The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by aust10thammarong.pon25, 2022-03-10 10:43:21

หนังสือแบบเรียน ทัศนศิลป์ ม.3

ทัศนศิลป์ ม.3

Keywords: ทัศนศิลป์ ม.3

กระตนุ ความสนใจ สํารวจค1น 5หDeาcember อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage
2015 7:2E9xpPMlain Elaborate Evaluate
Explorนeร.ทศั นศิลป ม.3 N6 089-102_O.k

อธิบายความรู (ยอจากฉบับนักเรียน 30%)

ใหนกั เรียนรว มกนั อภปิ รายขอมลู “Floral Painting” (ค.ศ. ๑๙๗๒) ผลงานของพอล ธีโอดอร์ แวน ๒) คณุ คา ความงามทางสนุ ทรยี ภาพ จะนาํ
เก่ยี วกับความสาํ คญั ของเกณฑ บรสั เซลล ์ (Paul Theodor Van Brussel) ตัวอยา่ งผลงานทัศนศิลป์
คดั เลือกผลงานทศั นศิลปเพ่อื นาํ ไป ที่คัดเลือกนำามาแสดง จะต้องเป็นผลงานที่มีคุณค่าทางความงาม มาใชพิจารณาวาผลงานทัศนศิลปชิ้นนั้น สามารถแสดง
จัดนิทรรศการ จากนัน้ ครสู มุ ตวั อยาง ใหส้ นุ ทรยี ภาพกบั ผชู้ ม คุณคาความงามทางสุนทรียภาพไดอยางชัดเจนหรือไม
นักเรียน 2 - 3 คน ใหสรุปประเด็นจาก และมีมากนอยเพียงใด ทั้งนี้ สุนทรียภาพควรเปนส่ิงที่
การอภิปราย เพอ่ื ใหเขา ใจตรงกนั บคุ คลสามารถสมั ผสั ไดส อดคลอ งกนั ไมค วรเปน นามธรรม
ทซี่ ับซอ นมากจนเกนิ ไปจนผูชมทาํ ความเขา ใจไดย าก
เกรด็ แนะครู
๓) ความสมดุลระหวางความคดิ รปู แบบ
ครอู ธบิ ายเหตุผลทจ่ี ะตองมีการ
กําหนดเกณฑท ี่ใชส ําหรับคัดเลอื ก วิธีการแสดงออก การพิจารณาจะเนนดูจากผลงานท่ี
ผลงานทัศนศลิ ปวา ผคู นแตละคน สรา งสรรคข นึ้ สามารถสรา งความสมดลุ ระหวา งความคดิ
มีความรูสึกถงึ ความงามและมีความ รปู แบบ วธิ กี ารแสดงออกวา มคี วามสอดคลอ งกนั มากนอ ย
ประทับใจตอ ผลงานท่แี ตกตางกัน เพยี งใด เพราะผลงานบางช้ินผูสรางสรรคอาจต้งั แนวคดิ
ออกไป ถามเี กณฑค ดั เลือกผลงาน ไวอ ยางหนง่ึ แตเ มือ่ สรา งผลงานออกมาแลว ไมส ามารถ
ที่นาํ ไปแสดงจะมีความหลากหลาย ส่ือความคิดดังกลาวได หรือสื่อความคิดไปอีกดานหน่ึง
มาก ซง่ึ เมื่อนําไปรวมจัดนิทรรศการ โดยเฉพาะผลงานที่เปนนามธรรม จะตองคํานึงถึงกลุม
จะไมมจี ดุ เดน ไมสามารถทาํ ใหผชู ม ผชู มดว ยวา รปู แบบ วธิ กี ารทใ่ี ชส ามารถทาํ ใหผ ชู มเขา ใจได
เขา ใจไดวา นิทรรศการทางทศั นศิลป มากนอ ยเพยี งใด
ท่แี สดงมีเปา หมายอยางไร ตอ งการ
ส่ือถึงผลงานเกี่ยวกับส่งิ ใด

นกั เรยี นควรรู “The Stone Breaker” (ค.ศ. ๑๘๔๙) ผลงานของกุสตาฟว์ กูร์แบ (Gustave Courbet) ศิลปินได้ถ่ายทอดลักษณะผลงานท่ีเป็นรูปธรรม
ซง่ึ ผชู้ มจะสามารถเข้าใจเรอ่ื งราวในภาพไดง้ า่ ยกว่าผลงานทีเ่ ปน็ นามธรรม ซึง่ มีความซบั ซ้อนมากกว่า
สนุ ทรยี ภาพ ความเขา ใจ ความรสู กึ
ของบคุ คลทมี่ ตี อ ความงามในธรรมชาติ ๙๘
หรือในผลงานทศั นศิลป ซง่ึ ผลงาน
ทศั นศลิ ปจ ะสมั ผสั ความงามดวย นักเรียนควรรู
ประสาทตา หรอื จากการมองเหน็
ซงึ่ ผชู มแตล ะคนจะเกดิ สนุ ทรยี ภาพ ตวั อยา งผลงานทศั นศลิ ปท ค่ี ดั เลอื กนาํ มาแสดง ควรใหม บี คุ คลทเ่ี กย่ี วขอ งมา
ตอ ผลงานทศั นศลิ ปที่แตกตางกนั เขารวมในการคัดเลือกผลงาน ไมค วรคัดเลือกผลงานเพียงคนเดียว เนือ่ งจาก
ออกไป ซ่งึ จะข้นึ อยูกับประสบการณ ผลงานมีจํานวนมาก ซ่ึงจะตองมีการคัดกรองผลงานโดยพิจารณาผลงานให
จนิ ตนาการ ความรสู ึกนึกคิดท่มี ี ตรงกบั วตั ถุประสงคของงาน หรือเปา หมายของการจัดนทิ รรศการ
ตอผลงานช้นิ นั้น

98 คูมอื ครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู 2015ข7ย:29าPยMความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Exp1l5aiDnecember Evaluate
Engage Explore นร.ทัศนศลิ ป ม.3 N6 089-102E_Ola.kborate

อธิบายความรู

๔) ความคิดริเริ่มสรางสรรค พิจารณาวา ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายขอมูล
เกย่ี วกบั เกณฑท ่ีจะนํามาใชในการคัด
ผสู รา งสรรคใ ชค วามคดิ รเิ รม่ิ สรา งสรรคท ง้ั ในดา นรปู แบบ เลือกผลงานทัศนศิลปเพื่อนําไปจัด
นทิ รรศการ ท้ังนี้ ถาหาตัวอยางเกณฑ
เทคนคิ วธิ กี ารไดน า สนใจเพยี งใด มกี ารใชว สั ดใุ ดบา งทเ่ี ปน ไดควรนาํ มาใชเ ปน ขอ มลู ประกอบดว ย
โดยครชู วยเสรมิ ขอ มูล
เทคนคิ ใหมๆ แตกตา งจากทเ่ี คยเปน มา หรอื มคี วามเพยี ร
เกรด็ แนะครู
พยายามท่ีจะสรางสรรคสิ่งแปลกใหมมากนอยเพียงใด
ครูอธิบายเพมิ่ เติมเกีย่ วกับการนํา
การพิจารณาความคิดริเร่ิมสรางสรรคจะตองดูถึงความ เกณฑการคดั เลอื กผลงานทัศนศิลป
มาใชในการจดั นทิ รรศการวา ควร
สําเร็จดวย มิฉะนั้นจะกลายเปนการลองผิดลองถูกใน พจิ ารณาอยา งกวางขวางทุกดา น
ทั้งในลกั ษณะรูปแบบและเน้อื เรอ่ื ง
ผลงานซงึ่ ไมใ ชว ตั ถปุ ระสงค ทงั้ นี้ ความคดิ รเิ รมิ่ สรา งสรรค รวมท้ังการใชวสั ดุ ความต้งั ใจ
ความอุตสาหะ พยายาม ไมควรเลือก
สามารถมองไดห ลายประเดน็ ดงั นน้ั ผพู จิ ารณาผลงานจงึ เฉพาะผลงานที่เดน ทางฝม ือเทานัน้
แตควรพจิ ารณาผลงานท่แี สดงให
ควรมกี รอบเพอื่ จะไดไ มพ จิ ารณางานในมมุ ทกี่ วา งเกนิ ไป “Heavenly father Bless Our Daily Pill” (ค.ศ. ๒๐๐๔) ผลงาน เห็นถงึ ความสามารถดานอ่ืนๆ
ของเบธ มัวร์ (Beth Moore) เป็นตัวอย่างผลงานท่ีแสดงออกถึง ทีซ่ อนเรนอยใู นผลงานทีแ่ สดงออก
๕) มเี อกลกั ษณใ นการแสดงออก หมายถงึ ความคดิ สร้างสรรค ์ โดยใช้สแี ต่งแตม้ ให้เป็นลวดลายท่สี วยงาม ดว ย เชน ความคิดริเร่มิ สรางสรรค
การแสดงออกทางศิลปะดวยวิธีการ
มเี อกลกั ษณอ ยา งชดั เจนในการแสดงออกเฉพาะตน โดยมี ทีแ่ ปลกใหม ลกั ษณะพิเศษเฉพาะ
ของผูสรางสรรคผ ลงาน การสอ่ื
การผลติ ผลงานในแนวทางนนั้ ๆ ออกมาหลายชน้ิ ทมี่ คี วามโดดเดน ทาํ ใหผ ชู มสามารถจดจาํ ไดว า ศลิ ปนิ ทา นนน้ี ยิ มใช ความหมายและรสสมั ผัสทางศิลปะ
ความประหยัดและสภาพแวดลอมท่ี
เทคนคิ วิธกี าร หรอื รปู แบบในการสรา งสรรคผลงานแบบใด หรือท่เี รยี กวา “สไตล” ซึ่งเมอ่ื ผอู นื่ เห็นผลงานแนวทาง เอ้ืออาํ นวยตอการปฏิบตั ิงาน เปนตน

นั้นอีกในภายหลังก็สามารถจะอนุมานไดวาใครเปนผูสรางสรรค เพราะเปนเอกลักษณเฉพาะที่แตกตางออกไปจาก

ผลงานทศั นศิลปของศลิ ปนิ ทานอื่น

“สวมมงกฎุ ” (พ.ศ. ๒๕๓๔) และ “รัดเกลา เปลว” (พ.ศ. ๒๕๔๖) ผลงานของจกั รพนั ธ ์ุ โปษยกฤต ศิลปนิ แหง่ ชาติ สาขาทศั นศิลป ์ (จติ รกรรม) นักเรียนควรรู
ประจาำ ปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๔๓ ซงึ่ มคี วามเชยี่ วชาญในการวาดรปู จติ รกรรมแนวไทยประเพณแี ละรว่ มสมยั ไดอ้ ยา่ งวจิ ติ รงดงาม เปน็ ตวั อยา่ งหนง่ึ ของ
ศลิ ปนิ ทม่ี เี อกลกั ษณ์เฉพาะในผลงาน จนผู้ชมสามารถจดจำาเอกลักษณ์ได้ กรอบ การกําหนดกรอบอาจจะ
วางเปน ระเบียบไวอ ยา งกวางๆ กไ็ ด
๙๙ ไมจาํ เปนตองกาํ หนดรายละเอียดไว
ท้งั หมด เชน ขนาดของผลงานตอ ง
มีความเหมาะสม สามารถนาํ ไป
จัดแสดงในอาคารได หรือเน้ือหา
ของผลงานตอ งไมขดั ตอ กฎหมาย
วัฒนธรรม ศลี ธรรม จรยิ ธรรมของ
สังคมไทย เปนตน

คมู ือครู 99

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Evaluate
Explain Expand

Explorนeร.ทัศนศิลป ม.3 N6 089-102_O.k

อธบิ ายความรู (ยอจากฉบบั นกั เรยี น 30%)

ใหน ักเรียนรวมกันอภิปรายขอ มลู เสริมสาระ
เกย่ี วกบั เอกลักษณ หรือลกั ษณะเดน
ในผลงานของศิลปน ซ่ึงเปน เกณฑ เอกลักษณ์ของศิลปน
ขอหนึง่ ทีจ่ ะนาํ มาใชในการคดั เลอื ก
ผลงานทศั นศลิ ปเ พือ่ นาํ ไปจัด “Jeune Fille Endormie” (ค.ศ. ๑๙๓๕) ผลงานของปาโบล รยุ ซ ์ ผลงานทัศนศิลป์ถือว่าเป็นภาษาภาพท่ีนอกจากจะบอกเล่าเร่ืองราว
นทิ รรศการวามคี วามหมาย ปกี ัสโซ (Pablo Ruiz Picasso) เทคนิคภาพวาดสีนำ้ามนั บน ตา่ งๆ ไดแ้ ลว้ ยงั บง่ บอกถงึ เทคนคิ วธิ กี าร และรปู แบบ ซงึ่ เปน็ กระบวนแบบ
หรือมลี กั ษณะอยา งไร ผนื ผ้าใบ (Style) ของศลิ ปินแตล่ ะท่าน ทำาใหผ้ ลงานมีลักษณะเฉพาะ ทาำ ใหส้ ามารถ
“Les Parau Parau” (ค.ศ. ๑๘๙๑) ผลงานของเออแฌน ออ็ งร ี บ่งบอกได้ว่า ผลงานน้ันเป็นของศิลปินท่านใด หรือศิลปินท่านน้ีจะมี
เกร็ดแนะครู ปอล โกแกง (Eugène Henri Paul Gauguin) เทคนคิ ภาพวาด เอกลกั ษณ ์ หรอื ลกั ษณะเดน่ ในการสรา้ งสรรคผ์ ลงานเปน็ แบบใด ดงั ตวั อยา่ ง
สนี ้ำามันบนผนื ผา้ ใบ ตอ่ ไปนี ้
ครูควรอธิบายเพิ่มเติมขอมูลใหกับ
นกั เรยี นวา ศิลปน ไทยทง้ั 3 ทานทนี่ ํา ปาโบล รยุ ซ์ ปก สั โซ (Pablo Ruiz Picasso) ลักษณะเด่นของ
มากลา วเปน ตวั อยา งไดร บั การประกาศ ผลงาน จะเลือกใช้รูปทรงเรขาคณิตมาประกอบกัน ด้วยการต่อ การซ้อน
เกยี รตคิ ณุ ยกยอ งใหเ ปน ศลิ ปน แหง ชาติ การบัง การแทรก เพื่อแทนรูปร่าง รูปทรงตามธรรมชาติ เช่น คน
ซึ่งเปนทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณคา หุ่นน่ิง เป็นต้น ให้เกิดรูปลักษณ์ใหม่ รวมทั้งจะระบายสีแบบเรียบและ
ทางดานทศั นศิลป ดงั นี้ ขรขุ ระผสมผสานกนั

ศาสตราจารยป ระหยัด พงษด ํา เออแฌน อ็องรี ปอล โกแกง (Eugène Henri Paul Gauguin)
ศลิ ปนแหง ชาติ สาขาทัศนศิลป ลักษณะเด่นของผลงาน จะตัดทอนรูปร่าง รูปทรงท่ีมาจากธรรมชาติจนมี
(ภาพพิมพ) ประจําป พ.ศ. 2541 ลักษณะแบนเรียบ ตัดขอบรูปด้วยเส้นสีเข้ม การระบายสีจะลงสีบางไม่มี
การทิ้งรอยฝีแปรงเอาไว้ ภาพจะใช้สีฉูดฉาด เพื่อสื่ออารมณ์ ความรู้สึก
จกั รพนั ธุ โปษยกฤต ศลิ ปน แหง ชาติ ไม่ใช่ลอกเลียนสีตามธรรมชาติ ผลงานเด่นๆ จะเป็นเรื่องราวของชาว
สาขาทศั นศิลป (จติ รกรรม) ประจาํ ป หมเู่ กาะทะเลใต้
พ.ศ. 2543
เลโอนดิ อาฟรมิ อฟ (Leonid Afremov) ลกั ษณะเดน่ ของผลงาน
ศาสตราจารยป รชี า เถาทอง ศลิ ปน ชอบใช้สีสว่างสดใส และนิยมใช้ผืนนำ้าเป็นสิ่งสะท้อนให้เกิดประกายสีแสง
แหง ชาติ สาขาทัศนศลิ ป (จติ รกรรม) อยา่ งแวววาว เทคนคิ การระบายส ี จะปาดปา้ ยสีแบบซอ้ นทับกนั อย่างหนา
พ.ศ. 2552 แนน่ กระจายไปทว่ั ทัง้ ภาพ

จกั รพนั ธุ์ โปษยกฤต ลกั ษณะเดน่ ของผลงาน จะเขยี นภาพทนี่ าำ เสนอ
เรอ่ื งราวแบบไทยในลกั ษณะทเ่ี หมอื นจรงิ และแบบจนิ ตนาการ ลกั ษณะภาพ
จะมลี ายเสน้ ออ่ นชอ้ ย มสี สี นั สวยงาม ใหค้ วามสาำ คญั กบั การเกบ็ รายละเอยี ด
ของภาพและการตกแต่งภาพอยา่ งประณตี

ปรชี า เถาทอง ลกั ษณะเดน่ ของผลงาน จะเขยี นภาพทแ่ี สดงเรอ่ื งราว

นักเรยี นควรรู ของแสงเงาที่ตดั กันอยา่ งชัดเจน ผ่านผนังโบสถ ์ วิหาร เจดยี ์ ฯลฯ ซึ่งภาพจะ

แสดงรายละเอียดเฉพาะในสว่ นทแ่ี สงตกกระทบ ส่วนบรเิ วณทเี่ ปน็ เงาจะให้
รายละเอยี ดเพียงเลก็ น้อย หรือระบายเป็นสีเข้มแบนราบ

เออแฌน ออ็ งรี ปอล โกแกง ประหยัด พงษ์ดาํ ลักษณะเดน่ ของผลงาน นิยมนำาธรรมชาติของ
(Eugene Henri Paul Gauguin) สงิ สาราสตั ว ์ เช่น ตกุ แก ไก่ แมว นกฮกู เป็นตน้ และภาพวถิ ีชีวติ ของผ้คู น
เปน จิตรกรชาวฝรง่ั เศส ในกลมุ ลัทธิ
ประทับใจนยิ มสมัยหลงั (Post- “แมอ มุ ลกู ” (พ.ศ. ๒๕๒๙) ผลงานของประหยดั พงษด์ าำ เทคนคิ เช่น เดก็ ผูห้ ญิง เป็นตน้ มานำาเสนอด้วยเทคนิคภาพพมิ พ์แกะไม้ท่ีแสดง
Impressionism) เขามที ศั นะวา ศลิ ปะ รว้ิ รอย ลวดลายทเ่ี กดิ จากการแกะไมอ้ ยา่ งละเอยี ดงดงามและใชส้ ที เ่ี รยี บงา่ ย
๑๐๐ ภาพพมิ พแ์ กะไม้

ไมใชเ ปนการอธบิ าย หรือลอกเลยี น
แบบธรรมชาติ แตแสดงออกถึง
ความรสู กึ ของศลิ ปน ในเชงิ สรา งสรรค
เขาพยายามหาแนวทางการวาดภาพทแ่ี ตกตา งไปจากทว่ี าดกนั ในยโุ รปขณะนนั้ จนตอ มาเมอื่ เขาอพยพไปอยทู เี่ กาะตาฮติ ิ ในแถบมหาสมทุ รแปซฟิ ก ตอนใต
กส็ ามารถพัฒนาผลงานที่เปน ลกั ษณะเดน ของตนเอง โดยการลดทอนรปู รา งตามธรรมชาติใหเ หลอื เพยี งเสนรอบนอก ภาพจะมลี ักษณะแบน การใชส ีก็ใช
จากหลอดสโี ดยตรงและใชส ีฉดู ฉาดตดั กนั เขาเหน็ วา สเี ปน เพยี งเครอ่ื งมือสือ่ สญั ลักษณเทานั้น ไมจําเปนตอ งวาดตรงตามธรรมชาติ บางภาพจึงมลี กั ษณะ
แบบเทพนิยาย หรือจินตนาการ เร่อื งราวของภาพทน่ี ําเสนอสวนใหญจะเปนวิถชี วี ติ ของผคู นชาวเกาะ และสภาพแวดลอมของหมเู กาะเปน หลัก

