The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by 527wararat, 2023-09-12 05:44:43

วิจัยในชั้นเรียน 166

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

Keywords: วิจัยในชั้นเรียน 5E ชีววิทยา

วิจัยในชั้นเรียน การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชา ชีววิทยา โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการ เรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 THE DEVELOPMENT OF BIOLOGY ACHIEVEMENT ENTITLED PHOTOSYNTHESIS USING INQUIRY CYCLE (5E) INTEGRATED WITH COLLABORATIVE LEARNING APPROACH FOR MATHAYOMSUKSA 5 STUDENTS นางสาววรารัตน์ สุกก้อนทอง โรงเรียนบางเดือนสถิตย์พิทยาคม พ.ศ. 2566


วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา โดยใช้รูปแบบวัฏจักร การสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 THE DEVELOPMENT OF BIOLOGY ACHIEVEMENTENTITLED PHOTOSYNTHESIS USING INQUIRY CYCLE (5E) INTEGRATED WITH COLLABORATIVE LEARNING APPROACH FOR MATHAYOMSUKSA 5 STUDENTS โดย นางสาววรารัตน์ สุกก้อนทอง โรงเรียนบางเดือนสถิตย์พิทยาคม พ.ศ. 2566


การศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีวัตถุประสงค์1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา โดยใช้ รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะ หาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วย แสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 จ านวน 9 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ จ านวน 7 แผน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จ านวน 40 ข้อ แบบแผนการวิจัย ใช้รูปแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียน–หลังเรียน (One Group Pretest Posttest Design) สถิติที่ใช้ในการ วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยาหลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน และนักเรียนรู้จักวิเคราะห์และแก้ปัญหาด้วยตนเอง ภายใต้การท างานร่วมกันเป็นทีม กล้า แสดงออก แสดงความคิดเห็น มีความกระตือรือร้น มีความรับผิดชอบ สามารถค้นคว้าหาข้อมูลจากแหล่งการ เรียนรู้ที่หลากหลาย และสรุปในสิ่งที่ได้เรียนรู้ มาถ่ายทอดให้ผู้อื่น เข้าใจได้ ส่งผลให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้อย่าง ลึกซึ้งและมีความสุขในการเรียน วรารัตน์ สุกก้อนทอง 2566 : การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชา ชีววิทยา โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. 75 หน้า / / ลายมือผู้วิจัย ลายมือผู้อ านวยการโรงเรียน


กิตติกรรมประกาศ วิจัย ใน ชั้น เ รีย น ฉ บับ นี ้ส า เ ร็จ ส ม บ ูร ณ ์ได้ด้ว ย ค ว า ม ก ร ุณ า อ ย ่าง ส ูง ยิ ่ง ข อง นายปฏิวัติ เหล ่าพราหมณ์รองผู้อ านวยการโรงเรียน รักษาการในต าแหน ่ง ผู้อ านวยการ โรงเรียนบางเดือนสถิตย์พิทยาคม ซึ่งท่านได้กรุณาให้ค าปรึกษาและค าแนะน า เพื่อความสมบูรณ์ แก้ไขข้อบกพร่องต ่างๆ ของวิจัยในชั้นเรียน อันเป็นประโยชน์อย ่างยิ ่งต ่อการวิจัยในครั้งนี้ ซึ ่ง ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณไว้ ณ โอกาสนี้ที่ได้ให้ค าแนะน าเพิ่มเติม ผู้วิจัยขอขอบคุณ นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทุกคนที่ได้ให้ความช่วยเหลือและให้ความร่วมมือเป็น อย่างดีจนท าให้งานวิจัยนี้ส าเร็จได้ สุดท้ายขอขอบคุณครอบครัวของผู้วิจัย รวมถึงคณะครู และเจ้าหน้าที่โรงเรียนบางเดือน สถิตย์พิทยาคม ทุกคนที่ได้ให้ความช่วยเหลือและเป็นก าลังใจแก่ผู้วิจัยด้วยดีเสมอมาจนท าให้วิจัยใน ชั้นเรียนเรื่องนี้ส าเร็จลุล่วงด้วยดี วรารัตน์ สุกก้อนทอง สิงหาคม 2566


(1) สารบัญ หน้า บทที่ 1 บทน า 1 ความส าคัญของปัญหา 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 5 สมมติฐาน 5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 ขอบเขตการวิจัย 6 นิยามศัพท์ 6 บทที่ 2 การตรวจเอกสาร 7 การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) 7 การเรียนรู้แบบร่วมมือ 11 ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ 17 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 19 บทที่ 3 วิธีการวิจัย 21 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 21 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 21 บทที่ 4 ผลการวิจัยและการอภิปรายผล 28 ผลการวิจัย 28


(2) สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ 31 สรุปผลการวิจัย 31 อภิปรายผล 33 ข้อเสนอแนะ 35 เอกสารและสิ่งอ้างอิง 36 ภาคผนวก 39 ภาคผนวก ก ตัวอย่างหนังสือที่ใช้ในการวิจัย 40 ภาคผนวก ข ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้ 42 ภาคผนวก ค แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 51 ประวัติการศึกษาและการท างาน 66


1 บทที่ 1 บทน า ความส าคัญของปัญหา ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ช่วยให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่างมากมาย และไม่หยุดยั้ง น าไปสู่การแก้ไขปัญหาและเพิ่มศักยภาพให้ภาคการผลิต และบริการ สร้างมูลค่าเพิ่ม ให้ภาคธุรกิจ และเป็นส่วนส าคัญของการยกระดับคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ สถานการณ์ที่มีความเสี่ยง ความท้าทายจากโครงสร้างประชากรสูงอายุ ความเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศที่ผันผวน และความจ าเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นคงด้านอาหาร น้ าและพลังงาน รวมทั้ง ภายใต้แรงกดดันที่จะต้องเพิ่มรายได้ของประเทศท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้น โดยที่นานา ประเทศก็หันไปใช้การเพิ่มประสิทธิภาพ และการเพิ่มคุณค่าของสินค้าและบริการ เป็นอ านาจการ ต่อรองและรุกคืบส่วนแบ่งตลาด (ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2560, หน้า 2) ตลอดเวลาที่ผ่านมาการจัดการศึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของประเทศไทย ยังไม่ประสบ ผลส าเร็จเท่าที่ควร เมื่อพิจารณาผลการเปรียบเทียบความสามารถของผู้เรียนในระดับนานาชาติ ที่จัด โดย IEA (The International Association for the Evaluation of Educational Achievement) ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติเกี่ยวกับการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้ท าการประเมินแนวโน้มการ จัดการศึกษ าคณิ ตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ระดับนาน าชาติ พ.ศ. 2558 (The Trends in International Mathematics and Science Study: TIMSS 2015) พบว่า นักเรียนไทยส่วนใหญ่ ยังมีระดับความสามารถทางการเรียนในระดับต่ า โดยอยู่ในอันดับที่ 26 จากทั้งหมด 39 ประเทศ ขณะที่ผลการประเมินความสามารถของนักเรียน ที่ด าเนินการโดย OECD (Organization for Economic Cooperation and Development) ซึ่งเป็นโครงการประเมินผลการศึกษานานาชาติ ของประเทศสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Programme for International Student Assessment: PISA 2015) ชี้ให้เห็นว่าเด็กไทยมีคะแนนลดลงในทุกด้าน ซึ่ง ผลการประเมินสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยจ าเป็นต้องเร่งปฏิรูปและพัฒนาการจัดการศึกษา ด้าน วิทยาศาสตร์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยส าคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ (เตชาเมธ เพียรชนะ, 2561, หน้า 67) หลักสูตรวิทยาศาสตร์ที่พัฒนาโดย สสวท. เป็นหลักสูตรที่มีกิจกรรมเป็นพื้นฐาน (Activitybased curriculum) การเรียนการสอนเน้นกิจกรรมของผู้เรียน โดยให้มีการส ารวจ ตรวจสอบ หรือ


2 การปฏิบัติการทดลองเป็นพื้นฐาน ให้ผู้เรียนเป็นผู้แสดงบทบาทหาความรู้เอง ซึ่งนักเรียนจะต้องเป็นผู้ ลงมือท ากิจกรรมการส ารวจ ค้นคว้า ทดลอง เก็บข้อมูล หาหลักฐานหรือประจักษ์พยานเพื่อน าไปสู่ การอธิบาย สร้างข้อสรุปเป็นแนวคิดหรือหลักการ และความรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่อไป (สุนีย์ คล้ายนิล, 2555, หน้า 15) ในด้านความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้มุ่งเน้นให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ เกี่ยวกับการจัดการ การรักษาและการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่าง สมดุลยั่งยืน มีทักษะการคิด การแก้ปัญหา และทักษะในการด าเนินชีวิต พร้อมทั้งได้ก าหนดสาระ และมาตรฐานการเรียนรู้ที่เป็นพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระ ซึ่งสาระการเรียนรู้ที่เป็นแกนของหลักสูตรที่ ส าคัญ สาระหนึ่ง คือ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์มีบทบาทส าคัญยิ่งในโลกปัจจุบันและ อนาคต เพราะมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกคน ทั้งในการด ารงชีวิตและในการประกอบอาชีพต่างๆ ตลอดจน เทคโนโลยีเครื่องมือเครื่องใช้และผลผลิตต่างๆ ที่มนุษย์ได้ใช้เพื่ออ านวยความสะดวกในชีวิต และการ ท างาน ล้วนเป็นผลมาจากความรู้ของวิทยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และศาสตร์อื่นๆ อีกทั้งยังช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนาวิธีคิดทั้งความคิดที่เป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์คิดวิเคราะห์วิจารณ์ มีทักษะส าคัญในการค้นคว้าหาความรู้ สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ และตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่ หลากหลาย โดยมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็น สังคมแห่งการเรียนรู้ ดังนั้น ทุกคนจึงจ าเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะได้มี ความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้น สามารถน าความรู้ไปใช้ได้อย่างมี เหตุผล สร้างสรรค์และมีคุณธรรม (ส านักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551: 1) การเรียนรู้วิทยาศาสตร์เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต เนื่องจากความรู้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องราว เกี่ยวกับโลกธรรมชาติ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกคนจึงต้องเรียนรู้เพื่อน าผลการเรียนรู้ไปใช้ ในชีวิตและการประกอบอาชีพ เมื่อผู้เรียนได้เรียนวิทยาศาสตร์โดยได้รับการกระตุ้นให้เกิดความ ตื่นเต้น และท้าทายกับการเผชิญสถานการณ์หรือปัญหา มีการคิด ลงมือปฏิบัติก็เข้าใจและเห็นความ เชื่อมโยงของวิทยาศาสตร์กับวิชาอื่น ท าให้สามารถอธิบาย ท านาย คาดการณ์สิ่งต่างๆ ได้อย่างมี เหตุผล การประสบความส าเร็จในการเรียนวิทยาศาสตร์จะเป็นแรงกระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจ มุ่งมั่นที่จะสังเกต ส ารวจตรวจสอบ สืบค้นความรู้ที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ดังนั้นในการ จัดการเรียนการสอนจึงต้องสอดคล้องกับสภาพจริงในชีวิตและค านึงถึงผู้เรียนที่มีวิธีการเรียนรู้ ความ สนใจ และความถนัดที่แตกต่างกัน โดยการออกแบบและด าเนินกิจกรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วย ตนเองได้อย่างมีคุณค่า ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา ความรู้ด้านเทคโนโลยีและ ทักษะที่จ าเป็นส าหรับการด ารงชีวิต (สุพรรณี ชาญประเสริฐ, 2557: 3)


