The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Kru Nong, 2021-06-20 00:43:32

VGE111* Information Literacy Skills

GE VRU

48

3 เดือน มีกำหนดออก 3 เดือน 1 ฉบับ เนื้อหาในวารสารจะ เน้นหนักทางวิชาการ ส่วนเนื้อหาใน
นิตยสารจะเนน้ บันเทงิ

2.3 จุลสาร (Pamphlet) หมายถึง สิ่งพิมพ์ขนาดเล็ก อาจเป็นกระดาษแผ่นเดียวพับไป
พบั มา หรอื เป็นเล่มบาง ๆ มคี วามหนาไม่เกิน 60 หนา้ ให้ความร้เู กย่ี วกบั เรื่องใดเรอื่ งหน่งึ โดยเฉพาะ เช่น
โรคต่าง ๆ วิธีดูแลรักษา และการปลูกพืชต่าง ๆ ให้ข้อมูลที่ทันสมัย เขียนง่าย ๆ จัดพิมพ์ หรือออกโดย
หน่วยงานรัฐ หรือเอกชน เพื่อเผยแพร่ความรู้โดยการแจกจ่ายให้กับประชาชน ห้องสมุด และหน่วยงาน
ต่าง ๆ เปน็ ต้น

2.4 กฤตภาค (Clippings) หมายถึง ทรัพยากรสารสนเทศที่ห้องสมุดจัดทำขึ้นโดยตัด
บทความ ข่าว และสาระน่ารู้ จากวารสารและหนังสือพิมพ์ฉบับล่วงเวลาที่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ แล้วนำมา
ผนึกบนกระดาษ บอกแหลง่ ทมี่ าบนกระดาษ ใหห้ วั เร่ือง และนำไปจดั เรยี งเขา้ แฟ้มตามลำดับอักษรของหัว
เรื่อง เพื่อใช้ คน้ คว้าตอ่ ไป

1.3.2 ทรัพยากรสารสนเทศประเภทวัสดุไม่ตีพิมพ์ (Nonprint Materials) หมายถึง
ทรัพยากรสารสนเทศรูปแบบอื่น ๆ ที่ให้ความรู้ความคิดผ่านทางตา ทางหู ทำให้เกิด ความเข้าใจในการ
เรียนรไู้ ด้เร็วขึน้ แบ่งออกเปน็ ประเภทได้ ดงั นี้

1. โสตทศั นวสั ดุ (Audio Visual Materials) เป็นสือ่ ท่ีใหข้ อ้ มูล ความรู้ ข่าวสาร แก่
ผู้ใช้ โดยผา่ น ประสาทสมั ผัสทางหู ทางตา ได้แก่

1.1 แผน่ เสยี ง (Phonodiscs)
1.2 ภาพยนตร์ (Motion pictures or Films)
1.3 เทปวีดทิ ศั น์และแผน่ วดี ิทศั น์ (Videotapes and Videodiscs)
1.4 รูปภาพ (Pictures)
1.5 แผนทแ่ี ละลูกโลก (Maps and Globes)
1.6 ภาพเล่ือน และภาพนงิ่ (Filmstrips and Slides)
1.7 แผนภมู ิ (Charts)
1.8 แผน่ โปร่งใส (Transparencies)
1.9 หุ่นจำลอง (Models)
1.10 ของจริงและของตวั อย่าง (Reals and Specimens)

มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จังหวัดปทมุ ธานี

49

วัสดุย่อส่วน (Microforms) เป็นวัสดุที่จัดเก็บข้อมูล โดยถ่ายภาพสิ่งพิมพ์ต้นฉบับย่อส่วนให้มี
ขนาดเลก็ เพราะจะทำให้ จัดเก็บได้มาก แตเ่ ม่ือจะใช้ข้อมูลจะต้องใช้เครื่องอ่านประกอบ วัสดุย่อส่วนแบ่ง
ออกได้ ดงั นี้

2.1 ไมโครฟิลม์ (Microfilms)
2.2 ไมโครฟิช (Microfiches
1.3.3 ทรัพยากรสารสนเทศประเภทวัสดุอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Materials) เป็นวัสดทุ ี่
จัดเก็บสารสนเทศในรูปของสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ต้องมีเครื่องแปลงสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ให้เป็น
สญั ญาณภาพและเสยี ง วัสดุอเิ ล็กทรอนกิ ส์ แบง่ ออกได้ ดังน้ี
3.1 ซีดรี อม (CD-ROM = Compact Dise Read Only Memory)
3.2 แผน่ วดี ิทัศน์ระบบดิจติ อล (DVD = Digital Versatile Dise)
3.3 หนงั สอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (Electronic books หรอื E-books)
3.4 วารสารอเิ ล็กทรอนกิ ส์ (Electronic journals หรือ E-Journals)
3.5 หนังสือพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์ ( Electronic newspapers หรือ E-
newspapers)
3.6 ฐานข้อมูล (Database)
3.7 ไปรษณยี อ์ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (Electronic Mail หรือ E-Mail )
3.8 เคเบลิ ทวี ี (Cable Television )

3. เกณฑ์การพิจารณาคดั เลอื กแหล่งทรพั ยากรสารสนเทศ

การเลือกแหล่งและทรัพยากรสารสนเทศอย่างเหมาะสมที่จะช่วยให้ได้สารสนเทศที่มีคุณค่า
สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้นั้น ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่สอดคล้องและเหมาะสมกับความ
ต้องการ เช่น ถ้าต้องการสารสนเทศเฉพาะวิชา ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศ ประเภทหนังสืออ้างอิง
ตำราและ วารสารวิชาการ มากกว่าประเภทหนังสือ และวารสารทว่ั ไปหรือ หากตอ้ งการสารสนเทศท่ีแสดง
ความสัมพันธ์ของเร่ืองราวอย่างชดั เจนควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศท่ีเป็นภาพเคล่ือนไหว เช่น วีดีทัศน์
วีซีดีหรือ ดีวีดี เป็นต้น หากต้องการฟังการบรรยาย เพลง ดนตรี ควรเลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศที่มี
บันทึกเสียง เช่น เทป ซีดี หรอื วซี ีดี เปน็ ตน้

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จงั หวดั ปทุมธานี

50

การเลอื กใชแ้ หล่งสารสนเทศ เช่น หอ้ งสมดุ สถาบนั อุดมศึกษาและแหล่งสารสนเทศอนิ เตอรเ์ น็ต ซ่งึ
เป็นแหลง่ สารสนเทศทมี่ ีความหลากหลายให้เลือกใช้ได้อย่างกว้างขวาง และมคี วามสะดวกในการเข้าใช้ ทำ
ให้ผู้ใช้ได้รับสารสนเทศทันเวลาที่ต้องการ แต่ห้องสมุดจะเป็นแหล่งสารสนเทศที่มีการเลือกสรร จัดเก็บ
ทรัพยากรสารสนเทศอย่างเป็นระบบ และมีการจัดบริการต่างๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ใช้ ผู้ใช้
สามารถได้เอกสาร สำหรับการค้นคว้าในเวลาที่มีความต้องการ และมีความน่าเชื่อถือมากกว่าแหล่ง
สารสนเทศอินเตอร์เน็ต ส่วนอินเตอร์เน็ตจะมีจุดเด่นในด้านการเข้าถึงสารสนเทศได้จากทุกมุมโลก โดยไม่
จำกัดเวลาหรือสถานที่ในการใช้ เพียงแต่ผู้ใช้จะต้องมีอุปกรณ์การใช้อย่างครบถ้วนและมีความสามารถใน
การใช้อุปกรณ์เหล่านั้นอย่างเพียงพอ เป็นต้น ดังนั้นการพิจารณาเลือกใช้แหล่งและทรัพยากรสารสนเทศ
ควรให้สอดคล้องกับลักษณะเนื้อหาของสารสนเทศที่ต้องการ เช่นหากเรื่องที่ต้องการเป็นเรื่องเฉพาะ
สาขาวิชา ควรเลือกใช้ที่ห้องสมุดคณะ ห้องสมุดเฉพาะหรือศูนย์สารสนเทศ ถ้าต้องการเรื่องพื้นฐานท่ั วไป
ส่วนใหญ่อาจเลือกใช้ได้จากหอสมุดกลางของมหาวิทยาลัย หรือหากเป็นเรื่องที่มีความเฉพาะเจาะจงไม่
สามารถหาคำตอบจากเอกสารได้ อาจต้องใช้แหลง่ บคุ คลทมี่ ปี ระสบการณ์ด้านนัน้ ๆ โดยตรง เป็นต้น

การพิจารณาความน่าเชื่อถือในการผลิตหรือเผยแพร่สารสนเทศนั้นๆ จาก ชื่อเสียงประสบการณ์
หรือคุณวุฒิของ ผู้รับผิดชอบในการผลิตหรือเผยแพร่สารสนเทศนั้นๆ ก็ก็นับเป็นสิ่งสำคัญด้วย เช่น การ
ไดร้ บั สารสนเทศจากแหลง่ สถาบนั จะมคี วามน่าเช่อื ถอื มากกว่าแหล่งบุคคล เว้นแตแ่ หล่งบคุ คลนัน้ จะเป็นผู้มี
ชื่อเสียง คุณวุฒิหรือประสบการณ์ที่เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ส่วนความน่าเชื่อถือของสารสนเทศที่ได้
จากทรัพยากรสารสนเทศรูปแบบต่างๆ ก็จะพิจารณาจากชื่อเสียง ประสบการณ์หรือคุณวุฒิของผู้แต่ง
สำนักพิมพ์หรือผู้ผลิตเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ความถูกต้องเที่ยงตรงเกี่ยวข้องกับความทันสมัยของแหล่ง
สารสนเทศและทรพั ยากรสารสนเทศดว้ ย เช่น ข้อมลู สถติ ิ หรือเหตกุ ารณ์ทไ่ี ด้รบั จากแหล่งส่อื มวลชนอาจจะ
มีการเปลีย่ นแปลงไปตามระยะเวลา จงึ ควรมีการพจิ ารณาวนั เดือน ปี ของการผลติ หรอื เผยแพร่ของแหล่ง
สารสนเทศอยา่ งเหมาะสมดว้ ย

จากที่กล่าวมา แสดงให้เห็นว่าการเลือกใช้แหล่งและทรัพยากรสารสนเทศให้เหมาะสมกับความ
ต้องการในการค้นคว้าสารสนเทศนั้น นักศึกษาจึงจำเป็นต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะความต้องการ
สารสนเทศของตนเองอย่างแท้จริง และมีความเข้าใจ ประเภท ลักษณะสำคัญของแหล่งและทรัพยากร
สารสนเทศด้วย จึงจะสามารถเลือกใช้แหล่งและทรัพยากรสารสนเทศที่จะให้คำตอบที่ต้องการอย่าง
เหมาะสมเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกแหล่งทรัพยากรสารสนเทศ ต้องพิจารณาจากความต้องการใช้
สารสนเทศว่าต้องการใช้สารสนเทศประเภทใด และวัตถุประสงค์ของการใช้สารสนเทศในครั้งนั้นคืออะไร
หลังจากนั้นให้ใช้เกณฑ์ดังต่อไปนี้ประกอบการพิจารณาคัดเลือกประเภทของทรัพยากรสารสนเทศ และ
แหลง่ สารสนเทศ ไดแ้ ก่

1. มคี วามสอดคลอ้ งกบั เนื้อหาสารสนเทศท่ตี อ้ งการเช่น ถ้าตอ้ งการสารสนเทศเฉพาะวิชา ควร
เลือกใช้ทรัพยากรสารสนเทศประเภทหนังสืออ้างอิง ตำราและวารสารวิชาการ มากกว่าประเภทหนังสือ

มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จังหวดั ปทุมธานี

51

ทั่วไปและนิตยสาร หากต้องการสารสนเทศที่แสดงความสัมพันธ์ของเรื่องราวอย่างชัดเจน ควรเลือกใช้
ทรพั ยากรสารสนเทศทเี่ ป็นภาพเคลื่อนไหวเช่น วีดทิ ัศน์ วีซดี หี รือ ดวี ดี ี เปน็ ต้น หากตอ้ งการฟังการบรรยาย
เพลง ดนตรี ควรเลอื กใช้ทรพั ยากรสารสนเทศที่มบี ันทกึ เสียง เช่น เทป ซดี ี หรอื วีซีดี เป็นตน้

2.การพิจารณาความน่าเชื่อถือในตัวทรัพยากร ผู้เรียนจะต้องพิจารณาจากชื่อเสียง
ประสบการณ์หรือคณุ วฒุ ิของผู้แต่ง สำนักพิมพห์ รอื ผผู้ ลิตทรพั ยากรสารสนเทศดว้ ย เชน่ หนงั สอื อ้างอิงจะมี
ความนา่ เช่ือถือมากกว่าหนังสือทว่ั ไป เพราะเขยี นและรวบรวมโดยผทู้ รงคุณวฒุ ิหรอื ผ้เู ช่ียวชาญในสาขาวชิ า

3.ความสะดวกในการใช้งานทรัพยากรประเภทตีพิมพ์จะสามารถนำมาใช้งานได้ง่ายกว่า
ทรัพยากรประเภทไม่ตีพิมพ์ หรือทรัพยากรอิเล็กทรอนิกส์ เพราะสามารถใช้งานได้ทันที ไม่จำเป็นต้องใช้
อุปกรณ์ในการแสดงผลเหมือนกับทรพั ยากรประเภทไม่ตีพิมพ์หรือ ทรัพยากรอเิ ลก็ ทรอนิกส์

4. ความทันสมัยของเนื้อหาเช่น หากผู้เรียนต้องการสารสนเทศที่ทันต่อเหตุการณ์แล้ว ก็
สมควรเลือกพิจารณาสารสนเทศที่ได้จากทรัพยากรประเภทอินเทอร์เน็ต เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทำให้
ทนั สมัยอยู่ตลอดเวลา หรือเลือกใชท้ รพั ยากรตพี มิ พ์ประเภทหนังสือ

บทสรปุ

แหล่งสารสนเทศ เป็นแหล่งที่ให้บริการสารสนเทศ ซึ่งอาจเป็นบุคคล สื่อมวลชน และสถาบัน
บริการสารสนเทศ ประเภทแหล่งสารสนเทศแบ่งตามลำดับการผลติ ไดเ้ ป็น 3 ประเภทคือ สารสนเทศ
ปฐมภูมิ สารสนเทศทตุ ิยภูมิ สารสนเทศตติยภูมิ ในการอ้างอิงทางวิชาการถอื ว่าสารสนเทศจากแหล่งปฐม
ภูมิเป็นสารสนเทศที่ดี มีความน่าเชื่อถือในเรื่องความถูกต้องตามข้อเท็จจริงมากกว่าสารสนเทศในลำดับ
รอง สถาบันบริการสารสนเทศ ให้บริการสารสนเทศแตกตา่ งกันตามขอบเขต หน้าที่และวัตถุประสงคใ์ น
การจดั ตั้ง มหี ลายประเภทไดแ้ ก่ ห้องสมุดหรือหอสมดุ จะเน้นจัดเก็บและจัดบริการผู้ใช้ด้านการอ่านและการ
ยืมสารสนเทศ ศูนย์สารสนเทศหรือศูนยเ์ อกสารจะเนน้ ให้บริการสารสนเทศเฉพาะสาขาวชิ า ทำการผลิต
และเผยแพร่สารสนเทศใหม่ ๆ ศนู ย์ขอ้ มูลจะเนน้ การเก็บรวบรวมข้อมูลท่ีเป็นข้อมูลสถิติ ตัวเลข และการ
เผยแพรข่ อ้ มูลแก่สมาชิก หนว่ ยงานทะเบียนสถิติเป็นศูนย์กลางรวบรวมหลักฐานการจดทะเบียนและสถิติ
ทีเ่ กย่ี วขอ้ ง ศนู ยว์ เิ คราะหส์ ารสนเทศใหบ้ ริการข่าวสารทันสมยั เฉพาะสาขาวิชาในลักษณะของแฟ้มข้อมูล
บทความปริทัศน์ และจัดส่งให้สมาชิกที่สนใจ ศูนย์ประมวลและแจกจ่ายสารสนเทศจะเน้นบริการความ
ช่วยเหลือในการเข้าถึงแหล่งสารสนเทศ หน่วยงานจดหมายเหตุเน้นให้บริการเอกสารสำคัญทาง
ประวัตศิ าสตร์ทง้ั ท่ีเป็นเอกสารสำคัญของทางราชการและสว่ นบุคคล ภาพถา่ ย แผนท่ี ฯลฯ นอกจากน้ียัง
มีสถาบันบริการสารสนเทศเชิงพาณิชย์ที่ให้บริการโดยคิดค่าบริการ ซึ่งให้บริการในหลายรูปแบบ เช่น
ศูนย์บริการสารสนเทศทันสมัย (Current awareness services) สำนักงานติดต่อและให้คำปรึกษาทาง
สารสนเทศ ศูนย์บริการสาระสังเขปและดรรชนี เป็นต้น ในปัจจุบัน สถาบันหลายแห่งได้ร่วมกันเป็น

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี

52

เครือข่ายบริการสารสนเทศ โดยเน้นการใช้ทรัพยากรสารสนเทศร่วมกัน เพื่อลดต้นทุนการดำเนินงาน
และให้บริการผา่ นทางอินเทอร์เนต็ เช่น เครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย (ThaiLIS) บริการสารสนเทศ
ที่สถาบันบริการสารสนเทศจัดให้โดยทั่วไป ได้แก่ บริการการอ่าน บริการบรรณานุกรมและสาระสังเขป
บริการยืมทรัพยากร บริการยืมระหว่างสถาบัน บริการจองหนังสือ บริการตอบคำถามและช่วยกา ร
ค้นคว้า บริการแนะนำแหล่งสารสนเทศ บริการเผยแพร่สารสนเทศและนิทรรศการ บริการข่าวสาร
ทันสมัย บริการถ่ายสำเนาและพิมพผ์ ลการคน้ ขอ้ มูล บรกิ ารอนิ เทอร์เนต็ เป็นตน้

สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชูปถัมภ์ เป็นห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาที่ให้บริการสารสนเทศเช่นเดียวกับสถาบันบริการสารสนเทศ
ทัว่ ไป โดยเปดิ ใหบ้ ริการ วนั จันทร์ - วันศุกร์ เวลา 08.00 น.- 18.00 น. วันเสาร์-วันอาทิตย์ เวลา 08.00 น.
- 16.30 น. ยกเว้นวนั หยุดนักขัตฤกษ์ วันทีม่ หาวทิ ยาลยั ประกาศหยุด และนกั ศึกษายังสามารถสามารถใช้
บริการแบบออนไลน์ ได้ทุกที่ ทุกเวลา และทุกอุปกรณ์ ผ่านเว็บไซต์สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยี
สารสนเทศฯ ได้ที่ https://.lib.vru.ac.th

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จงั หวัดปทุมธานี

53

ใบงาน

หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี 3 แหลง่ ทรพั ยากรสารสนเทศ และทรัพยากรสารสนเทศ

1.จงบอกความสำคญั ของแหล่งทรพั ยากรสารสนเทศ และทรัพยากรสารสนเทศต่อการเรยี นใน
ระดับอดุ มศึกษา
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2.จงอธิบายหลกั การเลือกใช้แหลง่ ทรพั ยากรสารสนเทศ พร้อมทงั้ ยกตัวอยา่ งมา 1 แหลง่ สำหรบั ยุคการ
เรียนรูใ้ นศตวรรษที่ 21 ควรเปน็ อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. จงอธิบายความหมายและการใช้ทรพั ยากรสารสนเทศ ประเภทหนงั สืออา้ งอิง ดังน้ี

3.1 พจนานกุ รม………………………………………………………………………………………………………………….
3.2 สารานกุ รม………………………………………………………………….……………………………………………….
3.3 นามานุกรม……………………………………………………………………………………………………..……………
3.4 สงิ่ พิมพร์ ัฐบาล………….………………………………………………………………………………………………….
3.5 อักขรานุกรมชีวประวัติ……….…………………………………………………………………………………………
4. ให้นักศึกษาสำรวจทรัพยากรสารสนเทศในสำนักวิทยบริการ อย่างละ 2 รายการ ตามความต้องการใน
การนำไปใชง้ านต่อไปน้ี

ประเภททรพั ยากร ชือ่ เรื่อง เลขเรียก ระบหุ ้อง/ช้ัน/ทพ่ี บ วตั ถุประสงคใ์ นการ
หนงั สอื ทรัพยากร ใช้งาน
สารสนเทศ

1. หนงั สือ

2. รายงานการวิจัย

3. หนังสือบันเทงิ คดี

4. วารสารวิชาการ
5. นิตยสาร

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี

54

บทที่ 4

เครอื่ งมือสบื ค้นทรพั ยากรสารสนเทศ

การเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรู้จักและใช้งานเครื่องมือสืบคน้
สารสนเทศใหเ้ ปน็ เพื่อใหน้ ักศกึ ษาสามารถเข้าถึงแหลง่ ทรัพยากรไดท้ ันเวลา เน่อื งจากทรัพยากรสารสนเทศ
มีความหลากหลายรูปแบบ มีปริมาณมาก และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจบุ ันส่งผลให้
เราสามารถเข้าถึงทรพั ยากรสารสนเทศไดร้ วดเร็ว ถกู ตอ้ ง ตรงตามความต้องการ มคี วามน่าเช่อื ถือ นำไปใช้
ประโยชน์อย่างเหมาะสมและทันเวลา เนื้อหาในบทเรียนนี้จะนำนักศึกษาไปทำความรู้จักเครื่องมือสืบค้น
สารสนเทศ และประเภทของเครื่องมือสืบค้นสารสนเทศ เพื่อให้นักศึกษา สามารถใช้งานเครื่องมือ
สารสนเทศได้

4.1 เคร่ืองมอื สืบคน้ ทรัพยากรสารสนเทศ
การให้บรกิ ารเครื่องมือสบื ค้นสารสนเทศเปน็ บริการหลกั ของห้องสมดุ โรงเรยี น ห้องสมดุ ประชาชน
หรอื สำนกั วทิ ยบรกิ ารของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยสามารถการสมคั รเป็นสมาชิกเพื่อสิทธิในการเขา้ ถึงบรกิ าร
ยืมคืนทรัพยากรสารสนเทศ การเขา้ ถงึ ฐานขอ้ มลู วิชาการ ฐานขอ้ มลู งานวจิ ยั

ภาพที่ 4.1 สำนกั วิทยบริการและเทคโนโลยสี ารสนเทศ มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรม
ราชูปถมั ภ์

4.1.1 พัฒนาการของเครื่องมือสืบคน้ ทรัพยากรสารสนเทศ
ก่อนอื่นก่อนที่จะมีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในงานบริหารห้องสมุดได้มีการใช้ การสืบค้น
สารสนเทศจากบัตรรายการ ใช้บัตรผู้แต่ง เมื่อทราบชื่อผู้แต่ง ผู้แต่งร่วม ผู้แปล บรรณาธิการ ผู้รวบรวม ผู้
วาดภาพประกอบ ชื่อนิติบุคคลและบัตรโยงชื่อนิติบุคคล การใช้บัตรชื่อเรื่อง เมื่อทราบชื่อเรื่องหรือชื่อชุด
ของหนังสือ สำหรับบัตรหลักที่ลงชื่อเรื่องเป็นรายการหลักและลงรายการแบบย่อหน้าคำค้างก็เรียงอยู่ใน

มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวัดปทุมธานี

55

ลิ้นชักบัตรชื่อเรื่อง การใช้บัตรเรื่อง เมื่อไม่ทราบชื่อผู้แต่งและชื่อเรื่องของหนังสือ ให้คิดคำที่ครอบคลุม
เนื้อหาของหนังสือที่ต้องการซึ่งจะพบได้ในลิ้นชักบัตรเรื่อง และหากไม่พบบัตรที่ตรงกับข้อมูลที่มีแสดงวา่
ห้องสมุดไม่มีหนังสือเรื่องน้ัน หากพบบัตรรายการที่ต้องการ ให้จดเลขเรยี กหนงั สือจากมุมซ้ายบนของบตั ร
เพื่อนำไปค้นหาหนังสือจากชั้นหนังสือ ห้ามดึงบัตรรายการออกจากลิ้นชักโดยเด็ดขาด เมื่อใช้บัตรรายการ
เสร็จแล้วให้นำลิ้นชักบัตรรายการเก็บเข้าตู้บัตร โดยเรียงหมายเลขประจำลิ้นชักบัตรรายการให้ถูกต้อง
ตามลำดบั

ตู้บัตรรายการมีลักษณะเป็นตู้ไม้ในห้องสมุดที่มีลิ้นชักขนาดเล็กเรียงรายหลายสิบอัน มองผ่านๆ
คล้ายตู้ยาจีนโบราณ อาจเป็นของที่ไม่คุ้นตาแล้วสำหรับใครหลายคน แต่นี่คือการจัดระบบอันชาญฉลาด
ของห้องสมุดก่อนที่จะมีคอมพิวเตอร์เข้ามา ตู้บัตรรายการ คือ ตู้ที่บรรจุข้อมูลหนังสือทุกเล่มในห้องสมุด
เอาไว้เพื่อให้ง่ายต่อการสืบค้น ทุกลิ้นชักจะมีกระดาษระบุตัวอักษร ก-ฮ A-Z หรือคำสั้นๆ ติดที่ด้านหน้า
เมื่อดึงลนิ้ ชกั ออกดู จะพบบัตรรายการเป็นกระดาษแข็งขนาดพอดีมือ ดา้ นล่างเจาะรูกลม ร้อยแกนเหล็กไว้
เพื่อไม่ให้บัตรเรียงสลับหรือหลุดออกจากลิ้นชัก หน้าบัตรบันทึกรายละเอียดทางบรรณานุกรมของหนังสือ
แต่ละเล่มด้วยลายมือเขียนที่บรรจง ทั้งชื่อเรื่อง ชื่อผู้เขียน สถานที่จัดพิมพ์ ปีที่พิมพ์ บางบัตรบันทึกคำที่
เกย่ี วขอ้ งกับเนื้อหาในหนังสือ ไมต่ ่างจากการใส่ # ท่ีช่วยใหค้ ้นหาหนงั สือได้หลากหลายขึ้น และส่ิงที่สำคัญ
ที่สุดในบัตรรายการ คือ เลขเรียกหนังสือที่จะบอกให้เรารู้ว่าหนังสือถูกเก็บไว้ที่ไหนของห้องสมุด หลังจาก
ลองเปิดดูหลายตู้หลายลิ้นชัก เราคิดว่าการสืบค้นหนังสือจากตู้บตั รคงได้ผลไม่เร็วเท่าคอมพิวเตอร์ แต่ก็ทำ
ให้มีบัตรรายการผ่านตาเราหลายสิบใบ และทำให้เราได้พบรายชื่อหนังสือที่น่าอ่านเพิ่มมากมาย ปัจจุบันตู้
บัตรรายการคอ่ ยๆ หมดหน้าที่ลง เพราะระบบจัดการโดยคอมพิวเตอรเ์ ข้ามาแทนท่ี

ภาพที่ 4.2 ตู้บตั รรายการ
4.1.2 ความหมายของเครอื่ งมอื สืบคน้ ทรพั ยากรสารสนเทศ
เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ หมายถึง เครื่องมือและรวมถึง วัสดุ อุปกรณ์ ตลอดจน
กระบวนการต่าง ๆ ที่อำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ในการสืบค้นรายการที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วทันความ

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จังหวัดปทมุ ธานี

56

ต้องการ โดยทั่วไปเครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศที่มีการใช้กันแบ่งเป็นประเภทใหญ่ ๆ ได้แก่ การ
สืบค้นด้วย OPAC การสืบค้นฐานข้อมูลสำเรจ็ รูปซีดีรอม ฐานข้อมูลออนไลน์ และการสืบคน้ สารสนเทศบน
อนิ เตอรเ์ นต็ (ศกั ดา จันทร์ประเสรฐิ , 2551: 50)

โดยสรุปแล้ว การใช้เครื่องมือสืบค้นสารสนเทศด้วยเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสืบค้นที่บันทึก
รายละเอียดของรายการสารสนเทศไว้ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการจัดเก็บ
ข้อมูลไว้ในฐานข้อมูลห้องสมุด และโดยนักศึกษาสามารถสืบค้นสารสนเทศ ผ่านระบบสารสนเทศที่มี
ใหบ้ รกิ ารท้งั ภายในสำนักวทิ ยบรกิ าร เวบ็ ไซต์ หรือแพล็ตฟอร์มทีส่ ำหนักวทิ ยบรกิ ารได้จดั ทำไว้ให้บริการแก้
นกั ศึกษา อาจารย์ บุคลากรในมหาวิทยาลัย และปจั จุบันการเขา้ ถึงทรัพยากรสาระสนเทศสามารถเข้าถึงได้
ข้ามมหาวิทยาลยั

เครื่องมือสืบค้นสารสนเทศจะให้รายละเอียด เพื่อการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศโดยมี
รายละเอียดการเข้าถึงทรัพยากรสารสนเทศมีรปู แบบตามประเภทของทรัพยากรสาระสนเทศ ดังน้ี

- ขอ้ มูลบรรณานุกรมของทรัพยากรสารสนเทศทีต่ ีพิมพ์และไม่ตีพิมพ์เช่น ช่ือผ้เู ขียน ชื่อหนังสือ
หรือชือ่ บทความ คร้งั ท่ีพิมพ์ สำนักพมิ พ์ ปพี ิมพ์ จำนวนหน้า เปน็ ต้น

- ข้อมูลดรรชนีและสาระสังเขปบทความในวารสารและหนังสือพิมพ์ เช่น ชื่อผู้เขียนบทความ
ชื่อบทความ ชือ่ วารสาร ปีท่ี ฉบบั ท่ี หนา้ ทต่ี พี ิมพ์ เป็นตน้ และบางเครือ่ งมือให้ขอ้ มลู เน้ือหาย่อดว้ ย

- ข้อมูลเนื้อหาฉบับเต็ม (Full Text) ข้อมูลเนื้อหาฉบับเต็มโดยทั่วไปมักเป็นการสืบค้นวารสาร
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ นกั ศึกษาจะไดข้ อ้ มูลท่ีมีลกั ษณะเน้ือหาฉบบั เต็มคือมเี น้ือหาของบทความที่นำไปใชป้ ระโยชน์
ได้ทันที รวมถึงข้อมูลบรรณานุกรมของบทความวารสาร ตัวอย่างข้อมูลที่ได้จากฐานข้อมูลวารสาร
อิเล็กทรอนกิ สช์ ่อื Willson OmmiFile : Full Text Select

- ข้อมูลสื่อประสม (Multimedia) เป็นข้อมูลที่ประกอบด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว
และเสียง ขอ้ มูลในลักษณะนสี้ ว่ นใหญ่เป็นข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการศึกษาค้นสารานุกรมออนไลน์ หรือเป็นข้อมูลท่ี
อยู่ในแผ่นซีดีรอม ตัวอย่างข้อมูลสื่อประสมจากฐานข้อมูลสารานุกรมออนไลน์ชื่อ Grolier Multimedia
Encyclopedia

4.1.3 ระบบการจัดหมวดหมู่จดั หมวดหมู่หนังสือ

ห้องสมุดส่วนใหญ่มีจำนวนหนังสือและวัสดุต่างๆ เพิ่มมากขึ้น การจัดหมู่หนังสือในห้องสมุดจึง
จำเปน็ ต้องมีการพฒั นาใหท้ นั กบั พฒั นาการของทรัพยากรสารสนเทศ ปจั จบุ ันพบว่า ห้องสมดุ ทว่ั ไป มรี ะบบ
ของการจัดหมวดหมู่ท่ีมปี ระสิทธิภาพ เป็นที่ยอมรับแก่ผูใ้ ช้บริการ ระบบในการจัดหมวดหมู่หนังสือที่ไดร้ บั
ความนิยมมากในประเทศ มี 2 ระบบ คือ ระบบทศนิยมดิวอี้ (Dewey Decimal Classification) และ
ระบบหอสมดุ รฐั สภาอเมรกิ ัน (Library of Congress Classification)

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี

57

สำหรับการจัดหมวดหมู่หนังสือของสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราช
ภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ไดใ้ ช้ระบบทศนยิ มดวิ อ้ี เชน่ กนั

ระบบการจัดหมวดหมู่หนังสือแบบทศนิยมดิวอี้ (Dewey Decimal Classification : D.C. หรือ
D.D.C.)ระบบการจัดหมวดหมู่หนังสือแบบทศนิยมของดิวอี้ เรียกย่อว่า ระบบดิวอี้ หรือระบบ D.C. หรือ
D.C.C เป็นระบบที่นิยมใช้แพร่หลาย สัญลักษณ์ที่กำหนดใช้จดจำได้ง่าย มีการแบ่งหมวดหมู่เป็นเหตุผล
ต่อเน่ือง ห้องสมุดโรงเรียนในประเทศไทยสว่ นใหญ่ใช้ระบบน้ีในการจัดหนังสือ ห้องสมดุ มหาวิทยาลัยต่างๆ
หอ้ งสมดุ ประชาชนในจงั หวัดตา่ งๆ รวมถงึ หอสมดุ แหง่ ชาติ ไดใ้ ช้ระบบน้เี ชน่ กัน

ระบบทศนิยมของดิวอี้ มีการกำหนดสัญลักษณ์ของการจัดหมู่หนังสือ มีเฉพาะตัวเลขอารบิคล้วน
เท่านั้น โดยมีสัญลักษณ์เป็นเลขอารบิคตั้งแต่เลข 000-999 และทศนิยมไม่จำกัดตำแหน่ง ซึ่งสามารถแบ่ง
สรรพวิทยาการในโลกออกเป็น 10 หมวดใหญ่ คือ 000 100 200 300 400 500 600 700 800 900
โดยดิวอี้กำหนดให้เลขหลักร้อยท้ังสิ้น ต่อไปนี้เป็นสัญลักษณ์ ของเนื้อหาของหนังสือ 10 หมวดใหญ่ พร้อม
ทง้ั มีการอธบิ ายในแตล่ ะหมวด ดงั น้ี

หมวด 000 เป็นสัญลักษณ์ของหนังสอื ทั่วไป หนังสือประเภทที่มีเนื้อหาหลากหลายวิชาร่วมกันอยู่
ในเล่มเดยี ว ดวิ อี้ให้รวมไว้ในหมวดนี้ไดแ้ ก่ หนงั สอื สารานกุ รมท่ัวไป วารสารท่วั ไป หนังสอื บรรณานกุ รมและ
หนงั สอื หายากต่างๆ เป็นต้น

หมวด 100 เป็นสัญลักษณ์ของหนังสือที่เป็นปรัชญา เป็นหมวดที่ว่าด้วยการที่มนุษย์คิดถึงตนเอง
คดิ หาเหตผุ ลเกย่ี วกบั การเกิด การอยู่ ความคิด และการค้นหา เหตุผลนนั้

หมวด 200 เป็นสัญลักษณ์ของหนังสือทเี่ ป็นศาสนา เปน็ หมวดที่มนุษย์มีความเช่ือในพระผู้เป็นเจ้า
สิ่งศักดิ์สทิ ธ์ิหรือแม้บุญกรรมต่างๆ ว่าเป็นผู้บันดาลทกุ อย่างใหเ้ ป็นไป ความเชื่อนี้เป็นทีม่ าของศาสนา ดิวอี้
จงึ จดั หนงั สือทเี่ กี่ยวด้วยศาสนาต่างๆ ในโลกไว้ในหมวดนี้

หมวด 300 เป็นสญั ลกั ษณข์ องหนังสือทเี่ ปน็ สังคมศาสตรก์ ารทีม่ นุษย์อยู่ร่วมกันเปน็ หมู่พวกใน
สงั คม ยอ่ มมกี ฎระเบยี บ ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของสงั คมนั้น หนังสอื ท่ีมเี น้ือหาทาง
สงั คมศาสตรจ์ ึงจัดอย่ใู นหมวดนี้

หมวด 400 เป็นสัญลักษณ์ของหนังสือที่เป็นภาษาศาสตร์เกิดจากการที่มนุษย์อยู่ร่วมกันเป็นหมู่
เป็นพวกในสังคม จำเป็นต้องมีสื่อความรู้สึกนึกคิดที่จะใช้ถ่ายทอด เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน
สือ่ ดงั กลา่ วกค็ ือภาษา ดิวอีจ้ ึงจดั ให้หมวดทส่ี ่ีเปน็ หมวดสำหรับทุกภาษาในโลก

หมวด 500 เป็นสัญลักษณ์ของหนังสือที่เป็นวิทยาศาสตร์การที่มนุษย์มีความสนใจสิ่งแวดล้อมตน
มีการศึกษาหาเหตุผลและความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ เช่น น้า ไฟ ดวงอาทิตย์ ฯลฯ จนกระทั้งกลายเป็น
วิทยาศาสตร์ ดงั น้ัน ดิวอจี้ งึ กำหนดใหเ้ ป็นหนงั สือวิทยาศาสตร์รสิ ทุ ธ์ (Pure Sciences)

หมวด 600 เป็นสัญลักษณ์ของหนังสือทีเ่ ป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์เมื่อคิดค้นพบความจริงเก่ียวกับ
ธรรมชาติ จนทั้งเป็นทฤษฎีได้แล้ว มนุษย์ก็นาความรู้ที่ได้นั้นมาประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์กับ
ชวี ติ ประจำวนั สร้างประดษิ ฐก์ รรม และเครือ่ งทุ่นแรงตา่ งๆ ดิวอี้ จึงจดั หนังสือทเ่ี ป็นวิทยาศาสตร์ประยกุ ต์

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จงั หวัดปทมุ ธานี

58

หมวด 700 เป็นสัญลักษณ์ของหนังสือที่เป็นศิลปะและการบันเทิงเมื่อมนุษย์รู้จักสร้างเครื่องมือ

เคร่อื งใชต้ า่ งๆ ทำให้ชีวติ สะดวกสบายข้นึ จงึ มเี วลาว่างพอทีจ่ ะสรา้ งงานศิลปะ และแสวงหาความบันเทิงได้

ดิวอี้จงึ จัดลำดบั ที่เจ็ดไว้สำหรับหนังสือที่เก่ยี วเน่อื งด้วยงานศลิ ปะและการบันเทิง

หมวด 800 เป็นสัญลักษณ์ของหนังสือที่เป็นวรรณคดีนอกจากงานศิลปะที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็น

รูปธรรมแล้ว มนุษย์ยังรู้จักสร้างศิลปะออกมาเป็นลายลักษณ์อักษรอีกด้วย งานศิลปะดังกล่าวก็คือ

วรรณกรรมนัน่ เอง ดิวอจ้ี งึ จัดวรรณกรรมต่างๆ ของโลกไวใ้ นหมวดน้ี

หมวด 900 เป็นสัญลักษณ์ของหนังสือประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อได้พบ

เหน็ อะไรแปลกใหม่ก็ใครจ่ ะให้บคุ คลอ่ืนไดร้ ่วมรับทราบจงึ มีการบันทกึ เร่ืองราวเก่ียวกบั ชวี ติ ตน ตลอดจนสิ่ง

ท่ีไดป้ ระสบพบเห็นมา เมอื่ เวลาลว่ งไปบันทกึ เรอื่ งราวเหลา่ น้ีกน็ ับเป็นประวตั ิศาสตร์

เม่ือแบ่งวชิ าความรู้ออกเปน็ 10 หมวดใหญ่นแี้ ลว้ ในแตล่ ะหมวดใหญ่กแ็ บ่งเป็นหมวดย่อย 10

หมวดยอ่ ยเรียกว่า การแบ่งคร้ังที่สอง สัญลักษณ์ของการแบง่ ครัง้ ท่ีสอง คือใชต้ วั เลขหลักสบิ แบง่ ยอ่ ยดังน้ี

000 ความร้ทู ั่วไป (Generalities)

010 บรรณานุกรม 060 องคก์ ารต่าง ๆ และพิพธิ ภณั ฑว์ ทิ ยา

020 บรรณารกั ษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ 070 วารสารศาสตร์

030 สารานุกรมทว่ั ไป 080 รวมบทนิพนธ์

040 ( ยังไมก่ ำหนดใช้ ) 090 หนังสอื ตน้ ฉบับตวั เขยี นและหนงั สอื หา

ยาก

050 สิง่ พิมพเ์ ขา้ ชุดและดรรชนี 100 ปรชั ญา (Philosophy & psychology)

110 อภปิ รชั ญา 160 ตรรกวิทยา

120 ทฤษฎีแห่งความรู้ ความเปน็ เหตผุ ล ความเป็นมนษุ ย์ 170 จริยศาสตร์ ศลี ธรรม

180 ปรัชญาสมัยโบราณ ปรชั ญา 130 จติ วทิ ยานามธรรม ตะวนั ออก

140 ความคิดทางปรัชญาเฉพาะกลุม่ 190 ปรชั ญาตะวันตกสมยั ใหม่

150 จิตวิทยา

200 ศาสนา (Religion)

210 ศาสนาธรรมชาติ 260 สังคมชาวครสิ เตียน

220 คัมภีรไ์ บเบ้ิล 270 ประวัตศิ าสนาครสิ ต์

230 เทววทิ ยาตามแนวครสิ ต์ศาสนา 280 คริสตศาสนจักรและนิกายตา่ งๆ

240 ศีลธรรมของชาวครสิ ตศ์ าสนา 250 ระเบยี บแบบแผนของศาสนาคริสต์

290 ศาสนาเปรียบเทยี บและศาสนาอ่ืน ๆ

300 สงั คมศาสตร์ (Social sciences)

310 สถติ ิ 360 ปัญหาสงั คมและบริการสังคม

มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวดั ปทุมธานี

59

320 รัฐศาสตร์ 370 การศึกษา

330 เศรษฐศาสตร์ 380 การพาณชิ ย์ การส่ือสาร

340 กฎหมาย การขนส่ง 350 รัฐประศาสนศาสตร์ การบรหิ ารกองทพั

390 ขนบธรรมเนียมประเพณีคติชนวทิ ยา

400 ภาษา (Language)

410 ภาษาศาสตร์ 460 ภาษาสเปนและภาษาโปรตเุ กส 420 ภาษาอังกฤษ 470 ภาษาละตนิ และ

ภาษาอิตาลี

430 ภาษาเยอรมัน 480 ภาษากรีกและกลุ่มภาษากรีก 440 ภาษาฝรง่ั เศส 490 ภาษาอนื่ ๆ

450 ภาษาอิตาลแี ละโรมาเนยี

500 วิทยาศาสตร์ธรรมชาตแิ ละคณติ ศาสตร์ (Natural sciences &mathematics)

510 คณิตศาสตร์ 560 ชีวติ โบราณศกึ ษา

520 ดาราศาสตร์ 570 วทิ ยาศาสตร์ชีววิทยา

530 ฟสิ ิกส์ 580 พฤกษศาสตร์

540 เคมีและโลหะวิทยา 590 สัตวศาสตร์

550 ธรณวี ทิ ยา

600 วิทยาศาสตรป์ ระยกุ ต์ และเทคโนโลยี (Applied sciences & Technology)

610 แพทยศ์ าสตร์ 660 อตุ สาหกรรมเคมี

620 วศิ วกรรมศาสตร์ 670 โรงงานอุตสาหกรรม

630 เกษตรศาสตร์ 680 โรงงานผลิตสง่ิ เบด็ เตล็ดอื่น ๆ

640 คหกรรมศาสตร์ 690 การกอ่ สรา้ ง

650 ธรุ กจิ และการจัดการธรุ กจิ

700 ศิลปะและนนั ทนาการ (The arts & recreational)

710 ศิลปะเกยี่ วกบั บริเวณส่ิงแวดล้อม 760 ศิลปะการพมิ พ์ ศิลปะกราฟกิ

770 การถา่ ยภาพ 720 สถาปตั ยกรรม

780 ดนตรี 730 ประติมากรรมและศิลปกรรมพลาสตกิ

790 นันทนาการ 740 การวาดเขยี น การวาดภาพ

750 จิตกรรม

800 วรรณคดี (Literature)

810 วรรณคดีอเมริกัน 860 วรรณคดีสเปน โปรตเุ กส

820 วรรณคดีองั กฤษ 870 วรรณคดลี ะตนิ

830 วรรณคดเี ยอรมัน 880 วรรณคดีกรีก

มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวัดปทมุ ธานี

60

840 วรรณคดฝี ร่ังเศส 890 วรรณคดีภาษาอนื่ ๆ

850 วรรณคดีอิตาลี

900 ภูมศิ าสตรแ์ ละประวัติศาสตร์ (Geography & history)

910 ภูมศิ าสตรแ์ ละประวัติศาสตร์ 960 ประวัตศิ าสตร์แอฟริกา

920 ชีวประวตั ิ ประวัติบคุ คล 970 ประวัตศิ าสตรอ์ เมริกาเหนือ

930 ประวตั ศิ าสตรโ์ บราณ 980 ประวัติศาสตร์อเมริกาใต้

940 ประวัติศาสตร์ยโุ รป 990 ประวตั ศิ าสตร์ส่วนอ่ืนๆ

950 ประวัตศิ าสตร์เอเชยี ของโลก

ในการแบ่งหมวดหมู่แต่ละหมวดย่อย ก็สามารถแบ่งต่อไปอีก 10 หมู่ย่อย เรียกว่าการแบ่งครั้งท่ี

สาม ในการแบ่งคร้งั น้ีใช้ตัวเลขหลักหนว่ ยเปน็ สัญลักษณ์ เชน่ ในหมวด 300 สงั คมศาสตร์ แบง่ ยอ่ ยในหมวด

370 การศึกษา แบ่งได้เปน็ 371 – 379 ดังนี้ 370 การศึกษา 371 เรือ่ งทัว่ ไปทางการศึกษา 376 การศึกษา

ของผ้หู ญิง 372 การศกึ ษาข้นั ประถม 377 โรงเรียนและศาสนา 373 การศกึ ษาขั้นมัธยม 378 การศึกษาข้ัน

อุดมศึกษา 374 การศึกษาผู้ใหญ่ 379 การศึกษากับรัฐ 375 หลักสูตร ต่อเนื่องจากการแบ่งครั้งที่สามแล้ว

หากต้องการระบเุ นื้อหาเร่ืองราวของหนังสือให้ชี้เฉพาะยิง่ ข้ึนระบบทศนิยมของดวิ อี้ สามารถแบ่งย่อยลงไป