100 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ าย1ค5 Dวeาceมmรbeู r ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore 2015 7:29 PMExpand Evaluate
Engage Eนรx.ทpศั lนaศิลinป ม.3 N6 089-102_O.k

๖) ความละเอยี ดประณตี จะพจิ ารณาราย ขยายความเขา ใจ

ละเอยี ดตา งๆ ทปี่ รากฏอยใู นผลงานวา มมี ากนอ ยเพยี งใด ใหน กั เรียนแบงกลมุ กลุม ละ 3 คน
ใหแตละกลุมสรางเกณฑสําหรับใช
ความสลบั ซบั ซอนในดานรูปแบบ เนอ้ื หา เทคนคิ วิธกี าร คัดเลือกผลงานทัศนศิลปเพ่ือนําไป
จัดนทิ รรศการ สง ครูผสู อน
เขาถึงไดยากงายเพียงใด ทั้งน้ี ตัวช้ินงานจะสะทอนให
เกรด็ แนะครู
เหน็ ถงึ ความตงั้ ใจ หรอื เอาใจใสข องผสู รา งสรรค ซง่ึ ความ
ครูอาจแนะนําใหนักเรียนนําเกณฑ
ละเอยี ดประณตี จะขน้ึ อยกู บั ประเภทของผลงานดว ย เชน ท่ีนักเรียนแตละกลุมสรางข้ึนนําไป
ผสมผสานรวมกันเปนเกณฑกลาง
งานจติ รกรรมกบั งานสอ่ื ผสม การพจิ ารณาความละเอยี ด สาํ หรบั ชนั้ เพอื่ นาํ ไปใชป ระโยชนต อ ไป
ทั้งนี้ ควรมีการทดสอบกอนนําไปใช
ประณีตจะมลี กั ษณะทีแ่ ตกตางกนั ออกไป เปนตน งานจริงดวย

ตัวอยางเกณฑสําหรับใชคัดเลือกผลงาน นกั เรยี นควรรู

ทัศนศลิ ปเพือ่ จดั นทิ รรศการ “Yellow Red Flower” (ค.ศ. ๒๐๑๑) ผลงานของซซู านนา่ แคทเธอรนี เกณฑก ารใหค ะแนน การใหค ะแนน
(Susanna Katherine) เป็นผลงานที่แสดงให้เห็นถึงความละเอียด ผลงานทัศนศิลป จะใชแบบรูบริค
เกณฑท่ีนํามากลาวไวขางตน ถือเปนเพียง ประณตี ซงึ่ ถอื เปน็ เกณฑส์ าำ คญั ประการหนงึ่ ทตี่ อ้ งนาำ มาใชเ้ พอื่ คดั เลอื ก (Rubric) ซง่ึ มคี วามเหมาะสม ยดื หยนุ
ตวั อยา งในการนาํ ไปใช อาจจะตอ งปรบั เพม่ิ หรอื ลดหวั ขอ ผลงานนำาไปจดั แสดง และตัดสินคุณภาพไดดีกวาการให
ทจี่ ะใชป ระเมนิ รวมทง้ั เกณฑก ารใหค ะแนนและการตดั สนิ คะแนนแบบอื่นๆ เนื่องจากมีเกณฑ
ยอ ยๆ ท่ใี ชพจิ ารณาผลงานไดอ ยาง
ผลงานใหม คี วามเหมาะสมสอดคลอ งกบั ผลงานทศั นศลิ ปแ ละลกั ษณะของนทิ รรศการ ทงั้ นี้ ในการกาํ หนดเกณฑส าํ หรบั ใช ครอบคลุม เพราะผลงานทัศนศิลป
แตล ะชนิ้ จะมจี ดุ เดน - จดุ ดอ ยแตกตา ง
คดั เลือกผลงานทัศนศิลป ควรประชมุ ปรึกษากับคณะกรรมการการจัดนทิ รรศการและควรศึกษาจากงานนทิ รรศการ กนั ออกไป แตเ มือ่ นาํ คะแนนจาก
แตล ะเกณฑย อ ยๆ มารวมกันแลว
ทเ่ี คยจดั มาแลว เพราะจะชวยประหยัดเวลาในการสรา งเกณฑ รวมไปถึงควรสุม ทดลองใช หากมีขอ บกพรองจะได ก็จะสามารถตัดสินผลได เปน การให
คะแนนอยางมีคณุ ภาพและเปน ธรรม
ปรับปรุงแกไขกอนใชจริง ทําใหสามารถคัดเลือกผลงานทัศนศิลปที่มีคุณภาพนําไปจัดนิทรรศการทางทัศนศิลปได

สอดคลองกับวัตถปุ ระสงคทีก่ าํ หนดไว

เกณฑท่ใี ชค้ ดั เลอื ก มาก (๓) ปานกลาง (๒) น้อย (๑)

๑. เนื้อหาสาระตรงตามหวั ขอ ทก่ี าํ หนด

๒. คณุ คา ความงามทางสุนทรยี ภาพแสดงไดชดั เจน

๓. ความสมดลุ ระหวางความคิด รูปแบบ
วิธีการแสดงออก

๔. ความคิดริเร่มิ สรางสรรค

๕. มีเอกลกั ษณใ นการแสดงออกเฉพาะบุคคล

๖. ความละเอยี ดประณีต

๑๐๑

นักเรยี นควรรู

ประเมิน การรวบรวมขอมูลตางๆ ที่ไดจากการวัดรวมกับการใชวิจารณญาณของผูประเมินมาใช
ประกอบการตดั สนิ ใจ เปน กระบวนการวเิ คราะหเ พอื่ ใหไ ดม าซง่ึ ขอ มลู ทเ่ี ปน ประโยชนใ นการตดั สนิ ใจใน
ทางเลอื กตา งๆ ทมี่ อี ยู โดยการเปรยี บเทยี บกบั เกณฑท ถ่ี กู กาํ หนดขนึ้ เพอื่ ใหไ ดผ ลเปน อยา งใดอยา งหนงึ่
ซึง่ การประเมนิ สามารถแบง ออกเปน 2 ประเภท คือ ประเมนิ แบบองิ กลมุ และประเมินแบบอิงเกณฑ

คมู ือครู 101

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจค1น 5หDeาcember 2อ01ธ5 7บิ :2า9ยPMความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Engage Exploreนร.ทศั นศิลป ม.3 N6 08E9x-p10la2i_nO.k Evaluate

Expand

ตรวจสอบผล (ยอ จากฉบับนักเรยี น 30%)

ครูพจิ ารณาจากเกณฑสาํ หรับใช กิจกรรม ศลิ ปป ฏิบัติ
คัดเลือกผลงานทศั นศลิ ปเพ่ือนาํ ไป
จดั นทิ รรศการ โดยเปนเกณฑท ่ี กิจกรรมที่ ๑ ใหนักเรียนหาภาพ และขอมูลเกี่ยวกับลักษณะของนิทรรศการทางทัศนศิลปจากอินเทอรเน็ต หรือ
เหมาะสมและสามารถนําไป แหลงเรียนรตู า งๆ แลว นาํ ไปจัดปา ยนเิ ทศและรวมกนั อภปิ รายถึงความสาํ คัญของการจัดนิทรรศการ
ใชงานไดจ ริง กิจกรรมท่ี ๒ ทางทศั นศิลป
ใหนักเรียนจัดนิทรรศการทางทัศนศิลปภายในสถานศึกษา อาจเปนระดับหอง หรือระดับชั้นก็ได
เกรด็ แนะครู กจิ กรรมท่ี ๓ ๑ นทิ รรศการ มวี ตั ถปุ ระสงคเ พอื่ แสดงผลงานทน่ี กั เรยี นสรา งสรรคข นึ้ โดยใหน กั เรยี นเลอื กชว งระยะ
เวลาการจดั นิทรรศการใหเ หมาะสมสอดคลองกับสภาพแวดลอ มของสถานศกึ ษา
(แนวตอบ กจิ กรรมศลิ ปปฏบิ ัติ กิจกรรมที่ ๔ ใหนักเรียนรวมกันสรางเกณฑสําหรับใชคัดเลือกผลงานทัศนศิลปเพ่ือนําไปจัดนิทรรศการทาง
กจิ กรรมท่ี 4 ทัศนศิลปตามกิจกรรมที่ ๒ โดยปรึกษากบั ครูผูส อน เมื่อไดเกณฑแลว ใหเ ผยแพรในสถานศกึ ษาเปน
ระยะเวลาพอสมควร กอ นทีน่ าํ มาใชค ดั เลอื กผลงาน
1. นทิ รรศการ คอื การแสดง จงตอบคําถามตอไปนี้
ผลงาน หรือกจิ กรรมทาง ๑. นทิ รรศการคือสงิ� ใดและมคี วามสําคญั อยา งไรตอความเจรญิ กา วหนา ของวงการศลิ ปะ
ทศั นศลิ ปใหบ ุคคลไดช ม โดย ๒. เพราะเหตุใดจงึ ตอ งวางเกณฑสาํ หรับใชค ดั เลอื กผลงานทัศนศิลป
ผลงาน หรอื กิจกรรมที่นาํ มา ๓. จงเขยี นเกณฑส าํ หรบั ใชคัดเลอื กผลงานทศั นศลิ ปเ พอื่ ไปจัดนทิ รรศการตามที่นกั เรยี นเขา ใจ
แสดงจะมคี วามสัมพนั ธกนั
ในแตละเรอื่ ง ทัง้ นี้ นทิ รรศการ การจดั นทิ รรศการทางทศั นศลิ ป นบั วา เปน ประโยชนต อ ผสู รา งสรรคผ ลงานทจี่ ะไดม พี นื้ ทสี่ าํ หรบั
มคี วามสาํ คัญตอ ความเจรญิ
กา วหนาในวงการศลิ ปะ โดย แสดงฝม อื และความสามารถทางทศั นศลิ ปข องตน ในขณะเดยี วกนั ผชู มกจ็ ะไดม โี อกาสรบั ชมผลงานทม่ี คี วามงาม
เปน เวทใี หผ ูสรา งสรรคไ ดม ี ซ่ึงชว ยจรรโลงจติ ใจ ไดรบั ความรู กอ ใหเ กดิ การพฒั นาในวงการศิลปะ ศิลปน มีความตนื่ ตัว ผลิตผลงานใหมๆ
โอกาสแสดงผลงาน เปน เวที ออกมาเพ่ือนาํ ไปจดั แสดง แตน ิทรรศการทางทศั นศลิ ปจ ะประสบความสาํ เร็จไดม ากนอ ยเพยี งใดนัน้ ขน้ึ อยกู ับ
ใหเ กิดการแลกเปลี่ยนเรยี นรู จาํ นวนและคณุ ภาพของผลงาน ดงั นนั้ จงึ จาํ เปน ตอ งมกี ารกาํ หนดเกณฑส าํ หรบั ใชค ดั เลอื กผลงานทศั นศลิ ป ซง่ึ
ทางดานทศั นศิลป ทําใหว งการ เกณฑด งั กลา วตอ งกาํ หนดใหเ หมาะสมสอดคลอ งกบั วตั ถปุ ระสงคข องการจดั นทิ รรศการและสามารถคดั กรอง
ศลิ ปะมีความคกึ คัก ชว ยสรา ง ผลงานไดจริง
แรงจงู ใจ กระตุนใหผูคนสนใจ
อยากทํางานศิลปะ ๑๐๒

2. เนอื่ งจากผคู นแตล ะคน จะมี แหสลดกั งฐผานลการเรียนรู
ความรสู กึ ถงึ ความงามและมี
ความประทับใจตอ ผลงานที่ 1. แบบสอบถามประเมินนิทรรศการทางทศั นศลิ ป
แตกตา งกันออกไป ถา ไมมี 2. เกณฑคดั เลอื กผลงานทัศนศลิ ป
เกณฑคดั เลอื กผลงานทนี่ าํ ไป
แสดงจะมีความหลากหลายมาก
ซ่งึ เมือ่ นําไปรวมจดั นทิ รรศการ
จะเกิดปญ หา เพราะนทิ รรศการ
จะไมมีจุดเดน ไมสามารถ
จะทาํ ใหผ ูชมเขา ใจไดว า
นทิ รรศการทางทศั นศิลป
ทแ่ี สดงมีเปา หมายอยา งไร
ตอ งการสื่อถงึ ผลงานเก่ยี วกบั
ส่ิงใด

3. พจิ ารณาจากคาํ ตอบของนกั เรยี น
โดยอยใู นดลุ ยพนิ จิ ของครผู สู อน)

102 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธิบายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Engage

Explore Explain Expand Evaluate

เปา หมายการเรยี นรู

1. ศึกษาและอภปิ รายเก่ียวกบั
งานทัศนศลิ ปทส่ี ะทอ นคุณคา
ของวฒั นธรรม

2. เปรียบเทียบความแตกตา ง
ของงานทศั นศิลปใ นแตละยุคสมัย
ของวัฒนธรรมไทยและสากล

÷ กระตนุ ความสนใจ

หนวยท่ี ใหนักเรียนดูภาพประกอบจากใน
ทัศนศลิ ปก บั วฒั นธรรม หนังสือเรียน หนา 103 แลว อธิบายวา
วัฒนธรรมเปนปจจัยสําคัญประการหนึ่งที่มีอิทธิพล
ตัวชี้วดั • นอกจากความสวยงาม สีสัน
ตอ การสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปใ นแตล ะสงั คม ไมว า จะเปน อันสดใสของภาพเขียนนีแ้ ลว
■ ศกึ ษาและอภปิ รายเกย่ี วกบั งานทศั นศลิ ปท์ สี่ ะทอ้ นคณุ คา่ ของ ของไทย หรือสากล ในขณะเดียวกนั ผลงานทัศนศลิ ปแตล ะช้ิน มสี ิง่ ใดปรากฏอยูในภาพอีกบา ง
วฒั นธรรม (ศ ๑.๒ ม.๓/๑) จะสะทอนใหเห็นคุณคาของวัฒนธรรมแทรกอยูในผลงานดวย (แนวตอบ อาคาร บานเรือน ตน ไม
ลกั ษณะภูมิประเทศ ฯลฯ)
■ เปรยี บเทยี บความแตกตา่ งของงานทศั นศลิ ปใ์ นแตล่ ะยคุ สมยั
ของวฒั นธรรมไทยและสากล (ศ ๑.๒ ม.๓/๒) • ภาพนน้ี า จะเปน ผลงานวฒั นธรรม
ไทย หรอื วัฒนธรรมสากล
เชนกัน เมื่อวัฒนธรรมมีการเปลี่ยนแปลง ลักษณะของผลงาน (แนวตอบ วัฒนธรรมสากล)
ทัศนศิลปก็จะมีการเปลี่ยนแปลงตามไปดวย ดังนั้น จึงกลาว
สาระการเรียนรูแกนกลาง ไดวา วัฒนธรรมกับงานทัศนศิลปมีความสัมพันธเชื่อมโยงกัน • เพราะเหตุใดจงึ คดิ เชนนนั้
(แนวตอบลกั ษณะอาคารบา นเรอื น
■ งานทศั นศิลป์กับการสะทอ้ นคุณคา่ ของวัฒนธรรม อยา งใกลช ดิ การศกึ ษาเรอ่ื งนจ้ี ะชว ยใหส ามารถอภปิ รายเกย่ี วกบั งาน ทีเ่ ปนแบบตะวนั ตก)

■ ความแตกต่างของงานทัศนศิลป์ในแต่ละยุคสมัยของ เกรด็ แนะครู
วฒั นธรรมไทยและวัฒนธรรมสากล ทัศนศิลปที่สะทอนคุณคาของวัฒนธรรม เปรียบเทียบความแตกตาง
การเรียนการสอนในหนวยน้ี ครู
ของงานทัศนศิลปในแตละยุคสมัยของวัฒนธรรมไทยและวัฒนธรรม อาจอธบิ ายเสริมใหน ักเรยี นเขาใจ
สากลได สาระทจี่ ะศกึ ษาในหนวยนีว้ า
วฒั นธรรมไมว า จะเปน ของไทย
หรือสากลลว นมอี ทิ ธิพลอยางมาก
ตอการสรา งสรรคผลงานทศั นศลิ ป
เมอ่ื วฒั นธรรมแตกตา งกนั ในแตล ะ
ยุคสมัย กม็ ีผลทําใหผลงานทศั นศิลป
แตกตางกนั ออกไปดว ย ดังน้นั
ในผลงานทศั นศลิ ปเ ราจึงมองเห็น
การสะทอนคุณคา ทางวัฒนธรรม
สอดแทรกผสมผสานอยู และเปน
ปจ จัยสําคญั ประการหนึง่ ที่เมอ่ื เรา
ชมผลงานทัศนศลิ ปแลว จงึ สามารถ
สรุปไดว าเปนของวฒั นธรรมใด

คูมอื ครู 103

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

สาํ รวจคนหา (ยอจากฉบับนักเรยี น 30%)

ใหน กั เรียนสืบคนขอมลู เก่ยี วกบั ๑. ทัศนศิลป์กบั การสะท้อนคุณคา่ ทางวัฒนธรรม
ผลงานทศั นศลิ ปก บั การสะทอ นคณุ คา
ทางวัฒนธรรม โดยสอบถามจากผูรู ทศั นศลิ ป หรอื ภาษาองั กฤษใชค าํ วา “Visual Art” หมายถงึ ศลิ ปะทส่ี ามารถมองเหน็ ได รบั รดู ว ยสายตา ซง่ึ จะ
สบื คน จากหนงั สอื ในหอ งสมดุ เวบ็ ไซต ประกอบไปดว ยผลงานทางดา นจติ รกรรม ประตมิ ากรรม สถาปต ยกรรม ภาพพมิ พ และสอื่ ผสม อนั เปน ผลงานสรา งสรรค
ในอินเทอรเน็ต และแหลงการเรียนรู ทเ่ี กดิ ขน้ึ จากการแสดงออกถงึ ความงาม ความสะเทอื นใจ ความคดิ ทมี่ รี ะเบยี บแบบแผน ฯลฯ ซง่ึ ไดร บั การสบื ทอดมา
ตา งๆ พรอมภาพตัวอยา ง ต้งั แตอ ดีตจากชนรนุ หนงึ่ ไปสูช นอกี รุนหนึ่ง โดยศิลปินของแตล ะยุคสมยั ตางก็พยายามพัฒนาเทคนิค วิธีการในการ
สรา งสรรคผ ลงานใหม ีความสอดคลอ งกับสภาพสังคมและวฒั นธรรมที่ศิลปินเปน สมาชิกอยู
อธิบายความรู
สาํ หรบั ปจ จยั สาํ คญั ทม่ี อี ทิ ธพิ ลตอ การสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปท งั้ ของไทยและสากล จะประกอบไปดว ย
ครนู าํ ภาพผลงานทศั นศลิ ปเ กย่ี วกบั สภาพภมู ศิ าสตร ศาสนา ปรชั ญา ความคิด ความเช่ือ วัสดุ ส่ิงแวดลอม อิทธพิ ลทางศลิ ปะ และประโยชนใ ชส อย
ศาสนสถาน ศาสนวัตถุของศาสนาที่
สาํ คญั ของโลก ประกอบดว ยพระพทุ ธ- ดังที่ผูเรียนไดทราบมาแลววา วัฒนธรรมกับงานทัศนศิลปมีความสัมพันธในลักษณะเกื้อกูลซึ่งกัน
ศาสนา ศาสนาพราหมณ- ฮนิ ดู ศาสนา และกัน โดยวัฒนธรรมเปนแรงบันดาลใจ หรือเปนแรงผลักดันทําใหเกิดการสรางสรรคผลงานทัศนศิลป และใน
คริสต และศาสนาอิสลาม มาแสดง ขณะเดียวกันผลงานทัศนศิลปก็สามารถถายทอดลักษณะ เนื้อหา เรื่องราวตางๆ ทางวัฒนธรรมลงไปดวย ท้ังนี้
แลวใหนักเรียนรวมกันอธิบายวาเปน ผลงานทัศนศิลปม กั จะสะทอนคุณคาของวฒั นธรรมท่เี ปนลักษณะดังตอไปน้ี
ของศาสนาใด ผลงานของแตล ะศาสนา
มเี อกลักษณอ ยางไร ๑.๑ ศาสนา

