ภมู ิปญั ญาพนื้ บา้ นไทย
กับการรกั ษาโรค
นกั ศึกษาชนั้ ปที ่ี 3
สาขาการจดั การทรัพยากรวัฒนธรรม
คณะมนษุ ศาสตร์และสังคมศาสตร์
มหาวิทยาลยั บูรพา
คำนำ
การสร้างสื่อเพื่อเป็นตัวเผยแพร่และสื่อความหมายทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งใน
ปจั จุบนั ที่เมอื่ ยุคสมยั ผันเปลี่ยนความเจริญทางเทคโนโลยีท่ีเข้ามาพัฒนาวิทยาการมนุษย์ก็เพิ่มตามยุคสมัย
แน่นอนว่าการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่สะท้อนให้เห็นถึงผลประโยชน์ ด้านดีต่อสังคม
เมือ่ วทิ ยาการกา้ วหน้าคุณภาพชีวติ ผู้คนก็ดขี ึ้นตามไปเช่นเดยี วกัน ทว่าในอกี แงม่ ุมของความเปน็ ด้ังเดิมด้าน
ภูมิปัญญาท้องถิ่นหรือภูมิปัญญาพื้นบา้ นนั้น กลับแสดงผลออกมาในประเด็นการเป็นปัญหาว่าองค์ความรู้
ความสามารถแบบเก่ากำลังจะเลือนหายไป เนอื่ งจากไม่ไดร้ ับการสืบทอดหรือถูกความทนั สมัยปรับเปล่ียน
ความดั้งเดิมใหเ้ ปลี่ยนแปลง ดังนั้นเทคโนโลยีเพื่อการผลิตส่ือทางวัฒนธรรมไมว่ ่าจะเป็นในรูปแบบรปู ภาพ
สื่อกราฟิก สื่อวิดีโอ หรือแม้กระทั่งสื่อหนังสือแบบอิเล็กทรอนิกส์ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่ง
รวบรวมข้อมลู ท่สี ามารถประยกุ ตใ์ ชไ้ ด้ในยุคสมัยใหม่
เน่ืองจากสถานการณ์ปัจจุบนั นัน้ มีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
พบว่าปจั จบุ นั ได้มีการนำเสนอข่าวท่ีเก่ียวข้องกับรักษาโรคหลากหลายรูปแบบ ซึ่งรูปแบบการรักษาตามวิถี
ภมู ปิ ญั ญาพนื้ บา้ นดว้ ยสมนุ ไพรไทยกเ็ ปน็ หนง่ึ ในแนวทางที่ผคู้ นให้ความสำคัญ จึงทำใหท้ างผู้จดั ทำไดเ้ ร่มิ ให้
ความสนใจกับการรักษาที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของไทย และทางผู้จัดทำได้มีจุดประสงค์ในการผลิตสื่อ
ทางวฒั นธรรมที่จะเผยแพรภ่ มู ปิ ญั ญาพื้นบา้ นของไทยให้กับกลุ่มของผู้คนทสี่ นใจจะศึกษา จึงได้มีการจัดทำ
เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เร่ืองภูมิปัญญาพ้ืนบ้านไทยกบั การรักษาโรค เพื่อรวบรวมข้อมูลพร้อมทั้งทำการ
เพ่มิ โอกาสในการเขา้ ถงึ ข้อมลู ใหเ้ ผยแพรไ่ ด้อย่างแพรห่ ลายและเขา้ ถึงง่าย
คณะผ้จู ัดทำ
วนั ท่ี 14 ตุลาคม พ.ศ. 2564
สาร ับญ นิยามเก่ยี วกับภมู ิปญั ญาพืน้ บา้ น 1
ภมู ปิ ัญญาท้องถ่ินไทย 5
❖ ความเป็นมาของภมู ิปัญญาท้องถนิ่ ไทย 6
❖ ลักษณะสำคัญของภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่ิน 7
❖ ภูมปิ ญั ญาการแพทยแ์ ผนไทย 10
❖ ประเภทของภูมปิ ัญญาการแพทย์แผนไทย
18
กรรมวิธีดา้ นการแพทยพ์ ื้นบ้าน 6 ด้าน 23
❖ ดา้ นการนวด 30
❖ ดา้ นสมุนไพร 36
❖ ด้านพธิ ีกรรม 38
❖ ด้านการรักษากระดกู 39
❖ ดา้ นการวนิ จิ ฉยั
❖ ด้านอื่น ๆ 43
60
การรักษาโรคตามภูมิปญั ญาพ้ืนบา้ นไทย 68
❖ ภูมิปัญญาการรกั ษาโรคประจำภมู ิภาคเหนอื 81
❖ ภมู ปิ ัญญาการรกั ษาโรคประจำภูมิภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
❖ ภูมปิ ญั ญาการรกั ษาโรคประจำภูมิภาคกลาง
❖ ภูมปิ ัญญาการรักษาโรคประจำภมู ภิ าคใต้
นิยามของภมู ปิ ัญญา
ภูมิปัญญาเป็นแนวความคิดทางสังคมที่สำคัญประการหนึ่ง การที่สังคมจะสามารถ
ดำรงอยู่ได้ก็อาศัยต้องอาศัยภูมิปัญญา อนึ่งสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเก่าแก่สังคมหน่ึง
ดังนั้นจึงปรากฏภูมิปัญญาให้เห็นเป็น จำนวนมากและภูมิปัญญาเหล่านี้ได้แสดงถึงความ
เป็นเอกลักษณ์ไทยที่สำคัญโดยภูมิปัญญาจะมีความหลากหลายซึ่งเป็นความหลากหลายท่ี
แวดล้อมวิถีชีวิตของคนในสังคม ดังนั้นจึงควรทำความเข้าใจในความหมายของภูมิปัญญา
และคำทม่ี ีความเกี่ยวข้องกับภมู ปิ ญั ญา
1 | ภมู ปิ ญั ญาพ้นื บา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
ประเภทของภูมิปญั ญา
1. ภูมิปัญญาพื้นบ้าน เป็นองค์ความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสมและสืบ
ทอดกันมา เป็นความสามารถและศักยภาพในเชิงการแก้ปญั หา การปรับตัวเรียนรู้และสบื ทอด
ไปสู่คนรุ่นต่อไป เพื่อการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์ จึงเป็นมรดกทางวัฒนธรรมชาติ ของเผ่าพันธ์ุ
หรอื เป็นวถิ ชี ีวิตของชาวบา้ น
2. ภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นวิธีการปฏิบัติของชาวบ้าน ซึ่งได้มาจากประสบการณ์
แนวทางแก้ปัญหาแต่ละเรื่อง แต่ละประสบการณ์ แต่ละสภาพแวดล้อม ซึ่งจะมีเงื่อนไขปัจจัย
เฉพาะแตกต่างกันไป นำมาใช้แก้ไขปัญหาโดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่โดยชาวบ้านคิดเอง เป็น
ความรทู้ ส่ี รา้ งสรรค์และมีส่วนเสริมสร้างการผลิต หรอื เปน็ ความรูข้ องชาวบ้านท่ีผ่านการปฏิบัติ
มาแล้วอย่างโชกโชน เป็นส่วนหนึ่งของมรดกทางวัฒนธรรมเป็นความรู้ที่ปฏิบัติได้มีพลังและ
สำคัญยิ่ง ช่วยให้ชาวบ้านมีชีวิตอยู่รอดสร้างสรรค์การผลิตและช่วยในด้านการทำงาน เป็น
โครงสรา้ งความรทู้ ่ีมีหลกั การ มีเหตุ มีผลในตัวเอง
2 | ภูมปิ ัญญาพนื้ บ้านไทยกับการรกั ษาโรค
3. ภมู ิปัญญาทอ้ งถน่ิ เปน็ ความรู้ทเี่ กิดจากประสบการณใ์ นชวี ติ ของคนผา่ นกระบวนการ
ศึกษา สังเกต คิดวา่ วิเคราะห์จนเกดิ ปญั ญาและตกผลกึ เป็นองค์ความรทู้ ่ีประกอบกันข้ึนมาจาก
ความรู้เฉพาะหลาย ๆ เรื่อง จัดว่าเป็นพื้นฐานขององค์ความรู้สมัยใหม่ที่จะช่วยในการเรียนรู้
การแกป้ ญั หาจัดการและการปรบั ตัวในการดำเนินชีวิตของคนเรา ภมู ิปัญญาท้องถ่ินเป็นความรู้
ที่มีอยู่ทั่วไปในสังคม ชุมชนและในตัวผู้รู้เอง จึงควรมีการสืบค้นรวบรวม ศึกษา ถ่ายทอด
พัฒนาและนำไปใช้ประโยชน์ไดอ้ ย่างกวา้ งขวาง
4. ภูมิปัญญาไทย หมายถึง องค์ความรู้ ความสามารถทักษะของคนไทยที่เกิดจากการ
สง่ เสรมิ ประสบการณ์ท่ีผ่านกระบวนการการเลือกสรร เรยี นรู้ปรงุ แตง่ และถา่ ยทอดสืบต่อกันมา
เพื่อใช้แก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตของคนไทยให้สมดุลกับสภาพแวดล้อมและเหมาะสมกับ
ยุคสมยั 1
(1) เรียนรภู้ มู ปิ ญั ญาท้องถน่ิ อ.บ้านหม่ี, ความหมายภูมปิ ัญญา. [ออนไลน]์ . เวบ็ ไซต์ : https://warunee29.wordpress.com
เข้าถึงเม่ือ 15 ตลุ าคม 2564.
3 | ภมู ปิ ัญญาพน้ื บา้ นไทยกับการรักษาโรค
ภมู ปิ ัญญาท้องถ่นิ ไทย
ความเป็นมาของภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ
ไทย
กล่าวได้ว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยถือกำเนิดมาพร้อมกับประเทศไทยทั้งเป็นภูมิปัญญา
เพื่อการประกอบอาชีพ การดำรงชีวิต การรักษาสุขภาพ การรักษาเอกราชและความเป็น
ปึกแผ่นของประเทศ การดำรงภูมิปัญญาท้องถิ่นไว้ จึงเปรียบเสมือนการดำรงไว้ซึ่งความเป็น
ชาติ ภูมปิ ัญญาทอ้ งถน่ิ ไทยเกดิ จากการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์ นำไปใชแ้ ละถ่ายทอดจากรุ่นสู่
รุ่นสอดคล้องกับแนวคิดของกรมส่งเสริมการเกษตรที่ระบุว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นไทยมี
กระบวนการเกิดจากการสืบทอด ถ่ายทอด องค์ความรู้ที่มีอยู่เดิมในชุมชนท้องถิ่นต่างๆ แล้ว
พัฒนา เลือกสรรและปรับปรุงองค์ความรู้เหล่านั้นจนเกิดทักษะและความชำนาญ ที่สามารถ
แก้ไขปัญหาและพัฒนาชีวิตได้อย่างเหมาะสม กับยุคสมัย แล้วเกิดองค์ความรู้ใหม่ที่เหมาะสม
และสืบทอดพฒั นาต่อไปอยา่ งไม่สิน้ สุด
5 | ภูมิปญั ญาพนื้ บ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
ลักษณะสำคญั ของภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น
❖ เปน็ เรอื่ งของการใชค้ วามรู้ ทักษะ ความเชอ่ื และพฤตกิ รรม
❖ แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ คนกับสิ่งเหนือ
ธรรมชาติ
❖ เป็นองคร์ วมหรือกจิ กรรมทกุ อย่างในวถิ ชี ีวติ
❖ เป็นเรื่องของการแกไ้ ขปญั หา การจัดการ การปรับตัว การเรียนรู้เพื่อความอยู่
รอดของบคุ คล ชมุ ชนและสังคม
❖ เป็นแกนหลกั หรอื กระบวนทัศน์ในการมองชวี ิตเป็นพื้นความรใู้ นเรอ่ื งต่างๆ
❖ มลี ักษณะเฉพาะหรอื มเี อกลกั ษณ์ในตวั เอง
❖ มกี ารเปลี่ยนแปลงเพ่อื การปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคมตลอดเวลา
❖ มีวฒั นธรรมเปน็ ฐานไม่ใชว่ ทิ ยาศาสตร์
❖ มีการบูรณาการสูง
❖ มคี วามเชอ่ื มโยงไปสนู่ ามธรรมท่ีลกึ ซ้ึงสงู สง่
❖ เนน้ ความสำคัญของจริยธรรมมากกวา่ วัตถุธรรม 1
(1) กรมส่งเสริมการเกษตร, อ้างถึงในภูมิปัญญาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่นเชิงสร้างสรรค์ , หน้าที่37, เว็บไซต์ : http://www.kalasin-
mu.go.th/sj/images/pdf/1pp119.pdf เขา้ ถึงเมอ่ื 12 ตุลาคม 2564
6 | ภูมิปัญญาพ้นื บ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
ภมู ิปัญญาการแพทย์แผนไทย
ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเป็นองค์ความรู้ ระบบความคิด ความเชื่อของชุมชนได้
จากประสบการณ์ที่สั่งสม ปรับตัว และดำรงชีพตามสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติและ
สิ่งแวดล้อมทางสังคม-วัฒนธรรมในแง่การจัดการป้องกัน การดูแล และการรักษาสุขภาพของ
คนไทยที่มีการพัฒนาสืบทอดกันมา รากฐานหรือองค์ความรู้การแพทย์แผนไทยนัน้ เป็นผลจาก
การใช้สติปัญญาปรับตัวตามสภาวะการณ์ต่าง ๆ เป็นภูมิปัญญาอันเกิดจากประสบการณ์ของ
คนไทยเอง หรืออาจเป็นภูมิปัญญาจากภายนอกที่ได้มีการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอด ซึ่งมี
อิทธิพลต่อวิถีชีวิต และเกิดการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมกับกลุ่มชนชาติอื่น และรับเอามา
ปรับเปล่ียนใหส้ อดคลอ้ งกับบรบิ ททางสังคม-วฒั นธรรม และวถิ ีชวี ิตของคนไทย 1
(1) กิตติ ลี้สยาม. ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. [ออนไลน์]. จุลสารสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพออนไลน์ เว็บไซต์ :
https://www.stou.ac.th/schools/shs/booklet/book544/thai.html เข้าถงึ เมือ่ 12 ตลุ าคม 2564.
