แบบสอบปรนยั เพ่อื พัฒนาทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
หน่วยการเรียนร้ทู ่ี ๖ เสียงและการเคลื่อนท่ี
เสยี งและการเคลือ่ นที่ ป.๑ 7
๑. 8
ข้อใดกล่าวถกู ตอ้ ง
๑ การส่นั ไมไ่ ดท้ าให้เกดิ เสียง
๒ แหลง่ กาเนิดเสยี งอยู่บริเวณคอ
๓ การใชน้ ว้ิ มอื แตะบรเิ วณคอทาใหเ้ กดิ เสยี ง
เฉลย ๒ เหตุผล แหล่งกาเนิดเสียง
อย่บู ริเวณคอ น่นั กค็ ือ กล่องเสยี ง
เสยี งและการเคล่อื นท่ี ป.๑
๒. จัดจาแนกเสยี งออกเป็น ๒ กลุม่ ดังน้ี เฉลย ๒ เหตุผล
๑๒ กลมุ่ ท่ี ๑ คอื เสียงทเ่ี กิดจาก
การกระทาของมนุษย์
A และ B คอื ขอ้ ใด กลมุ่ ท่ี ๒ คอื เสยี งทเ่ี กิดขึ้นเอง
ตามธรรมชาติ ดงั นน้ั
๑ เสยี งรอ้ งเพลง เป็นเสยี งทเ่ี กิดจาก
๒ การกระทาของมนุษย์
๓ เสียงลมพดั เปน็ เสยี งที่
เกดิ ข้นึ เองตามธรรมชาติ
เสียงและการเคลอ่ื นท่ี ป.๑
ส่วน ๑ เสียงชา้ งรอ้ ง เป็นเสียง
ทเี่ กดิ จากการกระทาของสตั ว์
เสียงดีดกตี าร์เป็นเสยี งทีเ่ กิดจาก
การกระทาของมนษุ ย์
๓ เสียงพดู คยุ และ
เสียงเป่าขลุ่ย เปน็ เสยี งทเ่ี กดิ
จากการกระทาของมนุษย์ 9
๓. ขอ้ ใดมีเสยี งเกดิ ขึน้ ๓
๑๒
เฉลย ๒ เหตผุ ล การเคาะแก้ว ทาให้แกว้ เกดิ การสั่นสะเทอื น 10
เมื่อแก้วสั่นสะเทอื นก็จะทาใหเ้ กดิ เสยี ง
เสยี งและการเคลือ่ นที่ ป.๑
๔. วิธกี ารขอ้ ใดทาใหก้ ลองเกิดเสียง 11
๑ ตง้ั บนพ้ืนเรียบ
๒ เปา่
๓ ตี
เฉลย ๓ เหตุผล กลองทาใหเ้ กิดเสยี งโดยการตี
เสยี งและการเคล่ือนท่ี ป.๑
๕. กรรมการเปา่ นกหวดี เม่อื หมดเวลาการแขง่ ขนั กฬี าฟตุ บอล 12
จากข้อความ ขอ้ ใดเป็นแหลง่ กาเนดิ เสียง
๑ อากาศ
๒ นกหวดี
๓ ลกู ฟุตบอล
เฉลย ๒ เหตผุ ล การเป่านกหวีด ทาให้นกหวดี เกดิ การ
สัน่ สะเทือน เม่อื นกหวดี สน่ั สะเทอื นก็จะทาใหเ้ กดิ เสยี ง
เสยี งและการเคลอ่ื นที่ ป.๑
๖. ขอ้ ใดกล่าวไมถ่ ูกตอ้ ง 13
๑ เสียงเคล่อื นท่ีไดท้ กุ ทศิ ทาง
๒ เสียงไม่สามารถเปลีย่ นแปลงได้
๓ เสียงเกดิ จากการสนั่ สะเทอื นของวัตถุ
เฉลย ๒ เหตผุ ล เสียงสามารถเปลี่ยนแปลงได้
เมอ่ื แหล่งกาเนดิ เสยี งมีการสน่ั ทแี่ ตกต่างกนั
เสยี งและการเคลอื่ นท่ี ป.๑
๗. ดดี ยางรดั ที่ปลายข้างหน่งึ ผูกติดกบั ขาโต๊ะ 14
การเปลีย่ นแปลงท่เี กิดขนึ้ เปน็ อย่างไร
