายเช่ือมโยงคุณสมบัติต่างๆ ในตัวผลงานท่ีได้ชมและบรรยายไปแล้ว ซึ่งอาจอธิบายลักษณะ
รูปแบบของผลงาน เน้อื หาท่ผี ลงานต้องการจะสอ่ื เทคนิค วธิ ีการท่ศี ลิ ปินใช้ในการสรา้ งสรรคผ์ ลงาน เพ่อื ให้ผชู้ มเขา้ ใจรายละเอียดของผลงานที่
วเิ คราะห์มากยิง่ ขน้ึ โดยอาจอ้างอิงหลักการ แนวคดิ ทฤษฎที างศลิ ปะตา่ งๆ ซ่ึงจะ
นาํ มาสรางสรรคผลงานทัศนศลิ ป ช่วยทำาใหก้ ารวเิ คราะหม์ ีคุณภาพนา่ เช่อื ถอื ไมใ่ ชว่ ิเคราะหจ์ ากอารมณ ์ ความร้สู กึ
ซงึ่ สามารถแบง ออกเปน 4 ลกั ษณะ คอื ทั้งน้ี การวิเคราะห์อาจจะพิจารณาจากความสัมพันธ์ของคุณสมบัติในด้านต่างๆ
1. นยิ มการเลียนแบบ (Imitation- ดังตอ่ ไปน้ี
alism Theory) เปน การเห็น ๒.๑ ดา้ นสว่ นประกอบการรบั ร ู้ เปน็ การวเิ คราะหก์ ารนาำ เอาคณุ สมบตั ิ
ความงามในธรรมชาตแิ ลว
ขององค์ประกอบทางทัศนธาตุมาสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ว่าทำาได้ดีมากน้อย
เพยี งใด ไดแ้ ก ่ จดุ เสน้ รปู รา่ ง รปู ทรง นาำ้ หนกั ออ่ น - แก ่ พน้ื ทว่ี า่ ง พน้ื ผวิ และสี
นํามาเลยี นแบบไวใ หเหมอื นทงั้ ๒.๒ ด้านโครงสร้าง เป็นการวิเคราะห์ลักษณะการออกแบบผลงาน
รูปราง รูปทรง สสี ัน ฯลฯ ทศั นศลิ ป ์ วา่ มีความเป็นเอกภาพ ความกลมกลืน และความสมดุลกันหรอื ไม ่ หรือ
2. นิยมสรางรปู ทรงทส่ี วยงาม ทาำ ไดด้ มี ากน้อยเพียงใด
(Formalism Theory) เปนการ
สรา งสรรครูปทรงขน้ึ มาใหม ๒.๓ ด้านเทคนิค วิธีการ เป็นการวิเคราะห์การใช้เทคนิค วิธีการ
ใหม ีความสวยงามดว ยการนาํ ที่ทำาให้ผลงานมีความน่าสนใจ โดดเด่น และสะท้อนถึงเอกลักษณ์ส่วนบุคคล
ทัศนธาตุและเทคนคิ วิธกี าร ของศิลปิน เช่น การใช้ฝีแปรงที่ฉับไว การใช้สีที่หนา การนำาวัสดุธรรมชาติ
ตา งๆ มาใช มาสร้างสรรค์เป็นผลงาน เป็นตน้
๒.๔ ด้านเนื้อหา เปน็ การวเิ คราะหว์ า่ ผลงานในภาพ ศลิ ปินตอ้ งการ
“Tete d’ une Femme Lisant” (ค.ศ. ๑๙๕๓) จะบอกเน้ือหาสาระเก่ียวกับส่ิงใด หรือกระตุ้นความคิดใดกับผู้ชม เช่น สะท้อน
ผลงานของปาโบล รยุ ซ ์ ปกี สั โซ (Pablo Ruiz Picasso) ความขัดแย้งทางการเมือง ต่อต้านการค้ามนุษย์ การให้ความร่วมมือกันเพื่อลด
ภาวะโลกร้อน เป็นตน้

3. นิยมแสดงอารมณ (Emotional ๖๖
Theory) เปนการสรางงานให
ดมู ีความรูส กึ ทงั้ ทเ่ี ปนอารมณ
อนั เนื่องมาจากเรอื่ งราวและ
อารมณข องศิลปน ท่ีถายทอด
ลงไปในผลงาน
4. นยิ มแสดงจนิ ตนาการ (Imagination Theory) เปน งานทแี่ สดง
ภาพจนิ ตนาการ แสดงความคดิ ฝน ทแ่ี ตกตา งไปจากธรรมชาติ
และส่ิงทพี่ บเหน็ อยใู นชีวิตประจําวนั

66 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Elaborate

Engage Explore Explain Evaluate

๒.๕ ด้านอารมณ์ ความรู้สึก เป็นการวิเคราะห์ว่า ถ้าผู้ชมได้ใช้เวลาชมผลงานช้ินนี้แล้ว ส่วนใหญ่จะเกิดอารมณ์ ความรู้สึก ขยายความเขาใจ
อย่างไร เช่น ความเศร้าสะเทือนใจ ความอม่ิ เอมใจ ความปตี ิ เป็นตน้
ครูนาํ ผลงานทศั นศลิ ปมาให
๓. ขนั้ ตคี วาม (Interpretation) นกั เรยี นดู 1 ภาพ แลว ใหน กั เรยี นสาธติ
เปน็ การคน้ หาความหมายทซี่ อ่ นอยภู่ ายในภาพ เพราะบางผลงานภาพทเ่ี หน็ อาจจะไมใ่ ชค่ วามหมายทแี่ ทจ้ รงิ ทศ่ี ลิ ปนิ ตอ้ งการจะสอ่ื การวิเคราะหผลงานทัศนศิลปอยาง
หรอื บอกเลา่ โดยเฉพาะผลงานทไี่ รร้ ปู ลกั ษณ ์ หรอื นามธรรม การตคี วามอาจยงุ่ ยากซบั ซอ้ น ดงั นน้ั การไดศ้ กึ ษาภมู หิ ลงั แนวทางการสรา้ งสรรค์ ส้ันๆ โดยครูชว ยช้ีแนะปรบั ปรงุ
ผลงานทศั นศิลป์ของศิลปิน เอกลักษณ์ของศิลปิน รวมท้ังได้เห็นผลงานของศลิ ปนิ ทา่ นน้ันบอ่ ยคร้ัง จะมีสว่ นช่วยทาำ ใหก้ ารตีความทาำ ได้ถกู ต้อง การวเิ คราะหของนักเรยี น
ใกล้เคียงมากย่ิงข้นึ สาำ หรบั การตีความควรอ้างอิงดว้ ยว่า เหตผุ ลทตี่ คี วามเชน่ นเ้ี นื่องมาจากเหตุใด มแี นวคิด หลักการใดรองรบั บา้ ง
เกรด็ แนะครู
๔. การประเมิน (Evaluation)
เป็นข้ันสรุปการตัดสินว่า ผลงานชิ้นท่ีทำาการวิเคราะห์ มีคุณค่า มีความงามอย่างไร หรือมีสิ่งใดที่ควรปรับปรุงแก้ไขบ้าง ทั้งนี้ ครูสรปุ ใหน กั เรียนฟง วา การทไ่ี ด
อาจจะเปรียบเทียบผลงานแบบเดียวกัน หรือใกล้เคียงกัน ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไร โดยต้องใช้หลักวิชาในการประเมินอย่างยุติธรรม วิเคราะหผลงานทัศนศิลป เปนการ
ปราศจากอคติ ไม่ใช้อารมณ์ ความรู้สึก นอกจากนี้ ควรอธิบายส่ิงดีท่ีปรากฏอยู่ในผลงานและเสนอแนะส่ิงท่ีพึงปรับปรุง จะช่วยทำาให้ แลกเปลี่ยนความรูสึกกับบุคคลอ่ืนท่ี
การประเมนิ ดูมคี วามนา่ เชื่อถอื มากย่ิงขึ้น สมั ผสั กบั ผลงานทศั นศลิ ปช น้ิ เดยี วกนั
เปนการคนหาคุณคาในสิ่งที่เปน
ความงามและเปนการอธิบาย หรอื
ตัดสินคณุ คาของผลงานช้นิ นั้นๆ วาดี
หรือมีขอบกพรอ งอยางไร ซงึ่ ท้ังนี้
จะตองอางอิงกบั หลกั วชิ าการทาง
ดา นทัศนศลิ ปผนวกกับความรแู ละ
ประสบการณของผวู จิ ารณเ ปน หลกั

นกั เรยี นควรรู

เอกลกั ษณของศลิ ปน ลักษณะ
เฉพาะตวั ของศลิ ปน ในการสรา งสรรค
ผลงานทศั นศลิ ป เชน รูปแบบของ
ผลงาน ลีลาของเสน สัญลกั ษณที่
นยิ มใช วสั ดุ เทคนคิ และอนื่ ๆ เปน ตน
ซ่งึ มคี วามแตกตา งจากศิลปนทาน
อื่นๆ เมอ่ื เหน็ ผลงานแลว สามารถ
ตคี วามไดว า นาจะเปน ผลงานของ
“La Grenouillère” (ค.ศ. ๑๘๖๙) ผลงานของปแี ยร์ โอกสุ ต ์ เรอนวั (Pierre Auguste Renoir) ศิลปน ทานใด ในการวเิ คราะหผลงาน

๖๗ ทศั นศลิ ป ถาผูวเิ คราะหสามารถ
อธิบายใหผ ชู มเกดิ ความเขา ใจไดวา
เอกลกั ษณของศิลปนท่สี รางสรรค
ผลงานมีลักษณะเปนอยางไร มีสิ่งใด
เปน จดุ เดน กจ็ ะเปน ประโยชนท จี่ ะชว ย
ใหผูชมไดรูจักและจดจําเอกลักษณ
ของศิลปน ทา นน้นั เอาไว

คมู อื ครู 67

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ (ยอจากฉบับนกั เรยี น 30%)

ครหู าตัวอยางภาพทดี่ ูแลวสามารถ ô. คณุ คา่ ¢อง¼ลงานทัศนศลิ ป์
ใหอารมณ ความรูสึกท่ีนาประทับใจ
มาใหนักเรยี นดู 2 - 3 ภาพ จากนน้ั ต้ัง การวิเคราะหคุณคาของผลงานทัศนศิลปจะขึ้นอยูกับศักยภาพทางการมองเห็น ซึ่งผลของการวิเคราะห
คาํ ถามเชงิ กระตุนกับนักเรียน ดงั น้ี จะมีคุณภาพมากนอยเพียงใด ความรแู ละประสบการณของผวู เิ คราะหนับเปนปจ จัยสําคญั โดยการวิเคราะหผ ลงาน
ทัศนศิลปทงั้ ในดานรูปแบบ เน้อื หา และคุณคา ของผลงานจะมีความสมั พันธเช่อื มโยงกนั ในแตละสว น ดังตอ ไปนี้
• ความรสู ึกของนักเรยี นเมือ่ ได
ดภู าพดงั กลา ว ๔.๑ คุณคา ทางโครงสราง

• ภาพดังกลา วมคี ุณคา ทางดา น โครงสรา งของผลงานทศั นศลิ ปท จ่ี ะพจิ ารณา คอื เมอ่ื มองในดา นรปู แบบตอ งวเิ คราะหไ ดว า ศลิ ปนิ สามารถ
เน้อื หา หรอื คณุ คาทางดาน ถา ยทอดผลงานทศั นศลิ ปอ อกมาในรปู แบบทตี่ อ งการไดห รอื ไม เชน เมอื่ มวี ตั ถปุ ระสงคจ ะสรา งสรรคผ ลงานทเี่ ปน ศลิ ปะ
สนุ ทรียภาพหรือไม อยา งไร รปู ลกั ษณ (Figurative Art) ผลงานกต็ อ งแสดงออกมาในลกั ษณะทเ่ี ปน รปู ธรรม หรอื ตอ งการใหเ ปน ศลิ ปะไรร ปู ลกั ษณ
(Non-Figurative Art) ผลงานกต็ องสือ่ ออกมาในลกั ษณะที่เปนนามธรรม เปน ตน
สาํ รวจคน หา
๔.๒ คณุ คา ทางการมองเหน็
ใหนกั เรียนไปสืบคน ขอ มลู เกย่ี วกับ
คณุ คา ของผลงานทัศนศิลป จาก คณุ คา ทางการมองเห็นท่ีมีตอผลงานทศั นศลิ ป เกดิ ข้ึนไดจากตัวผลงานเองวา สามารถนาํ เสนอ
หนงั สอื ในหอ งสมดุ เว็บไซตใน เรอื่ งราวตอผชู มไดอ ยา งสอดคลองกับวัตถุประสงคหรอื ไม ซงึ่ สามารถแบงออกเปน ๒ สวน ไดแ ก
อนิ เทอรเน็ตและแหลง การเรยี นรู
ตา งๆ ๑) คุณคาทางเน้ือหา เมื่อวิเคราะหวาศิลปินไดสรางสรรคผลงานไดตรงตาม

อธบิ ายความรู วัตถุประสงคแลว ขั้นตอนตอมา คือ พิจารณาวาเน้ือหาท่ีศิลปินตองการส่ือความหมายให
ผูอื่นไดรับรู เปนไปตามเจตนาที่ตั้งไวมากนอยเพียงใด หากการนําเสนอเร่ืองราวทําให
ใหนักเรียนรวมกันอธบิ ายขอมลู ผชู มรบั รไู ดต รงตามความตอ งการ แสดงวา การสอ่ื สารเพอ่ื บอกคณุ คา ทางดา นเนอื้ หา
เก่ยี วกับแนวทางการประเมนิ คุณคา เปน ไปอยา งมีคณุ ภาพ
ของผลงานทัศนศิลปในดา นคุณคา
ทางโครงสรา งและคุณคา ทางการ ๒) คุณคา ทางสนุ ทรยี ภาพ พจิ ารณาเรือ่ งการใช
มองเห็น
องคประกอบของทัศนธาตุวาเปน
อยางไร การออกแบบถูกตองตาม
หลักการมากนอยเพียงใด โดยยึด
หลกั เกณฑเ รอ่ื งความเปน เอกภาพ ความกลมกลนื
และความสมดุล ท้ังน้ี คุณคาทางเน้ือหาและคุณคาทาง
สุนทรียภาพเม่ือรวมกนั แลว คอื “คุณคา ทางการมองเหน็ ”

นักเรียนควรรู ๖๘

คณุ คา ของผลงานทัศนศิลป นกั เรียนควรรู
อยทู ีก่ ารสอื่ ความคิดของศิลปน
ซง่ึ มองเห็นผานทางทัศนธาตทุ ี่นํา คณุ คา ทางการมองเหน็ สามารถเกิดขน้ึ ไดจากตวั ของผลงานเอง วา สามารถนาํ เสนอเรอื่ งราว
มาใช ไมวา จะเปน เสน สี แสงเงา ใหผูชมเขา ใจไดส อดคลอ งกบั วตั ถุประสงคหรือไม ซ่ึงคณุ คา ทางการมองเหน็ สามารถแบง ออกเปน
รูปราง รปู ทรง ฯลฯ โดยเฉพาะ 2 สว น คอื คุณคาดา นเนอ้ื หาและคณุ คาทางสุนทรียภาพ
การเลอื กใชส ีที่ดแู ลว ทาํ ใหเกดิ
ความโศกเศรา ในการจดั
องคป ระกอบศิลป มีการเลือกใชส ี
ใหเปน จดุ เดน การจัดภาพมี
ความเปน เอกภาพ ความกลมกลนื
และความสมดลุ ทีเ่ หมาะสมลงตัว

68 คมู ือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

ตัวอยา งท่ี ๑ การดนิ้ รนของส่ิงมชี ีวิต สาํ รวจคน หา

ด้านเนื้อหา ครูสมุ นักเรยี น 2 - 3 คน ชว ยกัน
อธิบายขอมลู เกี่ยวกับแนวทาง
เนื้อหา หรือเรื่องราวในภาพที่ศิลปนตองการสื่อ การวิเคราะหผ ลงานทัศนศลิ ป
ใหผูชมไดรับรู เปนเนื้อหาที่ตองการแสดงออกทาง ตามตัวอยา งท่ี 1 และนกั เรยี นมี
จิตสํานึกท่ีดีตอภาวะการใชชีวิตในสังคม การเลา ความคดิ เหน็ เพิม่ เติมอยา งไร
เรอ่ื งราวดว ยภาพของศลิ ปน สอดคลอ งกบั วตั ถปุ ระสงค
ศลิ ปน ใชป ลาเปน รปู ทรงจากธรรมชาตทิ เี่ ปน ตวั แทนของ อธบิ ายความรู
ส่ิงมชี ีวิต แตป ลาไดถ ูกตัดทอนใหคงเห็นแตส วนหัวปลา
ในบางตําแหนงของภาพ สวนลําตัวปลาจะแทนดวย ใหนักเรียนศกึ ษาแนวทางการ
สีสันรอยแปรงและพูกัน มีลีลาของความรวดเร็วให วิเคราะหผ ลงานทศั นศิลปจาก
ความรูสกึ ของการไมห ยดุ น่งิ แตมกี ารเคล่อื นไหวอยาง ตวั อยา งในหนงั สอื เรยี น หนา 69 - 71
ตอ เนอื่ งในบรรยากาศทศี่ ลิ ปน ตอ งการใหม กี ารกลนื กนั ซ่ึงจะเนนการวเิ คราะหร ปู แบบเนอ้ื หา
ของรูปและพื้นหลัง และคณุ คาของผลงานทัศนศลิ ป

“การดิ้นรนของสิ่งมีชีวิต” (พ.ศ. ๒๕๔๖) ดา้ นคุณคา ในผลงานทศั นศิลป เกรด็ แนะครู
ผลงานของพชิ ัย นิรนั ต เทคนคิ ภาพวาด
สีอะครลิ กิ บนผืนผา ใบ ศลิ ปน สรา งสรรคผ ลงาน “การดนิ้ รนของสงิ่ มชี วี ติ ” ครูชีแ้ นะเก่ียวกับการเขียนบรรยาย
ไดตรงตามวัตถุประสงคท่ีกําหนดเปนช่ือภาพ เปน ในการวเิ คราะหผลงานทัศนศลิ ป
ดา้ นรูปแบบ ความตอ งการของศลิ ปน ทอ่ี ยากถา ยทอดใหผ คู นไดร บั รู ใหพ ยายามใชค าํ ศพั ทท างทัศนศลิ ป
และตระหนักถึงความจริงของชีวิตท่ีตองตอสูด้ินรน ในการบรรยายและควรใชข อ ความ
ศิลปนไดสรางสรรคผลงานจิตรกรรมสีอะคริลิก การสื่ออารมณ ความรูสึก ใชเสนและสีมาแทน ท่กี ระชับ ไมฟุมเฟอย
บนผนื ผา ใบขนาด ๘๐ × ๑๐๐ เซนติเมตร เปนศลิ ปะกง่ึ ไร การเคล่ือนไหวอยางรวดเร็ว โดยไมตองใชรูปทรง
รปู ลกั ษณ หรอื ศลิ ปะกงึ่ นามธรรม (Semi - Figurative Art) ของการเคลื่อนไหวที่เปนจริงตามธรรมชาติ เปนการ นักเรียนควรรู
ศิลปนมีการตัดทอนรูปทรงบางสวนออกไปจากรูปทรง นําเสนอรูปแบบศิลปะก่ึิงไรรูปลักษณผสมผสานกับ
ตามธรรมชาติจริงที่ปรากฏ จนเหลือบางสวนที่ยังพอ ความเปน ศลิ ปะรปู ลกั ษณใ นบางสว นของปลา เปน การ การดนิ้ รนของสง่ิ มชี วี ติ ผลงานของ
ปรากฏใหเห็นรปู ทรงวาเปน รปู ใด นอกจากนี้ ศิลปน ยงั ได สรางสรรคผลงานทางโครงสรางและใหคุณคาทาง พชิ ยั นริ นั ตจดั เปน งานศลิ ปะแบบกง่ึ ไร
เพมิ่ เตมิ ตกแตง ทศั นธาตตุ ามความคดิ และความรสู กึ เขา ไป เน้อื หาไดอ ยา งลงตวั รูปลักษณ (Semi - Figurative Art)
ในผลงานอีกดว ย หรือ ศิลปะแบบก่ึงนามธรรม (Semi
ในดานการจัดองคประกอบศิลป ศิลปนเลือกเอา Abstract) เพราะจากภาพไดแ สดงให
ตําแหนงของจุดสนใจอยูบริเวณกึ่งกลางภาพเปน เห็นถึงรูปแบบของงานเปนศิลปะท่ีมี
แนวต้ัง และเปนกลุมกอนของสีวรรณะอุน สอดรับ การบดิ เบอื นไปจากศลิ ปะแบบเหมอื น
กับความรูสึกของการเคล่ือนไหวด้ินรน สีของพ้ืนหลัง จริง ดวยการตัดทอนรูปทรงของจริง
เปนสีวรรณะเย็นที่ชวยขับใหจุดเดนของภาพมี ใหม คี วามเรยี บงา ย แตย งั คงมเี คา โครง
ความหมายมากยิง่ ข้นึ ท้ังภาพมีความเปนเอกภาพและ ที่เหมือนจริงเหลืออยู เพื่อสื่อใหรูวา
มคี วามสมดลุ เปน คณุ คา ทางสนุ ทรยี ภาพจากการสมั ผสั เปน รปู ใด
ดว ยการมองเห็น รวมเปนคุณคา ในผลงานทัศนศิลปท่ี
ศิลปนไดส รางสรรคข ึน้

๖๙

นกั เรยี นควรรู

พิชัย นิรนั ต เปนศิลปน คนสําคัญดานจิตรกรรมรว มสมยั ของวงการศิลปกรรมไทย เปน ผูท่ีมคี วาม
มงุ มนั่ ในการสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปท มี่ เี อกลกั ษณเ ฉพาะตวั ผลงานสว นใหญเ นน ไปทางปรชั ญา
ของพทุ ธศาสนา โดยเฉพาะในเรื่องของสัจธรรม

คมู อื ครู 69

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธิบายความรู (ยอจากฉบบั นักเรยี น 30%)

ครขู ออาสาสมคั ร 2-3 คน ใหช ว ยกนั ตัวอยางท่ี ๒ ตรวจยามกลางคนื
อธิบายขอมูลเกยี่ วกบั แนวทาง
การวเิ คราะหผลงานทศั นศิลปตาม
ตัวอยางท่ี 2 และแสดงความคดิ เหน็
เพ่มิ เตมิ

เกร็ดแนะครู

ในการวิเคราะหผลงานทัศนศิลป “ตรวจยามกลางคนื ” (ค.ศ. ๑๖๔๒) ผลงาน
ของสากล หรอื ตะวนั ตก ครคู วรแนะนาํ ของแรมบรังด ฮารเมนซูน ฟาน ไรยน
ใหนักเรียนเลือกวิเคราะหจากผลงาน (Rembrandt Harmenszoon Van Rijn)
ของศลิ ปน ทมี่ ชี อ่ื เสยี ง หรอื เปน ผลงาน เทคนคิ ภาพวาดสนี ้ํามันบนผนื ผา ใบ

