วิถีมะเกา่ วถิ บี ะเก่า หรอื วถิ บี ่าเก่า
วถิ ีมะเกา่ วิถีบะเก่า วิถีบา่ เกา่ หมายถึง วิถวี ฒั นธรรมของคนล้านนาในการดูแลสุขภาพ
ตามคติความเชื่อพื้นเมืองที่สืบทอดกันมาแต่โบราณ โดยมีหมอพื้นบ้าน ที่เรียกว่า หมอเมือง
เป็นผดู้ ูแล รักษาโรคใหก้ ับผู้ป่วยในชมุ ชน
หมอเมืองหรือหมอพนื้ บ้านล้านนา
“หมอเมือง” หมายถึง หมอแผนโบราณ ทำการรักษาโรคภัยไข้เจ็บด้วยวิชาการที่สืบ
ทอดมาจากปู่ย่าตายาย เป็นการรักษาตามประเพณีที่สืบทอดกันมา มีตำราหรือภาษาล้านนา
เรยี ก “ปับ๊ ” ตัวอกั ษรพื้นเมืองเป็นตำรา บอกสตู รยาสมุนไพร และเป็นเครอ่ื งมือในการศึกษาหา
ความรู้องค์ความรู้และภูมิปัญญาของหมอเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาล้านนา ถือเป็น
มรดกแห่งภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษหลายชั่วอายุคน เรียกว่ามรดกแห่งการ
รกั ษา (traditional healing) ซงึ่ มรี ะบบการรกั ษาแบบองคร์ วม (holistic) คือคำนึงถงึ กาย จติ
และ วิญญาณ ควบคู่กัน การรักษาแบบหมอเมือง ไมไ่ ด้พึ่งแต่สารสังเคราะห์ที่สมัยใหม่เรียกว่า
“ยา” แม้ว่าบางส่วนใช้สารที่ได้จากสมุนไพรในธรรมชาติ แต่หมอเมืองยังรวมไปถึงความเช่ือ
จิตวิญญาณ และพลังชุมชนด้วย เรียกได้ว่า เป็นองค์ความรู้แบบองค์รวม โดยมีเป้าหมายคือ
สนั ตสิ ขุ ของบุคคลและชมุ ชน 1
(1) เอชโฟกัส. "หมอเมอื ง" ภมู ิปญั ญาลา้ นนา. [ออนไลน]์ . เวบ็ ไซต์ : https://www.hfocus.org/content/2018/09/16344 เข้าถึงเม่ือ 12 ตุลาคม 2564
47 | ภมู ปิ ญั ญาพ้ืนบ้านไทยกับการรกั ษาโรค
หมอเมืองใน 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบน เป็นผู้มีความรู้ด้านการดูแลสุขภาพด้วยองค์
ความรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภูมิปัญญาล้านนา ที่สืบทอดกันมาจากบรรพ
บุรุษหลายชั่วอายุคน ซึ่งมีระบบการรักษาแบบองค์รวม (Holistic) คือ คำนึงถึงกาย จิตและ
วิญญาณ โดยพธิ กี รรมและสมุนไพรธรรมชาติทม่ี อี ยูใ่ นท้องถิ่น มเี ป้าหมายคือสขุ ภาวะของคนใน
ชุมชน หมอเมืองไม่ใช่วิชาชีพ แต่เป็นตำแหน่งทางสังคม ที่ชุมชนมอบให้แก่บุคคลที่สังคมยก
ย่องในฐานะเป็นผู้สร้างสรรค์และเยียวยารักษาปัญหาของคนในชุมชน (Traditional healer)
โดยเฉพาะเรื่องโรคภัยไข้เจ็บการรักษาของหมอเมืองมี 5 แนวทางคือ การรักษาด้วยพิธีกรรม
(พิธีกรรมบำบัด) การรักษาทางกาย (กายบำบัด) การรักษาทางยา (สมุนไพรบำบัด) การรักษา
ด้วยอาหารการกิน (อาหารบำบัด) และการถือปฏิบัติ จะรักษาด้วยวิธีไหนขึ้นอยู่กับอาการของ
โรค รวมถงึ อาจผสมผสานวธิ รี ักษาหลายแนวทางเข้าด้วยกัน 2
(2) พันธศ์ ักดิ์ วรรณคำ. หมอเมือง. [ออนไลน]์ . เว็บไซต์ : https://www.museumthailand.com เข้าถงึ เม่อื 12 ตุลาคม 2564.
48 | ภูมปิ ัญญาพ้นื บ้านไทยกบั การรักษาโรค
วธิ ีการรกั ษาโรคพืน้ บ้านภาคเหนอื
ในอดีตธรรมเนียมปฏิบัติของชาวล้านนาคือการดูแลรักษาสุขภาพในครอบครัวกันเอง
(Home Medicine) หากสมาชิกเจ็บป่วยขึ้นมาผู้อาวุโสในครอบครัวจะแนะนำให้ใช้วิธีรักษา
เบื้องต้นที่สืบทอดจากบรรพบุรุษ และการรักษากบั หมอเมืองในชุมชน การรักษาโรคต่างๆตาม
แบบล้านนาน้ันมีหลายวิธีไดแ้ ก่
โหราเวช คือ วิชาพยากรณ์ปูมโรคในร่างกายมนุษย์ก่อนจะทำการรักษา โดยถือเอา
ตำแหน่งของดาวนพเคราะห์ที่โคจรในเรือนชะตาของแต่ละบุคคล ประกอบด้วยหลักวิชา
ปรวนแปรของธาตุเจ้าเรือน ภินนะ จรณะ มรณะ และกฎสภาวะ แวดล้อมของธรรมชาติเป็น
ตัวกำหนด นอกจากนีย้ งั สามารถทำนายดวงชะตาของมนษุ ย์ได้อีก โหราเวชแบ่งวธิ ีบำบดั รักษา
โรคได้ 3 สาขาใหญ่ ๆ คือ
เวชมนตรา คือ การรักษาโรคจริตของมนุษย์อันไม่ปรากฏมูลเหตุทางกายภาพที่ชัดเจน
เช่น โรคลมพัดลมเพ โรคบริวิตกจริต โรคอันเกิดจากการกระทำทางคุณไสย ต้องพิษผีพิษโป่ง
พิษพรายไร้ร่องรอย ผีเข้าเหล้าตือ
เวชปฏิสสะ คือ การรักษาโรคอันปรากฏให้เหน็ ทางกายภาพจากทวารทัง้ สิบของมนษุ ย์
ใช้วิชาการแพทย์ มีเวชกรรม เภสัชกรรม ผดุงครรภ์ นวดไทย และวิชาอื่น ๆ ในหมวดแพทย์
ทางเลือกบำบัดรักษาและแพทย์แผนปัจจุบัน
ญาณเวช คือ การรักษาด้วยสมาธิจิตระดบั ญาณสัมผัสไม่ต้องสัมผสั ทางกายก็สามารถรู้
อาการของโรคด้วยญาณทัศนะให้การรักษาอย่างถูกต้องส่วนมากจะเป็นครูบาอาจารย์ที่เป็น
พระเถระและหมอครูผู้เฒ่าผู้รจนาตำรายาไว้ในสมุดข่อย สมุดไท ปั๊บลาน ปั๊บสา ให้ได้สืบต่อ
โหราตะ คือ ผู้ร่ายมนต์ในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ศาสนพิธี ลัทธิพิธี ไสยพิธี รู้ศาสตร์ดวงดาวโคจร
บนท้องฟ้า รู้ศาสตร์ความเป็นไปในวถิ ีความเป็นมนษุ ย์ มพี ลงั อิธวิ ถิ ใี นตัวอยา่ งมาก มีจติ ตะวาสะ
ในการหยั่งรู้สูงยิ่ง โหระตะเป็นบุคคลที่หาได้ยาก ปัจจุบันหมอโหราเวชหาได้น้อย เพราะเป็น
วิชาท่ีสบื ภายในตระกูลสว่ นหมอโหราพยากรณ์ยงั หาได้ในสำนักโหราท่วั ไป
49 | ภมู ปิ ัญญาพื้นบา้ นไทยกบั การรักษาโรค
ยาฝนยาต้ม
ยาฝน คือ สมุนไพรที่ใช้รักษาโรคด้วยวิธีการนำตัวยามาฝนกับน้ำกระสายแล้วให้ผูป้ ่วย
ดื่ม ทาบริเวณที่มีอาการ ยาฝนที่ใช้รักษาโรคมักจะเรียกว่า ยาแก้ เช่น ยาฝนแก้กินผิดสาบผิด
ยาฝนแก้ตุ่มแก้คัน ยาฝนแก้สันนิบาต ยาฝนแก้ขาง ยาฝนแก้ฝี ยาฝนแก้อีสุกอีใส ยาฝนแก้
มะเฮง็ คุด ยาฝนแก้ลมบา้ หมู ยาฝนแก้น่ิว ยาฝนแก้หา้ มฮาก (อาเจียน) ยาฝนตดั ฮากสาน ยาฝน
แก้ไข้ ยาฝนแก้มะโหก ยาฝนแก้ถอนพิษ เป็นต้น ยาฝนแต่ละป้าก (ตำรับ) จะมีตัวยามากน้อย
ตามกนั ดังตัวยาแก้ห้าตน้ ประกอบดว้ ยตัวยา 5 ชนิด คอื หญ้าหมูป่อย เถาแตงเถ่อื น หนาดคำ
จุ่งจะลิง และดีงูหว้า ในอดีตชาวล้านนามักจะมียาฝนไว้ประจำบ้านหรือติดตัวไปตามที่ต่างๆ
หากมีผปู้ ่วยฉกุ เฉนิ สามารถฝนยารกั ษาไดท้ นั ทว่ งที เรยี กวา่ ยาแก้ทันใจ
ส่วนการฮิบยาต้ม เป็นการต้มเพื่อให้ได้ตัวยาสมุนไพรใช้ดื่มรักษาโรค เช่น แก้ปวดหลัง
ปวดเอว บำรุงรา่ งกาย เพิ่มพลงั เป็นตน้ ยาต้มบางป้าก (ตำรับ) กใ็ ชต้ วั ยาสด บา่ งป้ากกใ็ ช้ตวั ยา
แห้ง แต่ละปา้ กจะมตี วั ยาตา่ งกัน 1
(1) เอชโฟกัส. "หมอเมอื ง" ภมู ปิ ญั ญาล้านนา. [ออนไลน]์ . เว็บไซต์ : https://www.hfocus.org/content/2018/09/16344 เข้าถึงเม่อื 12 ตุลาคม 2564
50 | ภูมิปญั ญาพ้ืนบ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
การนวดพน้ื บา้ นล้านนา
การนวดพื้นบ้านล้านนาเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่มีความหลากหลายรูปแบบ ซ่ึง
สอดคล้องกับวิถีชีวิตและ วัฒนธรรมในแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ หมอนวดพื้นบ้านทางภาคเหนือ
เรียกว่า หมอเอาเงินหรือหมอนวดเอิน จึงเรียก รวมกันว่า หมอเอา เอาเย็น หมอนวดเหล่านี้
ต้องมีองค์ความรู้ที่ไดร้ ับการสืบทอดมาและมีความเชี่ยวชาญเป็นที่ ยอมรับนับถือจากคนทั้งใน
และนอกชุมชน การนวดพื้นบ้านล้านนา มีกระบวนการเรียนรู้มาจากหลายทาง ได้แก่ การสืบ
ทอดจากบรรพบรุ ุษ การบวชเรยี น ผรู้ ู้ในชุมชนและการแลกเปล่ียนเรยี นรู้ระหว่างหมอนวดด้วย
กันเอง เป็นการเรยี นรู้ผ่านการปฏิบัติ การติดตามครหู มอไปรักษาผู้ป่วยในชมุ ชนเป็นระยะเวลา
ยาวนานจนเช่ยี วชาญ
การนวดพื้นบ้านล้านนามีอัตลักษณ์ที่เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่สืบทอดมาเป็นเวลาช้า
นาน แต่เนื่องจาก องค์ความรู้เหล่านี้ขาดการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้การถ่ายทอด
และการสืบค้นข้อมูลเป้นไปได้ยากส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นการศึกษาในด้านเทคนิควิธีการนวดเพียง
อยา่ งเดยี วโดยขาดการกษาบรบิ ทต่าง ๆ ท่เี ก่ยี วข้อง
ความหมายของการนวดพื้นบ้านล้านนา หมายถึง การใช้มือ เท้า ศอก เข่า ในการกด
บีบ เขี่ย จิก โกย ดัดดึง คลึงชัก หรือใช้อุปกรณ์เครื่องมือต่าง ๆ เช่น ย่ำข่าง ตอกเส้น ขูดซา
(ไทยใหญ่) และเช็ดแหก เพื่อให้บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ตาม
ร่างกาย โดยใช้เทคนิควิธีการนวดซึ่งเป็นภูมิปัญญา ที่ได้รับการสืบทอดต่อ ๆ กันมาและได้รับ
การยอมรับจากชุมชน
51 | ภมู ปิ ญั ญาพ้ืนบา้ นไทยกับการรักษาโรค
รูปแบบวิธีการนวดพน้ื บา้ นลา้ นนา
รูปแบบและวิธีการนวดของหมอพื้นบ้านล้านมีหลากหลายวิธีการบำบัดในการดูแล
รักษามีการน่าเอาอุปกรณ์ต่าง ๆ เข้ามาใช้ในการนวด มีคาถาและพิธีกรรมร่วมกับการรักษา
และมีการใช้สมุนไพรร่วมกับ การรักษาด้วย ผลการศึกษาพบว่าวิธีการของการนวดพื้นบ้าน
ลา้ นนามวี ธิ กี ารและรูปแบบการนวดพืน้ บ้านทง้ั หมด ดังน้ี
1. การเช็ดและการแหก เป็นวิธีการนวดอีกรูปแบบหน่ึงท่ีรักษาอาการปวดจากสิ่งเหนือ
ธรรมชาติ และธรรมชาติ ที่เรยี กว่าเป็นโปง่ เป็นยำ
2. การย่ำขาง เปน็ รปู แบบวิธีการนวดแบบการใช้การเหยียบและความร้อนจากขาง (ใบ
