การปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบ
เชิงสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมือ
STAD
นายอาเดียร์ มะรานอ
ตำแหน่ง ครู
โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดปัตตานี
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปัตตานี
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ
การปรบั ประยุกต์ทกั ษะการออกแบบเชิงสรา้ งสรรค์
ดว้ ยเทคนคิ การเรยี นรแู้ บบกลุ่มรว่ มมือ STAD ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6
โรงเรียนเบญจมราชทู ิศ จงั หวัดปตั ตานี
นายอาเดยี ร์ มะรานอ
ตาแหน่ง ครู
ภาคการศกึ ษาท่ี 1 ปีการศึกษา 2565
โรงเรยี นเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี
สานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษามัธยมศกึ ษาปัตตานี
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
รายชือ่ กลุม่ ทดลองและรายชื่อผ้เู ชี่ยวชาญ
ภาคผนวก ข
แผนการจดั การเรยี นรู้แบบกล่มุ รว่ มมอื STAD
ภาคผนวก ค
คะแนนผลงานก่อนเรียนและหลังเรยี นโดยใช้การเรียนรแู้ บบ STAD
ภาคผนวก ง
ใบความรู้เร่อื ง การออกแบบผงั ความคดิ
ภาคผนวก จ
ภาพประกอบการทดลอง
ก
ชอื่ โครงการวิจยั การปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสรา้ งสรรคด์ ้วยเทคนคิ การเรยี นรแู้ บบ
กลมุ่ ร่วมมือ STAD ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทศิ จงั หวัดปตั ตานี
ช่ือผู้วิจัย นายอาเดยี ร์ มะรานอ
รายวิชา ทัศนศิลป์
กลมุ่ สาระการเรียนรู้ ศิลปะ
ตาแหนง่ ครู
ปกี ารศกึ ษา 2565
บทคัดยอ่
การวจิ ัยเรื่องน้ีมีวัตถุประสงค์ เพื่อ( 1.) ศึกษาผลการเรียนรแู้ บบกลุ่มร่วมมอื STAD ที่มีต่อ
การปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน
เบญจมราชูทิศ จังหวัดปัตตานี (2.) เพ่ือเปรียบเทียบการปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิง
สร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดปัตตานี ก่อนและหลัง
ด้วยการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD มีตัวอย่างเป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 โรงเรียน
เบญจมราชูทศิ จังหวดั ปตั ตานี จานวน 23 คน ดาเนินการทดลองในภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2565
เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แผนการสอนแบบร่วมมือ STAD และแบบวัดการปรับประยุกต์ทักษะการ
ออกแบบเชงิ สร้างสรรค์ วเิ คราะหข์ ้อมูลดว้ ยสถิติเชงิ บรรยายและสถติ ิเชงิ สรุปอา้ งองิ
ผลการวจิ ัย
1. ผลการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เร่ืองการปรับ
ประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดปัตตานี มีคะแนนเฉล่ีย
กอ่ นเรยี นเท่ากับ 7.98 คะแนน มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.79 คะแนน ส่วนคะแนนหลังเรยี น
มีค่าเฉลี่ยเทา่ กับ 8.90 คะแนน สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.74 คะแนน
2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนการปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ก่อนและ
หลังการเรียนรู้แบบกลุ่มรว่ มมือ STAD ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6 พบว่า หลังการเรียนรู้แบบ
กลุ่มร่วมมือ STAD นักเรียนมีค่าเฉลี่ยคะแนนการปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์
สงู ขึน้ อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิท่ีระดบั .05
ข
กติ ติกรรมประกาศ
งานวิจยั การปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่
6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดปัตตานี โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ฉบับน้ีลุล่วงไปด้วยดี
เนื่องจากได้รับความอนุเคราะห์ ข้อเสนอแนะจากหลายๆท่าน จึงทางานวิจัยได้สาเร็จตาม
วัตถุประสงค์
ขอขอบคุณครูจิรเดช บุญศรี และ ครูประฑีป แก้วพิมพ์ ท่ีคอยให้คาปรึกษา ข้อเสนอแนะ
ขอ้ แนะนา ขอ้ คดิ ตา่ งๆและยังถา่ ยทอดองค์ความรใู้ นการจัดทาวจิ ัยทั้งเชงิ ทฤษฏี และเชิงปฏิบัติ
ขอขอบคุณนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดปัตตานี ท่ีอานวย
ความสะดวกและให้ความรว่ มมอื ในการจัดทาวิจยั ในครั้งน้ี
คณุ ค่าและคุณประโยชน์ของงานวิจยั ฉบบั น้ี ขอมอบใหก้ บั เดก็ มัธยมทกุ คนที่ให้เดก็ ได้เติบโต
เปน็ ผู้ใหญท่ ี่มคี ุณภาพ ทาประโยชน์ใหก้ บั ชมุ ชน สังคม และประเทศชาติ
ผู้วจิ ยั
(นายอาเดยี ร์ มะรานอ)
ค
สารบัญ
เรือ่ ง หนา้
บทคัดยอ่ ก
ข
กิตติกรรมประกาศ ค
สารบญั จ
ฉ
สารบญั ตาราง 1
สารบัญแผนภาพ 1
บทที่ 1 บทนา 3
3
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา 4
คาถามวิจัย 4
4
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย 5
กรอบแนวคดิ ของการวิจยั 5
สมมติฐานของการวิจัย 6
6
ขอบเขตของการวิจยั 9
นิยามศัพทเ์ ฉพาะ 14
16
ประโยชน์ท่คี าดว่าจะไดร้ ับ 19
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยท่ีเกยี่ วข้อง 19
19
ตอนที่ 1 แนวคดิ ท่เี กย่ี วขอ้ งกบั ความคดิ สรา้ งสรรค์ 19
20
ตอนท่ี 2 การจดั การเรยี นร้แู บบกล่มุ ร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD 21
ตอนท่ี 3 สาระการเรยี นรู้ เรื่อง การออกแบบผงั ความคดิ 23
23
ตอนท่ี 4 เอกสารและงานวจิ ัยท่เี ก่ยี วข้อง 24
บทที่ 3 วธิ ีดาเนนิ การวจิ ัย
25
แบบแผนการวิจัย
ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการวจิ ัย
การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
การวิเคราะหข์ ้อมลู
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู
ตอนท่ี 1 ข้อมูลท่วั ไปของกลมุ่ ตัวอยา่ ง
ตอนท่ี 2 ค่าสถิติเชงิ บรรยายคะแนนการปรบั ประยกุ ต์ทกั ษะการออกแบบ
เชิงสร้างสรรค์ ก่อนเรยี นและหลังเรียนด้วยการเรยี นรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD
ตอนท่ี 3 ผลการการเปรยี บเทยี บคะแนนทดสอบการเรยี นรู้แบบกลุม่ ร่วมมือ STAD
สารบญั (ตอ่ ) ง
เร่อื ง หน้า
26
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ 26
สรปุ ผลการวิจัย 26
อภปิ รายผลการวจิ ยั 28
ขอ้ เสนอแนะการวจิ ัย
บรรณานกุ รม
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
รายช่อื กลุ่มทดลอง
รายช่ือผเู้ ช่ยี วชาญ
ภาคผนวก ข
แผนการจัดการเรียนรู้แบบกล่มุ ร่วมมือ STAD
ภาคผนวก ค
คะแนนผลงานก่อนเรยี นและหลังเรยี นโดยใช้การเรยี นรแู้ บบ STAD
ภาคผนวก ง
ใบความรู้เร่ือง การออกแบบผงั ความคดิ
ภาคผนวก จ
ภาพประกอบการทดลอง
จ
สารบัญตาราง
ตาราง หนา้
1. ตารางแสดงจานวนและรอ้ ยละของกล่มุ ตวั อยา่ งจาแนกตามเพศ 23
2. ตารางแสดงค่าสถิติเชงิ บรรยายคะแนนการปรับประยุกตท์ กั ษะการออกแบบ 24
เชงิ สรา้ งสรรค์ กอ่ นเรยี นและหลงั เรยี นดว้ ยเทคนคิ การเรียนร้แู บบกล่มุ รว่ มมอื STAD
3. แสดงการเปรียบเทยี บค่าเฉลยี่ คะแนนทดสอบกอ่ นเรียนและหลังเรียนการเรยี นร้แู บบ 25
กล่มุ รว่ มมอื STAD เร่อื ง การปรบั ประยกุ ต์ทกั ษะการออกแบบเชิงสรา้ งสรรค์ ของนักเรียน
ช้นั มัธยมศกึ ษาปีที่ 6
สารบัญแผนภาพ ฉ
แผนภาพ หนา้
1. แผนภูมิแทง่ แสดงรอ้ ยละของกล่มุ เป้าหมาย จาแนกเพศ 24
2. แผนภูมิแทง่ แสดงค่าเฉล่ยี ของคะแนนการปรบั ประยุกตท์ ักษะการออกแบบ 24
เชงิ สรา้ งสรรค์ กอ่ นเรยี นและหลงั เรียนแบบกลุ่มรว่ มมอื STAD
คะแนนผลงานก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบ STAD
เลขท่ี คะแนนสอบก่อนเรียน คะแนนสอบหลังเรียน
1 8 9
2 7 9
3 7 8
4 9 9
5 9 10
6 8 9
7 9 9
8 7 8
9 8 10
10 7 9
11 8 8
12 8 8
13 8 9
14 7 9
15 9 9
16 7 8
17 9 10
18 9 10
19 9 9
20 8 9
21 8 9
22 8 9
23 7 8
คะแนนเฉล่ีย 7.98 8.90
ส่วนเบี่ยงเบน 0.79 0.74
มาตรฐาน
จากตารางที่ 4 แสดงคะแนนผลงานก่อนเรียนและหลงั เรียนโดยใชก้ ารเรียนรู้แบบ STAD
โดยจาแนกเป็นรายบคุ คล
ใบความรู้ที่ 1 เร่ือง การออกแบบผงั ความคิด
ความหมายของผังความคิด
ผังความคิด (Mind Mapping) หมายถึง การเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกบั เรอื่ งใดเรอื่ งหน่ึงระหวา่ ง
ความคิดหลัก ความคิดรอง และความคิดย่อยท่ีเก่ียวข้องสัมพันธ์กัน เทคนิคการคิดคือ นาประเด็น
ใหญ่ ๆ มาเปน็ หลกั การนาไปใช้
1. ใช้ระดมพลงั สมอง
2. ใชน้ าเสนอขอ้ มลู
3. ใชจ้ ัดระบบความคิดและช่วยความจา
4. ใช้วเิ คราะหเ์ นือ้ หาหรอื งานตา่ ง ๆ
5. ใชส้ รปุ หรอื สร้างองค์ความรู้
ข้ันตอนการสร้างผงั ความคดิ Mind Mapping
1. เขียน/วาดมโนทัศนห์ ลักตรงก่ึงกลางหน้ากระดาษ
2. เขยี น/วาดมโนทัศน์รองทสี่ ัมพันธ์กับมโนทศั น์หลักไปรอบ ๆ
3. เขยี น/วาดมโนทศั น์ยอ่ ยท่สี ัมพนั ธ์กับมโนทศั น์รอง แตกออกไปเรอ่ื ย ๆ
4. ใชภ้ าพหรอื สญั ลักษณ์ส่อื ความหมายเป็นตวั แทนความคดิ ให้มากที่สุด
5. เขียนคาสาคญั (Key word) บนเส้นและเส้นต้องเชื่อมโยงกัน
6. กรณใี ช้สี ทง้ั มโนทศั น์รองและยอ่ ยควรเปน็ สเี ดียวกนั
7. คิดอย่างอิสระมากท่ีสดุ ขณะทา
ความคดิ (Mind Map)
เป็นเทคนิคหรือวิธีการสอนที่ผสู้ อนสามารถนาไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่ง
ถือเป็นหัวใจสาคัญให้ผู้เรียนได้คิด ได้ปฏิบัติด้วยตนเอง โดยครูไม่ใช่ ผู้ชี้นา และผู้เรียนสามารถ
นาไปใช้ในการเรียนรู้ในการพัฒนาความคิด การรวบรวมข้อมูล การถ่ายทอดข้อมูล เป็นระบบและ
จดจาไดน้ านเป็นการถาวร
ผงั ความคิด
เป็นผังภาพที่แสดงถึงความสัมพันธ์ของสาระ หรือความคิดต่าง ๆ ให้เห็นเป็นภาพรวม แล้ว
มาลาดับความคิดต่าง ๆ ให้เห็นเป็นภาพรวม แลว้ มาลาดบั ความคดิ เรียบเรียงขอ้ มูลโดยใช้ความรเู้ ดิม
มาเช่ือมต่อความรู้ใหม่ เป็นการสร้างองค์ความรู้ให้เกิดในตัวนักเรียน นักเรียนจะได้คิดวิเคราะห์เอง
ปฏิบัติจริงโดยการเขียนหัว ข้อหลัก หรือความคิดรวบยอดไว้ตรงกลาง แล้วแตกสาขาออกไปเป็น
ความคิดรวบยอดย่อย
กระบวนการพฒั นาความคิด
ในการพฒั นาความคิดเราตอ้ งใชว้ ิธีคิดแบบใหม่ โดยการคิดแบบต่างๆ ดงั นี้
1. การคิดเชงิ มโนทศั น์ คือ “ความสามารถทางสมองในการเชื่อมโยงความสัมพนั ธ์ของขอ้ มูล
ท้ังหมดท่ีเป็นองค์ประกอบของส่ิงใดสิ่งหน่ึง เร่ืองใดเรื่องหน่ึงได้อย่างชัดเจน โดยมีการจัดระบบ
จัดลาดับความสาคัญของข้อมูล เพือ่ สร้างความคิดรวบยอดของสิ่งนัน้ เร่ืองน้ัน”การคิดเปน็ การคดิ แบบ