๑ ยางรัดเกดิ การส่ัน และมีเสียงเกิดข้นึ
๒ ขาโตะ๊ เกิดการส่ัน และมเี สียงเกดิ ขน้ึ
๓ ยางรัดและขาโต๊ะเกิดการส่นั และมเี สยี งเกิดขนึ้
เฉลย ๑ เหตผุ ล ยางรัดเปน็ แหลง่ กาเนิดเสยี ง เมื่อแหล่งกาเนิดเสยี ง
เกดิ การส่ัน จะทาให้มเี สยี งเกิดขึน้
เสียงและการเคลอ่ื นท่ี ป.๑
๘. เสียงเกิดขนึ้ ไดอ้ ยา่ งไร 15
๑ การสนั่ ของแหล่งกาเนิดเสยี ง
๒ การเคล่ือนท่ขี องแหลง่ กาเนดิ เสยี ง
๓ การส่ันของวตั ถุทอ่ี ยู่โดยรอบแหลง่ กาเนิดเสยี ง
เฉลย ๑ เหตุผล เสยี งเกดิ จากการส่ัน ของแหลง่ กาเนิดเสียง
เมื่อมกี ารดีด สี ตี เปา่ วัตถุ กจ็ ะทาให้วตั ถุสัน่ สะเทือนและเกดิ เปน็ เสยี ง
เสยี งและการเคลอ่ื นท่ี ป.๑
๙. ๒
๓
๑
ตาแหน่งใดได้ยินเสียงวิทยุดงั ทสี่ ุด
๑ ตาแหนง่ ที่ ๑
๒ ตาแหนง่ ท่ี ๒ เฉลย ๑ เหตุผล เพราะตาแหน่งที่ ๑
๓ ตาแหนง่ ท่ี ๓ อย่ใู กล้แหล่งกาเนิดเสยี งมากที่สดุ
เสยี งและการเคลอื่ นท่ี ป.๑ 16
๑๐. การกระทาขอ้ ใดทาใหม้ ีเสียงเกิดข้นึ 17
๑ เอนง่ั อา่ นหนงั สือ
๒ บนี อนหลบั พักผอ่ น
๓ ซเี ปดิ วิทยฟุ งั ข่าว
เฉลย ๓ เหตุผล การเปิดวิทยุ ลาโพงของวทิ ยุ
จะสน่ั ทาใหเ้ กิดเสยี ง สว่ น ๑ และ ๒ เป็นการกระทา
ที่ไม่ทาใหเ้ กิดเสียง
เสยี งและการเคลอ่ื นที่ ป.๑
หน่วยการเรียนรู้ท่ี ๗ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดาว
แผนผังหวั ขอ้ หนว่ ยการเรยี นรู้
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ป.๑ ๑
ดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์ และดาว
ทอ้ งฟ้าในเวลากลางวนั และกลางคนื ๒
บนท้องฟ้ามีดวงอาทติ ย์ ดวงจนั ทร์ และดาว ในเวลา
กลางวันจะมองเห็นดวงอาทติ ย์และอาจมองเห็นดวงจนั ทร์
บางเวลาในบางวนั แตไ่ ม่สามารถมองเห็นดาว
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ป.๑
ชว่ งเวลาตัง้ แตด่ วงอาทติ ยข์ ึน้ ในตอนเชา้ ไปจนถงึ
ดวงอาทติ ยต์ กดนิ เรียกวา่ เวลากลางวัน
และชว่ งเวลาตงั้ แต่ดวงอาทติ ย์ตกดนิ ไปจนถึงเวลา
ดวงอาทิตย์ขน้ึ เรยี กวา่ เวลากลางคืน
ในเวลากลางวนั เราจะเหน็ ดวงอาทิตย์ขึน้ จากขอบฟา้
ด้านหนงึ่ และตกทางขอบฟ้าอกี ด้านหนง่ึ ส่วนเวลากลางคืน
เราจะเห็นดวงจนั ทร์และดาวตา่ ง ๆ ถ้าสงั เกตดวงจนั ทร์และ
