The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการจัดการเรียนการสอน วิชาเทคนิคเขียนแบบเครื่องมือกล

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by arongkrot2538, 2022-03-29 00:07:31

แผนการจัดการเรียนการสอน วิชาเทคนิคเขียนแบบเครื่องมือกล

แผนการจัดการเรียนการสอน วิชาเทคนิคเขียนแบบเครื่องมือกล

แผนการจดั การเรยี นรู้

มงุ้ เน้นสมรรถนะอาชพี และบูรณาการปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพียง

วิชา เทคนิคเขยี นแบบเครื่องมอื กล รหัสวิชา 3102-2101
หลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพชั้นสูง พทุ ธศักราช 2557

ประเภทวิชา ชพี เฉพาะ สาขาวชิ า เทคนคิ การผลติ
ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563

จัดทำโดย
นายอรงกรต ปีกลม

ครูอัตราจ้าง

วทิ ยาลยั เทคนิคขอนแกน่

สำนักงานคระกรรมการการอาชีวศกึ ษา กระทรวงศึกษาธิการ
แผนการจดั การเรียนรู้

มุ้งเน้นสมรรถนะอาชีพและบูรณาการปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
วิชา เทคนิคเขยี นแบบเครื่องมอื กล รหสั วชิ า 3102-2101

จัดทำโดย
นายอรงกรต ปีกลม
ตำแหนง่ ครูอัตราจ้าง

คำนำ

แผนการจัดการเรียนการสอนเล่มนี้ ได้จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นสื่อประกอบการเรียนการ
สอน ในรายวิชา เทคนคิ เขียนแบบเครื่องมือกล รหัสวชิ า 3102-2101 ซ่ึงในเน้ือหาวิชาประกอบ
ไปด้วยบทเรียนต่าง ๆ ทั้งหมด 7 บท เช่น พิกัดความเผื่อและระบบงานสวม หลักการเขียน
รายการวัสดุ การสเก็ตช์ภาพ การเขียนภาพประกอบและแยกชิ้นอุปกรณ์และส่วนประกอบของ
เครื่องมือกล การเขียนแบบภาพประกอบและแยกชิ้นของระบบส่งกำลัง การเขียนแบบ
ภาพประกอบและแยกชิ้นของอุปกรณ์ส่งจำยึด การเขียนแบบภาพประกอบและแยกชิ้นของ
แม่พิมพ์โลหะ โดยในบทเรียนต่าง ๆ ทั้ง 7 บทได้นำเอาหลักบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งนำเขา้ มาใชแ้ ละสอดแทรกลงไปในแตล่ ะบทเรียน

ดังนั้นผู้จัดทำจึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการจัดการเรียนการสอนในรายวิชานี้จะเป็น
ประโยชน์ต่อนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง ปวส.(ม.6) เพื่อนำไปใช้ในการปรับ
พื้นฐานทางด้านวิชาชีพเลือกเฉพาะ ซึ่งเป็นอีกแนวทางเลือกหนึ่งที่จะได้นำไปใช้ในการ
ประกอบการเรียนต่อไ

จดั ทำโดย
นายอรงกรต ปกี ลม
ตำแหนง่ ครูอัตราจ้าง

แผนการจัดการเรียนการสอนรายวชิ า

รหัสวชิ า : 3102 - 2101 รายวิชา: เทคนิคเขียนแบบเคร่ืองกล

จำนวนหนว่ ยกติ : 3 จำนวน : 5 ชวั่ โมง/สัปดาห์

ภาคเรียนท่ี: 2 ปีการศึกษา: 2561

หมวดวชิ าชพี : วิชาชีพเลือก สาขางาน: เครอ่ื งมอื กล

ระดบั ชัน้ : ปวส. แผนกวิชา: เทคนคิ การผลิต

สถานศกึ ษา: วิทยาลัยเทคนคิ ขอนแกน่

1. จุดประสงคร์ ายวิชา
1.1 เขา้ ใจหลักการอ่านและเขยี นแบบภาพประกอบ ภาพแยกชิ้นตามมาตรฐาน
1.2 สเกต็ ซ์ อา่ นและเขียนแบบภาพประกอบ แบบภาพแยกชน้ิ ของชน้ิ ส่วนอปุ กรณ์

เครอ่ื งมือกลตามมาตรฐาน
1.3 มีเจตคตแิ ละกจิ นิสัยดใี นการทำงานดว้ ยความรับผิดชอบ มคี วามประณีต รอบคอบ

ตระหนกั ถงึ คณุ ภาพงาน ประหยดั และรักษาสภาพแวดล้อม

การบูรณาการเข้ากับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข 4 มติ ิ
1. ความพอประมาณ
2. ความมีเหตุผล
3. การมีภูมคิ มุ้ กันในตวั ทีด่ ี
4. เง่ือนไขความรู้
5. เงอื่ นไขคณุ ธรรม

เศรษฐกิจ/สังคม/ทรัพยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม/วฒั นธรรม

2. สมรรถนะรายวชิ า
2.1 แสดงความรู้เกย่ี วกบั มาตรฐานงานเขียนแบบเครือ่ งมอื กล แบบสัง่ งานการผลิต

หลกั การอา่ นและเขียนแบบภาพประกอบ ภาพแยกชิน้
2.2 สเก็ตซ์ อา่ นและเขียนแบบภาพประกอบ แบบภาพแยกชน้ิ ของชน้ิ สว่ น และอปุ กรณ์

เครอื่ งมอื กลตามมาตรฐาน

3. คำอธิบายรายวชิ า
ศกึ ษาและปฏบิ ัติเกย่ี วกบั มาตรฐานงาน เขยี นแบบเครือ่ งมือกล แบบส่ังงานการผลิต

หลักการ สเก็ตซ์ อ่านและเขยี นแบบภาพประกอบ ภาพแยกชน้ิ ของชิน้ สว่ นเครื่องมอื กล แบบ
ส่งั งานการผลติ ชิ้นส่วนและอปุ กรณ์เคร่อื งมือกลตามมาตรฐาน ตระหนักถงึ คณุ ภาพงาน มีความ
ประณตี รอบคอบ
4. กจิ กรรมการเรยี นการสอน (Teaching Methods)

4.1 อภปิ ราย
4.2ถาม ตอบ
4.3 คน้ คว้า,ปฏบิ ตั ิงานเขียนแบบ

5. สอ่ื การสอน (Media)
5.1 ช้ินงานจรงิ
5.2 แบบทดสอบ
5.3 ใบงาน ใบความรู้

6. หนงั สอื -ตำรา หรอื เอกสารประกอบการสอน (Reference)
6.1 ตารางงานโลหะ บรรเลง ศรนลิ , ประเสรฐิ ก๊วยสมบรู ณ์
6.2 เขยี นแบบวิศวกรรม มานพ ตันตระบณั ฑิตย์
6.3 เขยี นแบบวิศวกรรม อำนวย อดุ มศรี

7. เวลาเรยี น (Learning time)
เรยี นทฤษฏี เวลา 5 ชั่วโมง / สปั ดาห์ เวลาเรยี นทง้ั สิ้น 90 ช่ัวโมง / ภาคเรียน

8. การประเมนิ ผล 60 %
8.1 การปฏบิ ัตงิ าน 20 %
8.2 การวดั ประเมินผล 20 %
8.3 คุณธรรมและจริยธรรม 100 %
รวม

9. เกณฑก์ ารวดั ผลประเมินผล ตัดเกรดแบบองิ เกณฑ์ โดยกำหนดระดับดงั นี้

คะแนนร้อยละ 80 - 100 ได้ 4.0

คะแนนรอ้ ยละ 75 - 79 ได้ 3.5

คะแนนรอ้ ยละ 70 - 74 ได้ 3.0

คะแนนรอ้ ยละ 65 - 69 ได้ 2.5

คะแนนร้อยละ 60 - 64 ได้ 2.0

คะแนนรอ้ ยละ 55 - 59 ได้ 1.5

คะแนนรอ้ ยละ 50 - 54 ได้ 1.0

คะแนนต่ำกวา่ ร้อยละ 50 ได้ 0

โครงการสอน

สปั ดาห์ หวั ข้อการสอน จำนวนคาบ หมายเหตุ
ที่ ทฤษฎี + ปฏิบัติ

1 - 2 มาตรฐานงานเขยี นแบบ 10
10
3 - 4 การสเกต็ ซ์ภาพ 10
15
5 - 6 พิกดั ความเผอื่ และระบบงานสวม 20
10
7 - 9 สัญลกั ษณ์เบอ้ื งตน้ ในงานเขยี นแบบเครื่องกล 20

10 -13 การเขยี นภาพฉาย

14 - 15 การเขียนแบบช้ินสว่ นมาตรฐาน

15 - 18 การเขยี นแบบชน้ิ ส่วนเคร่ืองมือกล เขียนแบบ

ภาพประกอบ

รวม 90

11. ผู้รับผิดชอบรายวิชา
นายอรงกรต ปกี ลม รบั ผิดชอบในการสอนในรหสั วิชา 3102 - 2101

หน่วยท่ี 1

มาตรฐานงานเขยี นแบบ

เพื่อใหก้ ารเขียนแบบเป็นไปในแนว ทางเดียวกนั การปฏบิ ัติงานจงึ มีมาตรฐานในการเขียนแบบ
โดยเฉพาะชนิดของเส้นรและตัวอกั ษรทใ่ี ช้ในการเขียนแบบ จะต้องมีมาตรฐานเป็นสากล ทำใหผ้ ้ปู ฏบิ ตั งิ านทำ
ความเข้าใจกันได้งา่ ย การที่เปน็ รูปแบบอนั เดยี วกันทำให้ข้อมลู พน้ื ฐานเป็นไปในแนวเดยี วกัน สามารถนำไปใช้
ไดท้ ุกสถานที่