สังเคราะห์ คดิ แบบวิเคราะห์
2. ประโยชน์ ช่วย “เพิ่มความรู้ ความเข้าใจ หลักการแนวคิดใหม่ ๆในมโนทัศน์ต้นแบบ”
เชน่ ความยากจนทาใหค้ นหิวโหย ความยากจนเกิดจากรายได้ อาชีพ การศึกษา สภาพแวดลอ้ ม ช่วย
“เปดิ ประตู” กรงขังแห่งประสบการณ์ ตอ้ งคิดออกนอกกรอบแตอ่ ย่าไปไกลมาก เดีย๋ วกลับมาไมไ่ ด้ ให้
คิดทเ่ี กีย่ วข้องกนั เปน็ การเปดิ ประตกู รงขงั แห่งประสบการณ์
รูปแบบกรอบมโนทศั น์ มี 5 รูปแบบคือ
1) ผังความคดิ (Mind Mapping)
2) ผงั ใยแมงมมุ (Web Diagram)
3) แผนภมู ิเวนน์ (Venn Diagram)
4) ผังก้างปลา (Fishbone Map)
5) ผงั มโนภาพ (Concept Map)
บทที่ 1
บทนำ
ควำมเป็นมำ และควำมสำคัญของปัญหำ
ศิลปะคือส่ิงที่มนุษย์สร้างข้ึน ไม่ได้เกิดข้ึนตามธรรมชาติ และมีความสวยงาม สามารถส่งเสริม
พัฒนาการของเด็กในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และความคิดสร้างสรรค์ให้กับนักเรียนได้ การ
พัฒนาเด็กให้เจริญเติบโตอย่างสมบูรณ์เพ่ือท่ีจะเป็นผู้ใหญ่ท่ีมีคุณภาพในวันข้างหน้าจะต้องพัฒนาเด็กให้
เจรญิ เติบโตควบคู่กนั ไปทั้งทางด้านรา่ งกาย อารมณ์ จติ ใจ สังคม และสติปัญญา ความคิดสร้างสรรคเ์ ป็นส่วน
หน่งึ ของการพฒั นาทางด้านสติปัญญาทีค่ วรส่งเสริมแกต่ ัวเดก็ ตั้งแตเ่ ยาวว์ ัย แม้ว่าจะเปน็ คุณสมบัติทม่ี ีอยใู่ นตัว
เด็กทกุ คนมากน้อยบ้างแตกตา่ งกนั ไป แต่ก็สามารถพัฒนาได้ทงั้ ทางตรงและทางอ้อม ในทางตรง คือ การสอน
ฝึกฝน อบรม ส่วนในทางอ้อม คือ การเสรมิ สรา้ งบรรยากาศและการจดั สิ่งแวดล้อม ส่งเสรมิ ความเปน็ อสิ ระใน
การเรียนรู้ ความคิดสร้างสรรค์ชว่ ยให้บุคคลทาสิ่งตา่ งๆไดป้ ระสบผลสาเร็จ แปลกใหม่และดีกวา่ เดิม ในขณะท่ี
ประเทศของเรากาลังพัฒนาถ้าเรามีบุคคลที่มีความคดิ สร้างสรรคก์ ็จะมีส่วนในการพัฒนาชาติให้เจริญก้าวหน้า
ได้ อีกทั้งยังเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศชาติได้อีกด้วย ดังปรากฏในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 กาหนดเป้าหมายของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ช่วยพัฒนาให้ผู้เรียนมีความคิดริเร่ิม
สร้างสรรค์ มีจินตนาการทางศิลปะ ช่ืนชมความสวยงาม มีสุนทรียภาพ ความมีคุณค่า ซ่ึงมีผลต่อคณุ ภาพชีวิต
มนุษย์ กิจกรรมทางศิลปะช่วยพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านรา่ งกาย จิตใจ สตปิ ัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนนาไปสู่
การพัฒนาส่ิงแวดล้อม ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความเช่ือมั่นในตนเองอันเป็นพ้ืนฐานในการศึกษาต่อหรือประกอบ
อาชีพได้ ซ่ึงศลิ ปะนั้นจะทาใหเ้ กิดความคิดสร้างสรรค์ และศลิ ปะนนั้ จะสอนความรู้ท่ีนอกจากตาราดังคากล่าว
ของอัลเบิร์ด ไอน์สไตน์ ว่าจินตนาการสาคัญกว่าความรู้ เพราะความรู้น้ันมีขีดจากัด แต่จินตนาการมีอยู่ทุก
พน้ื ทบ่ี นโลก
ความคิดสร้างสรรค์เป็นส่ิงท่ีได้รับการกล่าวถึงอย่างมากในสังคมปัจจุบัน ทั้งในด้านการจัดการเรียน
การสอนและการดาเนินชีวิตประจาวัน ซ่ึงต้องอาศัยความคิดสรา้ งสรรค์ไปใช้ในการแก้ปัญหาและผลิตผลงาน
อย่างสร้างสรรค์ ย่ิงในอนาคต สังคมมีแนวโน้มท่ีจะมีความซับซ้อนมากขึ้น บุคคลต้องใช้ความรู้ ทักษะและ
ความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ปัญหาต่างๆ ท่ีเกิดข้ึน จึงควรเตรียมการในเร่อื งการส่งเสริมหรือพัฒนาความคิด
สร้างสรรค์เสียต้ังแต่ปัจจุบันให้ควบคู่ไปกับการส่งเสริมหรือพัฒนาความสามารถด้านอ่ืน ๆ ซึ่งการเรียนการ
สอนวิชาศิลปะ มีจุดมุ่งหมายเพ่อื ส่งเสริมให้นักเรียนมีความคดิ ริเริ่มสรา้ งสรรค์ มจี ินตนาการทางศิลปะ ชื่นชม
ความงาม สุนทรียภาพ ซ่ึงมีผลตอ่ คุณภาพชีวิตของนกั เรียน กิจกรรมศิลปะสามารถพฒั นาความคิดสร้างสรรค์
ของนักเรียนโดยตรงท้ังทางด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม ตลอดจนการนาไปสู่การพัฒนา
สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมให้นักเรียนมีความเช่ือม่ันในตนเอง และแสดงออกในเชิงสร้างสรรค์ หากนักเรียนขาด
ความคิดสร้างสรรค์ก็จะสง่ ผลให้นกั เรียนขาดความคิดริเร่ิม ไม่มีความคิดแปลกใหมไ่ ปจากเดมิ เป็นอุปสรรคใน
การเรียนรู้ของนักเรียน และสิ่งเหล่านี้ก็สอดคลอ้ งกับสภาพปัญหาการเรียนการสอนของกลุ่มสาระการเรียนรู้
ศลิ ปะของนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรียนเบญจมราชทู ศิ จงั หวดั ปตั ตานี
2
จากการสังเกต ผู้วิจัยพบว่า นักเรียนขาดความคิดสร้างสรรค์ ซ่ึงเวลาปฏิบัติกิจกรรมจะมีการ
ลอกเลียนแบบภาพระหว่างเพื่อน ขาดการคิดริเริ่ม กลัวที่จะวาด การตอบสนองในการตอบคาถาม หรือ
ยกตัวอย่าง ยังไม่หลากหลาย หรือขาดความคิดคล่องแคล่ว และขาดความคิดละเอียดลออในการตกแตง่ ภาพ
ให้เกิดความสวยงามหรอื สมบรู ณย์ ่ิงข้ึน อนั เนือ่ งมาจากการเรียนการสอนวิชาศลิ ปะทีผ่ า่ นมานัน้ ยังขาดกิจกรรม
ทางศิลปะที่จะทาให้เกดิ ความคิดสรา้ งสรรค์ และขาดกจิ กรรมที่จะกระตนุ้ ความสนใจของนกั เรยี นในเรอื่ งศลิ ปะ
จากปัญหาท่ีเกิดข้ึนน่าจะเป็นผลส่วนหนึ่งที่มาจากวิธีการจัดการเรียนการสอนที่ยังไม่เปิดโอกาสให้
นกั เรยี นคิดสร้างสรรค์มากนัก คณะผู้วิจัยเห็นว่าการจัดการเรยี นรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD (Student Teams
Achievement Divisions) จะสามารถชว่ ยพฒั นาความคิดสร้างสรรคใ์ ห้กบั นักเรยี นได้ โดยกจิ กรรมการจัดการ
เรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD จะส่งเสริมให้นักเรียนมีการแลกเปล่ียนความรู้ ความคิด และจินตนาการที่
หลากหลายมากข้ึน กล่าวคือ มีความคิดหลากหลายทิศทาง หลายแง่มุม เป็นกระบวนการคิดที่เกิดจากการ
รวมกลุม่ นกั เรียน เปิดโอกาสให้รว่ มมอื กันเรียนรู้ ซึ่งนาไปสู่ความคิดแปลกใหม่ การจดั กิจกรรมพัฒนาความคิด
สรา้ งสรรค์มคี วามสาคัญในการใช้ชวี ติ ของนกั เรียน เพอื่ ใหน้ ักเรียนสามารถประยุกต์ใชป้ ระสบการณ์เดมิ ที่ตนมี
อยู่แล้วกับเหตุการณ์เรอื่ งราวกิจกรรม การคิดอย่างเป็นระบบและมีอิสระในการคิดจะช่วยให้นักเรยี นเกิดการ
พฒั นาความคดิ สรา้ งสรรค์ได้
สายวรุณ ทองวิทยา (2539) ได้กล่าวถึง การเรียนแบบร่วมมือ STAD ว่าเป็น วิธกี ารเรียนการสอนที่
จดั แบ่งนักเรียนเป็นกลุ่มย่อย กลุ่มละ 4 คน ประกอบด้วยสมาชิกท่มี ีระดับความสามารถแตกต่างกัน หลังจาก
ท่คี รูนาเสนอความรู้แก่นักเรียนท้ังช้ันแล้ว นักเรียนในแต่ละกลุ่มหรอื แต่ละทีมจะทากิจกรรมร่วมกัน โดยการ
อภปิ รายแลกเปลี่ยนความคดิ เหน็ ซง่ึ กันและกนั ปรึกษาหารือกัน ให้ความช่วยเหลือกันในด้านการเรียน เพื่อให้
สมาชิกแต่ละคนของกลุ่มมคี วามรคู้ วามเขา้ ใจในบทเรยี นมากย่ิงข้นึ รวมทัง้ ตอ้ งเตรียมสมาชิกในกลมุ่ ของตนให้
พร้อมสาหรับการทดสอบท่ีจะมีข้ึนหลังจบบทเรยี นแต่ละบท ผลการทดสอบจะพิจารณาเป็น 2 ระดบั คะแนน
รายบุคคลและเป็นคะแนนเฉล่ียของกลุ่ม ดังน้ันในสถานการณ์การเรียนการสอนแบบร่วมมือน้ี ผู้เรียนต้อง
เข้าใจว่าการทางานของตนน้ันส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายของกลุ่ม ทกุ คนมีส่วนช่วยเพ่ิมหรือลดคะแนนของ
กลุ่ม นกั เรียนที่เรียนเก่งจะพยายามช่วยเหลือนกั เรยี นทีเ่ รยี นออ่ น ด้วยการอธิบายแนะนาใหเ้ ข้าใจเรือ่ งที่เรยี น
เพ่ือทีจ่ ะทาให้คะแนนเฉล่ียของกลมุ่ ดีขึน้ โดยครจู ะมรี างวลั เปน็ การเสริมแรง ดว้ ยการกลา่ วคาชมเชย หรอื มอบ
ใบประกาศนียบัตรยกย่องชมเชยแก่นักเรียนท้ังกลุ่มหรือเป็นรายบุคคล เมื่อสามารถทาคะแนนได้ตามเกณฑ์ท่ี
ครกู าหนด
จากแนวคิดและผลวิจัยท่ีผ่านมาดังกล่าว พอสรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ
STAD สามารถปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชงิ สร้างสรรค์ของนักเรียนได้ คณะผู้วิจยั จึงสนใจศึกษาวิธกี าร
จัดการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ STAD ที่กลุ่มผู้เรียนท่ีมีระดับความรู้ต่างกันมาแลกเปล่ียนภายในกลุ่ม
ซ่ึงจะทาให้นักเรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ท่ีหลากหลายมาใช้ เพ่ือพัฒนาทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์
ของนักเรยี น เพื่อให้นักเรียนมีความคิด จินตนาการท่ีแปลกใหม่มากขึ้นและสามารถประยุกต์ใช้ประสบการณ์
เดิมทตี่ นมอี ยูแ่ ล้วกับเหตกุ ารณเ์ รอ่ื งราวกจิ กรรม ในการวจิ ยั คร้งั น้ี
3
ผู้วิจัยสนใจศึกษาวา่ การจดั การเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ STAD จะชว่ ยปรับประยุกต์ทักษะการ
ออกแบบเชิงสรา้ งสรรคข์ องนกั เรยี นดีขึน้ ไดห้ รอื ไม่ อย่างไร
คำถำมวิจยั
1. การเรยี นรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD จะมีผลต่อการปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์
ของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรยี นเบญจมราชูทิศ จังหวดั ปัตตานี ได้หรอื ไม่ อยา่ งไร
2. หลังจากสอนแบบกลุ่มร่วมมือ STAD แล้วนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ
จงั หวดั ปตั ตานี จะมีการปรับประยกุ ต์ทักษะการออกแบบเชิงสรา้ งสรรค์มากขึน้ หรอื ไม่ อยา่ งไร
วัตถปุ ระสงคว์ ิจัย
1. เพื่อศึกษาผลการเรียนร้แู บบกลุ่มรว่ มมือ STAD ท่ีมตี ่อการปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิง
สรา้ งสรรค์ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชทู ศิ จงั หวดั ปตั ตานี
2. เพอื่ เปรยี บเทียบการปรับประยกุ ต์ทักษะการออกแบบเชงิ สร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปี
ที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชทู ศิ จังหวัดปตั ตานี ก่อนและหลังด้วยการเรยี นรแู้ บบกลุม่ ร่วมมือ STAD
1.3 กรอบแนวคดิ ในกำรวจิ ัย
ตวั แปรตน้ ตวั แปรตำม
การสอนแบบกลมุ่ รว่ มมอื STAD ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์
- ความคิดรเิ รม่ิ
- ความคิดคลอ่ ง
- ความคดิ ยดื หยุ่น
- ความคดิ ละเอียดลออ
1.4 สมมตฐิ ำนในกำรวิจัย
การปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ด้วยเทคนิค
การเรียนร้แู บบกลุ่มรว่ มมือ STAD หลงั เรยี นสงู กว่ากอ่ นเรยี น
4
1.5 ขอบเขตของกำรวิจยั
การวิจัยในคร้ังนเ้ี ปน็ การวจิ ัยเชิงทดลอง ผวู้ ิจัยได้กาหนดขอบเขตการวิจยั ไว้ดังนี้
1.5.1 ประชำกร
ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ท่ีกาลังศึกษาในภาคเรียนท่ี 1 ปี
การศึกษา 2565 โรงเรียนเบญจมราชทู ศิ จงั หวัดปัตตานี ซง่ึ มีจานวนนกั เรยี น 298 คน
1.5.2 กลมุ่ ตัวอย่ำง
กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/1 ท่ีกาลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565
โรงเรยี นเบญจมราชูทศิ จังหวดั ปตั ตานี จานวนนักเรยี น 23 คน
1.6 นยิ ำมศัพทเ์ ฉพำะ
1.6.1 การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD หมายถึง การจัดการเรียนการสอนท่ีกาหนดให้ผู้เรียนท่ีมี
ความสามารถต่างกันมาทางานร่วมกัน เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 3-4 คน เพื่อพูดคุยแลกเปล่ียนความคิดภายในกลุ่ม
แล้วร่วมกันออกแบบผังความคิดเกย่ี วหลักการทัศนศิลป์ และสร้างสรรค์ผลงานตามเนื้อหาที่ตนเองสนใจตาม
หลกั การทัศนศลิ ป์ โดยสมาชิกภายในกลมุ่ จะตอ้ งออกมานาเสนอหน้าชัน้ เรียน
1.6.2 การปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ หมายถงึ ความสามารถของผู้เรียนในการ
ออกแบบผังความคิดเก่ียวหลักการทัศนศิลป์ ตามกรอบแนวคิดสร้างสรรค์ของทอร์แรนซ์ประกอบด้วย
ความคิดรเิ ริม่ ความคิดคลอ่ ง ความคิดยืดหยนุ่ และความคิดละเอียดลออ
1.6.3 ความคดิ รเิ ร่ิม หมายถงึ ความสามารถของผู้เรียนในการวาดสง่ิ แปลกใหม่แตกต่างจากผอู้ นื่
1.6.4 ความคิดคลอ่ ง หมายถงึ ความสามารถของผู้เรยี นในการวาดไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ ภายในเวลาที่
กาหนด
1.6.5 ความคิดยืดหยุ่น หมายถงึ ผูเ้ รยี นมกี ารวาดทไ่ี มม่ ีการปดิ ก้นั ความคดิ และจนิ ตนาการทาให้ภาพ
ออกมามีความแปลกใหม่
1.6.6 ความคดิ ละเอียดลออ หมายถึง ผเู้ รียนมีการวาดท่ีเก็บรายละเอียดของภาพท่ีสมบูรณ์
1.7 ประโยชน์ทค่ี ำดวำ่ จะไดร้ บั
1. ด้ำนควำมร้วู ชิ ำกำร
ผลการวิจัยครง้ั นี้ ทาให้ทราบเกี่ยวกับการปรบั ประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสรา้ งสรรค์ท่ี
เพิ่มข้ึนโดยใช้กิจกรรมศิลปะการออกแบบผังความคิดเก่ียวหลักการทัศนศิลป์ และสร้างสรรค์ผลงานตาม
เนือ้ หาท่ีตนเองสนใจตามหลักการทัศนศลิ ป์
5
2. ดำ้ นประโยชน์กำรนำไปใช้
2.1 ผลการวิจัยครั้งน้ี จะเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนในรายวิชา
ศิลปะ เพ่ือปรบั ประยกุ ต์ความคดิ สร้างสรรค์ใหก้ ับนักเรยี น
2.2 ผลการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้จัดทาการแสดงนิทรรศการศิลปะออนไลน์ ในสื่อโซเชียล
(Facebook) เป็นกิจกรรมท่ีสรุปองค์ความรู้ดา้ นทักษะของผู้เรียน ผลงานศลิ ปะที่นาเสนอล้วนแล้วทรงคุณค่า
เกิดจากจนิ ตนาการ ความรู้สึก อารมณ์ ความคิดสร้างสรรค์และการวิเคราะห์ ถ่ายทอดออกมาเป็นงานศิลปะ
ในรูปแบบต่างๆอย่างอิสระ
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ียวข้อง
การวิจัยเรื่องการปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่ม
ร่วมมือ STAD ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6 โรงเรยี นเบญจมราชูทศิ จังหวัดปัตตานี วตั ถุประสงค์ของการ
วิจัย เพ่ือศึกษาผลการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD ที่มีต่อการปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิง
สร้างสรรค์ของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวัดปตั ตานี และ เพื่อเปรยี บเทียบการ
ปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ
จังหวัดปตั ตานี กอ่ นและหลงั ด้วยการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD ผู้วิจยั ไดท้ าการศึกษาเอกสารและงานวจิ ัย
ทเ่ี ก่ยี วข้องเรียงลาดบั ตามประเดน็ ดังหวั ข้อตอ่ ไปนี้
ตอนท่ี 1 แนวคิดทเ่ี ก่ียวข้องกบั ความคดิ สรา้ งสรรค์
1.1 ความหมายของความคิดสรา้ งสรรค์
1.2 ความสาคญั ของความคดิ สรา้ งสรรค์
1.3 องคป์ ระกอบของความคดิ สร้างสรรค์
1.4 การสร้างบรรยากาศทก่ี อ่ ให้เกิดความคดิ สรา้ งสรรค์
ตอนที่ 2 การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ชื่อเต็มว่า Student Teams
Achievement Divisions การเรียนแบบร่วมมือโดยใช้เทคนคิ แบง่ กลมุ่ ผลสัมฤทธิ์
2.1 องคป์ ระกอบทสี่ าคัญ การจัดการเรยี นรแู้ บบกลุ่มร่วมมอื STAD
2.2 ข้นั ตอนการเรยี นรแู้ บบกลุ่มร่วมมอื STAD
2.3 เทคนิคการสอนแบบแบบกลมุ่ รว่ มมือ STAD
2.4 รปู แบบการจดั การเรียนรแู้ บบกลมุ่ ร่วมมือ STAD
ตอนที่ 3 สาระการเรยี นรู้ เรอื่ ง การออกแบบผังความคดิ
ตอนท่ี 4 เอกสารและงานวิจยั ทเี่ ก่ียวขอ้ ง
ตอนที่ 1 แนวคดิ ทีเ่ กยี่ วข้องกบั ความคิดสรา้ งสรรค์
1) แนวคิดเกยี่ วกับความคิดสร้างสรรค์
อารี พันธ์มณี (2543) ไดส้ รุปแนวคดิ ดา้ นความคิดสรา้ งสรรค์ ของ กลิ ฟอร์ด (Guilford. 1950) วา่ เป็น
ลกั ษณะความคิดอเนกนยั คิดหลายทศิ ทาง หลายแง่หลายมุม คิดได้กว้างไกล ลักษณะความคิดเช่นนี้จะนาไปสู่
การคิดประดิษฐ์ส่ิงแปลกใหม่ ค้นหาวิธีการแก้ปัญหาได้สาเร็จ และอารี พันธ์มณี (2543 ) ได้สังเคราะห์
ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์อีก จากแนวคิดของ เกล (Gale. 1961) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์เป็น
คุณลักษณะท่ีมอี ยู่ในตวั คนทุกคน ซงึ่ สอดคลอ้ งกบั สตอรม์ (Stom. 1963) ท่ีว่า ทุกคนมศี ักยภาพทางความคิด
สร้างสรรค์ แต่อาจแตกต่างกันในระดับของความมากน้อย และ ทอแรนซ์ (Torrance. 1965) กล่าวว่า
ความคิดสร้างสรรค์สามารถพัฒนาได้ด้วยการสอน ฝึกฝน และการฝึกปฏิบัติท่ีถูกวิธี ควรส่งเสริมความคิด
สรา้ งสรรคแ์ กเ่ ดก็ ตง้ั แต่เยาวว์ ยั ไดเ้ ทา่ ใด ก็ย่งิ เปน็ ผลดีมากเท่านนั้ โดยเฉพาะช่วงวยั ก่อนเรยี น เป็นระยะทเี่ ด็กมี
จินตนาการสูง ศักยภาพด้านความคิดสร้างสรรค์ของเด็กกาลังพัฒนา ซึ่งเวลาพัฒนาการด้านน้ีสอดคล้องกับ
พฒั นาการดา้ นอ่นื ๆของเด็ก ท้งั สตปิ ัญญา อารมณ์ สงั คม บุคลิกภาพ ตลอดจนการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม
และค่านิยมที่เน้นความสาคัญแก่เด็กก่อนวัยเรียน ด้วยการรวบรวมประสบการณ์ท้ังหมดที่ผ่านมาเพ่ือสร้าง
รูปแบบใหมๆ่ ความคดิ ใหมๆ่ หรือผลผลติ ใหม่ ทีเ่ กิดจากความคิดสร้างสรรค์
7
สามารถสรุปได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ เป็นคุณลักษณะท่ีมีอยู่ใน ต่างกันในของความมาก
นอ้ ย และสามารถพัฒนาความคิดสร้างสรรค์นั้นได้ต้ังแตย่ ังเยาว์ เป็นการวางรากฐานความคิดสร้างสรรค์สู่วัย
ผใู้ หญ่
1.1 ความหมายของความคิดสรา้ งสรรค์
อารี พันธ์มณี (2537 อ้างถึงใน ปราโมทย์ รัตนมาลา, 2545 ) ได้ให้ความหมายของความคิด
สร้างสรรคว์ ่า ความคดิ สร้างสรรค์เป็นกระบวนการทางสมองท่ีคิดในลักษณะอเนกนัย อันนาไปสูก่ ารค้นพบส่ิง
แปลกใหม่ด้วยการคิดดัดแปลง ปรุงแตง่ ความคิดเดิมผสมผสานกันให้เกิดสิ่งใหม่ ความคิดสร้างสรรค์จะเกิดข้ึน
ได้มิใช่เพยี งความคิดในส่ิงท่ีเป็นไปได้หรือส่ิงที่เป็นเหตุผลเพยี งอย่างเดยี วเทา่ นั้น หากแต่ความคดิ จนิ ตนาการก็
เป็นส่ิงสาคัญ แต่ตอ้ งควบคู่ไปกับความพยายามท่ีจะสร้างความคิดจินตนาการให้เป็นไปได้ จึงจะทาให้เกิดผล
งานจากความคิดสร้างสรรค์ข้ึน ด้วยการรวบรวมประสบการณ์ท้ังหมดที่ผ่านมาเพื่อสร้างรูปแบบอย่างใหม่ๆ
ความคิดใหม่ๆ หรอื ผลผลิตใหม่
ปราโมทย์ รัตนมาลา (2545) ความคิดสร้างสรรค์ เป็นคุณลักษณะพิเศษที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคน
ความคิดสร้างสรรค์เปน็ สง่ิ ทม่ี ีคณุ ค่า เป็นความต้องการสูงสุดในการจัดการศึกษา เพราะความคดิ สร้างสรรคใ์ น
ตัวบคุ คลได้รบั การพฒั นาการส่งเสริมให้สงู ขน้ึ จะเป็นสิง่ นาไปสกู่ ารเปลย่ี นแปลงทดี ไี ดใ้ นอนาคต
วิชัย วงษ์ใหญ่ (2523 อ้างถึงใน ปราโมทย์ รตั นมาลา, 2545) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ หมายถึง
ความสามารถของบุคคลในการแก้ปญั หาอย่างลกึ ซ้ึง นอกเหนอื ไปจากลาดับข้ันตอนของการคิดตามปกติ เป็น
ลกั ษณะภายในของบุคคลทีจ่ ะคิดหลายแงห่ ลายมุมผสมผสานกัน จนได้ผลผลิตใหม่ทถ่ี ูกตอ้ งสมบรู ณ์
วริ ุณ ตั้งเจริญ (2532 อ้างถงึ ใน สี แสงอินทร์, 2546) ว่า กิลฟอร์ด ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกบั ความคิด
สร้างสรรค์ ว่า เป็นความสามารถทางสมองที่จะคิดได้หลายทิศทาง ประกอบด้วย ความคิดคล่อง ความคิด
ยดื หยุ่น ความคดิ ริเรมิ่ และความคดิ ละเอียดลออ
ทอร์แรนซ์ (1962 อ้างถึงใน ปราโมทย์ รัตนมาลา, 2545) กล่าวว่า ความคิดสร้างสรรค์ เป็น
ความสามารถของบุคคลในการคดิ สรา้ งสรรคผ์ ลติ ผล หรือส่ิงท่แี ปลกๆใหม่ๆ ทไ่ี มร่ ้มู าก่อน อาจเกดิ จากการรวม
ความรู้ต่างๆ ท่ีได้รับจากประสบการณ์ แล้วเชื่อมโยงกับสถานการณ์ใหม่ ส่ิงท่ีเกิดข้ึนไม่จาเป็นต้องเป็นสิ่ง
สมบูรณ์ อาจออกมาในรูปของผลงานทางศิลปะ วรรณคดี วิทยาศาสตรห์ รือเพียงขบวนการเท่านนั้
จากความหมายและแนวคดิ ดังกลา่ วสามารถสรปุ ได้ว่า ความคดิ สรา้ งสรรค์เป็นกระบวนการทางสมอง
ท่ีคิด อันนาไปสู่การค้นพบส่ิงแปลกใหม่ นอกเหนือไปจากการคิดตามปกติ ด้วยการรวมความรูต้ ่างๆ ที่ได้รับ
จากประสบการณ์ เพ่ือสร้างรปู แบบอยา่ งใหม่ๆ ความคดิ ใหม่ๆ หรือผลผลิตใหม่ ที่แปลกไปกวา่ เดมิ
1.2 ความสาคญั ของความคิดสร้างสรรค์
อารี พันธ์มณี (2545)ได้กล่าวถึงความสาคัญของความคิดสร้างสรรค์ไว้ว่า การสร้างสรรค์เป็น
ความสามารถท่ีสาคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ และเป็นปัจจัยที่สาคัญอย่างยิ่งในการส่งเสริมความก้าวหน้าของ
ประเทศชาติ ประเทศใดก็ตามที่สามารถแสวงหาพัฒนา และดึงเอาศักยภาพเชิงสร้างสรรค์ในประเทศชาติ
ออกมาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์มากเท่าใด กย็ ังมีโอกาสพัฒนาและเจริญก้าวหนา้ ได้มากข้ึนเท่าน้ัน ดังจะเห็นได้จาก
ประเทศพัฒนาทั้งหลายซึ่งจัดเป็นประเทศผู้นาของโลก ทังนี้เพราะประเทศดังกล่าวมีประชากรที่มีความคิด
สร้างสรรค์ ประชาชนกล้าคิด กล้าใช้จินตนาการ สามารถสร้างสรรค์ผลงานแปลกใหม่ที่เป็นประโยชน์
เอื้ออานวยความสะดวกสบาย เหมาะสมกับสถานการณ์ ความสาคัญของความคิดสร้างสรรค์ทาให้เกิดความ
เจริญก้าวหน้าทางวิชาการ การค้นพบส่ิงแปลกใหม่ ไม่ว่าจะเป็นด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปะ และ
อุตสาหกรรม ย่อมเปน็ ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ
8
