The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

1.เพื่อพัฒนารูปแบบซองใส่ช้อนส้อม
2.เพื่อลดการใช้ซองพลาสติกใส่ช้อนส้อม
3.เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ผ้าทอกะเหรี่ยง

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kittichai2043, 2021-03-07 21:59:26

โครงการ ซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยง

1.เพื่อพัฒนารูปแบบซองใส่ช้อนส้อม
2.เพื่อลดการใช้ซองพลาสติกใส่ช้อนส้อม
3.เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ผ้าทอกะเหรี่ยง

Keywords: ซองใส่ช้อนส้อม

ซองใส่ชอ้ นสอ้ มจากผ้าทะเหรีย่ ง
Envelopes for utensils made from Karen woven cloth

ศริ วิ ิภา พาทีพิเคราะห์

โครงการนเ้ี ป็นสว่ นหนึง่ ของการศึกษาตามหลักสตู ร
ประกาศนียบตั รวิชาชีพชั้นสงู

สาขาวชิ า การโรงแรม ประเภทวิชา อุตสาหกรรมทอ่ งเท่ยี ว
วิทยาลัยอาชวี ศึกษาเชียงใหม่
ปกี ารศึกษา 2563



ซองใส่ชอ้ นสอ้ มจากผ้าทะเหรีย่ ง
Envelopes for utensils made from Karen woven cloth

ศริ วิ ิภา พาทีพิเคราะห์

โครงการนเ้ี ป็นสว่ นหนึง่ ของการศึกษาตามหลักสตู ร
ประกาศนียบตั รวิชาชีพชั้นสงู

สาขาวชิ า การโรงแรม ประเภทวิชา อุตสาหกรรมทอ่ งเท่ยี ว
วิทยาลัยอาชวี ศึกษาเชียงใหม่
ปกี ารศึกษา 2563

ใบรบั รองโครงการ
วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษาเชียงใหม่

เรอ่ื ง : ซองใสช่ อ้ นส้อมจากผา้ ทอกะเหรย่ี ง

โดย นางสาวศิริวิภา พาทีพเิ คราะห์ รหสั 6237010062

ได้รบั การรับรองให้นบั เป็นสว่ นหน่งึ ของการศึกษาตามหลกั สตู รประกาศนียบัตรวิชาชพี ชน้ั สูง
สาขาวชิ าการโรงแรม ประเภทวชิ าอตุ สาหกรรมท่องเทยี่ ว

.....................................หัวหนา้ แผนกวิชา ..……………………………….รองผู้อำนวยการฝ่ายวชิ าการ
(นางอัปสร คอนราด) (นายณรงศักด์ิ ฟองสินธ)์ุ
วนั ท่ี..…เดอื น………พ.ศ…….. วนั ท่ี..…เดือน…………พ.ศ……..

...................................................กรรมการสอบโครงการ
(นางสาวนพรรณพ ดวงแกว้ กูล)

กิตตกิ รรมประกาศ

โครงการเรื่อง ซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยง ของนักศึกษาแผนกวิชาการโรงแรมวิทยาลัย
อาชีวศึกษาเชียงใหม่ ฉบับนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี เนื่องจากได้รับ ความกรุณา ความอนุเคราะห์
การสนับสนนุ และการใหค้ ำแนะนำแนวทางในการดำเนนิ งานจากหลายทา่ น

ขอขอบพระคุณ นายประภากร วัชราคม ผู้อำนวยการวิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่
นายณรงค์ศักดิ์ ฟองสินธุ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ และนางอัปสร คอนราด หัวหน้าแผนก
สาขาวิชาการโรงแรม

ขอขอบพระคุณ นางสาวนพรรณพ ดวงแกว้ กูล ครูท่ีปรึกษาวชิ าโครงการ ท่ีใหค้ ำปรกึ ษาโครงการ
แนะนำและให้ข้อคิดต่างๆ ในโครงการ ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่อง จนรายงานโครงการ
ฉบับน้ีเสรจ็ สมบรู ณ์ และสำเร็จลุล่วงไปดว้ ยดี

ศิรวิ ิภา พาทีพิเคราะห์

ช่อื : นางสาวศิรวิ ภิ า พาทีพเิ คราะห์
ชอ่ื โครงการ : ซองใสช่ ้อนส้อมจากผา้ ทอกะเหร่ียง
สาขาวชิ า : การโรงแรม
ประเภทวชิ า : อุตสาหกรรมท่องเท่ียว
หัวหน้าแผนกวชิ า : นางอปั สร คอนราด
อาจารย์ประจำวชิ า : นางสาวนพรรณพ ดวงแก้วกลู
ปกี ารศึกษา : 2563

บทคัดย่อ

โครงการ เรื่อง ซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบ
ซองใส่ช้อนส้อม เพื่อลดการใช้ซองจากพลาสติกใส่ช้อนส้อมและเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ผ้าทอกะเหรี่ยง
วิธีดำเนินการ คือ สุ่มเลือกกลุ่มประชากรแบบเจาะจง ใช้แบบสำรวจความต้องการและแบบประเมิน
ความพึงพอใจเป็นเครื่องมือที่ใช้ในดำเนินโครงการ โดยขั้นตอนการดำเนินโครงการเริ่มจากการวางแผน
กำหนดชื่อเรื่องและศึกษารวบรวมข้อมูลปัญหา ความสำคัญของโครงการ เขียนแบบเสนอโครงการ และ
ขออนุมัติโครงการ ถัดมาขั้นตอนการดำเนินการ สำรวจความต้องการรูปแบบซองใส่ช้อนส้อมของผู้ใช้
ผลิตภัณฑ์ ออกแบบผลิตภัณฑ์ และจัดทำซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยงตามผลการสำรวจและ
ออกแบบ ขั้นตอนการตรวจสอบ ทดสอบใช้ผลิตภัณฑ์กับบริการอาหารและเครื่องดื่มแก่แขกและผู้มา
เยี่ยมชมวิทยาลัยฯ ประเมินความพึงพอใจในการใช้ผลิตภัณฑ์ ขั้นตอนประเมินติดตามผล การเก็บ
รวบรวมข้อมูล และสถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล ระยะเวลา ต้ังแต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ถึง
วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2564 ใช้เครื่องมือในการศึกษา คือ แบบสำรวจความคิดเห็นในรูปแบบของซองใส่
ช้อนส้อมและแบบประเมินความพึงพอใจซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยง ผลการดำเนินการศึกษา
พบว่า จากผลการวิเคราะห์แบบสำรวจความคิดเห็น ความต้องการ รูปแบบซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอ
กะเหรี่ยง ได้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสำรวจ จำนวน 50 คน
คิดเป็นร้อยละ 100 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสำรวจ เมื่อจำแนก
ตามเพศ สว่ นใหญเ่ ป็นเพศหญงิ จำนวน 36 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 72 ด้านการจำแนกตามชว่ งอายุ สว่ นใหญ่
อยู่ในช่วงอายุ 20-24 ปี จำนวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 62 และจากผลการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจ
ความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบ สี และลายซองใส่ช้อนส้อม พบว่า ส่วนใหญ่เลือกรูปแบบซองใส่ช้อนส้อม
แบบที่ 3 จำนวน 25 คน คิดเป็นร้อยละ 50 สำหรับสีของซองใส่ช้อนส้อม ส่วนใหญ่เลือกสีขาว
จำนวน 13 คน คดิ เป็นรอ้ ยละ 26 และสำหรบั ลวดลายการซองใสช่ ้อนส้อม สว่ นใหญ่เลือกลวดลายการปกั

ซองใส่ช้อนส้อม ลายดอกทานตะวัน และลายพื้นฐาน ซึ่งมีจำนวนเท่ากัน จำนวน 10 คน
คิดเป็นร้อยละ 20 และจากผลการวิเคราะห์แบบประเมินความพึงพอใจซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอ
กะเหรี่ยงได้ผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังนี้ จำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบประเมินความพึงพอใจ
จำนวน 50 คน คิดเป็นร้อยละ 100 เมื่อจำแนกตามเพศ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 35 คน
คิดเป็นร้อยละ 70 ด้านการจำแนกตามช่วงอายุ ส่วนใหญ่เป็นอยู่ในช่วงอายุ 20-24 ปี จำนวน 40 คน
คิดเป็นร้อยละ 80 และจากผลการวิเคราะห์การจัดลำดับความพึงพอใจของผู้ประเมินแบบประเมิน
ความพึงพอใจซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยง ได้ผลวิเคราะห์ โดยเรียงลำดับผลการวิเคราะห์ พบว่า

ค่าเฉลี่ยมากที่สุด ( ̅=4.70) มีจำนวนเท่ากัน คือ โครงการซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยง
เหมาะสมกับสภาพสถานการณ์ปัจจุบัน ซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยงมีสีสันและลวดลายสวยงาม
ซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยงมีความประณีต และซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยงสื่อให้เห็นถึง

เอกลักษณ์ของผ้าทอกะเหรี่ยง ค่าเฉลี่ยรองลงมา ( ̅=4.68) มีจำนวนเท่ากัน คือ ซองใส่ช้อนส้อมจาก
ผ้าทอกะเหรี่ยง สามารถป้องกันฝุ่นได้ และซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยง มีการเย็บและ

เก็บรายละเอียดดี และค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด ( ̅=4.64) คือ โครงการซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยง
สร้างความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้เรื่องความสะอาดได้ และซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยง สามารถ
ทำความสะอาดไดง้ า่ ย ตามลำดับ

Name : Miss Siriwipha Phathiphikhrao
Project name : Envelopes for utensils made from Karen woven cloth
Field of study : Hotel
Subject type : Tourism industry
Department Head : Mrs. Apsorn Conrad
Subject teacher : Ms. Naphannop DuangkaewKool
School year : 2020

Abstract

The project about envelopes for utensils made from Karen woven cloth. It is
intended to develop a model Cutlery bag To reduce the use of plastic envelopes with
cutlery and to promote the conservation of Karen weaving, the method is to randomly
select a specific population group. Take on demand surveys and assessments.
Satisfaction is a tool used in project execution. The process of implementing the project
starts from planning. Define a title and study and collect problem information. Project
significance Write a project proposal And requesting approval for the project Next comes
the action steps. Investigate product users' need of the cutlery case pattern. Product
design And made a sachet of utensils made of Karen woven fabric according to the survey
and design results Inspection process Test products and food and beverage services to
guests and visitors. Visit the College Evaluate your satisfaction with the product. Evaluation
process, follow up, collection Data and statistics were collected and analyzed for the
period from November 16, 2020 to February 28, 2021 using the study tools, namely a
survey in the form of a cutlery sachet and a spoon-fork satisfaction assessment form. From
Karen weaving The results of the study were as follows: Based on the results of the
analysis of the opinion polls, the need for the cutlery sachet pattern from Karen woven
cloth. The results of the data analysis were as follows. The number of surveyed
respondents of 50 people was 100%. The results of the personal data analysis of the

surveyed respondents when classified. By sex, most of them were female in the number
of 36 people, accounting for 72 percent of the age classification. Most were in the age
range of 20-24 years, 31 people, 62 percent, and the analysis of the survey data on
patterns, colors and patterns of cutlery found that most of them chose the style of the
cutlery envelope. Type 3, amount 25 people, 50 percent for the color of the spoon and
fork sachet. Most of the white people chose 13 people, representing 26 percent, and for
the pattern of the sachet and fork. Most of them choose a pattern to embroider a spoon
and fork. Sunflower pattern And basic pattern Which is the same number of 10 people,
equal to 20 percent, and the results of the analysis of the satisfaction assessment form.
The results of the data analysis were as follows. The number of sample subjects who
responded to the satisfaction survey of 50 people was 100% classified by gender. The vast
majority of them were female, with 35 people representing 70 percent. Classification by
age Most of them were in the age range of 20-24 years of the number of 40 people,
representing 80 percent, and from the results of the evaluation of the satisfaction rating
of the assessors, the satisfaction surveyors. Get the analysis result In order of the analysis

results, it was found that the highest mean ( ̅= 4.70) was the same number. Suitable for
the current situation Cutlery pouch made from Karen weave has beautiful colors and
patterns. The envelope for the utensils made from Karen weave is exquisite. And
envelopes of utensils made from Karen weaving, conveying the uniqueness of the Karen

weaving The next average ( ̅= 4.68) was the same number, which was the sachet of
cutlery made of Karen weaving. Can prevent Dust can and the sachet of utensils from the

Karen weave. Good sewing and detailing And the lowest average ( ̅= 4.64) was the Karen
woven cloth sachet project to build confidence among users about cleanliness. And a
sachet of utensils made of Karen woven cloth Can be easily cleaned respectively

สารบัญ หน้า

เรือ่ ง ข
ใบรับรองโครงการ ค
กติ ตกิ รรมประกาศ
บทคัดย่อ 1
สารบัญตาราง 2
สารบญั ภาพ 2
บทท่ี 1 บทนำ 2
2
1.1 ความเป็นมาและความสำคัญของโครงการ
1.2 วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา 4
1.3 ขอบเขตของโครงการ 13
1.4 ประโยชนท์ ่คี าดว่าจะได้รบั 17
1.5 นยิ ามศัพท์เฉพาะ 22
บทที่ 2 เอกสารและงานศึกษาทีเ่ กี่ยวข้อง 24
2.1 ความรู้เกี่ยวกบั ผ้าทอกะเหรยี่ ง 25
2.2 ความรู้เก่ยี วกับการเย็บผ้า
2.3 ความรเู้ กี่ยวกับลวดลายของผา้ กะเหร่ียง 33
2.4 ความรเู้ กี่ยวกับการปักผา้ กะเหรย่ี ง 33
2.5 ความรู้เกี่ยวกบั เครือ่ งมอื ในการรบั ประทานอาหาร 35
2.6 ความร้เู กย่ี วกับสถิติการปนเปื้อนจลุ นิ ทรียใ์ นภาชนะสัมผสั อาหารหลัง 35
36
การจมุ่ นำ้ ร้อนเพือ่
บทที่ 3 วธิ ีดำเนนิ การศึกษา

3.1 กลมุ่ ประชากร
3.2 เคร่อื งมือที่ใชใ้ นดำเนนิ โครงการ
3.3 ขัน้ ตอนการดำเนินโครงการ
3.4 การเก็บรวบรวมข้อมลู
3.5 สถติ ิและการวเิ คราะหข์ ้อมูล

สารบัญ (ต่อ) หน้า

เรอื่ ง 38
บทท่ี 4 ผลการศกึ ษา
42
4.1 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลแบบสำรวจความคดิ เหน็ ความต้องการ รปู แบบ
ซองใส่ช้อนส้อม 42
43
4.2 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู แบบสำรวจความคดิ เหน็ ความต้องการ รูปแบบ 45
ซองใส่ช้อนส้อม

บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายและข้อเสนอแนะ
5.1 สรปุ ผล
5.2 อภิปรายผล
5.3 การแสดงความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะ

บรรณานกุ รม
ภาคผนวก

ภาคผนวก ก แบบนำเสนอโครงรา่ งโครงการ
ภาคผนวก ข เครือ่ งมอื ท่ีใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
ภาคผนวก ค รูปภาพประกอบโครงการ
ภาคผนวก ง แบบสอบถามสอบถามความพึงพอใจ
ประวัติผูจ้ ัดทำ

สารบญั ตาราง

ตารางที่ หนา้
ตารางที่ 1 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบ 38
39
แบบสำรวจ โดยมีตวั แปรจำแนกตามเพศของผูต้ อบแบบสำรวจ 39
ตารางที่ 2 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบ 40
41
แบบสำรวจ โดยมตี วั แปรจำแนกตามอายุของผูต้ อบแบบสำรวจ 42
ตารางที่ 3 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบ
42
แบบสำรวจความคิดเห็นรูปแบบซองใส่ชอ้ นสอ้ ม
ตารางที่ 4 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบ 43

แบบสำรวจความคิดเหน็ เก่ยี วกับการเลอื กสขี องซองใสช่ ้อนส้อม 45
ตารางท่ี 5 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนร้อยละของกลุ่มตัวอย่างท่ีตอบ

แบบสำรวจความคิดเห็นของลวดลายการปกั ซองใสช่ ้อนส้อม
ตารางท่ี 6 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่างที่ตอบ

แบบประเมินความพึงพอใจซองใส่ช้อนส้อมจากผา้ ทอกะเหรี่ยง โดยจำแนกตัว
แปรตามเพศ
ตารางท่ี 7 ตารางแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวน ร้อยละของกลุ่มตัวอย่ าง
ที่ตอบแบบประเมินความพึงพอใจ โดยจำแนกตัวแปรตามอายุของผู้ตอบแบบ
ประเมนิ
ตารางที่ 8 ตารางแสดงการวิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้ตอบแบบประเมินซอง

ใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยง โดยการหาค่าเฉลี่ย ( ̅) และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (S.D.)
ตารางที่ 9 ตารางแสดงการวิเคราะห์การจัดลำดับความพึงพอใจของผู้ตอบแบบประเมิน

ซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหร่ยี ง โดยการหาค่าเฉลีย่ ( ̅) และส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D.)

