The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยในชั้นเรียน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิจัยในชั้นเรียน

วิจัยในชั้นเรียน

เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ภูมินทร์ ชินค า วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ภูมินทร์ ชินค า วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพลศึกษาและสุขศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ก ชื่อรายงานการวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ผู้วิจัย นายภูมินทร์ ชินค า อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร.จักริน ด้วงค า สถานศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ปีที่พิมพ์ 2566 บทคัดย่อ การวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ การพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 จ านวน 32 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์ วิทยา ต าบลหมากแข้ง อ าเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย คือ แผนการจัดการเรียนรู้ จ านวน 5 แผน ใช้เวลา 18 ชั่วโมง แบบทดสอบทักษะการเตะตะกร้อ สถิติ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษาโดยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้ รายวิชาเซปักตะกร้อของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 มีคะแนนค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 16.41 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.27 และคะแนน การทดสอบของนักเรียนหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ย โดยรวมเท่ากับ 32.78 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.85 ตามล าดับ เมื่อเปรียบเทียบกับ ก่อนเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา ครั้งนี้ส าเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความ ช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จักริน ด้วงค า อาจารย์ประจ าสาขาวิชาพลศึกษาและ สุขศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่ให้การช่วยเหลือและให้ค าปรึกษาแนะน า เกี่ยวกับงานวิจัย ขอขอบคุณผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบความถูกต้องเกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฝึกการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อและเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบทดสอบทั้ง 5 แผน ขอขอบพระคุณ นายวัฒนา สมจิตร ผู้อ านวยการโรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา พร้อมทั้ง คณะครูในโรงเรียนทุกท่าน และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ได้ให้ก าลังใจ และให้ความอนุเคราะห์สถานที่เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อ การวิจัย


ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ข สารบัญ ค บทที่ 1 บทน า 1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 2 สมมติฐานของการวิจัย 2 ขอบเขตของการวิจัย 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 ประโยชน์ที่จะคาดว่าได้รับ 4 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 5 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2551 5 สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 9 มาตรฐานการเรียนรู้สาระสุขศึกษาและพลศึกษา 9 ความรู้เกี่ยวกับทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ 9 ประวัติกีฬาเซปักตะกร้อต่างประเทศ 9 ประวัติกีฬาตะกร้อในประเทศไทย 10 วิวัฒนาการการเล่นกีฬาตะกร้อ 10 ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ 11 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 12 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 12 วิธีการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ 12 การเตรียมตัวก่อนเล่น 13 การส่งและการเดาะลูกตะกร้อ 13 การฝึกทักษะเบื้องต้น 13 การเดาะลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน 13 การเดาะตะกร้อด้วยเข่า 14 การเล่นตะกร้อด้วยศีรษะ 14 การเสิร์ฟตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน (ลูกแป) 14 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 14 งานวิจัยในประเทศ 14 กรอบแนวคิด 17


ง สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย 18 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 18 ขอบเขตการวิจัย 18 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 19 การสร้างและการตรวจสอบเครื่องมือ 19 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 19 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 20 บทที่ 4 ผลการวิจัย 23 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 24 บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 33 สรุปผลการวิจัย 34 อภิปรายผลการวิจัย 35 ข้อเสนอแนะในการวิจัย 36 บรรณานุกรม 37 ภาคผนวก 38 ภาคผนวก ก รายนามผู้เชี่ยวชาญ 39 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง 40 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล 82 ภาคผนวก ง การวิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือ 87 ภาคผนวก จ ภาพการวิจัย 91 ประวัติย่อของผู้วิจัย 99


1 บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ปัจจุบันการออกก าลังเป็นสิ่งที่ส าคัญต่อการด ารงชีวิตของมนุษย์ มีการออกก าลังกายหลาย รูปแบบที่ท าให้มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ เช่น การวิ่ง การเดิน รวมถึงการเล่นกีฬาต่างๆ เช่น กีฬา ฟุตบอล กีฬาฟุตซอล กีฬาเซปักตะกร้อ กีฬาวอลเลย์บอล เป็นต้น ส่งผลให้มนุษย์มีค่าเฉลี่ยผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นเป็นจ านวนมากขึ้น จึงเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ท าให้มนุษย์ชอบที่จะหันมาใส่ใจกับออกก าลัง กาย ดังนั้น หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) เป็นการต่อยอดจากหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซึ่งเป็นก าลังของ ชาติให้เป็นมนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็นพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และทักษะพื้นฐานรวมทั้ง เจตคติที่จ าเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพและการศึกษา ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ บนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้เต็มตามศักยภาพ (หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551: 1) ซึ่ง หลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็น คนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพจึงก าหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้ เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1) มีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์เห็น คุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึด หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การ ใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3) มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกก าลัง กาย 4) มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิต และการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5) มีจิตส านึกในการอนุรักษ์ วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์ และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข (หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551, กระทรวงศึกษาธิการ) จากที่กล่าวมาข้างต้น กีฬาต่าง ๆ มีผมต่อการดด าเนินชีวิตอย่างมาก กระทรวงศึกษาธิการ ได้เล็งเห็นถึงความส าคัญของการพัฒนาบุคคลให้มีคุณภาพ จึงได้ก าหนดการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้ สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลาง ของกีฬาเซปักตะกร้อ ต่อการจัดการเรียนการสอนตาม พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ 2544 สาระที่ 3 เข้าใจการเคลื่อนไหว การเล่นกีฬาไทยและกีฬา สากล และมาตรฐาน พ 3.1 เข้าใจมีทักษะในการเคลื่อนไหวในกิจกรรมทางกาย การเล่นเกมและกีฬา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียน เทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีท าให้เกิดการวิจัยในเรื่องนี้ขึ้นเพื่อให้เป็นไป ตามหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งได้ก าหนดกีฬาเซปักตะกร้อ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษา ในหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งกีฬาเซปักตะกร้อที่มีอยู่ในปัจจุบัน ผู้สอนส่วนใหญ่จะใช้แบบฝึกและแบบ


2 ทดสอนที่สร้างขึ้นเอง ซึ่งเป็นแบบทดสอบที่ไม่ได้สร้างขึ้นบนพื้นฐานของทฤษฎี หลักการ และวิธีการที่ ถูกต้อง ได้มีการหาคุณภาพของเครื่องมือตลอดทั้งวิธีการสร้างเครื่องมือ ด้วยทั้งนี้ ผู้วิจัยที่เป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีได้รับมอบหมายให้จัดการเรียนการสอนในรายวิชาเซปักตะกร้อ เรื่องที่ใช้ ในการจัดการเรียนการสอน คือศึกษาเกี่ยวกับ ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ทักษะการ เล่นลูกด้วยหลังเท้า ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยเข่า ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ ทักษะการ เสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ผู้วิจัยมีความต้องการที่จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชา เซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัด อุดรธานีเพื่อให้สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาแกนกลาง พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ดังกล่าวข้างต้น ทั้งนี้เพื่อเป็นการพัฒนาผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถน าทักษะ ไปใช้เรียนต่อในระดับทักษะที่สูงขึ้นหรือเพื่อน าไปใช้จริงในการแข่งขันต่อไป วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะเซปักตะกร้อ ก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอ เมือง จังหวัดอุดรธานี3. เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผล (E1/E2, E.I.) ของแผนการ จัดการเรียนในรู้ทักษะเซปักตะกร้อ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์ วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สมมติฐานของการวิจัย ผลคะแนนทักษะการเรียนเซปักตะกร้อ โดยการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการ จัดการเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์ วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีมีคะแนนหลังการจัดการเรียนการสอนเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้จ ากัดขอบเขต ไว้ดังนี้ 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีจ านวน 4 ห้อง รวม นักเรียนทั้งหมด 141 คน (อ้างอิงจากฝ่ายทะเบียนโรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา,2566) 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีจ านวน 1 ห้อง รวมนักเรียนทั้งหมด 32 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling)


3 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรอิสระ ได้แก่ วิธีสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ตัวแปรตาม ได้แก่ ผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ขอบเขตการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบเขตการวิจัยไว้ดังนี้ 1. ขอบเขตด้านเนื้อหาเป็นเนื้อหาของกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 3 การเคลื่อนไหวร่างกาย การออกก าลังกายการเล่นเกมกีฬาไทยและกีฬาสากล ตามหลักสูตร สถานศึกษาโรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา โดยการจัดท าแผนการเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 2. ขอบเขตด้านระยะเวลา ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ถึง เดือน กันยายน 2566 นิยามศัพท์เฉพาะ แผนการจัดการเรียนรู้หมายถึง แผนการเตรียมการสอนหรือก าหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและจัดท าไว้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ในการจัดท า แผนการเรียนรู้ในรายวิชาเซปักตะกร้อ ของของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอ เมือง จังหวัดอุดรธานีประกอบด้วย 5 ทักษะ ดังนี้ - ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน หมายถึง ทักษะพื้นฐานอันแรก (ทักษะครู)ของ การฝึกหัดการเตะตะกร้อในการเริ่มต้นก่อนฝึกทักษะอื่น ๆ - ทักษะการเล่นลูกด้วยหลังเท้า หมายถึง การเตะตะกร้อด้วยหลังเท้า เบาๆ ซ้ ากันหลายๆ ครั้ง เป็นการเตะเพื่อบังคับลูกให้อยู่ใกล้ตัวในระดับสูงเกินสะเอว - ทักษะเล่นลูกตะกร้อด้วยเข่า หมายถึง ยืนในท่าเตรียมพร้อม มือถือลูกตะกร้อโยนแล้วเดาะ ด้วยเข่าข้างถนัดต่อเนื่องกันจนกว่าลูกตะกร้อจะตกพื้น - ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ หมายถึง เป็นทักษะพื้นฐานที่มีความส าคัญส าหรับการ เล่นกีฬาเซปักตะกร้อเป็นอย่างมาก นิยมใช้ในการเปิดลูกเสิร์ฟ การรุกด้วยศีรษะ - ทักษะการเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน หมายถึง การเตะลูกตะกร้อให้ข้ามไปฝ่ายตรง ข้าม ด้วยข้างเท้าด้านใน นักเรียน หมายถึง นักเรียนชายและหญิงที่ก าลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1 - 4 ใน รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยได้เลือกการน าเสนอการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/4 จ านวน 32 คน การพัฒนา หมายถึง การท าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากสภาพหนึ่ง ไปสู่อีกสภาพหนึ่งที่ดีกว่า เดิมอย่างเป็นระบบ หรือการท าให้ดีขึ้นกว่าสภาพเดิมที่เป็นอยู่