3 ถึงแม้ว่าการเรียนรู้วิทยาศาสตร์มีความส าคัญดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ในปัจจุบันการจัด การศึกษาสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ของประเทศไทยยังไม่บรรลุเป้าหมายตามที่ได้ก าหนดไว้ นักเรียนมีความสนใจต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ค่อนข้างน้อย แรงจูงใจที่ส าคัญในการเรียนรู้ คือ แรงจูงใจที่เกิดจากตัวนักเรียนเอง ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสามารถและทักษะในด้านต่างๆ ที่มีอยู่ในตัว นักเรียนเอง การที่ได้เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรู้องค์ความรู้ต่างๆ จากการปฏิบัติ ทดลอง และ แก้ปัญหา โดยใช้เนื้อหาวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ที่ได้เรียนมาน ามาปรับใช้ กับชีวิตจริง พัฒนา ปรับปรุงและสร้างรายได้ให้กับครอบครัวหรือชุมชน ท าให้นักเรียนเห็นถึง ความส าคัญและประโยชน์ของการเรียนวิทยาศาสตร์ได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น (สุทธิพงษ์ พงษ์วร, 2552: 8-10) เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้อย่างมีความหมาย ดังนั้นในการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ที่ เน้นกระบวนการไปสู่การสร้างองค์ความรู้ จึงควรมุ่งเน้นที่บทบาทของผู้เรียน ซึ่งในการจัดกิจกรรม ต้องเน้นกระบวนการคิด การวางแผน การลงมือปฏิบัติ การศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลต่างๆ รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน โดยที่ผู้สอนเป็นผู้อ านวยความสะดวกในการเรียนรู้ แต่ในความ เป็นจริงแล้วพบว่า ครูผู้สอนมักสอนโดยการบรรยาย และให้นักเรียนท่องจ า ยึดเนื้อหามากกว่าผู้เรียน ขาดสื่อการสอนและวิธีสอนที่น่าสนใจ ส่งผลให้การสอนวิทยาศาสตร์ไม่มีความเป็นวิทยาศาสตร์และ ไม่บรรลุผลเท่าที่ควร ผู้วิจัยท าการสอนวิชาชีววิทยา ซึ่งเป็นรายวิชาในกลุ่มวิทยาศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ซึ่ง ปัญหาที่พบในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน คือ การขาด ความกระตือรือร้น สนใจใฝ่รู้ใฝ่เรียน ตามกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ อีกทั้งนักเรียน ขาดทักษะการคิดวิเคราะห์ เนื่องจากเนื้อหาวิชาที่ หลากหลาย ผู้เรียนรับความรู้จากการอธิบายของผู้สอน และมักจะท่องจ าเนื้อหา ท าให้นักเรียนบาง คนเกิดความเบื่อหน่าย ไม่ตั้งใจเรียน จากการสังเกตเกี่ยวกับการส่งงานของนักเรียนหากได้รับ มอบหมายให้ส่ง ผลงาน หากมีการมอบหมายงานกลุ่มนักเรียนมักจะเกี่ยงงาน ผลัดกันรับผิดชอบ ขาด ความสามัคคีของคนในกลุ่ม ซึ่งเป็นสาเหตุที่ท าให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ต่ า นักเรียน ไม่เกิดการคิดวิเคราะห์ขาดทักษะการท างานร่วมกับผู้อื่น จากปัญหาที่กล่าวมา ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบวัฏจักรการ สืบเสาะหาความรู้ (5E) มีจุดเด่น คือ เป็นการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญให้ผู้เรียนเกิดการ ค้นคว้าด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้เป็นการพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็น ระบบ ให้ผู้เรียนได้ฝึกปฏิบัติ ได้ฝึกคิดวิเคราะห์แยกแยะ แก้ปัญหาด้วยตนเอง โดยมีขั้นตอนในการ จัดการเรียนรู้ที่ส าคัญ 5 ขั้นตอน คือ 1) การสร้างความสนใจ (Engagement) 2) การส ารวจและ ค้นห า (Exploration) 3) ก ารอ ธิบ าย แล ะลงข้อส รุป (Explanation) 4) ก ารขย ายค วาม รู้ (Elaboration) และ 5) การประเมิน (Evaluation) ซึ่งเป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องกันไป ซึ่งส่งผลให้


4 นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้อย่างเป็นกระบวนการ เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงขึ้น (กรมวิชาการ, 2546, หน้า 219-220) การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ที่เน้นการจัดสภาพแวดล้อมทางการ เรียนให้แก่ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ มีองค์ประกอบที่ส าคัญ 5 ประการ คือ มีการพึ่งพา อาศัยกัน มีการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิด สมาชิกแต่ละคนมีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ของแต่ละบุคคล ทักษะการสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและทักษะการท างานกลุ่ม มีการวิเคราะห์ กระบวนการกลุ่ม หากผู้เรียนให้ความร่วมมือ ในลักษณะดังกล่าว จะเกิดการเรียนรู้ได้ดีเนื่องจากการ ร่วมมือกัน ช่วยให้ผู้เรียนมีความพยายามที่จะเรียนรู้จนบรรลุเป้าหมาย มีแรงจูงใจภายใน แรงจูงใจใฝ่ สัมฤทธิ์และรู้จักคิดอย่างมีวิจารณญาณ นอกจากนั้นผู้เรียนยังมีความสัมพันธ์ต่อกันและกันดีขึ้น มี สภาพจิตใจดีขึ้นด้วย (ทิศนา แขมมณี, 2543, หน้า 24–25) งานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าการใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้ แบบร่วมมือ เปลี่ยนแปลงผลการการเรียนเป็นไปในทางที่ดีขึ้น เช่น งานวิจัยของทิพย์รัตน์ มังกรทอง (2558, หน้า 842) ได้ศึกษาพฤติกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยาด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือด้วยเทคนิค STAD ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สูงกว่าก่อนเรียน และงานวิจัย ของ อุไรวรรณ ปานีสงค์ (2560, หน้า 134) ได้ศึกษา การจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหา ความรู้ (5E) เสริมด้วยเทคนิคการจัดแผนผังมโนทัศน์ เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อมที่มีผลต่อความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หลังเรียนด้วยแผนการจัดการ เรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (5E) เสริมด้วยเทคนิคการจัดแผนผังมโนทัศน์สูงกว่าก่อน เรียนและนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และ มีงานวิจัยของ ศศิเทพ ปิติพรเทพิน (2550, บทคัดย่อ) ที่ได้ศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความสามารถในการท างานร่วมกับผู้อื่นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้การเรียนแบบ ร่วมมือในวิชาชีววิทยา เรื่อง การสืบพันธ์ ด้วยเหตุผลและความส าคัญที่ต้องพัฒนาผู้เรียนให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนชีววิทยาของนักเรียนให้สูงขึ้น ท าให้ผู้วิจัยมีความสนใจในการศึกษาการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ให้เกิดการพัฒนาความรู้ อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับนโยบายการจัดการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในปัจจุบัน ที่ได้ ตระหนักถึงความส าคัญของวิทยาศาสตร์ ปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดทักษะกระบวนการในการเรียนรู้ และ เพื่อเป็นประโยชน์ในการน าไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาอื่นๆ ต่อไป


5 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. . เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา โดยใช้ รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะ หาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สมมติฐานการวิจัย 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. นักเรียนมีความพึงพอใจในกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. เป็นแนวทางในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยาในหัวข้ออื่นๆ จากการจัดการ เรียนรู้แบบใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ 2. เป็นแนวทางในการปรับปรุงการสอนของครูในการน าวิธีการจัดการเรียนรู้แบบใช้ รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ไปประยุกต์ใช้จัดการเรียนรู้ ในรายวิชาอื่นๆ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 3. นักเรียนสามารถเรียนรู้การคิด การแก้ปัญหา จากการเรียนรู้แบบใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบ เสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ และสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวันได้


6 ขอบเขตการวิจัย กา รวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมุ่งศึกษ ากา รพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสังเคราะห์ ด้วยแสง วิชาชีววิทยา โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะ หาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีขอบเขตการศึกษา ดังนี้ 1. กลุ ่มตัวอย ่างที ่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที ่ 5/1 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที ่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบางเดือนสถิตย์พิทยาคม มีจ านวนนักเรียนทั้งสิ้น 9 คน 2. ระยะเวลาที่ใช้ในการศึกษา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 18 ชั่วโมง 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย เป็น เนื้อห า ร าย วิช าชีว วิท ยา 4 ว30244 เรื ่อง ก า รสังเค ร าะห์ด้วย แสง ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ตามหลักสูตรสถานศึกษา ประกอบด้วย หัวข้อเนื้อหาย่อย ดังนี้ 3.1 การค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 3.2 กระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง 3.3 โฟโตเรสไพเรชัน 3.4 กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช C4 3.5 กลไกการเพิ่มความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ในพืช CAM 3.6 ปัจจัยบางประการที่มีผลต่ออัตราการสังเคราะห์ด้วยแสง 3.7 การปรับตัวของพืชเพื่อรับแสง นิยามศัพท์ รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) หมายถึง กระบวนการ จัดการเรียนการสอนที่ เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ เป็นการจัดกิจกรรมที่ช่วยกระตุ้นส่งเสริมให้นักเรียนใช้กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ มีการกระตุ้นให้นักเรียนเกิดค าถาม และด าเนินการสืบ เสาะหาค าตอบในการค้นคว้าหาความรู้และสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยครูจะเป็นผู้ชี้น า แนะแนว และอ านวยความสะดวกให้แก่นักเรียนในการด าเนินกิจกรรม ซึ่งมีอยู่ 5 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) เทียบได้กับขั้นเข้าสู่บทเรียน เป็นการแนะน า บทเรียน ซักถามปัญหาทบทวนความรู้เดิม