เกรด็ แนะครู รวมไปถงึ ความคดิ และความเชอื่ ทเ่ี หน็ ไดเ ดน ชดั คอื ผลงานทศั นศลิ ปท ม่ี คี วามเกย่ี วเนอ่ื งกบั ศาสนา หรอื
ลัทธิความเช่ือตา งๆ ผลงานจะสรางข้นึ อยา งวจิ ติ รตระการตา แสดงออกถึงความศรทั ธาของผูสราง เพอื่ อทุ ิศใหแก
ครูอธิบายเสรมิ วา ทัศนศลิ ป ศาสนาทต่ี นนบั ถอื ลกั ษณะของผลงานจะมเี อกลกั ษณแ ละรปู แบบทเี่ ปน ลกั ษณะเฉพาะของศาสนานน้ั ๆ เชน สถปู เจดยี 
เปนศิลปะของการรับรูดว ยสายตา ของศาสนาพทุ ธ โบสถข องศาสนาคริสต มัสยิดของศาสนาอิสลาม เปน ตน วฒั นธรรมท่ผี สมผสานและสอดแทรกอยู
อนั ประกอบไปดว ยจติ รกรรม ในผลงานทศั นศลิ ปท าํ ใหเ มอื่ มองเหน็ ผลงานแลว สามารถบอกไดว า ผลงานชน้ิ นมี้ คี วามเกยี่ วขอ งกบั ศาสนาใด สอื่ ถงึ
ประติมากรรม และสถาปตยกรรม ความเชื่อแบบใด และตอ งการจะบอกเลา สง่ิ ใด
มีววิ ฒั นาการสบื เนื่องตง้ั แตอ ดีต
จนถึงปจจุบนั โดยมีรปู แบบทาง ความศรทั ธาทางศาสนาทำาใหเ้ กดิ การสรา้ งสรรคผ์ ลงานสถาปตั ยกรรมทสี่ วยงามขนึ้ อยา่ งมากมาย และมเี อกลกั ษณเ์ ฉพาะของแตล่ ะศาสนา ทม่ี อง
ทศั นศลิ ปท่มี คี วามหลากหลาย เห็นแลว้ สามารถบอกได้วา่ เปน็ ศาสนสถานของศาสนาใด
แตกตางกันออกไปขึ้นอยกู บั ลักษณะ
ประจาํ ชาตขิ องแตละประเทศ ซ่งึ ๑๐4
การสรางสรรคผลงานทัศนศลิ ปม ี
แรงบันดาลใจมาจากสภาพแวดลอ ม
ทางธรรมชาติ ภูมอิ ากาศ ประเพณี
วัฒนธรรม และสว นประกอบอืน่ ๆ
ทท่ี ําใหผ ลงานที่สรางสรรคข น้ึ มา
มีลกั ษณะเฉพาะตวั ทีไ่ มซ้ําแบบใคร

นกั เรยี นควรรู

ศรทั ธา ความศรทั ธาทม่ี ตี อ ความเชอื่ ทางศาสนา ถอื เปน ปจ จยั สาํ คญั ลาํ ดบั ตน ๆ ทท่ี าํ ใหผ สู รา ง
ศลิ ปน รวมทง้ั ผคู นจาํ นวนมากพากนั สรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปท มี่ คี วามยงิ่ ใหญ มคี วามวจิ ติ ร
งดงาม เพอื่ อุทศิ ใหแกศาสนา โดยคาดหวังวาเปน การทาํ บญุ สรา งกุศลที่ย่งิ ใหญแ ละเปน มรดก
แกแผนดินสืบไป ซ่ึงแนวคิดนกี้ ย็ ังสบื เนอื่ งมาจนถงึ ปจจุบนั

104 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

๑.๒ รูปแบบศลิ ปกรรม สํารวจคนหา

ผลงานทัศนศิลปสามารถบอกไดวา เปนผลงานท่ีสรางสรรคข้ึนของกลุมวัฒนธรรมใด เม่ือลักษณะทาง ใหนักเรียนดูภาพประกอบจากใน
หนงั สอื เรยี น หนา 105 แลว ใหน กั เรยี น
วัฒนธรรมแตกตางกนั ออกไป รูปแบบของงานศลิ ปกรรมกจ็ ะมคี วามตา งกันออกไปดวย เชน ผลงานทัศนศลิ ปของ พจิ ารณาตามประเดน็ ดังนี้

วัฒนธรรมตะวนั ตกจะมีลกั ษณะแตกตา งไปจากวัฒนธรรมตะวนั ออก หรือผลงานทศั นศลิ ปของประเทศจีน ประเทศ • เปนเรอ่ื งราวของสงั คมใด
(แนวตอบ สงั คมของประเทศ
อินเดีย กจ็ ะมีลกั ษณะแตกตางจากประเทศไทย ถึงแมจะมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่ใกลเ คยี งกนั แตร ปู แบบผลงาน อนิ เดยี )

ทัศนศลิ ปก ม็ ีความแตกตางกัน เปนตน เมือ่ มองเห็นแลว • เพราะเหตใุ ดนกั เรยี นจงึ สามารถ
สรปุ ไดว า เปน เรอื่ งราวของสงั คม
สามารถบอกไดวาเปน ของชาตใิ ด นอกจากน้ี ยังสะทอ น ประเทศนัน้
(แนวตอบ ขอมูลทีป่ รากฏอยใู น
ใหเหน็ วา สรางขนึ้ จากชางสงั กัดใด เชน ถาเปนชา งหลวง ผลงาน เชน สภาพแวดลอ มของ
บา นเมอื ง การแตง กายของผคู น
ผลงานจะมีความละเอยี ดประณีต แตถ าเปน ชา งพ้นื บาน ในภาพ ลกั ษณะของยวดยาน
พาหนะ เปน ตน )
ผลงานจะไมประณตี เทา เปน ตน
อธิบายความรู
๑.๓ วิถกี ารดาํ รงชวี ิต
ครูแบงนักเรียนออกเปนกลุมๆ ให
ลักษณะและเน้ือหาของผลงานทัศนศิลป จะ แตล ะกลมุ ทาํ การอภิปรายในประเด็น
เกี่ยวกับผลงานทัศนศิลปที่สะทอน
สอดแทรกวัฒนธรรมการดํารงชีวิตของผูคนในสังคมไว คุณคาทางดานวัฒนธรรมในดาน
รูปแบบศิลปกรรม วิถีการดํารงชีวิต
ในผลงาน ไมวาจะเปนการทํามาหากิน สภาพชุมชน ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี และพธิ กี รรม
กลุมละ 1 ประเด็นไมซํ้ากัน โดยนํา
การแตงกาย อาหาร เคร่ืองใชสอยในชีวิตประจําวัน “India Street Scene4” ผลงานของโดมนิ กิ อเมนโดลา (Dominique ภาพ หรือคลปิ วิดโี อมาแสดงประกอบ
และอื่นๆ ผลงานทัศนศิลปของชุมชนที่โยกยายถ่ินฐาน Amendola) ตวั อยา่ งภาพเขยี นสนี า้ำ ทสี่ ะทอ้ นวถิ กี ารดาำ รงชวี ติ ของผคู้ น การอธบิ ายดวย
บอยครง้ั เพือ่ หาทุงหญาเลย้ี งสัตว การสรางสรรคผลงาน สอดแทรกไวใ้ นผลงาน ทำาให้ผ้ชู มทราบได้วา่ เปน็ เรอ่ื งราววัฒนธรรม
ทศั นศลิ ปท ม่ี ขี นาดใหญแ ละประณตี จะปรากฏอยคู อ นขา ง ของสงั คมใด นกั เรียนควรรู

นอย ตางจากชมุ ชนที่ทําการเพาะปลูกซง่ึ ตองอยูตดิ กับทดี่ ิน หรอื ภาพวาดทีส่ ะทอนวัฒนธรรมการเพาะปลูกในยุโรป เทศกาลอสี เตอร (Easter Day) เปน
วันเฉลิมฉลองการฟนคืนพระชนมชีพ
ผลงานจํานวนมากวาดเร่ืองราวของการทําไรองุน ในขณะที่ผลงานดานจิตรกรรมในเอเชียจะวาดเก่ียวกับการทํานา ของพระเยซู หลังจากสิ้นพระชนม
บนไมกางเขน ซ่ึงจะจัดพิธีขึ้นในวัน
การเพาะปลูกขาว หรอื เรอื่ งราวเกย่ี วกบั การทําประมง อาทิตยของฤดูใบไมผลิในซีกโลก
ตะวันตก หรือประมาณเดือนมีนาคม
๑.๔ ขนบธรรมเนียม ประเพณี พิธีกรรม - เมษายน ของทกุ ป

วัฒนธรรมของผูคนในสังคมจะสะทอนออกมาอยางเห็นไดเดนชัด โดยผานขนบธรรมเนียม ประเพณี

พธิ ีกรรมตา งๆ ซง่ึ ศิลปินไดนาํ ส่งิ ทต่ี นพบเหน็ หรอื สมั ผัสมาเปน แรงบันดาลใจถายทอดเปน ผลงานทศั นศิลป ดังนั้น

ผลงานทศั นศลิ ปจ งึ ชว ยสะทอ นใหเ หน็ วา วฒั นธรรมทป่ี รากฏในผลงานเปน วฒั นธรรมของชาตใิ ด มลี กั ษณะความเชอื่

อยางไร และจะบอกเลา เรอื่ งราวเกย่ี วกับส่ิงใด

ทง้ั นี้ ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี พธิ ีกรรมท่ปี รากฏอยูใ นผลงานจะมลี กั ษณะแตกตา งกนั ออกไปในแตละ

วัฒนธรรม เชน ผลงานทัศนศิลปที่สรางสรรคโดยศิลปินชาวยุโรปอาจถายทอดเรื่องราวเก่ียวกับเทศกาลอีสเตอร

(Easter Day) ประเทศอินเดียถา ยทอดเรือ่ งราวเกี่ยวกับเทศกาลโฮลี (Holi Festival) เปน ตน หรือผลงานทัศนศลิ ป

ของไทยจาํ นวนมากก็สะทอ นขนบธรรมเนยี ม ประเพณี พิธกี รรมท่ปี รากฏอยใู นแตละภาคแตกตางกันออกไป เชน

ประเพณียี่เปง ท่จี ังหวดั เชียงใหม พิธไี หลเรอื ไฟท่จี ังหวดั นครพนม งานแหผตี าโขนท่จี งั หวัดเลย ประเพณตี กั บาตร

ดอกไมท จ่ี งั หวดั สระบรุ ี ประเพณชี กั พระทจ่ี งั หวดั สรุ าษฎรธ านี ประเพณแี หเ ทยี นพรรษาทจ่ี งั หวดั อบุ ลราชธานี เปน ตน

๑๐๕

นกั เรียนควรรู @ มมุ IT

เทศกาลโฮลี (Holi Festival) เปน เทศกาลเลน สี หรอื สาดสใี สก นั ของชาวอนิ เดยี สามารถชมตัวอยางคลิปวิดีโอเก่ียวกับผลงานทัศนศิลป
ท่นี ับถอื ศาสนาฮินดู ซ่งึ เทศกาลน้ีจะมขี ้ึนชว งปลายเดอื นกุมภาพนั ธ - มนี าคม ไดจาก http://www.youtube.com โดย search คําวา
ของทุกป ที่มาของเทศกาลนี้ บางก็วาเพื่อเฉลิมฉลองพระกฤษณะท่ีมีชัยตอ Art, Painting, Sculpture, Architecture
การรบ บา งกว็ า เพอื่ เฉลมิ ฉลองความอดุ มสมบรู ณข องพนื้ ดนิ และการเกบ็ เกยี่ ว
คูม อื ครู 105

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate
Explore

Engage

สํารวจคนหา (ยอจากฉบบั นกั เรยี น 30%)

ใหนักเรียนหาตัวอยา งผลงาน หรือ
ภาพผลงานทัศนศิลปท่ีแสดงออกถึง
การนาํ ภมู ปิ ญ ญามาสรา งสรรคผ ลงาน
โดยวเิ คราะหด ว ยวา มกี ารนาํ ภมู ปิ ญ ญา
มาใชอยางไร

อธิบายความรู “งานแหผีตาโขน จังหวัดเลย” (ไมป่ รากฏปีทส่ี รา้ งสรรค์ผลงาน) ผลงานของธรรมวทิ ย ์ สวุ รรณพฤกษ ์ เทคนคิ ภาพวาดสีนา้ำ ทีถ่ า่ ยทอดเรือ่ งราว
เกย่ี วกับขนบธรรมเนียม ประเพณีไวใ้ นผลงานไดอ้ ยา่ งนา่ ช่ืนชม
ใหน กั เรยี นนาํ ภาพผลงานทศั นศลิ ป
มาแสดง แลว รว มกนั อภปิ รายวา ๑.๕ ภมู ปิ ญญา

• ผลงานดังกลา วสะทอ นถึง ผลงานทัศนศิลปถือวาเปนผลงานการสรางสรรคที่ชวยสะทอนวัฒนธรรมทางดานภูมิปญญาของศิลปิน
ภมู ปิ ญญาไดอยา งไร ซ่ึงถายทอดสืบตอจากรุนสูรุน นับต้ังแตรูปแบบของงานศิลปกรรม การเลือกใชวัสดุ ซึ่งดัดแปลงมาจากทรัพยากร
ทหี่ าไดง า ยภายในทอ งถนิ่ รวมไปถงึ เทคนคิ วธิ กี ารในการสรา งสรรคผ ลงานแตล ะประเภท เชน ภมู ปิ ญ ญาของชาวอยี ปิ ต
ขยายความเขาใจ ที่มเี ทคนิคในการนาํ หินมาสรางสรรคผลงานที่มีขนาดใหญ เชน พีระมดิ รปู ปน สฟงิ ซ เปน ตน สวนชาวกรกี โรมัน
นาํ หนิ ออ นมาสรา งงานประตมิ ากรรม ชา งไทยคดิ คน เทคนคิ การทาํ ผลงานลงรกั ปดิ ทอง จติ รกรจนี คดิ คน การทาํ หมกึ
ใหน กั เรยี นหาภาพผลงานทศั นศลิ ป
มา 1 ชิ้น ติดลงกระดาษ A4 แลว สีดาํ เพอื่ ใชวาดภาพ ศิลปินท่อี ยแู ถบชายทะเลนาํ เปลือก
วเิ คราะหว า ผลงานชนิ้ ดงั กลา วสะทอ น หอย ปะการังมาผลิตเปนผลงานทัศนศิลป เปนตน ซ่ึง
คุณคาทางวฒั นธรรมในดานใด ภูมปิ ญ ญาทสี่ ะทอนอยูในผลงาน จัดเปน รองรอยทสี่ าํ คญั
อยางหนึ่งที่ทําใหทราบแหลงท่ีมาของผลงานทัศนศิลป
ตรวจสอบผล ชน้ิ นน้ั ๆ จะเหน็ ไดว า เมอ่ื พจิ ารณาผลงานทศั นศลิ ปไ มว า
ประเภทใดกต็ าม นอกจากความงาม ความนาประทบั ใจ
ครูพิจารณาจากการวเิ คราะห เนอื้ หาสาระ เทคนคิ และวธิ กี ารทผี่ ลงานทศั นศลิ ปส อื่ สาร
ผลงานทศั นศลิ ปท ี่สะทอ นคณุ คา ออกมาแลว ยังจะมองเห็นถึงลักษณะและคุณคาทาง
ทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมสอดแทรกอยูในผลงานชิ้นนั้นดวย ทําใหชวย
ผลงานประติมากรรมปันทราย เป็นตัวอย่างที่ศิลปินเลือกนำาวัตถุดิบ จําแนกไดวา ผลงานทัศนศิลปดังกลาวมีรากฐานมาจาก
เกร็ดแนะครู ทีห่ าได้ง่ายในทอ้ งถ่ินมาสร้างสรรค์เป็นผลงานทัศนศลิ ป์ท่ีสวยงาม วฒั นธรรมใดและวัฒนธรรมดังกลา วมลี กั ษณะอยางไร

ครูอาจอธบิ ายเพิม่ เติมเกยี่ วกับ ๑๐๖
ภมู ิปญญาไทยทนี่ ํามาใชในงาน
ทัศนศลิ ป เชน การแผท องคําจน นกั เรียนควรรู
บางเฉียบเปน ทองคําเปลว แลว นาํ ไป
ประดบั องคพระพทุ ธรูป หรือการ รูปปนสฟงซ รูปแกะสลักแบบลอยตัวดวยหินขนาดใหญ ตัวเปนสิงโต
ลงรักปดทองบนพ้นื ปูน เนอ่ื งจาก หัวเปนมนุษย สฟงซของอียิปตท่ีมีช่ือเสียงมากท่ีสุด คือ มหาสฟงซ
ปนู มีความเคม็ การลงรกั จะไมต ิด (The Great Sphinx of Giza) ซึ่งมีความยาว 240 ฟุต (73.15 เมตร)
ชางไทยจะประสะผวิ หนา ปนู สูง 66 ฟุต (20.11 เมตร) และเฉพาะสวนใบหนา กวา ง 14 ฟุต (4.26 เมตร)
เพือ่ ลดความเค็มกอน โดยใชน า้ํ
จากใบขเ้ี หล็กชะลางพนื้ ปูนหลายๆ
ครัง้ ใชขม้นิ สดขดี พื้นปูนดู ถารอย
เปน สแี ดงแสดงวายังมคี วามเคม็ อยู
ตอ งชะลา งอกี จนรอยขมน้ิ เปน สเี หลอื ง
จงึ จะลงรกั รองพ้นื ได เปน ตน

106 คมู ือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore Explain

Expand Evaluate

กจิ กรรม ศลิ ปปฏิบตั ิ ๗.๑ กระตนุ ความสนใจ

กจิ กรรมที่ ๑ ครนู าํ ภาพผลงานทศั นศิลปข องไทยและสากลมาใหนกั เรียนชม แลว รวมกนั อภิปรายวา ภาพผลงาน ครหู าตวั อยางภาพ หรือคลิปวดิ ีโอ
ทัศนศิลปดังกลาวสะทอนใหเหน็ คณุ คาทางวัฒนธรรมไดอ ยางไร เกย่ี วกบั ผลงานทศั นศลิ ปใ นสมยั ตา งๆ
กจิ กรรมที่ ๒ ใหนกั เรยี นหาภาพผลงานทศั นศลิ ปมาจาํ นวน ๑ ชิ้น ตดิ ลงบนกระดาษ A4 ระบขุ อ มูลของผลงาน ของไทยมาใหน กั เรยี นชม แลว
เทา ท่ีปรากฏ แลว วเิ คราะหว า ผลงานชิ้นน้สี ะทอ นคุณคาทางวัฒนธรรมอยางไร จากนัน้ สง ครูผูสอน ตง้ั คาํ ถาม ดงั นี้

