The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงการสุขนิสัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kan5052, 2022-05-24 02:45:15

โครงการสุขนิสัย

โครงการสุขนิสัย

รายงานโครงการ 2564

โครงการส่งเสริม

พัฒนาการด้านร่างกาย
และสุขนิสัยที่ดี

นางกันยารัตน์ วัลลิภากร
ครูชำนาญการพิ เศษ

โรงเรียนบำรุงราษฎร์วิทยาคม

สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตรเขต 2

คำนำ

โครงการส่งเสริมกำรสร้ำงสุขนสิ ยั ท่ีดี เป็นการดาเนนิ โครงการอย่างเป็นระบบ มกี ารศกึ ษา
สภาพปจั จุบนั ปัญหาและความตอ้ งการ การวางแผนการปฏิบตั ิงานตามแผน การนิเทศติดตามผล
และประเมนิ โครงการ เพือ่ นาผลการประเมนิ โครงการไปใชใ้ นการพฒั นางานอยา่ งต่อเน่อื ง และเป็นระบบ
ผลการดาเนนิ งานชว่ ยให้โรงเรียนมขี ้อมูลสารสนเทศทางการศกึ ษาท่สี ง่ ผลตอ่ การพฒั นาคุณภาพผเู้ รียน

ขอขอบคุณครูและบคุ ลากรทเ่ี กยี่ วข้องกบั การดาเนนิ โครงการทุกท่านท่ใี ห้ความร่วมมอื ในการ
ดาเนนิ งานตามโครงการและประเมินโครงการส่งเสรมิ สร้ำงสขุ นสิ ัยที่ดี ทาใหก้ ารดาเนินงานบรรลุผลตาม
เป้าหมายที่กาหนดและเกดิ ประโยชนต์ อ่ ผ้เู รียนและผ้เู กีย่ วขอ้ ง

สำรบัญ หนำ้
1
บทที่ 1 บทนำ 1
หลกั การและเหตุผล 2
วตั ถุประสงค์ 2
เปา้ หมาย 2
กจิ กรรมและการดาเนินงาน 3
ปฏทิ ินการปฏบิ ตั ิงาน 3
งบประมาณ 4
การตดิ ตามและประเมินผล 5
ผลท่คี าดว่าจะไดร้ ับ 5
แผนการดาเนินงานและผรู้ ับผิดชอบ 6
6
บทท่ี 2 เอกสำรที่เก่ียวขอ้ งกบั กำรดำเนินงำน 6
หลักสูตรการศึกษาปฐมวยั 2560 6
ปรัชญญา 6
หลกั การ 7
วิสยั ทศั น์ 9
แนวคิด 9
ปรัชญญาการศกึ ษาปฐมวัยโรงเรียนบารุงราษฎร์ 10
วิสยั ทศั น์ 10
ภารกิจหรือพนั ธกจิ 10
เป้าหมาย 11
จดุ หมำย 13
พัฒนาการเดก็ ปฐมวยั 26
สภาพท่ีพงึ ประสงค์ 33
สำระกำรเรยี นรู้รำยปี 47
การจดั ประสบการณ์
การประเมินพัฒนาการ

สำรบญั หนำ้
75
บทที่ 3 บทนำ 75
กลมุ่ เป้าหมาย 75
วิธีการและเคร่ืองมอื ทใ่ี ช้ในการประเมินพัมนาการ 77
เกณฑก์ ารประเมินพัฒนาการ 79
การวิเคราะห์ขอ้ มลู และสถิติท่ีใช้ 80
80
บทที่ 4 ผลการดาเนนิ โครงการ 80
มาตรฐานท่ี 1 เด็กมพี ฒั นาการดา้ นร่างกาย 82
ตวั บ่งช้ที ่ี 1.1 มีน้าหนกั สว่ นสงู เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 84
ตวั บ่งช้ที ี่ 1.2 มีทักษะการเคลอ่ื นไหวตามวัย 86
ตวั บ่งช้ที ่ี 1.3 มีสุขนิสัยในการดแู ลสุขภาพของตน 88
ตวั บง่ ช้ที ี่ 1.4 หลกี เลยี่ งต่อสภาวะทเ่ี ส่ียงต่อโรค อุบตั เิ หตุ ภัย และสิง่ เสพติด 89
รายงานผลการประเมินพฒั นาการดา้ นร่างกาย 89
89
บทท่ี 5 สรุปผลการดาเนนิ โครงการ 89
วัตถุประสงค์ 90
เป้าหมาย 90
วิธีการและเครื่องมอื ท่ีใชใ้ นการประเมินพัมนาการ 90
ผลทีค่ าดวา่ จะไดร้ บั 92
การวิเคราะหข์ อ้ มลู และสถิติท่ีใช้
สรปุ ผลการประเมิน
ข้อเสนอแนะ

รายงานผลการดาเนนิ โครงการ
ส่งเสริมการสร้างสุขนิสยั ทด่ี ี

บทท่ี 1 บทนา

ชื่อโครงการ โครงการส่งเสริมการสรา้ งสขุ นิสัยท่ีดี

แผนงาน ด้านคณุ ภาพผูเ้ รียน

สนองนโยบาย การประกนั คุณภาพการศกึ ษา

ตรงกับมาตรฐาน ที่ 1 ( ประกันคณุ ภาพการศึกษาฯ1.1,3.1) (สถานศึกษา 1,2)

หนว่ ยงานทรี่ บั ผิดชอบ โรงเรียนบารุงราษฎรว์ ิทยาคม

ผู้รับผิดชอบโครงการ นางกันยารตั น์ วัลลภิ ากร

ผรู้ ่วมโครงการ นางสาวมณีจันทร์ พจน์เลขา และคณะครู

ลักษณะโครงการ โครงการใหม่

ระยะเวลา ตลอดปีการศึกษา 2564

********************************************************************************

1. หลกั การและเหตุผล
พฒั นาการดา้ นร่างกาย เป็นพัฒนาการท่ีเป็นผลมาจากการเปลยี่ นแปลงในทางท่ดี ขี ้นึ ของรา่ งกายใน

ด้านโครงสร้างของรา่ งกาย ดา้ นความสามารถในการเคลื่อนไหว และดา้ นการมสี ุขภาพอนามัยท่ีดี รวมถงึ การใช้
สมั ผัสรับรู้ การใชต้ าและมือประสานกนั ในการทากิจกรรมต่างๆ เดก็ อายุ 3-5 ปีมกี ารเจริญเติบโตรวดเร็ว
โดยเฉพาะในเรื่องน้าหนกั และสว่ นสูง กลา้ มเน้ือใหญ่จะมีความก้าวหน้ามากกวา่ กลา้ มเน้ือเล็ก สามารถบงั คบั
การเคล่ือนไหวของรา่ งกายไดด้ ี มีความคลอ่ งแคล่วว่องไวในการเดนิ สามารถวิง่ กระโดด ควบคมุ และบงั คับการ
ทรงตวั ไดด้ ี จงึ ชอบเคลอื่ นไหว ไมห่ ยดุ นงิ่ พรอ้ มทีจ่ ะออกกาลังและเคล่อื นไหวในลกั ษณะต่างๆสว่ นกล้ามเนอื้
เลก็ และความสัมพันธ์ระหว่างตาและมือยงั ไม่สมบรู ณ์ การสัมผัสหรือการใชม้ ือมคี วามละเอยี ดข้นึ ใชม้ ือหยิบจับ
ส่งิ ของต่างๆได้มากข้นึ ถา้ เดก็ ไม่เครียดหรือกังวลจะสามารถทากิจกรรมท่ีพัฒนากล้ามเนอื้ เลก็ ไดด้ ีและนานข้ึน

การพัฒนาสขุ ภาพเพ่อื สรา้ งเสริมสุขภาพของตนเองใหด้ ีข้นึ ทั้งทางรา่ งกายและสังคม จาเป็นต้องไดร้ ับ
การเอาใจใส่ ปรับปรงุ และสรา้ งสมความรแู้ ละพฤตกิ รรมทถ่ี ูกต้อง ต้ังแตว่ ยั เดก็ อย่างสม่าเสมอและยง่ั ยืน ซ่งึ จะ
สง่ ผลต่อการพฒั นาการเรียนรูแ้ ละการมชี ีวติ ทีม่ คี วามสุข

1|

2. วตั ถปุ ระสงค์

2.1 เพ่อื ให้นกั เรียนมีน้าหนกั ส่วนสูงและมสี มรรถภาพทางกายตามเกณฑ์
2.2 เพอื่ ใหน้ ักเรียนมมี สี ุขนสิ ยั ท่ดี ี ปฏิบตั ติ นจนเป็นนิสยั และชว่ ยเหลอื ตนเองได้
2.3 เพ่อื ให้นักเรียนปฏบิ ตั ติ ามขอ้ ตกลง รกั ษาความปลอดภัยของตนเองและผู้อ่นื ได้
2.4 เพอ่ื ใหน้ กั เรียนเคลอ่ื นไหวร่างกายอยา่ งคล่องแคลว่ และทรงตวั ได้ดี
2.5 เพอ่ื ให้นักเรียนใชม้ อื และตาประสานสมั พนั ธ์กัน
2.6 เพ่อื ให้นกั เรียนรู้จักโทษของสิง่ เสพติดใหโ้ ทษและส่ิงมอมเมาและหลีกเลีย่ งจากสภาวะท่ีเส่ยี ง

อันตรายได้
3. เปา้ หมาย

นักเรียนระดับปฐมวัย รอ้ ยละ 80 มีสขุ นสิ ัย สุขภาพกาย ตามประเด็นการพฒั นาคุณภาพมาตรฐาน
การศกึ ษาปฐมวยั ท่ีดแี ละเหมาะสมตามวยั

4. กจิ กรรมและการดาเนินงาน
4.1 ศึกษาพฤติกรรมของนักเรียนพร้อมบนั ทึกขอ้ มูลดา้ นสขุ ภาพเป็นรายบคุ คล
4.2 กาหนดแนวทางในการแกป้ ัญหาและพัฒนาพฤตกิ รรมนักเรียน
4.3 จดั ทากิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ ทากิจกรรมร่วมกับนกั เรียนรุ่นพี่
4.4 ดาเนนิ การพฒั นาพฤตกิ รรมนกั เรียนตามแนวทางและวิธกี ารทก่ี าหนดจากกิจกรรมต่างๆ ดงั น้ี
- จัดกิจกรรมการเรียนรู้เก่ยี วกับการรจู้ ักดูแลตนเองให้มีสุขภาพแขง็ แรง การออกกาลงั กายการ
เลือกรับประทานอาหารทม่ี ปี ระโยชนแ์ ละความปลอดภยั ในการเล่นและทากิจวตั รประจาวัน
- จัดบริการอาหารเสริมประเภท เครื่องดมื่ หรืออาหารว่าง ใหน้ ักเรียนได้ดืม่ และควบคุมดูแล
เร่ืองการรบั ประทานอาหารในช่วงพกั กลางวัน
- บันทึกและตรวจสอบน้าหนักและสว่ นสงู เพ่อื นาขอ้ มลู มาแกไ้ ขและพัฒนานักเรียนทม่ี ีปัญหา
- ควบคมุ ดูแลการรักษาอนามยั ของปากและฟัน โดยให้แปรงฟนั กอ่ นพักผ่อนนอนหลับ ในตอน
บา่ ยและประสานความร่วมมือกบั เจ้าหนา้ ทีส่ าธารณสุขดแู ลสขุ ภาพปากและฟนั
- จดั กิจกรรมให้ผูเ้ รียนได้เคล่ือนไหวและแสดงออกตามความสามารถของแต่ละบุคคล
- จัดหาส่ือประเภทเพลงและเกมใหน้ กั เรียนไดแ้ สดงออกด้วยความสนุกสนานตามโอกาส
- จัดสถานท่ใี หเ้ อ้อื ตอ่ การพัฒนาการดา้ นรา่ งกาย เชน่ หอ้ งของเลน่ เครื่องเลน่ สนามฯลฯ
4.5 ประเมินพฤตกิ รรมนกั เรียนเป็นรายบคุ คลโดยการสังเกตพฤตกิ รรมตามประเดน็ การพฒั นาและการ

ตรวจสอบ

2|

4.6 จดั ทาบันทกึ ผลการประเมินลงในแบบบันทกึ ผลการประเมินมาตรฐานการศกึ ษาปฐมวัย จาแนก
เป็นรายบคุ คลและโดยรวม

4.7 รายงานผลการแกไ้ ขและพัฒนาพฤติกรรมผเู้ รียนให้ผูบ้ ริหารทราบ

5. ปฏิทินการปฏิบัตงิ าน ปีการศึกษา 2564 หมาย
กจิ กรรม เหตุ
พ.ค.
ิม.ย.
ก.ค.
ส.ค.
ก.ย.
ต.ค.
พ.ย.
ธ.ค.
ม.ค.
ก.พ.
ีม.ค.

1. ประชมุ พิจารณาโครงการ ---

2. ประสานงานกบั คณะครู ---

3. จดั กจิ กรรมสง่ เสริมดา้ นการ --- --- --- --- --- --- --- --- --- --- ---

รู้จักดแู ลตนเอง ควบคุม

อนามยั ตรวจสอบน้าหนกั

สว่ นสงู กจิ กรรมการ

เคลื่อนไหว การจดั หาสอื่ ฯลฯ

4. ประเมินผล ---

6. งบประมาณ
จากแผนงาน การบริหารวิชาการ
งาน โครงการสง่ เสริมการสร้างสุขนสิ ัยทีด่ ี
จานวน 2,000 บาท

ลาดับ รายการช้แี จงในการใช้ เงิน เงิน จาแนกตามหมวดรายจ่าย
ท่ี งบประมาณ บริจาค งบประมาณ
ค่า คา่ ใช้ คา่ วัสดุ คา่
1 คา่ วัสดอุ ปุ กรณ์ ตอบแทน สอย ครุ ภุ ณั ฑ์

รวม - 2,000 - - 2,000 -

- 2,000

2,000

3|

7. การติดตามและประเมินผล

ตบช. ตวั ช้วี ัด เป้าหมาย กลยุทธส์ ู่ความสาเร็จ
ที่

1.1 -ร้อยละของนักเรียนมีน้าหนัก - นกั เรียนมีน้าหนกั สว่ นสงู และมี เสริมสรา้ ง และ

สว่ นสูงและมีสมรรถภาพทางกายตาม สมรรถภาพทางกาย ตามเกณฑ์ พฒั นาสขุ ภาพอนามยั
เกณฑ์ มาตรฐาน รอ้ ยละ 80 สว่ นบคุ คล

1.2 -รอ้ ยละของนกั เรียน มสี ขุ นสิ ัยทีด่ ี - นกั เรียนมีสุขนสิ ัยทด่ี ี ปฏบิ ัติตนจน - โครงการอาหาร

ปฏบิ ัติตนจนเป็นนิสยั และชว่ ยเหลอื เป็นนสิ ัยและชว่ ยเหลือตนเองได้ร้อย กลางวัน อาหารเสริมนม
ตนเองได้
ละ 80 -กิจกรรมเคลอ่ื นไหว

1.3 -ร้อยละของนกั เรียนปฏบิ ตั ิตาม - นกั เรียน ปฏบิ ัตติ ามขอ้ ตกลง จงั หวะ

ขอ้ ตกลง รกั ษาความปลอดภยั ของ รกั ษาความปลอดภัยของตนเอง -กจิ กรรมกลางแจง้

ตนเองและผ้อู น่ื ได้ และผู้อื่นได้ รอ้ ยละ 80 -กิจกรรมกฬี าสี

-กจิ กรรมการแปรงฟนั

1.4 -รอ้ ยละของนักเรียนเคลอ่ื นไหว - นกั เรียนเคล่ือนไหวรา่ งกายอยา่ ง -กิจกรรมการตรวจ

รา่ งกายอย่างคล่องแคลว่ และทรงตวั ได้ คล่องแคล่วและทรงตวั ได้ดี รอ้ ยละ สุขภาพ ฯลฯ

ดี 80

1.5 -รอ้ ยละของนกั เรียน ใชม้ อื และตา - นักเรียนใชม้ ือและตาประสาน

ประสานสมั พันธ์กนั สัมพนั ธ์กันไดด้ รี อ้ ยละ 80

1.6 - ร้อยละของ นักเรียนรู้จักโทษของ - นกั เรียนรูจ้ กั โทษของสงิ่ เสพติด

สิ่งเสพติดใหโ้ ทษและสง่ิ มอมเมา ให้โทษและสงิ่ มอมเมาและ

และหลกี เล่ยี งจากสภาวะท่เี สยี่ ง หลีกเล่ียงจากสภาวะท่เี สี่ยง

อนั ตรายได้ อันตรายได้ รอ้ ยละ 80

4|

8. ผลทค่ี าดว่าจะได้รบั
8.1 นกั เรียนมีน้าหนัก ส่วนสงู และมีสมรรถภาพทางกายตามเกณฑ์
8.2 นักเรียนมสี ขุ นิสัยท่ดี ี ปฏบิ ัติตนจนเป็นนิสัยและช่วยเหลอื ตนเองได้
8.3 นักเรียนปฏบิ ัติตามข้อตกลง รักษาความปลอดภัยของตนเองและผ้อู ่ืนได้
8.4 นักเรียนเคลื่อนไหวรา่ งกายอย่างคล่องแคล่ว และทรงตวั ไดด้ ี
8.5 นกั เรียนใช้มือและตาประสานสัมพันธก์ นั ไดด้ ี
8.6 นกั เรียนรู้จักโทษของสงิ่ เสพติดใหโ้ ทษและส่งิ มอมเมาและหลกี เล่ยี งจากสภาวะทเ่ี ส่ยี งอันตรายได้

9. แผนการดาเนินงานและผรู้ บั ผดิ ชอบ วนั ปฏบิ ตั ิ ผรู้ ับผิดชอบ หมาย
ท่ี ขอบข่ายของงาน วันเตรียมงาน จริง เหตุ
นางกนั ยารัตน์ วลั ลิภากร
1. ประชมุ โครงการ 1 พ.ค. 64 1 พ.ค. 64 ผู้บริหาร
20 พ.ค. 64 1.นางกันยารัตน์ วลั ลิภากร
2. ประชมุ คณะครู 16 พ.ค.64 ตลอดปี 2.น.ส.มณีจนั ทร์ พจน์เลขา
การศกึ ษา
3. จัดกิจกรรมสง่ เสริมดา้ นการร้จู ัก ตลอดปี 1.นางกนั ยารตั น์ วลั ลิภากร
ตลอดปี 2.น.ส.มณีจนั ทร์ พจน์เลขา
ดแู ลตนเอง ควบคมุ อนามยั การศึกษา

ตรวจสอบน้าหนกั สว่ นสงู

กิจกรรมการเคล่ือนไหว การ

จัดหาสอ่ื

4 ประเมินผล/รายงานผลการ

ปฏบิ ัติงาน

5|

บทท่ี 2
เอกสารทเี่ กย่ี วข้องกบั การดาเนินโครงการ

หลกั สูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศกั ราช 2560

ปรัชญาการศึกษาปฐมวยั
การศึกษาปฐมวัยเป็นการพฒั นาเดก็ ตัง้ แตแ่ รกเกิดถงึ 6 ปี บริบรู ณ์อยา่ งเป็นองคร์ วม บนพืน้ ฐานการ

อบรมเล้ยี งดู และสง่ เสริมกระบวนการเรียนร้ทู ี่สนองต่อธรรมชาตแิ ละพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนใหเ้ ต็ม
ตามศกั ยภาพภายใต้บริบทสงั คมและวฒั นธรรมทเี่ ดก็ อาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความเขา้ ใจของ
ทกุ คน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวติ ใหเ้ ด็กพัฒนาไปสคู่ วามเป็นมนุษยท์ ่สี มบรู ณ์เกดิ คุณคา่ ตอ่ ตนเอง ครอบครวั
สงั คม และประเทศชาติ
วสิ ยั ทัศน์

หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ไดร้ บั การพัฒนาดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ
สตปิ ญั ญาอยา่ งมคี ุณภาพและตอ่ เน่อื ง ไดร้ ับการจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้อยา่ งมคี วามสขุ และเหมาะสมตามวยั
มีทกั ษะชีวติ และปฏิบตั ติ นตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มวี นิ ยั และสานกึ ความเป็นไทย โดย
ความรว่ มมือระหว่างสถานศึกษา พอ่ แม่ ครอบครวั ชมุ ชน และทุกฝ่ายท่เี กี่ยวข้องกับการพฒั นาเดก็
หลักการ

เด็กทุกคนมสี ิทธ์ทิ ีจ่ ะไดร้ ับการอบรมเล้ยี งดแู ละส่งเสริมพฒั นาการตามอนุสญั ญาวา่ ดว้ ยสทิ ธิเด็ก
ตลอดจนไดรับการจดั ประสบการณก์ ารเรียนร้อู ย่างเหมาะสม ดว้ ยปฏิสมั พันธท์ ีด่ ีระหวา่ งเดก็ กับพอ่ แม่ เด็กกับ
ผ้สู อน เดก็ กบั ผเู้ ล้ยี งดหู รือผทู้ ีเ่ ก่ยี วข้องในการอบรมเล้ยี งดู การพฒั นา และใหก้ ารศึกษาแกเ่ ดก็ ปฐมวยั เพื่อให้
เดก็ มีโอกาสพัฒนาตนเองตามลาดบั ขัน้ ของพัฒนาการทุกดา้ น อย่างเป็นองค์รวม มีคุณภาพ และเตม็ ตาม
ศกั ยภาพโดยมหี ลักการดังน้ี

1. สง่ เสริมกระบวนการเรียนรู้และพฒั นาการท่ีครอบคลมุ เดก็ ปฐมวยั ทกุ คน
2. ยึดหลกั การอบรมเล้ยี งดูและใหก้ ารศึกษาทเ่ี น้นเด็กเป็นสาคัญ โดยคานึงถงึ ความแตกต่างระหว่าง
บุคคลและวิถีชีวิตของเดก็ ตามบริบทของชุมชน สงั คม และวัฒนธรรมไทย
3. ยึดพฒั นาการและการพัฒนาเดก็ โดยองคร์ วมผา่ นการเลน่ อย่างมีความหมายและมกี ิจกรรมที่
หลากหลาย ไดล้ งมือกระทาในสภาพแวดล้อมท่ีเอื้อตอ่ การเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมีการพกั ผอ่ นทีเ่ พียงพอ

6|

4. จดั ประสบการณ์การเรียนร้ใู หเ้ ด็กมีทักษะชวี ิต และสามารถปฏบิ ัติตนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจ
พอเพียง เป็นคนดี มวี ินัย และมคี วามสุข

5. สร้างความรู้ ความเขา้ ใจและประสานความรว่ มมอื ในการพัฒนาเดก็ ระหวา่ งสถานศกึ ษากับพ่อแม่
ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายทีเ่ กีย่ วข้องกบั การพฒั นาเด็กปฐมวัย

แนวคิดการจัดการศกึ ษาปฐมวัย
หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั พทุ ธศักราช2560 พัฒนาข้นึ บนแนวคิดหลักสาคัญเกย่ี วกับพฒั นาการเดก็

ปฐมวยั โดยถือวา่ การเลน่ ของเดก็ เป็นหวั ใจสาคัญของการจดั ประสบการณ์การเรียนรู้ ภายใตก้ ารจัด
สภาพแวดล้อมทเ่ี อือ้ ต่อการทางานของสมอง ผ่านส่ือทตี่ ้องเออ้ื ให้เดก็ ไดเ้ รียนรู้ผา่ นการเล่นประสาทสัมผัสท้งั
ห้า โดยครจู าเป็นตอ้ งเขา้ ใจและยอมรับวา่ สังคมและวัฒนธรรมทีแ่ วดลอ้ มตวั เดก็ มีอิทธพิ ลตอ่ การเรียนรู้และการ
พฒั นาศกั ยภาพและพัฒนาการของเดก็ แต่ละคน ท้ังน้ี หลกั สูตรฉบับน้มี ีแนวคดิ ในการจดั การศึกษาปฐมวยั
ดังน้ี

1. แนวคดิ เกย่ี วกบั พัฒนาการเด็ก พฒั นาการของมนุษย์เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกดิ ข้ึนต่อเนื่อง
ในตวั มนษุ ย์เริ่มต้งั แตป่ ฏิสนธิไปจนตลอดชีวิต พฒั นาการของเดก็ แตล่ ะคนจะมลี าดบั ข้ันตอนลักษณะเดียวกัน
แตอ่ ตั ราและระยะเวลาในการผา่ นขน้ั ตอนตา่ งๆอาจแตกต่างกันไดข้ นั้ ตอนแรกๆจะเป็นพนื้ ฐานสาหรบั
พฒั นาการข้ันตอ่ ไป พัฒนาการดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคมและสตปิ ัญญา แตล่ ะส่วนส่งผลกระทบซ่งึ กัน
และกนั เมอื่ ด้านหน่งึ ก้าวหนา้ อีกด้านหน่งึ จะกา้ วหนา้ ตามด้วยในทานองเดียวกนั ถา้ ดา้ นหน่งึ ดา้ นใดผดิ ปกตจิ ะ
ทาให้ด้านอน่ื ๆผิดปกติตามด้วย แนวคิดเก่ียวกับทฤษฎพี ฒั นาการดา้ นรา่ งกายอธบิ ายวา่ การเจริญเติบโตและ
พฒั นาการของเด็กมลี กั ษณะต่อเนอื่ งเป็นลาดบั ชั้น เด็กจะพฒั นาถงึ ขั้นใดจะตอ้ งเกดิ วุฒภิ าวะของความสามารถ
ดา้ นนนั้ ก่อน สาหรบั ทฤษฎีดา้ นอารมณ์จติ ใจ และสังคมอธิบายว่า การอบรมเล้ยี งดใู นวัยเด็กส่งผลต่อบุคลกิ ภาพ
ของเดก็ เม่ือเตบิ โตเป็นผใู้ หญ่ ความรักและความอบอ่นุ เป็นพน้ื ฐานของความเชอื่ ม่ันในตนเอง เดก็ ทไ่ี ด้รับความ
รักและความอบอุน่ จะมคี วามไวว้ างใจในผอู้ ืน่ เหน็ คุณคา่ ของตนเอง จะมีความเชอื่ มนั่ ในความสามารถของตน
ทางานร่วมกบั ผอู้ น่ื ไดด้ ี ซ่งึ เป็นพืน้ ฐานสาคัญของความเป็นประชาธิปไตยและความคิดริเริ่มสรา้ งสรรคแ์ ละ
ทฤษฎพี ฒั นาการดา้ นสตปิ ญั ญาอธบิ ายวา่ เด็กเกิดมาพร้อมวฒุ ภิ าวะ ซ่งึ จะพัฒนาข้ึนตามอายุ ประสบการณ์
รวมทง้ั คา่ นยิ มทางสังคมและส่งิ แวดลอ้ มทเ่ี ด็กไดร้ บั

2. แนวคดิ เกย่ี วกับการเล่นของเด็ก การเลน่ เป็นหัวใจสาคญั ของการจัดประสบการณ์การเรียนรู้การเลน่
อยา่ งมจี ุดมุง่ หมายเป็นเครื่องมือการเรียนรขู้ ้ันพืน้ ฐานที่ถือเป็นองค์ประกอบสาคัญในกระบวนการเรียนรูข้ องเด็ก
ขณะที่เด็กเลน่ จะเกดิ การเรียนร้ไู ปพรอ้ มๆกนั ดว้ ย จากการเล่นเด็กจะมโี อกาสเคลอื่ นไหวสว่ นต่างๆของร่างกาย
ไดใ้ ช้ประสาทสัมผสั และการรับรู้ผอ่ นคลายอารมณ์และแสดงออกของตนเองเรี ยนรคู้ วามร้สู กึ ของผอู้ ่ืน เดก็ จะ

7|

รูส้ กึ สนุกสนาน เพลดิ เพลิน ไดส้ ังเกต มโี อกาสทาการทดลองคิดสร้างสรรค์ คดิ แกป้ ญั หาและคน้ พบดว้ ยตนเอง
การเล่นช่วยให้เด็กเรียนร้สู ่ิงแวดลอ้ ม และช่วยใหเ้ ดก็ มพี ฒั นาการทางด้านรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คมและ
สติปญั ญา ดังนน้ั เด็กควรมโี อกาสเลน่ ปฏสิ มั พนั ธก์ บั บคุ คล สิง่ แวดลอ้ มรอบตวั และเลือกกิจกรรมการเล่นด้วย
ตนเอง

3. แนวคดิ เกีย่ วกบั การทางานของสมอง สมองเป็นอวยั วะที่มคี วามสาคัญทส่ี ุดในรา่ งกายของคนเรา
เพราะการที่มนษุ ย์สามารถเรียนรู้สงิ่ ต่างๆไดน้ ัน้ ต้องอาศยั สมองและระบบประสาทเป็นพนื้ ฐานการรับรู้รบั
ความรูส้ ึกจากประสาทสมั ผสั ท้ังห้า การเชอ่ื มโยงต่อกนั ของเซลลส์ มองสว่ นมากเกดิ ข้นึ ก่อนอายุ 5 ปี และ
ปฏิสัมพันธแ์ รกเร่ิมระหวา่ งเด็กกับผใู้ หญ่ มีผลโดยตรงตอ่ การสรา้ งเซลล์สมองและจุดเชือ่ มต่อ โดยในช่วง 3 ปี
แรกของชีวติ สมองเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วมาก มกี ารสร้างเซลลส์ มองและจดุ เชือ่ มต่อข้นึ มามากมาย มกี าร
สรา้ งไขมันหรือมนั สมองหมุ้ ลอ้ มรอบเสน้ ใยสมองด้วย พอเด็กอายุ 3 ปี สมองจะมขี นาดประมาณ 80 % ของ
สมองผ้ใู หญ่ มีเซลล์สมองนบั หม่นื ล้านเซลล์ เซลลส์ มองและจุดเช่อื มต่อเหล่าน้ยี งิ่ ไดร้ ับการกระตนุ้ มากเทา่ ใด
การเชอ่ื มต่อกันระหว่างเซลลส์ มองย่งิ มีมากข้ึนและความสามารถทางการคิดย่ิงมมี ากข้ึนเท่าน้ัน ถ้าหากเด็กขาด
การกระตนุ้ หรือสง่ เสริมจากส่งิ แวดลอ้ มที่เหมาะสม เซลลส์ มองและจุดเชอ่ื มต่อทสี่ ร้างข้ึนมาก็จะหายไป เด็กที่
ได้รับความเครียดอย่ตู ลอดเวลาจะทาใหข้ าดความสามารถทจี่ ะเรียนรู้ อยา่ งไรกต็ ามส่วนตา่ งๆของสมอง
เจริญเติบโตและเริ่มมคี วามสามารถในการทาหนา้ ที่ในชว่ งเวลาตา่ งกัน จึงอธิบายได้ว่าการเรียนรู้ทกั ษะบางอย่าง
จะเกิดข้นึ ไดด้ ีทส่ี ดุ เฉพาะในช่วงเวลาหน่งึ ท่เี รียกวา่ ”หนา้ ตา่ งของโอกาสการเรียนรู้” ซ่งึ เป็นชว่ งท่พี อ่ แม่ ผู้เล้ยี งดู
และครสู ามารถช่วยให้เด็กเรียนรู้และพฒั นาสง่ิ นั้นๆไดด้ ที ี่สุด เมอ่ื พน้ ชว่ งน้ไี ปแลว้ โอกาสน้นั จะฝึกยากหรือเด็ก
อาจทาไม่ได้เลย เชน่ การเช่ือมโยงวงจรประสาทของการมองเหน็ และรบั ร้ภู าพจะต้องไดร้ ับการกระตนุ้ ทางาน
ตัง้ แต่ 3 หรือ 4 เดือนแรกของชีวติ จึงจะมีพฒั นาการตามปกติ ช่วงเวลาของการเรียนภาษาคือ อายุ 3 – 5 ปีแรก
ของชีวิต เดก็ จะพดู ได้ชัด คล่องและถูกต้อง โดยการพฒั นาจากการพูดเป็นคาๆมาเป็นประโยคและเล่าเร่ืองได้
เป็นต้น

4. แนวคดิ เก่ยี วกับส่ือการเรียนรู้ สือ่ การเรียนรู้ทาใหเ้ ด็กเกิดการเรียนรตู้ ามจุดประสงคท์ ่วี างไว้ ทาให้
ส่ิงท่เี ป็นนามธรรมเข้าใจยากกลายเป็นรปู ธรรมที่เดก็ เข้าใจและเรียนรูไ้ ด้ง่าย รวดเร็ว เพลิดเพลิน เกดิ การเรียนรู้
และคน้ พบดว้ ยตนเอง การใชส้ ่ือการเรียนรูต้ ้องปลอดภัยต่อตัวเดก็ และเหมาะสมกับวยั วฒุ ภิ าวะ ความแตกตา่ ง
ระหว่างบคุ คล ความสนใจ และความต้องการของเด็กท่ีหลากหลาย สอ่ื ประกอบการจดั กิจกรรมเพ่ือพฒั นาเด็ก
ปฐมวยั ควรมสี ือ่ ทง้ั ท่เี ป็นประเภท 2 มติ ิและ/หรือ 3 มิติ ทเ่ี ป็นสอ่ื ของจริง ส่ือธรรมชาติ สือ่ ทอ่ี ยู่ใกลต้ วั เด็ก ส่ือ
สะท้องวฒั นธรรม สอื่ ภมู ิปญั ญาท้องถ่ิน สอ่ื เพ่อื พัฒนาเด็กในด้านตา่ งๆให้ครบทกุ ด้าน ทัง้ น้ี สอื่ ต้องเอ้ือใหเ้ ด็ก
เรียนรู้ผ่านประสาทสมั ผสั ทัง้ ห้าโดยการจัดการใช้สอื่ สาหรับเด็กปฐมวยั ต้องเร่ิมตน้ จากส่อื ของจริงของจาลอง
ภาพถ่าย ภาพโครงร่างและสัญลกั ษณ์ตามลาดบั

8|

5. แนวคดิ เก่ียวกบั สงั คมและวฒั นธรรม เด็กเมอื่ เกิดมาจะเป็นสว่ นหน่งึ ของสงั คมและวัฒนธรรม ซ่งึ
ไมเ่ พียงแต่จะได้รับอทิ ธิพลจากการปฏิบัติแบบดั้งเดิมตามประเพณี มรดก และความรู้ของบรรพบุรุษ แต่ยงั ไดร้ ับ
อทิ ธพิ ลจากประสบการณ์คา่ นิยมและความเชอื่ ของบุคคลในครอบครัว และชมุ ชนของแต่ละท่ีดว้ ย บริบทของ
สงั คมและวฒั นธรรมทีเ่ ด็กอาศัยอยู่หรือแวดลอ้ มตวั เดก็ ทาใหเ้ ด็กแต่ละคนแตกตา่ งกนั ไป ครจู าเป็นตอ้ งเขา้ ใจ
และยอมรบั ว่าสงั คมและวัฒนธรรมทแี่ วดล้อมตวั เด็ก มีอิทธพิ ลต่อการเรียนรู้ การพฒั นาศกั ยภาพและพัฒนาการ
ของเดก็ แตล่ ะคน ครคู วรตอ้ งเรียนรบู้ ริบททางสงั คมและวัฒนธรรมของเด็กท่ีตนรบั ผิดชอบ เพอ่ื ชว่ ยใหเ้ ดก็
ได้รับการพัฒนา เกิดการเรียนรู้และอยใู่ นกลมุ่ คนทม่ี าจากพืน้ ฐานเหมอื นหรื อต่างจากตนได้อยา่ งราบรานมี
ความสุข เป็นการเตรียมเด็กไปสสู้ งั คมในอนาคตกบั การอยู่ร่วมกบั ผู้อ่ืน การทางานร่วมกบั ผูอ้ ่นื ทีม่ ีความ
หลากหลายทางความคดิ ความเชอ่ื และวัฒนธรรมเชน่ ความคลา้ ยคลงึ และความแตกตา่ งระหวา่ งวฒั นธรรมไทย
กบั ประเทศเพ่ือนบา้ นเร่ืองศาสนา ประเทศ พม่า ลาว กมั พูชาก็จะคล้ายคลงึ กับคนไทยในการทาบญุ ตกั บาตร การ
สวดมนตไ์ หว้พระ การใหค้ วามเคารพพระสงฆ์ การทาบญุ เล้ยี งพระ การเวยี นเทยี นเน่ืองในวนั สาคญั ทางศาสนา
ประเพณเี ข้าพรรษา สาหรับประเทศมาเลเซยี บรไู น อนิ โดนเี ซีย ประชากรส่วนใหญน่ ับถือศาสนาอสิ ลามจึงมี
วฒั นธรรมแบบอิสลาม ประเทศฟิลปิ ปินสไ์ ด้รับอทิ ธพิ ลจากคริสต์ศาสนา ประเทศสงิ คโปรแ์ ละเวียดนามนบั ถอื
หลายศาสนา โดยนับถือลัทธธิ รรมเนยี มแบบจนี เป็นหลัก เป็นต้น

ปรัชญาการศึกษาปฐมวยั โรงเรยี นบารุงราษฎร์วิทยาคม
โรงเรียนจัดการพัฒนาเดก็ อายุ 4-5 ปีบนพนื้ ฐานการอบรมเล้ยี งดแู ละส่งเสริมกระบวนการเรียนร้ทู ่ี

สอดคลอ้ งกบั การพฒั นาการทางสมองของเด็กแตล่ ะคนใหเ้ ตม็ ตามศักยภาพ ผ่านการเล่น การช่วยเหลือตนเอง มี
ทักษะในการดารงชีวติ ประจาวันตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ด้วยความรัก ความเข้าใจของทุกคน เพ่อื
สรา้ งรากฐานคณุ ภาพชวี ติ และพัฒนาเด็กมพี ฒั นาการทั้งดา้ นร่างกาย อารมณ์จติ ใจ สงั คม และสติปญั ญา

วสิ ัยทศั น์
โรงเรียน ม่งุ เนน้ พัฒนาเด็กอายุ 4-5 ปีให้มพี ัฒนาการทางด้านร่างกาย อารมณ์- จิตใจ สังคม และ

สตปิ ญั ญาเหมาะสมกับวยั เน้นใหเ้ ดก็ เรียนร้ผู ่านการเลน่ ช่วยเหลือตนเอง ดารงชีวติ ตามหลักปรชั ญาของ
เศรษฐกจิ พอเพยี ง และปลูกฝังใหเ้ ด็กมนี ิสยั การประหยดั อดออม โดยการมสี ่วนรว่ มของผ้ปู กครอง ชมุ ชนและ
ทุกฝ่ ายท่ีเก่ียวข้อง

9|

ภารกจิ หรือพนั ธกจิ
1. พัฒนาหลกั สูตรสถานศึกษาทีม่ ุ่งเน้นพัฒนาการเด็กปฐมวยั ทง้ั 4 ดา้ น อยา่ งสมดุลและเตม็ ศักยภาพ

2. พฒั นาครูและบุคลากรดา้ นการจดั ประสบการณ์ทส่ี ่งเสริมการเรียนรผู้ า่ นการเล่นที่มจี ุดหมายอย่าง
ต่อเน่ือง

3. สง่ เสริมสนับสนุนการจัดสภาพแวดลอ้ ม สื่อ เทคโนโลยีและแหลง่ เรียนรใู้ นการพฒั นาเด็กปฐมวยั
4. จัดประสบการณ์การเรียนร้ทู ่หี ลากหลายซ่งึ สอดคลอ้ งกบั พฒั นาการทางสมองของเด็ก โดยนาหลกั