ผาน ไถนา) สมุนไพร (ไพล น้ำมันงา) และคาถา ช่วยในการรักษาอาการปวดตามร่างกาย ช่วย
ผ่อนคลายกล้ามเน้อื ทกุ สว่ นของรา่ งกาย
3. การตอกเส้น เป็นรูปแบบการนวดที่ใช้อุปกรณ์ ประกอบด้วย แหล่มไม้ และไม้ทุบ
นำมาตอกตามแนวกล้ามเนื้อ ตามแนวเส้นเอ็น รักษาอาการปวด ตามร่างกาย ช่วยผ่อนคลาย
กลา้ มเน้ือทกุ สว่ นของร่างกาย
4. การเอาม่าน (ดัด) การบบี มา่ นหรอื การล่ัน เปน็ ความรกู้ ารนวดพน้ื บ้านล้านนา ได้รับ
อิทธิพลมาจากเมียนมา (พมา่ ) มีหลกั การคอื การดัด ดงึ เปน็ การยืดเส้นเอ็น เพือ่ คลายความตึง
ของเส้นเอ็น แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายจากการทำงานหนัก ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อและเส้น
เอน็
5. การบีบ เปน็ การนวดโดยการจับกล้ามเนื้อใช้แรง บีบจากนิว้ มอื ทง้ั หมด บบี กล้ามเนื้อ
เข้าหากัน บางครั้ง ใช้แรงยกกล้ามเนื้อด้วย การบีบจะทำให้กลา้ มเนื้อผอ่ นคลาย ส่งผลให้เลือด
มาเลย้ี งบรเิ วณทป่ี วดไดด้ ขี ึ้น ช่วยลดอาการกลา้ มเน้ือ ตึง หด และเกร็งตวั
52 | ภูมิปญั ญาพนื้ บ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
6. การขยำหรือการขยุ้ม เป็นวิธีการจับกล้ามเนื้อ แล้วบีบพร้อมขยับมือ เป็นการจับ
บ่อยๆ เหมือนกับ การขยำเป็นการกระตุ้นกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ วิธีนี้จะช่วยให้
กล้ามเนอ้ื ผอ่ นคลายหลงั จากการนวด แบบหนกั ๆ มาแล้ว
7. การนิคนิ่น (การคลึง) เป็นการใช้นิ้วมือหรือศอก ออกแรงกดแล้วค่อยหมุนวนเป็น
วงกลม เป็นการกระตุ้น กล้ามเนื้อ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทำให้ก้อนเนื้อที่แข็งแกร่งเป็นก้อน
ขนาดเล็กและใหญ่ ลดการคลายตัวและมีขนาดลดลง
8. การฮูดเส้น (รีดเส้น) เป็นการกดพร้อมกับออกแรงดึงรูดลงมา ส่วนใหญ่จะรูดจาก
ส่วนต้นลงส่วนปลายที่จะใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการชา เนื่องจากการรีดจะทำให้เลือดมาเลี้ยงส่วน
ปลายอวัยวะได้ดี ส่วนใหญ่การรีดจะใช้น้ำมันสมุนไพรช่วยเพื่อลดการเสียดสีของผิวหนงั พร้อม
ท้ังน้ำมนั สมนุ ไพรจะชว่ ยให้กลา้ มเนอ้ื ผ่อนคลาย
9. การดึง การดึง เปน็ การดึงเอาเส้นทจ่ี มอยู่หรือถกู กดทบั ไว้ออกมา เพอื่ ลดอาการปวด
และชา ส่วนใหญ่จะใช้ กับข้อต่าง ๆ เช่น ข้อนิ้วมือ นิ้วเท้า ข้อศอก หัวไหล่ ข้อสะโพก และข้อ
เขา่ เปน็ ต้น
10. การเหยียบ เป็นวิธีการนวดแบบพื้นบ้านอย่างแท้จริง การใช้เท้าเหยียบเพื่อลด
ความปวดเมือ่ ยอยคู่ ่กู ับ สังคมไทยทกุ ยุคทุกสมยั เห็นต้งั แตร่ ะดับครอบครัว ลกู เหยียบให้พ่อแม่
ป่ยู า่ ตา ญาตแิ ละเพือ่ น ๆ การเหยียบ ทำให้กล้ามเน้ือท่ดี งึ ผ่อนคลายและทำให้เลือดหมุนเวียน
ได้ดีข้นึ
11. การทุบและการสับ เป็นการนวดโดยใช้กำปั้นหรือสันมือทุบหรือเคาะไปตาม
กล้ามเนื้อ เพื่อทำให้ กล้ามเนื้อที่ตึงผ่อนคลายและทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดขี ึน้ ส่วนใหญ่จะใช้
ร่วมกบั วธิ ีการนวดอ่ืน ๆ เป็นการผ่อนคลาย กลา้ มเนื้อ
53 | ภมู ิปญั ญาพ้ืนบา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
12. การบิดฮ้าว (การบดิ ) เปน็ การดดั ดงึ อีกรูปแบบหนงึ่ คลา้ ย ๆ กบั การลั่นม่าน แต่จะ
ใช้หลังจากการนวด เสร็จแล้ว เปน็ การผอ่ นคลายและทำใหเ้ ลือดหมุนเวยี นได้ดีข้ึน
13. การเต๊ก (การกด) เป็นการนวดท่ใี ชม้ อื และศอก ในการออกแรงกดลงไปบริเวณท่ีตึง
ปวดของกล้ามเนื้อ ซึ่งการเต็กเป็นการนวดที่ใช้แรงค่อนข้างมาก ถ้าผู้ป่วยรูปร่างใหญ่ต้องใช้
ศอกในการเต็ก การเต็กส่วนใหญ่จะทำบริเวณ ที่มีกล้ามเนื้อหนา ๆ เช่น สะโพก หลัง บ่า และ
ขา เป็นตน้
14. การจก (ล้วง) เปน็ วธิ กี ารล้วงไปยังสว่ นทีม่ ชี ่องว่าง เชน่ สะบกั รักแร้ ข้อเข่า เพ่ือทำ
ให้เส้นที่ถูก กดทับอยู่ฟูและคลายตัว และลดอาการชา แต่ต้องมีความชำนาญสูง มิฉะนั้นอาจ
ทำให้อาการปวด ชาเพิ่มมากขนึ้
15. การแชส่ มนุ ไพร เปน็ อกี หนง่ึ รปู แบบผอ่ นคลายกล้ามเน้อื ส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกับการ
นวด เป็นวิธีการ ฟื้นฟูผู้ป่วย อัมพฤกษ์ อัมพาต ได้ดี ทำให้กล้ามเนื้อลดการเกร็งตวั ระบบไหล
ของเลอื ดและลมดีข้นึ โดยการ ต้มสมุนไพรให้รอ้ น ๆ ทง้ิ ให้อ่นุ ๆ แลว้ ให้คนไขน้ อนแช่
16. การฝัง (ดิน ทราย) เป็นอีกหนึ่งรูปแบบผ่อนคลายกล้ามเนื้อส่วนใหญ่จะใช้ร่วมกับ
การนวด เป็นวิธีการ ฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพฤกษ์ อัมพาต ได้ดี ทำให้กล้ามเนื้อลดการเกร็งตัว ระบบ
ไหลเวยี นของเลอื ดและลมดีขึน้ โดยการขดุ ดนิ หรือทรายแลว้ ฝงั เช่ือวา่ ดินหรอื ทรายสามารถดูด
เอาสิง่ ทีไ่ มด่ ีออกจากร่างกายได้
17. การกวาซา หรือการขูดพิษ เป็นการถอนพิษทุกอย่าง ช่วยดูดความร้อนออกจาก
ร่างกาย ในกรณีปวดเมื่อย มีลม ที่คั่งค้างอยู่ทำให้กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง การกวาซาจะทำระบาย
ลมกระจายออกมาผ่านรูขุมขน ทำให้กล้ามเนื้อที่เกร็ง ผ่อนคลาย เป็นการขยายท่อน้ำเหลือง
ท่อเสน้ เลือดฝอย และทำให้เลือดลมไหลเวยี นดขี น้ึ
18. การหยิ่มหรือการหยิก เป็นการสะกิดตามข้อน้ิวทั้งน้ิวมือ และนิ้วเท้า เพื่อทำให้ลม
หรือเลือดที่คั่งค้างที่ข้อได้ กระจายออกไปเพื่อลดการปวดตามข้อ ทดสอบการรับรู้ ความ
เจบ็ ปวด และอาการชา
54 | ภูมิปญั ญาพื้นบ้านไทยกับการรักษาโรค
19. การเกาะเส้น เป็นการนวดและงัดเส้นออกจากกระดูกโดยออกแรงกดพร้อมกับงัด
มาด้านผู้นวด เพือ่ ไม่ให้ เสน้ จม หรอื ถูกกดทับ และลดอาการปวด
20 .การแกะเส้น การเขียนเส้น เป็นการใช้นิ้วกด พร้อมกับแกะ แคะ หรือเขี่ยเส้นเอ็น
ทตี่ ้ัง หรือกล้ามเน้อื ทีเ่ ปน็ ก้อนอยูใ่ หน้ ่ิมลง ลดขนาดของก้อนลง และลดความตงึ ลง
พธิ ีกรรมปอ้ งกันตัวหมอนวดพื้นบ้าน
พิธีกรรมทีใ่ ชร้ ่วมกับการนวดพืน้ บ้านภาคเหนือ กล่าวได้วา่ คาถา มีความสำคัญกับการ
รกั ษาดแู ลผู้ป่วยและตวั หมอนวดพื้นบา้ นเป็นอย่างมาก โดยมวี ตั ถุประสงค์ของการใช้งานคือ
เพ่ือปอ้ งกนั ตวั หมอนวดพ้ืนบ้านเอง
เพอื่ ปอ้ งกนั ปดั เป่ารกั ษาผู้ป่วย
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการนวดของหมอนวดพื้นบ้านภาคเหนือจะมีคาถากำกับเสมอ อาทิ
คาถาปัดปิ๊ด (พิษ) ปัดยำ ปัดไฟ เพื่อปัดเอาปิ๊ดหรือสิ่งไม่ดีออกจากผู้ป่วยและป้องกันตัวหมอ,
คาถาฤๅษีนิ้วเพชร เพื่อทำให้นิ้วมือของหมอนวดมีพลังในการรักษาผู้ป่วย ,คาถาโมคคัลลาดับ
เปลวไฟนรก เพื่อดับปิ๊ดจากความร้อนของไฟไม่ให้เท้าหมอและผิวหนงั ของผปู้ ่วยพุพอง คาถาน้ี
จะใช้กับผู้ป่วยที่ปวดเมื่อโดนความร้อนและใช้วิธีนวดที่มีความร้อนร่วม เช่น ย่ำขาง ,คาถาโมค
คัลลาประสานกระดูกประสานเอ็น เพื่อประสานกระดูกและเส้นเอ็นส่วนใหญ่จะใช้ในกลุ่มหมอ
กระดูก ,คาถาประสานบาตร เพื่อประสานกระดูกและเส้นเอ็น คาถาแก้ปิ๊ด ดับปิ๊ดใช้ร่วมกับ
การเช็ด การแหก และการเป่า เพื่อดับพิษจากเส้นเอ็น ,คาถาคลายเส้น เพื่อให้เส้นเอ็นคลาย
ความตึงตัว ,คาถาดึงเส้นหรือโมคคัลลาดึงเส้น เพื่อให้เส้นเอ็นคลายความตึงตัว ,คาถาหนุมาน
ประสานกาย รักษากรณีกระดูกหัก ,คาถาล้างบาตร เพื่อล้างปิ๊ดร้อน กรณีปวดแสบปวดร้อน
ตามร่างกาย เป็นต้น 1
(1) กองการแพทย์พื้นบ้าน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. พื้นฐานการนวดพื้นบ้านภาคเหนือ. [ออนไลน์].หน้าท่ี
31-41. เว็บไซต์ : https://indi.dtam.moph.go.th/images/E-book/NuadN/index.html เข้าถึงเมือ่ 12 ตลุ าคม 2564.
55 | ภูมิปัญญาพืน้ บา้ นไทยกบั การรักษาโรค
การสู่ขวญั
การสู่ขวญั เปน็ พธิ กี รรมดา้ นสุขภาพท่ชี าวลา้ นนาใช้เพ่ือสร้างขวญั และกำลงั ใจ โดยชาว
ล้านนาเชื่อว่าร่างกายประกอบด้วยรูปที่เป็นร่างกายเรียกว่า ธาตุ และนามหรือจิตใจเรียกว่า
ขวัญ ซงึ่ เป็นสว่ นควบคุมรา่ งกายความเชื่อของชาวลา้ นนาเรื่องขวัญว่า มปี ระจำอยูต่ ำแหน่งต่าง
ๆ ของร่างกาย ซึ่งจะสัมพันธ์กบั การดำรงสภาพของร่างกาย ถ้ารา่ งกายเจบ็ ป่วยขวัญจะอ่อนแอ
จำเป็นต้องสู่ขวัญ เพื่อรับขวัญ ซึ่งเป็นแนวทางรักษาขั้นตอนการสู่ขวัญ ประกอบด้วย การ
เตรียมบายศรี เตรียมขันครู การกล่าวโวหาร ป้อนข้าวขวัญ มัดข้อมือ ฝากข้าวขวัญกับปู่ดำยา่
ดำ การสู่ขวัญคือภูมิปัญญาที่เป็นองค์ความรู้ในการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของกาย จิต และ
สิ่งแวดล้อม โดยช่วยให้รักษาสุขภาพจิต สร้างขวัญกำลังใจทั้งผู้ป่วยและญาติ สร้างสัมพันธ์ใน
หมญู่ าติมิตรและผมู้ าเยอื น 1
(1) ไทยเฮิอร์เบอร์ เลินนิ่งไซต์. กรณีตัวอย่างภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านไทยภาคเหนือและภาคอีสาน. [ออนไลน์]. เว็บไซต์ :
https://be7herb.wordpress.com เขา้ ถึงเมือ่ 12 ตุลาคม 2564.