งานเขียนแบบเป็นเคร่ืองมือที่ใช้สือ่ สารกัน ระหว่างผู้เขยี นแบบ ผู้ออกแบบกับช่างผู้ผลติ งานเขียนแบบ
จงึ ตอ้ งกำหนดมาตรฐานเพ่อื ใหม้ ีความเข้า ใจตรงกนั และในงานเขยี นแบบก็มีความแตกต่างกนั ไปตามลักษณะ
และประเภทงาน ในทนี่ ี้จะกล่าวถงึ ในส่วนที่เป็นเบ้ืองต้นทว่ั ไป ไดแ้ ก่เสน้ มาตราสว่ น และตวั อักษร

1. เส้น
ลักษณะของเส้นในงานเขียนแบบไมาวา่ จะเป็น เสน้ ทเ่ี ขียนดว้ ยดินสอหรือใช้เขียนดว้ ยปากกาเขียน

แบบ ขนาดของเสน้ จะต้องคงท่สี มำ่ เสมอและเลือกใช้ให้ถกู กบั ลักษณะของเส้นน้ันๆ เส้นจะเปน็ ตัวกำหนด
ขนาดและลักษณะรปู รา่ งของวัตถุ ซ่งึ การเขียนรปู ร่างของวัตถนุ นั้ ตอ้ งใช้เส้นชนดิ ต่างๆ หลายชนิดดว้ ยกัน เชน่
เส้นขอบรูป เสน้ ประ เสน้ เล็กศูนยก์ ลาง ฯลฯ เสน้ ทใี่ ช้ในการเขยี นแบบกำหนดความหนาของเสน้ ตามระบบ
ISO ซ่ึงกำหนดเปน็ มาตรฐานสากล ดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ชนิดของเสน้ ที่ใช้ในการเขียนแบบ

ชนดิ ของเสน้ ลักษณะของเส้น ปากกา ดนิ การใช้งาน
(ม.ม.) (ม.ม.) สอ

เส้นเตม็ หนา 0.5 HB ใชเ้ ปน็ เสน้ ขอบรปู ที่มองเหน็ ชดั เจน

เส้นตม็ บาง 0.25 2H ใชเ้ ป็นเส้นรา่ งแบบ, เสน้ บอกขนาด,
เส้นช่วยบอกขนาด, เส้นแสดงรอยตัด

เสน้ ประ 0.35 H ใชเ้ ปน็ เสน้ ขอบงานท่ีถูกบังไว้

เส้นศนู ย์กลางหนา 0.5 HB เส้นแสดงแนวตดั

เสน้ ศูนยก์ ลางบาง 0.25 2H เส้นผา่ ศนู ย์กลางของชิ้นงานกลม

เส้นมือเปล่า 0.25 2H เสน้ แสดงรอยตัดย่อส่วน
เสน้ แสดงรอยตดั แตกตวั

การเลือกใชเ้ สน้ จะต้องใชใ้ ห้ถูกกบั ชนิดของเสน้ ให้คำนึงถึงขนาดและความหนาของเสน้ ทีก่ ำหนดไว้
โดยทว่ั ไปจะใช้ในลกั ษณะของค่าประมาณ ลกั ษณะของเสน้ ไม่ว่าจะเขยี นดว้ ยดินสอหรือใช้ปากกาเขยี นดว้ ยนำ้
หมกึ น้นั ขนาดของเสน้ จะต้องคงที่สม่ำเสมอและเลอื กใช้ให้ถกู กับลักษณะของเส้นนัน้ ๆ ขนาดของเสน้ ทีใ่ ช้
ปากกาจะทำให้ไดเ้ ส้นคงทีส่ ม่ำเสมอกัน ส่วนขนาดของเส้นทใ่ี ช้ดินสอจะข้ึนอยู่กบั ขนาดของใส้ดินสอและการ
เอยี งดินสอ ดังรปู 1

รูปที่ 1 ตัวอยา่ งของเส้นท่ใี ชใ้ นงานเขยี นแบบ

2. มาตราส่วน
แบบงานส่วนมากจะเขยี นแบบเท่ากบั ชนิ้ งานจรงิ บางคร้ังชน้ิ งานมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถเขยี นลงบน

กระดาษเขยี นแบบได้ จำเป็นตอ้ งย่อขนาดลง ในขณะเดียวกันถา้ ช้นิ งานมีขนาดเล็กมาก ในการทจ่ี ะเขียนเทา่
ขนาดจริงนน้ั จะทำให้แบบไม่ชัดเจน มีขนาดเล็ก การเขียนหรอื การอา่ นแบบจะทำได้ยาก จำเป็นต้องเขยี นแบบ
ขยายเพ่ิมใหญ่ขนึ้ มาตราสว่ นท่ีใชใ้ นการเขียนแบบจึงมสี ่วนจำเป็นมาก โดยแบง่ มาตราสว่ นที่ใชใ้ นการเขยี น
แบบออกเปน็ 3 ประเภท ดงั นี้

1. มาตราส่วนจรงิ ขนาดของช้นิ งานทีเ่ ขียนแบบจะมขี นาดเท่าของจรงิ สญั ลกั ษณ์ 1 : 1 ซึ่งมีขนาด
เทา่ กับของจรงิ น้นั ๆ

2. มาตรราส่วนย่อ ขนาดของแบบงานจะย่อเลก็ ลงตามความเหมาะสม ซาึ งมสี ัดสว่ นดงั น้ี 1 : 2, 1 :

5, 1 : 10, 1 : 100, 1 : 1000 ฯลฯ เลข 1 หมายถึง ขนาดจรงิ และ เลข 2 หมายถึง ยอ่ ขนาดลงหรือคร่ึงหน่งึ
ของของจรงิ น่นั คอื เปน็ ต้น มีใช้งานหลายขนาด ดังแสดงในตารางที่ 3

3. มาตราส่วนขยาย ขนาดของแบบงานจะขยายใหญก่ วา่ แบบจรงิ ท่ีกำหนด เขียนเป็นสญั ลกั ษณ์ได้
เชน่ 2 : 1 ซึ่งเลข 1 หมายถึงขนาดจรงิ เลข 2 หมายถึงขยายขนาดขึน้ เป็น 2 เทา่ นั่นคือ เปน็ ตน้ มีใช้งาน
หลายขนาดดงั แสดงในตารางท่ี 2

ตารางที่ 2 ขนาดมาตราสว่ นที่ใชใ้ นงานเขยี นแบบ

ขนาดช้นิ งาน มาตราสว่ นทนี่ ยิ มใช้

ขนาดจรงิ 1:1
ขนาดยอ่ 1:2, 1:5, 1:10, 1:20, 1:50, 1:100, 1:200,1:500, 1:1000
ขนาดขยาย 2:1, 5:1, 10:1, 20:1, 50:1, 100:1, 200:1, 500:1, 1000:1

การเปรยี บเทยี บขนาดสดั สว่ น ตามมาตราส่วนจริง มาตราส่วนยอ่ และมาตราสว่ นขยาย (ดังรูปท่ี 2)

รูปท่ี 2 การเปรียบเทยี บมาตราส่วน

3. ตวั อกั ษร
แบบตวั อกั ษรทใี่ ชใ้ นงานเขียนแบบ จะตอ้ งเป็นแบบตวั อกั ษรท่ีเขยี นแล้วสามารถอา่ นได้งา่ ยและ

ขนาดเหมาะสมกบั แบบ ที่เขยี น ซงึ่ ถา้ ไม่เหมาะสมแล้วจะทำใหแ้ บบทีเ่ ขยี นนั้นดูไม่สวยงามและไม่เปน็ ระเบยี บ
ดังนั้นแบบตัวอักษรจงึ มีความสำคญั ต่องานเขยี นแบบมาก การกำหนดมาตรฐานของตวั อักษรแบ่งออกเปน็ 2
แบบ คือ ตวั อักษรโรมัน และตวั อกั ษรภาษาไทย

1. ตัวอกั ษรโรมัน และตวั เลขอารบิคทใ่ี ชใ้ นงานเขียนแบบมี 2 ชนดิ คือ
1.1 ตัวอกั ษรแบบตรง ตามมาตรฐานสากล (มอก.210-2520) (ดังรปู 3)

รูปท่ี 3 ตัวอักษรแบบตัวตรงตามมาตรฐานสากล (มอก.210-2520)
1.2 ตัวอักษรแบบเอียง ตามมาตรฐานสากล (มอก.210-2520) (ดังรปู 4)
ขนาดและระยะของตัวอักษร (ม.ม.)

