ตารางท่ี 1 มาตรฐานของเกลียวชนดิ ต่าง ๆ
ชนดิ ของเกลยี ว ตวั ย่อ การกำหนดขนาด ตัวอย่าง
เกลยี ววติ เวิต-ละเอยี ด (เรยี ว) W เส้นผา่ นศูนยก์ ลางนอกเป็น มม.´ W28,8.´1/4
ระยะพติ ช์ เป็นน้ิว Keg DIN 477
เกลยี วทอ่ -วิตเวิต (ทรงกระบอก) R ขนาดกำหนดของท่อเปน็ นว้ิ R3/4
(ขนาดกำหนด =Æ ใน)
เกลยี วเมตรกิ - ISO M เส้นผ่านศูนยก์ ลางนอกของ M60
เกลียวเป็น มม.
เกลยี วเมตรกิ -ISO ละเอียด M เสน้ ผ่านศูนยก์ ลางนอกของ M80´2
เกลยี วเป็น มม. .´ระยะพิตช์ เปน็
มม.
เกลยี วเมตรกิ -ISO ทรงคางหมู Tr เส้นผ่านศนู ยก์ ลางนอกของ Tr48´8
เกลยี วเปน็ มม.´ระยะพิตช์ เป็น
มม..
เกลยี วฟนั กลม Rd เส้นผ่านศนู ย์กลางนอกของ Rd40´5
เกลียวเป็น มม.´ระยะพติ ช์ เป็น
มม..
เกลยี วฟันเล่อื ย S เส้นผ่านศนู ยก์ ลางนอกของ S70´10
เกลยี วเปน็ มม.´ระยะพิตช์ เป็น
มม..
เกลียวไฟฟา้ (เกลียว-เอดิสนั ) E เสน้ ผ่านศนู ยก์ ลางนอกของ E27
เกลยี ว(Æ - นอก) เป็น มม.
ตัวอย่าง
W28´ 1/4
W หมายถงึ เกลียววติ เวติ
28 หมายถงึ ขนาดเสน้ ผา่ นศูนย์กลางยอดเกลียว 28 มม.
¼ หมายถงึ ระยะพิตชเ์ ท่ากับ ¼ นว้ิ หรือใน 1 นวิ้ ในจำนวนเกลยี ว 4 ฟัน
M80´2
M หมายถึง เกลียวเมตริก
80 หมายถงึ ขนาดเส้นผา่ นศนู ยก์ ลางยอดเกลียว 80 มม.
2 หมายถึง ระยะพติ ชเ์ ท่ากบั 2 มม.
Tr 48´8
Tr หมายถงึ เกลียวเมตริก(ทรงสเ่ี หลียมคามหมู)
48 หมายถึง ขนาดเส้นผา่ นศูนย์กลางยอดเกลยี ว 48 มม.
8 หมายถงึ ระยะพิตชเ์ ท่ากบั 8 มม.
