การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบ น้ำเหลือง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา วสิกา หาวงค์ งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาชีววิทยา ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ. 2565
การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องระบบหมุนเวียนเลือดและระบบ น้ำเหลือง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา วสิกา หาวงค์ งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาชีววิทยา ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ พ.ศ. 2565
กิตติกรรมประกาศ การวิจัยในครั้งนี้สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความกรุณา เอาใจใส่เป็นอย่างดีจากอาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กชนิภา อุดมทวีได้กรุณาช่วยเหลือในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล แนะนำแก้ไขข้อบกพร่อง และให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ จนกระทั่งงานวิจัยเล่มนี้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ ผู้วิจัย กราบขอบพระคุณไว้ ณ ที่นี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณ นายบัวชิต อุทธารัมย์คุณครูพี่เลี้ยง ที่ได้ช่วยเหลือ ให้คำปรึกษา แนะนำและสนับสนุนในด้านการเก็บข้อมูลที่โรงเรียน ผู้วิจัยขอขอบพะคุณเป็นอย่างสูง ขอขอบพระคุณผู้อำนวยการโรงเรียนพญารามวิทยา หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งคณะครู บุคลากร โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ทุกท่านที่ให้ความกรุณาในการวิจัยครั้งนี้ และขอขอบใจนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ที่เข้าร่วมการ วิจัยครั้งนี้อย่างเต็มที่ วสิกา หาวงค์
บทคัดย่อ การวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด และระบบน้ำเหลือง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) และศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ รวม 17 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่าง แบบเจาะจง (purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองครั้งนี้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 9 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชา ชีววิทยา เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง จำนวน 20 ข้อ และแบบประเมินความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด และระบบน้ำเหลือง ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง โดยใช้ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ผลการวิเคราะห์ พบว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 8.29 ชื่อเรื่อง : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องระบบหมุนเวียนเลือดและ ระบบน้ำเหลือง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ผู้วิจัย : วสิกา หาวงค์ สาขาวิชา : ชีววิทยา หน่วยงาน : ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐาน คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ อาจารย์ที่ปรึกษา : นายบัวชิต อุทธารัมย์ ปีที่วิจัย : 2565
(3) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.93 และหลังเรียนมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 14.76 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 2.11 จากการทดสอบด้วยสถิติ t-test ได้ค่า t เป็น 17.72 แสดงว่า ค่าเฉลี่ยหลังการเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน ที่ตั้งไว้ 2. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง ความพึงพอใจของนักเรียนโดยภาพรวมค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.46 และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานมีค่าเท่ากับ 0.47 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่มีระดับความพึงพอใจมาก ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐาน
สารบัญ หน้า กิตติกรรมประกาศ…………………………………………………………………………………………………….. (1) บทคัดย่อ………………………………………………………………………………………………………………….. (2) สารบัญ…………………………………………………………………………………………………………………….. (4) สารบัญตาราง…………………………………………………………………………………………………………… (6) สารบัญภาพ……………………………………………………………………………………………………………… (7) บทที่ 1 บทนำ....................................................................................................................... .. 1 ความเป็นมาและความสำคัญ…………………………………………………………………… 1 คำถามวิจัย......................................................................................................... 3 วัตถุประสงค์……………………………………………………………………………………........ 3 สมมติฐาน........................................................................................................... 4 ขอบเขตของการวิจัย........................................................................................ .. 4 นิยามศัพท์เฉพาะ……………………………………………………………………………………. 4 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ................................................................................. 6 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.................................................................................. 7 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์…………………………………………………. 7 หลักการ และแนวคิดเกี่ยวกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้……………………… 23 หลักการ และแนวคิดเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์……………………………………………………. 27 หลักการ และแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ....................................................... 29 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง............................................................................................. 33 กรอบแนวคิดการวิจัย……………………………………………………………………………… 35 3 วิธีดำเนินการวิจัย…………………………………….............................................................. 36 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง................................................................................. 36 รูปแบบการวิจัย.................................................................................................. 36 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..................................................................................... 37
(5) สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 3 วิธีดำเนินการวิจัย (ต่อ)............................................................................................. 37 การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..................................................................... 37 วิธีดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล.......................................................... 40 การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้...................................................................... 41 4 ผลการวิจัย................................................................................................................ 45 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล................................................................ 45 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................... 45 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.......................................................................... 49 สรุปผล………………………………………………………………………………………………… 49 อภิปรายผล…………………….……………………………………………………………………. 50 ข้อเสนอแนะ..................................................................................................... 52 บรรณานุกรม................................................................................................................... ....... ภาคผนวก................................................................................................................ ............... 54 58 ภาคผนวก ก ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E).................................................................................................. 59 ภาคผนวก ข แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้……………………………………… 80 ภาคผนวก ค แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้............ 85 ภาคผนวก ง ภาพประกอบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E)................ 87 ประวัติผู้วิจัย............................................................................................................ ............... 92
สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แบบแผนการทดลอง One Group Pre-test – Post-test.............................……. 36 2 ผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน........................... 46 3 ผลการเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน................................... 47 4 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E)............................................................................................................. 48
สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 โครงสร้างภายนอกของหัวใจ........................................................................................ 12 2 ทิศทางการไหลเวียนของเลือดผ่านหัวใจ...................................................................... 13 3 ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด..................................................................... 14 4 ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด………………………………………………………………….. 14 5 โครงสร้างของหลอดเลือด…………………………………………………………………………. 16 6 ความดันเลือดในหลอดเลือดต่าง ๆ…………………………………………………………………….. 17 7 การทำงานของลิ้นในหลอดเลือดเวน………………………………………………………………….. 18 8 ส่วนประกอบของเลือดที่ผ่านการปั่นแยก…………………………………………………………… 19 9 การเกิดน้ำเหลือง…………………………………………………………………………………………….. 21 10 การลำเลียงน้ำเหลืองเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด………………………………………………….. 22 11 นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน................................................................................ 88 12 การจัดการเรียนการรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement Phase)................ 88 13 การจัดการเรียนการรู้ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration Phase)................. 89 14 การจัดการเรียนการรู้ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation Phase)......... 89 15 นักเรียนทำกิจกรรมถามปุ๊บ-ชี้ปั๊บ เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด..................................... 89 16 การจัดการเรียนการรู้ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration Phase)........................ 90 17 การจัดการเรียนการรู้ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation Phase)............................ 91 18 นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียน................................................................................ 91