ดาวตา่ ง ๆ ตอ่ เนอ่ื งกัน เราจะเห็นดวงจันทรแ์ ละดาวตา่ ง ๆ
ขึ้นจากขอบฟ้าดา้ นหนึ่งและตกทางขอบฟา้ อกี ด้านหน่ึง
เช่นเดียวกบั ดวงอาทิตย์
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ป.๑ ๓
ดวงอาทติ ย์ ๔
ดวงอาทิตย์มรี ปู ร่างกลมและมขี นาดใหญม่ าก มีความรอ้ นและ
แสงสว่างในตัวเอง เราได้รบั แสงและความร้อนจากดวงอาทิตย์
แสงจากดวงอาทิตยช์ ่วยในการสร้างอาหารของพืชและทาให้เรา
มองเห็นสง่ิ ต่าง ๆ สว่ นความร้อนจากดวงอาทิตยช์ ่วยให้มนษุ ยแ์ ละสัตว์
อบอ่นุ ข้นึ
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ป.๑
ดวงจนั ทร์
ดวงจันทร์เป็นวัตถทุ ่เี รามองเหน็ บนทอ้ งฟ้า และอยใู่ กล้โลกมากกว่าดวงอาทิตย์
ดวงจนั ทรม์ ีขนาดเลก็ กว่าโลก และไมม่ แี สงสว่างในตัวเอง แต่ไดร้ ับแสงและความรอ้ นจากดวงอาทติ ย์
เชน่ เดียวกับโลก ในแต่ละคืนเราจะเหน็ ดวงจนั ทรม์ ีรปู รา่ งลกั ษณะแตกต่างกัน เนือ่ งจากการสะท้อนแสง
ของดวงจนั ทรท์ ่สี ่องมายังโลก
ในเวลากลางคืนเราจะสงั เกตเห็นดวงจันทร์และดาวชัดเจน แตเ่ มือ่ ดวงอาทิตยข์ น้ึ จากขอบฟ้าตอนเช้ามดื
ดาวทเ่ี คยปรากฏอยเู่ ตม็ ท้องฟ้าคอ่ ย ๆ เลอื นหายไป เพราะเหตุใดจงึ เปน็ เช่นน้นั
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ป.๑ ๕
ดาว
ดาวตา่ ง ๆ ทีอ่ ยู่บนท้องฟ้า จะมรี ูปรา่ งกลม
เช่นเดียวกับดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ ดาวบางดวง
มีแสงสว่างในตวั เอง ดาวบางดวง ไม่มีแสงสว่างในตวั เอง
ในเวลากลางวันมองไมเ่ หน็ ดาวสว่ นใหญ่ เน่ืองจากแสงจากดวงอาทติ ยส์ ว่างกว่า จึงกลบแสงของดาว
ส่วนในเวลากลางคืน จะมองเห็นดาวและมองเหน็ ดวงจนั ทรเ์ กอื บทุกคนื
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ป.๑ ๖6
แบบสอบปรนัยเพ่อื พัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี ๗ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ป.๑ ๗
๑. ๘
จากขอ้ มูลกล่าวถึงวัตถุบนทอ้ งฟา้ ในขอ้ ใด
๑ โลก
๒ ดวงจนั ทร์
๓ ดวงอาทติ ย์
เฉลย ๓ เหตุผล ดวงอาทติ ยม์ แี สงสว่างในตัวเอง สามารถ
สงั เกตได้ชัดเจนในเวลากลางวัน
สว่ น ๑ โลก และ ๓ ดวงจันทร์ ไมม่ แี สงสวา่ ง
ในตวั เอง ตอ้ งได้รับแสงจากดวงอาทติ ยจ์ งึ จะสงั เกตเห็นได้