สารบญั ภาพ หน้า
5
ภาพที่ 6
ภาพท่ี 1 ด้ายถกั 7
ภาพที่ 2 ด้ายปกั 7
ภาพที่ 3 ดา้ ยลินิน 11
ภาพที่ 4 ด้ายสปนั 13
ภาพท่ี 5 อุปกรณ์ทอผ้า 14
ภาพท่ี 6 การสอยซ่อนด้าย 14
ภาพที่ 7 การเนา 15
ภาพที่ 8 การสอย 15
ภาพท่ี 9 การดน้ ถอยหลงั 16
ภาพท่ี 10 ตะเขบ็ เยบ็ หุ้มแบบท่ี 1 16
ภาพท่ี 11 ตะเข็บเย็บหุ้มแบบท่ี 2 17
ภาพท่ี 12 ปมฝร่งั เศส 19
ภาพที่ 13 ลายปักริมผ้าห่ม 20
ภาพที่ 14 ผา้ ปกั ประดับ“ ลูกเดือย” 20
ภาพที่ 15 ผ้าไหมยกดอก 1 22
ภาพที่ 16 ผา้ ไหมยกดอก 2 23
ภาพที่ 17 ผ้าซนิ่ 23
ภาพท่ี 18 ผา้ ปักลายดอกไม้ 1 25
ภาพท่ี 19 ผ้าปักลายดอกไม้ 2 57
ภาพท่ี 20 อปุ กรณร์ ับประทานอาหาร 57
ภาพที่ 21 แบบสำรวจความต้องการซองใสช่ อ้ นส้อม 57
ภาพที่ 22 แบบสอบถามข้อมูลสว่ นบคุ คลของผู้ตอบแบบสำรวจความตอ้ งการ 58
ภาพท่ี 23 แบบสำรวจรูปแบบซองใสช่ ้อนส้อม 29
ภาพท่ี 24 แบบสำรวจความตอ้ งการสซี องใส่ชอ้ นส้อม 59
ภาพท่ี 25 แบบสำรวจความต้องการลวดลายซองใสช่ อ้ นซอ้ ม
ภาพที่ 26 แบบสอบถามข้อเสนอแนะของผตู้ อบแบบสำรวจความต้องการ

สารบญั ภาพ (ต่อ) หนา้
61
ภาพที่ 61
ภาพท่ี 27 ทอผ้า 61
ภาพท่ี 28 ปกั ผ้า 63
ภาพที่ 29 ซองใสช่ อ้ นส้อมเสร็จสมบรู ณ์ 63
ภาพที่ 30 ควิ อารโ์ คด๊ แบบประเมินความพงึ พอใจ 63
ภาพท่ี 31 ขอ้ ชแ้ี จงแบบประเมนิ ความพึงพอใจ 64
ภาพท่ี 32 แบบสอบถามข้อมูลส่วนบคุ คลของผู้ตอบแบบประเมินความพึงพอใจ 64
ภาพท่ี 33 แบบประเมินความพงึ พอใจ
ภาพที่ 34 แบบสอบถามข้อเสนอแนะของผ้ปู ระเมินความพึงพอใจ

บทท่ี 1
บทนำ

1.1 ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา
กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมได้กำหนดยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับ

การสร้างและพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมให้เติบโตและแข่งขันได้ การสนับสนุนปัจจัยเอื้อต่อ
การประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมและการพัฒนาประสิทธิภาพองค์กร โดยการสนับสนุนเสริมสร้าง
ความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการ OTOP ซึ่งเป็นเศรษฐกิจรากฐานของประเทศ โดยการพัฒนา
ผู้ประกอบการที่ดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์อยู่แล้วให้มีความยั่งยืนและพัฒนาสินค้าให้เป็นไปตาม
ความต้องการของตลาดหรือผู้ซื้อแต่เนื่องจากในปัจจุบันผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชุมชนเป็นผลิตภัณฑ์
ที่มีตลาดค่อนข้างจำกัด สาเหตุจากผลิตภัณฑ์มีความล้าสมัยไม่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือมีการ
พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆเพื่อช่วยให้การผลิตผลิตภัณฑ์มีคุณภาพได้มาตรฐานมากขึ้น ผู้ผลิตยังมี
ศักยภาพในการผลิตไม่เพียงพอ ขาดความรู้ความเข้าใจในการพัฒนากระบวนการผลิตที่ถูกต้อง
การผลิตที่รวดเร็วและได้มาตรฐาน หรือยังขาดการบริหารจัดการการผลิตที่ดีและยังไม่สามารถ
นำภูมิปัญญาดั้งเดิมที่มีอยู่มาสร้างมูลค่าเพิ่มโดยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ต้องการของตลาดไ ด้
ซึ่งผ้าทอกะเหรี่ยง จัดเป็นงานช่างฝีมือประเภทผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้า ที่นิยมทำกันมานานแล้ว
ในชุมชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงแทบทุกบ้านถือเป็นศิลปะพื้นบ้านชนิดหนึ่ง โดยจะทอด้วยเครื่องทอผ้า
แบบกี่เอวจะมีลักษณะ พิเศษสามารถเคลื่อนย้ายไปทอในที่ต่าง ๆ ได้อย่างง่ายดาย เจ้าของร้าน ผ้า
ฝ้ายแฟชั่นได้รวบรวมข้อมูลความเป็นมาจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ของหมู่บ้าน ทำให้ทราบว่า
มีมานานตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายายและได้ถ่ายทอดสืบต่อมา กี่ทอผ้าในยุคก่อนทำจากไม้สัก เพราะ
เป็นไม้เนื้ออ่อน ผ่าตัดแต่งเป็นรูปทรงง่าย ส่วนลวดลายผ้าที่ทอนั้นก็มี เพียงไม่กี่ลาย เช่น
ลายเมลด็ ฟกั ทอง ลายดอกพริก ลายแมง มมุ และลายหวั เต่า ซ่ึงล้วนไดร้ บั แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ
และสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังนิยมใช้ลูกเดือย ปักตกแต่งบนผืนผ้าอย่างสวยงาม
สำหรับวัตถุดิบหลักที่นำมาใช้ในการทอผ้า คือ ฝ้าย ทั้งนี้เพราะดูดความชื้นได้ง่ายผู้สวมใส่
จะรู้สึกเย็นสบายเหมาะกับอากาศเมืองร้อน อีกทั้งยังปลูกได้ทั่วไป นับเป็นเอกลักษณ์
ของผา้ ทอพนื้ เมอื งชาวเขาเผ่ากะเหรยี่ งอยา่ งแทจ้ ริง

การบริการอาหารและเครื่องดื่มในปัจจุบันเน้นเรื่องความสะอาดถูกหลักสุขอนามัยและ
กรมอนามัยกระทรวงสาธารณะสุขยังเน้นย้ำเรื่องความสะอาดของอุปกรณ์ที่ใช้ในการรับประทาน
อาหาร ซึ่งหลายสถานที่ในขณะนี้เวลาจะให้บริการอาหารและเครื่องดื่มแก่ลูกค้า จะใส่ช้อนส้อมใน
ซองพลาสติกอย่างมิดชิดเพื่อป้องกันฝุ่นละอองและเชื้อโรค ในการใช้ถุงพลาสติกอาจทำให้เกิด
มลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมและยังเป็นปัญหาในการย่อยสลายของพลาสติก ผู้จัดทำจึงมีแนวคิดนำ

2

ผ้าทอกะเหรี่ยงซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์จากท้องถิ่น นำมาประยุกต์เป็นซองใส่ช้อนส้อม เพื่อลดปัญหาการ
ยอ่ ยสลายของถุงพลาสตกิ และยังเป็นการอนรุ ักษ์ สืบสานผา้ ทอกะเหรีย่ งอกี ด้วย

ดังนั้น ผู้จัดทำจึงได้นำผ้าทอกะเหรี่ยงมาออกแบบเพื่อสามารถนำมาเป็นผลิตภัณฑ์ในการใส่
ชอ้ นส้อมเพือ่ ใหบ้ ริการผู้ที่มาใช้บริการห้องอาหารอาคารปฏบิ ัติการโรงแรม เพ่ือเสริมสร้างความม่ันใจ
ใหแ้ กล่ ูกค้าดา้ นสุขอนามยั และสร้างความประทบั ใจแก่ผู้ใชบ้ ริการ

1.2 วัตถปุ ระสงคข์ องโครงการ
1.2.1 เพ่ือพฒั นารูปแบบซองใสช่ อ้ นส้อม
1.2.2 เพ่ือลดการใชซ้ องจากพลาสตกิ ใส่ชอ้ นส้อม
1.2.3 เพ่อื สง่ เสริมการอนุรักษ์ผา้ ทอกะเหรยี่ ง

1.3 ขอบเขตโครงการ
1.3.1 เชงิ ปริมาณ
- ซองใส่ชอ้ นสอ้ มจากผา้ ทอกะเหร่ยี ง จำนวน 30 ชิ้น
- กลุ่มตัวอย่าง ครูอาจารย์ เจ้าหน้าท่ี วิทยาลัยอาชวี ศกึ ษาเชียงใหม่

จำนวน 100 คน
1.3.2 เชิงคณุ ภาพ
- ซองใสช่ อ้ นส้อมจากผ้าทอกะเหรย่ี งมลี วดลายสวยงามซกั ทำความสะอาดไดง้ ่าย

และสามารถนำมาใช้ได้จริง
1.3.3 ระยะเวลาและสถานทีใ่ นการดำเนนิ งาน
ระยะเวลาดำเนนิ งาน ตง้ั แต่วันที่ 16 พฤศจิกายน 2563 ถงึ 28 กมุ ภาพนั ธ์
2564
สถานทด่ี ำเนินงาน - อาคารปฏบิ ตั ิการโรงแรม วทิ ยาลยั อาชวี ศกึ ษาเชยี งใหม่
- ท่อี ยอู่ าศยั ของผูจ้ ัดทำ บ้านเลขท่ี 8 ม.9 ต.บ่อแก้ว
อ.สะเมิง จ.เชียงใหม่ 50250

1.4 ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะได้รับ
1.4.1 ผใู้ ช้บรกิ ารเกดิ ความประทบั ใจและสนใจในผลิตภณั ฑ์
1.4.2 ซองใส่ชอ้ นส้อมจากผา้ ทอกะเหรีย่ งมีความคงทน ใช้งานได้ยาวนาน

1.5 นิยามศัพท์
ซองใส่ชอ้ นส้อมจากผา้ ทอกะเหรี่ยง เป็นการนำผ้าทอกะเหร่ยี งมาประยุกต์ออกแบบเป็น

ซองใสช่ ้อนส้อมท่ีมกี ารปักลวดลายสวยงาม

บทที่ 2
แนวคดิ ทฤษฎแี ละงานศกึ ษาทเี่ กย่ี วขอ้ ง

ในการศึกษาเร่ือง ซองใส่ชอ้ นส้อมจากผา้ ทอกะเหรี่ยง ผู้จดั ทำโครงการไดร้ วบรวมแนวคิด
ทฤษฎแี ละหลักการต่าง ๆ จากเอกสารและงานศกึ ษาท่เี กีย่ วขอ้ ง ดังนี้

2.1 ความรเู้ กย่ี วกบั ผ้าทอกะเหร่ียง
2.2 ความร้เู กยี่ วกับการเยบ็ ผา้
2.3 ความรู้เกยี่ วกับลวดลายของผ้ากะเหรย่ี ง
2.4 ความรเู้ กย่ี วกับการปกั ผ้ากะเหร่ียง
2.5 ความร้เู ก่ยี วกับเครอื่ งมือในการรับประทานอาหาร
2.6 ความรู้เก่ียวกับสถิติการปนเปื้อนจลุ ินทรยี ์ในภาชนะสัมผัสอาหารหลังการจุ่มน้ำร้อนเพอ่ื
ฆา่ เชื้อโรค
2.7 งานศึกษา / งานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง

2.1 ความรเู้ ก่ยี วกับผ้าทอกะเหร่ียง
2.1.1 ความเปน็ มาของผ้าทอกะเหรี่ยง
ผ้าทอกะเหรี่ยงจัดเป็นงานช่างฝีมือประเภทผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้า ที่นิยมทำกัน

มานานและในชุมชนชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงแทบทุกบ้านถือเป็นศิลปะพื้นบ้านชนิดหนึ่ง โดยจะทอด้วย
เครอื่ งทอผา้ แบบก่เี อวจะมีลักษณะพิเศษสามารถเคลื่อนย้ายไปทอในทตี่ า่ ง ๆ ได้อยา่ งงา่ ยดาย จากคำ
บอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่วา่ การทอผา้ มีมาต้ังแต่สมัยปูย่ า่ ตายายและได้สืบทอดตอ่ มา กี่ทอผ้าในยุคก่อน
ทำจากไม้สัก เพราะเป็นไม้เนื้ออ่อนผ่าตัดแต่งเป็นรูปทรงง่าย ส่วนลวดลายที่ทอนั้นก็มีเพียงไม่กี่ลาย
เช่น ลายเมล็ดฟักทอง ลายดอกพริก ลายแมงมุม และลายหัวเต่า ซึ่งลวดลายได้รับแรงบันดาลใจจาก
ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น นอกจากนี้ยังนิยมใช้ลูกเดือยปักตกแต่งบนผืนผ้าอย่างสวยงาม
สำหรับวัตถุดิบหลักที่นำมาใช้การทอผ้า คือ ฝ้าย เพราะดูดความชื้นได้ง่ายผู้สวมใส่จะรู้สึกเย็นสบาย
เหมาะกับอากาศเมืองร้อน อีกทั้งยังปลูกได้ทั่วไป นับเป็นเอกลักษณ์ด้วยผ้าทอพื้นเมืองชาวเขา
เผ่ากะเหรยี่ งอยา่ งแทจ้ รงิ (แหลง่ สาระสนเทศทอ่ งเที่ยว)

2.1.2 ดา้ ย
ด้าย คือ สิ่งที่ทำด้วยใย เป็นต้นว่าใยฝ้าย ปั่นเป็นเส้นสำหรับเย็บ ถัก หรือทอผ้า
การเริ่มทำเกี่ยวกับการเย็บผ้า หรือ จะทำชิ้นงานสักชิ้น ปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือ เส้นด้าย
ด้ายเย็บผ้าคุณภาพ ปัจจุบันมีหลายแบรนด์และหลายแบบ มีความนิ่ม ความฟูที่แตกต่างกันออกไป
ขึ้นอยู่กับการใช้งานของแต่ละคน ที่สำคัญควรเลือกใช้ให้พอดีกับการใช้งานจะดีที่สุด มีการแบ่ง
ประเภทการใชง้ านทหี่ ลากหลาย ซ่ึงอาจสร้างความปวดหวั และความสบั สนในการเลอื กการใช้งาน

4

ด้ายเย็บผ้าชนิดต่าง ๆ หากเลือกใช้อย่างเหมาะสมกับชิ้นงาน จะทำให้งานสวยงาม จำเป็นท่ี
จะต้องทราบ คุณสมบัติประเภทเส้นด้ายแต่ละประเภท เพื่อนำมาใช้งานได้อย่างถูกต้อง
และสร้างความทนทานใหก้ ับช้ินงาน

1) ประเภทของเสน้ ด้าย
ดา้ ยเยบ็ ผา้ ฝ้าย

ด้ายเยบ็ ผ้าฝ้าย มคี วามทนทานตอ่ ความร้อนไดด้ ี จงึ เหมาะแก่งานตัดเยบ็ และยงั สา
มารรองรับกับเครื่องรดี ที่ใหค้ วามเรว็ สูง มคี วามยดื หยุ่นทนต่อการขดั ถูเปน็ อยา่ งดีเย่ียม ด้ายเยบ็ ผ้า
คุณภาพ โดยไมส่ ่งผลกระทบตอ่ ตอ่ เส้ือผ้าเวลาทำความสะอาด โดยเส้นดา้ ยที่ทำจากผา้ ฝา้ ยเป็นเสน้ ใย
ยาวที่ทำจากหวีการเผาไหม้การหมักและการบดิ สงู และสามารถทนต่อช้นื และแบคทเี รยี ไดด้ ีดว้ ย

ดา้ ยเย็บผา้ โพลเี อสเตอร์
ด้ายเย็บผ้าโพลเี อสเตอร์ มีคุณสมบัตใิ นการซึมผา่ นไดด้ แี ละผา้ โพลีเอสเตอร์ เปยี ก

นอกจากนีย้ ังมีความทนทานต่อกรดและด่างความสามารถในการปอ้ งกัน UV จดุ เดน่ โพลีเอสเตอรค์ ือ
จะมีควนั ดำทีแ่ ข็งแกร่งมากควนั สีขาว โพลเี อสเตอร์ง่ายต่อการจดุ ไฟใกล้เปลวไฟ ความรสู้ ึกของโพลีเอ
สเตอร์ค่อนข้างหยาบ

ดา้ ยเย็บผา้ ฝ้าย&โพลีเอสเตอร์
ด้ายเย็บผ้าฝ้ายกับโพลีเอสเตอร์ มีการผสมกับความแข็งแรงสูง ทนต่อ

การขัดถูได้ดี โดยทำมาจากเส้นใยโพลีเอสเตอร์ 65% และเส้นใยฝ้าย 35% จึงเหมาะแก่การเย็บผ้า
หรอื จะทำช้ินงานสกั ช้นิ และยังมกี ารหดตวั ต่ำยดื หยนุ่ ได้ดีและทนความร้อนได้ดี

ด้ายเยบ็ ผา้ ไนลอน
เส้นด้ายไนล่อนเป็นเส้นด้ายใยสังเคราะห์เหมือนเส้นใยธรรมชาติมีคุณสมบัติท่ี

แข็งแรง และราคาถูกกว่าเส้นใยธรรมชาติ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งท่ีสามารถนำมาใชท้ ดแทนเสน้ ดา้ ย
ประเภทอื่น ๆ คุณสมบัติกระด้าง อาจไม่เหมาะสมกับงานตัดเย็บเสื้อผ้า แต่อาจเหมาะสมกับงาน
ประเภททำสายเทปหรอื สายรดั

2) เบอร์เส้นดา้ ย
โดยปกตแิ ลว้ เราจะเหน็ เสน้ ดา้ ยมเี ป็นจำนวนมาก และมหี ลากหลายขนาด กอ่ นท่ีจะ

แยกเส้นด้ายออกมาเป็นเบอร์นั้น จะต้องผ่านการนำเส้นใยที่มีความละเอียดมาปั่นรวมกันทำให้เป็น
เกลียว ผลลัพธ์จะมีขนาดที่ใหญ่ เบอร์ยิ่งสูง เส้นด้ายยิ่งเล็ก เส้นด้ายเส้นเล็กก็ต้องใช้ใยฝ้ายเส้นเล็ ก
และความยาวมากขึ้น ทำให้เส้นใยฝ้ายมีความละเอียดมาก ราคาเส้นใยฝ้ายก็จะยิ่งสูงตาม ขนาดของ
เบอรเ์ สน้ ดา้ ยจะมีดงั นี้

เบอร์ที่ใหญ่สุดเบอร์ 1 ลักษณะ จะมีขนาดใหญ่ ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ ต้องนำไปเข้า
กระบวนการ ปนั่ รวมกนั ทำให้เป็นเกลยี ว

5

เบอร์5,7,10 ลกั ษณะ เส้นด้ายจะมีความหยาบ แขง็ แรงทนต่อแรงดงึ สามารถนำไปประยุกใช้
ผา้ ทำกระเป๋า ผา้ หุ้มเบาะโซฟา

เบอร์ 16,20 ลักษณะ เส้นด้ายมีขนาดหยาบถึงปานกลาง ไม่แข็งกระด้างมากนัก สามารถ
นำไปประยกุ ใช้ ผา้ ทใ่ี ชท้ ่ัวไป