ที่โดดเดน เน่ืองจากมีขอมูลใหสืบคน ด้านรปู แบบ
มากมาย บางผลงานอาจจะมผี อู ธบิ าย
ผลงานช้นิ นี้ เปนงานจิตรกรรมสนี า้ํ มนั บนผืนผา ใบ ขนาด ๓๘๗ × ๕๐๒ เซนตเิ มตร มชี ื่อวา “ตรวจยามกลางคนื ”
ไวบางแลววาลักษณะเดนของผลงาน (The Night Watch) ลักษณะผลงานเปนศิลปะรูปลักษณ (Figurative Art) เปนรูปทรงจริงตามธรรมชาติ กลาวคือ
เปน อยา งไรมกี ารจดั องคป ระกอบศลิ ป กลุมของคนมีความเหมือนจริง ท้ังรูปทรงและเงาในเวลาคํ่าคืน ศิลปนแสดงออกทางสุนทรียภาพท่ีเกิดจากความรูสึก
อยา งไร ประทับใจ ถา ยทอดออกมาเปนรปู แบบงานเขียนทีง่ ดงามดว ยสีและแสงเงา

ด้านเน้ือหา

เนื้อหาในภาพจัดเปนเนื้อหาเพ่ือสังคม ศิลปนตองการบรรยายเรื่องราวท่ีเกิดขึ้นจริงในชุมชน โดยนําเหตุการณ
ที่ดูเปนปกติ คือ การเตรียมตัวของกลุมยามรักษาการณมานําเสนอ เปนเรื่องราวของกลุมยามรักษาการณที่กําลัง
จัดแถว และมหี วั หนา ชดุ กําลงั เดนิ คยุ กับผูช ว ย ศลิ ปน ตอ งการจะสอื่ วา ความสงบเรยี บรอยทส่ี ังคม หรือการท่ผี คู นมี
นกั เรยี นควรรู ชีวิตท่ีเปนปกติสุขน้ัน สวนหน่ึงเกิดจากการทําหนาท่ีดูแลสังคมของคนกลุมหนึ่งท่ีเรียกวา “ยามรักษาการณ” ท่ีคอย
ทําหนาทต่ี รวจตราเหตุการณในยามคํา่ คนื
ตรวจยามกลางคืน ภาพนีก้ ลมุ ยาม
รักษาการณท่ีกรุงอัมสเตอรดัมวาจาง ด้านคุณคา ในผลงานทศั นศลิ ป

ใหแรมบรังด ฮารเมนซูน ฟาน ไรยน ศิลปนสรางสรรคผลงาน “ตรวจยามกลางคืน” ท่ีดูแลวสื่อความหมายไดตรงตามวัตถุประสงค โดยเน้ือหาเปน
เปนจิตรกร เปนภาพเหมือนบุคคล เหตุการณจริง เปนภาพเหมือนของบุคคล จึงเลือกใชรูปทรงเหมือนจริงตามธรรมชาติ การเลือกใชทัศนธาตุเนนท่ี
หรือภาพแบบ Portrait ภาพนี้เขาได แสงเงาและสี ซ่ึงศิลปนเลือกใชบรรยากาศท่ีมืดสลัว เพ่ือส่ือความหมายถึงชวงเวลายามราตรี มีการคุมโทนสีใหเปน
ลกั ษณะเดียวกนั ตลอดท้งั ภาพ
กําหนดจุดเดนอยูที่รอยเอกฟรังส การจัดองคประกอบศิลป เนนใหมีความเปนเอกภาพ ใหมีกลุมคนกลุมเดียวอยูรวมกัน แตถวงนํ้าหนักดานซาย
แบนนิง คอค สวนคนอ่ืนๆ ใหความ และดา นขวาใหสมดุล การใหส ี รูปของคน รวมทงั้ เนื้อหาโดยรวมสอดรบั กลมกลนื กันดี จดุ สนใจอยูบ ริเวณกลางภาพ
สําคัญลดหล่ันกันออกไป โดยใหแสง ท่ีศิลปนใชแ สงสวางจับตอ งมากท่สี ดุ

เทคนิคในการนําเสนอ ศิลปนไดเปลี่ยนวิธีการนําเสนอ แทนที่จะเปนนําทุกคนมายืนรวมกัน เปนทาทางนิ่งๆ
จับท่ีใบหนาของแตละคนและฉาก แตใหทุกคนแสดงอิริยาบถตางๆ ตามที่เปนอยูจริง ทําใหดูแลวมีความรูสึกวามีความเคล่ือนไหว ทําใหภาพมีชีวิตชีวา
หลงั มืดสลวั ซึ่งการใหแ สงในลักษณะ การใหแ สงเปน แบบเนน บางจดุ (Spot Light) โดยเฉพาะใบหนา ของแตล ะบคุ คล และเลอื กใชบ รรยากาศทม่ี ดื สลวั เพอ่ื สอ่ื
นี้ถือเปนลักษณะเดนของเขา แตเมื่อ ชว งเวลาของเหตุการณ

ผลงานเสร็จแลว กลุมคนผูจางกลับ ๗๐
เห็นวาภาพไมมีความโดดเดน มองดู
มืดมัว เม่ือนาํ ไปตดิ ทศี่ าลาประชาคม
เมอื งอมั สเตอรด มั กถ็ กู ทง้ิ ไวอ ยา งขาด
การดูแลนานนับรอยป จนภาพชํารุด
เสียหายหลายแหง คน 2 คน ทางดานขวาของภาพถูกตัดออก จนภายหลงั เม่ือผคู นเขาใจ
ถึงผลงานของเขา จึงเห็นถึงอัจฉริยภาพของเขาในผลงานชิ้นนี้ และไดทําการฟนฟูบูรณะ
ภาพจนสมบรู ณ ปจ จบุ นั ผลงานตรวจยามกลางคนื ถกู เกบ็ รกั ษาและตง้ั แสดงอยทู พ่ี พิ ธิ ภณั ฑ
ไรก กรงุ อมั สเตอรด ัม ประเทศเนเธอรแลนด

70 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

ตัวอยางท่ี ๓ จันทรเ จา ขอขาวขอแกง อธิบายความรู

ด้านรูปแบบ ครคู ดั เลือกนักเรยี น 2-3 คน ทยี่ งั
ไมไดปฏิบตั ิกิจกรรมในตัวอยา งท่ี 1
ศิลปนไดสรางสรรคผลงานช้ินน้ี สรางข้ึนมาต้ังแต และ 2 ออกมาอธิบายเกยี่ วกบั
พ.ศ. ๒๕๑๘ เปนงานจิตรกรรมสีนา้ํ มันบนผนื ผาใบขนาด แนวทางการวิเคราะหผ ลงาน
๑๓๗ x ๑๕๔ เซนตเิ มตร รปู แบบเปน ศลิ ปะกง่ึ ไรร ปู ลกั ษณ ทศั นศลิ ปตามตวั อยา งท่ี 3
หรือก่ึงนามธรรม (Semi - Figurative Art) โดยศิลปน
ไดนํารูปทรงธรรมชาติมาดัดแปลงใหดูแตกตางออกไป นกั เรยี นควรรู
จากความเปน จรงิ แตโ ดยรวมแลว สามารถสอ่ื สารกบั ผชู ม
ไดในทันที ภาพตองการสื่อความหมาย กระตุนความคิด จันทรเจาขอขา วขอแกง
ของผูชมแทนการสอ่ื ดว ยความงาม เปนผลงานของประเทือง เอมเจริญ
ทนี่ าํ ออกแสดงในนิทรรศการเมื่อ
ดา้ นเนื้อหา “จันทรเจาขอขาวขอแกง” (พ.ศ. ๒๕๑๘) ผลงานของ เดอื นตลุ าคม พ.ศ. 2518 ที่หอศลิ ป
ประเทือง เอมเจริญ เทคนิคภาพวาดสนี ้ํามันบนผนื ผาใบ พีระศรี กรงุ เทพมหานคร ผลงาน
ศลิ ปน นาํ บทกลอนทค่ี นไทยรจู ักกนั ดที วี่ า “จันทรเอย ชิน้ น้ี บางคนกต็ คี วามวา ศิลปนนาํ
จันทรเจาขอขาวขอแกง” มาเปนแนวคิดในการนําเสนอ ดวงจันทรม าใชเ ปนสญั ลักษณแ ทน
เร่ืองราวท่ีสะทอนภาพสังคมในชวงเวลาขณะน้ัน เกิด ความเมตตา เปน การเรยี กรองให
ปญ หาเศรษฐกจิ สนิ คา ขาดแคลน มรี าคาสงู ผคู นอดอยาก ผูค นในสังคมไทยมคี วามเมตตาชว ย
ศิลปนใชเด็กที่ดัดแปลงรูปทรงใหหัวโต ตัวผอม พุงโร เหลอื เกอ้ื กลู กนั ถา เราไมช ว ยเหลอื กนั
กระดูกรูปรางบิดเบ้ียวจากความเปนจริง ส่ือใหเห็นถึง ความหวังกเ็ หมอื นจานขาวที่วาง
ความอดอยาก ภาพเด็กเปนตัวแทนของคนยากจนท่ีไมรู เปลา อีกนัยหนงึ่ กเ็ หมือนการประชด
จะไปขอความชวยเหลือจากใคร จงึ ตอ งขอจากพระจนั ทร ประชนั วา ถา ไมมีใครชวย ผทู ุกขย าก
โดยหวังวาพระจันทรจะชวยได อยางกลอนที่ทองกันมา ตองไปขอจากพระจันทรเทา น้นั
เนอ้ื หาของภาพผชู มสามารถเขา ใจไดง า ย วา ศลิ ปน ตอ งการ ซงึ่ เปน ผลงานทศั นศลิ ปช ้นิ หน่ึง
จะสือ่ ถงึ สิง่ ใด ที่ไดรบั การวิพากษ วิจารณพอสมควร
ในชวงเวลาน้ัน บางคนกใ็ หท ศั นะวา
ด้านคุณคา ในผลงานทัศนศลิ ป ศลิ ปน ส่อื ความหมายตรงเกนิ ไป
จนผชู มไมไ ดจ นิ ตนาการ หรือคนหา
ศลิ ปน สรา งสรรคผ ลงาน “จนั ทรเ จา ขอขา วขอแกง” ไดต รงตามชอ่ื ของภาพอยา งทต่ี ง้ั วตั ถปุ ระสงคไ ว คณุ คา ของผลงาน ความคิด แตบ างคนกเ็ ห็นวาเปน
อยูทกี่ ารส่ือความคดิ ใหผชู มไดตระหนกั ถึงความเดอื ดรอ นของผูคนในสังคม ท้ังท่ีรอบตัวของเดก็ ไมมีสิง่ ใดเลย แมแ ต แนวศิลปะเพื่อชีวิต ดูแลวเขาใจงา ย
เสือ้ ผา แตสงิ่ ท่ีขอ คอื อาหารเพือ่ ประทังชีวิต ทัศนธาตทุ น่ี าํ มาใชท ี่โดดเดนจะเปนเสน สี แสงเงา รูปราง และรปู ทรง เขา ถึงผชู มไดด ี
โดยเฉพาะการใชส ที ่ีดแู ลวทําใหเ กิดความรูสึกเศราและรนั ทดใจ

ในการจัดองคป ระกอบศิลป ศลิ ปนไดนาํ เสนอจดุ เดนของภาพเพยี งจุดเดียว คือ รูปทรงของเด็กหัวโตกับจานขาว
มีการใหแสงเงาเพิม่ ความสวางในบริเวณดังกลาวเพือ่ ใหเปนจดุ สนใจ การเลือกใชสี การบอกเลา เนอ้ื หา ความหมายที่
ตอ งการสอื่ มีความเปนเอกภาพ ผูชมดูแลว เขา ใจงา ย แมจ ะเปนภาพแบบกึ่งนามธรรมก็ตาม การจัดวางภาพหลักจัดไว
ตรงกลางอยา งโดดเดน และมรี ปู วงกลมอยทู างซา ยเปน แบบเกาะกลมุ กนั ชว ยทาํ ใหภ าพมคี วามสมดลุ ขณะทกี่ ารเลอื ก
ใชสีตําแหนงของแสงเงา รูปทรงท่ีใชเพ่ือสื่อความหมายก็มีความกลมกลืนสอดรับกันดี การจัดวางองคประกอบตางๆ
ทาํ ไดด ี ชว ยทาํ ใหภาพนมี้ ีคุณคาในทางทศั นศลิ ปทดี่ ูแลวไดท งั้ ความประทับใจและใหแ งค ิดแกส ังคม

@ มมุ IT ๗๑ นกั เรียนควรรู

สามารถศึกษาเพม่ิ เติมเกย่ี วกบั ประวัตขิ องประเทอื ง เอมเจรญิ ไดจ าก ประเทอื ง เอมเจรญิ ศลิ ปน แหง ชาติ
http://www.dooqo.com/dooqo_page.php?sub_id=3319 สาขาทศั นศิลป (จิตรกรรม) ประจําป
พ.ศ. 2548 ศลิ ปนผูสรางสรรคผลงาน
ทัศนศิลปในรูปแบบการผสมผสาน
ระหวางส่ิงท่ีรับรูจากธรรมชาติและ
อารมณค วามรสู กึ ของตนเองเปน หลกั

คูม อื ครู 71

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand Evaluate

Engage Explore Explain

ขยายความเขาใจ (ยอจากฉบับนกั เรยี น 30%)

ใหนักเรียนจับคูกัน แลววิเคราะห กจิ กรรม ศลิ ปป ฏิบัติ ๔.๒
ผลงานทศั นศลิ ปใ นดา นรปู แบบเนอื้ หา
และคุณคา โดยเปนผลงานทัศนศิลป กจิ กรรมที่ ๑ ครเู ชิญผูรูมาบรรยายและสาธติ การวเิ คราะหผลงานทศั นศิลปใหนกั เรียนไดศกึ ษา หรอื หาตัวอยา ง
ในคขู องตน 1 ชน้ิ และของศลิ ปน 1 ชน้ิ กจิ กรรมที่ ๒ การวิเคราะหผ ลงานทศั นศิลปจ ากแหลงเรียนรตู างๆ มาใหน กั เรียนไดศ ึกษาเพ่ิมเติม
เสร็จแลวนําผลงานสงครผู ูส อน ใหนกั เรยี นจับคกู ัน แลววเิ คราะหรูปแบบ เน้ือหา และคณุ คา ในผลงานทัศนศิลปจ ํานวน ๒ ช้นิ
กิจกรรมที่ ๓ โดยวิเคราะหผลงานทัศนศลิ ปข องตนเอง ๑ ชิน้ และผลงานท่ีผอู ่ืน หรอื ทีศ่ ิลปินสรางสรรคขึ้น ๑ ช้ิน
ตรวจสอบผล แลว นําผลงานการวิเคราะห สงครูผสู อน

1. ครพู ิจารณาจากการวิเคราะห จงตอบคําถามตอ ไปนี้
รปู แบบ เนื้อหาและคุณคา ของ ๑. เพราะเหตุใดเราจึงตองรูจกั วิเคราะหผ ลงานทศั นศิลป
ผลงานทัศนศิลปของตนเอง ๒. เน้�อหาที่ปรากฏอยูในผลงานทัศนศิลป ถานํามาจัดหมวดหมู จะสามารถแยกไดเปนก่ีประการ

2. ครูพจิ ารณาจากการวิเคราะห ซ�งึ ประกอบดว ยสิง� ใดบาง
รูปแบบ เน้อื หา และคณุ คา ของ ๓. จงวิเคราะหถึงความสัมพันธระหวางรูปแบบ เน�้อหา และคุณคาที่อยูในผลงานทัศนศิลปวา
ผลงานทศั นศลิ ปข องศิลปน
มีความเชอื่ มโยงกันอยา งไร

เกร็ดแนะครู การศึกษาเรียนรูเก่ียวกับทัศนศิลป นอกจากจะเรียนรูทักษะปฏิบัติเพ่ือนําไปใชสรางสรรคผลงาน

(แนวตอบ กิจกรรมศิลปป ฏิบตั ิ 4.2 ทศั นศลิ ป ความรทู จ่ี าํ เปน อกี ประการหนงึ่ คอื การรจู กั คดิ วเิ คราะหผ ลงานทศั นศลิ ป โดยตอ งใหม คี วามรทู สี่ ามารถ
กจิ กรรมที่ 3 จะบรรยายไดว า ผลงานทศั นศิลปช ้ินน้นั ๆ มรี ูปแบบใด เน้อื หาสาระของผลงานเปนเชนใด และมีคณุ คา อยา งไร
ซึ่งความรูท่ีไดนี้สามารถจะนําไปใชวิเคราะหทั้งผลงานของตนเอง ผลงานท่ีผูอื่นสรางสรรค และผลงานของ
1. จะชว ยทาํ ใหน กั เรยี นสามารถชม ศลิ ปน ทา นอนื่ ๆ อนั จะเปน ประโยชนต อ การเกดิ ความรู ความเขา ใจ และนาํ ไปใชพ ฒั นาผลงานทศั นศลิ ปข องตน
ผลงานทศั นศลิ ปด ว ยความเขา ใจ ใหม คี ุณภาพไดมากย่ิงขึ้น
มากขึ้น เพราะสามารถส่ือถึง
รูปแบบ เนื้อหา และคุณคาของ ๗๒
ผลงานช้ินน้ัน นอกเหนือจาก
ดานความงามเพียงอยางเดียว แหสลดกั งฐผานลการเรยี นรู
รวมท้ังยังสามารถนําความรูไป
บรรยายใหผูอ ื่นเขา ใจไดอีกดวย 1. ผลงานทัศนศิลปแบบใดแบบหน่ึงที่เปนศิลปะแบบรูปลักษณ
หรอื ศิลปะแบบไรรูปลกั ษณ หรือศิลปะแบบก่งึ ไรร ูปลกั ษณ
2. แยกเปน 2 ประเภทใหญๆ ไดแ ก
เน้ือหาสวนตัวและเน้ือหาเพื่อ 2. การวิเคราะหผลงานทัศนศิลปของนกั เรยี นและของศลิ ปน
สงั คม

3. ดูท่ีความเปนเหตุเปนผลในตัว
ผลงานเชน รปู แบบเปน ศลิ ปะแบบ
ไรรูปลักษณ เน้ือหาก็ควรเปน
เรื่องราวที่เปนนามธรรม และ
คณุ คา ของผลงานเมอื่ ไดเ หน็ แลว
ผชู มสามารถใชจ นิ ตนาการ
ตีความดว ยตนเองได)

72 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Engage

Explore Explain Elaborate Evaluate

เปา หมายการเรยี นรู

ระบอุ าชพี ทเ่ี กย่ี วขอ งกบั งาน
ทศั นศลิ ปแ ละทักษะทจี่ ําเปน
ในการประกอบอาชีพ

๕ กระตนุ ความสนใจ

หนว ยที่ ครพู ดู คุยกับนักเรียนเก่ยี วกับ
ทศั นศิลปก บั การประกอบอาชพี ตลาดนดั ทส่ี ําคัญๆ เชน ตลาดนดั
ผลงานทัศนศิลปที่มนุษยสรางสรรคขึ้น นอกจากจะ จตุจกั รท่กี รงุ เทพมหานคร
ตัวชว้ี ดั ตลาดไนทบ าซารที่ จ.เชยี งใหม
นาํ ไปใชเ พอ่ื ตอบสนองความตอ งการทางดา นรา งกายและจติ ใจ ตลาดนํ้าอัมพวาท่ี จ.สมุทรสงคราม
■ ระบุอาชีพที่เกี่ยวข้องกับงานทัศนศิลป์และทักษะที่จำาเป็น เปน ตน หรือตลาดนัดทสี่ าํ คญั
ในการประกอบอาชพี (ศ ๑.๑ ม.๓/๑๐) ในจงั หวดั จากนน้ั ครตู ง้ั คาํ ถาม
กระตุนความสนใจของนักเรยี น ดังนี้
แลว ผทู รี่ กั และสนใจในงานทศั นศลิ ปย งั สามารถนาํ ไปประยกุ ต
• มีสินคาใดบางที่เปนผลงานทาง
ใชในการประกอบอาชีพไดอีกดวย ไมวาจะเปนการผลิตผลงาน ดานทศั นศิลป

สาระการเรียนรแู กนกลาง ออกมาจาํ หนา ยในรูปแบบตา งๆ โดยตรง หรอื นําไปประยกุ ตใชกับ • สนิ คา ดงั กลาวไดร บั ความสนใจ
งานอื่นๆ เพื่อสรางความพงึ พอใจใหแ กผบู รโิ ภค การศกึ ษาเกีย่ วกบั จากผูซ้อื มากนอยเพียงใด
■ การประกอบอาชพี ทางทัศนศลิ ป์ ทศั นศลิ ปท น่ี าํ มาใชก บั การประกอบอาชพี จะทาํ ใหม องเหน็ คณุ คา และ
เกรด็ แนะครู
เขา ใจแนวทางในการเลอื กประกอบอาชพี โดยใชค วามรทู างทศั นศลิ ปไ ด
การเรยี นการสอนในหนว ยนี้ ครคู วร
อยางถกู ตอ งเหมาะสม อธิบายใหน ักเรยี นฟงวา มอี าชีพ หรอื
สนิ คา จํานวนมากที่ตองนาํ ความรู
ทางดา นทัศนศลิ ปไ ปประยุกตใช
โดยตรง เชน การเขยี นภาพเหมอื น
การวาดรปู เพอ่ื ประดบั ตกแตง การทาํ
ผลงานประติมากรรม การผลิตสินคา
แฮนดเ มด (Handmade) เปน ตน หรอื
โดยออม เชน การวาดลวดลายลงบน
เครื่องเซรามิก การทาํ ปายโฆษณา
ประชาสัมพนั ธ เปนตน

คูมือครู 73

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explore

Engage Explain Elaborate Evaluate

สํารวจคนหา (ยอ จากฉบับนกั เรยี น 30%)

ใหนักเรียนสังเกตสภาพแวดลอมท่ี ñ. ·ÈÑ ¹ÈÅÔ »Š¡ÑºªÇÕ µÔ »ÃШÓÇѹ
อยรู อบตวั แลว เกบ็ ขอ มลู มาพจิ ารณาวา
มสี ง่ิ ของใดบา งทเ่ี ปน ผลงานทศั นศลิ ป การสรางสรรคผลงานทัศนศิลปของมนุษย
หรือเกิดจากการนําความรูทางดาน เรม่ิ มีขนึ้ นับต้งั แตย คุ หินเกา (Paleolithic Age) หรอื เมอื่
ทศั นศิลปไ ปใชป ระโยชน ประมาณ ๑๕,๐๐๐ ป กอ นครสิ ตกาล โดยปรากฏหลกั ฐาน
เปนภาพวาดบนผนังถํ้าและงานแกะสลักเครื่องมือหิน
นักเรยี นควรรู อันประณีต ซึ่งแสดงใหเห็นถึงวิวัฒนาการของมนุษย ตวั อยา่ งภาพจติ รกรรมรปู สตั วท์ อ่ี ยใู่ นถา้ำ ลาสโ์ กซ ์ (Lascaux Cave) ทาง
ดานศิลปะไดเปนอยางดี กลาวคือ จากกอนหินธรรมดา ตอนใต้ของประเทศฝรง่ั เศส สันนษิ ฐานว่าวาดโดยมนุษยโ์ ครมันยอง
ถ้าํ ลาสโกซ (Lascaux Cave) ไดมีการสรางสรรคดัดแปลงใหเปนเครื่องมือเครื่องใช
ตั้งอยบู ริเวณหบุ เขาทางตะวันตก สําหรับการลาสัตวที่มีรูปทรง มุงเนนประโยชนเพ่ือการ
เฉยี งใตข องประเทศฝร่ังเศส สาํ รวจ ใชส อยเปน หลกั ตอ มาจงึ พฒั นาไปสกู ารออกแบบตกแตง
พบเม่ือป ค.ศ. 1940 ภายในถํา้ รปู ทรง ประดบั ลวดลายตา งๆ ใหม คี วามสวยงามมากยงิ่ ขนึ้
มภี าพวาดจติ รกรรมสมยั กอน ซึ่งเปนการนําความรูทางดานทัศนศิลปมาใชใหสัมพันธ
ประวัตศิ าสตร มีอายตุ ัง้ แต 15,000 กบั การดาํ เนนิ ชวี ติ ประจาํ วนั หรอื ทเ่ี รยี กวา “ประยกุ ตศ ลิ ป”
กอ นครสิ ตศ ักราช เปน ภาพวาด (Applied Art)
รปู สัตวใ นลักษณะตา งๆ ซง่ึ เปน
รูปทีว่ าดข้นึ อยา งงา ยๆ ไมมีความ
สลบั ซบั ซอ นมากนัก เชน มา กวาง
กระทงิ วัว เปน ตน และภาพวาด
อื่นๆ อีกประมาณ 2,000 ภาพ วัสดุ
ที่นํามาใชเขียนน้ันจะใชไขมันสตั ว
และดนิ สีตางๆ มาเปน อุปกรณใน
การวาดภาพ