• เปน ผลงานในสมยั อาณาจักรใด
• มคี วามงดงาม หรอื มคี วามสาํ คญั

อยา งไร

ò. ความáµกµา่ ง¢องงานทศั นศลิ ปã์ นáµล่ ะÂุคสมÂั ¢องวฒั นธรรมäทÂ สาํ รวจคน หา

เหตทุ ว่ี ฒั นธรรมมคี วามสมั พนั ธอ ยา งใกลช ดิ กบั ผลงานทศั นศลิ ป จงึ มผี ลทาํ ใหผ ลงานทศั นศลิ ปใ นแตล ะยคุ ครแู บงนักเรียนออกเปน กลมุ
สมยั ของวฒั นธรรมจะมลี กั ษณะบางประการทม่ี คี วามแตกตา งกนั ออกไป ซงึ่ บางอยา งไดก ลายเปน เอกลกั ษณท โ่ี ดดเดน กลุมละ 5 คน ใหแ ตล ะกลมุ สืบคน
ซงึ่ เมอื่ มองเหน็ ผลงานทศั นศลิ ปจ ะสามารถบอกไดว า ผลงานทศั นศลิ ปช นิ้ นถี้ กู สรา งสรรคข น้ึ ในสมยั ใด สาํ หรบั ยคุ สมยั ขอมลู เพ่อื จดั ทาํ รายงานความ
ของวฒั นธรรมไทยสามารถจัดแบงได ดงั ตอไปนี้ แตกตา งของผลงานทศั นศลิ ปไ ทย
ในแตล ะยุคสมยั และเตรยี มสง
๒.๑ สมัยกอนประวัติศาสตร ตัวแทนออกมาสรปุ ขอ มูลเฉพาะ
บางสมัย โดยสืบคนจากหนังสือใน
วัฒนธรรมของมนุษยในยุคน้ีจะอยูรวมกันเปนกลุมเล็กๆ อาศัยอยูตามเพิงผา หรือถํ้า เปนชนเรรอน หอ งสมดุ เวบ็ ไซตใ นอนิ เทอรเ นต็
ดาํ รงชพี ดว ยการเกบ็ ของปา และลา สตั ว ผลงานทศั นศลิ ปท ส่ี รา งขน้ึ จะมงุ เนน ประโยชนเ พอ่ื การใชส อยเปน หลกั มากกวา และแหลงการเรียนรตู า งๆ
ความสวยงาม โดยปรากฏออกมาในรูปแบบของสงิ่ ของเคร่อื งใช เชน ขวานกาํ ปน หรือขวานหนิ แรกเรมิ่ จะทาํ ข้นึ
อยา งหยาบๆ กอน แลวจึงพฒั นาใหมคี วามประณตี ขึ้นและมดี ามจบั ในเวลาตอมา เปนตน อธบิ ายความรู

นอกจากนี้ ยงั ปรากฏภาชนะดนิ เผาหลากหลายรปู แบบ โดยเรม่ิ ตน ครูจับสลากเลือกตัวแทน 1 กลุม
ทาํ แบบผวิ เรียบกอ น แลว จึงพฒั นาใหม ีลวดลายเรขาคณติ ดวยวธิ กี ารขูด ขดี ใหออกมาสรุปลักษณะของผลงาน
ทาบในขณะท่ีดนิ ยังเปยกอยู จากนนั้ ไดมกี ารใชส ีมาเขียนเปน ลวดลายแทน ทศั นศลิ ปของไทยในสมัยกอน
เครอ่ื งปน ดนิ เผาทโ่ี ดดเดน คอื เครอื่ งปน ดนิ เผาทบี่ า นเชยี ง จงั หวดั อดุ รธานี ประวตั ิศาสตร

พฒั นาการทส่ี าํ คญั ตอ มา คอื การคน พบเทคนคิ การหลอมโลหะ นักเรียนควรรู
ซึ่งเร่ิมตนดวยการหลอมสําริด (นําเอาดีบุกกับทองแดงมาผสมกัน) ได
สาํ เรจ็ แลวจึงพัฒนาจนสามารถหลอมเหล็กได จึงมีการนําโลหะมาใชสราง กลองมโหระทกึ ทีเ่ กา แกท ส่ี ดุ
ผลงานทัศนศิลปในรูปแบบที่เปนสิ่งของเครื่องใช เชน อาวุธ เครื่องประดับ พบที่หมูบ า นดองซอน จ.ทนั หห ัว
กลองมโหระทกึ เปนตน ตอนเหนือของประเทศเวียดนาม
เชอ่ื วาเทคนคิ การทาํ กลองมโหระทึก
เครอื่ งปนั ดินเผาเขยี นสเี ปน็ ลวดลายเรขาคณิต นา จะไดร ับอทิ ธิพลจากวัฒนธรรม
ศลิ ปะของอาำ เภอบ้านเชยี ง จังหวัดอุดรธานี ดองซอนไปสูด ินแดนอืน่ ๆ ทั่วเอเชยี
ตะวนั ออกเฉียงใต จดุ มงุ หมายใน
๑๐๗ การทํากลองมโหระทกึ มผี ูให
ความเห็นตางๆ กนั ไป เชน ใชเพ่อื
@ มุม IT ประกอบพิธกี รรม ใชใ นการทําศึก
เพือ่ แสดงฐานอาํ นาจ เปนตน
สามารถศึกษาเพ่ิมเติมเก่ียวกับสมัยกอนประวัติศาสตรไทย ไดจาก http://www.
thaigoodview.com/library/contest2551/social04/39/Computer/time.htm

คมู ือครู 107

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธิบายความรู (ยอ จากฉบบั นักเรียน 30%)

ครจู บั สลากเลอื กตัวแทน 1 กลุม การแสดงออกทางดา นทัศนศลิ ปในสมัยกอนประวัตศิ าสตร ยังมกี ารสรางสรรคผลงานจติ รกรรม โดยเปน
ออกมาสรปุ ลกั ษณะของผลงาน ภาพเขยี นสอี ยา งงา ยๆ บนผนงั ถา้ํ และเพงิ ผา ซง่ึ พบกระจายอยดู ว ยกนั หลายแหง เขยี นดว ยสแี ดง สดี าํ สนี า้ํ ตาล และ
ทศั นศิลปของไทยในสมยั ประวตั ิ- สีเหลือง เปน รูปมนุษย สตั ว วตั ถุ มอื สญั ลักษณ รูปทรงเรขาคณิต และอ่ืนๆ เชน อุทยานแหงชาตผิ าแตม จงั หวดั
ศาสตรกอนสุโขทยั และอกี 1 กลุม อุบลราชธานี ถํา้ และเพิงผาบรเิ วณอา วในจงั หวดั พงั งาและจงั หวดั กระบ่ี ชอ งเขาประตูผา จังหวัดลําปาง เปน ตน
ออกมาสรปุ ลกั ษณะของผลงาน
ทศั นศิลปข องไทยในสมัยสโุ ขทยั ๒.๒ สมยั ประวัตศิ าสตรก อ นสมยั สโุ ขทัย
โดยเลือกจากกลุมท่ียงั มไิ ดป ฏบิ ตั ิ
กจิ กรรมมากอ น ดินแดนที่เปนประเทศไทยในขณะน้ี แตเดิมเปนที่รูจักกันในนามวา “สุวรรณภูมิ” สมัยนั้นมีการพัฒนา
บา นเมอื งจากชมุ ชนเลก็ ๆ คอ ยๆ กอ ตวั เปน ชมุ ชนใหญ เปน แวน แควน จนกลายเปน อาณาจกั รในทส่ี ดุ ซง่ึ มอี าณาจกั ร
เกรด็ แนะครู ตา งๆ เกดิ ขนึ้ มากมายทั่วดนิ แดนไทย อาณาจกั รทส่ี ําคญั เชน ทวารวดี ศรีวชิ ยั ตามพรลิงค โคตรบูรณ ละโว หรือ
ลพบรุ ี อศี านปุระ โยนกเชยี งแสน ลานนา เปน ตน
ครูควรแนะนําใหนกั เรียนหาภาพ
มาใชประกอบการอธบิ ายดว ย จะได วัฒนธรรมของอาณาจักรตางๆ ในชวงสมัยประวัติศาสตรกอนสมัยสุโขทัย นอกจากจะเปนวัฒนธรรม
ชว ยสรางความเขา ใจไดมากกวา เชน ของสังคมเกษตรกรรมที่สืบตอ เน่อื งกันแลว ยงั ไดร บั อทิ ธพิ ลจากการนบั ถอื ศาสนา คอื พระพทุ ธศาสนาและศาสนา
ลักษณะของเจดียส มัยทวารวดี พราหมณ - ฮนิ ดจู ากประเทศอนิ เดยี โดยผา นทางขอม หรอื เขมร การยอมรบั นบั ถอื ศาสนาทาํ ใหเ กดิ การเปลย่ี นแปลง
ศรวี ิชัย ลา นนา เปนตน ซ่งึ จะมี ทางวฒั นธรรมครงั้ ใหญท วั่ สวุ รรณภมู ิ และสง ผลตอ การสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ป กลา วคอื มกี ารสรา งงานศลิ ปกรรม
ลักษณะแตกตา งกนั อยางเห็นไดช ัด ทางดานสถาปตยกรรมและประติมากรรมท่ีเก่ียวเน่ืองกับศาสนาขึ้นเปนจํานวนมาก โดยเปนผลงานที่สะทอนถึง
ความเลือ่ มใสศรัทธาตอศาสนาที่ตนนบั ถอื ไดแก การสรา งวัดวาอาราม เจดีย โบสถ วหิ าร พระพุทธรูป และเทวรูป
นกั เรยี นควรรู
โดยรูปแบบของงานศิลปกรรมในชวงแรก ยังคงสรางตามศิลปกรรมอินเดีย ตอมาจึงไดมีการดัดแปลง
สุวรรณภูมิ หมายรวมถึงดินแดน สรางตามคตินิยมของแตละทองถิ่น ผลงานท่ีสรางออกมาภายหลังจึงสะทอนลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมในแตละ
เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต มไิ ดห มายถงึ อาณาจักร ซงึ่ จะมลี ักษณะรวมบางประการทีค่ ลายและแตกตางกบั อาณาจกั รอนื่ ๆ เชน เจดยี ของทวารวดี ศรวี ิชัย
เฉพาะดินแดนไทยเพียงแหงเดียว โยนกเชยี งแสน แมจ ะเปน เจดยี ท างพระพทุ ธศาสนาเชน เดยี วกนั แตร ปู แบบของเจดยี ก จ็ ะมคี วามแตกตา งกนั เปน ตน
การที่แปลวา “ดินแดนทองคํา” นั้น
กม็ ไิ ดจ ะสอื่ วา มที องคาํ อยเู ตม็ ไปหมด ๒.๓ สมยั สโุ ขทัย
หากแตมีนัยวา “ดินแดนแหงน้ีมี
ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณมาก สโุ ขทยั ไดร บั อทิ ธพิ ลของศาสนาพราหมณ - ฮนิ ดจู ากขอม จงึ มกี ารสรา งผลงานทศั นศลิ ปท เี่ ปน เทวรปู
ซ่ึงมีคาอยางมหาศาล ประหนึ่งดังมี ศาสนสถานไวเคารพบูชาตามอิทธิพลที่ไดรับ ตอมาสุโขทัยไดรับแบบอยางการนับถือพระพุทธศาสนา
ทองคําอยูท วั่ พ้นื ท”่ี นกิ ายเถรวาทอยางลังกาวงศม าจากเมอื งนครศรีธรรมราช จึงไดม ีการสรางศาสนสถาน ศาสนวตั ถุท่ีไดรับ
อทิ ธพิ ลรปู แบบของงานศลิ ปกรรมจากขอม อาณาจกั รทอ่ี ยใู กลเ คยี ง และลงั กา แตศ ลิ ปนิ กไ็ ดม กี ารคดิ คน

พฒั นารปู แบบของผลงานศลิ ปกรรมใหม คี วามงดงาม มเี อกลกั ษณ และมคี วามโดดเดน โดยเฉพาะ
พระพุทธรูปและเจดียท่ีสะทอนใหเห็นถึงความงามแบบอุดมคติลงในผลงาน เชน
เจดียทรงพุม ขา วบณิ ฑ พระพทุ ธชินราช พระพุทธรปู
ปางลลี า เปน ตน

นกั เรียนควรรู ๑๐๘

ศลิ ปกรรมอนิ เดยี ทเี่ ขา มาสดู นิ แดน @ มมุ IT
ไทยที่เกาแกที่สุดจะเปนศิลปะคุปตะ
ในสมยั พระเจา อโศกมหาราช เรมิ่ แรก สามารถศกึ ษาเพมิ่ เตมิ เกย่ี วกบั งานทศั นศิลปข องไทย
จะยังไมมีการสรางพระพุทธรูป เมื่อกลาวถึงพุทธประวัติจะใช ในแตล ะยคุ สมยั ไดจาก http://www.media.rmutt.ac.th
สญั ลกั ษณแทน เชน รปู สลกั มา เปลาไมมีผขู ่ีแทนการเสด็จออกผนวช
ดอกบัวแทนตอนประสูติ ตนโพธ์ิแทนตอนตรัสรู ธรรมจักรกับกวาง
หมอบแทนตอนปฐมเทศนา และสถปู แทนตอนปรินพิ พาน

108 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

ดา นจติ รกรรม มที งั้ ภาพลายเสน และภาพเขยี นสที เี่ ปน เรอื่ งราวทางพระพทุ ธศาสนา ภาพเขยี นจะใชส ดี าํ แดง อธิบายความรู
ท่เี รียกวา “สีเอกรงค” ภาพเขยี นสาํ คัญอยทู ี่วดั เจดียเ จ็ดแถว จังหวดั สุโขทัย
ครูจบั สลากเลอื กตัวแทน 1 กลมุ
ในสมยั สโุ ขทยั ยงั ไดร บั อทิ ธพิ ลของงานศลิ ปกรรมจนี โดยเฉพาะเทคนคิ วธิ กี ารทาํ เครอื่ งปน ดนิ เผาทเ่ี รยี กวา ออกมาสรปุ ลักษณะของผลงาน
“เคร่ืองสังคโลก” มกี ารสรางสรรคอ อกแบบเครอื่ งสงั คโลกใหม ีรปู แบบตางๆ เพ่ือจําหนา ยเปน สินคา สงออก ทศั นศิลปข องไทยในสมัยอยธุ ยา
โดยมีตวั อยางภาพหรือคลิปวิดีโอ
๒.๔ สมยั อยุธยา แสดงผลงานทัศนศิลปประกอบการ
อธบิ ายดวย
อยุธยากอตั้งราชธานีอยูบริเวณท่ีราบลุมเจาพระยาตอนลาง และเปนศูนยกลางของกลุมคนไทยแทนท่ี
สุโขทัยทีเ่ ส่ือมอาํ นาจลง ซ่งึ สามารถดํารงความเปนราชธานีตอ มาไดอ กี ๔๑๗ ป นกั เรยี นควรรู

ผลงานศลิ ปกรรมสว นใหญถ กู สรา งขน้ึ เพอื่ แสดงถงึ ความศรทั ธาตอ สถาบนั ศาสนา สมยั อยุธยา ไดม ีการรบั เอาศิลปะ
และแสดงความจงรกั ภกั ดตี อ สถาบนั พระมหากษตั รยิ  ซง่ึ ผลงานทสี่ รา งขน้ึ นอกจากจะยดึ ถอื สมยั อูทองมาเปนแมแ บบผสมผสาน
แบบอยา งครง้ั สโุ ขทยั และอาณาจกั รตา งๆ แลว ชา ง หรอื ศลิ ปนิ อยธุ ยาไดม กี ารพฒั นารปู แบบ กบั ศลิ ปะสมัยสุโขทัย จงึ กลายเปน
ผลงานศิลปกรรมที่เปนลักษณะเดนของอยุธยาขึ้นมาดวย ไดแก พระพุทธรูป “ศิลปะสกุลชา งอยุธยา - อูท อง”
ทรงเครื่อง เชน พระพุทธนิมิตรวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ กลาวคอื เปน การนาํ เอาศิลปะที่
พระประธานวัดหนาพระเมรุราชิการาม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เปนตน ทรงอาํ นาจของอทู องท่แี ฝงไวดว ย
สําหรับเจดียไดมีการประยุกตนํารูปแบบเจดียจากวัฒนธรรมตางๆ มาสราง ความออนหวานของสโุ ขทยั และ
เปน แบบอยธุ ยา ไดแ ก เจดยี ท รงระฆงั แบบลงั กาและเจดยี ท รงปรางคแ บบขอม ความอุดมสมบูรณข องเชยี งแสน
สว นเจดียแบบอยธุ ยาแท เปน เจดียย อ มมุ ไมส บิ สอง มาสรา งสรรคเปน ผลงานทัศนศลิ ป

ดา นจติ รกรรม ผลงานสว นใหญย งั เปน จติ รกรรมไทยประเพณี ชว งแรก นกั เรยี นควรรู
นยิ มใชส แี บบเอกรงค ตอ มาเมอื่ มกี ารตดิ ตอ กบั ตา งชาติ จงึ ใชส ตี า งๆ เพม่ิ มากขน้ึ
เรื่องราวจะเกีย่ วขอ งกบั พระพทุ ธศาสนา มกี ารปิดทองสว นทสี่ าํ คญั ของภาพและ พระประธานวัดหนาพระเมรุราชิ-
ทาํ ลวดลายเปน รูปดอกไมรวงหลงั พ้นื ภาพ การาม มีช่ือวา “พระพุทธนิมิตวิชิต
มารโมลศี รสี รรเพชญบ รมไตรโลกนาถ”
ผลงานทัศนศิลปที่สําคัญอีกประเภทหนึ่ง คือ เปนพระพุทธรูปสําริดทรงเครื่อง
งานประณตี ศิลป ซ่ึงมีทั้งงานประดบั มกุ งานลงรกั ปิดทอง กษัตริยที่งดงามที่สุดองคหนึ่งในสมัย
งานไมจําหลัก การทําเครอ่ื งเบญจรงค (เครื่องเบญจรงค อยุธยา หนาตักกวาง 4.5 เมตร สูง
ชางอยธุ ยาจะเปน ผอู อกแบบและสง ไปทาํ ทปี่ ระเทศจนี ) 6 เมตร สันนิษฐานวาสรางในรัชกาล
สมเด็จพระเจาปราสาททอง (สมเด็จ
ในสมัยอยุธยา ผลงานทัศนศิลปประเภท พระสรรเพชญท ี่ 5)
สถาปตยกรรมบางสวนจะมีความแตกตางจากสมัยที่
ผานมา เนื่องจากมีการติดตอกับชาติตะวันตก จึงไดรับ
รูปแบบสถาปตยกรรมแบบยุโรปมาใช ท่ีสามารถเห็น
ไดชัดเจน คือ พระนารายณราชนิเวศน
จังหวดั ลพบุรี

๑๐๙ @ มมุ IT

นกั เรยี นควรรู สามารถศึกษาเพิ่มเตมิ เกยี่ วกับ
ศิลปะสมยั อยุธยา ไดจ าก http://
เจดียย อ มุมไมส ิบสอง เปนคาํ อธิบายลกั ษณะสว นมมุ ของอาคาร เจดยี  พระเมรุ หรือส่งิ อน่ื ๆ ทีท่ ําให www.ayutthaya.go.th/travel.htm
มมุ มีหยกั เปน เหลย่ี มออกมา 12 มุม ท้งั นี้ เราดผู งั สถาปตยกรรมจากมุมสงู เราจะเห็นเปนรปู สเ่ี หลยี่ ม และ www.youtube.com โดย search
แทนที่เดิมตรงมุมจะมีเพียง 1 มุม ชางอยุธยาก็ทําหักยอเขาไปเปน 3 มุม เพ่ือเพิ่มความงดงามแก คําวา ศิลปะอยธุ ยา คันฉองอยธุ ยา
สถาปต ยกรรมน้ัน การยอมมุ ทําใหส ิ่งกอสรา งทรงสเ่ี หลยี่ มทีม่ ี 4 มมุ จึงกลายเปน 12 มุม ไปโดยปรยิ าย
คมู อื ครู 109