เบอร์ 32,40 ลักษณะ เส้นด้ายมีขนาดเลก็ มีความอ่อนนุ่ม อบอุ่น ไม่หยาบกระด้าง สามารถ
นำไปประยุกใช้ ผ้าตัดเส้ือ ผา้ ปูท่ีนอน

เบอร์ 60,80 ลักษณะ เส้นใยมีความละเอียด มีขนาดเล็กจนเล็กสุด และต้องใช้เส้นใย
เกรดพิเศษ ที่มีความยาวมากกว่าของเส้นใยทั่ว ๆไป สามารถนำไปประยุกใช้ ผ้าปูที่นอน ซึ่งมีความ
ออ่ นน่มุ พลว้ิ ไหว

3) คุณสมบัติของเสน้ ดา้ ยแต่ละชนดิ
ดา้ ยถัก
ด้ายถกั มีคุณสมบัติ เส้นไหมเนือ้ เงา สวมใส่เยน็ สบาย ไมร่ ้อน สวมใส่ไม่ระคายเคือง

ไม่แข็งเหมือนเชือก รีดแล้วไม่ยืดเหมือนเส้นใยจากอะคริลิค ผ่านกระบวนการทำสีด้วยระบบ
อุตสาหกรรม จึงทำให้สีไม่ตก และที่สำคัญ คือ เส้นไหมมีขนาดกำลังดี ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป ตอบ
โจทย์คนรกั งานถกั โดยเฉพาะ

รูปท่ี 1 ด้ายถกั
ท่ีมา : https://www.singtor.in.th/yarn-type/
ไหมปัก

6

ไหมปัก มีคุณสมบัติ ที่เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในกลุ่มคนรักงานเย็บปักถักร้อย
เปน็ ไหมท่สี ามารถแยกออกเปน็ 6 เสน้ เล็ก ๆได้ จับกลุ่มสีสวย หลายสไตล์ ราคายอ่ มเยา ในการปักจะ
ใชจ้ ำนวนเส้นไหมไม่เทา่ กนั ขน้ึ อยู่กับผ้าและผู้ออกแบบ ผลิตจากฝา้ ยอยี ปิ ต์ 100% จึงมีความนุ่มและ
มนั เงา

รปู ที่ 2 ดา้ ยปัก
ที่มา : https://www.singtor.in.th/yarn-type/
ด้ายลินนิ
ด้ายลินิน คุณสมบัติ เป็นเส้นด้ายจากธรรมชาติ ที่มีความเเข็งแรงมาก เส้นมีขนาด
ยาว เหมาะสำหรับงานเย็บหนังหรืองานเย็บหนังสือ โดยผลิตมาจากต้น flax ลักษณะของด้าย มีเส้น
ใยท่ยี าว หนามากกว่าฝา้ ย ใชส้ ำหรับเย็บสมุด ถกั สร้อย ถักกระเปา๋ และงานประดิษฐ์อน่ื ๆ ขนาดเส้น
สม่ำเสมอ เหนยี วแนน่ ทนทาน

7

รปู ที่ 3 ดา้ ยลินิน
ท่มี า : https://www.singtor.in.th/yarn-type/
ดา้ ยสปนั
ดา้ ยสปนั มีคุณสมบตั ิ มีความเหนียว แข็งแรงทนทาน เหมาะแก่การเยบ็ กระสอบ ใช้
เยบ็ เบาะรถยนต์ กระเปา๋ รองเทา้ ดา้ ยสปนั มีหลายสีและหลายขนาด

รปู ท่ี 4 ดา้ ยสปนั
ที่มา : https://www.singtor.in.th/yarn-type/

8

2.1.3 การย้อมสีธรรมชาติ
โลกปจั จบุ นั นม้ี ีการใช้สารเคมหี ลายอยา่ งทำให้เกดิ สารพิษเข้าสรู่ ่างกาย คนส่วนมากย้อนกลับ
เข้ามาสู่โลกอย่างเดิมที่มีการใช้สารเคมีให้น้อยลงเพื่อความปลอดภัยระยะยาวของมนุษย์ทาง
หน่วยงานต่าง ๆที่เกี่ยวข้องลว้ นแล้วแตเ่ ขา้ มาดูแลรณรงคแ์ ละสนบั สนุนให้ใชผ้ ลิตภณั ฑ์ที่ไมก่ ่อให้เกดิ
มลพษิ กบั ร่างกายมนุษยไ์ มว่ า่ จะเป็นการลดเลกิ ใช้สารตะกั่วในน้ำมันเบนซินการลดการใชส้ าร CFC ใน
เครื่องทำความเยน็ และกระป๋องสเปรย์การลดใช้สารเคมีในการกำจัดศัตรูพืช แตห่ นั มาใช้เชื้อจุลินทรีย์
ในการกำจัดแทนเป็นต้นในวงการสิ่งทอมีการใช้งานสีเคมีในการย้อมผ้าอย่างกว้างขวาง แต่ในความ
เป็นจริงแลว้ เรายงั มสี ีอีกชนิดหนงึ่ ท่ีเปน็ ภูมิปัญญาของเรามาตงั้ แต่โบราญนน้ั ก็คือสจี ากธรรมชาติไม่ว่า
จะเป็นสีแดงที่ได้จากกระเจี๊ยบ สีส้ม ที่ได้จากแก่นขนุน สีดำ ที่ได้จากลูกมะเกลือ สีน้ำตาล ได้จาก
หมาก สเี ขียว ไดจ้ ากใบหกู วาง สเี หลือง ได้จากใบขม้ิน สชี มพู ได้จากไมฝ้ าง สีชมพูอมส้ม ได้จากสนิม
ตะปู สีน้ำเงนิ ไดจ้ ากดอกอัญชนั
การศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะใช้สีธรรมชาติในการย้อมผ้าจึงเป็นที่มาของ
เรื่องย้อมผ้า จากสีธรรมชาติในสมัยโบราณได้ใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านในการนำวัตถุดิบจากธรรมชาติ
มาใช้ในการย้อมสีทำให้ได้สีสันที่หลากหลายยิ่งขึ้นโดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนสัตว์ และสิ่งแวดล้อม
สีย้อมธรรมชาตสิ ่วนใหญไ่ ดจ้ ากพืช เปลอื กไม้ ใบไมแ้ ละรากไม้มีขัน้ ตอนเพื่อทจี่ ะทำใหเ้ กิดเป็นสตี า่ ง ๆ
ได้สวยงามแปลกตาต่างจากสีวิทยาศาสตร์ขั้นตอนสำหรับการย้อมผ้าจากสีธรรมชาตินั้น
บางชนิดจะต้องใช้มีขั้นตอนหรือเวลาที่นานและยุ่งยากพอสมควรซึ่งจะทำให้ได้สีสันสวยงาม
ตามธรรมชาติสีจากเปลือกไม้รากไม้ดอกผลหรือจากสัตว์บางชนิดที่นำมาย้อมผ้าจะให้สีที่สวย
แบบธรรมชาติสไี มบ่ ดู ฉาดโทนสีธรรมชาติเหลา่ นจี้ ะทำให้ผ้านมุ่ นวลเยน็ ตา
อดตี สที ่นี ำมาย้อมฝ้ายน้ันจะไดจ้ ากวสั ดุธรรมชาติซึ่งสามารถหาวัตถุดิบได้ตามท้องถิ่นไม่ว่าจะ
เป็นเปลือกไม้รากไม้ดอกผลหรือจากสัตว์บางชนิด แต่เนื่องจากกรรมวิธีในการสกัดสีจากธรรมชาติ
คอ่ นขา้ งย่งุ ยากและวตั ถดุ ิบเร่ิมหายากอีกท้ังสสี ันที่ได้ไม่มีความหลากหลายคุณภาพในการย้อมไม่ดีนัก
จึงมีการนำสีที่ได้จากระบวนการทางวิทยาศาสตร์หรือสีเคมีมาใชใ้ นการย้อมซึ่งช่วยให้สะดวกรวดเรว็
รวมทั้งยังให้สีสันต่าง ๆ มากมายสามารถไล่ระดับสีได้จึงทำให้ผู้ที่ใช้กรรมวิธีการย้อมสีธรรมชาติลด
น้อยลงมากปัจจุบันสีที่นำมาย้อมเส้นใยฝ้ายสามารถแบ่งได้เป็นสีธรรมชาติและสีวิทยาศาสตร์สีที่ได้
จากธรรมชาติทั้งหมดได้มาจากพืชและสัตว์บางชนิดสีที่ได้จากพืชจะนำมาจากส่วนต่าง ๆ ได้แก่
เปลือก รากแกน่ ใบ ดอก และผลท่นี ำมาใชแ้ ละกระบวนการในการย้อมสีธรรมชาตินัน้ แต่ละท้องถ่ินก็
จะมีความแตกตา่ งกนั สีสนั ท่ไี ด้จงึ แตกต่างกนั ไป

1) การย้อมผ้า
การย้อมผ้าเรื่องของการย้อมสีต้องขึ้นกับชนิดของผ้าด้วยเช่นผ้าฝ้ายผ้าลินิน
ผ้าเลยอง ผ้ามัสลินหรือวิสโคส สามารถย้อมสีได้ทุกชนิดผ้าไหมควรใช้สี vat และสี Reactive

9

เน่ืองจากส่วนผสมของสีทง้ั สามไม่มีสว่ นผสมของด่างอยา่ งแกเ่ พราะด่างเป็นอนั ตรายต่อเส้นไหมทำให้
เส้นไหมเสื่อมคุณภาพ ใยไหมลดความเหนียวและความเป็นเงามันลงไปถ้าจำเป็นต้องใช้สีที่มี
ส่วนผสมของด่างมาย้อมสี เช่น โซดาไฟให้ลดปริมาณของด่างให้น้อยกว่าปกติทีใ่ ช้กับการย้อมผ้าฝ้าย
และเมื่อย้อมผ้าเสร็จแล้วให้รีบล้างผ้าในน้ำสะอาดสีที่จะนำมาย้อมแต่ละชนิดมีสารเคมีที่มีการย้อม
ที่แตกต่างกันสีบางชนิดใช้สารเคมีเป็นกรดสีบางชนิดใช้สารเคมีเป็นด่างสารเคมีเหล่านี้ต่างก็
ทำปฏิกิริยากับโลหะ ดังนั้น อุปกรณ์และภาชนะที่นำมาใช้เตรียมสีย้อมไม่ควรใช้อุปกรณท์ ี่มีส่วนผสม
ของโลหะประเภททองแดงสงั กะสีและอลมู ิเนียมเพราะสารเคมีจะไปกัดโลหะเหล่านใ้ี ห้ผุกร่อนเกิดเป็น
สนมิ ติดผ้าหรอื ทำให้สีย้อมเปล่ยี นไปบางสเี มอ่ื ย้อมไปแล้วทำใหผ้ า้ ดเู ก่าไมส่ วย

2) การย้อมสไี หม
ชาวบ้านจะทำการย้อมสีไหมที่จะนำมาทอผ้าปัจจุบันนิยมที่จะย้อมด้วยสี
สังเคราะห์ (สีเคมี)ซึ่งง่ายและสะดวกในการทำส่วนการยอ้ มด้วยสีธรรมชาตนิ ั้นปัจจุบนั มจี ำนวนลดลง
เนื่องจากข้นั ตอนการทำมคี วามยุ่งยากและวตั ถดุ บิ หายากสามารถแยกจำแนกการยอ้ มสไี ดด้ งั นี้
การย้อมสสี งั เคราะห์
1. เตรยี มดา้ ยและสที ี่จะทำการย้อมสี
2. ก่อไฟต้มน้ำให้เดอื ดแลว้ ใสส่ ีลงไปตามตอ้ งการ
3. เอาเสน้ ดา้ ยท่ีต้องการยอ้ มมาลงในถังต้มนำ้ ท่เี ดอื ด
4. เอาเส้นด้ายทย่ี ้อมสีแลว้ ยงิ่ ลมให้แห้ง
การย้อมสีธรรมชาติ
ในสมัยโบราณได้ใชภ้ ูมิปญั ญาชาวบ้านในการนำวัตถุดิบจากธรรมชาตมิ าใช้ในการย้อมสีทำให้
ได้สีสันที่หลากหลายยิ่งขึ้นโดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อคนสัตว์สิ่งแวดล้อม แต่ยังคงดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม
อันดีงามที่เป็นภูมิปญั ญาของคนสมัยก่อนหลักทีใ่ ช้จะอยู่ในโทนสีเหลืองสีนำ้ ตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลเข้มสี
ครามสีเขียวและสีชมพูการพัฒนาสีธรรมชาติมีความเป็นไปได้ไม่ จำกัด เพราะองค์ความรู้อยู่ที่
ชาวบ้าน
จะทดลองใบไม้ต่างฤดูให้ผลแตกต่างเป็นเรื่องสนุกหลักการเดียว แต่สามารถนำวัสดุหลาย
อย่างมาใช้ใหเ้ กิดสหี ลากหลายเป็นความรู้ท่ีไม่ตายตัวสามารถต่อยอดไดเ้ ปน็ ทศิ ทางการพ่ึงตนเองมีภูมิ
รอู้ ย่กู บั ตนเองสามารถพฒั นาไปไดด้ ว้ ยตนเอง

- ขนั้ ตอนการย้อมสีธรรมชาติ
1. เตรยี มดา้ ยและเปลอื กไม้ท่จี ะทำการยอ้ ม
2. เอาเปลือกไม้แตล่ ะชนดิ มาผสมกันใหไ้ ด้ตามท่ีต้องการ
3. ก่อไฟ ต้มน้ำให้เดือด เอาเปลือกไม้ที่เลือกไว้แล้วเอามาลงในน้ำท่ีกำลัง
เดอื ดต้มไปเรือ่ ย ๆ จนกวา่ จะได้สตี ามท่ตี ้องการ

10

4. เอาเส้นด้ายที่เตรียมไว้แล้วลงจุ่มในน้ำเดือด ๆ แล้วเอาขึ้นมาพึ่งลม
ให้แห้ง

3) ข้นั ตอนการย้อมสผี ้า
การยอ้ มนนั้ แบ่งได้เปน็ 2 ลกั ษณะ คือ การย้อมเย็นและการย้อมร้อน

การย้อมเย็น นั้นจะนิยมย้อมในหม้อดินโดยการเตรียมน้ำสีใส่ไว้ในหม้อจากนั้นนำ
เส้นฝ้ายไปจุ่มลงในหม้อใชม้ ือคนบบี จนกระทั่งได้สีตามต้องการหรือจะทำการหมักไว้เพื่อให้สีที่ได้เข้ม
ข้นึ

การย้อมร้อน เป็นการนำเส้นฝ้ายไปต้มในหม้อที่ใส่น้ำสีใช้ไม้คนเพื่อให้ฝ้ายโดนน้ำสีอย่าง
ท่วั ถงึ เมอื่ ไดส้ ตี ามต้องการจึงนำไปซักและตากแห้งซึ่งการย้อมร้อนมีข้ันตอนดังน้ี

1. นำเส้นฝ้ายที่จะไปทำการย้อมมาซักด้วยน้ำสะอาดเพื่อขจัดฝุ่นผงและไขต่าง
จากน้ันบีบน้ำออกใหห้ มาดเพอ่ื ให้สีทย่ี อ้ มติดเสน้ ฝ้ายอย่างสมำ่ เสมอ

2. นำเสน้ ฝา้ ยที่บบี หมาด ๆ แล้วลงไปต้มในหม้อน้ำสีคนฝ้ายอย่างสม่ำเสมอเพ่ือให้สี
เขา้ ไปในเส้นฝา้ ยอยา่ งทัว่ ถงึ ประมาณ 30 นาที (ขน้ึ อยู่กบั ชนิดของวัตถดุ บิ ทีน่ ำมาย้อม)

3. เมื่อได้สีตามต้องการนำเส้นฝ้ายขึ้นจากหม้อต้มบิดให้หมาดนำไปซักด้วยน้ำ
สะอาดแล้วตากให้แห้งถ้าต้องการให้สีเข้มขึ้นสามารถนำมาต้มอีกคร้ังหน่ึงจนกว่าจะ ได้สีตามต้องการ
การย้อมสีต้องขึ้นกับชนิดของผ้าด้วย เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินิน ผ้าเลยอง ผ้ามัสลินหรือวิสโคส สามารถ
ย้อมสีได้ทุกชนิดผ้าไหมควรใช้สี vat และสี Reactive เนื่องจากส่วนผสมของสีทั้งสามไม่มีส่วนผสม
ของต่างอย่างแก่เพราะคา่ งเป็นอันตรายต่อเส้นไหมทำให้เส้นไหมเส่ือมคุณภาพใยไหมลดความเหนียว
และความเป็นเงามันลงไปถ้าจำเป็นต้องใช้สีที่มีส่วนผสมของค่างมาย้อมสี เช่นโซดาไฟให้ลดปริมาณ
ของตา่ งใหน้ อ้ ยกว่าปกติและเมอ่ื ย้อมผ้าเสรจ็ แล้วให้รีบล้างผ้าในน้ำสะอาด

กะเหรี่ยงจะมีความชำนาญในการย้อมสีเส้นด้ายด้วยวัสดุจากธรรมชาติโดยจะกะด้า ย
ให้เพยี งพอในการขึ้นเครอ่ื งทอแตล่ ะคร้ังเพ่อื ให้ได้สีท่ีเหมือนกันการย้อมสีธรรมชาติมวี ิธีแตกต่างกันไป
โดยขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาใช้ แต่ทั้งนี้ถ้าอยากให้สีติดที่ต้องนำด้ายมาผ่านกระบวนการละลายไขมัน
โดยต้มน้ำเดือดประมาณครึ่งชั่วโมงแล้วซักด้วยน้ำเย็นจนฝ้ายเป็นสีขาวปัจจุบันชาวบ้านใช้วิธีซักด้วย
ผงซกั ฟอกแล้วล้างออกจากน้ันจงึ นำไปย้อมสขี ณะดา้ ยกำลังเปียก

2.1.4 อุปกรณใ์ นการทอผา้
1. แผ่นคาดหลัง (อยา่ กงุ ไผย่) แต่เดิมน้ันทำมาจากหนงั สตั ว์
2. ไม้พันผา้ (เคอ่ ไถย่ ) คอื ไม้ร้ังผา้ สำหรับรั้งและพนั ผา้ ท่ที อแล้ว
3. ไมก้ ระทบ (เนย่ บะ) คอื ไมก้ ระทบผ้า ทำจากไม้มะเกลือ ยาวประมาณ
70 เซนติเมตร
4. ไมแ้ ยกดา้ ย (กงค)ู๊ ไม้แยกดา้ ย ทำจากไม้ไผ่ยาวประมาณ 60 เซนติเมตร