นักเรียนควรรู ปัจจุบนั เทคนิค วิธกี ารทางดา้ นทัศนศิลปไ์ ดถ้ ูกนำามาใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง เพ่อื สรา้ งความประทับใจให้กบั ผู้บริโภค

ประยุกตศ ิลป (Applied Art) ๗4
ผลงานทัศนศิลปที่สรางสรรคขนึ้ เพอื่
ตอบสนองประโยชนใชสอย หรือ
เพอ่ื นาํ ไปใชป ระโยชนใ นชวี ติ ประจาํ วนั
เปน สง่ิ สาํ คญั มากกวา มงุ ความงามทาง
ศลิ ปะ ซงึ่ ประกอบไปดว ยมณั ฑนศลิ ป
(Decorative Art) อุตสาหกรรมศิลป
(Industrial Art) พาณชิ ยศลิ ป
(Commercial Art) หตั ถศลิ ป (Crafts)
และการออกแบบ (Design)

74 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

การดําเนินชีวิตประจําวันของมนุษยมีความ ผลงานประติมากรรมท่ีนำามาประดับตกแต่งสวนสาธารณะ ช่วยเพ่ิม อธบิ ายความรู
เก่ียวของกบั สภาพแวดลอ ม ในธรรมชาตมิ สี ่งิ ตา งๆ ทั้งที่ ความนา่ สนใจให้กับส่ิงแวดล้อมและตอบสนองความงดงามทางจิตใจ
มองเห็นและสัมผัสไดดวยประสาทสัมผัสของมนุษย ซ่ึง ใหนกั เรียนรว มกนั อภปิ รายวา
เปน ทง้ั แหลง ความรแู ละแรงบนั ดาลใจใหม นษุ ยส รา งสรรค • ในการดาํ เนินชวี ติ ประจาํ วัน
ส่ิงตางๆ เพื่อพัฒนาชีวิตใหมีความสะดวกสบาย โดย
นอกจากจะตอบสนองความตอ งการทางดา นรา งกายแลว ของเราเก่ยี วขอ งกับผลงาน
ยังคํานึงถึงความสวยงามเพื่อตอบสนองความตองการ ทัศนศิลปอยางไร
ทางดานจิตใจอีกดว ย โดยใหน กั เรยี นยกตวั อยา งประกอบ

ทัศนศิลปชวยใหมนุษยมีโอกาสแสดงผลงาน เกร็ดแนะครู
โดยผา นเสน สี รูปรา ง รปู ทรง ฯลฯ โดยนาํ มาจัดวางให
มีความสวยงามและเกิดประโยชนใชส อย การแสดงออก ครคู วรอธิบายเสริมใหน ักเรยี น
ดังกลาวจะตองอาศัยความคดิ สติปญญา อันเปนพน้ื ฐาน เขา ใจวา รูปลกั ษณแ ละสสี ันท่ีสะดดุ
ของงานทัศนศลิ ปท ั้งสิน้ ดังนัน้ ทศั นศลิ ปจงึ เปน ส่ิงที่ให ตาเปนปจ จยั ดึงดูดลําดบั แรกๆ ท่ี
คุณคาท้ังดานอารมณและจิตใจ เปนสิ่งท่ีมีความประณีต ชว ยเรา ความสนใจใหกบั มนษุ ย
ละเอียดออน งดงาม และชว ยยกระดบั จิตใจของมนุษย ดวยเหตนุ ้ี ในการออกแบบผลติ ภณั ฑ
หรอื การประดบั ตกแตง นอกจากจะ
การออกแบบห้อง โดยใช้ภาพศลิ ปะและสสี นั มาตกแตง่ ช่วยให้ห้องดูน่าพกั อาศัยอยา่ งมคี วามสุข เป็นตวั อยา่ งหนง่ึ ทีม่ นุษย์ได้นาำ ความร้ทู างดา้ น ใหม คี ุณคาทางดานการใชส อยแลว
ทัศนศิลป์มาประยกุ ต์ใช้กบั การดำาเนินชวี ิตประจาำ วนั ผูผลิตยงั ใหค วามสําคญั กับการทําให
ผูบ รโิ ภคเกดิ ความประทับใจต้ังแต
แรกเห็นดว ย โดยเราจะสงั เกตไดวา
รอบๆ ตวั เรา ลว นมกี ารนาํ เอาความรู
ทางดา นทศั นศลิ ปม าประยกุ ตใ ช
ทัง้ สิน้ ไมว าจะเปนรูปแบบและสีสัน
ของรถยนต รูปรางของโทรศพั ท
มือถอื การประดับตกแตง รา นคา
รปู ลกั ษณข องบรรจภุ ณั ฑ ปา ยโฆษณา
อาหาร และอนื่ ๆ อีกมากมาย ดงั นน้ั
งานทศั นศลิ ปจ งึ มีบทบาทกับชีวติ
ประจําวนั ของเราอยางมาก ซง่ึ มีงาน
อยางหลากหลายท่เี ปดโอกาสใหผูทม่ี ี
ฝม ือทางทัศนศลิ ป สามารถเลือกนาํ
ไปประกอบอาชพี ได

๗๕ นักเรียนควรรู

มนษุ ยสรา งสรรคสิง่ ตางๆ เพือ่
พัฒนาชีวิตใหมีความสะดวกสบาย
การท่ีมนุษยรจู กั สรางสรรคและรูจกั
ดัดแปลงส่ิงตางๆ ที่มีอยูในธรรมชาติและส่ิงแวดลอมมาประยุกตใหสอดคลอง
กับวิถีการดําเนินชีวิต นับเปนความสามารถของมนุษยที่รูจักพัฒนาชีวิตใหมี
ความสขุ สะดวก สบาย คณุ คา ของงานทศั นศลิ ปท น่ี าํ มาประยกุ ตใ ชใ หเ หมาะสม
สิ่งที่สาํ คัญทีส่ ุด คอื เพอ่ื ตอบสนองความตอ งการทางกาย เพ่อื ประโยชนใ นการ
ดํารงชีวิต นอกจากจะเนนในเรื่องประโยชนใชสอยและความงามแลว ยังคํานึง
ถึงความสขุ ทางดา นจติ ใจอีกดว ย

คูมือครู 75

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Explore
Explain

Engage Expand Evaluate

สํารวจคน หา (ยอจากฉบับนักเรยี น 30%)

ใหนักเรยี นสืบคนขอ มูลเกี่ยวกบั ò. ·ÑȹÈÔÅ»¡Š Ѻ¡ÒûÃСͺÍÒªÕ¾
ความสําคญั ของสินคาทางดา น
ทศั นศลิ ปใ นปจ จบุ นั และทกั ษะพน้ื ฐาน ในอดีตสังคมไทยเปนสังคมเกษตรกรรมที่มี
ของผูทจ่ี ะประกอบอาชีพทางดาน การผลติ และการบรโิ ภคหมุนเวยี นภายในชมุ ชนเปน หลกั
ทัศนศิลป จากการสัมภาษณ สืบคน โดยความงามทางดา นทศั นศลิ ปไดถ กู นาํ เขา ไปผสมผสาน
ขอมูลจากเว็บไซตในอนิ เทอรเ น็ต กบั สง่ิ ของเครอื่ งใชต า งๆ ตามความพงึ พอใจ หรอื รสนยิ ม
และแหลงการเรียนรูตา งๆ ของคนในชุมชน โดยเลือกใชว สั ดุ อุปกรณท หี่ าไดภ ายใน
ทอ งถน่ิ ซงึ่ สามารถสงั เกตไดจ ากสงิ่ ตา งๆ เชน เครอ่ื งมอื
อธบิ ายความรู ท่ีใชประกอบอาชีพ การสรางอาคารบานเรือน เคร่ือง
ประดับตกแตง สง่ิ ของเครือ่ งใชใ นชีวติ ประจาํ วนั เปน ตน
ใหน ักเรียนอภปิ รายถึงความสําคัญ
ของสนิ คาดา นทัศนศิลปว า มีลักษณะ ปจจุบันสังคมไทยไดมีการพัฒนาไปสูสังคม
เปนอยางไร แนวโนมสินคาประเภทน้ี พาณิชยกรรมและสังคมอุตสาหกรรม การผลิตส่ิงของ
การขยายตัวของตลาดเปนอยางไร เพื่อการอุปโภคและบริโภคในครัวเรือนพัฒนาไปสูการ
และทักษะพื้นฐานท่ีผูจะไปประกอบ ผลติ ในจาํ นวนทมี่ ากขน้ึ เพอ่ื จาํ หนา ย ซง่ึ การขยายตวั ทาง
อาชีพตองมี โดยครชู วยเสริมขอมูล เศรษฐกิจทําใหมีผูผลิตจํานวนมากท่ีผลิตสินคาประเภท ความสวยงามและความละเอยี ดประณตี มสี ว่ นสาำ คญั อยา่ งมากทท่ี าำ ให้
เดียวกนั เพอื่ ตอบสนองความตองการของผูบรโิ ภค กอให ผลงานทัศนศลิ ปเ์ ป็นทีย่ อมรับของตลาด
เกร็ดแนะครู เกิดการแขงขันทางการคา ดังนั้น จึงมีความจําเปนท่ีผูผลิตจะตองพยายามสรางความพึงพอใจใหกับผูบริโภค
โดยรูปลักษณข องสินคาและบรรจภุ ณั ฑลวนเปน ปจ จยั สําคญั ที่ชวยดึงดดู ความสนใจของลกู คา ใหมาซือ้ สนิ คา ดงั นั้น
ครูอาจเสริมขอ มลู เก่ียวกบั ตลาด สินคานอกจากจะตอบสนองดานประโยชนการใชสอยแลว ความสวยงามทางดานรูปทรง สีสันก็มีอิทธิพลตอ
สินคาทางดานทศั นศิลปว า ตลาด การตดั สินใจซ้อื ผลิตภณั ฑนนั้ ๆ อีกดว ย
ยังขยายตัวอยางตอ เนอ่ื ง แตต อ ง
เปน สินคา ทมี่ รี าคาไมสงู มากและ
ตอ งหมั่นพัฒนาสินคาใหมีความ
แปลกใหมอยเู สมอ ซ่งึ ความแปลก
ใหมจ ะชวยดึงดูดผซู ้อื การทาํ ตลาด
นอกจากวางขายตามตลาดนัดแลว
ปจ จุบันยังนิยมซอื้ ขายออนไลน
ผา นทางอนิ เทอรเ นต็ อกี ดว ย

นักเรียนควรรู สนิ ค้าด้านทัศนศิลปม์ ีรปู แบบหลากหลายและตลาดยังเปิดกว้างสาำ หรบั ผู้ทจ่ี ะยดึ ไปประกอบเป็นอาชีพ ทง้ั ในฐานะเป็นผ้ผู ลติ และผ้จู ัดจำาหน่าย

พาณิชยกรรม การดําเนินธุรกิจที่ ๗๖
เกย่ี วขอ งกบั การคา ขาย ไมว า จะเปน
พอคาคนกลางที่อยูในชวงของการ @ มุม IT
จดั จาํ หนา ยสนิ คา ไปยงั ผบู รโิ ภค หรอื
พอคาปลีกและสงขายสินคาใหกับ สามารถนําสินคาทางดานทัศนศิลปและสินคาอ่ืนๆ ไปโฆษณาขาย
ผบู รโิ ภค เชน หา งสรรพสนิ คา รา นคา ไดท ่ี http://www.shopping2online.com/index.php
สหกรณ รา นขายของชํา เปน ตน

76 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

สงิ่ ของเครอื่ งใชใ นชวี ติ ประจาํ วนั จงึ ตอ งมกี าร อธิบายความรู

ออกแบบสรางสรรคใหมีความงดงามในดานตางๆ ดวย ครใู หน กั เรยี นอธบิ ายขอ มลู เกยี่ วกบั
ทกั ษะพน้ื ฐานทผ่ี จู ะไปประกอบอาชพี
ความคดิ และจินตนาการของผสู รางสรรค ซงึ่ ผูท ่สี ามารถ ทางดานทัศนศิลปตองมี โดยครูชวย
เสรมิ ขอ มูล
จะสรางสรรคไดดีและมีประสิทธิภาพนั้น จะตองเปนผูที่
เกรด็ แนะครู
มคี วามรู มปี ระสบการณ หรอื มคี วามรทู างดา นทศั นศลิ ป
ครูควรอธบิ ายใหน ักเรยี นเขา ใจวา
โดยตรง ดังนั้น การศึกษาเรียนรเู ก่ยี วกับวิชาศลิ ปะ หรือ การมคี วามรอบรใู นงาน หรืออาชพี
ทตี่ นทํา ยอมจะทําใหประสบความ
ทัศนศลิ ป นอกจากจะไดร ับความรู ความเขา ใจเก่ยี วกบั สําเรจ็ ไดไ มย าก ดังน้นั ผูที่จะไป
ประกอบอาชีพทางดานทัศนศิลป
ศาสตรแ หง ความงาม มองเห็นคุณคา แหง ธรรมชาตแิ ละ กต็ อ งพยายามฝก ฝนตนเอง เพม่ิ พนู
ประสบการณ เพ่อื ใหมีความรูท าง
สิ่งแวดลอมแลว ยังสามารถนําความรูไปประยุกตใชใน การสรา้ งสรรคผ์ ลงานอยา่ งสมา่ำ เสมอ จะทาำ ใหเ้ กดิ ความเชยี่ วชาญและ ดา นทศั นศลิ ปอ ยางถองแท เพราะจะ
การประกอบอาชพี ไดอ กี ดว ย มปี ระสบการณ์ในการสร้างสรรคผ์ ลงานทัศนศลิ ป์ สามารถสรา งสรรคผลงานออกมาได
ประทับใจผูซ ื้อ ดงั คํากลาวท่ีวา
ทั้งน้ี บุคคลที่จะประกอบอาชีพทางดาน “อันความรรู กู ระจางแตอ ยา งเดยี ว
แตใหเชีย่ วชาญเถดิ คงเกิดผล”
ทัศนศลิ ปใหป ระสบความสาํ เรจ็ จาํ เปน ตอ งอาศัยทักษะพืน้ ฐานทีเ่ หมือนกันหลายประการ ไดแก
๑) มคี วามรทู างดา นทศั นศลิ ป์ หมายความวา จะตอ งมคี วามรใู นการสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปท จี่ ะปฏบิ ตั ไิ ด

อยางลุมลึก มีประสบการณตรง รูเทคนิควิธีที่จะถายทอดจินตนาการของตนจากนามธรรมออกมาเปนรูปธรรมให

ผอู นื่ ไดเ หน็ หรอื สมั ผสั เขา ใจหลกั การจดั องคป ระกอบศลิ ป เพอื่ ใหส ามารถจดั องคป ระกอบของผลงานโดยรวมไดอ ยา ง

สวยงามเหมาะสม รูทฤษฎีสี รูวาสีมคี วามสําคัญตออารมณและความรูสกึ ของมนษุ ยอยางไร ตองสามารถเลอื กสีได

เหมาะสมกบั ลกั ษณะของผลงานทจ่ี ะสรา งสรรค นอกจากน้ี ยงั ตอ งขยนั หาความรเู พม่ิ เตมิ หมน่ั ตดิ ตามวทิ ยาการทางดา น

ทศั นศิลปอ ยา งสม่าํ เสมอ เพอ่ื จะไดทนั ตอ การเปลีย่ นแปลงของโลกและเทคโนโลยี

บคุ คลทจ่ี ะประกอบอาชีพทางด้านทัศนศลิ ป์ได้ประสบความสำาเร็จ ต้องมคี วามรทู้ างด้านทศั นศิลปอ์ ย่างลมุ่ ลกึ นักเรียนควรรู

การจัดองคป ระกอบศลิ ป
หรือ Composition เปนการนาํ เอา
องคป ระกอบตา งๆทางทศั นธาตมุ าจดั
วางใหม คี วามเหมาะสมลงตวั และเกดิ
ความสวยงาม ซึ่งตองคํานึงถึงความ
มีเอกภาพ ความสมดุล ความขัดแยง
สดั สว น จงั หวะ และความกลมกลนื

๗๗

นกั เรยี นควรรู

บคุ คลทจี่ ะประกอบอาชพี ทางดา นทศั นศลิ ป จาํ เปน ตอ งมคี ณุ สมบตั สิ าํ คญั คอื ตอ งเปน ผทู มี่ คี วามซอื่ สตั ย
มีวินัยในตนเอง มีความคิดสรางสรรค มีความรอบรูทางดานทัศนศิลป มีความอดทน มานะ พยายาม
มีทัศนคติที่ดีตอการประกอบอาชีพ มีมนุษยสัมพันธท่ีดีตอคนรอบขาง มีความรูพื้นฐานในการเริ่มตน
ประกอบอาชพี และมกี ารพฒั นาตนเองใหม คี ณุ ลกั ษณะเหมาะสมกบั การประกอบอาชพี ทางดา นทศั นศลิ ป

คมู อื ครู 77

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Elaborate Evaluate

อธิบายความรู (ยอ จากฉบบั นักเรียน 30%)

ครูใหน กั เรียนอธิบายขอมลู ๒) มคี วามคดิ สรา งสรรค กระบวนการทสี่ าํ คญั ทส่ี ดุ ในการสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ป คอื ความคดิ สรา งสรรค
เก่ียวกบั ทกั ษะพน้ื ฐานสาํ หรับ
ผูประกอบอาชีพทางดานทัศนศิลป ดงั นนั้ ผทู จี่ ะประกอบอาชพี ทางดา นทศั นศลิ ปจ งึ ตอ งหมนั่ ศกึ ษาคน ควา ดว ยตนเอง หรอื ดผู ลงานของผอู นื่ เปน แบบอยา ง
โดยเนน การมีความคิดสรา งสรรค
และมคี วามอดทนมานะพยายาม รจู กั ทดลอง คดิ คน เทคนคิ วธิ กี ารใหมๆ ในการทาํ งาน มคี วามมงุ มนั่ ทจี่ ะสรา งสรรคผ ลงานทเี่ ปน เอกลกั ษณข องตนขนึ้ มา

เปน ผไู มห ยดุ นง่ิ รวมทงั้ ตอ งพยายามสรา งสรรคผ ลงานออกมาอยา งสมา่ํ เสมอ เพอื่ เพม่ิ พนู ประสบการณใหก บั ตนเอง

เกร็ดแนะครู ตัวอย่างสินคา้ ท่ใี ช้ความคิดสร้างสรรคแ์ ละความรทู้ างด้านทัศนศลิ ป์มาประยกุ ต ์ ผลิตเปน็ สนิ คา้ ประเภทของท่รี ะลึกเพ่ือจาำ หนา่ ย

ครอู าจแนะนาํ วงจร PDCA หรอื ๓) มคี วามอดทน มานะพยายาม การจะประสบความสาํ เรจ็ ในการประกอบอาชพี จาํ เปน ตอ งใชเ วลา ดงั นน้ั
วงจรเดมงิ ทจี่ ะนาํ ไปสูการทาํ งานให
ประสบความสาํ เรจ็ มาใหนกั เรียนดู ผทู จี่ ะยดึ อาชพี ทางดา นทศั นศลิ ป จงึ ตอ งเปน ผทู ม่ี คี วามอดทน ไมเ ปน คนใจรอ น มคี วามมงุ มน่ั ทจ่ี ะทาํ ใหผ อู น่ื ยอมรบั

Plan : มกี ารวางแผนตามเปาหมาย ในฝม อื และผลงานของตน เม่อื พบอุปสรรคกพ็ รอ มทจ่ี ะเผชิญและแกไขปญหาโดยไมท อ ถอย
ทีไ่ ดก าํ หนดขน้ึ
Do : การปฏบิ ตั ติ ามขนั้ ตอนในแผน สําหรับอาชีพที่สามารถนําความรูทางดาน
งานที่ไดกําหนดไวอยางเปนระบบ
และตอ เนอื่ ง ทัศนศิลปไปประยุกตใชเปนอาชีพไดน้ัน ในสังคมไทย
Check : การตรวจสอบผลการ
ดําเนินงานในแตล ะข้ันตอนวา มี ปจจุบันมีอยูเปนจํานวนมาก โดยสังเกตไดจากสภาพ
ปญ หาใดเกดิ ขน้ึ บาง และจําเปน
ตองเปล่ยี นแปลงแกไ ขแผนงาน แวดลอมใกลตัว ลวนมีสินคา หรือผลงานจํานวนมาก
ในขน้ั ตอนใดหรือไม
Action : ปรับปรุงแกไขสว นทมี่ ี ทสี่ รา งสรรคข น้ึ จากความรทู างดา นทศั นศลิ ป ผทู จ่ี ะปฏบิ ตั ิ
ปญ หา หรือถาไมม ปี ญ หา กน็ ํา
แนวทางนไี้ ปใชในการทํางาน ไดดี นอกจากจะมคี วามรกั ในงานทศั นศลิ ปแ ลว ยังตอง
ครงั้ ตอไป
มีทักษะและความรูทแี่ ตกตา งกนั ออกไปตามลักษณะของ
นกั เรียนควรรู
ผลงานอีกดวย เชน ผทู ่จี ะเปน นกั ออกแบบเครอ่ื งประดับ
ความคดิ สรา งสรรค หรือ Creative
Thinking ในทางทัศนศิลป จะมี ยอมจะตองมีคุณลักษณะแตกตางไปจากนักออกแบบ
ลักษณะเปนการสรางสรรคผลงาน
ทัศนศิลป หรือการนําเสนอผลงาน อาคารสถานท่ี หรอื ออกแบบแฟชน่ั เปนตน ในที่นี้จะขอ
ทัศนศิลปที่มีพัฒนาการเปลี่ยนแปลง
ไปจากเดิม หรือทําของเดิมใหดีข้ึน การวาดลวดลายบนเครื่องเซรามิกถือเป็นงานจิตรกรรมประเภทหน่ึง ยกตัวอยางอาชีพที่สามารถใชความรูทางดานทัศนศิลป
หรอื มคี วามแปลกใหม หรอื ทําในสง่ิ ที่ ซ่ึงผู้ท่ีมีทกั ษะฝมี อื ทางด้านจิตรกรรมสามารถจะยึดเปน็ อาชพี ได ้
คนอน่ื ไมเ คยทาํ มากอ นกไ็ ด ซงึ่ ผลงาน ไปประกอบอาชพี ได ดงั ตอไปนี้
นนั้ ควรมคี ณุ คา ตอ ตวั ผสู รา งสรรคเ อง
รวมทง้ั สงั คมและวัฒนธรรมดวย ๗๘