ความสงู ของตัวอักษรตวั ใหญ่ =

ขนาดความสงู ของตัวอกั ษรตวั เลก็ =

ความหนาของตัวอักษร =

ความยาวส่วนล่างอักษรตัวเล็ก =

ระยะหา่ งระหว่างบรรทดั =
ระยะชอ่ งไฟของตัวอักษร =

รปู ท่ี 4 ตวั อักษรแบบตวั เอยี งตามมาตรฐานสากล (มอก.210-2520)
2. ตวั อกั ษรภาษาไทย
ตวั อักษรทใ่ี ช้ในราชการ ในปัจจบุ นั เขียนด้วยคอมพวิ เตอร์ เพราะมีความเป็นมาตรฐาน นิยมใช้ 2 รูปแบบ คอื
2.1 ตวั อักษรประดิษฐ์ นิยมใชใ้ นการเขียนใบประกาศนยี บัตร ปริญญาบตั ร การ์ดเชญิ รว่ มงาน ในพิธีตา่ งๆ ใน
การเขยี นจะใชค้ อมพวิ เตอรช์ ่วย หรอื เขียนด้วยมือเปล่า (ดังรปู 5)

รูปที่ 5 ตัวอักษรหวั เหลีย่ ม

2.2 ชนิดหัวกลม ตามมาตรฐานสากล (มอก.210-2520) (ดงั รูป 6)
รปู ที่ 6 ตัวอักษรหวั กลม

หนว่ ยที่ 2
การสเก็ตซ์ภาพ

การสเกตภาพ หมายถงึ การเขียนภาพโดยไมใ่ ช้เครอื่ งมือเขยี นแบบช่วย จะเขยี นภาพโดยใช้มือ
เปลา่ (FREE HAND) โดยการลากเสน้ ขึ้นเป็นช้นิ งานอย่างหยาบ ๆ จากความคิดหรอื จินตนาการของวิศวกร
ผอู้ อกแบบ เพ่ือนำไปใชเ้ ขียนแบบท่ีมีรายละเอยี ดต่าง ๆ สมบรู ณต์ ามมาตรฐานต่อไป
ดินสอท่ใี ชใ้ นการสเกตภาพน้ันควรใชเ้ กรด HB หรอื F โดยจบั ดินสอใหห้ ่างจากปลายดินสอประมาณ 30-
40 มลิ ลเิ มตรขณะท่ีลากเส้นสเกตภาพควรหมุนดนิ สอตามไปด้วย เพื่อทำให้ปลายดนิ สอแหลมอย่เู สมอ ทำ
ใหเ้ ส้นทีล่ าดคม ชดั เจน นำหนกั ของเส้นท่ใี ชใ้ นการลากเส้น ในการสเกตภาพมี 2 ระดบั คือ

เส้นหนัก ใช้เขียนเส้นรอบรูป เสน้ ประ เสน้ แนวตัด
เสน้ เบา ใชเ้ ขยี นเส้นศนู ย์กลาง เส้นบอกขนาด เส้นช่วยบอกขนาด

ลกั ษณะการจบั ดินสอในการสเกตภาพ
การลากเสน้ ในการสเกตภาพ

สำหรับผทู้ มี่ คี วามชำนาญอาจจะใช้กระดาษธรรมดาทำการสเกตรูปงาน ส่วนทีย่ ังไม่มีความชำนาญ
ควรทำการสเกตภาพลงบนกระดาษ สำหรบั ใชใ้ นงานสเกตภาพ โดยเฉพาะจะทำให้การลากเสน้ ต่าง ๆ ของ
งาน และสดั สว่ นของภาพถูกต้อง โดยกระดาษสำหรบั ใชง้ านสเกตภาพจะพิมพ์เปน็ ตาราง ซึ่งจะทำใหก้ าร
สเกตภาพสะดวกขึ้น
การลากเสน้ ตรง

การลากเส้นตรงสำหรบั การสเกตภาพ เป็นการลากเสน้ โดยใช้ความชำนาญของผปู้ ฏบิ ัตงิ าน จึงควร
ปฏิบตั ิโดยสมำ่ เสมอ เส้นตรงทใ่ี ชใ้ นงานสเกตภาพมหี ลายลักษณะดงั นี้

เส้นตรงในแนวนอน การลากเสน้ ตรงในแนวนอน ควรต้องกำหนดจุดเริ่มต้นและจุดสุดทา้ ย แล้วจงึ
ลากเสน้ จากทางซา้ ยมือไปทางขวามือ ถา้ ต้องการลากเส้นทม่ี ีความยาวมากควรลากเสน้ สน้ั ๆ ตอ่ ๆ กนั จะ
งา่ ยกวา่ การลากเส้นยาว

เส้นตรงแนวดิง่ การลากเส้นตรงแนวดง่ิ ควรลากเสน้ จากบนลงมาล่าง โดยใช้นิ้วแตะขอบกระดาน
สเกตจะช่วยทำใหล้ ากเส้นแนวด่งิ มีความตรงมากขนึ้

เส้นตรงแนวเฉยี งการลากเสน้ ตรงแนวเฉียงมีวธิ กี ารลากเส้นเช่นเดยี วกับการลากเส้นตรง
แนวนอน ควรกำหนดจดุ เร่มิ ตน้ และจุดสุดทา้ ยแลว้ จึงลากเส้นตรงแนวเฉียง เรมิ่ จากบนลงล่างหรอื จากลา่ งขึ้น
บนได้ท้ัง 2 วธิ ี

การลากเส้นโค้งหรือวงกลม
การลากเสน้ โคง้ หรือกลม นับว่าเป็นการเขยี นที่ยากมาก ดังนนั้ จึงตอ้ งมีการฝึกหัดและเขียนอยูอ่ ย่าง

สมำ่ เสมอ จะทำให้เกิดความเชีย่ วชาญ และปฏิบัตไิ ดโ้ ดยไม่ยากนัก การลากเส้นโคง้ หรือวงกลมสามารถทำ
ได้หลายวิธี

การสเกตวงกลมวธิ ีที่ 1 โดยเขียนรูปส่ีเหล่ียมจตั ุรสั หาจุดก่ึงกลางของดา้ นท่วี งกลมสัมผสั ลากเส้น
ทแยงมุม กำหนดจุดประมาณที่เสน้ รอบวงจะผ่านบนเส้นทแยงมุม จากน้นั เขยี นส่วนโค้งผ่านจดุ ที่กำหนด จะ
เกิดเปน็ รูปวงกลม

การสเกตภาพวงกลมจากรปู ส่ีเหลย่ี ม
การสเกตวงกลมวิธที ี่ 2 โดยการลากเสน้ ผา่ ศนู ย์กลาง แล้วกำหนดจดุ ประมาณทเี่ ส้นรอบวงของ

วงกลมจะผา่ น เขยี นสว่ นโค้งผ่านจุดที่กำหนดจะเกดิ เป็นรูปวงกลม

การสเกตภาพวงกลมจากเสน้ ผา่ ศนู ย์กลาง
การสเกตวงกลมวิธีท่ี 3 โดยการใช้กระดาษวัดระยะรศั มที ี่ตอ้ งการเขียนบนกระดาษแล้วนำไปทาบ

บนกระดาษสเกต โดยให้ด้านหนงึ่ อยทู่ จี่ ดุ ศูนย์กลาง อีกดา้ นอยทู่ ีเ่ สน้ รอบวงหมุนกระดาษไปแลว้ ทำจุด
เสน้ ประไปจนครบวงกลม แล้วจึงลงเส้นหนักตามแนวเสน้ ประ จะเกิดเปน็ รูปวงกลม

การสเกตภาพวงกลมโดยใช้กระดาษ
การสเกตวงกลมวธิ ที ่ี 4 โดยหาหมุนกระดาษสเกต ทำได้โดยใช้ปลายนิว้ กอ้ ยจรดทจ่ี ดุ

ศูนยก์ ลาง แลว้ ใช้มืออกี ข้างหมุนกระดาษสเกตไปเรื่อย ๆ จนได้รูปวงกลมตามต้องการ

การสเกตภาพวงกลมโดยการหมนุ กระดาษ
การสเกตวงกลมโดยใชด้ นิ สอ การสเกตวงกลมวิธีนี้จะใชด้ ินสอ 2 แท่ง โดยให้ดนิ สอจรดที่จุด

ศูนย์กลาง ดนิ สออีกแท่งกำหนดทขี่ ดี เสน้ รอบวงของวงกลมแล้วหมุนกระดาษไปเรื่อย ๆ จะเกดิ เปน็ รปู วงกลม

การสเกตภาพวงกลมโดยใช้ดนิ สอสองแทง่
สเกตวงกลมขนาดใหญ่ โดยใช้นิ้วมือเป็นจุดศนู ยก์ ลางของวงกลม เช่นเดยี วกับวงเวยี นเขยี นแบบ

การสเกตวงรี
การสรา้ งวงรีโดยเขียนรูปสีเ่ หลีย่ มผนื ผา้ ใหม้ ขี นาดความกว้าง ความยาว เท่ากับขนาดของวงรีท่ี

ต้องการ แบง่ ครึ่งที่ด้านทง้ั ส่ีของรูปสเ่ี หล่ียมผืนผา้ ทจี่ ดุ ก่ึงกลางของเสน้ แล้วลากเส้นโค้งใหต้ ่อกนั เปน็ วงรี

การสเกตวงรี

การสเกตภาพสามมิติ
การสเกตภาพสามมติ ิมีจุดม่งุ หมายเพื่อถ่ายทอดขอ้ มลู จากความคดิ หรือจินตนาการของวศิ วกร

ผอู้ อกแบบให้เปน็ ภาพสามมติ ิ เพอื่ ใหช้ า่ งเขยี นแบบสามารถเห็นรูปร่างของงานได้ทง้ั ความกวา้ ง ความยาว
และความหนา การสเกตภาพสามมิติน้ีสามารถทำไดท้ ง้ั แบบไอโซเมตริกและแบบออบลิค ขน้ึ อยู่กบั ลักษณะการ
วางชิ้นงาน
การสเกตภาพออบลิคจากภาพสามมิติ
1. สเกตภาพด้านหนา้ ตามท่กี ำหนด
2. สเกตภาพตามความลกึ ของชิน้ งานทำมมุ 45 องศา กับแนวนอน
3. ลบเส้นร่างทีไ่ ม่ใช้ออกจากรูปงาน
4. ลงเสน้ เตม็ หนกั ท่ีเสน้ ขอบรูป

แสดงลำดับภาพการสเกตภาพออบลิค
การสเกตออบลคิ จากภาพฉาย
1. เขียนรูปกลอ่ งสเ่ี หลย่ี มตามหลักการเขยี นภาพ OBLIQUE โดยมีขนาดกำหนด
2. สเกตรายละเอียดตา่ ง ๆ ตามภาพฉาย
3. ลบเส้นที่ร่างออก แล้วลงเสน้ เตม็ หนกั ของขอบชิน้ งาน