56 | ภูมปิ ญั ญาพ้นื บา้ นไทยกับการรักษาโรค
พิธกี รรมท่เี กย่ี วข้องกบั การ
วนิ จิ ฉยั โรคในภาคเหนือ
1. วิธีการ “ดูเมื่อดูหมอ” อาทิ ผีย่าหม้อนึ่ง แกว่งข้าว วาไม้ ในอดีต “เมื่อ” คือ คนที่มี
องค์ความรู้ด้านเวทมนต์คาถา การเป็น “หมอเมื่อหมอดู” จะได้รับการสืบทอดจากบรรพบุรุษ
แต่ไม่ใช่ว่าทุกคนในครอบครัวจะเป็นหมอเมื่อกันได้หมดทุกคน ส่วนใหญ่จะได้รับการคัดเลือก
จากสิ่งเหนือธรรมชาติ สิ่งลี้ลับ หรือการได้รับอนุญาตจากผีบรรพบุรุษจึงจะสามารถเป็นหมอ
เมือ่ หมอดูได้
การ “ดูเมื่อดูหมอ” เป็นความเชื่อของชาวล้านนามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและยังมี
อิทธิพลทางด้านจิตใจของคนล้านนา วัตถุประสงค์การ “ดูเมื่อดูหมอ” ของชาวล้านนาเพื่อ
อยากทราบถงึ อาการเจ็บป่วยของบคุ คลในครอบครัว ญาติ และเพื่อดูฤกษ์ยามที่เหมาะสม เชื่อ
กันว่าการเริ่มต้นที่ดีต้องถูกต้องตามวัน เวลาจึงจะทำให้อยู่เย็นเป็นสุขทั้งตัวบุคคล ครอบครัว
และชุมชน
2. วิธีการดื่มน้ำมนต์ ขั้นตอนนี้จะใช้วินิจฉัยอาการเจ็บป่วยเรื้อรังที่เป็นมานาน ไปรักษา
หลายวิธีแล้วไม่หาย อาการไม่ดีขึ้นหรือแย่ลงกว่าเดิม หาสาเหตุไม่เจอส่วนใหญ่จะเป็นโรคของ
กรรม หรือโรคที่โดนกระทำจากสิ่งเหนือธรรมชาติ ยกตัวอย่างในกลุ่มปวดเมื่อยตามร่างกายที่
ไปประสบอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ล้มบริเวณโค้งที่มีอุบัติเหตุและมีจำนวนผู้เสียชีวิตมาก ใน
กลุ่มหมอพื้นบ้านจะให้ดื่มน้ำมนต์แล้วจะสอบถามรสชาติของน้ำมนต์ คือถ้ากินน้ำมนต์แล้วมี
รสชาติหวานแสดงว่าผดี ีกระทำโทษ เช่น ผีบรรพบุรุษ ผีบ้าน ผีปู่ย่าท่ีโกรธและให้โทษลกู หลาน
แต่ถ้ากรณีดื่มแล้วมีรสขม เปื้อน แสดงว่าผีร้ายกระทำให้โทษ เช่น ผีตายโหง ผีป่า เป็นต้น
วิธีการรักษามหี ลายรปู แบบ อาทิ การเปา่ พู่ พ่น หรืออาบน้ำมนต์ เพอ่ื ขับไล่สง่ิ ชวั่ ร้าย หรือการ
สง่ เคราะห์ การปดั รังควาญ การสูข่ วัญ หรอื การเลีย้ งผี เป็นต้น
57 | ภูมปิ ญั ญาพนื้ บา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
3. การตรวจวินิจฉัยด้วยวิธีอื่น ๆ เช่นการดูธาตุทั้งห้า ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ และอากาศ
การสกั ยาการกอ๊ บขี้ผ้งึ การดูดนำ้ มนั การกอ๊ บยาสมนุ ไพร ยกตัวอยา่ งกรณกี ารกอ๊ บยาสมุนไพร
(พอกยา) ในผู้ป่วยเป็นโปง่ ยำท่มี ีอาการปวดบวมบริเวณข้อ จะใช้สมนุ ไพรทมี่ ีสรรพคุณเย็น เช่น
ผีเสื้อน้อย ผีเสื้อใหญ่ และรางคาว ผสมกับข้าวเหนียวหม่า (ข้าวเหนียวแช่) ทำผสมกันแล้ว
นาํ มาพอกบริเวณที่ปวด สังเกตอาการร้อนบริเวณพอกลดลงหรือไม่หรือพอกทิ้งไว้ประมาณ 30
นาที เอายาออกจับดูว่ายาร้อนหรือไม่ ถ้าร้อนให้พอกไปเรื่อย ๆ และหมั่นคอยเปลี่ยนยา
จนกระทั่งความร้อนที่ยาพอกและบริเวณที่บวมลดลง จึงจะตามด้วยสมุนไพรต้ม หรือการเช็ด
และการแหก 1
การรักษาดูแลผู้ป่วยด้วยภูมปิ ัญญาของหมอพื้นบ้านของภาคเหนือที่เป็นภูมิปัญญาล้านน้ัน
เป็นการรักษาตามความเชื่อ และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมตามวัฒนธรรมของชุมชนที่สืบทอดกันมา
มุ่งเน้นในการดูแลรกั ษาสุขภาพเพื่อใหเ้ กิดความสมดุลของร่างกายและจิตใจเป็นสำคัญ หรือมุ่ง
รักษาคนมากกว่ามุ่งรักษาโรค สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจน คือ การใช้คาถาอาคมและพิธีกรรมเข้า
มาร่วมในการสร้างเสริม ป้องกัน และดูแลรักษาสุขภาพอยู่เสมอ โดยที่มองวา่ การรักษาโรคน้นั
ไม่อาจรกั ษาเพยี งดา้ นร่างกาย แตต่ ้องบำบัดรกั ษาทางด้านจติ ใจควบคู่ไปดว้ ย
(1) กองการแพทยพ์ ้นื บ้าน กรมการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทยท์ างเลอื ก กระทรวงสาธารณสขุ . พน้ื ฐานการนวดพืน้ บา้ นภาคเหนือ. [ออนไลน์].หน้าท่ี 63-67.
เวบ็ ไซต์ : https://indi.dtam.moph.go.th/images/E-book/NuadN/index.html เข้าถงึ เม่ือ 12 ตุลาคม 2564.
58 | ภูมิปัญญาพน้ื บ้านไทยกับการรักษาโรค
ภูมิภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื
ภูมปิ ญั ญาการรกั ษาโรคประจำภูมภิ าค
ตะวันออกเฉียงเหนอื
ภูมิปัญญารักษาโรคประจำภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดจากความเชื่อพื้นฐาน
เกี่ยวกับการเจ็บป่วย คือ ความเชื่อเรื่องกรรมทางพระพุทธศาสนา ความเชื่อเรื่องผีและเรื่อง
เคราะห์กรรม โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ หมอพื้นบ้านที่เชื่อว่าการเจ็บป่วยเกิด
จากสง่ิ เหนอื ธรรมชาตแิ ละหมอพื้นบ้านที่เชอื่ ว่าสาเหตุของการเจ็บป่วยเกดิ จากธรรมชาติ
ประเภทของหมอพ้ืนบา้ น
หมอพน้ื บา้ นที่เชอ่ื ว่าการเจ็บปว่ ยจากสิ่งเหนือธรรมชาติ
คือสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นได้ หรือรับรู้ได้ด้วยความรู้สึก (Personalistic Medical
System) ไม่สามารถอธบิ ายได้ตามหลักวทิ ยาศาสตร์ เปน็ ความเจ็บปว่ ยทีเ่ กดิ จากเคราะห์กรรม
หรือกฎแหง่ กรรมเกิดจากการกระทำของผี เช่น ผีแถน ผีบรรพบุรุษ ผีเจ้าที่ ผีนา หรือวิญญาณ
ชวั่ รา้ ยตา่ งๆ การเจ็บปว่ ยทเี่ กิดจากไสยศาสตร์ โดยเช่ือวา่ พลังอำนาจเวทมนตท์ ำให้คนเจ็บป่วย
ได้ การเจ็บป่วยที่เกิดจากการโคจรของดวงดาวและการเจ็บป่วยที่เกิดจากการละเมิด
ขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม หมอประเภทนี้อาจเรียกรวมๆ ว่า หมอพิธีกรรมก็ได้
สามารถแบง่ ได้เป็น 3 กลมุ่ ไดแ้ ก่
61 | ภมู ิปญั ญาพน้ื บา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
กลุ่มหมอดู เป็นหมอที่ทำหน้าที่ไขข้อข้องใจให้แก่ชาวบ้านโดยการทำนายทายทักหา
สาเหตุของการเกิดโรค พร้อมทั้งแนะนำวิธีรักษาและแนะนำในการปฏิบัติตัว หมอที่อยู่ในกลุ่ม
หมอดู ได้แก่
คนทรงเป็นผู้ที่ผ่านการบวชเรียนมาแล้วมีความสามารถพิเศษเพราะถูกเลือกให้เป็น
ตัวแทนของเทพ ทำหน้าที่ในการวินิจฉัยโรคด้วยการพึ่งพาสิ่งเหนือธรรมชาติ เป็นผู้บอก
กล่าวถึงสาเหตุของการเจบ็ ป่วย แต่วธิ ีการรักษาผปู้ ว่ ยตอ้ งไปแสวงหาเอง
หมอตำรา เปน็ หมอทเี่ ปิดตำราหาสาเหตขุ องการเจบ็ ปว่ ย รวมไปถึงหาส่งิ ของทห่ี ายด้วย
หลงั จากทห่ี าสาเหตไุ ดแ้ ล้วก็จะแนะนำวธิ ีการแก้ไข สว่ นวิธีการแกไ้ ขผ้ปู ่วยต้องไปดำเนินการเอง
กลุ่มหมอสูตรหรือหมอสะเดาะเคราะห์ เป็นหมอที่ทำหน้าที่แก้ไขปัญหาให้กับ
ชาวบ้านเพื่อให้เกิดความสบายใจหรือม่นั ใจโดยผ่านพิธีกรรม ผทู้ ำหนา้ ท่ีนี้ ได้แก่
เฒา่ จ้ำ ทำหน้าทใี่ นการเปน็ สอื่ กลางตดิ ตอ่ กับสงิ่ เหนือธรรมชาติ เช่น ปูตาเพือ่ แกไ้ ขโทษ
ให้กับลูกบ้านโดยผ่านพิธีกรรมที่จัดขึ้น โดยเชื่อว่าความเจ็บปวดเกิดจากสิ่งเหนือธรรมชาติจึง
ตอ้ งเชิญป่ตู ามาดูแลรักษาใหห้ าย
หมอสู่ขวัญหรือหมอสูตร หมอขวัญจะทำพิธีเรียกขวัญให้กลับมาอยู่กับตัว โดยมีความ
เชื่อพื้นฐานว่า องค์ประกอบของคนประกอบด้วยร่างกายและจิตใจ ส่วนของจิตใจเรียกว่าขวญั
ถา้ ขวญั หายหรอื ขวัญไม่อย่กู ับเนอ้ื กบั ตวั จะทำใหเ้ กิดการเจบ็ ป่วย
หมอสะเดาะเคราะห์ เนื่องจากมีความเชื่อว่าสาเหตุของการเจ็บป่วยอย่างหนึ่งมาจาก
โชคชะตา หรือเคราะห์กรรม หมอสะเดาะเคราะห์จะทำพิธีรักษาให้แก่ผู้ป่วยโดยทำพิธีเสีย
เคราะห์แกเ้ คราะห์ หรือสะเดาะเคราะหเ์ พอ่ื แกป้ ัญหาความเจ็บป่วยหรือแกไ้ ขหนักให้เป็นเบา
62 | ภูมิปญั ญาพ้นื บ้านไทยกับการรักษาโรค
กลุ่มหมอธรรมหรือหมอผีฟ้า หมอกลุ่มนี้จะให้คําตอบเกี่ยวกับสาเหตุ ของความ
เจ็บป่วย ด้วยการนั่งทางในและให้การรักษา อาการเจ็บป่วยที่จะให้ผีฟ้าช่วยรักษานั้นจะเป็น
อาการเจ็บป่วยเปน็ มานานรักษาอย่างไรก็ไม่หาย แม้แต่การเซน่ ไหวผ้ ีปูต่ าหรือทำพิธีกรรมอื่นๆ
แล้วก็ยังไม่หาย ก็เชื่อว่าจะเกิดจากการล่วงละเมิดผีหรือที่เรียกว่า ผิดผี จึงมีการลงโทษให้มีอัน
เปน็ ไปตา่ งๆ จงึ ตอ้ งใช้การลำผีฟ้ามารักษา ซง่ึ การเชญิ ผีฟ้าลงมานั้นตอ้ งอาศัยคนกลางท่ีจะช่วย
ให้เกิดการสื่อสารระหว่างผีกับมนุษย์ได้ คือร่างกายของคนทรงหรือหมอลำผีฟ้า บางแห่งก็
เรียกว่า ผีฟ้านางเทียม หรือบางแห่งก็เรียกครูบา หมอลำผีฟ้าจะเป็นผู้สื่อสารต่อรองกับผีฟ้า
ผปู้ ่วยไม่ได้เปน็ ผู้สอ่ื สารโดยตรง หมอลำผีฟ้าไมไ่ ด้รับรักษาทกุ โรคแต่จะรับเฉพาะโรคท่ีเป็นจาก
การผิดผี จะร้ไู ดว้ า่ ผิดผอี ยา่ งไรกต็ ้องเขา้ ขนั้ ตอนของการรกั ษา
หมอพืน้ บา้ นที่เช่ือว่าสาเหตุของความเจ็บป่วยเกิดจากสาเหตุธรรมชาติ
ความไม่สมดุลของธาตุต่างๆ ในร่างกายตามทฤษฎีสมดุลของธาตุ ทฤษฎีธาตุที่มองว่า
ร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้ง 4 ดิน น้ำ ลม ไฟ เมื่อธาตุในร่างกายทั้งหลายเกิดจากการ
แปรปรวนก็จะทำให้เกิดการการเจ็บป่วยขึ้น หมอประเภทนี้ ได้แก่ หมอสมุนไพร หมอกระดูก
หมอนวด หมอตำแย และหมอเปา่ เป็นตน้ ซ่ึงหมอแตล่ ะประเภททำหน้าที่ ดังน้ี
หมอสมุนไพร หมอไม้ หมอยา หมอฝนยา หมอต้มยา ซึ่งการเรียกชื่อจะแตกต่างกันไป
แลว้ แต่ทอ้ งถนิ่ แตว่ ิธีการรกั ษาจะเหมือนกันคือใช้สมนุ ไพรเป็นหลักในการรักษา เนื่องจากหมอ
พื้นบ้านเชื่อว่า ความเจ็บป่วยไม่ได้เกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นหมอสมุนไพรจึง
ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเวทมนต์คาถา การทำนายโชคชะตา ซึ่งจะใช้ควบคู่ไปกับการรักษาด้วย