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ป.๑
๒. ข้อใดคือวัตถบุ นทอ้ งฟ้าตามธรรมชาตทิ ี่สงั เกตไดช้ ดั เจนในเวลา ๙
กลางคนื
๑ ดาว ดวงอาทติ ย์
๒ ดาว ดวงจันทร์
๓ ดาว ดวงอาทติ ย์ และดวงจนั ทร์
เฉลย ๒ เหตุผล ดาว ดวงจนั ทร์ เปน็ วตั ถบุ นทอ้ งฟ้า
ตามธรรมชาติทีส่ งั เกตไดช้ ดั เจนในเวลากลางคนื
ส่วนดวงอาทิตย์ เปน็ วตั ถุบนท้องฟา้ ตามธรรมชาติ
ท่สี งั เกตได้ชัดเจนในเวลากลางวัน
ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ป.๑
๓. ดาวข้อใดมีขนาดใหญ่ทส่ี ุด ๑๐
๑ โลก
๒๒ ดวงอาทิตย์
๓ ดวงจันทร์
เฉลย ๒ เหตผุ ล ดวงอาทติ ย์เป็นดาวฤกษ์
ซ่ึงเปน็ ศนู ยก์ ลางของระบบสรุ ิยะ
และมีขนาดใหญก่ วา่ โลก และดวงจันทร์
ดวงอาทิตย์ ดวงจนั ทร์ และดวงดาว ป.๑
๔. ขอ้ ใดกลา่ วถึงลกั ษณะของโลกไมถ่ กู ต้อง ๑๑
๑ มีสงิ่ มชี ีวติ อาศยั อยู่
๒ ไม่มแี สงสว่างในตัวเอง
๓ มีขนาดเทา่ กับดวงจันทร์
เฉลย ๓ เหตผุ ล โลกมีขนาดใหญ่กว่าดวงจันทร์ ซึ่งดวงจันทร์
เป็นบริวารของโลก มีขนาดเพยี ง ๑ ใน ๔ ของโลก
สว่ น ๑ โลกเปน็ ดาวท่มี สี ่ิงมชี วี ิตอยู่ เพราะมสี ภาพแวดลอ้ ม
และอณุ หภมู ทิ ีเ่ หมาะแกก่ ารดารงชีวติ
๒ โลกเปน็ ดาวท่ไี มม่ แี สงสวา่ งในตวั เอง แตไ่ ด้รบั แสง
และความร้อนจากดวงอาทิตย์
ดวงอาทติ ย์ ดวงจนั ทร์ และดวงดาว ป.๑
๕. วันขนึ้ ๑๕ ค่า รูปทรงของดวงจนั ทร์มลี กั ษณะตามขอ้ ใด
๑๒ ๓
เฉลย ๑ เหตุผล ในวันขึ้น ๑๕ ค่า ดวงจันทรจ์ ะสว่างเตม็ ดวง ๑๒
ดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ป.๑
พจิ ารณาตาราง ใช้ตอบคาถามข้อ ๖-๗
๖. A คอื ขอ้ ใด
๑ ดาว เฉลย ๒ เหตผุ ล เมฆ เปน็ วตั ถุบนทอ้ งฟา้
๒ เมฆ ที่มีลกั ษณะเป็นกอ้ นสขี าว คล้ายสาลี สงั เกตไดช้ ดั เจน
ท้งั ในเวลากลางวัน และเวลากลางคนื
๓ ดวงอาทิตย์
ดวงอาทติ ย์ ดวงจนั ทร์ และดวงดาว ป.๑ ๑๓
๗. ในแต่ละคนื วัตถบุ นทอ้ งฟ้าข้อใดจะมีรปู รา่ งลกั ษณะทีแ่ ตกตา่ งกนั
๑ ดวงจันทร์ ๑๔
๒ ดวงอาทิตย์
๓ ดาว
เฉลย ๑ เหตผุ ล ดวงจันทรไ์ ดร้ ับแสงจากดวงอาทิตย์ และ
สะทอ้ นออกมา ทาใหใ้ นแต่ละคนื เรามองเห็นรปู ร่างลกั ษณะ
ของดวงจันทร์แตกตา่ งกัน บางคืนเห็นเปน็ เสี้ยว บางคนื เห็น
ครึง่ ดวง บางคืนเหน็ เตม็ ดวง บางคืนไม่เห็นดวงจนั ทร์