แสดงลำดบั เสน้ การสเกตภาพ OBIQUE จากภาพฉาย
การสเกตภาพไอโซเมตริกจากภาพสามมิติ
1. เขยี นรปู กลอ่ งสี่เหลย่ี มโดยวางภาพลักษณะไอโซเมตรกิ

2. แบง่ ระยะเขยี นรายละเอียดของภาพใหค้ รบตามแบบงานทกี่ ำหนด
3. ลบเส้นที่ไมใ่ ช้ออกจากแบบรปู งาน
4. ลงเสน้ เตม็ หนักท่ีเสน้ ขอบงาน

แสดงลำดับข้ันตอนสเกตภาพจากภาพสามมติ ิ



การสเกตภาพไอโซเมตริกจากภาพฉาย
1. เขยี นรูปกลอ่ งสเ่ี หลี่ยมมีขนาดกรอบนอกของรูปตามภาพฉาย โดยวางแกนภาพตามหลัก ISOMETRIC
2. สเกตผวิ หนา้ งานดา้ นต่าง ๆ ตามรายละเอียดในภาพฉาย
3. ลบเส้นทไ่ี มใ่ ช้ออกจากรปู งาน
4. ลงเส้นเต็มหนกั ที่เส้นขอบงาน

แสดงลำดับขน้ั การสเกตภาพจากภาพฉาย

หนว่ ยท่ี 3
พิกัดความเผ่ือและระบบงานสวม

สำหรับช้นิ งานท่ีตอ้ งมีการประกอบเข้าด้วยกันนน้ั ขนาดและรปู รา่ งของชิน้ ส่วนแต่ละชิ้นมคี วามสำคญั
ตอ่ การใช้งานร่วมกันของช้ินงาน แตเ่ น่อื งจากการผลติ ช้นิ งานจำนวนมากๆนนั้ เราไมส่ ามารถผลิตชน้ิ งานให้ได้
ตรงพอดกี ันค่าที่ต้องการได้ ดังนัน้ จะต้องมกี ารกำหนดความพกิ ัดความเผ่ือของขนาดและรปู รา่ งท่ยี อมรบั ได้
จากการผลิตเช่นขนาดไม่ตำ่ กวา่ เท่าใดและไม่มากกวา่ เทา่ ใด ความแตกต่างระหว่างขนาดสงู สุดและต่ำสุดนเี้ รา
เรียกวา่ คา่ พิกดั ความเผ่ือ (tolerance) การให้ขนาดความเผ่อื น้เี มอื่ ใช้ถกู ต้องจะทำให้ได้ผลติ ภัณฑ์ทใ่ี ชง้ านไดด้ ี
และสามารถเลือกใช้การผลติ มรี าคาต่ำทท่ี ่ีสามารถผลิตไดต้ ามขนาดท่ีต้องการได้ ในทางปฏบิ ตั ิ เราจะให้คา่
พิกัดความเผือ่ เท่าท่ีจำเปน็ เท่านนั้ และใหค้ ่าความเผือ่ ใหม้ ากทสี่ ุด เท่าทจี่ ะไมร่ บกวนการใช้งาน ทัง้ นเี้ พ่ือให้
การผลติ มตี ้นทนุ ตำ่ ทส่ี ุดการกำหนดพิกัดความเผื่อนี้มสี องประเภท คอื พกิ ัดของขนาด และ พิกัดของรูปรา่ ง
เราจะศึกษาพิกดั ของขนาดกอ่ น ค่าพิกัดความเผื่อน้นั ใชก้ นั มากท่ีสุดสำหรับช้นิ งานท่ีต้องสวมเข้าด้วยกัน เชน่
เพลา (shaft) และ รเู พลา (hole) ค่าความเผือ่ นน้ั จะข้นึ กับการใชง้ านของชนิ้ งานที่มเี พลาและมรี ูเพลาน้ีเรา
อาจต้องการใหเ้ พลาหมุนอยใู่ นรเู พลาได้โดยสะดวก ในกรณีน้เี รากต็ ้องกำหนดให้มัน่ ใจไดว้ า่ ช้นิ งานทไี่ ดจ้ าก
การผลิตจะมเี พลาทีเ่ ลก็ กวา่ ขนาดของรเู พลาแน่ๆ และมีช่องว่างระหว่างกันตามการใช้งาน เชน่ ถา้ การหมนุ
ไมม่ ีการสนั่ สะเทือนท่ีทำใหจ้ ดุ สัมผสั ระหวา่ งเพลาและรเู พลาเกดิ การกระแทก กอ็ าจให้มีช่องวา่ งมาก แต่
สำหรับเครื่องจกั รท่ีมีการสะเทอื นมากก็ต้องมีชอ่ งวา่ งน้อยเพอ่ื ลดการกระแทก หรือในประกอบเราอาจตอ้ งการ
ใหเ้ พลายึดติดกับรปู เพลา เราก็ตอ้ งกำหนดให้เพลาใหญ่กว่ารเู พลา เม่อื เราสวมเพลาเข้ากับรูเพลาโดยการสวม
อดั กจ็ ะทำใหเ้ พลายึดตดิ แน่นกบั รูเพลา การกำหนดขนาดระหว่างเพลาและรูเพลานี้มมี าตรฐานของ ISO
(International Standard Organization) เราจะใช้งานตามมาตรฐานน้ี

1. คำศพั ท์ทเี่ ก่ียวข้อง
1.1 เพลา (shaft) และ รูเพลา (hole)

สำหรับการกำหนดขนาดพิกัดความเผ่อื เพลาหมายถงึ ชนิ้ ส่วนทีส่ วมเขา้ ไปในอีกชิ้นสว่ น และ รเู พลา
หมายถึงชน้ึ ส่วนที่รับใหอ้ ีกชนิ้ สวมเข้าไปภายใน ในการน้เี ราจะตอ้ งไม่สบั สนกบั ชอื่ ของช้นิ งาน ชอ่ื ช้นิ งานอาจมี
ชอื่ วา่ เพลา แต่อาจทำหนา้ ท่ีเป็นรูเพลาก็ได้ ถา้ มชี ้ินสว่ นอีกช้ินถูกใสเ่ ข้าไปภายใน ในการกำหนดตอ่ ไปนี้เราจะ
สนใจเฉพาะหนา้ ท่เี ท่านัน้ จะไมส่ นใจชิ้นงานนัน้ จะมีชือ่ อะไร นอกจากนชี้ ้ินงานอาจดูไม่เหมือนเพลาหรอื รูเพลา
กไ็ ด้ เชน่ ช่องวา่ งระหวา่ งชน้ิ งานสองชิ้นอาจทำหน้าท่ีเป็นรูเพลา ถ้าเราต้องใสช่ ิ้นงานอีกชิ้นแทรกเข้าไป ช้นิ งาน
ท่ีแทรกเขา้ ไปในชอ่ งวา่ น้ีถึอว่าทำหน้าท่เี ปน็ เพลา

รปู ท่ี 1: ขนาดตา่ งๆของเพลาและรูเพลา

1.2 ขนาดต่างๆของเพลา และรเู พลา

รปู ท่ี4.1 แสดงคำศพั ทต์ า่ งๆสำหรับใช้ในการกำหนดขนาดเพลาและรูเพลา สำหรับเพลา ค่าพ้ืนฐาน (basic
size)ของขนาดเพลาคือขนาดเพลาทใ่ี ชใ้ นการอา้ งอิงและการคำนวณคา่ ตา่ งๆ ขนาดใหญ่ท่ีสดุ สำหรบั เพลา
(maximum limit) หรือขนาดทมี่ ีเนอื้ งานมากทีส่ ดุ (maximum material limit, MML) คอื ขนาดใหญ่ทส่ี ดุ
ของเพลาทยี่ อมรับไดข้ นาดเลก็ ท่สี ุดสำหรับเพลา (minimum limit) หรอื ขนานเนื้องานนอ้ ยที่สดุ ทยี่ อมรบั ได้
(minimum material limit, LML) ในทางกลับกนั ขนาดท่ีมีเน้ืองานมากท่สี ุด (MML) ของรเู พลาคอื ขนาดเล็ก
ทส่ี ุด และขนาดท่มี เี น้ืองานที่นอ้ ยท่ีสุดของรูเพลา (LML) คือเม่ือรูเพลามีขนาดใหญท่ ่ีสุดคา่ ความเบืย่ งเบน
(deviation) คือค่าความแตกต่างระหว่างขนาดเพลาจริง (actual size) กบั ค่าพ้นื ฐาน (basic size) (คา่ บวก
เมอื่ ขนาดจรงิ ใหญ่กว่าขนาดพ้ืนฐาน) ค่าความเบ่ียงเบนทีย่ อมรบั ได้สำหรบั งานต่างๆนัน้ จะต่างกันไป โดยเราจะ
เลือกใช้ตามขอแนะนำและคา่ มาตรฐานท่ีจะกล่าวถึงต่อๆไป สำหรับค่าความแตกต่างของขนาดจริงทใี่ หญ่ทส่ี ุด
กับคา่ พื้นฐานจะเรยี กว่าค่า ขอบบนของคา่ ความเบีย่ งเบน (upper deviation) และ คา่ ความแตกตา่ ง
ระหวา่ งขนาดท่ีเล็กท่สี ุดเรียกว่าคา่ ขอบลา่ งของคา่ ความเบ่ียงเบน (lower deviation) ค่าขอบบนของคา่
ความเบ่ียงเบนของเพลา และคา่ ขอบล่างของค่าความเบ่ียงเบนของรูเพลา เราจะเรยี กวา่ ค่าพื้นฐานของคา่
ความเบี่ยงเบน (fundamental deviation) หรือคา่ เบี่ยงเบนพนื้ ฐาน