ได้อีก เรียกว่า การแบ่งครั้งที่สี่ ทาได้โดยใช้จุดทศนิยม ตั้งแต่ 1 ตำแหน่งขึ้นไปจนถึงหลายตำแหน่ง เช่น

หมวด 495 ภาษาตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาษากะเหรี่ยง ภาษาม้ง ภาษาเย้า ดังนี้ 490

ภาษาอื่นๆ 495 ภาษาตะวันออกและเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ 495.1 ภาษาจีน 495.7 ภาษาเกาหลี 495.4

ภาษาทิเบต 495.8 ภาษาพม่า 495.6 ภาษาญี่ปุ่น 495.91 ภาษาไทย 495.919 ภาษาลาว ภาษาอาหม

ภาษาฉาน 495.922 ภาษาเวียดนาม 495.932 ภาษาเขมร เปน็ ตน้

จากการจัดหมวดหมู่หนังสือให้เป็นระบบ โดยการคำนึงถึงเนื้อหาของหนังสือเป็นสำคัญมีการ

กำหนดสัญลักษณ์แทนเนื้อหาของหนังสือแต่ละสาขาวิชา ซึ่งสัญลักษณ์ที่กำหนดขึ้นนี้ถือเป็นเครื่องหมาย

ระบุตำแหน่งการจัดวางของหนังสือในห้องสมุด สัญลักษณ์ในการระบุตำแหน่งการจัดวางของหนังสือคือ

เลขเรียกหนังสอื (Call number) นน่ั เอง

4.1.4 เลขเรียกหนังสือ (Call number)

เลขเรียกหนังสอื หมายถึง สัญลักษณ์ของหนังสือท่หี ้องสมุดกำหนดขนึ้ สำหรบั หนงั สือแต่ละเลม่ ใน
ห้องสมุด เพ่ือระบุตำแหน่งการจดั วางของหนงั สือบนชั้น ส่วนทีม่ ีเลขเรยี กหนังสอื ปรากฏอยู่ คอื หน้าปก
หนงั สอื สันหนังสอื และฐานข้อมลู ทรัพยากรสารสนเทศหอ้ งสมดุ OPAC ความสำคัญของเลขเรียกหนงั สอื

1. ระบตุ ำแหนง่ การจัดวางทแี่ น่นอนให้หนังสอื ทุกเลม่ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถค้นหาหนังสอื ได้งา่ ยดว้ ย
ตนเอง

2. ช่วยให้ผใู้ ชส้ ามารถคน้ หาหนังสอื ท่ีมีเนื้อหาเกย่ี วข้อง สัมพนั ธ์และใกลเ้ คียงกนั หรือมวี ธิ ีการ
ประพนั ธแ์ บบเดียวกันได้สะดวก

มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จังหวัดปทมุ ธานี

61

3. ช่วยให้บรรณารกั ษ์เก็บหนังสือข้ึนช้นั ได้ง่ายและรวดเร็ว สง่ ผลให้หอ้ งสมดุ สามารถใหบ้ รกิ ารผู้
ใชไ้ ดก้ ว้างขวางมากขน้ึ

4. ชว่ ยให้หอ้ งสมดุ ทราบว่ามีหนงั สอื แต่ละสาขาวชิ าแต่ละเร่อื งจำนวนมากหรือน้อยเพียงใด
สว่ นประกอบของเลขเรยี กหนังสือ

4.1. เลขหมู่หนงั สือ เป็นสัญลกั ษณ์ที่กำหนดขน้ึ เพ่ือแสดงเนื้อหาหรือวธิ กี าร ประพันธข์ องหนงั สอื
แต่ละเลม่ การกำหนดเลขหมู่แตกต่างกันไปตามระบบการจัดหมวดหม่หู นังสอื ดังทไ่ี ด้กล่าวมาแลว้

4.2. อกั ษรช่อื ผู้แต่ง ชือ่ ผ้แู ต่งเปน็ ชาวไทยใหใ้ ช้อักษรตวั แรกของช่อื ต้น หากชอื่ ผูแ้ ต่งเปน็
ชาวตา่ งชาตใิ ห้ใช้อกั ษรตัวแรกของนามสกุล

4.3. เลขผ้แู ตง่ เป็นสัญลักษณ์ทบี่ รรณารกั ษ์กำหนดขนึ้ จากลำดับสระ พยัญชนะ และตวั สะกดของ
ชื่อ โดยใชต้ ารางกำหนดเลขผู้แตง่ เพ่ือแสดงความแตกต่างของผ้แู ต่งท่มี ชี ่ือข้ึนต้นด้วยตวั อักษรเดยี วกัน

4.4. อักษรชอื่ เรื่อง เป็นสญั ลักษณ์ที่ได้มาจากอักษรตัวแรกของช่ือหนังสือ
ตัวอย่างเลขเรียกหนังสือทว่ั ไปภาษาไทย
เลขหมหู่ นังสอื 025.524 ชื่อผู้แตง่ นฤมล กิจไพศาลรัตนา เลขประจาตวั ผแู้ ต่ง 276 ชอ่ื เรื่อง คน้ -
ควา้ -อา่ น-เขียน ทักษะเพื่อการเรียนรู้ทางสงั คมศาสตร์
การจดั เก็บทรัพยากรสารสนเทศเป็นการกำหนดสญั ลักษณ์ของตำแหน่งการจัดวางหนังสอื บนช้นั
เปน็ การชว่ ยให้ผใู้ ชเ้ ขา้ ถงึ ทรัพยากรสารสนเทศท่ีตอ้ งการได้อยา่ งสะดวก รวดเรว็ อกี ทั้งการจัดเกบ็
ทรัพยากรสารสนเทศยังเกีย่ วขอ้ งกับการสบื คน้ ทรัพยากรสารสนเทศ
4.2 แหล่งใหบ้ ริการการสบื ค้นสารสนเทศ
4.2.1 ฐานข้อมูลทรัพยากรสารสนเทศห้องสมุดหรือโอแพค (Online Public Access
Catalog) OPAC เป็นเครื่องมือที่บันทึกรายละเอียดข้อมูลบรรณานุกรมของทรัพยากรสารสนเทศที่มีใน
ห้องสมุดไว้ในฐานข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ในรูปแบบที่ต้องใช้เครื่องอ่าน (Machine-readable
format) และใหผ้ ู้สืบคน้ สารสนเทศแบบเช่ือมตรงกบั ฐานข้อมลู จากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เรียกวา่ Terminal
หรือ workstation ซ่งึ ผใู้ ชส้ ามารถปอ้ นคำสำคัญหรือหัวเรื่องที่ต้องการสบื คน้ และแสดงผลการสืบค้นได้ทาง
จอภาพ นอกจากนี้ บางห้องสมุดไดอ้ อกแบบ OPAC ใหม้ ลี ักษณะเป็นกราฟิก ( Graphic User Interface-
GUI) เพอ่ื การใชท้ ่งี ่ายและสะดวกย่งิ ข้นึ สำหรับผู้สืบคน้ และสามารถเข้าสบื คน้ ได้โดยผา่ นทางบริการประเภท
หนึ่งของ Internet คือ World Wide Web

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จงั หวดั ปทุมธานี

62

ภาพที่ 4.3 ระบบการสบื ค้นรายการทรพั ยากรสารสนเทศ OPAC2.0
การสบื คน้ สารสนเทศจาก OPAC ผูส้ บื ค้นมีทางเลอื กในการสบื ค้นหลายทาง เช่น ชื่อผ้แู ตง่ ชือ่ เรอ่ื ง
หัวเรื่อง คำสำคัญ เลขเรียกหนังสือ เป็นต้น ซึ่งผู้สืบค้นทราบข้อมูลส่วนใด ก็เพียงเลือกทางเลือกในการ
สืบคน้ และพิมพ์คำคน้ ลงไป ระบบจะดำเนนิ การสบื ค้น เม่ือพบรายการที่ ต้องการ ระบบจะแสดงผลออกมา
นอกจากนี้ ผ้สู บื ค้นสามารถใช้เทคนคิ การสบื ค้นข้ันสงู เชน่ ตรรกะบลู นี หรอื การจำกดั การค้นดว้ ยเขตข้อมูล
เขา้ มาร่วมในการสบื ค้นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับโปรแกรมทหี่ ้องสมดุ แต่ละแห่งเลือกใช้ ซง่ึ มีคำแนะนำขั้นตอนและ
วิธีการสืบค้นจะปรากฏบนหน้าจอเสมอ ผู้ใช้เพียงทำตามคำแนะนำท่ีบอกให้ไปตามลำดับ นอกจากนี้ โดย
ปกติห้องสมุดจะจัดทำคู่มือแนะนำวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ทีมักพบในการสืบค้นเอาไว้ให้ข้าง ๆ เครื่อง
คอมพิวเตอร์เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เพื่อพบปัญหาในการค้น นอกจาก OPAC จะใช้ในการสืบค้นหนังสือ หรือ
ทรัพยากรสารสนเทศประเภทอื่นๆ แล้ว ยังได้รวบรวมฐานข้อมูลบทความวารสารภาษาไทย และนำ
ใหบ้ ริการสืบค้นผา่ นหน้าจอ OPAC ของหอ้ งสมุดดว้ ย
วิธีการสบื คน้ โดยใชท้ างเลอื กต่าง ๆ ใน OPAC จากหนา้ จอรายการหลกั ของ OPAC
1.ให้เลือกรายการที่ต้องการจะใช้เป็นทางเลือกในการสืบค้นจากเมนู เช่น ชื่อผู้แต่ง ชื่อเรื่อง หัว
เรื่อง เป็นต้น นอกจากนี้ควรเลือกให้ถูกต้องด้วยว่าต้องการสืบค้นหนังสือ โสตทัศนวัสดุ หรือบทความใน
วารสาร ตามช่องทีก่ ำหนด
2) ป้อนข้อมูลที่ต้องการสืบค้นตามรายการที่ใช้เป็นทางเลือก เช่น เลือกทางเลือกผู้แต่ง พิมพ์ชื่อผู้
แต่ง เลือกทางเลือกสำคัญ พิมพ์ คำสำคัญ ที่ต้องการสืบค้น เป็นต้น ลงในช่องสี่เหลีย่ ม แล้วคลิกเมาส์ที่คำ
วา่ คน้ หา
3) ระบบจะทำการสืบค้น และแสดงผลการสืบค้นบนหน้าจอครั้งละ 12 รายการ พร้อมทั้งบอก
จำนวนรายการท่คี ้นได

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จังหวัดปทุมธานี

63

4) หากต้องการได้รายละเอียดโดยย่อของรายการใด ให้คลิกเมาส์ที่รายการที่ต้องการ ระบบจะ
แสดงรายละเอียดของรายการดังกล่าว ซงึ่ จะประกอบไปดว้ ยชอ่ื เรื่อง ชอ่ื ผู้รบั ผิดชอบ และปีพิมพ์

5) หากต้องการได้รายละเอียดที่สมบูรณ์ของรายการใด ให้คลิกเมาส์ที่รายการที่ต้องการระบบจะ
แสดงรายละเอียดที่สมบูรณ์ของรายการนั้นๆ หากเป็นหนังสือหรือโสตทัศนวัสดุรายละเอียดที่ได้
ประกอบด้วย เลขเรียกหนังสือ สถานที่ที่มีทรัพยากรสารสนเทศนั้น รายละเอียดทางบรรณานุกรม
สถานภาพของหนังสือ ว่ามีกี่เล่ม มีอยู่ที่ใด อยู่บนชั้นหรือมีผู้ยืมไป ถ้ามีผู้ยืมจะบอกวันที่กำหนดส่งคือ (
date due) หากเป็นบทความวารสาร ระบบจะแสดงผลการสืบค้นเป็นรายการย่อ ซึ่งประกอบด้วย ช่ือ
บทความ ช่ือวารสาร ปีท่ี ฉบับที่ และปพี มิ พ์ ของวารสารที่ตีพมิ พ์บทความน้นั รวมทั้งบอกด้วยว่าห้องสมุด
มีวารสารนั้นตัง้ แต่ปีใดถงึ ปใี ด

ข้อมูลที่ได้จากการสืบค้นด้วย OPAC จะอยู่ในรูปแบบ ข้อมูลบรรณานุกรม ( Bibliographic
description) ประกอบด้วย ชื่อผู้แต่ง (Author) อาจเป็นชื่อบุคคลหรือหน่วยงาน ชื่อเรื่อง (Title) ของ
หนังสอื , ช่ือวารสาร , รายงานวิจยั , วทิ ยานิพนธ์ , โสตทศั นวสั ดุ พิมพ์ลกั ษณ์ (Imprint) ประกอบดว้ ยครั้ง
ท่พี ิมพ์ ( Edition) สถานท่ีพิมพ์ ( Place) ได้แก่ เมืองและประเทศ , สำนักพิมพ์ ( Publisher) และปีที่พิมพ์
( Year of publication) สถานภาพ (Status) สถานภาพของทรัพยากรสารสนเทศ มีหลายลักษณะได้แก่มี
การยืมออกก็จะระบุวนั กำหนดสง่ เช่น Due 12-06-04 , อยู่บนชั้น (Check shelves) อยู่ระหว่างการซือ้ (
On order) , อยู่ระหว่างการจัดหมู่และทำรายการ (Cataloguing) , อยู่ระหว่างการซ่อมแซม ( Repair) ,
ใชภ้ ายในห้องสมดุ ( Libuse only) หรือ พร้อมใหบ้ รกิ าร

เลขเรียกหนังสือ ( Call number) เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้แทนทรัพยากรแต่ละรายการหากเป็น
สิ่งพิมพ์จะติดไว้ที่สันหนังสือ เป็นข้อมูลที่มีความสำคัญที่ผู้ใช้ห้องสมุดต้องจดเพื่อไปหาหนังสือบนชั้น
เนื่องจากหนังสือในห้องสมุดมีการเรียงตามเลขหมู่ แต่สำหรับวารสาร ห้องสมุดไม่มีการกำหนดเลขหมู่ให้
รูปเล่ม (Description) บอกข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนหน้า ภาพประกอบ และขนาด หมายเหตุ (Note) เป็น
การระบุข้อมูลของทรัพยากรเพิ่มเติม เช่น มีข้อมูลบรรณานุกรม สถานที่ (Location) เป็นการบอกว่า
ทรัพยากรรายการนั้นอยู่ทีห่ ้องสมดุ ใด หัวเรื่อง (Subject) เป็นการระบุคำหรือกลุม่ คำที่ใชแ้ ทนเนื้อหาของ
ทรัพยากร มีประโยชน์ในแง่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถหาสารสนเทศได้มากยิ่งขึ้น เลขมาตรฐาน (ISBN) เป็นเลข
มาตรฐานสากลประจำหนังสือแต่ละรายการ

วิธีการหาหนงั สอื ในห้องสมุด เมื่อนักศึกษาสืบค้นข้อมูลบรรณานุกรมได้แล้ ต้องจด Call No. เพื่อ
ไปหาหนังสือบนชั้นในห้องสมุดที่จัดเก็บหนังสือเล่นนั้น โดยต้องดูสถานภาพของหนังสือด้วยว่าอยู่บนชั้น
พรอ้ มให้บริการ สามารถยมื ออกได้หรือไม่ หนงั สือจะเรยี งลำดบั ตามเลขเรยี กหนงั สือ จากหมวด A ไปหมวด
Z และจากเลขน้อยไปหาเลขมาก โดยเรยี งบนชัน้ จากซา้ ยไปขวา และจากชน้ั บนลงชน้ั ล่าง

ข้อมลู ดรรชนีๆวารสาร (Periodical Index) ของบทความในวารสารภาษาไทย ประกอบดว้ ย ชื่อผู้
แตง่ (Author) อาจเปน็ ชอ่ื บุคคลหรือหน่วยงาน ชื่อเร่อื ง (Title) เปน็ ชือ่ บทความวารสาร ปี ( Year) ได้แก่
ปีพิมพ์ของวารสาร ชื่อห้องสมุดที่บอกรับวารสารชื่อนั้น ๆ ( Library that have this journal ) บอก

มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี

64

ข้อมูลเกี่ยวกับห้องสมุดและปีที่ ฉบับที่ของวารสารที่ห้องสมุดบอกรับ สถานที่ (Location) บอกข้อมูล
เกี่ยวกับชื่อวารสาร ปีท่ี ฉบบั ท่ี เดือน ปี และเลขหน้าทปี่ รากฏบทความ เลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร
( ISSN) หวั เรือ่ ง ( Subject) เพอื่ ใชใ้ นการสบื คน้

สำหรับผู้ที่ต้องการการใช้งานโดยละเอียดสามารถโหลดคู่มือการใช้งานได้จากเว็บไซต์ของสำนัก
วิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์สามารถ
เข้าใชบ้ รกิ ารไดท้ เี่ วบ็ ไซต์ https://opac.psu.ac.th/Manual/V4_OPAC2_User.pdf

ภาพที่ 4.4 คู่มือการใชง้ าน การให้บรกิ ารสืบคน้ ทรัพยากรสารสนเทศ (OPAC2.0)

4.2.2 ฐานขอ้ มลู อิเลก็ ทรอนิกส์
ฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง สารสนเทศที่จัดเก็บไว้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ โดยมีชุดคำสั่ง
ระบบจัดการฐานข้อมูล ทำหน้าที่ควบคุมการจัดการ และการใช้ฐานข้อมูล ประเภทของฐานข้อมูลแบ่งตาม
ลกั ษณะการใชง้ านแบ่งเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่
ฐานข้อมูลออฟไลน์ ( Offline Database) หมายถึง ฐานข้อมูลที่จัดเก็บสารสนเทศไว้ในสื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ เช่น ซีดีรอม ( CD-ROM) การปรับปรุง และเรียกใช้งานฐานข้อมูลไม่สามารถทำได้
ตลอดเวลา
ฐานข้อมูลออนไลน์ ( Online Database) หมายถึง ฐานข้อมูลที่ให้บริการผ่านทางระบบ
เครอื ขา่ ยคอมพวิ เตอร์ ท่ผี ูจ้ ดั การฐานขอ้ มลู สามารถปรบั ปรงุ ฐานข้อมูลใหท้ นั สมัย และผู้ใชส้ ามารถเขา้ ถึงได้
ตลอดเวลา ซึง่ ในปจั จบุ นั จะให้บรกิ ารผ่านทางอนิ เทอรเ์ น็ต
ประเภทของฐานข้อมลู แบง่ ตาม เน้ือหาสารสนเทศทีใ่ หบ้ ริการแบ่งเปน็ 2 ประเภท ได้แก่

มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จังหวดั ปทุมธานี

65

1. ฐานข้อมูลบรรณานุกรม หมายถึง ฐานข้อมูลที่ให้สารสนเทศทางบรรณานุกรม เช่น ชื่อผู้แต่ง
ช่อื เร่ือง แหล่งผลิต และอาจมสี าระสงั เขป เพื่อแนะนำผูค้ น้ คว้าใหไ้ ปอ่านรายละเอียดจากตน้ ฉบบั จริง ได้แก่
ฐานข้อมูลโอแพค (OPAC) ของห้องสมุด ฐานข้อมูล TIAC ให้ข้อมูลบรรณานุกรม และสาระสังเขปของ
วทิ ยานพิ นธ์ไทย ฐานข้อมลู DAO ใหข้ อ้ มูลบรรณานุกรมและสาระสังเขปของวทิ ยานิพนธต์ ่างประเทศ หรือ
ฐานข้อมูล ERIC ให้ข้อมูลบรรณานุกรม และสาระสังเขปของหนังสือ และบทความจากวารสารด้าน
การศึกษา เปน็ ตน้

2. ฐานข้อมูลเนื้อหาฉบับเต็ม หมายถึง ฐานข้อมูลที่ให้สารสนเทศครบถ้วนเช่นเดียวเหมือน
ต้นฉบับ เช่น ฐานข้อมูล IEEE/IEE และ ACM เป็นฐานข้อมูลฉบับเต็มของบทความจากวารสาร นิตยสาร
รายงานการประชุมความก้าวหน้าทางสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์ และ
เทคโนโลยสี ารสนเทศ เป็นต้น

ตวั อย่างฐานข้อมลู อิเลก็ ทรอนกิ ส์ เพอ่ื การสืบคน้ ขอ้ มลู ออนไลนต์ ่างประเทศ
1. Science Direct ฐานข้อมูลบทความวารสารอิเล็กทรอนิกส์ ใน 24 สาขาวิชา ได้แก่
วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สุขภาพ การแพทย์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ จำนวน
1,800 ชื่อของสำนักพิมพ์ Elsevier science, Academic Press และสำนักพิมพ์อื่นๆ รวมทั้งวารสาร
วิจารณ์ (Reviews) จำนวนกว่า 6.2 ล้านระเบียน สามารถเข้าถึงฉบับเต็มได้เกือบทุกชื่อ ตั้งแต่ปี 1995 –
ปจั จุบัน สามารถเข้าใชบ้ รกิ ารไดท้ ่เี วบ็ ไซต์ http://www.sciencedirect.com/

ภาพที่ 4.5 ฐานขอ้ มูลบทความวารสารอิเลก็ ทรอนิกส์ดา้ นวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Science Direct)
2. IEEE/IEE Electronic Library (IEL) ฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มทางด้านสาขาวิชา

วิศวกรรมไฟฟ้า วิทยาการคอมพิวเตอร์ และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เช่น Computer Science, Acoustics,
Aerospace, Engineering Education, Industrial Engineering, Remote Sensing, Transportation มี
เอกสารฉบับเต็มของวารสาร นิตยสาร รายงานความก้าวหน้า เอกสารการประชุม และเอกสารมาตรฐาน

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี

66

ข อ ง The Institute of Electrical and Electronics Engineers (IEEE) แ ล ะ Institute of Electrical
Engineering (IEE) จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ล้านรายการ (Documents) ตั้งแต่ปี 1988 – ปัจจุบัน มีการ
ปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง แสดงผลเอกสารฉบับเต็มในรูป PDF File สามารถเข้าใช้บริการ
ไดท้ ่เี ว็บไซต์ https://ieeexplore.ieee.org/Xplore/home.jsp

ภาพที่ 4.6 ฐานขอ้ มลู เอกสารฉบบั เตม็ ทางด้านสาขาวชิ าวศิ วกรรมไฟฟ้า วทิ ยาการคอมพิวเตอร์ และ
สาขาวิชาทเี่ กีย่ วข้อง (IEEE/IEE Electronic Library (IEL))

3. ProQuest Dissertations & Theses – A&I ฐานข้อมูลสาระสังเขปวิทยานิพนธ์ระดับ
ปริญญาเอก และปริญญาโท ของสถาบันการศึกษาที่ได้รับการรับรองจากประเทศสหรัฐอเมริกา และ
แคนาดา รวมถึงสถาบันการศึกษาจากทวปี ยุโรป ออสเตรเลีย เอเชีย และแอฟริกา มากกว่า 1,000 แห่ง มี
สาระสงั เขปวิทยานพิ นธ์ไมน่ ้อยกวา่ 1.7 ลา้ นรายการ ( Entries) มแี สดงผลการเพม่ิ สาระสังเขปวทิ ยานิพนธ์
อ ย ่ า ง น ้ อ ย 55,000 ร า ย ก า ร ( Title) ต ่ อ ป ี ส า ม า ร ถ เ ข ้ า ใ ช ้ บ ร ิ ก า ร ไ ด ้ ท ี ่ เ ว ็ บ ไ ซ ต์
https://about.proquest.com/en/

มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จังหวัดปทมุ ธานี

67

ภาพที่ 4.7 ProQuest Dissertations & Theses – A&I ฐานข้อมลู สาระสังเขปวทิ ยานิพนธ์ระดับ
(ProQuest Dissertations & Theses – A&I)

4. ACM Digital Library ฐานข้อมูลบรรณานุกรม สาระสังเขป และเอกสารฉบับเต็มด้าน
วิทยาการคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศ จากบทความฉบับเต็มของวารสาร นิตยสาร รายงาน
ความกา้ วหนา้ เอกสารการประชมุ ที่ตีพิมพโ์ ดย Association for Computing Machinery (ACM) ต้งั แต่ปี
1985 – ปัจจบุ นั มกี ารปรบั ปรงุ เน้อื หาอยา่ งนอ้ ยเดือนละหนึ่งคร้ัง แสดงผลเอกสารฉบับเต็มในรูป PDF File
สามารถเข้าใชบ้ รกิ ารได้ท่ีเว็บไซต์ http://www.acm.org

ภาพท่ี 4.8 ฐานข้อมูลบรรณานกุ รม สาระสงั เขป (ACM Digital Library)
4. Lixis.com and Nexis.com ฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็มทางด้านกฎหมาย ทรัพย์สินทาง

ปัญญา ข่าว ธุรกิจของสหรัฐอเมริการ และประเทศอื่นๆ ตั้งแต่ปี 1980 – ปัจจุบัน
ประกอบด้วยฐานข้อมูลย่อย 2 ฐานข้อมูล คือ Lexis.com เป็นฐานข้อมูลทางด้านกฎหมาย
ของสหรัฐอเมริกา กฎหมายระหว่างประเทศ และคำพิพากษาสูงสุดของสหรัฐอเมริกา มี
เอกสารฉบบั เตม็ ไม่นอ้ ยกว่า 3.5 ล้านรายการ (Documents) และ Nexis.com เปน็ ฐานข้อมูล
ทางบรกิ ารธุรกิจ และการจดั การ ข่าว แหลง่ ขอ้ มลู ธุรกจิ ธรุ กจิ การเงนิ หนงั สอื พมิ พ์ท้องถ่ิน มี
เอกสารฉบับเต็มไม่น้อยกว่าล้านรายการ (Docuemtns) แสดงผลในรูป Texthtml มีการ
ปรับปรุงเนื้อหาอย่างน้อยเดือนละหนึ่งครั้ง สามารถเข้าใช้บริการได้ที่เว็บไซต์
https://www.lexisnexis.com/en-us/gateway.page

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี

68

ภาพท่ี 4.9 ฐานขอ้ มูลเอกสารฉบับเตม็ ทางดา้ นกฎหมาย ทรพั ย์สนิ ทางปญั ญา ข่าว ธุรกิจของสหรฐั อเมริกา
6. Google Scholar ใช้ในการค้นหางานเขียนทางวิชาการโดยสามารถ ค้นหาในสาขาวิชาและ

แหล่งข้อมูลต่างๆ มากมายได้จากจุดเดียว ทั้งบทความ peer-reviewed วิทยานิพนธ์หนังสือ บทคัดย่อ
และบทความจากสำนกั พิมพ์สามารถเข้าใช้บรกิ ารได้ทเี่ วบ็ ไซต์ https://scholar.google.com/

ภาพที่ 4.10 ฐานข้อมูล Google Scholar
ตัวอย่างฐานข้อมลู อิเลก็ ทรอนกิ ส์ เพ่อื การสบื ค้นขอ้ มลู ออนไลนใ์ นประเทศ
1. ThaiLIS Digital Collection (TDC) เป็นโครงการหนึ่งของ ThaiLIS มีเป้าหมายเพื่อให้
บริการสืบค้นฐานข้อมูลเอกสารฉบับเต็ม ซึ่งเป็นเอกสารฉบับเต็มของ วิทยานิพนธ์ รายงานการวิจัยของ
อาจารย์ รวบรวมจากมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร สามารถเข้าใช้
บริการไดท้ เี่ ว็บไซต์ https://tdc.thailis.or.th/tdc/index.php

มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี

69

ภาพท่ี 4.11 ฐานข้อมลู ThaiLIS Digital Collection (TDC)
2. Thai Journals Online (ThaiJO) เปน็ ระบบฐานขอ้ มลู วารสารอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์กลางของประเทศ
ไทย เป็นแหล่งรวมวารสารวิชาการที่ผลิตในประเทศไทยทุกสาขาวิชา ทั้งสาขาวิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี
และมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ThaiJo ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
(สกว.)สามารถเข้าใชบ้ ริการได้ที่เวบ็ ไซต์ https://www.tci-thaijo.org/

ภาพที่ 4.12 ฐานขอ้ มูล Thai Journals Online (ThaiJO)
3. ศูนย์ข้อมูลการวิจัยดิจิทัล DRIC การให้บริการดาวน์โหลด บทคัดย่อ และ เอกสารฉบับเต็ม มี
วัตถุประสงค์เพื่อให้บรกิ ารเป็นเอกสารสำหรับใช้งานเพื่อการศึกษาแสวงหาความรู้และเพื่อการวิจยั โดยไม่
อนุญาตให้นำไปใช้ประโยชน์ด้านการค้า ไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งห้ามมิให้ดัดแปลงเนื้อหาและต้อง

มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จงั หวดั ปทุมธานี

70

อ้างอิงถึงเจ้าของเอกสารทุกครั้งที่มีการนำไปใช้ สามารถเข้าใช้บริ การได้ที่เว็บไซต์
https://dric.nrct.go.th/Index

ภาพที่ 4.13 ศูนย์ข้อมลู การวิจัยดจิ ทิ ัล DRIC
บทสรุป

การรู้จกั เครอ่ื งมอื มือสบื คน้ คน้ ทรัพยากรสารสนเทศจงึ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ สง่ ผลต่อการใช้งาน
เครื่องมือสืบค้นสารสนเทศให้สามารถเข้าถึงสารสนเทศที่ต้องการได้อย่างหลากหลายรูปแบบให้รวดเร็ว
ถูกต้อง มีความน่าเชื่อถือ และสามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมและทันเวลา การทำความเข้าใจ
เครื่องมือสบื ค้นทรัพยากรสารสนเทศ พฒั นาการของเคร่ืองมอื สบื คน้ ทรัพยากรสารสนเทศ ความหมายของ
เครื่องมือสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศ ระบบการจัดหมวดหมู่จัดหมวดหมู่หนังสือ เลขเรียกหนังสือ (Call
number) นำไปสู่ การเลอื กแหล่งใหบ้ รกิ ารการสบื คน้ สารสนเทศ อนั ไดแ้ ก่ ฐานขอ้ มลู ทรพั ยากรสารสนเทศ
ห้องสมุดหรือโอแพค (Online Public Access Catalog) และฐานข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านตัวอย่าง
ฐานข้อมูลอิเลก็ ทรอนิกส์ เพื่อการสืบค้นข้อมูลออนไลนต์ า่ งประเทศ ตัวอย่างฐานข้อมลู อเิ ล็กทรอนิกส์ เพ่ือ
การสืบคน้ ข้อมลู ออนไลน์ในประเทศ

มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จงั หวดั ปทุมธานี

71

ใบงาน
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 4 เครื่องมือสบื คน้ ทรัพยากรสารสนเทศ

กจิ กรรมนักสืบโคนนั (ให้แบ่งกลุ่มๆละ 3 คน)
1. ใหน้ ักศกึ ษาสืบคน้ รายการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด (OPAC) ของสำนักวทิ ยบริการและ
เทคโนโลยสี ารสนเทศ ดงั น้ี
หนังสอื ที่แต่งโดย จันทร์ยวรี ์ สมปรดี า มีก่รี ายการ ............. ให้เลือกมา 1 รายการ

ช่อื เร่อื ง…………………………………………………………………………………………………………………………............
หนงั สอื ที่แต่งโดย William Shakespeare มกี ีร่ ายการ ............. ใหเ้ ลือกมา 1 รายการ

ช่อื เรื่อง…………………………………………………………………………………......……………..……………….................
หนังสือเรือ่ ง ความสุขของกะทิ ใครเป็นผูเ้ ตง่ พร้อมบอกรายละเอยี ด

ผู้แตง่ ……………………………………………………………......………………………......................................................
2. ใหน้ ักศกึ ษาสบื ค้นทรัพยากรสารสนเทศ 1 เร่อื งที่สนใจโดยเคร่ืองมอื สืบคน้ สารสนเทศตามความ
เหมาะสมดังน้ี ฐานข้อมูล ThaiLIS Digital Collection (TDC), ฐานข้อมลู Thai Journals Online
(ThaiJO), ฐานข้อมูล Google Scholar, ศนู ย์ข้อมูลการวจิ ัยดจิ ิทัล DRIC เขียนสรปุ ผลพร้อมท้ังแสดงผล
หนา้ จอทไี่ ดจ้ ากการสบื คน้ ประกอบ
ชอ่ื บทความ ........................................................................................................................... ..................
ชื่อผู้แต่ง ..................................................................................................................................................
ชื่อวารสาร........................................................................................................... .....................................
ปที …ี่ ….........ฉบบั ท.ี่ ..............วนั เดอื นปี...............................................เลขหนา้ ........................................
ชื่อวารสาร............................................................................................................................. ...................
ปีท…ี่ ….........ฉบับท.ี่ ..............วนั เดือนปี...............................................เลขหน้า........................................

ชื่อบทความ............................................................................................................................. .................
ชอ่ื ผู้แต่ง...................................................................................................................................................
ชอ่ื วารสาร ............................................................................................................................. .................
ปีท…่ี ….........ฉบับท.่ี ..............วนั เดอื นปี...............................................เลขหนา้ .......................................
ชอื่ วารสาร............................................................................................................................. ..................
ปที …่ี ….........ฉบบั ท.ี่ ..............วันเดือนปี...............................................เลขหนา้ .....................................
ชอ่ื บทความ.............................................................................................................................................
ชื่อผ้แู ตง่ ............................................................................................................................. ....................

มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี

72

บทที่ 5

กลยทุ ธก์ ารคน้ หาและเทคนคิ การคน้ สารสนเทศ

วิธกี ารสบื ค้นข้อมลู โดยใช้โปรแกรมสืบค้น

กลยุทธ์ในการค้นหาและเทคนิคการค้นสารสนเทศ หมายถึง วิธีการกำหนดคำค้นที่ใช้สืบค้น
สารสนเทศให้ตรงกับความต้องการ โดยใช้เครื่องมือสืบค้นต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงแหล่งที่จัดเก็บและให้บริการ
สารสนเทศและทรัพยากรสารสนเทศที่ต้องการไดอ้ ย่างรวดเร็ว และตรงตามความต้องการ ซึ่งมีเทคนิคการ
สืบค้นสารสนเทศแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ การสืบค้นขั้นพื้นฐาน (Basic Search ) และการสืบค้นเทคนิค
การสบื คน้ ขนั้ สูง (Advanced Search)

เทคนิคการสืบคน้ แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คอื
1. การสืบคน้ ขัน้ พ้ืนฐาน (Basic Search) หมายถึง เป็นวิธีการสืบคน้ สารสนเทศโดยใช้คำโดดหรือ
คำผสมเพียง 1 คำ ในการสืบค้นข้อมูลโดยไม่ต้องสร้างประโยคคำค้นที่ยุ่งยาก ซับซ้อน ซึ่งมีวิธีการสืบค้น
ข้อมูล ไดแ้ ก่ ช่อื ผแู้ ตง่ (Author) ชือ่ เร่ือง (Title) หวั เร่ือง (Subject) คำสำคัญ (Keyword)
2. เทคนิคการสืบค้นขั้นสูง (Advanced Search) หมายถึง เป็นการสร้างประโยคคำค้นที่มีความ
ซับซ้อนมากขึ้น แต่ทำให้ได้ข้อมูลที่ตรงกับความต้องการมากขึ้น ซึ่งเทคนิคการสืบค้นขั้นสูงนี้ มี 3 เทคนิค
คือ การสืบค้นโดยใช้เทคนิคตรรกบูลนี (Boolean logic) การสืบค้นโดยใชเ้ ทคนิคการตัดคำ (Truncation)
และการสบื ค้นโดยใชเ้ ทคนิคการจำกัดคำคน้ (Limit search)

2.1 เทคนคิ ตรรกบลู ีน (Boolean operators) เป็นการกำหนดขอบเขตของคำคน้ โดยใช้ตวั เชื่อม
บูลีน (Boolean Operators) เช่น AND OR NOT AND, OR และ NOT เปน็ ตน้

2.2 เทคนิคการตัดคำ (Truncation) เป็นเทคนิคที่ช่วยในการสืบค้นให้ได้ข้อมูลที่กว้างขึ้น
ครอบคลุมมากข้ึน ซงึ่ สามารถตดั คำได้ท้ังการตดั ทา้ ยคำ หรอื ตัดหน้าคำก็ได้ โดยใช้สัญลักษณแ์ ทน อาจเป็น
สญั ลกั ษณ์ # หรือ? หรือ $ หรือ * ขึน้ อย่กู บั ขอ้ กำหนดและความสามารถของระบบ ตวั อย่างเชน่ เมื่อพิมพ์
คำคน้ Library# ระบบจะทำการสืบค้นใหท้ งั้ คำว่า Library, Libraries และ Librarian เปน็ ตน้

2.3 เทคนิคการจำกัดคำค้น (Limit search) เป็นเทคนิคการจำกัดการค้นให้แคบลง โดยกำหนด
เขตข้อมูลที่ตอ้ งการสืบค้นรว่ มกับคำค้น ทั้งนี้ข้ึนอยู่กบั ข้อกำหนดและความสามารถของระบบทีส่ บื ค้น เชน่
การกำหนดให้ระบปุ ีพิมพ์ของข้อมลู ที่ต้องการค้น หรือการกำหนดภาษาของเอกสาร

เคร่อื งมอื สบื ค้นสารสนเทศ
1. การสืบค้นสารสนเทศจาก OPAC (Online Public Access Catalog หรือ Online catalog)

หมายถึง การสืบคน้ รายการทรัพยากรสารสนเทศของห้องสมุด และแสดงรายละเอียดใหท้ ราบว่าทรัพยากร

มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จงั หวัดปทุมธานี

73

สารสนเทศที่ต้องการนั้นจัดเก็บอยู่ที่ใด นอกจากนั้นระบบ OPAC ยังสามารถเข้าสืบค้นได้โดยผ่านระบบ
ออนไลนบ์ นเครือขา่ ยอินเทอรเ์ น็ต เชน่ ค้นหาจากชือ่ ผู้แตง่ ชอ่ื เรือ่ ง หวั เรื่อง คำสำคญั เป็นต้น

2. การสืบค้นสารสนเทศจากอินเทอร์เน็ต หมายถึง การใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการสืบค้น
แหล่งข้อมูลสารสนเทศต่างๆ ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ที่สำคัญ แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ นา
มานกุ รม (Web Directory) กลไกการสืบค้น (Search engine) กลไกการสบื ค้นทีท่ ำงานร่วมกนั หลายกลไก
(Meta search engine) ทงั้ น้ผี ูใ้ ชต้ อ้ งทราบช่อื -ทีอ่ ยูเ่ วบ็ ไซต์ เรยี กว่า URL (Uniform Resource Locator)
เช่น http://www.google.com ผู้ใช้จะเข้าถึงเว็บไซต์ที่ต้องการได้โดยการพิมพ์ URL ลงไปในช่อง
address ของโปรแกรมเวบ็ เบราว์เซอร์

2.1 นามานุกรม (Web Directory) เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมสารสนเทศจากเว็บไซต์ต่างๆ และคัด
แยกสารสนเทศเหล่านั้นออกเป็นกลุ่มตามสาขาวิชา สามารถสืบค้นสารสนเทศได้โดยเลือกสารสนเทศตาม
กลุม่ สาขาวิชา และเลอื กหัวข้อยอ่ ยทรี่ วบรวมไว้ เช่น www.google.com, www.sanook.com เป็นตน้

2.2 กลไกการสืบค้น (Search engine) เป็นเครื่องมือในการสืบค้นที่อาศัยการทำงานของ
โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นโดยจะทำหน้าที่รวบรวมสารสนเทศจากเว็บไซต์ต่างๆ และส่งให้โปรแกรมจัดทำ
ดรรชนีตามที่กลไกกำหนด เช่น ทำดรรชนีจากชื่อเรื่อง หรือชื่อเว็บไซต์ เช่น www.google.com,
www.altavista.com เปน็ ตน้

2.3 กลไกการสืบค้นที่ทำงานร่วมกันหลายกลไก (Meta search engine) เป็นเครื่องมือในการ
สืบค้นที่อำนวยความสะดวกให้ผู้สืบค้นสามารถสืบค้นได้จากกลไกการสืบค้น (Search engine) เช่น
Google, Yahoo เป็นต้น โดยสามารถสบื ค้นไดห้ ลายกลไกในคราวเดยี วกัน เชน่ โดยพมิ พ์คำค้นลงในช่องท่ี
กำหนด

ลักษณะผลลัพธ์ท่ไี ด้จากการสบื คน้ สารสนเทศ
1. ข้อมูลบรรณานุกรม (Bibliographic description) เป็นข้อมูลที่ได้จากการสืบค้นโดยใช้

เคร่อื งมือ Web OPAC
2.ข้อมูลดรรชนีและสาระสังเขป (Index & Abstract) เป็นการสืบค้นที่ได้ข้อมูล 2 ลักษณะ คือ

ดรรชนีบทความในวารสารภาษาไทย และดรรชนีบทความในวารสารภาษาองั กฤษ
3.ข้อมูลเนื้อหาฉบับเต็ม (Full text) เป็นการสืบค้นวารสารอิเล็กทรอนิกส์ที่เป็นเนื้อหาของ

บทความฉบับเต็ม หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ สามารถนำไปใช้ได้ทันที รวมถึงข้อมูลบรรณานุกรมของบทความ
วารสาร

4 ข้อมูลสื่อประสม (Multimedia) เป็นข้อมูลที่ประกอบไปด้วยข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว
และเสยี ง ซ่ึงเป็นข้อมลู ท่ีไดจ้ ากการสบื คน้ สารานกุ รมออนไลน์ เชน่ Grolier multimedia encyclopedia

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทมุ ธานี

74

ใบงาน

บทท่ี 5 กลยทุ ธ์การค้นหาและเทคนคิ การค้นสารสนเทศ

1. ต้องการค้นข้อมลู ดอกไม้กนิ ได้ในประเทศไทย ใหนักศึกษากำหนดคำค้น (Keywords) สำหรับใช้
สบื คน้ เป็นภาษาไทย
Keywords:……………………………………………………………………………………………………………………………………
Keywords:……………………………………………………………………………………………………………………………………
Keywords:……………………………………………………………………………………………………………………………………

2. เมอ่ื ตดั คำแลว้ ทำให้ได้ผลลพั ธก์ ารสืบค้นจากทัง้ คำวา่ Evaluation, Evaluate ผคู้ น้ จะตอ้ งกำหนดการตัด
คำนี้ในรปู แบบใด
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
3. กำหนดคำคน้ ว่า เศรษฐกิจพอเพยี ง – ทฤษฎี - ปรัชญา การกำหนดคำแบบนีห้ มายถึงอะไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
4. กำหนดคำค้นว่า water and soil การกำหนดคำแบบนห้ี มายถงึ อะไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
5. กำหนดคำค้นวา่ “Information Digital” จะปรากฎผลลพั ธท์ ไ่ี ดจ้ ากการกำหนดคำค้นลกั ษณะนี้อย่างไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
6. ถ้าตอ้ งการคน้ หาทุกข้อมูลทเี่ กี่ยวข้องกับคำวา่ tele ตอ้ งมีรูปแบบการใสค่ ำคน้ หาอยา่ งไร
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............

มหาวทิ ยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี

75

7. ตอ้ งการค้นข้อมลู เกย่ี วกับ ภมู ิปัญญาของชาวบา้ นในการใชส้ มนุ ไพรรักษาโรค โดยใช้คำค้น
“ภูมปิ ญั ญาไทย” ปรากฏวา่ ไม่พบผลลพั ธ์ นกั ศึกษาจะใชค้ ำคน้ อ่นื ใดแทนเป็นครง้ั แรก
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
8. มหี นงั สอื 3 รายการคือ
1) การจัดการศกึ ษาสำหรบั เด็กทีม่ ีความสามารถพเิ ศษ
2) การฟนื้ ฟสู มรรถภาพของเดก็ ตาบอด
3) ความบกพร่องทางการได้ยิน ให้กำหนดหัวเรอ่ื งจากหนังสอื ดงั กล่าวเพ่ือใชใ้ นการสบื ค้น
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………...............

มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จงั หวัดปทมุ ธานี

76

บทที่ 6

การประเมินคา่ สารสนเทศ การวิเคราะห์และสงั เคราะห์สารสนเทศ

การประเมิน วิเคราะห์ และสังเคราะห์สารสนเทศ เป็นการดำเนินการเพื่อเลือกสรรและจัดเตรียม
สารสนเทศให้เป็นระบบเพือ่ ใหส้ ามารถเรียบเรียงเนือ้ หารายงานได้ตรงตามเรื่องที่กำหนดไว้อย่างเหมาะสม
(มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ , 2555)

ความสำคญั
การประเมินสารสนเทศในขั้นตอนนี้เป็นการดำเนินงานหลังจากค้นคว้ารวบรวมเอกสารต่างๆ ได้

แล้ว แม้ว่าเอกสารเหล่านั้นจะผา่ นการประเมินในขณะสบื ค้นมาแล้วว่ามคี ุณค่าสอดคล้องกับความต้องการ
น่าเชื่อถือและทันสมัย แต่ก็ใช่ว่าเอกสารแต่ละฉบับนัน้ จะใช้ประโยชน์ท้ังฉบับ อาจมีสารสนเทศบางสว่ นท่ี
ไม่สอดคล้องกับความต้องการปะปนมาด้วย จงึ ตอ้ งมีการอ่านเพ่ือประเมินคุณค่า และวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อ
เลอื กสรรสารสนเทศ ว่าสารสนเทศสว่ นใดบ้างทีม่ เี น้อื หาสอดคล้องกับความต้องการ มคี วามสำคญั มเี หตผุ ล
เหมาะกบั การนำไปใช้ประโยชน์ แล้วบนั ทึกสารสนเทศที่เลือกสรรนน้ั ลงในบัตรบันทึก (Note Card) พร้อม
ทั้งระบุหัวข้อที่แสดงแนวคิดของเนื้อหาน้ันๆ และแหล่งที่มาของสารสนเทศนัน้ ๆ ว่ามาจากเอกสารใด หน้า
ใด ข้อมูลที่บันทึกในบัตรบันทึกนี้จะได้ใช้ประโยชน์ในการรวบรวม กลั่นกรอง และจัดลำดับเนื้อหาสำคัญ
เปน็ หัวข้อใหญ่ หัวขอ้ ย่อย อย่างเป็นระบบ ชว่ ยให้การเรียบเรียงเน้อื หาและการอา้ งอิงในข้นั ตอนต่อไปทำได้
สะดวกและสมบรู ณย์ ่ิงขนึ้ (มหาวิทยาลยั ขอนแก่น, 2555)

หลักการอ่านและประเมินคณุ ค่า (Reading and Evaluating Resources)
การประเมินสารสนเทศ เป็นทักษะสำคัญที่ต้องใช้ในการค้นหาสารสนเทศ ตั้งแต่เริ่มเลือกแหล่ง

สารสนเทศ ว่าสารสนเทศลักษณะที่ต้องการนั้นๆ จะพบในทรัพยากรสารสนเทศประเภทใด และพบใน
แหล่งสารสนเทศใดบา้ ง ในระหว่างการสืบค้นเมือ่ ได้ผลการสืบคน้ ก็ต้องเลือกมีรายการใดบ้างที่จะนำมาใช้
ประโยชน์ได้ และเมื่อเข้าถึงตัวเนื้อหาเอกสารก็ต้องทำการเลือก อีกครั้งว่าเนื้อหาใดมีคุณค่าเหมาะกับการ
นำใช้ประโยชน์บ้าง (The OWL at Purdue, 1995-2004 อา้ งถึงใน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2555)

ไม่ว่าจะเป็นการประเมินในขั้นตอนใด เป้าหมายสำคัญของการประเมินจะคล้ายคลึงกัน คือ
พิจารณาที่ความสอดคล้องด้านเนื้อหาสารสนเทศของเอกสารที่ค้นได้ กับเนื้อหาที่ต้องการนำไปใช้ ความ
นา่ เชอ่ื ถือไดใ้ นดา้ นความถกู ต้อง เทย่ี งตรง และความทันสมัย แต่จะมรี ายละเอยี ดประเดน็ ที่จะตอ้ งพิจารณา
แตกต่างกันคือ ในขณะสืบคน้ ผคู้ นจะอ่านประเมนิ อย่างคร่าวๆ จากข้อมลู บรรณานุกรมทสี่ ำคญั ของเอกสาร

มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี

77

อาทิ ช่ือเรือ่ ง หรือและสาระสังเขป เพ่ือประเมนิ /เน้อื หา เอกสารว่าสอดคลอ้ งกับหวั ข้อทศี่ กึ ษา หรือไม่ อ่าน
ช่อื ผู้แต่ง สำนกั พิมพ์ มคี วามนา่ เชอ่ื ถือเพยี งใด ปพี ิมพ์มีความทนั สมยั หรือไม่ (ดงั กล่าวแลว้ ในหน่วยที่ 3)

ปจั จุบนั เราพบวา่ สารสนเทศทต่ี รงกบั ความตอ้ งการของเรา ไมไ่ ดม้ ปี รากฏเฉพาะในลักษณะของส่ิง
ตีพมิ พอ์ ย่างเดียว ยงั มปี รากฏในอินเทอร์เนต็ ท่เี รยี กกนั วา่ สารสนเทศอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ มีความจำเป็นอย่างย่ิง
ที่ต้องทำการประเมินค่าก่อนที่จะนำมาใช้งานจริง แนวคิดที่ใช้สำหรับการประเมินค่าสารสนเทศ
อเิ ล็กทรอนกิ ส์จะนำเสนอบางส่วน ดังนี้

มหาวิทยาลัยแม๊กควอรี่ (Macquarie University, 2014) กล่าวถึง สารสนเทศที่พบบน
อนิ เทอรเ์ นต็ สามารถมาจากหลายๆ แหล่ง และอาจจะไมม่ ีความจำเป็นทตี่ ้องประเมนิ หรือวพิ ากษ์/วิจารณ์
ก่อนถูกตีพิมพ์บนอินเทอร์เน็ต จึงมีความจำเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องประเมินสารสนเทศต่างๆ ที่พบ เพื่อสร้าง
ความนา่ เชอ่ื ถือและความถูกต้อง/ความตรงของสารสนเทศ กอ่ นท่ีเราจะทำการร่างเนอ้ื หา หรือโครงเรื่อง

โดยมหาวิทยาลยั แมก๊ ควอรใี่ ช้ตัวแบบ AAOCC เพื่อประเมินสารสนเทศบนอินเทอร์เน็ต ดังน้ี
1. ความน่าเช่อื ถือ (Authority) ของสารสนเทศ โดยพจิ ารณาในประเดน็ ยอ่ ย ต่อไปนี้
1.1 ขอ้ ความท่ีแสดงความเปน็ เจา้ ของมปี รากฏในเอกสาร หรอื ไม่
1.2 มีสถานท่ตี ิดต่อหรือไม่ อย่างนอ้ ยตอ้ งมี ช่อื หรืออีเมล์
1.3 มีเว็บไซต์ที่เป็นทางการของบริษัท หรือองค์กร หรือไม่ มีข้อความบ่งบอกลิขสิทธิ์แสดง

ความเปน็ เจ้าของ หรือไม่
1.4 ประเภทขององคก์ ร (Domain name) พจิ ารณาจากชื่อ URL
1.5 ประเทศที่ต้ังของเวบ็ ไซต์

2. ความถูกต้อง/แม่นยำ (Accuracy) โดยพจิ ารณาในประเด็นย่อย ตอ่ ไปนี้
2.1 เราสามารถตรวจสอบขอ้ เทจ็ จรงิ (ความจรงิ )ของสารสนเทศ(ทีเ่ ตรียมไว)้
2.2 สามารถบอกแหลง่ ที่มาของข้อมูล
2.3 สามารถเชือ่ มโยงไปยังแหล่งข้อมูลทีน่ ำมาอ้างองิ ได้

3. วตั ถุภาวะวสิ ัย หรือไม่เอาเรือ่ งสว่ นตัวมาเกีย่ วข้อง หรือความเปน็ กลางของขอ้ มูล
(Objectivity) โดยพจิ ารณาในประเด็นยอ่ ย ต่อไปนี้

3.1 แรงจูงใจของการตพี ิมพ์สารสนเทศ
3.2 มหี ลกั ฐานทแี่ สดงถงึ ความมอี คตกิ ฎชดั แจง้ หรือไม่
3.3 สว่ นทีเ่ ป็นโฆษณามีสาระแตกต่างชัดเจนจากส่วนทีเ่ ปน็ เน้ือหาของสารสนเทศ หรอื ไม่
4. ความเป็นปจั จุบันของสารสนเทศ (Currency) โดยพิจารณาในประเดน็ ยอ่ ย ตอ่ ไปนี้
4.1 มีวันท่เี ขยี น วันทแี่ กไ้ ข หรือปรบั ปรงุ ปรากฏท่เี วบ็ เพจ
4.2 มีเคร่ืองช้ีวดั ใดๆ ท่ีบ่งบอกว่าวัสดุ หรอื สือ่ น้นั มีความเปน็ ปัจจุบนั
4.3 ในกรณีท่ีมขี ้อมูลยอ้ นหลัง ตอ้ งสามารถเข้าถึง(ขอ้ มลู ย้อนหลัง)ไดง้ ่าย
5. ความครอบคลมุ ของเนอื้ หา (Coverage) โดยพิจารณาในประเด็นยอ่ ย ตอ่ ไปนี้

มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จงั หวัดปทุมธานี

78

5.1 เว็บเพจมีเนือ้ หาสมบูรณ์ หรืออยู่ในระหว่างการปรบั ปรงุ ?
5.2 รายละเอยี ดท่ใี ห้มา มีความเพยี งพอ หรือเหมาะสม
5.3 ความแตกต่างของความครอบคลุมทปี่ รากฏในเวบ็ เพจ กบั ทป่ี รากฏในสอื่ ประเภทอ่ืน
เบค (Beck, 2009) เสนอหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินสารสนเทศที่ปรากฏบนอินเทอร์เน็ต
ดงั นี้
1. ความน่าเช่อื ถอื โดยพิจารณาจาก ผแู้ ตง่ เป็นใคร มลี ายเซ็นต์ หรอื ไม่ คณุ สมบตั ิของผู้แต่งเป็น
ที่ยอมรับ หรือไม่ เป็นผู้เชี่ยวชาญสาขาอะไร ผู้สนับสนุนคือใคร ผู้สนับสนุนนัน้ มีชื่อเสยี ง มีความน่าเชื่อถอื
หรอื ไม?่ ทางดา้ นใด? มีสารสนเทศเช่อื มโยงชอ่ื ผแู้ ตง่ หรือผสู้ นบั สนนุ หรอื ไม่? มลี ายเซน็ ต์ หรือเคร่ืองยืนยัน
ผสู้ นับสนุน ทเ่ี ปน็ ชอ่ งทางบ่งบอกตัวตน พจิ ารณาท่หี วั ข้อ และตอนท้าย(เรื่อง) มีหนว่ ยงาน หรือองค์การใด
เข้าร่วมเป็นสมาชิก หรือไม่? พิจารณาความน่าเชื่อถือของเว็บจาก FBI (www.fbi.gov) และพิจารณาท่ี
ประเภทของเวบ็ (Domain)
เหตผุ ล (Rationale) ท่ีต้องพจิ ารณาความน่าเชอ่ื ถือ
1) เพราะใครก็ได้ สามารถตพี ิมพอ์ ะไรก็ไดบ้ นเวบ็
2) บอ่ ยครั้งที่เป็นการยากทจ่ี ะตัดสนิ ใจความนา่ เช่ือของเว็บเพจ
3) ถา้ มีการเซ็นต์ชื่อ แสดงว่าสารสนเทศมีคุณสมบตั ทิ ี่ดี
4) การมีผู้สนับสนุนไม่ได้เป็นเครือ่ งยนื ยันคณุ ภาพของสารสนเทศเสมอไป
2. ความถูกต้อง/แม่นยำ โดยพิจารณาจากสารสนเทศมีความน่าเชื่อถือ หรือไม่? มีข้อผิดพลาด
หรือไม?่ มีบรรณาธิการ หรือใครทำหน้าทีใ่ นการพิสูจน์หรอื ตรวจสอบสารสนเทศ หรือไม่
เหตุผลที่ตอ้ งพจิ ารณาความถูกต้อง/แม่นยำ
1) ดูขอ้ 1 (ความน่าเชอื่ ถือ)
2) ไม่เหมือนกับสิ่งตีพมิ พ์ท่ัวไป ที่สิ่งตีพมิ พ์มกั มีบรรณาธิการ หรือผู้ตรวจสอบ แต่สารสนเทศ
ทีอ่ ยบู่ นอินเทอรเ์ น็ตยากท่ีจะมีบรรณาธกิ าร หรือผูต้ รวจสอบขอ้ เทจ็ จรงิ
3) ปัจจุบนั ยงั ไมม่ มี าตรฐานของเวบ็ ทท่ี ำให้แนใ่ จวา่ มีความถูกต้อง/แมน่ ยำ
3. ความเป็นกลางของสารสนเทศ โดยพจิ ารณาจากสารสนเทศท่ีนำเสนอบนอนิ เทอร์เน็ต ต้องมี
อคติน้อยท่ีสดุ ในหน้าเว็บเพจถูกออกแบบมาให้ครอบงำ หรือมีอิทธิพลต่อแสดงความเห็น มีโฆษณาในหน้า
เว็บเพจ หรอื ไม่
เหตุผลทีต่ อ้ งพจิ ารณาถงึ ความเปน็ กลางของสารสนเทศ เนือ่ งจาก
1) บอ่ ยคร้งั เราจะพบวา่ เป้าหมายของผู้สนบั สนุน หรือผู้เขียนมขี ้อความไม่ชัดเจน
2) บ่อยครั้งเราจะพบว่า เครื่องบริการเว็บมีสถานะเป็นเสมือนเพียง มุม หรือสถานที่แสดง
ความเห็น
4. ความเป็นปจั จุบันของสารสนเทศโดยพจิ ารณาจาก มีการระบุวันที่ตีพิมพ์ หรือไม่? มีการระบุ
วันที่ปรับปรุง/แก้ไข หรือไม่? มีสารสนเทศเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับผู้เขียน หรือผู้สนับสนุน หรือไม่? มีส่วน

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวัดปทมุ ธานี

79

หนึ่งส่วนใดของสารสนเทศมกี ารหมดอายุ หรอื การเคล่อื นยา้ ย หรอื ไม?่
เหตผุ ลที่ต้องพจิ ารณาถึงความเปน็ ปจั จบุ นั ของสารสนเทศ เนือ่ งจาก
1) สว่ นใหญ่ไมค่ อ่ ยนำเสนอข้อมูลเกยี่ วกบั วันท่ตี ีพิมพ์ หรือปรับปรงุ
2) หากแม้นมีข้อมูลดังกล่าว อาจมีหลายความหมาย เช่น เป็นวันที่เขียนครั้งแรก (ในหนังสือ

วารสารฯ) อาจเปน็ วันท่ตี พี มิ พใ์ นเวบ็ หรอื เปน็ วนั ทปี่ รับปรุง/แกไ้ ข
5. ความครอบคลุมของเนื้อหา โดยพิจารณาจาก หัวข้อที่นำเสนอครอบคลุมเรื่องอะไร

สารสนเทศที่นำเสนอบนเว็บ มีส่วนใดที่แตกต่างจากนำเสนอในสื่อชนิดอื่น ค่านิยมที่แท้จริงที่ซ่อนอยู่ตัว
สารสนเทศทีอ่ ยบู่ นอนิ เทอรเ์ นต็ ความล่มุ ลึกของสารสนเทศทป่ี รากฏบนอนิ เทอร์เนต็

เหตุผลทีต่ ้องพจิ ารณาถึงความครอบคลุมของเน้ือหาของสารสนเทศ เน่อื งจาก
1) สารสนเทศที่อยู่บนเวบ็ บอ่ ยครั้งมกั จะแตกต่างไปจากท่ีปรากฏในสิ่งตีพิมพ์
2) บ่อยคร้ังท่ี มกั พบความย่งุ ยากท่จี ะตัดสนิ ใจ ความครอบคลุมของหวั ข้อท่ปี รากฏบนเวบ็ ส่ิง

ท่ปี รากฏในเวบ็ อาจจะมี หรือไม่มี การเช่อื มโยงการเว็บอื่น หรอื ส่ิงพมิ พ์ที่นำมาอ้างองิ
3) บางคร้ังสารสนเทศท่ีอย่บู นเว็บ ทำไปเพื่อความสนกุ หลอกลวง เปน็ การแสดงออกของบาง

คนทอ่ี าจจะไม่เป็นที่สนใจ หรอื ผลประโยชน์ต่อบางคน บางคร้ังเปน็ เรอ่ื งไรส้ าระ
จะเห็นได้วา่ กรอบแนวคิดในการประเมินค่าสารสนเทศอิเลก็ ทรอนิกสข์ องมหาวิทยาลัยแมก๊ ควอร่ี

(Macquarie University, 2014) และเบค (Beck, 2009) ใชแ้ บบเดียวกัน เพยี งมรี ายละเอียดที่แตกต่างกัน
แนวคิดทส่ี ามทีใ่ ชป้ ระเมินคา่ สารสนเทศอิเลก็ ทรอนกิ ส์ ได้แก่

หอ้ งสมุดมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ (Georgetown University Library, 2009) กลา่ วถึง ลักษณะ
เดน่ ของสารสนเทศที่ปรากฏบนอินเทอรเ์ นต็ ที่เปน็ ทางเลือกของคนท่ีไม่ชอบความเหมือนของสารสนเทศท่ี
ปรากฏในหนังสือพิมพ์ หรือโทรทัศน์ ก็จะมีสารสนเทศอยู่บนอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่รับประกันเรื่องคุณภาพ
หรือความถูกต้อง/แม่นยำ อย่างไรก็ตามมันก็มีความสำคัญต่อผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่ต้องประเมินสารสนเทศ/
ทรัพยากรบนอินเทอร์เน็ต ทุกคนสามารถตีพิมพ์(ผลิต)อะไรก็ได้ตามใจปรารถนาบนเว็บ บ่อยครั้งเป็นเรื่อง
ยุ่งยากในการพิจารณาความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลบนเว็บ ถึงแม้นว่าจะมีชื่อผู้เขียน เขา หรือเธอ อาจ
ไม่ได้นำเสนอความซื่อสัตย์ของเขาเหล่านั้น หรือเขา/เธออาจนำเสนอความเห็นในฐานะเป็นข้อเท็จจริง
ความรับผิดชอบข้ึนอยู่กับผู้ใช้ที่จะประเมินประสิทธิภาพของทรัพยากร(สารสนเทศ)นั้น ทางห้องสมุด
มหาวิทยาลยั จอร์จทาวน์ จงึ เสนอหลักเกณฑท์ ่ีใชใ้ นการประเมินสารสนเทศที่ปรากฏบนอนิ เทอร์เน็ต ดังน้ี

1. ผูแ้ ต่ง หรือผูเ้ ขียน (Author) พิจารณาจาก
1.1 มชี ่อื ของผู้เขยี น หรอื ผสู้ ร้างสรรคป์ รากฏในหน้าเว็บ
1.2 พิจารณาความน่าเชื่อถือของผู้เขียน ได้แก่ อาชีพ ประสบการณ์ ตำแหน่ง หรือวุฒิ
การศึกษา
1.3 คุณสมบัติของผ้เู ขยี นเหมาะสมกบั เรื่อง/หัวข้อทเ่ี ขยี น หรอื ไม่? ทำไม?
1.4 มขี ้อมลู ตดิ ตอ่ กบั ผเู้ ขยี น หรือไม่? เช่น เบอรอ์ ีเมล์ หรอื อ่นื ๆ บนหนา้ เว็บ

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวดั ปทุมธานี

80

1.5 มีจดุ ทีส่ ามารถเชอื่ มโยงหนา้ หลักของเว็บไซต์ หรอื ไม่?
1.6 จุดทีเ่ ช่ือมโยงหน้าหลกั ไปยังหนา้ ทีส่ ว่ นบคุ คลของผู้เขยี น หรอื องค์การ
1.7 ถา้ ผแู้ ตง่ เป็นหนว่ ยงาน หรือองค์กร มีผสู้ นบั สนนุ ปรากฏบนหน้าเวบ็ หรอื ไม่?
1.8 พิจารณาประเภทของเวบ็ เพ่อื บ่งบอกแหล่งท่มี าของสารสนเทศ
1.9 ถ้าไม่มีการระบเุ จา้ ของ มสี ่งิ ใดสามารถบง่ บอกแหลง่ ที่มาของเวบ็ ไซต์
หมายเหตุ: การคน้ หาสารสนเทศเก่ยี วกบั ผเู้ ขยี น สามารถตรวจสอบได้จากเวบ็ สว่ นตัวของผเู้ ขยี น
ค้นจากสถาบันที่เขาจบการศึกษา ตรวจสอบสิ่งพิมพ์ที่มีในห้องสมุด ได้แก่ หนังสือใครเป็นใครในอเมริกา
(Who’s is Who in America) หรือหนังสอื อกั ขารานกุ รมชวี ะประวตั ทิ ีน่ า่ เชอ่ื ถือ
2. วัตถุประสงค์ (Purpose) การทราบแรงจูงใจที่อยู่เบือ้ งหลังการสร้างเว็บเพจ สามารถช่วยให้
เราพิจารณา หรอื ตดั สนิ ใจเกย่ี วกับเนือ้ หาได้ พิจารณาจาก

2.1 ใครคือผู้ชม/ผู้อ่าน ที่ผู้เขียนคาดหวังจะให้ชมหรืออ่าน ผู้ชม/ผู้อ่านที่เป็นนักวิชาการ
หรอื ผเู้ ชยี่ วชาญ หรอื ผชู้ ม/ผู้อา่ นเป็นสาธารณชนทัว่ ไป หรือผู้เรม่ิ ต้น(ไมม่ ีประสบการณ์)

2.2 ถา้ ไม่ได้มีการกำหนด คุณคดิ ว่าอะไรคือวัตถุประสงค์ของเวบ็ ไซต์ เขามีวัตถปุ ระสงค์เพื่อ
การใด

2.3 วตั ถปุ ระสงค์ที่ไม่เปน็ ทางการ เพ่ือสอน อธบิ าย ให้ความรู้ ความกระจา่ ง ชักชวน ชักจูง
โน้มน้าว หรือขายผลติ ภัณฑ์

3. ความเปน็ กลางของสารสนเทศ พจิ ารณาไดจ้ าก
3.1 สารสนเทศน้นั ครอบคลมุ ข้อเท็จจริง ความคดิ เห็น หรอื โฆษณาชวนเชอื่
3.2 ความเหน็ ส่วนตวั ของผูเ้ ขยี น และความเป็นกลาง (ยตุ ิธรรม)
3.3 ใชภ้ าษาท่ีปราศจากคำที่ใชอ้ ารมณ์ หรอื อคติ
3.4 ความเกยี่ วข้อง ความผูกพัน หรือการเปน็ สมาชิก ของผู้เขียนกบั องค์กร
3.5 ความเกย่ี วข้องตาม 3.4 มีปรากฏอคติในสารสนเทศทน่ี ำเสนอ หรือไม่?
3.6 เนื้อหาของเว็บเพจมีการตรวจสอบที่เป็นทางการ จากสถาบัน องค์กร หรือบริษัท

หรือไม?่
4. ความถูกต้อง/แม่นยำ พิจารณาได้จาก
4.1 แหลง่ สารสนเทศท่นี ำมาอา้ งองิ ต้องมีความชัดเจน สามารถตรวจสอบได้
4.2 มคี วามรับผิดชอบ(สงู สุด)ตอ่ ความถูกต้อง/แม่นยำของเนื้อหาของวัสดุ
4.3 สามารถตรวจสอบสารสนเทศ ได้จากแหล่งอสิ ระอืน่ ๆ หรอื จากความรู้ของตนเอง
4.4 สารสนเทศทีถ่ กู ผ่านการประเมินจากคณะกรรมการ หรอื มีการอา้ งถงึ จากแหลง่ อืน่ ๆ
4.5 สารสนเทศทีป่ ราศจากความผดิ พลาดเชงิ ไวยากรณ์ การสะกดคำ และทางด้านการพิมพ์
5. ความนา่ เชื่อถอื (Reliability and Credibility) พจิ ารณาไดจ้ าก
5.1 ทุกคนตอ้ งเชื่อถือสารสนเทศจากเว็บไซต์นี้

มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จงั หวัดปทมุ ธานี

81

5.2 สารสนเทศทป่ี รากฏตอ้ งมีความน่าเช่ือถือและมีการวจิ ัยท่ีดี หรือไม่ ได้รับการสนบั สนุนท่ี
มีหลักฐานอา้ งองิ