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 และ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2553 ที่เป็นกฎหมายทางการศึกษาสำคัญนั้นได้กำหนดแนวการ จัดการศึกษาในหมวด 4 มาตรา 27 มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการจัดการศึกษา ซึ่งจะกล่าวไว้ว่า ให้ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ ให้ สถานศึกษาขั้นพื้นฐานมีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรตามวัตถุประสงค์ในวรรคหนึ่งในส่วนที่ เกี่ยวข้องกับสภาพปัญหาในชุมชนและสังคม ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อเป็น สมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ (จำนงค์ หอมแย้ม. 2554 : 132) นอกจากนี้ แล้ว พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พุทธศักราช 2545 และ (ฉบับที่ 3) พุทธศักราช 2553 หมวด 4 มาตรา 24 ได้กล่าวเกี่ยวกับการจัดกระบวนการ เรียนรู้ว่า ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้ สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึก ทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้าน ต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ไว้ทุกวิชา ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนและอำนวย ความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ รวมทั้งสามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการเรียนรู้ ทั้งนี้ ผู้สอนและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนการสอนและ แหล่งวิทยาการประเภทต่าง ๆ และจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความ ร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่าย เพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ (จำนงค์ หอมแย้ม. 2554: 131) ดังนั้น ครูมีหน้าที่หลักในการจัดการเรียนรู้จึงจะต้องดำเนินการจัด กระบวนการทางการศึกษาให้กับเยาวชนของชาติอย่างมีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม ในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ของครูในชั้นเรียนของรายวิชาที่ได้รับมอบหมายจากทางโรงเรียน ก็มักจะพบ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับนักเรียนอยู่เป็นประจำ ซึ่งก็เป็นความรับผิดชอบของครูที่ต้องพิจารณาหาแนว ทางแก้ไขปัญหาที่เกิด
2 ชีววิทยา เป็นการศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ความสัมพันธ์ระหว่างประชากรสิ่งมีชีวิต และ สิ่งแวดล้อม การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกลุ่มต่าง ๆ การศึกษาลักษณะรูปร่าง การ ดำรงชีวิต และการจัดจำแนกสิ่งมีชีวิต สำหรับการศึกษาในระดับในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการศึกษาชีววิทยา เซลล์ โครโมโซม วิวัฒนาการ การสืบพันธุ์และโครงสร้าง ของพืชดอก การสังเคราะห์แสงของพืช ระบบต่าง ๆ ในร่างกาย ความหลากหลายทางชีวภาพ ฯลฯ ในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จะเน้นศึกษาเรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง โดยมี สาระสำคัญดังนี้ ระบบหมุนเวียนของมนุษย์ประกอบด้วย หัวใจ หลอดเลือด และเลือด ซึ่งไหลเวียน อยู่ในหลอดเลือดตลอดเวลา หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายผ่านทางหลอด เลือด โดยเลือดทำหน้าที่ลำเลียงสารต่าง ๆ เช่น สารอาหาร แก๊ส ของเสีย และสารอื่นๆไปยังปอดและ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เลือดมนุษย์ประกอบด้วยเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว เพลตเลต และพลาสมา ซึ่งทำหน้าที่แตกต่างกัน และระบบน้ำเหลืองประกอบด้วย น้ำเหลือง ต่อมน้ำเหลือง และหลอดน้ำเหลืองซึ่งทำหน้าที่ลำเลียงน้ำเหลือง และนำน้ำเหลืองกลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด บริเวณหลอดเลือดเวนใกล้หัวใจ ในบางช่วงน้ำเหลืองจะผ่านเข้าไปในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งมีลิมโฟไซต์ทำ หน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมในน้ำเหลือง การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ถูกนำมาใช้และเผยแพร่ให้ครูทั่วไปพร้อมกับ เสนอแนะแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ซึ่งได้เสนอขั้นตอนในการ จัดการเรียนการสอนเป็น 5 ขั้นตอน คือ ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) ขั้นขยายความรู้(Elaboration) และขั้น ประเมิน (Evaluation) กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นรูปแบบหนึ่งของการพัฒนาการ เรียนการสอนที่สามารถช่วยแก้ปัญหาเกี่ยวกับการเรียนของนักเรียนได้ผู้วิจัยจึงสนใจจัดกิจกรรมการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ขึ้น เพื่อเสริมสร้างพลังความสามารถของนักเรียนแต่ละคนให้เต็มขีด ความสามารถ โดยประยุกต์ใช้หลักการเรียนรู้ด้วยตนเอง เน้นบรรยากาศในการเรียนการสอน ให้ ผู้เรียนมีอิสระในการคิด ทุกคนมีโอกาสใช้ความคิดอย่างเต็มศักยภาพ โดยหวังว่านักเรียนจะสามารถ พัฒนาสมรรถนะแห่งตนในเรื่องของความรู้ทางวิทยาศาสตร์วิธีการทางวิทยาศาสตร์ทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์แรงจูงใจในการเรียนวิทยาศาสตร์และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ได้ นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ยังเป็นสื่อทางการศึกษารูปแบบหนึ่งซึ่งจัดไว้ สำหรับผู้เรียนและครู โดยนำการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) มาจัดกิจกรรมการเรียน การสอนเพื่อพัฒนาสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียน และศึกษาผลการสอนโดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เพื่อเป็นแนวทางแก่ครูในการออกแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้(5E) เพื่อสนองความแตกต่างระหว่างบุคคลให้ผู้เรียนได้ศึกษาไปตามลำดับขั้นด้วย ตนเอง และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสอนของครูและการเรียนของนักเรียน
3 จากปัญหาการเรียนวิชาชีววิทยาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ จะต้องนำสื่อการสอน รวมทั้งวิธีการสอนที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในทฤษฎีเนื้อหา และ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ โดยมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ มีครูเป็น ผู้คอยให้คำแนะนำหรือเป็นผู้ควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของกิจกรรมนั้น ๆ และให้สอดคล้องกับเนื้อหาการเรียน การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการจัดกิจกรรมที่แสดงถึง การเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ระหว่างความคิดหลักและความคิดรอง รวมถึงความคิด ย่อยที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ผู้วิจัยจึงทำวิจัยเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา จากผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูขั้นการทดลองสอนในปีการศึกษา 2564 โดยการสอน ประกอบด้วยขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นสอนและขั้นสรุป ประกอบกับมีการจัดการเรียนรู้รูปแบบ ผสมผสานเนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (Covid-19) เมื่อผู้วิจัยได้ วัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนและบันทึกผลหลังการสอน พบว่าผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง ได้ต่ำกว่าที่คาดหวัง ซึ่งส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนยัง ต่ำกว่าที่กำหนด ซึ่งจากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความรู้ความเข้าใจส่งผลให้มีระดับให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และเกิดความพึงพอใจจากกระบวนการจัดการเรียนรู้ตามที่ผู้วิจัยกำหนดไว้ คำถามวิจัย 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่ 2. นักเรียนมีความพึงพอใจการเรียนรู้หรือไม่ อย่างไร วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง ระบบ หมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง
4 สมมติฐาน 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง มีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา มีความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง อยู่ในระดับมาก ขอบเขตของการวิจัย 1. ขอบเขตด้านประชากร 1.1 ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ปีการศึกษา 2565 จำนวน 44 คน 1.2 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ย ราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ที่เรียนวิชา ชีววิทยา จำนวน 1 ห้อง รวม 17 คน ได้มาจากวิธีการ เลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) 2. ขอบเขตด้านเนื้อหา เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5 เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ประกอบด้วย 2.1 การลำเลียงสารในร่างกายของสัตว์ 2.2 การลำเลียงสารในร่างกายของมนุษย์ 2.3 ระบบน้ำเหลือง 3. ขอบเขตด้านระยะเวลา เดือนมิถุนายน 2565 - เดือนมีนาคม 2566 4. ขอบเขตด้านสถานที่ โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) หมายถึง วิธีการที่ผู้สอนจัดกระบวนการ เรียนรู้ที่เน้นการพัฒนามโนทัศน์ทางวิทยาศาสตร์และทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นผสม โดยผู้สอนกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้กระบวนทางความคิดหาเหตุผลจนค้นพบความรู้หรือแนวทางการ
5 แก้ปัญหาที่ถูกต้องด้วยตนเอง สรุปเป็นหลักการ กฎเกณฑ์หรือวิธีการในการแก้ปัญหา และสามารถ นำไปประยุกต์ใช้ประโยชน์ในสภาพต่าง ๆ ได้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนดังนี้ 1.1 ขั้นการสร้างความสนใจ (Engagement) หมายถึง ขั้นตอนการนำเข้าสู่บทเรียน โดย ครูให้นักเรียนได้เรียนเรื่องที่เกี่ยวกับเนื้อหาในหลักสูตร ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองจากความสงสัย 1.2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) หมายถึง ขั้นตอนที่ผู้เรียนทำความเข้าใจใน ประเด็นหรือคำถามที่สนใจศึกษาอย่างถ่องแท้ มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจ ตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนดแนวทางที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติในการเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศหรือ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ 1.3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) หมายถึง ขั้นตอนที่ผู้เรียนได้ข้อมูลอย่าง เพียงพอจากการสำรวจ ตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูล ข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล และนำเสนอ ผลที่ได้ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองหรือวาดรูป สร้างตาราง ฯลฯ 1.4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) หมายถึง ขั้นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่องโยงกับ ความรู้เดิม หรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปอธิบายสถานการณ์ หรือเหตุการณ์อื่น ๆ ทำให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 1.5 ขั้นประเมิน (Evaluation) หมายถึง ขั้นประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ ว่า นักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใดโดยประมาณ โดยใช้การพิจารณาจากการ นำความรู้หรือแบบจำลองไปใช้อธิบาย หรือประยุกต์ใช้กับเหตุการณ์อื่น ๆ ได้ 2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความก้าวหน้าทางการเรียน ซึ่งเป็นคะแนนที่ได้จากการ ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้(5E) ซึ่งวัดได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและ ระบบน้ำเหลือง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 3. แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการใช้การจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ปีการศึกษา 2565 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ หมายถึง แบบทดสอบวัดผลการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียน เลือดและระบบน้ำเหลือง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ซึ่งใช้ ทดสอบวัดด้านความรู้ในเรื่องระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง 5. ความพึงพอใจ หมายถึง ระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ซึ่งวัดจากการประเมินตนเองโดยใช้แบบวัดความพึงพอใจที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น
6 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลืองสูงขึ้น 2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ระบบ หมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การศึกษาเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยนำเสนอรายละเอียด ดังต่อไปนี้ 1. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 2. หลักการ และแนวคิดเกี่ยวกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 3. หลักการ และแนวคิดเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ 4. หลักการ และแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6. กรอบแนวคิดการวิจัย หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ กระทรวงศึกษาธิการ (2551) มุ่งส่งเสริมผู้เรียนให้มีคุณธรรม รักความเป็นไทย ให้มีทักษะ การคิดวิเคราะห์ สร้างสรรค์ มีทักษะด้านเทคโนโลยี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น และสามารถอยู่ ร่วมกับผู้อื่นในสังคมโลกได้อย่างสันติ โดยกำหนดหลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ไว้ดังนี้ 1. ทำไมต้องเรียนวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์ เกี่ยวข้องกับทุกคน ทั้งในชีวิตประจำวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยีเครื่องมือ เครื่องใช้และผลผลิตต่าง ๆ ที่มนุษย์ได้ใช้เพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตและการทำงานเหล่านี้ล้วน เป็นผลของความรู้วิทยาศาสตร์ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่น ๆ วิทยาศาสตร์ช่วยให้ มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์คิดวิเคราะห์วิจารณ์มีทักษะสำคัญ ในการค้นคว้าความรู้มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล ที่หลากหลาย และมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็น สังคมแห่งการเรียนรู้(Knowledge - based society) ดังนั้น ทุกคนจึงจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้ รู้วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น สามารถนำ ความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์และมีคุณธรรม