1.3 ค่าพิกดั ความเผื่อ (tolerance)
ค่าพิกดั ความเผ่ือคือค่าความแตกตา่ งระหว่างขนาดใหญท่ ่ีสุดและเลก็ ท่สี ุดทย่ี อมรับได้ (มีคา่ บวกเสมอ) คา่ น้เี ทา่
กบั ค่าความแตกตา่ งระหว่าง ค่าขอบบนของค่าความเบี่ยงเบนและค่าขอบล่างของค่าความเบี่ยงเบน

2. ความพอดใี นการสวม (fit)
ความพอดีหมายถงึ ความสามารถในการเคล่อื นท่สี ัมพันธ์กันระหวา่ งเพลาและรเู พลา เราแบง่ ความ

พอดีออกไดเ้ ป็นสามแบบคือ สวมเผ่ือ (clearance fit), สวมพอดี (transition fit), สวมอัด (interference fit)

รูปที่ 2: clearance fit

รูปท่ี 3: transition fit
รปู ที่ 4: interference fit

2.1 clearance fit
รปู ที่ 2 แสดงการสวมเผอ่ื จากรปู จะเห็นว่าการสวมแบบนี้จะทำใหเ้ พลามีขนาดเล็กกว่ารเู พลาเสมอ การ
เคลอื่ นทส่ี มั พธั กันสามารถทำได้สำหรับขนาดของเพลาและรูเพลาใดๆท่ีอยใู่ นช่วงคา่ พิกัดความเผือ่ ของทั้งสอง
ช้นิ งาน คา่ ขนาดเผื่อตำ่ สุด (minimum clearance) จะเกดิ ขึน้ เม่ือเพลามขี นาดมากท่ีสุดและรูเพลามีขนาด
นอ้ ยที่สุด คา่ ขนาดเผื่อมากที่สุด (maximum clearance) จะเกดิ ขน้ึ เม่ือเพลามีขนาดน้อยทส่ี ดุ และรูเพลามี
ขนาดมากท่ีสุดการสวมเผอ่ื สามารถเลือกใช้ไดต้ ั้งแต่ คา่ หยาบ, หลวมมาก ถึง หลวมน้อย ตามต้องการดังแสดง
ในตารางที่ 1 ถึง 4

2.2 transition fit
รูปที่ 3 แสดงการสวมพอดี จากรูปจะเหน็ วา่ การสวมแบบนี้เพลาอาจมขี นาดเล็กหรือใหญ่กวา่ รเู พลาก็ได้ ทำ
ให้เราสามารถสวมชิน้ งานทง้ั สองเขา้ ดว้ ยกนั ไดโ้ ดยการกดดว้ ยมือ หรอื ตอกเบาๆด้วยค้อนยาง ค่าขนาดเผื่อมาก
ท่ีสดุ (maximum clearance) จะเกิดขน้ึ เม่ือเพลามขี นาดเลก็ ที่สดุ และรเู พลามขี นาดใหญท่ ีส่ ุด คา่
maximum interferance จะเกิดขึ้นเม่ือเพลามขี นาดมากที่สุด และรูเพลามขี นาดเล็กที่สดุ

2.3 interferance fit
จากรูปท่ี 4 แสดงการสวมอัด ในกรณนี ้ขี นาดเพลาจะใหญ่กวา่ รูเพลาแนน่ อน และจะอาจจะตอ้ งใช้เคร่ืองกด
(press) 10-20 ตันจึงจะประกอบได้ minimum interferance จะเกดิ ขนึ้ เมอ่ื เพลามีขนาดเล็กที่สุด และรเู พลา
มขี นาดมากทส่ี ดุ maximum interferance จะเกิดข้ึนเม่อื เพลามขี นาดมากที่สดุ และรูเพลามีขนาดเล็กท่สี ดุ
การสวมอดั ใช้สำหรบั การประกอบท่ีไม่ต้องการถอดหรือถอดออกน้อยครั้ง

2.4 Allowance
หลายๆครงั้ เราจะสนใจว่าเมอื่ ชน้ิ ส่วนสองชน้ิ ประกอบเขาด้วยกันแลว้ ประกอบเข้าดว้ ยกันไดย้ ากง่ายเพียงไร
จำเป็นจะต้องใชก้ รรมวิธีในการประกอบอย่างไร ในกรณขี อง clearance fit เราจะสนใจจะมีชอ่ งวา่ งเหลือ
อย่างน้อยเท่าใด (minimum clearance) เราคา่ ระยะของชอ่ งว่างนี้ว่า allowance หรือ positive
allowance และสำหรบั

รปู ที่ 4.5: ตัวอย่าง Grade of Tolerance

transition หรอื interferance fit แลว้ เมอ่ื เพลานนั้ ใหญ่มากกวา่ รเู พลาแล้ว เพลาจะใหญม่ ากกว่ามากทส่ี ุด
เท่าใดเราเรยี กกรณีน้วี ่า negative allowance สังเกตว่าไม่วา่ กรณีใด allowance คอื คา่ ความแตกตา่ งของรู
เพลากบั เพลาเม่ือท้ังสองชนิ้ มีเนอื้ ชิน้ งานมากทส่ี ดุ (maximum material limits, MML)

2.5 Grade of Tolerance
มาตรฐาน ISO มคี า่ กำหนดของพิกัดความเผ่ือ (grade of tolerance) อยู่18 ค่า ต้งั แต่ค่า tolerance น้อยๆ
สำหรบั งานละเอียด ถึงค่ามากๆสำหรับงานหยาบ รปู ท่ี 4.5 แสดงคา่ ตัวอย่างของค่าพิกัดความเผือ่ แต่ละคา่ จะ
มีความกวา้ งของชว่ งต่างกนั ประมาณ 1.6 เทา่ ค่าเหลา่ นเ้ี ขียนอา้ งองิ เป็น ITO1, ITO, IT1, IT2, up to IT16
แต่ในการใช้งานเราจะใช้แค่ตัวเลขเปน็ หลัก grade of tolerance มีผลมากต่อการเลือกกรรมวิธกี ารผลิต ทีค่ า่
ต่ำๆเราต้องใชก้ ารผลิตทมี่ ีความแมน่ ยำสงู และที่ค่ามากเราสามารถใชก้ ารผลิตทัว่ ๆไปได้

2.6 Bilateral and Unilateral limits

คา่ ขอบเขตท่ยี อมรบั ได้แบง่ ออกได้เปน็ สองประเภทคอื แบบสองทาง (bilateral) และแบบทางเดยี ว
(unilateral) แบบสองทางเกิดขน้ึ เมื่อขอบเขตล่าง และขอบเขตบนท่ียอมรับได้ (maximum and minimum
limits) นั้นมคี า่ หน่งึ มากกว่า และอีกคา่ น้อยกว่าค่าขนาดพื้นฐาน (basic size) สว่ นคา่ ขอบเขตแบบทางเดยี ว
เกดิ ข้ึนเมื่อเขตลา่ งและขอบเขตบนท่ยี อมรับได้ (maximum and minimum limits) นน้ั มากกว่า หรอื น้อย
กว่าคา่ ขนาดพ้นื ฐาน (basic size) ทงั้ สองค่า

2.7 คา่ ความเบย่ี งเบนพนื้ ฐานของพิกัดความเผือ่ (Fundamental Deviation of Tolerance)
คา่ ความเบี่ยงเบนพ้นื ฐาน (fundamental deviation) เปน็ ค่าขนาดของเพลาหรือรเู พลาท่ีใกล้ขนาดพนื้ ฐาน

มากที่สดุ ท่ียอมรับได้ เราใช้ค่านใี้ นการกำหนดจุดเริ่มต้นของชว่ งพกิ ดั ความเผื่อทย่ี อมรับได้ (tolerance zone)
เมอ่ื
เทยี บกบั ขนาดพื้นฐาน การกำหนดคา่ นี้ ตามมาตรฐาน ISO จะกำหนดเป็นตัวหนงั สือโดยใชต้ วั พิมพ์ใหญ่
สำหรบั รูเพลา และตวั พิมพ์เล็กสำหรบั เพลา ดงั ต่อไปน้ี (จากมากไปน้อย)

รปู ที่ 6: Usage of fundamental deviation [Boundy]
• Holes: A, B, C, CD, D, E, EF, F, FG, G, H, JS, J, K, M, N, P, R, S, T, U, V, X, Y, Z, ZA,ZB, ZC