4 คะแนนการทดสอบ หมายถึง ระดับความส าเร็จที่ได้รับจากการฝึกทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ซึ่งได้ประเมินผลจากแบบทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ การเดาะลูกตะกร้อ หมายถึง การฝึกเดาะตะกร้อให้จ านวนครั้งมากๆไม่ตกพื้น ต้องฝึกบ่อย บ่อย ทุกวัน จนสามารถก าหนดทิศทาง และควบคุมระดับความสูงได้ดีเช่น จะไปทางซ้ายหรือทางขวา หหรือเดินหน้า หรือ ถอยหลัง การเสิร์ฟ หมายถึง การส่งลูกเริ่มเล่นของผู้เล่นฝ่ายรุก โดยมีผู้เล่นต าแหน่งหน้าคนใด คนหนึ่ง โยนลูกตะกร้อให้ผู้เล่นต าแหน่งหลังที่ยืนอยู่ในวงกลมกลางสนามเสิร์ฟ โดยการใช้เท้า ด้านในฝ่าเท้า หรือหลังเท้าตามความถนัดของผู้เสิร์ฟ แบบฝึกทักษะ หมายถึง เครื่องมือที่ใช้ฝึก ทักษะการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อที่สร้างขึ้น ประกอบด้วย 5 รายการ คือ - แบบฝึกทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน - ทักษะการเล่นลูกด้วยหลังเท้า - แบบฝึกทักษะเล่นลูกตะกร้อด้วยเข่า - แบบฝึกทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ - แบบฝึกทักษะการเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน แบบทดสอบทักษะของกีฬาเซปักตระกร้อ หมายถึง แบบทดสอบที่ผู้วิจัยได้น ามาจาก แบบทดสอบกีฬาเซปักตะกร้อ ยุวัตน์ วุฒิเมธี (2556) โดยน ามาปรับปรุงให้เหมาการพัฒนาทักษะกีฬา เซปักตะกร้อ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนมีพัฒนาการในการเตะตะกร้อที่ดีขึ้นหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจในวิชาเซปักตะกร้อ 3. นักเรียนมีเจตคติที่ดีต่อกีฬาตะกร้อ 4. ผู้สนใจหรือครูผู้สอนสามารถน าไปใช้แก้ปัญหาหรือพัฒนาให้นักเรียนได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด


5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีผู้วิจัยได้ ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 2. ความรู้เกี่ยวกับทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ 2.1 ประวัติกีฬาเซปักตะกร้อต่างประเทศ 2.2 ประวัติกีฬาตะกร้อในประเทศไทย 2.3 วิวัฒนาการการเล่นกีฬาตะกร้อ 3. ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. วิธีการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7.กรอบแนวคิดการวิจัย 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในปีพุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการได้ออกค าสั่งที่ สพฐ. 293/2551 เรื่อง ให้ใช้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551, หน้า 1-6) สั่ง ณ วันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2551 ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ก าหนดวิสัยทัศน์ หลักการ จุดหมายสมรรถนะส าคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ไว้ ดังนี้ วิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นก าลังของชาติ ให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทย และเป็น พลเมืองโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มี ความรู้และทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จ าเป็นต่อการศึกษาต่อการประกอบอาชีพ และการศึกษา ตลอดชีวิตโดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเอง ได้เต็มตาศักยภาพ หลักการ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่ส าคัญ ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรการศึกษา เพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมาย มาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายส าหรับพัฒนาเด็กและ เยาวชนให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพื้นฐานของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็น สากล 2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่างเสมอ ภาคและมีคุณภาพ 3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอ านาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด


6 การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มี โครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้เวลาและการจัดการเรียนรู้ 5. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้น ผู้เรียนเป็นส าคัญ 6. เป็นหลักสูตรการศึกษาส าหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์ จุดมุ่งหมาย หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ ก าหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเองมีวินัยและปฏิบัติตน ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมีทักษะ ชีวิต 3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัยและรักการออกก าลังกาย 4. มีความรักชาติ มีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการ ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 5. มีจิตส านึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะที่มุ่งท าประโยชน์และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุข สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการ เรียนรู้ ซึ่งการพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ที่ก าหนดนั้นจะช่วยให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะ ส าคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเองเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมทั้งการเจรจา ต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสาร ด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้องตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยค านึงถึงผลกระทบที่มีต่อ ตนเองและสังคม 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อน าไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ที่ เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยค านึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ ตนเองสังคมและสิ่งแวดล้อม


7 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการน ากระบวนการต่างๆ ไปใช้ใน การด าเนินชีวิตประจ าวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การท างาน และการอยู่ ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ ขัดแย้งต่างๆ อย่างเหมาะสมการปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อม และ การรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้าน ต่างๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียน การ สื่อสาร การท างาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรม คุณลักษณะอันพึงประสงค์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ 1. รักชาติศาสน์กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต 3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งมั่นในการท างาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิตสาธารณะ มาตรฐานการเรียนรู้ การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องค านึงถึงหลักพัฒนาการทางสมองและพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงก าหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ดังนี้ 1. ภาษาไทย 2. คณิตศาสตร์ 3. วิทยาศาสตร์ 4. สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม 5. สุขศึกษาและพลศึกษา 6. ศิลปะ 7. การงานอาชีพและเทคโนโลยี 8. ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ก าหนดมาตรฐานการเรียนรู้ เป็นเป้าหมายส าคัญของการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติได้ มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พึงประสงค์ ที่ต้องการให้เกิดแก่ผู้เรียนเมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้น มาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกส าคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะ มาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการอะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้ง


8 เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกันคุณภาพการศึกษา โดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพ ภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่งรวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการ ทดสอบระดับชาติ ระบบการตรวจสอบเพื่อประกันคุณภาพดังกล่าว เป็นสิ่งส าคัญที่ช่วยสะท้อนภา พการจัดการศึกษาว่า สามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพตามที่มาตรฐานการเรียนรู้ก าหนดเพียงใด ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้และปฏิบัติ รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นซึ่ง สะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้ มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม น าไปใช้ในการก าหนด เนื้อหาจัดท าหน่วยการเรียนรู้ จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์ส าคัญส าหรับการวัดและ ประเมินผล เพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนแบ่งเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้ 1. ตัวชี้วัดชั้นปี เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปี ในระดับการศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3) 2. ตัวชี้วัดช่วงชั้นเป็น เป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 1-6) สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย องค์ความรู้ ทักษะหรือกระบวนการการเรียนรู้ และ คุณลักษณะอันพึงประสงค์ ซึ่งก าหนดให้ผู้เรียนทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานจ าเป็นต้องเรียนรู้ โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังนี้ 1. กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โดยเน้นให้มีความรู้ ทักษะและวัฒนธรรมการใช้ภาษาเพื่อ การสื่อสาร ความชื่นชมการเห็นคุณค่าภูมิปัญญาไทย และภูมิใจในภาษาประจ าชาติ 2. กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเน้นให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศ ในการสื่อสารการแสวงหาความรู้ และการประกอบอาชีพ 3. กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เน้นให้มีการน าความรู้ทักษะและกระบวนการทาง คณิตศาสตร์ ไปใช้ในการแก้ปัญหา การด าเนินชีวิต และศึกษาต่อ การมีเหตุมีผล มีเจตคติที่ดีต่อ คณิตศาสตร์ พัฒนาการคิดอย่างเป็นระบบและสร้างสรรค์ 4. กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ โดยเน้นให้มีการน าความรู้และกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ไปใช้ในการศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ และแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็นเหตุ เป็นผล คิดวิเคราะห์คิดสร้างสรรค์และจิตวิทยาศาสตร์ 5. กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม โดยเน้นให้มีการอยู่ร่วมกันในสังคมไทย และสังคมโลกอย่างสันติสุข การเป็นพลเมืองดี ศรัทธาในหลักธรรมของศาสนาการเห็นคุณค่าของ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมความรักชาติ และภูมิใจในความเป็นไทย 6. กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา โดยเน้นให้มีความรู้ทักษะและเจตคติในการ สร้างเสริมสุขภาพพลานามัยของตนเองและผู้อื่น การป้องกันและปฏิบัติต่อสิ่งต่าง ๆ ที่มีผลต่อสุขภาพ อย่างถูกวิธี และทักษะในการด าเนินชีวิต 7. กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยเน้นให้มีความรู้และทักษะในการคิดริเริ่ม จินตนาการ สร้างสรรค์งานศิลปะ สุนทรียภาพ และการเห็นคุณค่าทางศิลปะ


9 8. กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยเน้นให้มีความรู้ ทักษะและเจตคติ ในการท างานการจัดการ การด ารงชีวิต การประกอบอาชีพ และการใช้เทคโนโลยี สรุปได้ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็น มนุษย์ที่มีความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรมมีจิตส านึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นการศึกษา เพื่อความเป็นเอกภาพ มีความเสมอภาคทางการศึกษามีการกระจายอ านาจมีความยืดหยุ่นเน้นผู้เรียน เป็นส าคัญ จัดการศึกษาทั้งในระบบ นอกระบบและตามอัธยาศัย มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มี ปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพมีสมรรถนะครบทั้ง 5 ด้าน คือ ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการคิดความสามารถในการแก้ปัญหาความสามารถใน การใช้ทักษะชีวิตแความสามารถในการใช้เทคโนโลยี หลักสูตรได้ก าหนดให้ผู้เรียนต้องมีคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ที่ส าคัญ 8 ด้าน ดังนี้ รักชาติ ศาสน์กษัตริย์ ซื่อสัตย์ สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียนรู้ อยู่อย่าง พอเพียง มุ่งมั่นในการท างาน รักความเป็นไทย และมีจิตสาธารณะ ทั้งนี้ก าหนดให้จัดการศึกษาผ่าน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม สุข ศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ โดยได้ก าหนดตัวชี้วัด ไว้ 2 ตัวชี้วัด คือ ตัวชี้วัดชั้นปี และตัวชี้วัดช่วงชั้น สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่เป็นองค์ความรู้ของกลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา ประกอบด้วย สาระที่ 1: การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2: ชีวิตและครอบครัว สาระที่ 3: การเคลื่อนไหวการออกก าลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล สาระที่ 4: การสร้างเสริมสุขภาพสมรรถภาพและ การป้องกันโรค สาระที่ 5: ความปลอดภัยในชีวิต มาตรฐานการเรียนรู้สาระสุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 3: การเคลื่อนไหวการออกก าลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย และกีฬาสากล มาตรฐาน พ 3.1: เข้าใจมีทักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกมและกีฬา มาตรฐาน พ 3.2 : รักการออกก าลังกาย การเล่นเกม และการเล่นกีฬา ปฏิบัติเป็นประจ า อย่างสม่ าเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีน้ าใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการแข่งขัน และ ชื่นชมใน สุนทรียภาพของการกีฬา 2. ความรู้เกี่ยวกับทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ 2.1 ประวัติกีฬาเซปักตะกร้อต่างประเทศ แข่งขันตะกร้อตะกร้อ เป็นการละเล่นของไทยมาแต่โบราณ แต่ไม่มีหลักฐานแน่นอนว่ามีมา ตั้งแต่สมัยใด แต่คาดว่าราว ๆ ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ประเทศอื่นที่ใกล้เคียงก็มีการเล่นตะกร้อ คนเล่น ไม่จ ากัดจ านวน เล่นเป็นหมู่หรือเดี่ยวก็ได้ ตามลานที่กว้างพอสมควร ตะกร้อที่ใช้เดิมใช่หวายถักเป็น ลูกตะกร้อ ปัจจุบัน นิยมใช้ลูกตะกร้อพลาสติก การเตะตะกร้อเป็นการเล่นที่ผู้เล่นได้ออก ก าลังกายทุกสัดส่วน ฝึกความว่องไว ความสังเกตมี