11

5. ไมไ้ บ่หรือวา้ บงั เพื่อแบ่งเสน้ ด้ายยืน
6. ทะคู่เถงิ คอื ไม้ไผ่เจาะรูทั้ง 2 ขา้ งสำหรบั ยดึ เคร่ืองทอ
7. เสย่ ถึง คอื ไม้ใสด่ ้าย ทำจากไมก้ ลมหนาประมาณ 1 น้ิว
8. ลุงท้ยุ คอื ไมม้ ้วนด้ายพ่งุ ใช้สำหรบั สอดด้ายพุ่ง
9. คองญ่ายฆอ่ ง คือ ไม้สำหรบั ยนั เท้าสำหรบั ควบคมุ ให้ดา้ ยยนื ตงึ หรือย่อนในระหวา่ งทอ

รูปที่ 5 อปุ กรณ์ทอผ้า
ท่ีมา : https://mytravelstyleblog.wordpress.com/2016/10/19/
2.1.5 ขัน้ ตอนในการทอผา้
1) การเตรียมเครื่องทอผ้า ก่อนที่จะทอผา้ จะต้องมีการเตรยี มเครื่องทอผ้าต้ังแต่การ
ปนั่ ดา้ ย การกรอดา้ ย การตงั้ เครอ่ื งทอผ้า การข้นึ ดา้ ย มขี ้ันตอนการทำดังนี้

1. การปั่นด้าย อุปกรณ์ในการปั่นด้ายผ้าทอกะเหรี่ยงราชบุรี ประกอบด้วย
หลอดกรอด้ายและเครื่องมือกรอด้าย หลอดกรอด้าย เดิมชาวกะเหรี่ยงใช้วิธีม้วนด้ายด้วยมือ
ให้เปน็ ก้อน ปัจจุบันใชท้ ่อพลาสตกิ แทน มีความยาวขนาด 10 เซนติเมตร

12

2. การกรอด้ายขวาง ด้ายขวางเป็นด้ายที่สอดเข้าไประหว่างด้ายยืน ทำให้
เกิดลวดลายต่าง ๆ เรียกว่า ลุงทุ้ย ใช้ด้ายพันกับไม้ ขนาดยาวประมาณ 1 ฟุตเส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณ 1 เซนติเมตร

3. ตั้งไม้เครื่องทอกี่เอว หลังจากปั่นด้ายเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำด้าย
มาข้นึ ด้าย

4. การขึ้นด้าย หรือการขึ้นเครื่องทอกี่เอว เป็นการนำเอาเส้นด้ายมาเรียง
ต่อกันอย่างมีระเบียบตามแนวนอน โดยพันรอบกับส่วนประกอบของเครื่องทอ และก่อนที่จะมี
การขน้ึ ด้ายจะตอ้ งมกี ารเตรียมเส้นด้ายด้วยการปัน่ ด้าย การตัง้ เครอื่ งทอ การเรยี งเสน้ ด้าย การเปลี่ยน
ไมเ้ ปน็ เครือ่ งทอ

2) การทอผา้ มีขนั้ ตอนดังตอ่ ไปน้ี
1. เริม่ ต้นคล้องด้ายลงท่ีหลักท่ี 1 สาวเสน้ ดา้ ยผ่านหลักที่ 2,3,4,5,6,7 นำไป

คลอ้ งทีห่ ลักที่ 8 และสาวมาคล้องทหี่ ลักที่ 1
2. ดึงดา้ ยทั้งหมดให้ตึงเสมอกัน นำมาพนั รอบหลักท่ี 2
3. ดึงด้ายให้ตึงเสมอกันพาดผ่านด้านหน้าของไม้หลักที่ 3 ถึงไม้หลักที่ 4

เปน็ จดุ แยกด้าย โดยใช้ดา้ ยสขี าวอีกกลมุ่ หนง่ึ เปน็ เส้นด้ายตะกอสอดเข้าไประหว่างเส้นดา้ ยเปน็ 2 ส่วน
เทา่ ๆ กัน สว่ นที่ไม่ไดค้ ล้องกบั ตะกอแยกเส้นด้ายผ่านหลังหลักที่ 4 และสว่ นทีค่ ลอ้ งตะกอ ดึงเส้นด้าย
ผ่านด้านหน้าหลกั ท่ี 4

4. รวบด้ายทั้งสองส่วนเข้าด้วยกันให้ตึง พาดผ่านหลักที่ 5,6 พันอ้อม
หลกั ท่ี 7

5. ดึงด้ายทงั้ หมดให้ตึงพร้อมอ้อมหลักท่ี 8 และสาวให้ตงึ ดึงกลับมาเริ่มต้น
ท่หี ลกั ท่ี 1 ใหม่

6. สอดไม้ทั้งหมดออกจากเครื่องทอ และนำไม้ไบ่ 1 อัน สอดเข้าไปแทนไม้
ใสต่ ะกอท่ี 1 นำไม้ไบ่ 2 อนั เขา้ สอดเปลี่ยนไมใ้ ส่ตะกอที่ 2 และไม้ใสต่ ะกอท่ี 3 ซงึ่ ตอ้ งใช้ช่วยแยกด้าย
เวลาทอแกะดอก สว่ นไม้ไบ่ที่ 2 ใส่กระบอกไม้ไผแ่ ทน 1 อัน

3) การสร้างลวดลายบนผา้ ทอกะเหรี่ยง มีเทคนิคการทอที่หลากหลายสามารถสร้าง
ลวดลายให้มคี วามสวยงาม แสดงอัตลกั ษณ์ของผ้าทอกะเหรี่ยงได้อย่างเด่นชัด ซง่ึ สามารถแบ่งเทคนิค
การทอและสร้างลวดลายออกไดเ้ ปน็ 3 ประเภท คือ

1. การทอธรรมดาหรือทอพื้น เป็นการทอลายขัดมีโครงสร้างหลัก โดยการ
สอดด้ายขวางเข้าไประหว่างด้ายยืนสลับขึ้น 1 ลง 1 หรือขึ้น 2 ลง 2 ตามจำนวนเส้นด้ายที่เรียงไว้
ขณะขึ้นเครื่องทอ ผ้าที่ได้จะมีสีเดียวตลอดทั้งผืน ผ้าเรียบสม่ำเสมอ เป็นวิธีการทอขั้นพื้นฐานใช้

13

สำหรับทอเย็บชุดเด็กหญิง เสื้อผู้หญิงที่แต่งงานแล้ว ย่ามกะเหรี่ยง การทอธรรมดาแบบด้ายยืนและ
ด้ายพุง่ จะมจี ำนวนเท่ากันทั้งผนื

2. การทอลายสลับสี เป็นการทอแบบธรรมดา คือ ใช้เส้นด้ายยืนและ
เสน้ ด้ายพุง่ ตามปกติ แตแ่ ทรกด้ายสตี ่าง ๆ สลบั กันเข้าไป ขณะเรยี งเสน้ ดา้ ยยืน สว่ นการทอลายมดั หมี่
จะใช้ด้ายที่ย้อมติดสีบางส่วนเป็นด้ายยืนก่อนขึ้นเครื่องทอ ใช้วิธีการทอเหมือนการทอผ้าพื้นลาย
มดั หมเ่ี ปน็ ลายท่ที อเป็นตวั ซ่ิน

3. การทอลายจกหรือลายแกะดอก เป็นวิธีการทอลวดลายที่มีเทคนิค
การทอ ยากที่สุด ซึ่งมีเส้นพุ่งพิเศษที่สร้างลาดลายควบคู่กันไปขณะที่ทอ ด้วยการใช้นิ้วล้วงเข้าไปใน
ด้ายยืนแล้วเอาด้ายสีตา่ ง ๆ แทรกเข้าไปขณะที่ทอสลับกับการสอดด้ายพุ่ง เมื่อทอเป็นผืนแล้ว ด้ายที่
แทรกเขา้ ไปน้ัน จะปรากฏเป็นลวดลายนนู บนผนื ผา้ ท้งั ผืนไมเ่ หมือนกัน การทอลายนี้จะเห็นได้จากตีน
ซน่ิ แต่ละลวดลายมีวธิ ีการแกะดอกแตกตา่ งกนั ออกไป

2.2 ความรเู้ กีย่ วกบั การเย็บผา้
การตัดเย็บเสื้อผ้า เป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอ การตัดเย็บเสื้อผ้ามีทั้งการตัดเย็บเสื้อผ้าด้วยมือ

จักรเยบ็ ผ้าและการใช้จักรอุตสาหกรรมเขม็ เด่ียวฝเี ข้มตรง ส่ิงท่สี ำคัญอยา่ งมากในการประกอบอาชีพนี้
คืออุปกรณ์ เครื่องใช้ที่ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าทุกคนจะต้องเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ การทำงานตัดเย้บเสื้อผ้านั้น
ต้องการความเทีย่ งตรงเป็นหลัก เครือ่ งมอื เครื่องใช้ที่ถูกต้อง เทีย่ งตรงจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงาน เกิดนิสัย
ทล่ี ะเอียดถ่ีถ้วน ซึง่ วิธกี ารเยบ็ ผ้าดว้ ยมอื มีหลายวธิ ี ดงั นี้

การสอยซ่อนด้าย
1. เรม่ิ จากการพับรอยตะเข็บทเ่ี ราตอ้ งการเย็บกนั ก่อน อาจจะใชเ้ ขม็ หมุดกลดั ไว้
2. ผูกปมที่ปลายด้าย เร่มิ เย็บจากด้านใน ด้วยการแทงเขม็ ขนึ้ ทใี่ ต้สนั พบั ของตะเขบ็ ผา้
3. แทงเข็มลงบนสันพับตะเข็บผ้าอีกชิ้นที่ตำแหน่งเสมอกัน แล้วแทงเข็มขึ้นตรงสันพับใน
ระยะประมาณ 2 มม.
4. แทงเขม็ ลงบนสนั พับผ้าอีกชิน้ ท่ีตำแหน่งเสมอกนั
5. เย็บตามข้อ 2-4 ไปเร่ือย ๆ แล้วดึงเสน้ ด้ายใหก้ ระชับตึงพอดี

รูปที่ 6 การสอยซ่อนดา้ ย
ทมี่ า : https://sites.google.com/site/karyebpha156/rup-baeb-kar-yeb-pha

14

การเนา
1. ขั้นตอนแรกใชเ้ ขม็ รอ้ ยดา้ ยยาวพอสมควรผกู ปมทปี่ ลายดา้ ยขา้ งใดขา้ งหนง่ึ ให้เปน็ ปม
2. ทำเครื่องหมายบนผา้ ตามแบบทีต่ ้องการเยบ็ จะใช้ชอล์กขดี ผา้ หรอื ดนิ สอก็ได้
3. เย็บโดยการแทงเข็มขึ้นและลงบนผ้าให้ระยะการแทงเข็มห่างเสมอกันเป็น
แนวตรง
4. ดึงด้ายขน้ึ แล้วเยบ็ ตอ่ ไปเหมอื นเดมิ จนเสรจ็
5. ตดั ปลายด้ายด้วยกรรไกร

รปู ที่ 7 การเนา
ที่มา : https://sites.google.com/site/karyebpha156/rup-baeb-kar-yeb-pha
การสอย
1. เริ่มจากการใช้เข็มที่มีด้ายร้อยไว้ (ควรเป็นด้ายสีเดียวกับผ้า) แทงตรงรอยพับขอบผ้าด้าน
ใน
2. แทงเข็มลงบนผา้ อกี ผืนตรงข้ามจุดแรก แทงตรงรอยพับจากด้านนอกเขา้ ไปดา้ นใน
*** อยา่ เพงิ่ ดึงเขม็ ให้สดุ ค้างไวอ้ ย่างนนั้ ก่อน
3. แทงเขม็ ขนึ้ จากจดุ เดิมบนผ้าชนิ้ เดมิ ไป 4-5 มม. แลว้ ดงึ เขม็ ขึน้ ให้สุด
4. แทงเข็มลงบนผา้ อีกชน้ิ ในจุดท่ตี รงกบั จุดที่เราแทงเขม็ ขึน้ มาในขัน้ ตอนก่อน แล้วก็แทงเข็ม
ขึ้นจากจดุ น้ไี ปอกี 4-5 มม. แล้วคอ่ ยดงึ เข็มขึ้นให้สุด
5. ทำซ้ำไปเรอ่ื ย ๆ เลยจนสุดชิ้นงาน

รปู ที่ 8 การสอย
ทีม่ า : https://sites.google.com/site/karyebpha156/rup-baeb-kar-yeb-pha

15

ดน้ ถอยหลงั
1. เริ่มจากการมัดปมไหม จากนั้นแทงเข็มจากด้านล่างขึ้นมาด้านบน เพื่อความ

สวยงามควรกำหนดไกดไ์ ลน์ไว้กอ่ น
2. จากนั้นสง่ เข็มกลบั ด้านล่างผา้ ดว้ ยการแทงลงไป หา่ งจากจดุ แรกครึ่งนิ้ว
3. แทงเขม็ ขึ้นจากดา้ นลา่ ง หา่ งจากจดุ ที่แทงลงไปครึ่งนว้ิ
4. ปกั กลบั ไปยังจุดเดมิ ท่เี ราแทงเขม็ ลงไปก่อนหนา้ น้ี
5. แทงเขม็ ขน้ึ มาบนผา้ อีกคร้ัง หา่ งจากจุดแทงขน้ึ คร้งั ก่อนคร่งึ นิว้
6. เย็บย้อนกลับ แทงเข็มกลับไปยังจุดเดิมที่เพิ่งแทงเข็มลงไปก่อนหน้า แล้วปักไปด้านหน้า

ดว้ ยขนาดความกวา้ งยาวเทา่ ๆ กัน
7. ทำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ขนาดของรอยเยบ็ ควรจะหา่ งเทา่ ๆ กัน

รปู ท่ี 9 การด้นถอยหลงั
ทีม่ า : https://sites.google.com/site/karyebpha156/rup-baeb-kar-yeb-pha
ตะเข็บเยบ็ หุ้มแบบที่ 1
1. มดั ปมปลายด้ายใหเ้ รียบร้อย จากนั้นแทงเข็มจากตะเขบ็ ผ้าดา้ นในขึ้นมา จะเห็นวา่ ปมด้าย
ถูกซ่อนไวใ้ ต้ผ้าแล้ว แล้วแทงเข็มใหห้ า่ งจากขอบผ้าเลก็ น้อย
2. แทงเข็มจากด้านล่างขึ้นมาใหห้ ่างจากจดุ เดิมประมาณคร่ึงนวิ้
3. ปดั เข็มขนึ้ ลงเชน่ เดมิ ทำซ้ำจนกว่าจะจบชน้ิ งาน

รปู ท่ี 10 ตะเขบ็ เยบ็ หมุ้ แบบท่ี 1
ท่มี า : https://sites.google.com/site/karyebpha156/rup-baeb-kar-yeb-pha

16

ตะเขบ็ เยบ็ หุ้มแบบที่ 2
1. เริ่มจากการวาดแบบก่อนค่ะ จากนั้นกะระยะการปักและจะให้ต้องตีกรอบลวดลายด้วย
การเย็บแบบด้นถอยหลงั
2. จากนั้นปักจากกึ่งกลางของเส้นขอบ แทงจากด้านล่างขึ้นมาด้านบน จากนั้นแทงเข็ม
บริเวณด้านนอกของเส้นขอบที่อย่ตู รงขา้ มกับจุดแรก แลว้ วนกลับมาแทงเข็มข้ึนบริเวณใกล้ ๆ จุดแรก
อกี คร้งั
3. ทำซำ้ แบบน้ไี ปเรื่อย ๆ จนเต็มพน้ื ที่

รปู ที่ 11 ตะเขบ็ เย็บหุ้มแบบท่ี 2
ทม่ี า : https://sites.google.com/site/karyebpha156/rup-baeb-kar-yeb-pha
ปมฝร่งั เศส
1. ปกั เข็มขนึ้ มาจากด้านล่างผา้ จากนน้ั ใชเ้ ข็มพนั รอบไหม 2-3 รอบ
2. ปกั ลงไปท่ีจดุ เดมิ เปลยี่ นตำแหนง่ ตามตอ้ งการ ทำซ้ำจนเตม็ ช้ินงาน

รปู ที่ 12 ปมฝร่ังเศส
ทม่ี า : https://sites.google.com/site/karyebpha156/rup-baeb-kar-yeb-pha
ลายปักรมิ ผา้ ห่ม
1. เรม่ิ จากการประกบผา้ 2 ช้นิ เขา้ ดว้ ยกัน
2. มดั ปมไหมปัก จากนัน้ แทงเข็มขน้ึ จากใต้ผา้ ช้ินบน ใหป้ มซอ่ นอยูต่ รงกลางระหว่างผ้าท้ัง 2
ชิ้น แทงเข้ามา 1 ซม. และดึงเข็มข้นึ ด้านบน
3. กลับไปแทงเข็มจากผา้ ชน้ิ ล่างสุดข้นึ มา แทงตรงรูเริม่ ตน้
4. ค่อย ๆ ดึงเข็ม จะเห็นว่าไหมปักเริ่มกลายเป็นห่วงกลมเล็ก ๆ ให้สอดเข็มเข้าไป
ในหว่ งนัน้ แลว้ จึงดึงให้หว่ งปิดสนิท

17

5. แทงเขม็ ขนึ้ มาจากดา้ นลา่ งผ้าท้งั 2 ช้ินให้เทา่ รอยปกั แรก โดยใหห้ ่างจากรอยเดิม 5 มม.
6. ค่อย ๆ ดึงเข็ม เพื่อให้ไหมกลายเป็นห่วงกลมเล็ก ๆ และสอดเข็มเข้าไปในห่วง ดึงไหมให้
ปิดสนทิ
7. ขยบั ไปแทงเขม็ จากข้างล่างห่างไป 5 มม. ทำซ้ำวิธเี ดมิ เยบ็ ไดต้ ามทต่ี อ้ งการ

รปู ท่ี 13 ลายปกั ริมผ้าห่ม
ท่ีมา : https://sites.google.com/site/karyebpha156/rup-baeb-kar-yeb-pha

2.3 ความรเู้ กีย่ วกับลวดลายของผา้ กะเหร่ียง
2.3.1 เอกลักษณแ์ ละศลิ ปะลวดลายบนผนื ผา้
ผ้าทอชนเผ่ากะเหรี่ยงกะเหรี่ยงเป็นกลุ่มชนเผ่ากลุ่มหนึ่งที่เรารู้จักกันอย่างคุ้นชินแบบชื่อที่