โดยการเปลยี่ นแปลงรูปรา่ งของดวงจันทรจ์ ะคอ่ ย ๆ เกดิ ข้ึน
และจะหมุนเวยี นซา้ ๆ กันทกุ เดอื น
ดวงอาทิตย์ ดวงจนั ทร์ และดวงดาว ป.๑
๘. เพราะเหตใุ ดเวลากลางวนั จึงมองไมเ่ ห็นดาว ๑๕
๑ เวลากลางวนั ไม่มดี าว
๒ แสงจากดวงอาทติ ย์สวา่ งกวา่ จงึ กลบแสงของดาว
๓ เวลากลางวันมีกอ้ นเมฆมากจงึ บดบังแสงของดาว
เฉลย ๒ เหตผุ ล เวลากลางวนั แสงจาก
ดวงอาทติ ยส์ วา่ งมาก จงึ ไปกลบแสงของดาว
ทาใหไ้ ม่สามารถมองเห็นดาวได้
ดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ป.๑
๙. ขอ้ ความใดกล่าวถกู ตอ้ งเกย่ี วกบั ดวงจันทร์ ๑๖
๑ มแี สงสว่างในตัวเอง
๒ มีรูปรา่ งเปล่ยี นแปลงไปในแต่ละคนื
๓ มีขนาดใหญก่ วา่ โลกและดวงอาทติ ย์
เฉลย ๒ เหตุผล ดวงจนั ทร์ไมม่ ีแสงสว่างในตัวเอง มขี นาดเลก็ กว่า
โลก และดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์ไดร้ บั แสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์
รปู ร่างของดวงจนั ทร์ท่ีมองเห็นบนท้องฟ้าจึงแตกตา่ งกันในแตล่ ะคนื
ดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์ และดวงดาว ป.๑
๑๐. ขอ้ ใดกล่าวถูกต้อง
๑ คืนเดือนดับจะมองเหน็ ดาวได้ชัด
๒ วันขึ้น ๑๕ คา่ จะมองไม่เห็นดวงจันทร์
๓ เวลากลางคนื จะมองเห็นดวงอาทติ ย์ ดวงจันทร์ และดาว
เฉลย ๑ เหตผุ ล ในคืนเดอื นดบั เปน็ คืนท่มี องไม่เห็นดวงจันทร์ทอ้ งฟ้ามืด จึงเหน็ ดาว
ชดั เจนกวา่ ปกติ
สว่ น ๒ วันขน้ึ ๑๕ ค่า จะมองเห็นดวงจนั ทร์สวา่ งเต็มดวง
๓ เวลากลางคืนจะมองเห็นดวงจันทร์และดาว แต่จะมองเหน็ ดวงอาทติ ย์
ในเวลากลางวนั
ดวงอาทิตย์ ดวงจนั ทร์ และดวงดาว ป.๑ ๑๗
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี ๘ หนิ ในธรรมชาติ
แผนผงั หวั ขอ้ หน่วยการเรียนรู้
๑
๑. หินรอบตัวเรา
หนิ บนภูเขา หนิ บรเิ วณลาธาร
หนิ แตล่ ะกอ้ นมขี นาดเหมอื นหรือแตกตา่ งกนั ได้
นอกจากนี้ยงั มลี ักษณะอ่ืนทีอ่ าจจะเหมอื นกัน
หรือแตกต่างกนั ไดอ้ กี ดว้ ย
๒
๒. ลกั ษณะภายนอกของหิน
หินแต่ละชนิดมีลักษณะภายนอกเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน
ทั้งสี ลวดลาย เนื้อหิน และความแข็งของหิน
ซึ่งเป็นผลมาจากส่วนประกอบและการเกิดของหิน