10 ไหวพริบ ท าให้มีบุคลิกภาพดี มีความสง่างาม และการเล่นตะกร้อนับได้ว่าเป็นเอกลักษณ์ของไทย อย่างหนึ่งในการค้นคว้าหาหลักฐานเกี่ยวกับแหล่งก าเนิดการกีฬาตะกร้อในอดีตนั้น ยังไม่สามารถหา ข้อสรุปได้อย่างชัดเจนว่ากีฬาตะกร้อนั้นก าเนิดจากที่ใด จากการสันนิษฐานคงจะได้หลายเหตุผลดังนี้ ประเทศพม่า เมื่อประมาณ พ.ศ. 2310 พม่ามาตั้งค่ายอยู่ที่โพธิ์สามต้น ก็เลยเล่นกีฬาตะกร้อกัน ซึ่ง ทางพม่าเรียกว่า “ชิงลง” ทางมาเลเซียก็ประกาศว่า ตะกร้อเป็นกีฬาของประเทศมาลายูเดิมเรียกว่า ซีปักรากา (Sepak Raga) ค าว่า Raga หมายถึง ตะกร้า ทางฟิลิปปินส์ ก็นิยมเล่นกันมานานแล้วแต่ เรียกว่า Sipak ทางประเทศจีน ก็มีกีฬาที่คล้ายกีฬาตะกร้อแต่เป็นการเตะตะกร้อชนิดที่เป็นลูกหนังปัก ขนไก่ ซึ่งจะศึกษาจากภาพเขียนและพงศาวดารจีน ชาวจีนกวางตุ้งที่เดินทางไปตั้งรกรากในอเมริกาได้ น าการเล่นตะกร้อขนไก่นี้ไปเผยแพร่ แต่เรียกว่าเตกโก (Tek K’au) ซึ่งหมายถึงการเตะลูกขนไก่ ประเทศเกาหลี ก็มีลักษณะคล้ายกับของจีน แต่ลักษณะของลูกตะกร้อแตกต่างไป คือใช้ดินเหนียวห่อ ด้วยผ้าส าลีเอาหางไก่ฟ้าปักประกาศไทยก็นิยมเล่นกีฬาตะกร้อมายาวนาน และประยุกต์จนเข้ากับ ประเพณีของชนชาติไทยอย่างกลมกลืนและสวยงามทั้งด้านทักษะและความคิด 2.2 ประวัติกีฬาตะกร้อในประเทศไทย ในสมัยโบราณนั้นประเทศไทยเรามีกฎหมายและวิธีการลงโทษผู้กระท าความผิด โดยการ น าเอานักโทษใส่ลงไปในสิ่งกลมๆที่สานด้วยหวายให้ช้างเตะ แต่สิ่งที่ช่วยสนับสนุนประวัติของตะกร้อ ได้ดี คือ ในพระราชนิพนธ์เรื่องอิเหนาของรัชกาลที่ 2 ในเรื่องมีบางตอนที่กล่าวถึงการเล่นตะกร้อ และ ที่ระเบียงพระอุโบสถวัดพระศรีรัตน์ศาสดาราม ซึ่งเขียนเรื่องรามเกียรติ์ ก็มีภาพการเล่นตะกร้อแสดง ไว้ให้อนุชนรุ่นหลังได้รับรู้โดยภูมิศาสตร์ของไทยเองก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เราได้ทราบประวัติของ ตะกร้อ คือประเทศของเราอุดมไปด้วยไม้ไผ่ หวายคนไทยนิยมน าเอาหวายมาสานเป็นสิ่งของเครื่องใช้ รวมถึงการละเล่นพื้นบ้านด้วย อีกทั้งประเภทของกีฬาตะกร้อในประเทศไทยก็มีหลายประเภท เช่น ตะกร้อวง ตะกร้อลอดห่วง ตะกร้อชิงธงและการแสดงตะกร้อพลิกแพลงต่างๆ ซึ่งการเล่นตะกร้อของ ประเทศอื่นๆ นั้นมีการเล่นไม่หลายแบบหลายวิธีเช่นของไทยเรา การเล่นตะกร้อมีวิวัฒนาการอย่าง ต่อเนื่องมาตามล าดับทั้งด้านรูปแบบและวัตถุดิบในการท าจากสมัยแรกเป็นผ้า,หนังสัตว์,หวาย,จนถึง ประเภทสังเคราะห์ ( พลาสติก ) ความหมาย ค าว่าตะกร้อ ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ค าจ ากัดความเอาไว้ว่า “ลูกกลมสานด้วยหวายเป็นตา ส าหรับเตะ” 2.3 วิวัฒนาการการเล่นกีฬาตะกร้อ การเล่นตะกร้อได้มีวิวัฒนาการในการเล่นมาอย่างต่อเนื่อง ในสมัยแรกๆ ก็เป็นเพียงการ ช่วยกันเตะลูกไม่ให้ตกถึงพื้นต่อมาเมื่อเกิดความช านาญและหลีกหนีความจ าเจ ก็คงมีการเริ่มเล่นด้วย ศีรษะ เข่า ศอก ไหล่ มีการจัดเพิ่มท่าให้ยากและสวยงามขึ้นตามล าดับ จากนั้นก็ตกลงวางกติกาการ เล่นโดยเอื้ออ านวยต่อผู้เล่นเป็นส่วนรวม อาจแตกต่างไปตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ แต่คงมี ความใกล้เคียงกันมากพอสมควร ตะกร้อนั้นมีมากมายหลายประเภท เช่น - ตะกร้อข้ามตาข่าย – ตะกร้อลอดบ่วง – ตะกร้อพลิกแพลง เป็นต้น เมื่อมีการวางกติกาและท่าทางในการเล่นอย่างลงตัวแล้ว ก็เริ่มมีการแข่งขันกันเกิดขึ้นใน


11 ประเทศไทยตาม ประวัติของการกีฬาตะกร้อตั้งแต่อดีตที่ได้บันทึกไว้ ดังนี้ พ . ศ . 2472 กี ฬ า ตะกร้อเริ่มมีการแข่งขันครั้งแรกภายในสมาคมกีฬาสยาม พ.ศ. 2476 สมาคมกีฬาสยามประชุมจัด ร่างกติกาในการแข่งขันกีฬาตะกร้อข้ามตาข่ายและเปิดให้มีการแข่งขันในประเภทประชาชนขึ้นเป็น ครั้งแรก พ.ศ. 2479 ทางการศึกษาได้มีการเผยแพร่จัดฝึกทักษะในโรงเรียนมัธยมชายและเปิดให้มี แข่งขันด้วย พ.ศ. 2480 ได้มีการประชุมจัดท าแก้ไขร่างกฎระเบียบให้สมบูรณ์ขึ้น โดยอยู่ในความ ควบคุมดูแลของเจ้าพระยาจินดารักษ์ และกรมพลศึกษาก็ได้ออกประกาศรับรองอย่างเป็นทางการ พ.ศ. 2502 มีการจัดการแข่งขันกีฬาแหลมทอง ครั้งที่ 1 ขึ้นที่กรุงเทพฯ มีการเชิญนักตะกร้อ ชาวพม่ามาแสดงความสามารถในการเล่นตะกร้อพลิกแพลง พ.ศ. 2504 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 2 ประเทศพม่าได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพในการแข่งขัน นักตะกร้อของไทยก็ได้ไปร่วมแสดงโชว์การเตะ ตะกร้อแบบพลิกแพลงด้วย พ.ศ. 2508 กีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 จัดขึ้นที่ประเทศมาเลเซีย ได้มีการ บรรจุการเตะตะกร้อ 3 ประเภท เข้าไว้ในการแข่งขันด้วยก็คือ - ตะกร้อวง – ตะกร้อข้ามตาข่าย – ตะกร้อลอดบ่วงอีกทั้งมีการจัดประชุมวางแนวทางด้านกติกาทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษเพื่อ สะดวกในการเล่นและการเข้าใจของผู้ชมในส่วนรวมอีกด้วยพอเสร็จสิ้นกีฬาแหลมทองครั้งที่ 3 กีฬา ตะกร้อได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอันมาก บทบาทของประเทศมาเลเซียก็เริ่มมีมากขึ้น จากการได้เข้า ร่วมในการประชุมตั้งกฎกติกากีฬาตะกร้อประเภทข้ามตาข่าย หรือที่เรียกว่า “ เซปักตะกร้อ ” และ ส่งผลให้กีฬาตะกร้อข้ามตาข่าย ได้รับการบรรจุเข้าในการแข่งขันกีฬาแหลมทองครั้งที่ 4 จนถึง ปัจจุบัน 3.ดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ ความหมายของดัชนีประสิทธิผล เผชิญ กิจระการ และสมนึก ภัททิยธนี (2545, น. 30) กล่าวว่า ดัชนีประสิทธิผลหมายถึง ตัว เลขที่แสดงความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียน โดยเทียบคะแนนที่เพิ่มขึ้นจากคะแนนการทดสอบ ก่อนเรียนกับคะแนนจากการทดสอบหลังเรียน และคะแนนเต็มหรือคะแนนสูงสุดกับคะแนนที่ได้จาก การทดสอบก่อนเรียน ลักษณะของดัชนีประสิทธิผล เผชิญ กิจระการ (2546, น. 1-6) ได้เสนอแนวทางในการหาประสิทธิผลของแผนการเรียนรู้ หรือสื่อที่สร้างขึ้น โดยให้พิจารณาจากพัฒนาการของนักเรียนจากก่อนเรียนและหลังเรียนว่ามีความรู้ ความสามารถเพิ่มขึ้นอย่างเชื่อถือได้หรือไม่หรือเพิ่มขึ้นเท่าใดซึ่งอาจพิจารณาได้จากการค านวณค่า T - Test แบบ Dependent Samples หรือหาค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index : E.1) มี รายละเอียด ดังนี้ 1. การหาค่าพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นของผู้เรียนโดยอาศัยการหาค่า t - test แบบ Dependent Samples เป็นการพิจารณาดูว่านักเรียนมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างเชื่อถือได้หรือไม่ โดย ท าการทดสอบนักเรียนทุกคนก่อน (Pre-test) และหลังเรียน (Post-test) แล้วน ามาหาค่า t -test แบบ Dependent Samples หากมีนัยส าคัญทางสถิติ ก็ถือได้ว่า นักเรียนกลุ่มนั้นมีพัฒนาการเพิ่มขึ้น


12 อย่างเชื่อถือได้2. การหาพัฒนาการที่เพิ่มขึ้นของนักเรียนโดยอาศัยการหาค่าดัชนีประสิทธิผล (Effectiveness Index : E.1) มีสูตรดังนี้ ดัชนีประสิทธิผล = ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน - ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน (จ านวนนักเรียน x คะแนนเต็ม) – ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน ส าหรับเกณฑ์ที่ยอมรับได้ว่าสื่อหรือนวัตกรรมมีประสิทธิผล ช่วยให้ผู้เรียนเกิด ประสบการณ์การเรียนรู้ได้จริงคือมีค่าตั้งแต่ .05 สรุปได้ว่า ดัชนีประสิทธิผล หมายถึง ตัวเลขที่แสดง ถึงความก้าวหน้าในการเรียนของผู้เรียนโดยการเทียบคะแนนที่เพิ่มขึ้นจากคะแนนการทดสอบก่อน เรียนกับคะแนนที่ได้จากการทดสอบหลังเรียน 4. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ไพศาล หวังพานิช (2526, น. 89) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ และประสบการณ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นจากการฝึกอบรมหรือจากการสอน จึงเป็นการตรวจสอบ ความสามารถหรือความสัมฤทธิ์ผลของบุคคลว่าเรียนรู้แล้วเท่าไร มีความสามารถชนิดใด วนิดา เดชตานนท์ (2539, น. 7) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ในการเรียน เป็นการตรวจสอบ การเปลี่ยนแปลงทางสมองของบุคคลว่าเรียนรู้อะไรบ้าง และมีความสามารถด้านใดมากน้อยเท่าไร หลังจากไต้รับการฝึกฝนอบรมมาแล้ว กล่าวโดยสรุป ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ความจ า ความสามารถด้านต่าง ๆ ของบุคคลอันเกิดขึ้นหลังจากการเรียนการสอน และมีผลท าให้บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ในด้านต่าง ๆ ซึ่งสามารถตรวจสอบพฤติกรรมนั้น ๆ ได้จากการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5. วิธีการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ การฝึกตะกร้อส าหรับผู้หัดเล่นใหม่นั้นจะต้องเริ่มจากง่ายไปหายาก เพราะผู้ฝึกเล่นใหม่จะได้ มีความสามารถในการเล่นเกมได้เป็นอย่างดี การฝึกขั้นพื้นฐานจ าเป็นอย่างยิ่งส าหรับกีฬาที่ปรารถนา จะเป็นนักกีฬาที่ดีมีความสามารถในการเล่นเกม และต้องมีความอดทนอุตสาหะเพียรพยายามเป็น พื้นฐาน พร้อมที่จะได้รับการฝึกเป็นชั้นๆ ไปตามล าดับด้วยความตั้งใจอย่างแท้จริง การฝึกจะก่อให้เกิด ประโยชน์โดยสมบูรณ์ซึ่งมีล าดับการฝึกอยู่สามขั้นตอนได้แก่ 5.1 การเตรียมตัวก่อนเล่น 5.2 การฝึก ทักษะเบื้องต้น 5.1 การเตรียมตัวก่อนเล่น การเตรียมตัวก่อนเล่น Warm up ผู้เล่นจ าเป็นต้องอบอุ่นร่างกายก่อน เพื่อให้เกิดความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจก่อนที่จะเล่นกีฬาเซปักตะกร้อ การเคลื่อนไหวเป็น รากฐานที่ช่วยรักษาความมั่นคงในการส่งตัวมีความส าคัญมากในการเล่นกีฬาเซปักตะกร้ออย่างมาก การฝึกความคล่องตัวในการเล่นเซปักตะกร้อ ความคล่องตัวของนักกีฬานั้น จะเป็นเครื่องช่วยให้นักกีฬามีความเหมาะสม ที่จะเป็นนักกีฬาที่มีความสามารถได้อย่างดี และ