สามารถสรปุ ได้ว่า ความคิดสร้างสรรค์เปน็ ปัจจยั ทสี่ าคัญอย่างย่ิงในการส่งเสริมความก้าวหน้าของการ
จัดการศึกษา และประเทศชาติ เพราะมีประชากรท่ีมีความคิดสรา้ งสรรค์ กล้าคิด กล้าใชจ้ ินตนาการ สามารถ
สรา้ งสรรคผ์ ลงานแปลกใหม่ที่เปน็ ประโยชน์ สงิ่ เหล่านี้ใชใ้ นการพัฒนาประเทศใหเ้ จริญก้าวหน้าได้
1.3 องค์ประกอบของความคิดสรา้ งสรรค์
วริ ตั น์ คุ้มคา (2535) ได้ศึกษา แนวคิดและทฤษฎคี วามคิดสร้างสรรค์ของนักจติ วิทยากลุ่มตา่ งๆ พบว่า
แนวคิดของกลุ่มทฤษฎีการคิดอเนกนัย เป็นแนวคิดที่ให้การอธิบายถึงองค์ประกอบของความคิดสร้างสรรค์ได้
กระจา่ งที่สดุ ซ่งึ ทอร์แรนซไ์ ดเ้ ป็นผ้ทู ี่นาเอาแนวคิดและองค์ประกอบที่สาคัญดังนี้
(Torrance, 1964 : 125-144)
1. ความคล่องแคล่วในการคิด (Fluency) หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการคิดหาคาตอบได้
อย่างคล่องแคลว่ รวดเร็ว และมคี าตอบในปรมิ าณมากในเวลาจากดั
2. ความยดื หยนุ่ ในการคิด (Flexibility) หมายถึง ความสามรถของบุคคลในการคิดหาคาตอบได้หลาย
ประเภท หลายทศิ ทาง
3. การคิดริเร่ิม (Originality) หมายถึง ลกั ษณะของความคดิ แปลกใหม่ แตกต่างจากความคิดธรรมดา
และไมซ่ ้ากนั ท่ีมีอยู่
ซ่ึงได้สอดคล้องกับทฤษฎีโครงสร้างทางสติปัญญาของ Guilfoud (ม.ป.ป อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี,
2543) ไดอ้ ธบิ ายวา่ ความคิดสรา้ งสรรค์เป็นความสามารถทางสมองท่ีคดิ ได้กวา้ งไกลหลายทศิ ทาง หรอื เรยี กว่า
ลกั ษณะการคิดอเนกนัย ซ่ึงประกอบด้วย
1. ความคิดริเริม่ (Originality)
2. ความคดิ คล่องตัว (Fluency)
3. ความคดิ ยืดหยุน่ หรอื ความยดื หยุ่นในการคิด (Flexibility)
4. ความคดิ ละเอียดลออ (Elaboration)
1.4 การสรา้ งบรรยากาศที่ก่อให้เกดิ ความคดิ สร้างสรรค์
การจัดการเรียนรู้ท่ีดีได้และพัฒนาความคิดสร้างสรรค์น้ันบรรยากาศการเรียนรู้เป็นสิ่งสาคัญที่
ก่อใหเ้ กิดความคิดสร้างสรรค์ ได้แก่ บรรยากาศที่เต็มไปด้วยการยอมรับและการกระตุ้นให้แสดงความคดิ เห็น
อยา่ งอิสระ ไม่วา่ จะเป็นการอธบิ าย การคิด การออกแบบ นักเรยี นต้องมีอิสระทีจ่ ะสรา้ งสรรค์ความพอใจ ดังท่ี
Rogers (1962 อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี, 2543) คาว่า ความปลอดภัยทางจิต (Psychological) และความเป็น
อิสระทางจิต (Psychological freedom) หมายถึง การยอมรับความเป็นคนแต่ละคน และความความเป็น
ปกติวิสัยของผู้น้ัน ในทางความคิด และ Osborn (1973 อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี, 2543) ว่า บุคคลจะคิดได้
อยา่ งมีประสิทธภิ าพนั้นข้นึ อยกู่ บั ความปลอดภยั ทางจติ และบรรยากาศที่กระตนุ้ ให้คิด และ Smit. (1971อ้าง
ถึงใน อารี พันธ์มณี, 2543) ได้สนับสนุนว่า สิ่งแวดล้อมท่ีดีท่ีสุดที่จะช่วยพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็ก
ไดแ้ ก่ บรรยากาศทเี่ ปิดโอกาสใหเ้ ด็กได้สารวจและศกึ ษาคน้ ควา้ และคิดในส่ิงท่แี ปลกใหมด่ ว้ ยตนเอง
Smith and Hildreth (1971 อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี, 2543) มีความเห็นว่า บรรยากาศในโรงเรียน
และห้องเรียนมีผลต่อการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก ห้องเรียนท่ีเด็กสามารถแสดงความคิดใหม่ๆ
แปลกๆ ของตนเองโดยเฉพาะได้อย่างเต็มท่แี ละนักเรียนมคี วามรู้สึกเป็นอิสระไม่ถูกควบคมุ จากระเบยี บวินัยท่ี
เคร่งครัดจนเกินไป รวมทั้งมีการส่งเสริมให้นักเรียนแต่ละคนได้รู้จักแก้ปัญหา ย่อมเป็นห้องเรียนท่ีสนับสนุน
ความคิดสรา้ งสรรคข์ องนกั เรยี น
9
Sommer (1970 อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี, 2543) ไดก้ ล่าวถึงลักษณะของห้องเรียนว่า ห้องท่ีมีคุณค่า
ในการส่งเสริมความคดิ สร้างสรรค์นั้นจะต้องจดั ให้มชี ่ัวโมงว่าง และมที ่วี า่ งเพื่อให้เด็กได้ใชท้ างานอยา่ งอิสระ
Davis (1972 อ้างถึงใน อารี พันธ์มณี, 2543) ได้กล่าวถึงการส่งเสริมหรอื พัฒนาความคิดสร้างสรรค์
ในตัวเด็กว่า คือ การช่วยให้เด็กได้ค้นพบความคิดใหม่ๆและสามารถพัฒนาศักยภาพน้ันให้เจริญเต็มที่ตามขีด
ความสามรถ องค์ประกอบที่จะพฒั นาความคดิ สร้างสรรค์ในตวั เดก็ นกั เรยี นนั้นอยูท่ ี่เทคนคิ และวิธีการสอนของ
ครู ซึ่งวิธีการสอนเพ่ือให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ข้ึนอยู่กับครูที่จะเลือกใช้เทคนิคและวิธีการสอนท่ีจะกระตุ้น
สง่ เสรมิ และพฒั นาความคดิ สร้างสรรคข์ องเด็กนักเรียนใหเ้ จริญงอกงาม
สามารถสรุปได้ว่า การส่งเสริมหรือพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ห้องเรียนและบรรยากาศในการเรยี นรู้
นน้ั เป็นสว่ นสาคญั ท่ีมผี ลตอ่ การพัฒนาคดิ สร้างสรรคข์ องเดก็ ที่เด็กนักเรียนจะคดิ จินตนาการในสิ่งท่ีแปลกใหม่
หรอื แก้ปัญหาได้นน้ั เอง จึงจาเป็นตอ้ งมกี ารสรา้ งบรรยากาศใหเ้ กิดการคดิ ท่ีสร้างสรรค์น้นั เอง
ตอนที่ 2 การจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD ช่ือเต็มว่า Student Teams
Achievement Divisions การเรยี นแบบร่วมมอื โดยใช้เทคนิคแบง่ กล่มุ ผลสัมฤทธ์ิ
วิธีสอนแบบร่วมมือโดยวิธีแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Student Team Achievement
Division หรือ STAD) หมายถึง การเรียนแบบร่วมมือท่ีกาหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกันทางาน
ร่วมกันเป็นกลุ่มเลก็ ๆ กลุ่มละ 3-4 คน มีข้นั ตอนการสอนดังน้ี
1) ขัน้ เตรียม เปน็ ข้ันทน่ี ักเรยี นแต่ละกล่มุ เลือกสมาชกิ ที่จะทาหนา้ ทต่ี า่ ง ๆ ในการ ทางานร่วมกัน
2) ขั้นนาเข้าสู่บทเรียน เป็นขั้นที่ครูกระตุ้นความสนใจและความพร้อมของนักเรียน หรือทบทวน
ความร้ทู จ่ี าเป็น
3) ขั้นเสนอบทเรยี น เป็นข้ันที่ครดู าเนนิ การสอนเนื้อหาในบทเรียน โดยใชส้ ่ือ การสอนประกอบ เช่น
แผนภาพ บัตรจานวน เปน็ ต้น
4) ขั้นฝึกทักษะ เป็นข้ันที่นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันทาแบบฝึกหัด นักเรียนจะได้รับแบบฝึกหัด และ
บัตรเฉลย นักเรียนจะผลัดกันทาหน้าท่ี มีการอภิปรายและตรวจสอบว่ากลุ่มมีข้อผิดพลาดในการทาอย่างไร
แล้วแกไ้ ขข้อผิดพลาดลงในแบบฝึกหัด
5) ขั้นทดสอบหลงั เรยี น เปน็ ข้นั ทนี่ กั เรียนทดสอบเปน็ รายบุคคล
6) ข้ันสรุปและประเมินผล เป็นข้นั ที่ครูและนักเรียนช่วยกนั สรุปบทเรยี น ข้อดีและข้อบกพร่องท่ีควร
แกไ้ ขในการทางานรว่ มกัน ครูประเมินผลการเรยี นของนกั เรยี นโดยนาคะแนนสอบหลงั เรียนของนกั เรียนแตล่ ะ
คนมาเปรียบเทยี บกบั คะแนนฐาน เพือ่ หาคะแนนพัฒนาของแต่ละคน นาคะแนนพัฒนาเทยี บเป็นคะแนนกลุ่ม
จากตาราง แล้วนาคะแนนที่ทุกคนทาในกลุ่มมาเฉลี่ย กลุ่มใดมีคะแนนกลุ่มผ่านเกณฑ์จะได้รับรางวัลท้ังกลุ่ม
ตามทก่ี าหนด
2.1 องค์ประกอบทีส่ าคัญ การจดั การเรียนรูแ้ บบกลุ่มรว่ มมือ STAD
องคป์ ระกอบทสี่ าคญั การจัดการเรียนรแู้ บบกลุ่มรว่ มมอื STAD มอี งค์ประกอบทส่ี าคญั คอื
1. การเสนอเน้ือหา (Class Presentation) ผู้สอนทบทวนบทเรียนที่เรียนมาแล้วและนาเสนอ
เนอ้ื หาสาระหรอื ความคดิ รวบยอดใหม่
2. การทางานเป็นทีมหรือกลุ่ม (Team Study) ผู้สอนจัดผู้เรียนท่ีมีความสามารถต่างกัน จัดให้
คละกันและชี้แจงให้ผเู้ รียนทราบถึงบทบาทหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มทจ่ี ะชว่ ยและรว่ มมอื กันเรยี นรู้ เพราะผล
การเรียนของสมาชิกแต่ละคนส่งผลต่อผลรวมของกลมุ่
3. การทดสอบย่อย (Test/Quizzes) สมาชิกหรือผู้เรียนทุกคนทาแบบทดสอบย่อยเป็น
รายบุคคลหลงั จากเรยี นรหู้ รือทากิจกรรมแลว้
10
4. คะแนนพัฒนาการของผู้เรียน (Individual Improvement Score) เป็นคะแนนการพัฒนา
หรือความก้าวหน้าของสมาชิกแต่ละคน ซง่ึ ผู้สอนและผเู้ รียนอาจร่วมกันกาหนดคะแนนการพัฒนาเป็นเกณฑ์
ขึ้นมา
2.2 ข้นั ตอนการจดั การเรียนรู้ แบบกลุ่มรว่ มมือ STAD
1. ขั้นเตรยี มเนอ้ื หา ประกอบดว้ ย
1.1 การจัดเตรียมเน้ือหาสาระ ผู้สอนต้องเตรียมเนื้อหาสาระหรือเร่ืองที่จะทาการสอน
ให้ผเู้ รยี นได้เรยี นรู้ เป็นเน้ือหาใหม่โดยจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ศึกษา เรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้สื่ออุปกรณ์หรือ
แหลง่ เรียนรู้ ใบความรู้ ใบงาน หนังสือ เป็นตน้
1.2 การจัดเตรียมแบบทดสอบย่อย เช่น ขอ้ สอบ กระดาษคาตอบ เกณฑ์การให้คะแนน
2. ขั้นจัดทีม มีกระบวนการดังต่อไปนี้คือ ให้จัดโดยนักเรียนคละกันทั้งเพศและความสามารถ
ทีมละ 3-4 คน ทีมมีสมาชิก 4 ประกอบด้วยชาย 2 คน หญิง 2 คน เป็นคนเรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 2 คน
และอ่อน 1 คน วิธีการจัดเร่ิมจากเรียงลาดับนักเรียนจากเก่งท่ีสุดไปหาอ่อนที่สุดตามผลการเรียน อาจเป็น
คะแนนการทดสอบหรือเกรด กาหนดจานวนกลมุ่ และกาหนดนักเรยี นเข้ากลุ่มโดยเรยี งลาดับเริม่ จากคนท่ีหน่ึง
ถึงคนสุดทา้ ยตามลาดบั ก็จะไดน้ ักเรียนท่เี ขา้ กลมุ่ คละกันตามความเก่งความอ่อน
3. ขน้ั การเรียนรู้ สิง่ ทค่ี วรคานึงในการศึกษากล่มุ คอื
3.1 ผสู้ อนแนะวิธกี ารเรยี นรู้
3.2 นักเรียนต้องช่วยเหลือเพื่อนในทีมโดยแบ่งภาระหน้าท่ีกัน เช่น ผู้อ่าน ผู้หาคาตอบ
ผ้จู ดบันทกึ ผ้ปู ระเมิน เปน็ ต้น
3.3 สมาชิกในกล่มุ ต้องชว่ ยเหลือเพื่อในทีมให้ไดร้ ับการเรียนรู้เนอ้ื หาท่เี รียนพรอ้ มกนั ทุก
คน
4. ข้ันทดสอบย่อย หลังจากเรียนผ่านพ้นไปแล้วนักเรียนจะต้องได้รับการทดสอบ โดยเป็น
รายบุคคลไม่อนุญาตให้ช่วยเหลือกัน ทาข้อทดสอบตามความสามารถของตนเอง ท่ีเรียนมาแล้ว และจัดทา
คะแนนการพัฒนาของสมาชกิ แต่ละคน และคะแนนของกลมุ่
5. การรับรองผลงานและเผยแพร่ช่ือเสียงของทีม นาคะแนนการพัฒนาของทีมไปเทียบเกณฑ์
เพื่อหาระดับคุณภาพ และเป็นการประกาศผลงานของทีมท่ีได้คะแนนสูง เพ่ือรับรองและยกย่องชมเชยใน
รูปแบบต่าง ๆ เช่น ปิดประกาศ ให้รางวัล ลงจดหมายข่าว ส่งเข้าประกวด ประกาเสียงตามสาย เป็นต้น
ตวั อยา่ งเกณฑร์ ะดบั คณุ ภาพ
2.3 เทคนิคการสอนแบบ กลุ่มร่วมมอื STAD Student Teams-Achievement Division
ขั้นท่ี 1 : ครูทบทวนบทเรียนท่ีเรียนมาแล้วคร้ังก่อนด้วยการซักถามและอธิบายตอบข้อ
สงสัยของนกั เรียน
ขั้นท่ี 2 : จดั กลุ่มแบบคละกัน (Home Teams) กลุ่มละ 3-4 คน
ขั้นที่ 3 : แต่ละทีม ศึกษาหัวข้อท่ีเรียนจากแบบฝึก (Work Sheet and Answer Sheet)
นกั เรียนแต่ละคนทาหน้าท่ีและปฏิบัติตามกติกาของ Cooperative Learning เช่น เป็นผู้จดบันทึก ผู้คานวณ