ที่แตกต่างกัน ทาให้มีลักษณะต่างๆ แตกต่างกัน
เมื่อเราสังเกตหินแต่ละก้อน เราสามารถจัดกลุ่มหิน
ไดด้ ้วยการใชล้ กั ษณะภายนอกทส่ี ังเกตได้
๓
๑. สขี องหิน หนิ ท่มี สี ว่ นประกอบต่างกัน จะมีสีที่แตกตา่ งกัน
หนิ สีแดง หินสีเทา หนิ สีนา้ ตาล
๔
๒. ลวดลายของหนิ
หินท่มี กี ารเรียงตวั ของสว่ นประกอบตา่ งกนั จะมีลวดลายทีแ่ ตกตา่ งกัน
หนิ มีลวดลายเรยี งเป็นชั้น หนิ มีลวดลายเรยี งไมเ่ ปน็ ช้นั
๕
๓. ลกั ษณะเน้ือหนิ
หนิ แตล่ ะชนิดมีลกั ษณะเน้อื หินท่แี ตกตา่ งกัน ซง่ึ เกดิ จากส่วนประกอบท่ตี ่างกัน
และสภาพแวดลอ้ มทีแ่ ตกต่างกัน
เนื้อหนิ ละเอยี ด เนอ้ื หนิ หยาบ
๔. ความแขง็ ของหนิ
หนิ แต่ละชนิดมีความแขง็ แตกตา่ งกัน ขึ้นอย่กู บั ส่วนประกอบและการเกิดของหนิ ชนิดน้นั ๆ
วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี ป.๑ ๖
ประโยชน์ของหิน
เรานาหินมาใช้ประโยชนม์ ากมาย นามาเป็นวัสดใุ นการก่อสร้าง รวมถงึ เครื่องใชต้ า่ ง ๆ
วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ป.๑ ๗
แบบสอบปรนยั เพือ่ พัฒนาทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ ๘ หินในธรรมชาติ
หนิ ในธรรมชาติ ป.๑ ๘
๑. ข้อใดเปน็ ส่วนประกอบหลักของหิน ๙
๑ แร่
๒ ดนิ
๓ ซากพืช
เฉลย ๑ เหตผุ ล หนิ เปน็ ของแขง็ ที่ประกอบดว้ ย
แร่ชนดิ เดยี วหรือหลายชนดิ รวมตัวกันอยตู่ ามธรรมชาติ
หนิ ในธรรมชาติ ป.๑
๒. ข้อความใดกลา่ วไม่ถูกต้อง ๑๐
๑ หนิ ทกุ ชนิดมีเนอื้ หินละเอยี ด
๒ หนิ ในธรรมชาตมิ ีสีที่แตกต่างกนั
๓ หินสามารถพบได้ตามสถานท่ตี ่าง ๆ
เฉลย ๑ เหตผุ ล หินสามารถพบได้ตามสถานท่ตี ่าง ๆ
เช่น น้าตก ภเู ขา ทะเล โดยหนิ แตล่ ะชนิดจะมสี ีท่ีแตกตา่ งกนั
มีลักษณะเน้อื หิน ท้งั เนอ้ื หนิ ละเอียด และเน้ือหนิ หยาบ
หนิ ในธรรมชาติ ป.๑
๓. หนิ ชนิดหนึ่งมเี น้ือละเอยี ด ลวดลายเรียงเปน็ ชน้ั
จากขอ้ มลู ข้างต้นหมายถงึ หนิ ขอ้ ใด
๑๒ ๓
เฉลย ๒ เหตุผล เมื่อสงั เกตลกั ษณะภายนอกของหนิ ๑๑
ในข้อที่ ๒ พบว่า หนิ มเี นื้อละเอียด และมีลวดลายเรยี งเปน็ ชนั้
ส่วน ๑ เนื้อหนิ ละเอียดแตล่ วดลายเรียงแบบวน
๓ เนอ้ื หนิ หยาบ ลวดลายไมเ่ รยี งเปน็ ช้ัน
หนิ ในธรรมชาติ ป.๑
๔. ข้อใดไมใ่ ชล่ กั ษณะของหนิ ที่สามารถสงั เกตไดจ้ าก ๑๒