13 สามารถช่วยให้หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่ได้รับจากการเล่นได้ การฝึกความคล่องตัวส าหรับนักกีฬาเซปัก ตะกร้อนั้น จะต้องมีความคล่องตัวในการเคลื่อนตัวไปยังจุดต่างๆ ด้วยความรวดเร็ว สามารถบังคับ ร่างกายให้เล่นตะกร้อให้จังหวะที่ถูกต้องได้ไม่ว่าจะเป็นการส่งลูกรับลูก หรือตบลูก การฝึกร่างกาย ส าหรับกีฬาเซปักตะกร้อที่ส าคัญมีอยู่ 3 ประการคือ 5.1.1 การส่งและการเดาะลูกตะกร้อ - การส่งลูกลูกข้างเท้าด้านใน - การส่งลูกด้วยเข่า - การส่งลูกด้วยศีรษะ - การเสิร์ฟตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน 5.2 การฝึกทักษะเบื้องต้น 5.2.1 การเดาะลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน การเดาะลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน หมายถึง การเดาะลูกตะกร้อให้ได้จ านวนครั้ง ที่มากๆ โดยที่ลูกตะกร้อไม่ตกพื้นต้องฝึกบ่อยบ่อยทุกวัน จนสามารถก าหนดทิศทาง และควบคุมระดับ ความสูงของตะกร้อได้ดี เช่นจะไปทางซ้ายหรือจะไปทางขวา ไปข้างหน้าและไปข้างหลังจะให้ลูก ตะกร้อต่ าหรือสูงก็ได้ชนิดของการเดาะลูกตะกร้อที่นิยมมี 4 ชนิด คือ1. การเดาะด้วยข้างเท้าด้านใน คนเดียวอยู่กับที่2. การเดาะด้วยข้างเท้าด้านในคนเดียวสลับความสูงของตะกร้อ3. กาเดาะด้วยข้าง เท้าด้านในคนเดียวเคลื่อนที่ไปรอบรอบสนาม4. การเดาะด้วยข้างเท้าด้านในสองคนหรือโต้คู่การเดาะ ด้วยข้างเท้าด้านในคนเดียวอยู่กับที่การฝึกเดาะตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านในให้ได้จ านวนครั้งทีละมากๆ โดยที่ลูกตะกร้อไม่ตกพื้น ต้องฝึกบ่อยๆ ทุกวันจนสามารถก าหนดทิศทางและควบคุมระดับความสูง ของตะกร้อได้ดี เช่นจะให้ไปทางซ้ายหรือทางขวาจะไปข้างหน้าหรือข้างหลังจะให้ตะกร้อต่ าหรือสูงก็ ได้การเดาะลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านในคนเดียวแต่สลับความสูงของตะกร้อให้เดาะลูกตะกร้อสูงหนึ่ง ครั้งต่ าสองครั้งสลับกัน การฝึกนี้จะช่วยให้เกิดความสามารถในการควบคุมลูกตะกร้อได้ดีการเดาะลูก ตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านในคนเดียวแต่เคลื่อนที่ไปรอบๆ สนามโดยเริ่มฝึกจากรอบเดียวก่อนแล้วค่อย ค่อยเพิ่มจ านวน เมื่อนักกีฬามีความช านาญจนการควบคุมลูกตะกร้อได้ดี และมีความอดทนมากขึ้น โดยการฝึกในแต่ละรอบห้ามให้ตะกร้อตกพื้น ถ้าหาตะกร้อตกพื้นก่อนจะครบรอบสนามก็ให้กลับไป เริ่มเดาะใหม่ที่จุดเริ่มต้น การเดาะด้วยข้างเท้าด้านในคู่สองคนหรือโต้คู่การฝึกนี้เป็นการฝึกเดาะและ รับลูกไปในตัว ในการฝึกนี้ผู้เล่นทั้งสองคนจะต้องเดาะให้ได้สามลูกลูกที่สามให้เดาะส่งไปหาเพื่อนอีก คนหนึ่ง เพื่อนอีกคนหนึ่งก็ท าเช่นเดียวกันให้ท าซ้ าๆ จนครบ 20 รอบหากท าตกให้นับใหม่ 5.2.2 การเดาะตะกร้อด้วยเข่า ยืนในท่าเตรียมพร้อม มือถือลูกตะกร้อโยนแล้วเดาะด้วยเข่าข้างถนัดต่อเนื่องกันจนกว่าลูก ตะกร้อจะตกพื้น แล้วหยิบลูกตะกร้อขึ้นมาเดาะใหม่ ปฏิบัติเหมือนเดิมหลาย ๆ ครั้ง เมื่อพิจารณาแล้ว เห็นว่าการเดาะด้วยเข่าข้างที่ถนัดดีแล้ว ให้เปลี่ยนเดาะด้วยเข่าข้างที่ไม่ถนัดบ้าง หรืออาจจะสลับการ เดาะด้วยเข่าทั้งสองข้างก็ได้


14 5.2.3 การเล่นตะกร้อด้วยศีรษะ เป็นทักษะพื้นฐานที่มีความส าคัญส าหรับการเล่นกีฬาเซปักตะกร้อเป็นอย่างมาก นิยมใช้ใน การเปิดลูกเสิร์ฟ การรุกด้วยศีรษะ ( การเขก ) การรับ การส่ง การชงลูก หรือการตั้งลูกตะกร้อ และ การสกัดกั้นหรือการบล็อกลูกจากการรุกของฝ่ายตรงข้าม ผู้เล่นจะต้องฝึกหัดการเล่นตะกร้อด้วย ศีรษะได้หลายๆ ลักษณะ โดยเฉพาะผู้เล่นต าแหน่งหน้าซ้ายและหน้าขวา จะต้องเล่นตะกร้อด้วยศีรษะ ได้เป็นอย่างดี 5.2.4 การเสิร์ฟตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน (ลูกแป) เป็นการเสิร์ฟที่ง่ายเหมาะส าหรับมือใหม่ เป็นการเสิร์ฟที่ยกขาระดับล่าง จุดที่ กระทบลูกตะกร้อคือ อวัยวะส่วนข้างเท้าด้านใน (ลูกแป) 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยในประเทศ ค าแพงศรี ส., & ติงศภัทิย์ ส. (2019). การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้ โปรแกรมการฝึกเซปักตะกร้อร่วมกับการฝึกโยคะที่มีต่อความสามารถในการเสิร์ฟตะกร้อของนักเรียน มัธยมศึกษาตอนต้น ระหว่างกลุ่มทดลองที่ได้รับการฝึกเซปักตะกร้อร่วมกับการฝึกโยคะกับกลุ่ม ควบคุมที่ได้รับการฝึกเซปักตะกร้อตามปกติ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ที่ เรียนวิชาเซปักตะกร้อ จ านวน 64 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มทดลองจ านวน 32 คน ได้รับ โปรแกรมการฝึกเซปักตะกร้อร่วมกับการฝึกโยคะที่มีต่อความสามารถในการเสิร์ฟตะกร้อ และกลุ่ม ควบคุมจ านวน 32 คน ได้รับการฝึกเซปักตะกร้อตามปกติ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 60 นาที ท าการทดสอบความสามารถในการเสิร์ฟตะกร้อ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง สัปดาห์ที่ 4 และหลังการทดลองสัปดาห์ที่ 8 แล้วน าผลที่ได้มาวิเคราะห์ตามวิธีการทางสถิติ โดยการ หาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ทดสอบค่า ที(t-test) และวิเคราะห์ความ แปรปรวนแบบวัดซ้ า (One-Way Repeated Measurement) ผลการวิจัยพบว่า 1.) ค่าเฉลี่ยผลการ ทดสอบคะแนนความสามารถในการเสิร์ฟตะกร้อของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรมการฝึกเซปักตะกร้อ ร่วมกับโยคะและกลุ่มควบคุม พบว่า คะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเสิร์ฟตะกร้อหลังการทดลอง ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ) 2. ผลการ เปรียบเทียบการทดสอบคะแนนความสามารถในการเสิร์ฟตะกร้อของกลุ่มทดลองที่ได้รับโปรแกรม การฝึกเซปักตะกร้อร่วมกับการฝึกโยคะ ก่อนการทดลอง หลังการทดลองสัปดาห์ที่ 4 และหลังการ ทดลองสัปดาห์ที่ 8 มีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการเสิร์ฟตะกร้อสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ปิยชาติ พร้อมใจ (2017:บทคัดย่อ). ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาเพื่อพัฒนาแบบฝึกเพื่อ ส่งเสริมทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษา และพลศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐาน กีฬาเซปักตะกร้อ ให้มีประสิทธิภาพ 80/80 และมีค่าดัชนีประสิทธิผลไม่น้อยกว่า 0.5 2) เพื่อ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะพื้นฐานก่อน เรียนและหลังเรียน และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเพื่อ