เรียกกันในภาคกลางของไทยกะเหรี่ยงเป็นชนเผ่าที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในประเทศไทยเมื่อ 200
กว่าปีที่แล้วนับว่าเป็นกลุ่มชนเผ่าที่มีประชากรมากที่สุดในประเทศไทยมีถิ่นที่อยู่ อาศัยกระจายอยู่
หลายพื้นที่ทั้งพื้นที่ภูเขาสูงและพื้นที่ราบกะเหรี่ยงที่พบในประเทศไทยอาจแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม
กะเหรี่ยงสะกอ (หรือที่เรียกกันว่าปกากะญอ) กะเหรี่ยงโปว์กะเหรี่ยงปะโอและกะเหรี่ยงบะเวและ
ที่เรามักจะพบเห็นลักษณะการแต่งกายแบบชนเผ่าและเอกลักษณ์ผืนผ้าทอท่ี สะท้อนถึงทักษะความ
เชี่ยวชาญในด้านศิลปะการสร้างลวดลายบนผืนผ้าที่งดงามนั้นส่วนมากจะพบเห็นอยู่ใน 2 กลุ่มใหญ่
นั่นคือกลุ่มกะเหรี่ยงโปว์และกลุ่มกะเหรี่ยงสะกอหรือปกากะญอผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงได้รับการกล่าว
ขานว่าเป็นชนเผ่าผู้มีฝีมือในการทอผ้าที่เก่งที่สุดเผ่าหนึ่งด้วยจะได้รับการถ่ายทอดความรู้ทักษะฝีมือ
การทอผ้ามาจากผู้เป็นแม่ตั้งแต่ยังเป็นเด็กหญิงในวัยประมาณ 10 ปีผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงมักจะทอ
เสื้อผ้าไว้ใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวันทั้งของตนเองและสมาชิกในครอบครัวหรือทอเก็บไว้ใช้ในงานพิธี
สำคัญ ๆ เช่นงานแต่งงานงานประเพณีสำคัญต่าง ๆ ผ้าทอกะเหรี่ยงมลี ักษณะเป็นผ้าทอหน้าแคบที่ใช้
เครื่องมือทอแบบห้างหลังหรือที่เรียกกันว่ากี่เอวผ้าที่ทอจะถูกกำหนดตามความต้องการใช้งานตั้งแต่
เร่มิ ต้นทอเช่นผ้าทอสำหรับเสื้อผ้าทอสำหรับผา้ ซิ่นผ้าทอสำหรับผา้ โพกศรีษะหรือผ้าทอสำหรับทำเป็น
ย่ามเป็นต้นศิลปะลวดลายบนผืนผ้าของชนเผ่ากะเหรี่ยงมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่แสดงถึงตัวตนของชน
เผา่ กะเหรีย่ งที่สบื ทอดมาจากบรรพบรุ ุษลวดลายต่าง ๆ มกั เกดิ จากการสังเกตการใชจ้ นิ ตนาการนำเอา
ลักษณะเด่นจากสิ่งที่พบเห็นในธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมรอบตัวทั้งพืชพรรณดอกไม้ต้นไม้สัตว์น้อย
ใหญ่ข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันตลอดไปจนถึงประเพณีและคตินิยมของชนเผ่ามาประยุกต์

18

ถ่ายทอดลงสู่ลวดลายบนผนื ผ้าได้อย่างงดงามด้วยเทคนิคการสร้างสรรค์ลวดลายทีห่ ลากหลายทั้งการ
จกการทอยกดอกการมัดหมีการปักด้วยด้ายหรือไหมพรมหลากสีการปักประดับตกแต่งด้วยเมล็ดลูก
เดือยเป็นต้นเอกลักษณ์ลวดลายที่มีลักษณะเป็นลวดลายดั้งเดิมที่ปรากฏบนผืนผ้าทอกะเหรี่ยงที่สืบ
ทอดต่อกนั มาจากบรรพบรุ ุษหลายชั่วอายุคนเป็นลวดลายท่ีพบได้ในกะเหรี่ยงโปวและปกากะญอแทบ
ทุกพื้นที่เช่นลักษณะลายเป็นสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนรูปแบบต่าง ๆ ลายดอกไม้ลายเส้นตรงลาย
กากบาทเป็นต้นชื่อของลวดลายผ้าทอกะเหรี่ยงนั้นอาจไม่มีชื่อหรือความหมายที่เป็นภาษาไทยที่จะ
เข้าใจไดโ้ ดยงา่ ยเนอื่ งจากเป็นช่ือเรียกลวดลายโบราณดั้งเดิมของชนเผ่าท่ีถกู เรยี กขานและถ่ายทอดต่อ
ๆ กันมานับตั้งแต่บรรพบุรุษด้วยภาษาของชนเผ่ากะเหรี่ยงในแต่ละท้องถิ่นนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม
ด้วยลักษณะลวดลายท่สี ะท้อนถงึ เอกลักษณ์เฉพาะของผา้ ทอชนเผา่ กะเหรีย่ งนี้เองหากเราเห็นผืนผ้าท่ี
มเี อกลักษณใ์ นลักษณะเช่นนี้เราก็สามารถรบั รู้ได้ทนั ทีวา่ น่คี ือผ้าทอแหง่ ชนเผ่ากะเหรยี่ ง

การทอผ้าของชนเผ่าชาวกะเหรี่ยงเป็นการทอแบบวิถีด้งั เดิมเรยี กว่าทอแบบก่ีเอวหรือการทอ
แบบหา้ งหลังโดยใชอ้ ุปกรณ์เครอ่ื งทอขนาดเลก็ เรียกวา่ กีเ่ อวลักษณะการทอผา้ แบบท่ีเอวน้ีผู้ทอจะต้อง
นง่ั กบั พนื้ เหยียดขาขนานตรงไปขา้ งหน้าทั้งสองขา้ งมสี ายคาด (สายคาดอาจทำดว้ ยแผ่นหนังหรือผ้าที่
ทบกันหลาย ๆ ชั้นหรือเชือกที่ฝันเป็นเกลียวให้แข็งแรง) ที่ผูกติดด้วยด้ายเส้นยืนคาดรัดโอบไป
ด้านหลังของเอวอีกดา้ นหน่ึงจะผูกมัดกับเสาเรอื นหรือโคนต้นไม้หรือหลักทีม่ ีความเข็งแรงก็ได้การทอ
ด้วยก่ีเอวจะใช้การขยบั เคล่ือนตัวของผู้ทอบังคับเส้นด้ายยืนให้ตึงหรือหย่อนได้ตามต้องการทำให้ผู้ทอ
สามารถเลือกสถานที่ทอได้ตามความพอใจโยกย้ายได้สะดวกผ้าที่ทอด้วยกี่เอ วจะมีขนาดผ้าหน้าแคบ
ๆ ดว้ ยฝีมืออันล้ำเลิศผสานกับเทคนิคและภูมิปัญญาท่สี ั่งสมและถูกถ่ายทอดสั่งสอนมาจากบรรพบุรุษ
สืบต่อกันมาหลายชั่วอายุคนทั้งเทคนิคการมัดหมี่จกขิดและยกดอกผ้าทอของชนเผ่ากระเหรี่ยงจึงมี
ความงดงามโดดเด่นด้วยสีสันตระการตาและผู้คนทั่วไปยังคงพบเห็นรู ปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ
เครื่องแต่งกายของชนเผ่ากะเหรี่ยงด้วยเสื้อหลากสีสันจนเป็นที่ต้องตาต้องใจของคนเมืองของ
นักท่องเทีย่ วและชาวต่างชาตใิ ห้ต้องซื้อหากลบั ไปสวมใส่จนถงึ ปัจจบุ นั น้ี

2.3.2 ผา้ ปกั ประดบั “ ลกู เดอื ย”
เอกลักษณ์ผ้าชนเผ่ากะเหรี่ยงการปักและประดับบนผืนผ้าทอที่หญิงชาวกะเหรี่ยงบรรจงปัก
อย่างประณตี ดว้ ยการใชว้ สั ดจุ ากธรรมชาติอยา่ ง“ ลกู เดอื ย” ตกแตง่ เปน็ ลวดลายตา่ ง ๆ อยา่ งงดงามนี้
มีการสืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษและถอื เป็นเอกลักษณเ์ ฉพาะของผา้ ทอชนเผ่ากะเหรี่ยงอย่างหน่ึง
ที่สะท้อนตัวตนของความเป็นชนเผ่ากะเหรี่ยงได้อย่างชัดเจนและยังคงพบเห็นเครื่องแต่งกายที่มีการ
ปักประดบั ด้วยลกู เดอื ยสำหรับหญิงชาวกะเหรี่ยงไดโ้ ดยทวั่ ไปในปัจจุบันลูกเดือยเปน็ เมล็ดพืชชนิดหนึ่ง
ทม่ี ลี ักษณะเมล็ดกลมรีหรือมนมีทั้งสีขาวสเี กือบเหลืองเป็นพชื ทสี่ ่วนใหญ่ชนเผ่ากะเหร่ียงจะปลูกไว้ใน
ไร่นาเพื่อใช้เมล็ดที่แก่มาปักประดับตกแต่งเส้ือผ้าเครื่องแต่งกายโดยเฉพาะเสื้อของหญิงชาวกะเหรี่ยง

19

ถือเป็นเครื่องประดับชนิดหนึ่งท่ีใช้ในการตกแต่งเบนเสื้อผ้าเพื่อทราบสวยงาม (เสื้อผู้ชายกะเหรีย่ งจะ
ไมป่ กั ลูกเดือย)

รปู ที่ 14 ผา้ ปกั ประดับ“ ลกู เดือย”
ทม่ี า : https://www.facebook.com/747846345288638/photos/
2.3.3 ผา้ ไหมยกดอก
ผ้ายกดอกแบบกะเหรีย่ งทักษะฝีมือชนเผ่าชาวดอยหากเอ่ยถึงผ้าไหมยกดอกผู้คนทัว่ ไปคงจะ
รู้จักและคุ้นชินตากับภาพลักษณ์ของผ้าไหมที่มีลวดลายงดงามแวววับด้วยเส้นด้ายพิเศษที่นำมาทอ
สอดแทรกใหล้ วดลายมคี วามโดดเด่นเป็นพิเศษทั้งดน้ิ เงินดิน้ ทองผ้าไหมยกดอกทีผ่ ู้คนรู้จักทัว่ ไปก็ เช่น
ผา้ ไหมยกดอกลำพูนผ้ายกเมืองนครผ้ายกทองบา้ นจันทร์โสมาแหง่ จังหวดั สุรนิ ทร์เช่นนเี้ ป็นตน้ แต่คงมี
น้อยคนนักหรือแทบจะไมม่ ีใครที่จะรู้จักเสียเลยกว็ ่าไดท้ ี่จะรู้จกั ผา้ ไหมยกดอกแบบกะเหรี่ยงผ้าทอชน
เผ่ากะเหรี่ยงที่มีความงดงามประณีตด้วยทักษะฝีมือชนเผ่ากระเหรีย่ งทีอ่ ยู่บนดอยสงู ชนเผ่ากะเหร่ยี ง
บ้านชิแบรตำบลแม่ตื่นอำเภออมก๋อยจงั หวัดเชียงใหม่เป็นกลุ่มหน่ึงที่มีทักษะฝีมือในการทอผ้าไหมยก
ดอกด้วยกี่เอวตามวิถีการทอผ้าของชนเผ่ากะเหรี่ยง แต่มีการพัฒนายกระดับฝีมือการทอผ้าที่มีความ
แตกต่างจากการทอผ้าฝ้ายที่มีความคุ้นชิน แต่เดิมเป็นการทอผ้าไหมซึ่งมีกระบวนการที่มากขึ้นและ
ยากขนึ้ และด้วยพ้นื ฐานในทักษะฝมี ือการทอผ้าของชนชาวกะเหร่ยี งที่มมี า แตเ่ ดก็ ท่ีได้ขึน้ ชอ่ื วา่ เป็นนัก
ทอมอื อาชีพก็มีความสามารถในการทอผ้าไหมด้วยเทคนิคการทอยกดอกได้อย่างละเอยี ดสวยงามโดย
ที่ยังคงเอกลักษณ์การใช้ที่เอวตามแบบฉบับของชนเผ่าและสามารถทอลวดลายไดห้ ลากหลายอีกด้วย
ผ้าไหมยกดอกของชนเผ่ากะเหรี่ยงนส่วนใหญ่จะนิยมทอเป็นผ้าคลุ่มไหล่หรือเป็นผ้าที่นำมาเย็บเป็น
เสื้อสำหรับสวมใส่ตามแบบฉบับของชนเผ่าและถึงแม้ว่าผ้าแต่ละผืนกว่าจะทอเสร็จสำเร็จต้องใช้

20
เวลานานกวา่ คร่งึ เดือนหรอื เป็นเดือน แตก่ ็เป็นความภาคภูมิในของกะเหรี่ยงบ้านซิแบรท่ใี ช้ทักษะฝีมือ
สบื ทอดการทอผ้าตามวัฒนธรรมของชนเผ่าท่ีมีมาต้ังแต่เดก็ อยแู่ ล้วนั้นสร้างสรรค์พฒั นาผลงานผ้าไหม
ยกดอกที่งดงามและตั้งใจที่จะถ่ายทอดการทอผ้ายกดอกที่เอวนี้ให้กับชนเผ่ารุ่นลูกรุ่นหลานให้คงอยู่
ตอ่ ไป

รปู ที่ 15 ผ้าไหมยกดอก 1
ทม่ี า : https://www.kleepocrafts.com/th/product/638911/product-638911

รูปที่ 16 ผ้าไหมยกดอก 2
ท่ีมา : https://www.kleepocrafts.com/th/product/638911/product-638911

21

2.3.4 ผา้ ซิ่น
เครื่องแต่งกายที่สะท้อนถึงความเป็นสตรีชนเผ่ากะเหรี่ยงผ้าซิ่นเปน็ เครื่องแต่งกายที่สะท้อน
ถึงความเป็นสตรีชนเผ่ากะเหรี่ยงได้อย่างชัดเจนผ้าซิ่นกะเหร่ียงนิยมทอด้วยฝ้ายเป็นผ้าหน้าแคบที่ทอ
ด้วยกี่เอวจึงต้องใช้ผ้าที่ทอเหมือนกัน 2 ผืนมาเย็บต่อกันจึงจะได้ผ้าชิ้น 1 ผืนผ้าซิ่นกะเหรี่ยงที่เรามัก
คุ้นชินตาด้วยเอกลักษณ์ลวดลายสีสันที่โดดเด่นก็คือผ้าชิ้นของกลุ่มกะเหรี่ยงโปว์ (หรือโผล่ง) และผ้า
ชิ้นกลุ่มกะเหร่ียงสะกอ (หรือปาเกอกะญอ) ที่มีสีสันสดใสผ้าซิ่นกะเหรี่ยงมีท้ังเทคนิคการทอลายสลับ
สีการสรา้ งลวดลายดว้ ยเทคนคิ การจกขิดและมัดหมี (ผ้าซ่ินมัดหมขี องชนเผา่ กะเหรี่ยงจะเป็นผ้ามัดหม่ี
เส้นยืนซึ่งจะแตกต่างจากผ้ามัดหมี่ของภาคอีสานซึ่งเป็นมัดหมี่เส้นพุ่ง) หรืออาจมีการผสมผสานกัน
ระหว่างมัดหมีและจกขิดในผืนเดียวกันลักษณะลวดลายของผืนผ้าซิ่นกะเหรี่ยงยังคงเอกลักษณ์
ลวดลายโบราณดั้งเดมิ ท่สี ืบทอดต่อเน่ืองมาต้ังแต่บรรพบรุ ษที่มาของลวดลายก็ด้วยการสร้างสรรค์ตาม
จินตนาการและการเลียนแบบลักษณะของธรรมชาติสัตว์หรือสิ่งของเครื่องใช้และสิ่งแวดล้อมรอบ
ตัวบางลวดลายจะใชเ้ ฉพาะในผา้ ชิน้ ของหญงิ สาวหรอื บางลวดลายจะใชใ้ นพิธีการที่สำคัญเชน่ ผ้าชิน้ ท่ี
เป็นผ้าสำหรับใช้ในงานหมั้นตามประเพณีชาวกะเหรี่ยงโปวที่สืบทอดมาจากบรรพบุรุษโดยนับตั้งแต่
โบราณกาลมานั้นในพิธีหมั้นของชายหญิงชาวกะเหรี่ยงฝ่ายชายจะต้องนำผ้าซิ่นทอมือมามอบให้กับ
ผูใ้ หญ่ฝา่ ยหญงิ โดยในตวั ผนื ผา้ ช้ินนนั้ ก็จะปรากฏลวดลายเฉพาะท่ีบ่งบอกได้วา่ ผา้ ผืนน้ใี ชเ้ พ่ือพิธีหม้ันน้ี
เท่าน้ันหากไม่ปรากฏลายนัน้ ก็จะไม่ถือว่าผ้าผืนนั้นเป็นผ้าสำหรับใช้ในงานหมั้นก็จะประกอบพิธีหม้นั
ไม่ได้ผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงทุกคนที่มีลูกชายจึงจะต้องทอผ้าซิ่นที่มีลักษณะลายพิเศษนี้เก็บไว้เพื่อให้ลกู
ชายนำไปมอบให้ผู้ใหญ่ฝ่ายหญิงในวันหมั้นถือเป็นประเพณีสืบต่อกันมาในทุกค รอบครัวของชนเผ่า
กะเหรี่ยงโปวเช่นนี้เป็นต้นผ้าซิ่นจึงถือเป็นเอกลักษณ์ที่แสดงถึงตัวตนของชนเผ่ากะเหรี่ยงที่มีความ
ชัดเจนที่สุดและยังคงนิยมการแต่งกายในชีวิตประจำวันด้วยผา้ ชิ้นตามวัฒนธรรมของชนเผ่ามาจนถึง
ปัจจบุ ันน้ี