8 2. เรียนรู้อะไรในวิทยาศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มุ่งหวังให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่เน้นการ เชื่อมโยงความรู้กับกระบวนการ มีทักษะสำคัญในการค้นคว้าและสร้างองค์ความรู้โดยใช้กระบวนการ ในการสืบเสาะหาความรู้และการแก้ปัญหาที่หลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ทุกขั้นตอน มีการทำกิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติจริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดับชั้น โดยได้กำหนด สาระสำคัญไว้ดังนี้ 2.1 สิ่งมีชีวิตกับกระบวนการดำรงชีวิต สิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต โครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต และกระบวนการดำรงชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม การทำงานของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชีวิต วิวัฒนาการและความ หลากหลายของสิ่งมีชีวิต และเทคโนโลยีชีวภาพ 2.2 ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม สิ่งมีชีวิตที่หลากหลายรอบตัว ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตกับ สิ่งแวดล้อม ความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในระบบนิเวศ ความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติการ ใช้และจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระดับท้องถิ่น ประเทศ และโลก ปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่รอดของ สิ่งมีชีวิตในสภาพแวดล้อมต่าง ๆ 2.3 สารและสมบัติของสาร สมบัติของวัสดุและสาร แรงยึดเหนี่ยวระหว่างอนุภาค การ เปลี่ยนสถานะ การเกิดสารละลายและเกิดปฏิกิริยาเคมีของสาร สมการเคมีและการแยกสาร 2.4 แรงและการเคลื่อนที่ ธรรมชาติของแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง แรงนิวเคลียร์ การออกแรงกระทำต่อวัตถุการเคลื่อนที่ของวัตถุแรงเสียดทาน โมเมนต์การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ใน ชีวิตประจำวัน 2.5 พลังงาน พลังงานกับการดำรงชีวิต การเปลี่ยนรูปพลังงาน สมบัติและปรากฏการณ์ ของแสง เสียง และวงจรไฟฟ้า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า กัมมันตภาพรังสีและปฏิกิริยานิวเคลียร์ ปฏิสัมพันธ์ ระหว่างสารและพลังงาน การอนุรักษ์พลังงาน ผลของการใช้พลังงานต่อชีวิตและสิ่งแวดล้อม 2.6 กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก โครงสร้างและองค์ประกอบของโลก ทรัพยากร ทางธรณีสมบัติทางกายภาพของดิน หิน น้ำ อากาศ สมบัติของผิวโลก และบรรยากาศ กระบวนการ เปลี่ยนแปลงของเปลือกโลก ปรากฏการณ์ทางธรณีปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศ 2.7 ดาราศาสตร์และอวกาศ วิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแล็กซีเอกภพ ปฏิสัมพันธ์ และผลต่อสิ่งมีชีวิตบนโลก ความสัมพันธ์ของดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และโลก ความสำคัญของ เทคโนโลยีอวกาศ 2.8 ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระบวนการทางวิทยาศาสตร์การสืบเสาะ หาความรู้การแก้ปัญหา และจิตวิทยาศาสตร์
9 3. คุณภาพผู้เรียนเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 3.1 เข้าใจการรักษาดุลยภาพของเซลล์และกลไกการรักษาดุลยภาพของสิ่งมีชีวิต 3.2 เข้าใจกระบวนการถ่ายทอดสารพันธุกรรม การแปรผัน มิวเทชัน วิวัฒนาการของ สิ่งมีชีวิตความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต และปัจจัยที่มีผลต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมต่างๆ 3.3 เข้าใจกระบวนการ ความสำคัญและผลของเทคโนโลยีชีวภาพต่อมนุษย์สิ่งมีชีวิตและ สิ่งแวดล้อม 3.4 เข้าใจชนิดของอนุภาคสำคัญที่เป็นส่วนประกอบในโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุ ในตารางธาตุการเกิดปฏิกิริยาเคมีและเขียนสมการเคมีปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3.5 เข้าใจชนิดของแรงยึดเหนี่ยว ระหว่างอนุภาคและสมบัติต่าง ๆ ของสารที่มี ความสัมพันธ์กับแรงยึดเหนี่ยว 3.6 เข้าใจการเกิดปิโตรเลียม การแยกแก๊สธรรมชาติและการกลั่นลำดับส่วนน้ำมันดิบ การนำผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมไปใช้ประโยชน์ และผลต่อสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม 3.7 เข้าใจชนิด คุณสมบัติปฏิกิริยาที่สำคัญของพอลิเมอร์และสารชีวโมเลกุล 3.8 เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ สมบัติของ คลื่นกล คุณภาพของเสียงและการได้ยิน สมบัติประโยชน์และโทษของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า กัมมันตภาพรังสีและพลังงานนิวเคลียร์ 3.9 เข้าใจกระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก และปรากฏการณ์ทางธรณีที่มีผลต่อสิ่งมีชีวิต และสิ่งแวดล้อม 3.10 เข้าใจการเกิดและวิวัฒนาการของระบบสุริยะ กาแลกซีเอกภพและความสำคัญของ เทคโนโลยีอวกาศ 3.11 เข้าใจความสัมพันธ์ของความรู้วิทยาศาสตร์ที่มีผลต่อการพัฒนาเทคโนโลยีประเภท ต่าง ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยีที่ส่งผลให้มีการคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้า ผลของ เทคโนโลยีต่อชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม 3.12 ระบุปัญหา ตั้งคำถามที่จะสำรวจตรวจสอบโดยมีการกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง ตัวแปรต่าง ๆ สืบค้นข้อมูลจากหลายแหล่ง ตั้งสมมุติฐานที่เป็นไปได้หลายแนวทาง ตัดสินใจเลือก ตรวจสอบสมมุติฐานที่เป็นไปได้ 3.13 วางแผนการสำรวจตรวจสอบเพื่อแก้ปัญหาหรือตอบคำถาม วิเคราะห์เชื่อมโยง ความสัมพันธ์ของตัวแปรต่าง ๆ โดยใช้สมการทางคณิตศาสตร์หรือสร้างแบบจำลอง จากผลหรือ ความรู้ที่ได้จากการสำรวจตรวจสอบ 3.14 สื่อสารความคิด ความรู้จากผลการสำรวจตรวจสอบโดยการพูด เขียน จัดแสดง หรือใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ
10 3.15 อธิบายความรู้และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการดำรงชีวิต การศึกษาหา ความรู้เพิ่มเติม ทำโครงงานหรือสร้างชิ้นงานตามความสนใจ 3.16 แสดงถึงความสนใจ มุ่งมั่น รับผิดชอบ รอบคอบและซื่อสัตย์ในการสืบเสาะหา ความรู้โดยใช้เครื่องมือและวิธีการที่ให้ได้ผลถูกต้องเชื่อถือได้ 3.17 ตระหนักในคุณค่าของความรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ใช้ในชีวิตประจำวัน การ ประกอบอาชีพ แสดงถึงความชื่นชม ภูมิใจ ยกย่อง อ้างอิงผลงาน ชิ้นงานที่เป็นผลจากภูมิปัญญา ท้องถิ่นและการพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัย 3.18 แสดงความซาบซึ้ง ห่วงใย แสดงพฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้และรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างรู้คุณค่า เสนอตัวเองร่วมมือปฏิบัติกับชุมชนในการป้องกัน ดูแล ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของท้องถิ่น 3.19 แสดงถึงความพึงพอใจและเห็นคุณค่าในการค้นพบความรู้พบคำตอบ หรือแก้ไขปัญหาได้ 3.20 ทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์แสดงความเห็นโดยมีข้อมูลอ้างอิงและเหตุผล ประกอบ เกี่ยวกับผลของการพัฒนาและการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างมีคุณธรรมต่อสังคม และสิ่งแวดล้อม และยอมรับฟังความเห็นของผู้อื่น 4. สรุปเนื้อหา เรื่องระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง รวีวรรณ โชคชัยชีวากร (2556) กล่าวว่า ในปี พ.ศ. 2171 นายแพทย์วิลเลียม ฮาร์วี แพทย์ชาวอังกฤษเป็นคนแรกที่ตั้งข้อสรุปว่า “เลือดมีการไหลวนเป็นวงกลม” ซึ่งในสมัยนั้นนับเป็น ข้อสรุปที่ค่อนข้างแปลกเอามากๆ เพราะว่าในเวลานั้นมนุษย์เรายังไม่มีความรู้เกี่ยวกับระบบเส้นเลือด และออกซิเจนแต่อย่างใด 4.1 หัวใจ 4.1.1 หน้าที่ หัวใจ (heart หรือ cardiac) เป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญคือ การสูบฉีดเลือด ไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หัวใจทำให้เลือดมีการหมุนเวียน นำออกซิเจนจากอากาศจากปอดไป เลี้ยงเซลล์ทุกชนิดทางหลอดเลือดแดง และนำคาร์บอนไดออกไซด์จากเซลล์ของร่างกาย กลับมาทาง หลอดเลือดดำเพื่อปล่อยออกไปกับลมหายใจออก ทั้งนี้หัวใจจะทำหน้าที่ร่วมกับปอดเสมอ โดยหัว ใจเต้นเฉลี่ย 72 ครั้ง/นาที หรือใน 1 วันหัวใจเต้น 100,000 ครั้ง ตลอดชีวิตของเราหัวใจเต้นไม่น้อย กว่า 2 พันล้านครั้ง ปริมาณเลือดที่ผ่านหัวใจ เท่ากับ 70 ml/ครั้ง ดังนั้น 1 นาที มีเลือดผ่านหัวใจ 5 ลิตร/นาที วันละ 9,400 ลิตร/วัน
11 4.1.2 ตำแหน่งที่อยู่ หัวใจเป็นอวัยวะที่อยู่ในทรวงอกด้านซ้าย ตั้งอยู่ระหว่างปอดซ้ายและปอด ขวาค่อนมาทางด้านซ้าย ขอบขวาของหัวใจอยู่ด้านหลังของกระดูกหน้าอก และขอบซ้ายสุดของหัวใจ อยู่ตรงกับแนวกึ่งกลางของกระดูก ไหปลาร้าข้างซ้ายตัดกับแนวช่องซี่โครงช่องที่ห้า 4.1.3 โครงสร้าง หัวใจเป็นอวัยวะที่มีส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นกล้ามเนื้อ โดยหัวใจมีขนาด ประมาณใหญ่กว่ากำปั้นมือของเจ้าของเล็กน้อยน้ าหนักของหัวใจปกติอยู่ในช่วง 200 ถึง 425 กรัม ขึ้นอยู่กับขนาดร่างกายของเจ้าของ มีเยื่อบุเป็นถุงหุ้มรอบเรียกว่า เยื่อหุ้มหัวใจ (pericardium) 1) ห้องขวาบน (right atrium) ทำหน้าที่รับเลือดจากหลอดเลือดดำใหญ่ 2 เส้น คือซุพีเรียเวนาคาวา (superior vena cava) นำเลือดดำจากส่วนหัวและแขน และอินฟีเรียเวนาคาวา (inferior vena cava) นำเลือดดำจากส่วนลำตัวและขาและฉีดเลือดลงสู่หัวใจห้องล่างขวา 2) ห้องขวาล่าง (right ventricle) ทำหน้าที่สูบฉีดเลือดไปที่ปอด โดยจะรับเลือดดำจากหัวใจห้องบนขวา ผ่านลิ้นหัวใจ แล้วส่งไปยังปอดโดยผ่านลิ้นหัวใจอีกลิ้น เข้าสู่หลอดเลือดแดงใหญ่ที่เข้าสู่ปอดที่ชื่อ พัล โมนารีอาร์เตอร์รี (pulmonary artery) 3) ห้องซ้ายบน (left atrium) รับเลือดแดงที่ฟอกแล้วจากปอดซ้ายและขวา 4) ห้องซ้ายล่าง (left ventricle) รับเลือดแดงจากห้องซ้ายบนผ่านทางลิ้นหัวใจชื่อ และบีบตัวส่งเลือดแดง ออกเลี้ยงร่างกายโดยผ่านทางลิ้นหัวใจอีกลิ้น เข้าไปสู่ท่อเลือดแดงใหญ่ชื่อเอออร์ตา ซึ่งจะแตกแขนง เป็นหลอดเลือดแดงขนาดต่าง ๆ ไปจนถึงเป็นหลอดเลือดฝอยทั่วร่างกาย ซึ่งหัวใจห้องซ้ายล่างนี้มีผนัง หนาที่สุดในหัวใจทั้ง 4 ห้อง 4.2 ลิ้นหัวใจ ลิ้นหัวใจคือ แผ่นพังผืด ที่ประกอบด้วยเส้นใยคอลลาเจน ลักษณะเป็นแผ่นแบนที่ สามารถทนต่อแรงดันสูงเวลาหัวใจบีบตัวโดยไม่ฉีกขาด ทำหน้าที่ไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ ซึ่งลิ้นหัวใจ มีทั้งหมด 4 ลิ้น ได้แก่ 4.2.1 ลิ้นเอตริโอเวนตริคูลาร์มีสองลิ้น คือ กั้นระหว่าง หัวใจห้องบนขวากับ ห้องล่างขวาและกั้นระหว่างห้องบนซ้ายกับล่างซ้าย ทำหน้าที่ป้องกันการย้อนกลับของเลือด
12 4.2.2 ลิ้นเซมิลูนาร์ มีสองลิ้นคือ กั้นระหว่าง หัวใจห้องล่างขวา กับหลอดเลือดที่ไป ยังปอดกับกั้นระหว่างหัวใจห้องล่างซ้าย กับท่อเลือดแดงใหญ่เอออร์ตา ป้องกันไม่ให้เลือดไหล ย้อนกลับสู่หัวใจห้องล่าง ภาพที่ 1 โครงสร้างภาคนอกของหัวใจ ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2562) 4.3 การหมุนเวียนเลือดผ่านเข้าออกของหัวใจ เริ่มจากหัวใจห้องบนขวารับเลือดดำ จากส่วนหัวและแขนทางซุพีเรียเวนาคาวา (superior venacava) ส่วนเลือดดำจากลำตัวและขาเข้าทางอินฟิเรียเวนาคาวา (inferior venacava) เข้าสู่หัวใจห้องบนขวาเช่นกัน เมื่อหัวใจห้องบนขวาบีบตัวเลือดไหลลงสู่ห้องล่างขวา โดยผ่านลิ้นหัวใจ เมื่อหัวใจห้องล่างขวาบีบตัวเลือดจะเข้าสู่พัลโมนารีอาร์เตอรี (pulmonary artery) โดยผ่านลิ้นเซมิลู- นาร์(semilunar valve) หลอดเลือดนี้นำเลือดไปแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ให้กับปอด แล้วรับออกซิเจนจากปอดทำให้เลือดที่มีออกซิเจนสูงไหลกลับเข้าสู่หัวใจทางพัลโมนารีเวน (pulmonary vein) ส่งไปสู่ห้องบนซ้าย เมื่อห้องบนซ้ายบีบตัวเลือดจะไหลผ่าน ลงสู่ห้องล่างซ้าย เมื่อห้องล่างซ้ายบีบตัวเลือดจะไหลออกทางเอออร์ตาไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีการแลกเปลี่ยน แก๊สและสารอาหารที่บริเวณหลอดเลือดฝอยเสร็จแล้วจะกลายเป็นเลือดเสียกลับเข้าสู่หัวใจห้องบน ขวาทางเวนาคาวาอีกครั้ง
13 ภาพที่ 2 ทิศทางการไหลเวียนของเลือดผ่านหัวใจ ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2562) 4.4 ระบบหมุนเวียนเลือด 4.4.1 ระบบหมุนเวียนเลือด (circulatory system ) ทำหน้าที่นำอาหารและ ออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ทั่วร่างกาย และน าของเสียจากกระบวนการเมแทบอลิซึม เช่น แก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ขับออกนอกร่างกายผ่านปอด ระบบหมุนเวียนเลือดแบ่งออกเป็น 1) ระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรปิด (closed circulatory system) ระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรปิด ระบบนี้เลือดจะไหลเวียนอยู่ในท่อของหลอดเลือดตลอดเวลามี หลอดเลือดฝอยเชื่อมระหว่างหลอดเลือดอาร์เตอร์รีและเวน พบในไส้เดือนดิน ทากดูดเลือดปลาหมึก สัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด (ปลา สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก สัตว์เลื้อยคลาน นก และสัตว์เลี้ยงลูก ด้วยน้ำนม)