2. สญั ลักษณ์ความหยาบละเอียดของผิวงาน
ผวิ ชิ้นงานท่ผี ่านการะบวนการผลิตดว้ ยกรรมวิธีต่าง ๆ เชน่ งานหล่อ งานรดี งานกดอัดขึ้นรูป และ งานขน้ึ รปู
ด้วยเคร่อื งมือกล ( งานกดั งานกลึง งานเจยี ระไน ฯลฯ ) เมื่อมองดว้ ยสายตาเราจะเห็นว่าผวิ ของช้นิ งานมีความ
เรยี บ แตเ่ มื่อนำมาขยาย ก็จะพบว่าผวิ งานเหล่านัน้ ขรุขระเปน็ คลื่นสูง-ต่ำไม่เท่ากัน โดยเฉพาะถา้ ผิวของ
ชน้ิ งานใดมคี วามสูง-ต่ำแตกต่างกันมาก แสดงว่าผวิ ของชิ้นงานนน้ั มีความหยาบของผวิ มาก แต่ถา้ ผวิ ของ
ช้นิ งานใดมคี วามสูง-ต่ำน้อย ก็แสดงวา่ มคี วามหยาบของผิวน้อยและละเอยี ดมากกวา่ ซ่ึงความหยาบละเอียด
ของผวิ งานน้ีจะมคี วามจะเปน็ สำหรับงานทตี่ ้องการความละเอียดสูง โดยเฉพาะอย่างย่ิงการผลติ ชิน้ ส่วนของ
เครื่องจักรกลบางชนิด เชน่ ตลบั ลกู ปนื เปน็ ต้น แตส่ ำหรบั ชน้ิ งานบางชนิดอาจจะไม่มีความจำเปน็ ที่จะต้อง
ระบุความหยาบละเอียดของผิวงาน เพราะจะทำใหเ้ สียเวลาในการผลติ
ภาพที่ 16 ภาพขยายของผิวชน้ิ งานทผ่ี า่ นกระบวนการขึ้นรูป
2.1 การวัดคา่ ความหยาบละเอียดของผวิ งานตามมาตรฐานของ ISO 4287
การวัดค่าความหยาบละเอียดของผิวงานทีผ่ า่ นกระบวนการขึน้ รปู มาแลว้ ในหนว่ ยน้จี ะ กลา่ วถงึ เฉพาะค่า
ความหยาบ Rt, Ra และ Rz เท่านนั้
2.1.1 คา่ ความหยาบ Rt คือค่าวัดจากจุดสูงสุดไปยงั จุดตำ่ สุดของผิวงาน ซง่ึ มีหน่วยเป็น
ไมโครเมตร (um)
ภาพท่ี 19 การวดั คา่ ความหยาบ Rt
2.1.2 ค่าความหยาบ Ra หมายถงึ คา่ ความหยาบผิวทีห่ าได้จากการรวมพื้นทยี่ อดแหลมของคล่ืนเหนอื เสน้
ก่ึงกลาง (M-Line) กบั พ้ืนท่ียอดแหลมของคลน่ื ใตเ้ สน้ กง่ึ กลาง หารด้วยความยาวเฉล่ยี (Lm) โดยท่คี ่า
ของ Ra มหี นว่ ยวัดเปน็ ไมโครเมตร
ภาพท่ี 20 การวัดค่าความหยาบ Ra
2.1.3 ค่าความหยาบ Rz หมายถึง คา่ ความหยาบผวิ ซ่งึ หาไดจ้ ากการวัดทดสอบเปน็ ชว่ งเท่า ๆ กนั 5 ช่วง
แลว้ นำคา่ ทีไ่ ด้มารวมกันหารด้วย 5 โดยทค่ี ่าของ Rz มหี นว่ ยเป็นไมโครเมตร
Rmax
ภาพที่ 21 การวัดคา่ ความหยาบ Rz
2.1.4 ค่าความหยาบผวิ สูงสุด R max หมายถึง ความลกึ สูงสุดของร่องความหยาบทม่ี ีอย่ใู นระยะทดสอบ (ดงั
รูป 4)
2.2.1 แผน่ เทยี บผวิ มีลกั ษณะเปน็ แผน่ สี่เหลี่ยมวางเรยี งกันเปน็ ชุดตามลำดับความหยาบและแตล่ ะแผน่ จะ