7 ขั้นที่ 2 ขั้นส ารวจและค้นหา (Exploration) เป็นขั้นด าเนินการจัดกิจกรรม การ เรียนรู้ตามวิธีที่ได้ก าหนดไว้ ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เป็นขั้นที่น าข้อมูลที่ได้มา วิเคราะห์แปลผล สรุปผลและน าเสนอในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อแสดงถึงองค์ความรู้ที่เกิดขึ้น และ เป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นขั้นน าความรู้ที่ได้มาใช้เป็น การ อภิปรายในกลุ่มตนเองเพื่อลงข้อสรุป ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ ต่าง ๆ เพื่อน าไปใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาต่อไป การเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง วิธีการเรียนรู้ที่จัดให้ผู้เรียนได้ร่วมมืออย่างไม่เป็นทางการ โดยสอดแทรกอยู่ร่วมกับการสอนอื่น ๆ มีการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนช่วยเหลือกันในการเรียนรู้ ร่วมกัน โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถต่างกัน ออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ลักษณะการรวมกลุ่ม อย่าง มีโครงสร้างที่ชัดเจน มีการท างานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกัน และกัน มีการเรียนรู้ลักษณะ การท างานเป็นทีม มีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและ สมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบความส าเร็จตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากความรู้ ความเข้าใจ ของนักเรียนจากการ ท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ซึ่งแบบทดสอบที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นเป็นแบบปรนัยชนิด เลือกตอบมี 4 ตัวเลือก จ านวน 40 ข้อ ตามเนื้อหาและตัวชี้วัด เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชา ชีววิทยา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ หมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจ ต่อการเรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ร่วมกับ การเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วัดจาก แบบสอบถาม ความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดย ใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียน ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ประกอบด้วย 4 ด้าน จ านวน 20 ข้อ


8 บทที่ 2 การตรวจเอกสาร การวิจัยเพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนชีววิทยา และความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ผู้วิจัยได้ศึกษา เอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องตามล าดับหัวข้อต่อไปนี้ 1. การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) 2. การเรียนรู้แบบร่วมมือ 3. ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ 4. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ความหมายของการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2557, หน้า 14-16) กล่าวถึง การ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. สร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการน าเข้าสู่บทเรียนหรือ เรื่องที่สนใจ ซึ่งอาจ เกิดขึ้นเองจากความสงสัย หรืออาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรียนเองหรือเกิดจากการอภิปราย ภายในกลุ่ม หรืออาจเริ่มจากความสนใจอาจมาจากเหตุการณ์ ที่ก าลังเกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้นหรือ เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมที่เพิ่งเรียนรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้นักเรียนสร้างค าถามก าหนด ประเด็นที่จะศึกษา ในกรณีที่ยังไม่มีประเด็นใด น่าสนใจครูอาจให้ศึกษาจากสื่อต่าง ๆ หรือเป็นผู้ กระตุ้นด้วยการเสนอประเด็นขึ้นมาก่อน แต่ไม่ควรบังคับให้นักเรียนยอมรับประเด็นหรือค าถามที่ครู ก าลังสนใจ เป็นเรื่องที่จะใช้ศึกษา เมื่อมีค าถามที่น่าสนใจและนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็น ที่ต้องการศึกษา จึงร่วมกันก าหนดขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรื่องที่จะศึกษาให้มีความ ชัดเจนยิ่งขึ้น อาจรวมทั้งการรวบรวมความรู้ประสบการณ์เดิม หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ที่จะช่วย น าไปสู่ความเข้าใจเรื่องหรือประเด็นที่จะศึกษามากขึ้นและมีแนวทางที่ใช้ใน การส ารวจตรวจสอบ อย่างหลากหลาย 2. ขั้นส ารวจและค้นหา (Exploration) เมื่อท าความเข้าใจในประเด็น หรือค าถามที่สนใจจะ ศึกษาอย่างถ่องแท้แล้ว ก็มีการวางแผนก าหนดแนวทางการส ารวจ ตรวจสอบตั้งสมมติฐานก าหนด ทางเลือกที่เป็นไปได้ลงมือปฏิบัติเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ วิธีการ


9 ตรวจสอบอาจท าได้หลายวิธี เช่น ท าการทดลอง ท ากิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพิวเตอร์เพื่อช่วย สร้างสถานการณ์จ าลอง (Simulation) การศึกษาหาข้อมูลจากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลอย่างเพียงพอที่จะใช้ในขั้นต่อไป 3. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) เมื่อได้ข้อมูลอย่างเพียงพอ จากการส ารวจ ตรวจสอบแล้ว จึงน าข้อมูลข้อสนเทศที่ได้มาวิเคราะห์แปลผล สรุปผล และน าเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้างแบบจ าลองทางคณิตศาสตร์หรือรูปวาด สร้างตาราง ฯลฯ การค้นพบในขั้น นี้อาจเป็นไปได้หลายทาง เช่น สนับสนุน สมมติฐานที่ตั้งไว้โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่เกี่ยวข้อง กับประเด็นที่ก าหนดไว้แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็สามารถสร้างความรู้และช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการน าความรู้ที่สร้างขึ้นไป เชื่อมโยงกับความรู้เดิม หรือแนวคิดที่ได้ค้นคว้าเพิ่มเติม หรือน าแบบจ าลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือ เหตุการณ์อื่น ถ้าใช้อธิบายเรื่องต่าง ๆ ได้มากก็แสดงว่า ข้อจ ากัดน้อย ซึ่งก็จะช่วยให้เชื่อมโยงกับ เรื่องราวต่าง ๆ และท าให้เกิดความรู้กว้างขวางขึ้น 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมินการเรียนรู้ด้วย กระบวนการต่าง ๆ ว่านักเรียน มีความรู้อะไรบ้าง อย่างไรและมากน้อยเพียงใด ซึ่งจะน าไปสู่การน าความรู้ไปประยุกต์ใช้ในเรื่องอื่น ๆ ภพ เลาหไพบูลย์ (2542, หน้า 154-155 อ้างถึงใน พรพิมล อ่อนอินทร์, 2559, หน้า 30-31) ได้กล่าวถึงขั้นตอนของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ได้3 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การส ารวจสถานการณ์ต่าง ๆ ได้แก่ วัสดุปรากฏการณ์ หาค าอธิบายทั่วไปและ ตั้งสมมติฐาน เสนอแนะการทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐาน ขั้นที่ 2 เป็นการสร้างรูปแบบแนวคิด หลักการต่าง ๆ ขั้นที่ 3 เป็นการสืบค้นหาความรู้เมื่อได้มโนมติหลักการต่าง ๆ แล้วก็ท าการขยายแนวคิดหรือ หลักการไปใช้ในสถานการณ์ใหม่โดยเริ่มท าการส ารวจใหม่อีกเป็นวงจรของการเรียนรู้ (Learning Cycle) ท าให้ผู้เรียนได้เรียนรู้วิธีที่จะเรียน (Learning How to Learn) ไสว ฟักขาว (2544, หน้า 102–104 อ้างถึงใน พรพิมล อ่อนอินทร์, 2559, หน้า 30-31) กล่าวถึงขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ไว้6 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 น าเสนอสถานการณ์หรือสิ่งที่เป็นปัญหา โดยครูอาจเล่าเรื่อง โดยใช้สื่ออุปกรณ์ ภาพประกอบหรือน าของจริงมาแสดงก็ได้ ขั้นที่ 2 สังเกตครูให้นักเรียนสังเกตสิ่งที่ครูน าเสนอโดยใช้ประสาท สัมผัสทั้ง 5 หรืออาจใช้ เครื่องมือบางอย่างช่วยก็ได้ ขั้นที่3 อธิบาย ครูให้นักเรียนคิดสาเหตุของปัญหาแล้วตั้งสมมติฐาน เกี่ยวกับปัญหานั้นจาก ความรู้และประสบการณ์เดิมของนักเรียน


10 ขั้นที่ 4 ทดสอบ ครูให้นักเรียนช่วยกันตั้งค าถามเพื่อรวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับปัญหาให้มาก ที่สุด เพื่อทดสอบสมมติฐาน โดยครูจะไม่พยายามตอบค าถาม ในลักษณะที่จะอธิบายค าตอบของ ปัญหา แต่อาจตอบเพียง “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” เท่านั้น นอกจากการถามแล้ว ครูอาจให้นักเรียนศึกษา หรือท าการทดลองเพื่อพิสูจน์สมมติฐาน ด้วยก็ได้ในกรณีที่เรื่องไม่ยุ่งยากและใช้เวลาไม่มาก ขั้นที่ 5 สรุป ครูให้นักเรียนสรุปความรู้ที่ได้จากขั้นทดสอบอธิบาย ค าตอบของปัญหา ขั้นที่ 6 น าความรู้ไปใช้ครูกระตุ้นให้นักเรียนน าความรู้ที่ได้ประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ใน ชีวิตประจ าวัน จากการศึกษาขั้นตอนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) สรุปได้ว่าการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้แสวงหาความรู้และค้นพบความจริงต่าง ๆ ด้วยตนเองจากการ ลงมือปฏิบัติ การแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งจะท าให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้อย่างแท้จริง และ มีครูผู้สอนคอยท าหน้าที่เป็นผู้อ านวยความสะดวก ในการเรียนรู้ของผู้เรียน รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ไว้ ดังต่อไปนี้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2546, หน้า 34-36) ได้ก าหนด รูปแบบของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ได้ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การสร้างความสนใจ (Engage) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรก ของกระบวนการเรียนรู้ที่จะ น าเข้าสู่บทเรียน จุดประสงค์ที่ส าคัญของขั้นตอนนี้ คือ ท าให้ผู้เรียนสนใจ ใคร่รู้ในกิจกรรมที่จะน าเข้า สู่บทเรียน ควรจะเชื่อมโยงประสบการณ์การเรียนรู้เดิมกับปัจจุบัน และควรเป็นกิจกรรมที่คาดว่า ก าลังจะเกิดขึ้น ซึ่งท าให้ผู้เรียนสนใจจดจ่อที่จะศึกษาความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะ และ เริ่มคิดเชื่อมโยง ความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะกับประสบการณ์เดิม 2. การส ารวจและค้นหา (Explore) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ท าให้ผู้เรียน มีประสบการณ์ ร่วมกันในการสร้างและพัฒนาความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะ โดยการให้เวลาและโอกาส แก่ผู้เรียนในการท ากิจกรรมการส ารวจและค้นหา สิ่งที่ผู้เรียนต้องการเรียนรู้ตามความคิดเห็นผู้เรียน แต่ละคน หลังจากนั้นผู้เรียนแต่ละคน ได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะ ในระหว่างที่ผู้เรียนท ากิจกรรมส ารวจและค้นหา เป็นโอกาสที่ผู้เรียนจะได้ ตรวจสอบหรือ เก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความคิดรวบยอดของผู้เรียนที่ยังไม่ถูกต้องและยังไม่ สมบูรณ์โดยการให้ผู้เรียนอธิบายและยกตัวอย่างเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้เรียน ครูควรระลึกอยู่ เสมอเกี่ยวกับความสามารถของผู้เรียนตามประเด็นปัญหา ผลจากการที่ผู้เรียน มีใจจดจ่อในการท า กิจกรรม ผู้เรียนควรจะสามารถเชื่อมโยงการสังเกต การจ าแนกตัวแปร และค าถามเกี่ยวกับเหตุการณ์ นั้นได้