5.3 ขอ้ ความท่มี กี ารคดั ลอกมา ตอ้ งมีการยนื ยนั แหลง่ ทมี่ า ทส่ี ามารถตรวจสอบได้
5.4 สถาบนั (ไดแ้ ก่ บรษิ ทั หนว่ ยงานภาครัฐ มหาวทิ ยาลยั ฯ) ใหก้ ารสนับสนุนสารสนเทศนั้น
5.5 กรณีที่ผู้เขียนเป็นสถาบัน เราเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับสถาบันมาก่อน หรือไม่? เรา
สามารถค้นหาสารสนเทศเก่ยี วกบั สถาบันได้ หรอื ไม่?
5.6 มีสารสนเทศในรูปแบบอื่นที่มีเรื่องราวทำนองเท่ากัน เพื่อใช้ในการตรวจสอบเรื่อง
กฎหมาย (ลขิ สิทธ์ิ)
6. ความเป็นปจั จบุ ัน พจิ ารณาไดจ้ าก
6.1 ถา้ เวลามีความสำคัญ สารสนเทศตอ้ งมีความเป็นปัจจุบัน
6.2 เวลาเปน็ เครื่องชีว้ ัด วา่ เวบ็ ไซต์มีการปรบั ปรุงครั้งสดุ ท้ายเม่อื ไหร่?
7. การเชอื่ มโยง (Links) พิจารณาได้จาก
7.1 มีการเชื่อมโยงหัวขอ้ ท่สี ำคญั ๆ และต้องเป็นประโยชนส์ นบั สนุนวัตถปุ ระสงคข์ องเว็บไซต์
7.2 การเช่ือมโยงมคี วามเป็นปจั จุบัน หรือมแี ตไ่ มส่ ามารถเชอื่ ม(โยง)ได้
7.3 ประเภทของแหลง่ ท่ีเช่อื มโยง ต้องมีความน่าเชอื่ ถือ และมคี วามหลากหลาย
7.4 มีการประเมินการเชื่อมโยง หรือทำหมายเหตุประกอบในชอ่ งทางตา่ งๆ
สรุปสารสนเทศที่ปรากฏบนอินเทอร์เน็ต ต้องมีการวิเคราะห์สารสนเทศที่ค้นจากเว็บอย่าง
ระมัดระวัง เว็บเพจอ่อนไหวง่ายต่อการเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบฉุกเฉิน และแบบใคร่ครวญ และอาจ
เคลื่อนยา้ ย หรือไมป่ รากฏการแจง้ เตือน เอกสารทีพ่ ริน้ ออกมา หรือที่ดาวนโ์ หลดมาทุกหน้า เราสามารถใช้
ในการทำรายการ หรือการวิจยั ดังนั้นบรรณานุกรมต้องมีความสมบรู ณแ์ ละถูกตอ้ ง เราแน่ใจถึงสารสนเทศ
ที่ปรากฏบนเว็บ? ว่าเป็นสิ่งที่ตรงกับความต้องการ ของเราหรือไม่? คุณอาจต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงในการ
ค้นหาคำตอบคำถาม ซงึ่ หากคณุ ถามบรรณารักษอ์ าจใช้เวลาเพยี งสองนาที
การประเมินคุณค่าสารสนเทศเมื่อเข้าถึงตัวเล่มเอกสาร หรือตัวเนื้อหาเอกสารแล้วอ่านเพื่อทำ
ความเข้าใจ และพิจารณาคัดเลือกว่าสารสนเทศส่วนใดมีสาระที่เป็นประโยชนส์ อดคล้องกับเรือ่ งที่ต้องการ
และเป็นสารสนเทศที่มคี ุณภาพหรือไม่ เพราะหากสารสนเทศทีค่ ัดเลือกไปใชม้ ีคุณภาพเหมาะสม ก็จะมีผล
ทำให้ผลงานวิชาการที่จัดทำข้ึนเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป (Dhann, 2001 อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยขอนแก่น,
2555)
การอ่านมีหลายระดับ และมีวิธีการต่างๆ ตามความมุ่งหมายของผู้อ่าน การอ่านเพื่อการศึกษา
ค้นคว้าและเขียนรายงานอาจใช้วิธีอ่านต่างๆ เช่น การอ่านสำรวจ การอ่านข้าม การอ่านผ่าน การอ่านจับ
ประเด็น การอ่านสรุป และการอ่านวิเคราะห์ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ (สรรรัชต์ ห่อไพศาล, 2547 อ้างถึงใน
มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2555)

มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จงั หวดั ปทุมธานี

82

1. การอ่านสำรวจ คือการอ่านอย่างรวดเร็ว เพื่อรู้ลักษณะโครงสร้างของข้อเขียน สำนวนภาษา
เนื้อเรื่องโดยสังเขป เป็นวิธีอ่านที่ที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการเลือกสรรสิ่งพิมพ์ สำหรับใช้ประกอบการ
คน้ ควา้ หรอื การหาแนวเรอื่ งสำหรับเขียนรายงาน และรวบรวมบรรณานกุ รมในหวั ขอ้ ทีเ่ ขยี นรายงาน

2. การอา่ นขา้ ม เป็นวธิ ีอ่านอยา่ งรวดเรว็ เพ่ือเข้าใจเน้ือหาของข้อเขียน โดยเลือกขอ้ ความบางตอน
เช่น การอ่านคำนำ สาระสังเขป บทสรปุ และการอ่านเน้อื หาเฉพาะตอนท่ีตรงกับความต้องการ เปน็ ตน้

3. การอา่ นผา่ น เป็นการอ่านแบบกวาดสายตา โดยผู้อ่านจะทำการกวาดสายตาอย่างรวดเร็วไปยัง
สิ่งที่เป็นเป้าหมายในข้อเขียน เช่น คำสำคัญ ตัวอักษร หรือ สัญลักษณ์ แล้วอ่านรายละเอียดเฉพาะที่
เกี่ยวข้องกับสิง่ ที่ตอ้ งการ เชน่ การอา่ น เพื่อค้นหาช่อื ในพจนานุกรม และการอา่ นแผนที่ เป็นตน้

4. การอ่านจับประเด็น หมายถึง การอ่านเรื่องหรือข้อเขียนโดยทำความเข้าใจสาระสำคัญใน
ขณะที่อ่านมักใช้ในการอ่าน ข้อเขียนที่ไม่ยาวมากนัก เช่น บทความ การอ่านเร็วๆ หลายครั้งจะช่วยให้จบั
ประเด็นได้ โดยการอ่านมีเทคนิคคือต้อง สังเกตคำสำคัญ ประโยคสำคัญที่มีคำสำคัญ และทำการย่อสรุป
บนั ทึกประโยคสำคัญไว้ เพ่ือใช้ประโยชน์ต่อไป

5. การอ่านสรุปความ หมายถึง การอ่านโดยสามารถตีความหมายสิ่งท่ีอ่านได้ถูกตอ้ งชัดเจนเข้าใจ
เรื่องอย่างดี สามารถแยก ส่วนสำคัญออกจากกันรู้ว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง หรือข้อคิดเห็น ส่วนใดเป็น
ความคิดหลัก ความคิดรอง การอ่านสรุป ความมีสองลักษณะคือ การสรุปแต่ละย่อหน้าหรือแต่ละตอน
และสรุปจากทั้งเรื่อง หรือทั้งบท การอ่านสรุปความควรอย่าง อย่างคร่าวๆ ครั้งหนึ่งพอให้รู้เรื่อง แล้วอ่าน
ละเอยี ดอีกครัง้ เพ่ือเข้าใจเรื่องอยา่ งดี หลังจากนนั้ ต้ังคำถามตนเองในเร่ืองท่ีอา่ น ว่าเกี่ยวกับอะไร มีเรือ่ งราว
อย่างไร แล้วเรียบเรยี งเนอ้ื หาเป็นสำนวนภาษาของผสู้ รปุ

6. การอ่านวิเคราะห์ การอ่านเพื่อค้นคว้าและเขียนรายงาน โดยทั่วไปต้องมีการวิเคราะห์
ความหมายของข้อความ ทั้งนี้ เพราะผู้เขียนอาจใช้คำและสำนวนภาษาดี มีประสบการณ์ ในการอ่านมาก
และมีสมาธิในการอ่านที่ดี ย่อมสามารถวิเคราะห์ได้ตรงความหมายท่ีผู้เขียนตอ้ งการสื่อ และสามารถเข้าใจ
เร่ืองท่อี า่ นได้ดี

โดยสรุปเปน็ แนวปฏบิ ัตใิ นการอ่านเพ่ือประเมินคุณคา่ และเลือกสรรสารสนเทศ ไดด้ ังนี้ (The OWL
at Purdue, 1995-2004; Procter, 2007 อา้ งถึงใน มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ , 2555)

1. ทบทวนที่กำหนด วา่ ต้องการศึกษาในเร่อื งใดบ้าง
2. อ่านสำรวจ (Survey) เอกสารที่ค้นได้อย่างรวดเร็ว (Scan and Skim) กวาดสายตาเลือกอ่าน
ขอ้ ความบางตอน เพอื่ รู้และเข้าใจลักษณะโครงสร้าง เนื้อหา สำนวนภาษาของข้อเขียน พร้อมทง้ั สังเกต คำ
สำคัญ ประโยคสำคัญที่มีคำตรงกับหัวข้อที่กำหนดไว้ ด้วยส่วนประกอบของเอกสารที่ควรอ่าน ได้แก่ ช่ือ
เรื่อง สาระสังเขป (ถ้ามี) คำนำ บทนำ หัวข้อสำคัญ ประโยคแรกในแต่ละย่อหน้า บทสรุป เพื่อทำความ
เข้าใจเกี่ยวกับจุดประสงค์ของผู้แต่ง ในการแต่งเอกสาร ว่ามุ่งเสนอสารสนเทศสำหรับใคร มุ่งให้ความรู้
พ้นื ฐาน โดยทัว่ ไปหรอื ลึกซ้งึ เฉพาะดา้ น เป็นเอกสาร วิชาการท่เี ช่ือถือไดห้ รอื ไม่

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี

83

3. อ่านทบทวนอีกครัง้ และตั้งคำถามในขณะที่อ่านวา่ ต้องการสารสนเทศทเ่ี ก่ยี วข้องกับเร่ืองใดบ้าง
สารสนเทศส่วนใดเป็นขอ้ เท็จจริง หรือความคิดเห็นที่จะนำมาใช้สนับสนุนงานเขยี นของเราในเร่ืองนั้นๆ ได้
บ้างมีการอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อเท็จจริงล่าสุด ทันสมัย หรือไม่ ถ้าเป็นสารสนเทศทางด้านวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตร์สุขภาพและเทคโนโลยี ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงบางประการไปตามระยะเวลา
จำเป็นต้องเลือกสารสนเทศจากเอกสารปีที่พิมพ์ล่าสุด แต่หากเป็นสารสนเทศด้านมนุษยศาสตร์ บางเรื่อง
อาจไม่จำเปน็ ต้องใชป้ ีพิมพล์ า่ สุดก็ได้

การวิเคราะหส์ ารสนเทศ
เป็นกระบวนการในการอ่านทบทวนข้อความในเอกสารแต่ละฉบับบอย่างละเอียดอีกครั้ง ในส่วน

ประเด็นที่มีหัวข้อสำคัญ คำสำคัญ หรือแนวคิดสัมพันธ์กับหัวข้อที่กำหนดไว้ว่าต้องการศึกษา เพื่อความ
เข้าใจและจับใจความสำคัญของเอกสารที่ค้นได้เป็นอย่างดี และแยกแยะสารสนเทศนั้นๆ ออกเป็น
ส่วนย่อยๆ ว่าส่วนใดเป็นข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น สารสนเทศใดเป็นใจความสำคัญ หรือเป็นใจความรอง
สามารถแยกส่วนที่สำคัญหรือไม่สำคัญออกจากกันได้ มีการอธิบายอย่างมีเหตุผล น่าเชื่อถือ ทันสมัย
จากนั้นจะนำข้อเท็จจริง หรือความคิดเหน็ ท่เี ลือกสรรแล้วมาเรียบเรียง เป็นข้อสรปุ บันทึกลงในบัตรบันทึก
พร้อมทงั้ ระบุ หัวขอ้ ทแ่ี สดงแนวคดิ ของเน้อื หาน้นั ๆ และที่มาของแหล่งสารสนเทศน้ันๆ ว่ามาจากเอกสารใด
หน้าใด อันจะเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ในการรวบรวมและจัดลำดับเนื้อหาที้สำคัญ อย่างเป็นระบบ และ
ใ ช ้ อ ้ า ง อ ิ ง ป ร ะ ก อ บ ผ ล ง า น ใ น ภ า ย ห ลั ง อ ี ก ด ้ ว ย (Dhann, 2001; Procter, 2007 อ ้ า ง ถ ึ ง ใ น
มหาวิทยาลยั ขอนแก่น, 2555)

การจดบันทึก เป็นทักษะสำคัญท่ีควรมีในขณะที่อา่ น+(หรือฟงั ) สารสนเทศเพราะจะช่วยให้มีสมาธิ
จดจ่อ (Concentrate) อยู่กบั ส่งิ ทีอ่าน สามารถประเมนิ และวเิ คราะห์สารสนเทศทีอ่ ่าน วา่ มคี วามสัมพันธ์ท่ี
เกี่ยวข้องกันอย่างไร และช่วยให้จดจำ ข้อเท็จจริง ความคิดเห็นต่างๆ รวมทั้งแหล่งข้อความเหล่านั้นได้
อย่างถูกต้อง ครบถ้วน เมื่อนำข้อความนั้นไปใช้ก็สามารถอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อความได้อย่างชดั เจนและ
ถูกต้องไม่ถูกกล่าวหาว่านำผลงานของผู้อ่ืนมาเปน็ ผลงานของตนโดยไมอ่ ้างอิง (Plagiarism) นอกจากนี้การ
จดบันทึกใส่บัตรยังช่วยให้การจัดลำดับเนื้อหาสารสนเทศ (Organization) ทำได้อย่างง่ายและสะดวก
รวดเรว็

บัตรบันทึก เป็นบัตรสีขาวขนาดใดก็ได้ แต่ที่นิยมใช้เป็น นิ้ว ใช้เป็นบันทึกส่วนประกอบท่ี 8*5
สำคญั คอื คำสำคัญ หรอื แนวคิด (Keyword or Concept) แหล่งทม่ี าของข้อมูล และขอ้ ความท่ีบันทึก ซ่ึง
มีแนวปฏิบตั ใิ นแตล่ ะสว่ นดงั นี้ (Cambridge Rindge & LATIN School, 2006; English Work, 1997 อ้าง
ถึงใน มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ , 2555)

1. คำสำคัญ หรือแนวคิด เป็นคำที่เกี่ยวข้อง (Keyword or Concept) กับหัวข้อที่เราจะศึกษา
ทก่ี ำหนดขึน้ แทนเน้อื หาที่บันทึกในแต่ละบัตร โดยเขียนให้อย่ตู ำแหน่งเดียวกันทุกบัตร (อาจอยู่ท่ีมุมบนซ้าย

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี

84

หรือขวาของบัตรก็ได้) หนึ่งบัตรให้บันทึกข้อมูล แนวคิดใดๆ เพียงหนึ่งแนวคิดเท่านั้น และแนวคิดนั้นต้อง
กำหนดให้เป็น ตัวแทนของขอ้ ความท่ีบันทึกอยา่ งเหมาะสม

คำสำคัญหรอื แนวคดิ ทกี่ ำหนดไวใ้ นแตล่ ะบตั ร จะชว่ ยให้สามารถจัดกลุ่มและลำดับความสัมพันธ์
เนื้อหาสาระที่บันทึกในแตล่ ะบัตรได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาอ่านข้อความท่ีบันทึกไว้ในแต่
ละบตั รซำ้ อกี ทำให้ทราบวา่ เน้ือหาทคี่ ้นควา้ ในแตล่ ะหวั ข้อ ครอบคลุมหัวข้อตา่ งๆ ทกี่ ำหนดไว้ในตอนแรก
หรอื ยงั และมปี รมิ าณเนอื้ หาเพียงพอ หรอื ไม่ หากยงั ไม่เพียงพอ จะได้ไปค้นหาเพ่ิมเติมจนพอใจ

2. แหล่ที่มาของข้อมูล (Source) เป็นการบันทึกแหล่งที่มาของเอกสาร ที่เราอ่านและเลือกสรร
สารสนเทศ มาจดบันทึกไว้ในบัตรบันทึก เพื่อใช้ประโยชน์ในการอ้างอิงนั้นๆ ให้น่าเชื่อถือ และเป็นการ
ป้องกันการหลงลืมในภายหลังวา่ สาระความรู้ เหล่านี้มาจากเอกสารใด เพราะการนำข้อความจากเอกสาร
ของผู้อน่ื มาเรียบเรียงโดยไมร่ ะบุว่าข้อเท็จจริงหรือแนวคดิ น้ันๆ เป็นของใคร เท่ากับเป็นการแอบอ้างว่าเป็น
งานเขียนของตนเอง เป็นการลอกเลียนวรรณกรรม หรือเป็นการโจรกรรมทางวรรณกรรม ดังนั้นเพื่อแยก
ให้เห็นชัดเจนว่าข้อความนั้นได้คัดลอกมาจากเอกสารของผู้แต่งคนใด ก็จะต้องแจ้งแหล่งที่มาของข้อความ
นนั้ ๆ ทง้ั ในส่วนเน้อื หา และสว่ นท้ายของผลงาน

การบันทึกข้อมูลแหล่งที่มาของข้อความนั้นๆ ว่ามาจากเอกสารใด ควรบันทึกในรูปบรรณานุกรม
จะสะดวกที่สุด โดยเอกสารแตล่ ะประเภทจะมีรายละเอยี ดขอ้ มูลบรรณานุกรมที่ต้องบันทึก แตกต่างกันอีก
ดงั นี้ (ดูรายละเอียดในบทท่ี ๓)

หนังสือ ช่อื ผู้ - -(ปที ีพ่ มิ พ)์ . ช่ือหนังสอื คร้งั ที่พิมพ์ .สถานทพ่ี มิ พ์ .:สำนักพิมพ์,เลขหน้า
บทความวารสาร. ช่อื ผูแ้ ต่ง - -(ปที ่ีพิมพ์) ชื่อบทความ. ชือ่ วารสาร .,ปที ่ี (ฉบับท)ี่ , เลขหนา้
สารสนเทศบนเวบ็ ชื่อผู้แต่ง- -(ปีทีเ่ ผยแพร่). ชือ่ บทความ วนั เดือนปีท่คี น้ ข้อมูล จาก URL ของ

เวบ็ ไซตท์ ีไ่ ดข้ ้อมลู .
3. ข้อความที่บันทึก เป็นการบันทึกข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็นที่สำคัญจากเอกสาร ที่ตรงกับ
ความต้องการเพื่อจะนำไปใช้ เรียบเรียงเป็นเนื้อหาในงานเขียนของเราตอ่ ไป รูปแบบการบันทึกขอ้ ความ ท่ี
นิยมใช้ในการจดบันทึก มี 3 แบบ คือ จดบันทึกแบบ สรุปความ (Summary Note ถอดความ (
)Paraphrase) และแบบอัญพจน์ (Quotation Note) การจะบนั ทึกแบบหนึ่งแบบใดนั้น ผ้จู ดบันทึกจะต้อง
เขา้ ใจเน้ือหาท่อี า่ นและวตั ถปุ ระสงค์ในการนำสารสนเทศทจี่ ะจดบันทกึ นัน้ ๆ ไปใชป้ ระโยชนว์ า่ จะนำไปใชใ้ น
ลักษณะใด ดังนี้ (The OWL at Purdue, 1995-2004; 1995-2008 อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยขอนแก่น,
2555)

3.1 จดบันทึกแบบสรุปความ (Summary Note) เป็นการสรุปเอาแต่ความคิดหลักที่สำคัญ
(Main Idea) ของเอกสารบางส่วนหรือท้งั ฉบับ มาเรียบเรียงเปน็ สำนวนของเราเอง เพ่อื อธิบายความคดิ รวบ
ยอดท่สี ำคญั โดยรวม ดงั น้ัน ผ้บู นั ทึกจงึ ต้องมีความเข้าใจเน้ือหาเอกสารท่ีอ่านว่าเกี่ยวข้องกบั ประเด็นใดบ้าง

มหาวิทยาลัยราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี

85

แล้วนำข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นสำคัญ แต่ละประเด็น มาเรียบเรียง สรุปรวบยอด เป็นความรวม ด้วย
สำนวนของผบู้ นั ทกึ เอง

แนวปฏิบตั ิในการจดบนั ทกึ แบบสรุปความ ทำได้ดงั น้ี ในขณะทอี่ า่ นทำความเขา้ ใจเอกสาร แต่
ละประเด็นที่สำคัญ ให้จดบันทึก คำ หรือวลีสำคัญที่แสดงแนวคิดแต่ละแนวคิดไว้ เป็นส่วนๆ แยกไวด้าน
ซ้ายมอื เม่อื เขียนประเดน็ สำคัญครบถ้วนแล้วให้ประมวลคำ หรอื วลสี ำคญั ด้านซา้ ย แตล่ ะแนวคดิ นนั้ ๆ สรุป
เปน็ ความคิดรวบยอดด้วยถ้อยคำของเราเองไวด้ ้านขวา (Summary, Paraphrase and Quotation, 2008
อ้างถึงใน มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น, 2555)

3.2 จดบันทึกแบบถอดความ (Paraphrase) เป็นการจดบันทึกเมื่อต้องการอธิบายเนื้อหาใน
ส่วนใดๆ ของผู้แต่งให้กระชับ เข้าใจง่ายโดยการเขียนขึ้นใหม่ให้ได้ใจความครบถ้วนตามข้อมูลเดิม โดยใช้
สำนวนโวหารของผู้จดบันทึก ถอดความจึงเป็นการบันทึกที่นิยมใช้ เมื่อต้องการบันทึกข้อความจาก
เอกสารภาษาตา่ งประเทศ หรือเอกสารวชิ าการ หรือบทกวที ่ีเราต้องการนำขอ้ เท็จจรงิ ที่สำคัญ บางประการ
จากเอกสารนั้นๆ มาใช้การถอดความจะต่างกับการสรุปความ ตรงที่การถอดความจะยังคงมีข้อเท็จจริงท่ี
สำคัญของเอกสารทุกๆ ประเด็นที่เราต้องการจะนำมาใช้ในงานของเรา แต่จะเรียบเรียงประเด็นเหล่าน้ัน
ใหม่เปน็ สำนวนของเราเอง

แนวปฏิบัติการจดบันทึกแบบถอดความมี ดังนี้ อ่านทบทวนข้อความในเอกสารจนเข้าใจแล้ว
จดหรือจำแนวคดิ สำคญั ทีท่ า่ นต้องการ จากนั้นควำ่ หน้าเอกสารลงแล้วเขียนขอ้ ความตามแนวคิดนัน้ ๆ ใหม่
ดว้ ยสำนวนของทา่ นเอง โดยใชข้ ้อเทจ็ จริง หรอื ประเดน็ สำคัญเหล่าน้ันมาผูกประโยคด้วยถ้อยคำของตนเอง
และระบวุ ่าข้อเทจ็ จรงิ หรือข้อคิดเหน็ น้ันๆ เปน็ ของผใู้ ด เมอ่ื เขยี นเสรจ็ ค่อยตรวจสอบข้อเทจ็ จริงในข้อความ
ใหม่ว่ายังคง ความรู้และข้อเท็จจริงเดิมอย่างถูกต้อง หรือไม่ การถอดความไม่ควรคัดลอกข้อความจาก
เอกสารมากเกินไป พยายามหลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์หรือโครงสร้างประโยคเหมือนเดิม ควรเขียนขึ้นใหม่ด้วย
สำนวนตนเอง ไม่ใช่ตัดทอนเปลี่ยนแปลงถ้อยคำบางคำเท่านั้น ต้องเป็นการเรียบเรียงเนื้อความใหม่ จะ
กลายเป็นการเลอื กวรรณกรรม