15 ส่งเสริมทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ใช้รูปแบบ การวิจัยแบบหนึ่งกลุ่มทดสอบก่อนและหลังเรียนซึ่งกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3/3 โรงเรียนกุงเจริญพิทยาคม อ าเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี สังกัดองค์การบริหาร ส่วนจังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2558 จ านวน 25 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกีฬา เซปักตะกร้อ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จ านวน 10 ชุด แบบทดสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกีฬาเซปักตะกร้อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จ านวน 40 ข้อ แบบทดสอบย่อย ประจ าแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อแต่ละชุด จ านวน 10 ชุด และแบบสอบถาม ความพึงพอใจที่มีต่อแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จ านวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีประสิทธิผล ของแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ และทดสอบ สมมติฐานโดยใช้ t – test (Dependent Sampling)ผลการวิจัย พบว่า 1) แบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 82.32/82.10 และค่าดัชนีประสิทธิผลของแบบฝึกเพื่อส่งเสริม ทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เท่ากับ .6462 แสดงว่า นักเรียนมีความก้าวหน้า ทางการเรียนเพิ่มขึ้นหลังจากเรียนด้วยแบบฝึกเท่ากับ ร้อยละ 64.62 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ทักษ ะพื้น ฐ านห ลัง เ รี ยน สูง ก ว่ า ก่ อนเ รี ย น อ ย่ าง มีนั ย ส า คัญท าง ส ถิ ติที่ ร ะ ดับ .05 4) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเพื่อส่งเสริมทักษะพื้นฐานกีฬาเซปักตะกร้อชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 มีค่าเฉลี่ยโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( gif.latex?\bar{x}=4.75, S.D. =0.47) วินัย ประทุมวัน (2555:บทคัดย่อ) รายงานผลการใช้ ชุดพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาตะกร้อซึ่ง เป็นส่วนหนึ่งของวิชาพลศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เพื่อต้องการให้ผู้เรียนมี การพัฒนาบุคลิกภาพสมรรถภาพ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา การวิจัยครั้งนี้ผู้รายงานได้ทราบถึง ปัญหาของผู้เรียนที่เล่นกีฬาเซปักตะกร้อไม่ประสบผลส าเร็จในการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ เพราะ ผู้เรียนยังขาดทักษะพื้นฐานในการเล่นลูกตะกร้อ และบังคับลูกตะกร้อให้ไปในทิศทางที่ต้องการ ดังนั้น ผู้รายงานจึงจัดทาชุดพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาตะกร้อ ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานในการเล่นกีฬาเซปัก ตะกร้อ ในการศึกษาครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย 1. เพื่อพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาตะกร้อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ให้มีประสิทธิภาพเกณฑ์ 80/80 2. เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของแบบทดสอบทักษะพื้นฐานกีฬา ตะกร้อ (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6) 3. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียน 4. เพื่อศึกษาความพึงพอใจในการเรียนรู้ของผู้เรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยเป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนหนองคูวิทยา ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษา มัธยมศึกษาเขต 28 จ านวนนักเรียน 32 คนการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบ t – test จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พอที่จะสรุปความส าคัญของการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้น


16 มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ว่ามีประโยชน์ และ คุ้มค่าอย่างยิ่ง ดังนั้นครูผู้สอนจะต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ รายวิชาพลศึกษา (เซปักตะกร้อ) ของผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ด้วยเหตุนี้ ผู้วิจัยจึงมีความต้องการที่จะจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปัก ตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี เพื่อบรรลุตามวัตถุประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น ต่อไป


17 7.กรอบแนวคิดในการวิจัย วิธีการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ ในรายวิชา เซปักตะกร้อ ประกอบด้วย - ทักษะที่ 1 การเล่นลูกตะกร้อด้วยข้าง เท้าด้านใน - ทักษะที่ 2 การเล่นลูกด้วยหลังเท้า - ทักษะที่ 3 การเล่นลูกตะกร้อด้วยเข่า - ทักษะที่ 4 การเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ - ทักษะที่ 5 การเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยข้างเท้า ด้านใน ผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยม


18 บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีผู้วิจัยได้ ด าเนินการวิจัย ตามล าดับดังนี้ 1. กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. ขอบเขตของการวิจัย 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การสร้างและการตรวจสอบเครื่องมือ 5. วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 6. สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล 7. ขั้นตอนการท าวิจัยในชั้นเรียน ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง การวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้จ ากัดขอบเขต ไว้ดังนี้ 1. ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีจ านวน 4 ห้อง รวม นักเรียนทั้งหมด 141 คน (อ้างอิงจากฝ่ายทะเบียนโรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา,2566) 2. กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีจ านวน 1 ห้อง รวมนักเรียนทั้งหมด 32 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ขอบเขตการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดขอบเขตการวิจัยไว้ดังนี้ 1. ขอบเขตด้านเนื้อหาเป็นเนื้อหาของกลุ่มสาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา สาระที่ 3 การเคลื่อนไหวร่างกาย การออกก าลังกายการเล่นเกมกีฬาไทยและกีฬาสากล ตามหลักสูตร สถานศึกษาโรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา โดยการจัดท าแผนการเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีภาค เรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 2. ขอบเขตด้านระยะเวลา ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ตั้งแต่เดือน 30 มิถุนายน ถึง 22 กันยายน 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย


19 ในการวิจัยครั้งนี้ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล มี 3 ชนิด ได้แก่ 1.แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาเซปักตะกร้อ ที่ผู้วิจัยศึกษาและสร้างขึ้น ประกอบด้วย 1.1 ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน 1.2 ทักษะการเล่นลูกด้วยหลังเท้า 1.3 ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยเข่า 1.4 ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ 1.5 ทักษะการเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน 2.แบบทดสอบวัดความรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ - ข้อสอบวัดความรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ 3. แบบทดสอบทักษะเซปักตะกร้อ 3.1 แบบทดสอบทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน 3.2 แบบทดสอบทักษะการเล่นลูกด้วยหลังเท้า 3.3 แบบทดสอบทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยเข่า 3.4 แบบทดสอบทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ 3.5 แบบทดสอบทักษะการเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน การสร้างและการตรวจสอบเครื่องมือ ในการสร้างเครื่องมือและตรวจสอบเครื่องมือผู้วิจัยได้ด าเนินการ ดังนี้1. ศึกษาหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกศึกษาและพลศึกษา2. ผู้วิจัยสร้างแผนการจัดการ เรียนรู้ รายวิชาเซปักตะกร้อ ในแต่ละทักษะตามที่ก าหนดไว้ แล้วน าแผนการจัดการเรียนรู้ไปให้ครูพี่ เลี้ยงหรืออาจารย์นิเทศก์ ตรวจสอบ ความถูกต้อง ความเหมาะสม แล้วน าไปปรับปรุงแก้ไข3. จัดท า แผนการจัดการเรียนรู้ฉบับสมบูรณ์ แล้วน าไปเสนอฝ่ายวิชาการ และผู้บริหารของโรงเรียน เพื่อ อนุญาตน าไปสอนในชั้นเรียนต่อไป วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ก าหนดไว้ดังนี้ 1. รูปแบบการทดลองที่ใช้ในการวิจัยเป็นการทดลองโดยใช้แบบทดสอบก่อนเรียน และหลัง เรียนกับกลุ่มเดียว (One group Pretest-Posttest Design) (ล้วน สายยศ, 2538) 2. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามรายวิชาพลศึกษา (เซปักตะกร้อ) ที่ก าหนดกิจกรรมการ เรียนรู้ขึ้นตามแผนการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 3. ระยะเวลาในการด าเนินการ ภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2565 ตั้งแต่เดือน พฤษภาคม ถึง เดือนกันยายน 2565


20 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติพื้นฐาน ได้แก่ 1.1 ร้อยละ (Percentage) โดยค านวณจากสูตร X100 N f P เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ตัวเลขที่ต้องการแปลงเป็นร้อยละ N แทน จ านวนนักเรียนทั้งหมด 1.2 ค่าเฉลี่ย (mean) โดยค านวณจากสูตร (ภาควิชาวิจัยและพัฒนาการศึกษา. 2548:30, 45) N fx x เมื่อ x แทน ค่าเฉลี่ยของคะแนน f แทน ค่าความถี่ของคะแนนแต่ละตัว X แทน คะแนนแต่ละตัว fx แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด N แทน จ านวนนักเรียนทั้งหมด 1.3 การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน โดยค านวณจากสูตร S.D = ( 1) ( ) 2 2 N N N x x เมื่อ S.D แทน ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน x แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด 2 x แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกก าลังสอง N แทน จ านวนนักเรียนทั้งหมด


21 2. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน การทดสอบเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียน สถิติที่ใช้ คือ Dependent Sample t-test โดยค านวณจากสูตร (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2554 : 145- 162) t = 1 2 2 N N D D D ; df = n-1 เมื่อ t แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการพิจารณาใน t-distribution D แทน ความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่ N แทน จ านวนคู่ของคะแนนหรือจ านวนนักเรียน D แทน ผลรวมทั้งหมดของผลต่างของคะแนนก่อนและหลังการ ทดลอง 2 D แทน ผลรวมของก าลังสองของผลต่างของคะแนนก่อนและหลัง การทดลอง 3. การใช้เกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 และ E.I. (เผชิญ กิจระการ, 2546: 1–6) เกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 ใช้ในการเปรียบเทียบคะแนนที่ได้จากการประเมินตลอดภาค การศึกษา กับคะแนนที่ได้จากการสอบครั้งสุดท้าย (Final) โดยใช้เกณฑ์ 75/75 ดังนี้ E1 เป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของคะแนนทั้งหมดในห้อง ที่เก็บจากกิจกรรมการ เรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ สูตรที่ใช้ คือ E1 = 100 1 1 N x E1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการเรียนรู้ 1 x คือ คะแนนเฉลี่ยระหว่างเรียนของนักเรียนทั้งหมด N1 คือ คะแนนเต็มที่เก็บระหว่างเรียน E2 เป็นร้อยละของคะแนนเฉลี่ยจากการสอบหลังเรียน หรือสอบครั้งสุดท้ายของผล การเรียนรู้ที่คาดหวัง หรือจุดประสงค์นั้น ๆ โดย สูตรที่ใช้ คือ E2 = 100 2 2 N x


22 E2 คือ ประสิทธิภาพของการเรียนรู้หลังจากเรียนจบ 2 x คือ คะแนนเฉลี่ยสอบครั้งสุดท้ายของนักเรียนทั้งหมด N2 คือ คะแนนเต็มของการสอบครั้งสุดท้าย E.I. เป็นการหาค่าดัชนีประสิทธิผล คะแนนความก้าวหน้าของนักเรียนที่เรียนตาม แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ค านวณได้จากสูตร E.I. = ผลรวมของคะแนนหลังเรียนทุกคน – ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน (จ านวนนักเรียนXคะแนนเต็มหลังเรียน) – ผลรวมของคะแนนก่อนเรียนทุกคน E.I. คือ ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี


23 บทที่ 4 ผลการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลส าหรับการวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชา เซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี ครั้งนี้ผู้วิจัยได้น าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตามล าดับดังนี้ 1. สัญลักษณ์ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 2. ล าดับขั้นตอนในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลความหมายของข้อมูลเพื่อให้เข้าใจตรงกัน ผู้วิจัยได้ก าหนด ความหมายของสัญลักษณ์ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ x แทน ค่าเฉลี่ย (Mean) SD แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน N แทน จ านวนคนทั้งหมด t-test แทน สถิติการทดสอบสมมุติฐาน P value แทน เส้นก าหนด หรือจุดแบ่งระหว่างการยอมรับ หรือปฏิเสธสมมติฐาน หลัก E1 คือ ประสิทธิภาพของกระบวนการจัดการเรียนรู้ 1 x คือ คะแนนเฉลี่ยคะแนนระหว่างเรียน ของนักเรียนทั้งหมด N1 คือ คะแนนเต็มที่เก็บระหว่างเรียน E2 คือ ประสิทธิภาพของการเรียนรู้หลังจากเรียนจบ 2 x คือ คะแนนเฉลี่ยสอบครั้งสุดท้าย ของนักเรียนทั้งหมด N2 คือ คะแนนเต็มของการสอบครั้งสุดท้าย E.I. คือ ค่าดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ล าดับขั้นตอนในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล จากการวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ ผู้วิจัยได้น าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลได้ 4 ขั้นตอน น าเสนอตามล าดับ ดังนี้ ตอนที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 1 ห้อง รวมนักเรียนทั้งหมด 32 คน โดยการแจก แจงความถี่และร้อยละ