7 | ภมู ิปัญญาพื้นบ้านไทยกับการรักษาโรค
ประวัตคิ วามเป็นมาของภูมปิ ญั ญา
การแพทยแ์ ผนไทย
ในอดีตการแพทย์แผนไทยเริ่มค้นพบเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณปี พ.ศ.1725-1729
หลักฐานที่พบเป็นศิลาจารึกของอาณาจักรขอมสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พบการสร้าง
สถานพยาบาลเรยี กว่า“อโรคยาศาลา”ทัง้ หมด 102 แหง่ ต้งั อยู่บรเิ วณภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ของไทยและพ้ืนท่ีใกลเ้ คียง ภายในมีเจ้าหน้าท่ี ซึ่งประกอบไปดว้ ย หมอ พยาบาล และเภสัชกร
ที่ทำหน้าที่จ่ายยารวมท้ังหมด 92 คน อีกทัง้ ยงั มีการทำพิธี “ไภษชั ยค์ ุรไุ วฑูรย์” ด้วยอาหารและ
ยา กอ่ นจะนำเอายาไปแจกให้กับชาวบ้านในยุคน้นั ยงั มกี ารขดุ คน้ พบแทง่ บดยาซ่ึงเป็นแท่งหินมี
ปลายกลมมน พบวา่ อยใู่ นยุคสมัยทวารวดี หลกั ฐานของการใช้ยาแผนโบราณยังถูกบันทึกลงใน
ศิลาจารกึ อันเล่อื งชือ่ ของพ่อขนุ รามคำแหงเก่ยี วกับการปลกู พืชสมุนไพรบริเวณเขาสรรพยาหรือ
เขาหลวง เป็นประโยชน์แก่ชาวบ้านให้สามารถเข้ามาเก็บเกี่ยวเพื่อนำไปใช้ในการรักษาและ
บำรุงร่างกายในยามจำเป็น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา เริ่มมี
การจัดยาให้กบั ชาวบา้ นทีเ่ ข้ามาทำการรกั ษาได้ถกู ต้องมากข้นึ 1
(1) กิตติ ลี้สยาม. ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. [ออนไลน์]. จุลสารสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพออนไลน์ เว็บไซต์ :
https://www.stou.ac.th/schools/shs/booklet/book544/thai.html เข้าถึงเมือ่ 12 ตลุ าคม 2564.
8 | ภมู ปิ ัญญาพน้ื บ้านไทยกับการรักษาโรค
จากเดิมที่ชาวบ้านต้องหาเก็บเกี่ยวเอาเองตามสภาพความรู้ที่มี เริ่มปรากฏให้เห็น
แหล่งจ่ายยาที่ชัดเจนมากขึ้น ร้านขายยาสมุนไพรเริ่มกระจายตัวเข้าใกล้แหล่งชุมชน ไม่ว่าจะ
เป็นพื้นที่ด้านในหรือด้านนอกกำแพงเมือง ทำให้การซื้อหายาสมุนไพรได้ตรงกับโรคที่เป็น
โดยเฉพาะชาวบ้านที่ไม่ค่อยมีความรู้ การมีร้านขายยาเหล่านี้ย่อมช่วยให้การรักษาโรคตรงจุด
กว่าเดิม มีการรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตำรับยาโบราณเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
การแพทย์ บันทึกเปน็ “ตำราพระโอสถพระนารายณ์” ท่ยี ังคงมกี ารใชส้ ืบเนอื่ งมาจนถึงปัจจุบัน
แม้บางส่วนคลาดเคลื่อนไมส่ มบูรณ์แบบไปบา้ ง ซึ่งในยุคนั้นผู้คนเริม่ ให้ความสนใจกับการรักษา
อยา่ งการนวดกดจดุ เพ่อื ชว่ ยลดอาการเจ็บปวดทเ่ี กยี่ วขอ้ งกับกล้ามเนอ้ื และกระดกู ที่ได้รับความ
นยิ ม ซง่ึ ถอื ว่าเป็นยุคแรกเร่มิ ที่การรกั ษาภูมปิ ัญญาโบราณรุง่ เรอื งเป็นอยา่ งมาก
ดังนั้นจะเห็นได้วา่ ความเป็นมาของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในยุคกอ่ นสมัยสุโขทยั
ที่ปรากฏเด่นชัดทางโบราณคดี ได้แก่ อโรคยศาลท่ีสร้างสมัยพระเจ้าชัยวรมยั ที่ 7 ซึ่งมีปรากฏ
หลักฐานในประเทศไทยถึง 22 แห่ง โดยมีอโรคยศาลที่เปรียบเหมือนโรงพยาบาล
ซึ่งมีความสำคัญ คือ มีพระพุทธรูปไภษัชยคุรุไวฑูรยประภา ซึ่งถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าทางด้าน
การแพทย์ และยังพบจารึกที่กล่าวถึงแพทย์อายุรเวทและตัวยารักษาโรค ดังนั้น ในอโรคยศาล
น่าจะมีการักษาด้วยสมุนไพรประกอบกับพิธีกรรมความเชื่อ หลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ 7
สวรรคต ความเจริญรุ่งเรืองและการแผอ่ ำนาจทางการเมอื งของขอมกเ็ ริ่มเส่อื มลง พร้อมกบั การ
เจริญรุ่งเรืองของรัฐสุโขทัยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งการบำบัดและรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้รับ
อิทธิพลจากศาสนาและวัฒนธรรมจากขอม อินเดีย และจีน และจากระบบการแพทย์พื้นบ้าน
อันเป็นการแพทย์ประสบการณ์ เกิดการผสมผสานหล่อหลอมเป็นรากฐานของการแพทย์แผน
ไทยมาตง้ั แต่รัฐสุโขทัย อยธุ ยา และรัตนโกสินทร์ 2
(2) เมดไทย. ประวตั ิการแพทยแ์ ผนไทย...จากอดีตสูป่ จั จุบัน. [ออนไลน]์ . เมดไทย เว็บไซต์ : https://medthai.com เข้าถึงเมอ่ื 12 ตุลาคม 2564.
9 | ภมู ปิ ญั ญาพ้นื บา้ นไทยกบั การรักษาโรค
ประเภทของภูมิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทย
ประเภทของภมู ปิ ญั ญาการแพทย์แผนไทย สามารถแบง่ ได้เป็นภมู ิปญั ญาการแพทย์แผน
ไทยและภมู ปิ ัญญาการแพทย์พื้นบ้าน
1. ภมู ิปัญญาการแพทยแ์ ผนไทย
แบ่งตามประเภทตามพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ได้แก่ เวช
กรรมไทย เภสชั กรรมไทย การผดุงครรภไ์ ทยและการนวดไทย มีนิยามดังน้ี
เวชกรรมไทย หมายความว่า การตรวจ การวินิจฉยั การบำบัดหรือการป้องกันโรคด้วย
กรรมวิธีการแพทย์แผนไทย คือ เวชกรไทย หรือหมอไทยที่มีองค์ความรู้ในการบำบัด รักษา
และป้องกันโรคดว้ ยการแพทย์แผนไทย
เภสัชกรรมไทย หมายความว่า การกระทำในการเตรยี มยา การผลิตยา การประดิษฐ์ยา
การเลอื กสรรยา การควบคมุ และการประกันคุณภาพยา การปรุงยาและการจา่ ยยาตามใบสั่งยา
ของผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย และการจัดจำหน่ายตามกฎหมายว่าด้วยยา
ทง้ั น้ี ดว้ ยกรรมวธิ ีการแพทยแ์ ผนไทย คือ เภสัชกรไทย ทมี่ อี งค์ความร้ใู นเรอ่ื งยาไทย
การผดุงครรภ์ไทย หมายความว่า การตรวจ การบำบัด การแนะนำ และการส่งเสริม
สุขภาพหญิงมีครรภ์ การป้องกันความผิดปกติในระยะตั้งครรภ์และระยะคลอด การทำคลอด
การดูแลและส่งเสริมสุขภาพมารดาและทารกในระยะหลังคลอด ทั้งนี้ด้วยกรรมวิธีการแพทย์
แผนไทย คอื หมอไทยที่มอี งคค์ วามรู้เรือ่ งหญงิ มีครรภ์และทารก
10 | ภูมิปัญญาพน้ื บา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
การนวดไทย หมายความว่า การตรวจประเมนิ การวนิ จิ ฉยั การบำบดั การป้องกันโรค
การส่งเสริมสุขภาพ และฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยวิธีการกด การคลึง การบีบ การจับ การดัด การดึง
การประคบ การอบ หรือวิธีการอื่นตามศิลปะการนวดไทย หรือใช้ยาตามกฎหมายว่าด้วยยา
ทั้งนี้ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย คือ หมอไทยที่มีองค์ความรู้เน้นการนวดไทยเพื่อการ
บำบัดรกั ษาโรค
2. ภมู ิปญั ญาการแพทยพ์ ้นื บา้ น
เป็นภูมิปัญญาที่มีควบคูก่ ับสังคมไทย ผูกพันและเป็นส่วนหนึ่งของวถิ ีชีวิต ทั้งความเชอ่ื
พิธีกรรม วัฒนธรรม ประเพณี และการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและสืบทอดเป็นการแพทย์
ประสบการณ์ท้องถิ่นที่อิงกับบริบทของสังคมวัฒนธรรม และสภาพแวดล้อม
ทรัพยากรธรรมชาติที่แตกต่าง ทำให้เป็นการแพทย์ที่มีเอกลักษณ์และมีความหลากหลาย
เฉพาะถิ่น ดังน้ัน การแพทยพ์ ื้นบ้านจึงเปน็ การดแู ลสุขภาพตามคตคิ วามเช่อื และการดำเนินชีวิต
อาจแบ่งเป็นการแพทย์ประสบการณ์ การแพทย์โหราศาสตร์ การแพทย์ไสยศาสตร์ หรือ
การแพทย์แบบอำนาจเหนือธรรมชาติ เป็นต้น แต่ทั้งนี้การแพทย์พื้นบ้านจะแตกต่างกันในแต่
ละทอ้ งถนิ่ จึงทำใหส้ ามารถแบง่ การแพทยพ์ ้นื บา้ นออกเป็น 4 ภาค 1
การดูแลผู้ป่วยของหมอพื้นบ้าน ส่วนใหญ่จะมีการใช้กรรมวิธีมากกว่า 1 กรรมวิธี เช่น
หมอพน้ื บา้ น ก.มอี งคค์ วามรทู้ ่ีได้รับสืบทอดจากบรรพบุรษุ ในการรักษาผู้ปว่ ยกระดูกหัก โดยใช้
หลายกรรมวิธี ได้แก่ การใช้น้ำมันสมุนไพร ยาสมุนไพร ใช้มนต์คาถา การนวดจัดกระดูก เป็น
ต้น จากตัวอย่างดังกล่าว พบว่าหมอพื้นบ้านมีการบรู ณาการกรรมวิธีด้านการแพทย์พื้นบ้านใน
การรักษาผูป้ ่วย หรอื วินิจฉยั อาการเจ็บปว่ ยท่ีสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมของชมุ ชน
(1) กิตติ ลี้สยาม. ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย. [ออนไลน์]. จุลสารสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพออนไลน์ เว็บไซต์ :
https://www.stou.ac.th/schools/shs/booklet/book544/thai.html เข้าถึงเมือ่ 12 ตุลาคม 2564.