เพราะถา้ หากรกั ษาด้วยสมุนไพรไม่หายก็ต้องดูดวงชะตาคนน้นั ว่าเป็นอย่างไร หมอยาต้องเรียน
ธรรมดว้ ย มฉิ ะนน้ั ก็ต้องอาศัยหมอธรรมชว่ ยในการวินจิ ฉยั
63 | ภูมิปญั ญาพ้นื บา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
หมอตำแย ส่วนใหญ่มักเป็นผู้หญิง เน้นการทำคลอด ดูแลเด็ก และมารดาหลังคลอด
สำหรับวิธีการรักษา มีการใช้สมุนไพร เช่นการอบ การประคบด้วยสมุนไพร การงดอาหาร การ
อยู่ไฟ ซึ่งก็คือภูมิปัญญาพื้นบ้านเพื่อฟื้นฟูร่างกายของมารดาหลังคลอด เพื่อปรับสมดุลใน
รา่ งกายใหก้ ลบั มาเปน็ ปกติโดยเรว็ โดยใชค้ วามรอ้ นเข้าช่วย ทำให้กล้ามเน้อื เส้นเอ็นบริเวณหลัง
และขาที่เกิดจากการกดทับในขณะตั้งครรภ์ได้คลายตัว ช่วยลดอาการปวดเมื่อยตามตัว ทำให้
เลือดลมไหลเวียนไดด้ ี ช่วยปรับสมดุลรา่ งกายของคุณแม่ให้เข้าที่ อาการหนาวสะทา้ นท่ีเกิดจาก
การเสียเลือดและน้ำหลังคลอดมีอาการดีขึ้น ทำให้มดลูกที่ขยายตัวได้หดรัดตัวหรือเข้าอู่ได้เรว็
พร้อมกับช่วยให้ปากมดลูกปิดได้ดี จึงป้องกันการติดเชื้อในโพรงมดลูกหลังคลอด ทำให้
น้ำคาวปลาแห้งเร็ว ลดการไหลย้อนกลับจนนำไปสู่ภาวะเป็นพิษ การอยู่ไฟโดยปัจจุบันหญิง
ตั้งครรภ์ส่วนใหญ่นิยมไปคลอดบุตรที่โรงพยาบาล แต่เมื่อกลับมาบ้านก็ยังนิยมการอยู่ไฟกับ
หมอตำแย โดยเฉพาะบางหมบู่ า้ นในภาคอีสาน เชน่ บ้านกดุ ข้าวปุ้น จ.อบุ ลราชธานี ยังมีการอยู่
ไฟอยยู่ กเวน้ การคลอดโดยการผ่าตัด
หมอดับพษิ ไฟ รักษาด้วยการพน่ ข้าวสารเค้ยี วละเอยี ด น้ำ หรือเหลา้ ขาวลงบนบริเวณที่
มีอาการ หมอจะท่องคาถาขณะอมข้าวสาร น้ำ หรือเหล้าขาวไว้ จากนั้นจึงพ่นลงบนแผลเป็น
อันเสร็จพิธีโดยจะเห็นว่าหมอเป่ามีการรักษาทั้งทางกาย คือ การพ่นไม่ว่าจะเป็นน้ำมนต์
ข้าวสาร น้ำ หรือเหล้าขาวตรงตำแหน่งที่มีอาการ เปรียบเสมือนยาที่หมอที่โรงพยาบาลจ่าย
กลับให้ไปกินที่บ้าน และทางจิตวิญญาณ คือ การอาศัยอำนาจของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการเป่า
คาถารักษาคนป่วย เพราะคนป่วยและญาติอาจมีความเชื่อเกี่ยวกับกลไกการเกิดโรคที่ต่าง
ออกไปจากหมอทโ่ี รงพยาบาล เชน่ เคราะห์กรรม หรอื โดนของมา ทำให้ทกุ ฝ่ายสบายใจมากขึ้น
จึงเปน็ การรกั ษาทางดา้ นจติ ใจและครอบครัวรว่ มกนั ไปดว้ ย
64 | ภมู ปิ ญั ญาพ้ืนบ้านไทยกับการรกั ษาโรค
หมอเป่า จะใช้คาถาอาคมในการรักษาเป็นหลัก รักษาโดยการเป่าซึ่งมีตั้งแต่เป่าลม
ธรรมดา น้ำหมาก น้ำมนต์ หรือบางคร้ังอาจเปน็ สมุนไพร ส่วนมากใช้กับอาการปวดศีรษะ โรค
ผวิ หนัง งูสวดั ถกู หมากัด หมอประเภทนสี้ ว่ นใหญเ่ ป็นผ้ชู าย ซ่งึ ทางเพชรบรุ ีเรียกหมอชนิดนี้ว่า
หมอปัด หมอเป่าเป็นภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านที่รักษาโรคด้วยการเป่าคาถา ซึ่งสืบทอด
ความรมู้ าจากบรรพบุรุษ และโรคที่เช่ือว่าสามารถรักษาได้ สว่ นใหญ่เปน็ โรคผวิ หนัง ได้แก่ แผล
สัตว์กัด แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลเริม/งูสวัด บ้างก็ต่อยอดเพิ่มเติมว่าสามารถรักษาแผล
เรื้อรัง มะเร็งที่ผิวหนัง รวมถึงเป่ากระดูกที่หักให้เช่ือมติดกันก็มี ซึ่งขั้นตอนการรักษาเริ่มตั้งแต่
การไหว้ครูและสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อน เพื่อบอกกล่าวเจ้าของวิชา และขอให้พิธีกรรมการ
รกั ษาสัมฤทธ์ผิ ล คนป่วยอาจจะตอ้ งตั้งพานครูใสด่ อกไมธ้ ูปเทียนและค่าครูด้วย แตห่ มอบางคน
ก็เพียงแค่ให้คนป่วยอธิษฐานในใจ หลังจากนั้นหมอเป่าถึงกล่าวนะโม 3 จบ ท่องคาถา แล้วลง
มือรักษาตามโรคท่ีแต่ละคนเช่ียวชาญ เช่น หมอเริม/งูสวัด รักษาด้วยการพ่นน้ำมนต์หรือเหลา้
ขาว หรือเสกเปา่ บริเวณท่มี ีอาการ โดยหมอจะทอ่ งคาถาขณะเตรียมนำ้ มนต์ จากน้ันหมอจะด่ืม
และอมน้ำมนต์ไว้ขณะกลา่ วคาถาอกี คาถาหนึง่ ก่อนเป่าพ่นลงบนแผล
หมอกระดกู หรือหมอน้ำมนั รกั ษาโรคที่เก่ียวกับกระดูก เช่น กระดูกหัก กระดูกเคลื่อน
โดยใช้วิธีรักษาโดยการเข้าเฝือกควบคู่กับการทาน้ำมันมนต์ อาจมีการเป่าคาถาประกอบด้วย
เมื่อก่อนทางแถบอีสานคนนิยมเรียนหมอธรรมกันมากที่สุด เพราะแต่ก่อนมีความเชื่อเรื่องผี
มากจึงเรียนเอาไว้กันผี และเป็นหมอที่เรียนยากที่สุด แต่เดี๋ยวนี้นิยมเรียนหมอน้ำมันมากกว่า
เพราะว่าค่ารักษาแพง ทุกวันนี้เลยเริ่มมีการหวงวิชากันไม่ค่อยยอมสอนใคร อย่างไรก็ตามมี
ความเชื่อกันว่าถ้าเรียนเป็นหมอกระดูกแล้วจะถูกลองของคือ อาจมีคนในครอบครัวประสบ
อุบัติเหตุ หรือเจ็บป่วยให้ได้การรักษา สำหรับความเชื่อลักษณะนี้ไม่ปรากฏกับหมอประเภท
อน่ื ๆ
65 | ภูมปิ ญั ญาพนื้ บ้านไทยกับการรกั ษาโรค
หมอนวด เป็นการรักษาโดยการจับเส้นต่างๆ ในร่างกาย การนวดเพื่อผ่อนคลาย
กล้ามเนื้อ สำหรับกลุ่มอาการที่รักษาได้แก่ โรคเกี่ยวกับปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ กระดูกหรือเอ็น
การรักษานอกจากจะใช้นวดแล้วบางครั้งก็มีการใช้สมุนไพรและคาถาร่วมด้วย การนวดรักษา
เป็นองค์ความรู้ของหมอนวดพื้น บ้านได้รับจากการสืบทอดของบรรพบุรุษ จากครู (ผู้ล่วงลับ)
และจากสัมผัสที่หก จึงไม่มีตำราเรียน แต่ผู้เรียนต้องท่องจำจนขึ้นใจ ใช้วิธีการสอนแบบตัวต่อ
ตัว และใช้ประสบการณ์ของผู้สอนจากการรักษา และการถ่ายทอดวิชาให้ใครต้องแน่ใจว่าคน
น้ันต้องเป็นคนดีไมบ่ อกคนอ่ืนโดยไมไ่ ด้รับอนุญาตจากครู 1
(1) บุญศรี เลศิ วริ ยิ จิตต.์ (2564). คลงั ภมู ปิ ญั ญาหมอพนื้ บา้ นกับสมนุ ไพรชมุ ชนภาคอีสาน. วทิ ยานิพนธป์ รญิ ญามหาบัณฑติ คณะวทิ ยาศาสตร์
และเทคโนโลยี มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏสวนสนุ นั ทา, ออนไลน์ เว็ปไซต:์ http://ssruir.ssru.ac.th/handle/ssruir/512 (สืบคน้ เมอ่ื 14 ตลุ าคม 2564)
66 | ภูมปิ ญั ญาพ้นื บา้ นไทยกบั การรักษาโรค
ภาคกลาง
ภมู ิปญั ญาการรักษาโรคประจำภูมภิ าคกลาง
ภาคกลางมักเรียกตัวเองว่า ชาวพุทธ เนื่องจากส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ วัดจึงเป็น
ศนู ยก์ ลางของชมุ ชนเป็นศูนย์กลางการรกั ษาสบื ทอดตำรายาพน้ื บ้าน ตลอดการรักษาด้วยคาถา
เวทมนต์ ความเช่อื ในท้องถนิ่ ยงั มกี ารนับถอื ผบี รรพบุรษุ ศาลพระภมู เิ จา้ ที่ นอกจากนี้ ภาคกลาง
ยังเป็นศูนย์รวมผสมกลมกลืนของความหลากหลายทางวัฒนธรรม เช่น วัฒนธรรมมอญ อิสลาม
และจีน เป็นต้น ดังนั้น ความคิด ความเชื่อในการดูแลรักษาสุขภาพจึงมีความหลากหลาย ทั้ง
การดูแลรักษาสุขภาพแบบดั้งเดิมผสมผสานกับอิทธิพลของวัฒนธรรมอื่น มีการปรับใช้ให้
สอดคลอ้ งกลมกลืนกับวิถชี ีวิตของชาวภาคกลาง ตวั อย่างการแพทย์พื้นบ้านภาคกลาง เช่น การ
เหยียบเหล็กแดงของหมออิสลาม การทำนายพยากรณ์ปัญหาสุขภาพ การดูแลสุขภาพด้วยวิถี
ธรรม การรกั ษาผู้ปว่ ยด้วยวัฒนธรรมชอง การนวดพื้นบา้ นภาคกลาง เปน็ ตน้
วธิ ีการรกั ษาโรคพ้ืนบา้ นภาคกลาง
ภูมิปญั ญาการเหยยี บเหลก็ แดงรักษาอัมพฤกษ์-อมั พาต
การเหยียบเหล็กแดง เป็นวิธีการนวดพื้นบ้าน โดยหมอพื้นบ้านผู้รักษา ใช้เท้าเหยียบ
เหล็กที่กำลังเผาร้อนแดงอยู่บนเตาไฟ แล้วเหยียบไปตามร่างกาย ของผู้ป่วยที่มอี าการเจ็บป่วย
คล้ายกับการขาง ของชาวล้านนา แตกต่างกันบ้างในส่วนการตรวจ วินิจฉัยและการรักษา
สว่ นมากใช้รักษาผู้ปว่ ย อัมพฤกษ์ อมั พาต มักใช้การนวดจบั เสน้ และการ ประคบรว่ มดว้ ย
69 | ภมู ปิ ญั ญาพนื้ บ้านไทยกบั การรักษาโรค
ข้ันตอนและวิธีการเหยยี บเหล็กแดง
1. การตรวจวินิจฉัยอาการ พิจารณาจากสี หน้า แววตา และท่าทางตามอิริยาบถต่างๆ
ตรวจวัด ความดันโลหิต จับชีพจร จับ คลำ หรือแตะบริเวณ ที่เกิดอาการ ผู้ป่วยอัมพฤกษ์-
อัมพาต มักมีอาการ แขนและขาออ่ นแรง ข้อหลดุ กำแบมือไมไ่ ด้ หนังตา ตก ปากเบ้ยี ว ลนิ้ แขง็
เป็นตน้
2. ตั้งขันครู เพื่อบอกกล่าวครูที่เคารพให้ ช่วยเหลือในการรักษา และขอขมาเจ้ากรรม
นายเวรท่ี ผู้ป่วยได้เคยล่วงเกินจนทำให้เกิดโรค ผู้ป่วยจะ ต้องเตรียมขันครูมาเองในครั้งแรก
ทีม่ ารกั ษา หากไม่ ได้เตรียมมาให้นำมาในครงั้ ถดั ไป ขันครปู ระกอบด้วย ดอกไม้ 3 สี ธูป 1 ห่อ
เทียน 1 เล่ม และเงิน 12 บาท ขณะไหว้ครูหมอจะทำน้ำมนต์เพื่อประพรมที่ตัวผู้ป่วยและให้
ผู้ปว่ ยดื่ม และประพรมเหล็กแดง เตาไฟ และนำ้ มนั มะพรา้ ว กอ่ นทำการรกั ษา
3. ทำการรักษาโดยการเหยียบเหล็กแดง โดยใช้เท้าเหยียบน้ำมันมะพร้าว แล้วจึง
เหยียบเหล็กแดงที่วางอยู่บนเตาร้อนๆ และเหยียบไปตามบริเวณที่มีอาการผิดปกติของผู้ป่วย
เป็นการรักษาโดยการนวดและใช้ความร้อนในเวลาเดียวกัน หลังจากนวดเหยียบเหล็กแดง จะ
นวดจับเส้น และ นำลูกประคบที่นึ่งแล้ว จุ่มน้ำมนต์ วางบนเหล็กแดง เพื่อให้เกิดความร้อน
นวดแบบขยีไ้ ปในทางเดียวกัน ตามแนวเหยยี บเหล็ก เพื่อไม่ให้เส้นจม การนวด และประคบจะ
ทำในขา้ งทีม่ อี าการกอ่ นข้างปกติ
4. การฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วย หมอสง่ามี เครื่องมือสำหรับการฟื้นฟูสุขภาพของผู้ป่วย
เช่นรอก ราวฝึกหัดเดิน เครื่องช่วยฝึกหัดยืน อุปกรณ์ฝึก กล้ามเนื้อ มีกลวิธีในการฝึกผู้ป่วยพูด
โดยการนวด โคนลิ้น การดงึ ลิน้ การใช้ผา้ ผกู เท้าไม่ใหเ้ ดินตะแคง การใช้นวมเล็กๆ สอดใต้รกั แร้
ปอ้ งกันแขนลีบติดตัว
70 | ภูมิปัญญาพ้นื บ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
ภมู ิปญั ญาการดแู ลสขุ ภาพด้วยวถิ ีธรรม
ในอดีตเม่ือยงั ไมม่ ี การแพทยแ์ ผนปัจจบุ ัน ชาวบา้ นสามารถดูแลสุขภาพกันเอง โดยภูมิ