3.3 จดบันทึกแบบอัญพจน์ (Quotation Note) เป็นการจดบันทึกโดยการคัดลอกข้อความที่
เห็นว่าสำคัญ หรือมีลักษณะคมคายอ่านแล้วซาบซึ้ง หรือเป็นคำนิยามที่คัดมาจากพจนานุกรม หรือ
ขอ้ คดิ เห็นท่สี ำคญั ซง่ึ ไมอ่ าจเขยี นสรุปความหรือถอดความได้ดี เท่าผเู้ ขยี นเดิมได้ จำเป็นต้องคัดลอกถ้อยคำ
ท่ตี รงความต้องการมาทุกคำ ใหใ้ ส่ขอ้ งความนั้นในเคร่ืองหมายอัญประกาศ เพอื่ แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
ขอ้ ความส่วนน้ันๆ เปน็ ของผูแ้ ต่งคนใด จุดประสงคส์ ำคัญในการจดบนั ทกึ แบบอัญพจน์ จงึ มี 2 ประการ คือ
เพื่อนำข้อความนั้นไปใช้กล่าวอ้างเป็นพยาน (Evidences) สนันบสนุนข้อเขียนของเรา หรือเพื่อใช้อ้างอิง
(Reference) เป็นแนวทางในการอธบิ ายงานของเรา

แนวปฏิบัติในการจดบันทึกแบบอัญพจน์ มีดังนี้ (How to Use Quotations, 2000-2007
อ้างถงึ ใน มหาวิทยาลัยขอนแกน่ , 2555)

มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี

86

คัดลอกข้อความจากเอกสารของผู้แต่ง เฉพาะข้อความที่ตรงกับประเด็นที่เราต้องการเรียบ
เรยี ง แลว้ คดั ลอกขอ้ ความจากเอกสารของผู้แต่ง ทไี่ ม่ยาวมากนัก หากเปน็ คำประพนั ธ์ มคี วามยาวไม่เกิน 3
บรรทัด หรือเป็นความเรียงไม่เกิน 4 บรรทัด หรือภาษาอังกฤษไม่เกิน 40 คำ จะต้องใส่เครื่องหมาย
อญั ประกาศ “....” คลอ่ มขอ้ ความท่ีคัดลอกมา หากขอ้ ความทคี่ ัดลอกมีความยาวมากเกนิ 4 บรรทดั ไม่ต้อง
ใสเ่ ครื่องหมาย จะคดั ลอกมาเขียนเปน็ ย่อหน้าตา่ งหาก โดยยอ่ เข้าไปจากย่อหนา้ เดิมประมาณ 1 นว้ิ

ในการคัดลอกข้อความ หากต้องการถ้าต้องการการละเว้นข้อความบางตอนที่ไม่สำคัญจะต้อง
ใสเ่ คร่อื งหมาย ... (Omission) ค่นั ไว้ ขอ้ ควรระวังในการละข้อความ คอื อยา่ ละคำ หรอื ข้อความท่ีจะทำให้
ทีบ่ นั ทกึ โดยใน 1 บตั รจะบันทกึ ข้อความเพยี ง 1 ประเด็นเทา่ นั้น เพอ่ื ความสะดวกในการรวบรวมและเรียบ

มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี

87

เรียงเนื้อหาในขั้นตอนต่อไป จึงบันทึกข้อความนั้นลงในบัตรบันทึก โดยมีองค์ประกอบสำคัญที่ต้องบันทึก
อย่างครบถ้วนคอื 1)หัวเร่ือง 2)แหล่งท่ีมาของข้อมลู 3)ข้อความ ดงั ตัวอยา่ ง

จากขอ้ ความทีต่ ัดตอนมา จาก หลกั แนวคดิ ของเศรษฐกจิ พอเพียง. ค้นข้อมูล 22 เมษายน 2552, จาก
http://www.sufficiencyeconomy.org/mfiles/1126690846/chapter2.pdf สามารถจดบนั ทึกดว้ ยแบบตา่ งๆ
ไดด้ งั น้ี
ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

มหี ลกั พิจารณาอยู่ 5 สว่ น คีอ
1. กรอบแนวคดิ เปน็ ปรัชญาทีช่ แี้ นะแนวทางการดำรงอยู่และปฏบิ ตั ิตนในทางที่ควรจะเป็น โดยมพี ้ืนฐาน
มาจากวิถี ชีวิตดั้งเดิมของสังคมไทย สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ตลอดเวลาและเป็นการมองโลกเชิงระบบที่มีการ
เปลีย่ นแปลงอยตู่ ลอดเวลา มงุ่ เนน้ การรอดพ้นจากภยั และวกิ ฤติเพอื่ ความมนั่ คงและความยั่งยืนของการพฒั นา
2. คุณลักษณะ เศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการปฏิบัติตนได้ในทุกระดับโดยเน้นการ
ปฏิบัติ บนทางสายกลาง และการพัฒนาอยา่ งเปน็ ขนั้ ตอน
3. คา่ นยิ าม ความพอเพียงจะตอ้ งประกอบด้วย 3 คณุ ลักษณะ พร้อม ๆ กัน ดังนี้

ความพอประมาณ หมายถึงความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไปโดยไม่เบียดเบียนตนเองและ
ผู้อ่ืนเชน่ การผลติ และการบริโภคท่ีอยใู่ นระดับพอประมาณ

ความมเี หตผุ ล หมายถงึ การตดั สนิ ใจเกย่ี วกับระดับของความพอเพยี งนนั้ จะต้องเป็นไป อย่างมีเหตุผล
โดยพจิ ารณาจากเหตุปจั จยั ท่เี กีย่ วข้องตลอดจนคำนงึ ถงึ ผลที่คาดวา่ จะเกิดข้ึน จากการกระทำน้นั ๆ อย่างรอบคอบ
การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตนเอง หมายถึง การเตรียมตวั ให้พรอ้ มรับผลกระทบ และการเปลี่ยนแปลงดา้ นต่าง ๆ ที่คาด
วา่ จะเกดิ ข้ึนในอนาคตทงั้ ใกล้และไกล

4. เงื่อนไข การตัดสินใจและการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ให้อยู่ในระดับพอเพียงนั้น ต้องอาศัยทั้งความ
รอบคอบทีจ่ ะนำความรูเ้ หล่าน้ันมาพจิ ารณาใหเ้ ช่อื มโยงกัน เพอื่ ประกอบการวางแผนความระมัดระวังในข้นั ปฏบิ ตั ิ

เงื่อนไขความรู้ ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน มีความ
รอบคอบที่จะนำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความระมัดระวังในขั้น
ปฏบิ ตั ิ

เงื่อนไขคณุ ธรรม ทจ่ี ะตอ้ งเสริมสรา้ งประกอบด้วยมีความตระหนักในคุณธรรม มคี วามซื่อสัตยส์ ุจริต มี
ความอดทน มีความเพียร ใช้สตปิ ญั ญาในการดำเนนิ ชวี ิตไม่โลภ ไม่ตระหนี่

5. แนวทางปฏิบัติ/ผลท่ีคาดว่าจะได้รับ จากการนำปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้คอื การ
พัฒนาทีส่ มดุลและยั่งยืน พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลงในทกุ ด้าน ทั้งด้านเศรษฐกจิ สังคม สิ่งแวดล้อม ความรู้และ
เทคโนโลยี

มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี

88

ตวั อย่าง การจดบันทึกสรุปความ (Summary Note)

เศรษฐกิจพอเพียง – แนวคดิ
หลกั แนวคดิ ของเศรษฐกจิ พอเพียง. คน้ ขอ้ มูล 22 เมษายน 2552, จาก
http://www.sufficiencyeconomy.org/mfiles/1126690846/chapter2.pdf

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาชี้ แนวการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของ ประชาชน ให้มีความพอประมาณ มีเหตุผล
และมรี ะบบภูมคิ ุ้มกันในตัวดีพอ ที่จะ ปรับตวั รับการเปล่ียนแปลงได้ ดี โดยอาศยั ความรอบรู้ รอบคอบ พร้อมทั้ง คณุ ธรรม
ความซอ่ื สตั ย์สุจรติ อดทน พากเพียรในการดำเนนิ งาน เพ่อื ใหส้ ามารถ พัฒนาไดอ้ ย่างย่งั ยนื

ตัวอย่าง การจดบนั ทึกแบบถอดความ (paraphrase note)

เศรษฐกิจพอเพียง -- แนวคิด
หลักแนวคิดของเศรษฐกจิ พอเพยี ง. คน้ ขอ้ มลู 22 เมษายน 2552, จาก
http://www.sufficiencyeconomy.org/mfiles/1126690846/chapter2.pdf

เศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาท่ีชี้แนวทางการปฏิบตั ิตนของประชาชน ให้พร้อมรบั ตอ่ การเปล่ียนแปลงของโลก
ในทกุ ดา้ น ท้ังดา้ นเศรษฐกิจ สังคม สง่ิ แวดล้อม ความร้แู ละ เทคโนโลยี โดยยดึ ตามวิถีชวี ิตด้งั เดิม และดำเนินไปในทางสาย
กลาง มีความพอประมาณ มีเหตุผลรวมถึงความจำเป็นที่จะต้องมีระบบภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควร เมื่อมีผลกระทบใด ๆ
อันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ โดยจะต้องอาศัยความรอบรู้ ในการนำวิชาการต่างๆ มาใช้ ในการวางแผนและการ
ดำเนินการทุกขั้นตอน ด้วยความรอบคอบ ระมัดระวัง และ ขณะเดียวกันจะต้องเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจ ให้สำนึกใน
คุณธรรม ความซ่ือสัตย์สจุ ริต ความอดทน พากเพยี ร เพ่ือให้เกดิ การพัฒนาที่สมดุลและย่ังยืน

ตัวอยา่ ง การจดบันทกึ แบบอัญพจน์

เศรษฐกจิ พอเพยี ง – ตวั อยา่ ง
ภูมิพลอดลุ ยเดช, พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัว. (2542). หลักแนวคิดเศรษฐกจิ พอเพยี ง. คน้ ขอ้ มูล 15 พฤษภาคม 2551
จาก http://www.sufficiencyeconomy.org/mfiles/1126690846/chapter2.pdf

พระราชดำรัสเนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนม์พรรษา “หากเราไม่มีเศรษฐกิจพอเพียง เวลา ไฟดับ...ที่ที่ใช้ไฟฟ้าก็
ต้องแย่ไป... หากมีเศรษฐกิจพอเพียง แบบไม่เต็มที่ ถ้าเรามีเครื่องปั่นไฟ ก็ ใช้เครื่องปั่นไฟ หรือถ้าขั้นโบราณกว่า มืดก็จดุ
เทยี นคือมีทางท่ีจะแก้ปญั หาเสมอ... ฉะน้ัน เศรษฐกจิ พอเพยี งนกี้ ็มเี ปน็ ขัน้ ๆ”

การสงั เคราะหส์ ารสนเทศ

การสังเคราะห์สารสนเทศเป็นขั้นตอนในการประมวลสารสนเทศทั้งหมดมารวมกัน เพื่อเรียบเรียง
ให้ได้สาระความรู้ตามที่กำหนดไว้ในขั้นต้น การดำเนินงานในขั้นนี้จึงเป็นการรวบรวมบัตรบันทึก ที่บันทึก
สารสนเทศที่ค้นว้ามาทั้งหมด มาจัดหมวดหมู่ตามหัวข้อสำคัญที่กำหนดไว้ในบัตรบันทึก และเปรียบเทียบ
กับหัวข้อสำคัญที่กำหนดไว้เป็นประเด็นปัญหาในส่วนตน้ กลั่นกรองและสรุปรวมประเด็นที่มีความสัมพันธ์

มหาวทิ ยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จงั หวดั ปทุมธานี

89

กัน ให้เชื่อมโยงกันในลักษณะของเรื่องที่กว้าง หรือแคบกว่า จัดทำเป็นโครงร่างรายงาน หรือโครงเรื่อง
(Story-Huffman, R., 2007 อา้ งถงึ ใน มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น, 2555)

แนวปฏิบัติในการ สังเคราะห์สารสนเทศ มีดังนี้ (Queensland University of Technology
Library Pilot, 2008; Researching and Organizing Your Paper: the Note Cared System, 1997
อ้างถงึ ใน มหาวทิ ยาลยั ขอนแกน่ , 2555)

1. จดั กลุม่ สารสนเทศทเ่ี ป็นเร่ืองเดยี วกนั ไว้ด้วยกนั
โดยรวบรวมบตั รบันทึกทีบ่ นั ทึกไว้แลว้ ท้ังหมด มาจดั หมวดหมตู่ ามหวั ขอ้ สำคญั ไวใ้ นบัตรบันทึกและ
เปรียบเทียบกับหวั ข้อสำคัญทก่ี ำหนดไว้เป็นประเดน็ ปัญหาในส่วนต้น จัดกลมุ่ สารสนเทศทเี่ ป็นเรื่องเดียวกัน
ไว้ดว้ ยกนั แล้วจดั แยกแตล่ ะประเดน็ ตามประเด็นหลักแต่ละประเด็นไว้กอ่ น (ดงั ตัวอยา่ ง)

ระบบภูมคิ ้มุ กนั ตวั -- ดา้ นสง่ิ แวดลอ้ ม

ความพอเพียง -- ความมีเหตุผล

ความพอเพยี ง -- ความพอประมาณ

เศรษฐกิจพอเพยี ง— แนวคิด
เกษม วัฒนชยั . (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการปาฐกถาพเิ ศษ “เศรษฐกจิ พอเพยี งกบั การศกึ ษา”. ค้น
ข้อมูล 20 เมษายน 2551,จาก http://teacher.obec.go.th/web/download_media/eco.doc
เศรษฐกจิ พอเพยี งเป็นปรัชญาชแี้ นวทางการดำรงชวี ิตของประชาชนบนพ้ืนฐานของทางสายกลางและ
ความไมป่ ระมาท พรอ้ มรับต่อการเปลยี่ นแปลงในทกุ ดา้ น ทั้งด้านเศรษฐกจิ สงั คม ส่งิ แวดล้อม ความรู้
และเทคโนโลยี โดยคำนงึ ถงึ ความพอประมาณ ความมเี หตผุ ล การสรา้ งภูมิคมุ้ กันทด่ี ีในตวั อาศัยความ
รอบรู้รอบคอบ ประกอบการวางแผน การตดั สนิ ใจและการดำเนนิ งานทกุ ข้ันตอน พร้อมทง้ั สำนกึ ใน

คณุ ธรรม ความซื่อสัตย์ อดทนและมคี วามเพยี รในการดำเนนิ ชวี ติ
2.จัดกลุ่มหัวข้อสำคัญอีกครั้ง โดยนำบัตรบันทึกแต่ละกลุ่มประเด็นหลักในข้อ 1 มาจัดลำดับ
ความสัมพันธ์อย่างมีเหตุผลระหว่างประเด็นแนวคิดใหญ่และแนวคิดย่อยของแต่ละแนวคิดในกลุ่มเดียวกัน
นั้น ให้เห็นความสัมพันธ์ของสารสนเทศตามลำดับต่อเนอ่ื งตามเรือ่ งราวนนั้ ๆ อย่างถูกตอ้ งและชดั เจน

ระบบภมู คิ ุม้ กัน -- ด้านส่งิ แวดล้อม

ระบบภมู คิ ุ้มกันตัว — ดา้ นสงั คม

มหาวทิ ยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี

90

ระบบภูมคิ ้มุ กนั ตัว -- ด้านวตั ถ-ุ ลกั ษณะ

เกษม วัฒนชยั . (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการปาฐกถาพเิ ศษ “เศรษฐกจิ พอเพยี งกับ การศกึ ษา”. ค้น
ข้อมูล 20 เมษายน 2551, จาก http://teacher.obec.go.th/web/download_media/eco.doc

-ลกั ษณะที่แสดงใหเ้ ห็นว่าบคุ คลที่มีระบบภมู คิ ุม้ กันตัวแข็งดา้ นวัตถุ คือ การมีเงินออม มกี าร
ประกันความเส่ยี งในอนาคต มกี ารลงทนุ เพือ่ พัฒนา มีการวางแผนระยะยาว

-ลกั ษณะทแี่ สดงใหเ้ ห็นวา่ บคุ คลมรี ะบบภมู ิคุ้มกนั อ่อนแอ คือ มหี นี้ไมก่ อ่ รายได้ ขาดการประกัน
ความเสยี่ งในอนาคต ขาดการลงทนุ เพือ่ พัฒนา ขาดการวางแผนระยะยาว

ทำเช่นเดียวกันทุกๆประเด็นแนวคิดหลัก จนหมด ทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่าสารสนเทศที่จด
บนั ทกึ มาน้ันครอบคลุมขอบเขตของเรือ่ งที่จะศึกษา ในแตล่ ะแนวคิด (Concept) ทก่ี ำหนดไว้ หรอื ยงั และมี
เนื้อหาสารสนเทศเพียงพอที่จะอธิบายเรื่องราวน้ันๆไดต้ รงตามความตอ้ งการหรือยงั หากยังไม่เพียงพอ จะ
ไดไ้ ปคน้ หาเพ่อิ มเติมจนพอใจ

3. สร้างสารสนเทศในรูปแบบและโครงสร้างใหม่ๆ โดยนำกลุ่มสารสนเทศแต่ละเรื่องที่จัด
เรียงลำดับหัวข้อใน 5.3.2 มากลั่นกรองและ จัดลำดับความสัมพันธ์ให้เชื่อมโยงกันทั้งหมด จากความรู้
พืน้ ฐานของเรื่องน้ันๆไปยังเรอื่ งเฉพาะ จดั ทำโครงเรือ่ ง (Outline)

การจดั ทำโครงเร่ือง เป็นแนวปฏิบตั ทิ จ่ี ะช่วยให้รวบรวมแนวคิดต่างๆ ทมี่ อี ย่มู ากมาย ให้เป็นระบบ
และแสดงให้เห็นลำดับความสัมพันธ์ของเรื่องราวเหล่านั้นอย่างชัดเจน ว่าเรื่องใดเป็นแนวคิดหลัก เรื่องใด
เป็นแนวคิดรอง จะเรียบเรียงหัวข้อใดก่อนหลังซึ่งจะเป็นเสมอื นกรอบให้ผู้ทำรายงานเรียบเรียงเนื้อหาของ
รายงานได้อย่างตรงตามเป้าหมาน สอดคล้องกับชื่อเรื่องที่จะศึกษา โดยมีการใช้ตัวเลขหรื อตัวอักษร
ลักษณะเดียวกัน แสดงแนวคิดใดมีความสำคัญระดับเดียวกัน กำกับแต่ละหัวข้อนั้นๆ เพื่อบอกลำดับ
ความสัมพันธ์อย่างเป็นระบบ โดยมีลำดับขั้นตอนการดำเนินงานดังนี้ (The Department of
English,1995d; Queensland University of Technology Library, 2008; Lloyd Sealy Library,
(n.d.); Writing Your Essay, 1995 บัณฑติ วทิ ยาลัย, 2550 อา้ งถึงใน มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น, 2555)

1. นำกระดาษเปล่ามา 1 แผ่น เขียนชื่อเรื่องและแนวคิดหลักทั้งหมด โดยจัดลำดับความสัมพันธ์
กันจากเรือ่ งทวั่ ไป ไปยังเรื่องเฉพาะโครงร่างทดี่ ีควรประกอบดว้ ย สว่ นนำเนอื้ หาและสว่ นสรปุ

สว่ นนำ เป็นการกลา่ วนำ ภูมิหลัง ความสำคัญหรอื ปญั หาของเรื่องนัน้ ๆ โดยท่ัวไป ทเ่ี ป็นเหตุให้
สนใจท่จี ะศึกษาค้นคว้า หากเป็นเรอ่ื งที่ผู้อ่านไม่เขา้ ใจ หรือไม่รจู้ กั มาก่อนอาจมีการอธิบายความหมายหรือ
ลกั ษณะท่ัวไปใทราบดว้ ย

ส่วนเนื้อหา จะเปน็ การวางหวั ข้อสำคัญต่างๆ ซ่วึ เปน็ แนวคดิ หลัก ที่ครอบคลุมของเขตสำคัญของ
เรื่อง ตามที่กำหนดจะศึกษา ภายใต้ประเด็นแนวคิดหลัก มีประเด็นรองอะไรบ้าง เขียนลำดับหัวขอ้ แนงคดิ
หลกั และแนวคิดรองทมี่ ีความสัมพนั ธ์กนั ในแตล่ ะแนวคดิ หลกั นัน้

ส่วนสรุป เปน็ การสรปุ ความเข้าใจเก่ียวกับเนื้อหาสำคัญทไี่ ด้ค้นคว้ามา อาจเพ่ิมเติมข้อคดิ เหน็
ตา่ งๆที่ไดจ้ ากการศึกษาคน้ คว้าดว้ ยก็ได้

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี

91

2. ใส่หมายเลข 1,2,3 กำกับหัวข้อหลักแต่ละหัวข้อตามลำดับความสัมพันธ์ของเนือ้ หาท่ำหนดไว้
แล้ว

3. ภายใต้ประเดน็ หวั ข้อหลัก หากมีประเด็นย่อยให้เขยี นหมายเลขกำกบั หวั ข้อย่อยน้ันๆ โดยการ
ย่อหน้าลดหล่นั เข้าไปตามลำดบั

(ตวั อย่าง โครงเร่อื ง)
เศรษฐกิจพอเพยี งกบั การศกึ ษา

1. ความเป็นมา ของปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
2. ความหมาย ของปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
3. เป้าหมายของปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพียง
4. หลกั การของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

4.1 ความพอประมาณ
4.2 ความมเี หตผุ ล
4.3 การมีภูมคิ มุ้ กนั

4.3.1 ด้านวัตถุ
4.3.2 ด้านสงั คม
4.3.3 ดา้ นส่งิ แวดล้อม
4.3.4 ด้านวฒั นธรรม
4.4 เงื่อนไข
4.4.1 คุณธรรม
4.4.2 ความรู้
5.การประยกุ ต์ใชป้ รชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งทางการศกึ ษา
5.1 พัฒนาส่ือการเรยี นร้รู ปู แบบตา่ งๆ
5.2 การพัฒนาบคุ ลากรเครือขา่ ย
5.2.1.กล่มุ เปา้ หมาย
5.2.2.กิจกรรม
5.3 การประสานงานรว่ มมอื และเชือ่ มโยงภายในและภายนอกเครือข่าย
5.4 ตดิ ตามและประเมนิ ผลความกา้ วหน้า
บรรณานกุ รม

การเรยี บเรียงเน้อื หา
การเรียบเรียงเน้ือหารายงานทางวชิ าการ เป็นการสังเคราะห์ กล่ันกรองและสรุปความรู้ความคิดท่ี

ได้จากการค้นคว้าแหล่งต่างๆ มาเรียบเรียงอย่างเป็นระบบตามโครงเรื่องที่กำหนดไว้แล้ว ให้ได้เนื้อเรื่อว
ครบถ้วนตามหัวข้อที่กำหนด มความถูกต้อง เที่ยงตรงและแม่นยำ มีการจัดลำดับความสัมพันธ์กันตาม

มหาวิทยาลยั ราชภฏั วไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จังหวดั ปทุมธานี

92

เหตุผลและความสำคัญของเรื่องเป็นอย่างดี แสดงให้เห็นว่าผู้เขียนรายงานมีความเข้าใจแจ่มแจ้งในเรื่องท่ี
เขียน

แนวปฏบิ ตั ใิ นการเรียบเรยี งร่างเน้ือหารายงานทำได้ดังนี้ คือ (Procter, 2008; How do I Write a
Report, (n.d.) อา้ งถงึ ใน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2555)