24 ตอนที่ 2 วิเคราะห์ผลคะแนนการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ก่อนเรียน และหลังเรียน โดยหาค่าคะแนน เฉลี่ย ( x ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.) ตอนที่ 3 เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้สถิติทดสอบที แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples t-test) ตอนที่ 4 การหาประสิทธิภาพและดัชนีประสิทธิผลจากคะแนนการทดสอบทักษะระหว่างเรียนกับ คะแนนที่ได้จากการสอบครั้งสุดท้าย (Final) โดยการตรวจสอบประสิทธิภาพ E1/E2 (75/75), E.I. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ 1 วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี โดยการแจกแจงความถี่และร้อยละ ดังตารางที่ 4.1 ตารางที่ 4.1 จ านวนและร้อยละของกลุ่มตัวอย่าง จ าแนกตามเพศ นักเรียนชั้น ม.1/4 จ านวนนักเรียน (N=32) ร้อยละ (%) ชาย หญิง ชาย หญิง 17 15 53.1 46.9 จากตารางที่ 4.1 พบว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอ เมือง จังหวัดอุดรธานี มีเพศชาย 17 คน คิดเป็นร้อยละ 53.1 มีเพศหญิง จ านวน 15 คน คิดเป็นร้อย ละ 46.9 ตอนที่ 2 วิเคราะห์ผลคะแนนการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ก่อนเรียน และหลังเรียน โดยหาค่า คะแนนเฉลี่ย ( x ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ของกลุ่มตัวอย่าง (32 คน) ดังตารางที่ 4.2 ตารางที่ 4.2 แสดงผลการวิเคราะห์คะแนนค่าเฉลี่ย ( x ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD.) การ ทดสอบทักษะ กีฬาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ก่อนการเรียนและหลังการเรียน จ าแนกตามตัวแปร (ทักษะ) ตัวแปร (ทักษะ) N ก่อนเรียน หลังเรียน x SD. x SD. 1. ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน 32 3.81 0.85 8.03 0.74 2. ทักษะการเล่นลูกด้วยหลังเท้า 32 3.75 0.80 7.84 0.68 3. ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยเข่า 32 4.13 0.79 7.69 0.74


25 4. ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยศีรษะ 32 3.97 0.69 7.69 0.59 5. ทักษะการเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน 32 3.75 0.56 7.66 0.48 โดยรวม 32 16.41 3.27 32.78 2.85 ตารางที่ 4.2 พบว่า คะแนนการทดสอบของนักเรียนก่อนเรียน มีคะแนนค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 16.41 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.27 และคะแนน การทดสอบของนักเรียนหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 32.78 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.85 ตามล าดับ ตอนที่ 3 เปรียบเทียบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อก่อนเรียน และหลังเรียน โดยใช้สถิติทดสอบที แบบกลุ่มไม่อิสระ (Dependent Samples t-test) ดังตารางที่ 4.3 ตารางที่ 4.3 แสดงผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีก่อนการเรียน และหลังการเรียน การทดสอบทักษะ เซปักตะกร้อ การทดสอบ N SD. t P value การเล่นลูกตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้านใน ก่อนเรียน 32 3.81 0.86 56.81 .000 หลังเรียน 32 8.03 0.74 ทักษะการเล่นลูกด้วย หลังเท้า ก่อนเรียน 32 3.75 0.80 33.61 .000 หลังเรียน 32 7.84 0.68 การเล่นลูกตะกร้อ ด้วยเข่า ก่อนเรียน 32 4.13 0.79 23.99 .000 หลังเรียน 32 7.70 0.74 การเล่นลูกตะกร้อ ด้วยศีรษะ ก่อนเรียน 32 3.98 0.69 30.79 .000 หลังเรียน 32 7.70 0.59 การเสิร์ฟลูกตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้านใน ก่อนเรียน 32 3.75 0.56 56.64 .000 หลังเรียน 32 7.66 0.48 x


26 ตารางที่ 4.3 ผลการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ พบว่า คะแนนเฉลี่ยมีคะแนนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์ วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ตอนที่ 4 การเปรียบเทียบคะแนนที่ได้จากคะแนนการทดสอบทักษะระหว่างเรียนกับคะแนนที่ได้จาก การสอบครั้งสุดท้าย (Final) โดยใช้เกณฑ์ (75/75) ดังตารางที่ 4.4 ตารางที่ 4.4 ผลการหาค่าประสิทธิภาพและประสิทธิผล การเรียนทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ คะแนน จากการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์ วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี คะแนนการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ก่อนเรียน - หลังเรียน คน ที่ ทักษะการ เล่นลูก ตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้าน ใน (10) ทักษะการ เล่นลูกด้วย หลังเท้า (10) ทักษะการ เล่นลูก ตะกร้อด้วย เข่า (10) ทักษะการ เล่นลูก ตะกร้อด้วย ศีรษะ (10) ทักษะการ เสิร์ฟลูก ตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้าน ใน(10) คะแนน รวม ก่อน เรียน (50) คะแนน รวม หลัง เรียน (50) คะแนน จิตพิสัย (20) คะแนน รวม (70) คะ แนน สอบ ข้อเ ขียน ก่อน (30) เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน 1 4 8 3 8 4 7 3 7 4 8 18 38 20 58 20 2 5 9 4 8 3 8 3 7 3 8 18 40 19 59 24 3 3 7 4 8 3 7 4 7 4 8 18 37 18 55 23 4 5 9 5 8 4 7 5 8 4 8 23 40 20 60 22 5 5 9 4 9 4 7 4 8 4 8 21 41 20 61 21 6 3 8 3 8 5 8 4 8 4 8 19 40 20 60 24 7 3 7 3 7 4 8 3 7 4 7 17 36 19 55 19 8 4 8 3 7 5 9 4 9 5 8 21 41 17 58 18 9 3 8 4 7 4 8 4 8 4 8 19 39 19 58 20 10 4 8 3 8 5 9 4 8 3 7 19 40 18 58 23 11 3 7 4 8 5 8 4 7 3 7 19 37 17 54 22


27 ตารางที่ 4.4 ผลการหาค่าประสิทธิภาพและประสิทธิผล การเรียนทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ คะแนน จากการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์ วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี(ต่อ) คะแนนการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ก่อนเรียน - หลังเรียน คน ที่ ทักษะการ เล่นลูก ตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้าน ใน (10) ทักษะการ เล่นลูกด้วย หลังเท้า (10) ทักษะการ เล่นลูก ตะกร้อด้วย เข่า (10) ทักษะการ เล่นลูก ตะกร้อด้วย ศีรษะ (10) ทักษะการ เสิร์ฟลูก ตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้าน ใน(10) คะแนน รวม ก่อน เรียน (50) คะแนน รวม หลัง เรียน (50) คะแนน จิตพิสัย (20) คะแนน รวม (70) คะ แนน สอบ ข้อเ ขียน ก่อน (30) เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน 12 5 9 5 9 5 7 5 8 4 8 24 41 19 60 25 13 4 8 5 8 3 8 3 8 3 7 18 39 20 59 19 14 3 8 3 7 3 7 4 7 4 8 17 37 18 55 19 15 3 7 3 7 4 7 5 8 3 7 18 36 19 55 23 16 3 8 3 8 4 7 3 7 4 8 18 38 19 58 24 17 5 9 4 8 3 8 3 7 4 8 18 40 18 57 22 18 3 7 4 8 3 7 4 7 4 8 18 37 18 55 23 19 5 9 5 8 4 7 5 8 4 8 23 40 17 57 21 20 5 9 4 9 4 7 4 8 4 8 21 41 18 59 20 21 3 8 3 8 5 8 4 8 4 8 19 40 19 59 23 22 3 7 3 7 4 8 3 7 4 7 17 36 18 55 23


28 ตารางที่ 4.4 ผลการหาค่าประสิทธิภาพและประสิทธิผล การเรียนทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ คะแนน จากการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์ วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี (ต่อ) คะแนนการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ก่อนเรียน - หลังเรียน คน ที่ ทักษะการ เล่นลูก ตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้าน ใน (10) ทักษะการ เล่นลูกด้วย หลังเท้า (10) ทักษะการ เล่นลูก ตะกร้อด้วย เข่า (10) ทักษะการ เล่นลูก ตะกร้อด้วย ศีรษะ (10) ทักษะการ เสิร์ฟลูก ตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้าน ใน(10) คะแนน รวม ก่อน เรียน (50) คะแนน รวม หลัง เรียน (50) คะแนน จิตพิสัย (20) คะแนน รวม (70) คะ แนน สอบ ข้อ เขีย น (30) ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน 23 4 8 3 7 5 9 4 9 5 8 21 41 18 59 22 24 3 8 4 7 4 8 4 8 4 8 19 39 18 57 23 25 4 8 3 8 5 9 4 8 3 7 19 40 19 59 19 26 3 7 4 8 5 8 4 7 3 7 19 37 19 56 18 27 5 9 5 9 5 7 5 8 4 8 24 41 19 60 20 28 4 8 5 8 3 8 3 8 3 7 18 39 20 59 20 29 3 8 3 7 3 7 4 7 4 8 17 37 18 55 21


29 ตารางที่ 4.4 พบว่า ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ ทักษะกีฬา เซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี มีประสิทธิภาพตามกระบวนการเรียนรู้ (E1) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 57.62 คิดเป็นร้อยละ 82.32 และมีประสิทธิภาพของแบบทดสอบข้อเขียน (E2) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 21.31 คิดเป็นร้อยละ 71.04 ดังนั้นจากการจัดการเรียนรู้ตามแผนการเรียนวิชาทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ประสิทธิภาพของ การจัดการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 82.32/71.04 มีค่าดัชนีประสิทธิผลเท่ากับ 0.7554 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ดรรชนีประสิทธิผลที่ก าหนดไว้คือ 0.60 จึงยอมรับว่าแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา (เซปัก ตะกร้อ) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่พัฒนาขึ้นมีผลประสิทธิภาพ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน คะแนนการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ก่อนเรียน - หลังเรียน คน ที่ ทักษะการเล่น ลูกตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้านใน (10) ทักษะการเล่น ลูกด้วยหลัง เท้า (10) ทักษะการเล่น ลูกตะกร้อด้วย เข่า (10) ทักษะการเล่น ลูกตะกร้อด้วย ศีรษะ (10) ทักษะการ เสิร์ฟลูก ตะกร้อด้วย ข้างเท้าด้านใน (10) คะแ นน รวม ก่อน เรียน (50) คะแ นน รวม หลัง เรียน (50) คะแนน จิตพิสัย (20) คะแนน รวม (70) คะ แนนสอบ ข้อเขียน (30) ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรีย น หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน ก่อน เรียน หลัง เรียน 30 3 7 3 7 4 7 5 8 3 7 18 36 19 55 22 31 4 8 3 8 5 9 4 8 3 7 19 40 19 59 19 32 5 9 5 9 5 7 5 8 4 8 24 41 19 60 20 รวม 122 257 120 251 132 246 127 246 120 245 621 1245 598 1844 682 ̅ 3.81 8.03 3.7 5 7.84 4.12 7.69 3.97 7.69 3.75 7.66 19.4 1 38.9 1 18.69 57.62 21.31 S.D 0.82 0.74 0.8 0 0.68 0.79 0.74 0.69 0.59 0.57 0.48 2.15 1.78 0.89 2.03 1.94 ร้อย ละ 38.21 80.31 3.75 78.44 41.25 76.87 39.68 76.87 3.75 76.56 38.81 77.81 93.44 82.32 71.04 ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) = 82.32 ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) = 71.04 ค่าดัชนีประสิทธิผลแบบฝึกทักษะเซปักตะกร้อ (E.I) = 0.7554