ผู้สนับสนุน เป็นต้น เม่ือสมาชิกทุกคน เข้าใจและสามารถทาแบบฝึกหัดได้ถูกต้องทุกข้อ ทีมจะเร่ิมทาการ
แขง่ ขันตอบปัญหา
ขั้นที่ 4 : สาหรบั STAD นักเรยี นแต่ละคนจะทาการทดสอบแทนการแขง่ ขัน ตอบปัญหา
ข้ันท่ี 5 : ทมี ท่ีไดค้ ะแนนสูงสดุ จากการทดสอบจะตดิ ประกาศไวใ้ นมุมจดหมายข่าวของห้อง
11
2.4 รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD (Student Teams-Achievement
Division)
Slavin ได้เสนอรูปแบบการเรียนแบบเป็นทีม (Student Teams Learning Method) ซ่ึงมี 4
รูป แบ บ คือ Student Teams-Achievement Divisions (STAD) และ Teams-Games-Tournaments
(TGT) ซ่ึงเป็นรูปแบบที่สามารถปรับใช้กับทุกวิชาและระดับช้ัน Team Assisted Individualization (TAI)
เป็ น รูปแบบ ท่ีเห มาะกั บก ารสอน วิชาคณิ ตศาสตร์ และ Cooperative Integrated Reading and
Composition (CIRC) ซ่งึ เป็นรปู แบบในการสอนอ่านและ การเขียนหลักการพนื้ ฐานของรูปแบบการเรยี นแบบ
เป็นทมี ของ Slavin ประกอบดว้ ย
1) การให้รางวัลเป็นทีม (Team Rewards) ซึ่งเป็นวิธกี ารหน่ึงในการวางเงื่อนไขให้นักเรียนพ่ึงพากัน
จดั วา่ เป็น Positive Interdependence
2) การจัดสภาพการณ์ให้เกิดความรบั ผิดชอบในส่วนบคุ คลทีจ่ ะเรยี นรู้ (Individual Accountability)
ความสาเร็จของทีมหรือกล่มุ อยู่ที่การเรียนรู้ของสมาชิกแตล่ ะคนในทมี
3) การจัดให้มีโอกาสเท่าเทียมกันท่ีจะประสบความสาเร็จ (Equal Opportunities For Success)
นักเรียนมีส่วนช่วยให้ทีมประสบความสาเร็จด้วยการพยายามทาผลงานให้ดีขึ้นกว่าเดิมในรูปของคะแนน
ปรับปรงุ ดงั นนั้ แมแ้ ตค่ นทเี่ รียนอ่อนก็สามารถมสี ่วนช่วยทมี ได้ ดว้ ยการพยายามทาคะแนนให้ดกี วา่ คร้งั กอ่ นๆ
นักเรียนทั้งเก่ง ปานกลาง และอ่อนต่างได้รับการส่งเสริมให้ตั้งใจเรียนให้ดีสุด ผลงานของทุกคนในทีมมีค่า
ภายใตร้ ปู แบบการจัดกิจกรรมการเรยี นแบบน้ี
สาหรับรูปแบบ STAD เป็นรูปแบบหนึ่งท่ี Slavin ได้เสนอไว้ เมื่อปี ค.ศ. 1980 นั้นมี องค์ประกอบที่
สาคัญ 5 ประการ คอื
1. การนาเสนอสิ่งท่ีต้องเรียน (Class Presentation) ครูเป็นผู้นาเสนอสง่ิ ที่นักเรียนตอ้ งเรียน ไม่
ว่าจะเป็นมโนทัศน์ ทักษะและ/หรือกระบวนการ การนาเสนอสิ่งที่ต้องเรียนน้ีอาจใช้การบรรยาย การสาธิต
ประกอบการบรรยาย การใชว้ ดิ ที ศั น์หรอื แมแ้ ตก่ ารให้นกั เรียนลงมอื ปฏบิ ัติการทดลองตามหนงั สอื เรยี น
2. การทางานเป็นกลุม่ (Teams) ครูจะแบ่งนักเรียนออกเป็นกลุ่มๆ แต่ละกลุ่มจะประกอบด้วย
นักเรียนประมาณ 3-4 คน ท่ีมีความสามารถแตกต่างกัน มีท้ังเพศหญิงและเพศชาย และมีหลายเช้ือชาติ ครู
ต้องช้ีแจงให้นักเรียนในกลุ่มได้ทราบถึงหน้าที่ของสมาชิกในกลุ่มว่านักเรียนต้องช่วยเหลือกัน เรียนร่วมกัน
อภิปรายปัญหาร่วมกัน ตรวจสอบคาตอบของงานที่ได้รบั มอบหมายและแกไ้ ขคาตอบร่วมกัน สมาชิกทุกคนใน
กลุ่มต้องทางานให้ดีที่สุดเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ ให้กาลังใจและทางานร่วมกันได้ หลังจากครูจัดกลุ่มเสร็จ
เรียบร้อยแล้ว ควรให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทางานร่วมกันจากใบงานที่ครูเตรียมไว้ ครูอาจจัดเตรียมใบงานท่ีมี
คาถามสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของบทเรียน เพ่ือใช้เป็นบทเรียนของการเรียนแบบร่วมมือ ครูควรบอก
นกั เรียนวา่ ใบงานนี้ออกแบบมาให้นักเรียนช่วยกันตอบคาถาม เพื่อเตรียมตัวสาหรับการทดสอบย่อย สมาชิก
แต่ละคนในกลุ่มจะต้องช่วยกันตอบคาถาม เพื่อเตรียมตัวสาหรับการทดสอบย่อย สมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม
จะต้องช่วยกันตอบคาถามทุกคาถาม โดยแบ่งกันตอบคาถามเป็นคู่ๆ และเมื่อตอบคาถามเสร็จแล้วก็จะเอา
คาตอบมาแลกเปล่ียนกัน โดยสมาชิกแต่ละคนจะต้องมคี วามรบั ผิดชอบซึ่งกันและกันในการตอบคาถามแต่ละ
ขอ้ ใหไ้ ด้ ในการกระตนุ้ ใหส้ มาชิกแต่ละคนมคี วามรับผิดชอบซ่ึงกันและกนั ควรปฏบิ ัติดงั ต่อไปน้ี
2.1 ต้องแน่ใจว่าสมาชกิ แต่ละคนในกลุ่มสามารถตอบคาถามแตล่ ะขอ้ ไดอ้ ย่างถกู ต้อง
2.2 ให้นักเรียนช่วยกันตอบคาถามทุกข้อให้ได้โดยไม่ต้องขอความช่วยเหลือจากเพื่อน
นอกกลุ่ม หรือขอความชว่ ยเหลอื จากครใู ห้นอ้ ยลง
12
2.3 ต้องให้แน่ใจว่าสมาชิกแต่ละคนสามารถอธิบายคาตอบแต่ละข้อได้ ถ้าคาถามแต่ละ
ขอ้ เป็นแบบเลอื กตอบ
3. การทดสอบย่อย (Quizzes) หลังจากท่ีนักเรียนแต่ละกลุ่มทางานเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูก็ทาการ
ทดสอบย่อยนกั เรยี น โดยนกั เรียนต่างคนตา่ งทา เพือ่ เป็นการประเมินความรู้ที่ นกั เรียนได้เรยี นมา สงิ่ นจี้ ะเป็น
ตัวกระตนุ้ ความรบั ผดิ ชอบของนกั เรียน
4. คะแนนพัฒนาการของนกั เรยี นแตล่ ะคน (Individual Improvement Score) คะแนนพัฒนาการ
ของนักเรียนจะเปน็ ตัวกระต้นุ ให้นกั เรยี นทางานหนักขนึ้ ในการทดสอบแตล่ ะคร้ังครจู ะมคี ะแนนพ้นื ฐาน (Base
Score) ซง่ึ เป็นคะแนนต่าสดุ ของนกั เรียนในการทดสอบย่อยแตล่ ะคร้ัง ซ่ึงคะแนนพฒั นาการของนักเรียนแต่ละ
คนไดจ้ ากความแตกต่างระหวา่ งคะแนนพื้นฐาน (คะแนนตา่ สุดในการทดสอบ) กบั คะแนนทีน่ ักเรียนสอบไดใ้ น
การทดสอบยอ่ ยน้ันๆ ส่วนคะแนนของกลุ่ม (Team Score) ไดจ้ ากการรวมคะแนนพัฒนาการของนกั เรยี นทุก
คนในกลุ่มเขา้ ด้วยกัน
5. การรับรองผลงานของกลุ่ม (Team Recognition) โดยการประกาศคะแนนของกลุ่มแต่ละกลุ่มให้
ทราบ พรอ้ มกบั ใหค้ าชมเชย หรือให้ประกาศนยี บัตรหรอื ให้รางวลั กับกลมุ่ ทม่ี คี ะแนนพฒั นาการของกลุ่มสงู สุด
โปรดจาไว้ว่า คะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนมีความสาคัญเท่าเทียมกับคะแนนท่ีนักเรียนแต่ละคน
ไดร้ ับจากการทดสอบ
ขน้ั ตอนการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน
ขั้นที่ 1 ข้ันสอน ครูดาเนินการสอนเน้ือหา ทักษะหรือวิธีการเกี่ยวกับบทเรียนน้ันๆ อาจเป็น
กิจกรรมท่ีครูบรรยาย สาธิต ใช้สือ่ ประกอบการสอน หรือใหน้ ักเรยี นทากิจกรรมการทดลอง
ข้ันท่ี 2 ข้ันทบทวนความรู้เป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มประกอบด้วยสมาชิก 3-4 คน ที่มีความสามารถ
ทางการเรียนตา่ งกัน สมาชิกในกลุ่มต้องมีความเข้าใจวา่ สมาชิกทกุ คนจะต้องทางานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือกัน
และกันในการศกึ ษาเอกสารและทบทวนความรูเ้ พ่ือเตรียมพร้อมสาหรบั การสอบยอ่ ยครเู นน้ ให้นักเรยี นทาดงั น้ี
ก. ตอ้ งให้แนใ่ จวา่ สมาชิกทกุ คนในกล่มุ สามารถตอบคาถามได้ถูกตอ้ งทกุ ข้อ
ข. เมื่อมีข้อสงสัยหรือปัญหา ให้นักเรียนช่วยเหลือกันภายในกลุ่มก่อนที่จะถามครูหรือถาม
เพ่อื นกลุ่มอื่น
ค. ให้สมาชิกอธิบายเหตุผลของคาตอบของแต่ละคาถามให้ได้ โดยเฉพาะแบบฝึกหัดท่ีเป็น
คาถามปรนัยแบบให้เลือกตอบ
ขั้นท่ี 3 ขั้นทดสอบยอ่ ย ครจู ัดให้นกั เรียนทาแบบทดสอบย่อย หลังจากนักเรยี นเรียนและทบทวน
เป็นกลมุ่ เก่ยี วกับเรอื่ งทีก่ าหนด นักเรียนทาแบบทดสอบคนเดยี วไม่มีการชว่ ยเหลือกัน
ข้ันที่ 4 ข้ันหาคะแนนพัฒนาการ คะแนนพัฒนาการเป็นคะแนนที่ได้จากการพิจารณาความ
แตกต่างระหว่างคะแนนที่ต่าสุดการทดสอบครั้งก่อนๆ กับคะแนนท่ีได้จากการทดสอบครั้งปัจจุบัน เม่ือได้
คะแนนพัฒนาการของนักเรียนแต่ละคนแล้ว จึงหาคะแนนพัฒนาการของกลุ่ม ซึ่งได้จากการนาคะแนน
พัฒนาการของสมาชิกแตล่ ะคนมารวมกนั หรอื หาคา่ เฉลี่ยของคะแนนพฒั นาการของสมาชกิ ทกุ คน
ข้นั ที่ 5 ข้ันให้รางวลั กลุ่ม กลุ่มท่ีได้คะแนนปรับปรงุ ตามเกณฑ์ท่ีกาหนดจะได้รับคาชมเชยหรือติด
ประกาศที่บอร์ดในห้องเรยี น
13
ตอนท่ี 3 สาระการเรยี นรู้ เร่ือง การออกแบบผังความคดิ
3.1 ความหมายของผังความคดิ
ผังความคิด (Mind Mapping) หมายถึง การเช่ือมโยงข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งระหว่างความคิดหลัก
ความคิดรอง และความคิดย่อยท่ีเก่ียวข้องสัมพันธ์กัน เทคนิคการคิดคือ นาประเด็นใหญ่ ๆ มาเป็นหลักการ
นาไปใช้
1. ใชร้ ะดมพลังสมอง
2. ใช้นาเสนอข้อมูล
3. ใชจ้ ัดระบบความคดิ และช่วยความจา
4. ใช้วเิ คราะหเ์ นือ้ หาหรืองานต่าง ๆ
5. ใช้สรปุ หรือสรา้ งองคค์ วามรู้
3.2 ขน้ั ตอนการสรา้ งผังความคิด Mind Mapping
1. เขยี น/วาดมโนทัศนห์ ลักตรงกง่ึ กลางหนา้ กระดาษ
2. เขียน/วาดมโนทัศน์รองท่สี มั พนั ธ์กบั มโนทัศนห์ ลกั ไปรอบ ๆ
3. เขยี น/วาดมโนทัศนย์ ่อยที่สัมพันธ์กับมโนทัศนร์ อง แตกออกไปเรื่อย ๆ
4. ใช้ภาพหรือสัญลักษณ์สอ่ื ความหมายเป็นตวั แทนความคดิ ใหม้ ากทสี่ ุด
5. เขยี นคาสาคัญ (Key word) บนเสน้ และเสน้ ตอ้ งเชื่อมโยงกนั
6. กรณีใช้สี ทัง้ มโนทศั น์รองและย่อยควรเป็นสเี ดียวกนั
7. คดิ อย่างอิสระมากที่สุดขณะทา
3.3 ความคิด (Mind Map)
เป็นเทคนิคหรือวิธีการสอนท่ีผู้สอนสามารถนาไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งถือเป็น
หวั ใจสาคญั ใหผ้ ูเ้ รยี นไดค้ ดิ ได้ปฏิบตั ดิ ว้ ยตนเอง โดยครูไม่ใช่ ผู้ชนี้ า และผู้เรียนสามารถนาไปใช้ในการเรียนรูใ้ น
การพัฒนาความคดิ การรวบรวมข้อมลู การถ่ายทอดขอ้ มลู เป็นระบบและ จดจาได้นานเปน็ การถาวร
3.4 ผงั ความคดิ
เป็นผังภาพท่ีแสดงถึงความสัมพันธ์ของสาระ หรือความคิดต่าง ๆ ให้เห็นเป็นภาพรวม แล้วมาลาดับ
ความคิดต่าง ๆ ให้เห็นเป็นภาพรวม แล้วมาลาดับความคิดเรียบเรียงข้อมูลโดยใช้ความรเู้ ดมิ มาเชอื่ มตอ่ ความรู้
ใหม่ เป็นการสร้างองค์ความรู้ให้เกิดในตวั นักเรยี น นักเรียนจะได้คิดวิเคราะหเ์ อง ปฏิบัติจริงโดยการเขียนหัว
ขอ้ หลัก หรือความคิดรวบยอดไวต้ รงกลาง แลว้ แตกสาขาออกไปเป็นความคดิ รวบยอดย่อย
3.5 กระบวนการพัฒนาความคดิ
ในการพฒั นาความคดิ เราต้องใชว้ ธิ คี ิดแบบใหม่ โดยการคดิ แบบต่างๆ ดังนี้
1. การคิดเชงิ มโนทศั น์ คอื “ความสามารถทางสมองในการเชอ่ื มโยงความสมั พนั ธ์ของข้อมลู
ท้ังหมดท่ีเป็นองค์ประกอบของส่ิงใดสิ่งหน่ึง เร่ืองใดเรื่องหน่ึงได้อย่างชัดเจน โดยมีการจัดระบบ จัดลาดับ
ความสาคัญของข้อมูล เพ่ือสร้างความคิดรวบยอดของส่ิงน้ันเรื่องนั้น”การคิดเป็นการคิดแบบสังเคราะห์ คิด
แบบวิเคราะห์
2. ประโยชน์ ช่วย “เพม่ิ ความรู้ ความเขา้ ใจ หลกั การแนวคิดใหม่ ๆในมโนทศั นต์ ้นแบบ”
เช่น ความยากจนทาให้คนหิวโหย ความยากจนเกิดจากรายได้ อาชีพ การศึกษา สภาพแวดล้อม ช่วย “เปิด
ประตู” กรงขังแห่งประสบการณ์ ต้องคิดออกนอกกรอบแต่อยา่ ไปไกลมาก เดี๋ยวกลบั มาไม่ได้ ใหค้ ิดที่เกีย่ วขอ้ ง