มีสญั บักษณบ์ อกระดับความหยาบไว้ เวลาใชง้ านต้องนำแผ่นเทยี บผวิ ไปเปรียบเทียบกบั ผิวชิ้นงานค่าความ
หยาบของผิวงานก็สามารถอา่ นจากแผน่ เทียบผิวที่มผี วิ ตรงกบั ผิวของช้ินงาน ( ดูภาพท่ี 20)
ภาพท่ี 21 เคร่ืองวัดความหยาบผวิ แบบแสดงผลทห่ี น้าปดั
2.2.2 เคร่อื งวดั ความหยาบผิว เปน็ เครื่องมือวัดความหยาบผิวที่ทำงานดว้ ยระบบไฟฟ้า ซึ่งสามารถวัดคา่
ความหยาบผิวเป็นตวั เลขหรือแสดงเปน็ กราฟก็ได้โดยสามารถบอกค่าความหยาบเป็น Ra , Rz , Rmax ได้
ดว้ ย (ดูภาพท2ี่ 1 และ 22)
ภาพที่ 22 เคร่ืองวัดความหยาบผวิ แบบพิมพ์ข้อมูลและกราฟความหยาบผิว
ตารางเปรียบเทียบค่าความหยาบตามมาตรฐาน DIN กับ ISO
ตารางที่ 2
ภาพท่ี 33 แสดงการเปรยี บเทียบความหยาบผิวระหว่างมาตรฐาน DIN กับ ISO
ตารางที่ 3 ผวิ ความหยาบ Rz
ตารางที่ 3 ผิวความหยาบ Ra
2.3 การกำหนดสญั ลักษณผ์ ิวตามมาตรฐาน ISO 1302
จากการปรบั ปรุงมาตรฐานในงานเขยี นแบบเปน็ มาตรฐาน ISO โดยแต่เดิมใช้
มาตรฐาน
DIN 140 น้ัน ตอ่ มาเมื่อเดือนมิถนุ ายน 1977 ได้มกี ารเปลย่ี นแปลงมาตรฐานสัญลกั ษณ์ผิวงานข้ึนใหมเ่ ป็น
มาตรฐาน ISO 1302 โดยไดก้ ำหนดคา่ ความหยาบของผิวงาน ( Ra หรอื Rz ) ลงในแบบงานดว้ ยดังราย
ละเอียดต่อไปน้ี
1.สญั ลักษณ์ท่ีใชแ้ สดงค่าความหยาบผวิ สัญลกั ษณ์พื้นฐานมาประกอบด้วยเส้นสองเส้นทย่ี าวไมเ่ ท่ากนั ทำมมุ
ประมาณ 60° เสน้ ผิวงานสัญลกั ษณ์พ้นื ฐานท่ใี ช้มี 3 แบบด้วยกนั ดังตารางท่ี 5
ตารางที่ 5 สดั ส่วนของสัญลักษณ์ อักษร
ตารางที่ 6 สัญลักษณ์ และความหมายคุณภาพของผิวในแต่และสญั ลกั ษณะในมาตรฐาน ISO
ตารางที่ 7 ตำแหน่งบอกรายละเอียด
ตวั อย่างสญั ลักษณข์ องพ้นื ผวิ
หมายถงึ ผวิ งานที่มีความหยาบ Ra = 0.2mm ได้จากการไส
หมายถึง ผวิ งานท่ีต้องการปรับผิวให้ไดค้ วามหยาบ Ra = 6.3mm โดยไมม่ ีการปาดเน้ือหรอื ลดขนาดอีก
หมายถึง ผิวงานต้องมีความหยาบ Ra ต่ำสดุ 1.6 mm แตไ่ ม่เกิน 6.3mm
หมายถึง ผวิ งานตอ้ งมีความหยาบ Rz ต่ำสดุ 63 mm แต่ไมเ่ กนิ 100mmไม่ระบกุ รรมวิธีการผลิต
หมายถงึ ผวิ งานทีม่ ีการปรับผิวให้ไดค้ วามยาว 18 มม. โดยมีค่าความ
หยาบ Rz 16 mm
ภาพท่ี 34 ตัวอย่างสญั ลกั ษณ์ของผวิ
หมายถึง ผิวงานทตี่ ้องตัดเฉือนด้วยเครอื่ งมือ
มีคา่ ความหยาบ Ra = 6.3 mm
มีความยาวทจ่ี ะตัดเฉือน 20 มม. (ความยาวใช้งาน 15 มม. โดยเผือ่ ไว้ 5 มม.)