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและแหล่งเรียนรู้ ภูมปิ ัญญาทอ้ งถิ่น มาใชเ้ สริมสร้างพัฒนาการและ
การเรียนรขู้ องเด็ก
5. สง่ เสริมการมสี ่วนร่วมของผูป้ กครองและชมุ ชนในการพัฒนาเดก็ ปฐมวยั

เป้าหมาย
1. เด็กปฐมวยั ทุกคนไดร้ บั การพฒั นาด้านรา่ งกาย อารมณ์-จิตใจ สงั คม และสตปิ ญั ญาเป็นองค์รวม
อยา่ งสมดลุ และมคี วามสขุ
2. ครูมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถจดั ประสบการณ์ทสี่ ง่ เสริมการเรียนรูผ้ า่ นการเล่นโดยใช้
กระบวนการวางแผน การปฏบิ ตั ิ และการทบทวน
3. มสี ภาพแวดลอ้ ม สอื่ เทคโนโลยี และแหล่งเรียนรทู้ ่เี อือ้ ตอ่ การสง่ เสริมพฒั นาการเดก็ ปฐมวยั อยา่ ง
พอเพยี ง
4. ผูป้ กครอง ชมุ ชน และหน่วยงานที่เกี่ยวขอ้ งมีสว่ นรว่ มในการพฒั นาเด็กปฐมวยั

จุดหมาย
หลกั สูตรการศกึ ษาปฐมวัย มุ่งใหเ้ ด็กมพี ัฒนาการตามวยั เต็มตามศกั ยภาพ และเม่อื มคี วามพร้อมในการ

เรียนรูต้ ่อไป จึงกาหนดจดุ หมายเพอื่ ให้เกดิ กบั เด็กเมอื่ เดก็ จบการศกึ ษาระดับปฐมวัย ดังน้ี
1. มรี ่างกายเจริญเตบิ โตตามวัย แขง็ แรง และมสี ุขนสิ ัยท่ดี ี

2. มีสุขภาพจติ ดี มีสนุ ทรียภาพ มคี ณุ ธรรม จริยธรรมและจติ ใจท่ดี งี าม

10 |

3. มีทักษะชีวติ และปฏิบตั ิตนตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง มวี นิ ัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
อยา่ งมีความสุข

4. มีทกั ษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และการแสวงหาความรไู้ ดเ้ หมาะสมกับวัย

พฒั นาการเดก็ ปฐมวยั

พัฒนาการของเดก็ ปฐมวยั ด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และสตปิ ญั ญาแสดงใหเ้ หน็ ถึงการเปลย่ี นแปลงที่
เกดิ ข้ึนตามวุฒภิ าวะและสภาพแวดล้อมทเี่ ด็กไดร้ ับ พฒั นาการเด็กในแต่ละช่วงวยั อาจเร็วหรือชา้ แตกตา่ งกันไป

ในเด็กแตล่ ะคน มรี ายละเอียด ดังน้ี

1. พัฒนาการด้านร่างกาย เป็นพฒั นาการทเี่ ป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในทางท่ดี ีข้นึ ของร่างกายใน
ด้านโครงสรา้ งของร่างกาย ดา้ นความสามารถในการเคลื่อนไหว และดา้ นการมสี ขุ ภาพอนามัยทดี่ ี รวมถึงการใช้
สมั ผสั รบั รู้ การใชต้ าและมือประสานกันในการทากิจกรรมตา่ งๆ เด็กอายุ 3-5 ปีมกี ารเจริญเติบโตรวดเร็ว
โดยเฉพาะในเร่ืองน้าหนักและสว่ นสูง กลา้ มเนื้อใหญ่จะมีความกา้ วหนา้ มากกว่ากลา้ มเนือ้ เลก็ สามารถบังคับ
การเคลือ่ นไหวของร่างกายไดด้ ี มคี วามคลอ่ งแคลว่ วอ่ งไวในการเดิน สามารถว่งิ กระโดด ควบคุมและบังคบั การ
ทรงตัวไดด้ ี จึงชอบเคล่ือนไหว ไม่หยุดน่ิง พรอ้ มท่ีจะออกกาลังและเคล่ือนไหวในลกั ษณะต่างๆสว่ นกลา้ มเนือ้
เลก็ และความสมั พันธ์ระหวา่ งตาและมอื ยงั ไม่สมบรู ณ์ การสัมผัสหรือการใชม้ ือมีความละเอยี ดข้ึน ใช้มือหยิบจบั
สง่ิ ของต่างๆไดม้ ากข้นึ ถ้าเด็กไมเ่ ครียดหรือกังวลจะสามารถทากจิ กรรมท่ีพฒั นากลา้ มเนอ้ื เล็กไดด้ ีและนานข้นึ

2. พฒั นาการด้านอารมณ์จติ ใจ เป็นความสามารถในการรสู้ กึ และแสดงความรู้สกึ ของเดก็ เช่นพอใจ
ไม่พอใจ รกั ชอบ สนใจ เกียด โดยทเี่ ด็กร้จู ักควบคมุ การแสดงออกอย่างเหมาะสมกบั วัยและสถานการณ์เผชิญ
กับเหตุการณต์ า่ งๆ ตลอดจนการสร้างความร้สู กึ ทด่ี แี ละการนับถอื ตนเองเดก็ อายุ 3-5 ปีจะแสดงความรู้สกึ อยา่ ง
เตม็ ทีไ่ ม่ปิดบงั ชอ่ นเร้น เช่น ดีใจ เสียใจ โกรธแตจ่ ะเกดิ เพียงชั่วครูแ่ ลว้ หายไปการท่ีเด็กเปลี่ยนแปลงอารมณ์งา่ ย
เพราะมชี ว่ งความสนใจระยะส้นั เมือ่ มสี งิ่ ใดน่าสนใจก็จะเปลยี่ นความสนใจไปตามส่ิงนน้ั เดก็ วันน้มี ักหวาดกลวั
สง่ิ ตา่ งๆ เช่น ความมืด หรือสัตว์ต่างๆ ความกลัวของเดก็ เกดิ จากจินตนาการ ซ่งึ เด็กวา่ เป็นเร่ืองจริงสาหรับตน
เพราะยงั สับสนระหว่างเร่ืองปรุงแต่งและเรื่องจริง ความสามารถแสดงอารมณ์ไดส้ อดคลอ้ งกบั สถานการณอ์ ยา่ ง
เหมาะสมกบั วัย รวมถึงช่ืนชมความสามารถและผลงานของตนเองและผู้อ่ืน เพราะยดึ ตัวเองเป็นศูนย์กลาง
นอ้ ยลงและต้องการความสนใจจากผอู้ น่ื มากข้นึ

11 |

3. พฒั นาการดา้ นสังคม เป็นความสามารถในการสร้างความสมั พันธท์ างสงั คมคร้งั แรกในครอบครวั
โดยมปี ฏสิ มั พนั ธ์กับพ่อแม่และพ่นี อ้ ง เม่ือโตข้นึ ต้องไปสถานศึกษา เด็กเริ่มเรียนรู้การตดิ ตอ่ และการมีสัมพนั ธ์
กับบุคคลนอกครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยง่ิ เด็กในวยั เดยี วกัน เดก็ ได้เรียนรกู้ ารปรับตวั ใหเ้ ข้าสังคมกบั เดก็ อน่ื
พร้อมๆกับรู้จกั รว่ มมอื ในการเลน่ กับกลมุ่ เพื่อน เจตคติและพฤตกิ รรมทางสงั คมของเดก็ จะก่อข้นึ ในวัยน้แี ละจะ
แฝงแนน่ ยากท่ีจะเปลี่ยนแปลงในวัยตอ่ มา ดงั น้ัน จงึ อาจกลา่ วไดว้ า่ พฤตกิ รรมทางสังคมของเดก็ วัยน้ี มี 2
ลกั ษณะ คอื ลกั ษณะแรกนน้ั เป็นความสมั พันธ์กบั ผใู้ หญ่และลกั ษณะท่สี องเป็นความสมั พนั ธก์ บั เด็กในวัย
ใกล้เคียงกัน

4. ด้านสติปัญญา ความคดิ ของเดก็ วยั น้มี ีลักษณะยดึ ตนเองเป็นศูนยก์ ลาง ยงั ไม่สามารถเข้าใจความรู้สกึ
ของคนอ่นื เดก็ มคี วามคิดเพยี งแต่วา่ ทุกคนมองสง่ิ ตา่ งๆรอบตวั และรสู้ กึ ต่อสิ่งตา่ งๆ เหมือนตนเอง ความคดิ ของ
ตนเองเป็นใหญ่ทส่ี ดุ เมอ่ื อายุ 4-5 ปี เดก็ สามารถโตต้ อบหรือมีปฏสิ ัมพนั ธก์ ับวัตถุส่งิ ของทอ่ี ยรู่ อบตวั ได้สามารถ
จาส่งิ ตา่ งๆ ท่ีไดก้ ระทาซ้ากนั บ่อยๆ ได้ดี เรียนร้สู ง่ิ ต่างๆ ไดด้ ีข้ึน แตย่ งั อาศัยการรับรู้เป็นส่วนใหญ่ แก้ปัญหาการ
ลองผดิ ลองถูกจากการรบั รมู้ ากกว่าการใชเ้ หตุผลความคิดรวบยอดเกี่ยวกบั ส่งิ ต่างๆ ทอ่ี ยรู่ อบตัวพฒั นาอยา่ ง
รวดเร็วตามอายุที่เพ่ิมข้นึ ในส่วนของพฒั นาการทางภาษา เด็กวัยน้เี ป็นระยะเวลาของการพัฒนาภาษาอย่าง
รวดเรว็ โดยมกี ารฝึกฝนการใชภ้ าษาจากการทากจิ กรรมต่างๆ ในรูปของการพดู คุย การตอบคาถามการเลา่ เร่ือง
การเล่านิทานและการทากจิ กรรมต่างๆ ท เกยี่ วขอ้ งกบั การใช้ภาษาในสถานศึกษา เด็กปฐมวยั สามารถ ใชภ้ าษา
แทนความคดิ ของตนและใชภ้ าษาในการตดิ ต่อสัมพันธก์ บั คนอน่ื ไดค้ าพูดของเดก็ วัยน้ี อาจจะทาให้ผู้ใหญ่บาง
คนเข้าใจวา่ เด็กรมู้ ากแลว้ แต่ทจี่ ริงเดก็ ยงั ไมเ่ ขา้ ใจความหมายของคาและเร่ืองราวลกึ ซ้งึ นัก
มาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพงึ ประสงค์

หลกั สตู รการศกึ ษาปฐมวยั กาหนดมาตรฐานคณุ ลักษณะทพ่ี ึงประสงคจ์ านวน 12 มาตรฐาน
ประกอบด้วย

1.พัฒนาการด้านร่างกายประกอบดว้ ย 2 มาตรฐานคอื
มาตรฐานที่ 1 รา่ งกายเจริญเตบิ โตตามวยั และมสี ขุ นิสยั ทด่ี ี
มาตรฐานท่ี 2 กลา้ มเนอ้ื ใหญแ่ ละกลา้ มเนอ้ื เล็กแขง็ แรงใชไ้ ด้อยา่ งคล่องแคล่วและประสาน
สมั พนั ธก์ นั

2.พฒั นาการด้านอารมณ์จติ ใจ ประกอบดว้ ย 3 มาตรฐานคือ
มาตรฐานท่ี 3 มสี ุขภาพจติ ดแี ละมคี วามสขุ
มาตรฐานท่ี 4 ช่นื ชมและแสดงออกทางศิลปะดนตรี และการเคลื่อนไหว
มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรมและมจี ิตใจทดี่ งี าม

12 |

3.พฒั นาการด้านสังคม ประกอบด้วย 3 มาตรฐานคือ
มาตรฐานท่ี 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบตั ติ นตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง
มาตรฐานที่ 7 รกั ธรรมชาติส่ิงแวดล้อม วฒั นธรรม และความเป็นไทย
มาตรฐานท่ี 8 อยู่รว่ มกับผูอ้ ื่นได้อย่างมีความสขุ และปฏิบัตติ นเป็นสมาชกิ ที่ดีของสังคมใน
ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเป็นประมขุ

4.พัฒนาการด้านสติปญั ญา ประกอบดว้ ย 4 มาตรฐานคือ
มาตรฐานที่ 9 ใชภ้ าษาสอ่ื สารไดเ้ หมาะสมกับวัย
มาตรฐานท่ี 10 มคี วามสามารถในการคดิ ที่เป็นพ้นื ฐานการเรียนรู้

มาตรฐานที่ 11 มีจนิ ตนาการและความคดิ สร้างสรรค์
มาตรฐานท่ี 12 มีเจตคตทิ ่ดี ีตอ่ การเรียนรู้และมคี วามสามารถในการแสวงหาความรู้ได้

เหมาะสมกับวยั
ตวั บ่งช้ี

ตวั บ่งช้เี ป็นเปา้ หมายในการพัฒนาเด็กทม่ี คี วามสัมพันธส์ อดคลอ้ งกับมาตรฐานคณุ ลกั ษณะที่พงึ
ประสงค์

สภาพที่พงึ ประสงค์

สภาพท่ีพงึ ประสงค์เป็นพฤตกิ รรมหรือความสามารถตามวัยทค่ี าดหวังใหเ้ ดก็ เกิด บนพ้นื ฐานพัฒนาการ

ตามวยั หรือความสามารถตามธรรมชาติในแต่ละระดับอายเุ พ่ือนาไปใชใ้ นการกาหนดสาระเรียนร้ใู นการจดั

ประสบการณ์กิจกรรมและประเมนิ พฒั นาการเดก็ โดยมรี ายละเอยี ดของมาตรฐาน มาตรฐานคณุ ลักษณะท่ีพึง

ประสงค์ ตวั บ่งช้ี และสภาพท่พี งึ ประสงค์ ดังน้ี

มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจรญิ เตบิ โตตามวัยเด็กมสี ขุ นสิ ยั ที่ดี

ตัวบ่งช้ีท่ี 1.1 มนี า้ หนักและส่วนสงู ตามเกณฑ์

สภาพท่ีพึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-น้าหนกั และส่วนสูงตามเกณฑ์ -น้าหนักและส่วนสงู ตามเกณฑ์ -น้าหนกั และสว่ นสงู ตามเกณฑ์

ของกรมอนามัย ของกรมอนามยั ของกรมอนามยั

13 |

ตวั บ่งชท้ี ี่ 1.2 มสี ุขภาพอนามยั สุขนิสยั ท่ดี ี

สภาพท่พี งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-รบั ประทานอาหารทมี่ ปี ระโยชน์
-ยอมรบั ประทานอาหารทม่ี ี -รับประทานอาหารท่ีมีประโยชน์ ไดห้ ลายชนิดและดื่มน้าสะอาดได้
ด้วยตนเอง
ประโยชนแ์ ละดม่ื น้าท่สี ะอาดเม่ือมี และด่ืมน้าสะอาดด้วยตนเอง
-ลา้ งมือก่อนรับประทานอาหาร
ผชู้ ้แี นะ และหลงั จากใชห้ ้องน้าห้องสว้ ม
ดว้ ยตนเอง
-ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร -ลา้ งมือก่อนรบั ประทานอาหาร -นอนพักผ่อนเป็นเวลา
และหลังจากใชห้ ้องน้าหอ้ งสว้ ม และหลังจากใช้ห้องน้าห้องสว้ ม -ออกกาลงั กายเป็นเวลา
เมอ่ื มผี ชู้ ้แี นะ ด้วยตนเอง
-นอนพักผอ่ นเป็นเวลา -นอนพกั ผ่อนเป็นเวลา

-ออกกาลงั กายเป็นเวลา -ออกกาลงั กายเป็นเวลา

ตวั บ่งชท้ี ่ี 1.3 รักษาความปลอดภัยของตนเองและผูอ้ น่ื

สภาพท่ีพงึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-เลน่ และทากิจกรรมอยา่ งปลอดภยั -เลน่ และทากิจกรรมอยา่ งปลอดภยั -เล่นและทากิจกรรมและปฏบิ ัติต่อ

เมือ่ มีผชู้ ้แี นะ ด้วยตนเอง ผอู้ ืน่ อย่างปลอดภัย

14 |

มาตรฐานที่ 2 กลา้ มเน้อื ใหญแ่ ละกล้ามเนือ้ เล็กแข็งแรงใช้ได้อยา่ งคล่องแคลว่ และประสาน

สมั พนั ธ์กัน

ตัวบ่งชีท้ ี่ 2.1 เคลื่อนไหวร่างกายอยา่ งคล่องแคลว่ ประสานสมั พันธ์และทรงตวั ได้

สภาพทพ่ี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-เดนิ ตามแนวที่กาหนดได้ -เดินต่อเทา้ ไปขา้ งหน้าเป็น -เดินต่อเทา้ ถอยหลังเป็นเสน้ ตรงได้

เส้นตรงได้โดยไม่ต้องกางแขน โดยไม่ตอ้ งกางเกง

-กระโดดสองขา ข้นึ ลงอยกู่ ับท่ีได้ -กระโดดขาเดยี วอยู่กับทีไ่ ดโ้ ดยไม่ -กระโดดขาเดียว ไปขา้ งหนา้ ไดอ้ ย่าง

เสียการทรงตัว ตอ่ เน่อื งโดยไม่เสยี การทรงตัว

-วิง่ แลว้ หยุดได้ -วงิ่ หลบหลกี สิง่ กดี ขวางได้ -วงิ่ หลบหลกี ส่ิงกดี ขวางได้อยา่ ง

คลอ่ งแคลว่

-รบั ลูกบอลโดยใช้มอื และลาตวั ช่วย -รับลูกบอลได้ด้วยมือทงั้ สองข้าง -รบั ลกู บอลท่กี ระดอนข้ึนจากพืน้ ได้

ตวั บ่งชี้ท่ี 2.3 ใช้มอื -ตาประสานสัมพนั ธ์กัน

สภาพท่ีพงึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-ใชก้ รรไกรตัดกระดาขาดจากกัน -ใช้กรรไกรตัดกระดาษตามแนว -ใช้กรรไกรตดั กระดาษตามแนวเส้น

ได้โดยใชม้ ือเดยี ว เสน้ ตรงได้ โคง้ ได้

-เขียนรปู วงกลมตามแบบได้ -เขียนรปู สี่เหลี่ยมตามแบบไดอ้ ย่าง -เขยี นรูปสามเหลีย่ มตามแบบไดอ้ ย่าง

มีมมุ ชดั เจน มมี มุ ชัดเจน

-ร้อยวัสดทุ ม่ี รี ูขนาดเสน้ ผา่ น -รอ้ ยวสั ดุทีม่ รี ูจนาดเสน้ ผ่านศนู ย์ -รอ้ ยวัสดทุ ีม่ ีรขู นาดเส้นผ่านศนู ย์กลาง

ศูนย์กลาง 1 ซม.ได้ 0.5 ซม.ได้ 0.25 ซม.ได้

15 |

2.พฒั นาการด้านอารมณ์จติ ใจ
มาตรฐานท่ี 3 มสี ุขภาพจิตดีและมีความสขุ
ตวั บง่ ชท้ี ่ี 3.1 แสดงออกทางอารมณอ์ ย่างเหมาะสม

สภาพท่พี งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-แสดงอารมณ์ ความรู้สึกได้ -แสดงอารมณ์ ความรูส้ กึ ได้ตาม -แสดงอารมณ์ ความรู้สกึ ไดส้ อดคล้อง

เหมาะสมกับบางสถานการณ์ สถานการณ์ กับสถานการณ์อย่างเหมาะสม

ตวั บง่ ชท้ี ี่ 3.2 มีความร้สู ึกทด่ี ตี ่อตนเองและผอู้ น่ื
สภาพท่พี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-กลา้ พูดกล้าแสดงออก
-กล้าพดู กล้าแสดงออกอยา่ งเหมาะสม -กล้าพดู กลา้ แสดงออกอย่างเหมาะสมตาม