• Shafts: a, b, c, cd, d, e, ef, f, fg, g, h, js, j, k, m, n, p, r, s, t, u, v, x, y, z, za, zb, zc
ในการใช้งานเราจะใชข้ นาดพ้ืนฐาน (basic size), ค่าความเบย่ี งเบนพน้ื ฐาน (fundamental deviation) และ
ค่าพิกัดความเผ่ือ (tolerance) ในการกำหนดขนาดของเพลาหรอื รเู พลาทย่ี อมรับได้ ค่าความเบ่ยี งเบนพื้นฐาน
รวมกับคา่ พิกัดความเผื่อเรยี กวา่ designation ตัวอยา่ งการใชง้ าน แสดงดังในรปู ที่ 6 สำหรับการสวมเผ่ือ
(clearance fit) ค่าเบย่ี งเบนพ้นื ฐานจะชว่ ยกำหนด ขนาดชอ่ งวา่ งระหวา่ งเพลาและรเู พลานอ้ ยท่ีสดุ ทย่ี อมรับ
ได้ (minimum clearance) จากในรูปจะเหน็ ว่าคา่ ความเบ่ยี งเบนพนื้ ฐาน ค่า c นน้ั จะมากกวา่ ค่า d ซ่ึงจะมี
ผลให้การสวมของเพลาที่มคี วามเผื่อแบบ c11 และ รเู พลาท่มี คี วามเผื่อแบบ H11 หรือ ที่เรียกย่อๆวา่ H11-
c11 นนั้ จะหลวมกว่าแบบ H11-d11 ทง้ั สองแบบสามารถผลิตได้ยากง่ายเท่ากนั เพราะมีขนาดพกิ ัดความเผืิ่อ
11 เท่ากนั คา่ ความเบ่ียงแบบพีน้ ฐานขนาดตา่ งๆน้ันเปรยี บเทยี บกันใหเ้ ห็นในรูปที่ 7 และ 8
3. การใช้งานในการใชเ้ ราเราจะกำหนดขนาด พื้นฐาน (basic size), ค่าความเบยี่ งเบนพื้นฐาน
(fundamental deviation) และค่าพกิ ัดความเผอ่ื (tolerance) เราจะเร่มิ ท่ีขนาดเพลาและรูเพลาก่อน
∅10mm คา่ นอ้ี าจจะมาจากการออกแบบหรอื ข้อจำกดั อื่นๆ จากนัน้ เราจะเลือกคา่ เผ่ือเชน่ H11-h11 ซ่ึงคา่ น้ี
มักจะมาจากคา่ ท่ีมผี ู้ศึกษาไว้แล้วว่าเหมาะกบั งานประเภทใดบ้างซ่ึงเราจะกลา่ วถึงต่อๆไปในการใชง้ านเราจะ

เหน็ ว่าการกำหนดค่าความเบ่ียงเบนพืน้ ฐาน (fundamental deviation) น้นั ไมม่ ีความจำเป็นทจ่ี ะต้องให้ค่า
สำหรบั เพลาและรเู พลาพร้อมๆกัน เราสามารถให้ค่าใดค่าหนึ่งเป็นศูนย์ไดโ้ ดยไม่มีผลต่อการใชง้ านเลย หรอื
บางทเี ราอาจจะมีตลับลกู ปืนอยู่ ถา้ เราวดั ขนาดรขู องแหวนในเพื่อทำเพลาในการสวมใส่ ในกรณนี ่เ้ี ราไมจ่ ำเปน็
จะตอ้ งใชค้ า่ พิกดั ความเผอื่ ของรเู พลา เพราะเราทราบขนาดท่แี น่นอนของรเู พลาอยแู่ ล้วจากการวดั และเม่ือเปิด
ตารางเพ่ือเลอื กคา่ ความเผ่ือสำหรับเพลา เราก็สามารถกำหนดใชค้ ่าเบีย่ งเบนพืน้ ฐาน (fundamental
deviation) ของรเู พลาเปน็ ศูนย์ได้ ดงั นัน้ ในทางปฏบิ ัติแลว้ เราจะกำหนดใหค้ า่ ความเบ่ียงเบนพื้นฐานของเพลา
หรอื รูเพลาเป็นศนู ย์ ค่าต่างๆทแี่ นะนำให้เลอื กใช้ก็จะ มใี ห้สองแบบคือแบบทใ่ี หค้ ่าความเบย่ี งเบนพนื้ ฐานของ
การใชง้ าน

รูปท่ี 7: Fundamental deviation for holes

รูปท่ี 8: Fundamental deviation for shafts

รเู พลาเปน็ ศนู ย์ (hole-basis system) และแบบท่ีให้ค่าความเบย่ี งเบนพื้นฐานของเพลาเปน็ ศนู ย์ (shaft-
basissystem)
ในระบบ hole-basis เราให้คา่ ความเบย่ี งเบนพ้ืนฐานของรูเพลาเป็นศนู ย์ตารางที่ 1 และ 2 แสดงคา่ พกิ ดั
ความเผื่อสำหรับเพลาและรูเพลาขนาดต่างๆ และที่ความพอดีแบบตา่ งๆ และในตารางท่ี 3 และ 4 แสดงคา่
ต่างๆในระบบ shaft-basisปกตแิ ลว้ เรามักจะใช้hole-basis system เพราะการผลิตจะทำไดง้ า่ ยกว่า
เน่ืองจากการเจาะรนู ้นั มักจำเป็นจะตอ้ งมดี อกสวา่ น เราจำเปน็ ตอ้ งเลือกซ้ึอดอกสวา่ นมาตรฐานมาใชส้ ว่ นเพลา
สามารถกลึงเอาให้ได้ขนาดท่ีตอ้ งการสำหรบั การใช้งานท้วั ๆไป เราสามารถใชค้ า่ พิกัดความเผอื่ ท่ีมีผูแ้ นะนำไว้
ได้ ในทน่ี ้ีเราจะแสดงค่าที่นยิ มใชแ้ ละงานที่เหมาะสม

3.1 Coarse Tolerance (H11/c11 or C11/h11)
ค่าความเผ่ือชุดนี้เป็นแบบ clearnace fit ท่คี ่อนขา้ งหลวม คอื มีช่องว่างเหลอื ระหวา่ งเพลาและรูเพลา
คอ่ นข้างมากในกรณนี เ้ี ราอาจใชส้ าหรบั ตำแหนง่ ท่ีมีความสกปรกจากการใช้งาน เราอาจตอ้ งการใหส้ ามารถ
ถอดออกเพื่อทำความสะอาดได้สะดวก เช่น งานเคร่ืองจกั รกลการเกษตร หรอื งานเพลาทีม่ ีตลบั ลูกปนื ขนาด
ใหญ่

3.2 Loose Running (H9/d10 or D10/h9)
ค่าชุดนเ้ี ปน็ คา่ เผ่ือสำหรบั งานทต่ี ้องการให้เพลาหมุนอยู่ในรูเพลาได้ (loose running fit) ใช้สำหรบั เกียรว์ า่ ง
เพราะรับแรงน้อย (idler gears and pulleys) หรอื ใช้สำหรับงานสวมใส่ตลับลูกปืนขนาดใหญใ่ นงานเชน่ โรง

เหล็ก, turbine ขนาดใหญ่ หรือ โรงขึน้ รูปโลหะต่างๆ ค่าความเผ่ือชุดนี้ก็เหมาะสมกับงานท่มี ีความ
เปลย่ี นแปลงของอุณหภมู ิสงู ซึ่งจะป้องกนั การตดิ เม่ือเพลาเกิดการขยายตัว

3.3 Easy Running (H9/e9 or E9/h9)
ค่าชดุ น้ี เหมาะสำหรบั งานทีต่ ้องการใหเ้ พลาหมุนอยใู่ นรเู พลาได้โดยละดวก (easy running fit) แตจ่ ะพอดี
มากกว่าแบบ loose running fit ค่านีเ้ หมาะสำหรับงานที่ไม่ละเอยี ดมาก หรือต้องการให้มีชอ่ งวา่ งเลก็ น้อย
เช่น main bearings, camshaft bearings, valve rocker shaft ของเคร่อื งยนตส์ ันดาปภายใน

3.4 Normal Running (H8/f7 or F8/h7)
คา่ นใ้ี ช้ในตำแหนง่ ท่วั ๆไปที่ต้องการใหเ้ พลาหมนุ หรือเลื่อนไปมาได้ ตำแหน่งทีม่ ีความเปลย่ี นแปลงของอุณหภูมิ
นอ้ ย ค่าชดุ นเี้ ป็นค่าท่ีมีความละเอยี ดสงู แต่สามารถผลติ ได้โดยไม่ยากเย็นและราคาไมแ่ พง เหมาะสำหรบั ความ
พอดรี ะหว่างตลบั ลกู ปืนและเพลา, เกียรท์ ่ตี ้องหมุนหรือเลอื่ นได้บนเพลา และงานที่รบั แรงน้อยถงึ ปานกลาง

3.5 Precision Running and Sliding (H7/g6 or G7/h6)
คา่ นใี้ ช้เมอ่ื ตอ้ งการให้เพลาหมนุ หรือเล่ือนไปมาได้ แตต่ ้องการความแมน่ ยำ คือตอ้ งการคา่ เผอ่ื น้อยๆ ใชเ้ มื่อ
จำเป็นต้องการความแม่นยำ เมื่อชนิ้ งานรบั น้ำหนักนอ้ ย และมีการเปลี่ยนแปลงของอณุ หภมู ติ ำ่

3.6 Average Location (H7/h6)
คา่ น้ีใชส้ ำหรบั การประกอบท่ัวไปที่เพลาไมห่ มุนหรือเลอ่ื นไปมาในรูเพลา

ตารางที่ 1-2: คา่ พกิ ดั ความเผ่ือที่นยิ มใชใ้ นระบบ Hole-basis [Boundy]

ตารางที่ 3-4: คา่ พกิ ดั ความเผ่ือที่นยิ มใชใ้ นระบบ Shaft-basis [Boundy]

3.7 Light Push Fit (H7/k6 or K7/h6)
คา่ นี้เป็นคา่ ความเผอ่ื ของ transition fit โดยเฉลย่ี แลว้ เมอ่ื ประกอบจะไม่เกดิ ชอ่ งวา่ งระหว่างชน้ิ งาน เหมาะ
สำหรับงานทต่ี ้องใหถ้ อดประกอบได้ แตต่ ้องการชอ่ งว่างระหว่างชนิ้ งานให้นอ้ ยที่สุด เช่น เมอ่ื ชิน้ งานมีการ
สน่ั สะเทอื นมาก เราจะไม่ต้องการให้ชิ้นส่วนตา่ งๆมชี อ่ งวา่ งระหว่างกนั ทำใหเ้ กิดการกระแทกระหวา่ งช้นิ งาน

3.8 Heavy Push Fit (H7/n6 or N7/h6)
คา่ นเ้ี ป็น transition fit แต่โดยเฉล่ียแลว้ เพลาจะใหญ่กวา่ รูเพลาจนต้องใชเ้ คร่อื งมือช่วยในการประกอบ เราใช้
สำหรับงานประกอบทว่ั ๆไปที่ต้องการความแนน่ แตถ่ า้ มีช่องวา่ ง (clearance) ระหวา่ งชนิ้ งานนดิ หนอ่ ยก็
ยอมรับได้

3.9 Press Fit (H7/p6 or P7/h6)
ค่าชดุ นเ้ี ปน็ interfererence fit สำหรบั ชีน้ งานเหลก็ (ferrous) การถอด และการประกอบใหม่สามารถทำได้
แตจ่ ะเกิดความเสยี หายเล็กน้อย

3.10 Heavy Press Fit (H7/s6 or S7/h6)
คา่ ชดุ น้ีเป็นแบบ interference fit ตอ้ งใชเ้ ครื่องมือขนาดใหญใ่ นการประกอบ เชน่ เครอื่ งกด 10 ตนั หรอื ใช้
การใหค้ วามร้อนกบั รเู พลาเพื่อใหข้ ยายตัว ค่านใ้ี ชเ้ ม่อื ไมต่ ้องการถอดประกอบ ใช้กับช้นิ งานท่ไี ม่ใชเ่ หล็ก
สำหรับ
ชน้ิ ส่วนเชน่ bushes, sleeves, liners, seats.