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธบิ ายความรู (ยอจากฉบบั นกั เรยี น 30%)

ครูจับสลากเลือกตัวแทน 1 กลุม ๒.๕ สมัยรตั นโกสนิ ทร
อ อ ก ม า อ ธิ บ า ย ส รุ ป ลั ก ษ ณ ะ ข อ ง
ผลงานทัศนศิลปของไทยในสมัย สมัยรัตนโกสินทรในชวงแรกจะเปนการฟนฟูบูรณะผลงานทัศนศิลปแขนงตางๆ ท่ีไดรับความเสียหาย
รตั นโกสนิ ทรช ว งรชั กาลท่ี 1 - 3 อยางหนักจากสงครามเมือ่ คราวเสยี กรงุ คร้งั ท่ี ๒ เม่อื พ.ศ. ๒๓๑๐ ใหฟน กลับมาเหมอื นเมอ่ื ครัง้ บา นเมอื งยังเจริญ
รุงเรือง โดยพยายามบูรณะและรักษางานศิลปกรรมของชาติไวมิใหเสื่อมสูญไป ขณะเดียวกันการติดตอคาขาย
นกั เรียนควรรู สรางความสมั พันธก บั ชาติตะวันตกหลายชาติ กท็ าํ ใหไดรบั อิทธิพลจากวฒั นธรรมตะวันตกเขา มา
ดว ยเชน กนั ซงึ่ แบบอยา งของศลิ ปะตะวนั ตกนจ้ี ะคอ ยๆ มคี วามสาํ คญั และมบี ทบาทตอ รปู แบบการ
พระปรางควัดอรณุ ราชวราราม สรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปข องไทยเปน อยา งมากในเวลาตอ มา ซงึ่ พอจะสรปุ ความแตกตา งของ
ราชวรมหาวิหาร ตัง้ อยรู ิมฝง ผลงานทศั นศลิ ปใ นสมัยรัตนโกสินทรเ ปนสมยั ยอ ยๆ เปนภาพรวมได ดงั ตอไปนี้
ตะวนั ตกของแมน้ําเจา พระยา
มลี กั ษณะเปนเจดยี ทรงปรางค สมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลท่ี ๑) ถึงสมัย
สูง 81.85 เมตร วดั รอบฐาน พระบาทสมเด็จพระน่ังเกลาเจาอยูหัว (รัชกาลที่ ๓) ภาพรวมจะเปนการฟนฟูผลงาน
234 เมตร ประกอบดว ยปรางคเลก็ ทัศนศิลปที่ไดรับความเสียหายใหมีความเจริญรุงเรืองอีกครั้งหน่ึง มีการระดมชางท่ียัง
ลอ มอยู 4 ทิศ และมีพระมณฑปอยู หลงเหลืออยูตามหัวเมืองตางๆ เขามาชวยสรางสรรคผลงานทัศนศิลปเปนจํานวนมาก
4 ทศิ บนยอดพระปรางคเปนนภศลู ตวั อยา งผลงานทศั นศลิ ปส าํ คัญทส่ี รางสรรคขนึ้ ในชว งน้ี เชน การสรา งราชธานีแหงใหม
และพระมหามงกุฎปด ทอง เริม่ สรา ง คอื กรงุ เทพมหานคร โดยจาํ ลองแบบมาจากกรงุ ศรอี ยธุ ยา การสรา งพระบรมมหาราชวงั
ในสมยั รชั กาลที่ 2 และเสรจ็ สมบรู ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม พระปรางควัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร พระเจดีย
ในสมยั รชั กาลที่ 5 องคพระปรางค รายในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร จิตรกรรมในพระอุโบสถ
กอ อิฐถอื ปูน ประดบั ดว ยช้นิ กระเบอ้ื ง วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร วัดยานนาวา วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร
เคลอื บสีตา งๆ เปนลายดอกไม ใบไม กรงุ เทพมหานคร เปน ตน
และลายอ่นื ๆ อยางสวยงาม

นักเรียนควรรู ๑๑๐

พระเจดียร าย เปน พระเจดยี 
ขนาดยอมที่ประกอบอยใู นผังของ
สถาปต ยกรรมในฐานะทเ่ี ปน พระเจดยี 
รอง ลกั ษณะจะวางอยูเรียงราย
รอบอาคารประธาน หรอื พระอุโบสถ
สําหรับเจดียรายในวดั พระเชตพุ น-
วมิ ลมังคลารามราชวรมหาวิหาร
มีจาํ นวนทง้ั สน้ิ 71 องค สรา งขน้ึ
ในสมยั รชั กาลที่ 3 องคพระเจดีย
ประดบั ดวยกระเบือ้ งถว ยเคลอื บ
สแี ละหินสเี ขยี ว ไดการรับยกยอง
วา “เปน พระเจดียเ หล่ยี มยอมุม
ไมส บิ สองทง่ี ดงามทสี่ ดุ ของสมยั
รตั นโกสินทร”

110 คูมือครู

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา เจา อยหู วั (รชั กาลที่ ๔) ถงึ พระบาทสมเดจ็ พระปกเกลา เจา อยหู วั (รชั กาลท่ี ๗) อธิบายความรู
เปนชวงที่มีการปรับตัวตามกระแสวัฒนธรรมตะวันตกที่หลั่งไหลเขามา ผลงานทัศนศิลปของไทยก็ไดมีการปรับตัว
เชนเดียวกัน ท้ังในดานเทคนิค วิธีการ ตลอดจนรูปแบบของผลงานที่โดดเดนมาก คือ ผลงานจิตรกรรมของ ใหน ักเรียนกลมุ เดิมออกมาสรปุ
ขรัวอินโขงที่วาดรูปตามแบบตะวันตกแตสาระของภาพเปนแบบไทย ดานสถาปตยกรรมมีการสรางตึกและอาคาร ลกั ษณะของผลงานทศั นศลิ ปข องไทย
ตามแบบตะวันตก เชน พระที่นง่ั อนนั ตสมาคม กระทรวงกลาโหม กระทรวงการตางประเทศ (เดมิ ) พระท่นี ัง่ จักร-ี ในสมยั รตั นโกสนิ ทรช ว งรชั กาลท่ี 4 - 7
มหาปราสาทในพระบรมมหาราชวงั เปน ตน ดา นประตมิ ากรรมมกี ารสรา งสรรคผ ลงานตามแบบตะวนั ตกเชน เดยี วกนั
เชน พระบรมราชานุสาวรียพ ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา เจาอยูหวั (พระบรมรปู ทรงมา ) เปนตน นักเรียนควรรู

สมัยพระบาทสมเด็จพระปรเมทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร (รัชกาลที่ ๘) ถึงปจจุบัน ขรัวอินโขง เปนนามท่ีผูคนท่ัวไป
เปน ชว งทไ่ี ดร บั วฒั นธรรมตะวนั ตกจากสหรฐั อเมรกิ า ผลงานทศั นศลิ ปท ขี่ ยายตวั อยา งรวดเรว็ จะเปน ผลงานทางดา น เรียกพระอาจารยอิน ซึ่งทานเปน
สถาปต ยกรรมมกี ารกอ สรา งอาคารบา นเรอื น สาํ นกั งานตามแบบตะวนั ตกขนึ้ โดยทวั่ ไป โดยไดร บั ความนยิ มอยา งมาก จิตรกรที่ครองสมณเพศจนตลอด
แทนทรี่ ปู แบบสถาปต ยกรรมไทยแตด งั้ เดมิ สว นผลงานทางดา นจติ รกรรมและประตมิ ากรรมกม็ รี ปู แบบทหี่ ลากหลาย ชีวิต ทานเปนชาวจังหวัดเพชรบุรี
มากขึ้น มีการสรา งสรรคผลงานทศั นศิลปแนวใหมๆ ตามความคดิ ของศิลปนิ รวมไปถงึ ผลงานประเภทส่อื ผสมและ บวชเปนสามเณรตั้งแตยังเล็ก แมมี
ภาพพิมพเพ่ิมขึ้น ซึ่งผลงานสวนใหญลวนไดรับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมตะวันตก ทั้งน้ี ผลงานที่สรางสรรคข้ึน พรรษามากขน้ึ กย็ งั ไมย อมผนวชเปน
นอกเหนอื จากเพอื่ แสดงความศรทั ธาตอ ศาสนาแลว ยงั เนน เพอ่ื ประโยชนท างการเมอื ง การพาณชิ ยกรรม การโฆษณา พระ จงึ มกั ถูกเรียกลอ วา “สามเณร
ประชาสมั พนั ธ และประดบั ตกแตง อาคารและส่งิ แวดลอ มอกี ดวย โคง” หรือ “อินโคง” ซึ่งภายหลัง
เพยี้ นเปน อนิ โขง ตอ มาทา นไดผ นวช
เปนพระที่วัดราชบูรณะราชวรวิหาร
(วดั เลยี บ)สว นคาํ วา “ขรวั ”เมอ่ื ทา นมี
พรรษาและทรงภมู ริ ใู นหลายๆ เร่อื ง
จนไดรับการนับถือจากเช้ือพระวงศ
บางพระองคใหเปนพระอาจารย
ซ่ึงเจานายสมัยกอนนั้นนิยมเรียก
พระอาจารยวา “ขรัว” ผูคนท่ัวไป
จึงเรยี กนามพระอาจารยอินวา
“ขรวั อนิ โขง ” นบั ตงั้ แตน นั้ เปน ตน มา

พระทน่ี งั่ จกั รมี หาปราสาทในพระบรมมหาราชวงั สรา้ งขนึ้ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๑๙ ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั (รชั กาลท ี่ ๕) ลกั ษณะ นักเรียนควรรู

๑๑๑องคพ์ ระท่นี ่งั เป็นสถาปตั ยกรรมยุโรป ส่วนหลงั คาใช้รูปแบบสถาปัตยกรรมไทย พระที่นั่งจักรมี หาปราสาทใน
พระบรมมหาราชวงั พระบาทสมเดจ็
NET ขอ สอบป 52 พระจลุ จอมเกลา เจา อยหู วั โปรดเกลา ฯ
ใหสรางข้ึนเม่ือ พ.ศ. 2419 โดยมี
โจทยถ ามวา ประเภทของงานสถาปตยกรรมในขอ ใดไมเ ขา พวก มิสเตอรจอหน คลูนิช สถาปนิกชาว
1. พระที่นัง่ อนนั ตสมาคม 2. พิพิธภัณฑสถานแหง ชาติ องั กฤษเปน ผอู อกแบบ เดมิ มลี กั ษณะ
3. เจดยี ศรสี ุริโยทยั 4. พระราชวงั บางปะอิน เปนอาคารแบบตะวันตกทั้งหมด
(วิเคราะหค ําตอบ ตอบขอ 1. เพราะคําตอบในขอ 2, 3 และ 4 รปู แบบสถาปต ยกรรมเปนแบบไทย แตสมเด็จพระบรมมหาศรีสุริยวงศ
สวนพระที่นั่งอนันตสมาคมเปน แบบตะวนั ตก คําตอบในขอ 1. จึงไมเขา พวก) (ชวง บนุ นาค) กราบบังคมทลู ขอให
เปนปราสาทตามราชประเพณีท่ีมี
ตงั้ แตส มัยอยุธยา จึงทรงพระกรณุ า
โปรดเกลาฯ ใหเปล่ียนทรงหลังคา
เปน ยอดปราสาท 3 ยอดเรยี งกนั ตาม
แบบสถาปต ยกรรมไทย

คูม ือครู 111

กระตุนความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล
Explain Expand Evaluate

Engage Explore

อธิบายความรู (ยอจากฉบับนกั เรียน 30%)

ใหน กั เรยี นกลุมทีเ่ หลอื ทีย่ ังมไิ ด นอกเหนือจากอิทธิพลของวัฒนธรรมตะวันตกจากสหรัฐอเมริกาแลว ก็ยังไดรับอิทธิพลจากประเทศจีน
ปฏบิ ัตกิ ิจกรรม สงตัวแทนออกมา ประเทศญี่ปนุ และประเทศเกาหลใี ต รวมไปถงึ พัฒนาการของเทคโนโลยีสมัยใหม โดยเฉพาะคอมพิวเตอร อปุ กรณ
รว มกนั อธิบายสรุปลกั ษณะของ ไฟฟา การคิดคนทางวิทยาศาสตร ทําใหการสรางสรรคผลงานทัศนศิลปในสมัยปจจุบันมีความหลากหลายและ
ผลงานทศั นศลิ ปข องไทยในสมัย แตกตางออกไปจากเดิม การแสดงออกทางทัศนศิลปมิไดจํากัดเฉพาะทางศาสนา แตนําไปใชเพ่ือประโยชนตางๆ
รัตนโกสนิ ทรชวงรัชกาลท่ี 8 ถงึ ทัง้ การคา การโฆษณา การแสดงทัศนะ การเมอื ง การประดบั ตกแตง และอน่ื ๆ มีการคิดคน เทคนคิ วิธีการในการ
ปจจุบนั สรางสรรคผลงานทัศนศิลปดวยรูปแบบใหม ไมวาจะเปนงานกราฟิก การใชสีวิทยาศาสตรอยางสีอะคริลิก เนื้อหา
สาระทป่ี รากฏอยใู นงานกเ็ ปดิ กวา ง บางครงั้ สะทอ นทศั นะตอ เรอ่ื งราวตา งๆ ทเี่ กดิ ขน้ึ ในโลก มไิ ดจ าํ กดั ขอบเขตเฉพาะ
ขยายความเขาใจ ที่เกี่ยวของกบั สงั คมไทยเพยี งอยา งเดยี วเทานัน้

1. ใหนักเรียนแตละกลุม จดั ทาํ สาํ หรบั งานดา นสถาปต ยกรรมกเ็ ปน ผลงานทมี่ กี ารพฒั นาอยา งตอ เนอ่ื ง มกี ารกอ สรา งตกึ อาคารสมยั ใหม
รายงานเปรยี บเทียบผลงาน ทีอ่ อกแบบอยางทันสมัยตามแนวตะวันตก โดยเนน การสรา งสูทีส่ ูงเพ่ือเพิ่มพ้ืนท่กี ารใชสอยแทนแนวราบ
ทศั นศลิ ปในแตล ะยคุ สมยั ของ
วฒั นธรรมไทย สง ครผู ูสอน

2. ใหนักเรยี นจัดนทิ รรศการเปรียบ
เทยี บใหเ ห็นความแตกตา งทาง
ดา นจติ รกรรม ประตมิ ากรรม
สถาปตยกรรม ในแตล ะสมยั ของ
วฒั นธรรมไทย

ตรวจสอบผล อาคารสนามบนิ สวุ รรณภมู ิ เปน็ สถาปตั ยกรรมสมยั ใหมท่ นี่ าำ เอาผลงานศลิ ปกรรมไทยเขา้ ไปชว่ ยประดบั ตกแตง่ พน้ื ทบ่ี างสว่ นใหส้ วยงามมากยง่ิ ขน้ึ

1. ครพู ิจารณาจากการวเิ คราะห กิจกรรม ศลิ ปปฏบิ ัติ ๗.๒
ลกั ษณะของวฒั นธรรมท่ีอยูใน
ผลงานทศั นศลิ ป กจิ กรรมที่ ๑ ใหน กั เรียนแบง กลมุ กลุม ละ ๕ คน จดั ทํารายงานแสดงถึงความแตกตา งของงานทัศนศิลปในแตล ะ
ยุคสมัยของวัฒนธรรมไทย เสรจ็ แลว นาํ รายงานสงครูผสู อน
2. ครพู จิ ารณาจากรายงานเปรียบ กิจกรรมท่ี ๒ ใหน กั เรยี นสรปุ ขอ มลู จากการทาํ กจิ กรรมที่ ๑ เพอ่ื นาํ ไปจดั นทิ รรศการ โดยเนน การนาํ เสนอเปน ภาพ
เทยี บผลงานทัศนศลิ ปใ นแตล ะ และทาํ ตารางเปรยี บเทยี บใหเ หน็ ความแตกตา งทางดา นจติ รกรรม ประตมิ ากรรม และสถาปต ยกรรม
ยุคสมัยในวัฒนธรรมไทย ของแตละสมยั ของวัฒนธรรมไทย

3. ครพู จิ ารณาจากการจดั นิทรรศการ
เปรียบเทยี บความแตกตา งทาง
ดา นจิตรกรรม ประติมากรรม
และสถาปตยกรรม ในแตละสมยั
ของวัฒนธรรมไทย

นักเรียนควรรู ๑๑๒

สนามบนิ สวุ รรณภมู ิ หรอื ทา อากาศ-
ยานนานาชาตสิ วุ รรณภมู ิ (IATA : BKK,
ICAO : VTBS) ต้ังอยูบริเวณถนนบางนา-บางปะกง และทางพิเศษบูรพาวิถี ต.หนองปรือ และ ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี
จ.สมุทรปราการ ชื่อของสนามบนิ มคี วามหมายวา “แผนดินทอง” ซงึ่ เปน ชอ่ื พระราชทานโดยพระบาทสมเดจ็ พระเจาอยูหัว
ภมู พิ ลอดลุ ยเดชฯ โดยใชแ ทนชอ่ื เดิม คอื “หนองงูเหา ” โดยทางรัฐบาลไดก าํ หนดใหทา อากาศยานแหง นเ้ี ปนทา อากาศยาน
หลักของประเทศไทยแทนท่ีทาอากาศยานดอนเมือง และกาํ หนดเปา หมายใหเ ปน ศูนยก ลางการบินในทวีปเอเชยี อกี ดวย

112 คูมอื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

กระตนุ ความสนใจ

ó. ความáµกµา่ ง¢องงานทศั นศลิ ปã์ นáµล่ ะÂคุ สมÂั ¢องวฒั นธรรมสากล ครูนาํ ภาพ หรอื คลิปวดิ โี อเกย่ี วกบั
สโตนเฮนจมาใหนกั เรียนดู แลว ตัง้
ทัศนศิลปในวัฒนธรรมสากล หรือวัฒนธรรมตะวันตก มีวิวัฒนาการอยางตอเน่ืองและมีอิทธิพลตอการ คําถาม
สรางสรรคผลงานทัศนศิลปของโลกเปนอยางมาก เปนศิลปะท่ีผสมผสานแนวคิด เทคนิค วิธีการอยางเปนกลาง
ไมม รี ปู แบบทีแ่ นน อนตายตัว ผสู รา งสรรคสามารถใชค วามคิดของตนพัฒนาผลงานทศั นศลิ ปไ ดอยา งอิสระ รูปแบบ • เปนผลงานเกย่ี วกบั สิ่งใด
ที่เกิดขึ้นถือวาเปนสากล ไมเก่ียวกับชาติใด ภาษาใด ผูคนท่ัวโลกดูแลวสามารถเขาใจผลงานไดสอดคลองกัน ซึ่ง และตัง้ อยสู ถานทใี่ ด
ความแตกตางของงานทศั นศิลปใ นแตละยคุ สมยั ของวฒั นธรรมสากลสามารถสรปุ ได ดังตอ ไปนี้ (แนวตอบ มีชอ่ื วา สโตนเฮนจ
อยใู นประเทศอังกฤษ)
๓.๑ สมัยกอนประวัตศิ าสตร
• สรา งขึน้ เมอื่ ใด
(แนวตอบ ประมาณ 5,000 ปลว ง
มวี วิ ฒั นาการเรมิ่ ตน ตงั้ แตย คุ หนิ (Stone Age) กอ นเขา สยู คุ โลหะ (Metal Age) จนเขา สสู มยั ประวตั ศิ าสตร มาแลว)
• วัตถปุ ระสงคในการสรา ง
ผลงานทศั นศลิ ปใ นชว งนจ้ี ะเปน ผลงานทส่ี รา งขนึ้ อยา งงา ยๆ บอกเลา เรอ่ื งราวทเี่ ปน สภาพแวดลอ มใกลต วั ความเชอ่ื (แนวตอบ มีหลายแนวคดิ เชน