11 | ภูมปิ ัญญาพ้นื บา้ นไทยกบั การรักษาโรค
กรรมวธิ ีด้านการแพทย์
พ้ืนบ้าน 6 ดา้ น
ลักษณะการเป็นหมอพื้นบ้าน
แบ่งออกเปน็ 2 ลักษณะ ดังน้ี
ลักษณะที่ 1 เป็นหมอพื้นบ้านที่มีประสบการณ์รักษาโรคจากเหตุการณ์หรือ
ประสบการณ์เฉพาะที่เป็นไปตามความเชื่อและศรัทธาของมนุษย์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับอำนาจ
เหนือธรรมชาติ (ผีและอำนาจศักดิ์สิทธิ์) และพิธีกรรมในการรักษาโรค เช่น คนทรง หมอรำผี
ฟ้าและเฒ่าจ้ำ ของชาวอีสาน หมอขวัญในหลายชาติพันธุ์ หมอเหยาของชาวผู้ไท หมอมะม็วด
ของชาวเขมร เป็นต้น ในชุมชนหมอบางคนมีความสามารถทั้งสองลักษณะช่วยรักษาโรคทาง
กายและทางใจให้กบั ชาวบา้ น
ลักษณะที่ 2 เป็นหมอพื้นบ้านที่เรียนรู้และฝึกฝนความชำนาญจากการปฏิบัติ มีการ
เรียนวิชาจากครูหมอพื้นบ้านคนเดียวหรือหลายคน และอาจมีการศึกษาเพิ่มเติมจากตำรา
พื้นบ้านหรือคัมภีร์ใบลาน เช่น หมอยาสมุนไพร หมอนวด หมอตำแย หมอกระดูก หมองู เป็น
ตน้
14 | ภมู ิปัญญาพน้ื บา้ นไทยกบั การรักษาโรค
ประเภทของหมอพนื้ บ้าน
1) หมอตำแย คือ ผู้ที่มีความชำนาญในการดแู ลสุขภาพในกลุ่มหญงิ ต้ังแต่ก่อนตั้งครรภ์
ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และการดแู ลช่วงหลงั คลอด รวมถงึ การดแู ลสขุ ภาพในกลมุ่ เดก็ ทารก
2) หมอยาสมุนไพร คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการใช้สมุนไพรรักษาโรคหรือ
สง่ เสรมิ และดูแลสุขภาพ โดยใช้กรรมวธิ ีตามภมู ปิ ญั ญาพ้ืนบ้านทีไ่ ด้รับสบื ทอดมา ทั้งนอ้ี าจมกี าร
พัฒนาคุณภาพการบริการเพื่อความสะอาดและปลอดภัย โดย สมุนไพร หมายถึง พืช สัตว์
จุลชพี และธาตุวัตถุ
3) หมอนวดพื้นบ้าน คือ ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ ในการใช้แรงสัมผัสต่อร่างกายด้วย
การใช้อวัยวะเครื่องมือหรือสมุนไพร เพื่อบรรเทาความเจ็บปวด เมื่อยถ้าทางร่างกาย หรือ
ปญั หาทเ่ี กดิ จากโครงสรา้ งร่างกาย
4) หมอกระดูก คือ ผู้ที่มีความชำนาญดูแลรักษาอาการเจ็บป่วย การบาดเจ็บท่ี
เก่ยี วเนอ่ื งกับกระดกู แตก หกั หรือ เคล่ือน
5) หมอรักษาสัตว์พิษกัด คือ ผู้ที่มีความชำนาญในการดูแลรักษาอาการเจ็บป่วยที่เกิด
จากสตั ว์ เชน่ งู ต่อ แตน ผ้ึง ตะขาบ แมงป่อง แมงมุม เปน็ ต้น
6) หมอพิธีกรรม คือ ผู้ที่มีประสบการณ์รักษาโรคจากเหตุการณ์หรือประสบการณ์
เฉพาะเป็นไปตามความเชื่อและศรัทธาของมนุษย์ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับอำนาจเหนือธรรมชาติ
เชน่ ผี สงิ่ ศักดิ์สทิ ธ์ิ และพลงั จิต เป็นต้น เพือ่ บำบดั ดูแลสภาพร่างกายและจติ ใจ
15 | ภูมิปญั ญาพนื้ บา้ นไทยกับการรักษาโรค
กรรมวิธีของภมู ิปัญญาการแพทย์แผนไทย
ด้านการแพทย์พนื้ บา้ น
กรรมวิธีของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยด้านการแพทย์พื้นบ้านในการส่งเสริมดูแล
สุขภาพประชาชนของหมอพื้นบ้านจะมีลักษณะที่แตกต่างกันและมีความหลากหลาย ทั้งนี้
ตามที่ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษ ครู หมอพระ หรือตามวิถีวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่ง
กรรมวิธีเหล่านั้นมีความสำคัญ อย่างยิ่งในการพิจารณาบ่งชี้ตัดสินว่าเป็นไปตามภูมิปัญญา
การแพทย์แผนไทยดา้ นการแพทยพ์ ืน้ บา้ น
การดูแลผู้ป่วยของหมอพื้นบ้าน ส่วนใหญ่จะมีการใช้กรรมวิธีมากกว่า ๑ กรรมวิธี เช่น
หมอพื้นบ้าน การมีองค์ความรู้ทีไ่ ด้รบั สืบทอดจากบรรพบุรุษในการรักษาผู้ปว่ ยกระดูกหัก โดย
ใชห้ ลายกรรมวิธี ได้แกก่ ารใชม้ ันสมนุ ไพร ยาสมุนไพร ใชม้ นตค์ าถา การนวดจดั กระดกู เป็นต้น
จากตัวอย่างดงั กล่าว พบวา่ หมอพน้ื บ้านมีการกรรมวิธีดา้ นการแพทยพ์ นื้ บ้านในการรักษาผู้ป่วย
หรือวินจิ ฉัยอาการเจบ็ ป่วยทีส่ อดคล้องกับวิถีวฒั นธรรมของชุมชน
16 | ภมู ิปัญญาพื้นบา้ นไทยกับการรักษาโรค
คณะกรรมการหมอพ้นื บ้านตอ้ งพิจารณาและให้ความเหน็ ชอบประกาศกำหนด
ลักษณะ ประเภท หรือกรรมวธิ ีของภูมิปญั ญาการแพทยแ์ ผนไทย เม่ือวนั ท่ี 30 กรกฎาคม
2562 และประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา เมอื่ วันที่ 5 กันยายน 2562 โดยกรรมวธิ ีภมู ิ
ปัญญาการแพทยแ์ ผนไทย ดา้ นการแพทย์พ้นื บา้ น สามารถแบง่ ออกเปน็ 6 ด้าน 122
กรรมวิธี ดังน้ี
1. ด้านการนวด
2. ด้านสมุนไพร
3. ดา้ นพิธกี รรม
4. ด้านการรกั ษากระดูก
5. ดา้ นการวินจิ ฉยั
6. ดา้ นอนื่ ๆ
17 | ภมู ิปญั ญาพ้นื บ้านไทยกบั การรักษาโรค
1. ดา้ นการนวด ประกอบด้วย 30 กรรมวธิ ี
1.1 นวด เปน็ การใชม้ อื แขน ศอก เขา่ เทา้ หรืออวัยวะอื่นใด รวมทง้ั วสั ดุอุปกรณอ์ ่ืนด้วยวิธีการ
ตา่ ง ๆ เพอื่ ส่งเสริมสุขภาพ บำบดั โรคหรอื อาการเจบ็ ปว่ ย ฟนื้ ฟสู มรรถภาพของร่างกายหรอื บาง
กรณีเพ่ือการตรวจวนิ ิจฉัยโรค
1.2 ตอกเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยใช้อุปกรณ์ 2 ชิ้น คือ ชิ้นแรกเป็นอุปกรณ์รอง
และชิ้นที่สองเป็นตัวตอก นำมามาตอกตามกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น เพื่อรักษาอาการปวดเมื่อย
ตามรา่ งกาย แหล่งเริม่ สบื ทอดความรู้มาจากภาคเหนือตอนบนและพบในกลุม่ ชาติพนั ธ์ุมอแกน
1.3 เอาเอ็น เอาม่าน การเอาเอ็น เป็นรูปแบบการนวดโดยการกดคลึงเส้นเอ็น
ผสมผสานกับดัดดงึ ส่วนใหญจ่ ะเน้นการใช้น้ิวหวั แมม่ อื น้ิวชี้ นิ้วกลาง น้วิ นาง และสน้ มือ
การเอามา่ น เป็นรปู แบบการนวดโดยการดดั ดึงที่มที า่ เฉพาะ เป็นการยกเส้นเอ็น อาจมี
การใชอ้ ุปกรณ์อืน่ ร่วมด้วย เชน่ ผา้ ขาวมา้ เปน็ ตน้ เพอื่ คลายความตึงของเสน้ เอน็ แก้ปวดเมื่อย
ตามรา่ งกาย แหลง่ เริ่มสืบทอดความรู้มาจากจังหวดั เชียงใหม่
1.4 บีบเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยการจบั กลา้ มเนื้อ ใช้แรงบีบจากนิ้วมือทัง้ หมด บีบ
กล้ามเนื้อเข้าหากัน บางครั้งใช้แรงยกกล้ามเนื้อด้วย เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ส่งผลให้
เลอื ดมาเลีย้ งบรเิ วณอวยั วะท่ปี วดได้ดีข้นึ ช่วยลดอาการกลา้ มเนอ้ื ตึง หดเกร็ง และแข็งตัว
1.5 ขยำเส้น ขยุ้มเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยการจับกล้ามเนื้อแล้วบีบพร้อมขยับมือ
มีลักษณะเป็นการจับบ่อย ๆ เหมือนการขยำ เป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อ
ผอ่ นคลายหลงั จากการนวดแบบหนัก ๆ มาแลว้
1.6 คลงึ เสน้ เปน็ รูปแบบการนวดโดยการใชน้ ิว้ มอื สน้ มือหรือศอก ออกแรงกดแล้วค่อย
หมุนวนเป็นวงกลม เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำให้ก้อนเนื้อที่แข็ง
เกร็งคลายตัวและมขี นาดลดลง
18 | ภูมปิ ญั ญาพ้นื บ้านไทยกับการรักษาโรค
1.7 รีดเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยการกดพร้อมกับออกแรงดึงรูดลงมา ส่วนใหญ่จะ
รูดจากส่วนต้นลงส่วนปลาย จะใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการขา เพื่อให้เลือดมาเลี้ยงส่วนปลายอวัยวะ
ได้ดี ส่วนใหญ่จะใช้น้ำมันสมุนไพรร่วมด้วย เพื่อช่วยลดการเสียดสีของผิวหนัง พร้อมทั้งชว่ ยให้
กลา้ มเนื้อผอ่ นคลาย
1.8 ดึงเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยการดึงเส้นเอ็นที่จมอยู่หรือถูกกดทับเอาไว้ออกมา
เพื่อลดอาการปวดและชา การดึงส่วนใหญ่จะใช้กับข้อต่าง ๆ เช่น ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อศอก
หวั ไหล่ ข้อสะโพก ข้อเข่า สะบัก เปน็ ต้น
1.9 ทบุ และสับเสน้ การทบุ เป็นรูปการนวดโดยการใชส้ ้นกำปน้ั หรืออปุ กรณ์ชว่ ย ทบุ ลง
บริเวณที่มีอาการหรือจุดที่ต้องการรักษา ด้วยน้ำหนักที่พอเหมาะกับผู้ป่วย เป็นจังหวะ
สม่ำเสมอ ไล่ไปตามแนวเส้นหรอื ในบรเิ วณที่ตอ้ งการรักษา เป็นการใช้แรงกระตุน้ กล้ามเน้ือ ใช้
ในกรณที ก่ี ล้ามเนือ้ แข็ง เพื่อกระต้นุ ให้กล้ามเนอื้ กลับมาทำงานปกติและชว่ ยบรรเทาอาการปวด
เมื่อย
การสับ เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้ส้นมือทั้งสองข้างประกบกันลักษณะพนมมือ ใช้
ส้นมือด้านนิ้วก้อยสับลงบริเวณที่มีอาการหรือจุดที่ต้องการรักษาด้วยน้ำหนักที่พอเหมาะกับ
ผู้ป่วย เป็นจังหวะสม่ำเสมอ ไล่ไปตามแนวเส้นหรือในบริเวณที่ต้องการรักษา เป็นการใช้แรง
กระตนุ้ กล้ามเนอ้ื เพ่อื ชว่ ยบรรเทาอาการปวดเม่อื ยเช่นเดยี วกบั การทุบ ในกรณีหมอพื้นบ้านบาง
ทา่ น อาจมีการใชม้ ีดหมอสับลงตามเสน้ เอน็ ผ้ปู ว่ ย มักทำเป็นข้นั ตอนสดุ ท้ายของการนวดรักษา
1.10 บิดฮ้าว บิดเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยการจับกล้ามเนื้อให้เต็มฝ่ามือ แล้วออก
แรงหมุนข้อต่อกล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็น ให้ยืดออกด้านขวาง เพื่อให้กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นคลาย
ยืด บรรเทาอาการปวดเมื่อยหรือบิดดันในกรณีไหลห่ ลดุ แขนหลุด ขาหลุด
19 | ภูมปิ ัญญาพ้ืนบ้านไทยกับการรกั ษาโรค