30 ตารางที่ 4.5 ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพจากการใช้เกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 เป็นเกณฑ์ในการ เปรียบเทียบคะแนนรวม แล้วเป็นคะแนนเต็ม 50 คะแนน และหลังการสอนเสร็จท าการทดสอบครั้ง สุดท้าย โดยให้คะแนนเต็ม 30 คะแนน และตั้งเกณฑ์ก าหนดไว้ที่ 75/75 จากตารางที่ 4.5 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการเรียนรายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 32 คน ได้ E1/E2 เท่ากับ 82.32/71.04 ซึ่งเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75 ปรากฏว่าประสิทธิภาพ E1 และ E2 สูงกว่า เกณฑ์ที่ก าหนดไว้ การหาค่าดัชนีประสิทธิผล (E.I.) ของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาเซปักตะกร้อ เพื่อพัฒนา ผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนทศบาล 5 สีห รักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จากการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น จ านวน 32 คน ผู้วิจัยได้ท าการทดสอบก่อนเรียน ได้คะแนนทดสอบก่อนเรียนรวม 621 คะแนน และได้ท าการ ทดสอบหลังเรียนได้คะแนนทดสอบหลังเรียนรวม 1245 คะแนน โดยมีคะแนนเต็มของแบบทดสอบ ทั้งหมดเท่ากับจ านวนนักเรียน 32 คน คูณด้วยจ านวนคะแนนเต็ม 70 คะแนน ได้คะแนนเต็มทั้งหมด เท่ากับ 2240 คะแนน สรุปผลได้ดังนี้ E.I. = 1844 - 621 2240 - 621 = 0.7554 จากผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เซปักตะกร้อ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชา เซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี พบว่า ค่าดัชนีประสิทธิผล ของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาเซปักตะกร้อ มีค่าเท่ากับ 0.7554 หรือคิดเป็นร้อยละ 75.54 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลที่ก าหนดไว้คือ 0.60 จึงยอมรับว่าแผนการ จัดการเรียนรู้วิชาเซปักตะกร้อ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่พัฒนาขึ้น มีผล ประสิทธิภาพระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน การทดสอบ (นักเรียน 32 คน) คะแนนระหว่างเรียน (เต็ม 40 คะแนน) คะแนนหลังเรียน (เต็ม 20 คะแนน) ค่าเฉลี่ย ( x ) E1 (ร้อยละ) ค่าเฉลี่ย ( x ) E2 (ร้อยละ) ประสิทธิภาพ 57.62 82.32 21.31 71.04 แปลผล สูงกว่าเกณฑ์ สูงกว่าเกณฑ์


31 บทที่ 5 การอภิปรายผลการวิจัย การวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีด าเนินการโดย ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา (Research and Development) น าแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้าง และพัฒนาขึ้นไปใช้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้เกิดทักษะวิชาเซปักตะกร้อ ให้สอดคล้องตามหลักสูตร ของสถานศึกษา มีสาระส าคัญสรุปได้ดังนี้ 1. ความมุ่งหมายของการวิจัย 2. วิธีด าเนินการวิจัย 3. สรุปผล 4. อภิปรายผล 5. ข้อเสนอแนะ ความมุ่งหมายของการวิจัย เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้มีขั้นตอนการวิจัยแบ่งเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน แนวคิด ทฤษฎี จากเอกสารและงานวิจัยที่ เกี่ยวข้อง เพื่อน ามาสร้างเครื่องมือและใช้ในการพัฒนาผู้เรียน ขั้นตอนที่ 2 สร้างเครื่องมือจากแนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้น า หลักการต่างๆ มาสังเคราะห์ เพื่อสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ให้เกิดแก่ ผู้เรียน ได้แก่ แผนการสอน ประกอบด้วย 18 แผน และแบบทดสอบทักษะเซปักตะกร้อ ขั้นตอนที่ 3 น าเครื่องมือที่สร้างขึ้นไปใช้กับนักเรียน ชั้นปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีรายวิชาเซปักตะกร้อ จ านวน 1 หน่วยกิต 18 ชั่วโมง 18 สัปดาห์ จ านวน 32 คน ที่ผู้วิจัยสร้างและพัฒนาขึ้น และใช้เกณฑ์ในการประเมินผลคะแนนการ ทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ ดังต่อไปนี้ โรงเรียนมัธยมเทศบาล 5 นครอุดรธานี อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีโรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี


32 1.1 การทดสอบเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน สถิติที่ ใช้ คือ Dependent Sample t-test 1.2 การใช้เกณฑ์มาตรฐาน E1/E2 ใช้ในการเปรียบเทียบคะแนนที่ได้จากการ ประเมินทักษะระหว่างเรียนกับคะแนนที่ได้จากการสอบครั้งสุดท้าย (Final) โดยใช้เกณฑ์ 75/75 และ E.I. ในการตรวจสอบแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผลคะแนนการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ สรุปผลการวิจัย การวิจัยในชั้นเรียน ครั้งนี้ผู้วิจัยสามารถสรุปผลการวิจัยที่ส าคัญได้ดังต่อไปนี้ 1. นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 มีทั้งหมด 32 คน แบ่งเป็น ชาย 17 คน ซึ่งคิด เป็นร้อยละ 53.1 ของนักเรียนทั้งหมด และนักเรียนหญิงทั้งหมด 15 คน ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 46.9 2. คะแนนการทดสอบของนักเรียนก่อนเรียน มีคะแนนค่าเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 16.41 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 3.27 และคะแนน การทดสอบของนักเรียนหลังเรียน มีคะแนนเฉลี่ยโดยรวมเท่ากับ 32.78 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.85 ตามล าดับ 3. ผลการทดสอบทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ พบว่า คะแนนเฉลี่ยมีคะแนนหลังเรียนสูง กว่าก่อนเรียน โดยการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพล การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์ วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานีอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4. ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดการเรียนรู้ ทักษะกีฬาเซปัก ตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัด อุดรธานี มีประสิทธิภาพตามกระบวนการเรียนรู้ (E1) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 57.62 คิดเป็นร้อยละ 82.32 และมีประสิทธิภาพของแบบทดสอบวัดความรู้(สอบข้อเขียน) (E2) มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 21.31 คิดเป็น ร้อยละ 71.04 5. จากตารางที่ 4.5 การวิเคราะห์ประสิทธิภาพการเรียนรายวิชาเซปักตะกร้อ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 32 คน ได้ E1/E2 เท่ากับ 82.32/71.04 ซึ่งเกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75 ปรากฏว่าประสิทธิภาพ E1 และ E2 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ 6. ผลการใช้แผนการจัดการเรียนรู้ เซปักตะกร้อ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้ รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พบว่า ค่าดัชนีประสิทธิผล ของแผนการจัดการเรียนรู้วิชาเซปักตะกร้อ มีค่าเท่ากับ 0.7554 หรือคิดเป็นร้อยละ 75.54 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลที่ก าหนดไว้คือ 0.60 จึงยอมรับว่า


33 แผนการจัดการเรียนรู้วิชาเซปักตะกร้อ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ การเรียนรู้รายวิชาเซปักตะกร้อ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ พัฒนาขึ้น มีผลประสิทธิภาพระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน อภิปรายผลการวิจัย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเซปักตะกร้อของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สามารถ อภิปรายผลได้ดังนี้ 1. ผลการทดสอบทักษะเซปักตะกร้อ เพื่อพัฒนาผลคะแนนการทดสอบทักษะการเรียน รายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอ เมือง จังหวัดอุดรธานี พบว่า หลังจากการสร้างทักษะเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี นักเรียนมีผลคะแนนการทดสอบ ทักษะเซปักตะกร้อ มีการพัฒนาทักษะเพิ่มขึ้น ซึ่งตรงกับค ากล่าวของ วินัย ประทุมวัน (2555:บทคัดย่อ) รายงานผลการใช้ ชุดพัฒนาทักษะพื้นฐานกีฬาตะกร้อซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวิชาพล ศึกษา กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เพื่อต้องการให้ผู้เรียนมีการพัฒนาบุคลิกภาพ สมรรถภาพ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา การวิจัยครั้งนี้ผู้รายงานได้ทราบถึงปัญหาของผู้เรียนที่เล่น กีฬาเซปักตะกร้อไม่ประสบผลส าเร็จในการแข่งขันกีฬาเซปักตะกร้อ เพราะผู้เรียนยังขาดทักษะ พื้นฐานในการเล่นลูกตะกร้อ และบังคับลูกตะกร้อให้ไปในทิศทางที่ต้องการต้องการ 2. ประสิทธิภาพการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนรายวิชาเซปักตะกร้อ จากนักเรียนชั้น มัธยมศึกษา ปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี จ านวน 32 คน ได้ E1/E2 (เกณฑ์ที่ตั้งไว้ 75/75) เท่ากับ 82.32/71.04 กล่าวคือ ประสิทธิภาพของการจัดกิจกรรมตามแผนการ จัดการเรียนรู้ จึงท าให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปตามที่ก าหนด กล่าวคือ ผลคะแนนการทดสอบ ทักษะการเรียนรายวิชาเซปักตะกร้อ บรรลุตามวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายที่พึงปรารถนาหรือเป็นไป ตามที่คาดหวัง 3. การหาดัชนีประสิทธิผลของแผนการจัดการเรียนรู้ (E.I.) พบว่า จากผลการใช้แผนการ จัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาทักษะทางการเรียนรายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี พบว่า ค่าดัชนีประสิทธิผลของ แผนการจัดการเรียนรู้ มีค่าเท่ากับ 0.7554 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ดัชนีประสิทธิผลที่ก าหนดไว้คือ 0.60 จึง ยอมรับว่าแผนการจัดการเรียนรู้วิชาพลศึกษา เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/4 โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี ที่ พัฒนาขึ้นมีผลประสิทธิภาพระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน จากการวิจัยในชั้นเรียนครั้งนี้ การพัฒนาทักษะกีฬาเซปักตะกร้อ โดยใช้แผนการจัดการ เรียนรู้ ท าให้นักเรียนมีคะแนนการทดสอบทักษะการเรียนสูงขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ จึง เป็นการพัฒนาการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ และสามารถน าไปจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ให้บรรลุตามความมุ่งหมายได้


34 ข้อเสนอแนะในการวิจัย ผลการวิจัยดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยขอเสนอแนะแนวทางที่พึงปฏิบัติดังต่อไปนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 1.1 การฝึกทักษะต่างๆ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ ในการเรียนรายวิชาเซปักตะกร้อ จึงเป็นผลท าให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเซปักตะกร้อ ของนักเรียนพัฒนาเพิ่มขึ้นด้วย 1.2 การมีทักษะที่ดี เป็นการพัฒนาทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และระบบต่างๆ ของ ร่างกายได้ดีขึ้น 2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป 2.1 การฝึกทักษะของนักเรียนที่เกี่ยวกับร่างกาย การเคลื่อนไหว ควรมีให้ครบทุกแบบ ฝึก เพื่อเตรียมความพร้อมทางการเรียนให้เกิดประสิทธิภาพกับนักเรียนได้ดีขึ้น 2.2 ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทางด้านพลศึกษา ควรเห็นความส าคัญของการสร้างทักษะ ให้ มากยิ่งขึ้น ได้แก่ สนับสนุนสถานที่ อุปกรณ์ และเล่นกีฬาให้เพียงพอและมีประสิทธิภาพ จากการวิจัยครั้งนี้ จึงควรเป็นการน าร่องกับการสอนในรายวิชาภาคปฏิบัติเพิ่มขึ้น เกี่ยวกับ การสร้างทักษะทางกายให้ครบทุกส่วนของร่างกาย เพื่อเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายของ นักเรียน โรงเรียนเทศบาล 5 สีหรักษ์วิทยา อ าเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี


35 บรรณานุกรม กรรวี บุญชัย และสุดจิต เขียวอุไร. กายบริหาร. กรุงเทพฯ: กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ, 2540. จรัญ ธานีรัตน์. ตะกร้อและเซปักตะกร้อ. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยรามค าแหง, 2537. จุไรรัตน์ สมสุข. เอกสารประกอบการสอนวอลเลย์บอล 1. อุดรธานี: วิทยาลัยพลศึกษา จังหวัด อุดรธานี: อัดส าเนา, 2540.ฐิติกร ศิริสุขเจริญพร. วิทยาศาสตร์การกีฬา. กรุงเทพฯ: สถาบันราชภัฏสวนดุสิต, 2540.รังสฤษฎิ์ บุญชะลอ. เซปักตะกร้อและตะกร้อลอดบ่วง. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บริษัทสยามสปอร์ต ซินดิเคท จ ากัด, 2543. สุนทร แสงรุ่ง. ตะกร้อและเซปักตะกร้อ. กรุงเทพฯ: วิทยาลัยพลศึกษา จังหวัดมหาสารคาม, 2539. สุพจน์ ปราณี. การฝึกสอนกีฬาเซปักตะกร้อ (ขั้นก้าวหน้า). กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์, 2539.