14 ภาพที่ 3 ระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิด ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2562) 2) ระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด (open circulatory system) ระบบ หมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด ระบบนี้เลือดไหลออกจากหัวใจไปตามหลอดเลือด แล้วไหลออกจาก หลอดเลือดผ่านช่องว่างระหว่างลำตัว และที่ว่างระหว่างอวัยวะต่าง ๆ ลักษณะเช่นนี้พบในสัตว์พวก แมลง แมง กุ้ง กั้ง ปูตะขาบ และกิ้งกือ หอยต่าง ๆ ยกเว้นปลาหมึก ภาพที่ 4 ระบบหมุนเวียนเลือดแบบเปิด ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2562) 4.5 หลอดเลือด 4.5.1 หลอดเลือดแดง (artery) หมายถึง หลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ ซึ่งจะเป็นเลือดที่มีปริมาณออกซิเจนสูงเป็นเลือดที่มีสีแดงสด ไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ทั่วร่างกาย ยกเว้น หลอดเลือดที่ไปสู่ปอดชื่อพัลโมนารีอาร์เตอรี(pulmonary artery) ซึ่งจะนำเลือดดำจากหัวใจที่มี หัวใจ หลอดเลือด หลอดเลือด หัวใจ
15 คาร์บอนไดออกไซด์สูงไปฟอกที่ปอด ลักษณะของหลอดเลือดแดง มีผนังหนา โดยจะมีลักษณะเป็นชั้น กล้ามเนื้อที่หนาและยืดหยุ่น ประกอบไปด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น คือเนื้อเยื่อด้านในสุดเป็นเนื้อเยื่อบุผิว ชั้น กลางเป็นเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อที่สามารถยืดหยุ่นได้ เนื้อเยื่อชั้นนอกเป็นเนื้อเยื่อเกี่ยวพันที่ยืดหยุ่นได้ หลอดเลือดแดงมี 3 ขนาด เรียงจากขนาดใหญ่ไปขนาดเล็ก คือ 1) เอออร์ตา (aorta) หลอดเลือดแดงขนาดใหญ่ที่สุด ทำหน้าที่ลำเลียงเลือด แดงที่ถูก สูบฉีดออกจากหัวใจห้องล่างซ้ายโค้งไปทางด้านหลัง ทอดผ่านช่องอกและช่องท้อง ขนาด ใหญ่สุดมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 นิ้ว 2) อาร์เตอรี (artery) หลอดเลือดแดง ทำหน้าที่นำเลือดไปเลี้ยวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หลอดเลือดมีผนังกล้ามเนื้อหนาเพื่อให้ทนต่อแรงดันเลือด 3) อาร์เตอริโอล (arteriole ) หลอดเลือดแดงเล็ก ซึ่งสามารถจะขยายตัวหรือ หดตัวได้ เพื่อบังคับการไหลของเลือด 4.5.2 หลอดเลือดดำ (vein) หมายถึง หลอดเลือดที่นำเลือดที่มีของเสีย และ คาร์บอนไดออกไซด์ (เลือดดำ) ที่ร่างกายใช้แล้วจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจห้องบน ขวา (right atrium) เพื่อนำกลับไปฟอกที่ปอด ยกเว้น หลอดเลือดดำปอดที่ชื่อพัลโมนารีเวน (pulmonary vein) ซึ่งจะนำเลือดแดงที่ผ่านการฟอกจากปอดแล้วนำกลับเข้าสู่หัวใจ ห้องบนซ้าย ภายในหลอดเลือดดำจะมีความดันต่ำ ถ้าหลอดเลือดดำฉีกขาด เลือดที่ไหลออกมาจะไหลริน ๆ คงที่ และสม่ำเสมอ ห้ามเลือดหยุดได้ง่ายกว่าหลอดเลือดแดงฉีกขาด และหลอดเลือดดำจะอยู่ตื้นกว่า ผนัง บางกว่า แรงดันเลือดต่ำกว่าหลอดเลือดแดง ดังนั้นการให้น้ำเกลือ การฉีดยา การบริจาคเลือด จึงใช้ หลอดเลือดดำ ลักษณะของเส้นเลือดดำ มีผนังบาง ประกอบด้วยเนื้อเยื่อ 3 ชั้น เช่นเดียวกับหลอด เลือดแดงแต่บางกว่าผนังมีความยืดหยุ่นได้น้อย เพราะมีเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ และเนื้อเยื่อเกี่ยวพันน้อย มีลิ้นกั้นไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ หลอดเลือดดำมี 3 ขนาด เรียงจากขนาดใหญ่ไปขนาดเล็ก คือ 1) เวนาคาวา (vena cava) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดจากส่วนต่าง ๆ ของ ร่างกายเข้าสู่หัวใจ 2) เวน (vein) เป็นหลอดเลือดดำที่นำเลือดมาจากอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย 3) เวนูล (venule) เป็นหลอดเลือดดำที่มีขนาดเล็ก ติดกับเส้นเลือดฝอย 4.5.3 หลอดเลือดฝอย (capillary) หมายถึง หลอดเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างหลอด เลือดแดงขนาดเล็ก ไปยังหลอดเลือดดำขนาดเล็ก โดยจะแทรกอยู่ในเนื้อเยื่อต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ผิวหนัง กล้ามเนื้อ สมอง และอวัยวะอื่น ๆ ยกเว้น กระจกตา เส้นผม และเล็บจะไม่มีหลอดเลือด ฝอย ลักษณะของเส้นเลือดฝอย หลอดเลือดฝอยเป็นหลอดเลือดที่มีขนาดเล็กที่สุดในร่างกายมีทั้งเส้น
16 เลือดแดงฝอย และเส้นเลือดดำฝอย มีเนื้อเยื่อบางมาก มีจำนวนมากเพราะเป็นส่วนที่ต้องแยกไปสู่ ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย มีผนังบาง มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 7 ไมโครเมตร ประกอบด้วย เซลล์เพียงชั้นเดียว มีหน้าที่เป็นแหล่งที่มีการแลกเปลี่ยนก๊าซ และสารต่าง ๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์ ของร่างกายโดยวิธีการแพร่พบว่าถ้านำหลอดเลือดทั้งหมดมาต่อกันจะมีความยาวรวมกันทั้งสิ้น 96,500 กิโลเมตร ภาพที่ 5 โครงสร้างของหลอดเลือด ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2562) 4.5.4 ความดันเลือด (blood pressure) คือ แรงดันของเลือดที่กระทำต่อผนังหลอด เลือด หมายถึง ความดันในหลอดเลือดแดงเป็นส่วนใหญ่ เกิดจากบีบตัวของหัวใจ ที่ดันเลือดให้ไหลไป ตามหลอดเลือดความดันของหลอดเลือดแดงที่อยู่ใกล้หัวใจ จะมีความดันสูงกว่าหลอดเลือดแดงที่อยู่ ไกลหัวใจ ส่วนในหลอดเลือดด าจะมีความดันต่ำกว่าหลอดเลือดแดงเสมอ ความดันเลือดมีหน่วยวัด เป็นมิลลิเมตรปรอท (mmHg) เป็นตัวเลข 2 ค่า คือ 1) ค่าความดันเลือดขณะหัวใจบีบตัว และค่าความดันเลือดขณะหัวใจคลาย ตัว เช่น 120/80 มิลลิเมตรปรอท ค่าตัวเลข 120 แสดงค่าความดันเลือดขณะหัวใจบีบตัวให้เลือดออก จากหัวใจ เรียกว่า ความดันระยะหัวใจบีบตัว (systolic pressure) 2) ส่วนตัวเลข 80 แสดงความดันเลือดขณะหัวใจคลายตัว เพื่อรับเลือดเข้าสู่ หัวใจ เรียกว่า ความดันระยะหัวใจคลายตัว (diastolic pressure)
17 เครื่องมือวัดความดันเลือดเรียกว่า มาตรความดันเลือด จะใช้คู่กับสเตต โตสโคป (stetoscope) โดยจะวัดความดันที่หลอดเลือดแดง ปกติความดันเลือดสูงสุดขณะหัวใจบีบตัวให้เลือดออกจากหัวใจมีค่า 100 + อายุและความดันเลือดขณะหัวใจรับเลือดไม่ควรเกิน 90 มิลลิเมตรปรอท ถ้าเกินจะเป็นโรคความดัน เลือดสูง ซึ่งมีสาเหตุหลายประการ เช่น หลอดเลือดตีบตัน คอเลสเตอรอลในเลือดสูง โกรธง่ายหรือ เครียดอยู่เป็นประจำ พบมากในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีจิตใจอยู่ในสภาวะเครียด นอกจากนี้ยังเกิดจาก อารมณ์โกรธทำให้ร่างกายผลิตสารชนิดหนึ่งออกมา ซึ่งสารนี้จะมีผลต่อการบีบตัวของหัวใจโดยตรง ภาพที่ 6 ความดันเลือดในหลอดเลือดต่าง ๆ ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2562) 4.5.5 ชีพจร หมายถึง การหดตัวและการคลายตัวของหลอดเลือดแดง ซึ่งตรงกับ จังหวะการเต้นของหัวใจคนปกติ หัวใจเต้นเฉลี่ยประมาณ 72 ครั้งต่อนาที การเต้นของชีพจรแต่ละคน จะแตกต่างกันปกติอัตราการเต้นของ ชีพจรในเพศชายจะสูงกว่าเพศหญิง ปัจจัยที่มีผลต่อความดัน เลือด มีดังนี้ 1) อายุ ผู้สูงอายุมีความดันเลือดสูงกว่าเด็ก 2) เพศ เพศชายมีความดันเลือดสูงกว่าเพศหญิง ยกเว้นเพศหญิงที่ใกล้หมด ประจำเดือนจะมีความดันเลือดค่อนข้างสูง
18 3) ขนาดของร่างกาย คนที่มีร่างกายขนาดใหญ่มักมีความดันเลือดสูงกว่าคนที่ มีร่างกายขนาดเล็ก 4) อารมณ์ ผู้ที่มีอารมณ์เครียด วิตกกังวล โกรธหรือตกใจง่ายทำให้ความดัน เลือดสูงกว่าคนที่อารมณ์ปกติ 5) คนทำงานหนักและการออกกำลังกาย ทำให้มีความดันเลือดสูง ภาพที่ 7 การทำงานของลิ้นในหลอดเลือดเวน ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2562) 4.6 เลือด เลือด ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนที่เป็นของเหลว 55% ซึ่งเรียกว่า “น้ำเลือดหรือ พลาสมา (plasma)”และส่วนที่เป็นของแข็งมี 45% ซึ่งได้แก่ เซลล์เม็ดเลือดและเกล็ดเลือด 4.6.1 น้ำเลือดหรือพลาสมา (plasma) ประกอบด้วยน้ำประมาณ 91 เปอร์เซ็นต์ ทำหน้าที่ลำเลียงเอนไซม์ ฮอร์โมน แก๊ส แร่ธาตุ วิตามิน และสารอาหารประเภทต่าง ๆ ที่ผ่านการย่อยอาหารมาแล้วไปให้เซลล์และรับ ของเสียจากเซลล์ เช่น ยูเรีย แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ ส่งไปกำจัดออกนอกร่างกาย พลาสมา เป็น สารละลายของเกลือกับโปรตีน ซึ่งเป็นของเหลวที่จำเป็นสำหรับเซลล์ที่มีชีวิต ซีรัม เป็นของเหลวไม่มี สี ซึ่งไหลซึมออกจากแผลถลอกที่ผิวหนัง มีส่วนประกอบเหมือน พลาสมาเกือบทุกอย่าง ยกเว้น ไฟบริน ที่เป็นสารโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เลือดแข็งตัว ซีรัม เป็นของเหลวไม่มีสี ซึ่งไหลซึมออกจาก แผลถลอกที่ผิวหนัง มีส่วนประกอบเหมือน พลาสมาเกือบทุกอย่าง ยกเว้น ไฟบริน ที่เป็นสารโปรตีน ชนิดหนึ่ง ซึ่งช่วยให้เลือดแข็งตัว
19 ภาพที่ 8 ส่วนประกอบของเลือดที่ผ่านการปั่นแยก ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2562) 4.6.2 เซลล์เม็ดเลือดแดง (red blood cell หรือ erythrocyte) เม็ดเลือดแดงเป็นเซลล์ขนาดเล็ก มีส่วนประกอบสำคัญ 3 อย่างได้แก่ ฮีโมโกลบิน เยื่อหุ้มเซลล์ และเอนไซม์ทำหน้าที่หลักคือ การขนส่งออกซิเจนที่ฟอกจากปอดไปยัง เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย เม็ดเลือดแดงมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 7 ไมครอน หรือ 0.007 มิลลิเมตร ใน เลือด 1 ลูกบาศก์เซนติเมตร มีเม็ดเลือดแดงประมาณสี่ถึงห้าล้านเซลล์เม็ดเลือดแดงสร้างจากไข กระดูก มีอายุ 120 วัน ร่างกายมีการสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่ และทำลายเม็ดเลือดแดงเก่า หมุนเวียน อยู่ตลอดเวลา เม็ดเลือดแดงตัวแก่พร้อมใช้งานแตกต่างจากเซลล์อื่น ๆ ในร่างกายตรงที่ไม่มีนิวเคลียส เนื่องจากเม็ดเลือดแดงต้องมีความยืดหยุ่นและคล่องตัวในการนำออกซิเจนจากปอดไปสู่เนื้อเยื่อ ปลายทาง ความผิดปกติของเม็ดเลือดแดงมักทำให้ผู้ป่วยมีอาการซีด อ่อนเพลีย บางสาเหตุอาจทำ ให้ มีอาการตัวเหลืองตาเหลือง หรือ ปัสสาวะสีโค้กร่วมด้วย 4.6.3 เซลล์เม็ดเลือดขาว (white blood cell) จะมีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดง 2-3 เท่า แต่มีจำนวนน้อยกว่าเป็นพันเท่า ตัวมันเองไม่มีสีและใส ทำหน้าที่เป็นเหมือนทหารในการต่อสู้กับเชื้อที่เข้าสู่ร่างกาย เม็ดเลือดขาวใน ร่างกายมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด แหล่งที่สร้างเม็ดเลือดขาว คือ ม้าม ไขกระดูก และต่อมน้ำเหลือง มี อายุประมาณ 7-14 วัน 4.6.4 เกล็ดเลือดหรือแผ่นเลือด (blood platelet) ไม่ใช่เซลล์แต่เป็นชิ้นส่วนของเซลล์ซึ่งมีรุปร่างกลมรีและแบน เกล็ดเลือดมี อายุประมาณ 4 วัน มีหน้าที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวเมื่อมีการไหลของเลือดจากหลอดเลือดออกสู่ภายนอก
20 4.7 หมู่เลือด ระบบหมู่เลือด (blood group) ที่สำคัญ และก่อให้เกิดปัญหาทางการแพทย์ได้บ่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาที่เกิดในการให้เลือด คือ หมู่เลือด ABO และหมู่เลือด Rh โดยปกติบนผิว ของเซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีแอนติเจนชนิดต่าง ๆ ซึ่งไม่เหมือนกันในคนแต่ละคน ถ้านำเม็ดเลือดแดง ของคน ๆ หนึ่งไปให้กับอีกคนหนึ่งที่มีเม็ดเลือดแดงที่มีแอนติเจนบนผิวแตกต่างกัน จะให้เกิดปฏิกิริยา อิมมูน (เกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน) ซึ่งทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ 4.7.1 หมู่เลือดเอ คนที่มีหมู่เลือดเอ จะมีแอนติเจน A อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง และ มีแอนติบอดีต่อ B อยู่ในซีรัม ดังนั้นซีรัมของคนหมู่เลือดเอ จะทำให้เม็ดเลือดแดงของคนหมู่เลือดบี เกิดการจับกลุ่ม 4.7.2 หมู่เลือดบีคนที่มีหมู่เลือด บี จะมีแอนติเจน B อยู่ที่ผิวของเม็ดเลือดแดง และ มีแอนติบอดีต่อ A อยู่ในซีรัม ดังนั้นซีรัมของคนหมู่เลือด บี จะทำให้เม็ดเลือดแดงของคนหมู่เลือดเอ เกิดการจับกลุ่ม 4.7.3 หมู่เลือดเอบีคนที่มีหมู่เลือดเอบี จะมีแอนติเจนทั้ง A และB อยู่บนเม็ดเลือด แดง ส่วนในซีรัมจะไม่มีแอนติบอดีต่อแอนติเจน A และไม่มีแอนติบอดีต่อแอนติเจน B 4.7.4 หมู่เลือดโอ คนที่มีหมู่เลือดโอ บนเม็ดเลือดแดงจะไม่มีทั้งแอนติเจน A และ แอนติเจน B แต่ในซีรัมจะมีทั้งแอนติบอดีต่อทั้งแอนติเจน A และแอนติเจน B 4.7.5 หลักการให้เลือด 1) เลือดของผู้ให้จะต้องไม่มีแอนติเจนที่ผู้รับมีแอนติบอดีนั้น 2) คนที่มีหมู่เลือด O ซึ่งไม่มีแอนติเจนและแอนติบอดี จึงสามารถให้เลือดได้ ทุกหมู่เลือด แต่จะสามารถรับได้เฉพาะหมู่เลือด O เท่านั้น 3) คนที่มีหมู่เลือด AB ไม่สามารถให้เลือดแก่หมู่อื่นทั้ง A, B และ O เพราะมี แอนติเจนทั้ง A, B ถ้าให้แก่ผู้รับอาจจะเกิดการตกตะกอนของเลือดได้ แต่หมู่เลือด AB สามารถรับ เลือดได้ทุกหมู่ 4) ในทางปฏิบัติ การให้เลือดจะต้องตรงหมู่กันเท่านั้น (ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน จำเป็นจริงๆ) เนื่องจากถ้าเป็นเลือดต่างหมู่ อาจจะทำปฏิกิริยากันและทำให้เกิดการแตกของเม็ดเลือดแดงได้ 4.8 ระบบน้ำเหลือง สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2562) กล่าวว่า เมื่อเลือดไหลผ่านเส้นเลือดฝอย ความดันเลือดจะทำให้ของเหลวออกจากเส้นเลือดฝอย เข้าไปในบริเวณระหว่างเซลล์ เรียกว่า ของเหลวระหว่างเซลล์ (interstitial fluid) ซึ่งโดยปกติ