22

รูปที่ 17 ผ้าซน่ิ
ท่ีมา : https://www.facebook.com/747846345288638/photos/
อย่างไรก็ตามด้วยภาวะทางเศรษฐกิจและการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมในสังคมเมืองที่มีการ
เปลี่ยนแปลงไปสังคมชนเผ่ากะเหรี่ยงก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกันในปัจจุบันอาจมีชุมชนเผ่า
กะเหรี่ยงในหลาย ๆ พื้นที่อาจมีการทอผ้าน้อยลงผ้าชิ้นที่ใช้สวมใส่ในชีวิตประจำวันจึงมักนิยมซ้ื อหา
จากท้องตลาดมาสวมใส่กันมากขึ้นเพื่อความสะดวกและง่ายต่อการดำเนินชีวิต แต่ก็ยังคงมีอีกหลาย
พื้นที่โดยเฉพาะกลุ่มกะเหรี่ยงบนดอยสูงที่ยังคงทอผ้าด้วยตัวเองเพื่อใช้สวมใส่ในครอบครัวและใช้
สำหรับพิธีสำคัญตามวัฒนธรรมของชนเผ่า แต่ถึงอย่างไรชนเผ่ากะเหรี่ยงก็ยังคงเอกลักษณ์ที่สะท้อน
วิถีแห่งชนเผ่าไวอ้ ยา่ งเหนยี วแน่ไมแ่ พ้กลุ่มชาตพิ นั ธ์อุ ่นื ๆ
2.4 ความร้เู กย่ี วกบั การปกั ผ้ากะเหรยี่ ง
ศิลปะการปักผ้านอกจากเป็นงานฝีมือที่มีความละเอียดอ่อน ช่วยฝึกความอดทน สมาธิ และ
ความคิดสร้างสรรค์ชั้นดีแล้ว ยังเป็นตัวสะท้อนถึงวัฒนธรรมของท้องถิ่นต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เหมือน
ผ้าปักของชาวกะเหรี่ยงที่สะท้อนถึงวิถีชีวิตอันเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ พึ่งพิงป่าและน้ำมาตั้งแต่
โบราณกาล ซ่งึ ในการปักผา้ กะเหรยี่ งนั้นแต่เดิมมีเพียงการปักลูกเดือยเท่านน้ั แต่ต่อมามีการประยุกต์
ปักเป็นลายดอกไมต้ า่ ง ๆ ซงึ่ จะงา่ ยข้นึ สำหรับคนทีไ่ มช่ อบทอลายเพราะมีข้ันตอนทยี่ ุ่งยากและต้องใช้
ความชำนาญ

23

รปู ที่ 18 ผา้ ปักลายดอกไม้ 1
ท่ีมา : https://www.facebook.com/747846345288638/photos/

รปู ที่ 19 ผ้าปกั ลายดอกไม้ 2
ท่ีมา : https://www.facebook.com/747846345288638/photos/

24

2.5 ความรู้เกี่ยวกับเครอ่ื งมือในการรับประทานอาหาร
อุปกรณ์ เครื่องมือของใช้ในการรับประทานอาหารแบบตะวันตกหรืออาหารฝรั่งจะ

ประกอบดว้ ย มีด ช้อน สอ้ ม, แกว้ ตา่ งๆ และ จานชาม สำหรบั บทความนี้ผมจะเขียนเฉพาะส่วนที่เป็น
มีด ช้อน ส้อมสไตล์การรับประทานอาหารแบบตะวันตก จะเป็นการรับประทานแบบคนละจานหรือ
คนละถ้วยแยกกัน เรียกว่าจานใครจานมันไปเลย ไม่ค่อยตักจากจานกลางโต๊ะมาทานแบบอาหารไทย
หรืออาหารจีน (มีบ้างแต่น้อย ผมจะพูดเรื่องรูปแบบการบริการในบทต่อๆ ไป) นอกจากนั้นยัง
รับประทานครั้งละอย่าง รับประทานอย่างหนึ่งหมดเรียบร้อยแล้วจึงรับประทานอย่างที่สองต่อไป
เรียกวา่ ทานเปน็ คอร์ส (Course) เชน่ ทานซปุ เสร็จแล้วจึงทานปลา เปน็ ตน้ ทานซุปก็ใช้ช้อนซุป ทาน
ปลาก็ใช้อุปกรณ์ทานปลา นั่นเป็นเหตุผลที่ทำไมต้องมีเครื่องมือในการรับประทานอาหารหลายอย่าง
เคร่ืองมอื จำพวก มีด ชอ้ น ส้อม เหล่านี้ รวมๆ จะเรยี กว่า Flatware หรือ Cutlery
1. Joint Fork ส้อมหลัก หรืออาจเรียกวา่ สอ้ มโตะ๊
2. Joint Spoon ชอ้ นหลัก หรือชอ้ นโต๊ะ
3. Joint Knife มดี หลัก หรอื มดี โตะ๊
5. Dessert Fork สอ้ มสำหรบั รบั ประทานอาหารหวาน
6. Dessert Spoon ช้อนสำหรับรับประทานอาหารหวาน
7. Dessert Knife มีดสำหรบั รบั ประทานอาหารหวาน
8. Fish Fork สอ้ มสำหรบั รบั ประทานพวกปลาหรือซฟี ดู้
9. Fish Knife มีดสำหรับรบั ประทานอาหารพวกปลาหรอื ซฟี ้ดู
มีดสำหรับประทานอาหารพวกปลาหรือซีฟู้ด เราก็เรียกกันง่ายๆ ว่ามีดปลา โดยมีดจะไมม่ ีฟันแบบใบ
เล่อื ย และไม่มคี ม เพราะเนอื้ ปลาหรอื ซฟี ู้ดไม่เหนยี วเหมอื นเนอ้ื สัตว์อ่นื ๆ เช่น เนือ้ วัวหรอื เนือ้ หมู
10. Butter Knife มีดสำหรบั ทาเนยลงบนขนมปัง
คนไทยหรอื คนเอเชียจะรับประทานข้าวเป็นหลัก แตช่ าวตะวนั ตกจะรับประทานเนื้อสัตวเ์ ป็นหลักโดย
มีขนมปังด้วย การทานขนมปังกจ็ ะทานกับเนย (Butter) หอ้ งอาหารบางแห่งอาจใช้ Dessert Spoon
ในการทาเนย บางแหง่ กใ็ ห้ใชม้ ีดใหญท่ ใ่ี ชต้ ัดเนื้อทาเนยไปเลย
11. Soup Spoon ชอ้ นสำหรับประทานซุป
ซุปของชาวตะวันตกจะเป็นอาหารที่รับประทานได้หมดจานเลย ไม่มีสิ่งที่เป็นสิ่งที่แยกทิ้งเหมือนคน
เอเชยี เช่น ตม้ ยำกุ้งยังมีขา่ ตะไคร้ ใบมะกรดู ทป่ี นอย่ใู นซปุ
12. Tea Spoon ช้อนสำหรับคนชาสำหรับดืม่
13. Coffee Spoon ชอ้ นสำหรับคนกาแฟสำหรับด่มื
14. Oyster Fork ส้อมสำหรับรบั ประทานหอยนางรม
15. Snail Fork สอ้ มสำหรบั รบั ประทาน Snail (หอยทาก)

25

16. Snail Tongs คมี สำหรบั คีบหอยทากเพอื่ การยกขน้ึ มาจ้ิมดว้ ยส้อม

รูปที่ 20 อปุ กรณ์รบั ประทานอาหาร
ทม่ี า : https://trainingreform.com/index.php/component/k2/item/77-new-training-

2.6 ความรู้เกี่ยวกับสถิติการปนเปื้อนจุลินทรีย์ในภาชนะสัมผัสอาหารหลังการจุ่มน้ำร้อนเพื่อฆ่า
เชื้อโรค

การปนเปื้อนจุลินทรีย์ในภาชนะสัมผัสอาหารหลังการจุ่มน้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค จาก
การสอบถามผา่ นทางสื่อออนไลน์และข้อร้องเรยี นเขา้ มาที่กรมอนามยั รวมถึงที่ศนู ยด์ ำรงธรรมเก่ียวกับ
ข้อเท็จจริงและความปลอดภัยกรณีร้านอาหารหรือศูนย์อาหารที่จัดให้มีหม้อหุงข้าวตั้งน้ำร้อนไว้ให้
ลูกค้านำช้อนส้อมหรือตะเกียบมาจุ่มลวกในหม้อน้ำเพื่อทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคซึ่งอาจจะไม่
สามารถฆ่าเชื้อโรคได้และยังเป็นแหล่งแพร่กระจายของโรคนั้นสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำกรม
อนามัยจึงนำข้อมูลวิชาการที่พอหาได้ในกรณีดังกล่าวมาสรุปเป็นสาระสำคัญดังนี้ความสะอาด
ปลอดภัยของอาหารนั้นเป็นสิ่งสำคัญนอกจากในเรื่องของคุณภาพอาหารและคุณค่าทางโภชนาการ
แล้วยังจำเป็นต้องมีการจัดการด้านสุขาภิบาลอาหารซึ่งเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อป้องกัน
การปนเปื้อนของเชื้อโรคที่จะก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับอาหารหรือกล่าวได้ต้องมีการจัดการควบคุม
ช่องทางสื่อกลาง ได้แก่ ภาชนะอุปกรณ์ผู้สัมผสั อาหารอาหารสถานที่จำหน่าย / ปรุงประกอบอาหาร
สัตว์แมลงนำโรคที่อาจปนเปื้อนแล้วส่งต่อเชื้อโรคสารเคมีมาสู่ผู้บริโภคจนทำให้เกิดการเจ็บป่วยด้วย
โรคจากเชื้อโรคและสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับอาหารจากสถิติโรคที่เกิดจากอาหารและน้ำเป็นสื่อในปี
พ.ศ. 2557 พบผู้ป่วยด้วยโรคอาหารเป็นพิษ 134,747 รายคิดเป็นอัตราป่วย 207.52 รายต่อ
ประชากรแสนรายผู้ป่วยด้วยโรคอุจาระร่วงเฉียบพลันรวมทั่วประเทศ 1,108,427 รายอัตราป่วย
1,704.35 รายต่อประชากรแสนรายทั้งนี้มีผู้เสียชีวิตดว้ ยโรคอุจาระร่วงเฉียบพลันในปี 2557 จำนวน
ทั้งสิ้น 17 คนทั่วประเทศคิดเป็นอัตราป่วยตาย 0.03 ต่อแสนประชากรสำหรับผู้ป่วยด้วยโรค
อหิวาตกโรคในปี 2557 มีผู้ป่วย 12 รายอัตราป่วย 0.02 ต่อประชากรแสนรายไมม่ ีผู้เสียชีวติ ด้วยโรค

26

อหิวาตกโรคซึ่งภาพรวมจากปี 2551-2557 ส่วนใหญ่มีแนวโน้มลดลงและอัตราป่วยตายลดลงจาก
ข้อมูลการดำเนินการของสำนักสุขาภิบาลอาหารและน้ำกรมอนามัยพบว่าจำนวนรา้ นอาหารและแผง
ลอยจำหน่ายอาหารท้ังหมด 144,550 แห่ง (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) และตลาดสดประเภทดจำนวน
1,505 แห่ง (ไม่รวมกรุงเทพมหานคร) ยังไม่รวมตลาดประเภทหรือตลาดนัดที่มีการรวบรวมประมาณ
5,377 แห่งปัญหาข้อร้องเรียนและสุขลักษณะที่พบส่วนใหญ่จะมีในเรื่องภาชนะอุปกรณ์ไม่สะอาดมีข้ี
แมลงสาบใชผ้ า้ ข้รี ิว้ เช็ดจานภาชนะไม่ได้มาตรฐานทำดว้ ยวัสดุผดิ ประเภทใช้ภาชนะผิดประเภทรวมถึง
กรณกี ารลวกช้อนดังกล่าวจากการศึกษาวิจัยการปนเป้ือนจุลินทรีย์ในภาชนะสัมผสั อาหารหลังการจุ่ม
น้ำร้อนเพื่อฆ่าเชื้อโรค (กรองทองแก่นคำหลักสูตรสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาวิชาอนามัย
สิง่ แวดล้อมคณะสาธารณสขุ ศาสตรม์ หาวิทยาลยั ขอนแก่น)

การปนเปอ้ื นจลุ นิ ทรีย์จากการฆ่าเชื้อโรคในภาชนะสัมผสั อาหารด้วยการจุ่มน้ำร้อนในภาชนะ
สมั ผัสอาหารก่อนและหลงั การลุ่มนำ้ ร้อนการปนเป้อื นจลุ นิ ทรยี ์รวมในภาชนะสมั ผสั อาหารพบว่ามีการ
ปนเปื้อนจุลินทรีย์รวมจากภาชนะสัมผัสอาหารประเภทช้อน / ส้อมช้อนโต๊ะตะเกียบไม้ / ตะเกียบ
พลาสติกมีการปนเปื้อนจุลินทรีย์รวมก่อนการนำภาชนะสัมผัสอาหารจุ่มด้วยน้ำร้อนร้อยละ 60.18
และหลังการจุ่มภาชนะสัมผัสอาหารด้วยน้ำร้อนจากผู้บริโภคร้อยละ 38.46 พบว่าก่อนและหลังการ
นำภาชนะสัมผัสอาหารจุ่มน้ำร้อนพบการปนเปื้อนจุลินทรีย์รวมไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
(p value = 0.660) การปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรียและฟิคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรียในภาชนะสัมผัส
อาหารกอ่ นและหลังการสมุ่ ดว้ ยน้ำร้อนการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทเี รียในภาชนะสัมผัสอาหารพบว่า
มีการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรียจากภาชนะสัมผัสอาหารประเภทช้อน / ส้อมช้อนโตะ๊ ตะเกยี บไม้ /
ตะเกยี บพลาสติกมีการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรียก่อนการนำภาชนะสัมผสั อาหารจุ่มนำ้ ร้อนร้อยละ
48.46 และหลังการจมุ่ ภาชนะสัมผสั อาหารดว้ ยน้ำรอ้ นจากผบู้ รโิ ภคร้อยละ 24.05พบวา่ กอ่ นและหลัง
การนำภาชนะสัมผัสอาหารจุ่มนำ้ รอ้ นพบการปนเปือ้ นโคลิฟอร์มแบคทีเรียไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคญั
ทางสถิติ (p-value = 0.658) ในส่วนของการปนเปื้อนฟิคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรียในภาชนะสัมผัส
อาหารทั้งก่อนและหลังการจุ่มน้ำร้อนพบการปนเปื้อนฟิคัลโคลิฟอร์มแบคทีเรียไม่ต่างกันอย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.057) การปนเปื้อนจุลินทรีย์กลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคเชื้อ
Staphylococcus aureus ในภาชนะสัมผัสอาหารก่อนและหลังการจุ่มน้ำร้อนพบว่ามีการปนเปื้อน
Staphylococcus aureus จากภาชนะสัมผัสอาหารประเภทซ้อน / ส้อมช้อนโต๊ะตะเกียบไม้ /
ตะเกียบพลาสติกมีการปนเปื้อน Staphylococcus aureus ก่อนการนำภาชนะสัมผัสอาหารพุ่มดว้ ย
น้ำร้อนร้อยละ 50.22 และหลังการจุ่มภาชนะสัมผัสอาหารด้วยน้ำร้อนจากผู้บริโภคร้อยละ 29.08
พบวา่ กอ่ นและหลงั การนำภาชนะสัมผัสอาหารจุ่มน้ำร้อนพบการปนเป้ือน Staphylococcus aureus
ไมต่ ่างกนั อย่างมนี ยั สำคัญทางสถิติ (p-value = 0.434) ในน้ำรอ้ นท่ใี ช้สำหรบั จุ่มภาชนะสัมผัสอาหาร
จากการตรวจการปนเปื้อนโคลิฟอร์มแบคทีเรียและฟิคัลโคลิฟอร์มในน้ำร้อนจากหม้อหุงข้าวไฟฟ้า

27

พบว่ามีการปนเปือ้ นโคลฟิ อรม์ แบคทีเรยี ในนำ้ ร้อนมากทสี่ ุดรอ้ ยละ ๗๘.๕๘ และพบการปนเป้ือนฟิคัล
โคลิฟอร์มแบคทีเรียมากที่สุดร้อยละ 84.62 จากการเก็บตัวอย่างน้ำร้อนในหม้อหุงข้าวไฟฟ้าท่ี
ผู้ประกอบการแผงลอยจำหน่ายอาหารเตรียมไว้บริการผู้บริโภคตลอดช่วงวันที่เปิดทำการจำหน่าย
อาหารเวลาโดยประมาณ 07:00-21:00 น. เป็นประจำทกุ วัน