78 คมู อื ครู นกั เรียนควรรู

เซรามกิ เปน ผลติ ภัณฑท ่ที าํ ขึน้ มาจากอนนิ ทรยี สารจาํ พวกอโลหะ ไดแ ก แรธาตุ ดนิ และหนิ ตา งๆ
โดยการนาํ มาบดยอ ยแลวผสมดว ยนํ้า จากนั้นจึงนาํ ไปขึน้ รูปตามวธิ กี ารตางๆ ผงึ่ ใหแหง แลวนาํ ไป
ผา นกระบวนการใหความรอนจนไดเ ปน ผลิตภณั ฑตามท่ีตองการ เชน หมอ ถวย ชาม แกว อิฐ
เครอ่ื งเคลอื บดนิ เผา กระเบือ้ งเคลอื บ วสั ดุประเภทซเี มนต วสั ดทุ นไฟ เปน ตน

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

๒.๑ นักออกแบบผลิตภัณฑ กระตนุ ความสนใจ

การออกแบบ หมายถึง การสรางสรรคสิ่งใหมเพื่อประโยชนและความงาม โดยการนําทัศนธาตุ ไดแก ครูนําบรรจุภัณฑท่ีเปนกระปองมา
จุด เสน รูปราง รูปทรง น้ําหนกั ออ น - แก พ้ืนผวิ พืน้ ท่ีวาง และสี มาผนวกเขากบั หลักการจดั องคป ระกอบศลิ ป 2 กระปอ ง ดงึ ฉลากท่ีตดิ รอบกระปอ ง
สรางสรรคเปนผลงาน รวมไปถึงการปรับปรุงดัดแปลงของเดิมใหมีความสวยงามและเหมาะสมมากยิ่งข้ึน ซึ่งการ ใบหนงึ่ ออก แลว นาํ มาวางเปรยี บเทยี บ
สรา งสรรคส่ิงใดๆ ก็ตาม ลว นเร่ิมตน จากการออกแบบท้ังสน้ิ กบั กระปอ งทม่ี ฉี ลากตดิ อยา งสมบรู ณ
จากน้ันครูต้ังคําถามกระตุนความ
การออกแบบที่ดีตองทําแบบจําลอง โดยใหมีขนาดสัดสวนที่ถูกตอง สามารถมองเห็นไดอยางชัดเจน สนใจ ดงั น้ี
การออกแบบทางทศั นศลิ ปสามารถแบง ออกเปน ๒ ประเภท ไดแก สาขาวจิ ิตรศลิ ป (Fine Art) เปน ผลงานท่ีสรา งข้นึ
เพ่ือชน่ื ชมความงามของผลงานทศั นศิลป มไิ ดม ุงประโยชนอยางอื่น และสาขาประยกุ ตศ ลิ ป (Applied Art) จะเนน • กระปองใบใดดึงดูดความสนใจ
ไปที่ประโยชนใชสอย ซึ่งงานออกแบบจัดเปนงานทัศนศิลปท่ีจัดอยูใน ของผูบรโิ ภคไดมากกวากัน
ประเภทของงานประยกุ ตศลิ ป เพราะเหตุใดจงึ เปนเชนนน้ั
(แนวตอบ กระปองท่ีมีฉลากอยู
ปจจุบันการออกแบบผลิตภัณฑจํานวนมากมีจุดมุงหมาย เพราะมสี สี นั รปู ภาพและขอ ความ
ในการนําความรูทางดานทัศนศิลปมาประยุกตใชกับงานเชิงพาณิชย ทสี่ รางความสนใจไดด ีกวา)
เนอ่ื งจากการแขง ขนั ทางการคา มสี งู ขน้ึ ทาํ ใหผ อู อกแบบตอ งพยายาม
คดิ คน รูปแบบ เทคนคิ วธิ ีการตางๆ เพื่อสรางสรรคผลงานใหม ีความสอดคลอ งกับ • บรรจุภัณฑดังกลาวนําผลงาน
ความตองการของผูบริโภคที่นิยม ทั้งในเร่ืองของประโยชนใชสอยและความงาม ทศั นศลิ ปไ ปใชป ระโยชนอ ยา งไร
ทาํ ใหอ าชพี นกั ออกแบบผลติ ภณั ฑเ ปน ทต่ี อ งการของตลาดและอยากไดน กั ออกแบบ (แนวตอบ นาํ ไปออกแบบประดับ
ทม่ี คี วามรู ความชาํ นาญเฉพาะทาง เชน การออกแบบอาคารบา นเรอื น ตกแตงผลิตภัณฑ เพ่ือดงึ ดดู
เครอ่ื งประดบั เครอื่ งนงุ หม สอ่ื สง่ิ พมิ พ เซรามกิ โฆษณา ความสนใจของผบู รโิ ภค)
เครื่องเรอื น เคร่ืองใชไ ฟฟา ยานยนต เปนตน
สํารวจคน หา

ใหนักเรียนสืบคนขอมูลเก่ียวกับ
ตัวอยางอาชีพท่ีสามารถจะนําความรู
ทางดานทัศนศิลปไปประกอบอาชีพ
ไดแ ละทักษะท่ีผูป ฏบิ ัติงานพงึ มี
จากหนังสือในหอ งสมุด เว็บไซตใน
อินเทอรเ น็ต และแหลง การเรียนรู
ตางๆ

๗๙ อธบิ ายความรู

เกร็ดแนะครู ครูใหน ักเรยี นชว ยกันอภปิ ราย
ขอ มลู เกย่ี วกับลกั ษณะของงาน
ครูอธบิ ายเพ่ิมเติมเกยี่ วกบั คณุ สมบตั ิของผูประกอบอาชีพนกั ออกแบบผลติ ภัณฑ วา จะตอง ออกแบบผลิตภัณฑ วานาํ ความรู
เปนคนชางคิด มีจินตนาการ รักการเรียนรู ชางสังเกต มีเหตุผล เขาใจการเปลี่ยนแปลง ทางดานทศั นศิลปไปใชป ระโยชน
ในสถานการณต างๆ ของสงั คม และมีความเขาใจในงานออกแบบเฉพาะดา นเปน อยา งดี ไดอยา งไร โดยใหหาตวั อยา งการ
ออกแบบผลติ ภณั ฑท ี่นาสนใจมาใช
ประกอบการอธบิ ายดว ย

คมู ือครู 79

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Elaborate Evaluate

อธบิ ายความรู (ยอ จากฉบบั นกั เรียน 30%)

ใหนกั เรยี นอภิปรายขอ มลู เก่ยี วกับ กระบวนการการทาํ งานของนกั ออกแบบผลิตภณั ฑแตล ะประเภท
คณุ ลกั ษณะ หรือทกั ษะทน่ี ักออกแบบ
ผลติ ภณั ฑพึงมี โดยครชู วยเสรมิ เมอื่ ลงรายละเอียดจะมคี วามแตกตา งกนั ออกไป แตโ ดยรวม
ขอ มูลเพ่มิ เตมิ
ผูท ีจ่ ะเปนนกั ออกแบบ นอกจากคณุ ลกั ษณะพื้นฐานทาง
เกรด็ แนะครู
ดา นทศั นศลิ ปแ ลว ควรมคี ณุ ลกั ษณะ หรอื ทกั ษะอยา งอนื่
ครอู ธิบายเสริมวา วิจติ รศลิ ป
(Fine Art) เปน ผลงานทศั นศลิ ปท่ี เพม่ิ เตมิ ดงั ตอไปนี้
เนน การนาํ เสนอในดา นของความงาม ๑) มคี วามรหู ลกั การออกแบบ การออกแบบ
ความพอใจมากกวาประโยชนใชสอย
สามารถเรียกอีกอยางหนึ่งวา “ศิลปะ เพอื่ ใหม คี ณุ คา ทางความงามและประโยชนใชส อย
บรสิ ุทธิ์” (Pure Art) เพราะศิลปน
จะสรา งสรรคผลงานขน้ึ มาจาก นักออกแบบจะตองมีความรูเก่ียวกับโครงสราง
ความพอใจและเนน ความละเอยี ดลออ
เพ่ือใหไดผ ลงานทมี่ คี วามสวยงาม ของชนิ้ งาน มคี วามเปน เอกภาพ ความสมดลุ และ
วจิ ิตรตระการตา ซง่ึ วิจติ รศลิ ป
สามารถแบงออกเปน 8 ประเภท ความกลมกลืน การสรางจุดสนใจ มีสัดสวนที่ถูกตอง การออกแบบผลติ ภณั ฑแ์ ละบรรจภุ ณั ฑท์ มี่ คี วามคดิ สรา้ งสรรค ์ นอกจาก
คอื จติ รกรรม ประติมากรรม เหมาะสม เพื่อใหสามารถออกแบบผลงานที่ดึงดูด จะชว่ ยดงึ ดดู ผบู้ ริโภคแลว้ ยังชว่ ยสร้างมลู ค่าเพม่ิ ให้กับตัวสินค้าดว้ ย
สถาปตยกรรม ภาพพิมพ สื่อผสม ความสนใจของผบู รโิ ภคไดมากท่สี ุด
ศลิ ปะภาพถา ย วรรณกรรม ดนตรี
และนาฏศิลป ๒) มีความคิดสรางสรรค นักออกแบบท่ีดีควรเปนคนชางคิด กลาแสดงออก มีความคิดสรางสรรค

นกั เรยี นควรรู รูจักปรับปรุง เปลี่ยนแปลง เพ่ิมเติม หรือสรางสรรคชิ้นงานข้ึนใหมใหมีความแตกตางออกไปจากของเดิมที่มีอยู

กระบวนการการทาํ งานของ ซงึ่ ผลงานทส่ี รา งสรรคขึ้นจะตองเปนไปในทางท่ีดีงาม กอใหเกิดการพฒั นา ซง่ึ ความคิดสรางสรรคส ามารถเกดิ ข้ึนได
นักออกแบบผลติ ภณั ฑ ทาํ หนาที่
ออกแบบผลิตภณั ฑท ีม่ ลี กั ษณะ จากการศกึ ษาคนควาเรยี นรจู ากผลงานของผอู ืน่ หรือการสรางผลงานดวยตนเองออกมาอยางตอ เน่ือง
และรูปแบบการใชงานที่แตกตา งกนั ๓) มคี วามเขา ใจการเปลย่ี นแปลงของสงั คม นกั ออกแบบทดี่ จี ะตอ งตดิ ตามการเปลยี่ นแปลงของสงั คม
เชน เฟอรน ิเจอร เครื่องมือ เครอื่ งใช
ของตกแตง บา น เครอื่ งประดบั เปน ตน วา กาํ ลังดาํ เนินไปในทิศทางใด หรือแนวโนมสงั คมมีรสนยิ มแบบใด เพ่อื ใหการออกแบบผลงานมีความสอดคลองกับ
นอกจากนี้ ยงั ทาํ หนา ทใี่ นการเขยี นแบบ
พฒั นาผลติ ภัณฑ และควบคุมดูแล ความตองการของผูบรโิ ภค มเิ ชนนัน้ การออกแบบจะไมส ัมพนั ธก บั สภาพความเปนจรงิ ไมด งึ ดูดความสนใจ และใช
การผลิตใหเ ปน ไปตามแบบท่ีถกู
กาํ หนดไว เพ่อื ใหไ ดงานทีม่ ีลักษณะ ประโยชนไดน อย ๔) มคี วามเขา ใจงานออกแบบเฉพาะดา น
ถกู ตองตรงตามความตองการของ
ผบู ริโภค แมการออกแบบโดยภาพรวมจะมีหลักการบางประการท่ี

80 คูมอื ครู เหมอื นกนั แตเ มอ่ื ปฏบิ ตั งิ านลกึ ลงไปเฉพาะดา น จะพบวา

มรี ายละเอยี ดทแี่ ตกตา งกนั เชน การออกแบบเครอื่ งประดบั

กบั การออกแบบเครอื่ งเรอื นจะใชพ นื้ ฐานความรู หลกั การ

ออกแบบ และแนวคดิ ทแ่ี ตกตา งกนั ออกไป เพราะผลงาน

แตละประเภทจะมีวัสดุ อุปกรณ และกระบวนการผลิต

เฉพาะตัว ดงั น้ัน นักออกแบบผลติ ภณั ฑทีด่ ีจงึ ตอ งศกึ ษา

หาความรูในงานออกแบบท่ีตนตองการสรางสรรคโดย

เฉพาะ เพ่ือใหการออกแบบเปนไปอยางถูกตองและ

การออกแบบตกแตง่ ภายใน เปน็ งานทตี่ อ้ งใช้ทักษะฝมี อื เฉพาะดา้ น สามารถนําไปใชสรางสรรคผลงานออกมาไดจริงและ
มตี นทนุ ไมส ูง

๘๐

นกั เรยี นควรรู

มีสัดสวนที่ถูกตองเหมาะสม กับผูบริโภคสวนใหญในตลาดที่เปนกลุมเปาหมาย เชน สรีระของ
คนยโุ รปกบั คนไทยไมเ หมือนกัน การออกแบบเกาอ้นี ัง่ ผูออกแบบก็จะตอ งกาํ หนดสดั สวนใหเ หมาะ
กับตลาดท่ีจําหนาย ต้ังแตขนาดเกาอี้ ความสูงจากพ้ืน เพื่อใหสอดคลองกับสรีระของผูใชงานจริง
รวมทั้งสตี ามความนิยมของแตล ะวัฒนธรรมดว ย เปนตน

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ

ครูต้ังคาํ ถามกบั นักเรียนวา
๒.๒ ครสู อนศิลปะ • มีนักเรียนคนใดบางท่ีในอนาคต
อยากเปน ครสู อนศลิ ปะ
ครูศิลปะ หมายถึง บุคคลท่ีมีหนาที่จัดประสบการณทางดานศิลปศึกษาใหแกผูเรียน ซึ่งครูศิลปะควรมี
ความรูพ้ืนฐานทางดานทัศนศิลปเปนอยางดี มีประสบการณในการสรางสรรคผลงานทัศนศิลป รวมไปถึงมีความ • เพราะเหตใุ ดนกั เรยี นถึงสนใจ
สามารถในการถายทอด อธิบายสิ่งที่ยากใหเขาใจไดงาย มีความอดทน และเขาใจพัฒนาการของเด็กแตละชวงวัย ท่ีอยากจะเปน ครสู อนศลิ ปะ

ตองตระหนักวาการศึกษาทางดานทัศนศิลปมิไดมุงหวังใหผูเรียนเปนศิลปิน แตมุงใหมีความคิดในเชิงสรางสรรค

กลาแสดงออกในส่ิงที่ถูกตอง และมีพัฒนาการทางดานอารมณที่ดี เพ่ือการมีชีวิตอยูอยางมีความสุข ซ่ึงบุคคลที่ สํารวจคน หา
ตองการเปน ครูศิลปะ นอกจากจะรกั ในอาชีพครูและงานทัศนศิลปแลว ยังควรมีทักษะดงั ตอ ไปนี้
ใหนักเรียนสืบคนขอมูลเก่ียวกับ
๑) มคี วามสามารถในการสอ่ื สาร นอกจาก คณุ สมบตั ขิ องผทู จี่ ะเปน ครสู อนศลิ ปะ
โดยอาจไปสัมภาษณครูสอนศิลปะ
จะส่ือความหมายดวยผลงานแลว ครูสอนศิลปะตองมี ทา นอน่ื ๆ สบื คนจากเว็บไซตใน
ความสามารถในการสอ่ื สารใหผ เู รยี นเกดิ ความรู ความเขา ใจ อนิ เทอรเ นต็ และแหลงการเรียนรู
ในองคค วามรขู องทศั นศลิ ป สอื่ สารไดค รบถว น ตรงประเดน็ ตา งๆ
เขา ใจงาย ชว ยกระตนุ ใหเ กิดกระบวนการการเรียนรูแ ละ
ความรักในงานทัศนศลิ ป
๒) รูจิตวทิ ยาเดก็ ครสู อนศิลปะตองทํางาน

รวมกับเด็กท่ีมีพัฒนาการทางดานรางกายและอารมณที่ อธบิ ายความรู

เปลี่ยนแปลงอยางรวดเร็ว ครูสอนศิลปะจึงตองมีความ ครแู ละนกั เรยี นรวมกันอภิปราย
ขอ มูลเก่ยี วกับคุณสมบัตขิ องผูท่ีจะ
อดทนสูง พรอมท่ีจะทํางานเพื่ออบรมสั่งสอนเยาวชน ยึดอาชพี เปน ครสู อนศิลปะ โดยครู
ชว ยอธบิ ายเสรมิ วา คณุ ลกั ษณะแตล ะ
ใหเติบโตเปนบุคลากรท่ีมีคุณภาพของสังคม มีความ ครสู อนศิลปะเปน็ อีกทางเลอื กหนง่ึ ท่ผี ู้มีใจรกั ในงานทศั นศลิ ป ์ รวมท้งั อยา งมีความสาํ คัญอยางไร เพอ่ื ให
เมตตากรุณา พรอมจะชวยแกไขปญหาตา งๆ ใหก ับศษิ ย รักในการสอนเดก็ ซงึ่ สามารถยึดเป็นอาชีพได้ นักเรยี นเกิดความเขา ใจมากยง่ิ ขึ้น

นอกเหนอื จากการถายทอดความรู
๓) รกั ในการสอน กระบวนการทส่ี าํ คญั ทสี่ ดุ ของการสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ป คอื ความคดิ สรา งสรรค

ดังนน้ั ครูศลิ ปะจึงควรมีความคดิ สรางสรรคเ พื่อจัดกระบวนการเรยี นการสอน คน หาเทคนคิ ทางทัศนศิลปแ บบตางๆ

มาถา ยทอด สรรหาวสั ดุ เพอ่ื ถา ยทอดความรใู หแ กเ ดก็ ไดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพและสอดคลอ งกบั เปา หมาย นอกจากน้ี

ยังตองมีความสามารถในการเก็บรวบรวมตัวอยางผลงานทัศนศิลปของผูอ่ืน หรือท่ีสรางสรรคข้ึนเอง ไมวาจะเปน เกรด็ แนะครู

งานจําลองแบบ รปู ถาย สไลด บทความทางวิชาการ ผลงานของนกั เรยี น เพราะมคี วามจําเปนตอ การสรา งแรงจูงใจ ครูควรยกตัวอยางลักษณะที่ดีของ
ครู โดยการอญั เชญิ พระราชดาํ รสั ของ
ใหก ับเดก็ เพ่ือดาํ เนนิ รอยตาม หรอื อาจใชเ ปนตวั อยางประกอบคําอธบิ ายการเรยี นการสอนเพ่ือใหเขาใจงายยง่ิ ขึ้น พระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวฯ ซ่ึง
พระราชทานแกครูอาวุโส ประจําป
๔) มบี ุคลกิ ลักษณะทเ่ี หมาะสม กลา วคือ มบี คุ ลิกนา เชอ่ื ถอื เขา ถึงไดงา ย มคี วามพรอมทง้ั ทางดาน พ.ศ. 2522 เมอ่ื วันองั คารท่ี 28 ตุลาคม

รางกายและจิตใจ มีทัศนคติท่ีดี มองโลกในแงบวก มีวิจารณญาณในการรับรู รับฟง มีความอดทนท่ีจะชวยแกไข

ปญหาและคน หาความสามารถเฉพาะบุคคลของผูเรยี นแตล ะคน เพือ่ สง เสริมและสนบั สนนุ ใหไดแสดงฝม อื ทางดาน

ทศั นศลิ ป

พ.ศ. 2523 มีขอความเก่ียวของกับ
ลักษณะครูที่ดีตอนหนึ่งวา “ครูท่ี
๘๑ แทน้ันตองเปนผูกระทําแตความดี

ตองขยันหมั่นเพียรและอุตสาหะ
พากเพยี ร ตอ งเออื้ เฟอ เผ่อื แผแ ละเสยี
สละ ตอ งหนักแนนอดกลน้ั และอดทน
ตอ งรักษาวนิ ยั สํารวม ระวงั ความประพฤติของตนใหอยใู นระเบยี บแบบแผนอนั ดงี าม ตอ งปลกี ตวั ปลกี ใจจาก
ความสะดวกสบายและความสนุกร่ืนเริงที่ไมสมควรแกเกียรติภูมิของตน ตองต้ังใจใหม่ันคงและแนวแน ตอง
ซ่ือสัตย รักษาความจริงใจ ตองมีเมตตา หวังดี ตองวางใจเปนกลาง ไมปลอยไปตามอํานาจอคติ ตองอบรม
ปญญาใหเพิ่มพูนสมบูรณขึ้น ท้ังในดานวิทยาการและความฉลาดรอบรูในเหตุและผล” ซ่ึงจะทําใหนักเรียน
มคี วามรู ความเขาใจเก่ยี วกับลกั ษณะทดี่ ขี องครูไดด ยี ิง่ ข้ึน

คมู ือครู 81

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Elaborate Evaluate

อธบิ ายความรู (ยอจากฉบบั นกั เรียน 30%)

ใหนกั เรียนรวมกนั อภิปรายขอ มลู ๒.๓ ศลิ ปนอสิ ระ
เกยี่ วกบั อาชพี ศลิ ปน อสิ ระวา มี
ลกั ษณะอยา งไร ผทู จ่ี ะยดึ อาชพี นคี้ วร ไมมีใครสามารถสอนมนษุ ยใหเปน ศิลปนิ ได บางคนมีคณุ ลกั ษณะ หรือฝม ือที่สามารถเปน ศิลปินไดต ้ังแต
มคี ณุ สมบตั เิ ชนใด โดยครูเสริมขอมูล เยาวว ัย หรอื มีพรสวรรค แตศลิ ปินจาํ นวนมากก็สรา งชื่อเสยี งจากความมมุ านะและเพยี รพยายามสรา งสรรคผ ลงาน
และใหนักเรียนชว ยกันยกตัวอยา ง จนเปน ท่ยี อมรบั ปจจุบนั มีผปู ระกอบอาชีพเปน ศิลปนิ อิสระ สรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปออกมาจําหนา ย ทง้ั ภาพวาด
บคุ คลทยี่ ึดอาชพี เปน ศลิ ปนอิสระ งานแกะสลกั ไม หรอื กอ นหนิ งานหลอ วัสดตุ างๆ เปนตน ซ่ึงศลิ ปนิ อสิ ระควรมที กั ษะดงั ตอไปนี้
ท่เี ปน คนไทย 4 - 5 ทา น
๑) มคี วามเชย่ี วชาญในงานทศั นศลิ ป์ ตอ งรลู กึ ในงานทศั นศลิ ปท ตี่ นตอ งการสรา งสรรค มคี วามมมุ านะ
เกรด็ แนะครู
ในการสรา งสรรคผลงานใหส งั คมยอมรับ ซ่ึงอาจตอ งใชเ วลานานหลายปก วา ที่ผูค นจะยอมรับในผลงาน ตอ งมีความ
ครคู วรเชิญศิลปน อิสระที่มี ตง้ั ใจอทุ ศิ ตนใหก บั การทาํ งานทศั นศลิ ป มคี วามพยายามทจ่ี ะเพม่ิ พนู ประสบการณด ว ยการสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ป
ความรู ความสามารถในการสราง ออกมาอยางตอ เนื่อง
สรรคผ ลงานทัศนศิลปท ่ีอาศยั อยู
ภายในทอ งถิน่ หรอื จังหวัดใกลเ คียง ๒) มีความเชอ่ื มั่นในตนเอง การสรา งสรรคผ ลงานในฐานะศลิ ปนิ อสิ ระ ยอ มไดร บั ทง้ั คําช่ืนชมและคาํ
มาเปนวิทยากรใหค วามรเู ก่ียวกับ
งานทัศนศลิ ปกบั นกั เรียน ในดาน วจิ ารณ ผทู จ่ี ะประกอบอาชพี เปน ศลิ ปนิ อสิ ระจงึ ตอ งมคี วามเชอื่ มน่ั ในแนวทางศลิ ปะทตี่ นเองยดึ ถอื ไมท อ ถอย ในขณะ
การผลติ ผลงานทัศนศิลปท่มี ีคณุ คา เดียวกันตอ งมีใจเปดิ กวา งยอมรบั แนวคิดใหมๆ ท่จี ะชว ยพัฒนาผลงานของตนใหมีคุณภาพมากยง่ิ ขน้ึ
ทางความงาม สะทอนแนวความ
คดิ สรางสรรค เพอื่ นาํ เสนอผลงาน ๓) มคี วามคดิ สรา งสรรค ศลิ ปนิ อสิ ระตอ งมจี นิ ตนาการ ชา งคดิ ฝน มคี วามมงุ มน่ั ศกึ ษาคน ควา ทดลอง
ตอ สาธารณชน หรือพานักเรียนไป
ทัศนศกึ ษาเยย่ี มชมการแสดงผลงาน เทคนคิ วิธีการ เลอื กใชวัสดุ หรอื รูปแบบในการสรางสรรคผ ลงานใหมๆ ตอ งไมยึดตดิ กบั เทคนิควิธกี ารเดมิ ๆ เพราะ
ทศั นศลิ ปของบรรดาศลิ ปน ทัศนศลิ ป เทคโนโลยแี ละวิทยาการมกี ารพฒั นาไปอยา งรวดเรว็ ท้งั นี้ เพื่อใหไ ดแนวทางในการสรา งสรรคผลงานทัศนศลิ ปทม่ี ี
ท่จี ดั ไวในสถานทตี่ างๆ เพอื่ ทีจ่ ะได ลักษณะเดน เฉพาะของตนเอง
นาํ ความรูมาใชในการพัฒนาผลงาน
ทัศนศลิ ปข องตนเองตอไปในอนาคต