เรอื่ งจิตวิญญาณ และปรากฏการณทางธรรมชาติ เปน ท่ปี ระกอบพธิ ีกรรมทาง

ผลงานจติ รกรรมทมี่ อี ายเุ กา แก เปน ภาพเขยี นสี ขดู ขดี เปน รปู สตั วต า งๆ และการลา สตั ว รวมทง้ั ลวดลาย ศาสนา เพ่อื หาความรูทาง
ดาราศาสตร เปนตน)
เรขาคณิต รปู ฝามือตามถา้ํ และเพงิ ผา เชน ถ้ําอัลตามีรา (Altamira Cave) ในประเทศสเปน เปนตน
ผลงานประตมิ ากรรม เร่มิ ตน จากการสรา งเครอ่ื งมือหนิ สาํ หรบั เปน อาวธุ และเปนเครื่องมอื เครอื่ งใช รจู กั

นําไม งาสตั ว กระดกู สัตว และกอ นหินมาแกะสลกั เปน รูปรา ง รปู ทรง และสัญลักษณ เพอื่ สือ่ ความหมาย หรือไวบูชา

มากกวาจะเนน ในเรอ่ื งของความสวยงาม หรอื ใชป ระดบั ตกแตง นอกจากนี้ ยงั มกี ารทําเคร่อื งปน ดนิ เผาเพ่ือใชสอย สํารวจคนหา
ทง้ั แบบธรรมดาและทาํ เปนลวดลายขดู ขีด เขียนสี
ใหนักเรียนสืบคนขอมูลเก่ียวกับ
ผลงานสถาปตยกรรมที่โดดเดน คือ สถาปตยกรรมหินในรูปแบบตางๆ เชน หินต้ังท่ีเปนหินกอนเดียว ลักษณะของผลงานทัศนศิลปสากล
ต้ังอยโู ดดๆ หรือโตะ หนิ ที่มหี ิน ๒ แทงตง้ั อยู มหี ินอกี กอนวางพาดอยูดา นบน ลกั ษณะทําเปน โตะหนิ หรอื ทําเปน ในสมยั กอ นประวตั ศิ าสตร จากหนงั สอื
หินต้งั ลอม คอื มโี ตะ หนิ ทาํ เปนชดุ ๆ ลอมกันเปนวง ท่ี ในหองสมุด เว็บไซตในอินเทอรเน็ต
โดดเดนมาก ไดแก สโตนเฮนจ (Stonehenge) ใน และแหลง การเรยี นรูตางๆ
ประเทศอังกฤษ ซึ่งไมอาจสรุปไดแนชัดวา สรางขึ้น

เพ่ือวัตถุประสงคใด แตคาดวานาจะเก่ียวของกับลัทธิ

ความเชอื่ อยา งไรกต็ าม ความสาํ เรจ็ จากการคน พบวธิ กี าร สโตนเฮนจ ์ (Stonehenge) บริเวณท่รี าบซอลส์เบอร ี ทางตอนใต้ของ อธบิ ายความรู
หลอมโลหะ ทาํ ใหม นษุ ยเ ขา สยู คุ โลหะ และเรม่ิ ตน จากการ เกาะองั กฤษ ซงึ่ จะประกอบไปดว้ ยแทง่ หนิ ขนาดมหมึ าจาำ นวน ๑๑๒ แทง่
หลอมสําริดไดกอน จากนั้นจึงพัฒนามาเปนเหล็ก โดย ตงั้ เรียงเป็นวงกลมตั้งอยู่ ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายขอมูล
มนุษยไดนําโลหะมาใชแทนหิน ภาชนะดินเผา เพราะมี เกย่ี วกบั ลกั ษณะของผลงานทศั นศลิ ป
ประสทิ ธภิ าพมากกวา ผลงานทศั นศลิ ปส ว นใหญส รา งขน้ึ สากลในสมัยกอนประวัติศาสตรจาก
เพอื่ ใชเ ปน เครอ่ื งมอื เครอื่ งใช อาวธุ เครอ่ื งประดบั ตกแตง นนั้ ครตู งั้ คาํ ถามใหน กั เรยี นแสดงความ
ฯลฯ ผลงานทสี่ รา งสรรคข นึ้ บางสว นกม็ คี วามประณตี และ คิดเหน็ ดังนี้
เนน เรื่องความสวยงามมากยงิ่ ขึน้
• พฒั นาการในสมัยกอ น
ประวตั ศิ าสตรข องวฒั นธรรม
สากลแบง เปนกยี่ คุ ยคุ ใดบา ง
๑๑๓ (แนวตอบ 2 ยคุ ไดแก ยุคหิน

กับยุคโลหะ)
• ภาพรวมลกั ษณะผลงาน
@ มุม IT ทศั นศลิ ปเปนอยางไร

สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับสโตนเฮนจ (แนวตอบ เริ่มตนจากการประดิษฐคิดคนนําหินมาทําเปนเครื่องมือเครื่องใชกอน
ไดจ าก http://www.youtube.com โดย search ตอ มากร็ จู กั ทาํ เครอ่ื งปน ดนิ เผา จนกระทงั่ สามารถหลอมโลหะ ซง่ึ เรมิ่ จากสาํ รดิ กอ น
คาํ วา Stonehenge England แลว จงึ เปน เหลก็ จงึ ใชโ ลหะมาสรา งสรรคส ง่ิ ตา งๆ ในการดาํ รงชวี ติ ในดา นจติ รกรรม
จะมีการวาดภาพอยางงายๆ ไวตามถ้ํา เพิงผา สวนสถาปตยกรรมในบางแหงจะมี
งานสถาปต ยกรรมขนาดใหญ ประเภทหนิ ต้งั หรือโตะ หนิ )

คูมือครู 113

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

สํารวจคน หา (ยอจากฉบับนักเรียน 30%)

ใหนักเรียนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับ ๓.๒ สมยั ประวัติศาสตร
ลักษณะเดนๆ ของผลงานทัศนศิลป
ในสมัยอียิปต กรกี โรมัน จากหนังสือ ดนิ แดนสว นตางๆ ของโลก จะเขาสสู มยั ประวัตศิ าสตรในชวงระยะเวลาท่ีแตกตา งกนั ออกไป ดังตอไปน้ี
ในหองสมุด เว็บไซตในอินเทอรเน็ต อียิปต (Egypt) มีความเจริญรุงเรืองแถบลุมแมนํ้าไนล ผลงานทัศนศิลปสว นใหญแ สดงออกถงึ ความเช่ือ
และแหลงการเรียนรูตางๆ โดยใหจัด ความศรทั ธาท่มี ตี อศาสนาและผูน ํา ผลงานที่โดดเดนเปน สถาปต ยกรรมขนาดใหญที่สาํ คญั เชน วหิ าร อาคาร รูปปน
เตรียมภาพ หรือคลิปวิดีโอลักษณะ สฟิงซ (Sphinx) พรี ะมิด (Pyramid) ซ่งึ สรางจากหิน เปน ตน งานประติมากรรมจะมีทั้งงานแกะสลักเสาและฝาผนัง
ของผลงานทัศนศิลปมาใชประกอบ เปนรูปตางๆ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับเทพเจาและฟาโรห (Pharaoh) งานประติมากรรมมีความประณีตมากและเปน
การอภปิ รายดว ย หนากากทองคาํ สําหรับใชค รอบพระพกั ตรพ ระศพของฟาโรห
สําหรับงานจิตรกรรม สวนมากเปนเรื่องราวเก่ียวกับฟาโรห เทพเจา และราชสํานัก ใชสีที่ทําจากวัสดุ
อธบิ ายความรู ธรรมชาติ รปู รา งเปนรูปแบน เสนคมชัด มสี สี ดใส ฉากหลงั เปน พ้ืนขาว สว นสําคัญของภาพจะวาดใหม ีขนาดใหญ
กวา ปกติ
ใหนักเรียนรวมกันอภิปรายขอมูล
เก่ียวกับลักษณะเดนของผลงาน
ทัศนศิลปสมัยอียิปต โดยใชภาพ
ที่สําคัญและเกี่ยวของประกอบ เชน
พรี ะมดิ สฟงซ หนากากครอบพระศพ
ฟาโรห เปนตน โดยครูอาจใชคําถาม
ดังน้ี

• ชื่อและลักษณะของผลงาน
• วตั ถปุ ระสงคใ นการสรา ง

นกั เรยี นควรรู มหาพรี ะมิดแหง่ กซิ า (The Great Pyramid of Giza) เปน็ ๑ ใน ๗ ส่ิงมหัศจรรยข์ องโลกยคุ โบราณ เปน็ งานสถาปตั ยกรรมขนาดใหญท่ แ่ี สดง
ถึงวิทยาการท่ีเจริญกา้ วหนา้ ของชาวอยี ิปต์
อียิปต ผลงานทัศนศิลปของอียิปต
มพี ัฒนาการทีก่ าวหนามาก ดังน้ี ๓.๓ สมัยกลาง

จิตรกรรม จะวาดเปนรูปแบนๆ เปนชวงท่ีศาสนาคริสตและศาสนจักรมีบทบาทสูงตอสังคม แนวคิดในการสรางสรรคผลงานทัศนศิลปมี
มีการตัดเสนรอบภาพ นยิ มแสดง ความเชอ่ื วา “ความงามเปน สงิ่ ทพ่ี ระเจา สรา งขนึ้ ผา นทางศลิ ปน ” ดงั นนั้ ศลิ ปนิ จงึ ตอ งสรา งสรรคผ ลงานทส่ี อื่ เรอ่ื งราว
เปน สญั ลกั ษณมากกวารปู เหมือนจรงิ ของพระเยซู พระสาวก และสรา งใหเ กดิ ความงดงาม เพอื่ จงู ใจใหศ าสนกิ ชนเกดิ ความศรทั ธาและเลอื่ มใส ผลงานทศั นศลิ ป
ภาพบุคคลสาํ คัญจะวาดใหใหญแ ละ ในสมยั กลางสามารถแบง ออกเปนยุคยอ ยๆ ได ดังตอ ไปนี้
มีขนาดเดน ชัด
๑) กรีก (Greek) ผลงานทัศนศิลปที่โดดเดนจะเปนผลงานทางดานประติมากรรมและสถาปตยกรรม
ประติมากรรม มีท้ังขนาดเล็กและ
ขนาดใหญ บางชนิ้ มคี วามประณตี มาก ทางดานประติมากรรม เรียกไดวา “เปนยุคคลาสสิก” มีการสรางสรรคผลงานที่เปนเอกลักษณของกรีกโดยเฉพาะ
ถาเปนรูปนูนตํ่ามักจะแกะสลักเปน ซึ่งหลอจากสาํ ริดและแกะสลกั ดว ยหินออ น เปน รปู ของเทพเจา นักกฬี า วรี บรุ ษุ และสัตวชนิดตางๆ โดยรปู ทรงน้นั
รูปตางๆ ประดับผนงั และเสาวิหาร จะมคี วามเปนมนษุ ยจริงๆ ตามธรรมชาติ แสดงใหเหน็ กลามเนอื้ ทา ทางการเคลื่อนไหวทส่ี งางาม และมกี ารขดั ถูผวิ
ใหเ รยี บ
สถาปตยกรรม มีการนําระบบเสา
และคานมาใช นยิ มสรา งผลงานขนาด ๑๑4
ใหญต ง้ั ไวก ลางแจง หรอื เจาะเขา ไปใน
หนาผา โดยใชห นิ เปนวัตถุดิบ ผลงาน นกั เรยี นควรรู
สําคัญ ไดแ ก พรี ะมดิ และสฟงซ
7 สิ่งมหัศจรรยของโลกยุคโบราณ ไดแก มหาพีระมิดแหงกีซา ประเทศอียิปต สวนลอยบาบิโลน
ประเทศอิรัก เทวรูปซูสทโี่ อลิมเปย ประเทศกรกี วหิ ารอารทิมิส ประเทศตุรกี สสุ านแหง ฮาลิคารน ัสเซิส
ประเทศตุรกี มหารูปแหง โรดส ประเทศกรกี และประภาคารฟาโรสแหงอเลก็ ซานเดรยี ประเทศอยี ิปต

114 คูมือครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

สาํ หรบั ผลงานสถาปต ยกรรม มกี ารกอ สรา งอาคารขนาดใหญ ซง่ึ ถกู ออกแบบมาเปน อยา งดี อธิบายความรู
ทั้งสัดสว น ความสงู ระยะหางระหวา งตําแหนง ตา งๆ มีการแกะสลกั ประดับประดา
อยางงดงาม จุดเดนของสถาปตยกรรมกรีก คือ มีการออกแบบหัวเสาอยาง ครใู หน กั เรยี นดภู าพ หรอื คลปิ วดิ โี อ
สวยงาม ซงึ่ จะแบงออกเปน ๓ แบบ ไดแ ก แบบดอริก (Doric) แบบไอโอนกิ เก่ียวกับผลงานทัศนศิลปสมัยกรีก
(Ionic) และแบบคอรนิ เทยี น (Corinthian) วหิ ารทม่ี ีช่ือเสียงของกรกี เชน และสมัยโรมัน โดยครูชวยอธิบาย
วหิ ารพารเธนอน (Parthenon) วหิ ารอีเรคธอี มุ (Erechtheum) เปนตน ประกอบ จากนั้นใหนักเรียนรวมกัน
สรปุ ลกั ษณะเดน ของผลงานทศั นศลิ ป
ในวัฒนธรรมกรกี และโรมัน

โคลอสเซยี ม (Colosseum) เปน็ งานสถาปตั ยกรรมของโรมนั สรา้ งขนึ้ เมอื่ ครสิ ตศ์ ตวรรษท ี่ ๑ เพอื่ ใชเ้ ปน็ สนามกฬี า ไดร้ บั การยกยอ่ งใหเ้ ปน็ ๑ ใน ๗ นักเรยี นควรรู
สิง่ มหัศจรรยข์ องโลก โดยมลู นธิ ิ New 7 Wonders of the World
หวั เสา ลกั ษณะของหัวเสามอี ยู
๒) โรมนั (Roman) ไดร บั รปู แบบศลิ ปกรรม ลักษณะของภาพสมัยโรมันท่ีประดับตกแต่งไปด้วยด้วยโมเสก ซึ่งได้ 3 แบบ ไดแก
เปน็ แมแ่ บบมาจนถึงปจั จบุ ัน
ของกรีกเขามาใช แลวปรับปรุงใหเหมาะสมกับความ แบบดอรกิ (Doric) เนน ความ
ตอ งการของตน ลกั ษณะเดน จะเปน ผลงานสถาปต ยกรรม ๑๑๕ เรยี บงาย หัวเสามแี ผน หนิ ปดทับอยู
ซง่ึ มงุ ประโยชนใ ชส อย ไมเ นน สรา งศาสนสถาน ผลงานที่
สาํ คญั เชน สนามกฬี า โรงมหรสพ เปน ตน ทง้ั น้ี โรมนั ได แบบไอโอนิก (Ionic) หวั เสาจะทาํ
พฒั นาโครงสรา งแบบประตโู คง และหลงั คารปู โดม ซงึ่ เปน เปนวงกลมขดมว นยอ ยเขามา
รปู โคง ครงึ่ วงกลม ไมน ยิ มตกแตง หรหู ราเหมอื นของกรกี
สําหรับผลงานประติมากรรมจะสรางใหมีรูปรางเหมือน แบบคอรนิ เทียน (Corinthian)
จริง ไดสดั สวนตามธรรมชาติและมีความเขม แขง็ หวั เสาทาํ เปนกลบี ใบไม

ผลงานจิตรกรรม มีปรากฏเปนภาพวาดบน นกั เรียนควรรู
ฝาผนัง โดยใชสีวาดเปนรูปทิวทัศน ส่ิงกอสราง แสดง
สัดสวนตามธรรมชาติและใชแสงเงาเพื่อสรางมิติ และมี โมเสก เปนเศษหิน กระเบื้อง แกว
ภาพทป่ี ระดบั ดว ยเศษหนิ สี เรยี กวา “ภาพโมเสก” (Mosaic) เปลือกหอย และอ่ืนๆ ซึ่งจะมีรูป-
ลักษณและสีตางๆ ในการสรางสรรค
ผลงานทศั นศลิ ปจ ะวาดรปู ขน้ึ มากอ น
จากนนั้ กจ็ ะนาํ โมเสกทม่ี สี แี ละรปู แบบ
อยา งทตี่ อ งการไปตดิ ลงบนรปู ทลี ะชน้ิ
จนเปนภาพ โดยใชกาว หรือปูนเปน
ตวั ยดึ ตดิ การทาํ ภาพโมเสกเปน งานท่ี
ละเอยี ดประณตี ใชเวลาในการจัดทํา
นาน การประดับโมเสกสันนิษฐานวา
เริ่มเกิดขึ้นในดินแดนเมโสโปเตเมีย
กอน ซ่ึงโรมันก็เปนอีกชาติหน่ึงท่ีนํา
ศิลปะน้ีมาพัฒนาและสรางสรรคเปน
ผลงานทศั นศลิ ปท โ่ี ดดเดน ขน้ึ มา

@ มุม IT

สามารถศึกษาเพ่ิมเติมเก่ียวกับผลงานทัศนศิลปสมัยกรีกและโรมัน ไดจาก http://www.prc.
ac.th/newart/webart/history0. หรอื หาตวั อยา งคลปิ วดิ โี อ ไดจ าก http://www.youtube.com
โดย search คําวา Greece Art หรอื Roman Art

คมู ือครู 115

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

สํารวจคนหา (ยอ จากฉบับนักเรยี น 30%)

ครูแบงนักเรยี นออกเปน 3 กลุม ให ๓) ไบแซนไทน (ฺByzantine) ลักษณะ
ชวยกันสืบคนขอมูลเก่ียวกับลักษณะ
เดนของศิลปะแบบไบแซนไทน แบบ ผลงานเปนการผสมผสานศิลปะตะวันออกกับศิลปะ
โรมาเนสก และแบบกอทกิ จากหนงั สอื
ในหองสมุด เว็บไซตในอินเทอรเน็ต ตะวนั ตกเขา ไวด ว ยกนั เรอื่ งราวเกยี่ วขอ งกบั ศาสนาทางดา น
และแหลง การเรยี นรูต างๆ
สถาปตยกรรมมีการกอสรางวิหารหลายแหง ภายใน

ประดับดว ยกระจกสี เชน วหิ ารเซนตโซเฟย (Saint So-

phia) ในประเทศตุรกี เปน ตน งานประตมิ ากรรมเปนรูป

อธิบายความรู พระเยซู นักบุญตางๆ งานจิตรกรรมมีการริเริ่มการใช

ใหนักเรียนกลุมที่เตรียมขอมูล เทคนิควาดภาพแบบเฟรสโก (Fresco) คือ วาดเสน
เกี่ยวกับศิลปะแบบไบแซนไทนและ
แบบโรมาเนสก สงตัวแทนออกมา ระบายสลี งบนภาพขณะทีป่ ูนท่ฉี าบผนงั ยงั เปย กอยู
สรุปขอมูลท่ีหนาชั้นเรียน พรอมภาพ ๔) โรมาเนสก (Romanesgue) ไดรับ
ประกอบ โดยครูชวยอธิบายเสรมิ
โบสถ์ซานมาร์โค (Basilica di San Marco) เมืองเวนสิ ประเทศอิตาล ี อิทธิพลจากศิลปะโรมัน ลักษณะของสถาปตยกรรม
สถาปตั ยกรรมแบบไบแซนไทน ์ (Byzantine) ผนงั ประดับด้วยโมเสก
อย่างสวยงาม การสรางวิหาร โดยท่ัวไปจะมีแผนผังเปนรูปไมกางเขน