กนั เปน็ การเปิดประตูกรงขังแห่งประสบการณ์
14
3.6 รูปแบบกรอบมโนทศั น์ มี 5 รปู แบบคือ
1) ผงั ความคดิ (Mind Mapping)
2) ผังใยแมงมุม (Web Diagram)
3) แผนภูมเิ วนน์ (Venn Diagram)
4) ผงั ก้างปลา (Fishbone Map)
5) ผังมโนภาพ (Concept Map)
ตอนท่ี 4 เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง
มิสวรรณวิภา ภู่มาก (2553) ไดท้ าการวิจัยเรือ่ ง เร่ือง การศกึ ษาผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นและความพึง
พอใจในการเรยี นรูว้ ิทยาศาสตร์ของนักเรยี น ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนอัสสัมชัญ ที่ได้รับการจัดการเรยี นรู้
แบบร่วมมือโดยใช้เทคนิค STAD นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ห้อง ม.1/6 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียน
อัสสัมชัญ จานวน 46 ห้อง ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์หลังเรียนของนักเรียนที่
ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ เทคนิค STAD เพิ่มสูงขึ้นและความพึงพอใจในการเรียนรู้
วิทยาศาสตรท์ จี่ ดั การเรยี นรแู้ บบร่วมมอื โดยใช้เทคนิค STAD อยู่ในระดับ พึงพอใจมาก
นายมงคล ธญัฤชุพงศ์ (2556) การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ
ดว้ ยเทคนิค แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) ของนกั ศกึ ษาระดับ ปวช. ปีที่ 3 แผนกคอมพิวเตอร์ รายวชิ าการสร้าง
เว็บเพจ นกั ศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชพี ชน้ั ปที ่ี 3 แผนกคอมพิวเตอร์ธุรกจิ วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาสนั ติ
ราษฎร์ในพระอุปถัมภ์ท่ีเรียนในรายวิชาการสร้างเว็บเพจ ผลการวิจัยพบว่า โดยผู้วิจัย เป็นอาจาร ย์ผู้สอน
ทั้งหมด 2 ห้องเรียน จานวน 75 คน โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษากลุ่มทดลองมีคะแนนการสอบวัดผล
หลังจากร่วมกิจกรรมสูงกว่า กลุ่มควบคุม รวมท้งั เมอื่ เปรยี บเทียบถงึ จานวนผู้ผ่านเกณฑ์การวัดผลกลุ่มทดลอง
จะมีผู้ผ่านเกณฑ์ท่ีสูง กว่ากลุ่มควบคุม และการทดสอบสมมติฐานผลท่ีได้เป็นไปตามสมมติฐานท่ีตั้งไว้มี
นัยสาคัญทางสถิติที่ ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่าจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิคแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์
(STAD) ช่วยให้ นกั ศึกษามกี ารพัฒนาด้านผลการเรียนทสี่ งู ขนึ้
อทิติยา สวยรูป (2556) นักศึกษาปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยา
เขตบางเขน การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ เรื่อง คอมพิวเตอร์เบ้ืองต้น
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ด้วยการเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD โดยกลุ่ม
ตัวอยา่ งท่ีใชใ้ นการวจิ ยั เป็น นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 1/10 โรงเรียนศรอี ยธุ ยา ในพระอุปถัมภ์ฯ ภาคเรียน
ท่ี 2 ปีการศึกษา 2556 จานวน 50 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนของนักเรียนหลังจากท่ีเรียนด้วยวิธีแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD สูงกว่าก่อนเรียน
อย่างชัดเจน นักเรียนท่ีเรียนด้วยวิธีแบบกลุ่มร่วมมือ โดยใช้เทคนิค STAD โดยรวมแต่ละกลุ่มมีคะแนน
พฒั นาการ อยใู่ นระดับคุณภาพทีด่ ีเย่ียม
นางศศิกานต์ โฆษิตตระกูล (2551) ความสามรถด้านไวยากรณ์ภาษาอังกฤษของนักศึกษาท่ีเรียน
แบบร่วมมือกันเรียนรู้โดยใช้เทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1
สาขาวิชาภาษาอังกฤษธุรกิจ (ภาคปกติ) คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่ี
ลงทะเบียนเรียนวิชา 422-101 โครงสร้างและการใช้ภาษาอังกฤษธุรกิจ 1 ในภาคต้น ปีการศึกษา 2550
จานวน 25 คน ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถดา้ นไวยากรณ์ภาษาองั กฤษของนักศกึ ษาที่เรียนแบบรว่ มมือ
มือกันเรียนรู้ โดยใช้เทคนิค STAD ก่อนและหลังเรียนมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติที่ระดับ
0.05 ผลการสารวจความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อเทคนิคการสอนน้ี พบว่า บรรยากาศในการเรียนเป็น
15
กนั เอง ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธช์ ่วยเหลือกันเรยี นรู้ภายในกลุ่ม เกิดแรงจูงใจในการเรียนและมีความมุ มานะตั้งใจ
เรยี น เกดิ ความภาคภมู ใิ จและเห็นคุณคา่ ของตนเองท่ตี นมสี ่วนช่วยใหก้ ล่มุ ประสบผลสาเร็จ เทคนคิ นี้มสี ่วนชว่ ย
ทาให้นักศึกษามีความสุขในการเรียน นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้และความ เข้าใจเก่ียวกับไวยากรณ์
ภาษาอังกฤษในบทเรียนดีขนึ้
จิรากร สาเร็จ (2551) ปริญญานิพนธ์ ก.ศ.ม. (การวิจัยและสถิติทางการศึกษา).กรุงเทพฯ : บัณฑิต
วิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผลการจัดการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์แบบแบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์
(STAD) โดย เน้นเทคนิค KWDL ท่ีมีต่อความสามารถในการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้น
มธั ยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีระดบั ความสามารถทางการเรียนแตกต่างกัน โดยกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนโรงเรียนยอ
แซฟ อปุ ถัมภ์ สามพราน 2 ห้องเรียน จานวน 88 คน ผลการวิจัยพบว่า 1.) ความสามารถในการสื่อสารทาง
คณิตศาสตรข์ องนักเรียนท่ไี ดร้ บั การจัดการเรยี นรู้แบบ แบ่งกลุ่มผลสัมฤทธิ์ (STAD) โดยเน้นเทคนิค KWDL สูง
กว่านกั เรยี นท่ไี ดร้ ับการจดั การเรียนรู้แบบแบ่งกลุม่ ผลสัมฤทธ์ิ (STAD) อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่รี ะดบั .01
2. มีผลปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิธีการจัดการเรียนรู้ 2 วิธีกับระดับความสามารถทางการเรียนสูง ปาน
กลาง และต่าต่อความสามารถในการสอื่ สารในการส่อื สารทางคณิตศาสตรอ์ ยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ.05
โดยพบว่า
2.1 นกั เรียนกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมท่มี ีระดบั ความสามารถทางการเรียนคณิตศาสตร์สูง มี
ความสามารถในการสอ่ื สารทางคณติ ศาสตร์แตกต่างกนั อยา่ งไม่มีนัยสาคัญทางสถิติ
2.2 นักเรียนกลุ่มทดลองทั้งในกลุ่มท่ีมีความสามารถในการเรียนคณิตศาสตร์ระดับปานกลาง
และระดับต่า มีความสามารถในการส่ือสารทางคณิตศาสตร์สูงกว่านักเรียนกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญทาง
สถติ ทิ ่รี ะดบั .05
จากการศึกษาวิธีการวิจัดการเรยี นรู้แบบรว่ มมือเทคนิค (STAD) จะเห็นได้ว่าเป็นการจัดการเรียนรู้ที่
ใหน้ ักเรียนเรยี นเป็นกลุ่ม เปดิ โอกาสให้นักเรยี นประสบผลสาเรจ็ ในการเรียนมีปฏิสัมพันธ์กันภายในกลมุ่ ทาให้
นักเรียนช่วยเหลือกันในขณะเรียน ซักถามปัญหากันอย่างอิสระ คนเก่งสามารถอธิบายให้เพื่อนในกลุ่มเข้าใจ
และนักเรียนสามารถอภิปรายถึงข้อดีข้อเสียของการหาคาตอบในปัญหาคณิตศาสตร์ได้ซง่ึ ปัญหาคณิตศาสตร์
เปน็ ปัญหาท่ีทา้ ทายและมปี ญั หาท่แี ปลกใหม่ซึง่ ไมเ่ คยพบเหน็ มาก่อน ความพยายามของนักเรียนแต่ละคาตอบ
ในการาคาตอบจากปญั หาเดียวกันจะทาให้เกิดความก้าวหน้าทลี ะน้อย และประสบการณ์ที่มคี า่ ดังนั้น จะเห็น
ได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบรว่ มมือน้ันมีความมายมากกว่า แค่การเอานักเรียนมารวมกันทางานเป็นกลุ่มย่อย
เท่าน้ัน แต่เป็นการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อกลุ่มและส่วนรวมโดยการช่วยเหลือซ่ึงกันและกันเห็นคุณค่าของความ
แตกตา่ งระหว่างกัน
บทท่ี 3
วิธีดำเนินกำรวิจัย
การวจิ ยั การปรบั ประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสรา้ งสรรค์ ดว้ ยเทคนิคการเรียนรูแ้ บบกลุ่มร่วมมือ
STAD ของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี มีวตั ถุประสงค์ เพ่อื ศึกษา
ผลการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD ท่ีมีต่อการปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ของ
นกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี และเพอื่ เปรียบเทียบการปรบั ประยกุ ต์
ทกั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรคข์ องนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทศิ จงั หวดั ปัตตานี
ระหวา่ งก่อนเรียนและหลงั เรียนดว้ ยการเรียนรูแ้ บบกลุ่มร่วมมือ STAD ซ่ึงมีรายละเอียดการดาเนินการดงั น้ี
แบบแผนกำรวจิ ยั
การวิจยั ในคร้ังน้ีเป็ นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียว มีการวดั การปรับประยุกต์ทักษะการ
ออกแบบเชิงสร้างสรรคก์ ่อนเรียนและหลงั เรียน ดว้ ยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STADโดยมีแบบ
แผนการทดลองดงั น้ี
E-Group O1 X O2
เม่ือกาหนดให้
O1 หมายถึง การวดั ผลก่อนเรียน
X หมายถึง การเรียนรู้แบบร่วมมือ STAD
O2 หมายถึง การวดั ผลหลงั เรียน
ประชำกรและกล่มุ ตัวอย่ำง
การวจิ ยั คร้งั น้ี มีประชากรเป็ นนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี
จานวน 10 ห้องรวม 298 คน การดาเนินการวจิ ยั ผวู้ ิจยั ไดจ้ ดั ห้องใหน้ กั เรียนเป็ นกลุ่มตวั อยา่ งในการทดลอง
จานวน 1 หอ้ ง
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังน้ีได้จากการสุ่มอย่างง่ายแบบจับฉลาก ได้แก่ นักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 6/1 จานวน 23 คน เป็ นตวั อยา่ งในการทดลอง
เครื่องมือทีใ่ ช้ในกำรวจิ ยั
เคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ประกอบดว้ ย 2 ส่วน คอื (1) เครื่องมือสาหรับการทดลอง และ (2)เคร่ืองมือ
สาหรบั วดั ค่าตวั แปรตาม โดยมีรายละเอียดดงั น้ี
1. เคร่ืองมือสาหรับการทดลอง
เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือแผนการจดั การเรียนรู้แบบกิจกรรมการออกแบบผงั ความคิด ที่
ผวู้ ิจยั ใช้คร้ังน้ี ประกอบดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้ที่ใชก้ ิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เป็ นแนวทางในการพฒั นา