21 ของเหลวจะออกจากหลอดเลือดฝอยมากกว่ากลับเข้าสู่เส้นเลือดฝอย ดังนั้น ระบบน้ำเหลือง (lymphatic system) จึงจำเป็นต้องนำของเหลวเหล่านี้กลับเข้าไป เข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตเพื่อ รักษาสมดุลของของเหลว ระบบน้ำเหลือง เป็นระบบที่ทำหน้าที่ลำเลียงของเหลวกลับสู่ระบบไหลเวียนเลือด โครงสร้างของระบบน้ำเหลืองประกอบด้วยน้ำเหลือง หลอดน้ำเหลือง และต่อมน้ำเหลือง (lymph node) 4.8.1 น้ำเหลือง น้ำเหลืองเป็นของเหลวที่อยู่ในหลอดน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลือง โดยเกิด จากของเหลวที่ออก จากหลอดเลือดฝอยมาอยู่ระหว่างเซลล์และลำเลียงเข้าสู่หลอดน้ำเหลืองฝอย (lymphatic capillary) ภาพที่ 9 การเกิดน้ำเหลือง ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2562) น้ำเหลืองมีส่วนประกอบคล้ายพลาสมาแต่มีโปรตีนน้อยกว่า ส่วนประกอบ ของน้ำเหลืองจะแตกต่างกันไปตามแหล่งที่มาของน้ำเหลืองว่าอยู่ที่อวัยวะใด เช่น น้ำเหลืองที่มาจาก บริเวณ ต่อมน้ำเหลืองประกอบด้วยลิมโฟไซต์จำนวนมาก ส่วนน้ำเหลืองที่มาจากลำไส้เล็กมีลักษณะ คล้ายน้ำนม เนื่องจากมีการดูดซึมลิพิดที่ย่อยแล้วจากบริเวณไมโครวิลลัสเข้าสู่หลอดเลือดฝอย น้ำเหลืองที่ขนส่งผ่านท่อน้ำเหลือง
22 4.8.2 หลอดน้ำเหลือง ท่อน้ำเหลืองที่เล็กที่สุดคือท่อน้ำเหลืองฝอยซึ่งมีท่อน้ำเหลืองฝอยปลายปิด จากบริเวณต่าง ๆ จะมาเชื่อมรวมกันเป็นหลอดน้ำเหลืองขนาดใหญ่ขึ้น การลำเลียงน้ำเหลืองในหลอด น้ำเหลืองเป็นการนำน้ำเหลืองกลับเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือดจะมีทิศทางการไหลเข้าสู่หัวใจ โดย น้ำเหลืองจะถูกลำเลียงผ่านหลอดน้ำเหลืองฝอย หลอดน้ำเหลืองและต่อมน้ำเหลืองซึ่งเป็นบริเวณที่มี การตรวจจับสิ่งแปลกปลอมที่มากับน้ำเหลืองซึ่งพบเซลล์เม็ดเลือดขาวจำนวนมากในที่สุดน้ำเหลือง จะถูกลำเลียงเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือดที่บริเวณหลอดเลือดเวนใกล้หัวใจก่อนจะเข้าสู่หัวใจ ภาพที่ 10 การลำเลียงน้ำเหลืองเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือด ที่มา : สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ (2562) โครงสร้างของหลอดน้ำเหลืองมีลักษณะคล้ายกับหลอดเลือดเวนคือ มีลิ้นกั้น ป้องกัน การไหลย้อนกลับของน้ำเหลือง ปัจจัยที่ทำให้น้ำเหลืองไหลไปตามหลอดน้ำเหลืองต่างๆ ได้ คือ การหดตัวและคลายตัวของกล้ามเนื้อที่อยู่รอบ ๆ หลอดน้ำเหลืองที่จะไปกดหรือคลายหลอด น้ำเหลือง และการหายใจเข้าซึ่งมีผลไปขยายทรวงอก และลดความดันของช่องอก ทำให้หลอด น้ำเหลืองบริเวณ ทรวงอกเกิดการขยายตัว ส่งผลให้น้ำเหลืองไหลไปตามหลอดน้ำเหลืองอย่างช้า ๆ ประมาณ 1.5 มิลลิเมตรต่อนาที 4.8.3 ต่อมน้ำเหลือง น้ำเหลืองจะผ่านเข้าไปในต่อมน้ำเหลือง ซึ่งจะมีหลอดน้ำเหลืองจำนวนมาก เข้ามายังต่อมน้ำเหลือง ภายในมีลิมโฟไซต์อยู่อย่างหนาแน่นทำหน้าที่กรองน้ำเหลืองและทำลายสิ่ง แปลกปลอมที่มากับ น้ำเหลือง
23 ระบบน้ำเหลืองทำหน้าที่ลำเลียงของเหลวที่ออกจากหลอดเลือดกลับเข้าสู่ระบบ หมุนเวียนเลือด และยังทำงานร่วมกับระบบหมุนเวียนเลือดในการลำเลียงสารอาหาร แก๊สออกซิเจน ไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย นอกจากนี้ระบบน้ำเหลืองยังทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันในการต่อต้าน และทำลาย เชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าสู่ร่างกาย ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง ปลอดภัยจาก โรคต่างๆ จึงเป็นการดูแลและรักษาระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลืองให้ทำงาน เป็นปกติด้วย หลักการ แนวคิดเกี่ยวกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 1. ความหมายและแนวคิดเกี่ยวกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method) การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้มีผู้ให้ความหมายและแนวคิดหลากหลาย ดังนี้ อนันต์ จันทร์กวี (2523) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการส่งเสริมให้ นักเรียนรู้จักคิดด้วยตนเอง รู้จักค้นคว้าหาเหตุผล และสามารถแก้ปัญหาได้ โดยการนำเอาวิธีการต่าง ๆ ของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ นอกจากนี้ยังเป็นการเรียนเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ด้วย สุวัฒน์ นิยมค้า (2531) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการสอนที่ส่งเสริมให้ นักเรียนเป็นผู้ค้นคว้า หรือสืบเสาะหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่นักเรียนยังไม่เคยมีความรู้ในสิ่งนั้น มาก่อน โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ สมจิต สวธนไพบูลย์ (2541) กล่าวว่า หลักการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ผู้เรียนจะต้อง เป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ส่วนครูจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกแนะนำ และให้ความช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น ประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญ ได้แก่ การสำรวจ และการ สร้างองค์ความรู้ มนมนัส สุดสิ้น (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ว่า การ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการหนึ่งที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ คิดและ แก้ปัญหาได้ด้วยตนเองอย่างมีระบบของการคิด ใช้กระบวนการของการค้นคว้าหาความรู้ ซึ่ง ประกอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทาง วิทยาศาสตร์ ครูมีหน้าที่จัดบรรยากาศ การสอนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ คิดแก้ปัญหาโดยใช้การทดลอง และอภิปรายซักถามเป็นกิจกรรมหลักในการสอน ชลสีต์ จันทาสี (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ว่า การสอน แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการที่มุ่งส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้ กระบวนการแสวงหาความรู้ ซึ่งครูมีหน้าที่เพียงเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือ จัดเตรียมสภาพการณ์ และกิจกรรมให้เอื้อต่อกระบวนการที่ฝึกให้คิดหาเหตุผล สืบเสาะหาความรู้ รวมทั้งการแก้ปัญหาให้ได้
24 โดยใช้คำถามและสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ เช่น ของจริง สถานการณ์ ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติการ สำรวจ ค้นหาด้วยตนเอง บรรยากาศการเรียนการสอนให้นักเรียนมีอิสระในการซักถาม การอภิปราย และมีแรงเสริม อาจกล่าวได้ว่าเป็นการสอนให้นักเรียนคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาได้นั่นเอง ดังนั้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry method) เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญวิธีหนึ่งที่จะให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ด้วยตนเอง ผ่านกระบวนการคิด การ ปฏิบัติ และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ โดยครูเป็นผู้จัดสถานการณ์ สิ่งแวดล้อมใน การเรียนรู้ และสิ่งเร้าต่าง ๆ กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความอยากรู้อยากเห็น ใช้กระบวนการสังเกตจนเกิด ปัญหา ซึ่งครูจะกระตุ้นผู้เรียนด้วยวิธีตั้งคำถาม เพื่อให้ผู้เรียนสืบเสาะหาสาเหตุของปัญหาโดยการ อธิบาย แล้วหาทางพิสูจน์ว่าการอธิบายนั้นถูกต้องหรือไม่ จากการกำหนดสมมติฐาน ลงมือทำการ ทดลอง สรุปผลด้วยตนเอง ครูต้องมีการเตรียมตัวล่วงหน้ามาเป็นอย่างดีในการเรียงลำดับเนื้อหา โดย บทบาทของครูขณะทำกิจกรรมจะทำหน้าที่ในการใช้คำถามในการกระตุ้นผู้เรียน ผู้เรียนจะทำหน้าที่ ในการวางแผนการแก้ปัญหาเอง มีความกระตือรือร้นที่จะศึกษาหาความรู้ ด้วยวิธีการเช่นเดียวกับ นักวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิดการสร้างความรู้ด้วยตนเอง เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ให้ ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง 2. ขั้นตอนการสอนแบบการสืบเสาะหาความรู้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ประกอบด้วยขั้นตอนที่สำคัญ (สถาบันส่งเสริมการสอน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2546 : 13-15) ดังนี้ 2.1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสู่บทเรียนหรือเรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเองจากความสงสัยหรืออาจเริ่มจากความสนใจของนักเรียนเอง หรือเกิดจากการ อภิปรายภายในกลุ่ม เรื่องที่น่าสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็น เรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างคำถาม กำหนด ประเด็นที่ศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใดน่าสนใจครูอาจให้ศึกษาสื่อต่าง ๆ หรือเป็นผู้กระตุ้นด้วย การเสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือคำถามที่ครูกำลังสนใจ เป็นเรื่องที่จะใช้ศึกษาเมื่อมีคำถามที่น่าสนใจ และนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการ ศึกษา จึงร่วมกันกำหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะช่วยให้นำไปสู่ความ เข้าใจเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้น และมีแนวทางที่ใช้ในการสำรวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย 2.2 ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่ สนใจจะศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว มีการวางแผนกำหนดแนวทางการสำรวจตรวจสอบ ตั้งสมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เป็นไปได้ ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ
25 วิธีการตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่น ทำการทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อช่วยสร้างสถานการณ์จำลอง การศึกษา หาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 2.3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอจากการสำรวจ ตรวจสอบแล้ว จึงนำข้อมูลหรือข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์ แปลผล สรุปผล และนำเสนอผลที่ได้ใน รูปแบบต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจำลองทางคณิตศาสตร์หรือรูปวาด สร้างตาราง ฯลฯ การ ค้นพบในขั้นนี้อาจเป็นได้หลายทาง เช่น สนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่จะได้อยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้ และช่วยให้เกิดการ เรียนรู้ได้ พร้อมทั้งวิเคราะห์อธิบาย และเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายซักถามแลกเปลี่ยนเรียนรู้หรือ องค์ความรู้ใหม่ที่ได้สร้างสรรค์แล้วลงข้อสรุปอย่างสมเหตุสมผล 2.4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้ เดิมหรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์อื่น ๆ ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่าข้อจำกัดน้อยซึ่งก็ช่วยให้เชื่อมโยงกับเรื่องต่าง ๆ และทำให้ เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น เป็นการจัดกิจกรรมหรือสถานการณ์ที่ให้ผู้เรียนได้เพิ่มเติมหรือเติมเต็มองค์ ความรู้ใหม่ให้กว้างขวางสมบูรณ์ กระจ่างและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยการอธิบายยกตัวอย่าง อภิปรายซักถาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเชื่อมโยงความรู้เดิมสู่องค์ความรู้ใหม่อย่างเป็นระบบ ละเอียด สมบูรณ์ นำไป ประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ หรือในชีวิตประจำวัน 2.5 ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการต่าง ๆ นักเรียนมีความรู้อะไรบ้าง อย่างไร และมากน้อยเพียงใด จากขั้นนี้จะนำไปสู่การนำความรู้ไป ประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ 3. บทบาทของครูในการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2546: 6-7) ได้ให้ข้อเสนอสำหรับครู ในการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ดังนี้ 3.1 ครูจะต้องเป็นผู้คอยกระตุ้นให้นักเรียนได้คิด ได้ซักถาม ครูต้องพยายามสร้างแรงจูงใจ ให้เกิดในตัวนักเรียนเมื่อเขาสามารถทำงานสำเร็จ ครูจะต้องคอยเสริมแรงให้เกิดตลอดเวลา 3.2 ครูจะต้องเป็นผู้กำกับและจดระเบียบต่าง ๆ ของการทำกิจกรรมเพื่อฝึกให้นักเรียน ทำงานอย่างมีระเบียบและดำเนินกิจกรรมอย่างถูกขั้นตอน 3.3 ครูจะต้องคอยสร้างบรรยากาศในชั้นเรียนให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น อยากคิด หาคำตอบของปัญหา 3.4 ครูจะต้องให้คำแนะนำหรือให้ข้อมูลแก่นักเรียนเมื่อเกิดความสงสัยและช่วยแนะนำ แนวทางในการแก้ปัญหา