1.11 กดเส้น เต็ก เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้นิ้วมือ ส้นมือ ศอก เข่า เท้า อย่างใด
อย่างหนึง่ วางลงบนจดุ หรือเส้น หรือส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกายแลว้ ทิ้งน้ำหนักลงบริเวณท่ีจะนวด
กดค้างไว้สักครู่จึงค่อย ๆ ผ่อนน้ำหนัก ยกนิ้วขึ้นแล้วเลื่อนไปในตำแหน่งต่อไป เพื่อคลาย
กล้ามเนอื้ เส้นเอน็ และกระต้นุ ระบบการไหลเวียนเลอื ด
1.12 จกเสน้ ล้วงเส้น เปน็ รปู แบบการนวดโดยการใช้ 4 นิ้ว จกเขา้ ใตป้ ีกสะบักด้านล่าง
ใช้นิ้วสะกิดเขี่ยเส้นด้านบน ใช้หลังมือเขี่ยเส้นด้านล่างออกมา บางกรณีจกแล้วดึงเส้นออกมา
เพ่อื ทำให้เสน้ ทถ่ี กู กดทบั อยู่ ฟูและคลายตัว ลดอาการชา หรอื มีปัญหาเสน้ จมใต้ปีกสะบัก รักแร้
ขอ้ เข่า หมายเหตุจกเสน้ เปน็ ภาษาท้องถิ่นอีสาน
1.13 หยิกเส้น หยิ่ม เป็นรูปแบบการนวดโดยการสะกิดตามข้อนิว้ ทั้งนิ้วมือและนิ้วเทา้
เพอื่ ทำใหล้ มหรือเลอื ดท่คี ่ังค้างตามบริเวณข้อ ได้กระจายออกไป ลดอาการปวดตามข้อ และใช้
ทดสอบการรบั รคู้ วามเจ็บปวด อาการชา
1.14 เกาะเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้นิ้วมือออกแรงกดพร้อมกับงัดเส้นออก
จากกระดกู โดยออกแรงกดพรอ้ มงดั มาดา้ นผนู้ วด เพอ่ื ไม่ใหเ้ ส้นจม หรอื ถูกกดทับลดอาการปวด
1.15 แกะเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้นิ้วมือกดพร้อมแกะ แคะ หรือเขี่ยเส้น
เอ็นที่ตงึ หรือกล้ามเนอ้ื ที่เป็นกอ้ นอยใู่ ห้นิ่ม ลดขนาดของกอ้ นและลดความตึงลง
1.16 ขีดเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้น้ิวหวั แม่มือ กดบนเส้นด้านหนึ่ง แล้วใช้ 3
นิ้ว กดรับอีกด้านหนึ่ง จากนั้นเขี่ยตวัดนิ้วหัวแม่มือขึ้นไปคนละด้านตามแนวเส้น เพื่อใช้ในการ
รกั ษาผู้ป่วยสะบกั จม อมั พฤกษ์ อมั พาต หมายเหตขุ ดี เส้นเปน็ ชอ่ื เรยี กวิธีการนวดภาคอสี าน
1.17 จับเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้นิ้วมือคลำหาตำแหน่งเส้นเอ็นที่มีความ
ผดิ ปกตแิ ลว้ ใช้ การจบั เส้นหรอื เขยี่ เส้น เพ่อื รกั ษาอาการปวด ยอก
20 | ภมู ปิ ัญญาพื้นบา้ นไทยกับการรักษาโรค
1.18 เขี่ยเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้นิ้วมือกดเส้นเอ็น ดันเข้าและดันออก
บริเวณส่วนใด ส่วนหนึ่งของร่างกาย ได้แก่ ร่องไหปลาร้า สะบัก ข้อพับแขน/ขา ใต้ศอก หน้า
แขง้ และข้อเท้า เพอ่ื ให้กล้ามเนอ้ื เส้นเอน็ ยดื ออดเป็นปกติ
1.19 ตีเส้น เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้สมุนไพรห่อด้วยผา้ มัดกับไม้ไผ่ไล่ตีเส้นเอ็น
ใหญท่ ว่ั ร่างกาย เพือ่ ช่วยใหเ้ สน้ เอน็ คลาย หายขดหายงอ
1.20 นวดกดจดุ เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้นิ้วหวั แมม่ ือกดลงบนจดุ หรือส่วนต่าง ๆ
ของ ร่างกาย ค้างไว้สักครู่จึงค่อย ๆ ผ่อนน้ำหนัก ยกนิ้วขึ้นแล้วเลื่อนไปในตำแหน่งอื่น เพื่อ
กระตุ้นการไหลเวียนเลอื ด ส่วนใหญ่นิยมกดจดุ ทีเ่ ส้นเอน็ เพื่อใหค้ ลายเสน้ ให้ผู้ปว่ ย
1.21 เหยียบเหล็ก เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้ความร้อนและแรงกดจากเท้าในการ
คลายเส้น โดยการใช้เท้าของผู้นวดเหยียบลงแผ่นเหล็กที่เผาไฟให้ร้อน พร้อมกับลงคาถา
กำกับความรอ้ นของเทา้ แลว้ นำเท้าไปเหยยี บบนอวยั วะส่วนทตี่ ้องการรกั ษาใชใ้ นการรกั ษากลุ่ม
อาการปวดกลา้ มเน้ือ อัมพฤกษ์ อมั พาต
1.22 ย่ำขาง/เหยียบขาง เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้ความร้อนและแรงกดจากเท้า
ในการรักษา มีการลงคาถาดับพิษไฟ ก่อนใช้เท้าจุ่มน้ำยา (น้ำไพลหรือน้ำมันงา) เหยียบลงบน
ขางที่เผาไฟจนร้อนแดง แล้วนำไปเหยียบลงบนร่างกาย หรืออวัยวะส่วนที่ต้องการรักษา เพ่ือ
คลายเส้นและบรรเทาอาการปวด ส่วนใหญ่ใช้ในการรักษากลุ่มอาการปวดกล้ามเนื้อ และเส้น
เอน็ ปวดขอ้ อัมพฤกษ์ อัมพาต
1.23 เหยียบไฟ เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้เท้าเปล่าเหยียบน้ำสมุนไพรและน้ำมัน
ก่อนจะใช้ฝ่าเท้าเหยียบบนแผ่นเหล็กบนกองไฟ แล้วจึงมานวดกดจุด เพื่อบรรเทาอาการปวด
เม่ือย คลายเส้น อมั พฤกษ์ และอัมพาต
21 | ภูมปิ ญั ญาพ้ืนบ้านไทยกับการรกั ษาโรค
1.24 เหยียบฉา่ เป็นรปู แบบการนวดโดยการใช้เท้าแตะน้ำมันสมุนไพรแล้วไปแตะแผ่น
เหล็กทรี่ ้อนจดั บนเตาไฟ จะมีเสยี งดัง “ฉ่า” จึงเรยี กวิธกี ารนวี้ ่า “การเหยียบฉา่ ” เพอ่ื รักษาโรค
อัมพฤกษ์ อัมพาต ปวดเมื่อยแขน ขา หรือตามร่างกาย เดิมมีการรักษาที่วัดพระปรางเหลือง
แหลง่ เร่มิ สืบทอดความร้มู าจากจงั หวดั นครสวรรค์
1.25 นาบเหล็ก เป็นรูปแบบการนวดที่มีลักษณะคล้ายกับการเหยียบเหล็ก โดยใช้มือ
หรือเท้าวางลงบนเหล็กที่มีความร้อน พร้อมกับบริกรรมคาถา แล้วนำมือหรือเท้าไปรีดหรือกด
ลงบนอวยั วะตา่ ง ๆ ของรา่ งกาย เพื่อรกั ษาอาการปวดเมื่อยกล้ามเน้ือ และชว่ ยให้เส้นเอ็นที่จม
อยลู่ อยขึน้
1.26 ตบเหล็ก เป็นรูปแบบการนวดโดยการใช้มือตบเหล็กที่กำลังร้อนอยู่ แล้วมานาบ
ตามรา่ งกายของผู้ปว่ ย คล้ายกบั การยำ่ ขางและการเหยยี บเหลก็ แดง แตกตา่ งกันท่กี ารตบเหลก็
เป็นการใช้มอื ร่วมกับการนวด การใช้คาถาและการประคบด้วยน้ำมนั สมุนไพร แต่หลักการท่ีใช้
ในการรักษายังคงเดิม คือ การใช้หลักของการนวดและการประคบร้อน เพื่อกระตุ้นการ
ไหลเวยี นเลือด และรกั ษาอาการปวดกลา้ มเนือ้ อมั พฤกษ์ อัมพาต
1.27 นวดแต่งทอ้ ง เป็นรูปแบบการนวดในหญิงตั้งครรภ์ เพื่อช่วยให้สบายตัว ทารกใน
ครรภอ์ ยู่ในทา่ ปกติและเมือ่ ถงึ กำหนดคลอดทำใหค้ ลอดงา่ ย
1.28 นวดจัดมดลูกเขา้ อู่ เป็นรูปแบบการนวดในหญิงหลังคลอดโดยการใช้นิว้ หวั แมม่ ือ
ทั้งสองกดลงไปด้านข้างของท้องริมกระดูกเชิงกรานทั้งสองข้างพร้อมกัน แล้วค่อย ๆ ไล่ขึ้นมา
ใช้ฝา่ มือวนกลอ่ มท้อง แลว้ คอ่ ย ๆ กดมดลกู ลงไป เพื่อชว่ ยใหม้ ดลูกเขา้ อู่
22 | ภูมิปัญญาพ้ืนบ้านไทยกับการรักษาโรค
1.29 นวดเข้าตะเกียบ เป็นรูปแบบการนวดในหญิงหลังคลอดโดยให้ผู้ถูกนวดนอน
ตะแคงขา 2 ข้าง ซ้อนทับกัน ส่วนผู้นวดยืดคร่อม โดยหันหน้าไปทางศีรษะของผู้ถูกนวด ใช้ขา
ทง้ั 2 ข้าง หนีบบรเิ วณต้นขาและสะโพกของผถู้ ูกนวด แล้วใช้ส้นมอื ชนกนั กดขย่มบริเวณข้อต่อ
สะโพกเปน็ จงั หวะถี่ ๆ เพื่อช่วยให้ขอ้ ต่อสะโพกที่เคลือ่ นออกจากเบา้ หลงั คลอดกลับเข้าสู่ที่เดมิ
ได้
1.30 ลนเทียนแล้วลูบบนร่างกายเพื่อคลายความร้อน เป็นวิธีการรักษาร่วมกับการ
เหยียบเหล็กแดงหรือย่ำขาง ซึ่งมีการใช้น้ำมันไพลหรือน้ำมันงาร่วมด้วย โดยใช้แผ่นขี้ผึ้งมาพับ
ห่อไม้แบน ๆ แล้วนำไปลนไฟให้นิ่ม (ซึ่งมีความร้อนไม่มากนัก) แล้วนำมาลูบบนผิวหนัง ทิ้งไว้
สักพกั แลว้ แกะข้ีผึ้งออกจึงเร่มิ นวด
2. ดา้ นสมุนไพร ประกอบดว้ ย 43 กรรมวิธี ดังน้ี
2.1 ต้ม เป็นวธิ ีการเตรียมยาโดยนำตัวยาทีเ่ ป็นส่วนประกอบทั้งหมดมาใสใ่ นหม้อเติมน้ำ
ให้ท่วมยา (โดยใช้มือกดลงในตัวยาเบา ๆ ให้น้ำอยู่เหนือตัวยาเล็กน้อย) นำไปตั้งไฟต้มให้เดอื ด
หรอื ตม้ เค่ียว
2.2 อบ/ฮม (ภาษาอีสาน) เป็นวิธีการใช้ยาโดยนำตัวยามาต้มให้เกิดไอน้ำ เพื่อใช้ไอน้ำ
ในการอบหรือรมในกระโจมหรือห้องอบ ใช้ในการรักษาโรคผิวหนังผื่นคัน อัมพฤกษ์ อัมพาต
ขับน้ำคาวปลา บำรุงผิวพรรณ เป็นตน้
2.3 ประคบ เปน็ การนาบและกดคลงึ ตามส่วนต่าง ๆ ของรา่ งกาย โดยใช้ความร้อน อาจ
มีสมนุ ไพรเปน็ ส่วนประกอบ เช่น ลกู ประคบสมนุ ไพร กอ้ นเสา้ หอ่ ดว้ ยสมนุ ไพร เป็นต้น
23 | ภมู ปิ ญั ญาพนื้ บ้านไทยกับการรักษาโรค
2.4 รม (ควัน/ไอน้ำ) เป็นวธิ ีการใช้ยาโดยการใชค้ วนั หรือไอน้ำจากการเผาสมุนไพรหรือ
ตม้ นำ้ สมนุ ไพร เพ่อื รกั ษาโรคเฉพาะท่ี เช่น หอบหืด ริดสีดวงจมูก แปลฝีเยบ็ หลังคลอด เปน็ ต้น
2.5 นัตถุ์ เป็นวิธีการใช้ยาโดยการนำตัวยาสมุนไพรที่มีลักษณะเป็นผงละเอียด มาใส่
กล้องเปา่ เข้าทางจมกู
2.6 สูด เป็นวิธีการใช้ยาโดยการสูดกลิ่นหรือควัน ไอน้ำสมุนไพร เข้าทางจมูก เช่น ยา
ดมสมุนไพรเพอ่ื บรรเทาอาการวงิ เวยี น เป็นต้น
2.7 สูบ เปน็ วิธีการใช้ยาโดยการสบู ควนั จากสมุนไพรเข้าทางปาก เชน่ การนำดอกปีบที่
ตากแห้งมา มวนดว้ ยใบตองกล้วยตีบ เพือ่ รักษาหอบหืดและริดสดี วงจมูก เปน็ ตน้
2.8 อาบ เป็นวธิ กี ารใช้ยาโดยนำสมุนไพรสดหรือแห้งหลายชนิด มาตม้ กับน้ำแล้วนำมา
อาบรกั ษาโรค
2.9 สุม เป็นวิธีการใช้ยาสมุนไพรที่มีน้ำมันหอมระเหย มาผสม ตำ พอก เพื่อให้ได้ไอ
สมุนไพรเข้า ไปทางจมูกหรอื ทางผิวหนัง เชน่ การสมุ กระหมอ่ มเดก็ เป็นต้น
2.10 แช่ เป็นวิธีการเตรียมยาโดยนำสมุนไพรมาแช่ในน้ำหรือของเหลว ชั่วระยะเวลา
หนึ่ง แล้วนำมาใช้ในการรักษาอาการผู้ป่วย เช่น ตำราใบลานใช้ใบเล็บครุฑมาสับ แล้วแช่ผสม
ด้วยข้าวสารเจ้า รับประทานแก้อาการปวดหัว เป็นต้น 2) เป็นวิธีการเตรียมยาโดยนำยา
สมุนไพรมาต้ม แล้วกรองเอาน้ำยาหรือกรรมวิธีอื่น ๆ ซึ่งได้มาของตัวยา แล้วให้ผู้ป่วยแช่ อาจ
เป็นการแช่ทั้งตัวหรือเฉพาะส่วนที่เป็นโรคก็ได้ นิยมใช้ในกรณีที่ต้องการให้ตัวยาซึมลงสู่ชั้น