11 3. การอธิบาย (Explain) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้พัฒนา ความสามารถในการ อธิบายความคิดรวบยอดที่ได้จากการส ารวจและค้นหา ครูควรให้โอกาสแก่ผู้เรียนได้อภิปราย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับทักษะหรือพฤติกรรม การเรียนรู้ การอธิบายนั้นต้องการให้ผู้เรียน ได้ใช้ข้อสรุปร่วมกันในการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ในช่วงเวลาที่เหมาะสมนี้ครูควรชี้แนะผู้เรียนเกี่ยวกับ การสรุปและการอธิบายรายละเอียด แต่อย่างไรก็ตามครูควรระลึกอยู่เสมอว่ากิจกรรมเหล่านี้ยังคง เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นั่นคือ ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถในการอธิบายด้วยตัวผู้เรียนเอง บทบาทของครูเพียงแต่ชี้แนะผ่านทางกิจกรรม เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้ชัดเจน ในที่สุดผู้เรียนควรจะสามารถอธิบายความคิด รวบยอดได้ อย่างเข้าใจ โดยเชื่อมโยงประสบการณ์ ความรู้เดิมและสิ่งที่เรียนรู้เข้าด้วยกัน 4. การขยายความรู้ (Elaborate) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียน ได้ยืนยันและขยายหรือ เพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยังเปิดโอกาสให้ ผู้เรียนได้ฝึกทักษะและปฏิบัติตามที่ผู้เรียนต้องการในกรณีที่ผู้เรียนไม่เข้าใจหรือยังสับสนอยู่หรือ อาจจะเข้าใจเฉพาะข้อสรุปที่ได้จากการ ปฏิบัติการส ารวจและค้นหาเท่านั้น ควรให้ประสบการณ์ใหม่ ผู้เรียนจะได้พัฒนาความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป้าหมายที่ ส าคัญของขั้นนี้คือ ครูควรชี้แนะให้ผู้เรียนได้น าไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน จะท าให้ผู้เรียนเกิด ความคิด รวบยอด กระบวนการ และทักษะเพิ่มขึ้น 5. การประเมินผล (Evaluate) ขั้นตอนนี้ผู้เรียนจะได้รับข้อมูล ย้อนกลับเกี่ยวกับการอธิบาย ความรู้ความเข้าใจของตนเอง ระหว่างการเรียนการสอน ในขั้นนี้ของรูปแบบการสอน ครูต้องกระตุ้น หรือส่งเสริมให้ผู้เรียนประเมินความรู้ความเข้าใจ และความสามารถของตนเอง และยังเปิดโอกาสให้ ครูได้ประเมินความรู้ความเข้าใจแลพัฒนาทักษะของผู้เรียนด้วย การเรียนรู้แบบร่วมมือ ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ ดังนี้กรมวิชาการ (2544, หน้า 4) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนที่แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ส่งเสริมให้ผู้เรียนท างานร่วมกันโดยในกลุ่มประกอบด้วย สมาชิกที่มีความแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น มีความช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในส่วนร่วม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกใน กลุ่มประสบความส าเร็จ ตามเป้าหมายที่ก าหนด ซึ่งการจัดการเรียนรู้ดังกล่าวมีความหมายตรงกันข้าม กับการเรียนที่เน้นการ แข่งขัน (Competitive Learning) และการเรียนตามล าพัง (Individual Learning)


12 พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2544, หน้า 6) ได้ให้ความหมาย การเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง วิธีการสอนแบบหนึ่งโดยก าหนดให้นักเรียนที่มีความสามารถต่างกัน ท างานพร้อมกันเป็นกลุ่มขนาด เล็กโดยทุกคนมีความรับผิดชอบงานของตนเอง และงานส่วนรวมร่วมกันมีปฏิสัมพันธ์กันและกันมี ทักษะการท างานกลุ่มเพื่อให้งานบรรลุเป้าหมาย ส่งผลให้เกิดความพอใจอันเป็นลักษณะเฉพาะของ กลุ่มร่วมมือ ลัดดา สีนางกุ (2550, หน้า 40) ให้ความหมายไว้ว่าวิธีสอนการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมให้นักเรียนเป็นกลุ่มย่อยสมาชิกในกลุ่มมีความสามารถในระดับที่ต่างกัน คือ ความสามารถสูงปานกลางและต่ าตามล าดับร่วมกันท ากิจกรรม การเรียนการสอนมีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็นช่วยเหลือพึ่งพากันและกันนักเรียน มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีต่อกันท าให้เกิดผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนและทักษะทางสังคมดีขึ้น จากความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือ สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดกิจกรรมรู้ที่ให้ผู้เรียนได้ร่วมมือและช่วยเหลือกันในการเรียนรู้โดยแบ่งกลุ่มผู้เรียนที่มี ความสามารถต่างกันออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ในการเรียนรู้ร่วมกัน มีการท างานร่วมกัน มีการแลกเปลี่ยน ความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน มีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคน ในกลุ่มประสบความส าเร็จตามเป้าหมายที่ก าหนดไว้ แนวคิดทฤษฎีที่ใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ การเรียนรู้แบบร่วมมือ คือ การเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อยโดยมีสมาชิกกลุ่ม ที่มีความสามารถ แตกต่างกัน ช่วยกันเรียนรู้เพื่อไปสู่เป้าหมายของกลุ่ม นักการศึกษาคนส าคัญที่เผยแพร่ Spencer Kagen (1994 อ้างถึงใน เหนือดวง พูลเพิ่ม, 2560, หน้า 34) นักการศึกษาชาวสหรัฐ ได้ท าการวิจัย และพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1985 และได้เผยแพร่ ผลงานอย่างกว้างขวาง ในสหรัฐอเมริกา รวมถึงหลายประเทศในเอเชีย แนวคิดหลักที่จะน าไปสู่การ เรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย 6 ประการ ดังภาพประกอบ


13 จากแผนภูมิแสดงแนวคิดหลักของการเรียนรู้แบบ Cooperative Learning Kagan (1994 อ้างถึงใน สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2543) 1. Teams หมายถึง การจัดกลุ่มของผู้เรียนที่จะท างานร่วมกัน กลุ่มที่จะเรียนรู้ด้วยกันอย่างมี ประสิทธิผล ควรเป็นดังนี้ 1.1 กลุ่มละ 4 คน ประกอบด้วยเด็กที่มีผลสัมฤทธิ์ในการเรียน สูง ปานกลาง ค่อนข้างต่ า และหญิงชายเท่า ๆ กันในบางกรณีการจัดกลุ่มโดยวิธีอื่น เช่น ในการศึกษาเรื่องลึกเฉพาะ เช่น ท าโครงงานวิทยาศาสตร์ ควรจัดกลุ่มเด็กที่มีความสนใจเหมือนกัน หรือจัดกลุ่มโดยวิธีสุ่ม เมื่อ ต้องการทบทวนความรู้ 1.2 จัดให้เด็กอยู่ในกลุ่มเดียวกันประมาณ 6 สัปดาห์แล้ว เปลี่ยนจัดกลุ่มใหม่ 2. Will หมายถึง ความมุ่งมั่นและอุดมการณ์ของเด็กที่จะร่วมงานกัน เด็กจะต้องมีความ มุ่งมั่นที่จะเรียนรู้และมีความกระตือรือร้นในการท ากิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้ต้องสร้างให้ เกิดขึ้นและให้คงไว้โดยให้ท ากิจกรรมหลากหลาย โดยวิธีการต่อไปนี้ 2.1 Team building การสร้างความมุ่งมั่นของทีมที่จะท างานร่วมกัน 2.2 Class building การสร้างความมุ่งมั่นของชั้นเรียนที่จะช่วยกัน 3. Management หมายถึง การจัดการเพื่อให้กลุ่มท างานอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งการ จัดการของผู้สอนและการจัดการของผู้เรียนภายในกลุ่ม ผู้สอนจะต้องมีการจัดการที่ดี เพื่อให้การ ท างานกลุ่มประสบผลส าเร็จ เช่น การควบคุมเวลา การก าหนดสัญญาณให้ผู้เรียนหยุดกิจกรรม ฯลฯ 4. Social Skills เป็นทักษะในการท างานร่วมกัน มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ให้ความช่วยเหลือ กัน ให้ก าลังใจซึ่งกันและกัน รับฟังความคิดเห็นของกันและกัน 5. Four Basic Principles (PIES) เป็นหลักการพื้นฐานของ Cooperative Learning ซึ่งจะ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ ได้แก่ P = Positive Interdependence ผู้เรียนต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีแนวคิด ที่ว่าเมื่อเราได้รับประโยชน์จากเพื่อน เพื่อนก็จะได้รับประโยชน์จากเรา ความส าเร็จของกลุ่มคือ ความส าเร็จของแต่ละคน I = Individual Accountability ยอมรับว่าแต่ละคนในกลุ่มต่าง ๆ มีความสามารถ และมีความส าคัญต่อกลุ่ม แต่ละคนมีส่วนให้การท างานในกลุ่มส าเร็จ E = Equal Participation ทุกคนในกลุ่มต้องให้ความร่วมมือและ มีส่วนร่วมในงาน ของกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน S = Simultaneous Interaction ทุกคนในกลุ่มต้องมีปฏิสัมพันธ์กันตลอดเวลาที่ ท างานในกลุ่ม