บเศูรรณษาฐกกาิจรพอเพยี ง

การประกอบอาชีพทางดาน
ทัศนศิลป เปน อาชพี ของผทู ี่มีความ ศลิ ปนิ อสิ ระเปน็ อกี อาชพี หนงึ่ ทส่ี งั คมใหก้ ารยกยอ่ ง ซงึ่ ผทู้ ต่ี อ้ งการจะเดนิ ตามแนวทางน ี้ จะตอ้ งมคี วามคดิ สรา้ งสรรค ์ มคี วามมานะอดทน และผลติ
สามารถและมคี วามถนดั ในงาน ผลงานทศั นศลิ ป์ออกมาอยา่ งสมาำ่ เสมอ
ทัศนศิลปส าขาตา งๆ เพ่ือเปนการ
๘๒

สงเสรมิ ใหน กั เรียนไดเ ลง็ เหน็ ถึง
ความสามารถและความถนัดในงาน
ทศั นศลิ ปข องตนเอง ครใู หนักเรียน
แบง กลมุ กลุม ละ 5 คน เลือกอาชพี ที่ตนเองชื่นชอบมา 1 อาชีพ แลว ใหเพื่อนในกลมุ ประเมินวาเพื่อนคนดังกลาว
มคี ุณสมบัติตามอาชพี ทเ่ี ลือกหรือไม พรอ มสง ตวั แทนท่มี ีคณุ สมบัตติ รงตามอาชีพที่ไดเ ลือกออกมาอภิปราย
หนาชัน้ เรยี น โดยการประเมินนน้ั ควรคํานึงถงึ หลกั ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพยี งในดานความมเี หตุผลและความเปน
จริง เพอ่ื ใหผ ลท่ีไดรบั สามารถนํามาใชป ระโยชนใ นการดาํ รงชวี ิตตอไปได

82 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Elaborate Evaluate

๒.๔ ชา งศิลป์ สาํ รวจคนหา
ประเทศไทยเปน ประเทศทม่ี คี วามงดงามและอดุ มสมบรู ณไปดว ยมรดกทางธรรมชาติ
ใหน ักเรียนสบื คนขอ มลู เกี่ยวกับ
และวัฒนธรรม ดังปรากฏหลักฐานเปน จํานวนมาก ซ่งึ มีการสงั่ สม ถายทอด สืบทอดจากรนุ สูร นุ ชา งศิลปไ ทย หรอื ชา งสบิ หมู จาก
หนงั สือในหองสมดุ เว็บไซตใน
จนกระทั่งเปนมรดกทางวัฒนธรรมท่ีมีคุณคาและเปนเอกลักษณของสังคมไทย หรือที่เรียกวา อินเทอรเนต็ และแหลงการเรียนรู
ตางๆ
“มรดกชา งศลิ ปไทย” ซงึ่ ปจ จบุ นั ยงั ขาดชนรนุ หลงั ทจี่ ะสบื ทอดเปน ชา งศลิ ปอ กี เปน จาํ นวนมาก
อธบิ ายความรู
ชา งศลิ ป โดยรวมหมายถงึ ผทู ผ่ี ลติ ผลงานทเี่ กดิ จากฝม อื ความสามารถ และความรู
ใหนักเรียนรวมกนั อธบิ ายขอมูล
เฉพาะทางของชา งแตล ะคน ซง่ึ ชา งศลิ ปไ ทยถกู แบง ออกเปน หลายสาขา รวมเรยี กวา “ชา งสบิ หม”ู เกย่ี วกับลักษณะของชางศลิ ปไทย
หรือชา งสบิ หมวู า ประกอบไปดว ยชา ง
เปนชางหลวงท่ีมีความรู ความชํานาญในงานชางประณีตศิลปและวิจิตรศิลป ซ่ึงจะ ใดบา ง

ประกอบไปดวยชางเขียน ชางปน ชางแกะ ชางสลัก ชางหลอ ชางกลึง ชางหุน นักเรียนควรรู

ชางรัก ชางบุ และชางปูน ซึ่งบุคคลท่ีจะประกอบอาชีพเปนผูสรางสรรคผลงาน ชา งสบิ หมู เปน ชอื่ ของกลมุ งานทไี่ ด
รวบรวมชา งตา งๆ เอาไวด ว ยกนั 10 หมู
ทัศนศิลปป ระเภทงานชา งศิลปไดดนี นั้ นอกจากจะมฝี มือทางดา นทัศนศิลปแลวตอง โดยเขาใจวาชางสิบหมูน้ันมีมาต้ังแต
สมัยอยุธยา แตไมไดมีการจดบันทึก
มีความอดทนในการทํางานหนัก มคี วามคดิ สรา งสรรค และยังตอ งพึงมีคณุ ลักษณะ เปน หลกั ฐานจนมาถงึ สมยั รตั นโกสนิ ทร
ตอนตน จึงมีการจําแนกชางออกเปน
และทกั ษะดังตอไปนี้ หมวดหมตู ามลกั ษณะงานชา งสบิ หมนู ้ี
๑) ยดึ มนั่ ในแบบแผนทกี่ าํ หนด เนอื่ งจากงานชา งศลิ ปไ ทยมแี บบแผน จดั เปน ชา งหลวง จะทาํ งานสนองพระ-
ราชประสงค หรอื พระบรมราชโองการ
ที่ถายทอดสืบตอกันมาตั้งแตสมัยโบราณ ซึ่งจะตองรักษาไว ผูที่จะปฏิบัติงาน ของพระเจาแผนดิน ชางสิบหมูจะ
ประกอบดว ยชา งเขยี นชา งปน ชา งแกะ
ทางดานน้จี ึงตองมีความเขาใจและยอมรับ ชางสลัก ชางหลอ ชางกลึง ชางหุน
๒) รจู กั วสั ดุ เครอ่ื งมอื และอปุ กรณ ชา งฝม อื ทสี่ รา งสรรคง านชา งศลิ ปไ ทย ชางรัก ชางบุ และชา งปูน

มีอยูดวยกันหลากหลายแขนง โดยจะมีความแตกตางของวัสดุ เครื่องมือ และอุปกรณ นกั เรยี นควรรู

ซ่ึงเคร่ืองมือและอุปกรณที่จําเปน จะมีความแตกตางกันออกไปในแตละสาขา ดังนั้น โกลนหุน เปนการขึ้นรูปหุนโดยใช
เครื่องมืองานปน ขูดแตงเนื้อดินเอา
ผูทจ่ี ะประกอบอาชพี เปนชา งศลิ ป ตอ งจดจาํ ชือ่ และรายละเอยี ดของอปุ กรณแตล ะชนดิ หัวโขน : ทศกณั ฑ์ สวนท่ีไมตองการออก เพื่อใหไดหุนท่ี
มรี ูปราง รปู ทรง และขนาดท่ใี กลเ คยี ง
ใหได เพื่อใหส ามารถใชง านไดอ ยางถูกตองและมีประสทิ ธิภาพ ๓) รูวิธีการและข้ันตอน ชางฝมือ หรือ กบั แบบทร่ี า งไว

ชา งศลิ ปท ดี่ ตี อ งจดจาํ วธิ กี ารและขน้ั ตอนในการปฏบิ ตั งิ าน

ในสาขาของตนเองไดเปนอยางดี เพ่ือใหการปฏิบัติงาน

สามารถดําเนินไปไดอยางถูกตอง เชน ชางปน กอนที่

ผลงานอันสวยงามจะปรากฏแกสายตาของสาธารณชน

ตองเร่มิ รางแบบ หรอื กําหนดแบบเสียกอน จากนัน้ จงึ

เตรยี มพนื้ ทสี่ าํ หรบั งานปน ขนึ้ รปู หรอื โกลนหนุ การปน รปู

การปน สว นทเ่ี ปน รายละเอยี ดและสดุ ทา ย คอื การตกแตง

เพม่ิ เติม งานชางศลิ ปทุกประเภทของไทยเปนงานท่ีตอ ง

งานช่างศิลป์ไทยยังขาดแคลนเยาวชนรุ่นใหม่ที่จะสืบสานมรดก ใชทักษะเฉพาะดาน ปฏิบัติงานดวยความประณีตและ
ภูมิปญั ญาไทยทางด้านนี้อย่อู กี มาก
ละเอยี ดออ นในทกุ ขน้ั ตอน เปนตน

๘๓

นกั เรียนควรรู

ชา งบุ เปน ชา งฝม อื ประเภทหนงึ่ จดั อยใู นจาํ พวกชา งสบิ หมู ทไ่ี ดใ ชฝ ม อื
ทางการชา งตกแตงผิวภายนอกของงานประเภทศิลปภัณฑ ครุภัณฑ และ
สถาปตยกรรมบางประเภท ใหมคี วามสวยงาม แขง็ แรง และมน่ั คงถาวร

คมู ือครู 83

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธิบายความรู (ยอ จากฉบบั นักเรียน 30%)

ใหน ักเรยี นรว มกนั อธบิ ายขอมูล ประสบการณใ์ นการทาำ งาน จะชว่ ยทาำ ใหร้ อบรเู้ ทคนคิ เฉพาะดา้ นในการ ๔) รอบรเู ทคนคิ เฉพาะดาน ชา งศลิ ปค วร
เกีย่ วกบั ทักษะและคุณลกั ษณะของ สร้างสรรคผ์ ลงานทศั นศิลปใ์ ห้มคี วามงดงามและมีลกั ษณะโดดเดน่
ผทู จี่ ะประกอบอาชพี เปนชางศิลป เรยี นรเู ทคนคิ พเิ ศษเฉพาะดา น เพอื่ ชว ยในการทาํ งานของ
โดยครูชวยอธิบายขอมูลเสรมิ ตน เชน ชางจําหลกั ไมต อ งรอบรูวา งานประเภทใดควร
ใชไมช นิดใด เชน ไมตะเคียนนยิ มใชแ กะสลกั โขนหัวเรือ
เกร็ดแนะครู ไมขนุน ไมฉําฉา ไมสักนิยมใชในงานแกะสลักประเภท
เครือ่ งเรือน งานหตั ถกรรม ของทรี่ ะลกึ ตลอดจนเครอ่ื ง
ครชู ว ยเสรมิ ขอ มลู วา ปจ จบุ นั ตลาด ประดับภายในอาคาร ชางหลอจะตองรอบรูวางานหลอ
แรงงานยังตองการชางศิลปอีกมาก ประเภทใดควรใชวัสดุ อุปกรณประเภทใด จึงจะมีความ
นอกจากรับราชการแลว ก็ยังเปนที่ เหมาะสม เชน ใชขี้ผึ้งในการหลอเทียน ใชโ ลหะในการ
ตอ งการของบรษิ ทั เอกชนทผ่ี ลติ สนิ คา หลอพระพุทธรูป เปน ตน
ท่ีเปนงานประณีตศิลป หรือจะเปน
ศิลปน อสิ ระกไ็ ด ในการผลิตงานชางศิลปแตละแขนง ถาชาง
รูจักจดจําเทคนิคพิเศษเฉพาะดานท่ีถายทอดจากรุนสูรุน
กจ็ ะสามารถปฏบิ ตั งิ านไดอ ยา งราบรน่ื เนอ่ื งดว ยมเี ทคนคิ
ที่ทําใหสามารถปฏิบตั งิ านไดอยา งรวดเรว็

เกร็ดแนะครู เกร็ดศิลป

ครูอธิบายความแตกตางของชาง ชา่ งสิบหมู่ เปน็ กลุ่มช่างหลวงทม่ี ฝี มี อื และมีความชาำ นาญในการสร้างสรรคผ์ ลงานทศั นศิลป์ของไทย ซง่ึ จะประกอบไปดว้ ยชา่ งสกลุ
แกะและชางสลักใหนักเรียนฟงวา ต่างๆ ดงั คาำ ประพันธ์ดงั ต่อไปน้ี
การทาํ งานของชา งทง้ั 2ประเภทน้ีจะมี
ความแตกตางกันตรงท่ีวัสดุ อุปกรณ “ ชางเชยี่ วชาญเปน งานชา ง ชา งสรา งชางสรรคเ์ ปนงานศิลป
ท่ีนํามาใชและลักษณะของผลงาน ชางควรชางเคยี งคูธานินทร์ ชา งสบื มิสญู สน้ิ งานโบราณ
กลาวคือ ชางแกะ เปนผูที่สรางสรรค คือ ชางเขยี น ปน หุน แกะ สลัก อีกชา งรัก กลงึ หลอ บุ ปูน ประสาน
ผลงานใหมีลวดลาย หรือเปนรูปภาพ เปน ตาํ นานชางไทยมาแตก าล ชนประชาเรียกขานชา งสิบหมู ”
ดว ยวธิ กี าร “แกะ” โดยมเี ครอ่ื งมอื ทใี่ ช
คอื “มดี แกะ” งานทนี่ ยิ มนาํ มาแกะจะ ตัวอยา่ งผลงานสกุลช่างสบิ หมู่บางช่าง
เปน งานทมี่ ขี นาดเลก็ ทต่ี อ งการความ
ละเอียดและความประณีต เชน ไม หมชู่ า่ งเขยี น หมชู่ า่ งแกะ หมชู่ า่ งปนั
งาชาง หิน ฟกทอง เปนตน ประเภท
ของงานแกะจะแบง ออกตามวสั ดทุ น่ี าํ ๘4
มาใชท าํ เปนสอ่ื ทางการแกะ ซึง่ มอี ยู
2 ประเภท คือ งานแกะเครอื่ งสด และ นักเรียนควรรู @ มุม IT
งานแกะเครอ่ื งวตั ถถุ าวร สว นชา งสลกั
เปนผูที่สรางสรรคผลใหมีลวดลาย ชางสิบหมู จดั เปนชา งหลวงทท่ี าํ งานสนอง สามารถศึกษาเพ่มิ เตมิ เกย่ี วกบั ชา งสิบหมู
หรือเปนรูปภาพดวยวิธีการ “สลัก” พระราชประสงค หรอื พระบรมราชโองการ ไดจ าก http://www.youtube.com โดย
โดยมีเครื่องมือท่ใี ช คอื “ส่ิว” งาน ของพระเจา แผน ดนิ ดงั นน้ั ผลงานแตล ะชน้ิ search คําวา ชา งสิบหมู หรอื http://www.
ของชา งสลกั นิยมนาํ ไม หนิ หนงั ที่ถูกสรางข้ึนมายอมมีความประณีตและ changsipmu.com
กระดาษ ฯลฯ มาเปนสื่อสาํ หรับ สวยงามเปน พเิ ศษ
ถายทอดความคิด ความเช่ือ และ
ความงาม

84 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore

Explain Expand Evaluate

๒.๕ ผผู ลติ ผลติ ภณั ฑทาํ ดว ยมอื กระตุนความสนใจ

ผลิตภัณฑทําดวยมือ หรือสินคาแฮนดเมด ครใู หน กั เรยี นชว ยกนั นาํ สนิ คา
ท่เี ปนผลติ ภณั ฑท าํ มือ หรือสินคา
(Handmade) เปนอกี อาชีพหนง่ึ ทส่ี ามารถนาํ ความรทู าง แฮนดเ มดทน่ี กั เรยี นมมี าแสดง
จากนนั้ ครูตง้ั คําถามกระตุน
ดา นทศั นศลิ ปม าประยกุ ตใชเ พอ่ื สรา งรายได ซง่ึ ในปจ จบุ นั ความสนใจวา

มีผูคนจํานวนมากประกอบอาชีพน้ี โดยการผลิตสินคา • สนิ คา ดังกลาวคอื สง่ิ ใด นักเรียน
ซือ้ มาในราคาเทา ไร
รูปแบบตางๆ ออกมาจําหนาย สามารถพบเห็นไดงาย
• สนิ คา ดงั กลาวมคี วามนา สนใจ
ตามแหลงทองเท่ยี วในจังหวัดตา งๆ และตลาดนดั ทว่ั ไป อยางไร

ลักษณะเดนของผลิตภัณฑทําดวยมือ คือ • ในทองถิ่นของนกั เรยี นมสี ินคา
แฮนดเมดท่เี ดนๆ ใดบา ง
ใชแรงงานคนเปนหลัก หรือทําดวยมือ โดยใชวัสดุจาก
สํารวจคนหา
ธรรมชาตทิ ี่หาไดง า ยในแตละทองถ่ิน หรอื เศษวัสดแุ ตละ
ใหน กั เรียนสืบคนขอมลู เกีย่ วกับ
ชนิ้ ทมี่ ลี กั ษณะเฉพาะ แมเ ปน สนิ คา ประเภทเดยี วกนั แตถ า ลักษณะของสินคาแฮนดเมด
ความตอ งการของผบู ริโภค จาก
คนทําตางกัน รูปลักษณและลวดลายก็จะมีความตางกัน การสมั ภาษณ สอบถาม หรือสืบคน
จากเว็บไซตใ นอนิ เทอรเ น็ต และ
และถา ตา งทอ งถน่ิ ลกั ษณะและวสั ดทุ น่ี าํ มาทาํ กจ็ ะตา งกนั ผลติ ภัณฑท์ าำ ด้วยมือมักเปน็ ทีส่ นใจของนกั ท่องเท่ยี ว ทาำ ให้โอกาสเปิด แหลง การเรยี นรูตา งๆ
สะทอนกลิ่นอายทางวัฒนธรรมที่แทรกอยูในผลงาน ซ่ึง กว้างสำาหรบั ผ้สู นใจ โดยเฉพาะในยา่ นท่ีเป็นศูนยก์ ลางการทอ่ งเทย่ี ว
เกร็ดแนะครู
ถอื เปนเสนห อยางหนึ่งของผลติ ภณั ฑท ําดวยมอื
ครูควรเชญิ ผูท่จี ัดทํา หรอื
ดว ยเหตทุ ผ่ี ลติ ภณั ฑท าํ ดว ยมอื สรา งขนึ้ ภายใน จดั จําหนา ยสินคา แฮนดเ มดมาเลา
ประสบการณและโอกาสทางธรุ กจิ
ทอ งถน่ิ สามารถผลติ ไดใ นปรมิ าณทกี่ ารลงทนุ ไมส งู ผผู ลติ ของสินคา ประเภทนี้ รวมถงึ สินคา
แฮนดเมดทีเ่ หมาะกับทองถนิ่ หรือ
สามารถใชความคิดสรางสรรคไดอยางอิสระ สินคาจึงมี ความสามารถของนกั เรยี นทจี่ ะผลิต
รวมทง้ั ทกั ษะของผทู จี่ ะประกอบ
ความหลากหลายทั้งชนิดและปริมาณ ซ่ึงบุคคลท่ีมีฝมือ อาชีพน้ี

ทางดานทัศนศิลปสามารถผลิตออกมาจําหนายไดและ

เปน สนิ คา ทต่ี ลาดยงั มคี วามตอ งการ ผทู จี่ ะผลติ ผลติ ภณั ฑ

ทาํ ดวยมอื ออกจาํ หนา ย ควรมีทกั ษะดงั ตอ ไปน้ี

๑) มที กั ษะในการจดั การ เนอ่ื งจากผลติ ภณั ฑ

ทําดวยมือเปนสินคาที่ผลิตไดไมยาก สวนใหญมีราคา

จาํ หนา ยตอ ชน้ิ ไมส งู การจาํ หนา ยใหไ ดป รมิ าณมากๆ และ

ตอ เนอ่ื งจงึ เปน สงิ่ สาํ คญั ซงึ่ ผผู ลติ ผลติ ภณั ฑท าํ ดว ยมอื จะ

ตอ งมที กั ษะการจดั การทดี่ ี ทง้ั ในดา นการหาวสั ดทุ ่ีใชผ ลติ

การออกแบบสินคาใหมีจุดเดน การควบคุมดูแลตนทุน

หรอื ในกรณที ่ผี ลติ ในปริมาณมาก ตอ งมกี ารควบคุมดาน

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์ทำาด้วยมือที่สามารถผลิตออกมาได้อย่างสวยงาม คณุ ภาพใหส นิ คา แตล ะชน้ิ มคี ณุ ภาพเทา เทยี มกนั ตลอดจน
และมีรปู แบบทห่ี ลากหลาย การบรหิ ารรายได

๘๕

นักเรียนควรรู คมู ือครู 85

แฮนดเมด (Handmade) สิ่งของท่ีถูกผลิต หรือสรางขึ้น โดยมีเอกลักษณโดดเดนเฉพาะตัว ท่ีเปน
สนิ คา ทีท่ าํ จากมอื ไมไ ดผ านการผลติ ในโรงงานอุตสาหกรรม ความสวยงามของงานแฮนดเมด จะขน้ึ
อยูกับจินตนาการของผูผลิต หรือผูสราง คุณคาของงานแฮนดเมดปรากฏอยูในงานแตละชิ้นงาน คือ
ไมเ หมอื นกนั 100 เปอรเ ซน็ ต เพราะไมใ ชเ ครอื่ งจกั รในการทาํ งาน ดงั นนั้ สนิ คา จงึ ออกมาดเู ปน ธรรมชาติ
มากกวาและมรี าคาคอนขา งสูง

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธบิ ายความรู (ยอ จากฉบับนักเรียน 30%)

ใหน ักเรียนรว มกนั อภิปรายขอมูล
เกี่ยวกับทกั ษะของผทู ่ีจะประกอบ
อาชพี เปน ผูผลิตสนิ คา แฮนดเมด
และถา ในชั้นเรียนมีนักเรียนที่มี
ประสบการณเก่ียวกับเร่ืองน้ีควรให
นักเรียนมาบอกเลาประสบการณตรง
ใหเพอ่ื นฟงดวย