ภาพท่ี 35 การกำหนดค่าความหยาบของผิวในชน้ิ งาน
ตารางที่ 8 สัญลกั ษณ์แสดงทิศทางการตดั เฉือนผวิ งาน
3. สญั ลกั ษณแ์ นวเช่อื ม
การกำหนดสัญลักษณ์งานเชอื่ ม (Weld Symbols) มาตรฐาน ISO 2553: 1992 (E) มรี ายละเอียด
ดงั น้คี ือ
3.1. สญั ลกั ษณเ์ บือ้ งตน้ เป็นแบบของการเช่ือมชนิดตา่ ง ๆ ทแี่ สดงด้วยสญั ลักษณ์ ซ่งึ โดยท่วั ไปแล้ว
จะมีรูปรา่ งคลา้ ยกับพืน้ ทห่ี น้าตัดของแนวเชอ่ื มดังทแ่ี สดงไวใ้ นตารางท่ี 9.9
ตารางที่ 9แสดงสญั ลักษณ์เบ้ืองตน้ ตามแบบมาตรฐานของ ISO 2553: 1992 (E)
ลำดับ แนวเชื่อม ภาพแสดง สญั ลกั ษณ์
1. แนวเชื่อมต่อชนระหวา่ ง
แผน่ ท่พี บั ขอบ (ขอบทพ่ี ับ
จะหลอมละลายทั้งหมด)
2. แนวเชอื่ มต่อชนหนา้
ฉาก ( Square butt
weld)
3. แนวเชอ่ื มต่อชนบากร่อง
ตัววีดา้ นเดียว
(Single – bevel butt
weld)
4. แนวเชอื่ มต่อชนบากร่อง
เอยี งดา้ นเดียว
(Single – bevel butt
weld)
5. แนวเชือ่ มตอ่ ชนบากร่องวี
ดา้ นเดยี วโดยมหี น้า
ประชิดกวา้ ง(Single – V-
bevel butt weld with
broad root face)
6. แนวเชอ่ื มตอ่ ชนบากร่อง
เอยี งด้านเดียวโดยมีหน้า
ประชดิ กว้าง (Single –
bevel butt weld with
broad root face)
7. แนวเชอ่ื มตอ่ ชนบากร่อง
ตวั ยูดา้ นเดียว(หน้าขนาน
หรอื หน้าลาดเอยี ง)
(Single –U- butt weld
parallel or stopping
sides)
(ต่อ) ตารางที่ 9แสดงสญั ลักษณเ์ บ้ืองตน้ ตามแบบมาตรฐานของ ISO 2553: 1992 (E)
ลำดับ แนวเชื่อม ภาพแสดง สัญลักษณ์
8. แนวเชื่อมตอ่ ชนบากร่องตัวเจ
ด้านเดียว
(Single – J butt weld)
9. แนวเช่ือมปดิ หลัง (Backing
run, back or backing
weld)
10. แนวเชอ่ื มต่อ
ฉาก (Fillet weld)
11. แนวเชื่อมปลั๊กและสลอ็ ด
(Plug or slot weld)
12. แนวเช่ือมจดุ (Spot weld)
13. แนวเชอ่ื มตะเขบ็ (Seam
weld)
14. แนวเช่ือมต่อหลังชนบากรอ่ งวี
ด้านเดียว โดยใชแ้ ผ่นรอง
หลัง (Steep-flanked single
– V butt weld)
15. แนวเชอ่ื มต่อหลงั ชนบากร่อง
เอียงด้านเดยี ว โดยใชแ้ ผ่น
รองหลัง (Steep-flanked
single – bevel weld)
16. แนวเชอ่ื มขอบ (Edge weld)
(ต่อ) ตารางท่ี 9 แสดงสัญลักษณเ์ บ้ืองต้นตามแบบมาตรฐานของ ISO 2553: 1992 (E)