36 ภาคผนวก


37 รายนามผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ นางฤทัยทิพย์ โสภา คุณครูหมวดสุขศึกษาและพลศึกษา นายไพทูลย์ พิทักษ์ คุณครูหมวดสุขศึกษาและพลศึกษา นายสุริยา มะโนศิลป์ คุณครูสอนรายวิชาสุขศึกษา


38 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง แผนการจัดการเรียนรู้ วิชาพลศึกษา กีฬาเซปักตะกร้อ


39 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 สาระการเรียนรู้ สุขศึกษาและพลศึกษา(พลศึกษา) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เรื่อง ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน เวลา 1 ชั่วโมง วันที่ ....... เดือน ................. พ.ศ. 2566 ผู้สอน นายภูมินทร์ ชินค า ………………………………………………………………………………………………………………………………………………… มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ พ 3.1 เข้าใจมีทักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกม และกีฬา พ 3.2 รักการออกก าลังกาย การเล่นเกม และการเล่นกีฬา ปฏิบัติเป็นประจ าอย่าง สม่ าเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิ กฎ กติกา มีน้ าใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณในการแข่งขัน และชื่นชมในสุนทรียภาพของการเล่นกีฬา ตัวชี้วัด 1.เล่นกีฬาไทยและกีฬาสากลประเภทบุคคลและทีมโดยใช้ทักษะพื้นฐานตามชนิดกีฬา อย่างละ 1 ชนิด (เซปัก ตะกร้อ) 2.ออกก าลังกายและเลือกเข้าร่วมเล่นกีฬาตามความถนัด ความสนใจอย่างเต็ม ความสามารถมีการประเมินการเล่นของตนและผู้อื่น 3.ปฏิบัติตามกฎ กติกาและข้อตกลงตามชนิดกีฬาที่เลือกเล่น (เซปักตะกร้อ) จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.ผู้เรียนบอกถึงขั้นตอนการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านในได้(K) 2.ผู้เรียนสามารถแสดงทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านในได้(P) 3.ผู้เรียนกระตือรือร้นในการฝึกทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน(A) สาระการเรียนรู้ ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน 1.จากท่าเตรียม ผู้เรียนเตรียมรับลูกโดยการยืนทรงตัว แยกขาทั้งสองข้าง ย่อตัวลง เล็กน้อย ตามองตรงไปยังลูกตะกร้อ ยกเท้าที่จะเตะให้ข้างเท้าด้านในขนานพื้น และเตะลูกเป็น แนว ตรง และเอนตัวไปด้านหลัง 2.เมื่อลูกที่เตะลอยขึ้นผู้เรียนย่อเข่าข้างที่ไม่ได้เตะให้เท้าที่จะใช้เตะอยู่ด้านหลังเหวี่ยง เท้า ที่จะเตะสัมผัสลูกด้วยข้างเท้าด้านในเพื่อส่งลูกออกไปตามทิศทางที่ต้องการ สมรรถนะส าคัญของผู้เรียน 1. ทักษะการเรียนรู้


40 2. ทักษะชีวิต คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1. มีวินัย 2. ใฝ่เรียนรู้ กระบวนการจัดการเรียนรู้ ขั้นน าเข้าสู่บทเรียน 1.ผู้สอนกล่าวทักทายผู้เรียน 2.ผู้สอนให้ผู้เรียนเข้าแถวเป็นหน้ากระดาน 3-4 แถว 3.ตรวจนับนักเรียน 4.ตรวจสุขภาพ (การเจ็บป่วย) 5.ตรวจดูการแต่งกาย และอุปกรณ์ประกอบการเรียน ขั้นอธิบาย 1.ครูอธิบาย และสาธิตขั้นตอนการฝึกทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้า ด้าน ในให้นักเรียนดู(ใช้เครื่องตีลูกตะกร้อ) 2.ครูน านักเรียนอบอุ่นร่างกาย (warm up) โดยการวิ่ง 200 เมตร 3.ครูน านักเรียนยืดเหยียดกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆ ของร่างกายตั้งแต่ศีรษะถึง เท้า ขั้นฝึกปฏิบัติ 1.สั่งให้นักเรียนยืนขึ้นแล้วให้นักเรียนลองปฏิบัติ 2.เรียกนักเรียนที่ท าได้ค่อนข้างถูกต้องมาสาธิตให้เพื่อนดู 3.ครูอธิบาย และสาธิตการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านในให้นักเรียนดูอีก ครั้งหนึ่ง แบบฝึกที่ 1 1.ให้นักเรียนเข้าแถวหน้ากระดาน 2 แถว ยืนห่างกัน 2 ช่วงแขน 2.จากท่าเตรียม ยืนแยกเท้าห่างกัน 1 ช่วงไหล มือทั้งสองข้างจับลูกตะกร้อ ระดับหน้าท้อง 3. โยนลูกตะกร้อขึ้นเหนือศีรษะแล้วใช้ข้างเท้าด้านในข้างที่ถนัดเตะลูก ตะกร้อขึ้น 1 ครั้ง แล้วใช้มือรับลูก 4. ท าข้างละ 10 ครั้งตามเสียงนกหวีด 5. ครูให้นักเรียนฝึกปฏิบัติการเล่นลูกด้วยข้างเท้าด้านในด้วยตนเอง ครูเดินดู ความถูกต้องไปรอบๆ(ใช้เครื่องตีลูกตะกร้อ)


41 แบบฝึกที่ 2 1. ท าเหมือนแบบฝึกที่ 1 แต่เพิ่มจ านวนการเตะลูกขึ้น จาก 1 ครั้ง เป็น 2 ครั้งและมากขึ้นเรื่อยๆ (ท าทั้งสองข้าง) แบบฝึกที่ 3 1.ให้นักเรียนเข้าแถวหน้ากระดาน 2 แถว ยืนเป็นคู่ห่างกัน 3 เมตร 2.ผลัดกันโยนลูกด้วยมือข้างเดียวเหนือศีรษะแล้วรับด้วยมือทั้งสองข้าง ท า 10ครั้งตามเสียงนกหวีด 3.โยนลูกด้วยมือข้างเดียวให้เพื่อนส่งลูกกลับด้วยการเตะลูกด้วยข้างเท้าด้าน ในแล้วใช้มือรับลูกตะกร้อ 4. ท าคนละ 10 ครั้ง (ซ้าย 5 ครั้ง ขวา 5 ครั้ง) ตามเสียงนกหวีด(ใช้เครื่องตี ลูกตะกร้อ) ขั้นการน าไปใช้ 1.แบ่งนักเรียนออกเป็น 2 กลุ่มๆ ละเท่าๆ กัน โดยให้เข้าแถวเป็นแถวตอน 2.ให้นักเรียนที่อยู่หัวแถวถือลูกตะกร้อ 1 ลูก 3.เมื่อครูให้สัญญาณนกหวีดให้นักเรียนที่อยู่หัวแถวโยนตะกร้อขึ้นแล้วใช้ข้าง เท้าด้านในเดาะลูก 1 ครั้ง แล้วจับ (ท าทั้ง 2 ข้าง) แล้วส่งลูกตะกร้อข้ามศีรษะให้เพื่อนคนต่อไป แล้วนั่ง ลง 4. ปฏิบัติจนถึงคนสุดท้าย แถวไหนนั่งครบทุกคนก่อนจะเป็นฝ่ายชนะ ขั้นสรุป 1.ครูเรียกรวมนักเรียนโดยให้นักเรียนเข้าแถวหน้ากระดาน 2 แถว ยืนห่างกัน สอง ช่วงแขน 2.ครูน านักเรียนคลายกล้ามเนื้อในท่ายืด-เหยียด 3. ครูและนักเรียนร่วมสรุปทั้งหมดที่เรียน (ทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ การ แต่งกายความตั้งใจ) 4. สั่งงานให้ไปฝึกซ้อมทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ในเวลา ว่าง 5. สั่งให้นักเรียนท าความสะอาดร่างกาย 6. ให้นักเรียนยืนขึ้นและสั่งเลิกแถวโดยการให้ปรบมือ 3 ครั้ง สื่อ/แหล่งการเรียนรู้ 1.โรงยิมส์ 2.ลูกตะกร้อ


42 กระบวนการวัดและประเมินผล จุดประสงค์การเรียนรู้ วิธีการวัด เครื่องมือที่ใช้วัด เกณฑ์การประเมิน 1.ผู้เรียนบอกถึงขั้นตอนการเล่นลูก ตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านในได้(K) -ตอบข้อชักถาม ในการจัด กิจกรรมการ จัดการเรียนรู้ -แบบประเมินผลการท า กิจกรรม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 2.ผู้เรียนสามารถแสดงทักษะการ เล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ได้(P) -ให้นักเรียน ปฏิบัติทักษะกีฬา เซปักตะกร้อ -แบบประเมินทักษะ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 3.ผู้เรียนกระตือรือร้นในการฝึก ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้าง เท้าด้านใน(A) -แบบสังเกต พฤติกรรมการ ท างานรายบุคคล -แบบสังเกตพฤติกรรม ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70


43 แบบประเมินพฤติกรรมการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ทักษะการเล่นลูกตะกร้อด้วยข้างเท้าด้านใน ชื่อ..........................................................................................เลขที่...........ชั้น........................... ค าชี้แจง 1. ให้ผู้ประเมินท าเครื่องหมาย ในช่องผลการประเมินตามสภาพจริง 2. เมื่อพิจารณาทุกประเด็นแล้วให้นับจ านวนเครื่องหมาย ในช่องแล้วเขียน จ านวนลงในช่องรวมของแต่ละช่อง 5 = ดีมาก 4 = ดี 3 = ปานกลาง 2 = พอใช้ 1 = ปรับปรุง ล าดับที่ รายการประเมิน ผลการประเมิน 5 4 3 2 1 1 มีความพร้อมในการปฏิบัติกิจกรรม 2 มีความสนใจและตั้งใจเข้าปฏิบัติกิจกรรม 3 ตอบข้อชักถามในการจัดกิจกรรมการจัดการเรียนรู้ 4 มีมารยาทในการปฏิบัติกิจกรรม 5 ให้ความร่วมกับครูผู้สอนและเพื่อนๆ 6 มีลักษณะเป็นผู้น าและผู้ตามที่ดี 7 มีระเบียบมีวินัยในการปฏิบัติกิจกรรม 8 กล้าการแสดงความคิดเห็น 9 ยอมรับความคิดเห็นของผู้อื่น 10 มีความสุขและความสนุกกับการปฏิบัติกิจกรรม รวม ผลการประเมิน ( ) ดีมาก ( ) ดี ( ) ปานกลาง ( ) พอใช้ ( ) ปรับปรุง ลงชื่อ ...............................................ผู้สอน (..........................................................)


44 ตารางสรุปผลการประเมินการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เลขที่ ชื่อ - สกุล พฤติกรรมการเรียนรู้ ความรู้ความเข้าใจ ทักษะกระบวนการ ผ่าน ไม่ผ่าน ผ่าน ไม่ผ่าน รวม เฉลี่ย ลงชื่อ…………………………… ผู้บันทึกผล (…..…………………………………)


Click to View FlipBook Version