บางสถานการณ์ สถานการณ์

-แสดงความพอใจในผลงาน -แสดงความพอใจในผลงานและ -แสดงความพอใจในผลงานและ
ตนเอง ความสามารถของตนเอง ความสามารถของตนเองและผู้อ่ืน

16 |

มาตรฐานท่ี 4 ชนื่ ชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคล่อื นไหว
ตัวบง่ ชท้ี ่ี 4.1 สนใจและมีความสุขและแสดงออกผ่านงานศลิ ปะ ดนตรแี ละการเคล่ือนไหว

สภาพท่ีพงึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-สนใจและมคี วามสุขและแสดงออกผ่าน -สนใจและมคี วามสขุ และแสดงออก -สนใจและมีความสุขและแสดงออก

งานศิลปะ ผา่ นงานศลิ ปะ ผา่ นงานศิลปะ

-สนใจ มีความสุขและแสดงออกผ่าน -สนใจ มคี วามสขุ และแสดงออก -สนใจ มคี วามสขุ และแสดงออกผ่าน
เสียงเพลง ดนตรี ผา่ นเสยี งเพลง ดนตรี เสยี งเพลง ดนตรี

-สนใจ มีความสขุ และแสดงท่าทาง/ -สนใจ มคี วามสุขและแสดงทา่ ทาง/ -สนใจ มคี วามสุขและแสดงทา่ ทาง/
เคลือ่ นไหวประกอบเพลง จงั หวะและ
ดนตรี เคลอ่ื นไหวประกอบเพลง จังหวะ เคลือ่ นไหวประกอบเพลง จังหวะและ

และ ดนตรี ดนตรี

มาตรฐานที่ 5 มคี ุณธรรม จริยธรรมและมีจิตใจท่ดี งี าม
ตัวบง่ ช้ีที่ 5.1 ซ่อื สตั ย์ สุจริต

สภาพทพ่ี งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-บอกหรือช้ไี ด้วา่ สิง่ ใดเป็นของตนเอง
- ขออนญุ าตหรือรอคอยเมื่อตอ้ งการ - ขออนญุ าตหรือรอคอยเมือ่ ต้องการ
และส่งิ ใดเป็นของผูอ้ ่ืน
สง่ิ ของของผู้อนื่ เม่ือมีผชู้ ้แี นะ ส่ิงของของผอู้ ่นื ดว้ ยตนเอง

ตวั บง่ ชี้ท่ี 5.2 มคี วามเมตตา กรุณา มนี ้าใจและช่วยเหลอื แบ่งปนั
สภาพที่พึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-แสดงความรกั เพือ่ นและมีเมตตาสตั ว์ -แสดงความรกั เพอื่ นและมีเมตตา -แสดงความรักเพอื่ นและมีเมตตาสตั ว์

เล้ยี ง สตั วเ์ ล้ยี ง เล้ยี ง

17 |

สภาพทพ่ี งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-แบง่ ปันส่ิงของให้ผูอ้ ่นื ไดเ้ ม่อื มีผู้ช้แี นะ
-ชว่ ยเหลอื และแบง่ ปนั ผอู้ ืน่ ไดเ้ มอ่ื มี -ชว่ ยเหลือและแบง่ ปันผูอ้ น่ื ไดด้ ้วย

ผ้ชู ้แี นะ ตนเอง

ตวั บ่งช้ที ี่ 5.3 มีความเห็นอกเหน็ ใจผ้อู ื่น
สภาพทพี่ ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-แสดงสีหนา้ หรือท่าทางรบั รคู้ วามรูส้ กึ -แสดงสหี นา้ หรือท่าทางรบั รู้ -แสดงสีหน้าหรือท่าทางรับรู้
ความรสู้ กึ ผู้อนื่ อยา่ งสอดคลอ้ งกบ
ผู้อ่นื ความรสู้ กึ ผอู้ ่ืน สถานการณ์

ตวั บง่ ช้ที ี่ 5.4มคี วามรับผิดชอบ

สภาพทพ่ี งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-ทางานทีไ่ ด้รับมอบหมายจนสาเรจ็ เมอ่ื มี -ทางานท่ไี ด้รบั มอบหมายจนสาเรจ็ -ทางานทไ่ี ดร้ ับมอบหมายจนสาเร็จ

ผ้ชู ว่ ยเหลอื เมื่อมีผชู้ ้แี นะ ดว้ ยตนเอง

18 |

3.พฒั นาการดา้ นสงั คม
มาตรฐานที่ 6 มที กั ษะชีวิตและปฏิบตั ติ นตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ตัวบง่ ชท้ี ่ี 6.1 ช่วยเหลอื ตนเองในการปฏบิ ตั กิ ิจวตั รประจาวนั

สภาพทพ่ี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
- แตง่ ตวั โดยมผี ู้ช่วยเหลือ - แตง่ ตวั ดว้ ยตนเอง - แต่งตวั ด้วยตนเองไดอ้ ยา่ ง

คลอ่ งแคล่ว

อายุ 3 ปี สภาพท่พี งึ ประสงค์ อายุ 5 ปี
- รับประทานอาหารด้วยตนเอง - รับประทานอาหารดว้ ยตนเองอย่าง
อายุ 4 ปี ถกู วิธี
-รบั ประทานอาหารดว้ ยตนเอง
-ใช้และทาความสะอาดหลังใช้หอ้ งน้า
-ใชห้ ้องน้าห้องส้วมโดยมีผู้ช่วยเหลอื -ใชห้ อ้ งน้าหอ้ งส้วมดว้ ยตนเอง ห้องส้วมดว้ ยตนเอง

ตวั บ่งชีท้ ี่ 6.2 มวี นิ ยั ในตนอง สภาพท่ีพึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-เก็บของเล่นของใชเ้ ขา้ ทีเ่ มือ่ มผี ูช้ ้แี นะ -เกบ็ ของเล่นของใชเ้ ข้าที่ด้วยตนเอง -เกบ็ ของเล่นของใชเ้ ขา้ ที่อยา่ ง

-เขา้ แถวตาลาดับกอ่ นหลงั ได้เมอ่ื มีผู้ เรียบร้อยดว้ ยตนเอง
ช้แี นะ
-เข้าแถวตาลาดับก่อนหลังไดด้ ้วย -เข้าแถวตาลาดบั กอ่ นหลงั ไดด้ ้วย
ตนเอง ตนเอง

19 |

ตัวบ่งชที้ ่ี 6.3 ประหยัดและพอเพียง

สภาพท่พี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-ใช้ส่ิงของเครื่องใชอ้ ย่างประหยดั และ -ใชส้ งิ่ ของเครื่องใชอ้ ย่างประหยดั -ใชส้ ิ่งของเคร่ืองใช้อย่างประหยดั และ

พอเพยี งเมือ่ มีผ้ชู ้แี นะ และพอเพียงเมื่อมผี ชู้ ้แี นะ พอเพียงด้วยตนเอง

มาตรฐานที่ 7 รกั ธรรมชาติ สิง่ แวดลอ้ ม วฒั นธรรม และความเป็นไทย
ตัวบง่ ชที้ ่ี 7.1 ดแู ลรักษาธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม

สภาพทพ่ี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-มสี ่วนรว่ มในการดแู ลรกั ษาธรรมชาติ -มสี ่วนร่วมในการดแู ลรกั ษา -มีสว่ นร่วมในการดูแลรกั ษาธรรมชาติ

และสง่ิ แวดล้อมเม่อื มผี ู้ช้แี นะ ธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ มเมื่อมผี ู้ และสิ่งแวดลอ้ มดว้ ยตนเอง

ช้แี นะ

-ท้งิ ขยะได้ถูกท่ี -ท้งิ ขยะไดถ้ ูกที่ -ทงิ้ ขยะไดถ้ กู ที่

ตวั บ่งช้ีที่ 7.2 มมี ารยาทตามวัฒนธรรมไทยและรักความเป็นไทย
สภาพที่พงึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
ปฏบิ ัตติ นตามมารยาทไทยได้เม่อื มผี ู้
-ปฏิบตั ิตนตามมารยาทไทยไดด้ ว้ ย -ปฏิบตั ติ นตามมารยาทไทยได้ ตาม
ช้แี นะ
ตนเอง กาลเทศะ

-กล่าวคาขอบคุณและขอโทษเมือ่ มผี ู้ -กล่าวคาขอบคณุ และขอโทษด้วย -กลา่ วคาขอบคุณและขอโทษด้วยตนเอง
ช้แี นะ ตนเอง

-หยดุ เมอื่ ไดย้ นิ เพลงชาตไิ ทยและเพลง -หยดุ เมอื่ ได้ยนิ เพลงชาติไทยและ -ยืนตรงและรว่ มร้องเพลงชาติไทยและ

สรรเสริญพระบารมี เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสรรเสริญพระมารมี

20 |

มาตรฐานท่ี 8 อย่รู ่วมกับผ้อู ่นื ได้อยา่ งมคี วามสุขและปฏิบัตติ นเป็นสมาชิกท่ดี ขี องสังคมใน
ระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเป็นประมุข
ตัวบ่งชที้ ี่ 8.1 ยอมรบั ความเหมอื นและความแตกตา่ งระหว่างบคุ คล

สภาพที่พงึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-เล่นและทากิจกรรมร่วมกับเด็กที่
-เล่นและทากิจกรรมรว่ มกบั กลุ่มเด็ก -เล่นและทากจิ กรรมรว่ มกบั เด็กท่ี
แตกตา่ งไปจากตน
ที่แตกต่างไปจากตน แตกต่างไปจากตน

ตัวบง่ ชท้ี ี่ 8.2 มปี ฏสิ มั พันธ์ท่ีดกี บั ผอู้ ่นื
สภาพท่ีพึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-เล่นร่วมกับเพอื่ น -เล่นหรือทางานรว่ มกบั เพื่อนเป็น -เล่นหรือทางานร่วมกบั เพ่ือนอยา่ งมี

กลุ่ม เป้าหมาย

-ยิ้มหรือทักทายผใู้ หญแ่ ละบุคคลทีค่ ุน้ เคย -ย้มิ หรือทักทายหรือพดู คุยกับผู้ใหญ่ -ยม้ิ หรือทกั ทายหรือพดู คุยกับผใู้ หญ่

เมอื่ มีผูช้ ้แี นะ และบคุ คลที่คนุ้ เคยได้ด้วยตนเอง และบุคคลทคี่ ุ้นเคยได้เหมาะสมกับ

สถานการณ์

ตวั บ่งช้ที ี่ 8.3 ปฏบิ ตั ติ นเบือ้ งตน้ ในการเป็นสมาชิกทดี่ ขี องสงั คม
สภาพทีพ่ ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-ปฏิบตั ิตามขอ้ ตกลงเมือ่ มผี ู้ช้แี นะ -มสี ว่ นรว่ มสรา้ งข้อตกลงและ -มีส่วนร่วมสร้างขอ้ ตกลงและปฏบิ ตั ิ

ปฏิบัตติ ามข้อตกลงเมอื่ มีผู้ช้แี นะ ตามข้อตกลงดว้ ยตนเอง

-ปฏบิ ัติตนเป็นผูน้ าและผู้ตามเมื่อมีผู้ -ปฏิบัตติ นเป็นผู้นาและผตู้ ามที่ดไี ด้ -ปฏิบตั ิตนเป็นผู้นาและผตู้ ามได้
ช้แี นะ
ดว้ ยตนเอง เหมาะสมกับสถานการณ์

-ยอมรบั การประนปี ระนอมแกไ้ ขปญั หา -ประนีประนอมแก้ไขปัญหาโดย -ประนปี ระนอมแกไ้ ขปัญหาโดย

21 |

เมือ่ มผี ชู้ ้แี นะ ปราศจากการใช้ความรนุ แรงเม่ือมีผู้ ปราศจากการใช้ความรุนแรงดว้ ยตนเอง
ช้แี นะ

5. ดา้ นสตปิ ัญญา
มาตรฐานท่ี 9 ใช้ภาษาส่ือสารไดเ้ หมาะสมกบั วัย
ตัวบง่ ชท้ี ่ี 9.1 สนทนาโต้ตอบและเลา่ เรอ่ื งใหผ้ อู้ ่ืนเข้าใจ

สภาพที่พงึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-ฟงั ผู้อืน่ พดู จนจบและโตต้ อบเก่ยี วกบั -ฟงั ผอู้ น่ื พูดจนจบและสนทนา -ฟงั ผ้อู ่ืนพดู จนจบและสนทนาโตต้ อบ

เร่ืองที่ฟัง โตต้ อบสอดคลอ้ งกับเร่ืองท่ฟี งั อยา่ งต่อเนอื่ งเชื่อมโยงกบั เรื่องที่ฟัง

-เลา่ เร่ืองด้วยประโยคส้นั ๆ -เลา่ เรื่องเป็นประโยคอยา่ งตอ่ เน่ือง -เล่าเป็นเร่ืองราวต่อเนือ่ งได้

ตวั บ่งช้ีท่ี 9.2 อ่าน เขียนภาพ และสญั ลักษณ์ได้
สภาพทีพ่ งึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-อา่ นภาพ และพูดขอ้ ความด้วยภาษา
-อ่านภาพ สัญลกั ษณ์ คา พรอ้ มทง้ั ช้ี -อา่ นภาพ สญั ลักษณ์ คา ดว้ ยการช้ี
ของตน
หรือกวาดตามองขอ้ ความตาม หรือกวาดตามองจุดเร่ิมตน้ และจุดจบ

บรรทัด ของข้อความ

-เขียนขดี เขี่ย อยา่ งมที ิศทาง -เขียนคล้ายตวั อักษร -เขียนช่ือของตนเอง ตามแบบ

เขียนขอ้ ความดว้ ยวธิ ีที่คิดข้ึนเอง

22 |

มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคดิ ทเ่ี ป็นพน้ื ฐานในการเรยี นรู้
ตวั บง่ ชี้ที่ 10.1 มคี วามสามารถในการคิดรวบยอด

สภาพท่ีพึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-บอกลกั ษณะของสิง่ ของต่างๆจากการ
-บอกลักษณะและสว่ นประกอบของ -บอกลกั ษณะ ส่วนประกอบ การ
สงั เกตโดยใชป้ ระสาทสัมผัส
สง่ิ ของตา่ งๆจากการสงั เกตโดยใช้ เปล่ยี นแปลง หรือความสัมพนั ธข์ อง

ประสาทสมั ผสั สงิ่ ของต่างๆจากการสังเกตโดยใช้

ประสาทสัมผัส

-จบั คหู่ รือเปรียบเทยี บส่งิ ตา่ งๆโดยใช้ -จับคู่และเปรียบเทียบความแตกตา่ ง -จบั ค่แู ละเปรียบเทียบความแตกต่าง
ลักษณะหรือหนา้ ทกี่ ารงานเพยี งลักษณะ หรือความเหมอื นของสิง่ ตา่ งๆโดย หรือความเหมอื นของส่ิงตา่ งๆโดยใช้
เดียว ใช้ลกั ษณะทีส่ ังเกตพบเพยี งลักษณะ ลักณะท่ีสังเกตพบสองลกั ษณะข้ึนไป
เดียว

-คดั แยกสง่ิ ตา่ งๆตามลักษณะหรือหน้าท่ี -จาแนกและจัดกลุม่ สงิ่ ต่างๆโดยใช้ -จาแนกและจัดกลุ่มสงิ่ ต่างๆโดยใช้

การใช้งาน อยา่ งน้อยหน่งึ ลักษณะเป็นเกณฑ์ ต้ังแตส่ องลักษณะข้นึ ไปเป็นเกณฑ์

-เรียงลาดบั สิง่ ของหรือเหตกุ ารณอ์ ยา่ ง -เรียงลาดับสง่ิ ของหรือเหตกุ ารณ์ -เรียงลาดับสงิ่ ของหรือเหตกุ ารณอ์ ยา่ ง

น้อย 3 ลาดบั อยา่ งนอ้ ย 4 ลาดับ นอ้ ย 5 ลาดบั

ตัวบง่ ชที้ ่ี 10.2 มคี วามสามารถในการคิดเชิงเหตุผล
สภาพท่ีพงึ ประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-ระบผุ ลทเี่ กิดข้นึ ในเหตุการณ์ -ระบสุ าเหตุหรือผลทเ่ี กิดข้นึ ในเหตุการณ์หรือ -อธบิ ายเช่ือมโยงสาเหตุและผลทเ่ี กิดข้นึ

หรือการกระทาเมื่อมีผู้ช้แี นะ การกระทาเม่อื มผี ชู้ ้แี นะ ในเหตุการณ์หรือการกระทาดว้ ยตนเอง

-คาดเดา หรือ คาดคะเนส่งิ ท่ี -คาดเดา หรือคาดคะเนสิ่งทอ่ี าจจะเกิดข้นึ หรือ -คาดคะเนสิง่ ทอี่ าจจะเกิดข้นึ และมีส่วนร่วมใน
อาจเกดิ ข้นึ
มสี ่วนร่วมในการลงความเห็นจากขอ้ มูล การลงความเห็นจากข้อมูลอย่างมีเหตุผล

23 |

ตวั บง่ ชที้ ี่ 10.3 มคี วามสามารถในการคดิ แกป้ ัญหาและตดั สนิ ใจ
สภาพท่ีพึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-ตดั สินใจในเรื่องง่ายๆ -ตัดสนิ ใจในเร่ืองงา่ ยๆและเริ่ม -ตัดสินใจในเร่ืองงา่ ยๆและยอมรับผลท่ี

เรียนรผู้ ลทเ่ี กดิ ข้ึน เกิดข้ึน

-แก้ปญั หาโดยลองผดิ ลองถูก -ระบปุ ญั หา และแก้ปญั หาโดยลอง -ระบุปัญหาสรา้ งทางเลือกและเลอื กวิธี

ผิดลองถกู แกป้ ญั หา

มาตรฐานท่ี 11 มจี ินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
ตวั บง่ ช้ีที่ 11.1 เลน่ /ทางานศิลปะตามจินตนาการและความคดิ สร้างสรรค์

สภาพท่ีพึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี

-สร้างผลงานศิลปะเพือ่ ส่ือสารความคิด -สร้างผลงานศิลปะเพ่อื สอ่ื สารความคิด -สร้างผลงานศิลปะเพื่อสื่อสารความคิด

ความร้สู ึกของตนเอง ความรสู้ ึกของตนเองโดยมีการดดั แปลง ความร้สู กึ ของตนเองโดยมกี ารดดั แปลง

และแปลกใหมจ่ ากเดมิ หรือมี และแปลกใหมจ่ ากเดิมและ

รายละเอียดเพ่ิมข้ึน มีรายละเอยี ดเพิม่ ข้ึน

ตัวบง่ ช้ที ี่ 11.2 แสดงทา่ ทาง/เคลือ่ นไหวตามจินตนาการอย่างสรา้ งสรรค์
สภาพทพี่ ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-เคลื่อนไหวท่าทางเพอื่ สือ่ สารความคิด -เคล่ือนไหวท่าทางเพอ่ื สอ่ื สาร -เคลอ่ื นไหวท่าทางเพอ่ื สื่อสารความคิด
ความคิด ความรสู้ ึกของตนเอง ความรู้สกึ ของตนเอง
ความร้สู ึกของตนเอง
อย่างหลากหลายหรือแปลกใหม่ อย่างหลากหลายและแปลกใหม่

24 |

มาตรฐานท่ี 12 มเี จตคตทิ ี่ดตี อ่ การเรียนรู้ และมคี วามสามารถในการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสม
กบั วยั
ตวั บ่งชี้ที่ 12.1 มีเจตคตทิ ่ดี ตี ่อการเรียนรู้