ลำดบั แนวเชอ่ื ม ภาพแสดง สัญลกั ษณ์
17. แนวเชอื่ มพอกผิว (Surfacing)
18. แนวเชอ่ื มต่อสมั ผัสผิวหน้า(Surface joint)
19. แนวเชือ่ มแบบขอบเอียง(Inclined joint)
20. แนวเชื่อมตะเขบ็ เก่ียว(Fold joint)
หนว่ ยท่ี 5
การเขียนภาพฉาย
การเขยี นภาพฉาย เปน็ วธิ เี ขียนอีกแบบหนงึ่ ทเ่ี ขยี นแลว้ สามารถมองเหน็ ลักษณะและรปู ทรงของส่งิ
นัน้ ๆ ไดง้ า่ ยตามความเป็นจรงิ เพราะแบบงานท่ีจะนำไปใช้ผลิตจะต้องเปน็ แบบที่มีรายละเอยี ดครบถ้วน วธิ กี าร
เขียนภาพฉายนนั้ จะต้องเขยี นลักษณะรูปทรงครบทุกด้าน คือด้านบน ด้านล่าง ดา้ นข้างซา้ ย ด้านขา้ งขวา
ด้านหน้า และดา้ นหลัง แต่ถ้าเป็นรปู ทรงที่มลี กั ษณะด้านตรงขา้ มเหมือนกันกน็ ยิ มเขยี นเพยี ง 3 ด้าน คือ
ด้านบน ด้านหน้า และด้านข้าง
ลำดับข้นั การเขียนแบบภาพฉาย
ภาพตู้ยา
1.1 ให้ภาพทมี่ รี ายละเอยี ดมากทส่ี ดุ เปน็ ด้านหน้า
1.2 รา่ งเสน้ ฉายภาพด้วยเสน้ บาง (เส้นสีฟ้า) ไปยังดา้ นบนเพื่อท่ีต้องการทราบระยะว่ามีขนาดความ
ยาวเท่ากบั ดา้ นหนา้
1.3 เขียนภาพดา้ นบนให้อยทู่ างดา้ นบนของภาพดา้ นหนา้
1.4 รา่ งเสน้ ฉาย (เสน้ สีฟ้า) จากภาพด้านหนา้ ไปยงั ดา้ นข้างโดยให้มีความสงู เท่ากบั ภาพดา้ นหน้า
ส่วนความกว้างของภาพด้านข้าง ใหร้ ่างเส้นฉายลงมาตัดกับเส้นทีเ่ อยี งทำมมุ 45 องศา จากจุดตดั กับเส้น 45
องศา ใหร้ า่ งฉายมายงั ภาพด้านบน (เส้นสแี ดง)
1.5 ลบเสน้ ร่าง(เสน้ สฟี ้าและสีแดง) ออกใ้หห้ มด
1.6 เติมรายละเอียดโดยการเขียนเส้นบอกขนาดของภาพ ด้วยเสน้ บอกขนาดและเขยี นกำกับใตภ้ าพว่าเปน็
ภาพฉายดา้ นไหน
2. การเขียนแบบภาพออบลิค
รูปออบลิคเปน็ แบบภาพสามมติ ิอีกชนิดหนึง่ มีลักษณะคลา้ ยกับรปู ไอโซเมตริก ส่วนทแี่ ตกตา่ งกนั
คือ ภาพออบลิคจะแสดงดา้ นหน้าตรงๆ สว่ นด้านข้างจะทำมุม 45 องศา เพยี งด้านเดยี ว คอื ดา้ น
ขวามือ เน่อื งจากภาพออบลิคแสดงด้านหน้าได้ชัดเจนดี จงึ นยิ มเขียนภาพที่มีรายละเอียดดา้ นหน้ามาก ๆ
ลำดับขน้ั การเขยี นแบบภาพออบลิค
2.1 ให้เขยี นภาพด้านหนา้ ก่อน
2.2 ขดี เส้นดา้ นขา้ ง 45 องศา
2.3ขีดเสน้ ตั้งฉากและเสน้ ระนาบใหค้ รบ
2.4 จะได้ภาพออบลคิ
ข้อสงั เกตในการเขียนแบบภาพออบลคิ