14 6. Structures หมายถึง รูปแบบของกิจกรรมในการท างานกลุ่ม ซึ่งมีหลากหลาย ทั้งนี้ขึ้นอยู่ กับปัญหาหรือสถานการณ์ที่จะศึกษา Kagan ได้วิจัยและเสนอไว้หลายรูปแบบ ตัวอย่างเช่น Time–Pair–Share เป็นกิจกรรมจับคู่สลับกันพูดในหัวข้อและในเวลาที่ก าหนด เช่น คนละ 1 นาที เมื่อคนหนึ่งพูด อีกคนหนึ่งฟัง แล้วสลับกัน Round Robin ผู้เรียนในกลุ่มทั้ง 4 คน ผลัดกันพูดแสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง ใดเรื่องหนึ่งจนครบทุกคน Round Table ผู้เรียนแต่ละคนในกลุ่มเขียนแสดงความคิดเห็นใน เรื่องใดเรื่องหนึ่ง ในกระดาษแผ่นเดียวกันแล้ววนไปเรื่อย ๆ จนผู้เรียนทุกคนเขียนทั้งหมด แล้วน ามาสรุป Team–Pair–Solo เป็นกิจกรรมที่ให้แต่ละคนในกลุ่มคิดแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งก่อน จากนั้นเปลี่ยนเป็นรวมกันคิดเป็นคู่ ซึ่งจะท าให้ผู้เรียนแต่ละคนเรียนรู้แบบการแก้ปัญหาในที่สุดแต่ละ คนสามารถแก้ปัญหาท านองเดียวกันได้ นอกจากรูปแบบกิจกรรมของ Kagan แล้วก็ยังมีรูปแบบกิจกรรมของคนอื่น ๆ ที่น่าสนใจอีก เช่น จิกซอว์ (Jigsaw) เป็นการมอบหมายให้ตัวแทนของสมาชิกในกลุ่มไปรวมกลุ่มใหม่ เรียกว่า กลุ่มเชี่ยวชาญ (Expert Group) กลุ่มเชี่ยวชาญนี้จะศึกษา เรื่องย่อยที่แบ่งไว้เป็นตอนในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วกลับมาอธิบายให้สมาชิกในกลุ่มเดิม (Home Group) ในที่สุดผู้เรียนทั้งหมดจะเรียนรู้เรื่องทั้งหมด จากเพื่อน นั่นคือผู้เรียนแต่ละคนในหนึ่ง กลุ่มได้รับมอบหมายงานเพียงหนึ่งชิ้นย่อย แต่ต้องต่อชิ้นย่อย ให้เต็มรูป นั่นคือ ต้องเรียนรู้ทั้งเรื่อง แล้วมีการทดสอบเป็นคะแนนของแต่ละคน STAD (Student Teams Achievement Division: STAD) เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้สอน น าเสนอเนื้อหาเรื่องโดยย่อให้ผู้เรียนทั้งหมดฟัง แล้วให้ผู้เรียนท างานร่วมกันเป็นกลุ่มตามที่ก าหนดใน กิจกรรม เพื่อศึกษาให้เข้าใจเนื้อหาและการแก้ปัญหาและเตรียมสอบย่อย โดยทดสอบผู้เรียนเป็น รายบุคคลท าเช่นเดียวกันในการเรียนเรื่องต่อไปและพิจารณาคะแนนที่พัฒนาขึ้น หาคะแนนของทีมใน แต่ละสัปดาห์โดยคิดคะแนนพัฒนาการของแต่ละคนในกลุ่มรวมกันเป็นคะแนนของทีม ประกาศ คะแนนของทีมรวมทั้งผู้เรียนที่มีคะแนนพัฒนาการสูงและให้รางวัล จะเห็นว่าในรูปแบบของกิจกรรม ที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนเรียนรู้โดยร่วมมือร่วมใจกันท างานในกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ผู้เรียนจะได้ใช้ ความคิดและต้องมีการปฏิบัติด้วย แล้วจึงแสดงความคิดของตนเองแลกเปลี่ยนกับเพื่อนในกลุ่ม กับ เพื่อนต่างกลุ่ม การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมใจ จึงท าให้ผู้เรียนพัฒนากระบวนการคิด ทักษะในการ สื่อสาร ทักษะทางสังคม รวมทั้งการจัดการ จากแนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ที่กล่าวมาแล้ว กิจกรรมส่วนใหญ่ภายใน ห้องเรียนจะด าเนิน ไปด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยผู้สอนท าหน้าที่เป็นผู้กระตุ้นการเรียนรู้วางแผนจัดกิจกรรม และจัดหา แหล่งข้อมูลที่จะให้เกิดการเรียนรู้รวมทั้งเป็นผู้ขยายความรู้ความคิดของผู้เรียนให้สมบูรณ์ ผู้สอนจึงมี


15 บทบาทส าคัญหลายประการมากกว่าเป็นผู้สอนอย่างเดียว จากการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนแบบ ร่วมมือโดยใช้รูปแบบต่าง ๆ นี้สามารถท าให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนพัฒนาก้าวหน้าขึ้น ลักษณะการเรียนรู้แบบร่วมมือ นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงลักษณะของการเรียนแบบร่วมมือไว้ ดังนี้ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2544, หน้า 6) กล่าวถึงลักษณะส าคัญของการเรียน แบบร่วมมือไว้ 6 ข้อ ดังนี้ 1. องค์ประกอบของกลุ่มประกอบด้วยผู้น าสมาชิก และกระบวนการกลุ่ม 2. สมาชิกมีตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป 3. กลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มีความสามารถทางการเรียนคละกัน เพศคละกัน 4. สมาชิกทุกคน ต้องมีบทบาทหน้าที่ชัดเจนและท างานไปพร้อม ๆ กัน รวมทั้งผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคละกัน 5. สมาชิกทุก ๆ คน ต้องมีความรับผิดชอบร่วมกัน 6. คะแนนของกลุ่มคือคะแนนที่ได้จากคะแนนสมาชิกแต่ละคนร่วมกัน Slavin (1995, pp. 12-111 อ้างถึงใน แววดาว บุญตา, 2558, หน้า 16- 17) ได้กล่าวถึง ลักษณะส าคัญของการเรียนแบบร่วมมือไว้ 6 ประการ ดังนี้ 1. เป้าหมายของกลุ่ม (Group goals) หมายถึง กลุ่มมีเป้าหมายร่วมกัน คือ การยอมรับ ผลงานของกลุ่ม 2. การรับผิดชอบเป็นบุคคล (Individual accountability) หมายถึง ความส าเร็จของกลุ่ม ซึ่งขึ้นกับผลการเรียนรู้รายบุคคลของสมาชิกในกลุ่ม และงานพิเศษที่ได้รับผิดชอบเป็นรายบุคคลผล ของการประเมินรายบุคคล จะมีผลต่อคะแนนความส าเร็จของกลุ่ม 3. โอกาสในความส าเร็จเท่าเทียมกัน (Equal opportunities for success) หมายถึง การที่ นักเรียนได้รับโอกาสที่จะท าคะแนนให้กับกลุ่มของตนได้เท่าเทียมกัน 4. การแข่งขันเป็นทีม (Team competition) การเรียนแบบร่วมมือ จะมีการแข่งขันระหว่าง ทีม ซึ่งหมายถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกิดขึ้นภายในทีม 5. งานพิเศษ (Task specialization) หมายถึง การออกแบบงานย่อย ๆ ของแต่ละกลุ่มให้ นักเรียนแต่ละคนรับผิดชอบ ซึ่งนักเรียนแต่ละคนจะเกิดความภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือกลุ่มของคนให้ ประสบผลส าเร็จลักษณะงานจะเป็นการพึ่งพาซึ่งกันและกัน มีการตรวจสอบความถูกต้อง 6. การดัดแปลงความต้องการของแต่ละบุคคลให้เหมาะสม (Adaptation to individual needs) หมายถึง การเรียนแบบร่วมมือแต่ละประเภทจะมีบางประเภทได้ดัดแปลงการสอนให้เหมาะ กับความต้องการของแต่ละบุคคล


16 จากการศึกษาลักษณะของการเรียนรู้แบบร่วมมือ สรุปได้ว่า ลักษณะส าคัญของการเรียนรู้ แบบร่วมมือเป็นการเรียนรู้ที่มีการแบ่งสมาชิกเป็นกลุ่ม สมาชิกแต่ละกลุ่มคละความสามารถกัน ท างานร่วมมือกัน แลกเปลี่ยนความรู้ ช่วยเหลือ มีการมอบหมาย และร่วมรับความชอบต่อตนเองและ กลุ่ม มีกระบวนการท างานกลุ่มเป็นล าดับขั้นตอน เพื่อให้การท างานประสบผลส าเร็จ องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือมีองค์ประกอบส าคัญ ดังนี้ สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2546, หน้า 134-135) 1. การมีความสัมพันธ์กันในทางบวก หมายถึง การที่สมาชิกในกลุ่ม มีการท างานอย่างมี เป้าหมายร่วมกัน มีการแข่งขัน มีการใช้วัสดุอุปกรณ์และข้อมูลต่าง ๆ ร่วมกัน มีบทบาทหน้าที่และ ประสบความส าเร็จร่วมกัน ได้รับผลประโยชน์หรือรางวัล โดยเท่าเทียมกัน 2. การปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดระหว่างการท างานกลุ่ม เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกใน กลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน อธิบายความรู้ให้แก่เพื่อนสมาชิกในกลุ่มฟัง และมีการให้ ข้อมูลย้อนกลับซึ่งกันและกัน 3. การตรวจสอบความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน เป็นกิจกรรมที่ตรวจเช็คหรือทดสอบ ให้มั่นใจว่าสมาชิกมีความรับผิดชอบต่องานกลุ่มหรือไม่เพียงใด โดยสามารถที่จะทดสอบเป็น รายบุคคล เช่น การสังเกตการณ์ท างาน การถามปากเปล่า เป็นต้น 4. การใช้ทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการท างานกลุ่มย่อย เพื่อให้งานกลุ่มประสบ ความส าเร็จ ผู้เรียนควรจะได้รับการฝึกฝนทักษะระหว่างบุคคลและทักษะการท างานกลุ่ม เช่น ทักษะ การสื่อสาร ทักษะการเป็นผู้น า ทักษะการตัดสินใจ การแก้ปัญหา ทักษะกระบวนการกลุ่ม เป็นต้น 5. กระบวนการกลุ่ม เป็นกระบวนการท างานที่มีขั้นตอน ซึ่งสมาชิกแต่ละคนจะต้องท าความ เข้าใจในเป้าหมายการท างาน มีการวางแผน ด าเนินงานตามแผน ประเมินผลงานและปรับปรุงร่วมกัน จากองค์ประกอบส าคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ จึงสรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบร่วมมือนั้นมี องค์ประกอบ 5 ประการด้วยกัน คือ 1. มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน โดยสมาชิกแต่ละคนมีเป้าหมาย ในการทางานกลุ่มร่วมกัน ซึ่งจะต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน เพื่อความส าเร็จของ การท างานกลุ่ม 2. มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดในเชิงสร้างสรรค์ เป็นการให้สมาชิกได้ร่วมกันท างานกลุ่ม อย่างใกล้ชิด โดยการเสนอและแสดงความคิดเห็นกันของสมาชิกภายในกลุ่ม ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน 3. มีความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน หมายความว่า สมาชิกภายในกลุ่มแต่ละคนจะต้อง มีความรับผิดในการท างาน โดยที่สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความมั่นใจ และพร้อมที่จะได้รับการทดสอบ เป็นรายบุคคล