เกร็ดแนะครู

ครูอาจอธบิ ายเพมิ่ เติมเกย่ี วกับ
การผลิตสินคา แฮนดเมด ดงั น้ี
1. พยายามดสู นิ คา แฮนดเ มดทมี่ อี ยู
ในทองตลาดใหมาก เพ่ือจะได
เกดิ มุมมองวา ควรผลติ ส่ิงใด
2. ควรผลิตสินคาที่ตนมีความถนัด ผลิตภัณฑ์ทำาด้วยมือที่มีลักษณะเฉพาะเป็นเอกลักษณ์ของท้องถ่ิน ถือว่าเป็นจุดเด่นท่ีช่วยดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค เช่น ร่มบ่อสร้าง
ถา สอ่ื เอกลกั ษณข องทอ งถนิ่ หรอื จังหวดั เชยี งใหม่ เป็นตน้ ซ่ึงผ้ซู ้ือสามารถนำาไปใชป้ ระโยชน์ไดโ้ ดยตรงและใชเ้ ป็นของทีร่ ะลึก
จังหวัดดวยกจ็ ะเปนการดี
๒) มคี วามคดิ สรา งสรรค เนอ่ื งจากการผลติ ผลติ ภณั ฑท าํ ดว ยมอื สามารถทาํ ไดง า ย ตน ทนุ ไมส งู สนิ คา ท่ี
3. ใชว ตั ถุดิบท่ีสามารถหาไดงาย
ภายในทอ งถิน่ เปนหลกั และใช ไดร บั ความนยิ มมากจะมกี ารแขง ขนั ทางการตลาดสงู มผี ผู ลติ สนิ คา ออกมาจาํ หนา ย ผผู ลติ ผลติ ภณั ฑท าํ ดว ยมอื จงึ ตอ ง
เงินลงทุนในการผลิตไมสงู มคี วามคดิ สรา งสรรคม าก โดยออกแบบสนิ คา ใหม คี วามแปลกใหม มคี วามนา สนใจแตกตา งออกไปจากสนิ คา ของผอู น่ื

4. พยายามพัฒนาสนิ คา ใหมี อยูเสมอ มีตนทุนไมสูง หรือเปนสินคาท่ีมีเอกลักษณเฉพาะตัว
ความแปลกใหมอ ยเู สมอ ทีผ่ อู ่นื ทาํ ตามไดยาก

5. หาชองทางการจัดจําหนา ยท่ี ๓) เขาใจเร่ืองการตลาด สามารถจะวิเคราะหไดวา

สนิ คา ประเภทใดทต่ี ลาดตอ งการ ควรวางตลาดชว งใด การแขง ขนั

หลากหลาย เชน ผา นทางเวบ็ ไซต เปนแบบใด ราคาจําหนายควรตั้งไวเทาไรจึงจะเหมาะสม

เพ่อื ขยายตลาด เปนตน ควรใชชองทางการจําหนายแบบใดบาง หรือควรใช

6. สํารวจความตองการของตลาด แนวทางใดที่จะทาํ ใหสินคา มีจดุ เดน นา สนใจ เพื่อจูงใจ

อยูเ สมอ เพือ่ จะไดว ิเคราะห ผูบ รโิ ภคใหมาซ้ือสินคา

ความตอ งการไดอยา งถกู ตอง การมีความรูเรื่องการตลาดจะชวยทําใหการ

ตุกตาเซรามิก เป็นผลงานท่ีผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ทำามือต้องใช้ความคิด สรางผลิตภัณฑมีความสอดคลอง หรือตรงกับความ
สร้างสรรค์เป็นอย่างมากในการสร้างสรรค์ผลงาน (จากภาพ) ตุกตา
เซรามิกทส่ี รา้ งสรรค์ออกมาเป็นรปู ผตี าโขน ตองการของผูบริโภค ซึ่งชวยทําใหจําหนายสินคาได

นกั เรียนควรรู งา ยยง่ิ ขึ้น

รมบอสราง สินคาพ้ืนเมืองท่ีไดรับ ๘๖

ความนิยมอยา งมากจากนกั ทอ งเที่ยว
ท้ังชาวไทยและชาวตางชาติ ซ่ึงรม
ชนิดน้ีจะผลิตกันมากที่บานบอสราง อ.สันกําแพง จ.เชียงใหม การวาดลวดลายและ
ระบายสีจะมีการนําเอาแปงเปยกผสมน้ํามะโกติดผา หรือกระดาษเขากับรม เพราะจะ
ทําใหมีความแข็งแรง ทนทาน และสีน้ํามันท่ีนํามาระบายจะตองผสมกับนํ้ามันมะเยา
หรือนํา้ มนั ตงั อ๊ิว กจ็ ะชวยใหร มทนแดด ทนฝน สามารถใชง านไดจ ริง

86 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

เสริมสาระ อธบิ ายความรู

มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลรตั นโกสนิ ทร์ วทิ ยาเขตเพาะช่าง ใหนักเรยี นรวมกันอธบิ ายขอ มูล
เกย่ี วกบั ความสาํ คญั ของมหาวทิ ยาลยั
มีผู้เรียนหลายคนมีแนวคิดว่า ต่อไปภายหน้าอยากไปศึกษาต่อ เทคโนโลยรี าชมงคลรตั นโกสินทร
ทางดา้ นทศั นศลิ ป ์ เพอื่ จะไดน้ าำ ความรไู้ ปประกอบอาชพี หรอื ผลติ ผลงานทาง วทิ ยาเขตเพาะชา ง เพอื่ เปนขอมลู
ด้านทัศนศิลป์ตามท่ีตนเองมีใจรัก สถาบันท่ีเปิดสอนด้านศิลปะมีอยู่หลาย สําหรับนักเรียนท่มี ีใจรกั ในงาน
แห่ง และหน่ึงในสถาบันทางด้านทัศนศิลป์ท่ีหลายคนใฝ่ฝันอยากไปศึกษา ทัศนศิลปและสนใจทจ่ี ะไปศกึ ษาตอ
ตอ่ กค็ อื “มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลรตั นโกสนิ ทร์ วทิ ยาเขตเพาะชา ง” ทางดานนใี้ นอนาคต จะไดทราบ
ขอมลู เบอื้ งตน
มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลรตั นโกสนิ ทร ์ วทิ ยาเขตเพาะชา่ ง องคพ์ ระวษิ ณกุ รรม ตงั้ อยภู่ ายในมหาวทิ ยาลยั เทคโนโลย ี
ต้ังอยู่ท่ีถนนตรีเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร ราชมงคลรัตนโกสนิ ทร์ วิทยาเขตเพาะช่าง นักเรียนควรรู
คาำ วา่ “เพาะชา ง” ไดร้ บั พระราชทานนามจากพระบาทสมเดจ็ พระมงกฎุ เกลา้
เจา้ อยหู่ วั (รชั กาลท ่ี ๖) ในวาระทไ่ี ดเ้ สดจ็ พระราชดาำ เนนิ มาทรงเปดิ โรงเรยี น เพาะชาง เปนมหาวิทยาลัยที่เปด
เมื่อวันท่ี ๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๖ เนื่องจากทรงมีพระราชดำาริห่วงใยใน สอนศลิ ปะการชา ง ตราประจาํ สถาบนั
ศิลปะการช่างของไทย เกรงว่าจะถูกอิทธิพลของศิลปะตะวันตกเข้าครอบงำา เปนรูปวงกลม มีองคพระวิษณุกรรม
อาจถึงคราวเส่ือมสูญลงได้ จึงทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดต้ังสถานศึกษา อยูตรงกลาง แสดงรัศมีท่ีสื่อถึงความ
เพ่ืออบรมให้ความรู้และฝึกหัดเยาวชนเกี่ยวกับงานช่าง เพ่ือให้ช่วยกันทำานุ รอบรูและปญญาของชางศิลปะ สี
บาำ รุงศิลปะการช่างของไทย ประจาํ สถาบนั คือ สแี ดงและสีดาํ

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตเพาะช่าง ได้เปิดหลักสูตรการสอนในระดับ นักเรียนควรรู
ปรญิ ญาตร ี ๔ ปี ทง้ั ภาคปกตแิ ละภาคสมทบ (บางสาขา) มที ้ังหมด ๔ กล่มุ วชิ า คอื ศลิ ปะประจำาชาต ิ ศิลปหตั ถกรรม วิจติ รศิลป ์
และออกแบบ สงั กัดมหาวทิ ยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร ์ สำานกั งานคณะกรรมการการอดุ มศึกษา พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา
เจาอยหู วั (รัชกาลท่ี 6) พระองคท รง
โดยผู้ท่ีประสงค์จะเข้าศึกษาต่อจะต้องผ่านการสอบคัดเลือก (สอบตรง) โดยผู้มีสิทธ์ิสมัครสอบต้องสำาเร็จการศึกษา หว งใยในศิลปะการชา งของไทย วา
ในระดับช้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.๖) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นต้น (ปวช.) หรือวุฒิการศึกษาใกล้เคียง ซึ่งสอบ จะไดร ับอทิ ธิพลของศิลปวัฒนธรรม
ท้งั วชิ าสามัญและวิชาปฏบิ ตั ิ เช่น การวาดเส้น ความถนัดในสาขาทจี่ ะศึกษา การสอบสัมภาษณ์ เปน็ ต้น ตางชาติเขา ครอบงํา และอาจทาํ ให
ศลิ ปะการชางของไทยเสื่อมสูญ
สาขาวิชาท่เี ปิดสอน ม ี ๑๓ สาขา ไดแ้ ก่ ๘. ประตมิ ากรรม (Sculpture) จงึ มพี ระราชประสงคจ ะทาํ นบุ าํ รงุ
๑. จิตรกรรมไทย (Thai Painting) ศลิ ปะการชา งของไทย โดยการกอ ต้ัง
๒. ประติมากรรมไทย (Thai Sculpture) ๙. ภาพพมิ พ์ (Graphic Arts) มหาวิทยาลัยแหงนข้ี ึ้น
๓. หัตถศลิ ป ์ (Craft) ๑๐. การถ่ายภาพ (Art of Photography)
๔. หัตถกรรม (Handicraft) ๑๑. ออกแบบนเิ ทศศิลป ์ (Visual Communication Design)
๕. เครื่องปนั ดินเผา (Ceramics) ๑๒. ออกแบบภายใน (Interior Design)
๖. เครอ่ื งโลหะและรูปพรรณอญั มณี (Metal work and Jewelry)
๗. จติ รกรรม (Painting) ๑๓. ออกแบบผลติ ภัณฑ ์ (Product Design)

มหาวทิ ยาลยั เทคโนโลยรี าชมงคลรตั นโกสนิ ทร ์ วทิ ยาเขตเพาะชา่ ง ไดผ้ ลติ ศลิ ปนิ และบคุ ลากรทางดา้ นทศั นศลิ ปม์ าอยา่ ง
มากมาย เชน่ ถวัลย ์ ดชั น,ี เฉลมิ ชยั โฆษติ พิพัฒน,์ อังคาร กัลยาณพงศ,์ ชำาเรือง วิเชยี รเขตต์, กมล ทศั นาญชล ี เปน็ ต้น

@ มมุ IT ๘๗ นกั เรยี นควรรู

สามารถศึกษาเพิม่ เตมิ เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยรี าชมงคล อญั มณี แรร ตั นชาตทิ เ่ี กดิ ขน้ึ มาจาก
รตั นโกสนิ ทร ไดจาก http://www.pohchang.rmutr.ac.th ธรรมชาติ มีความสวยงาม แข็งแรง
คงทน และหายาก อัญมณีของไทย
จะแบงออกเปน 9 ชนิด หรือทีเ่ รียกวา
“นพรตั น” หรอื “นวรัตน” หรือ “แกว
เกา ประการ” ซงึ่ ประกอบไปดว ยเพชร
ทับทิม มรกต บุษราคัม โกเมน นิล
มกุ ดา เพทาย และไพฑูรย

คมู ือครู 87

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand Evaluate

Engage Explore Explain

ขยายความเขา ใจ (ยอ จากฉบับนักเรียน 30%)

ใหน ักเรียนเลอื กปฏบิ ัติกิจกรรม กจิ กรรม ศิลปป ฏบิ ัติ
ขอใดขอ หนึ่งตอ ไปนี้
กจิ กรรมที่ ๑ ใหนักเรียนแบง กลุม กลมุ ละ ๕ คน ใหไปสัมภาษณบ ุคคลที่มีอาชีพเก่ียวของกับงานทัศนศิลป หรอื
1. แบง กลมุ 5คนไปสมั ภาษณบ คุ คล ผลิตสินคาประเภทผลิตภัณฑทําดวยมือ โดยศึกษาข้ันตอนการผลิตช้ินงาน ชองทางการจําหนาย
ท่มี อี าชีพทางดา นทศั นศิลป กจิ กรรมท่ี ๒ ความมนั่ คง และความกา วหนา ของอาชพี จากนนั้ นาํ ขอ มลู มาจดั ทําเปนรายงานพรอ มภาพประกอบ
หรอื ผลติ สินคาแฮนดเ มด โดย กิจกรรมที่ ๓ แลวสงครผู ูสอน
ศกึ ษาข้ันตอนการผลิตสินคา เชญิ วทิ ยากรมาบรรยายและแนะแนวทางในการเลอื กศกึ ษาตอ หรอื ประกอบอาชพี ที่ใชค วามรทู างดา น
การจดั จาํ หนา ย ความมน่ั คง และ ทัศนศิลป แลวใหน กั เรยี นแตล ะคนสรุปสาระความรูจากการบรรยายของวิทยากร แลว สง ครผู ูสอน
ความกาวหนาของอาชีพ จัดทํา จงตอบคาํ ถามตอไปน้ี
เปน รายงาน พรอมภาพประกอบ ๑. จงวเิ คราะหถึงคณุ ประโยชนท ี่บคุ คลจะไดร บั จากการศกึ ษา หรอื ปฏบิ ตั ิงานทางดา นทศั นศิลป
สงครผู ูสอน ๒. ใหย กตวั อยา งและอธบิ ายถงึ อาชพี ทสี่ ามารถใชค วามรทู างดา นทศั นศลิ ปในการสรา งสรรคผ ลงาน

2. ใหนกั เรียนระบุอาชพี ทีเ่ กยี่ วขอ ง มา ๑ อาชพี
กับงานทัศนศลิ ปแ ละทักษะที่
จาํ เปนตอการประกอบอาชีพ
ดงั กลาวอยางนอย 5 อาชพี
จัดทําเปน รายงาน สงครผู ูสอน

ตรวจสอบผล การศกึ ษาเรยี นรทู างดา นทศั นศลิ ป นอกจากจะชว ยทาํ ใหเ กดิ ความรู ความเขา ใจ มสี นุ ทรยี ภาพ รจู กั ชน่ื ชม

ครูพิจารณาจากการระบุอาชีพที่ ความงามของผลงานทัศนศิลปทีศ่ ิลปน ไดสรา งสรรคขึน้ หรอื สามารถออกแบบสรา งสรรคผลงานทัศนศลิ ปตาม
สามารถนําความรทู างดา นทศั นศิลป ความคดิ และจนิ ตนาการของตนไดแ ลว ประสบการณแ ละความรพู น้ื ฐานทไ่ี ดร บั ยงั สามารถนาํ ไปใชใ นการประกอบ
ไปใชป ระโยชนและทักษะท่ีจาํ เปน อาชพี ไดอ กี ดว ย ซง่ึ ปจ จบุ นั มอี าชพี จาํ นวนมากทต่ี อ งใชค วามรทู างดา นทศั นศลิ ปแ ละความตอ งการตลาดแรงงาน
ในการประกอบอาชพี นน้ั ของนักเรียน ทางดา นนย้ี งั เปด กวา งอกี มาก ซง่ึ ถา นกั เรยี นสนใจ รกั ในงานทศั นศลิ ปแ ละมฝี ม อื ทางดา นน้ี กส็ ามารถยดึ เปน อาชพี
สรา งรายไดเ ล้ียงตนเองและครอบครวั ใหมีความสขุ ได

แหสลดักงฐผานลการเรยี นรู

1. รายงานการสัมภาษณบ ุคคลท่ี
มอี าชีพทางดานทศั นศิลป หรือ
ผลติ สนิ คาแฮนดเมด

2. รายงานระบอุ าชีพท่เี ก่ยี วขอ งกับ
งานทัศนศิลป

๘๘

เกร็ดแนะครู

(แนวตอบ กจิ กรรมศลิ ปป ฏบิ ัติ กิจกรรมท่ี 3
1. มีความรู ความเขา ใจ รูจักชน่ื ชมในผลงานทัศนศลิ ป สามารถสรางสรรคผลงานทัศนศิลป

ตามประเภทท่ีตนพงึ พอใจ และนําความรทู างดา นทศั นศลิ ปไ ปใชประกอบอาชีพได
2. พิจารณาจากคาํ ตอบของนกั เรียน โดยอยูใ นดุลยพินิจของครผู สู อน)

88 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage

Explore Explain Elaborate Evaluate

เปา หมายการเรยี นรู

เลือกงานทัศนศิลปโดยใชเ กณฑที่
กําหนดข้นึ อยางเหมาะสมและนาํ ไป
จัดนทิ รรศการ

๖ กระตุน ความสนใจ

หนว ยท่ี ครูหาภาพตวั อยางการจดั
การจัดนทิ รรศการทางทศั นศลิ ป นิทรรศการทางทศั นศิลปม าให
กตวั ช้วี ัด ารจัดนิทรรศการเปนความรูอีกแขนงหน่ึงท่ีผูศึกษา นักเรียนดู และต้งั คําถาม ดังนี้
■ เลอื กงานทศั นศลิ ปโ์ ดยใชเ้ กณฑท์ ก่ี าำ หนดขนึ้ อยา่ งเหมาะสมและ ทศั นศลิ ปจาํ เปนตองเรยี นรู เพราะนทิ รรศการเปรียบเสมือน
นำาไปจัดนทิ รรศการ (ศ ๑.๑ ม.๓/๑๑) เวทีท่ีจะไดม ีโอกาสนาํ ผลงานทัศนศิลปไปจัดแสดง ซ่ึงอาจเปน • ใครเคยไปชมนิทรรศการทาง
ทัศนศิลปท่ีจัดขน้ึ ภายนอก
ผลงานที่ผูเรียนและเพื่อนรวมชั้นเรียนไดสรางสรรคขึ้น หรือ โรงเรยี นบา ง ถาเคย ลักษณะ
เปนผลงานของศิลปนก็ได แตการจัดนิทรรศการทางทัศนศิลป ของนทิ รรศการเปน อยางไร
จะเกิดขึ้นไดตองอาศัยผลงานทัศนศิลป ซึ่งตองมีทั้งปริมาณและ
สาระการเรยี นรูแกนกลาง คุณภาพ ดงั น้นั จงึ ควรทราบหลกั เกณฑทใี่ ชสาํ หรับคัดเลอื กผลงาน • นักเรยี นไดรับประโยชนอ ยางไร
ทัศนศิลปเพื่อนําไปใชจัดนิทรรศการ และนําความรูน้ีไปใชประโยชน จากการไปชมนิทรรศการ
■ การจัดนิทรรศการ (แนวตอบ ขน้ึ อยูก บั ทัศนะของ
นักเรยี น คาํ ตอบไมมีถูก-ผดิ )
ในชีวติ จรงิ ได
เกรด็ แนะครู

การเรียนการสอนในหนวยน้ี
ครูอธิบายใหน ักเรยี นเขาใจวา
นิทรรศการทางทัศนศิลปใหค วามรู
ใหค วามรนื่ รมยท างใจแกผ ชู ม เปน เวที
สําหรับผูสรางสรรคและผูที่รักในงาน
ทศั นศลิ ป ผชู มจาํ นวนมากคาดหวงั จะ
ไดเห็นผลงานทัศนศิลปที่หลากหลาย
เหน็ ถงึ ความคดิ สรา งสรรค พฒั นาการ
ทางทัศนศิลป ดังน้ัน จึงจําเปนตอง
มีการคัดกรองผลงานที่จะนําไปจัด
แสดง เพอื่ ใหน ทิ รรศการทางทศั นศลิ ป
นน้ั เปนนทิ รรศการที่มีคุณภาพ

คูมือครู 89

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage Explore13 January 2016 11:14ExApMlain Elaborate Evaluate
นร.ทศั นศลิ ป ม.3 N6 089-102_O.k

กระตุนความสนใจ (ยอ จากฉบบั นกั เรยี น 30%)

ใหนักเรียนชมคลิปวิดีโอเก่ียวกับ ๑. ความสÓคÞั ¢องนทิ รรศการทางทศั นศลิ ป์
การจดั นิทรรศการทางทศั นศลิ ป แลว
ใหนักเรียนแสดงความคิดเห็น หรือ การศกึ ษาวิชาทศั นศิลป นอกเหนอื จากการเรยี นรวู ิธกี ารสาํ หรับสรา งสรรคผลงานทศั นศิลปแ ลว ความรู
ความรูส ึกทมี่ ตี อบรรยากาศของงาน
และทักษะท่ีผเู รยี นควรจะมอี กี ประการหนึ่ง คอื การจดั นทิ รรศการ (Exhibition) ทางทัศนศิลป ซ่ึงมแี นวทางการจดั ท่ี
สาํ รวจคนหา
หลากหลาย โดยขน้ั ตอนสาํ คญั ทจ่ี ะทาํ ใหส ามารถจดั นทิ รรศการขน้ึ ได คอื การเกบ็ รวบรวมผลงานเพอ่ื นาํ มาจดั แสดง
ใหน ักเรียนไปสบื คน ขอมูล
เกย่ี วกบั ความสําคัญของนทิ รรศการ โดยตอ งมเี กณฑท เ่ี หมาะสมสาํ หรบั นาํ มาใชค ดั กรองใหเ หลอื เพยี งผลงานทสี่ อดคลอ งกบั วตั ถปุ ระสงค หรอื เปน ผลงาน
ทางทศั นศิลปแ ละขนั้ ตอนการจัด
นทิ รรศการทางทัศนศลิ ป นบั ตั้งแต ท่ีมคี ณุ ภาพ เพอ่ื นาํ ไปจดั นทิ รรศการไดเทา นน้ั
ขน้ั วางแผนงาน ข้ันปฏบิ ตั งิ าน
และขนั้ แสดงผลงาน การแสดงผลงานทางทศั นศลิ ป จะใชผ ลงานทศั นศลิ ปป ระเภทใดประเภทหนง่ึ เชน จติ รกรรมสนี า้ํ สนี าํ้ มนั

อธบิ ายความรู งานประตมิ ากรรม งานภาพพมิ พ เปน ตน หรอื จะนาํ งานหลากหลายประเภทมาแสดงรวมกนั กไ็ ด สาํ หรบั ในระดบั ชน้ั