1. มุมที่ใช้ในการเขียนแบบภาพออบลคิ จะมีเพยี ง 2 มมุ เทา่ นัน้ คือ 45, 90 เสน้ ทีข่ ีดทำ
มุมดา้ นขวามือจะเปน็ มุม 45 องศา ส่วนเสน้ ทีล่ ากข้นึ หรือลากลงจะเป็นมุม 90 องศา
2. เสน้ ท่ขี ีดจะเปน็ เสน้ ขนานกนั โดยตลอดคือ เส้นท่ีลากทำมุมด้านขวาก็จะขนานกันกับ
ด้านขวา เสน้ ทล่ี ากด้านซ้ายเป็นเสน้ ระนาบ และเสน้ ที่ลากขน้ึ หรือลงก็จะขนานกัน
3. การเขยี นเสน้ ระนาบเสน้ แรกควรใหอ้ ยู่ดา้ นลา่ งเพราะภาพทเ่ี ขยี นจะอยู่ด้านบนและ
ควรคำนงึ ถึงความสงู ของภาพด้วย
4. ก่อนท่ีจะเขียนเสน้ ตงั้ ฉากจะตอ้ งคำนงึ ถึงความยาวดา้ นหนา้ ของภาพด้วย
ตัวอย่างภาพออบบริค
3. การเขียนภาพไอโซเมตรกิ
การเขยี นแบบภาพไอโซเมตริกเป็นภาพลักษณะสามมิตอิ ีกแบบหนึ่งของการเขยี นแบบ มี
ลักษณะเปน็ ภาพที่มองเหน็ จากมุมท่ีกำหนดเป็นจุดเร่ิมต้น การสรา้ งภาพไอโซเมตรกิ นจี้ งึ เปน็ การวัด
เอาขนาดกวา้ ง ยาว ของดา้ นตา่ ง ๆ มาเปน็ ขนาดในภาพน้ันเอง การเขยี นแบบภาพไอโซเมตรกิ น้ีจะ
แสดงการเขยี นโดยใช้มุมทั้งสองข้างเท่ากนั คือ เป็นมุม 30 องศา โดยวดั จากเสน้ ระนาบ
ลำดับข้ันตอนการเขียนแบบภาพไอโซเมตริก
3.1 ขีดเส้นระนาบ
3.2 ขดี เส้นตง้ั ฉากและ 30 องศา ซา้ ยและขวา
3.3 ขดี เสน้ ต้ังฉากและ 30 องศา ซ้ายและขวา
3.4 ขดี เสน้ 30 องศา ซ้ายและขวา
ข้อสงั เกตในการเขียนแบบภาพไอโซเมตริก
1. มมุ ทใ่ี ชใ้ นการเขยี นแบบภาพไอโซเมตรกิ น้ีจะมีเพียง 2 มุมเทา่ นน้ั คือมุม 30
และ 90 กล่าวคือ เส้นท่ีขีดทำมมุ ดา้ นซา้ ยและขวา จะทำมุม 30 องศา สว่ นเส้นทข่ี ดี ขึน้
หรอื ขดี ลงจะเปน็ มมุ 90 องศา
2. เส้นท่ีขีดจะเป็นเสน้ ขนานกนั โดยตลอดคืนเสน้ ทีท่ ำมุมด้านซ้ายกจ็ ะขนานกนั
เส้นที่ลากดา้ นขวากจะขนานกนั และเสน้ ตง้ั ฉากก็จะขนานกนั
3. การเขยี นเสน้ ระนาบเส้นแรกควรให้อยดู่ า้ นลา่ งเพราะภาพทีเ่ ขยี นจะอยู่
ด้านบนและควรคำนึงถงึ ความสูงของภาพท่จี ะเขยี นด้วยเพื่อไม่ใหภ้ าพทเี่ ขยี นล้นกรอบ
กระดาษเขยี นแบบ
4. กอ่ นทจ่ี ะเขียนเส้นตัง้ ฉากจะต้องดูก่อนวา่ ภาพเอียงไปด้านใด หากภาพท่ีจะ
เขยี นเอยี งด้านซา้ ยเส้นตง้ั ฉากจะต้องอยดู่ า้ นขวา เป็นตน้
ตัวอย่างภาพไอโซเมตรกิ
การอ่านคา่ ความยาวและมาตราส่วน