ผิวหนงั ลกึ ลงไปมากกวา่ การอาบหรอื ทา
24 | ภูมปิ ัญญาพ้นื บ้านไทยกบั การรักษาโรค
2.11 ย่าง/ปิ้ง ย่าง เป็นวิธีการเตรียมยาสมุนไพรโดยการให้ความร้อนกับสมุนไพร
โดยตรง เพ่ือใหต้ วั ยาสมุนไพรออกฤทธิ์ไดเ้ ช่น นำใบพลบั พลึงมาย่างก่อนนำไปประคบ เป็นต้น
ปิ้ง เป็นวิธีการเตรียมยาสมุนไพรโดยนำสมุนไพรมาห่อแล้วนำมาวางไว้เหนือไฟ เพื่อให้
สมุนไพรมี ฤทธิ์เพิ่มขึ้นหรืออ่อนลง เช่น การสะตุรงทองโดยบดให้ละเอียดแล้วใช้ใบบัวหรือใบ
ข่าห่อ 7 ชั้น นำไปปงิ้ จนสุกกรอบแลว้ คอ่ ยนำไปปรุงยา
2.12 เผา เปน็ วิธกี ารเตรยี มยาโดยทำใหม้ ี 2 ลกั ษณะ คือ
- เผาให้เกดิ เป็นขเ้ี ถา
- เผาใหเ้ ปน็ ถา่ น
เป็นวธิ ีการใช้ยาโดยนำเอาเครื่องยาสมนุ ไพรวางไว้บริเวณท่ีตอ้ งการรักษาแล้วจุดไฟเผา
เครอ่ื งยา เพ่ือบรรเทาอาการ เช่น เผายาจับโปงนำ้ เปน็ ตน้
2.13 สะตุ เป็นการทำให้ตวั ยามีฤทธิ์แรงขึ้น หรอื ใช้รักษาตรงกบั โรคดขี ้ึน
2.14 บด เป็นวิธีการเตรียมยาโดยนำสมุนไพรมาสับหรือย่อย ให้มีขนาดเล็กลงแล้ว
นำเข้าเครือ่ งบดยาทำให้เปน็ ผง
2.15 ฝน เป็นวิธีการเตรียมยาสมุนไพรให้ยามีความละเอียด โดยการถูสมุนไพรบนหิน
หรือฝาละมี รว่ มกบั นำ้ กระสายยา
2.16 ดอง เป็นวิธีการเตรียมยาโดยการนำสมุนไพรไปใส่ในน้ำส้ม น้ำเกลือ น้ำผึ้ง สุรา
หรอื อน่ื ๆ เพ่ือให้ตัวยาละลายออกมา
2.17 หมัก เป็นวิธีการเตรียมยาโดยการนำสมุนไพรไปเก็บไว้ในภาชนะระยะเวลาหน่ึง
จะมนี ำ้ ออกมาจากสมุนไพร เชน่ หมักข้าวหมากใชด้ ูแลสตรหี ลงั คลอด เป็นตน้
25 | ภมู ปิ ัญญาพน้ื บา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
2.18 สักยา เป็นวิธกี ารใหย้ าโดยการใชเ้ ข็ม เหล็ก หรอื อปุ กรณท์ มี่ ีความแหลมคม ทิม่ ลง
ไปบนผิวหนัง พร้อมกับบริกรรมคาถา เพอื่ นำยาสมุนไพรเข้าสู่ร่างกาย ชว่ ยลดอาการปวด ปรับ
สมดลุ เลอื ดของร่างกาย ถอนพิษสตั ว์พษิ กัดงูกัด
2.19 เคี้ยว เป็นวิธีการเตรียมยาสมุนไพรเพื่อการรักษา โดยการบดให้แหลกด้วยฟัน
เช่น การเค้ียวหมากเพ่อื ใชใ้ นการรกั ษาเริม งสู วัด เปน็ ต้น
2.20 เป่า/พ่น เป็นวิธีการรักษาโดยการนำสิ่งใดสิ่งหนึ่งออกมาทางปากในลักษณะเป่า
ให้พุ่งออกมาเป็นฝอย เช่น สมุนไพร น้ำมนต์ ลม หรืออื่น ๆ เป็นต้น บางกรณีมีการบริกรรม
คาถารว่ มดว้ ย
2.21 ตำ เปน็ วิธีการเตรียมยาสมุนไพรโดยใช้ครกหรือสากหรือสิ่งอนื่ ทคี่ ล้ายคลึงเช่นนั้น
กระแทกลงไปอยา่ งแรงเร่ือย ๆ ทำให้สมนุ ไพรเปลีย่ นรูปรา่ งไปหรือมขี นาดเล็กลง
2.22 พอก/โปะ/โพะ/เพาะ เป็นวธิ กี ารใชย้ าโดยการวางสมุนไพรท่ีได้จากการตำหรือบด
ตามบรเิ วณทีต่ อ้ งการรักษา
2.23 คั้น/บีบ/หีบ เป็นวิธีการเตรียมยาสมุนไพรโดยใช้มือหรืออุปกรณ์อื่น ๆ ขยำ บีบ
กด ทับสมุนไพรเพื่อให้ได้ของเหลวออกมา
2.24 กลั่น เป็นวิธีการปรุงยาโดยการนำยาสมุนไพรมาต้มให้เป็นไอ แล้วใช้ความเย็น
บังคับให้เป็นของเหลว เพื่อนำเอาผลิตผลที่ได้มาใช้ทำเป็นยา เช่น น้ำมันหอมระเหยจากไพล
ตะไครห้ อม สะระแหน่ มะกรูด เปน็ ต้น
2.25 สกัดน้ำมัน เป็นวิธีการเตรียมเครื่องยาโดยการแยกเอาน้ำมันออกมาจากสมุนไพร
ซึ่งมี 3 วิธีได้แก่ การกลั่น การทอดและการหีบ เช่น การกลั่นน้ำมันว่านนางคำ การกลั่นน้ำมัน
หอมระเหยจากใบกะเพรา การหบี นำ้ มนั จากเมลด็ ละหุ่ง (กระทงุ ลาย) เปน็ ต้น
26 | ภมู ิปัญญาพืน้ บ้านไทยกับการรกั ษาโรค
2.26 อัง (ควัน)/ความร้อน/ไอน้ำ เป็นวิธีการเตรียมเครื่องยาโดยการนำสมุนไพรไปใกล้
ๆ ไฟ เพื่อให้ร้อน เช่น การอังใบพลับพลึงพออุ่น แล้วนำไปนาบหรือพันบริเวณที่มีอาการปวด
บวม เปน็ ตน้
2.27 เหนบ็ เปน็ วธิ ีการใชย้ าโดยการใสย่ าสมนุ ไพรเข้าทางช่องทวารหนักหรือช่องคลอด
เช่น การเหน็บยารกั ษาริดสดี วงทวาร หรอื เหนบ็ ชอ่ งคลอดรกั ษาอาการตกขาว เปน็ ต้น
2.28 สอด เป็นวิธีการใช้ยาหรือให้ยาโดยการใส่ยาที่เตรียมไว้เป็นแท่ง เข้าไปในช่อง
ทวาร เพื่อให้ยาออกฤทธิ์เฉพาะที่ เช่น การนำสมุนไพรที่เป็นผงมาตอกอัดในกระบอกไม้ไผ่ให้
เป็นแท่ง แล้วผ่ากระบอกไม้ไผ่นำแท่งยาไปสอดทวารหนักรักษาริดสีดวงทวาร ใบพลูทุบให้น่ิม
ม้วนแล้วสอดเข้าไปในช่องจมกู เพ่อื หยุดเลอื ดกำเดา เป็นต้น
2.29 ย่างไฟ เป็นวิธีการเตรียมยาในการรักษาผู้ป่วยที่ได้รับบาดเจ็บจากการกระทบ
กระแทกอย่าง รุนแรง เช่น ตกต้นไม้ ควายชนหรือรถล้ม เป็นต้น โดยการนำสมุนไพร เช่น ใบ
หนาด ใบเปล้า ใบละห่งุ ใบพลบั พลงึ เปน็ ต้น วางเกลีย่ บนแครไ่ มไ้ ผแ่ ลว้ ปดู ว้ ยผ้าหรือเส่ือชุบน้ำ
ทับบนสมุนไพร โดยมีเตาไฟให้ ความร้อนอยู่ทางด้านล่าง ความร้อนที่ผ่านสมุนไพร จะทำให้
นำ้ มนั หอมระเหยออกมา และซึมผา่ นผิวหนงั ของผปู้ ว่ ย ช่วยทำให้เลอื ดลมเดนิ ได้สะดวก
2.30 อยู่ไฟ/อยู่กรรม เป็นวิธีการดูแลสุขภาพของมารดาหลังคลอดในระยะแรก ซึ่ง
ครอบคลุมการ นอนหรือนั่งผิงไฟ การเข้ากระโจม การอาบสมุนไพร การนั่งถ่าน การทับหม้อ
เกลือ การนวดประคบ การกนิ ยาและอาหารเฉพาะ เป็นตน้ เพ่อื ช่วยใหม้ ดลกู เข้าอไู่ ด้เรว็ ข้ึน ขบั
น้ำคาวปลา เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น ลดอาการเกร็งและปวดเมื่อย แผลฝีเย็บหายเร็วขึ้น ลด
อาการเจ็บปวด อันเกิดจากการหดรัดตัวของมดลูกและ จากเต้านมคัด ช่วยให้ความอบอุ่นแก่
ร่างกาย เป็นต้น
27 | ภูมิปญั ญาพ้นื บา้ นไทยกับการรกั ษาโรค
2.31 กวาด เป็นวิธีการให้ยาโดยการใช้นิ้วมือแตะยาแลว้ ป้าย ในปาก คอ ลิ้นของทารก
และเด็ก บริเวณอวยั วะท่ีเปน็
2.32 แตะ/แจะ เป็นวธิ กี ารให้ยาโดยการนำตัวยามาสัมผัสเบา ๆ บริเวณอวยั วะท่เี ป็น
2.33 ชโลม เป็นวิธีการให้ยาโดยการใช้ผ้าชุบหรือใช้มือวักน้ำยาสมุนไพร มาแตะตาม
รา่ งกายบริเวณที่มคี วามร้อนให้เปียกชุม่ เชน่ การชโลมนำ้ ยาสมุนไพรในผูป้ ว่ ยทม่ี ีไขส้ ูง เป็นตน้
2.34 ถู/ขดั /สี เป็นวธิ กี ารใหย้ าเฉพาะโดยการออกแรงให้ตัวยาซึมผา่ นผวิ หนังเข้าไปหรือ
ทำใหส้ ่งิ ทไ่ี มต่ อ้ งการหลดุ ออกมาโดย
ถู เปน็ การออกแรงโดยการไถไปมา
ขดั เปน็ การออกแรงโดยการไถไปมา อย่างแรง
สี เปน็ การออกแรงโดยการครูดไปมา แบบถ่ี ๆ ซำ้ ๆ
2.35 ตบ เป็นวิธีการให้ยาโดยการเอายาที่เตรียมไวใ้ นรูปแบบของเหลวใส่บนอุ้งมือแล้ว
นำไปตบ เบา ๆ ตามรา่ งกายของผ้ปู ่วย
2.36 ตั้งยา เป็นวิธีการเตรียมตัวยาหลายชนิดโดยเลือกตัวยาบางชนิดมาใช้ร่วมกัน
เพ่ือรกั ษาผปู้ ว่ ยเฉพาะราย มักใช้ในรปู แบบยาฝน
2.37 ทา/ลูบ เป็นวิธีการใช้ยาที่มีลักษณะเป็นของเหลวหรือผงละเอียด โดยการใช้มือ
หรือวัสดุอื่น ๆ ป้ายบริเวณที่เป็น แล้วลูบเพื่อให้ยาที่ทาบนผิวสม่ำเสมอ เช่น ทาปูนแดงรักษา
โรคลมปราบเสน้ ดนิ สอพองผสมนำ้ มะนาวทาบรเิ วณท่ีฟกชำ้ เป็นตน้
28 | ภมู ปิ ญั ญาพนื้ บา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
2.38 ผูก/แขวน เป็นวิธีการใช้ยาโดยการนำสมุนไพรมาร้อยด้วยด้ายและผูกกับข้อมือ
ขอ้ เทา้ เอว หรือห้อยคอ เชน่ การผกู ไพลทขี่ อ้ มือ ข้อเทา้ ลดอาการปวดเคล็ดขัดยอก มหาหิงค์
ผกู ข้อมอื แกท้ อ้ งอืด ทอ้ งเฟ้อ เปน็ หวดั คดั จมกู เป็นต้น
2.39 เป่า/ผิว เป็นวิธีการให้ยาหรือใช้ยาโดยนำยาผงละเอียดบรรจุในอุปกรณ์ เช่น
กล้องเปา่ หรือหลอด แลว้ ใชล้ มปากเปา่ ผงยาเขา้ ไปในคอหรอื จมูก เป็นตน้
2.40 โลม/ชโลม เป็นวิธีการให้ยาโดยการใช้ผ้าชุบหรือใช้มือวักน้ำยาสมุนไพร มาแตะ
ตามร่างกาย บริเวณที่มีความร้อน ให้เปียกชุ่ม เช่น การชโลมน้ำยาสมุนไพรในผู้ป่วยที่มีใช้สูง
เปน็ ตน้
2.41 ล้าง/ส่วย เป็นวิธีการใช้ยาที่ได้จากการต้ม แช่ เพื่อชำระทำความสะอาดร่างกาย
เฉพาะที่ เช่น การล้างเทา้ ด้วยยาสมนุ ไพรในผูป้ ว่ ยเบาหวาน การล้างตาดว้ ยน้ำแช่ดอกมะลิ เป็น
ตน้
2.42 อม เป็นวิธีการใช้ยาโดยการนำสมุนไพร่ใสใ่ นปากเพ่ือให้ยาออกฤทธ์ิเฉพาะที่ เช่น
การอมน้ำ ต้มสมุนไพรบรรเทาอาการเหงือกบวม ลดกลิ่นปาก การอมยามะแว้งบรรเทาอาการ
เจ็บคอ เปน็ ต้น
2.43 โรย เป็นวิธีการใช้ยาโดยการโปรยผงยาสมุนไพรละเอียดทีละน้อย ลงบนแผล
หรอื บรเิ วณท่ีเปน็ เช่น โรยผงขมิน้ ชันเพอ่ื ใหส้ ะดือเดก็ แห้ง เปน็ ต้น
29 | ภมู ปิ ญั ญาพื้นบา้ นไทยกับการรักษาโรค
3. ดา้ นพธิ กี รรม ประกอบด้วย 27 กรรมวิธี ดงั นี้
3.1 เหยา เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ภูไทที่สืบทอดมาแต่
ครั้ง บรรพกาล อันสืบเนื่องมาจากความเชื่อดั้งเดิมที่นับถือผี เป็นการทำพิธีติดต่อระหว่างคน
กับผี โดยมีหมอเหยาเป็นสื่อกลาง เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุการเจ็บป่วยและวิธีการรักษา โดยใช้
บทกลอนและทำนองดนตรจี ากเสียงแคนประกอบการใหจ้ งั หวะ
3.2 รำผีฟ้า เป็นพิธีกรรมในการตูแลรักษาสุขภาพ โดยมีพื้นฐานความเชื่อเรื่องผีฟ้า ซึ่ง
เป็นผีบรรพ บุรุษที่เคารพนับถือ และคอยช่วยเหลือเมื่อยามเจ็บป่วยหรือในภาวะเดือดร้อน มี
การเชิญผีฟ้ามาเข้าร่างทรง ของหมอ โดยมีการรำและฟ้อนรอบๆผู้ป่วย ซึ่งมีหมอแคนเป่าให้