26 3.5 ครูไม่ควรชี้แนะปัญหาให้กับนักเรียนโดยการบอกข้อเท็จจริง ควรใช้คำถามเพื่อนำไปสู่ การแก้ปัญหานั้น ๆ 3.6 ครูจะต้องไม่ด่วนสรุปข้อมูลด้วยตนเองควรเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายซักถามเพื่อจะ ได้เกิดแนวคิดกว้างขวางยิ่งขึ้นแล้วจึงให้นักเรียนเป็นผู้สรุป 3.7 ครูจะต้องพยายามหาวิธีสอนหลาย ๆ วิธีมาช่วยในการสอนด้วยจะทำให้นักเรียนมี ความเข้าใจยิ่งขึ้น ดังนั้นบทบาทของครูในการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ จึงต้องมีการสร้างสถานการณ์ที่ เปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยตัวนักเรียนเอง เป็นผู้ถามคำถามต่าง ๆ ที่จะ ช่วยนำทางให้นักเรียนค้นหาความรู้รูปแบบการสอนนี้สามารถสะท้อนให้เห็นว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไร และผู้สอนได้เรียนรู้อะไร ดังนั้น รูปแบบการสอนนี้เป็นทั้งรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนและเป็น รูปแบบการสอนของครู 4. บรรยากาศการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ อารี พันธ์มณี (2540) กล่าวว่า องค์ประกอบสำคัญในการทำให้เกิดบรรยากาศการเรียน การสอน คือ ครูผู้สอนและผู้เรียน ผู้สอนและผู้เรียนต่างมีบทบาทในการสร้างบรรยากาศ ครูจะเป็นผู้ ริเริ่มสร้างบรรยากาศ ผู้เรียนเป็นผู้ตอบสนอง และเติมสีสันให้กับบรรยากาศการเรียนการสอนให้ เป็นไปในรูปแบบต่าง ๆ กัน บรรยากาศการเรียนการสอนที่เป็นอิสระ ท้าทาย ตื่นเต้น ปลอดภัยเป็น ประชาธิปไตย ผู้สอนให้ความอบอุ่นทั้งทางกายและจิตใจ สร้างความรู้สึกไว้วางใจให้กับผู้เรียน ผู้เรียน ได้รับความเข้าใจเป็นมิตร เอื้ออาทร ห่วงใย ตลอดจนให้ความดูแล ช่วยเหลือ จะทำให้ผู้เรียนมีความ กล้าและอยากเรียนรู้มากขึ้น บรรยากาศการเรียนการสอนที่มีการยอมรับ มองเห็นคุณค่าในตัวผู้เรียน ผู้เรียนเป็นบุคคลสำคัญ มีคุณค่า และสามารถเรียนได้ ผู้สอนควรแสดงความรู้สึกการยอมรับผู้เรียน อย่างจริงใจ กระตุ้นผู้เรียนให้ยอมรับกันเองและเชื่อมั่นว่าสามารถทำได้สำเร็จ จากการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารและบทความต่างๆ สรุปได้ว่า บรรยากาศการเรียนการ สอนแบบสืบเสาะหาความรู้ที่เอื้อต่อการพัฒนากระบวนการคิด ควรมีลักษณะดังนี้ 4.1. บรรยากาศภายในห้องเรียน 4.1.1 เป็นบรรยากาศการโต้ตอบกันระหว่างครูกับนักเรียน และนักเรียนกับ นักเรียน อย่างสร้างสรรค์ สมเหตุสมผล 4.1.2 เป็นบรรยากาศที่นักเรียนรู้สึกอบอุ่นใจ ปลอดภัย ปราศจากการตำหนิ วิพากษ์ วิจารณ์ความคิด ไม่มีการตัดสินว่าถูกหรือผิด 4.1.3 บรรยากาศตื่นเต้น น่าสนใจ สนุกสนาน เพื่อให้การเรียนรู้เป็นแบบ สร้างสรรค์และอิสระ 4.1.4 นักเรียนสนใจ กระตือรือร้น ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรม
27 4.2 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน 4.2.1 ครูเป็นกัลยาณมิตรกับนักเรียน เป็นกันเอง ให้กำลังใจแก่นักเรียน 4.2.2 ครูใจกว้าง ให้นักเรียนโต้แย้งได้ ยอมรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน 4.2.3 ครูให้คำปรึกษา ชี้แนะ และช่วยเหลือนักเรียน 4.3 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับนักเรียน 4.3.1 ร่วมมือร่วมใจในการทำกิจกรรม ช่วยกันคิด ช่วยกันทำงาน ถ้อยทีถ้อยอาศัย 4.3.2 อภิปรายซักถามแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันและโต้แย้งกันอย่าง สร้างสรรค์ สรุปครูต้องเป็นผู้ที่เข้าใจแนวทางในการปฏิบัติและบทบาทของตนในการสอนโดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามที่คาดหวังไว้ ครูต้องมีความรู้เกี่ยวกับ กระบวนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ก่อน ครูจึงจะสามารถให้นักเรียนเกิดกระบวนการสืบ เสาะหาความรู้ได้ ซึ่งในการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ และกระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้นตอน มีความคล้ายคลึงกัน คือครูต้องจัดกิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้สืบค้น เสาะหา สำรวจ ตรวจสอบค้นคว้าด้วยวิธีการต่าง ๆ นำมาสรุป และสื่อสารข้อมูล ข้อความรู้ที่ได้ด้วยตนเอง จาก รายงานทางวิชาการ ทั้งในและต่างประเทศ เมื่อผู้เรียนได้มีโอกาสเรียนรู้วิทยาศาสตร์โดยผ่าน กระบวนการนี้ นักเรียนเกิดความเข้าใจแนวคิดวิทยาศาสตร์และธรรมชาติวิทยาศาสตร์และเกิดการ รับรู้ความรู้นั้นอย่างมีความหมาย และสามารถนำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและตนเองได้ หลักการ และแนวคิดเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ 1. ความหมายของผลสัมฤทธิ์ ศิริชัย กาญจนวาสี(2544) อ้างถึงใน อุไรวรรณ ศรีติวงศ์(2559) ได้ให้คำนิยามของ ผลสัมฤทธิ์ว่า เป็นการเรียนรู้ตามแผนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า อันเกิดจากกระบวนการเรียนการสอน ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2546) อ้างถึงใน อุไรวรรณ ศรีติวงศ์ (2559) ให้ ความหมายว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการวัดความสำเร็จทางการเรียน หรือวัด ประสบการณ์ทางการเรียนที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอน โดยวัดตามจุดมุ่งหมายของการสอน หรือวัดผลสำเร็จจากการศึกษาอบรมในโปรแกรมต่าง ๆ ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2556) อ้างถึงใน อุไรวรรณ ศรีติวงศ์ (2559) ให้คำจำกัดความ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนว่า คือคุณลักษณะ รวมถึงความรู้ ความสามารถของบุคคลอันเป็นผลมาจาก การเรียนการสอน หรือ มวลประสบการณ์ทั้งปวงที่บุคคลได้รับจากการเรียนการสอน ทำให้บุคคลเกิด
28 การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ของสมรรถภาพทางสมอง ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการ ตรวจสอบระดับความสามารถสมองของบุคคลว่าเรียนแล้วรู้อะไรบ้างและมีความสามารถด้านใดมาก น้อยเท่าไร ตลอดจนผลที่เกิดขึ้นจากการเรียนการฝึกฝนหรือประสบการณ์ต่าง ๆ ทั้งในโรงเรียน ที่ บ้าน และสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ รวมทั้งความรู้สึก ค่านิยม จริยธรรมต่าง ๆ ก็เป็นผลมาจากการฝึกฝนด้วย สรุปได้ว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร ได้มาตามหลักการวัด และประเมินผล ที่ครอบคลุมทั้งด้านความรู้ความคิดหรือพุทธิพิสัย ด้านอารมณ์และความรู้สึกหรือจิต พิสัย และด้านทักษะปฏิบัติหรือทักษะพิสัยที่ผู้สอนกำหนดไว้ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง โดยทั่วไปการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จะวัดความรู้ความสามารถตามสาระที่เรียน ซึ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นด้านพุทธิพิสัยหรือด้านความรู้ เครื่องมือที่ใช้วัดส่วนใหญ่เป็นแบบทดสอบ เรียกว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบว่าผู้เรียนเมื่อผ่าน กระบวนการเรียนการสอนแล้วผู้เรียนจะมีความรู้อยู่ในระดับใด เพื่อที่ผู้สอนจะได้หาทางปรับปรุง แก้ไข พัฒนา และส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาความรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ แต่การจะสร้าง แบบทดสอบให้มีคุณภาพ ผู้สอนจะต้องมีความรู้เกี่ยวกับลักษณะของแบบทดสอบ การวางแผนการ สร้าง หลักการสร้าง การเลือกชนิดของแบบทดสอบให้เหมาะสมกับเนื้อหา และการนำผลจากการ สอบไปใช้ปรับปรุงและสรุปผลการเรียน 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Achievement tests) สมบูรณ์ ตันยะ (2545 : 143) อ้างถึงใน อุไรวรรณ ศรีติวงศ์ (2559) ได้ให้ความหมายว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบที่ใช้สำหรับวัดพฤติกรรมทางสมองของผู้เรียน ว่ามีความรู้ ความสามารถในเรื่องที่เรียนรู้มาแล้ว หรือได้รับการฝึกฝนอบรมมาแล้วมากน้อย เพียงใด ส่วนพิชิต ฤทธิ์จรูญ (2544 : 98) อ้างถึงใน อุไรวรรณ ศรีติวงศ์(2559) กล่าวว่า แบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่ ผู้เรียนได้เรียนรู้มาแล้ว ว่าบรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด ดังนั้นสรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน คือแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ และทักษะความสามารถจากการเรียนรู้ในอดีตหรือในสภาพปัจจุบันของแต่ละบุคคล 2.1 ประเภทของแบบทดสอบ ไพโรจน์ คะเชนทร์ (2545) อ้างถึงใน อุไรวรรณ ศรีติวงศ์ (2559) ได้จัดประเภทของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) ซึ่งทั้ง 2 ประเภท จะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือถามสิ่งที่ผู้เรียนได้รับจากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่มพฤติกรรมได้ 6 ประเภท คือ ความรู้ ความจำ ความเข้าใจ การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมิน
29 2.1.1 แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใช้ในการ ทดสอบผู้เรียนในชั้นเรียน แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1) แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่ แบบถูก - ผิด (Truefalse) แบบจับคู่ (Matching) แบบเติมคำให้สมบูรณ์ (Completion) หรือแบบคำตอบสั้น (Short answer) และแบบเลือกตอบ (Multiple choice) 2) แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ แบบจำกัดคำตอบ (Restricted response items) และแบบไม่จำกัดคำตอบ หรือตอบอย่างเสรี (Extended response items) 2.1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง โดย ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในเนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของ แบบทดสอบ มีคำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็น ปรนัย (Objective) มีความเที่ยงตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) แบบทดสอบ ม า ต ร ฐ า น ไ ด ้ แ ก่ California Achievement Test, Iowa Test of Basic Skills, Standford Achievement Test และ the Metropolitan Achievement tests เป็นต้น สรุปได้ว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่งได้2 ประเภท คือ แบบทดสอบมาตรฐาน ซึ่งสร้างจากผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและด้านวัดผลการศึกษา มีการหาคุณภาพ เป็นอย่างดี ส่วนอีกประเภทหนึ่ง คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้น เพื่อใช้ในการทดสอบในชั้นเรียน หลักการแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ 1. ความหมายของความพึงพอใจ ธีรกิติ นวรัตน์ ณ อยุธยา (2547: 182) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า “ความพึง พอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ความรู้สึกพอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนองหรือบรรลุจุดหมายในระดับ หนึ่ง และความรู้สึกดังกล่าวจะลดลงหากความต้องการหรือจุดหมายนั้นไม่ได้รับการตอบสนอง” วิมลสิทธิ์ หรยางกูร (2549 : 35) ได้กล่าวถึงความหมายของความพึงพอใจว่า “ความพึง พอใจเป็นการให้ค่าความรู้สึกของคนที่สัมผัสกับโลกทัศน์ เกี่ยวกับการจัดการสภาพแวดล้อม ค่า ความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อการจัดการสภาพแวดล้อมจะแตกต่างกัน เช่น ความรู้สึกดี - เลว พอใจ - ไม่พอใจ สนใจ - ไม่สนใจ” จิราพร กำจัดทุกข์ (2552 : 23) ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกที่เป็นการยอมรับ ความรู้สึกที่ยินดี ความรู้สึกชอบในการได้รับบริการหรือได้รับการตอบสนองตามความคาดหวัง หรือ ความต้องการที่บุคคลนั้นได้ตั้งไว้
30 สมบัตร บารมี (2551 : 13) ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกเป็นสุขที่เกิดจากทัศนคติ ทางด้านบวกที่มีต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นทั้งจากภายในและภายนอกของปัจเจกบุคคล จากการศึกษาความหมายของความพึงพอใจข้างต้น สามารถสรุปความหมายของความพึง พอใจได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึก หรือทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความพึง พอใจจะเกิดขึ้นเมื่อความต้องการของบุคคลได้รับการตอบสนอง หรือบรรลุจุดมุ่งหมายในระดับหนึ่ง 2. ลักษณะของความพึงพอใจ ความพึงพอใจในการบริการมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานด้านบริการ เพื่อให้ การบริหารองค์กรมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงที่สุด ซึ่งส่งผลต่อความเจริญก้าวหน้าของ หน่วยงาน แต่ลักษณะของความพึงพอใจของแต่ละบุคคลแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์เดิมและ ปัจจัยอื่น ๆ ซึ่งความพึงพอใจมีลักษณะทั่วไปดังนี้ (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2535 : 24 - 37) 2.1 ความพึงพอใจเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ และความรู้สึกในทางบวกของบุคคลต่อ สิ่งหนึ่งสิ่งใด บุคคลจำเป็นต้องปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบตัว การตอบสนองความต้องการส่วน บุคคลด้วยการโต้ตอบกับบุคคลอื่นและสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน ทำให้แต่ละคนมีประสบการณ์การ เรียนรู้สิ่งที่จะได้รับตอบแทนแตกต่างกันไปในสถานการณ์ 2.2 ความพึงพอใจเกิดจากการประเมินความแตกต่างระหว่างสิ่งที่คาดหวังกับสิ่งที่ได้รับ จริงในสถานการณ์ 3. แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ Shelly อ้างโดย ประกายดาว ดำรงพันธ์ (2536) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจ ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึกทางบวกและความรู้สึกทางลบ ความรู้สึกทางบวกเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นแล้วจะทำให้เกิดความสุข ความสุขนี้เป็นความรู้สึกที่ แตกต่างจากความรู้สึกทางบวกอื่น ๆ กล่าวคือ เป็นความรู้สึกที่มีระบบย้อนกลับความสุขสามารถทำ ให้เกิดความรู้สึกทางบวกเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจะเห็นได้ว่าความสุขเป็นความรู้สึกที่สลับซับซ้อน และ ความสุขนี้จะมีผลต่อบุคคลมากกว่าความรู้สึกในทางบวกอื่น ๆ วิชัย เหลืองธรรมชาติ. (2554) กล่าวว่า แนวคิดความพึงพอใจ มีส่วนเกี่ยวข้องกับความ ต้องการของมนุษย์กล่าวคือ ความพึงพอใจจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อความต้องการของมนุษย์ได้รับการ ตอบสนอง ซึ่งมนุษย์ไม่ว่าอยู่ในที่ใดย่อมมีความต้องการขั้นพื้นฐานไม่ต่างกัน พิทักษ์ตรุษทิบ (2538) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นปฏิกิริยาด้านความรู้สึกต่อสิ่งเร้าหรือ สิ่งกระตุ้นที่แสดงผลออกมาในลักษณะของผลลัพธ์สุดท้ายของกระบวนการประเมิน โดยบ่งบอก ทิศทางของผลการประเมินว่าเป็นไปในลักษณะทิศทางบวกหรือทิศทางลบ หรือไม่มีปฏิกิริยาคือเฉย ๆ ต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งที่มากระตุ้น