บอกขนาดของชน้ิ งาน
การอ่านค่าความยาว งานเขียนแบบแบ่งการวัดขนาดเป็น 2 ระบบใหญ่ ๆ คือ
1. ระบบนว้ิ ( ระบบองั กฤษ ) การวดั ระบบน้ีจะใชห้ นว่ ยเป็นนวิ้
2. ระบบเมตรกิ การวัดระบบนใ้ี ช้หน่วยเปน็ มิลลเิ มตร เซนติเมตร เมตร
มาตราส่วน ( SCALE ) หมายถงึ อตั ราท่ใี ชย้ ่อหรือขยายส่วน
การเขยี นแบบโดยทวั่ ไป ภาพท่ีเขยี นแบบจะมขี นาดท่ีสมั พันธ์พอเหมาะกบั ขนาดกระดาษ
เขียนแบบเสมอ เมื่อมองภาพแลว้ เหน็ รายละเอยี ดไดช้ ัดเจนสมบรู ณ์ ฉะนั้นการเลอื กใช้มาตราส่วนที่
เหมาะสมกับขนาดกระดาษเขียนแบบ ผูเ้ ขียนแบบจึงต้องควรคำนึงถงึ มาก
มาตราส่วน แบ่งออกเปน็ 3 ชนิด
1. มาตราส่วนยอ่ ( BRIEF SCALE ) เชน่ 1 : 10 อา่ นว่า หนงึ่ ตอ่ สบิ หมายถึง ของจริง 10
ส่วน เขยี นลงในกระดาษเขยี นแบบ 1 สว่ น
2. มาตราส่วนขยาย ( EXTENDED SCALE ) เช่น 10 : 1 อา่ นว่า สบิ ต่อหนึ่ง หมายถึง ของ
จริง 1 สว่ น เขียนลงในกระดาษเขยี นแบบ 10 สว่ น
3. มาตราสว่ นเท่าของจริง ( FULL SCALE ) เชน่ 1 : 1 อ่านว่า หนง่ึ ตอ่ หนงึ่ หมายถงึ ของ
จรงิ 1 สว่ น เขยี นลงในกระดาษเขียนแบบ 1 สว่ น
สำหรบั มุมตา่ ง ๆ ท่ีมีอยใู่ นแบบไมว่ า่ จะเปน็ มุมตรงไหนก็ตาม จะไม่มีผลต่อการใช้มาตรา
ส่วน กลา่ วคอื มุมไมต่ ้องทำการยอ่ หรือขยายแตป่ ระการใด เชน่ มมุ 60 ไมว่ ่าจะใช้มาตราส่วนย่อหรือ
มาตราส่วนขยาย มมุ 60 ก็ยงั เป็นมมุ 60 อย่างเดมิ ไม่เปลย่ี นแปลง
สำหรบั การเขยี นค่าของตัวเลขบอกขนาด ก็เชน่ เดียวกนั กบั มุมต่าง ๆ ไม่วา่ จะใชม้ าตราสว่ น
ย่อหรือขยายกต็ าม การกำหนดขนาดจะไม่มกี ารเปล่ยี นแปลงไปดว้ ย เช่น ขนาดความยาวของวัตถุ
15 เซนติเมตร มาตราส่วนไม่วา่ จะย่อหรอื ขยาย การเขียนตวั เลขบอกขนาดกเ็ ขยี น 15 เซนติเมตร
เทา่ เดิม
ตวั อย่าง เช่นมาตราสว่ นปกติ 1: 1 1 : 1 หมายความวา่ ขนาดทเี่ ขยี นเท่ากับขนาดจรงิ
ของชิ้นงาน
ขนาดทีเ่ ขยี นแบบ ชิน้ งานจรงิ
มาตราส่วนลดหรือยอ่ 1 : 2, 1 : 5, 1 : 10, 1 : 20, 1 : 50, 1 : 100 1 : 200, 1 : 500, 1 :
1,000 , 1 : 2,000,1 : 5,000 1 : 10,000
1 : 2 หมายความว่าเปน็ การเขยี นย่อขนาดภาพใหเ้ ล็กลงเช่น ขนาดทเี่ ขยี น 10 มม. ขนาด
จริง 20 มม.