ทําหลงั คาและเพดานโคง กําแพงหนาทึบ ชอ งประตนู อย

ลักษณะเหมือนปอมปราการ บางสวนจะประดับดวยหินโมเสก ประติมากรรมสวนใหญเปนงานแกะสลักหินประดับ

นักเรยี นควรรู อาคาร รปู รา ง ทาทางจะไมเปนธรรมชาติ สวนงานจิตรกรรม ภาพวาดจะมีลกั ษณะแขง็ แตเ ปนธรรมชาติ มที ั้งวาด

โบสถซานมารโ ค (Basilica di San แบบธรรมดาและแบบเฟรสโก
Marco) เปนโบสถในนิกายโรมัน
คาทอลิก เริม่ สรา งข้นึ ในป ค.ศ. 1094
เพื่ออุทิศใหกับนักบุญมารโค ซ่ึงเปน
ชาวเวนสิ เขาไดเ ดนิ ทางไปสอนศาสนา
ที่อียิปตและถูกประหารชีวิตท่ีนั่น
กอนท่ีสานุศิษยจะลักลอบนําศพของ
เขากลับมาที่เวนิสและฝงไวท่ีโบสถ
แหงนี้ บริเวณดานหนาของโบสถจะ
เปน จตั รุ สั ซานมารโ ค ซงึ่ เปน ศนู ยก ลาง
การทองเท่ียวของเมืองเวนิส ซึ่งใน
แตละปจะมีผูคนหลายลานคนจาก
ทว่ั โลกมาเยือนสถานท่ีแหง นี้

สถาปตั ยกรรมแบบโรมาเนสก ์ (Romanesque) ดแู ลว้ จะคลา้ ยกบั ปอ้ มปราการ มหี อคอยสงู กาำ แพงหนาทบึ หนา้ ตา่ งเลก็ เรยี ว เชน่ โบสถเ์ มอื งเดอรแ์ ฮม
ประเทศองั กฤษ ซึง่ สร้างขนึ้ เม่ือครสิ ต์ศตวรรษที่ ๑๑ เป็นต้น

๑๑๖

116 คมู ือครู นกั เรยี นควรรู

เฟรสโก (Fresco) เชื่อวาถอื กําเนดิ ขึ้นทีเ่ กาะครีต ซ่งึ เปน ศนู ยก ลางของอารยธรรมมิโนอันของกรีก
เมอื่ ราว 1,500 ปก อนครสิ ตศ ักราช หลงั จากน้ันศิลปนในประเทศอติ าลกี น็ ํามาพฒั นา การเขยี นภาพ
แบบเฟรสโกจะตองเตรียมพ้ืนผิวที่เปนเพดาน หรือผนังดวยการฉาบปูนปลาสเตอรท้ิงไวกอน ขณะ
ที่ปูนยังเปยก หรือเริ่มหมาดๆ ก็จะตองรีบเขียนภาพลงไปกอนที่ปูนจะแหง เพ่ือใหสีซึมเขาไปกับ
เน้อื ปูน ผูว าดจะตองมีฝม ือสงู มาก เพราะตองมคี วามแมน ยาํ และมีความเร็ว เพราะถา วาดพลาดจะ
ตอ งกะเทาะท้งิ แลว เร่ิมตนข้นั ตอนใหม

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

๕) กอทิก (Gothic) เร่ิมตนข้ึนที่ประเทศ มหาวหิ ารนอเตรอดามแหง่ ปารสี (Cathe´drale Notre Dame de Paris) อธิบายความรู
ศิลปะสมยั กอทกิ (Gothic) ภายในประดับกระจกสอี ย่างสวยงาม
ฝรั่งเศส มีการพัฒนาผลงานทัศนศิลปใหมีลักษณะ ใหนกั เรยี นกลุมทเ่ี ตรยี มขอมูล
ที่เหมือนจริงตามธรรมชาติ ทางดานสถาปตยกรรม เกี่ยวกบั ศิลปะแบบกอทกิ สงตวั แทน
ลักษณะอาคารจะเปนทรงสูงชะลูดยอดแหลม ใชประตู ออกมาสรุปขอมูลทหี่ นา ชน้ั เรียน
รูปโคง เพดานโคง หลังคาโคง ภายในประดับกระจกสี พรอ มภาพประกอบ โดยครูชว ย
เชน มหาวหิ ารนอเตรอดาม (Cathe´rale Notre Dame) อธิบายเสรมิ
ประเทศฝรง่ั เศส เปนตน
เกรด็ แนะครู
ผลงานประติมากรรมเปนเรื่องราวเกี่ยวกับ
ศาสนา ส่ืออารมณ ความรสู ึก แตเปนรูปลอยตวั ไมติด ถาหากโรงเรียนอยูใกลสถานท่ีท่ีมี
กบั ฝาผนัง ผลงานศิลปะแบบกอทิก ครูควรพา
นักเรียนไปชมสถานที่จริง เพ่ือสราง
สวนผลงานจิตรกรรมที่โดดเดนมากของยุคน้ี ความรูความเขา ใจมากขึ้น
คอื การทาํ กระจกสเี ปน รปู ตา งๆ สาํ หรบั ใชป ระดบั ตกแตง
ประตูและหนา ตาง นักเรยี นควรรู

เกร็ดศลิ ป ศลิ ปะกอทกิ ในเมอื งไทย ผลงานประติมากรรม สวนใหญจะ
สรา งขน้ึ เพอ่ื วตั ถปุ ระสงคใ นการนาํ มา
อาสนวิหารพระนางมาร ี ศิลปะกอทิกแม้จะถือกำาเนิดข้ึนที่ยุโรป แต่มีศาสนสถานหลายแห่ง วดั นิเวศธรรมประวัติ ประกอบกับงานสถาปตยกรรม นิยม
อาปฏสิ นธินริ มล ในประเทศไทยได้นำารูปแบบศิลปะกอทิกเข้ามาประยุกต์ใช้ เช่น ราชวรวิหาร นาํ เสนอเรอื่ งราวเกยี่ วกบั ศาสนาผลงาน
วัดนิเวศธรรมประวัติราชวรวิหาร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่สร้าง จะมลี กั ษณะสงู ชะลดู เปน แบบลอยตวั
พระอุโบสถเป็นยอดแหลม บานประตู หน้าต่างประดับด้วยกระจกสี ยน่ื ออกมาจากผนงั หรอื กําแพง
วดั ราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวหิ าร กรุงเทพมหานคร เพดานและ
ฝาผนงั พระอโุ บสถจะตกแตง่ แบบกอทกิ อาสนวหิ ารพระนางมารอี าปฏสิ นธิ นกั เรยี นควรรู
นริ มล จงั หวดั จนั ทบรุ ี เปน็ โบสถค์ าทอลกิ สรา้ งแบบกอทกิ ภายในประดบั
ดว้ ยกระจกสี เปน็ ตน้ กระจกสี เปนงานทัศนศิลปท ่ีตอง
ใชความประณตี สงู อีกงานหน่งึ เปน
โบสถค์ าทอลกิ วัดราชบพธิ สถติ มหาสีมารามราชวรวหิ าร วดั นเิ วศธรรมประวัติราชวรวหิ าร ผลงานที่เกดิ ข้ึนในยุโรปแลวไดร ับ
ความนยิ มไปทวั่ โลก ลักษณะผลงาน
๑๑๗ ใชป ระดบั ตกแตง สถานที่ เม่ือแสง
สองสวา งผานเขามา ผทู ่อี ยใู นอาคาร
@ มุม IT ก็จะเหน็ รูปราง สสี นั ตามที่ศลิ ปนได
ออกแบบไว ดังน้ัน ผูจ ัดทาํ กระจกสี
สามารถชมตัวอยางคลปิ วดิ ีโอเก่ยี วกับศิลปะแบบกอทิก ไดจ าก จึงตอ งมคี วามรทู างดานวศิ วกรรม
http://www.youtube.com โดย search คาํ วา Gothic Art เพือ่ ใหผลงานมีความคงทนและดา น
การออกแบบทจี่ ะตอ งทํากระจกให
เปน รปู รา งตา งๆ ความยากลาํ บาก
อยูท่จี ะตองตัดกระจกใหม ีรปู ราง
สสี นั ตามแบบและยึดติดกระจก
แตล ะชิ้นเขาไวดวยกัน

คูมอื ครู 117

กระตุนความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

สาํ รวจคน หา (ยอ จากฉบบั นกั เรียน 30%)

ครหู าตวั อยา งผลงานทศั นศลิ ปข อง ๓.๔ สมยั ฟนฟูศิลปวิทยา (Renaissance)
เลโอนารโ ด ดา วนิ ชี มเี กลนั เจโล ดี โล
โดวีโก บูโอนารโรตี ซีโมนี และรัฟฟา สมัยนี้มีชื่อเรียกอีกอยางหนึ่งวา “สมัยเรอเนสซองส” ถือกําเนิดขึ้นในประเทศอิตาลีกอนที่จะแพรขยาย
เอลโล ซานซโี อ ดา อรู บีโน จากนนั้ สุม ไปทว่ั ในยโุ รป ในสมัยนี้เปนการรอ้ื ฟน ศลิ ปวิทยาสมยั กรีก โรมนั ยดึ ถือเหตผุ ล ระเบยี บ ความเปนจริงตามธรรมชาติ
นักเรียน 3 - 4 คน ใหนักเรียนบอกถงึ มากกวา อารมณ ความรสู กึ ผลงานทศั นศลิ ปส ว นใหญจ ะเกย่ี วกบั ศาสนา แตย งั มเี รอ่ื งราวเกย่ี วกบั คนทว่ั ไปปรากฏอยดู ว ย
ความรสู กึ ทีม่ ตี อผลงานดงั กลา ว จาก
นั้นครูสรุปใหนักเรียนฟงวา ผลงานที่ ทางดานสถาปตยกรรม มีการกอสรางอาคารขนาดใหญตามแบบกรีก โรมัน โดยทําหลังคาเปนรูปโดม
เห็นสรางขึ้นในสมัยฟนฟูศิลปวิทยา ภายในประดับตกแตงดวยภาพจิตรกรรมและประติมากรรมท่ีงดงาม เชน มหาวิหารเซนตปเตอร (Saint Peter’s
หรือเมื่อคริสตศตวรรษที่ 14 จากน้ัน Basillca) ในนครรฐั วาตกิ นั ประเทศอติ าลี เปน ตน สว นงานประตมิ ากรรม แสดงออกถงึ ทา ทางความจรงิ ตามธรรมชาติ
ตัง้ ประเดน็ ใหน กั เรียนไปสบื คน ดงั นี้ มีการนําความรูทางกายวิภาคมาใช ผลงานเนนสัดสวนที่ถูกตอง แสดงกลามเนื้อ เสนเอ็น แสดงออกทางอารมณ
ความรูสึกดวยทาทางและใบหนา ผลงานสําคัญ เชน รูปสลักปเอตา (Pieta) รูปสลักเดวิด (David) ผลงานของ
• ความหมายของสมยั ฟน ฟู มเี กลนั เจโล ดี โลโดวโี ก บูโอนารโรตี ซโี มนี (Michelangelo di Lodovico Buonarroti Simoni) สวนผลงานจิตรกรรม
ศิลปวิทยา มีผลงานสําคัญหลายช้ิน ภาพจิตรกรรมใชหลักทัศนียภาพเชิงเสน คือ แสดงสัดสวน ความคมชัด สี แสงเงาที่
ถกู ตอ งตามระยะใกล - ไกล มกี ารใชอ งคป ระกอบของงานทศั นศลิ ปใ นการสรา งสรรคผ ลงาน เชน ภาพพระกระยาหาร
• ภาพรวมของผลงานทศั นศิลป มอ้ื สดุ ทา ย ภาพโมนาลิซา ผลงานของเลโอนารโ ด ดา วนิ ชี (Leonardo da Vinci) ภาพโรงเรยี นแหงเอเธนส ผลงาน
สมัยฟน ฟูศิลปวทิ ยา ของรัฟฟาเอลโล ซานซีโอ ดา อูรบีโน (Raffaello Sanzio da Urbino) ภาพกําเนิดอดัม ภาพวันพิพากษาโลก

อธบิ ายความรู ผลงานของมเี กลันเจโล ดี โลโดวโี ก บูโอนารโรตี ซีโมนี (Michelangelo di Lodovico Buonarroti Simoni) เปน ตน

ครูและนกั เรยี นรวมกนั อภปิ ราย
ขอมูลเกย่ี วกบั ความหมาย ภาพรวม
ของผลงานทศั นศลิ ปสมัยฟน ฟู
ศิลปวิทยา ตัวอยางผลงานเดนๆ
โดยมภี าพประกอบการอธบิ ายดวย
จากนนั้ ครูขออาสาสมัคร 2 - 3 คน
ออกมาอธิบายสรุปลกั ษณะของ
ผลงานสมัยฟน ฟศู ลิ ปวทิ ยาเพือ่
ทบทวน

นกั เรียนควรรู

เรอเนสซองส เปนภาษาฝรง่ั เศส
แปลวา “การเกดิ ใหม” ซง่ึ เปนการ “The School of Athens” (ค.ศ. ๑๕๐๙) ผลงานของรฟั ฟาเอลโล ซานซีโอ ดา อูรบ์ ีโน (Raffaello Sanzio da Urbino) เปน็ จิตรกรรมฝาผนงั ใน
ฟนฟศู ิลปะกรีกและโรมนั ซงึ่ เคย พระราชวังท่ปี ระทับของสมเดจ็ พระสนั ตะปาปา นครรฐั วาตกิ ัน ประเทศอิตาล ี ถอื เป็นผลงานช้ินเอกสมัยเรอเนสซองส์ (Renaissance) อกี ช้นิ หน่ึง

รุงเรอื งใหกลับคืนมาอีก รูปแบบ ๑๑๘
ของผลงานทัศนศิลปใ นสมัยนีใ้ ห
ความสําคญั กบั ลักษณะเฉพาะของ
บุคคล ลักษณะภายนอกของมนุษย
และธรรมชาติ ความมีศลี ธรรม
เหตุผล มคี วามกระตอื รอื รน ในการศกึ ษาคน หาทางดานวทิ ยาศาสตรและวทิ ยาการ
แขนงตางๆ ในสมยั นีส้ ถานะของศลิ ปน ไดร บั การยอมรับอยางสงู จากสงั คม ท้งั
ศาสนจักรและขุนนาง ตา งใหก ารอุปถัมภศิลปนเปนอยา งดี ทาํ ใหเ กดิ ศิลปนทม่ี ี
ช่ือเสยี งและเกิดผลงานทัศนศิลปทเ่ี ปน มรดกของโลกอกี เปนจํานวนมาก

118 คมู อื ครู

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล
Engage Explore
Explain

Expand Evaluate

เกรด็ ศลิ ป กระตนุ ความสนใจ

พิพธิ ภัณฑ์ศลิ ปะสมัยใหม่ ใหน กั เรยี นดภู าพประกอบศลิ ปะบน
พน้ื ถนนจากในหนังสอื เรยี น หนา 119
พิพิธภณั ฑ์ศิลปะสมยั ใหม่ (Museum of Modern Art) หรอื ท่เี รยี กชอื่ ยอ่ ๆ วา่ “โมมา” (MoMA) ตง้ั อยเู่ ลขท่ี ๑๑ ถนน ๕๓ แลวบอกถึงความรูสึก ครูอธิบาย
ฝงั ตะวนั ตก เมอื งแมนฮตั ตัน นครนิวยอรก์ สหรฐั อเมริกา เปน็ สถานที่จดั แสดงนิทรรศการศลิ ปะสมัยใหม่ รวมทัง้ เปน็ ทเ่ี ก็บสะสม เพม่ิ เตมิ วา ผลงานทเ่ี หน็ เปน การสรา ง
ผลงานศลิ ปะสมัยใหมด่ า้ นจติ รกรรม ประติมากรรม ภาพพมิ พ์ และส่ือผสม นอกจากน้ี ก็ยังมีภาพยนตร์ หนังสือ วารสาร หรือไฟล์ ภาพลวงตา เปนผลงานทัศนศิลปอีก
เกี่ยวกับประวัติและผลงานของศิลปินสะสมไว้ โดยจะเปิดบริการให้นักท่องเท่ียวเข้าชมได้ทุกวัน ต้ังแต่เวลา ๑๐.๐๐ - ๑๗.๐๐ น. รปู แบบหนง่ึ โดยปกตจิ ะวาดบนพน้ื ผวิ
โดยไมต่ อ้ งเสยี คา่ ใชจ้ า่ ย ถนน พนื้ สถานที่ เพอื่ สรา งความสนใจ

สาํ รวจคน หา

ครหู าตวั อยา งผลงานทศั นศลิ ปส มยั
ใหม 4 - 5 ตัวอยาง มาใหนักเรียนดู
พรอมอธิบายสรุปเกี่ยวกับลักษณะ
ของผลงานทศั นศลิ ปส มยั ใหม จากนน้ั
ใหนักเรียนไปสืบคนขอมูลเพ่ิมเติม
จากหนังสือในหองสมุด เว็บไซตใน
อินเทอรเน็ต และแหลงการเรียนรู
ตางๆ

๓.๕ สมัยใหม (Modern Art) ศลิ ปะบนพ้ืนถนน (Street Art) ซง่ึ วาดเป็นภาพลวงตาแบบ ๓ มติ ิ อธิบายความรู

เปน การแสดงออกทางทศั นศลิ ปท ไ่ี มม รี ปู แบบ ใหนักเรียนรวมกันอธิบายขอมูล
แนน อนตายตวั ลักษณะเดน จะส่อื ถงึ อารมณ ความรูสกึ เก่ียวกับลักษณะของผลงานศิลปะ
ของศลิ ปนิ ออกมาเฉพาะบุคคล หรือเฉพาะกลมุ ซึง่ มอี ยู สมยั ใหม พรอ มตวั อยา งภาพประกอบ
ดวยกันมากมายหลายกลุม โดยแตละกลุมจะมีแนวคิด โดยครูชว ยอธบิ ายเสรมิ
เทคนิค และวิธีการที่แตกตางกันออกไป เชน สะทอน
สภาพสังคม แสดงภาวะทางจิตใจของศิลปิน แสดงความ นักเรียนควรรู
ประทับใจในความงามของธรรมชาติ ตลอดจนแสดง
ผลงานออกมาในลักษณะเปน นามธรรม เปนตน ศิลปะสมัยใหม ลักษณะผลงานจะ
เปน รปู แบบเฉพาะของศลิ ปน แตล ะคน
ศิลปินในสมัยใหมมีทัศนะวา “การแสดงออก แตละกลุม ซ่ึงจะนําเสนอผลงานดวย
ทางผลงานทศั นศลิ ปไ มค วรมกี รอบ การสรา งงานทสี่ ะทอ น แนวคดิ เทคนคิ วิธีการ และรูปแบบที่
เหตุการณความเปนไปในปจจุบันก็มีคุณคาเชนเดียวกับ แตกตางกันออกไปอยางหลากหลาย
การสะทอนเร่ืองราวในอดตี หรือเรอ่ื งราวทางศาสนา” รวมถึงมกี ารนําเอาวัสดุ อปุ กรณ
เครือ่ งจกั รกล และเทคโนโลยีเขามา
๑๑๙ ชวยสรา งสรรคผลงานอีกดว ย

@ มุม IT

สามารถศกึ ษาเพ่มิ เติมเกย่ี วกบั งานทศั นศลิ ปข องไทยในแตล ะยุคสมยั ไดจ าก
http://www.artdsr-whitebear602-28.blogspot.com/p/blog-page_6917.html

คูมือครู 119

กระตนุ ความสนใจ สาํ รวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explore Explain

Engage Expand Evaluate

สาํ รวจคน หา (ยอ จากฉบบั นกั เรียน 30%)