ปัญญาท้องถิ่น ทั้งจากการสังเกต การลองทำดู เมื่อเห็นว่าดี มีประโยชน์ก็บอกกล่าวต่อกันมา
แม้ในปัจจุบันที่การแพทย์เจริญไปมากแล้ว การเจ็บป่วยบางอย่างไม่ สามารถรักษาให้หายได้
หรือได้รับผลข้างเคียงจากการรักษาแผนปัจจุบันจนเกินพอดี กลบั กลายเปน็ ผลร้ายต่อ สุขภาพ
หลายคนจึงหันไปหาการแพทย์ทางเลือก ซ่ึงการท่ใี ครสักคนจะเลือกวิธใี ดในการดูแลสุขภาพ ก็
ขึ้นอยู่กับ การตัดสินใจส่วนตัว สำหรับการพิจารณาใช้การแพทย์ทางเลือกในประเทศไทยน้ัน
ถือหลักสำคัญ 4 ข้อ คือ การมี ประสิทธิผล ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความคุ้มค่า
และพบว่า การแพทย์วิถีธรรม มีจุดเด่นคือ ประหยัด เรียบง่าย ปลอดภัย ได้ผล แก้ปัญหาท่ี
ต้นเหตุ พึ่งตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลัก และสามารถประยุกต์ เข้ากับวิถีชีวิตได้
อย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพ อันจะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพ
ชีวิต ให้ดีขึ้น การแพทย์วิถีธรรม เกิดขึ้นจากแนวคิดของ ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว)
นักวิชาการสาธารณสุข โรงพยาบาลอำนาจเจริญ เป็นผู้บูรณาการองค์ความรู้ โดยมีเทคนิคใน
การดูแลสขุ ภาพตามหลกั การแพทย์วถิ ธี รรม 9 ข้อ ดังนี้
1. การรับประทานสมุนไพรปรับสมดุล
ช่วยในการปรับสมดุลภายในและภายนอกร่างกาย โดยเลือกใช้ สมุนไพรให้เหมาะกับ
สภาพร่างกายขณะนั้น หากรู้สึกเย็นให้เลือกใช้สมุนไพรฤทธิ์ร้อน เช่น ขิง ข่า ขมิ้น ฯลฯ หาก
รู้สึกร้อนเลือกใช้สมุนไพรฤทธ์ิเย็น เช่น ย่านาง บัวบก ผักบุ้ง ว่านกาบหอย อัญชัน ฯลฯ แต่คน
ส่วนใหญ่มัก จะมีปัญหาร้อนเกิน ซึ่งต้องใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็นมารับประทานหรือทำเป็นน้ำ
สมุนไพรดื่ม โดยเลือกสมุนไพรฤทธิ์เย็น ชนิดเดียวหรือหลายชนิดเท่าที่สามารถหาได้ นำมาคั้น
แล้วกรองเอากากออก น้ำที่ได้จะมีสีเขียวเป็นสีของคลอโรฟิลล์ จากผัก ซึ่งคลอโรฟิลล์ในน้ำ
สมุนไพรจะมีโครงสร้างโมเลกุลที่คล้ายคลึงกับโมเลกุลของเม็ดเลือดแดงมาก นำน้ำสมุนไพร ที่
ได้มาผสมน้ำให้เจือจางลงเพื่อช่วยให้กลืนได้คล่องคอขึ้น ควรดื่มก่อนอาหารหรือตอนท้องว่าง
จะช่วยในการปรบั สมดลุ ร่างกาย ทงั้ ยงั ชว่ ยในการเพมิ่ ภูมติ า้ นทานของร่างกายอีกด้วย
71 | ภูมปิ ัญญาพื้นบ้านไทยกบั การรักษาโรค
2. การรบั ประทานอาหารปรบั สมดุล
ช่วยในการปรับสมดุลภายในและภายนอกร่างกายเช่นกัน โดยเลือกรับประทานอาหาร
ให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย หากรู้สึกเย็นเลือกรับประทานอาหารฤทธิ์ร้อน หากรู้สึก ร้อน
เลือกรับประทานอาหารฤทธิ์เย็น เน้นการรับประทานผักและผลไม้ ลดการบริโภคเนื้อสัตว์
อาหารรสจดั อาหารท่ีผา่ นกรรมวิธีทางอตุ สาหกรรม การเลอื กรับประทานอาหารผัก และผลไม้
ฤทธิ์เย็น จะพิจารณาได้จากรูปร่างโปร่งบาง สีอ่อนๆ รสชาติจืดๆ กลิ่นไม่ฉุน และปรับวิธีการ
ปรุงอาหารให้เหมาะสม เน้นการปรุงอาหารด้วยวิธีการต้มหรือนึ่ง โดยใช้ไฟไม่แรงเกินไป ปรุง
รสไม่จัดจนเกินไป ตลอดจน ฝึกเทคนิคการรับประทานอาหารตามลำดับการย่อย เริ่มจาก
อาหารที่ย่อยง่ายไปจนถึงอาหารที่ย่อยยาก โดยดื่มน้ำสมุนไพรปรับสมดุลเป็นลำดับแรก ตาม
ด้วยผลไม้ฤทธิ์เย็น จึงรับประทานผักสดฤทธิ์เย็น ตามด้วยรับประทานข้าวจ้าวพร้อมกับข้าว
โดยรับประทานข้าวกลอ้ งหรือข้าวซอ้ มมือ ปิดทา้ ยดว้ ยการรบั ประทาน ถั่วฤทธเ์ิ ย็น
3. การออกกำลงั กาย โยคะ กายบรหิ าร กดจดุ ลมปราณ
ช่วยในการปรับสมดุลของกล้ามเนอื้ และการ ไหลเวียนเลือด ช่วยให้สสารและพลังงานที่
สามารถเคลื่อนไปหล่อเลี้ยงเซลล์และเนื้อเยื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความแข็งแรง ความ
ยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ เพิ่มการเข้าที่ของกระดูก เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ ดังนั้น การออก กำลัง
กายจงึ จำเป็นตอ้ งมีทง้ั การออกกำลงั กายที่เพม่ิ ความแขง็ แรง และการออกกำลงั กายท่ีเพิ่มความ
ยืดหยุ่น โดยเฉพาะการเดินเร็ว ซึ่งต้องเคลื่อนไหวต่อเนื่องกันนานพอ ประมาณ 15-45 นาที
จนถึงขั้นหอบเหนือ่ ย หลังพัก ไม่เกิน 10-20 นาที จะหายเหนื่อยและทำงานตามปกติได้ ซึ่งจะ
ช่วยทำให้เกิดความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ส่วนการ ทำโยคะ กายบริหาร กดจุดลมปราณ จะ
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ซึ่งการแพทย์ทางเลือกพบว่า พลังงาน จะขับเคลื่อนไป
หล่อเลี้ยงร่างกายมากที่สุด เร็วที่สุดทางเส้นลมปราณ ดังนั้น อาการไม่สบายต่างๆ จะทุเลาเบา
บาง หรือหายไปอย่างรวดเร็ว
72 | ภูมิปญั ญาพ้นื บ้านไทยกับการรักษาโรค
4. การใช้ธรรมะ
เป็นการปรับสมดุลของจิตใจ ทำให้ใจสบาย ผ่อนคลายความเครียด เป็นการลด ละ
เลิก และหลีกเลี่ยง อารมณ์ที่ทำลายสุขภาพ เพราะขณะที่เกิดอารมณ์ไม่ว่าจะเป็นดีใจเกินไป
เสียใจเกินไป โมโห หรือ เกิดความโลภ จะทำให้ร่างกายหลั่งสารแอดรีนาลีนออกมาจากต่อม
หมวกไต กระตุ้นเซลล์เนื้อเยื่อทุกส่วนของร่างกาย ให้ผลิตพลังงานอย่างมากจนเกินความ
สมดุล พลังงานส่วนเกินจะเผาทำรา้ ยเซลล์เนือ้ เย่อื ทุกส่วนในร่างกาย อวัยวะใด ที่อ่อนแอก็จะ
แสดงอาการไม่สบายก่อนอวัยวะอื่น การฝึกดำรงชีวิตด้วยการทำดีอย่างมีสุข ตามหลักพรหม
วหิ ารสี่ เม่อื ได้ พากเพียรพยายามทำดีเต็มที่แล้ว ไม่ว่าจะเกิดขึ้นมากหรือน้อยหรือไม่เกิดข้ึน ก็
ปลอ่ ยวางสง่ิ น้นั จึงสงบสบาย ไมม่ ีทุกข์ในใจใด ๆ เป็นเหตใุ หแ้ ขง็ แรงอายุยนื ฝกึ ทำดีด้วยความ
ยินดี เต็มใจ สบายใจ สขุ ใจ
5. รู้เพียรรพู้ กั
เป็นการปรับสมดลุ ในการเพยี รทำงานกบั การพักผ่อน การเพยี รทพี่ อดพี ักพอดี จะทำให้
พลังชีวิตเต็ม การเพียรน้อยพักมากเกิน ทำให้พลังชีวิตตก ทำให้เสียสุขภาพ การเพียร
มากเกินพักน้อยเกิน พลังชีวิต จะตก ดังนั้น กิจกรรมทุกอย่างจึงควรรู้เพียรรู้พักให้พอดี สร้าง
ความสมดุลให้ชีวิต จึงจะทำให้เกิดสุขภาพดีที่สุด หลังการทำงานแต่ละวันร่างกายต้องการ
การพักผ่อน จึงควรเข้านอนไม่เกิน 22.00 น. เพื่อให้นาฬิกาชีวิต ( Biological clock)
ภายในร่างกายทำงานเป็นปกติ ในการเคลื่อนพลังไปเยียวยาอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายอย่าง
เต็มที่ในทุกๆ 2 ชั่วโมง ตามวงจร ควรนอนพักอย่างน้อย คืนละ 6 ชั่วโมง และตื่นนอนเช้า
ต้งั แต่ 4.00 น. เพอ่ื รับอากาศบรสิ ุทธ์ิที่พลงั เคลือ่ น ไปยงั ปอด ชว่ ยให้การนอนพกั มคี ุณภาพครบ
วงจร ซง่ึ วงจรหน่ึงๆ ใชเ้ วลา 1 ชั่วโมง 30 นาที ระหว่างวงจรจะระบาย เอาความเครียดออกไป
ได้ การนอน 6 ชว่ั โมงในแต่ละคนื จะทำใหค้ รบ 4 วงจร ซึง่ ทำให้ต่ืนขึน้ มาอย่างแจม่ ใส
73 | ภูมิปัญญาพน้ื บ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
6. การกัวซา (guasa/ขูดชา ขูดพิษ ขดู ลม)
เป็นการระบายพลังงานที่เป็นพิษจากเลือดที่ถูกกระตุ้น ให้เคลื่อนที่มาระบายพิษท่ี
ผิวหนัง การกัวชาสามารถบรรเทาอาการไม่สบายได้อย่างรวดเร็ว ชว่ ยเพมิ่ ประสิทธิภาพ ระบบ
ภูมิคุ้มกันในร่างกาย สร้างความแข็งแรงให้เซลล์โดยการเพิ่มออกซิเจนและระบายของเสียใน
เซลล์ ทั้งเซลล์ ของเม็ดเลือดและเซลล์อื่นๆ ของร่างกาย จากการกระตุ้นให้มีการไหลเวียนมา
ระบายพิษที่ผิวหนังทางรูขุมขนท่ีเปิดออก ด้วยการขดู ผิวหนงั โดยการใช้อุปกรณ์ขอบเรียบ เช่น
ชอ้ น ชาม เหรยี ญ ไม้ ขดู ผิวหนงั ก่อนขดู ควรใช้สมุนไพร ประเภทขีผ้ ึ้งฤทธิเ์ ย็น หรือน้ำมันฤทธิ์
เย็นทา จะช่วยลดการเสียดสีและช่วยบรรเทาอาการปวดได้ดียิ่งขึ้น การกัวซา มักขูดบริเวณ
แผ่นหลังเพราะมีพื้นที่ของผิวเป็นบริเวณกว้าง ยกเว้นกรณีเกิดอาการไม่สบายเฉพาะทีส่ ามารถ
เริ่มขูดบริเวณนั้นได้เลย ขูดโดยใช้แรงพอประมาณ ขูดจากบนลงล่าง ขูดออกด้านนอกลำตัว
หรือขูดเข้าหาจุดระบายลม เชน่ สะดือ ทวารหนัก ขดู ซ้ำท่ีเดิมหลายๆ ครัง้ จนเป็นรอยแดงและ
ไม่แดงไปกว่าเดิมจึงเลือ่ นที่ไปจนทั่ว รอยแดง ซึ่งเกิดขึ้นหลังทำกัวชาจะหายไปเองภายใน 3-5
วัน หลังทำกัวซาไม่ควรอาบน้ำทันที ควรทิ้งไว้อย่างน้อย 4 ชั่วโมง เพื่อให้เลือดที่ไหลเวียนมา
บริเวณผิวหนังมีเวลาระบายพิษออกทางรูขุมขนไปได้มาก หากเจอความเย็นรูขุมขนจะปิด
ระบายพษิ ออกไมไ่ ด้
74 | ภมู ิปัญญาพน้ื บ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
7. การสวนลา้ งลำไสใ้ หญ่ (colon detoxification)
เป็นการระบายพิษออกมากับอุจจาระโดยการสวน ล้างลำไส้ด้วยน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น
ปกติร่างกายจะขับอุจจาระหลังจากมีกากอาหารภายใน 24 ชั่วโมง หากกาก อาหารคั่งค้างอยู่
ภายในลำไสจ้ ะทำใหล้ ำไสด้ ดู น้ำอออกจากกากอาหาร อุจจาระเหนียว เปน็ ก้อนแข็ง นานเข้าจะ
เป็น ตะกรันเกาะอยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ เป็นอาหารของแบคทีเรียที่อยู่ในลำไส้และสร้างสารพิษ
เกิดขึ้นในร่างกาย อาจก่อให้ เกิดมะเร็งลำไส้ได้ การระบายพิษโดยการสวนล้างลำไส้ใหญ่ทำได้
โดยเลือกสมนุ ไพรทเ่ี หมาะสม เช่น นำ้ มะนาว น้ำมะขาม ใบเตย ย่านาง มะขามเปยี ก ใบสม้ ป่อย
บอระเพ็ด ลูกใต้ใบ ฟ้าทะลายโจร เป็นต้น ต้มในน้ำเปล่า เดือดประมาณ 5-10 นาที หรือใช้ใบ