17 4. มีการใช้ทักษะกระบวนการกลุ่มย่อย ทักษะระหว่างบุคคล และทักษะการทางานกลุ่มย่อย นักเรียนควรได้รับการฝึกฝนทักษะเหล่านี้เสียก่อน เพราะเป็นทักษะส าคัญที่จะช่วยให้การท างานกลุ่ม ประสบผลส าเร็จ เพื่อให้นักเรียนจะสามารถท างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. มีการใช้กระบวนการกลุ่ม ซึ่งเป็นกระบวนการทางานที่มีขั้นตอน หรือวิธีการที่จะช่วยให้ การด าเนินงานกลุ่มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในการวางแผน ปฏิบัติงานและเป้าหมายในการท างาน ร่วมกัน โดยจะต้องด าเนินงานตามแผนตลอดจน ประเมินผลและปรับปรุงงาน ความพึงพอใจ ความหมายของความพึงพอใจ จรัส โพธิ์จันทร์ (2553, หน้า 17) ได้กล่าวถึง ความพึงพอใจว่าเป็นความรู้สึกของบุคคลต่อ หน่วยงาน ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกในทางบวก ทางเป็นกลาง หรือทางลบ ความรู้สึกเหล่านี้มีผลต่อ ประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ กล่าวคือ หากความรู้สึก โน้มเอียงไปในทางบวก การปฏิบัติหน้าที่ จะมีประสิทธิภาพสูง แต่หากความรู้สึกโน้มเอียง ไปในทางลบการปฏิบัติหน้าที่จะมีประสิทธิภาพต่ า สุดารัตน์ อะหลีแอ (2558, หน้า 48) ได้สรุปความหมายของความพึงพอใจ ว่าหมายถึง ความรู้สึกดี ความชอบ และการให้คุณค่าของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการจัดการ เรียนรู้ ผู้สอน ความพร้อมและบรรยากาศของการจัดการเรียนรู้รวมถึงการที่ผู้เรียนปฏิบัติกิจกรรม แล้วประสบผลส าเร็จตามความต้องการของผู้เรียน พิชญะ กันธิยะ (2559, หน้า 22) สรุปความหมายความพึงพอใจ หมายถึง ท่าทีความรู้สึก หรือทัศนคติในทางที่ดีของบุคคลที่มีต่อสิ่งต่าง ๆ ซึ่งมักเกิดจากการได้รับการตอบสนองตามที่ตน ต้องการท าให้เกิดความรู้สึกที่ดีในสิ่งนั้นแต่หากความต้องการ ไม่ได้รับการตอบสนองก็จะกลายเป็น ความไม่พึงพอใจหรือทัศนคติที่ไม่ดี จากความหมายของความพึงพอใจข้างต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกหรือ เจตคติในทางบวก ความรู้สึกที่ท าให้เกิดความสุข มีความชอบใจ ความพอใจ ถูกใจ ต่อการเรียนด้วย กิจกรรมการเรียนรู้ การวัดระดับความพึงพอใจ นักการศึกษาหลายท่านได้กล่าวถึงการวัดระดับความพึงพอใจ ว่าสามารถกระท าได้หลายวิธี ต่อไปนี้ หทัยรัตน์ ประทุมสูตร (2542, หน้า 14) กล่าวว่า การวัดความพึงพอใจ เป็นเรื่องที่เปรียบกับ ความเข้าใจทั่ว ๆ ไป ซึ่งปกติจะวัดได้โดยการสอบถามจากบุคคล ที่ต้องการถาม มีเครื่องมือที่ต้องการ


18 จะใช้ในงานวิจัยหลาย ๆ อย่าง อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะมีการวัดอยู่หลายแนวทางการศึกษาความพึงพอใจ อาจแยกแนวทางการวัดได้ 2 แนวคิด ตามความเห็นของ ซาลีซ นิคส์ คริสเทนส์ กล่าวคือ 1. วัดจากสภาพทั้งหมดของแต่ละบุคคล เช่น ที่ท างาน ที่บ้านและทุก ๆ อย่างที่ เกี่ยวข้องกับ ชีวิตการศึกษาตามแนวทางนี้จะได้ข้อมูลที่สมบูรณ์ แต่ท าให้เกิดความยุ่งยากกับการที่จะวัดและ เปรียบเทียบ 2. วัดโดยแยกออกเป็นองค์ประกอบ เช่น องค์ประกอบที่เกี่ยวกับงาน การนิเทศงาน เกี่ยวกับ นายจ้าง โยธิน แสวงดี (2551, หน้า 9) กล่าวว่า มาตรวัดความพึงพอใจสามารถ กระท าได้หลายวิธี ได้แก่ 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ตอบแบบสอบถามจะออกแบบสอบถาม เพื่อต้องการทราบ ความคิดเห็น ซึ่งสามารถท าได้ในลักษณะที่ก าหนดค าตอบให้เลือก หรือตอบค าถามอิสระ ค าถาม ดังกล่าวอาจถามความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหาร และการควบคุมงาน และเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นต้น 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการที่ดี จึงจะท าให้ข้อมูลที่เป็นจริงได้ 3. การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะ แสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทาง วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระท าอย่างจริงจังและการสังเกตอย่างมี ระเบียบแบบแผน จากการวัดความพึงพอใจข้างต้น สรุปได้ว่า ความพึงพอใจสามารถวัด ได้หลายวิธี เช่น การ สัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถามแสดงความคิดเห็น การใช้แบบส ารวจความรู้สึก ในการวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยเลือกใช้แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ แบบมาตรา ส่วนประมาณค่า 5 ระดับ (Rating Scale) โดยมีระดับความความพึงพอใจ ดังนี้ 5 หมายถึง ความพึงพอใจในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง ความพึงพอใจในระดับมาก 3 หมายถึง ความพึงพอใจในระดับปานกลาง 2 หมายถึง ความพึงพอใจในระดับน้อย 1 หมายถึง ความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด


19 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง อรัญญา สถิตไพบูลย์ (2550, หน้า 99-100) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาเคมี โดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ของนักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า การ สอนโดยใช้กระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้สามารถท าให้นักเรียนมีความคิดรวบยอดใน การเรียนและจดจ าเนื้อหาได้ดี และคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ นอกจากนี้การสอนโดยใช้ กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ท าให้นักเรียนมีความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉง สนใจในการเรียน กล้าแสดงออกและให้ความร่วมมือในการท ากิจกรรมต่าง ๆ ส่งเสริมให้นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์ในการ ช่วยเหลือกัน เรียนรู้ สร้างโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมมากที่สุด ช่วยกระตุ้นให้นักเรียน เกิดความกระตือรือร้นและเข้าใจบทเรียนดีขึ้น ศรารัตน์ มุลอามาตย์ (2554, หน้า 76) ได้ท าการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจต คติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือและการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ของ นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ แตกต่างกัน อย่างไม่มีนัยส าคัญทางสถิติ 2) เจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ ร่วมมือกับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่รับ .01 3) ผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ผลสัมฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 5) เจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือหลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 6) เจตคติทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อับดุลเลาะ อูมาร์ (2560, หน้า 97-101) ได้ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องสมดุลเคมี ที่มีต่อแบบจ าลองทางความคิด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล จังหวัดปัตตานี ผลการวิจัยพบว่า แบบจ าลองทางความคิดเรื่องสมดุลเคมีครั้งที่ 1-5 ของนักเรียนดีขึ้นตามล าดับ และ พบว่าคะแนนเฉลี่ย แบบจ าลองทางความคิดในแต่ละครั้ง แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ยกเว้นครั้งที่ 3 กับ 5 และครั้งที่ 4 กับ 5 ส่วนแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเคมี และแบบวัด ความพึงพอใจของนักเรียน ผู้วิจัย วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียน ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) มีผลสัมฤทธิ์


20 ทางการเรียนเคมีหลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และนักเรียนมีความ พึงพอใจ ต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) อยู่ในระดับมากที่สุด สุเมธ เนาว์รุ่งโรจน์ (2561, หน้า 27-28) ได้ท าการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และความพึงพอใจใน การจัดการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง การจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ส าหรับนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง พบว่าท าให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อ การจัดการเรียนรู้ เรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับพึงพอใจมาก ( X = 4.29 และ S.D. = 0.78) จากงานวิจัยข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การน ารูปแบบการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ มาใช้ในการจัดการเรียนรู้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริม ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ เรียนรู้มากขึ้น นักเรียนมีความพึง พอใจต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้อยู่ในระดับ มากขึ้นไป


21 บทที่ 3 วิธีการวิจัย ในการวิจัยเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชา ชีววิทยา โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะ หาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีรายละเอียดดังต่อไปนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์โรงเรียนบางเดือนสถิตย์พิทยาคม อ าเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานีปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนทั้งสิ้นจ านวน 9 คน โดยวิธีการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยด าเนินการเลือกแบบ เฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยผลของการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนชีววิทยา และความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้ รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 เวลา 18 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียน


22 การสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การ สังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีขั้นตอนการสร้าง ดังนี้ 1.1 ศึกษาทฤษฎีแนวคิด กระบวนการและวิธีการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็น ฐานจากนักการศึกษาหลายๆ ท่าน จากนั้นผู้วิจัยได้รวบรวมขั้นตอนการเรียนรู้แล้วแบ่ง ออกเป็น 7 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1. ท าความเข้าใจกับสถานการณ์ 2. ระบุปัญหา 3. วิเคราะห์ปัญหา 4. สร้างประเด็นการเรียนรู้ 5. แสวงหาความรู้เพิ่มเติม 6. รวบรวมความรู้ 7. สรุปการเรียนรู้และน าเสนอ 1.2 ศึกษาเนื้อหาจากบทเรียนในรายวิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระส าคัญของ หน่วยการเรียนรู้ เพื่อจะแบ่งเนื้อหาที่จะน ามาออกแบบสร้างเป็นสถานการณ์ต่างๆ หรือน า สถานการณ์จริงที่สอดคล้องกับเนื้อหาดังกล่าวมาเป็นสถานการณ์ปัญหาเพื่อให้นักเรียนได้ฝึก กระบวนการแก้ปัญหาเพื่อค้นหาค าตอบที่แท้จริง แบ่งเนื้อหาสาระการเรียนรู้ออกเป็น แผน กิจกรรมการเรียนรู้ จ านวน 7 แผน เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เวลา ที่ใช้ทดลอง 18 ชั่วโมง ดังตาราง


23 1.3 จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐานซึ่งประกอบ ด้วย 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 2) ขั้นส ารวจและค้นหา (Exploration) 3) ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 5) ขั้นประเมินผล (Evaluation)


24 และน าหลักการเรียนรู้มาสอดแทรกเข้าไปในแต่ละขั้นตอน ดังนี้ มีกระบวนการกลุ่มแบ่งกลุ่ม ผู้เรียนโดยคละความสามารถ เก่ง ปานกลาง และอ่อน มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้สมาชิกแต่ละ กลุ่มได้มีการพึ่งพาอาศัยกัน มีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในเชิงสร้างสรรค์ มีการตรวจสอบความ รับผิดชอบของสมาชิก แต่ละคน มีการฝึกทักษะช่วยเหลือกันท างานตามหลักการเรียนรู้แบบร่วมมือ 1.4 น าแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้กับกลุ่มที่ศึกษา 2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ 2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนชีววิทยา เป็นแบบปรนัยเลือกตอบ 4 ตัวเลือก โดยมีขั้นตอนการสร้างดังนี้ 2.1.1 ศึกษาวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชีววิทยา จากตัวอย่าง ทฤษฎี และเอกสารที่เกี่ยวข้อง 2.1.2 วิเคราะห์เนื้อหาวิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง มาตรฐาน การเรียนรู้และตัวชี้วัด เพื่อน าไปสร้างตารางวิเคราะห์หลักสูตร โดยก าหนด ความส าคัญของเนื้อหา ก าหนดน้ าหนักของข้อสอบ 2.1.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยาเรื่อง การ สังเคราะห์ด้วยแสง จ านวน 40 ข้อ 2.1.6 น าแบบทดสอบ ไปใช้กับกลุ่มที่ศึกษา 2.2 แบบวัดความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้การสร้างแบบสอบถามที่มีต่อ กิจกรรมการเรียนรู้รายวิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการ สืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้าง และหาคุณภาพตามล าดับขั้นตอน ดังนี้ 2.2.1 ก าหนดจุดมุ่งหมายและศึกษาทฤษฎี จากเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับวิธีการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ 2.2.2 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการ เรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบ เสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ เป็นชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ของลิเคิร์ท จ านวน 20 ข้อ โดยครอบคลุมคุณลักษณะที่ดี ของแบบวัด โดยแยกเป็นรายด้าน 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านผู้สอน 2) ด้านเนื้อหา 3) ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน 4) ด้านการประเมินผล