บอกขนาดของช้ินงาน
มาตราสว่ นขยาย 2 : 1, 5 : 1, 10 : 1, 20 : 1, 50 : 1, 2 : 1 หมายความว่าเป็น
การเขียนขยายภาพใหใ้ หญข่ ้ึน เชน่ ขนาดทเ่ี ขียน 40 มม. ขนาดจริง 20
ขนาดที่เขียนแบบ ชนิ้ งานจริง
สำหรับการใช้ในกรณีพิเศษ มาตราส่วนขยาย หรือมาตราสว่ นลด สามารถคูณ หาร ด้วย
ตวั เลขจำนวนเต็มของฐานสิบ หลาย
การกำหนดขนาดมิติ
มาตรฐานการกำหนดขนาดมิติ ตาม DIN 406-11 และ DIN ISO 128-22
ขนาดชิน้ งาน
มาตรฐานการกำหนดขนาดมิติ
- กำหนดด้วยหน่วยมิลลเิ มตร โดยไมต่ ้องเขยี นหนว่ ยลงไปในแบบ
- การกำหนดขนาดสำหรบั หน่วยอ่ืน เชน่ นิ้ว,เมตร ให้เขยี นหน่วยลงไปในแบบดว้ ย
การกำหนดขนาดประกอบดว้ ยส่วนตา่ ง ๆ ดังนี้ คือ
เส้นช่วยบอกขนาด
เสน้ ช่วยบอกขนาด
- มคี วามหนาเส้น 0.25 มลิ ลิเมตร เป็นเสน้ เตม็ บาง เขยี นตอ่ จากขอบของช้ินงาน
และเขียนเลยหวั ลกู ศรประมาณ 2 มิลลเิ มตร สว่ นมากเขียนตงั้ ฉากกับเส้นบอกขนาด
เสน้ บอกขนาด
- เสน้ บอกขนาดมีความหนาเสน้ 0.25 มิลลิเมตร เป็นเสน้ เตม็ บาง และมีหัวลกู ศร
บริเวณหวั และท้ายเส้น
- เส้นบอกขนาด จะเขียนเส้นตั้งฉากกบั เสน้ ช่วยกำหนดขนาด
- เสน้ บอกขนาดห่างจากขอบชนิ้ งาน 10 มลิ ลเิ มตร และมรี ะยะห่างระหว่างเสน้
บอกขนาดดว้ ยกัน 7 มลิ ลเิ มตร
- เส้นบอกขนาดเสน้ ท่สี นั้ ท่สี ุดอยู่ใกล้แบบงานมากทสี่ ดุ
- การบอกขนาดทมี่ ีทรงสมมาตร บอกตามแนวขวางเสน้ ศูนยก์ ลางท่ีอยู่เลยขอบ
ช้ินงานออกไปประมาณ 2 – 3 มลิ ลิเมตร ชิ้นงานท่ีเป็นแผ่นบางเขยี นเพียงด้าน
เดียว ความหนาของวสั ดุชน้ิ งานใหใ้ ส่ตวั อักษร T กำกับ
ตวั เลขบอกขนาด
ตัวเลขบอกขนาด
- ขนาดตัวเลขบอกขนาด มีขนาดอย่างน้อย 3.5 มลิ ลิเมตร ใสไ่ วเ้ หนือเสน้ บอก
ขนาด โดยอา่ นไดจ้ ากขา้ งลา่ งหรือขวามือ เม่ือแบบอยู่ในตำแหน่งอา่ น (ทศิ ทางอา่ น
ของหวั กระดาษ)
- กรณที ่มี เี สน้ ขนานหลายเส้น หรือเส้นบอกขนาดอยใู่ นแนวเดียวกัน ใหเ้ ขยี นตวั
เลยกำหนดขนาดสลบั กับลูกศร
- ถา้ พ้ืนทีเ่ ขยี นตัวเลขจำกัด อนญุ าตให้เขียนเสน้ ชีบ้ อกขนาด หรือตวั เลขบอก
ขนาดไวบ้ นเสน้ ชว่ ยบอกขนาดทตี่ อ่ เลยออกไป