สมุนไพรสดขยี้กับน้ำเปล่า กรองแล้วผสมน้ำสะอาดในขวดหรือถุงที่เป็นชุดสวนล้างลำไส้ให้ได้
500-1,500 ซีซี ยกหรือแขวนขวดสมุนไพรสูงจากทวารหนักประมาณ 24 นิ้วฟุต ปล่อยให้น้ำ
สมุนไพรไหลไปตามสาย เพื่อไล่อากาศออกจากชุดสวนล้างจนถึงปลายสายแล้วปิดหรือพับสาย
ไว้ หล่อลื่นปลายสายสวนด้วยวาสลีน หรือน้ำสบู่ จากนั้นค่อยๆ สอดปลายสายสวนเข้าไปทาง
ทวารหนัก ลึกประมาณ 3-5 นิ้วฟุต ขณะนั่งหรือนอนตามความถนัด แล้วค่อยๆ ปล่อยน้ำ
สมุนไพรให้ไหลเข้าไปในลำไส้ใหญ่ ระหว่างน้ำสมุนไพรไหลเข้าลำไส้ใหญ่ใช้มือวนรอบท้องจาก
ขวาไปซ้าย เพ่อื กระต้นุ ใหน้ ้ำสมุนไพรไหลเข้าลำไสใ้ หญ่ให้มากทีส่ ุด เมื่อรู้สกึ ปวดถ่ายอจุ จาระให้
กลั้นไว้สักครู่ ปิด หรือพับสายก่อนเอาสายออก แล้วจึงถ่ายอุจจาระ สถานที่ที่สะดวกที่สุดใน
การสวนล้างลำไส้ใหญ่ควรเป็นในหอ้ งนำ้ ซ่ึงสามารถทำไดท้ ุกสปั ดาห์ หรอื ทุกเดือน
75 | ภูมปิ ญั ญาพ้นื บ้านไทยกับการรกั ษาโรค
8. การแชม่ อื แชเ่ ท้าในนำ้ สมนุ ไพร (soaking)
การระบายออกจากร่างกายวิธีนี้ จะทำให้พิษออกทางปลายมือปลายเท้าขณะแช่มือ
และเทา้ ในนำ้ สมุนไพรฤทธ์ิเยน็ ทผี่ สมนำ้ ให้พออุน่ กลไกการระบายพษิ ออกจาก รา่ งกายเกิดข้ึน
จากการที่ความอุ่นทำให้กล้ามเนื้อเสน้ เอ็นท่ีแข็งเกร็งคลายตัว พลังงานท่ีเปน็ พษิ ในร่างกายจะ
ระบาย ออกได้ ด้วยการใช้สมุนไพรสดฤทธิ์เย็น ประมาณ ครึ่ง-1 กำมือ อาจใช้สมุนไพรอย่าง
ใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างรวมกัน ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ให้เดือดประมาณ 5-10 นาที แล้วผสม
น้ำธรรมดาให้อุ่นแค่พอรู้สึกสบาย จากนั้นแช่มือแช่เท้า ให้ท่วมข้อมือข้อเท้าประมาณ 3 นาที
แล้วยกขึ้นพัก 1 นาที นับเป็น 1 รอบ ทำซ้ำจนครบ 3 รอบ เมื่อแช่ในน้ำอุ่น พลังงานพิษทีอ่ ัด
อยู่ในร่างกายจะเคลื่อนออกภายใน 3 นาที หากแช่น้ำอุ่นนานเกิน 3 นาที พิษของน้ำอุ่นจะ
เคลื่อน เข้าไปทำร้ายร่างกาย จึงควรยกมือและเท้าขึ้นจากน้ำอุ่น 1 นาที เมื่อแช่ในน้ำอุ่นอีก
ครั้ง กล้ามเนื้อก็จะคลายตัว พลังงาน พิษร้อนก็จะเคล่ือนออกจากร่างกายได้มาก พิษสามารถ
เคลื่อนออกได้มากเพียง 3 รอบ หากยังแช่น้ำอุ่นต่ออีกพิษ น้ำอุ่นก็จะเคลื่อนเข้าไปทำร้าย
ร่างกายได้
76 | ภูมปิ ญั ญาพ้นื บ้านไทยกับการรักษาโรค
9. การพอก ทา หยอด ประคบ อบ อาบ ด้วยสมุนไพร (applications herbs)
เป็นการระบาย เอาพิษออกจากรา่ งกายโดยการใช้สมุนไพรฤทธิ์เย็นดดู เอาพิษร้อนออก
จากร่างกาย ซึ่งมีหลายวิธี ทั้งการพอกด้วย กากสมุนไพรฤทธิ์เย็นหรือพอกด้วยดนิ สอพองผสม
ผงถ่านละลายในน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น โดยพอกทุก 4-6 ชั่วโมง หรือทาสมุนไพรฤทธิ์เย็น เช่น
ขี้ผึ้งเบญจรงค์ น้ำมันเขียวตรีมรกต สำหรับการหยอดหู หยอดจมูก หยอดตา ใช้น้ำสกัด
สมุนไพรฤทธิ์เย็น ซึ่งได้จากการกลั่น ถือเป็นน้ำสะอาดที่ผ่านการฆ่าเชื้อ โดยหยอดหูข้างซ้าย
ก่อน หยอด ให้เต็มรูหู ทิ้งไว้สัก 10-15 นาที แล้วตะแคงหเู อาน้ำออก จะรู้สึกว่าน้ำที่เทออกมา
จากรูหูอุ่นขึ้นกว่าน้ำที่ใส่เข้าไป ทั้งนี้เพราะเกิดการพาเอาความร้อนในร่างกายออกมาการ
หยอดจมูก หยอดขณะกลั้นหายใจมิฉะนั้นจะสำลักได้ หลัง หยอดจมูกจะรู้สึกแสบร้อนเพราะ
ความร้อนถูกระบายออก การหยอดตา ใชน้ ำ้ สกดั สมนุ ไพรฤทธ์ิเป็นเช่นกนั หยอด 1 หยด ลงใน
กระทั่งตาด้านล่าง กระพริบตาถ่ี ๆ เอาความร้อนออก และกลอกตาให้ทั่ว ทิ้งไว้สักครู่ค่อยลืม
ตา จะรู้สึกว่าตา แจ่มใส มองชัดขึ้น สำหรับการประคบ สามารถใช้ลูกประคบหรือใช้สมุนไพร
ห่อผ้าเอาไปนึ่ง ประคบบริเวณที่รู้สึกไม่สบาย เปลี่ยนที่ไปเรื่อย ๆ ส่วนการอบและอาบด้วย
สมุนไพร ไม่ควรใช้เวลาเกินครั้งละ 15 นาที ต้องพักให้ร่างกายได้ปรับอุณหภูมิ และไม่ควรอบ
เกนิ 3 ครัง้ ดังเหตุผลเช่นเดียวกับการแชม่ ือแช่เทา้ ในนำ้ สมนุ ไพร 1
(1) สวุ มิ ล มณีโชติ, “การดแู ลสุขภาพพ่งึ ตนตามหลักการแพทยว์ ิถธี รรม: กรณศี กึ ษาผูใ้ หญว่ ยั กลางคน,” วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์ 2
2 พฤษภาคม - สงิ หาคม 2559 : 203-207. เขา้ ถึงเมอ่ื 12 ตลุ าคม 2564.
77 | ภมู ิปญั ญาพน้ื บา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
ภมู ปิ ัญญาการรกั ษาผู้ปว่ ยดว้ ยวฒั นธรรมชอง
คนชอง คือ คนพื้นเมืองของภาคตะวันออก ได้แก่จันทบุรี ระยอง ตราด บางส่วนของ
จังหวัด ฉะเชิงเทรา นอกจากนี้ยังพบว่ามีคนของอาศัยอยู่ในจังหวัดกาญจนบุรี และบางส่วน
ของประเทศกัมพูชาที่มี ชายแดนติดต่อกับประเทศไทย แหล่งที่ยังมีคนชองอาศัยอยู่มากที่สุด
คือ ตำบลตะเคยี นทองเดิม ได้แก่ ตำบล ตะเคียนทอง ตำบลจันทเขลม ตำบลคลองพลู อำเภอ
เขาคิชฌกูฏ จงั หวัดจันทบรุ ี ภมู ปิ ัญญาการรกั ษาโรคแบบ ของคนชองมีความผูกพนั กับป่า จึงมี
ความเชี่ยวชาญอย่างมากด้านสมุนไพรในการรักษาโรค ประกอบกับคนชอง มีความเชื่อเรื่องผี
จึงมีภูมิปัญญาด้านการรักษาโรค ได้แก่ การรักษาโรคด้วยสมุนไพร การรักษาโรคด้วยเวทย์
มนตร์คาถา เป็นต้น ดังนั้นหมอพื้นบ้านและผู้สืบทอดภูมิปัญญาจึงมีบทบาทในการรักษาโรค
แบบชอง ได้แก่
การรักษาโรคมะเรง็
วิธีการรกั ษา
โรคมะเร็ง จะใช้น้ำมนต์ในการดับพิษก่อนแล้วจึงใช้ยาสมุนไพรนำไปต้มทาน 3 เวลา
ก่อนอาหาร ตัวยา จะมีรสฝาดเผื่อน ตัวยาที่สำคัญคือ หัวร้อยรู ข่อย ไทร ขลุ่ย หาได้จากเขา
ตะเคียนทองโดยจะคดิ ในราคาหม้อละ 200 บาท โดยต้องได้รบั การยืนยนั จากหมอโรงพยาบาล
ว่าเป็นแน่นอน ข้อห้ามของผู้ป่วย คือ ห้ามทานปลาที่ มีเงี่ยง (ปลาดุก ปลากด ปลาหมอ ปลา
นิล) ไข่ เนื้อไก่ มะระ คะน้า ข้าวโพด สับปะรด ของหมักดอง ข้าว เหนียว ปลาร้า หน่อไม้และ
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ งูสวัด จะใช้หมาก 3 คำ พ่นบริเวณที่เป็นพร้อมทั้งใช้คาถากำกับ
และใช้ยาทา โดยนำต้นหมอย แม่ม่าย (เถาว์นาคราช) ฝนกับน้ำซาวข้าวจะใช้กินและทา (ซึ่ง
ข้าวแช่น้ำซาวข้าวจะช่วยให้เย็นดับพิษร้อนจากงูสวัด) จะมีค่าครู 12 บาท เหล้า 1 ขวด เม่ือ
รักษาหายแล้วก็ให้ไปทำบุญถวายสังฆทานเพ่ือให้ครูบาอาจารย์และเจ้ากรรมนายเวรของคนไข้
ในขณะทำบุญให้ระบุชื่อด้วยแล้วกรวดน้ำให้เจ้ากรรมนายเวร ขอ้ หา้ มคอื ห้ามทาน หนอ่ ไม้ กบ
ปลาไหล ไข่
78 | ภูมิปญั ญาพืน้ บา้ นไทยกบั การรักษาโรค
การรักษาโรค ต่อกระดูก บบี เส้น
วิธีการรักษา
ในการรกั ษาผู้ป่วยน้ันจะใช้ น้ำมันมะพรา้ วหรือน้ำมันงากไ็ ด้แลว้ นำไปทาตรงบริเวณท่ีมี
กระดกู เคลื่อนหรอื แตกโดยจะใชค้ าถาเปา่ กำกับด้วยจะใชเ้ วลาในการรกั ษา 3 ค่ำด้วยกัน
การรักษาโรคตานขโมย
วิธีการรักษา
โรคตาลขโมย พบในเด็ก คนไข้จะมีลักษณะ ทานอาหารไม่ค่อยได้ นอนไม่หลับ ถ้าเป็น
หนักอุจจาระจะ มีสีขาวมสี าเหตุจากการรับประทานอาหารผดิ สำแดงทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่
ชอบทานขนมมากเกินไปหรือ อาจจะมีแผลแฉะท่หี วั หรอื ตามตัว โดยวธีการรักษาจะใช้สมนุ ไพร
นำมาต้มกินจนจืด ได้แก่ ตานเสี้ยน ตาลจุก ตาลหม่อน ตานซ่าน ตูดหมู ตูดหมา ใบมะนาว
108 ใบ กระเพราแดง กระเพราขาว ขมิ้นอ้อย หมากผู้ หมากเมีย ใบเงิน ใบทอง รากหมาก
รากมะพร้าว กาบตาลโตนด หวั คลมุ้ หัวคล้าอย่าง ละหยิบมือ
ความเชื่อและพธิ ีกรรมที่เก่ียวขอ้ ง
ภาคกลางอยู่ใกล้กับศูนย์กลางการพัฒนาเนื่องจากเป็นแหล่งติดต่อค้าขายที่มีความ
เจรญิ มาต้ังแต่ในอดีต เปน็ ศูนยร์ วมความหลากหลายทางวัฒนธรรม และปจั จุบันก็มีการพัฒนา
อยูเ่ รอื่ ยมา ทำให้แนวคิดเก่ยี วกับผแี ละอำนาจเหนือธรรมชาติมคี วามสำคญั ลดลง ซึง่ คนในภาค
กลางมีความรู้และนำตัวยาจากวัฒนธรรมอื่นมาใช้รักษาโรค มีทั้งภูมิปัญญาการรักษาโรคแบบ
ดง้ั เดมิ หรอื ผสมผสานกับอทิ ธิพลของวัฒนธรรมอ่ืน และมกี ารปรบั ใชใ้ ห้สอดคล้องกลมกลืนกับ
วิถีชีวิตของคนในภาคกลาง ส่วนพิธีกรรมและคาถาอาคมในภาคกลางจะแตกต่างกันไปไม่ได้
ซับซอ้ นมากนัก
79 | ภูมิปัญญาพน้ื บา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
ภาคใต้
ภมู ิปญั ญาการรักษาโรคประจำภมู ภิ าคใต้
ท่ามกลางความเจริญก้าวหน้าและการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่ทันสมัย ทำให้ปัจจุบันนี้
การรักษาโรคภัยไข้เจ็บมีความพัฒนาก้าวหน้า สะดวกรวดเร็วและเห็นผลชัดเจนกว่า จึงทำให้
ภูมิปัญญาการรักษาโรคพื้นบ้านในบางพื้นที่ค่อยๆเลือนหายไปตามกาลเวลา แต่ในบางพื้นท่ี
และบางภูมิภาค การรักษาโรคแบบดั้งเดิมยังคงมีการใช้อยู่ เนื่องจากชาวบ้านมีความสัมพันธ์
กับความเชื่อ และข้อปฏิบัติของหมอพื้นบ้านคือห้ามเก็บค่ารักษาพยาบาล จึงทำให้ชาวบ้าน
บางส่วนนิยมรักษากับหมอพื้นบ้าน เพราะประหยัดค่าใช้จ่าย และรักษาตามคำบอกเล่ากันใน
ชมุ ชน นัน่ จึงเป็นสาเหตทุ ี่ทำใหก้ ารรักษาโรคพ้ืนบา้ นยงั คงดำรงอยู่ 1
ภูมิปัญญาการแพทย์พื้นบ้านภาคใต้มีความซับซ้อนและแตกต่างทางวัฒนธรรมศาสนา
มีความหลากหลายของระบบการแพทย์พื้นบ้านและหมอพ้ืนบ้านในพื้นทีภ่ าคใต้มีผลมาจากทง้ั
วัฒนธรรมและระบบนิเวศ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมทำให้เกิดความรู้ และการดำรงอยู่
การแพทย์พื้นบ้านที่แตกต่างกันไป อีกทั้งศักยภาพของระบบการแพทย์พื้นบ้านยังสัมพันธ์กับ
ระบบนิเวศของแต่ละพื้นที่ จะเห็นได้ว่าหมอพื้นบ้านสามารถแสวงหาสมุนไพรจากพรรณไม้ที่