ใหน กั เรยี นรวมกนั สบื คน ขอ มลู สําหรบั รปู แบบในการสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปจ ะขึน้ อยูกบั แนวคิด ซง่ึ สามารถแยกยอ ยไดอีกมากมาย
เกย่ี วกบั ลทั ธศิ ลิ ปะสมยั ใหม พรอ มกบั ซงึ่ จะขอยกตัวอยางลัทธศิ ิลปะสมยั ใหมมาเสนอเพียงบางสวน ดงั ตอไปน้ี
ตวั อยางผลงานจากเวบ็ ไซตใน
อนิ เทอรเ น็ต ลัทธิประทับใจ (Impressionism) เนนส่ือถึงความรูสึกประทับใจตอความงามของทิวทัศน
เหตุการณต า งๆ ผลงานจะแสดงออกถงึ ความมชี วี ิตชีวา ถายทอดประกายแสง สี ในขณะทีเ่ ขยี น
อธิบายความรู ออกมา จึงใชวิธีการเขียนภาพดวยฝแปรงทีฉ่ บั ไว ไมนิยมการระบายแบบเกลยี่ สีใหกลมกลนื เปน
เนอื้ เดยี วกนั
ใหนักเรียนรวมกันนําเสนอขอมูล “Oarsmen at Chatou” (ค.ศ. ๑๘๗๙) ผลงานของปีแยร ์ โอกสุ ต์ เรอนวั ร ์ (Pierre Auguste Renoir)
เก่ียวกับลัทธิศิลปะสมัยใหมวามีลัทธิ ลัทธิบาศกนิยม (Cubism) เปนการถายทอดผลงานประติมากรรม หรือภาพจิตรกรรมจาก
ที่สําคัญใดบางและผลงานมีลักษณะ รปู ทรงธรรมดา เปล่ียนใหมลี กั ษณะเปนเหลี่ยมลูกบาศก หรอื รปู เรขาคณติ เพื่อเนน ใหเ ห็นมิติ
อยางไร โดยนําภาพมาแสดงประกอบ ทงั้ ๓ คือ ความกวา ง ความยาว และความลึก (ความสูง) ผลงานจะมลี กั ษณะกึง่ นามธรรม
การอธิบาย
“Studio with Plaster Head” (ค.ศ. ๑๙๒๕) ผลงานของปาโบล รุยซ ์ ปีกัสโซ (Pablo Ruiz Picasso)

เกรด็ แนะครู ลัทธิสัจนิยม (Realism) ผลงานจะเนนการสะทอนความเปนจริงที่เกิดขึ้นในสังคม โดยศิลปน
มักเลือกมุมสะทอนความยากจน การถูกเอารัดเอาเปรียบ ความอยุติธรรม ชีวิตของชนชั้น
กรรมาชีพ มาเสนอเปน ภาพผลงาน

ครอู ธิบายเสริมวา ศิลปะสมัย “The Gleaners” (ค.ศ. ๑๘๕๗) ผลงานของฌ็อง ฟรอ็ งซวั มแี ล (Jean François Millet)
ใหม (Modern Art) เกิดขึน้ ในปลาย
ศตวรรษท่ี 18 ท่ปี ระเทศฝรั่งเศส ลัทธิเหนือจริง (Surrealism) ลกั ษณะผลงานเนน สะทอ นความฝน จนิ ตนาการท่ีอยภู ายใต
อันเน่ืองมาจากความเจริญทาง จติ สาํ นึกออกมา ผลงานจะมลี ักษณะกึง่ นามธรรม

วทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี จึงสง ผล
ใหเกิดการเปลยี่ นแปลงทางทัศนศิลป
ศิลปนนยิ มสรางสรรคผ ลงานโดยใช “Geopoliticus child watching the birth of the new man” (ค.ศ. ๑๙๔๓) ผลงานของซัลบาโด ดาลี (Salvador Dali)
ความรูสึกและความคดิ สรา งสรรค
ของตนอยางอิสระ ผลงานทัศนศลิ ป ลัทธินามธรรม (Abstractism) เปนแนวคิดในการสรางสรรคผลงานที่แปรจากรูปธรรมมาเปน
นามธรรม ความงามจะขนึ้ อยกู ับการทาํ ความเขา ใจและการตคี วามของแตล ะบคุ คล

จึงเปน เรอื่ งสว นตวั ของบุคคล “Eyes in the Heat” (ค.ศ. ๑๙๔๖) ผลงานของพอล แจก็ สนั พอลลอ็ ก (Paul Jackson Pollock)
โดยการใชสทิ ธเิ สรีภาพในการ
แสดงออกอยา งเต็มท่ี จึงทาํ ใหเ กดิ ดว ยความเจรญิ กา วหนา ทางเทคโนโลยแี ละการคดิ คน ทางวทิ ยาศาสตร ทาํ ใหก ารสรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ป
รปู แบบของงานทัศนศลิ ปใหมๆ ข้นึ
อยางมากมาย ในสมัยใหมขยายกวางมากขึ้น ขอจํากัดเรื่องการออกแบบ การสรางสรรคผลงานลดนอยลง ท่ีเห็นไดชัดเจน คือ

การออกแบบสถาปต ยกรรม ทจ่ี ะมีอาคารรูปรา งแปลกใหม มขี นาดและความสงู เพ่มิ ขึน้ รวมไปถงึ งานประติมากรรม

ที่ไดรับการสรางสรรคดวยรูปแบบที่หลากหลาย ท้ังยังใชประดับตกแตงและเปนเคร่ืองมือเครื่องใชตางๆ และใน

ขณะเดียวกนั การพัฒนารูปแบบ เทคนคิ วธิ กี ารทจ่ี ะแสดงออกมาเปน ผลงานทัศนศลิ ปก ม็ กี ารพัฒนาไปอยา งรวดเรว็

นักเรยี นควรรู เชน กัน

ลัทธิศิลปะสมัยใหม มีอยูดวยกัน ๑๒๐

หลายลัทธิ ซ่ึงแตละลัทธิก็จะมีการ
สรา งสรรคผ ลงานทศั นศลิ ปท แี่ ตกตา ง
กันออกไป เชน ลัทธิฟวเจอรริสม
(Futurism) ภาพจะแสดงใหเห็นถึง
ความเรว็ ของคน สัตว หรอื เครื่องจักร โดยจะเนนในเร่ืองของอนาคต ลัทธนิ ีโอคลาสสิก
(Neo Classic) ภาพจะแสดงระยะใกล กลาง ไกล ฉากหลังรูปวาดสวนใหญมักเปน
อาคาร ลัทธิเอกซเพรสชันนิสม (Expressionism) ภาพจะแสดงความรูสึกตางๆ และ
ความประทับใจในธรรมชาติ เปนตน

120 คมู อื ครู

กระตุนความสนใจ สํารวจคน หา อธบิ ายความรู ขยายความเขาใจ ตรวจสอบผล

Explain

Engage Explore Expand Evaluate

อธิบายความรู

เสริมสาระ ครูและนักเรียนรวมกันอภิปราย
ขอมูลเกี่ยวกับการแสดงออกทาง
เทคโนโลยกี ับการสร้างสรรคผ์ ลงานทัศนศิลป์ ศิลปะสมัยใหม ซึ่งลักษณะผลงาน
จะแตกตา งไปจากเดมิ โดยหาตวั อยา ง
ความเจรญิ กา้ วหนา้ อยา่ งรวดเรว็ ของเทคโนโลยดี า้ นคอมพวิ เตอร์ นํามาประกอบการอภิปรายดวย เพ่ือ
และดา้ นอนื่ ๆ ทาำ ใหม้ กี ารนาำ เอาความรทู้ างเทคโนโลยมี าใชส้ รา้ งสรรค์ สรา งความเขาใจทชี่ ัดเจน
ผลงานทัศนศิลป์ ซ่ึงปัจจุบันได้แตกแขนงออกไปอย่างมากมาย โดย
ผลงานจะมลี กั ษณะทีแ่ ปลกใหม่ เชน่

ผลงานพกู่ นั ลม หรอื แอรบ์ รชั (Airbrush) ผลงานพู่กันลม หรือแอร์บรัช (Airbrush) เป็นการ เกร็ดแนะครู
ผลงานดิจทิ ัลอารต์ หรือกราฟิกอาร์ต (Graphic Art) สรา้ งสรรคผ์ ลงานทศั นศลิ ปโ์ ดยใชว้ ธิ กี ารพน่ ซงึ่ จะมอี ปุ กรณส์ าำ คญั คอื
พกู่ นั ลมและสสี ำาหรบั พน่ ซง่ึ มอี ยดู่ ว้ ยกนั หลากหลายชนดิ ลกั ษณะเดน่ ครูควรอธิบายสรางความเขาใจกับ
ของผลงานทใี่ ชพ้ กู่ นั ลม กค็ อื จะมคี วามคมชดั ละเอยี ด ประณตี สพี นื้ ผวิ นกั เรยี นวา ในปจ จบุ นั มกี ารแสดงออก
จะเนียน ใชไ้ ด้ดกี บั ผลงานทีม่ ีพ้นื ทีข่ นาดใหญ ่ ปัจจุบนั ผลงานพู่กันลม ทางทัศนศิลปอยางหลากหลาย ที่มี
มีท้ังท่ีจัดทำาข้ึนเพ่ือแสดงฝีมือทางด้านทัศนศิลป์และทำาในเชิงพาณิชย์ เทคนิค วิธีการ รูปแบบ การใชวัสดุท่ี
เช่น การพ่นยานพาหนะใหม้ สี ีและลวดลายเปน็ รูปตา่ งๆ เปน็ ตน้ แตกตางไปจากเดิม ซ่ึงผูคนท่ัวไปมัก
จะเรียกผลงานเหลานี้รวมๆ กันไปวา
ผลงานดิจิทัลอาร์ต หรือที่เรียกกันว่า “กราฟิกอาร์ต” “งานทศั นศลิ ป” แตเ พอ่ื จาํ กดั ขอบเขต
(Graphic Art) เป็นการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ โดยใช้เครื่อง ใหแนนอนและเปนที่ยอมรับกันอยาง
คอมพิวเตอร์และโปรแกรมที่ออกแบบมาสำาหรับอำานวยความสะดวก เปนสากล การศึกษาเรียนรูผลงาน
ในการสร้างสรรค์ผลงาน เช่น โปรแกรมวาดภาพ การตกแต่งภาพ ทัศนศิลปของนักเรียนในระดับนี้ จะ
การระบายสี การสั่งสี เป็นต้น ทำาให้มีการประยุกต์นำาเอาเครื่อง จํากัดเฉพาะผลงานทัศนศิลปท่ีเปน
คอมพิวเตอร์มาเป็นเคร่ืองมือสำาหรับการสร้างสรรค์ผลงานทัศนศิลป์ งานจติ รกรรม งานประตมิ ากรรม งาน
ในลักษณะต่างๆ นับตั้งแต่การวาดรูป ตกแต่ง แก้ไข ปรับสีสันของ สถาปต ยกรรม งานภาพพมิ พ และงาน
ภาพใหส้ ดใส ตดั ทอน หรอื เสรมิ แตง่ ภาพใหม้ คี วามสมบรู ณ์ การนาำ รปู ส่อื ผสมเทานั้น
หลายๆ รปู มาผสมผสานออกมาเปน็ ภาพใหม ่ การสรา้ งภาพออกมาใน
ลกั ษณะทเ่ี ปน็ จนิ ตนาการ นอกจากน้ ี ก็ยังมีการใชโ้ ปรแกรมออกแบบ
งานประตมิ ากรรม งานสถาปัตยกรรมแทนการรา่ งภาพ รวมทงั้ สร้าง
โมเดล (Model) เปน็ ผลงานจาำ ลองออกมาก่อนทจ่ี ะลงมอื ปฏบิ ัตจิ ริง

ผลงานแสงสี เป็นการนำาเอาแสงไฟมาสร้างสรรค์เป็นผลงาน

ซง่ึ มที งั้ การใชเ้ ทยี นและแสงไฟฟา้ ประยกุ ตก์ บั การออกแบบวสั ด ุ ทาำ ให้

เกิดผลงานที่มีแสงและสีที่น่าสนใจ รวมไปถึงการนำาเอาแสงสีไป นกั เรียนควรรู

ประยุกต์ใช้กับผลงานทัศนศิลป์ด้านอื่นๆ เพื่อเพิ่มมิติให้กับผลงาน

ช้นิ น้นั ๆ จะไดม้ ีมุมมองที่แปลกใหม่มากย่ิงขน้ึ พูกนั ลม ถือเปน อปุ กรณสําคัญ

อย่างไรก็ตาม ผลงานดังท่ีกล่าวมาน้ี บางคนก็นับว่าเป็นงาน

ศลิ ปะสมยั ใหมอ่ กี แบบหนงึ่ และจดั หมวดหมแู่ บง่ แยกออกไป แตผ่ คู้ น สาํ หรบั งานแอรบรชั ทีใ่ ชกนั ทว่ั ไป

จำานวนมากก็ยังไม่นับว่าเป็นผลงานทัศนศิลป์ที่แท้จริง เพราะถือว่า จะมลี กั ษณะเปนแบบมดี า มจบั คลา ย

เป็นเพียงแค่การนำาความรู้ทางทัศนศิลป์มาประยุกต์ใช้ และเพ่ือตอบ ปนและแบบแทงปากกา ลักษณะการ

สนองวตั ถปุ ระสงคอ์ นื่ ๆ มากกวา่ ซง่ึ ผลงานบางอยา่ งกไ็ มม่ คี วามคงทน

แข็งแรง ผลงานแสงสี ทํางานจะใชลมจากเคร่ืองปมลมไป

๑๒๑ ดันสีใหเปนละอองพนออกมาทาง
หวั พกู นั ลม ซง่ึ สามารถควบคมุ ปรมิ าณ
และความแรงได วิธีการทํางานคลาย
กับการพนสีกระปอง หรือสเปรย ผูที่
ชื่นชอบ การสรางงานแอรบรัชคิดวา
“ผลงานแอรบรัชตกแตงสีไดเรียบเนียน นุมนวล สวยงามเหมือน
ธรรมชาติมากกวาการใชพูกันจริง สามารถตกแตงสีไดรวดเร็ว
เหมาะกบั การสรางสรรคผ ลงานท่มี พี ืน้ ท่ีขนาดใหญ”

คมู อื ครู 121

กระตนุ ความสนใจ สํารวจคนหา อธบิ ายความรู ขยายความเขา ใจ ตรวจสอบผล

Expand Evaluate

Engage Explore Explain

ขยายความเขาใจ (ยอจากฉบับนกั เรยี น 30%)

1. ใหนักเรียนแตละคนเลือกอธิบาย กิจกรรม ศลิ ปป ฏบิ ัติ ๗.๓
ลทั ธศิ ลิ ปะสมยั ใหมม า 1 ลทั ธิ พรอ ม
ตัวอยา งผลงาน เขียน หรือพมิ พล ง กจิ กรรมท่ี ๑ ครูเชิญวิทยากรมาบรรยายใหความรูเกี่ยวกับความแตกตางของงานทัศนศิลปในแตละยุคสมัยของ
กระดาษ สง ครผู สู อน วฒั นธรรมสากล จากน้ันใหน ักเรียนสรปุ สาระสําคญั จากการฟง บรรยาย สงครผู ูสอน
กจิ กรรมท่ี ๒ ใหนักเรียนจับคู แลวจัดทําสมุดภาพพรอมขอมูลสังเขปแสดงความแตกตางของงานจิตรกรรม
2. ใหนกั เรียนจบั คู จดั ทาํ สมุดภาพ ประตมิ ากรรม และสถาปตยกรรมในแตละสมัยของวัฒนธรรมสากล แลวสงครูผสู อน
เกีย่ วกบั ผลงานทศั นศลิ ปประเภท กิจกรรมท่ี ๓ จงตอบคาํ ถามตอ ไปนี้
จิตรกรรม ประติมากรรม และ ๑. งานทศั นศิลปช ว ยสะทอนคณุ คาทางวัฒนธรรมไดอ ยางไร
สถาปตยกรรมของวัฒนธรรม ๒. จงเปรยี บเทยี บใหเ หน็ ความแตกตา งของผลงานทศั นศลิ ปในวฒั นธรรมไทย หรอื วฒั นธรรมสากล
สากล สงครูผสู อน
มา ๑ สมัย
3. ใหน กั เรียนเขยี นรายงานสรปุ
เปรียบเทียบใหเ หน็ ความแตกตา ง
ของผลงานทศั นศิลปใ นแตล ะ
ยุคสมยั ของวฒั นธรรมตะวนั ตก

ตรวจสอบผล ผลงานทศั นศลิ ปแ ตล ะชน้ิ นอกจากความงามและเรอ่ื งราวทส่ี อ่ื ออกมาแลว ในระหวา งการสรา งสรรค

1. ครพู ิจารณาจากการเขยี นอธบิ าย ผลงาน ไมวาจะดวยความต้ังใจ หรือไมต้ังใจก็ตาม จะมีการผสมผสานสอดแทรกคุณคาทางวัฒนธรรม
ลัทธิศิลปะสมัยใหมไดถ กู ตอ ง ในดานตางๆ ของสังคมลงไปในผลงานอีกดวย ซ่ึงถานํามาพิจารณาแยกแยะก็จะเขาใจถึงคุณคาเหลานั้น
สําหรับผลงานทัศนศิลปท่ีสรางสรรคข้ึนมาไมวาจะเปนในวัฒนธรรมไทย หรือวัฒนธรรมสากล ลักษณะ
2. ครพู จิ ารณาจากการจัดทาํ ผลงานในแตละยุคสมัยของวัฒนธรรมจะมีความแตกตา งกันออกไป ซง่ึ ถานําผลงานทัศนศิลปใ นแตล ะประเภท
สมุดภาพผลงานทัศนศิลปใ น มาเปรยี บเทยี บกันแลว กจ็ ะเหน็ ถึงลักษณะเดน และเขา ใจถงึ ความแตกตางดังกลา วไดช ัดเจนมากย่งิ ข้นึ
วัฒนธรรมตะวันตก พรอมขอ มูล

3. พิจารณาจากการเขยี นรายงาน
สรปุ เปรยี บเทยี บความแตกตาง
ของผลงานทัศนศิลปใ นแตละ
ยุคสมัยของวัฒนธรรมตะวนั ตก

แหสลดกั งฐผานลการเรียนรู ๑๒๒

1. การวิเคราะหล ักษณะของ เกรด็ แนะครู
วฒั นธรรมทอี่ ยใู นผลงานทศั นศลิ ป
(แนวตอบ กิจกรรมศลิ ปป ฏบิ ัติ 7.3 กิจกรรมท่ี 3
2. รายงานเปรยี บเทยี บผลงาน 1. สะทอ นในเรอ่ื งการนบั ถอื ศาสนา รปู แบบศลิ ปกรรม วถิ ชี วี ติ ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี พธิ กี รรม ภมู ปิ ญ ญา
ทัศนศลิ ปในแตละยคุ สมยั 2. ศิลปะสมัยทวารวดีไดรับอิทธิพลจากอินเดีย ผลงานทัศนศิลปสวนใหญเก่ียวเน่ืองกับพระพุทธศาสนา
ของวฒั นธรรมไทย พระพทุ ธรปู สว นใหญส ลกั จากศลิ า พระเกตมุ าลาเปน ตอ มสน้ั ไมม ไี รพระศก พระโอษฐแ บะ จวี รบางแนบตดิ
องคพ ระ สวนเจดยี นิยมกออิฐถอื ปนู เจดยี เ ปนทรงเหลีย่ ม องคส ถูปทําเปนรปู ระฆงั คว่าํ มยี อดเตยี้ )
3. สมุดภาพผลงานทัศนศิลป
ในวัฒนธรรมตะวันตก

4. รายงานสรปุ เปรียบเทยี บผลงาน
ทัศนศิลปในแตละยคุ สมยั ของ
วฒั นธรรมตะวนั ตก

122 คมู ือครู


Click to View FlipBook Version