ผเู้ รียน กิจกรรมศิลปะสร้างสรรคท์ ี่ใชใ้ นการวจิ ยั คร้ังน้ี ไดแ้ ก่ กิจกรรมการออกแบบผงั ความคิดและการ
สร้างผลงานโดยใช้เน้ือหาท่ีสรุปได้จากผงั ความคิด ซ่ึงได้ดาเนินการสร้างแผนการจดั การเรียนรู้แบบ
กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ตามลาดบั ดงั น้ี
1.1 ศึกษาการสร้างแผนการจดั การเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ศลิ ปะ
1.2 สรา้ งแผนการจดั การเรียนรู้แบบกิจกรรมศิลปะสรา้ งสรรค์ จานวน 1 แผนการสอน โดย
แผนดงั กล่าวประกอบดว้ ย แผนการสอนที่ 1 กิจกรรมการออกแบบผงั ความคดิ และการสร้างผลงานโดยใช้
เน้ือหาทส่ี รุปไดจ้ ากผงั ความคิด
1.3 นาแผนการจดั การเรียนรูแ้ บบกิจกรรมศลิ ปะสร้างสรรค์ ที่ผวู้ จิ ยั จดั ทาข้นึ ใหห้ วั หนา้
กลุ่มสาระศลิ ปะในโรงเรียนตรวจสอบความถูกตอ้ งและเหมาะสมอีกคร้งั
1.4 นาแผนการสอนทไี่ ดร้ ับการตรวจสอบถูกตอ้ งแลว้ ไปใชก้ บั กลุ่มทดลอง
2. เครื่องมือสาหรบั วดั คา่ ตวั แปรตาม
คณะผูว้ ิจยั ไดน้ าแบบวดั การปรับประยกุ ต์ทกั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ มาใช้ในการวิจยั
เน่ืองจากแบบวดั ทกั ษะดงั กล่าว สามารถกระตุน้ ใหเ้ ด็กเกิดความคดิ สร้างสรรคใ์ นการออกแบบผงั ความคิด
โดยอาศยั รูปภาพแบบ ก ของเทอร์แรนซ์ ซ่ึงผูว้ ิจยั ใชใ้ นการวจิ ยั คร้ังน้ีประกอบดว้ ยแบบทดสอบจานวน 3
ชุด ดงั น้ี
แบบทดสอบที่ 1 เรื่องการวาดภาพต่อเติมจากส่ิงเร้าซ่ึงเป็ นกระดาษรูปไข่ จะวดั ความคิด
สรา้ งสรรค์ 2 ดา้ น คือ ความคิดริเริ่ม และความคิดละเอียดลออ
แบบทดสอบท่ี 2 เร่ืองการวาดภาพต่อเติมจากเส้นลักษณะต่างๆ จานวน 10 เส้น จะวดั
ความคิดสรา้ งสรรคท์ ้งั 3 ดา้ น คือความคิดริเร่ิม ความคิดละเอียดลออ และความคดิ คล่องแคล่ว
แบบทดสอบที่ 3 เรื่องการวาดภาพต่อเติมจากเสน้ คู่ขนาน จานวน 30 เส้น จะวดั ความคิด
สรา้ งสรรคท์ ้งั 3 ดา้ น คือ ความคิดริเร่ิม ความคดิ ละเอียดลออ และความคิดคล่องแคล่ว
ซ่ึงการตรวจให้คะแนนน้ัน ผู้วิจัยได้ใช้หลักการให้คะเนนของทอรแรนซ์ โดยจัดแบ่งตาม
องคป์ ระกอบของความคดิ สรา้ งสรรค์ ซ่ึงมี 3 องคป์ ระกอบ ดงั น้ี
1. ความคิดริเริ่ม จะตรวจให้คะแนน ความคิดริเริ่มจะดูท่ีภาพเป็ นหลกั จะตอ้ งมีความแตกต่างไป
จากธรรมดา ภาพไม่ซ้ากนั มาก ซ่ึงคะแนนความคดิ ริเริ่ม ท้งั หมดเท่ากบั 30 คะแนน
2. ความคิดคล่องแคล่ว จะตรวจให้คะแนน โดยดูระยะเวลาเป็ นหลกั และจานวนภาพท่ีแตกต่าง
กนั อยา่ งเห็นไดช้ ดั ซ่ึงคะแนนความคดิ คล่องแคล่ว ท้งั หมดเท่ากบั 40 คะแนน
3. ความคิดละเอียดลออ จะตรวจใหค้ ะแนนโดยดูจากรายละเอียดที่นามาตกแต่งความคดิ คร้งั แรก
ใหส้ มบูรณ์ และไดค้ วามหมายสมบูรณ์ข้นึ ซ่ึงจะมีคะแนนสูงสุดเท่ากบั 15 คะแนน
กำรเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ผวู้ จิ ยั ดาเนินการเก็บรวบรวมขอ้ มูลวจิ ยั ประกอบดว้ ย 3 ข้นั ตอน คือ (1) ข้นั ก่อนการทดลอง (2) ข้นั
การทดลอง และ (3) ข้นั หลงั การทดลอง ดงั น้ี
1. ข้นั ก่อนการทดลอง
1.1. ผวู้ จิ ยั ไดส้ ารวจนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี เพอ่ื
ใชเ้ ป็ นกลุ่มตวั อยา่ งในการวจิ ยั คร้งั น้ี โดยประสานงานผา่ นการเรียนการสอนรายวชิ าศลิ ปะ (ทศั นศลิ ป์ )
1.2. ผวู้ จิ ยั ไดข้ อความคดิ เห็นจากหวั หนา้ กลุ่มสาระศลิ ปะ วชิ าทศั นศิลป์ ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 6
โรงเรียนเบญจมราชูทศิ จงั หวดั ปัตตานี เพอื่ วเิ คราะห์ปัญหาของนกั เรียน
1.3. ผูว้ ิจยั ได้จดั เตรียมเคร่ืองมือในการวิจยั ซ่ึงเป็ นเคร่ืองมือที่ใชใ้ นการทดลอง คือ แผนการ
จดั การเรียนรู้และแบบทดสอบความคิดสรา้ งสรรค์
2. ข้นั ดาเนินการทดลอง
2.1. คณะผูว้ ิจยั ไดป้ ระสานงานกบั หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ เพอื่ จดั การเรียนการสอน
ตามแบบแผนการทดลอง เป็ นเวลา 4 สัปดาห์ รวมเวลา 4 คาบ และดาเนินการทดลองตามแบบแผนการ
ทดลองที่กาหนดไว้ ดงั น้ี
2.1.1 การวดั ผลก่อนเรียน (Pre-test)
การวดั ผลก่อนเรียน ดว้ ยแบบทดสอบความคิดสร้างสรรค์ เร่ือง การออกแบบผงั ความคิด โดยให้
นักเรียนสเก็ตแบบเป็ นรายบุคคล เพื่อเป็ นขอ้ มูลพ้นื ฐานในการพฒั นาผเู้ รียน โดยดาเนินการในชว่ั โมงแรก
ของการจดั การเรียนการสอน
2.1.2 การทดลองจดั การเรียนรู้
ผูว้ ิจยั ได้ดาเนินการสอนเน้ือหาตามแผนการจดั การเรียนรู้แบบกิจกรรมศิลปะการออกแบบผงั
ความคิด จากหน่วยการเรียนรู้ เร่ืองการออกแบบ ดาเนินกิจกรรมศิลปะการออกแบบผงั ความคิด โดยให้
นกั เรียนออกแบบผงั ความคิด เป็นของตนเอง จากการทาแบบทดสอบที่ผา่ นมาอยา่ งสร้างสรรค์ คนละ 1 ภาพ
เพื่อการพฒั นาความคิดสร้างสรรคข์ องนักเรียนและใชท้ าลงบนกระดาษและตกแต่งตามอิสระ แล้วสร้าง
ผลงานมาคนละ 1 ชิ้น จากภาคทฤษฎีสู่ภาคปฏิบตั ิดว้ ยการลงมือทาการออกแบบผงั ความคิดของตนเอง ตาม
รูปภาพทีน่ กั เรียนไดอ้ อกแบบหรือสรา้ งสรรคไ์ ว้
2.1.3 การวดั ผลหลงั เรียน (Post - Test)
หลงั จากที่ไดจ้ ดั การเรียนรู้ตามแผนการสอนท่ีกาหนดไว้ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ที่ 6 มีผลการ
ปรบั ประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสรา้ งสรรคท์ ีด่ ีข้ึน
3. ข้นั หลงั การทดลอง
ผวู้ ิจยั ตรวจสอบความถูกตอ้ งครบถว้ นของขอ้ มูล ในกรณีที่ขอ้ มูลผลการทดสอบของนักเรียนไม่
ครบถว้ น ผวู้ จิ ยั จะติดตามให้นกั เรียนทดสอบเพมิ่ เติม หลงั จากน้นั ไดจ้ ดั เตรียมบนั ทึกขอ้ มูลเพอ่ื จะวเิ คราะห์
ขอ้ มูลในข้นั ตอนต่อไป
กำรวิเครำะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ขอ้ มูลวิจยั คร้ังน้ี ใช้โปรแกรมสาเร็จรูปในการประมวลผลขอ้ มูล สถิติท่ีใช้ในการ
วเิ คราะห์ขอ้ มูลมีดงั น้ี
1. วเิ คราะหข์ อ้ มูลดว้ ยสถิติเชิงบรรยาย ไดแ้ ก่ คา่ เฉลี่ย ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน
2. วิเคราะห์ขอ้ มูลดว้ ยสถิติเชิงสรุปอา้ งอิง ได้แก่ การเปรียบเทียบคะแนนการวดั ทกั ษะก่อนเรียน
และหลงั เรียนดว้ ยการทดสอบแบบที แบบประชากรสองกลุ่มไม่เป็นอิสระตอ่ กนั
สถิติทใ่ี ช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล
สถิติทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์เพอ่ื ตอบวตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
1. คา่ สถิติพ้นื ฐาน ไดแ้ ก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
1.1 ร้อยละ (Percentage) โดยใชส้ ูตรดงั น้ี
p f 100
n
เม่ือ p แทน ค่ารอ้ ยละ
f แทน ความถี่
n แทน จานวนความถ่ีท้งั หมด
1.2 ค่าเฉลี่ยของคะแนนทดสอบก่อนและหลงั เรียน( ) โดยคานวณจากสูตร
ดงั น้ี (บุญธรรมกิจปรีดาบริสุทธ์ิ 2543 : 351)
x x
n
เม่ือ x แทน คา่ เฉล่ีย
x แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมด
n แทน ขนาดของกลุ่มตวั อยา่ ง
1.3 ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน ( s ) ใชส้ ูตรดงั น้ี
s n x2 x2
n(n 1)
เม่ือ s แทน คา่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
x แทน ผลรวมของคะแนนท้งั หมด
x2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละจานวนทย่ี กกาลงั สอง
n แทน ขนาดของกลุ่มตวั อยา่ ง
2. สถิติที่ใชใ้ นการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยสองกลุ่ม โดยกลุ่มตวั อยา่ งไม่เป็ นอิสระต่อ
กนั (t-test dependent samples) ใชส้ ูตรดงั น้ี
t D , df n 1
n D2 D2
n 1
เม่ือ t แทน สถิตทิ ดสอบที
แทน ผลต่างระหวา่ งขอ้ มูลแตล่ ะคู่
D แทน จานวนคู่ของตวั อยา่ ง
n
บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
การปรับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ดว้ ยเทคนิคการเรียนรูแ้ บบกลุ่มร่วมมือ STAD
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี ในคร้ังน้ี ผูว้ ิจยั ได้กาหนด
จดุ ประสงคใ์ นการวจิ ยั คอื เพอื่ เปรียบเทียบการปรับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรคข์ องนกั เรียน
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี ก่อนและหลงั ดว้ ยการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ
STAD โดยผวู้ จิ ยั ขอเสนอผลการวเิ คราะห์ดงั น้ี
1. การวเิ คราะหจ์ านวนและรอ้ ยละของกลุ่มตวั อยา่ ง จาแนกเพศ
2. คา่ สถิติเชิงบรรยายคะแนนการปรับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรคก์ ่อนเรียนและ
หลงั เรียนดว้ ยการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD
3. ผลการเปรียบเทียบการปรับประยกุ ต์ทกั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ก่อนเรียนและหลงั
เรียนดว้ ยการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD
สาหรับการวเิ คราะห์ขอ้ มูลและการแปรผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลคร้ังน้ี ผูว้ จิ ยั ไดก้ าหนดสัญลกั ษณ์
และอกั ษรยอ่ ทใ่ี ชแ้ ทนตวั แปรต่างๆ ซ่ึงมีความหมายดงั น้ี
x หมายถึง ค่าเฉลี่ยที่ไดจ้ ากคะแนนทดสอบ
SD หมายถึง ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
t หมายถึง ค่าสถิตใิ นการแจกแจงแบบที
Sig. หมายถึง ความมีนยั สาคญั
ตอนที่1 ข้อมูลทัว่ ไปของกลุ่มตัวอย่าง
ตารางท่ี 1 ตารางแสดงจานวนและร้อยละของกลุ่มตวั อยา่ งจาแนกตามเพศ
เพศ จานวน รอ้ ยละ
ชาย 6 26.08
หญงิ 17 73.91
รวม 23 100
จากตารางท่ี 1 พบว่า นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6/1 ท่ีได้รับการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD
เรื่อง การปรับประยกุ ต์ทกั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ส่วนใหญ่เป็ นเพศหญิง คิดเป็ นร้อยละ 73.91ดงั
ภาพประกอบท่ี 1
24
80 73.91
60
40 26.08
20
0 หญิง
ชาย
ภาพประกอบที่ 1 แผนภมู ิแท่งแสดงรอ้ ยละของกลุ่มเป้าหมาย จาแนกเพศ
ตอนที่ 2 ค่าสถิติเชิงบรรยายคะแนนการปรับประยกุ ต์ทกั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ก่อนเรียนและหลัง
เรียนด้วยการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมอื STAD
ตารางที่ 2 ตารางแสดงค่าสถิติเชิงบรรยายคะแนนการวดั การปรบั ประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสรา้ งสรรค์
ก่อนเรียนและหลงั เรียนดว้ ยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD
การทดสอบ ̅ S.D.