31 สุเทพ พานิชพันธุ์(2541) ได้สรุปว่า สิ่งจูงใจที่ใช้เป็นเครื่องมือกระตุ้นให้บุคคลเกิดความ พึงพอใจ มีด้วยกัน 4 ประการ คือ 1. สิ่งจูงใจที่เป็นวัตถุ (Material Inducement) ได้แก่ เงิน สิ่งของ หรือสภาวะทางกายที่ ให้แก่ผู้ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ 2. สภาพทางกายที่พึงปรารถนา (Desirable Physical Condition ) คือ สิ่งแวดล้อมใน การประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งอันก่อให้เกิดความสุขทางกาย 3. ผลประโยชน์ทางอุดมคติ (Ideal Benefaction) หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่สนองความ ต้องการของบุคคล 4. ผลประโยชน์ทางสังคม (Association Attractiveness) หมายถึง ความสัมพันธ์ฉันท์ มิตรกับผู้ร่วมกิจกรรม อันจะทำให้เกิดความผูกพัน ความพึงพอใจและสภาพการร่วมกัน อันเป็นความ พึงพอใจของบุคคลในด้านสังคมหรือความมั่นคงในสังคม ซึ่งจะทำให้รู้สึกมีหลักประกันและมีความ มั่นคงในการประกอบกิจกรรม ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2553) ได้มีการสรุปว่า ปัจจัยหรือองค์ประกอบที่ใช้เป็น เครื่องมือบ่งชี้ถึงปัญหาที่เกี่ยวกับความพึงพอใจในการทำงานนั้นมี 3 ประการ คือ 1. ปัจจัยด้านบุคคล (Personal Factors) หมายถึง คุณลักษณะส่วนตัวของบุคคลที่ เกี่ยวข้องกับงาน ได้แก่ ประสบการณ์ในการทำงาน เพศ จำนวนสมาชิกในความรับผิดชอบ อายุ เวลา ในการทำงาน การศึกษา เงินเดือน ความสนใจ เป็นต้น 2. ปัจจัยด้านงาน (Factor in The Job) ได้แก่ ลักษณะของงาน ทักษะในการทำงาน ฐานะ ทางวิชาชีพ ขนาดของหน่วยงาน ความห่างไกลของบ้านและที่ทำงาน สภาพทางภูมิศาสตร์ เป็นต้น 3. ปัจจัยด้านการจัดการ (Factors Controllable by Management) ได้แก่ ความมั่นคงใน งานรายรับ ผลประโยชน์ โอกาสก้าวหน้า อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ สภาพการทำงาน เพื่อนร่วมงาน ความรับผิดชอบ การสื่อสารกับผู้บังคับบัญชา ความศรัทธาในตัวผู้บริหาร การนิเทศงาน เป็นต้น 4. ทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ แนวความคิดและทฤษฎีในการการสร้างความพึงพอใจในงาน ได้มีนักวิชาการหลายท่าน ได้แสดงความคิดเห็นไว้ต่าง ๆ กัน ดังนี้ Scott (1970) อ้างถึงใน รัชนีย์ ดวงประทุม (2548) ได้เสนอแนวคิดในเรื่องการจูงใจให้ เกิดความพึงพอใจต่อการทำงานที่จะให้ผลเชิงปฏิบัติ มีลักษณะดังนี้ 1. งานควรมีส่วนสัมพันธ์กับความปรารถนาส่วนตัว งานนั้นจะมีความหมายสำหรับผู้ทำ 2. งานนั้นต้องมีการวางแผนและวัดความสำเร็จ โดยใช้ระบบการทำงาน และการควบคุม ที่มีประสิทธิภาพ 3. เพื่อให้ได้ผลในการจูงใจภายในเป้าหมายของงาน จะต้องมีลักษณะดังนี้
32 3.1 คนทำงานมีส่วนในการตั้งเป้าหมาย 3.2 ผู้ปฏิบัติได้รับทราบผลสำเร็จในการทำงานโดยตรง 3.3 งานนั้นสามารถทำให้สำเร็จได้ รักพงษ์ วงษ์ธานี(2546) ได้เสนอทฤษฎีลำดับขั้นตอนของความต้องการ (Hierarchy of Needs) ตามลำดับขั้น ดังนี้ 1. ความต้องการทางด้านร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของ มนุษย์ เน้นสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิต ได้แก่ อาหาร อากาศ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความต้องการพักผ่อน 2. ความต้องการความปลอดภัย (Safety Needs) ความมั่นคงในชีวิตทั้งที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบันและอนาคต ความเจริญก้าวหน้า อบอุ่นใจ 3. ความต้องการทางสังคม (Social Needs) เป็นสิ่งจูงใจที่สำคัญต่อการเกิดพฤติกรรม ต้องการให้สังคมยอมรับตนเองเข้าเป็นสมาชิก ต้องการความเป็นมิตร ความรักจากเพื่อนร่วมงาน 4. ความต้องการมีฐานะ (Esteem Needs) มีความอยากเด่นในสังคม มีชื่อเสียง อยากให้ บุคคลยกย่องสรรเสริญตนเอง อยากมีความอิสระ เสรีภาพ 5. ความต้องการที่จะประสบผลสำเร็จในชีวิต (Self-Actualization Needs) เป็นความ ต้องการในระดับสูง อยากให้ตนเองประสบผลสำเร็จในชีวิต จากทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจ สรุปได้ว่า ความต้องการของมนุษย์มีความสำคัญไม่ เท่ากัน การจูงใจจะต้องพยายามตอบสนองความต้องการของมนุษย์ แรงจูงใจจึงมีทั้งปัจจัยทางตรง ปัจจัยทางอ้อม และการได้มีส่วนร่วมในความสำเร็จของงาน ซึ่งมนุษย์ต้องการแตกต่างกันไป ย่อมขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของบุคคลที่จะได้รับจากการตอบสนองต่อความต้องการนั้น ๆ 5. การสร้างเครื่องมือวัดความพึงพอใจ เชิดศักดิ์ โฆวาสินทร์ (2525 : 146) และประภาเพ็ญ สุวรรณ (2526 : 45 - 46) ได้สร้าง เครื่องมือวัดความพึงพอใจ โดยมีลักษณะใกล้เคียงกันดังนี้ 5.1 รวบรวมข้อความที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่ต้องการวัด 5.2 พิจารณาว่าต้องการวัดความพึงพอใจของใคร ที่มีต่ออะไร และให้ความหมายของ ความพึงพอใจและสิ่งที่จะวัดนั้นให้แน่นอน 5.3 เมื่อตีความหมายของสิ่งที่ต้องการวัดแน่นอนแล้ว ก็สร้างข้อความในแต่ละข้อนั้น ๆ ให้ครอบคลุมเนื้อหาในหัวข้อเหล่านั้น ซึ่งมีลักษณะ ดังนี้ 5.3.1 ต้องเป็นข้อความที่เขียนในแง่ความรู้สึก ความเชื่อ หรือความตั้งใจที่จะทำสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง ไม่ใช่ข้อเท็จจริง 5.3.2 ข้อความที่บรรจุในสเกลจะต้องประกอบด้วยข้อความที่เป็นบวกและลบกันไป
33 5.3.3 ข้อความในแต่ละข้อต้องสั้น เข้าใจง่าย ชัดเจน ไม่กำกวม 5.4 เมื่อได้ข้อความเพียงพอแล้วก็บรรจุลงในสเกล โดยมีตัวเลือก 5 ตัวเลือก ดังนี้ คือ พึง พอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้อย และพึงพอใจน้อยที่สุด 5.5 การกำหนดน้ำหนักในการตอบตัวเลือกต่าง ๆ แต่ละข้อ ซึ่งในการกำหนดน้ำหนักว่า ตัวเลือกใดจะมีน้ำหนักเท่าใดนั้น มีวิธีการอยู่ 3 วิธี แต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุด คือ Abitrary Weighting และ Method ซึ่งกำหนดให้แต่ละตัวเลือกมีน้ำหนักเป็น 5, 4, 3, 2 และ1 ถ้าข้อความเป็นบวก และ 1, 2, 3, 4 และ 5 ถ้าชนิดของข้อความเป็นลบ 5.6 ตรวจสอบข้อความที่สร้างขึ้นโดยให้ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ให้เขาระบุข้อบกพร่องการใช้ ภาษา ความเข้าใจตรงกัน นำมาปรับปรุงแก้ไข 5.7 ทดลองก่อนนำไปใช้จริง โดยการนำข้อความที่ได้รับการตรวจสอบแล้วไปทดลองกับ กลุ่มตัวอย่าง ประมาณ 100 คน ที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มตัวอย่างที่ทำการวิจัย วิเคราะห์คุณภาพ ของข้อความแต่ละข้อ โดยการหาค่าอำนาจจำแนกด้วยวิธีการหาค่าสหสัมพันธ์ระหว่างคะแนนข้อ คำถามเป็นรายข้อกับรายฉบับ (Item - test correlation) และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยหาค่าสัมประสิทธิ์ (Coefficien) 5.8 ปรับปรุงข้อความและเลือกข้อความที่มีคุณภาพ 5.9 นำแบบสอบถามไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างต่อไป การให้คะแนนนั้นขึ้นอยู่กับชนิดของคำถามว่าเป็นบวกหรือลบ ถ้าข้อความเป็นบวก การให้คะแนนจะเป็น 5, 4, 3, 2, และ 1 ตามลำดับ ในกรณีที่ข้อความนั้นเป็นลบ การให้คะแนนจะ เป็น 1, 2, 3, 4 และ 5 ตามลำดับ ทดลองใช้แบบสอบถามเพื่อเลือกข้อความ โดยใช้แบบสอบถามกับ กลุ่มที่มีลักษณะพื้นฐานคล้าย ๆ กับกลุ่มที่เราจะศึกษา แล้วมาวิเคราะห์ข้อความ เลือกเอาเฉพาะ ข้อความที่มีความแตกต่างของคะแนนในกลุ่มที่ได้คะแนนสูงสุดกับกลุ่มที่ได้คะแนนต่ำสุด เพราะถือว่า คำถามเหล่านี้สามารถวัดความรู้สึกที่แตกต่างกันได้ การศึกษาค้นคว้าในครั้งนี้ผู้วิจัยได้สร้างเครื่องมือวัดความพึงพอใจแบบมาตราส่วน ประมาณค่าตามแบบลิเคอร์ท โดยการแสดงความรู้สึกความพึงพอใจเป็น 5 ระดับ คือ พึงพอใจมาก ที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้อย และพึงพอใจน้อยที่สุด เป็นเครื่องมือวัด งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นิติมา รุจิเรขาสุวรรณ (2556 : 87 - 89) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาสื่อมัลติมีเดียแบบสืบ เสาะหาความรู้ เรื่องสารชีวโมเลกุล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย พบว่า ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยสื่อ
34 มัลติมีเดียแบบสืบเสาะหาความรู้ เรื่องสารชีวโมเลกุลหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 และกลุ่มตัวอย่างมีเจตคติต่อการเรียนเรื่องสารชีวโมเลกุลอยู่ ในระดับดี เสาวลักษณ์ หล้าสิงห์ (2558 : 36 - 40) ได้ศึกษาเรื่องการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและ เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ด้วยสื่อประสม เรื่อง ระบบ ประสาทและอวัยวะรับความรู้สึกสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาชีววิทยาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ด้วย สื่อประสม เรื่อง ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05 2) เจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้(5E) ด้วยสื่อประสม เรื่อง ระบบประสาทและอวัยวะรับความรู้สึก หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .05 วิรัตน์ ขันเขต (2560) ศึกษาการจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับกลวิธีแก้โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์เชิงตรรกะของเฮลเลอร์และเฮลเลอร์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนและความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า การจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับกลวิธีแก้โจทย์ปัญหาทาง ฟิสิกส์เชิงตรรกะของเฮลเลอร์และเฮลเลอร์เรื่องการเคลื่อนที่แบบหมุน ส่งผลให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนสูงขึ้นร้อยละ 51.58 ซึ่งมีพัฒนาการอยู่ในระดับสูง และส่งผลให้นักเรียนมีความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาทางฟิสิกส์สูงขึ้นร้อยละ 71.04 ซึ่งมีพัฒนาการอยู่ในระดับสูง อับดุลเลาะ อูมาร์ (2560 : 71 - 90) ได้ศึกษาเรื่องผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5Es) เรื่องสมดุลเคมีที่มีต่อแบบจำลองทางความคิด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึง พอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเดชะปัตตนียานุกูล จังหวัดปัตตานี พบว่า 1) คะแนน เฉลี่ย แบบจำลองทางความคิดในแต่ละครั้งแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเคมีและแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน พบว่านักเรียนที่ได้รับ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเคมีหลังเรียน สูงกว่าก่อน เรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) อยู่ในระดับมากที่สุด ดาราวดี ชูแก้ว และจิณัฐตา สอนสังข์(2563 : 20 - 24) ได้ศึกษาเรื่องการพัฒนาหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์สื่อมัลติมีเดียร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เรื่องภัย พิบัติทางธรรมชาติและการระวังภัย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านนาสาร จังหวัด สุราษฎร์ธานีพบว่า 1) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มัลติมีเดียมีประสิทธิภาพ 85.89/83.87 เป็นไปตาม เกณฑ์ที่กำหนด และค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมิน (RAI) มีค่าเท่ากับ 0.84 ซึ่งถือได้ว่าตัว
35 ตัวแปรต้น การจัดการเรียนรู้โดยใช้การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ตัวแปรตาม 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2.ความพึงพอใจต่อการจัดการ เรียนรู้ ค่าดัชนีมีความสอดคล้องระหว่างผู้ประเมิน 2) นักเรียนมีคะแนนทดสอบหลังเรียน จากการเรียนด้วย หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มัลติมีเดียร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้สูงกว่า คะแนนสอบก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มัลติมีเดียร่วมกับการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เรื่อง ภัยพิบัติทางธรรมชาติและการระวังภัยอยู่ในระดับมากที่สุด กรอบแนวคิดการวิจัย แนวคิดงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยกำหนดกรอบแนวคิดการวิจัยสำหรับการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้(5E) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ดังนี้