จังหวะและหมอลำส่องกระจก เพอ่ื ให้ผฟี ้า บอกสาเหตุและวิธกี ารแก้ไขความเจ็บป่วย
3.3 ไหว้ผีฟ้า เป็นพิธีกรรมที่เป็นกุศโลบายของชาวบ้านที่ใช้ในการปกป้องป่าอนุรักษ์
ของชุมชน และขอขมาลาโทษต่อเทพ เทวดา หรือผีผู้เฝ้าพื้นที่ โดยชาวบ้านได้สร้างศาลาไว้
สำหรับทำพธิ ีกรรมดังกล่าวในพื้นทป่ี ่าอนุรกั ษข์ องชุมชนและชาวบา้ นจะชว่ ยกันดูแลไม่ให้มีการ
ตัดต้นไม้ แต่ให้คนในชุมชนสามารถเข้ามาหาของป่าได้ พิธีกรรมไหว้ผีฟ้า จะจัดทำช่วงปีใหม่
ไทยของทกุ ปใี นชว่ งเดือนเมษายน - มีนาคม จำนวน 1 วัน โดยของเชน่ ไหว้ในพิธี เม่ือประกอบ
พิธเี สรจ็ จะนำมาปรงุ ประกอบเป็นอาหาร กนิ รว่ มกนั ในชุมชน
3.4 โจลมะม็วด เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำนาย
สาเหตกุ ารเจบ็ ป่วยและการรักษาโรค ซึ่งสว่ นใหญเ่ ป็นอาการป่วยท่ีไม่สามารถหาสาเหตุได้ จึงมี
การเชญิ ร่างทรงมะม็วด ซ่ึงทำหนา้ ที่เป็นสอ่ื กลางระหว่างมนษุ ย์กับอำนาจเหนือธรรมชาติน้ัน ๆ
มาประกอบพิธีกรรม เพื่อหาที่มาและเป็นการขจัดปัดเป่าสิ่งเลวร้ายหรือขอขมาลาโทษสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้ป่วยอาจล่วงเกินโดยไม่เจตนา โดยใช้ดนตรีเป็นสื่อในการประกอบพิธี รวมทั้งเป็น
การบชู าและสรา้ งขวญั กำลงั ใจใหผ้ ูป้ ่วย
30 | ภมู ปิ ัญญาพน้ื บา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
3.5 รำแมม่ ด เปน็ พิธกี รรมในการดูแลรกั ษาสุขภาพของชาติพันธ์ุไทยเขมร จงั หวัดศรีสะ
เกษ เรยี กวา่ เรือนมะมว็ ด หรอื รำแม่มด มลี ักษณะคล้ายการทรงเจา้ เพราะเชอ่ื ว่าเทพหรือผีน้ัน
มี 2 พวก คอื 1) พวกท่ีอยากไดส้ ิง่ ของโดยใหค้ นจดั ให้ 2) พวกที่คอยมาดูแลมนุษย์ รำแม่มดจะ
ทำขึ้นเมื่อผู้ป่วยรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันแล้วไมห่ าย จึงต้องจัดพิธีกรรมรำแม่มดขึ้น โดยมี
ดนตรีประกอบ คอื แคน ซอฆอ้ งและกลอง
3.6 เป่าคาถา เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพ โดยการท่องคาถาหรือมนต์คาถา
ตามที่ได้ ร่ำเรียนมาแล้วเป่าลมไปยังบรเิ วณอวัยวะทีม่ ีอาการเจ็บป่วยของผู้ป่วย บางครั้งเรียก
"เป่าเยน็ " นอกจากนย้ี ังมกี ารเป่าพน่ เป็นการทอ่ งมนต์คาถาแล้วเป่าน้ำมนต์ที่มีสมุนไพรผสมอยู่
ในการรักษาผู้ป่วย เช่น เปา่ ผ้ปู ่วย กระดกู หกั เปา่ ฝี เปา่ กระหมอ่ ม เปน็ ตน้
3.7 น้ำมนต์/ท่องมนต์/คาถา เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพ โดยการบริกรรม
คาถา ควบคู่กับ การรักษาผู้ป่วยของหมอพื้นบ้าน เช่น การรักษาผู้ป่วยกระดูกหัก การสักยา
การฝนยาสมนุ ไพร เป็นตน้ โดยมอี งค์ประกอบ คอื
นำ้ มนต์ เป็นกระบวนการในเตรยี มเครอ่ื งยาหรือการรกั ษา น้ำท่เี ข้าพิธกี รรมเพื่อใช้พรม
อาบหรอื กนิ ในการรกั ษาโรคท้งั ทางกายและทางจิต
ท่องมนต์ เป็นการบริกรรมคาถาในระหว่างการเตรียมเครื่องยา (ในอดีตไม่มีเครื่องช่ัง
อยา่ ง ละเอียด ความยาวของการทอ่ งมนต์จะทำหนา้ ทใี่ นการกำหนดขนาดของตัวยา)
คาถา เป็นบทหรือข้อความที่นำมาใช้ประกอบการเตรียมยาหรือการรักษา อาจเป็น
ภาษาไทยหรอื ภาษาทอ้ งถ่ิน ซึง่ หมอแตล่ ะท่านได้รบั การถ่ายทอดมาจากครหู รอื บรรพบรุ ษุ
31 | ภูมปิ ัญญาพน้ื บา้ นไทยกบั การรักษาโรค
3.8 ผิว เป็นพธิ ีกรรมในการดแู ลรักษาสขุ ภาพโดยการใช้ลมจากปากเป่าเบาๆ ไถ่ไปตาม
สว่ นต่าง ๆ ของผู้ป่วย สว่ นใหญม่ กี ารใชค้ าถากำกบั มคี วามเชือ่ วา่ เป็นพลังในการรักษาและการ
สร้างขวญั กำลงั ใจให้กบั ผปู้ ว่ ย
3.9 เหยียบเสน เป็นพิธีกรรมในการดแู สรกั ษาสขุ ภาพ ตามวถิ วี ฒั นธรรมภาคใต้ ที่ใช้ใน
การรกั ษาเสน ปาน ไผ่ และไขอ่ งุ้ เพอ่ื ยับยง้ั ไมใ่ หเ้ สนขยายใหญ่ขึ้น ผูท้ ีท่ ำการรกั ษา คอื นายโรง
โนรา ซึ่งจะใช้ดินสอในการเขียนอกั ขระขอมลงบนหัวแม่เท้า ถา้ หากผู้ป่วยเปน็ เสนเต็มแผ่นหลัง
จะเขียนลงบนฝาเท้า แล้วเหยียบลงบนหินลับมีด ยกเท้ารมควันไฟจากเทียนไข แล้วเอาเท้า
เหยียบลงเบา ๆ ตรงที่เปน็ เสน ประกอบกับการใช้คาถาอาคมลงไปด้วย ถ้าต้องการให้หายขาด
ผ้ปู ว่ ยจะต้องรับการเหยียบรกั ษากบั นายโรงโนราโรงครู 3 ครัง้ โดยทำการรักษาในช่วงเดือน 6,
7 และ9 นายโรงโนราที่จะสามารถทำการรักษาใหห้ ายขาดได้จะต้องผา่ นการตดั จุกมาก่อน
3.10 สู่ขวัญ/เรียกขวัญ/ฮ้องขวัญ เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพโดยการเรียก
ขวัญให้กลับคืนมาสู่ร่างเดิม เป็นการผสานระหว่างความเชื่อเรื่องขวัญกับศาสนาพุทธ ศาสนา
พราหมณ์ และความเชื่อในอำนาจเหนอื ธรรมชาติ จะทำในโอกาสที่ชีวิตมีการเปลี่ยนแปลงหรือ
มเี หตตุ อ้ งจากบ้านไปไกล มีความเจ็บป่วยและเกดิ อุบตั ิเหตุหรือในกรณีท่มี ีบุคคลสำคัญมาเย่ียม
เยอื นบา้ นเมอื ง มักทำร่วมกับพธิ ีกรรมสะเดาะเคราะห์ (สง่ เคราะห์) และพธิ สี ืบชะตา โดยปฏิบัติ
ตอ่ เนื่องกนั เร่มิ จากการสะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) การสืบชะตา และการเรียกขวญั
3.11 บวงสรวง/ไหว้ผี เป็นพิธีกรรมในการบูชา บอกกล่าวขออนุญาต ขอพร ขอบารมี
คุ้มเกล้าให้อยู่ รอดปลอดภัย จากเทวดาหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เคารพนับถือ ด้วยเครื่องสังเวยและ
ดอกไมธ้ ปู เทยี น เป็นต้น
32 | ภมู ิปัญญาพ้ืนบา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
3.12 กล่อมขวญั เปน็ พธิ กี รรมในการดแู ลรักษาสุขภาพ โดยการเรียกขวญั ให้กลับคืนมา
สรู่ ่างเดิม เป็นการผสานระหวา่ งความเชื่อเรื่องขวญั กับศาสนาพทุ ธ ศาสนาพราหมณ์ และความ
เชอ่ื ในอำนาจเหนอื ธรรมชาติ จะทำในโอกาสทีช่ ีวิตมีการเปลีย่ นแปลงหรือมีเหตตุ อ้ งจากบ้านไป
ไกล มีความเจ็บป่วยและเกิด อุบัติเหตุหรือในกรณีที่มีบุคคลสำคัญมาเยี่ยมเยือนบ้านเมือง มัก
ทำร่วมกับพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) และพิธีสืบชะตา โดยปฏิบัติต่อเนื่องกัน เริ่ม
จากการสะเดาะเคราะห์ (สง่ เคราะห)์ การสบื ชะตา และการเรียกขวัญ
3.13 สูดขวัญ เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพ โดยการเรียกขวัญให้กลับคืนมาสู่
ร่างเติมเป็นการผสานระหว่างความเชื่อเรื่องขวัญกับศาสนาพุทธ ศาสนาพราหมณ์ และความ
เช่อื ในอำนาจเหนือธรรมชาติ จะทำในโอกาสท่ชี ีวิตมีการเปลยี่ นแปลงหรือมีเหตตุ อ้ งจากบ้านไป
ไกล มีความเจ็บป่วยและเกดิ อุบตั ิเหตุหรือในกรณีท่ีมีบคุ คลสำคญั มาเย่ียมเยือนบ้านเมืองมักทำ
ร่วมกับพิธีกรรมสะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) และพิธีสืบชะตา โดยปฏิบัติต่อเนื่องกัน เริ่มจาก
การสะเดาะเคราะห์ (ส่งเคราะห์) การสืบชะตา และการเรยี กขวัญ
3.14 สะเดาะเคราะห์ เป็นพิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพที่ทำให้กับบุคคลที่เคราะห์
รา้ ย เชน่ ได้รบั อุบัตเิ หตุต่าง ๆ ซ่งึ เช่อื ว่าถ้าสะเดาะเอาเคราะห์ออกจากตัวแล้วก็จะทำให้พบแต่
ความสุขสบาย อาการ เจ็บป่วยก็ดีขึ้น โดยมีขั้นตอน คือ 1) สะเดาะ 2) ส่งเคราะห์ 3) ลอย
เคราะห์
3.15 สบื ชะตา เปน็ พิธีกรรมในการดูแลรักษาสุขภาพทใ่ี ชบ้ ำบัดทางด้านจติ ใจ เชื่อกนั ว่า
เป็นการต่อ อายุหรือต่อชีวิตให้มีอายุยืนยาว เสริมความเป็นสิริมงคล อยู่อย่างสุขสบาย
ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และทำให้ เกิดความเจริญรุ่งเรืองในชีวิตเช่น การต่ออายุคน หมู่บ้าน
เมือง เปน็ ตน้
33 | ภมู ิปัญญาพ้ืนบ้านไทยกบั การรักษาโรค
3.16 ตอ่ ชะตา เปน็ พิธีกรรมในการดแู ลรักษาสุขภาพทใ่ี ชบ้ ำบัดทางด้านจติ ใจ เช่ือกันว่า
เป็นการต่อ อายุหรือต่อชีวิตให้มีอายุยืนยาว เสริมความเป็นสิริมงคล อยู่อย่างสุขสบาย
ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต เช่น การต่ออายุคน หมู่บ้าน
เมอื ง เปน็ ตน้
3.17 เฮียกไข/่ เลยี กไข่/เลี๊ยะไข่ เปน็ พิธีกรรมในการวินจิ ฉัยโรค โดยใช้ไขค่ ลงึ และลากไป
ทั่วตัวของผู้ป่วยพร้อมกับท่องคาถากำกับ เมื่อครบทุกจุดทั่วร่างกายแล้วนำไข่มาตอกดูว่ามี
ลักษณะผิดปกตอิ ย่างไร หมอจะวินิจฉัยสาเหตุการเจ็บปว่ ยจากลักษณะของไข่
3.18 ต้ังไข่ เป็นพธิ กี รรมในการวินจิ ฉัยโรค เพ่ือหาสาเหตุของการเจบ็ ป่วยว่าเกิดจากสิ่ง
เหนือธรรมชาติหรอื ไม่ หรือมีการเจ็บป่วยที่ส่วนใดของร่างกาย หรือทำนายว่าสามารถรกั ษาได้
หรือไม่ โดยใช้ไข่ ไก่วางบนฝ่ามือของหมอพื้นบ้าน สวดพระพุทธมนต์อธิษฐาน เพ่งกระแสจิต
ถ้าไข่ต้ังข้นึ แสดงว่าใชแ่ ละรกั ษาได้ ถา้ ไขไ่ ม่ตง้ั แสดงว่าไม่ใชแ่ ละรักษาไมไ่ ด้
3.19 การทรง เปน็ พธิ กี รรมในการวินิจฉัยโรค เพอ่ื ทำนายทายทกั หาสาเหตุ และแนะนำ
แนวทางการ แก้ไขปัญหาใหม้ คี วามสุขทัง้ กายและใจ โดยการเชิญเจ้าหรือสิง่ ศักด์ิสทิ ธิ์มาเข้าสิง
ร่างทรง
3.20 โบล เป็นพิธีกรรมการเสี่ยงทาย เพื่อหาสาเหตุของการเจ็บป่วยโดยผู้เสี่ยงทาย
(เนียะโบล) จะรับพานเครื่องยกครู แล้วใช้มือขวาจับเส้นด้ายที่แขวนเต้าปูน ส่วนมือซ้ายมี