สภาพทพ่ี ึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-สนใจฟงั หรืออา่ นหนงั สอื ดว้ ยตนเอง -สนใจซักถามเกี่ยวกับสญั ลักษณ์ -หยิบหนงั สอื มาอา่ นและเขยี นสอื่ ความคิด

หรือตัวหนังสือที่พบเห็น ดว้ ยตนเองเป็นประจาอย่างต่อเน่อื ง

-กระตอื รือรน้ ในการเขา้ รว่ มกิจกรรม -กระตือรือรน้ ในการเขา้ รว่ ม -กระตอื รือร้นในการร่วมกจิ กรรมตงั้ แต่ตน้
กจิ กรรม จนจบ

ตัวบง่ ชี้ที่ 12.2 มีความสามารถในการแสวงหาความรู้
สภาพท่ีพึงประสงค์

อายุ 3 ปี อายุ 4 ปี อายุ 5 ปี
-คน้ หาคาตอบของขอ้ สงสยั ต่างๆ ตาม
-ค้นหาคาตอบของข้อสงสยั ต่างๆ ตาม -ค้นหาคาตอบของข้อสงสัยตา่ งๆ ตาม
วธิ กี ารท่มี ีผู้ช้แี นะ
วธิ ีการของตนเอง วธิ กี ารทีห่ ลากหลายด้วยตนเอง

-เชือ่ มโยงคาถา “อะไร” ในการคน้ หา -ใชป้ ระโยคคาถามวา่ “ทไ่ี หน” -ใช้ประโยคคาถามว่า “เม่ือไร” อยา่ งไร”
ในการค้นหาคาตอบ
คาตอบ “ทาไม” ในการคน้ หาคาตอบ

การจดั เวลาเรียน
หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั กาหนดกรอบโครงสร้างเวลาในการจัดประสบการณใ์ ห้กบั เด็ก 1-3 ปี

การศึกษาโดยประมาณ ท้งั น้ี ข้ึนอยู่กับอายขุ องเด็กที่เริ่มเขา้ สถานศึกษาหรือสถาบันพฒั นาเด็กปฐมวัย เวลาเรียน
สาหรับเด็กปฐมวัยข้ึนอยู่กับสถานศึกษาแต่ละแห่งโดยมีเวลาเรียนไม่น้อยกว่า 180 วนั ตอ่ 1 ปีการศกึ ษา ในแต่
ละวนั จะใช้เวลาไมน่ ้อยกวา่ 5 ชว่ั โมง โดยสามารถปรับเปล่ียนให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศกึ ษาและ
สถาบนั พัฒนาเดก็ ปฐมวยั

25 |

สาระการเรียนรู้รายปี
สาระการเรียนรู้ใชเ้ ป็นส่ือกลางในการจดั ประสบการณก์ ารเรียนร้ใู หก้ ับเด็กเพื่อสง่ เสริมพัฒนาการ

ทุกด้าน ใหเ้ ป็นไปตามจดุ หมายของหลักสตู รท่ีกาหนด ประกอบดว้ ย ประสบการณส์ าคัญและสาระทค่ี วรเรียนรู้
ดังน้ี

1. ประสบการณ์สาคัญ
ประสบการณ์สาคญั เป็นแนวทางสาหรบั ผสู้ อนไปใชใ้ นการออกแบบการจดั ประสบการณ์ใหเ้ ด็ก

ปฐมวยั เรียนรู้ ลงมือปฏบิ ตั ิ และไดร้ บั การสง่ เสริมพัฒนาการครอบคลมุ ทุกดา้ นดงั น้ี
1.1 ประสบการณ์สาคญั ทีส่ ่งเสรมิ พฒั นาการดา้ นร่างกาย เป็นการสนบั สนุนใหเ้ ดก็ ไดม้ โี อกาส

พฒั นาการใช้กล้ามเน้อื ใหญ่ กล้ามเนื้อเลก็ และการประสานสัมพนั ธร์ ะหว่างกล้ามเน้ือและระบบประสาทใน
การทากิจวตั รประจาวนั หรือทากจิ กรรมตา่ งๆและสนับสนนุ ใหเ้ ด็กมโี อกาสดแู ลสุขภาพและสขุ อนามยั และการ
รักษาความปลอดภยั ดงั น้ี

1.1.1 การใช้กลา้ มเนือ้ ใหญ่
1.1.1.1 การเคล่อื นไหวอย่กู บั ที่
1.1.1.2 การเคลื่อนไหวเคลอ่ื นที่
1.1.1.3 การเคล่อื นไหวพร้อมวสั ดอุ ุปกรณ์
1.1.1.4 การเคลือ่ นไหวทใ่ี ช้การประสานสมั พนั ธข์ องการใชก้ ลา้ มเนอ้ื มดั ใหญ่ในการขว้าง
การจบั การโยนการเตะ
1.1.1.5 การเล่นเคร่ืองเลน่ สนามอยา่ งอิสระ

1.1.2 การใช้กล้ามเนื้อเล็ก
1.1.2.1 การเลน่ เครื่องเล่นสมั ผัสและการสรา้ งจากแท่งไม้บลอ็ ก
1.1.2.2 การเขียนภาพและการเลน่ กับสี
1.1.2.3 การป้นั
1.1.2.4 การประดษิ ฐส์ ่งิ ต่างๆด้วย เศษวสั ดุ
1.1.2.5 การหยิบจบั การใช้กรรไกร การฉีก การตัด การปะ และการรอ้ ยวัสดุ

26 |

1.1.3 การรักษาสขุ ภาพอนามัยส่วนตวั
1.1.3.1 การปฏบิ ตั ิตนตามสขุ อนามยั สุขนสิ ัยทีด่ ีในกจิ วตั รประจาวนั

1.1.4 การรกั ษาความปลอดภัย
1.1.4.1 การปฏิบัติตนให้ปลอดภัยในกิจวัตรประจาวัน
1.1.4.2 การฟงั นทิ าน เร่ืองราว เหตุการณ์ เกยี่ วกับการปอ้ งกนั และรักษาความปลอดภัย
1.1.4.3 การเลน่ เคร่ืองเลน่ อยา่ งปลอดภยั
1.1.4.4 การเลน่ บทบาทสมมติเหตุการณต์ า่ งๆ

1.1.5 การตระหนักร้เู กี่ยวกบั ร่างกายตนเอง
1.1.5.1 การเคลือ่ นไหวเพอื่ ควบคมุ ตนเองไปในทศิ ทาง ระดบั และพ้นื ท่ี
1.1.5.2 การเคล่อื นไหวขา้ มสง่ิ กีดขวาง

1.2 ประสบการณ์สาคัญทสี่ ่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์จติ ใจเป็นการสนบั สนนุ ใหเ้ ดก็ ได้
แสดงออกทางอารมณแ์ ละความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกบั วยั ตระหนักถึงลกั ษณะพิเศษเฉพาะทีเ่ ป็นอตั
ลักษณ์ ความเป็นตัวของตวั เอง มคี วามสขุ รา่ เริงแจ่มใส การเห็นอกเห็นใจผอู้ นื่ ได้พัฒนาคณุ ธรรม จริยธรรม
สนุ ทรียภาพ ความรสู้ ึกทดี่ ตี อ่ ตนเอง และความเช่อื มน่ั ในตนเองขณะปฏบิ ตั ิกจิ กรรมต่างๆ ดังน้ี

1.2.1 สนุ ทรยี ภาพ ดนตรี
1.2.1.1 การฟงั เพลง การรอ้ งเพลง และการแสดงปฏิกริ ิยาโต้ตอบเสยี งดนตรี
1.2.1.2 การเคล่ือนไหวตามเสียงเพลง/ดนตรี
1.2.1.3 การเล่นบทบาทสมมติ
1.2.1.4 การทากิจกรรมศลิ ปะต่างๆ
1.2.1.5 การสร้างสรรคส์ ่งิ สวยงาม

1.2.2 การเลน่
1.2.2.1 การเลน่ อิสระ
1.2.2.2 การเล่นรายบคุ คล กลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่
1.2.2.3 การเลน่ ตามมมุ ประสบการณ์
1.2.2.4 การเล่นนอกห้องเรียน

27 |

1.2.3 คุณธรรม จริยธรรม
1.2.3.1 การปฏบิ ตั ติ นตามหลักศาสนาที่นบั ถือ
1.2.3.2 การฟังนิทานเก่ียวกับคณุ ธรรม จริยธรรม
1.2.3.3 การรว่ มสนทนาแลกเปลยี่ นความคดิ เห็นเชงิ จริยธรรม

1.2.4 การแสดงออกทางอารมณ์
1.2.4.1 การสะทอ้ นความร้สู ึกของตนเองและผู้อ่นื
1.2.4.2 การเลน่ บทบาทสมมติ
1.2.4.3 การเคลอ่ื นไหวตามเสยี งเพลง/ดนตรี
1.2.4.4การรอ้ งเพลง
1.2.4.5 การทางานศลิ ปะ

1.2.5 การมอี ตั ลักษณเ์ ฉพาะตนและเช่ือว่าตนเองมีความสามารถ
1.2.5.1 การปฏบิ ัตกิ ิจกรรมต่างๆตามความสามารถของตนเอง

1.2.6 การเห็นอกเหน็ ใจผอู้ น่ื
1.2.6.1 การแสดงความยนิ ดีเมือ่ ผูอ้ น่ื มคี วามสขุ เหน็ อกเหน็ ใจเมอื่ ผ้อู น่ื เศร้าหรือเสียใจ และการ
ช่วยเหลอื ปลอบโยนเม่อื ผู้อน่ื ได้รบั บาดเจบ็

1.3 ประสบการณส์ าคัญทส่ี ่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนใหเ้ ดก็ ได้มีโอกาส
ปฏิสัมพันธ์กับบุคลและส่ิงแวดลอ้ มต่างๆรอบตวั จากการปฏบิ ัตกิ จิ กรรมตา่ งๆ ผา่ นการเรียนร้ทู างสงั คมเชน่ การ
เลน่ การทางานกบั ผู้อน่ื การปฏิบตั กิ ิจวตั รประจาวัน การแก้ปญั หาขอ้ ขัดแย้งตา่ งๆ

1.3.1 การปฏิบตั กิ จิ วัตรประจาวนั
1.3.1.1 การชว่ ยเหลือตนเองในกิจวัตรประจาวัน
1.3.1.2การปฏิบัติตนตามแนวทางหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง

1.3.2 การดแู ลรกั ษาธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อม
1.3.2.1 การมสี ว่ นรว่ มรบั ผดิ ชอบดูแลรกั ษาสง่ิ แวดลอ้ มทง้ั ภายในและภายนอกห้องเรียน
1.3.2.2 การทางานศิลปะทีใ่ ช้วสั ดุหรือสิง่ ของท่ใี ช้แล้วมาใช้ซ้าหรือแปรรปู แลว้ นากลบั มา

ใช้ใหม่
1.3.2.3 การเพาะปลูกและดแู ลตน้ ไม้

28 |

1.3.2.4 การเล้ยี งสัตว์
1.3.2.5 การสนทนาข่าวและเหตกุ ารณ์ที่เกย่ี วกบั ธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดล้อมในชวี ิตประจาวัน
1.3.3 การปฏิบตั ิตามวัฒนธรรมท้องถนิ่ ท่ีอาศยั และความเป็นไทย
1.3.3.1 การเล่นบทบาทสมมตุ กิ ารปฏิบัติตนในความเป็นคนไทย
1.3.3.2 การปฏิบตั ิตนตามวฒั นธรรมท้องถ่นิ ท่ีอาศยั และประเพณีไทย
1.3.3.3 การประกอบอาหารไทย
1.3.3.4 การศึกษานอกสถานท่ี
1.3.3.5 การละเลน่ พน้ื บ้านของไทย
1.3.4 การมีปฏิสัมพนั ธ์มีวนิ ัย มีสวนร่วม และบทบาทสมาชกิ ของสังคม
1.3.4.1 การรว่ มกาหนดขอ้ ตกลงของห้องเรียน
1.3.4.2 การปฏิบัตติ นเป็นสมาชิท่ดี ีของหอ้ งเรียน
1.3.4.3 การใหค้ วามรว่ มมือในการปฏิบตั กิ ิจกรรมต่าง ๆ
1.3.4.4 การดูแลหอ้ งเรียนร่วมกนั
1.3.4.5 การรว่ มกจิ กรรมวนั สาคญั
1.3.5 การเล่นแบบร่วมมือร่วมใจ
1.3.5.1 การร่วมสนทนาและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
1.3.5.2 การเลน่ และทางานร่วมกับผูอ้ ื่น
1.3.5.3 การทาศลิ ปะแบบรว่ มมือ
1.3.6 การแก้ปญั หาความขดั แยง้
1.3.6.1 การมีส่วนร่วมในการเลือกวิธกี ารแกป้ ัญหา
1.3.6.2 การมสี ่วนรว่ มในการแก้ปญั หาความขดั แยง้
1.3.7 การยอมรบั ในความเหมอื นและความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
1.3.7.1 การเลน่ หรือ ทากิจกรรมรว่ มกบั กลุ่มเพือ่ น
1.4 ประสบการณส์ าคญั ที่ส่งเสรมิ พฒั นาการด้านสติปัญญา เป็นการสนบั สนนุ ใหเ้ ดก็ ได้รบั รู้ เรียนรู้ส่งิ ต่างๆ
รอบตัวผ่านการมีปฏสิ ัมพันธ์กบั สิง่ แวดล้อมบคุ คลและส่อื ต่างๆ ดว้ ยกระบวนการเรียนรูท้ ีห่ ลากหลาย เพ่อื เปิด
โอกาสให้เด็กพฒั นาการใชภ้ าษา จินตนาการความคิดสร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การคิดเชงิ เหตผุ ล และการคดิ

29 |

รวบยอดเกี่ยวกบั ส่งิ ตา่ งๆ รอบตัวและมีความคิดรวบยอดทางคณติ ศาสตรท์ ี่เป็นพื้นฐานของการเรียนร้ใู นระดบั ท่ี
สูงข้นึ ต่อไป

1.4.1 การใช้ภาษา
1.4.1.1 การฟังเสยี งต่างๆ ในส่ิงแวดล้อม
1.4.1.2 การฟงั และปฏิบัตติ ามคาแนะนา
1.4.1.3 การฟังเพลง นทิ าน คาคล้องจอง บทร้อยกรงหรือเรื่องราวต่างๆ
1.4.1.4 การแสดงความคดิ ความรสู้ กึ และความตอ้ งการ
1.4.1.5 การพูดกับผู้อน่ื เก่ยี วกับประสบการณ์ของตนเองหรือพูดเลา่ เร่ืองราวเกี่ยวกับตนเอง
1.4.1.6 การพดู อธบิ ายเกยี่ วกับสิ่งของเหตุการณ์ และความสมั พันธข์ องส่ิงตา่ งๆ
1.4.1.7 การพดู อย่างสรา้ งสรรคใ์ นการเลน่ และการกระทาตา่ งๆ
1.4.1.8 การรอจงั หวะท่เี หมาะสมในการพูด
1.4.1.9 การพดู เรียงลาดบั เพือ่ ใช้ในการสือ่ สาร
1.4.1.10 การอา่ นหนังสอื ภาพ นิทาน หลากหลายประเภท/รปู แบบ
1.4.1.11 การอ่านอสิ ระตามลาพงั การอ่านร่วมกนั การอา่ นโดยมีผชู้ ้แี นะ
1.4.1.12 การเหน็ แบบอยา่ งของการอา่ นทีถ่ กู ตอ้ ง
1.4.1.13 การสงั เกตทศิ ทางการอ่านตวั อกั ษร คา และข้อความ
1.4.1.14 การอ่านและช้ขี อ้ ความโดยกวาดสายตาตามบรรทัดจากซา้ ยไปขวา จากบนลงล่าง
1.4.1.15 การสังเกตตวั อกั ษรในชอื่ ของตน หรือคาคุ้นเคย
1.4.1.16 การสังเกตตัวอักษรทีป่ ระกอบเป็นคาผ่านการอ่านหรือเขยี นของผ้ใู หญ่
1.4.1.17 การคาดเดาคา วลี หรือประโยค ทีม่ ีโครงสร้างซ้าๆกนั จากนิทาน เพลง คาคลอ้ งจอง
1.4.1.18 การเล่นเกมทางภาษา
1.4.1.19 การเหน็ แบบอย่างของการเขียนทถ่ี ูกต้อง
1.4.1.20 การเขยี นร่วมกันตามโอกาส และการเขียนอิสระ
1.4.1.21 การเขยี นคาทมี่ คี วามหมายกบั ตัวเด็ก/คาคุ้นเคย
1.4.1.22 การคดิ สะกดคาและเขียนเพือ่ ส่อื ความหมายด้วยตนเองอยา่ งอิสระ

30 |

1.4.2 การคิดรวบยอด การคิดเชงิ เหตุผล การตดั สินใจและแก้ปัญหา
1.4.2.1 การสังเกตลกั ษณะส่วนประกอบ การเปลีย่ นแปลง และความสมั พนั ธ์ของสงิ่ ต่างๆ โดย

ใช้ประสาทสมั ผสั อย่างเหมาะสม
1.4.2.2 การสงั เกตสง่ิ ต่างๆ และสถานท่ีจากมมุ มองทต่ี ่างกนั
1.4.2.3 การบอกและแสดงตาแหน่งทศิ ทาง และระยะทางของสง่ิ ต่างๆด้วยการกระทา ภาพวาด

ภาพถ่าย และรูปภาพ
1.4.2.4 การเล่นกับสื่อตา่ งๆท่เี ป็นทรงกลม ทรงสเ่ี หลีย่ มมมุ ฉาก ทรงกระบอก กรวย
1.4.2.5 การคดั แยก การจดั กลุ่ม และการจาแนกสงิ่ ตา่ งๆตามลักษณะและรปู ร่างรปู ทรง
1.4.2.6 การต่อของชน้ิ เล็กเติมในชนิ้ ใหญใ่ ห้สมบูรณ์ และการแยกชิน้ ส่วน
1.4.2.7 การทาซ้า การตอ่ เติม และการสร้างแบบรปู
1.4.2.8 การนับและแสดงจานวนของสงิ่ ต่างๆในชีวติ ประจาวนั
1.4.2.9 การเปรียบเทยี บและเรียงลาดับจานวนของสง่ิ ต่างๆ
1.4.2.10 การรวมและการแยกสิง่ ตา่ งๆ
1.4.2.11 การบอกและแสดงอนั ดบั ทีข่ องส่งิ ตา่ งๆ
1.4.2.12 การช่ัง ตวง วัดสงิ่ ต่างๆโดยใชเ้ ครื่องมอื และหนว่ ยท่ีไม่ใช่หนว่ ยมาตรฐาน
1.4.2.13 การจบั คู่ การเปรียบเทยี บ และการเรียงลาดับสิง่ ต่างๆ ตามลกั ษณะความยาว/ความสูง

น้าหนัก ปริมาตร
1.4.2.14 การบอกและเรียงลาดบั กิจกรรมหรือเหตกู ารณ์ตามชว่ งเวลา
1.4.2.15 การใชภ้ าษาทางคณติ ศาสตร์กับเหตกุ ารณใ์ นชวี ิตประจาวนั
1.4.2.16 การอธบิ ายเชอื่ มโยงสาเหตุและผลทเ่ี กดิ ข้นึ ในเหตุการณห์ รือการกระทา
1.4.2.17 การคาดเดาหรือการคาดคะเนส่งิ ที่อาจเกิดข้นึ อยา่ งมีเหตุผล
1.4.2.18 การมสี ่วนร่วมในการลงความเหน็ จากขอ้ มลู อย่างมีเหตุผล
1.4.2.19 การตัดสนิ ใจและมีส่วนรว่ มในกระบวนการแกป้ ญั หา

1.4.3 จินตนาการและความคดิ สร้างสรรค์
1.4.3.1 การรับรู้และแสดงความคิดความร้สู กึ ผ่านสอื่ วสั ดุ ของเล่น และชิน้ งาน
1.4.3.2 การแสดงความคิดสร้างสรรคผ์ า่ นภาษา ทา่ ทางการเคลือ่ นไหว และศลิ ปะ