ใหนักเรียนอภิปรายขอมูลเกี่ยวกับ น้ีมีวัตถุประสงคเพื่อนําผลงานที่ผูเรียนไดสรางสรรคข้ึนในการเรียนวิชาทัศนศิลป หรือผลงานของบุคคลอื่น หรือ
ความสําคัญของงานทัศนศิลป โดย
ใหน กั เรยี นทเ่ี คยมโี อกาสไปชมการจดั ของศิลปินนํามาจัดแสดง เพื่อใหผูอื่นไดมีโอกาสชื่นชมผลงานทัศนศิลปท่ีทําเสร็จสมบูรณแลว เพ่ือสรางเสริม
นทิ รรศการทางทศั นศลิ ปน อกโรงเรยี น
ออกมาเลาประสบการณใหเพ่ือนฟง สนุ ทรยี ศลิ ป เผยแพรค วามรู และฝก ทกั ษะทางดา นการบรหิ ารจดั การ ซงึ่ ความสาํ คญั ของการจดั นทิ รรศการทางทศั นศลิ ป
จากนั้นสรุปประเด็นสําคัญท่ีผูชมจะ
ไดร บั จากการไปชมนิทรรศการ สามารถสรปุ ได ดงั ตอ ไปนี้
๑) สง เสรมิ ความรู ความสนใจ เปน การสง เสรมิ ความรู ความสนใจทางทศั นศลิ ปไ ดอ ยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ
นกั เรยี นควรรู
เพราะการเขาชมนิทรรศการทางทัศนศลิ ปผเู ขาชมจะตอ งใชเ วลาและเดินชมตามเสนทางท่ีกําหนดไว ซง่ึ เมอ่ื ชมจบ
นิทรรศการ (Exhibition) การแสดง
ผลงาน สนิ คา ผลติ ภณั ฑ หรอื กจิ กรรม ผชู มจะสามารถเขาใจเรือ่ งราว หรือเนื้อหาทีผ่ ูจดั ตองการส่ือสาร เสมือนเปนการเติมความรใู หกับตนเอง นอกจากนี้
ใหคนท่ัวไปไดชม ถือเปนวิธีการ
ประกาศ โฆษณา ประชาสัมพนั ธ การจัดนิทรรศการทางทัศนศิลปยังชวยฝกจินตนาการอยางเปนระบบและคิดออกมาเปนภาพ ซึ่งทักษะในดานนี้
อยางหนึ่ง ทจี่ ําเปนตองมสี ่งิ ของ
ภาพ ตลอดจนการแสดง เพื่อดงึ ดดู สามารถนาํ ไปใชในการดาํ เนนิ ชีวิตประจําวันดา นอน่ื ๆ ไดอ ีกดวย
ความสนใจของผูที่จะเขามาชมงาน
เชน การจัดนทิ รรศการทาง ๒) สง เสริมการแสดงออก การไดล งมอื จดั
วทิ ยาศาสตร การจัดนทิ รรศการ
ทางทัศนศิลป การจดั นทิ รรศการ แสดงนทิ รรศการทางทศั นศลิ ปเ อง ผเู รยี นจะไดน าํ ความรู
ทางเทคโนโลยี เปน ตน ซ่ึงเปน การ
จัดเพอื่ ใหผูชมทราบถึงเร่อื งราว ทผี่ า นการศกึ ษาเลา เรยี นซง่ึ เปน ภาคทฤษฎมี าใชถ า ยทอด
ประวัติความเปนมา และสิง่ ทผี่ ูผลิต
สรา งข้นึ เปน ผลงานรปู ธรรมซงึ่ เปน ภาคปฏบิ ตั ิ ถอื เปน การไดล งมอื

ปฏบิ ตั จิ รงิ ซง่ึ จะชว ยทาํ ใหเ กดิ ความรู ความเขา ใจสงิ่ ทไ่ี ด

เรยี นรมู ากยงิ่ ขนึ้ รวมทงั้ ประสบการณต รงเชน นจี้ ะมผี ลตอ

ผูเรียนเมื่อตองไปประกอบอาชีพการงานในอนาคต
๓) สง เสรมิ ความสามคั คี การจดั นทิ รรศการ

ทางทศั นศลิ ปจ ะประสบความสาํ เรจ็ ได จะตอ งอาศยั ความ

รวมมือจากบุคคลหลายฝายที่จะตองรวมมือกันทํางาน

ตามแผนที่ไดกําหนดไว ดังน้ัน การจัดนิทรรศการ

การเขา้ ชมนทิ รรศการทางทศั นศลิ ป ์ จะชว่ ยทาำ ใหผ้ ชู้ มเขา้ ใจความงาม ทางทัศนศิลปจึงชวยเสริมพลังความสามัคคีใหเกิดขึ้น
ของผลงานทศั นศลิ ป ์ สรา้ งความอม่ิ เอมใจ รวมทง้ั ไดค้ วามรดู้ า้ นตา่ งๆ ทางออมในระหวางลงมือปฏิบัติงาน รวมท้ังยังจะเปน
ตามแตศ่ ิลปินจะถา่ ยทอดออกมา
ประสบการณท ช่ี ว ยสอนใหเ รารจู กั การทาํ งานเปน หมคู ณะ

๙๐

@ มุม IT

สามารถชมคลปิ วิดีโอเกย่ี วกบั การจดั นทิ รรศการทางทัศนศลิ ป
ไดจาก http://www.youtube.com โดย search คาํ วา นิทรรศการ
ทางทัศนศลิ ป หรือ Art Exhibition

90 คูม ือครู

กระตุน ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู 2015ข7ย:29าPยMความเขาใจ ตรวจสอบผล
Evaluate
Explore Exp1l5aiDnecember
Engage นร.ทัศนศิลป ม.3 N6 089-102_OE.kxpand

อธิบายความรู

ครูขออาสาสมคั รนักเรยี นใหมา
อธิบายขอมูลเกย่ี วกับขั้นตอนการ
วางแผนการจัดนิทรรศการทาง
ทัศนศิลปว ามีขั้นตอนยอ ยๆ ใดบาง
หรือมีหลกั การดําเนนิ งานอยางไร

ò. ¢ัน้ µอนการจดั นทิ รรศการทางทัศนศลิ ป์ เกรด็ แนะครู

การจดั นทิ รรศการทางทศั นศลิ ปใ นแตล ะงาน อาจมคี วามแตกตา งกนั ในดา นวตั ถปุ ระสงค ลกั ษณะของงาน ครูเนนย้ําใหนักเรียนเขาใจวา หาก
ประเภทของงานทน่ี าํ มาจดั แสดง หรอื กลมุ ผชู ม แตข ้ันตอนในการดาํ เนินงานจะมลี กั ษณะเดียวกัน ดงั ตอ ไปนี้ ตองการใหการจัดนิทรรศการประสบ
ผลสําเร็จ ควรดาํ เนินการดงั ตอ ไปน้ี
๒.๑ ขัน้ การวางแผน
1. ควรมกี ารวางแผนไวลว งหนา
เปน การเตรยี มการเพอ่ื กาํ หนดขน้ั ตอนสาํ หรบั เปน กรอบในการปฏบิ ตั งิ าน เพอื่ ใหบ คุ คลทเ่ี กยี่ วขอ งมองเหน็ และมเี วลาในการเตรยี มตวั อยา ง
ภาพรวมของงาน เขา ใจลักษณะของงานไดตรงกัน ซง่ึ การวางแผนจะตองมคี วามชดั เจนในประเดน็ ตางๆ ดังตอ ไปนี้ พอเพยี ง

๑) วตั ถปุ ระสงคใ นการจัด ตอ งระบใุ หชดั เจนวาวตั ถุประสงคหลกั ในการจดั ตอ งการสิ่งใด เชน เพ่ือให 2. ควรแบงหนาท่ีความรับผิดชอบ
ในทมี โดยพิจารณาจากความ
ผเู รยี นไดม โี อกาสแสดงผลงานทต่ี นสรา งสรรค หรอื ใหเ หน็ ผลงานของศลิ ปนิ ทมี่ ชี อ่ื เสยี ง เพราะวตั ถปุ ระสงคใ นการจดั ถนดั ของแตละบุคคล
จะมีความสัมพันธกับการคัดเลือกผลงานท่ีนํามาแสดง ทั้งน้ี วัตถุประสงคไมควรกําหนดใหมีหลายประการ ซ่ึง
วัตถุประสงคที่ชัดเจนจะชว ยทาํ ใหผ ูปฏิบตั งิ านทง้ั คณะมองเห็นเปา หมายไดตรงกัน 3. ตดิ ตอ ประสานงานประชาสมั พนั ธ
ขอความรวมมอื จากบคุ คลทม่ี ี
๒) สถานทจ่ี ดั ควรระบใุ หช ัดเจนวา จะใชพ ้นื ท่บี ริเวณใดของโรงเรยี น ภายในหอ งเรียน หรอื ภายนอก หนา ที่เก่ยี วขอ ง

หองเรยี น ทัง้ น้ี สถานทสี่ าํ หรับจัดนทิ รรศการทางทัศนศิลปค วรเปน พื้นที่กวางพอสมควร เพ่อื ใหม ีพ้ืนที่ตดิ ตง้ั ผลงาน 4. การประชาสมั พันธก ารจัด
และรองรับจํานวนผูชมซ่ึงอาจมีเปนจํานวนมากและควรเปน พ้ืนทโ่ี ปรง อากาศถายเทไดสะดวก มแี สงสวา งเพียงพอ นทิ รรศการ
ปราศจากสงิ่ รบกวนตางๆ
5. คัดเลอื กผลงานท่จี ะนํามาจัด
๙๑ แสดง โดยการพจิ ารณาอยาง
รอบคอบและสมเหตสุ มผล

6. จัดเตรยี มวัสดุ อปุ กรณ และ
เคร่ืองมือ เพ่อื ใชในการจดั
นิทรรศการ

7. ดําเนนิ การจดั สรางตามขนั้ ตอน
ทไี่ ดม ีการวางแผนไว

8. วางสงิ่ ของท่แี สดงในตาํ แหนง
ทกี่ าํ หนดไว โดยจัดไวใ หอยู
ในระดับสายตาของผูชม

นกั เรียนควรรู คูมือครู 91

วตั ถปุ ระสงคห ลกั เปน หวั ใจของการวางแผนงานและเปน เสมอื นเปา หมายหลกั ทจ่ี ะทาํ ใหผ รู ว มงาน
ทกุ ฝา ยเขา ใจวตั ถปุ ระสงคห ลกั ของการจดั นทิ รรศการ สาํ หรบั การจดั นทิ รรศการในระดบั ของนกั เรยี น
อาจกาํ หนดใหม เี พยี ง 1 - 2 วตั ถปุ ระสงคก เ็ พยี งพอ ไมค วรมมี าก เพราะอาจจะทาํ ใหน ทิ รรศการมคี วาม
หลากหลาย การควบคุมงานใหอยูในกรอบจะเกิดความยากลําบาก และเมื่อกําหนดวัตถุประสงค
ไดแ ลว จะตองสอื่ สารและทาํ ความเขาใจกบั ทมี งานทั้งหมดใหเ ขา ใจตรงกัน

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Expand
Explain Evaluate

Explorนeร.ทศั นศิลป ม.3 N6 089-102_O.k

อธบิ ายความรู (ยอจากฉบบั นกั เรยี น 30%)

ใหน กั เรยี นอภปิ รายขอ มลู เกยี่ วกบั ๓) ระยะเวลาในการจัด นิทรรศการทาง
การวางแผนการจัดนทิ รรศการ โดย
ครูชว ยเสรมิ ขอ มูล ทัศนศิลปอาจจัดข้ึนในชวงกอนปิดภาคเรียนเทอมตน
ชวงปลายป หรือจัดระหวางวันเทศกาลตางๆ การระบุ
เกรด็ แนะครู เวลาทีแ่ นนอนและมีเวลาเตรียมการท่เี หมาะสม จะทําให
สามารถคัดเลือกผลงานที่มีคุณภาพนํามาแสดงไดเปน
ครคู วรอธบิ ายเพมิ่ เตมิ ใหน กั เรยี น จาํ นวนมาก
เขาใจวา ข้ันตอนการวางแผนเปน
ส่ิงสําคัญมาก ตองระดมความคิด ๔) กลมุ เปา หมายในการจดั ตอ งใหม คี วาม
จากทุกฝาย เพื่อสรุปความคิดเปน
แผนงาน ซง่ึ ถา แผนมกี ารจดั ทาํ อยา ง ชดั เจนวา กลมุ บคุ คลทตี่ อ งการใหเ ปน เปา หมายหลกั ทจี่ ะ
รอบคอบ รัดกุม และปฏิบัติงานไป ไดร บั ประโยชนจากการจดั นทิ รรศการคอื ใคร อาจจะเปน
ตามแผนทวี่ างไว การจดั นทิ รรศการ ผูเรียนที่เปนเจาของผลงานทัศนศิลป ผูเรียนที่เปนผูชม
ยอมจะสําเร็จไดไมยาก ท้ังน้ี หัวใจ การกาำ หนดกลมุ่ ผชู้ มเปน็ เปา้ หมายหลกั กอ่ นการจดั นทิ รรศการ เพราะ นิทรรศการ การรูกลุมเปาหมายหลกั จะมคี วามสําคญั ตอ
ในการทาํ งานประการหนง่ึ กค็ อื ตอ ง จะชว่ ยทาำ ใหจ้ าำ กดั ขอบเขตการเลอื กผลงานทจ่ี ะนาำ มาจดั แสดงไดง้ า่ ยขน้ึ การกาํ หนดปจ จยั อ่ืนๆ ของการจดั นิทรรศการ
ทําใหผูเก่ียวของทุกฝายมองเห็น
ภาพรวมของงานไดแ ละเขา ใจตรงกนั ๕) งบประมาณ เปน ปจ จยั สาํ คญั อยา งหนง่ึ ตอ ความสาํ เรจ็ ของงาน การจดั นทิ รรศการจาํ เปน ตอ งมคี า ใชจ า ย
เหน็ เปน ภาพเดยี วกนั งานกจ็ ะดาํ เนนิ
ไปอยา งมีประสิทธิภาพ ถึงแมจะมจี าํ นวนไมมาก แตก็ตอ งทาํ บัญชีรายรบั - รายจาย ทราบแหลงทีม่ าและจาํ นวนงบประมาณทจี่ าํ เปน ตอ งใช
เชน ไดจ ากการสนับสนนุ ของโรงเรียน ผูเรยี นชว ยกันบรจิ าค เปนตน การใชจ ายเงนิ ตองระมัดระวงั พงึ จา ยเฉพาะ
สิง่ ท่มี คี วามจําเปน ทง้ั นี้ ควรมงี บประมาณสาํ รองไวบ า ง เพือ่ ไวใ ชจ า ยสาํ หรบั การแกไขปญหาเฉพาะหนา

๖) วิธีการจัด จะจัดอยางไร ใครเปนผูจัด เชน ถาจัดเพียงหองเรียนเดียว อาจจัดบริเวณหนาหอง

ใหผ เู รยี นในหอ งเปน ผจู ดั หรอื จะจดั ทง้ั ระดบั ชนั้ กต็ อ งใหผ เู รยี นในหอ งอน่ื ๆ เขา มารว มเปน คณะทาํ งาน เปน ตน ทง้ั น้ี
ตองมีการแบงหนาที่วาใครจะรับผิดชอบงานสวนใด โดยอาจแบงเปนฝายๆ เชน ฝายการเงิน ฝายประชาสัมพันธ
ฝายสถานที่ ฝา ยคัดเลอื กและตดิ ต้งั ผลงาน ฝา ยประสานงาน ฝา ยพิธีการ ฝา ยประเมนิ ผล เปนตน

นกั เรยี นควรรู พนื้ ที่จัดนิทรรศการควรเปน็ พื้นทีโ่ ล่งกว้าง เพอ่ื ใหผ้ ชู้ มได้ใชเ้ วลาชมผลงานได้อย่างสะดวก

กลมุ เปา หมาย หรอื Target Group ๙๒
เปนหัวใจสําคัญอยางหนึ่งของการ
วางแผน การจัดนิทรรศการตอง นักเรียนควรรู
ประชุมและกําหนดเปาหมายท่ี
แนน อนวา กลมุ เปา หมายหลกั คอื ใคร ฝายสถานท่ี จะตองพิจารณาในลักษณะของโครงสรางวามีความแข็งแรง กันแดด ฝน ลมหรือไม
เพราะจะไดเตรียมงานและส่ิงตางๆ ท้ังนี้ จะตอ งเปนพื้นที่โปรง กวา งขวาง มที างเขา - ออกสะดวก อากาศถา ยเทไดด ี อณุ หภมู ิพอเหมาะ
รองรบั ไดถ กู เนอื่ งจากผชู มแตล ะกลมุ ไมรอน หรือเย็นจนเกินไป มีแสงสวางท่ีเพียงพอ ปราศจากเสียงท่ีดังรบกวน และสามารถควบคุม
จะมีพฤติกรรมในการชมแตกตาง บรรยากาศ หรือสภาพแวดลอ มไดด ี
กันออกไป สวนผูชมกลมุ อ่นื ๆ ใหถือ
เปนสวนเสริม ทั้งนี้ ไมควรกําหนด
ผูชมกลุมเปาหมายหลักในลักษณะ
ท่กี วาง เชน ประชาชนท่ัวไป บุคคล
ท่ีสนใจผลงานทศั นศลิ ป เปน ตน
เพราะจะทาํ ใหเ ตรยี มงานไดลาํ บาก

92 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคนหา อธบิ ายความรู 2015ข7ย:29าPยMความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Exp1l5aiDnecember Evaluate
Engage Explore นร.ทัศนศลิ ป ม.3 N6 089-102_OE.kxpand

๒.๒ ข้ันปฏิบัติงาน อธบิ ายความรู

ขั้นตอนน้ีเปนการลงมือปฏิบัติงานใหนิทรรศการเกิดข้ึนจริง หลังจากท่ีวางแผนแบงภาระหนาท่ีใหแตละ ใหน ักเรียนรว มกันอภิปรายขอมลู
ฝายนําไปปฏิบัติแลว ควรมีการประชุมเพื่อติดตามงานเปนระยะๆ วาแตละงานมีความคืบหนาไปมากนอยเพียงใด เกี่ยวกับความสาํ คญั และลกั ษณะการ
ภาระหนา ทีท่ ี่สาํ คัญในขนั้ ตอนนี้ จะประกอบไปดวย ออกแบบงานนิทรรศการใหน า สนใจ
โดยครูชวยอธิบายเสริม
๑) การออกแบบงาน การออกแบบถือเปนหัวใจสําคัญของการจัดนิทรรศการ เพราะชวยทําใหงานมี
เกรด็ แนะครู
ความโดดเดน กระตนุ ความสนใจของผชู ม หรอื ชมงานดว ยความเพลดิ เพลนิ มองเหน็ คณุ คา และความหมายของงาน
นิทรรศการ การออกแบบงานนิทรรศการจะประกอบไปดวยการออกแบบโครงสรางท่ีเปนภาพรวมของนิทรรศการ ครูควรอธิบายใหนักเรียนเขาใจวา
พ้ืนท่ีท่ีใชแสดงผลงานทัศนศิลป ซุมประตูทางเขา - ออก และอื่นๆ การตกแตงบริเวณงานใหมีสีสันท่ีนาสนใจและ การออกแบบงานจะชวยดึงดูดความ
มีความแตกตางไปจากสภาพแวดลอมใกลเคียง อาจมีการจัดสวนหยอม น้ําพุ สรางทางเดินเล็กๆ จัดหามุมนั่ง สนใจของผชู ม ซงึ่ การจะออกแบบงาน
พักผอ น ออกแบบแผน ปา ยเพ่อื บอกขอ มูลสงั เขปของผลงานแตละช้ิน นอกจากน้ี ยงั หมายรวมไปถงึ การจัดแสงไฟ ใหไดดี ผูออกแบบตองไปชมแนวทาง
สอ งสวา งใหม คี วามนมุ นวล หรอื การเปดิ เสยี งเพลงคลอเบาๆ เพอ่ื สรา งอารมณใ หก ารชมนทิ รรศการเกดิ ความรนื่ รมย การจดั นทิ รรศการตางๆ ใหมาก เพือ่
มากยงิ่ ขึน้ ทั้งน้ี การออกแบบและตกแตง ภายในงานจะตอ งมีความสมั พันธกลมกลืนกบั เนื้อหาของนทิ รรศการดว ย จะไดเกิดความคิดสรางสรรค ทั้งนี้
ตอ งพงึ ระมดั ระวงั อยา ใหก ารออกแบบ
เกร็ดศิลป งานไปกลบความสําคัญและดึงความ
สนใจออกจากผลงานทัศนศิลปท่ีนํา
หอศลิ ปกรุงเทพมหานคร มาจดั แสดง
มชี อ่ื เรยี กอยา่ งเปน็ ทางการวา่ “หอศลิ ปวฒั นธรรมแหง่ กรงุ เทพมหานคร”
(Bangkok Art and Culture Centre) ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกปทุมวัน หัวมุมถนน นกั เรียนควรรู
พระรามที ่ ๑ และถนนพญาไท ตรงขา้ มศูนย์การคา้ มาบุญครองและสยามดสิ คัฟเวอร่ ี
เริ่มกอ่ สรา้ งต้งั แต ่ พ.ศ. ๒๕๓๗ แลว้ เสร็จเมอ่ื พ.ศ. ๒๕๕๑ ตวั อาคารสงู ๙ ช้นั มีพนื้ ท่ี ขอ มูลสังเขปของผลงาน ใหร ะบุ
จัดแสดง ๔,๐๐๐ ตารางเมตร สถาปนิกออกแบบให้เป็นทรงกระบอก ซ่ึงสามารถ เฉพาะขอมูลทีส่ ําคญั ไดแก
เชอ่ื มตอ่ ระหวา่ งอาคารไดด้ ว้ ยทางเดนิ วนเปน็ แนวเอยี งขนึ้ เพอ่ื ใหผ้ ชู้ มสามารถชมงาน ชือ่ ผสู รางสรรค พ.ศ. เทคนิค วิธีการ
ทศั นศลิ ปใ์ นแต่ละชั้นไดอ้ ย่างต่อเนือ่ ง นอกจากน้ ี ตัวอาคารยงั สามารถรบั แสงสวา่ ง ขนาด ประเภทผลงาน และขอ มลู
จากภายนอกได้ โดยที่แสงจะไม่มีผลกระทบต่อผลงานทัศนศิลป์ที่แสดงอยู่ภายใน สังเขป พิมพ หรอื เขยี นบนกระดาษ
โดยมหี อ้ งแสดงนทิ รรศการอยดู่ ว้ ยกนั หลายหอ้ ง เปดิ ใหเ้ ขา้ ชมตงั้ แตเ่ วลา ๑๐.๐๐ น. – พื้นสอี อนแลว นาํ ไปตดิ ใกลๆ ผลงาน
๒๑.๐๐ น. วนั องั คารถงึ วันอาทติ ย ์ (หยุดทกุ วนั จันทร์)
นกั เรยี นควรรู
นอกจากหอศิลปกรุงเทพมหานครแล้ว ยังมีหอศิลป์อีกหลายแห่งกระจาย
อยู่ตามจังหวัดต่างๆ มีท้ังของหน่วยงานของรัฐและเอกชนที่สามารถจะเข้าไปชื่นชม การชมนทิ รรศการผชู มตอ งใชส มาธิ
ผลงานทศั นศลิ ปไ์ ด ้ เชน่ พพิ ธิ ภณั ฑส์ ถานแหง่ ชาต ิ หอศลิ ป กรงุ เทพมหานคร หอศลิ ป และจินตนาการ ดังน้ัน เสียงเพลง
วัฒนธรรมมหาวิทยาลัยขอนแก่น จงั หวัดขอนแกน่ หอศลิ ปวัฒนธรรมเมอื งเชยี งใหม่ ท่ีใชควรเปนเพลงบรรเลงจังหวะชาๆ
จงั หวดั เชยี งใหม ่ หอศลิ ปร์ มิ นา่ น จงั หวดั นา่ น หอศลิ ปน์ ครหาดใหญ ่ เฉลมิ พระเกยี รตฯิ และเปดคลอเบาๆ ซ่ึงจะชวยสราง
จงั หวดั สงขลา หอศลิ ปะและวัฒนธรรมภาคตะวันออก จงั หวดั ชลบุรี เปน็ ต้น ความเพลิดเพลินและสรางอารมณ
สนุ ทรยี ะใหกับผูชมไดมากยิ่งข้นึ
๙๓