ข้าวสารที่ฝ่ามือรองรับใต้เต้า ปูน ซึ่งผู้เสี่ยงทายจะร่ายเวทมนตร์คาถา ถ้าสาเหตุการเจ็บป่วย
เกิดจากผี เต้าปูนจะแกว่งไปมา ถือเป็นคำตอบ แหล่งสืบทอดความรู้มาจากภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนอื ตอนลา่ งในกลุ่มชาตพิ ันธ์ุไทยเขมร
34 | ภมู ปิ ญั ญาพ้ืนบา้ นไทยกบั การรักษาโรค
3.21 แกว่งข้าว เป็นพิธีกรรมการเสี่ยงทาย เพื่อหาสาเหตุการเจ็บป่วยหรือหาแนว
ทางการดูแลรักษา โดยผู้ทำพิธีจะเอาข้าวเหนยี วปั้นเป็นก้อนกลมแลว้ ผูกดว้ ยด้าย ซึ่งส่วนใหญ่
จะเสี่ยงทายเมื่อไปรักษาโดยทั่วไปแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือก่อนวยมีฝันร้ายก่อนและในกรณีท่ี
ของหายต้องการรู้ว่าของหายอย่างไร อยู่ที่ไหนบางครั้งจะทำย้ำเพื่อความมั่นใจจากการถามผี
ย่าหม้อนึ่ง ถ้าข้าวแกว่งแสดงว่าใช่ ถ้าข้าวไม่แกว่งแสดงว่าไม่ใช่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำถามของผู้ทำ
พธิ ี
3.22 ผีย่าหม้อนึ่ง เป็นพิธีกรรมการเสี่ยงทาย เพื่อหาสาเหตุการเจ็บป่วย ทำนายดวง
ชะตาชีวิตปัญหา การงาน ของหาย บอกวิธีแก้เคล็ดคุณไสย เด็กร้องไห้งอแง หรือปัญหาอื่น ๆ
โดยการสอบถามจากผยี า่ หม้อน่ึง แหล่งสบื ทอดความรู้มาจากพนื้ ทภี่ าคเหนือตอนบน
3.23 ส่อง เป็นพิธีกรรมการเสี่ยงทาย เพื่อหาสาเหตุการเจ็บป่วย ทำนายดวงชะตาชวี ติ
บัญหาการงาน ของหาย หรอื ปญั หาอน่ื ๆ โดยหมอส่องจะเป็นคนทำพิธี วา่ สาเหตเุ กิดจากกรรม
หรือเกดิ จากการกระทำของ ผ้อู น่ื หรอื อน่ื ๆ วธิ กี ารส่องมหี ลายรูปแบบ แหลง่ สบื ทอดความรู้มา
จากพน้ื ทีภ่ าค ตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
3.24 ดูเมื่อ ดูยาม เป็นพิธีกรรมการทำนายดวงชะตาหรือทำนายทายทักปัญหาความ
เจ็บป่วยและ หาฤกษ์ยามในการทำพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติในวิถีชีวิต
หรือประกอบพธิ ีกรรมอ่นื ๆ ให้อยู่เย็นเป็นสุข แหล่งสบื ทอดความร้มู าจากพน้ื ที่ภาคเหนอื
3.25 เสี่ยงทายด้วยเหรียญห้า เป็นพิธีกรรมการทำนายดวงซะตาหรือทำนายทายทัก
ปัญหาที่เกดิ ขึน้ ในชวี ติ โดยการใชเ้ หรียญห้าท่ีได้จากขนั ครูทผี่ ถู้ ามนำมาไหว้วางแปะไว้ท่ีน้ิวช้ี ทำ
พิธีเสี่ยงทายด้วยการแกว่งหรือยกนิ้วชูขึ้น โดยหมอผู้ทำการเสี่ยงทาย จะใช้การถามผีหรือสิ่งที่
มองไม่เห็นเพือ่ หาคำตอบร่วมกับการทำนายจากการติดแน่นบนนิ้วของเหรยี ญหา้ (สำหรับสมยั
โบราณใชเ้ งินโบราณ)
35 | ภมู ิปญั ญาพ้ืนบ้านไทยกับการรกั ษาโรค
3.26 เสี่ยงทายด้วยการโยนไข่เป็นพิธีกรรมการเสี่ยงทาย เพื่อหาทำเลที่ตั้งของชุมชน
ใหม่หรือหาที่ฝังศพเชื่อว่าหากสถานที่ฝังศพของผู้ตายอยู่ในลักษณะเหมาะสม วิญญาณของ
ผู้ตายก็จะอยู่อย่างสงบสุข และจะแผ่บารมีให้กับลูกหลานและญาติมิตร อยู่เย็นเป็นสุขโดยจะ
ทำการโยนไขห่ าพื้นที่ที่เหมาะสม หากไข่แตกแสดงว่าบรเิ วณนั้นสามารถใช้เป็นท่ีตั้งชุมชนหรือ
ฝังศพได้ หากไข่ไม่แตกจะต้องโยนช้ำอีก จนครบ ๆ ครั้ง หากยังไม่แตกอีก จะต้องไปหาพื้นท่ี
อืน่ ในการเสี่ยงทาย
3.27 เสี่ยงทายด้วยการใช้มีดปักบนข้าวสาร เป็นพิธีกรรมของหมอเหยา เพื่อให้ผีไม่ทำ
ร้ายผู้ป่วย เป็นการเชิญผีมาถามถึงสาเหตุความโกรธแค้น โดยนำเอาข้าวสารโรยลงไข่และนับ
จำนวนเม็ดข้าวสารท่ี ติดอยู่ หากเป็นจำนวนค่ีแสดงว่าผู้ป่วยจะหาย หากเป็นจำนวนคู่ซ่ึงแสดง
ว่าผีไม่ยอม หมอเหยาจะทำการอ้อนวอนแล้วจึงทำการเสี่ยงทายด้วยการเอาดาบปักลงไปใน
ข้าวสารในจานหรือถ้วยบนถาดเครื่องคาย ถ้าดาบตั้งอยู่บนข้าวสารได้ แสดงว่าผีให้อภัย ไม่
โกรธแค้น หากดาบทีป่ ักลงบนขา้ วสารล้มลง แสดงว่าผยี ังมีความโกรธแค้นผู้ป่วยอยู่ หมอเหยา
จะทำการอ้อนวอนและเสย่ี งทายไปจนกว่าดาบจะตง้ั อยบู่ นถว้ ยข้าวสารนนั้ ได้
4. ด้านการรักษากระดกู ประกอบด้วย 6 กรรมวิธี ดงั นี้
4.1 จอดกระดูกหรือการเป่าคาถาเพื่อรักษาอาการกระดูกหัก เป็นวิธีการรักษาผู้ป่วย
กระดูกแตก หกั ร้าว เพ่อื ให้กระดกู เช่ือมติดกัน โดยการเปา่ คาถาร่วมกับการจัดกระดูกให้เข้าท่ี
พรมน้ำมนต์ ทาน้ำมันงา น้ำมันเลียงผา น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันอื่น ๆ อย่างใดอย่างหน่ึง
แล้วทำการเข้าเฝือกไม้ไผ่หรือแชก จากนั้นจะทำการเป่าคาถาและทาน้ำมันทุกวันจนกว่า
จะหาย
36 | ภูมิปญั ญาพ้ืนบา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
4.2 จัดกระดูก เป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยท่ีกระดูกหัก ไม่เข้ารูป งอ คด เคลื่อน เพื่อให้เข้า
ที่ โดยการใช้ มือ ผ้า หรืออุปกรณ์อื่น ๆ ออกแรงดึง ลูบ รีด แล้วใช้น้ำมันลูบหรือทา ร่วมกับ
การเป่าคาถา
4.3 เข้าเฝือกด้วยไมไ้ ผ่หรือวัสดอุ ืน่ ๆ เป็นวิธีการรกั ษาผู้ป่วยทีก่ ระดกู หักไม้ให้เคลื่อนที่
โดยใช้ไม้ไผ่หรือวัสดุอื่น ๆ วัดขนาดให้พอดีกับอวัยวะส่วนที่หัก ส่วนใหญ่ใช้ไม้ไม่ผ่าซีกเล็ก ๆ
มาถกั รอ้ ยดว้ ยด้ายพนั รอบอวัยวะท่ีหกั ให้บรเิ วณทห่ี กั อยู่ก่งึ กลางความยาวของไม้ และสามารถ
ขยับได้ตามสภาพของการบาดเจ็บนอกจากนย้ี ังใชฟ้ องน้ำ สำสี หรอื นวมผา้ รองด้านในของเผือก
เพ่ือปอ้ งกันเผอื กไมเ้ สียดสีกับผวิ ของผู้ปว่ ย และเป็นส่วนรองรับน้ำมันท่ีใช้ในการรักษาก่อนดาม
เฝือก โดยมีการมัดหัวและท้ายของเผือกด้วยเชือกหรือด้ายให้แน่นเพื่อป้องกันส่วนที่บาดเจ็บ
เคลือ่ นไหว
4.4 ต่อกระดูกโดยการนั่งบนกระดานแล้วทำพิธีโดยการเคาะ/สับไม้อีกฝั่ง เป็นวิธีการ
รักษาผู้ป่วย กระดูกแตก หลุด หรือหัก โดยการให้ผู้ป่วยนั่งบนแผ่นไม้หรือกระดาน แล้วหมอ
พื้นบ้านนั่งฝั่งตรงข้ามกับ ผู้ป่วย ใช้มีดสับท่อนไม้พร้อมกับบริกรรมคาถา สับไปเรื่อย ๆ
บางกรณีมีการใช้น้ำมันทาหรือลูบในระหว่าง ทำการรักษา เมื่อกระตุกผู้ป่วยเข้าที่แล้วค่อยทำ
การเข้าเผอื กไมไ้ ผ่
4.5 ต่อกระดูกโดยการท่องคาถาเคาะไม้ เป็นวิธีการรักษาผู้ป่วยกระดูกหัก แตก หลุด
หรืออื่นๆ ก่อนหรือหลังการเข้าเผือก ไม้ไผ่ โดยให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนต้านหน้าหมอแล้วหมอใช้
มีดที่ลงอักขระเคาะลงบนท่อนไม้ที่อยู่ระหว่างหมอกับผู้ป่วย ตามจังหวะในการบริกรรมคาถา
และใชน้ ำ้ มนั ลูบ ทา คลึงเบา ๆ บรเิ วณท่ีมอี าการร่วมดว้ ยพร้อมการจดั กระดกู
4.6 ต่อกระดูกโดยการปั้นหุ่นเทียนขี้ผึ้งเพื่อทำพิธี เป็นพิธีกรรมการรักษาผู้ป่วย
กระดูกหัก หลังจากการรักษาและใส่เฝือกแล้วโดยหมอพื้นบ้านจะปั่นหุ่นผู้ป่วยด้วยเทียนขี้ผ้ึง
และสลกั ช่อื กำกบั หลงั จากนน้ั หมอจะนำหนุ่ ไปบรกิ รรมคาถาในเวลากลางคืน เพ่ือใช้พลังจิตใน
การรักษาผู้ป่วย
37 | ภมู ิปญั ญาพ้ืนบา้ นไทยกับการรกั ษาโรค
5. ดา้ นการวนิ ิจฉัย ประกอบด้วย 7 กรรมวธิ ี ดงั น้ี
5.1 นั่งเทียน เป็นวิธีการวินิจฉัย ทำนาย หาสาเหตุการเจ็บป่วยทั้งในปัจจุบันและ
อนาคตโดยการจุดเทียนไว้ที่ขอบปากบาตรหรือขัน ให้น้ำตาเทียนหยดลงในน้ำ แล้วทำนายไป
ตามลักษณะนำ้ ตาเทยี นทีป่ รากฏในนำ้
5.2 เสี่ยงเทียน เป็นวิธีการวินิจฉัยและรักษาโรคในลักษณะบำบัดจิตโดยการเสี่ยงหยิบ
เทียนที่หมอมนตไ์ ด้มีการบริกรรมคาถาไว้แลว้ มา 7 แท่ง แล้วนำมาจุด เป็นการทำลายโรคหรือ
ส่งิ อปั มงคลท่ีมีอยใู่ นตวั เราให้หมดสิน้ ไป
5.3 ส่องเทียน เป็นวิธีการวินิจฉัยโรคโดยการใช้เทียนส่องบริเวณผิวหนังที่มีอาการ
เจบ็ ปว่ ย เพ่ือแยกลกั ษณะการเจ็บป่วย และใหก้ ารรกั ษาท่ถี ูกต้อง
5.4 เพ่งกสิณ เป็นวิธีการวินิจฉัยและรักษาโรคโดยการใช้สมาธิขั้นสูงของผู้ที่ผ่าน
การฝกึ จติ
5.5 แมะ เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยโรคโดยการใช้นิ้วมือแตะลงบนชีพจรตรงบริเวณเส้น
เลือดแดงที่จุดรวมเส้นเลือด เช่น การแตะเส้นพระเมรุบริเวณข้อเท้า เพื่อวินิจฉัยการไหลเวียน
ของเลอื ดลม
5.6 จับชีพจร เป็นวธิ กี ารตรวจวนิ ิจฉัยโรคโดยการใชน้ ิ้วมอื แตะและกดเบา ๆ ลงบนเส้น
เลือดแดงบางเส้น เช่น เส้นเลือดแดงที่ขอ้ มือ ข้อพับ ลำคอ ข้อเท้า เพื่อประเมนิ กำลังของเลือด
ลมหรือวินจิ ฉยั โรคหรอื อาการเจ็บป่วย
5.7 ดูเมื่อ ดูยาม เป็นพิธีกรรมการทำนายดวงชะตาหรือทำนายทายทักปัญหาความ
เจ็บป่วยและหาฤกษ์ยามในการทำพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติให้อยู่เย็น
เป็นสขุ พ้นจากภัยอนั ตรายจากโรคภยั ไขเ้ จ็บ
38 | ภมู ิปัญญาพน้ื บา้ นไทยกับการรักษาโรค
6. ด้านอน่ื ๆ ประกอบด้วย 9 กรรมวิธี
6.1 เช็ด เป็นวิธีการตรวจวินิจฉัยและรักษาอาการเจ็บป่วยด้วยน้ำมนต์และใบไม้
เช่น ใบพลู ใบผักดีด เป็นต้น โดยการลูบไปตามอวัยวะบริเวณที่มีอาการเจ็บปวดหรือบวม
การวินิจฉัย ดูได้จากลักษณะใบไม้หลังการลูบหรือใบไม้ที่ติดค้างอยู่ เกิดจากคุณผี คุณไสย
การรักษาจะใช้ในกรณีที่อาการเจ็บป่วยไม่มาก เช่น อาการปวดเมื่อยจากการเดินของเลือดลม
ไมส่ ะดวก ลมเข้าเสน้ เอ็นขีก่ ัน เป็นตน้
6.2 แหก เป็นวิธีการรักษาโดยการใช้อุปกรณ์ในการแหกขูดลงบนบริเวณที่เชื่อว่ามีพิษ