25 โดยมีระดับความความพึงพอใจ ดังนี้ 5 หมายถึง ความพึงพอใจในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง ความพึงพอใจในระดับมาก 3 หมายถึง ความพึงพอใจในระดับปานกลาง 2 หมายถึง ความพึงพอใจในระดับน้อย 1 หมายถึง ความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด เกณฑ์การแปลความหมายของการแสดง ความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะน าคะแนนที่ ได้รับจากการประเมินแบบสอบถาม ความพึงพอใจของนักเรียนมาค านวณหาคะแนนเฉลี่ยเพื่อท าการ ประเมิน ตามเกณฑ์ดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด, 2556, หน้า 121) 4.51-5.00 หมายความว่า ความพึงพอใจในระดับมากที่สุด 3.51-4.50 หมายความว่า ความพึงพอใจในระดับมาก 2.51-3.50 หมายความว่า ความพึงพอใจในระดับปานกลาง 1.51-2.50 หมายความว่า ความพึงพอใจในระดับน้อย 1.00-1.50 หมายความว่า ความพึงพอใจในระดับน้อยที่สุด 2.2.3 น าแบบวัดความพึงพอใจไปใช้กับกลุ่มที่ศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ก าหนดแบบแผนการทดลอง ผู้วิจัยได้ใช้แบบแผนการทดลองใช้รูปแบบการทดลองกลุ่ม เดียว และมีการวัดก่อนการทดลอง 1 ครั้ง และหลังการทดลอง 1 ครั้ง (One Group Pretest Posttest Design) เขียนเป็นรูปแบบการทดลองดังแสดงในตาราง ตาราง แบบแผนการทดลอง One Group Pre-test Post-test Design


26 ผู้วิจัยได้ทดลองและเก็บข้อมูลด้วยตนเองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้แผนการ จัดการเรียนรู้แบบใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา กับกลุ่มที่ศึกษาที่ได้เลือกไว้ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ผู้วิจัยให้นักเรียนท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง จ านวน 40 ข้อ 2. ผู้วิจัยด าเนินการสอนกลุ่มที่ศึกษา โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้รูปแบบวัฏจักรการ สืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 3. เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้ตามที่ก าหนด ผู้วิจัยท าการทดสอบการจัดการเรียนรู้กับผู้เรียน กลุ่มที่ศึกษา โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง จ านวน 40 ข้อ 4. หลังจากทดสอบแล้ว ผู้วิจัยให้นักเรียนท าแบบวัดความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้ จ านวน 20 ข้อ 5. ผู้วิจัยน าผลที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และแบบวัดความพึงพอใจมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ท าการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ ด้วยแสง มีวิธีการดังนี้ 1.1 หาค่าเฉลี่ย ( X ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ของคะแนน จาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของกลุ่มที่ ศึกษา 1.2 ทดสอบความแตกต่างของคะแนนเฉลี่ยของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง ของนักเรียนกลุ่มที่ศึกษา ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยสถิติ ทดสอบค่าทีชนิดกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (t-test dependent group) 2. การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ มีวิธีการดังนี้วิเคราะห์ ความพึงพอใจของนักเรียน หลังเรียนโดยการเปรียบเทียบ ค่าเฉลี่ยกับเกณฑ์การแปลความหมาย ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 4.51 - 5.00 หมายความว่า พึงพอใจมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 3.51 - 4.50 หมายความว่า พึงพอใจมาก ค่าเฉลี่ย 2.51 - 3.50 หมายความว่า พึงพอใจปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.51 - 2.50 หมายความว่า พึงพอใจน้อย


27 ค่าเฉลี่ย 1.00 - 1.50 หมายความว่า พึงพอใจน้อยที่สุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ค่าเฉลี่ย 2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน


28 บทที่ 4 ผลการวิจัยและการอภิปรายผล ผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้ รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ครั้งนี้นักเรียนกลุ ่มทดลองมี 9 คน ผู้วิจัยใช้วิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ผู้วิจัยขอน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน แสดงรายละเอียด ดังตางราง ตาราง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียน โดยใช้กิจกรรม การเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของกลุ่มตัวอย่าง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน N คะแนนเต็ม X S.D. ก่อนเรียน 9 40 19.33 2.45 หลังเรียน 9 40 30.78 2.11 จากตาราง พบว่า นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 19.33 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.45 และคะแนนหลังเรียนเฉลี่ย 30.78 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2.11 แสดงให้เห็นว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับ การเรียนรู้แบบ ร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน


29 2. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้ แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สรุปผลจากการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้วิชา ชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักร การสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการ เรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ดังตาราง ตาราง การหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานระดับความพึงพอใจของนักเรียน หลังเรียนโดยใช้ กิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 รายการที่ประเมิน ค่าเฉลี่ย S.D. ระดับความพึงพอใจ ด้านผู้สอน 1. ครูมีการชี้แจงกิจกรรมการเรียนรู้ให้นักเรียน เข้าใจอย่างชัดเจน 4.52 0.71 มากที่สุด 2. ค รูมี ก า รจั ด แ บ่งก ลุ่ ม นั ก เรี ย น โด ย ค ล ะ ความสามารถอย่างเหมาะสม 4.48 0.65 มาก 3. ครูผู้สอนให้ค าแนะน าดูแลนักเรียนอย่างทั่วถึง 4.48 0.71 มาก 4. ครูส่งเสริมให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นใน การเรียนรู้ 4.52 0.65 มากที่สุด 5. มีการเสริมแรงโดยการให้รางวัลแก่กลุ่มที่ท า กิจกรรม 4.50 0.67 มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.50 0.67 มาก ด้านเนื้อหา 6. เนื้อหาที่ใช้มีความเหมาะสมและหลากหลาย 4.48 0.71 มาก 7. เอกสารมีเนื้อหา ภาษา รูปภาพน่าสนใจและ เหมาะสม 4.44 0.71 มาก 8. เนื้อหาส่งเสริมความคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล 4.44 0.77 มาก 9. การจัดเนื้อหาเหมาะสมกับเวลา 4.48 0.71 มาก 10. เนื้อหามีความน่าสนใจ นักเรียนมีความพอใจ กับกิจกรรมในบทเรียน 4.52 0.65 มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.47 0.79 มาก


30 รายการที่ประเมิน ค่าเฉลี่ย S.D. ระดับความพึงพอใจ ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ 11. นักเรียนมีความสุขและภูมิใจในผลงานที่ส าเร็จ 4.56 0.65 มากที่สุด 12. นักเรียนพอใจที่กิจกรรมการเรียนที่มีความ หลากหลาย 4.52 0.65 มากที่สุด 13. นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกขั้นตอนเน้น ผู้เรียนเป็นส าคัญ 4.52 0.71 มากที่สุด 14. นักเรียนได้ร่วมอภิปรายและร่วมแสดงความ คิดเห็น 4.44 0.71 มาก 15. นักเรียนพอใจการจัดการเรียนการสอนมีล าดับ ขั้นตอนชัดเจน 4.48 0.71 มาก 16. นักเรียนได้ฝึกการสื่อสารระหว่างสมาชิกในกลุ่ม การเป็นผู้น าการตัดสินใจ การแก้ปัญหาภายในกลุ่ม 4.52 0.71 มากที่สุด 17. นักเรียนชอบที่ได้อธิบายความรู้ความเข้าใจให้ สมาชิกอื่น ๆ ในกลุ่มฟัง 4.48 0.71 มาก 18. นักเรียนพอใจที่กิจกรรมการเรียนรู้ท าให้นักเรียน พัฒนาทักษะการคิดที่สูงขึ้น 4.52 0.49 มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.51 0.66 มากที่สุด ด้านการวัดและประเมินผล 19. นักเรียนพอใจที่มีการประเมินผลการเรียนของ นักเรียน มีหลากหลายวิธีทั้งเป็นรายบุคคลและราย กลุ่ม 4.44 0.71 มาก 20. นักเรียนพอใจที่มีชี้แจงเกณฑ์ประเมินชัดเจน 4.48 0.71 มาก ค่าเฉลี่ย 4.46 0.71 มาก รวมทั้งฉบับ 4.49 0.68 มาก จากตาราง พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในภาพรวม มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ( X = 4.49) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.68 เมื่อพิจารณา รายด้าน พบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ที่สุด คือ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ( X = 4.51) รองลงมา ได้แก่ ด้านผู้สอน ( X = 4.50) ด้าน เนื้อหา ( X = 4.47) และด้านการประเมินผล ( X = 4.46) ตามล าดับ


31 บทที่5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ สรุปผลการวิจัย ในการศึกษาวิจัย เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วย แสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สรุปสาระส าคัญของการวิจัยได้ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา โดยใช้ รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะ หาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ประชากร ประชากรที่ใช้ศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์ – คณิตศาสตร์โรงเรียนบางเดือนสถิตพิทยาคม ต าบลบางเดือน อ าเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 มีนักเรียนทั้งสิ้นจ านวน 9 คน โดยวิธีการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยด าเนินการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง


32 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วย แสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้ รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 เวลา 18 ชั่วโมง 2. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียน การด าเนินการทดลอง ผู้วิจัยได้ทดลองและเก็บข้อมูลด้วยตนเองในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โดยใช้แผนการ จัดการเรียนรู้แบบใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง วิชาชีววิทยา กับกลุ่มที่ศึกษาที่ได้เลือกไว้ โดยมีการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. ผู้วิจัยให้นักเรียนท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนการจัดการเรียนรู้เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง จ านวน 40 ข้อ 2. ผู้วิจัยด าเนินการสอนกลุ่มที่ศึกษา โดยใช้แผนการจัดการเรียนรู้แบบใช้รูปแบบวัฏจักรการ สืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 3. เมื่อสิ้นสุดการจัดการเรียนรู้ตามที่ก าหนด ผู้วิจัยท าการทดสอบการจัดการเรียนรู้กับผู้เรียน กลุ่มที่ศึกษา โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง จ านวน 40 ข้อ 4. หลังจากทดสอบแล้ว ผู้วิจัยให้นักเรียนท าแบบวัดความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้แบบ ใช้ปัญหาเป็นฐาน จ านวน 20 ข้อ 5. ผู้วิจัยน าผลที่ได้จากการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และแบบวัดความพึงพอใจมาวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ


33 สรุปผลการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษาผลของการพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การ สังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สรุปผลการวิจัยได้ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียน 2. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การ สังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก อภิปรายผลการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้ รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัยได้อภิปรายตามการสรุปผลการวิจัย ดังนี้ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนด้วยการพัฒนากิจกรรม การเรียนรู้วิชา ชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหา ความรู้ (5E) ร่วมกับการ เรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 สูงกว่าก่อนเรียน โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อน เรียนเท่ากับ 19.33 และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 30.78 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ทั้งนี้ เพราะผู้วิจัยได้สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาชีววิทยา จากการศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาหลักสูตร เนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้นอกจากนี้การจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นกระบวนการ ที่ท าให้นักเรียนเกิดความรู้ ความเข้าใจ สามารถสร้างองค์ความรู้ของนักเรียนได้ ครูผู้สอน จะเป็นผู้เร้าความสนใจ โดยใช้สื่อ หรือ สร้างค าถาม ท าให้เกิดแรงกระตุ้นให้นักเรียนค้นหาค าตอบด้วยตนเอง ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจที่ได้ ค้นหาค าตอบด้วยตนเอง สอดคล้องกับงานวิจัยของ ปิยะพร พรประทุม (2555, หน้า 144-145) ได้ ศึกษาการพัฒนากิจกรรม การเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยใช้วัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5Es) ที่เน้นการคิด วิเคราะห์เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับจ านวนจริง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียน ได้คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ 83.40 และมีจ านวนนักเรียน ที่ผ่านเกณฑ์ 17 คน คิดเป็นร้อยละ 89.47 ของจ านวนนักเรียนทั้งหมด ซึ่งเป็นไปตามที่ก าหนดไว้ และสอดคล้องกับ


34 งานวิจัยของ อับดุลเลาะ อูมาร์ (2560, หน้า 97-101) ได้ท าการศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่องสมดุลเคมีที่มีต่อแบบจ าลองทางความคิด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ ความพึงพอใจ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่5 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล จังหวัดปัตตานี ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) มีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน เคมีหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การ สังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับ การเรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีความพึงพอใจโดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.49 อยู่ในระดับมาก ทั้งนี้ เพราะมีกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ดีและมีประโยชน์ต่อการเรียน มีล าดับขั้นตอนในการด าเนินการ อย่างเป็นระบบ นักเรียนมีโอกาสแสดงความคิดเห็น ตอบค าถาม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่ม มีกิจกรรม ที่หลากหลาย นักเรียนสามารถสืบค้น ด าเนินการหาค าตอบด้วยตนเอง มีการท างาน การก าหนด มอบหมายงานในกลุ่ม นักเรียนสามารถแสดงความคิดเห็น ร่วมมือกันท างาน มีการช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน ท าให้ผู้เรียนมีความพึงพอใจ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ ศิริพร เชื้อวังค า (2557, หน้า 100) ได้พัฒนาชุดกิจกรรมการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เพื่อเน้นการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน หน่วยการเรียนรู้ การด ารงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เพื่อเน้นการคิด วิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความพึงพอใจ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.48 โดยรวมอยู่ในระดับมาก และสอดคล้องกับ กัญญานิมิต มะกรูดอินทร์(2561, หน้า 314-315) ได้ศึกษาการพัฒนาชุดกิจกรรม การเรียนรู้วิทยาศาสตร์หน่วยการเรียนรู้พันธุกรรม รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว23101) โดยวิธีสอนแบบ สืบเสาะหาความรู้ ผลการวิจัยพบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ หน่วยการเรียนรู้พันธุกรรมรายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว23101) โดยวิธีสอน แบบสืบเสาะหา ความรู้ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.06 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก


35 ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะจากการวิจัยครั้งนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ ควรมีการเปรียบเทียบวิธีสอนโดยใช้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการเรียนรู้ แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ร่วมกับวิธีสอนอื่น ๆ เพื่อศึกษาว่าวิธีสอน ใด ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้ดีที่สุด


36 เอกสารและสิ่งอ้างอิง กรมวิชาการ. 2546. เอกสารประกอบหลักสูตรสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์คู่มือการจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ: องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์. กระทรวงศึกษาธิการ. 2551. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพมหานคร. กัญญานิมิตร มะกรูดอินทร์. 2561. การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์หน่วยการเรียนรู้ พันธุกรรม รายวิชาวิทยาศาสตร์ (ว23101) โดยวิธีสอน แบบสืบเสาะหาความรู้. การ ประชุมวิชาการและน าเสนอผลงานวิจัยระดับชาติและนานาชาติ ครั้งที่ 9. หน้า 314-315. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทา. จรัส โพธิ์จันทร์. 2533. ความพึงพอใจในการท างานของอาจารย์วิทยาลัยพยาบาล ในภาคเหนือ. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. 2552. 80 นวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ. กรุงเทพฯ: แด เน็ตซ์ อินเตอร์คอเปอร์เรชั่น. วิจารณ์ พานิช. 2555. วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่21. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์ วงศ์. เตชาเมธ เพียรชนะ. 2561. การปฏิรูปการศึกษาวิทยาศาสตร์ ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. วารสาร รัชตภาคย์, 12(25), 66-67. ปิยะพร พรประทุม. 2555. การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์โดยใช้วัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น (5Es) ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ เรื่อง ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ จ านวนจริง ชั้น มัธยมศึกษาปีที่2. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น. พรพิมล อ่อนอินทร์. 2559. การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้บนเว็บ เควสท์ ร่วมกับผังมโนทัศน์เพื่อพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ ค.ม. จันทบุรี: มหาวิทยาลัย ราชภัฏร าไพพรรณี พิชญะ กันธิยะ. 2559. การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้น วิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น. วิทยานิพนธ์ ค.ม. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่. พิมพันธ์ เดชะคุปต์. 2544. การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ: แนวคิดวิธีและ เทคนิคการ สอน 1. กรุงเทพฯ: เดอะมอสเตอร์กรุ๊ฟแมนเนจเม้นท์. โยธิน แสวงดี. 2551. การวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ: ศูนย์ศึกษาและฝึกอบรมการวิจัย.


37 ลัดดา สีนางกุ. 2550. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนความสามารถ การคิดวิเคราะห์และ เจตคติต่อวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการบวกและลบจ านวน ที่มีผลลัพธ์และตัวตั้งไม่เกิน 100 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่เรียนโดยวิธีสอนการเรียนรู้ แบบร่วมมือกับการสอนตามปกติ. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัย มหาสารคาม. ศิริชัย กาญจนวาสี. 2552. ทฤษฎีการทดสอบแบบดั้งเดิม. พิมพ์ครั้งที่ 6. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. ศิริพร เชื้อวังค า. 2557). การพัฒนาชุดกิจกรรมการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เพื่อเน้นการคิด วิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หน่วยการเรียนรู้การด ารงชีวิตของพืช กลุ่มสาระการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ ค.ม. สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏ สกลนคร. ศรารัตน์ มุลอามาตย์. 2554. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือและการจัดการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2557. ความรู้เบื้องต้นสะเต็ม. กรุงเทพฯ: สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ. ส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. 2560. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560-2564). กรุงเทพฯ: ส านักนายกรัฐมนตรี. สุรางค์ โค้วตระกูล. 2541. จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. สุดารัตน์ อะหลีแอ. 2558. ผลของการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีสังคม และสิ่งแวดล้อมที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเคมี ความสามารถในการแก้ปัญหา และ ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. สุเมธ เนาว์รุ่งโรจน์. 2561. การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการถ่ายทอดลักษณะ ทาง พันธุกรรม ที่จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) และความพึงพอใจ ในการจัดการ เรียนรู้ ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนห้วยยอด จังหวัดตรัง. วารสาร นวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์, 4(1), 23-34 หทัยรัตน์ ประทุมสูตร. 2542. ความพึงพอใจในการปฏิบัติงานของพยาบาล โรงพยาบาลชุมชน จังหวัดพิษณุโลก. ปริญญานิพนธ์ ศศ.ม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสาน มิตร.


38 เหนือดวง พูลเพิ่ม. 2560. การจัดการเรียนรู้วิชาดนตรี ตามแนวคิดของซูซูกิร่วมกับการเรียนรู้แบบ ร่วมมือ เพื่อพัฒนาทักษะการขับร้องและความสามารถในการท างานเป็นทีม ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์กศ.ม. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. อรัญญา สถิตไพบูลย์. 2550. ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาเคมี โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. ขอนแก่น: มหาวิทยาลัยขอนแก่น. อับดุลเลาะ อูมาร์. 2560. ผลของการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5Es) เรื่อง สมดุลเคมีที่ มีต่อแบบจ าลองทางความคิด ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และความพึงพอใจของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเดชะปัตตนยานุกูล จังหวัดปัตตานี. วิทยานิพนธ์ ค.ม. สงขลา: มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์. อ าพร ไตรภัทร. 2543. คู่มือการเรียนการสอน การคิดวิเคราะห์ วิจารณ์. ขอนแก่น: ขอนแก่นการ พิมพ์. Colman, M.R. 1995. "Problem-Based Learning : A New Approach for teaching Gifted Students", Gifted Today Magazine. 18 (May-June 1995), 18-19. Good, C.V. 1973. Dictionary of Education. New York : McGraw-hill Book.


39 ภาคผนวก


40 ภาคผนวก ก ตัวอย่างหนังสือที่ใช้ในการวิจัย


41 บันทึกข้อความ ส่วนราชการ โรงเรียนบางเดือนสถิตย์พิทยาคม อ าเภอพุนพิน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่ ................................ วันที่ 30 สิงหาคม 2566 เรื่อง รายงานวิจัยในชั้นเรียน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรียน ผู้อ านวยการโรงเรียนบางเดือนสถิตย์พิทยาคม ด้วยข้าพเจ้า นางสาววรารัตน์ สุกก้อนทอง ต าแหน่ง ครูช านาญการ ได้มอบหมายให้ ปฏิบัติหน้าที่จัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีรหัสวิชา ว30244 รายวิชา ชีววิทยา 4 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 บัดนี้ การจัด กิจกรรมการเรียนรู้ได้เสร็จสิ้นลงแล้ว จึงขอรายงานผลการท าวิจับในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาและ ช่วยเหลือนักเรียน คือ รายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาชีววิทยา เรื่อง การสังเคราะห์ด้วยแสง โดยใช้รูปแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับการ เรียนรู้แบบร่วมมือ ส าหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา ลงชื่อ ........................................................... ( นางสาววรารัตน์ สุกก้อนทอง ) ต าแหน่ง ครูช านาญการ ข้อคิดเห็น / ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................................................ ลงชื่อ ......................................................... ( นายปฏิวัติ เหล่าพราหมณ์) รองผู้อ านวยการโรงเรียน รักษาการในต าแหน่ง ผู้อ านวยการโรงเรียนบางเดือนสถิตย์พิทยาคม


42 ภาคผนวก ข ตัวอย่างแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ


Click to View FlipBook Version