31 |

1.4.3.3 การสรา้ งสรรค์ช้นิ งานโดยใช้รูปรา่ งรูปทรงจากวสั ดุท่ีหลากหลาย
1.4.4 เจตคตทิ ี่ดตี อ่ การเรียนร้แู ละการแสวงหาความรู้

1.4.4.1 การสารวจสง่ิ ตา่ งๆ และแหลง่ เรียนรู้รอบตวั
1.4.4.2 การตง้ั คาถามในเรื่องท่ีสนใจ
1.4.4.3 การสืบเสาะหาความรูเ้ พ่ือค้นหาคาตอบของข้อสงสยั ตา่ งๆ
1.4.4.4 การมีส่วนร่วมในการรวบรวมข้อมลู และนาเสนอขอ้ มูลจากการสืบเสาะหาความรู้ใน
รปู แบบตา่ งๆและแผนภูมอิ ย่างงา่ ย
สาระทค่ี วรเรยี นรู้
สาระท่ีควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตวั เดก็ ที่นามาเป็นสอื่ กลางในการจดั กจิ กรรมให้เด็กเกดิ แนวคิด
หลงั จากนาสาระการเรียนรนู้ ้ัน ๆ มาจดั ประสบการณ์ใหเ้ ดก็ เพื่อใหบ้ รรลจุ ัดหมายทกี่ าหนดไวท้ งั้ น้ี ไมเ่ นน้ การ
ทอ่ งจาเน้อื หา ครสู ามารถกาหนดรายละเอียดข้ึนเองใหส้ อดคลอ้ งกับวัย ความตอ้ งการ และความสนใจของเดก็
โดยใหเ้ ดก็ ได้เรียนร้ผู ่านประสบการณ์สาคัญท้งั น้ี อาจยดื หยุ่นเนอื้ หาได้โดยคานงึ ถงึ ประสบการณ์และ
ส่ิงแวดล้อมในชวี ิตจริงของเดก็ ดงั น้ี
2.1 เรือ่ งราวเกย่ี วกับตวั เด็ก เดก็ ควรรู้จกั ชอ่ื นามสกุล รปู รา่ งหนา้ ตา รจู้ ักอวยั วะต่างๆ วิธีระวงั รกั ษา
รา่ งกายใหส้ ะอาดและมสี ุขภาพอนามัยท่ีดี การรบั ประทานอาหารทเี่ ป็นประโยชน์การระมัดระวังความปลอดภยั
ของตนเองจากผู้อ่ืนและภัยใกล้ตวั รวมทัง้ การปฏบิ ตั ติ อ่ ผ้อู น่ื อย่างปลอดภัย การรู้จกั ความเป็นมาของตนเอง
และครอบครัวการปฏบิ ตั ิตนเป็นสมาชิกทดี่ ีของครอบครวั และโรงเรียน การเคารพสทิ ธขิ องตนเองและผู้อ่ืน การ
ร้จู ักแสดงความคิดเห็นของตนเองและรับฟงั ความคิดเห็นของผอู้ นื่ การกากบั ตนเอง การเลน่ และทาสง่ิ ตา่ งๆด้วย
ตนเองตามลาพงั หรือกับผูอ้ ื่น การตระหนักร้เู กีย่ วกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อนการรับรู้
อารมณแ์ ละความรสู้ ึกของตนเองและผู้อนื่ การแสดงออกทางอารมณแ์ ละความรู้สกึ อย่างเหมาะสมการแสดง
มารยาททดี่ ี การมีคณุ ธรรมจริยธรรม
2.2 เรื่องราวเกยี่ วกับบุคคลและสถานที่แวดลอ้ มเด็ก เดก็ ควรเรียนร้เู ก่ียวกบั ครอบครวั สถานศกึ ษา
ชุมชน และบคุ คลต่างๆ ท่ีเดก็ ต้องเก่ียวข้องหรือใกลช้ ิดและมปี ฏิสัมพนั ธใ์ นชีวิตประจาวัน สถานที่สาคัญ วัน
สาคัญ อาชพี ของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวฒั นาธรรมในชมุ ชน สญั ลักษณ์สาคญั ของชาตไิ ทยและการปฏิบัติ
ตามวฒั นธรรมทอ้ งถิน่ และความเป็นไทย หรือแหลง่ เรียนรจู้ ากภูมิปัญญาท้องถน่ิ อืน่ ๆ

32 |

2.3 ธรรมชาตริ อบตวั เด็กควรเรียนรเู้ กี่ยวกบั ช่ือ ลกั ษณะ ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและ
ความสมั พันธข์ องมนษุ ย์ สัตว์ พชื ตลอดจนการรจู้ ักเกีย่ วกบั ดิน น้า ทอ้ งฟ้า สภาพอากาศ ภยั ธรรมชาติ แรง และ
พลงั งานในชีวิตประจาวนั ที่แวดล้อมเดก็ รวมทั้งการอนรุ กั ษ์สิ่งแวดลอ้ มและการรกั ษาสาธารณสมบัติ

2.4 สิ่งต่างๆรอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เก่ียวกบั การใช้ภาษาเพ่อื สือ่ ความหมายในชีวติ ประจาวัน ความรู้
พ้นื ฐานเกี่ยวกับการใชห้ นังสอื และตวั หนังสอื รูจ้ ักชอื่ ลักษณะ สี ผวิ สัมผสั ขนาด รูปรา่ ง รปู ทรง ปริมาตร
น้าหนัก จานวน สว่ นประกอบ การเปลีย่ นแปลงและความสมั พันธข์ องสิ่งตา่ งๆรอบตัว เวลา เงนิ ประโยชน์ การ
ใชง้ าน และการเลือกใชส้ ิ่งของเครื่องใช้ ยานพาหนะ การคมนาคม เทคโนโลยีและการสอ่ื สารต่างๆ ที่ใชอ้ ยใู่ น
ชวี ติ ประจาวนั อย่างประหยดั ปลอดภัยและรกั ษาส่งิ แวดล้อม
การจดั ประสบการณ์

การจัดประสบการณส์ าหรบั เดก็ ปฐมวัยอายุ 3 – 6 ปี เป็นการจดั กจิ กรรมในลักษณะบรู ณาการผ่าน
การเล่น การลงมือกระทาจากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรมรวมทงั้
เกดิ การพัฒนาท้ังด้านร่างกาย อารมณ์ จติ ใจ สงั คม และสติปญั ญา ไม่จัดเป็นรายวิชาโดยมีหลักการ และแนวทาง
การจัดประสบการณ์ดงั น้ี

1. หลักการจดั ประสบการณ์
1.1 จดั ประสบการณ์การเลน่ และการเรียนรูห้ ลากหลาย เพอ่ื พัฒนาเดก็ โดยองคร์ วมอย่างสมดุล

และตอ่ เน่อื ง
1.2 เนน้ เด็กเป็นสาคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและบริบท

ของสงั คมที่เดก็ อาศัยอยู่
1.3 จัดใหเ้ ดก็ ได้รับการพฒั นา โดยใหค้ วามสาคญั กบั กระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการของเด็ก
1.4 จัดการประเมินพัฒนาการใหเ้ ป็นกระบวนการอย่างต่อเนอื่ ง และเป็นส่วนหน่งึ ของการจดั

ประสบการณ์พรอ้ มทงั้ นาผลการประเมนิ มาพัฒนาเด็กอย่างตอ่ เน่อื ง
1.5 ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายทเ่ี กยี่ วข้องมีส่วนร่วมในการพฒั นาเด็ก

2. แนวทางการจดั ประสบการณ์
2.1 จดั ประสบการณ์ให้สอดคล้องกับจติ วทิ ยาพฒั นาการและการทางานของสมองท่ีเหมาะสม

กบั อายุ วฒุ ภิ าวะและระดบั พฒั นาการ เพือ่ ให้เดก็ ทุกคนได้พฒั นาเตม็ ตามศกั ยภาพ

33 |

2.2 จัดประสบการณใ์ ห้สอดคล้องกับแบบการเรียนรขู้ องเดก็ เด็กได้ลงมือกระทาเรียนร้ผู า่ น
ประสาสมั ผสั ทั้งห้า ได้เคล่อื นไหว สารวจ เล่น สงั เกต สบื คน้ ทดลอง และคิดแกป้ ญั หาด้วยตนเอง

2.3 จดั ประสบการณแ์ บบบูรณาการ โดยบรู ณาการทง้ั กิจกรรมทักษะและสาระการเรียนรู้
2.4 จัดประสบการณใ์ หเ้ ดก็ ได้ริเร่ิมคิด วางแผน ตัดสนิ ใจลงมือกระทาและนาเสนอความคิด
โดยครูหรือผู้จัดประสบการณ์เป็นผู้สนบั สนุนอานวยความสะดวก และเรียนรูร้ ว่ มกับเดก็
2.5 จดั ประสบการณ์ใหเ้ ด็กมปี ฏิสัมพันธ์กบั เดก็ อน่ื กบั ผู้ใหญ่ ภายใต้สภาพแวดลอ้ มท่เี อ้ือตอ่
การเรียนรู้ ในบรรยากาศทอี่ บอนุ่ มีความสุข และเรียนรกู้ ารทากิจกรรมแบบร่วมมือในลกั ษณะตา่ งๆกัน
2.6 จดั ประสบการณใ์ ห้เด็กมปี ฏิสมั พันธก์ ับส่อื และแหลง่ การเรียนร่ีหลากหลายและอย่ใู นวิถี
ชวี ติ ของเดก็
2.7 จดั ประสบการณ์ท่ีส่งเสริมลกั ษณะนสิ ยั ท่ีดีและทกั ษะการใช้ชวี ติ ประจาวันตลอดจน
สอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมให้เป็นสว่ นหน่งึ ของการจัดประสบการณก์ ารเรียนรอู้ ย่างต่อเนอื่ ง
2.8 จัดประสบการณ์ทง้ั ในลกั ษณะทีด่ ีการวางแผนไวล้ ว่ งหน้าและแผนที่เกดิ ข้นึ ในสภาพจริ ง
โดยไมไ่ ดค้ าดการณ์ไว้
2.9 จดั ทาสารนทิ ัศนด์ ว้ ยการรวบรวมขอ้ มลู เกี่ยวกับพฒั นาการและการเรียนรขู้ องเดก็ เป็น
รายบุคคล นามาไตร่ตรองและใชใ้ หเ้ ป็นประโยชนต์ ่อการพฒั นาเด็ก และการวิจยั ในชั้นเรียน
2.10 จดั ประสบการณ์โดยใหพ้ ่อแม่ ครอบครวั และชุมชนมีส่วนรว่ มทงั้ การวางแผน การ
สนับสนนุ สือ่ แหลง่ เรียนรู้ การเขา้ รว่ มกิจกรรม และการประเมินพัฒนาการ
3. การจดั กิจกรรมประจาวัน
กิจกรรมสาหรับเด็กอายุ 3 – 6 ปีบริบรู ณ์ สามารถนามาจดั เป็นกิจกรรมประจาวนั ได้หลายรปู แบบเป็น
การชว่ ยให้ครผู ู้สอนหรือผ้จู ัดประสบการณท์ ราบวา่ แตล่ ะวนั จะทากิจกรรมอะไร เมื่อใด และอยา่ งไร ท้ังน้ี การ
จัดกจิ กรรมประจาวันสามารถจดั ไดห้ ลายรูปแบบข้ึนอยกู่ บั ความเหมาะสมในการนาไปใช้ของแต่ละหนว่ ยงาน
และสภาพชุมชน ที่สาคัญครูผู้สอนตอ้ งคานงึ ถงึ การจดั กิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกดา้ นการจดั กจิ กรรม
ประจาวนั มหี ลักการจัดและขอบข่ายกิจกรรมประจาวัน ดังน้ี
3.1 หลักการจัดกิจกรรมประจาวัน
1. กาหนดระยะเวลาในการจัดกจิ กรรมแต่ละกจิ กรรมใหเ้ หมาะสมกับวยั ของเดก็ ในแตล่ ะวันแต่
ยืดหยุ่นไดต้ ามความต้องการและความสนใจของเด็ก เช่น
วยั 3-4 ปี มีความสนใจช่วงส้นั ประมาณ 8-12 นาที
วัย 4 – 5 ปี มคี วามสนใจอยไู่ ด้ประมาณ 12-15 นาที
วยั 5-6 ปี มคี วามสนใจอยูไ่ ด้ประมาณ 15- 20 นาที

34 |

2. กจิ กรรมท่ีต้องใช้ความคดิ ทง้ั ในกลุม่ เลก็ และกล่มุ ใหญ่ ไมค่ วรใชเ้ วลาต่อเนือ่ งนานเกนิ กว่า

20 นาที
3. กิจกรรมที่เดก็ มอี สิ ระเลือกเล่นเสรี เพ่ือช่วยใหเ้ ดก็ รูจ้ ักเลอื กตัดสนิ ใจ คดิ แก้ปัญหา คิด

สร้างสรรค์ เช่น การเลน่ ตามมุม การเล่นกลางแจ้ง ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 40-60 นาที

4. กจิ กรรมควรมีความสมดลุ ระหวา่ งกจิ กรรมในห้องและนอกหอ้ ง กจิ กรรมทีใ่ ชก้ ลา้ มเนือ้ ใหญ่
และกล้ามเนื้อเลก็ กิจกรรมทเ่ี ป็นรายบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กจิ กรรมทเี่ ด็กเป็นผรู้ ิเร่ิมและครผู ้สู อนหรือผู้
จัดประสบการณ์เป็นผู้ริเร่ิม และกจิ กรรมทใ่ี ชก้ าลังและไม่ใชก้ าลัง จัดใหค้ รบทุกประเภท ทั้งน้ี กจิ กรรมทีต่ อ้ ง
ออกกาลงั กายควรจัดสลบั กบั กจิ กรรมทไี่ มต่ ้องออกกาลงั มากนัก เพ่ือเด็กจะไดไ้ ม่เหนอื่ ยเกนิ ไป

3.2 ขอบข่ายของกิจกรรมประจาวัน
การเลอื กกิจกรรมทจ่ี ะนามาจดั ในแต่ละวันสามารถจัดไดห้ ลายรปู แบบทั้งน้ี ข้นึ อยู่กบั ความเหมาะสม
ในการนาไปใช้ของแต่ละหนว่ ยงานและสภาพชมุ ชน ท่ีสาคญั ครูผ้สู อนต้องคานกึ ถงึ การจดั กิจกรรมให้
ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน ดงั ตอ่ ไปน้ี
3.2.1 การพัฒนากล้ามเนอื้ ใหญ่ เป็นการพฒั นาความแข็งแรง การทรงตัว ความยืดหยุ่น ความคลอ่ งแคล่ว
ในการใช้อวยั วะตา่ ง ๆ และจงั หวะการเคลือ่ นไหวในการใชก้ ล้ามเนอื้ ใหญ่ โดยจดั กจิ กรรมให้เดก็ ได้เลน่ อิสระ
กลางแจง้ เลน่ เคร่ืองเล่นสนาม ปีนป่ายเล่นอสิ ระ เคลือ่ นไหวร่างกายตามจังหวะดนตรี
3.2.2 การพฒั นาการกลา้ มเนอื้ เล็ก เป็นการพัฒนาความแขง็ แรงของกลา้ มเน้ือเลก็ กลา้ มเนอื้ มอื -นิว้ มือ
การประสานสมั พันธร์ ะหว่างกลา้ มเนอ้ื มอื และระบบประสาทตามอื ได้อยา่ งคล่องแคลว่ และประสานสัมพันธ์
โดยจดั กจิ กรรมให้เด็กไดเ้ ลน่ เครื่องสัมผัส เล่นเกมการศกึ ษา ฝึกช่วยเหลอื ตนเองในการแต่งกาย หยบิ จบั
ชอ้ นส้อม และใชอ้ ุปกรณ์ศลิ ปะเชน่ สีเทียน กรรไกร พ่กู ัน ดินเหนียว ฯลฯ
3.2.3 การพัฒนาการอารมณ์จติ ใจ และปลูกฝังคณุ ธรรม จรยิ ธรรม เป็นการปลกู ฝงั ใหเ้ ด็กมีความรสู้ กึ ท่ี
ดีตอ่ ตนเองและผ้อู ่ืน มีความเชื่อมนั่ กล้าแสดงออก มีวนิ ัย รับผดิ ชอบ ซอ่ื สตั ย์ ประหยดั เมตตากรณุ า เออื้ เฟื้อ
แบ่งปนั มีมารยาทและปฏบิ ตั ิตนตามวฒั นธรรมไทยและศาสนาทน่ี บั ถือโดยจัดกจิ กรรมตา่ งๆ ผ่านการเล่นให้
เด็กไดม้ ีโอกาสตดั สินใจเลือก ได้รบั การตอบสนองตาความตอ้ งการไดฝ้ ึกปฏิบัตโิ ดยสอดแทรกคณุ ธรรม
จริยธรรมอยา่ งต่อเนื่อง
3.2.4 การพฒั นาสังคมนสิ ัย เป็นการพฒั นาให้เด็กมลี ักษณะนสิ ยั ทด่ี ี แสดงออกอยา่ งเหมาะสมและอยู่
รว่ มกบั ผอู้ ่นื ไดอ้ ยา่ งมีความสุข ช่วยเหลอื ตนเองในการทากิจวตั รประจาวันมีนิสัยรกั การทางาน ระมัดระวังความ
ปลอดภยั ของตนเองและผ้อู ื่น โดยรวมทงั้ ระมดั ระวงั อันตรายจากคนแปลกหน้า ให้เด็กไดป้ ฏิบัติกิจวัตร
ประจาวันอย่างสม่าเสมอ เช่น รบั ประทานอาหาร พกั ผอ่ นนอนหลบั ขับถ่าย ทาความสะอาดร่างกาย เลน่ และ
ทางานรว่ มกับผูอ้ ืน่ ปฏบิ ัตติ ามกฎกตกิ าขอ้ ตกลงของร่วมรวม เกบ็ ของเข้าที่เมือ่ เลน่ หรือทางานเสร็จ

35 |

3.2.5 การพฒั นาการคิดเป็นการพฒั นาใหเ้ ด็กมคี วามสามารถในการคิดแก้ปัญหาความ คิดรวบ
ยอดทางคณิตศาสตร์และคดิ เชงิ เหตุผลทางคณติ ศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตรโ์ ดยจัดกจิ กรรมใหเ้ ด็กได้สนทนา
อภปิ รายและเปลี่ยนความคดิ เหน็ เชิญวิทยากรมาพดู คยุ กบั เด็ก ศึกษานอกสถานที่เลน่ เกมการศกึ ษา ฝึกการ
แกป้ ญั หาในชวี ติ ประจาวัน ฝึกออกแบบและสร้างชิน้ งานและทากิจกรรมท้งั เป็นกล่มุ ย่อย กล่มุ ใหญ่และ
รายบุคคล

3.2.6 การพฒั นาภาษา เป็นการพัฒนาให้เดก็ ใช้ภาษาสื่อสารถ่ายทอดความรู้สกึ นึกคิด ความรู้
ความเข้าใจในส่ิงต่างๆ ท่ีเด็กมปี ระสบการณ์โดยสามารถตง้ั คาถามในส่ิงทส่ี งสยั ใครร่ ู้จดั กิจกรรมทางภาษาใหม้ ี
ความหลากหลายในสภาพแวดลอ้ มทเี่ อือ้ ต่อการเรียนรู้ มงุ่ ปลูกฝงั ให้เด็กได้กลา้ แสดงออกในการฟัง พดู อา่ น
เขยี น มนี ิสยั รักการอา่ นและบคุ คลแวดล้อมตอ้ งเป็นแบบอยา่ งทีด่ ีในการใชภ้ าษา ทง้ั น้ตี อ้ งคานกึ ถึงหลักการจัด
กิจกรรมทางภาษาทเี่ หมาะสมกับเด็กเป็นสาคญั