อยู่พรอ้ มท้งั บริกรรมและเสกคาถาใส่อุปกรณ์ เพอ่ื ไล่พิษออกจากร่างกาย
6.3 จอบเลือด เป็นวิธีการรักษาโดยการใช้เขาสัตว์ เช่น เขาแพะ เขาควาย เป็นต้น
วางครอบ บริเวณที่ถูกสัตว์พิษกัด งูกัด แล้วใช้ปากดูดบริเวณปลายเขาสัตว์ และอุดรูเขาสัตว์
ดว้ ยชนั โรงหรืออืน่ ๆ เลือดก็จะซมึ ออกมา ปล่อยท้งิ ไวป้ ระมาณ 10 นาที จึงหยุด เพื่อลดอาการ
ปวด ถอนพษิ
6.4 จูบเลือด เป็นวิธีการรักษาโดยการใช้เขาสัตว์ เช่น เขาแพะ เขาควาย เป็นต้น
วางครอบ บริเวณที่ถูกสัตว์พิษกัด งูกัด แล้วใช้ปากดูดบริเวณปลายเขาสัตว์ และอุดรูเขาสัตว์
ด้วยชนั โรงหรอื อ่นื ๆ เลือดก็จะซมึ ออกมา ปล่อยทิง้ ไวป้ ระมาณ 10 นาที จึงหยุด เพื่อลดอาการ
ปวด ถอนพิษ
6.5 กรอกเลือด เป็นวิธีการรักษาโดยการกรีดหรือสักผิวหนังให้บาดเพียงเล็กน้อย
ให้เลือดออกมาใช้ถ้วยแก้วทีไ่ ล่ลมแล้ววางปากแก้วครอบบริเวณที่บาดนั้น เลือดก็จะซมึ ออกมา
พอได้เลือดพอสมควรแลว้ จงึ หยุดและห้ามเลอื ด เพือ่ บรรเทาอาการปวดเมือ่ ยกล้ามเนือ้ ดดู พิษ
ออกจากรา่ งกาย กระตุ้นให้เลือดไหลเวยี นดขี น้ึ
39 | ภูมปิ ญั ญาพืน้ บ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
6.6 บ่งต้อ เป็นวิธีการรักษาอาการหรือความผิดปกติของดวงตา เช่น ต้อเนื้อ ต้อลม
อาการแสบตา จอประสาทตาเสื่อม และอาการอื่น ๆ โดยการใช้หนามหวายขม ดึงเส้นใยท่ี
เกดิ ขน้ึ ในจดุ รอยโรคทอี่ ย่บู รเิ วณแผ่นหลงั ของผูป้ ่วยโดยมิไดก้ ระทำใด ๆ ต่อดวงตา
6.7 ตัดต้อ เป็นวิธีการรักษาต้อเนื้อ โดยการนำกะลาตาเดียวมาวางครอบบนดวงตา
แล้วนำชิ้นเนื้อหมูหรือเนื้อวัว มาวางบนกะลาตาเดียวแล้วตัดชิ้นเนื้อบนกะลา 3 ครั้ง และใช้
คาถากำกับ ซึ่งผู้ป่วยต้องมา 3 วันติดต่อกัน มักทำตอนเย็นและเวลาเดียวกัน วันสุดท้ายให้นำ
กล้วยใสบ่ าตรหรือนำไปวัด
6.8 สัก เป็นวิธีการรักษาโดยการใช้ของแหลมตามร่างกายและบริกรรมคาถาพร้อมลง
อกั ขระ เพ่อื เป็นสิริมงคลและป้องกันภยนั ตรายจากสตั วพ์ ษิ เช่น ปอ้ งกันงูกัดหรอื สตั ว์อ่ืน ๆ กัด
เปน็ ต้น ทง้ั น้ไี มร่ วมถึงการสักเพื่อความสวยงาม
6.9 ฝังดิน/ฝังทราย เป็นวิธีการรักษาโดยการขุดหลุมบริเวณดนิ หรือทรายแลว้ ให้ผู้ป่วย
นอน จากนั้นถมดินหรือทรายให้ทั่วร่างกายยกเว้นส่วนหัว บางกรณีมีการใช้สมุนไพรร่วมด้วย
เช่น ใบขี้เหล็กปูพื้นก่อนนอน หญ้าคาเผาในหลุมก่อนฝังดิน เป็นต้น เชื่อว่าดินหรือทราย
สามารถดูดเอาสิ่งที่ไม่ดีออกจากร่างกายได้ เป็นวิธีการฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ทำให้
กล้ามเนอื้ ลดอาการเกร็งตัว ระบบไหลเวียนของเลือดและลมตขี ้ึน พบวิธีการตงั กล่าวได้ทุกภาค
ในบางพืน้ ท่ีใชร้ ักษาหรอื กำจัดพิษทเ่ี กดิ จากการกนิ เห็ดพิษหรือต่อตอ่ ย
40 | ภูมิปัญญาพ้ืนบ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
การรักษาโรคตาม
ภูมิปญั ญา
พืน้ บ้านไทย
ภาคเหนอื
ภมู ิปัญญาการรกั ษาโรคประจำภูมภิ าคเหนอื
การตั้งถิ่นฐานในภูมิภาคอาคเนย์นี้ ตามหลักฐานในทางภาคเหนือเราที่แม่ฮ่องสอน
พบว่ามีการอยู่อาศัยของมนุษย์ตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ถึง 30,000 กว่าปีมาแล้ว ที่พบ
เปน็ โครงกระดูก มนษุ ยก์ ็มีอายุเกา่ แกถ่ ึง 13,000 ปี มีแหลง่ โบราณคดีถึง 80 แหล่งทเ่ี ชียงใหม่ท่ี
อุทยานแห่งชาติออบหลวง ทั้งยังพบโครงกระดูกมนุษย์ในยุคสัมฤทธิ์ มีอายุระหว่าง 2,500–
3,500 ปีก่อนคริสตกาลที่ลำปางพบหลักฐานเป็นกระดูกของมนุษย์โฮโมอีเรกตัสที่มีอายุราว
500,000 ปี ซึ่งถูกเรียกกันว่า มนุษย์เกาะคาและที่น่าสนใจคือที่สุดคือที่จังหวัดลำพูน ชุมชน
โบราณบา้ นวังไฮเป็นชุมชนในยคุ โลหะ(Metal Age) ซ่ึงใช้เหล็กเป็นเคร่ืองมือ (Iron Tools)และ
ใช้สำรดิ เปน็ เครอ่ื งประดบั (Bronze Ornaments) เม่ือประมาณ 2800-3000 ปีมาแล้ว
การพบเครื่องมือหินร่วมอยู่ด้วย แสดงให้เห็นถึงการสืบทอดของกลุ่มชนที่ต่อเนื่องมา
ยาวนานตั้งแตย่ ุคก่อนประวัติศาสตร์ และพัฒนามาจนเข้าสู่ยุคประวัตศิ าสตร์สมัยหริภญุ ไชยใน
ที่สุดซึ่งหนึ่งในภูมิปัญญาการตั้งถิ่นฐาน จะต้องมีการรักษาโรคอยู่ด้วย ภูมิปัญญาในการรักษา
และบำบัดผ่านการทดลองถูกผิด ผ่านการผสานวัฒนธรรมอื่นที่ผ่านเข้ามาไม่ว่าจะจากการค้า
ขาย การย้ายถ่ินฐาน การตกเป็นเมืองขึน้ มีการแลกเปล่ียนถา่ ยเทเทคนิคและองค์ความรู้ในการ
รักษา จะดว้ ยสาเหตใุ ดกต็ าม ท่ีทำใหเ้ กิดการตกผลึกภมู ปิ ญั ญาการรักษาบำบดั อยา่ งลา้ นนา สบื
ถ่ายพฒั นาต่อยอดกันมารุ่นต่อรุ่นจนถึงปัจจุบันแม้ไมไ่ ด้มีการระบุเปน็ หลักฐาน มีการบันทึกกัน
อย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าแท้จริงแล้วที่มาที่ไปเป็นอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่ากับปัจจุบันนี้แพทย์
พื้นบ้านล้านนายังเป็นทางออกและเป็นที่พึ่งให้กับคนได้ โดยภาคเหนือจะมีการแพทย์พื้นบ้าน
ล้านนามีตำรา คัมภีร์ใบลานล้านนา ซึ่งมักจะจารึกเป็นภาษาธรรมล้านนา และมีการเรียนสืบ
ทอดกันภายในครอบครวั หรอื สืบทอดกนั ตัวต่อตัว ระหว่างครูและลูกศษิ ย์ 1
(1) ลา้ นนา เฮล ฮับ. ศักด์ศิ รขี องการแพทย์พนื้ บา้ นลา้ นนา. [ออนไลน์]. เว็บไซต์ : https://lannahealthhub.org/th/knowledge เขา้ ถงึ เม่ือ 12 ตุลาคม
2564
44 | ภมู ปิ ัญญาพืน้ บา้ นไทยกบั การรักษาโรค
ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านภาคเหนือความเชื่อเกี่ยวกับชีวิตและสุขภาพของชาว
ล้านนาชาวล้านนาเชื่อว่าชีวิตคนประกอบขึ้นด้วยองค์ประกอบพื้นฐาน 2 อย่างคือรูปกับนาม
หรือส่วนของธาตุกับส่วนของขวัญซึ่งสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดเมื่อใดที่แต่ละส่วนบกพร่องหรือ
ความสัมพันธ์ระหว่างกายกับใจไม่สมดุลก็ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยขึ้นได้หลกั การดูแลผู้ป่วยของ
ภมู ิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านล้านนาคือการเสริมสว่ นท่ขี าดขจดั สว่ นทเ่ี กนิ ล้างส่ิงท่ีเป็นพิษแก้ไข
สิง่ ทเ่ี ปน็ ต้นเหตขุ องการป่วยและบำรุงร่างกายให้แขง็ แรงโดยใช้อาหารหรืองดอาหารบางชนิดที่
เป็นของแสลงต่อโรคใช้ยาสมุนไพรซึ่งเป็นยาตำรับอาจใช้ร่วมกับการนวดการปรับพฤติกรรม
หรือทำพิธีกรรมร่วมด้วยโดยเฉพาะเมื่อสาเหตุของการเจ็บป่วยเกิดร่วมกับการเสียสมดุล
ของขวัญก็จะทำพิธีต้องขวัญหรือเรียกขวัญให้กลับคืนมาสู่ร่างกายหรืออวัยวะที่ขวัญนั้นอยู่
วิธีการวินิจฉัยของหมอพื้นบ้านล้านนาไม่ได้แยกขั้นตอนของการวินิจฉัยกับการรักษาออกจาก
กันชัดเจน วิธีการวินิจฉยั ไม่มีหลักท่ตี ายตวั หรือใชร้ ่วมกันในสว่ นของข้นั ตอนการรักษาของหมอ
พน้ื บา้ นล้านนานัน้ สามารถแบง่ เปน็ กลมุ่ ใหญด่ ังน้ี
❖ กลุ่มทปี่ ้องกันหรอื รกั ษาด้วยพิธกี รรมเชน่ การดฤู กษ์ยามการขจดั ปดั เป่าส่งิ เลวรา้ ย
❖ กลุ่มทป่ี ้องกันหรือรักษาทางกายเช่นการนวดบีบเส้นการแหกการขาง
❖ กลมุ่ ท่ีปอ้ งกันหรือรักษาด้วยยาสมนุ ไพรกล่มุ ท่ีป้องกันหรือรักษาด้วยอาหารและการกิน
เชน่ การงดอาหารแสลงหรือกนิ อาหารใหส้ อดคลอ้ งกับธาตขุ องผปู้ ว่ ย
45 | ภมู ิปญั ญาพ้นื บา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
"พิธีกรรมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ สำหรับการรักษาอย่างล้านนา" พ่อหมออินสม สิทธิตัน
หมอไทยดีเด่นแห่งชาติได้กล่าวว่า"การแพทย์พื้นบ้านมันเรื่องของการมีพิธีกรรมบำบัด เข้า
มาร่วมด้วยอย่างบางทีถ้าอยู่ไม่สบายก็เอาพระมาสวดสืบชะตาราหูให้อยู่เย็นเป็นสุข ผูกข้อไม้
ข้อมือสู่ขวัญ บายศรี นี้เป็นพิธีกรรม ที่คนในครอบครัวมาร่วมกันทำให้ มีเรื่องของความเชื่อ มี
เรื่องของศาสนาเข้ามาเกี่ยวข้องแล้วค่อยมีการบำบัด มีเช็คแหก มีตอกเส้น มีนวด เข้าเฝือก
(กวากซุย) ต่อกระดูก ถูกพิษร้อน ดับพิษร้อน" จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การรักษาแพทย์
พื้นบ้านล้านนานั้นไม่ได้รักษาแค่อาการเจ็บภายนอกยังเป็นการให้กำลังใ จแกคนป่วยอีกด้วย
แล้วตอนที่ทำการรักษาแบบพื้นเกิบทุกวิธี หมอพื้นบ้านจะอยู่ทำการรักษาอยู่ตลอดใน
ระยะเวลาการรักษา ทำให้หมอและคนไข้ เพิ่มใกล้ชิดคนไข้ก็มีความม่ันใจและมีความหวังที่จะ
หาย และที่สำคัญค่าใช้จ่ายในการรักษาไม่สูง คนท้องถิ่นเข้าสามารถเข้าถึงการรักษาได้อย่าง
ทั่วถึง และยิ่งในทางพื้นทีภ่ าคเหนือการรักษาแบบพื้นบา้ นมีสถานภาพที่น่าชื้นใจเปน็ อย่างมาก
เพราะได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากทางภาครัฐโดยเฉพาะสาธารณะสุข ได้ผลักดันการใช้การ
รักษาแบบพื้นบ้านทั้งทางตรงและทางอ้อม ในโรงพยาบาลและสถานบริการหลายแห่งเลือกใช้
ศาสตรก์ ารบำบดั ลา้ นนาเปน็ แพทยท์ างเลอื กกนั อย่างกว้างขวางมาก 1
(1) ล้านนา เฮล ฮับ. ศักดิ์ศรีของการแพทยพ์ น้ื บา้ นลา้ นนา. [ออนไลน]์ . เวบ็ ไซต์ : https://lannahealthhub.org/th/knowledge เข้าถงึ เมื่อ 12 ตุลาคม
2564
46 | ภูมิปัญญาพื้นบา้ นไทยกบั การรักษาโรค