คมู ือครู 93

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจค1น 5หDeาcember อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Elaborate Evaluate
2015 7:2E9xpPMlain
Explorนeร.ทศั นศลิ ป ม.3 N6 089-102_O.k

อธบิ ายความรู (ยอ จากฉบับนกั เรียน 30%)

ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายขอมูล
เกย่ี วกบั ขนั้ ตอนการแสดงผลงาน หรอื
ขน้ั แสดงนทิ รรศการทางทศั นศลิ ปว า มี ๒) จัดหาวสั ดุ อปุ กรณ การจดั นทิ รรศการ
รายละเอยี ดในการปฏบิ ตั อิ ยา งไร โดย
ครชู ว ยเสรมิ ขอมลู ทางทัศนศิลปแตละคร้ังตองใชวัสดุ อุปกรณเปนจํานวน

มาก เชน บอรด ผา แผน โฟม กระดาษ สี เครอื่ งเสยี ง อปุ กรณ

ไฟฟา และอน่ื ๆ เปน ตน สาํ หรบั นาํ มาใชใ นการแสดงและ

ตกแตง เพอื่ ใหท ราบจาํ นวนทตี่ อ งใช ปอ งกนั ความสบั สน

และการสูญหาย จึงควรทําตารางบันทึกวัสดุ อุปกรณ

นกั เรยี นควรรู พรอมระบุแหลงท่ีมา เชน ยืมจากใคร ซื้อมาจากท่ีใด
ไวเ ปน หลกั ฐาน เปน ตน
ตารางบันทึก ถือเปนฐานขอมูลท่ี
ชวยกันลืม เพราะในชวงปฏิบัติงาน ๓) การลงมือติดตั้งผลงาน หลังจากที่
จริงอาจมีความฉุกละหุก หลายคนจะ
ลมื วา มวี ัสดุ อุปกรณใดบา ง มจี าํ นวน คัดเลือกผลงานทัศนศิลปไดแลว จึงนํามาติดต้ังตามผัง
เทาใด การมีฐานขอ มลู จะชว ยในเรอ่ื ง ก่อนการนาำ ผลงานมาติดตง้ั ควรออกแบบแผนผังไวล้ ว่ งหน้า เพ่ือชว่ ย ทอ่ี อกแบบไว การดาํ เนนิ งานในขน้ั ตอนนต้ี อ งอาศยั ความ
การบรหิ ารจดั การ สามารถจะประเมนิ ปอ้ งกนั ความเสยี หายทจี่ ะเกดิ จากการตดิ ตงั้ ผดิ ตาำ แหนง่ จนตอ้ งรอื้ ถอน รว มมอื จากฝา ยตา งๆ และตอ งใชค วามระมดั ระวงั อยา งสงู
ไดวามีสิ่งของ หรือวัสดุ อุปกรณใดที่ เพราะอาจทาํ ใหผ ลงานเกิดความชํารุดเสยี หายได ท้ังน้ี การติดตงั้ ผลงานควรจดั แบง ออกเปนประเภทตา งๆ ไดแก
กําลังจะหมดจะไดจัดหามาเตรียมไว จติ รกรรม ประตมิ ากรรม ภาพพมิ พ และสอ่ื ผสม ซง่ึ นยิ มกนั ทว่ั ไป หรอื ถา จดั แสดงเฉพาะผลงานทผี่ เู รยี นสรา งสรรคข นึ้
ลวงหนา หรือมีพอเพียงแลว จะได อาจจะแบง เปน หอ ง หรอื ระดบั ชน้ั ตามความเหมาะสม การตกแตง ตดิ ตง้ั วสั ดุ อปุ กรณ และผลงานตอ งกระทาํ ใหแ ลว
ไมซื้อมาเกินปริมาณที่จะตองใชจริง เสร็จและทดลองใชก อนวันเปิดงาน

๒.๓ ข้นั แสดงผลงาน

รวมท้ังในกรณีท่ียืมมาจะไดสํารวจ ในขน้ั ตอนน้เี ปน การแสดงผลงานทศั นศลิ ป เนือ้ หา ขอ มลู หรอื ส่อื ตา งๆ ใหผูชมไดรบั รู ทดลอง หรอื

จํานวนและแหลงท่ีจะนําสงคืนได เขารว มกิจกรรมตามท่ีผจู ัดออกแบบและตดิ ตั้งไว ซึ่งประกอบดว ยขัน้ ตอนดงั ตอ ไปนี้
๑) พิธีเปดนิทรรศการ เปนกิจกรรมแรกที่แสดงใหเห็นวา นิทรรศการทางทัศนศิลปคร้ังน้ีพรอมท่ีจะ
อยางถูกตอ ง
เปิดใหผูชมไดเขาชมอยางเปนทางการแลว สิ่งที่ตองใชในพิธีเปิด เชน

เครอ่ื งเสยี ง คาํ กลา วรายงานของผจู ดั คาํ กลา วเปดิ งานสาํ หรบั

นกั เรยี นควรรู ประธาน เปน ตน โดยตอ งเตรยี มการไวล ว งหนา วา จะใหป ระธาน
ยนื กลา วเปดิ งานบรเิ วณใด ทง้ั น้ี ถา เปน นทิ รรศการทางทศั นศลิ ป
คํากลาวเปดงานสําหรับประธาน
โ ด ย ป ก ติ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร จั ด ง า น ขนาดเล็กท่ีจัดภายในสถานศึกษา รูปแบบพิธีการสามารถ
ควรรางคํากลาวแลวสงใหประธาน
ตรวจสอบกอนที่จะถึงวันเปดงานจริง ปรบั เปลี่ยนใหเ หมาะสมกับสถานทไ่ี ด
เพ่ือทานจะไดทราบขอมูลลวงหนาวา ๒) ประชาสมั พนั ธภ ายใน เปน การอาํ นวยความสะดวก
จะตอ งกลา วอยา งไร รวมทงั้ ทา นอาจมี
ขอเสนอแนะในการปรับปรุงแกไข แกผ เู ขา ชม ในกรณที นี่ ทิ รรศการเปน งานใหญ มพี นื้ ทกี่ วา ง จาํ เปน

ตอ งใชส อ่ื หลากหลายชนดิ ชว ยในการประชาสมั พนั ธ เชน แผน ปา ย

โบรชวั รเ์ ปน็ เอกสารอกี แบบหนงึ่ ทน่ี ยิ มนาำ มาใชใ้ นการประชาสมั พนั ธ์ แสดงผังรวมของงาน การใชเครือ่ งขยายเสยี ง ปา ยบอก
นิทรรศการทางทศั นศลิ ป์

ขอ ความ สว นใหญใ นคาํ กลา วเปด งาน ๙4
จะเร่ิมตนดวยการกลาวขอบคุณท่ีให
เกียรติเชิญมาเปนประธาน จากน้ัน
กลาวถึงหลักการ แนวคิดเก่ียวกับ
นทิ รรศการทางทศั นศลิ ป กลา วชมเชย
การจัดนิทรรศการคร้ังน้ี ขอบคุณผูใหการอุปถัมภและผูมีสวนรวมในการจัด
นทิ รรศการ และอวยพรใหก ารจดั นทิ รรศการสาํ เรจ็ ลลุ ว งดว ยดตี ามวตั ถปุ ระสงค
และคาํ กลา วบทลงทา ย เชน “บดั นี้ ไดเ วลาอนั สมควรแลว ผม (ดฉิ นั ) ขอเปด งาน
นทิ รรศการทัศนศลิ ป…(ระบุชื่อทางการของงาน)... ณ บัดน”้ี

94 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู 2015ข7ย:29าPยMความเขาใจ ตรวจสอบผล
Evaluate
Explore Exp1l5aiDnecember

Engage นร.ทัศนศลิ ป ม.3 N6 089-102_OE.kxpand

สํารวจคน หา

เสนทาง แผนพบั หรอื สูจิบัตรระบุกิจกรรมตา งๆ โปสเตอรโฆษณาเชิญชวน เปน ตน แตถาจัดในสถานศึกษาสามารถ ใหน ักเรียนสืบคนขอมลู เก่ียวกบั
ลดปรมิ าณสอื่ ทีใ่ ชประชาสมั พนั ธไดตามความเหมาะสม วธิ ีประเมินผลและตัวอยางแบบ
สอบถามทใ่ี ชในการประเมนิ ผล
๓) การนาํ ชมและดาํ เนนิ กจิ กรรม หลงั เสรจ็ พธิ เี ปดิ งาน คณะผจู ดั นทิ รรศการนาํ ประธานและผรู ว มงาน การจดั นิทรรศการทางทศั นศิลป

เดินชมนิทรรศการตามจุดสําคัญของงาน แตละจุดจะมีเจาหนาท่ี หรือศิลปินบรรยายรายละเอียดของงานที่ตนได อธิบายความรู
สรางสรรคข น้ึ เทคนคิ วธิ กี ารทใี่ ช หรอื ตอบคําถามจากผูช ม ทั้งน้ี เจา หนา ทีแ่ นะนําควรมีตลอดระยะเวลาของงาน
กรณจี ัดในสถานศึกษาอาจแบง เวลาใหมเี จา หนาทแี่ นะนาํ เปน ชว งๆ ก็ได ใหนกั เรียนรวมกนั อภิปรายขอมูล
เกยี่ วกับวธิ ีการประเมนิ ผลการจดั
๒.๔ ขนั้ ประเมนิ ผล นทิ รรศการทางทศั นศลิ ป และดู
ตวั อยา งแบบสอบถามท่ีใชในการ
เปน การประเมนิ ผลการจดั งาน เพอื่ ใหท ราบจดุ ดี จดุ บกพรอ ง เพอ่ื นาํ ไปปรบั ปรงุ แกไ ขในการจดั นทิ รรศการ ประเมนิ ผลจากการสืบคนขอมูล
ครง้ั ตอ ๆ ไป แบบประเมินผลควรออกแบบใหงา ยตอ การตอบและครอบคลมุ ประเด็น เชน ใหขีดเครื่องหมายลงใน
กรอบหนา ขอท่เี ลอื กและไมค วรมจี าํ นวนขอ มาก ซึ่งผูท่จี ะตอบขอมลู ในการประเมนิ จะแบงออกเปน ๒ กลุม ไดแ ก นักเรียนควรรู

๑) คณะทํางาน ซึ่งเปนผูลงมือปฏิบัติงาน แบบประเมินท่ีใชเก็บขอมูลจากกลุมน้ีสามารถใชแบบที่ให งายตอการตอบ แบบสอบถามที่
ใหผูชมเปนผูประเมิน ควรหลีกเล่ียง
เขยี นแสดงความคดิ เหน็ ได เพอื่ ตอ งการใหส ะทอ นปญ หา อปุ สรรค และแนวทางการแกไ ข ตลอดจนขอ ดี ขอ บกพรอ ง คําถามปลายเปด แลวใหผูชมเขียน
ในการปฏิบตั ิงานข้ันตอนตา งๆ ตอบตามความคิดเห็นของตน เพราะ
มีผลสัมฤทธิน์ อ ย ควรกาํ หนดคาํ ตอบ
๒) ผูชม เปนกลุมเปาหมายที่สําคัญ เพราะนิทรรศการจัดขึ้นสําหรับผูชม การประเมินผลจะทําให เปนกรอบไว แลวใหตอบโดยวิธีเขียน
สัญลักษณ เชน ขีด ✓ เปนตน จะได
ทราบวางานที่ดําเนินการมาไดรับความสําเร็จมากนอยเพียงใด ซ่ึงจะชวยสะทอนภาพของงานออกมาใกลเคียงกับ ผลทีด่ ีกวา
ความเปน จริง โดยพยายามเก็บขอ มูลจากกลมุ คนหลายเพศ หลายวยั และใหมจี ํานวนผตู อบมากพอสมควร

การแนะนำาผลงานโดยศลิ ปนิ จะชว่ ยทาำ ใหผ้ ู้ชมเขา้ ใจแนวคดิ และเบ้อื งหลงั การสร้างสรรคผ์ ลงานไดด้ ีมากยิง่ ข้นึ

๙๕

คมู ือครู 95

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explain Expand Evaluate

Explorนeร.ทัศนศลิ ป ม.3 N6 089-102_O.k

อธบิ ายความรู (ยอจากฉบับนักเรียน 30%)

ครูใหนักเรียนรวมกันอภิปราย เสริมสาระ
ขอมูลเกี่ยวกับหัวขอสําคัญท่ีควร
ระบุในการจัดทําแบบสอบถาม เพื่อ แบบสอบถามการประเมนิ ผลการจดั นทิ รรศการ
ประเมินผลนิทรรศการ โดยใชขอมูล
จากกรอบเสริมสาระเปนแนวทางใน การประเมินผลมีความจำาเปน็ ตอ่ การจัดนิทรรศการทางทัศนศิลป์ เพ่ือจะไดท้ ราบวา่ การจัดนิทรรศการในคร้งั น้บี รรลวุ ัตถุประสงค์ทไี่ ด้
การพัฒนา ตงั้ ไวม้ ากนอ้ ยเพยี งใด ทงั้ น ้ี การไดม้ าของขอ้ มลู ทจี่ ะใชใ้ นการประเมนิ มอี ยดู่ ว้ ยกนั หลากหลายวธิ ี แตว่ ธิ ที นี่ ยิ มใชก้ นั มาก คอื การใชแ้ บบสอบถาม
ต่อไปนเ้ี ปน็ ตัวอยา่ งแบบสอบถาม ซึง่ ผู้เรียนสามารถจะนาำ ไปใชพ้ ฒั นาเป็นแบบสอบถามการจดั นิทรรศการทางทศั นศลิ ป์ของผเู้ รยี นได้

ขยายความเขาใจ แบบสอบถามความพึงพอใจของผเู้ ข้าชมนิทรรศการ “...(ชือ่ นทิ รรศการ)...”

ใหนักเรียนแบงกลุมกลุมละ 3 คน คําชี้แจง ขอความกรณุ าโปรดทาำ เครือ่ งหมาย ✓ ลงในช่อง  หนา้ ขอ้ ความท่ที า่ นเลือก
ใหแตละกลุมสรางแบบสอบถามที่จะ
ใชประเมินผลงานการจัดนิทรรศทาง ส่วนท่ี ๑ ขอ้ มลู ส่วนบุคคล
ทัศนศลิ ปท จ่ี ะจัดขน้ึ สงครูผูสอน
เพศ  ชาย  หญงิ
ตรวจสอบผล
อาย ุ  ต่ำากวา่ ๑๐ ปี  ๑๐ - ๑๕ ปี  ๑๖ - ๒๐ ปี
ครูพิจารณาจากแบบสอบถาม  สงู กวา่ ๔๑ ปี
ประเมินนิทรรศการทางทัศนศิลปท่ี  ๒๑ - ๓๐ ป ี  ๓๑ - ๔๐ ป ี  เจา้ หน้าที่
สามารถนําไปใชประโยชนไ ดจ ริง  ประชาชนท่ัวไป
อาชีพ/สถานะ  นกั เรยี น นกั ศกึ ษา  คร ู อาจารย์
เกรด็ แนะครู
 ศลิ ปิน  ผปู้ กครอง
ครูควรอธบิ ายเสรมิ แกนกั เรยี นวา
การประเมนิ ผลมคี วามจาํ เปน ตอ สว่ นท่ี ๒ ข้อมลู ประชาสัมพันธ ์ ทา่ นทราบข่าวการจัดนทิ รรศการครัง้ นีจ้ ากสือ่ ประชาสัมพนั ธ์ใด
การปฏิบัติงานทกุ งาน อยางการจดั
นิทรรศการทางทัศนศลิ ป นอกจาก  โปสเตอร์  ใบปลิว/แผ่นพับ  เวบ็ ไซต์
จะไดร วู างานบรรลุวัตถปุ ระสงค
มากนอยเพยี งใดแลว ยังจะได  เสียงตามสาย  มีผแู้ นะนำา  พบโดยบงั เอญิ
ทราบวา ผเู ขา ชมงานมีความพึง
พอใจอยางไร นทิ รรศการมีขอดี ส่วนที่ ๓ ทา่ นมีความพึงพอใจในการชมนทิ รรศการครัง้ น้มี ากนอ้ ยเพยี งใด
ขอ บกพรองใดบา ง ผเู ขาชมมี
ขอ เสนอแนะอยางไร รวมถึง หัวข้อประเมิน ระดบั ความพึงพอใจ
ประเด็นอน่ื ๆ ซึ่งจะเปน ประโยชน
ตอการนําขอ มูลมาปรบั ปรุงให ๑. ความเหมาะสมของช่อื นทิ รรศการ พอใจมากสดุ พอใจ ปานกลาง พอใช้ ควรปรับปรุง
การจดั นทิ รรศการคร้ังตอๆ ไป ๒. รูปแบบและแนวคดิ ของนิทรรศการ
ประสบผลสําเร็จมากข้ึน ๓. การออกแบบและตกแตงนทิ รรศการ
๔. ผลงานทน่ี าํ มาแสดงนิทรรศการ
๕. แสงสวางและเสียงในนทิ รรศการ
๖. สถานทีใ่ นการจัดนิทรรศการ
๗. ระยะเวลาในการจดั นิทรรศการ
๘. การใหข อมลู ของผลงานทน่ี าํ มาแสดง
๙. การใหบ ริการของเจา หนาท่ี

๙๖

นักเรียนควรรู

ความพงึ พอใจ นอกจากจะระบุเปน ขอ ความแลว จะกาํ หนดเปนคา ตวั เลขก็ได
เชน 5 4 3 2 1 เปนตน แตด านทา ยตารางตองมีคําอธบิ ายกาํ กับไวดวยวา คาตัวเลข
แตล ะตวั หมายถงึ สงิ่ ใด เชน 5 = มีความพงึ พอใจมากท่ีสดุ 1 = ควรปรับปรงุ เปนตน

96 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ าย1ค5 Dวeาceมmรbeู r 2015ข7ย:29าPยMความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore

Eนรx.ทpัศlนaศลิinป ม.3 N6 089-102_OE.kxpand Evaluate

กระตุน ความสนใจ

ó. àกณ±การคัดàล×อก¼ลงานทศั นศิลป์à¾อ×è จัดนทิ รรศการ ครนู าํ ภาพผลงานจติ รกรรมจาํ นวน
หลายๆ ภาพ มาใหนักเรียนดู แลว
ผลงานทัศนศิลปที่จะนํามาจัดนิทรรศการ สุมนักเรียน 4 - 5 คน ใหเปนผูเลือก
อาจมาจากการเรียนเชิญใหศิลปินสงผลงานเขารวม ภาพเพื่อนําไปจัดนิทรรศการ ซ่ึงจะ
ผูสนใจสงผลงานมาใหพิจารณาตามคําเชิญชวน หรือ เห็นวา นักเรียนแตละคนเลือกภาพ
ผูสรางสรรคร วมกลมุ กนั จดั นิทรรศการข้ึนมาก็ได แตกตางกัน จากน้ันครูต้ังคําถาม
กระตุน ความสนใจ ดังนี้
สําหรับผลงานทัศนศิลปโดยทั่วไปที่มิใชของ
ศิลปิน จะตองมีการคัดเลือกเพื่อคัดกรองผลงานที่มี • เพราะเหตุใดเพอ่ื นๆ จึงเลือก
คณุ ภาพเพอ่ื นาํ ไปจัดนิทรรศการ เพราะหัวใจสาํ คญั ทจ่ี ะ ภาพแตกตางกนั หรอื อาจ
ทาํ ใหก ารจดั นทิ รรศการทางทศั นศลิ ปป ระสบความสาํ เรจ็ เหมอื นกนั ในบางภาพ
ข้ึนอยูกบั ผลงาน ดงั นนั้ การคดั เลอื กผลงานทศั นศิลปจ ึง (แนวตอบ เพราะแตล ะคนเลอื ก
ควรมเี กณฑส าํ หรบั นาํ ไปใชใ นการพจิ ารณา ท้ังนี้ เกณฑ ภาพตามความสนใจของตนเอง
ที่กําหนดขึ้นจะมีหลากหลายประเด็น แตในท่ีนี้จะขอยก กรณที ผ่ี ลงานมเี ปน็ จาำ นวนมาก ควรจดั วางเรยี งใหเ้ หน็ ภาพรวมทง้ั หมด ซ่งึ แตละคนมคี วามชอบ
ตวั อยา งเกณฑเ พอื่ ใชเ ปน แนวทางในการพจิ ารณาผลงาน เพ่ือจะได้สะดวกแกก่ ารคัดเลือก ไมเหมือนกนั )
ทศั นศิลป ดังตอไปนี้
• การมีเกณฑค ดั เลอื กผลงาน
๑) เน้อื หาสาระตรงตามหัวขอที่กําหนด หรือใหความรูตรงตามหัวขอ วัตถุประสงคของงาน หรือ มผี ลดอี ยางไร
(แนวตอบ ทาํ ใหไดผลงาน
สอดคลอ งกับเปาหมายของนิทรรศการ ซง่ึ สามารถจะประเมนิ ไดงาย เชน ถา นทิ รรศการจัดข้ึนเพอ่ื แสดงผลงานท่ี ทม่ี คี ุณภาพตามทีต่ อ งการ
ผูเรียน ซึง่ เรยี นวิชาทศั นศิลปสรางสรรคข น้ึ ผลงานของบุคคลภายนอกจะถกู คัดออก หรือมีวตั ถุประสงคเ พ่ือสง เสริม และสามารถคัดเลอื กผลงานได
การตอตา นยาเสพติด ผลงานทีแ่ สดงความงามทางธรรมชาติ ประเพณี ส่ิงแวดลอม หรอื ผลงานอ่นื ท่ไี มเ ก่ยี วของจะ สอดคลอ งเปนแนวทางเดียวกนั )
ถูกคดั ออกเชนกนั เปนตน

สํารวจคนหา

ใหน กั เรยี นคน หาเกณฑท เี่ หมาะสม
สําหรับนาํ มาใชค ดั เลือกผลงาน
ทศั นศลิ ปเ พ่ือนําไปจดั นิทรรศการ
โดยอาจสอบถามจากผูร ู สืบคน
จากหนังสอื ในหองสมุด เว็บไซต
ในอินเทอรเน็ต และแหลงการเรียนรู
ตา งๆ

ผลงานทศั นศลิ ป์ที่จะนาำ มาจดั นิทรรศการจะต้องมกี ารคดั กรอง เพอื่ ใหเ้ นือ้ หาสาระของผลงานมคี วามสอดคล้องกบั เป้าหมายของนิทรรศการ เกร็ดแนะครู

๙๗ ครูควรแนะนําใหนักเรียนเขาใจวา
เปาหมายของหลักสูตรตองการให
นกั เรยี นมเี กณฑท จี่ ะนาํ ไปใชค ดั เลอื ก
ผลงานสาํ หรบั นาํ ไปจดั นทิ รรศการ ซงึ่
สวนใหญจะเปนผลงานทัศนศิลปที่นักเรียนสรางขึ้น ดังนั้น เกณฑที่ใชจึง
ควรใหเ หมาะกบั ลกั ษณะของผลงานนกั เรยี น ไมค วรซบั ซอ น หรอื ตง้ั เกณฑ
ไวสูงเกินไป จนทาํ ใหค ดั เลอื กผลงานนํามาแสดงไดนอย ซึง่ จะสงผลทําให
การจดั นิทรรศการไมนาสนใจ

คมู ือครู 97


Click to View FlipBook Version