การปนเป้อื นจลุ นิ ทรยี ร์ วมโคลิฟอร์มแบคทเี รยี ในภาชนะสัมผัสอาหารทั้งก่อนและหลังการจุ่ม
น้ำร้อนซึ่งเป็นดัชนบี ่งชี้ที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานทางสุขาภิบาลอาหารสอดคล้องกับงานวิจัยของเยาว
ลักษณ์ไชยรัตน์ (2550) ที่พบการปนเปื้อนจุลินทรีย์รวมโคลิฟอร์มแบคทีเรียในภาชนะสัมผัสอาหาร
ประเภทช้อน / ส้อมช้อนโต๊ะและตะเกียบไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานก่อนการประยุกต์ใช้ระบบ HACCP
ในส่วนของการปนเปือ้ นในน้ำร้อนของหม้อต้มพบการปนเป้ือนโคลิฟอร์มแบคทีเรยี ร้อยละ 78.57 ซ่ึง
การปนเปื้อนจุลินทรีย์ในน้ำร้อนเนื่องมาจากอุณหภูมิของน้ำร้อนไม่ร้อนมากพอที่จะทำลาย
เชื้อจุลินทรีย์ได้อุณหภูมิความร้อนของหม้อหุงข้าวไฟฟ้าจากการสำรวจจะอยู่ในช่วง 27.50-43.50
องศาเซลเซียสซึง่ เป็นช่วงที่เชือ้ โรคสามารถขยายตวั ได้ แต่บางช่วงระบบทำความรอ้ นของหม้อหุงข้าว
ไฟฟ้าทำงานที่ระบบ Rice Cooking อุณหภูมิสูงถึง 44.50 องศาเซลเซียส แต่เมื่อพิจารณาของการ
เปิดหม้อหุงข้าวไฟฟ้าและตั้งอุณหภูมิทิ้งไว้ทั้งวันอย่างน้อยวันละ 12 ชั่วโมงพบว่าการปนเปื้อนส่วน
ใหญ่จะเปน็ ลักษณะของการสะสมท่ีมีบางชว่ งน้ำร้อนในหม้อหุงข้าวไฟฟา้ ไม่ร้อนจากระบบการทำงาน
ของหม้อหุงข้าวไฟฟ้าที่ระบบอุ่น (Keep Warm) โดยจะพบการปนเปื้อนจากการเก็บตัวอย่างใน
ช่วงเวลา 17:00-18:00 น. มากที่สุดทง้ั ก่อนและหลังการนำภาชนะสัมผสั อาหารจุ่มน้ำร้อนและในส่วน
ของการปนเปื้อนจุลินทรีย์กลุ่มที่ก่อให้เกิดโรคเชื้อ Staphylococcus aureus ตรวจพบการปนเปื้อน
ในภาชนะสัมผัสอาหารก่อนการจุ่มน้ำร้อนร้อยละ 80.45 และพบการปนเปื้อนหลังลุ่มภาชนะสัมผัส
อาหารด้วยนำ้ ร้อนร้อยละ 52.38 สอดคลอ้ งกับงานวจิ ัยของมณฑลเลิศคณาวนิชกุล (2544) ที่พบการ
ปนเป้ือนกลมุ่ เชอ้ื กอ่ โรคชนิดนท้ี ่ีศูนยอ์ าหารกลางคืนมหาวิทยาลัยวลัยลักษณแ์ ละพบการปนเปื้อนมาก
ที่สุดในภาชนะสัมผัสอาหารประเภทตะเกยี บไม้ / ตะเกยี บพลาสติกกอ่ นลุ่มนำ้ ร้อนอาจจะเน่ืองมาจาก
ความเก่าของตะเกียบซ่งึ ทำจากไมไ้ ผ่อาจมรี อยแตกร้าวดูดซึมนำ้ น้ำมนั ได้งา่ ยและจากการลา้ งทำความ
สะอาดภาชนะสัมผัสอาหารที่ทำจากไม้ข้อควรตระหนักคือต้องล้างให้สะอาดและทำให้แห้งสนิทก่อน
นำไปเก็บไว้ใช้งานต่อไป แต่เนื่องจากแผงลอยจำหน่ายอาหารต้องเปิดบริการตั้งแต่เวลาประมาณ
07:00-21:00 น. ในแต่ละวันจึงต้องมีการล้างและหมนุ เวียนการใช้ภาชนะสัมผัสอาหารเป็นประจำจงึ
อาจทำให้เกิดการปนเปื้อนจลุ ินทรยี ์ได้ง่ายหากภาชนะสัมผสั อาหารมีความชนื้ และล้างทำความสะอาด
ไม่ดีพอรวมทั้งลกั ษณะของผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่จะทำการเลือกหยิบจับตะเกียบไม้ / ตะเกียบพลาสติก
ก่อนนำมาใช้รับประทานเสมอและแผงลอยจำหน่ายอาหารประเภทอาหารพื้นเมือง (อาหารอีสาน) ท่ี
พบการปนเปื้อนจุลินทรีย์มากที่สุดในภาชนะสัมผัสอาหารสอดคล้องกับการศึกษาของบริบูรณ์และ
คณะ (2543) ทำการศกึ ษาความปลอดภัยของส้มตำในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลพบว่ามีการ

28

ปนเปื้อนเชื้อ E.coli และเชื้อโรคอาหารเป็นพิษจากส้มตำสาเหตุอาจจะเนื่องมาจากเป็นอาหาร
ประเภทปรุงรับประทานสดเปน็ ส่วนใหญ่โดยไม่ได้ปรงุ อาหารให้ผ่านความร้อนจึงมีโอกาสปนเปื้อนได้
งา่ ยกวา่ อาหารทีผ่ า่ นประกาย

การปรุงด้วยความร้อนที่สามารถทำลายเชื้อจุลินทรีย์ได้ผูจ้ ำหน่ายอาหารตอ้ งหยิบจับอาหาร
หลาย ๆ อย่างรวมกันรวมทั้งต้องทำการตำส้มตำล้างภาชนะอุปกรณ์จึงอาจเกิดการปนเปื้อนได้ง่าย
จากการตรวจพบการปนเปื้อนจุลินทรีย์ดังกล่าวซึ่งมีโอกาสทำให้เกิดการเจ็บป่วยจากโรคที่มีอาหาร
เป็นส่ือได้การปนเปอ้ื นโลหะหนักในน้ำร้อนจากหม้อหงุ ขา้ วไฟฟ้าพบการปนเปื้อนตะก่วั ที่ไม่ผ่านเกณฑ์
มาตรฐานร้อยละ 87.50 และโครเมียมที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 69.23 จากการแยกประเภท
ผิวเคลือบภาชนะของหม้อพบว่าการปนเปื้อนตะกั่วในน้ำร้อนประเภทภาชนะผิวเคลือบที่พบการ
ปนเปื้อนมากที่สุดคือวัสดุเทฟลอนเซรามิกส์อลูมิเนียมและสังกะสีตามลำดับซึ่งวัสดุเทฟลอนนั้นเป็น
พลาสติกชนิด Fluorocarbon มีสีน้ำตาลหรือสีเทาผิวเรียบเป็นมันมีความคงทนต่ออุณหภูมิได้สูงล้าง
ทำความสะอาดได้ง่ายปจั จุบนั จึงเป็นที่นิยมใช้ แต่จุดอ่อนของวัสดุเทฟลอนคือตวั สารเคลือบเทฟลอน
จะหลดุ กะเทาะออกมาไดง้ ่ายเม่ือใช้ไปสักระยะหน่ึงและมีการญครูดไปมาของภาชนะสัมผัสอาหารกับ
หม้อหุงข้าวไฟฟ้าซึ่งสารเคลือบกับเนื้อโลหะไม่ดีเท่าที่ควรในส่วนของวัสดุที่เป็นเซรามิกส์อลูมิเนียม
และสังกะสีนั้นอาจจะเกิดจากการละลายของสารเคลือบผิวที่อาจจะมีส่วนผสมของตะกั่วเมื่อได้รับ
ความร้อนเป็นระยะเวลานานและการปนเปื้อนของโครเมียมก็เช่นกันบางส่วนอาจจะเกิดจากการ
ละลายของสารในผิวเคลือบภาชนะและบางส่วนอาจจะมาจากการละลายของโครเมยี มจากช้อนส้อมที่
มีการเคลือบผิวด้วยโครเมียมแผงลอยจำหน่ายอาหารจะประทับตราสัญลักษณ์เครื่องหมายแผงลอย
จำหน่ายอาหารไว้เป็นตัวเลขที่ช้อน / ส้อมในส่วนของบริเวณที่ใช้ตักอาหารซึ่งอาจจะมีส่วนของการ
ละลายของสารเคลือบที่อยู่ในภาชนะสัมผัสอาหารจากการสังเกตของผู้วิจัยและคำบอกเล่าของ
ผู้ประกอบการแผงลอยจำหน่ายอาหารบอกว่าที่ไม่นำภาชนะสัมผัสอาหารแช่ไว้ในน้ำร้อนตลอดเวลา
เพราะเคยนำมาแชไ่ ว้ตลอดเวลาแลว้ ชอ้ น / ส้อมเปลย่ี นสีไปจากสเี ดิมมลี ักษณะของสีออกเปน็ สีคลำ้ ๆ
ต้องเปลี่ยนช้อน / ส้อมใหม่เพราะดูแล้วไม่น่าใช้จึงเปลี่ยนวิธีให้ผู้บริโภคที่มาใช้บริการหยิบจับแช่เอา
เอง แต่ก็พบว่ามีช้อน / ส้อมบางส่วนใช้ไปนาน ๆ จะมีลักษณะสีออกคล้ำ ๆ ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูล
ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข (2550) ขณะนี้คนไทยเสีย่ งภัยจากสารอันตราย
ที่ปนเปื้อนมากับอาหารบริโภคมากขึ้นโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์โดยเฉพาะภาชนะใส่อาหารที่มีสีเคลือบ
หรือมีลวดลายในถ้วยชามกระเบื้องเคลือบดินเผาหรือเซรามิกส์ต่าง ๆ ที่มีวางขายทั่วไปตามตลาดสด
ตลาดนัดชาวบ้านมักนิยมเลือกส่วนที่มีลวดลายสวยงาม แต่ไม่รู้ถึงอันตรายที่แอบแฝงอยู่ในสีที่ใช้
เคลือบลวดลายเนื่องจากสีเหล่านี้จะมีสารตะกั่วเป็นส่วนผสมเมื่อถูกความร้อนจะสลายตัวออกมา
ปนเปื้อนกับอาหารโดยเฉพาะอาหารที่มีสภาพเป็นกรดการปนเปื้อนสารตะกั่วไม่สามารถมองเห็นได้

29

เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเกิดการสะสมในร่างกายโดยไม่รู้ตัวจากการศึกษาพบว่าสารตะกั่วในภาชนะจะ
ปนเป้อื นมากับอาหารถงึ รอ้ ยละ 55

ตามหลักวิชาการและมาตรฐาน Food Code ในประเทศต่าง ๆ จะกำหนดอุณหภูมิไว้ที่ 80-
40 องศาเซลเซียสนาน 2-4 นาทีหากจะทำลายเชื้อไวรัสต้องใช้อุณหภมู ิ ๙๐ องศาเซลเซยี สขึ้นไปนาน
4 นาทีโดยเชื้อจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรคส่วนใหญ่เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 5-63 องศาเซลเซียสและการใช้
ความร้อนทำลายเชื้อจุลินทรีย์มีหลายรูปแบบดังนี้-การต้มที่ 900 องศาเซลเซียสทำลายเชื้อจุลินทรีย์
ได้เป็นส่วนใหญ่ตัวแบคทีเรียไวรัสและเชื้อราจะตายเมื่อนำไปต้มในน้ำเดือด เพราะส่วนใหญ่จะไม่
สามารถทนความร้อนที่อุณหภูมิ 70 องศาเซลเซียสมากกว่า 5 นาทีได้ยกเว้นจุลินทรีย์ที่มีสปอร์ซึ่ง
สปอร์ของแบคทีเรียซึง่ ทนความรอ้ นได้มากกว่าจะไม่ตายทัง้ หมดการต้มนี้ทำลายเช้ือไวรัสที่ทำให้เกิด
ตับอักเสบได้-Pasteurization เป็นวิธีที่ใช้ทำลายแบคทีเรียในเหล้าองุ่นและในนมสดโดยอุ่นให้ได้
อณุ หภมู ิ 63 องศาเซลเซยี สเปน็ เวลา 30 นาทหี รือ 72 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 20 วินาทีวธิ ีนี้สามารถ
ทำลายเชื้อไวรัสส่วนใหญ่อีกทั้งเชื้อราและแบคทีเรีย แต่ไม่ทำลายสปอร์-Sterilization การนึ่งโดยใช้
ความดันน้ำใช้หม้อนึ่งความดันไอ 15 ปอนด์ / ตารางนิ้วอุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียสนาน 10-15
นาทเี ป็นวธิ ที ี่นิยมใช้กันมากเนอ่ื งจากมีประสิทธิภาพในการฆ่าเชอื้ จุลนิ ทรยี ์ไดท้ ุกชนดิ

กรมอนามัยจึงมีแนวทางและข้อแนะนำเกี่ยวกับภาชนะอุปกรณ์ดังนี้การล้างภาชนะด้วย
วิธี 3 ข้นั ตอน

ขัน้ ตอนท่ี 1 ขจดั เศษอาหารและลา้ งดว้ ยน้ำผสมนำ้ ยาลา้ งจาน
ข้ันตอนที่ 2 ล้างดว้ ยนำ้ สะอาดอย่างน้อย 2 ครงั้
ขั้นตอนที่ 3 ฆ่าเชื้อโรคด้วยการทำให้แห้งโดยตากแดดหรืออบด้วยความร้อนและในกรณีมี
การระบาดของโรคอุจจาระร่วงอย่างแรงแนะนำให้เน้นการฆ่าเชื้อโรคโดยแช่ภาชนะอุปกรณ์ด้วยน้ำ
เดอื ด 80-90 องศาเซลเซยี สเป็นเวลาอย่างน้อย 4 นาทีหรือแช่ในน้ำผสมน้ำปูนคลอรนี เขม้ ข้น 900 พี
พีเอ็มนานอย่างน้อย 2 นาทีการใช้หม้อหุงข้าวต้มน้ำร้อนไว้บริการลูกค้าเป็นการประยุกต์ใช้ของ
ผู้ประกอบการซึ่งประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อโรคขึ้นกับอุณหภูมแิ ละระยะเวลาในการสมั ผัสความร้อน
ควรไม่น้อยกว่าตัวเลขที่กำหนดข้างต้น แต่การใช้หม้อหุงข้าวอาจเสี่ยงต่อสารโลหะหนักถ้าตวั หม้อต้ม
ไม่ไดม้ าตรฐานหรอื ภาชนะทใ่ี ชไ้ มไ่ ด้มาตรฐานรวมทงั้ การทาสีทภี่ าชนะตามเอกสารการศึกษาทแี่ นบมา
ดว้ ยสำหรบั อปุ กรณล์ วกชอ้ นท่อี อกแบบมาโดยเฉพาะคือทำด้วยสแตนเลสสามารถตง้ั อุณหภมู ิได้ตามท่ี
กำหนดและแชอ่ ุปกรณ์ตลอดเวลาจะมีประสิทธภิ าพในการฆ่าเช้ือโรคดีกวา่ การประยุกต์ใช้หมอ้ หุงขา้ ว
การฆ่าเชื้อโรคที่อยู่บนภาชนะอุปกรณ์ด้วยความร้อนนั้นนอกจากจะขึ้นอยู่กับชนิดของเช้ือ
โรคอุณหภูมิและระยะเวลาแล้วยังมีปัจจัยด้านอื่น ๆ เช่นประเภทชนิดของภาชนะสภาพของการใช้
งานกบั อาหารทม่ี ีไขมันสกี ารทนความร้อนของวสั ดุเปน็ ตน้

30

แนวทางปฏิบัติในการเลือกใช้อุปกรณ์หรือหม้อสำหรับลวกช้อนส้อมที่ไว้บริการตามสถานท่ี
ตา่ ง ๆ มดี ังนี้

1. หม้อหุงข้าวที่นำมาใช้ต้มน้ำร้อนไว้บริการลูกค้าเป็นการประยุกต์ใช้ของผู้ประกอบการซ่ึง
ประสทิ ธภิ าพในการฆ่าเชื้อโรคขน้ึ กับอุณหภูมิและระยะเวลาในการสัมผสั ความร้อนซงึ่ ควรไม่น้อยกว่า
80-40 องศาเซลเซียสเป็นเวลาอย่างน้อย 4 นาทีและการใช้หม้อหุงข้าวประเภทที่เคลือบผิวภาชนะ
ด้วยเทฟลอนเซรามกิ สน์ ำมาตม้ นำ้ ร้อนนนั้ อาจเส่ยี งตอ่ สารโลหะหนกั จำพวกตะกวั่ และโครเมียม

2. อปุ กรณ์ลวกชอ้ นควรออกแบบมาโดยเฉพาะทำดว้ ยสแตนเลสสามารถตง้ั อุณหภูมิได้ตามที่
กำหนดและมกี ารปอ้ งกันไฟฟ้ารวั่ -ดดู

3. การใชส้ ีทาภาชนะหรือภาชนะที่มลี วดลายอาจมีส่วนผสมของตะกัว่ ซ่ึงอาจสลายตัวออกมา
เมื่อถกู ความรอ้ นตามรายละเอียดท่ีแนบมาน้ี

4. อุปกรณ์ประเภทกาต้มน้ำเครื่องต้มน้ำไฟฟ้าหรือเครอื่ งต้มนำ้ ไฟฟ้าแบบข้วั เปลือยซ่ึงไม่ผ่าน
มาตรฐานมอก. ไม่ควรนำมาใช้เพราะเป็นอุปกรณ์ที่มีอันตรายตามคำสั่งของคณะกรรมการคุ้มครอง
ผบู้ รโิ ภคที่ 06/2525

ทั้งนี้ในการลวกช้อนส้อมนั้นหากอุณหภูมิและเวลาไม่ได้ตามที่กำหนดในข้อ 1 หรือภาชนะมี
ไขมันและเศษอาหารอาจทำให้เชื้อโรคบางกลุ่มมีการเจริญเติบโตได้เช่นกลุ่มเทอร์โมฟิลิก ได้แก่ สาย
พันธุ์คลอสตริเดียมซึ่งเจริญได้ในอุณหภูมิ 45-55 องศาเซลเซียสดังนั้นควรเน้นการเลือกการล้างการ
จดั เก็บภาชนะตามหลักสขุ าภบิ าลอาหารซง่ึ เป็นวธิ ีท่ปี ระหยดั และปลอดภยั

ขอ้ แนะนำสำหรบั ผู้บรโิ ภคขอ้ สงั เกตความสะอาดของภาชนะตา่ ง ๆ
ความสะอาดของภาชนะตามหลกั สุขาภบิ าลอาหารขอแนะนำข้อสงั เกตเบื้องตน้ ดังนี้
1. วัสดุที่ใช้เริ่มตั้งแต่การเลือกใช้ภาชนะต้องทำจากวัสดุที่ไม่เป็นพิษเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
รูปทรงทำความสะอาดได้ง่ายทนทานไม่แตกหักง่ายใช้ถูกประเภทอาหารเช่นการเลือกใช้ถุงพลาสติก
PP ชนิดถุงร้อนใช้บรรจุอาหารผลิตจากพลาสติกประเภทโพลิโพพิลีน (PP) ซึ่งถุงมีลักษณะใสทนต่อ
ไขมนั และความรอ้ นได้ดี
2. ขั้นตอนการล้างภาชนะที่ใช้แล้วให้อย่างถูกต้องและสะอาดมีอ่างล้าง 3 และภาชนะที่ล้าง
สะอาดแลว้ เกบ็ ควำ่ ให้แหง้ ขัน้ ตอน
3. การเก็บภาชนะให้สะอาดเปน็ ระเบียบป้องกันการปนเปื้อนของฝุ่นละอองเชื้อโรคเช่นช้อน
วางนอนเรียงเป็นทางเดียวในในภาชนะโปร่งสะอาดหรือวางตั้งเอาด้ามขน้ึ ในภาชนะโปร่งสะอาดและมี
การปกปิดเก็บสูงจากพืน้ อยา่ งนอ้ ย 50 ซม.