ต่างกันในระบบนิเวศที่ต่างกันมาใช้รักษาโรคต่างๆที่คล้ายกันได้ ความรู้ของระบบการแพทย์
พ้นื บ้านจึงอิงอยู่กับระบบนิเวศของแต่ละพนื้ ท่ี ซึง่ แสดงใหเ้ หน็ ว่าระบบนิเวศมีความสัมพันธ์กับ
อาหารและการดแู ลรกั ษาสุขภาพ
(1) อภิฤดี หาญณรงค์และวิชัย โชควิววัฒน. การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพและการแพทย์พื้นบ้าน กรณีศึกษา : อำเภอช้างกลาง จังหวัด
นครศรีธรรมราช[วารสาร]. จากวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เว็ปไซด์: https://research.kpru.ac.th/journal_science/journal/10552020-06-
19.pdf . เข้าถงึ เมอื่ 16 ตลุ าคม 2564
82 | ภูมปิ ัญญาพื้นบ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
ตำรายาแผนไทยภาคใต้
สำหรับตำราการแพทย์พื้นบ้านภาคใต้ ได้มีการบันทึกเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพ
และตำรายารักษาอาการโรคภัยไข้เจ็บไว้แต่อดีต โดยแต่เดิมจะบันทึกไว้ในหนังสอื บดุ เป็นหลัก
ทั้งบุดดำและบุดขาว แตส่ ่วนใหญ่จะจาร(จารกึ )ไว้ในบดุ ขาว มบี ้างทจ่ี ารไวใ้ นใบลาน
หนังสือบุดคือหนังสือที่ทำด้วยกระดาษย่านปริหนา ซึ่งพับเป็นชั้นๆ ภาคกลางเรียก
หนังสือชนดิ นว้ี ่า “สมดุ ไทย” หรือ “สมดุ ขอ่ ย” บุดดำคือหนังสือบุดที่พื้นกระดาษเป็นสีดำแล้ว
จารเป็นตัวหนังสือสีขาว ส่วนบุดขาวคือหนังสือบุดที่พื้นกระดาษเป็นสีขาวแล้วจารเป็น
ตัวหนังสอื สดี ำ
การบันทึกตำราการแพทย์พ้นื บา้ นลงในหนงั สอื บดุ และใบลานนีม้ อี ยอู่ ย่างแพร่หลายใน
ภาคใต้ เนื่องจากการดูแลรักษาสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ การบันทึกตำราดังกล่าวทำให้การ
เรียนรู้การแพทย์พื้นบา้ นเป็นไปอยา่ งกว้างขวางมากขึน้ อีกทั้งการรักษาโรคภัยไข้เจ็บและการ
คัดลอกตำรายาของสำนกั หรอื ของหมอที่มีชอื่ เสยี งไปเผยแพร่ เทา่ กบั เป็นการทำกศุ ลให้แก่เพ่ือ
มนุษย์ ดังจะเห็นว่าในระยะหลงั แม้จะมีการพิมพห์ นังสือแล้ว เจ้าภาพที่จัดงานศพหรอื งานบุญ
ต่างๆเช่น งานทอดกฐนิ ทอดผ้าป่ากน็ ยิ มพมิ พ์หนงั สอื ตำรายาแจก หรือไม่ก็ไปซื้อหนังสือตำรา
ยาจากวดั หรือของหมอที่มีชื่อเสียงและพิมพห์ นังสือไว้จำนวนมาก เพ่อื นำมาแจกญาติมิตรท่ีมา
ร่วมงาน แม้แต่วัดเมื่อจัดงานบุญต่างๆ เช่น งานฝังลูกนิมิต ก็มักจะพิมพ์หนังสือตำรายาแจก
เชน่ กัน
ภาคใต้นับเป็นแหล่งที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมทั้งพราหมณ์ อิสลาม จีนและ
มลายู ทำใหช้ าวใตม้ ีความเชื่อเรอ่ื งผีไม่ต่างภูมภิ าคอื่น ๆ ตามคำบอกเล่าได้กล่าวว่า มีผีสิงสถิต
อยู่ในธรรมชาติ เช่น ผีเจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าที่นา และยังนับถือผีบรรพบุรุษ หรือที่เรียกว่า
“ ครูโนรา ” ในเรื่องความเจ็บป่วยชาวใต้เชื่อว่า เกิดจากอำนาจเหนือธรรมชาติ อำนาจ
ธรรมชาติ และอำนาจผิดปกติทางสังคม การแพทย์พื้นบ้านภาคใต้ ตัวอย่างเช่น โต๊ะบีแด
( หมอตำแยชาวไทยมุสลมิ ) โนราลงครู หมองู หมอยาสมนุ ไพร และหมอบีบนวดภาคใต้
83 | ภมู ิปญั ญาพ้นื บ้านไทยกับการรกั ษาโรค
กระบวนการรักษาของหมอพืน้ บา้ นภาคใต้
กระบวนการรักษาของหมอพื้นบ้านเริ่มจากการซักประวัติ การสอบถามอาการ การ
สัมผัสบริเวณที่มีอาการ และสังเกตลักษณะภายนอกของผู้ป่วย ซึ่งเทคนิคการตรวจของหมอ
พื้นบ้าน จะแตกต่างไปแล้วแต่ละประเภทและตามความถนัดของหมอพื้นบ้าน ขั้นตอนและ
วธิ กี ารรกั ษาของหมอพ้นื บ้านจะมีรูปแบบท่ีเรยี บง่าย และยังมกี ระบวนการดูแลสุขภาพทั้งด้าน
ร่างกายและจิตใจควบคู่กัน จึงทำให้หมอพื้นบ้านยังคงมีบทบาทในการดูแลสุขภาพของคนใน
ชมุ ชนอยา่ งต่อเนื่อง
ภมู ิปญั ญาโนราลงครู
โนราลงครู หมายถึง พิธีกรรมเชิญวิญญาณบรรพบุรุษที่เป็นโนราซึ่งเรียกว่า ตายาย
โนรา หรือตาหลวง มายังโรงพิธีเพื่อรับการเซ่นไหว้อันเป็นการแสดงมุทิตาจิตต่อบรรพบุรุษ
หรือเพอื่ ประกอบพธิ ีแกบ้ น หรอื เพ่อื ประกอบพธิ ีครอบเทรดิ โนราลงครแู บง่ เป็น 2 ชนิด คอื
โนราลงครูใหญ่ ใช้เวลา 3 วัน เริ่มตั้งแต่วันพุธ สิ้นสุดวันศุกร์ ต้องทำเป็นประจำ
วนั เริ่มพิธีเรียกวา่ วนั เข้าโรง และวนั สดุ ทา้ ย เรียกวา่ วันเลิกโรง หรือวันสง่ ครู
โนราลงครูเล็ก ใช้เวลารำเพียง 1 คืนกับ 1 วันเท่านั้น การทำพิธีอย่างย่นย่อ
เรียกว่า การรำลงครเู ล็ก หรอื การค้ำครู หรอื โรงแก้บนค้ำครู
รูปแบบการใช้ภูมิปัญญา มีพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องกับการบำบัดรักษา มี 2 พิธีกรรม คือ
พิธีกรรมหาสาเหตุการเจ็บป่วย และพิธีกรรมการรำโนราแก้บน ประโยชน์และคุณค่าของภูมิ
ปัญญา โนราลงครูเป็นพิธีกรรมที่สะท้อนถึงมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญา ซึ่งเป็นที่พ่ึ งพา
ทางด้านจิตใจ ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาพื้นฐานและตอบสนองความต้องการของทั้งปัจเจกชน
และสิง่ แวดลอ้ มได้อย่างเป็นองค์รวม
84 | ภูมปิ ญั ญาพ้นื บ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
ภูมิปัญญาหมองู
ภูมิปัญญาหมองู เป็นองค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากบรรพ
บรุ ษุ ซ่งึ สั่งสมประสบการณ์มาเปน็ เวลายาวนาน ในการรกั ษาผทู้ ี่ถกู งพู ษิ กดั และเกิดเป็นแผลเน่า
เปือ่ ย ขัน้ ตอนการรักษาพิษงู ไดแ้ ก่ การวนิ ิจฉยั งู การถามสถานทีเ่ กิดเหตุ การดแู ละถามอาการ
จากผู้ป่วย การรักษาตามลกั ษณะของงู
การรกั ษาพษิ งูดว้ ยสมุนไพร นำมาปรงุ เป็นยา 8 ขนาน ได้แก่
❖ ยาพน่ สมุนไพรทใ่ี ช้ คอื ยา่ นลเิ พาสดเคี้ยวพรอ้ มหมากพลู
❖ ยาพาด ใช้เสลดพังพอน บัวบก ผักหวาน ฟ้าทะลายโจรตำรวมกับเหล้าคั้นน้ำ
พาดที่แผล หากมีอาการเจ็บเมื่อยในกระดูกและกล้ามเนื้อ ใช้รางจืด
เสลดพังพอน หญา้ พันงแู ดง ตำพอกแผลเว้นรเู ขย้ี ว
❖ ยาพอกหรือยาโปะ มรี ากหญา้ ตา่ งดอก รากหมวดคน และรากปลายสาร ลุ่ยฝน
กับนำ้ มะนาว มีฤทธิด์ ูดพิษงูออก
❖ ยาแช่ ใช้หมากพลู ปนู ยาเสน้ อตุ พษิ นำมาตำละลายในนำ้ ปนู ใชแ้ ช่แผล
❖ ยาอม คนั้ เอานำ้ กลว้ ยตานีผสมกบั สารสม้ ใช้อม
❖ ยาต้ม ใช้ดีปลีขีน้ กท้ังหา้ รากตา่ งดอก รากหญ้าคา รากอินทนินดอกขาว บัวบก
ทั้งห้า ผักหวาน หญา้ พนั งูแดง หญา้ ตนี กา หญา้ แพรก ยา่ นลิเภา ย่าอหุ ลนั ย่าน
เอน็ ขอบชะนางแดง สบพษิ อย่างละเทา่ กันต้มกนิ
❖ ยาผง ใช้ขม้ินขม (วา่ นงู) บดเป็นผงผสมกบั เหลา้ กินแก้พษิ งทู ุกชนดิ
❖ ยาเคีย่ ว หรือน้ำมันทาแผลเป่ือย ไมเ่ ปิดเผยสูตร
85 | ภูมปิ ญั ญาพ้ืนบา้ นไทยกบั การรกั ษาโรค
ภมู ิปญั ญาหมอบบี หรือหมอนวดภาคใต้
การนวดพื้นบ้านภาคใต้จัดเปน็ การนวดท่ีชาวบ้านใช้ช่วยเหลือกนั โดยมีจุดประสงค์เพอ่ื
บำบัดรักษาอาการปวดเมื่อย และอาการอื่นท่ีเกีย่ วกับกลา้ มเนื้อ เส้นเอ็น เส้นประสาท เพื่อให้
ระบบไหลเวียนเลือดและระบบประสาททำงานไดต้ ามปกติ หมอนวดในภาษาท้องถนิ่ ในภาคใต้
เรยี กวา่ หมอบีบ
หมอบีบหรือหมอนวดจะต้องรู้เรื่องเส้นและสรีระร่างกายของมนุษย์ ตามพื้นฐานความ
เชื่อของภูมปิ ัญญานนั้ มรี ูปแบบการใชภ้ ูมปิ ัญญา มดี ังน้ี
โรคหรืออาการที่หมอบบี สามารถรกั ษาได้ ไดแ้ ก่ เอน็ ช่อ (อาการเส้นเอ็นไมเ่ รียบ จับกัน
เป็นก้อนนูน ทำให้เลือดลมเดินไม่สะดวก ปวดตามข้อ ปวดในเส้น) เส้นจม (เส้นไม่อยู่ใน
ตำแหน่งปกต)ิ สะบกั จม คอเคลด็ ลมติด (เลอื ดลมเดนิ ไม่สะดวก) เส้นขบกระดูก (เส้นและเอ็น
ติดกระดูก) ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ ลมขึ้นเบื้องสูง เหน็บชา อัมพาต แน่นหน้าอก เมา
รถเมาเรือ นวดก่อนคลอด นวดหลังคลอด และวิธีการที่หมอบีบใช้ในการรักษา ได้แก่ การเขี่ย
เส้น การเกิดเสน้ การรดี เสน้ การเหยียบเส้น การดึงเส้น การกดเสน้ การหยิกเสน้ การประคอง
เสน้ การไตเ่ ส้น
86 | ภูมปิ ญั ญาพื้นบ้านไทยกบั การรกั ษาโรค
ภมู ปิ ญั ญาโตะ๊ บีแดหรือหมอตำแยชาวมุสลิม
โต๊ะบีแด คือ หมอตำแย ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในวิถีการดำรงชีวิตของชุมชน ตั้งแต่เริ่ม
ตง้ั ครรภจ์ นหลังคลอด โดยทำหน้าท่เี ป็นผใู้ ห้ความรู้ ปรึกษาแนะนำ และชว่ ยเหลอื
รปู แบบการใชภ้ ูมิปญั ญา
❖ ระยะก่อนคลอด มีข้อแนะนำ เช่น รับประทานอาหารบำรุงครรภ์ (กล้วยสุก ผักบุ้ง ผัก
กูด) อาหารที่หา้ มรบั ประทาน (สบั ปะรด แตงโม ลำไย มะม่วง) สมนุ ไพรท่ีช่วยให้คลอด
ง่าย (น้ำมะพร้าวต้ม รากไม้ฆือแตกือมีแย ยอดมันเทศ) ดูแลเต้านม ห้ามมีเพศสัมพันธ์
ตอนทอ้ งอ่อน 1-2 เดือนและ 5 เดอื นข้ึนไป
❖ ระยะรอคลอดและทำคลอด เชน่ ห้ามน่งั ขวางประตู และห้ามยืนค้ำหัว
❖ ระยะหลังคลอด เชน่ การออกไฟ
การดูแลสุขภาพอนามัยมารดาและทารกของชาวไทยมุสลิม หมายถึงการปฏิบัติตาม
ความเชื่อในการดูแลสุขภาพอนามัยของหญิงวัยเจริญพันธุ์และทารกชาวไทยมุสลิม ขณะ
ตั้งครรภ์ การคลอดและหลังคลอด โดยชาวมุสลิมจะมีความเชื่อในเรื่องการตั้งครรภ์ คือ ทุกส่ิง
ทุกอย่างล้วนเป็นไปตามพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งในปัจจุบันนี้ชาวไทยมุสลิมยังคงมี
การปฏิบัติตามความเชื่อต่างๆนั้นอยู่ เพราะมีความเชื่อความศรัทธาในพระเจ้าและการปฏิบัติ
ตามหลกั อสิ ลาม
87 | ภูมปิ ญั ญาพ้ืนบ้านไทยกับการรักษาโรค
คติความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ ชาวไทยภาคใต้มีความเชื่อเรื่องเทพเจ้าสิ่ง