3.2.7 การส่งเสริมจนิ ตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการสง่ เสริมใหเ้ ด็กมีความคิดริเริ่ม
สร้างสรรค์ ไดถ้ ่ายทอดอารมณค์ วามรู้สกึ และเหน็ ความสวยงามของสงิ่ ตา่ งๆ โดยจัดกิจกรรมศลิ ปะสรา้ งสรรค์
ดนตรี การเคลอ่ื นไหวและจังหวะตามจนิ ตนาการ ประดิษฐ์ส่งิ ตา่ งๆ อย่างอสิ ระ เลน่ บทบาทสมมตุ ิ เล่นน้า เลน่
ทราย เลน่ บลอ็ ก และเลน่ กอ่ สร้าง
การสร้างบรรยากาศการเรยี นรู้

การจดั สภาพแวดลอ้ มในสถานศึกษา มคี วามสาคญั ตอ่ เด็กเนื่องจากธรรมชาติของเด็กในวัยน้สี นใจท่จี ะ
เรียนรู้ ค้นควา้ ทดลอง และต้องการสมั ผัสกบั ส่งิ แวดลอ้ มรอบๆตวั ดงั นัน้ การจดั เตรียมสง่ิ แวดล้อมอย่าง
เหมาะสมตามความต้องการของเดก็ จึงมคี วามสาคญั ท่เี ก่ียวข้องกับพฤตกิ รรมและการเรียนร้ขู องเดก็ เดก็
สามารถเรียนร้จู ากการเล่นทีเ่ ป็น ประสบการณ์ตรงทีเ่ กิดจากการรบั รูด้ ว้ ยประสาทสัมผสั ท้ังห้าจึงจาเป็นตอ้ งจดั
สง่ิ แวดลอ้ มในสถานศกึ ษาให้สอดคล้องกบั สภาพและความตอ้ งการของหลักสูตร เพ่ือสง่ ผลใหบ้ รรลุจุดหมาย
ในการพฒั นาเดก็

การจดั สภาพแวดล้อมคานึงถงึ ส่ิงตอ่ ไปน้ี
1.ความสะอาด ความปลอดภยั
2.ความมอี ิสระอยา่ งมีขอบเขตในการเลน่
3.ความสะดวกในการทากิจกรรม
4.ความพร้อมของอาคารสถานท่ี เช่น หอ้ งเรียน ห้องน้าหอ้ งสว้ ม สนามเดก็ เล่น ฯลฯ
5.ความเพยี งพอเหมาะสมในเรื่องขนาด น้าหนัก จานวน สีของส่ือและเครื่องเล่น
6.บรรยากาศในการเรียนรู้การจัดท่ีเล่นและมมุ ประสบการณต์ ่างๆ สภาพแวดล้อมภายในห้องเรยี น

36 |

หลักสาคัญในการจัดตอ้ งคานงึ ถึงความปลอดภัย ความสะอาด เปา้ หมายการพัฒนาเด็ก ความเป็น
ระเบียบ ความเป็นตัวของเดก็ เอง ให้เดก็ เกดิ ความรสู้ กึ อบอุ่น ม่นั ใจ และมีความสุข ซ่งึ อาจจัดแบง่ พืน้ ท่ีให้
เหมาะสมกบั การประกอบกจิ กรรมตามหลกั สูตร ดงั น้ี

1. พ้นื ท่อี านวยความสะดวกเพ่ือเดก็ และผ้สู อน
1.1 ทแ่ี สดงผลงานของเด็ก อาจจัดเป็นแผน่ ปา้ ย หรือที่แขวนผลงาน
1.2 ทเ่ี กบ็ แฟม้ ผลงานของเดก็ อาจจดั ทาเป็นกลอ่ งหรือจัดใส่แฟม้ รายบุคคล
1.3 ท่เี ก็บเครื่องใช้สว่ นตวั ของเด็ก อาจทาเป็นช่องตามจานวนเด็ก
1.4 ทีเ่ ก็บเครื่องใชข้ องผสู้ อน เชน่ อปุ กรณก์ ารสอนของส่วนตัวผสู้ อน ฯลฯ
1.5 ป้ายนิเทศตามหนว่ ยการสอนหรือสงิ่ ท่เี ด็กสนใจ

2. พื้นทป่ี ฏิบัติกิจกรรมและการเคลอ่ื นไหว ต้องกาหนดให้ชัดเจน ควรมพี ้นื ท่ีที่เด็กสามารถจะทางานได้
ดว้ ยตนเอง และทากจิ กรรมด้วยกันในกล่มุ เลก็ หรือกลุ่มใหญ่ เด็กสามารถเคลื่อนไหวไดอ้ ย่างอสิ ระจากกิจกรรม
หน่งึ ไปยงั กจิ กรรมหน่งึ โดยไม่รบกวนผอู้ นื่

3. พื้นท่จี ดั มมุ เลน่ หรือมมุ ประสบการณ์ สามารถจัดไดต้ ามความเหมาะสมข้นึ อย่กู ับสภาพของห้องเรียน
จัดแยกส่วนทใ่ี ช้เสียงดังและเงียบออกจากกนั เชน่ มุมบลอ็ กอยหู่ า่ งจากมมุ หนังสือ
มุมบทบาทสมมตอิ ยูต่ ิดกบั มุมบลอ็ ก มุมวิทยาศาสตรอ์ ยู่ใกลม้ ุมศิลปะฯ ลฯ ทีส่ าคญั จะตอ้ งมีของเล่น วสั ดอุ ปุ กรณ์
ในมุมอยา่ งเพยี งพอต่อการเรียนรขู้ องเดก็ การเล่นในมมุ เล่นอย่างเสรี มักถูกกาหนดไวใ้ นตารางกิจกรรมประจาวนั
เพอ่ื ใหโ้ อกาสเด็กไดเ้ ลน่ อยา่ งเสรีประมาณวันละ 60 นาทีการจดั มุมเลน่ ต่างๆ ผู้สอนควรคานงึ ถึงสิ่งต่อไปน้ี

3.1 ในหอ้ งเรียนควรมีมมุ เล่นอย่างน้อย 3-5 มุม ทั้งน้ขี ้นึ อยกู่ ับพื้นทขี่ องหอ้ ง
3.2 ควรได้มีการผลัดเปลีย่ นสือ่ ของเลน่ ตามมมุ บา้ ง ตามความสนใจของเดก็
3.3 ควรจัดใหม้ ีประสบการณ์ทเี่ ดก็ ได้เรียนรูไ้ ปแลว้ ปรากฏอยใู่ นมุมเล่น เช่น เด็กเรียนร้เู ร่ืองผเี ส้อื
ผูส้ อนอาจจดั ใหม้ ีการจาลองการเกิดผีเส้อื ลอ่ งไว้ใหเ้ ด็กดูในมมุ ธรรมชาตศิ กึ ษาหรือมมุ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ
3.4 ควรเปิดโอกาสใหเ้ ดก็ มีส่วนร่วมในการจดั มมุ เล่น ท้งั น้เี พือ่ จูงใจใหเ้ ดก็ รู้สึกเป็นเจา้ ของ อยาก
เรียนรู้ อยากเข้าเล่น
3.5 ควรเสริมสร้างวนิ ัยใหก้ บั เดก็ โดยมีข้อตกลงร่วมกันว่าเม่ือเลน่ เสรจ็ แล้วจะตอ้ งจดั เกบ็ อุปกรณ์
ทุกอยา่ งเข้าท่ีใหเ้ รียบรอ้ ย
สภาพแวดลอ้ มนอกหอ้ งเรียน คือ การจดั สภาพแวดล้อมภายในอาณาบริเวณรอบๆ สถานศกึ ษา รวมท้งั จัดสนาม
เดก็ เลน่ พร้อมเครื่องเล่นสนามจดั ระวงั รกั ษาความปลอดภยั ภายในบริเวณสถานศกึ ษาและบริเวณรอบนอก
สถานศกึ ษา ดแู ลรกั ษาความสะอาดปลกู ต้นไม้ใหค้ วามรม่ ร่ืนรอบๆบริเวณสถานศกึ ษา ส่ิงตา่ งๆเหลา่ น้เี ป็นส่วน
หน่งึ ท่สี ่งผลตอ่ การเรียนรูแ้ ละพัฒนาการของเด็ก

37 |

บรเิ วณสนามเดก็ เลน่ ต้องจดั ใหส้ อดคล้องกบั หลักสูตร ดงั น้ี
สนามเดก็ เล่น มพี ้นื ผิวหลายประเภท เชน่ ดิน ทราย หญ้า พื้นท่ีสาหรบั เลน่ ของเลน่ ท่มี ลี อ้

รวมทั้งทร่ี ่ม ท่ีโลง่ แจง้ พน้ื ดนิ สาหรบั ขดุ ที่เลน่ น้า บ่อทราย พร้อมอปุ กรณป์ ระกอบการเลน่ เครื่องเล่นสนาม
สาหรบั
ปีนป่าย ทรงตัว ฯลฯ ทั้งน้ตี อ้ งไมต่ ิดกับบริเวณทม่ี ีอนั ตราย ตอ้ งหม่ันตรวจตราเคร่ืองเล่นให้อยู่ในสภาพแข็งแรง
ปลอดภัยอยู่เสมอ และหมน่ั ดแู ลเร่ืองความสะอาด

ท่ีน่ังเล่นพกั ผ่อน จัดท่ีน่งั ไว้ใตต้ น้ ไม้มรี ่มเงา อาจใช้กจิ กรรมกลุ่มยอ่ ย ๆ หรือกจิ กรรมทต่ี อ้ งการ
ความสงบ หรืออาจจัดเป็นลานนทิ รรศการให้ความรแู้ ก่เด็กและผปู้ กครองบริเวณธรรมชาติ ปลูกไม้ดอก ไม้
ประดบั พชื ผกั สวนครวั หากบริเวณสถานศกึ ษา มไี ม่มากนกั อาจปลกู พชื ในกระบะหรือกระถาง
สื่อและแหล่งเรียนรู้

สื่อประกอบการจัดกจิ กรรมเพ่อื พัฒนาเดก็ ปฐมวัยท้ังทางดา้ นรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม และสติปญั ญา
ควรมีสอื่ ท้ังทเ่ี ป็นประเภท 2 มิติ และ/หรือ 3 มติ ิ ทเี่ ป็นสื่อของจริง ส่อื ธรรมชาติ สอ่ื ทอี่ ยูใ่ กล้ตวั เด็ก ส่อื
สะท้อนวัฒนธรรม สอ่ื ทป่ี ลอดภยั ตอ่ ตัวเดก็ สื่อเพ่ือพฒั นาเดก็ ในดา้ นตา่ งๆให้ครบทกุ ดา้ นสอ่ื ท่ีเอ้ือให้เดก็ เรียนรู้
ผา่ นประสาทสัมผสั ท้ังห้า โดยการจัดการใชส้ ่ือเร่ิมต้นจาก ส่ือของจริง ภาพถา่ ย ภาพโครงร่าง และ
สัญลกั ษณ์ ทง้ั น้กี ารใช้สือ่ ต้องเหมาะสมกบั วัย วฒุ ิภาวะ ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล ความสนใจและความ
ตอ้ งการของเดก็ ทหี่ ลากหลาย ตัวอยา่ งส่อื ประกอบการจดั กิจกรรม มีดงั น้ี
กจิ กรรมเสรี /การเล่นตามมุม

1. มมุ บทบาทสมมติ อาจจัดเป็นมมุ เลน่ ดงั น้ี

1.1 มุมบา้ น
❖ ของเลน่ เครื่องใช้ในครัวขนาดเล็ก หรือของจาลอง เชน่ เตา กระทะ ครก กาน้า

เขียง มีดพลาสติก หมอ้ จาน ช้อน ถ้วยชาม กะละมงั ฯลฯ
❖ เคร่ืองเลน่ ตุ๊กตา เส้อื ผา้ ตกุ๊ ตา เตยี ง เปลเดก็ ต๊กุ ตา
❖ เคร่ืองแตง่ บา้ นจาลอง เชน่ ชดุ รับแขก โตะ๊ เคร่ืองแปง้ หมอนอิง กระจกขนาดเหน็ เต็มตัว

หวี ตลับแป้ง ฯลฯ
❖ เครื่องแตง่ กายบคุ คลอาชพี ต่าง ๆ ที่ใชแ้ ลว้ เช่น ชุดเคร่ืองแบบทหาร ตารวจ
ชดุ เส้อื ผา้ ผ้ใู หญ่ชายและหญิง รองเทา้ กระเป๋ าถือที่ไม่ใช้แลว้ ฯลฯ
❖ โทรศพั ท์ เตารีดจาลอง ที่รีดผา้ จาลอง

38 |

❖ ภาพถา่ ยและรายการอาหาร
1.2 มุมหมอ
- เคร่ืองเล่นจาลองแบบเครื่องมือแพทยแ์ ละอปุ กรณก์ ารรักษาผปู้ ่วย เชน่ หฟู ัง

เส้อื คลุมหมอ ฯลฯ
❖ อปุ กรณ์สาหรับเลยี นแบบการบนั ทึกขอ้ มลู ผู้ป่วย เช่น กระดาษ ดนิ สอ ฯลฯ

1.3 มมุ ร้านค้า
❖ กล่องและขวดผลิตภัณฑต์ า่ งๆทใ่ี ช้แลว้
❖ อุปกรณป์ ระกอบการเล่น เชน่ เคร่ืองคดิ เลข ลกู คดิ ธนบัตรจาลอง ฯลฯ

2. มมุ บล็อก
❖ ไมบ้ ล็อกหรือแทง่ ไม้ท่ีมขี นาดและรปู ทรงตา่ งๆกนั จานวนตัง้ แต่ 50 ชิ้นข้นึ ไป
❖ ของเลน่ จาลอง เชน่ รถยนต์ เคร่ืองบนิ รถไฟ คน สัตว์ ต้นไม้ ฯลฯ
❖ ภาพถ่ายต่างๆ
- ทจ่ี ัดเก็บไมบ้ ล็อกหรือแทง่ ไม้อาจเป็นช้ัน ลงั ไม้หรือพลาสตกิ แยกตามรูปทรง ขนาด

3. มมุ หนงั สือ
❖ หนงั สอื ภาพนิทาน สมดุ ภาพ หนังสือภาพทีม่ ีคาและประโยคส้นั ๆพร้อมภาพ
❖ ชนั้ หรือทีว่ างหนังสือ
❖ อุปกรณต์ า่ ง ๆ ทใี่ ช้ในการสร้างบรรยากาศการอ่าน เช่น เสื่อ พรม หมอน ฯลฯ
❖ สมุดเซ็นยมื หนังสอื กลับบ้าน
❖ อุปกรณส์ าหรบั การเขียน
❖ อุปกรณเ์ สริม เช่น เครื่องเลน่ เทป ตลับเทปนิทานพร้อมหนังสอื นทิ าน หฟู งั ฯลฯ

4. มมุ วิทยาศาสตร์ หรือมมุ ธรรมชาติศึกษา
❖ วัสดตุ ่าง ๆ จากธรรมชาติ เชน่ เมลด็ พืชต่าง ๆ เปลอื กหอย ดนิ หิน แร่ ฯลฯ
❖ เครื่องมอื เคร่ืองใช้ในการสารวจ สงั เกต ทดลอง เชน่ แว่นขยาย แมเ่ หลก็ เขม็ ทศิ
เครื่องช่ัง ฯลฯ

5.มุมอาเซียน
❖ ธงของแต่ละประเทศในกลมุ่ ประเทศอาเซียน
❖ คากลา่ วทักทายของแตล่ ะประเทศ
❖ ภาพการแตง่ กายประจาชาตใิ นกลุ่มประเทศอาเซียน

39 |

กิจกรรมสร้างสรรค์ ควรมวี ัสดุ อปุ กรณ์ ดงั น้ี

1. การวาดภาพและระบายสี
- สเี ทียนแท่งใหญ่ สีไม้ สีชอล์ก สนี ้า
- พกู่ ันขนาดใหญ่ (ประมาณเบอร์ 12 )
- กระดาษ
- เส้อื คลุม หรือผา้ กันเปื้อน

2. การเลน่ กบั สี
❖ การเป่ าสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ สีน้า
❖ การหยดสี มี กระดาษ หลอดกาแฟ พกู่ นั สีน้า
❖ การพบั สี มี กระดาษ สนี ้า พู่กัน
❖ การเทสี มี กระดาษ สนี ้า
❖ การละเลงสี มี กระดาษ สนี ้า แปง้ เปี ยก

3. การพิมพภ์ าพ
❖ แม่พิมพ์ต่าง ๆ จากของจริง เชน่ นิ้วมอื ใบไม้ ก้านกล้วย ฯลฯ
❖ แมพ่ ิมพ์จากวสั ดุอน่ื ๆ เช่น เชอื ก เสน้ ดา้ ย ตรายาง ฯลฯ
❖ กระดาษ ผา้ เช็ดมอื สโี ปสเตอร์ (สีน้า สฝี ่ ุน ฯลฯ)

4.การปน้ั เช่น ดนิ น้ามนั ดนิ เหนียว แป้งโดว์ แผ่นรองป้นั แมพ่ ิมพร์ ปู ต่าง ๆ ไม้นวดแป้ง ฯลฯ
5.การพับ ฉกี ตดั ปะ เชน่ กระดาษ หรือวสั ดอุ ่ืนๆที่จะใชพ้ บั ฉกี ตดั ปะ กรรไกรขนาดเลก็
ปลายมน กาวน้าหรือแปง้ เปียก ผ้าเช็ดมอื ฯลฯ
6. การประดษิ ฐ์เศษวัสดุ เช่น เศษวสั ดุตา่ ง ๆ มีกล่องกระดาษ แกนกระดาษ เศษผ้า เศษไหม กาว
กรรไกร สี ผ้าเช็ดมอื ฯลฯ
7. การร้อย เชน่ ลกู ปัด หลอดกาแฟ หลอดด้าย ฯลฯ
8.การสาน เช่น กระดาษ ใบตอง ใบมะพร้าว ฯลฯ
9. การเล่นพลาสติกสร้างสรรค์ พลาสตกิ ชิน้ เล็ก ๆ รูปทรงตา่ ง ๆ ผเู้ ลน่ สามารถนามาตอ่ เป็นรปู แบบ
ตา่ ง ๆ ตามความต้องการ
10.การสร้างรูป เช่น จากกระดานปกั หมดุ จากแป้นตะปูท่ีใช้หนังยางหรือเชอื ก ผูกดึงใหเ้ ป็นรูปร่างตา่ ง ๆ
เกมการศกึ ษา ตวั อย่างสือ่ ประเภทเกมการศกึ ษามดี ังน้ี