3.11 การคำนวณขนาดจากตาราง
เมือ่ เขยี นแบบชิ้นงานสำหรบั การผลคิ เรานิยมเขียนขนาดโดยการเขยี นคา่ ตวั เลขแทนการเขียนสญั ลักษณ์ความ
พอดี เราสามารถจะแปลงค่าความพอดใี ห้เปน็ ตวั เลขได้ โดยสำหรับค่าท่ัวๆไปจะใชร้ ปู ที่ 4.1 ถงึ รูปที่ 4.4 ได้
สำหรบั ตัวเลขทีไ่ ด้เรามักเขียนให้อยใู่ นรสองรปู แบบคือ ค่ามากท่สี ุดและค่าน้อยท่ีสดุ หรือ ใหเ้ ป็นคา่ พื้นฐาน
ประกอบกบั ค่าบวกลบท่ียอมรบั ได้ขั้นตอนการคำนวณขนาดตา่ งๆจากต่างมดี ังน้ี สมมตุ วิ ่าเราตอ้ งการ เพลา
และรเู พลาขนาดเสน้ ผ่านศนู ย์กลาง 8 mm designation เปน็ H7-g6 จากตารางท่ี 4.1 เราจะไดว้ ่า สำหรบั รู
เพลาคา่ เผื่อคือ 0 ถึง +0.015 และคา่ เผือ่ ของเพลาคอื -0.014 ถึง -0.005 จากค่านเ้ี ราสามารถเขยี นในแบบ
ชิ้นงานได้คือ 8+0.0150 สำหรบั รเู พลา และ 8-0.005-0.014 สำหรบั เพลา หรอื 8.0158.0 สำหรับรูเพลา และ
7.9957.986 สำหรบั เพลา

3.12 ตัวอย่างการใช้งาน
ในรูปที่ 9 เปน็ สว่ นของเคร่ืองจกั รอันหนึง่ เพลาในรปู น้นั สวมเกียร์อยู่ เมื่อเกยี รห์ มนุ กจ็ ะพาเอาเพลาหมนุ ไป
ดว้ ยกัน เพลานจ้ี ะหมุนอยบู่ นปลอก ปลอกนีจ้ ะถูกกำหนดตำแหน่งดว้ ยตัวเรือน (housing) อีกทหี น่งึ ทางด้าน
ซ้ายมีฝาครอบ ฝาครอบนี้ถูกกำหนดตำแหน่งด้วยวงขอบ (4) และยึดไว้ด้วยสกรู (capscrew) ในกรณีนมี้ กี าร

สวมประกอบกนั อยอู่ ย่างน้อย 6 ตำแหนง่ ทีแ่ สดงดว้ ยลกู ศรในรูป และแตล่ ะค่มู ีขนาดดังตารางท่ี 5 โดยขนาด
ในตารางเปน็ มิลลเิ มตร

สำหรับค่ปู ระกอบที่ (1) ตวั เรือน และ ปลอก ปลอกนีท้ ำหน้าท่ีป้องกนั การสึกหรอของตัวเพลา ปลอก
มักจะ
ทำขึน้ จากวสั ดทุ ่ีมีความแขง็ ของผิวต่ำกว่าของเพลา และอาจมคี ุณสมบตั ิในการหล่อลน่ื เช่น พวกเหล็กหลอ่
เมือ่ มีการใชง้ านตวั ปลอกจะเกิดการสึกหรอเป็นหลกั แต่ตัวเพลาท่ีมรี าคาสงู กวา่ จะเกดิ การสึกหรอน้อยมาก
เม่อื มีการใช้งานไปนานๆกเ็ พียงเปล่ยี นตวั ปลอกนถี้ ้าจำเปน็ ทำให้การซ่อมบำรุงมีราคาต่ำ ในกรณนี ีเ้ ราไม่
ต้องการให้ปลอกมกี ารหมุนเทียบกับตวั เรือน นัน้ คือเราจะไม่ใช้คา่ พิกดั ความเผือ่ แบบ running หรอื sliding
แต่การสว่ มนี้ก็จะไมค่ ่อยมีการถอดประกอบบ่อยๆด้วย ดงั น้ันเรากจ็ ะไมใ่ ช้ แบบ average location (H7/h6)
หรอื light pus

รูปที่ 9: ตัวอยา่ งการใชง้ าน fit ท่ีเหมาะสมในกรณนี ี้คอื heavy push fit, press fit, หรือ heavy
press fit สำหรบั heavy push fit นั้นจะเหมาะสำหรบั งานท่ีตอ้ งการให้สวมงา่ ย เชน่ เวลาเราไม่มเี คร่ืองกดอดั

หรืองานเคร่ืองจกั รราคาถูก แตต่ อ้ งระวังวา่ บางกรณีตัวปลอกอาจเลื่อนถอยออกมาจากตำแหน่งทตี่ ้องการได้
ถ้าเราไมต่ ้องการใช้ push fit เราอาจใช้ press fit ในกรณที ่ีตัวเรือนเป็นเหลก็ หรือเหล็กหล่อ หรอื ถา้ ยัง
ตอ้ งการให้ถอดปลอกออกไปไดแ้ ตถ่ า้ คาดวา่ จะไมม่ ีการเปลี่ยนเลย, หรอื ในกรณที ่ีมีการใช้วัสดทุ ่นี ม่ิ , (หรือใน
กรณีอ่ืนทีอ่ าจต้องการใช้แรงเสียดทานระหวา่ งปลอกกับตวั เรอื นในการส่งแรง คือให้สง่ แรงผา่ นไดโ้ ดยไม่มกี าร
เล่อื น แตใ่ นกรณีนีต้ ้องมีการคำนวณแรงสูงสุดทสี่ ง่ ได้) กใ็ ห้เลอื กใช้ heavy push fit สมมุตวิ ่าเราเลอื ก press
fit คอื H7/p6 จะได้คา่ เผื่อดังในตาราง
สำหรบั คู่ประกอบที่ (2) ปลอก และ เพลา ในกรณนี ้ีเราต้องการ running fit เพราะเราต้องการใหเ้ พลาหมุน
ได้ ในกรณีท่วั ๆไปเราจะเลือก normal running เป็นหลัก แตเ่ ราอาจจะเลือกค่าพกิ ัดเผื่ออนื่ ๆได้ดงั อธบิ ายไว้
ในตารางโดยพจิ ารณาตามเหตุผลต่างๆ เชน่ ราคาในการผลิต, การเปลยี่ นแปลงของอณุ หภูมิ, การสน่ั สะเทอื น
และอ่นื ๆ สำหรบั คปู่ ระกอบที่ (3) ปลอกและตัวเรือน ในกรณีนีเ้ ราไม่ต้องการใหเ้ กดิ การสัมผัสกันเลยระหวา่ ง
การใชง้ าน ทงั้ นี้เพราะคู่ประกอบท่ี (1) น้ันทำหนา้ ที่กำหนดตำแหน่งของปลอกไปแล้ว ดงั นั้นเราอาจเลือกใช้

coarse tolerance หรือมากกว่าน้ัน โดยอาจตัง้ ขึ้นมาเองเลยกไ็ ด้ เช่น ∅30 ± 0.5 สำหรับตัวเรอื น และ