ศักดิ์สิทธิ์ ไสยศาสตร์ วิญญาณ ภูตปีศาจ สิ่งเร้นลับ และคติทางศาสนาที่อยู่เหนือการพิสูจน์
เป็นต้น คติความเชื่อเหล่านี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมและวิถีชีวิตของผู้คนเป็นอย่างมาก อีกทั้ง
ความเชื่อเหล่านี้ยังมีอิทธิพลต่อการรักษาโรคพื้นบ้านเป็นอย่างมากเพราะผู้คนต่างเชื่อว่า
สิ่งเหนอื ธรรมชาติจะสามารถบันดาลให้ไดผ้ ลสมปรารถนา
คติความเชือ่ เร่ืองเทพเจ้าและสิ่งศกั ดิ์สิทธ์ิ เป็นสิง่ ทีม่ อี ิทธิพลต่อการรกั ษาโรคของหมอ
พื้นบ้านเป็นอย่างยิ่ง เป็นความเชื่อที่ได้รับอิทธิพลมาจากศาสนาพราหมณ์ที่แทรกอยู่ในความ
เชื่อของชาวพุทธมาช้านาน เช่น พระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม และพระฤๅษี เป็นต้น
รวมทั้งคติความเชื่อเรื่องแม่ซื้อ ความเชื่อเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของเทพเจ้าและส่ิง
ศกั ดิ์สิทธใิ์ นการใหค้ วามชว่ ยเหลือขจดั ปัดเปา่ โรคภยั ไขเ้ จบ็
คติความเชื่อเร่ืองผี เช่ือว่า ผีมอี ำนาจต่อชวี ิตมนุษย์ สามารถทำให้เกิดการเจบ็ ป่วยและ
ถงึ แกช่ วี ติ ได้ เมอ่ื มีป่วยหนกั จนยากแก่การรกั ษา ชาวบา้ นมกั เช่ือว่า ถูกผีกระทำ หรือเม่ือคนไข้
มีอาการเสียจรติ ชาวบ้านก็มักจะเช่ือว่า ถูกผีเข้าสิง การรักษา หมอพื้นบา้ นจะใช้วิธีการต่าง ๆ
เช่น การรักษาด้วยยาสมุนไพร การรักษาด้วยวิธีทางไสยศาสตร์ดังตัวอย่าง วิธีการรักษาผู้ป่วย
ถูกผีเข้าสิง จนเกิดอาการเจ็บป่วย หมอยาพื้นบ้านจะใช้พืชสมุนไพรบดละเอียดแล้วบริกรรม
พระคาถาโองการพุทธจักรเพื่อทำยาฆ่าผี หรือปัดเป่าให้ผีออกไป แล้วนำไปติดไว้ที่ประ ตู
บ้านเรือน หวั บันไดบ้าน ผจี ะไม่กล้าเข้ามาทำรา้ ยผ้ปู ่วยไดอ้ ีก
คติความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ คติความเชื่อนี้ เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวภาคใต้ทุก
ช่วงวัย ตำรายาพื้นบ้าน กล่าวถึง วิธีการปรุงยาด้วยพืชสมุนไพรเพื่อรักษาผู้ป่วยที่สงสัยว่า ถูก
กระทำทางคุณไสยให้รับประทานดูว่า ถูกคุณไสยชนิดใด เป็นการเรียนรู้ขนานยาของหมอยา
พื้นบ้าน ที่สอนผู้สืบทอดให้เรียนรู้ว่าอาการป่วยที่ถูกคุณหไสยจะมีอาการแตกต่างกัน เช่น ถ้า
ดื่มยาหม้อแล้วอาเจียน ถูกทำคุณไสยด้วยกะลามะพร้าว ถ้ามีอาการร้อนใจ ถูกทำคุณไสยด้วย
ปลา ถา้ มอี าการเสยี จริต ถูกทำคุณไสยดว้ ยพรมโหด เปน็ ต้น
88 | ภูมปิ ัญญาพ้นื บา้ นไทยกบั การรักษาโรค
วธิ กี ารรักษาโรคด้วยการใชส้ มนุ ไพรของหมอพ้ืนบ้านภาคใต้
การตรวจวินิจฉัยโรค จะตรวจด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกายและจิตใจ เช่น
การสังเกต การสัมผัส การตรวจเส้น การตรวจอวัยวะภายนอกและภายใน เมื่อได้ทำการตรวจ
และวินิจฉัยโรคแล้ว หมอพื้นบ้านก็จะดำเนินกระบวนการในการรักษาโรคด้วยวิธีการใช้
สมุนไพรที่แตกต่างกันไปตามชนิด และลักษณะอาการของโรคหรือความเจ็บป่วย ที่ปรากฏ
เพ่อื ม่งุ ปรบั ธาตทุ ้งั 4 ใหเ้ กดิ ความสมดุลเปน็ หลัก ควบคไู่ ปกบั การใช้คาถา และรวมถึงพิธีกรรม
ตา่ ง ๆ ตามความเชือ่ และนอกจากน้ียังมขี อ้ ห้ามหรือข้อแนะนำสำหรบั การปฏบิ ตั ิตนของผู้ป่วย
ในระหวา่ งการรกั ษา และการติดตามผลของการรกั ษาโรค เนื่องจากหมอพนื้ บา้ นไม่ได้รับผู้ป่วย
ไวร้ กั ษาคา้ งคนื ท่ีบา้ น การตดิ ตามผลของการรกั ษาถ้าหากผู้ปว่ ยอยู่ใกล้บ้านก็จะไปหาถึงท่ีบ้าน
เป็นระยะ ๆ แต่ถ้าเป็นผู้ที่อยู่ไกลออกไปหรือผู้ป่วยที่อยู่ต่างพื้นที่ ก็จะใช้วิธีการโทรศัพทไ์ ปหา
หรือให้ผปู้ ่วยหรอื ญาตผิ ู้ป่วยเพอื่ สอบถามอาการ
89 | ภมู ปิ ญั ญาพื้นบา้ นไทยกับการรักษาโรค
บรรณานกุ รม
กองการแพทย์พ้ืนบา้ นไทย. (2560). พ้นื ฐานการนวดพืน้ บ้านภาคเหนอื . [ออนไลน]์ .
เข้าถงึ ได้จาก : https://indi.dtam.moph.go.th/images/E-book/NuadN/index.html
(วนั ท่คี น้ ข้อมูล 12 ตุลาคม 2564)
กิตติ ลส้ี ยาม. (2554). ภมู ปิ ัญญาการแพทย์แผนไทย. [ออนไลน์]. จลุ สารสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพ.
เขา้ ถึงไดจ้ าก : https://www.stou.ac.th/schools/shs/booklet/book544/thai.html
(วันที่ค้นข้อมูล 12 ตลุ าคม 2564)
กมลทิพย์ สุวรรณเดช และ จริ าภรณ์ บุญมาก. (2557). บันทกึ ภมู ปิ ัญญา : เหยียบเหล็กแดง กรณหี มอสงา่
พนั ธสุ์ ายศรี. วารสารการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. [ออนไลน]์ .
เขา้ ถึงไดจ้ าก : https://he01.tci-thaijo.org/index.php/JTTAM/article/download/124557/94433
(วนั ทค่ี ้นข้อมูล 14 ตุลาคม 2564)
ชนาธปิ ไชยเหล็ก. (2560). รกั ษาโรคดว้ ยหมอเป่า แล้วเราไดอ้ ะไรมา. [ออนไลน]์ .
เขา้ ถงึ ได้จาก : https://themomentum.co/traditional-healer-saliva-and-infection/
(วันท่คี ้นข้อมลู 14 ตลุ าคม 2564)
ณัฐา วิพลชยั . (2559). การวิเคราะหตํารายาพื้นบานจากหนังสือบุดของวดั แหลมทอง อําเภอเมอื งฯ
จงั หวดั สรุ าษฎรธานี. วารสารมนุษยศาสตรแ์ ละสงั คมศาสตร์. [ออนไลน]์ .
เข้าถงึ ได้จาก : https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jhsc/article/view/155659/113021
(วนั ท่ีคน้ ข้อมูล 15 ตุลาคม 2564)
เทิดชาย ชว่ ยบำรุง. (2554). ภูมิปญั ญาเพ่ือการพฒั นาท้องถิน่ เชงิ สรา้ งสรรค์. [ออนไลน์].
เข้าถึงไดจ้ าก : http://www.kalasin-mu.go.th/sj/images/pdf/1pp119.pdf
(วันท่ีค้นข้อมลู 12 ตลุ าคม 2564)
ธรณัส ทองชชู ่วย, กิตติ ตนั ไทย และจกั รกริช อนนั ตศรัณย.์ (2556). ภูมิปัญญาของหมอพ้ืนบ้านในดา้ นการ
ใช้สมนุ ไพรในการรักษาโรค ของอ่าเภอบางกลา่ จังหวดั สงขลา. [ออนไลน์].
เขา้ ถงึ ได้จาก : http://www.hu.ac.th/conference/conference2013/Proceedings2013/pdf
/Book2/Describe1/407_10-17.pdf (วนั ทคี่ น้ ข้อมูล 17 ตลุ าคม 2564
บุญศรี เลิศวิริยจติ ต์. (2564). คลังภูมปิ ญั ญาหมอพื้นบา้ นกับสมนุ ไพรชุมชนภาคอสี าน. (วิทยานยิ นธป์ ริญญา
มหาบณั ฑิต) คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. มหาวทิ ยาลัยราชภฏั สวนสุนันทา, [ออนไลน]์ .
เข้าถงึ ได้จาก : http://ssruir.ssru.ac.th/handle/ssruir/512 (วันท่ีค้นข้อมลู 14 ตลุ าคม 2564)
ประกาศคณะกรรมการหมอพ้ืนบา้ น. (2562). ลกั ษณะ ประเภท หรอื กรรมวธิ ขี องภมู ิปัญญาการแพทย์แผน
ไทย.[ออนไลน]์ . เขา้ ถึงได้จาก : http://164.115.41.179/tm/sites/default/files/pdf
(วันท่ีคน้ ข้อมูล 14 ตุลาคม 2564)
พันธศ์ ักดิ์ วรรณคำ. (2559). หมอเมือง. [ออนไลน์].
เข้าถึงไดจ้ าก : https://www.museumthailand.com/th/home
(วนั ที่คน้ ข้อมูล 12 ตุลาคม 2564)
เมดไทย. (2557). ประวัตกิ ารแพทย์แผนไทย...จากอดีตสู่ปัจจบุ นั . [ออนไลน]์ .
เข้าถึงไดจ้ าก : https://medthai.com/ (วนั ที่ค้นขอ้ มูล 12 ตลุ าคม 2564)
วารณุ ี ประกอบทอง. (2554). ความหมายของภูมิปญั ญา. [ออนไลน์].
เขา้ ถึงไดจ้ าก : https://warunee29.wordpress.com
(วนั ทคี่ ้นข้อมูล 15 ตุลาคม 2564)
สมุนไพรบเี จ็ด. กรณตี ัวอย่างภูมิปัญญาการแพทยพ์ ื้นบา้ นไทยภาคเหนือและภาคอสี าน. [ออนไลน์].
เข้าถงึ ได้จาก : https://be7herb.wordpress.com/page/3/
(วนั ที่ค้นข้อมลู 12 ตุลาคม 2564)
สวุ มิ ล มณีโชติ. (2559). การดูแลสุขภาพพง่ึ ตนตามหลักการแพทยว์ ิถธี รรม : กรณีศึกษาผู้ใหญ่วัยกลางคน.
วารสารพยาบาลสงขลานครินทร์. [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก : https://he02.tci-thaijo.org/
index.php/nur-psu/article/download/65347/53693/
(วนั ท่คี น้ ข้อมลู 15 ตุลาคม 2564)
สริ ิรตั น์ จนั ทรมะโน และเจนระวี สวา่ งอารยร์ ักษ์. ภมู ิปัญญาการนวดพ้นื บา้ น : กรณีศกึ ษาหมอนวดพื้นบา้ น
5 ราย.วารสารการแพทยแ์ ผนไทยและการแพทย์ทางเลอื ก. [ออนไลน์].
เข้าถึงไดจ้ าก : https://www.dtam.moph.go.th/E-Book/DTAM_Journal/DTAM_Journal_17-
1/index.html#p=36 (วนั ท่ีคน้ ข้อมูล 14 ตลุ าคม 2564
สำนกั งานเทศบาลนครปากเกรด็ . (2541). ภมู ปิ ัญญาท้องถิ่น. [ออนไลน์].
เขา้ ถึงไดจ้ าก : https://www.pakkretcity.go.th/index.php/2-uncategorised/2873-local-
wisdom.html (วันทคี่ ้นข้อมูล 12 ตุลาคม 2564)
สำนักงานวฒั นธรรมจังหวดั จันทบรุ .ี การรกั ษาพยาบาลด้วยสมนุ ไพรชอง. [ออนไลน]์ .
เขา้ ถึงได้จาก :https://www.mculture.go.th/chanthaburi/ewt_news.php?nid=946&filenam
=index (วนั ที่ค้นขอ้ มูล 14 ตุลาคม 2564)
สำนกั งานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม.่ ศักดศิ์ รขี องการแพทยพ์ ้นื บา้ นลา้ นนา. [ออนไลน์].
เขา้ ถงึ ไดจ้ าก : https://lannahealthhub.org/about/ (วันทค่ี น้ ข้อมูล 12 ตลุ าคม 2564)
อภฤิ ดี หาญณรงค์ และ วชิ ยั โชคววิ ฒั น. (2563). การศึกษาภมู ิปญั ญาท้องถ่ินด้านสุขภาพและการแพทย์
พนื้ บา้ น กรณศี กึ ษา : อำเภอชา้ งกลาง จังหวดั นครศรีธรรมราช. วารสารวทิ ยาศาสตรและ
เทคโนโลยี. [ออนไลน]์ . เข้าถึงไดจ้ าก : https://research.kpru.ac.th/journal_science/journal/
10552020-06-19.pdf (วนั ท่ีคน้ ข้อมูล 16 ตลุ าคม 2564)
เอชโฟกัส. (2561). "หมอเมือง"ภมู ปิ ญั ญาลา้ นนา. [ออนไลน]์ .
เข้าถงึ ไดจ้ าก : https://www.hfocus.org/content/2018/09/16344
(วนั ท่ีค้นข้อมูล 16 ตลุ าคม 2564)