1. เกมจบั คู่
❖ จบั คู่รูปร่างท่ีเหมอื นกนั

40 |

❖ จับคภู่ าพเงา
❖ จบั คภู่ าพทซ่ี อ่ นอยใู่ นภาพหลัก
❖ จับคสู่ ่งิ ท่ีมคี วามสัมพันธก์ นั ส่งิ ท่ีใชค้ กู่ นั
❖ จับคู่ภาพสว่ นเตม็ กับสว่ นย่อย
❖ จบั คภู่ าพกบั โครงรา่ ง
❖ จับคภู่ าพชน้ิ ส่วนที่หายไป
❖ จับคู่ภาพทีเ่ ป็นประเภทเดยี วกัน
❖ จับค่ภู าพทีซ่ อ่ นกัน
❖ จบั คู่ภาพสัมพันธ์แบบตรงกันข้าม
❖ จบั คภู่ าพทส่ี มมาตรกัน
❖ จับคู่แบบอุปมาอปุ ไมย
❖ จบั คู่แบบอนกุ รม
2. เกมภาพตัดตอ่
❖ ภาพตัดตอ่ ทสี่ มั พันธก์ ับหนว่ ยการเรียนตา่ ง ๆ เชน่ ผลไม้ ผกั ฯลฯ
3. เกมจัดหมวดหมู่
❖ ภาพสงิ่ ตา่ ง ๆ ที่นามาจดั เป็นพวก ๆ
❖ ภาพเกยี่ วกับประเภทของใชใ้ นชวี ติ ประจาวนั
❖ ภาพจัดหมวดหมตู่ ามรูปรา่ ง สี ขนาด รูปทรงเรขาคณติ
4. เกมวางภาพต่อปลาย (โดมิโน)
❖ โดมโิ นภาพเหมือน
❖ โดมิโนภาพสมั พนั ธ์
5. เกมเรียงลาดบั
❖ เรียงลาดบั ภาพเหตกุ ารณต์ อ่ เน่อื ง
❖ เรียงลาดบั ขนาด
6. เกมศกึ ษารายละเอยี ดของภาพ (ลอ็ ตโต้)
7. เกมจับคูแ่ บบตารางสัมพนั ธ์ (เมตริกเกม)
8. เกมพื้นฐานการบวก
กิจกรรมเสรมิ ประสบการณ์/กิจกรรมในวงกลม ตวั อย่างส่อื มีดงั น้ี

41 |

1.ส่อื ของจริงที่อยใู่ กล้ตัวและส่อื จากธรรมชาตหิ รือวสั ดุทอ้ งถน่ิ เชน่ ตน้ ไม้ ใบไม้ เปลือกหอย เส้อื ผ้า
ฯลฯ

2. ส่อื ที่จาลองข้ึน เช่น ลูกโลก ตุ๊กตาสตั ว์ ฯลฯ
3. สอ่ื ประเภทภาพ เชน่ ภาพพลกิ ภาพโปสเตอร์ หนงั สือภาพ ฯลฯ
4. สอ่ื เทคโนโลยี เช่น วิทยุ เครื่องบนั ทึกเสยี ง เคร่ืองขยายเสียง โทรศัพท์
กิจกรรมกลางแจง้ ตวั อยา่ งสือ่ มีดังน้ี
1. เคร่ืองเล่นสนาม เช่น เครื่องเลน่ สาหรับปีนป่าย เคร่ืองเลน่ ประเภทล้อเลื่อน ฯลฯ
2. ท่เี ลน่ ทราย มีทรายละเอยี ด เครื่องเลน่ ทราย เครื่องตวง ฯลฯ
3. ที่เล่นน้า มภี าชนะใส่น้าหรืออา่ งน้าวางบนขาต้ังท่มี น่ั คง ความสูงพอทเี่ ด็กจะยืนไดพ้ อดี เส้อื คลุม
หรือผ้ากนั เปื้อนพลาสติก อุปกรณ์เล่นน้า เชน่ ถว้ ยตวง ขวดต่างๆ สายยาง กรวยกรอกน้า ตุ๊กตายาง ฯลฯ
กิจกรรมเคลือ่ นไหวและจังหวะ ตัวอยา่ งสื่อมีดงั น้ี
1. เครื่องเคาะจังหวะ เชน่ ฉิ่ง เหล็กสามเหลี่ยม กรับ รามะนา กลอง ฯลฯอปุ กรณป์ ระกอบการ
เคลอื่ นไหว เชน่ หนังสือพิมพ์ ริบบน้ิ แถบผา้ ห่วง
2. หวาย ถุงทราย ฯลฯ
การเลอื กส่ือ มีวิธกี ารเลือกส่ือ ดังน้ี
1. เลือกให้ตรงกับจุดมุ่งหมายและเรื่องท่สี อน
2. เลือกให้เหมาะสมกบั วยั และความสามารถของเดก็
3. เลอื กให้เหมาะสมกับสภาพแวดลอ้ มของท้องถ่ินทีเ่ ด็กอยู่หรือสถานภาพของสถานศึกษา
4. มวี ธิ ีการใชง้ า่ ย และนาไปใชไ้ ด้หลายกจิ กรรม
5. มีความถูกต้องตามเน้ือหาและทันสมยั
6. มคี ุณภาพดี เชน่ ภาพชัดเจน ขนาดเหมาะสม ไมใ่ ช้สีสะท้อนแสง
7. เลือกส่อื ท่เี ดก็ เขา้ ใจงา่ ยในเวลาส้นั ๆ ไมซ่ ับซ้อน
8. เลือกสอ่ื ที่สามารถสัมผัสได้
9. เลือกส่อื เพือ่ ใชฝ้ ึก และสง่ เสริมการคดิ เป็น ทาเป็น และกล้าแสดงความคดิ เห็นด้วยความมนั่ ใจ
การจัดหาส่ือ สามารถจดั หาได้หลายวิธี คอื
1. จดั หาโดยการขอยมื จากแหล่งต่างๆ เช่น ศูนย์ส่ือของสถานศกึ ษาของรฐั บาล หรือ สถานศึกษา
เอกชน ฯลฯ
2.จัดซื้อสือ่ และเครื่องเล่นโดยวางแผนการจดั ซื้อตามลาดบั ความจาเป็นเพ่อื ใหส้ อดคลอ้ งกบั งบประมาณท่ี
ทางสถานศึกษาสามารถจัดสรรใหแ้ ละสอดคลอ้ งกับแผนการจัดประสบการณ์

42 |

3.ผลติ ส่อื และเคร่ืองเลน่ ข้นึ ใช้เองโดยใช้วสั ดุท่ปี ลอดภัยและหาง่ายเป็นเศษวัสดุเหลือใช้
ที่มอี ยู่ในท้องถิ่นนัน้ ๆ เชน่ กระดาษแขง็ จากลังกระดาษ รูปภาพจากแผ่นปา้ ยโฆษณา
รปู ภาพจากหนงั สือนติ ยสารต่าง ๆ เป็นต้น
ข้นั ตอนการดาเนินการผลติ ส่ือสาหรบั เด็ก มดี งั น้ี

1. สารวจความต้องการของการใชส้ ื่อใหต้ รงกับจุดประสงค์ สาระการเรียนรแู้ ละกจิ กรรมทจ่ี ดั
2. วางแผนการผลติ โดยกาหนดจุดมุง่ หมายและรปู แบบของสอ่ื ใหเ้ หมาะสมกบั วัยและความสามารถของเดก็

สอื่ นนั้ จะตอ้ งมคี วามคงทนแข็งแรง ประณีตและสะดวกตอ่ การใช้
3. ผลิตสอื่ ตามรปู แบบทเ่ี ตรียมไว้
4. นาสือ่ ไปทดลองใชห้ ลาย ๆ คร้งั เพ่อื หาขอ้ ดี ขอ้ เสียจะไดป้ รบั ปรุงแกไ้ ขให้ดยี ิง่ ข้นึ
5. นาสอ่ื ทปี่ รบั ปรงุ แกไ้ ขแลว้ ไปใช้จริง
การใช้ส่ือ ดาเนินการดงั น้ี

1.การเตรียมพร้อมกอ่ นใช้ส่ือ มขี ้นั ตอน คอื
1.1 เตรยี มตัวผ้สู อน
❖ ผ้สู อนจะต้องศึกษาจุดมงุ่ หมายและวางแผนวา่ จะจดั กจิ กรรมอะไรบ้าง
❖ เตรียมจดั หาสอ่ื และศกึ ษาวธิ ีการใชส้ ่อื
❖ จดั เตรียมสื่อและวัสดอุ ่นื ๆ ที่จะต้องใชร้ ่วมกนั
❖ ทดลองใช้สอ่ื ก่อนนาไปใช้จริง
1.2 เตรียมตวั เดก็
❖ ศกึ ษาความรู้พน้ื ฐานเดมิ ของเดก็ ให้สัมพนั ธ์กับเร่ืองที่จะสอน
❖ เร้าความสนใจเดก็ โดยใชส้ อื่ ประกอบการเรียนการสอน
❖ ใหเ้ ด็กมคี วามรับผิดชอบ รู้จักใช้สอื่ อย่างสรา้ งสรรค์ ไม่ใช่ทาลาย
เล่นแลว้ เกบ็ ใหถ้ กู ที่
1.3 เตรียมส่ือให้พร้อมก่อนนาไปใช้
❖ จดั ลาดบั การใช้ส่ือว่าจะใชอ้ ะไรกอ่ นหรือหลัง เพ่ือความสะดวกในการสอน
❖ ตรวจสอบและเตรียมเคร่ืองมือให้พร้อมท่จี ะใชไ้ ด้ทนั ที
❖ เตรียมวสั ดุอปุ กรณ์ทใ่ี ช้รว่ มกบั สือ่

2.การนาเสนอส่ือ เพือ่ ให้บรรลผุ ลโดยเฉพาะใน กิจกรรมเสริมประสบการณ์ / กิจกรรมวงกลม /
กจิ กรรมกลมุ่ ยอ่ ย ควรปฏิบตั ิ ดงั น้ี

2.1 สร้างความพร้อมและเร้าความสนใจให้เด็กกอ่ นจัดกิจกรรมทกุ คร้งั

43 |

2.2 ใช้สอื่ ตามลาดับขัน้ ของแผนการจดั กจิ กรรมท่กี าหนดไว้
2.3 ไมค่ วรใหเ้ ดก็ เห็นสื่อหลายๆชนิดพรอ้ มๆกนั เพราะจะทาให้เด็กไมส่ นใจ

กิจกรรมทสี่ อน
2.4 ผูส้ อนควรยืนอยู่ด้านข้างหรือด้านหลงั ของส่อื ท่ใี ช้กับเดก็

ผสู้ อนไม่ควรยืน หนั หลังให้เด็ก จะตอ้ งพูดคุยกบั เดก็ และสงั เกตความสนใจ
ของเดก็ พร้อมท้งั สารวจขอ้ บกพร่องของสอ่ื ท่ีใช้ เพือ่ นาไปปรบั ปรุงแกไ้ ข
ใหด้ ีข้ึน
2.5เปิดโอกาสให้เด็กไดร้ ่วมใช้สือ่
ข้อควรระวังในการใช้สื่อการเรียนการสอน การใช้ส่ือในระดับปฐมวยั ควรระวงั ในเร่ืองต่อไปนี้
1.วสั ดุที่ใช้ ตอ้ งไมม่ ีพิษ ไม่หัก และแตกงา่ ย มพี น้ื ผิวเรียบ ไม่เป็นเส้ยี น
2.ขนาด ไม่ควรมขี นาดใหญ่เกินไป เพราะยากตอ่ การหยบิ ยก อาจจะตกลงมา
เสยี หาย แตก เป็นอนั ตรายตอ่ เด็กหรือใชไ้ ม่สะดวก เช่น กรรไกรขนาดใหญ่ โตะ๊ เก้าอ้ที ีใ่ หญ่
และสงู เกินไป และไมค่ วรมขี นาดเล็กเกนิ ไป เด็กอาจจะนาไปอมหรือกลนื ทาให้ติดคอหรือ
ไหลลงทอ้ งได้ เช่นลูกปัดเล็ก ลกู แกว้ เลก็ ฯลฯ
3. รปู ทรง ไมเ่ ป็นรูปทรงแหลม รปู ทรงเหลยี่ ม เป็นสัน
4. นา้ หนัก ไมค่ วรมีน้าหนกั มาก เพราะเด็กยกหรือหยบิ ไมไ่ หว อาจจะตกลงมาเป็นอันตรายตอ่ ตัวเดก็
5. ส่ือหลกี เลย่ี งส่ือที่เป็นอันตรายตอ่ ตัวเด็ก เชน่ สารเคมี วัตถไุ วไฟ ฯลฯ
6. สี หลกี เลีย่ งสที เี่ ป็นอนั ตรายตอ่ สายตา เชน่ สีสะท้อนแสง ฯลฯ
การประเมนิ การใช้สื่อ
ควรพิจารณาจากองค์ประกอบ 3 ประการ คือ ผสู้ อน เด็ก และสื่อ เพ่อื จะได้ทราบว่าส่อื น้ันชว่ ยให้เด็ก
เรียนร้ไู ด้มากน้อยเพยี งใด จะได้นามาปรับปรงุ การผลิตและการใชส้ ่ือให้ดียิง่ ข้นึ โดยใช้วธิ ีสังเกต ดงั น้ี
1. ส่อื นั้นช่วยให้เดก็ เกดิ การเรียนรู้เพยี งใด
2. เดก็ ชอบสื่อนน้ั เพยี งใด
3. สือ่ น้ันชว่ ยใหก้ ารสอนตรงกับจุดประสงค์หรือไม่ ถกู ต้องตามสาระการเรียนร้แู ละทันสมยั หรือไม่
4. สื่อน้ันช่วยให้เดก็ สนใจมากน้อยเพยี งใด เพราะเหตุใด
การเกบ็ รกั ษา และซ่อมแซมสื่อ
การจัดเกบ็ ส่อื เป็นการส่งเสริมใหเ้ ด็กฝึกการสงั เกต การเปรียบเทียบ การจัดกลมุ่ ส่งเสริมความรับผิดชอบ
ความมนี ้าใจ ชว่ ยเหลอื ผู้สอนไมค่ วรใชก้ ารเกบ็ สื่อเป็นการลงโทษเด็ก โดยดาเนินการดงั น้ี

44 |

1. เก็บสื่อให้เป็นระเบียบและเป็นหมวดหม่ตู ามลกั ษณะประเภทของสอ่ื ส่อื ท่เี หมือนกนั จดั เก็บหรือจัดวาง
ไว้ด้วยกนั

2. วางส่ือในระดับสายตาของเดก็ เพอ่ื ให้เด็กหยบิ ใช้ จัดเกบ็ ได้ด้วยตนเอง
3. ภาชนะทจี่ ดั เกบ็ สอื่ ควรโปร่งใส เพ่ือใหเ้ ดก็ มองเหน็ ส่งิ ทีอ่ ยูภ่ ายในได้ง่ายและควรมีมอื จบั เพ่อื ใหส้ ะดวก
ในการขนยา้ ย
4. ฝึกใหเ้ ดก็ รคู้ วามหมายของรปู ภาพหรือสที ่ีเป็นสญั ลักษณแ์ ทนหมวดหมู่ ประเภทสอ่ื เพ่ือเด็กจะได้
เก็บเขา้ ท่ีได้ถูกตอ้ ง การใชส้ ัญลกั ษณค์ วรมีความหมายตอ่ การเรียนรขู้ องเด็ก สัญลักษณค์ วรใชส้ ่ือของจริง
ภาพถา่ ยหรือสาเนา ภาพวาด ภาพโครงร่างหรือภาพประจุด หรือบตั รคาตดิ คูก่ ับสญั ลักษณ์อยา่ งใดอยา่ งหน่งึ

5.ตรวจสอบสื่อหลงั จากที่ใชแ้ ลว้ ทุกคร้งั วา่ มสี ภาพสมบูรณ์ จานวนครบถ้วนหรือไม่
6. ซ่อมแซมสอ่ื ชารุด และทาเตมิ สว่ นทข่ี าดหายไปใหค้ รบชดุ
การพัฒนาส่ือ
การพัฒนาสอื่ เพอื่ ใชป้ ระกอบการจัดกิจกรรมในระดบั ปฐมวัยนั้น ก่อนอ่นื ควรไดส้ ารวจข้อมูล สภาพ
ปญั หาตา่ งๆของสอ่ื ทุกประเภทท่ใี ชอ้ ยวู่ ่ามีอะไรบ้างท่ีจะตอ้ งปรับปรุงแก้ไข เพอื่ จะไดป้ รับเปลยี่ นใหเ้ หมาะสมกบั
ความตอ้ งการ
แนวทางการพฒั นาสอ่ื ควรมีลกั ษณะเฉพาะ ดังน้ี
1. ปรบั ปรุงส่ือใหท้ ันสมัยเข้ากับเหตกุ ารณ์ ใช้ได้สะดวก ไมซ่ ับซอ้ นเกนิ ไป เหมาะสมกบั วยั
ของเดก็
2. รกั ษาความสะอาดของสอ่ื ถา้ เป็นวัสดุทีล่ ้างน้าได้ เมื่อใชแ้ ล้วควรได้ลา้ งเชด็ หรือ ปัดฝ่นุ ให้สะอาด
เก็บไวเ้ ป็นหมวดหมู่ วางเป็นระเบียบหยิบใชง้ ่าย
3. ถ้าเป็นสอ่ื ท่ีผู้สอนผลติ ข้นึ มาใช้เองและผ่านการทดลองใช้มาแล้วควรเขียนคมู่ ือประกอบการใช้สื่อ
นน้ั โดยบอกชอื่ สอ่ื ประโยชนแ์ ละวธิ ีใช้สื่อ รวมทงั้ จานวนชิ้นสว่ นของสื่อในชดุ นัน้ และเกบ็ คู่มือไวใ้ นซองหรือ
ถุง พร้อมสอ่ื ที่ผลิต
4. พฒั นาส่อื ท่ีสรา้ งสรรค์ ใชไ้ ดเ้ อนกประสงค์ คอื เป็นไดท้ งั้ สื่อเสริมพัฒนาการ
และเป็นของเลน่ สนกุ สนานเพลดิ เพลนิ
แหลง่ การเรยี นรู้
โรงเรียนบารุงราษฎรว์ ทิ ยาคมไดแ้ บง่ ประเภทของแหล่งเรียนรู้ ไดด้ ังน้ี
1. แหลง่ เรียนรู้ประเภทบคุ คล ได้แก่ วิทยากรหรือผูเ้ ชยี วชาญเฉพาะดา้ น ทจ่ี ัดหามาเพอ่ื ใหค้ วามรู้
ความเขา้ ใจอย่างกระจา่ งแกเ่ ดก็ โดยสอดคล้องกบั เนอ้ื หาสาระการเรียนร้ตู ่างๆ ไดแ้ ก่

45 |

- กานนั ตาบลหอไกร
- เจา้ หนา้ ที่ใน เทศบาลตาบลหอไกร
- เจา้ หนา้ ที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตาบลหอไกร
- พระสงฆ์
- พ่อคา้ – แมค่ า้
- เจา้ หน้าที่ตารวจ
- ผูป้ กครอง
- ชา่ งตดั ผม / ชา่ งเสริมสวย
- ครู
- ภารโรง
- ฯลฯ
2. แหลง่ เรียนรู้ภายในชมุ ชน ไดแ้ ก่แหลง่ ข้อมลู หรือแหลง่ วิทยาการต่างๆ ท่ีอยูใ่ นชุมชน
มคี วามสัมพนั ธก์ บั เอกลกั ษณ์ทางวัฒนธรรมและประเพณีช่วยให้เดก็ สามารถเชอื่ มโยงโลกภายในและโลก
ภายนอก (inner world & outerworld) ได้ และสอดคล้องกบั วถิ กี ารดาเนินชีวติ ของเดก็ ปฐมวัย ไดแ้ ก่
- หอ้ งสมุดโรงเรียน
- ห้องวทิ ยาศาสตร์ปฐมวัย
- หอ้ งส่อื การจัดประสบการณ์ของศูนยเ์ ด็กปฐมวัยตน้
- วัดปากคลองไขเ่ น่า
- โรงพยาบาลสง่ เสริมสุขภาพประจาตาบลหอไกร
- สถานท่ีทาการกานนั ตาบลหอไกร
- เทศบาลตาบลหอไกร
- โรงไฟฟ้าพลงั งานแกลบ
- ร้านค้าในหมบู่ ้าน
- ตลาดบางมลู นาก
- หมู่บา้ น หมู่ 1 หมู่ 2 หมู่ 3 หมู่ 4 หมู่ 5 หมู่ 6 หมู่ 7
3. สถานท่ีสาคญั ตา่ งๆ ไดแ้ ก่แหลง่ ความรูส้ าคัญต่างๆ ทเ่ี ด็กให้ความสนใจ ไดแ้ ก่
- บงึ สีไฟ
- วัดท่าหลวง
- วัดบางคลาน

46 |


Click to View FlipBook Version