บทที่3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด และระบบน้ำเหลือง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะแสวงหาความรู้(5E) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ผู้วิจัยได้กำหนดวิธีดำเนินการวิจัย โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. รูปแบบการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 5. วิธีดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล 6. การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอ เมือง จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุรินทร์ปีการศึกษา 2565 จำนวน 44 คน 2. กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ที่เรียนวิชาชีววิทยา จำนวน 1 ห้อง รวม 17 คน ได้มาจากวิธีการเลือก แบบเจาะจง (Purposive sampling) รูปแบบการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ เป็นวิจัยเชิงทดลอง ผู้วิจัยได้ใช้แบบแผนการทดลอง One Group Pre – test ดังตารางที่ 1 ต่อไปนี้ ตารางที่ 1 แบบแผนการทดลอง One Group Pre-test – Post-test กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง ทดลอง T1 X T2
37 เมื่อ T1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียน X หมายถึง การจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ T2 หมายถึง การทดสอบหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี2 รูปแบบ คือ เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้และเครื่องมือ ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 1. เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้ คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง สำหรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 9 แผนการจัดการเรียนรู้ ระยะเวลา 17 ชั่วโมง ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การลำเลียงสารในร่างกายของสัตว์1 1.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การลำเลียงสารในร่างกายของสัตว์2 1.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง หัวใจ 1 1.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง หัวใจ 2 1.5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง หัวใจ 3 1.6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง หลอดเลือด 1.7 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง เลือด 1 1.8 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง เลือด 2 1.9 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง ระบบน้ำเหลือง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้วย 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องระบบหมุนเวียนเลือดและระบบ น้ำเหลือง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ (5E) เรื่องระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (Rating scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ การสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ระบุรายละเอียดของเครื่องมือแต่ละชนิด ขั้นตอนการสร้างและ การหาคุณภาพดังนี้ 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบ น้ำเหลือง ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างตามขั้นตอน ดังนี้
38 1.1 ศึกษาหลักการและทำความเข้าใจวิธีการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) 1.2 ปรึกษากับคุณครูผู้สอนวิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา เกี่ยวกับเรื่องและเนื้อหาที่ใช้สอน เพื่อนำมาสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ ใบความรู้ แบบฝึกหัด และแบบทดสอบ 1.3 ศึกษาและทำความเข้าใจ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานรายวิชา ชีววิทยา หน่วยการเรียนรู้ที่ 15 ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง โดยผู้วิจัยได้จัดทำแผน การจัดการเรียนรู้9 แผนการจัดการเรียนรู้ได้แก่ 1.3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง การลำเลียงสารในร่างกายของสัตว์1 1.3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง การลำเลียงสารในร่างกายของสัตว์2 1.3.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง หัวใจ 1 1.3.4 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง หัวใจ 2 1.3.5 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง หัวใจ 3 1.3.6 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง หลอดเลือด 1.3.7 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 7 เรื่อง เลือด 1 1.3.8 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 8 เรื่อง เลือด 2 1.3.9 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 9 เรื่อง ระบบน้ำเหลือง 1.4 สร้างแผนการจัดการเรียนรู้แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ซึ่งแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบด้วย มาตรฐานการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ สมรรถนะสำคัญ ของผู้เรียน สาระสำคัญ สาระการเรียนรู้คุณลักษณะอันพึงประสงค์ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อและแหล่ง การเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล 1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยา โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ทั้ง 9 แผนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น นำไปให้คุณครูประจำวิชาชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน พญารามวิทยา และอาจารย์ที่ปรึกษางานวิจัยตรวจสอบความถูกต้องของการใช้ภาษา ความ สอดคล้องของวัตถุประสงค์ และความเหมาะสมของเนื้อหา 1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้วิชาชีววิทยาที่ถูกต้องสมบูรณ์แล้ว จำนวน 9 แผนการ จัดการเรียนรู้ไปทำการสอนกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา เป็นแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นตาม จุดประสงค์และเนื้อหาวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง เป็นแบบทดสอบ แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ โดยมีขั้นตอนในการสร้าง ดังนี้
39 2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้าง เทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ ศึกษาแบบเรียนศึกษา คู่มือครูวิชาชีววิทยา เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ ศึกษาเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 2.2 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบ น้ำเหลืองแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 2.3 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบ น้ำเหลืองที่สร้างขึ้น เสนอผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อสอบ กับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (index of item objective congruence: IOC) และความถูกต้องด้าน ภาษา ตัวเลือก และการใช้คำถาม แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไขแล้วคัดเลือกข้อสอบที่มีค่าดัชนีความ สอดคล้องระหว่าง 0.50 - 1.00 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านให้คะแนนตามเกณฑ์ดังนี้ 2.3.1 ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดตามจุดประสงค์นั้นจริง 2.3.2 ให้คะแนน 0 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดตามจุดประสงค์นั้นหรือไม่ 2.3.3 ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นไม่วัดตามจุดประสงค์นั้น 2.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไปทดลองใช้กับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 17 คน 2.5 นำคะแนนที่ได้จากการทดสอบมาวิเคราะห์หาค่าความยากง่าย (p) และค่าอำนาจ จำแนก (r) แล้วคัดเลือกข้อที่มีค่าความยากง่าย ระหว่าง 0.20-0.80 และค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.20-1.00 2.6 จัดพิมพ์แบบสอบถามเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป 3. แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ได้ศึกษา แนวคิดการวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ กำหนดเป็นรายการประเมินรวม 10 รายการ เพื่อรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน โดยใช้เกณฑ์การวัดความพึงพอใจ ของนักเรียนเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย เพื่อศึกษาว่าการจัดการเรียนรู้ที่จัดขึ้นสามารถนำไปใช้ได้ อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ถ้ามีค่าความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด แสดงให้เห็นว่าการจัดการ เรียนที่ทำขึ้นมีประสิทธิภาพสูงเหมาะสมกับผู้เรียนเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ โดยมีขั้นตอนในการสร้าง ดังนี้ 3.1 ศึกษาทฤษฎี เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามวัดความพึง พอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ 3.2 วิเคราะห์ข้อมูลที่ต้องการในการวิจัยจากจุดประสงค์การวิจัย การกำหนดโครงสร้าง เนื้อหาของแบบสอบถามวัดความพึงพอใจ
40 3.3 สร้างแบบสอบถามวัดความพึงพอใจ และกำหนดรูปแบบของแบบสอบถามวัดความ พึงพอใจ โดยผู้วิจัยได้กำหนดข้อคำถามเป็นแบบมาตราประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ตามวิธี ของลิเคอร์ท (Likert) โดยกำหนดแบบสอบถามวัดความพึงพอใจที่มีต่อการจัดการเรียนรู้จำนวน 10 รายการ เพื่อใช้กับกลุ่มตัวอย่าง สำหรับการให้คะแนน มีเกณฑ์การให้คะแนน 5 ระดับ ดังนี้ 3.3.1 มีความพึงพอใจมากที่สุด ให้คะแนน 5 คะแนน 3.3.2 มีความพึงพอใจมาก ให้คะแนน 4 คะแนน 3.3.3 มีความพึงพอใจปานกลาง ให้คะแนน 3 คะแนน 3.3.4 มีความพึงพอใจน้อย ให้คะแนน 2 คะแนน 3.3.5 มีความพึงพอใจน้อยที่สุด ให้คะแนน 1 คะแนน 3.4 ตรวจสอบความเที่ยงตรง (validity) โดยนำแบบสอบถามความพึงพอใจต่อ การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เสนอผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนวิชา วิทยาศาสตร์ จำนวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับองค์ประกอบการจัดการเรียนรู้ (index of consistency: IOC) แล้วคัดเลือกข้อคำถามที่มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง 0.50-1.00 ซึ่งผู้เชี่ยวชาญแต่ละท่านให้คะแนนตามเกณฑ์ดังนี้ 3.4.1 ให้คะแนน +1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดตามจุดประสงค์นั้นจริง 3.4.2 ให้คะแนน 0 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นวัดตามจุดประสงค์นั้นหรือไม่ 3.4.3 ให้คะแนน -1 เมื่อแน่ใจว่าข้อคำถามนั้นไม่วัดตามจุดประสงค์นั้น 3.5 จัดพิมพ์แบบสอบถามเป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป วิธีดำเนินการวิจัยและเก็บรวบรวมข้อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด และระบบน้ำเหลือง โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยและเก็บ รวบรวมข้อมูล โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ทำการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pre - test) ด้วยแบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง จำนวน 20 ข้อ กับกลุ่ม ตัวอย่าง เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน 2. ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ในชั่วโมงสอนตามปกติ
41 3. ทำการทดสอบหลังเรียน (post-test) หลังจากดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ครบทั้ง 1 หน่วยการจัดการเรียนรู้แล้วด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด และระบบน้ำเหลือง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 4. ตรวจให้คะแนนแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทั้งก่อนเรียนและหลังเรียน แล้วนำ คะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ โดยใช้วิธีทางสถิติเพื่อตรวจสอบสมมติฐานต่อไป 5. ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการ เรียนรู้ เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง 6. นำข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง มาวิเคราะห์โดยใช้วิธีทางสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูลและสถิติที่ใช้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากการทดลองมาวิเคราะห์ดังนี้ 1.1 การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการจัดการเรียนรู้ก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) เรื่องระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยใช้ t-test 1.2 การวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดย ใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้(5E) เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือดและระบบน้ำเหลือง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพญารามวิทยา ตำบลเพี้ยราม อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์สถิติที่ใช้ ทดสอบค่าระดับความพึงพอใจ ใช้การหาค่าเฉลี่ย (X̅) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 2. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1.1 สถิติพื้นฐาน 1.1.1 ร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตรดังนี้ P= F×100 n เมื่อ P แทน ร้อยละ F แทน ความถี่ที่ต้องการเปลี่ยนให้เป็นร้อยละ n แทน จำนวนความถี่ทั้งหมด