1. นำโครงเร่ืองท่ีวางไวม้ าใช้เป็นหลักในการรวบรวมและเรยี บเรยี งเนอ้ื หาตามลำดับหัวข้อทว่ี างไว้
2. นำบตั รบนั ทึกในแต่ละหวั ขอ้ มาจดั เรยี งลำดับตามโครงเรื่อง
3. นำบตั รบันทกึ ในแต่ละหัวขอ้ นำมาอา่ นทบทวนเนอ้ื หาข้อมลู ท่บี ันทึกในเร่ือวเดียวกนั อีกครัง้ จะ
เห็นว่าข้อความในแต่ละบัตรบันทึกถึงแม้จะเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ข้อความอาจไม่เหมือนกันทั้งหมด อาจมี
ความแตกตา่ งกนั บ้าง ควรมาเรียบเรียงอย่างไร ให้มเี หตผุ ล และมีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน ดังนั้นจึงต้องใช้
ความรู้ ความเข้าใจของผู้เขียนเอง ประมวลผล กลั่นกรองและสรุปข้อเท็จจริง ความรู้ความคิดเหล่านั้น มา
ร้อยเรียงให้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกัน ตามลำดับเหตุผล และความสำคัญของเรื่องเป็นอย่างดี รวมทั้ง
ถูกตอ้ งตามข้อเท็จจรงิ ที่คน้ ควา้ มา โดยใชส้ ำนวนของผเู้ ขยี นเอง
4. การเรียบเรียงเนื้อหา ควรใช้ภาษาเขียนที่เป็นทางการ(ไม่ใช้ภาษาพูด)พยายามเลือกใช้คำที่
กะทดั รดั ชดั เจน เข้าใจง่าย (เลอื กใช้คำทสี่ ื่อความหมายชัดเจน ไมใ่ ช้คำที่ต้องมีการเปล่ียนแปลความหมาย
อีกครัง้ หน่ึง)
หากจำเป็นต้องใช้ศัพท์ทางวิชาการ ควรเลือกใช้ศัพท์บัญญัติของราชบัณฑิตยสถาน หากมีการใช้
อักษรย่อหรือคำย่อ ควร วงเล็บ ไว้ท้ายคำเติมในครั้งแรก เมื่อจะเขียนคำนั้นๆ อีกการเขียนครั้งต่อๆ ไป
สามารถใชเ้ ฉพาะคำย่อได้ นอกจากนนั้ พึงระมัดระวงั ในเรื่องของการสะกด เครือ่ งหมายและการแบ่งวรรค
ตอนดว้ ย
5. ข้อความใดที่เป็นข้อเท็จจริงหรือแนวคิดท่ีได้จากการค้นควา้ ต้องแสดงที่มาข้อมูล ไว้ให้ชัดเจน
เพราะการนำขอ้ ความจากเอกสารของผู้อน่ื มาเรียบเรียง ไม่วา่ จะเปน็ การสรุปความ ถอดความ หรือ คัดลอก
ข้อความมากล่าวอ้าง หากไม่ระบุว่าข้อเท็จจริงหรือแนวคิดนั้นๆ เป็นของใครเท่ากับแอบอ้างว่าเป็นงาน
เขียนของตัวเอง ถือว่าเป็นการลอกเลียนวรรณกรรม (Plagiarism) ดั้งนั้นเพื่อแยกให้เหน็ ชัดเจนว่าข้อความ
นั้นได้ มาจากเอกสารของผู้แต่งคนใด ก็จะต้องแจ้งแหล่งที่มาของข้อความนั้นๆ ทั้งในส่วนเนื้อหา และ
สว่ นท้ายของผลงาน
เนื่องจากการเผยแพร่ผลงานส่วนใหญอ่ ยูใ่ นรูปอิเลก็ ทรอนิกส์ นักศึกษาที่ทำงานไม่ทนั ตามกำหนด
หรือต้องการส่งรายงานที่สมบูรณ์ จึงมักไปลองงานของผู้อื่นมาส่งอาจารย์ โดยไม่ตะหนักถึงโทษชองการ
กระทำเช่นนี้ว่าเป็นการทุจริต ซึ่งแต่ละสถาบันจะกำหนดโทษไว้ต่างๆ กัน นับตั้งแต่การได้คะแนน 0 ใน
รายงานเรื่องนั้น หรือมีผลต่อการสอบตก หรือบางมหาวิทยาลัยหากมีการคัดลอกวิทยานิพนธ์ จะมีโทษถึง
ไม่อนุมตั ปิ ริญญากม็ ี ดงั น้ันผู้ทจ่ี ะสร้างสรรค์ ผลงานวรรณกรรมจงึ ควรมคี วามซ่ือสตั ย์สจุ ริตเปน็ ที่ต้งั และทำ
ความเข้าใจเกี่ยวกับการ ลอกเลียนวรรณกรรมลักษณะต่างๆ ที่รวบรวมมานำเสนอต่อไปนี้ เพื่อหลีกเลี่ยง
ไม่ให้เกดิ ขึน้ ในผลงานของตน (บุษบา มาตระกลู , 2551 อ้างถึงใน มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ , 2555)

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จงั หวัดปทุมธานี

93

1) การนำเอาตน้ ฉบับของผู้อน่ื มาเขยี นใหม่ และใส่ชื่อตัวเอง (บุษบา มาตระกลู , 2551 อา้ ง
ถงึ ใน มหาวทิ ยาลัยขอนแกน่ , 2555) นอกจากจะเป็นความไม่ซอ่ื สตั ย์ทางวิชาการแลว้ หากไปลอกงานอนั มี
ลขิ สทิ ธิ์ และนำไปจำหน่าย จ่ายแจก ก็มโี ทษทางกฎหมาย

2) การลอกรายงานเพือ่ น แมเ้ พื่อนจะอนุญาต ก็ถือเปน็ ความไม่ซื่อสตั ยท์ างวิชาการด้วย
เพราะตนเองไม่ได้ทำงานชิ้นนัน้ เอง เท่ากบั หลอกลวงอาจารย์

3) การนำข้อมูลในเอกสารของผู้อื่น สรุป คัดลอก หรือถอดความ แล้วไม่อ้างอิงแหล่งที่มา
ของข้อความนั้นๆ ถือว่าเป็นความไม่ซื่อสัตย์ทางวิชาการ เพราะแม้ว่าจะข้อความเหล่านั้นจะเป็นการเขียน
ขึ้นใหม่ด้วยสำนวนตนเอง แต่ข้อเท็จจริง หรือแนวความคิดเหล่านั้นยังเป็นชองชองผู้แต่งเอกสารนั้นๆ จึง
ต้องอ้างอิงแหล่งทีม่ าของข้อความน้ันๆ อย่างชดั เจนว่าข้อความ หรือความคดิ น้นั เปน็ ของผู้แต่งใด

นอกจากนัน้ การเขียนรายงานท่ีมีการอา้ งอิงท้ายรายงาน ไมม่ กี ารอา้ งอิงในเนอื้ หา ผู้อ่านจะไม่
สามารถทราบไดว้ า่ ข้อความส่วนใดเป็นของผู้แต่งท่ีเราไปค้นควา้ มา หรือข้อความที่เราคิดเอง จึงถือว่าการ
อ้างอิงนั้นยังไม่เพียงพอต่อการรับรู้ความเป็นเจ้าของของเอกสารนั้นๆ ก็ถือว่าเป็นความไม่ซื่อสัตย์ทาง
วิชาการด้วย

บางครง้ั นักศกึ ษาอาจไมแ่ น่ใจว่า การนำขอ้ ความท่ีนำมาจากเอกสารน้ันๆ ควรอา้ งองิ หรือไม่
โดยทั่วไปมักแนะนำกันว่าควรอ้างอิง ข้อเท็จจริง ข้อความ หรือความคิด ของเจ้าของผลงานอันมีลิขสิทธ์ิ
นั้นๆทุกครั้ง เช่น งานเขียน ผลงานวิจัย ข้อคิดเห็น รูป ฯลฯ ไม่ว่าข้อความที่นำมาจากเอกสารนั้น จะมาก
หรือน้อยกต็ าม ควรอา้ งอิงอย่างถูกต้องชัดเจนจะปอดภัยทีส่ ดุ แตก่ ม็ ีข้อยกเว้นทจี่ ะไมต่ ้องอ้างอิงข้อเท็จจริง
ใดๆ (ในส่วนการอ้างอิงในเนื้อเรื่อง) ก็ได้ ที่มีลักษณะเป็นความรู้ทั่วไป (Common Knowledge) ซึ่งเป็น
ข้อเท็จจริงที่ใครๆ ก็รู้และไม่มีลิขสิทธิ์คุ้มครอง (เช่น ประเทศไทยมี 7 7 จังหวัด) แต่เราควรอ้างอิง
แหล่งข้อมูลที่เรานำข้อมูลมาไว้ในบรรณานุกรมท้ายรายงานเพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าของเอกสารนั้นๆ ได้
(Plagiarism.org, 2008 อา้ งถงึ ใน มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น, 2555)

4) การเขียนรายงานการอ้างอิงหน้าข้อความหรือ อ้างอิงท้ายข้อความ ต้องเขียนให้ถูกหลัง
เกณฑแ์ ละชดั เจน เพือ่ แสดงว่าแสดงข้อความใดเปน็ ของผู้แต่งเอกสารใดอยา่ งถูกต้อง

5) ไมน่ ำรายงานของตนทีท่ ำในวิชาหนง่ึ มาสง่ ในอีกวิชาหนึ่งดว้ ย เพราะถงึ แม้จะเปน็ งาน
ของตวั เอง แตเ่ ป็นการหลอกลวงอาจารย์ ไม่ไดท้ ำงานตามท่อี าจารย์มอบหมาย รวมถึงการสง่ บทความ
วชิ าการของ ตนเองเรื่องเดยี วกนั ไปลงในวารสารหลายฉบับด้วย (บุษบา มาตระกลู , 2551 อ้างถงึ ใน
มหาวิทยาลยั ขอนแก่น, 2555) ยง ภู่วรวรรณ (2552 อ้างถึงใน มหาวทิ ยาลัยขอนแก่น, 2555) อธบิ าย
เพ่ิมเติมในเร่ืองน้ีว่า “การคัดลอกตัวเองคือ ผลงานที่ตีพิมพ์แลว้ ส่งิ ตพี มิ พ์พร้อมๆ กนั หลายวารสารดว้ ย
ผลงานเดียวกนั ซ่ึงแม้จะเป็นวารสารตา่ งภาษากท็ ำไม่ได้ผิดจริยธรรมทง้ั นนั้ แต่ถา้ สง่ ผลงานแลว้ ถูก
ปฏิเสธ สามารถแกไ้ ขตามคำแนะนำ แล้วค่อยส่งไปอีกฉบับหน่งึ สามารถทำได้

มหาวิทยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถมั ภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี

94

6) การนำผลงานท่ีมีผู้อื่นร่วมรับผิดชอบไปตีพิมพ์ โดยไมไ่ ดร้ ับอนุญาตจากผเู้ ขียนร่วม (บุษบา
มาตระกูล, 2551 อ้างถึงใน มหาวิทยาลัยขอนแก่น, 2555) และ/หรือนำไปตพี ิมพ์โดยลงนามเฉพาะช่ือของ
ตวั เองคนเดยี ว

4.6 ตรวจสอบ ความครบถ้วน ความถูกต้องของข้อเท็จ (การสะกดคำ) และการอ้างอิงอีกครั้ง
กอ่ นนำไปจดั พิมพ์ตามรปู แบบชองรายงาน
บทสรปุ

เมื่อรวบรวมสารสนเทศจากแหลง่ ตา่ งๆ ได้มากเพียงพอแล้ว ต้องพิจารณาว่าสารสนเทศเหลา่ นั้นมี
ความน่าเชื่อถือ มีเหตุผลและทันสมัย เลือกสรรที่มีความสอดคลอ้ งกับหัวข้อที่กำหนดไว้ กลั่นกรองและย่อ
ความสารสนเทศที่ผ่านการวิเคราะห์แล้วจากหนึ่งหรือมากกว่าหนึ่งรายการ แล้วนำเสนอในรูปลักษณ์ที่มี
การเรียบเรียงด้วยสำนวนภาษของตนเอง ใช้ภาษาเขียนที่เป็นทางการ การสังเคราะห์เป็นการสรุปรวม
ประเดน็ ทม่ี ีความสำคญั และสัมพันธเ์ ช่ือมโยงกันในลักษณะของเรื่องท่ีกว้างหรือแคบกว่า เป็นการวางโครง
เรื่อง เพื่อสังเคราะห์กลั่นกรองเป็นสารสนเทศใหม่ ข้อความใดที่เป็นข้อเท็จจริงหรือแนวคิดที่ได้จากการ
ค้นคว้า ต้องแสดงที่มาของข้อมลู ไว้ให้ชดั เจน เพราะการนำข้อความจากเอกสารของผู้อ่นื มาเรียบเรียง ไม่ว่า
จะของใคร เท่ากับเปน็ การแอบอ้างว่าเป็นงานเขียนของตน ถอื วา่ เป็นการลอกเลียนวรรณกรรม ดงั น้ัน เพ่ือ
แยกใหเ้ หน็ ชัดเจนว่าขอ้ ความนัน้ ได้มาจากเอกสารของผู้แตง่ ใด ก็จะตอ้ งแจ้งแหลง่ ที่มาของข้อความนัน้ ๆ ทง้ั
สว่ นในเนื้อหา และส่วนทา้ ยของผลงาน

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภ์ จงั หวดั ปทมุ ธานี

95

ใบงาน

บทที่ 6 การประเมนิ คา่ สารสนเทศ การวเิ คราะหแ์ ละสงั เคราะหส์ ารสนเทศ

จงอธบิ ายพอสงั เขป

1. อธิบายหลักการพิจารณาสารสนเทศที่ปรากฏบนอินเทอร์เน็ต พร้อมทั้งอธิบายในแต่ละเกณฑ์มาพอ
เข้าใจ
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. บัตรบนั ทกึ มสี ว่ นประกอบสำคญั อะไรบา้ ง แตล่ ะส่วนนำไปใช้ประโยชน์สำหรบั การเรยี บเรยี งสารสนเทศ
ในส่วนใดได้บา้ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. รปู แบบการบันทกึ ข้อความ ทน่ี ิยมใช้ในการจดบนั ทกึ มีรปู แบบใดบา้ ง แตล่ ะรปู แบบจะนำไปใช้ประโยชน์
ในลักษณะใด
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. การสังเคราะหส์ ารสนเทศมแี นวปฏิบัติอยา่ งไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. การวิเคราะห์สารสนเทศจากการอา่ นมีความสำคัญ และข้นั ตอนอย่างไรบา้ ง
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………

มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถัมภ์ จังหวดั ปทมุ ธานี

96

บทท่ี 7

การรวบรวม เรียบเรยี งสารสนเทศ เป็นเอกสารวชิ าการในรูปแบบมาตรฐาน

ความสำคัญของการรวบรวม เรียบเรยี งสารสนเทศ
การจัดทำรายงานเชิงวิชาการของนักศึกษา เป็นการพัฒนาความรู้ความสามารถและทักษะของ

นักศึกษาในดา้ นต่างๆ ตั้งแตก่ ารฝกึ การค้นควา้ หาความรู้ด้วยตนเอง ฝกึ ทักษะการอ่าน การวิเคราะห์ข้อมูล
การเรียบเรียงเรื่องราวต่างๆ ตลอดจนสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างมีวิจารณญาณ รู้จักการอ้างอิง
หลักฐานต่างๆ และเรียบเรียงได้ถูกต้องตามแบบแผนที่กำหนด ดังนั้น ผู้เขียนรายงานจะต้องมีความรู้
เกี่ยวกับการจัดรูปแบบและองค์ประกอบของรายงานทางวิชาการ เพื่อจะได้จัดทำรายงานทางวิชาการได้
ถกู ต้อง

1. รายงานเชิงวชิ าการ เป็นรายงานทไ่ี ดจ้ ากการศกึ ษาคน้ คว้าวจิ ัยอยา่ งมีระเบียบและเปน็ ระบบ
มีลกั ษณะเป็นวิทยาศาสตร์ สามารถพิสจู นไ์ ด้ เน้ือหาของรายงานมุ่งเสนอผลท่ีได้จากการศึกษา รายงาน
ทางเชิงวชิ าการแบง่ ออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

1.1 รายงาน (Report) เป็นกจิ กรรมประกอบการเรยี นเรอื่ งใดเรอ่ื งหนึ่งซึ่งผู้สอนกำหนดให้
มี
รายงานเพื่อใช้ในการประเมินผลการเรียน หรือผู้เรียนเลือกศึกษาเองตามความสนใจ รายงานอาจทำเป็น
รายบคุ คลหรือกลมุ่ ก็ได้ เปน็ รายงานผลการทดลอง รายงานการสังเกต เปน็ ต้น

1.2 ภาคนิพนธ์ หรอื รายงานประจำภาค (Term Paper) มลี ักษณะเชน่ เดยี วกับรายงาน
เพียงแต่เรื่องที่ใช้ทำภาคนิพนธ์จะมีขอบเขตกว้างขวางและลึกซึ้งกว่าเรื่องที่รายงาน ใช้เวลาในการค้นคว้า
มากกวา่ ความยาวของเนือ้ หาสาระมากกวา่

1.3 วทิ ยานิพนธ์ หรือปรญิ ญานิพนธ์ (Thesis or Dissertation) เปน็ รายงานทเี่ รยี บเรียง
จาก
การศึกษาค้นคว้า วิจัย ข้อเท็จจริงอย่างละเอียดลึกซึ้งรอบคอบตามลำดับขั้นตอนของการทำวิจัยอย่างมี
ระเบียบแบบแผน ประกอบด้วยข้อเท็จจริง และข้อเสนอแนะ วิทยานิพนธ์เป็นส่วนหน่ึงของการศึกษาตาม
หลกั สตู รปรญิ ญามหาบณั ฑติ และปรญิ ญาดุษฎีบัณฑิต
2. ขัน้ ตอนของการทำรายงานทางวิชาการ ประกอบดว้ ยขั้นตอนดงั ต่อไปน้ี

2.1 การเลือกหัวข้อ หรือการกำหนดช่ือเร่ือง
2.2 การกำหนดวัตถุประสงค์ของรายงาน
2.3 การเขยี นโครงเรื่องของรายงาน
2.4 การสำรวจ รวบรวม และบันทึกข้อมลู

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี

97

2.5 การเรียบเรียงรายงาน
3. สว่ นประกอบของรายงาน รายงานทดี่ คี วรประกอบด้วยสว่ นสำคญั 3 ส่วนดงั น้คี ือ สว่ นประกอบ
ตอนต้น หรอื สว่ นนำส่วนประกอบตอนกลางหรือส่วนเน้ือเรื่อง และสว่ นประกอบตอนทา้ ย

3.1 ส่วนประกอบตอนต้น หรือส่วนนำ คือส่วนที่อยู่ตอนต้นเล่มของรายงานก่อนถึงเน้ือ
เรอ่ื ง
ประกอบด้วย ปกนอก หนา้ ปกใน คำนำ สารบญั สารบญั ตาราง สารบญั ภาพประกอบ

3.2 สว่ นประกอบตอนกลาง หรือสว่ นเนื้อเร่อื ง เปน็ ส่วนท่สี ำคญั ท่สี ดุ ของรายงาน เพราะ
จะ
ครอบคลุมเนือ้ เรื่องท้ังหมดของรายงานตามโครงเร่ืองท่กี ำหนดไว้ หรือตามหัวข้อที่แจ้งไวใ้ นสารบัญ

3.3 สว่ นประกอบตอนทา้ ย คือส่วนเพมิ่ เติมให้ทราบถงึ ความพยายามหรือแนวคน้ ควา้ ของ
ผู้จัดทำรายงาน ตลอดจนสว่ นที่จะชว่ ยใหผ้ ู้อา่ นหรอื ผู้ใช้ประโยชนจ์ ากรายงานสามารถตรวจสอบคน้ ควา้
เพ่ิมเติม ได้แกบ่ รรณานุกรม ภาคผนวก เปน็ ต้น

4. การเขยี นอ้างองิ (Citation) หมายถงึ การแจง้ ให้ทราบถงึ แหลง่ ทีม่ าขอข้อมลู ข้อความ
แนวความคดิ ทฤษฎี ต่างๆ ทไ่ี มใ่ ช่ของผู้เขยี นแตต่ ้องระบุไว้เพ่ือใหเ้ กียรติแก่เจ้าของขอ้ มูล ขอ้ ความ
แนวความคดิ ทฤษฎีตา่ งๆ และการอ้างองิ จะทำใหผ้ ูท้ ่ีประสงค์จะทราบรายละเอยี ดตา่ งๆ เพิ่มขน้ึ จาก
ต้นฉบับเดิม กส็ ามารถติดตามเพื่อศึกษาคน้ ควา้ เพ่ิมเตมิ ได้ การเขียนอ้างอิงอาจสรปุ ข้อความ หรอื ใจความ
สำคญั หรือยกข้อความมาทั้งหมดกไ็ ด้ การเขียนอา้ งองิ มหี ลายวธิ ี แต่สำหรบั การอ้างอิงของมหาวิทยาลัยราช
ภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชปู ถมั ภใ์ หใ้ ช้การอา้ งอิงแบบแทรกในเน้ือหาระบบนาม-ปี (Author-Date
System) ยกเว้นการเสริมความ การขยายความหรอื การโยงความให้ใช้ระบบเชงิ อรรถ

การเขยี นอ้างองิ แทรกในเนอ้ื หา (citation in text) หรอื การเขยี นอ้างองิ แบบนาม-ปี จะเปน็ ระบบ
ที่นิยมมากกว่าการเขียนเชิงอรรถ เพราะสะดวกในการจัดพิมพ์ การเขียนอ้างอิงแบบนี้จะเป็นการอ้างอิงท่ี
รวมอย่กู บั เนอื้ หา ไม่แยกคนละสว่ นเหมือนการเขียนเชิงอรรถ เพราะการอ้างอิงแบบนาม–ปี คอื การระบุช่ือ
ผู้แต่ง ปีที่พิมพ์ และหมายเลขหน้า (ชื่อ✓สกุลผู้แต่ง, ✓ปีพ.ศ.✓: ✓เลขหน้าที่อ้างอิง). เพื่อแจ้งถึง
แหล่งที่มาของข้อความ และเมื่อสิ้นสุดการเขียน รายงานเชิงวิชาการ จะต้องรวบรวมข้อมูลที่ใช้ในการ
อ้างอิงทกุ รายการไปจดั ทำเปน็ บรรณานุกรม ซ่งึ จะปรากฏในทา้ ยเลม่ โดยจดั เรยี งตามลำดบั อกั ษร

หลกั เกณฑก์ ารลงรายการการเขียนอา้ งองิ แทรกในเนื้อหา
1. หลกั เกณฑก์ ารลงรายการช่ือผ้แู ตง่ สามารถลงรายการได้ดงั น้ี
1.1 ผู้แตง่ ท่ีเป็นบุคคลทว่ั ไป การลงรายการชื่อผู้แต่ง ให้ตดั คำนำหน้านามออก เช่นคำว่า นาย

นาง นางสาว เชน่ นางสาวหรรษา เวยี งวะลยั ให้ลงรายการเป็น หรรษา เวยี งวะลยั
ตัวอย่าง

มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จงั หวัดปทมุ ธานี


Click to View FlipBook Version