∅28 ± 0.5 สำหรับตวั ปลอกสำหรับคู่ประกอบท่ี (4) ฝาครอบกบั ตวั เรือน ในกรณนี ้ีเราใชข้ อบนใี้ นการกำหนด
ตำแหน่งของตวั ฝาเทยี บกบั ตัวเรือน ในการนเ้ี ราอาจจะเลือกใช้หมดุ ในการกำหนดตำแหน่งแทนก็ได้แต่การ
ขอบของตัวเรือนแองน่าจะทำใหก้ ารประกอบน้ันรวดเรว็ ขน้ึ กว่า ใหส้ ังเกตวา่ ผวิ หน้าของตัวเรอื นดา้ นในของ
ขอบน้ันจะไมส่ ัมผัสกบั ตวั ฝา มแี ตส่ ว่ นขอบทเ่ี ป็นทรงกระบอกนนั้ สวมสัมผัสกัน ทัง้ น้ีเพ่ือให้หน้าสัมผสั ระหวา่ ง
ตวั เรอื นกบั ฝาในสว่ นท่ีอยใู่ กล้ๆกบั สกรูนัน้ ได้ สัมผสั กันได้เม่ือขนั สกรู ในกรณีนี้เราไม่ต้องการใช้ running fit
ทงั้ หลายแนๆ่ และกช็ ดั เจนว่าเราตอ้ งการให้การถอดประกอบทำได้ง่ายเพราะได้เลือกใช้สกรใู นการจับยึด
ดงั นนั้ จะมีค่าพิกดั ทเี่ หมาะสมคือ average location และ light push fit แตl่ ight push fit นัน้ จะตอ้ งใชก้ าร
เคาะหรือกดเล็กน้อย ซ่งึ อาจทำใหก้ ารประกอบน้นั ไม่สะดวกนัก แตก่ ็อาจจะจำเป็นถา้ ต้องการใหม้ ีการ
สนั่ คลอนนอ้ ยในการใช้งาน สมมตุ วิ า่ เราเลือก average location คอื H7/h6 จะได้ขนาดตามในตาราง
สำหรับคปู่ ระกอบท่ี (5) สกรูและฝา หลังจากทเ่ี ราไดพ้ ิจารณาคู่ประกอบที่ (4) ไป เราจะเห็นว่าเราไม่ได้ใช้
คู่ประกอบนี้ในการกำหนดตำแหน่งของฝาเลย เราใช้สกรูในการจบั ยดึ เท่าน้นั ดังน้ันรูที่ฝาน้มี กั จะมขี นาดใหญ่
กว่าตวั สกรูมาก (0.5-1 mm หรอื มากกวา่ ) ค่าแนะนำนน้ั จะหาได้ในบทของสลักเกลยี ว เราเรียกรู แบบนว้ี า่
clearance hole สำหรับตัวสกรนู ้นั เป็นชิน้ สว่ นทหี่ าซ้ือมา จงึ ไม่จำเปน็ ต้องกำหนดขนาดแตอ่ ยา่ ง ใด
สำหรบั คู่ประกอบที่ (6) เกียร์ และ เพลา ในกรณีนีเ้ ราต้องการไม่ให้มกี ารเคลือ่ นทีส่ มั พัทธก์ นั ระหว่างเกยี ร์
และเพลา แต่ยังตอ้ งการให้มกี ารถอดประกอบได้เพื่อการซ่อมบำรงุ เกียร์ ดังนนั้ เราควรเลือกคา่ พกิ ดั แนะนำคอื
average location, light push fit, หรอื heavy push fit แลว้ แต่งาน ถ้าใช้ average location ก็จะทำให้
ถอดประกอบงา่ ย แต่อาจเกดิ การส่นั คลอนได้จากการส่ันสะเทอื น หรืออาจเกิดแรงกระแทกถ้ามกี ารใช้เกียร์

หมุนไปกลับ, แต่ถ้าเลอื กไปทาง heavy press fit กไ็ ดก้ ารสนั่ คลอนนอ้ ยลงแตถ่ อดประกอบยากขนึ้ และ
สน้ิ เปลืองในการผลิตมากขึน้ ถ้าเราเลือกใข้ light push fit ก็จะได้ขนาดดงั ในตาราง

3.13 การกำหนดความเผ่อื บนแบบ
ในสว่ นน้เี ราจะแสดงการกำหนดขนาดความเผ่ือบนแบบชิน้่ งานgeneral tolerances
ถ้าเราตอ้ งการให้คา่ ความเผอ่ื สำหรบั ขนานทกุ ขนาดบนแบบ เราอาจใช้วิธดี ังในตารางที่ 6 สำหรับค่าความเผ่ือ
สำหรบั ขนาดเชิงเส้นท่ตี ำแหน่งท้วั ๆไป เราอาจเลือกใช้ค่าจากตารางท่ี 7
ตารางท่ี 5: ขนาดต่างๆสำหรับชนิ้ ส่วนทีม่ กี ารสวมประกอบ (mm)

ตารางท่ี 6: การกำหนดคา่ เผื่อโดยรวม [Boundy]

ตารางที่ 7: คา่ ความเผื่อสำหรับคา่ เชิงเสน้ ทั่วไป [Boundy]

ตารางท่ี 8: คา่ เผอ่ื ทัว่ ไปสำหรับมุม [Boundy]

การค่าเผ่ือและการกำหนดขนาดของมมุ สำหรับค่าความเผ่ือของคา่ มุมท่ัวๆไปทีไ่ ม่สำคญั ต่อการใช้งานนน้ั เรา
สามารถใชต้ ามตารางที่ 4.8 และสามารถให้ขนาดบนแบบไดต้ ามรูปท่ี 10
การกำหนดคา่ ความเผ่ือบนแบบการกำหนดขนาดความเผือ่ บนแบบทำไดห้ ลากหลาย วิธที ีน่ ิยมมีสามวิธดี ังน้ี
• Method 1: Limits of size ในกรณนี ้ี เราจะเขยี นขนาดต่ำสุดท่ยี อมรับไดใ้ ต้เสน้ บอกขนาด และค่าสงู สดุ
หนือเสน้ ดังแสดงในรปู ที่ 11
• Method 2: Bilateral tolerances สำหรับขนาดที่มคี ่าความเผอ่ื สองข้างที่เท่ากนั เรานยิ มใสข่ นาดตามใน
รปู ที่ 12
• Method 3: Unilateral tolerances สำหรับขนาดทีม่ คี า่ ความเผือ่ ทางเดียว เรานิยมใหข้ นาดตามในรูปที่13

รูปที่ 10: การกำหนดคา่ ความเผ่ือของมมุ บนแบบ [Boundy]

รปู ท่ี 11: การกำหนดขนาดโดยใช้คา่ ต่ำสุดและสงู สดุ [Boundy]
รูปที่ 12: การกำหนดขนาดแบบสองทาง [Boundy]

รปู ที่ 13: การกำหนดขนาดแบบทางเดียว [Boundy]

หนว่ ยที่ 4
สัญลักษณเ์ บ้ืองต้นในงานเขยี นแบบเคร่อื งกล

ในงานเขียนแบบนอกเหนือจากการบอกขนาดต่าง ๆ ดังที่ได้กลา่ วมาแลว้ ในบทที่ 4 ผูเ้ ขียนแบบ
เองจำเป็นทจ่ี ะต้องระบสุ ญั ลกั ษณ์ตา่ ง ๆ ที่ใชใ้ นงานเขียนแบบเพิ่มเติม โดยท่สี ญั ลักษณ์ในงานเขียนแบบ
นี้ แบง่ ออกได้เป็นหลายชนิดตามลักษณะการใช้งาน เชน่ สญั ลักษณ์ความหยาบของผวิ งาน สัญลักษณ์งาน
เชือ่ ม สัญลักษณ์ช้ินส่วนมาตรฐานของเครื่องจักรกล (สปริง เฟอื ง เกลียว ตลบั ลูกปืน ฯลฯ )และสญั ลกั ษณ์
พ้นื ฐานทางไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ ส์ เปน็ ต้น ซึง่ การระบุสัญลกั ษณ์เหลา่ น้ีเพมิ่ เติมลงในแบบสง่ั งานเพ่ือให้
ชดั เจนมากขนึ้ ทง้ั นีเ้ พ่ือให้ผู้นำแบไปใชง้ านสามารถที่จะปฏบิ ัตงิ านไอย่างถูกตอ้ งและเข้าใจเป็นแนวทาง
เดียวกัน อีกท้ังยังชว่ ยลดเวลาในงานเขยี นแบบได้อกี ด้วย สำหรบั สญั ลกั ษณเ์ บ้ืองต้นในงานช่างอุตสาหกรรมที่
จะกลา่ วถงึ ในหน่วยนี้คือ สัญลกั ษณข์ องเกลียว สัญลกั ษณ์ความหยาบละเอยี ดผวิ งาน สญั ลักษณ์แนว
เชอ่ื ม รวมถึงพิกดั ความเผ่ือเบื้องตน้ ที่ใชใ้ นงานเขยี นแบบ

1. เกลยี ว ( Thread)
เกลียวเปน็ ชิ้นงานสว่ นท่ที ำให้เกิดการเปลีย่ นแปลงจากการหมนุ ให้เคลือ่ นที่เป็นแนวเส้นตรงเพ่ือยดึ ชน้ิ งานหรอื
ทำให้ชนิ้ สว่ นเคลือ่ นที่ เกลียวมรี ูปรา่ งเป็นร่องวนรอบ ตวั อย่างดงั ภาพที่ 1 เพื่อใหส้ ะดวกในการเขียน
แบบ จึงมกี ารกำหนดเปน็ ภาพสัญลกั ษณ์แทน ดังภาพทแ่ี สดงต่อไปนี้

ภาพท่ี 1 สว่ นต่างๆของเกลยี ว
1.1 การเขยี นภาพสัญลักษณ์เกลียวในระบบ ISO

ภาพที่ 2 การเขยี นสญั ลักษณ์ของเกลียว
1.2 หลักเกณฑ์ในการเขียนภาพสัญลกั ษณ์เกลยี ว

ภาพท่ี 3 สว่ นประกอบในการเขยี นภาพสญั ลักษณเ์ กลยี ว
1.2.1 สัญลักษณ์ปลายสลกั เกลียวตาม DIN 78

1.2.2 เกลยี วแสดงเปน็ ภาพตัด
ภาพท่ี 6 ภาพตดั เกลียวและสัญลกั ษณ์

ในกรณที ่ีมีที่เขยี นภาพไม่เพียงพอหรือมเี วลาการเขียนจำกัด ก็สามารถเขียนแบบให้เกลยี วนอกหรอื
เกลียวในเพียงครึ่งเดยี วก็ได้ ดงั ภาพท่ี 7 (ก) และ 7 (ข)
1.2.3 เกลยี วท่มี องไมเ่ ห็น




Click to View FlipBook Version