ก่อนเรียน 7.98 0.79
หลงั เรียน 8.90 0.74
จากตารางท่ี 2 พบวา่ นกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 6 ทีไ่ ดป้ รับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิง
สรา้ งสรรค์ มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลงั เรียนเทา่ กบั 7.98 และ 8.90 คะแนน ตามลาดบั และมสี ่วน
เบยี่ งเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.79 และ 0.74 ตามลาดบั ตามภาพประกอบที่ 2
8.90
9
8.5
7.98
8
7.5 หลงั เรยี น
กอ่ นเรียน
ภาพประกอบที่ 2 แผนภูมิแทง่ แสดงค่าเฉลี่ยของคะแนนการปรบั ประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์
ก่อนเรียนและหลงั เรียนแบบกลุ่มร่วมมือ STAD
25
ตอนที่ 3 ผลการการเปรียบเทยี บคะแนนทดสอบการเรียนรู้แบบกล่มุ ร่วมมือ STAD
ตารางที่ 3 แสดงการเปรียบเทยี บค่าเฉล่ียคะแนนทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรียน การเรียนรูแ้ บบกลุ่มร่วมมือ
STAD เร่ือง การปรับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสรา้ งสรรค์ ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ที่ 6
การทดสอบ ̅ S.D. t df Sig
40 .00
ก่อนเรียน 7.98 0.79
หลงั เรียน 8.90 0.74 8.66
จากตารางท่ี 3 พบวา่ เม่ือเปรียบเทียบผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนระหวา่ งก่อนเรียนและหลงั เรียน ของ
นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยใชเ้ ทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD
เรื่อง การปรับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ พบวา่ นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยหลงั เรียนสูงกวา่ ก่อน
เรียน อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ่รี ะดบั .05
บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การวจิ ยั เรื่องการปรับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ดว้ ยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่ม
ร่วมมือ STAD ของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี เป็ นการวิจยั เชิง
ทดลองแบบกลุ่มเดียว มีวตั ถุประสงค์ 1.) เพื่อศึกษาผลการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD ที่มีต่อการปรับ
ประยุกต์ทกั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ
จงั หวดั ปัตตานี 2.) เพ่ือเปรียบเทียบการปรับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ของนักเรียนช้นั
มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี ก่อนเรียนและหลงั เรียนดว้ ยการเรียนรู้แบบกลุ่ม
ร่วมมือ STAD กลุ่มตวั อยา่ งทีใ่ ชใ้ นการวิจยั คอื นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6/1 ทกี่ าลงั ศึกษาอยใู่ นภาคเรียน
ที่ 1 ปี การศกึ ษา 2565 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี ซ่ึงมีจานวนนกั เรียนท้งั หมด 23 คน ตวั แปรตน้
คือ การสอนแบบกลุ่มร่วมมือ STAD ตวั แปรตาม คือ การปรับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์
ซ่ึงไดแ้ ก่ ความคิดริเร่ิม ความคดิ คล่อง ความคิดยดื หยนุ่ และความคดิ ละเอียดลออ
เครื่องมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั ประกอบดว้ ย 1.) แผนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ STAD 2.) แบบวดั ทกั ษะ
การออกแบบเชิงสร้างสรรค์
สรุปผลการวิจัย
1. การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD ของนักเรียนช้นั มัธยมศึกษาปี ท่ี 6 เร่อื งการปรับประยุกต์
ทกั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี มีค่าเฉลี่ยคะแนนการปรับ
ประยกุ ตก์ ารออกแบบเชิงสร้างสรรคก์ ่อนเรียนเท่ากับ 7.98 คะแนน มีส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานเท่ากบั 0.79
คะแนน คะแนนหลงั เรียนมีคา่ เฉลี่ยเท่ากบั 8.90 คะแนน ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐานเทา่ กบั 0.74 คะแนน
2. ผลการเปรียบเทียบคะแนนการปรับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ก่อนเรียนและ
หลงั เรียน ดว้ ยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD ของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 พบวา่ หลงั การ
เรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD นักเรียนมีค่าเฉล่ียคะแนน การปรับประยุกต์ทักษะการออกแบบเชิง
สร้างสรรค์ สูงข้นึ อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั .05
อภิปรายผลการวิจยั
ในการวิจยั คร้ังน้ี ผูว้ ิจยั ได้ดาเนินการจดั การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD เพื่อการปรับประยุกต์
ทกั ษะการออกแบบเชิงสรา้ งสรรค์ ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6 โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จงั หวดั ปัตตานี
ดว้ ยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD วดั ผลก่อนและหลงั เรียน โดยเปรียบเทยี บการเปล่ียนแปลงท่ี
เกิดข้ึนระหว่างก่อนเรียนและหลงั เรียนของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ท่ี 6 ดาเนินการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปี
การศึกษา 2565 มีจุดมุ่งหมายสาคัญเพื่อจะทาให้นักเรียนมีผลทางการเรียนท่ีดีข้ึน ท้งั ในเรื่องการปรับ
ประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสรา้ งสรรค์ โดยใชแ้ บบกลุ่มร่วมมือ ผลการวิจยั ในภาพรวมพบวา่ นกั เรียนมี
27
การปรับประยกุ ต์ทกั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ หลงั เรียนสูงกว่าก่อนเรียนแบบกลุ่มร่วมมือ STAD
บรรลุตามเป้าหมายในการวจิ ยั ทก่ี าหนดไว้
จากผลการวจิ ยั ทีพ่ บว่านกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปี ท่ี 6 ที่ไดร้ ับการเรียนรูแ้ บบกลุ่มร่วมมือ STAD หลงั
เรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิติที่ระดบั .05 มีความสอดคลอ้ งกบั สมมติฐานวิจยั ที่ผูว้ ิจยั
กาหนดไวว้ ่า หลงั การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD นักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 6 จะมีการปรับประยกุ ต์
ทกั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรคม์ ากข้ึน กล่าวไดว้ า่ สมมติฐานที่กาหนดข้ึนมีความสอดคลอ้ งกบั ขอ้ มูลเชิง
ประจกั ษ์ท่ีได้จากการวจิ ยั ซ่ึงเห็นไดว้ ่าก่อนเรียนคะแนนการปรับประยกุ ตก์ ารออกแบบเชิงสร้างสรรค์มี
คา่ เฉล่ียเทา่ กบั 7.98 คะแนน ส่วนหลงั เรียนมีค่าเฉล่ียเทา่ กบั 8.90 คะแนน
ผลการวจิ ยั ท่ีพบวา่ คะแนนการปรบั ประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ของนกั เรียนสูงข้ึน
หลงั การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD มีความสอดคลอ้ งกบั ผลงานวจิ ยั ที่ผา่ นมาของ ศิริพร ทุเครือ (2544)
ทีไ่ ดจ้ ากผลของการเรียนแบบร่วมมือโดยใชแ้ ผนผงั มโนทศั นท์ ี่มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนและความอดทนใน
การเรียนรู้ กลุ่มสร้างเสริมประสบการณ์ชีวติ ของนกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปี ท่ี 2 แลว้ พบวา่ นักเรียนท่ีไดร้ ับ
การเรียนแบบร่วมมือโดยใชแ้ ผนผงั มโนทศั น์ มีผลสมั ฤทธ์ิและมีความคงทนในการเรียนรู้สูงกว่านกั เรียนที่
ไดร้ ับการเรียนตามปกติ อยา่ งมีนยั สาคญั ทางสถิติทรี่ ะดบั .01 เช่นเดียวกบั ของ พมิ พพ์ ร อสมั ภนิ พงษ์ (2550)
ทไ่ี ดค้ ่าหาผลการเรียนแบบร่วมมือ วชิ าคณิตศาสตร์แลว้ พบว่า การเรียนแบบร่วมมือเป็ นวิธีการจดั การเรียน
การสอนท่ีช่วยให้นักเรียนรู้จกั แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ได้รับประสบการณ์ที่สาคญั กับชีวิตจริงช่วย
ส่งเสริมทกั ษะทางสงั คม ฝึกการช่วยเหลือเก้ือกูลกนั ฝึกการทางานกลุ่มและมีส่วนร่วมในกิจกรรมท่ีทาให้
นักเรียนเกิดการยอมรับตนเองอันจะส่งผลให้นักเรียนมีทัศนคติท่ีดีต่อส่ิงต่างๆ รอบขา้ งและยงั ช่วยให้
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนโดยเฉลี่ยของนกั เรียนสูงข้นึ
ผลการวิจยั ที่เกิดข้ึนหลงั จากการจดั การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD ทาให้นักเรียนมีความคิด
สร้างสรรคส์ ูงข้ึน สลาวนิ Slavin (1987 อา้ งถึงใน กาสมะห์ เปาะจิ, 2550) ไดก้ ล่าววา่ การจดั การเรียนรูแ้ บบ
กลุ่มร่วมมือ STAD เป็ นวธิ ีสอนอีกแบบหน่ึงท่ีกาหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกนั ร่วมกนั ทางาน
เป็ นกลุ่มๆ โดยปกติจะมี 4 คน เป็ นเด็กเรียนเก่ง 1 คน เด็กเรียนปานกลาง 2 คน และเด็กเรียนอ่อน 1 คน ซ่ึง
ผลการเรียนของนักเรียนจะพิจารณา 2 ตอน ตอนแรกจะพิจารณาคะแนน ค่าเฉล่ียของท้งั กลุ่ม ตอนที่ 2 จะ
พจิ ารณาคะแนนสอบเป็นรายบุคคล การสอบท้งั 2 คร้งั นักเรียนตา่ งสอบ แต่เวลาเรียนตอ้ งร่วมมือกนั ดงั น้นั
เด็กนกั เรียนท่ีเรียนเก่งจงึ พยายามช่วยเด็กอ่อน เพราะทาใหค้ ะแนนท้งั กลุ่มดีข้ึนและครูมีรางวลั เป็นแรงเสริม
ใหด้ ว้ ย หากคะแนนคา่ เฉลี่ยของกลุ่มใดเกินเกณฑท์ ี่ครูต้งั ไว้ ซ่ึงเป็ นกระบวนการส่งเสริมใหน้ กั เรียนเกิดการ
เรียนรูแ้ บบเหมือนกบั ของ พมิ พพ์ ร อสมั ภนิ พงษ์ (2550) ท่ีไดค้ า่ หาผลการเรียนแบบร่วมมือ วชิ าคณิตศาสตร์
แลว้ พบว่า การเรียนแบบร่วมมือเป็ นวธิ ีการจดั การเรียนการสอนท่ีช่วยใหน้ กั เรียนรู้จกั แสวงหาความรู้ด้วย
ตนเอง ไดร้ บั ประสบการณ์ท่สี าคญั กบั ชีวติ จริงช่วยส่งเสริมทกั ษะทางสงั คม ฝึกการช่วยเหลือเก้ือกูลกนั ฝึก
การทางานกลุ่มและมีส่วนร่วมในกิจกรรมท่ีทาให้นักเรียนเกิดการยอมรับตนเองอนั จะส่งผลใหน้ ักเรียนมี
ทศั นคตทิ ดี่ ีต่อสิ่งต่างๆ รอบขา้ งและยงั ช่วยใหผ้ ลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนโดยเฉลี่ยของนกั เรียนสูงข้ึน
28
ผลการวิจยั คร้งั น้ีกล่าวโดยสรุปไดว้ า่ การจดั การเรียนการสอนแบบกลุ่มร่วมมือ STAD เป็นการสอน
ในช้นั เรียนทาให้นักเรียนไดร้ ู้จกั การทางานเป็ นกลุ่ม สามารถส่งเสริมให้นกั เรียนมีอิสระทางความคิดมาก
ยง่ิ ข้ึนในการแลกเปลี่ยนความรู้และรับฟังความคิดเห็นของผอู้ ื่น การจดั การเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ STAD
จึงเป็ นอีกแนวทางหน่ึงที่ช่วยส่งเสริมพฒั นาการ ให้นักเรียนมีการปรับประยุกต์ทกั ษะการออกแบบเชิง
สรา้ งสรรค์ มีจนิ ตนาการ และความเชื่อมน่ั ในตนเองสูงข้นึ ซ่ึงจะส่งผลตอ่ การพฒั นากระบวนการเรียนรู้ใหม้ ี
ประสิทธิภาพดียง่ิ ข้ึน
ข้อเสนอแนะการวิจยั
1. ขอ้ เสนอแนะในการนาผลการวจิ ยั ไปใช้
1.1 จากผลการวิจยั ท่ีพบว่าการเรียนแบบกลุ่มร่วมมือ STAD ช่วยปรับประยุกต์ทกั ษะการ
ออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ให้นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 6 มีการปรับประยุกต์ทกั ษะการออกแบบเชิง
สรา้ งสรรคส์ ูงข้นึ ผสู้ นใจสามารถนาวธิ ีการสอนประเภทน้ีไปใชพ้ ฒั นาผเู้ รียนได้
1.2 ในการปรับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ โดยใช้การสอนแบบกลุ่มร่วมมือ
STAD ควรมีเวลาใหน้ ักเรียนมีการแลกเปลี่ยนความรู้ภายในกลุ่ม เพราะการจดั กิจกรรมการเรียนแบบกลุ่ม
ร่วมมือจะเน้นการทางานเป็ นกลุ่ม และควรกาหนดเวลาให้เหมาะสม หากกาหนดเวลาไม่เหมาะสมกับ
กิจกรรม อาจทาใหผ้ เู้ รียนแสดงศกั ยภาพออกมาไดไ้ ม่เตม็ ความสามารถ
2. ขอ้ เสนอแนะในการวจิ ยั คร้ังตอ่ ไป
2.1 การวจิ ยั ในคร้ังน้ี คณะผวู้ จิ ยั เลือกใชก้ ารสอนแบบร่วมมือ STAD เพอ่ื สร้างบรรยากาศในช้นั
เรียน ทาให้สนุกสนานและเพลินเพลินกับการเรียนและส่งเสริมการทางานกลุ่ม ในคร้ังต่อไปควรศึกษา
ตวั อยา่ งนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาตอนตน้ เพอ่ื ดูความแตกต่างของการปรับประยกุ ตท์ กั ษะการออกแบบเชิง
สรา้ งสรรค์
2.2 การวิจยั คร้ังน้ี พบวา่ นักเรียนท่ีไดร้ บั การสอนแบบกลุ่มร่วมมือ STAD มีการปรับประยกุ ต์
ทกั ษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ท่ีสูงข้ึน เพื่อเป็ นการวดั ประสิทธิภาพของรูปแบบการสอนแบบกลุ่ม
ร่วมมือ STAD จึงควรทจี่ ะศกึ ษาเปรียบเทยี บกบั รูปแบบการเรียนทีต่ า่ งกนั เช่น เปรียบเทียบระหวา่ งการเรียน
แบบกลุ่มร่วมมือ STAD กบั การเรียนแบบแบบซินเนคตกิ ส์ เป็นตน้
ผลงานนักเรียน
การปรับประยกุ ต์ทักษะการออกแบบเชิงสร้างสรรค์
ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกล่มุ ร่วมมือ STAD ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปี ท่ี 6
โรงเรียนเบญจมราชูทศิ จงั หวดั ปัตตานี