31

2.7 งานศกึ ษาท่เี กยี่ วข้อง
กันทนา ใจสุวรรณ. (2563) “รูปแบบการจัดการความรู้ภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง

บ้านพะมอลอ ตำบลบ้านกาศ อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน” การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ
ศึกษากระบวนการจัดการความรู้ภูมิปัญญาผ้าทอกะเหรี่ยง บ้านพะมอลอ ตำบลบ้านกาศ
อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยใช้กระบวนการจัดการความรู้ โดยประยุกต์ใช้
โมเดลเชกิ (SECI Model) และแบบสอบถาม ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบการทอผ้าที่ใช้ใน
หมู่บ้านพะมอลอ เป็นกี่เอว (backstrap loom) ซึ่งเป็นการทอด้วยเครื่องทอขนาดเล็กโดยใช้
เข็มขัดคาดหลัง (backstrap) เข็มขัดหรือสายคาดหลังอาจทำด้วยผ้า แผ่นหนัง หรือเชือกที่มี
ความแข็งแรง ใช้การขยับเคลื่อนตัวของผู้ทอบังคับเส้นด้ายให้ตึงหรือหย่อนได้ตามความต้องการ
จุดเด่นของการทอผ้าด้วยกีเ่ อวคือเป็นเครื่องมือที่สามารถหาได้งา่ ย ขนาดเล็ก พกพาสะดวก ขั้นตอน
ไมซ่ ับซอ้ น และสามารถทำลวดลายได้ แต่ขนาดไมก่ วา้ ง ผ้วู จิ ัยทำการพัฒนารูปแบบการจัดการความรู้
ในลักษณะ "ศูนย์การเรียนรู้เชกิเชอู” ที่มีบทบาทเพื่อส่งเสริม รักษา ถ่ายทอด ในรูปแบบของการ
จัดทำเป็นหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะและอาชีพ เปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้บนแหล่งเรียนรู้ของชุมชน
จากอัตลักษณ์ผ้าทอกะเหรีย่ ง มีการจัดทำสื่อการเรียนรู้และเพิ่มมูลค่าให้แก่ผลติ ภัณฑผ์ ้าทอกะเหรี่ยง
ส่เู ศรษฐกิจชุมชนโดยใช้ต้นทนุ ทางวฒั นธรรม

พิชญลักษณ์ พิชญกุล. (2563) “การพัฒนากลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด กลุ่มทอผ้า
กะเหร่ียงบา้ นหล่ายแก้ว จงั หวัดเชียงใหม่” งานวจิ ัยนี้มวี ัตถุประสงค์คือการพัฒนากลยุทธ์ส่วนประสม
ทางการตลาดของกลุ่มทอผา้ กะเหรีย่ งบา้ นหล่ายแก้วจังหวดั เชียงใหม่โดยใช้แนวคิดการจัดการเชิงกล
ยุทธส์ ่วนประสมทางการตลาดและการวิจัยเชิงปฏบิ ตั ิการแบบมสี ่วนร่วมโดยดำเนนิ การร่วมกับสมาชิก
กลุ่มทอผ้ากะเหรี่ยงบ้านหล่ายแก้วอำเภอดอยเต่าจังหวัดเชียงใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2559-2560
ซึ่งกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดเชิงรุกที่นำมาใช้ในชุมชนคือ 1) การแปรรูปผลิตภัณฑ์เดิมให้เปน็
ผลติ ภัณฑใ์ หม่ทมี่ ีอัตลักษณ์ความเป็นกะเหร่ยี งโผล่งและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ 3 ชนดิ คือผ้าพันคอที่ใช้
เสน้ ใยฝา้ ยท่มี ีขนาดเล็กลงผสมกบั เสน้ ใยไหมอีรีใ่ นการทอกระเป๋าขนาดใหญ่และกระเป๋าขนาดเล็กที่ใช้
วัตถุดิบเป็นผ้าทอมือของชุมชน 2) การตั้งราคาให้สูงขึ้นและการขยายไปสู่กลุ่มลูกค้าตลาดกลางและ
ตลาดบน 3) การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าโดยการจำหน่ายในงานแสดงสินค้าและการฝาก
ขายสินค้าและ 4) การประชาสัมพันธ์ผ่านรายการโทรทัศน์นิตยสารและเฟชบุ๊กแฟนเพจการ
ดำเนินการส่งผลให้กลุ่มทอผ้ากะเหรี่ยงบ้านหลายแก้วมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 336,000 บาทต่อปีเป็น
715,000 บาทตอ่ ปีคดิ เป็นร้อยละ 12.80 สามารถรกั ษาวฒั นธรรมดั้งเดิมของชุมชนและมคี นสนใจเข้า
เย่ยี มชมศูนย์การเรยี นรู้วฒั นธรรมผา้ ทอกะเหรย่ี งอย่างต่อเน่อื ง

32

ตุนท์ ชมช่ืน.(2561) “การเสริมสร้างศักยภาพการผลิต ผลิตภัณฑ์ชุมชน “ผ้าทอกะเหรี่ยง”
ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์: กรณีชุมชนตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงราย” การวิจัยเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการผลิต ผลิตภัณฑ์ชุมชน “ผ้าทอกะเหรี่ยง”
ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กรณีชุมชนตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง
จังหวัดเชียงราย เป็นการวิจัยปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม โดยดำเนินในพื้นที่ชุมชนตำบลแม่ยาว
อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย มีสตรีผู้ผลิตผ้าทอกะเหรี่ยงเข้าร่วมโครงการ 50 คน จาก 3 ชุมชน คือ
ชุมชนบ้านรวมมิตร ชุมชนบ้านห้วยขม และชุมชนแคววัวดำ ผลการวิจัยพบว่า ผ้าทอกะเหรี่ยง
เป็นผ้าทอที่คงความเป็นเอกลักษณ์เดิมในความเป็นวัฒนธรรมของชนเผ่ากะเหรี่ยงทั้งในด้านวิธีการ
ขั้นตอนการทอและลวดลายต่าง ๆ การเสริมสร้างศักยภาพการผลิต ผลิตภัณฑ์ชุมชน “ผ้าทอ
ผ้ากะเหรยี่ ง” มีกระบวนการดำเนินงาน 5 ข้ันตอน โดยมีผลการดำเนินงานท่สี ำคญั คอื สตรที ่ีเข้าร่วม
โครงการ มีความมั่นใจ ภาคภูมิใจ พึงพอใจในการพัฒนาสินค้าผลิตภัณฑ์ผ้าทอกะเหรี่ยงของตน
และความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องอยู่ในระดับเห็นด้วยอย่างยิ่งและมีความความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์
ผ้าทอกะเหรี่ยงในระดับมาก

วราภรณ์ วงศ์ปถัมภ์. (2560) “การออกแบบและตัดเย็บชุดสตรีมุสลิมจากผ้าทอกะเหรี่ยง”
การวิจัยครั้งนี้วัตถุประสงค์เพื่อออกแบบตัดเย็บและตัดเย็บชุดสตรีมุสลิมจากผ้าทอกะเหรี่ยง
ประชากรทใ่ี ช้ในการวิจยั ครั้งนี้ สตรมี สุ ลมิ ทีม่ ารว่ มงาน 60 ปี มลู นธิ ิศูนยก์ ลางอสิ ลามแห่งประทศไทย
ในระหว่างวันที่ 2-4 เมษายน 2559 กลมุ่ ตวั อย่างไดจ้ ากการสุ่มแบบบังเอญิ จำนวน 100 คน อุปกรณ์
ที่ใช้ในการวิจัย คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยคิดเป็นร้อยละและหาค่าเฉลี่ย ผลการศึกษา
พบว่าพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุ 50 ปี มีการศึกษาในระดับปริญญาตรีอาชีพ
เป็นแม่บ้านมีรายได้ต่อเดือน 20,001-25,000 บาท พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีชุดสตรี
มุสลิมรูปทรงAไลน์คิด เหตุผลในการตัดสินใจเลือกซื้อชุดสตรีมุสลิมคือเรื่องรูปแบบของชุด แหล่งซื้อ
ชุดสตรีมุสลิมพบว่าจากร้านค้าผลิตภัณฑ์มุสลิมคิด มีชุดสตรีมุสลิม ต่ำกว่า15 ชุด เห็นด้วยกับ
การนำผ้าทอกะเหรี่ยงมาตกแต่งในชุดสตรีมุสลิม ถ้ามีการนำผ้าทอกะเหรี่ยง มาตกแต่งเป็นชุดสตรี
มุสลิมส่วนใหญ่เลือกซื้อ พอใจซื้อชุดสตรีมุสลิมที่ตกแต่งด้วยผ้าทอกะเหรี่ยง คือ ราคา 1,500
ผลการศึกษาพบว่าด้านความพึงพอใจต่อการตัดเย็บชุดสตรีมุสลิมจากผ้าทอกะเหรี่ยง ทั้ง 3 ชุด
มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจมากคือ ชุดสตรีมุสลิมรูปแบบที่ 3 ( =3.99) รองลงมาคือ ชุดสตรีมุสลิม
รูปแบบที่ 1 ( = 3.93) และชุดสตรมี สุ ลมิ รูปแบบที่ 2 ( = 3.83) ตามลำดับ

บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ การศกึ ษา

ในการดำเนินโครงการ ซองใส่ช้อนส้อมจากผ้าทอกะเหรี่ยง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อพัฒนา
รูปแบบซองใส่ช้อนส้อม 2. เพื่อลดการใช้ซองจากพลาสติกใส่ช้อนส้อม 3. เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์ผ้าทอ
กะเหร่ียงซึ่งผ้จู ัดทำโครงการได้ดำเนินการศกึ ษาดังนี้

3.1 กลุ่มประชากร
3.2 เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชใ้ นดำเนนิ โครงการ
3.3 ขั้นตอนการดำเนินโครงการ
3.4 การเก็บรวบรวมข้อมลู
3.5 สถติ ิและการวิเคราะหข์ ้อมูล

3.1 กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่าง ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ จำนวน 50 คน โดยวิธีการ

เลือกกล่มุ ตัวอย่างแบบเจาะจง

3.2 เครอ่ื งมือในโครงการ
3.2.1 แบบสำรวจ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม และข้อมูลเกี่ยวกับการตอบ

แบบสอบถามความคิดเห็นในรปู แบบของซองใส่ชอ้ นส้อม
3.2.2 แบบสอบถามความพึงพอใจ ผู้ทดลองใช้ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษา

เชียงใหม่ ผู้จัดทำโครงการใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือเพื่อรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง
เพื่อสอบถามความคิดเห็นต่าง ๆ ซึ่งมีการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับรูปแบบ
ของซองใส่ช้อนส้อม และแบบสอบถามความพึงพอใจของซองใส่ช้อนส้อม โดยผู้จัดทำโครงการได้แยก
แบบสำรวจและแบบสอบถามความพึงพอใจ

แบบสำรวจ แบง่ ออกเปน็ 3 สว่ น
สว่ นท่ี 1 ขอ้ มลู สว่ นบุคคลของผูต้ อบแบบสำรวจ โดยสอบถาม อเี มล เพศ อายุ
ส่วนท่ี 2 ขอ้ มลู เกี่ยวกับการตอบแบบสำรวจความคิดเห็น การแสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกับรูปแบบ
สี และลายของซองใส่ชอ้ นสอ้ ม
สว่ นท่ี 3 ขอ้ มูลเก่ียวกับการตอบแบบสำรวจ การแสดงความคิดเหน็ และข้อเสนอแนะ

34

แบบสอบถามความพงึ พอใจ ประกอบไปด้วย 3 สว่ น
ส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยสอบถามเกี่ยวกับเพศ อายุ รายได้ โดยที่
ผตู้ อบตามความเปน็ จรงิ (Chech-list)
ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกีย่ วกับการตอบแบบสอบถามความคดิ เห็น ผจู้ ัดทำโครงการได้ใช้มาตราวัดแบบ
Rating scale 5 ระดับ ตามมาตราวัดแบบลิเคิร์ท (Likert’s Scale) อ้างจาก บุรินทร์ รุจจนพันธุ์ (2553)
ในการวดั ระดับความพึงพอใจ ดังน้ี
5 หมายถงึ มากทส่ี ุด
4 หมายถงึ มาก
3 หมายถึง ปานกลางหรือพอใช้
2 หมายถึง น้อยหรอื ต่ำกวา่ มาตรฐาน
1 หมายถึง น้อยทส่ี ุดหรือตอ้ งปรับปรงุ แกไ้ ข
เกณฑ์การประเมินแบบสอบถามความคิดเห็น มี 5 ระดับโดยผู้จัดทำโครงการได้เลือกวิธีการของ
เร็นสิส เอ ลิเคิรท์ ดังนี้ (Likert, Rensis A. 2504)
4.50 – 5.00 หมายถึง เหน็ ดว้ ยอยู่ระดับมากทส่ี ดุ
3.50 – 4.49 หมายถึง เห็นดว้ ยอยรู่ ะดับมาก
2.50 – 3.49 หมายถงึ เห็นด้วยอยู่ระดบั ปานกลาง
1.50 – 2.49 หมายถึง เห็นด้วยอยรู่ ะดับนอ้ ย
1.00 – 1.49 หมายถงึ เหน็ ด้วยอยูร่ ะดับนอ้ ยมาก
ส่วนที่ 3 ข้อเสนอแนะซึง่ เป็นคำถามปลายเปดิ เพ่อื ใหผ้ ู้ตอบแบบสอบถามแสดงความคดิ เหน็
การสร้างเคร่ืองมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ โดยมกี ารสร้างเคร่ืองมือดงั นี้
1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับซองใส่ช้อนส้อมและความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์และ ความ
คดิ เหน็ ของผูต้ อบแบบสอบถาม
2) ผู้จดั ทำโครงการไดจ้ ดั ทำแบบสำรวจการออกแบบเกยี่ วกบั ซองใส่ช้อนสอ้ ม
3) นำแบบสอบถามที่จัดทำขึ้นให้กับครูประจำวิชา เพื่อตรวจสอบความถูกต้องตามเนื้อหาและ
นำมาปรับปรงุ แก้ไขให้สมบรู ณ์
4) นำแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วเสนอต่อครูประจำวิชาอีกครั้ง เพื่อตรวจสอบ ความ
เที่ยงตรงของเนอื้ หาพรอ้ มพิจารณาความถูกต้องชัดเจนของภาษาที่ใช้

35

3.3 การดำเนนิ โครงการ
3.3.1 การวางแผน (P)
- กำหนดช่ือเรื่องและศกึ ษารวบรวมข้อมลู ปัญหา ความสำคัญของโครงการ
- เขียนแบบเสนอโครงการ
- ขออนุมตั โิ ครงการ
3.3.2 ข้นั ตอนการดำเนินการ (D)
- สำรวจความตอ้ งการรปู แบบซองใส่ชอ้ นสอ้ มของผูใ้ ช้ผลิตภณั ฑ์
- ออกแบบผลติ ภัณฑ์
- จัดทำซองใสช่ ้อนสอ้ มจากผา้ ทอกะเหร่ยี งตามผลการสำรวจและออกแบบ
3.3.3 ขนั้ ตอนการตรวจสอบ (C)
- ทดสอบใช้ผลิตภณั ฑก์ ับบรกิ ารอาหารและเครอ่ื งดื่มแกแ่ ขกและผู้มาเยย่ี มชมวทิ ยาลยั ฯ
- ประเมนิ ความพึงพอใจในการใช้ผลติ ภัณฑ์
3.3.4 ขั้นตอนประเมนิ ติดตามผล (A)
- สรุปผลการประเมินความพึงพอใจ
- จดั ทำเลม่ โครงการ
- นำเสนอและเผยแพร่ใหก้ บั หมบู่ า้ นเด่นฮ่อม ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมงิ จังหวัดเชียงใหม่

3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล
ผ้จู ดั ทำโครงการได้ดำเนินการเกบ็ รวบรวมข้อมลู การทำโครงการน้ี อยา่ งเป็นขั้นตอนดงั น้ี
3.4.1 ผู้จัดทำโครงการทำแบบสำรวจรูปแบบของซองใส่ช้อนส้อม และออกแบบรูปแบบ ซองใส่

ช้อนส้อม โดยวิธีการแสกนควิ อาร์โคช๊ ให้ผู้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ตอบแบบสอบถาม ด้วยตนเอง
3.4.2 ผู้จัดทำโครงการทำการแจกแบบสอบถามให้กับกลุ่มตัวอย่างครูอาจารย์ เจ้าหน้าท่ี

วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่ โดยวิธีการแสกนคิวอาร์โค๊ช ให้ผู้ตอบแบบสอบถามออนไลน์ตอบ
แบบสอบถามดว้ ยตนเอง

3.4.3 การรวบรวมแบบสอบถาม ผจู้ ัดโครงการไดร้ วบรวมแบบสอบถามดว้ ยตนเอง
3.4.4 ตรวจสอบความสมบูรณข์ องแบบสอบถาม เพือ่ นำขอ้ มูลไปวิเคราะหท์ างสถิติ

36

3.5 การวิเคราะหแ์ ละสรุปผล
ข้อมลู ทีไ่ ด้จากการเก็บรวบรวม ผู้จดั ทำโครงการได้ทำการตรวจสอบความเรียบร้อยสมบูรณ์ของ

แบบสอบถาม และนำขอ้ มูลมาประมวลผลวิเคราะห์ดว้ ยโปรแกรมคอมพวิ เตอร์สำเร็จรูปการคิดค่า ร้อยละ
การหาค่าเฉลี่ย (Mean) และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D) ดังนี้

3.5.1 การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนที่ 1 ข้อมูลส่วนบุคคลในการวิเคราะห์ ได้แก่ การหาค่าความถ่ี
(Frequency) และค่าร้อยละ (Percentage)
สตู รการหาคา่ รอ้ ยละ

เม่อื P แทน รอ้ ยละ
F แทน ความถ่ีที่ตอ้ งการแปลคา่ ใหเ้ ป็นรอ้ ยละ
n แทน จำนวนขอ้ มลู ท้งั หมด

3.5.2 การวิเคราะห์ข้อมูลส่วนที่ 2 แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ทดลองใช้ซองใส่ช้อนส้อม
จากผ้าทอกะเหรี่ยง จำนวน 30 ชิ้น ผู้ทดลองใช้ครูอาจารย์ เจ้าหน้าที่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเชียงใหม่
จำนวน 50 คน ในวิเคราะห์ ไดแ้ ก่ การหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D)
สูตรการหาคา่ เฉลี่ย

เม่อื x แทน ค่าเฉลย่ี
∑x แทน ผลรวมท้ังหมดของความถ่ี คณู คะแนน
N แทน ผลรวมท้ังหมดของความถ่ีซึ่งมคี า่ เท่ากับจำนวนข้อมลู ท้ังหมด

สตู รการหาส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน

เมอ่ื S.D. แทน สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน
N แทน จำนวนค่ทู ้งั หมด
X แทน คะแนนแต่ละตัวในกล่มุ ขอ้ มลู
∑x แทน ผลรวมของความแตกตา่ งของคะแนนแต่ละคู่


Click to View FlipBook Version