ภายนอกท้ังหมด
๑ สี น้าหนัก
๒ เนอื้ หนิ ลวดลาย
๓ ชนิดของแร่ รปู ร่าง
เฉลย ๓ เหตุผล รูปรา่ งของหนิ สามารถสังเกตได้จาก
ภายนอก คือ บางกอ้ นอาจจะมีลกั ษณะกลม บางก้อน
อาจจะมลี ักษณะเหล่ียม แต่ชนิดของแรต่ ้องทาการทดสอบ
หนิ ในธรรมชาติ ป.๑
๕. ข้อใดกล่าวถกู ต้อง ๑๓
๑ หินทกุ กอ้ นมคี วามแขง็ เทา่ กัน
๒ หินต่างชนิดกนั จะมีลวดลายทีต่ า่ งกัน
๓ หนิ ในแตล่ ะบรเิ วณจะมีรูปร่างที่เหมือนกนั
เฉลย ๒ เหตผุ ล หนิ ตา่ งขนดิ กันก็จะมแี หล่งกาเนดิ
ต่างกนั ทาให้หินแตล่ ะชนดิ มีลวดลายท่ตี า่ งกนั
ส่วน ๑ หินทุกกอ้ นมคี วามแข็งไม่เทา่ กนั และ ๓
หินในแตล่ ะบริเวณจะมีรปู ร่างตา่ งกัน
หนิ ในธรรมชาติ ป.๑
พิจารณาตาราง ใชต้ อบคาถามข้อ ๖-๗
ตาราง ผลการทดสอบความแข็งของหินเมอ่ื ขดู ดว้ ยไม้ชนิดเดยี วกนั
๖. หนิ ข้อใดมีความแข็งน้อยกวา่ ไม้
๑ หิน A เฉลย ๒ เหตุผล หนิ B เม่อื ขดู ด้วยไมพ้ บว่าไมไ้ ม่หัก
๒ หิน B แตห่ นิ เปน็ รอยแสดงวา่ หินมคี วามแขง็ น้อยกวา่ ไม้
๓ หิน C
หนิ ในธรรมชาติ ป.๑ ๑๔
๗. ขอ้ ความใดกล่าวถูกต้อง ๑๕
๑ หิน C มคี วามแข็งมากกวา่ หนิ A
๒ หนิ B มีความแขง็ มากที่สดุ
๓ หนิ A มีความแขง็ มากกว่าไม้
เฉลย ๓ เหตผุ ล เมอ่ื นาไม้มาขดู กับหนิ A พบวา่ ไม้หกั
หินไมเ่ ป็นรอย แสดงวา่ หิน A มีความแข็งแรงมากกวา่ ไม้
เม่อื นาไม้มาขดู กบั หิน B พบวา่ ไม้ไม่หัก แตห่ ิน
เปน็ รอยแสดงวา่ หิน B มคี วามแข็งนอ้ ยกวา่ ไม้
และเมือ่ นาไมม้ าขูดกบั หนิ C พบว่าไม้ไม่หกั
หินไม่เป็นรอย แสดงว่า หนิ C มคี วามแขง็ เทา่ กบั ไม้
หินในธรรมชาติ ป.๑
๘. เด็กชายดที าการทดลอง โดยนาหนิ ๒ กอ้ น ทีม่ คี วามแขง็ ต่างกัน
มาขดู กัน ขอ้ ใดสรปุ เกยี่ วกบั การทดลองนไ้ี ดถ้ ูกตอ้ ง
๑ หนิ ที่อ่อนกว่าจะเป็นรอย
๒ หินทแ่ี ข็งกวา่ จะเป็นรอย
๓ หินทั้ง ๒ ก้อนเปน็ รอยเหมือนกนั
เฉลย ๑ เหตผุ ล เมอ่ื นาหนิ ๒ กอ้ นมาขูดกัน
หนิ มคี วามแข็งมากกว่าจะไมเ่ กดิ รอย
สว่ นหินทมี่ คี วามแขง็ น้อยกว่าจะเกิดรอย
หินในธรรมชาติ ป.๑ ๑๖
๙. ตาราง ผลการทดสอบความแขง็ ของหนิ
หนิ ขอ้ ใดมคี วามแขง็ มากทสี่ ุด ๑๗
๑ ชนิด A เฉลย ๓ เหตุผล เมอ่ื ใช้ตะไบเหลก็ ขูดหินชนดิ C
๒ ชนิด B แต่ไม่เป็นรอย แสดงวา่ หินชนิด C มีความแข็งเทา่ กับ
ตะไบเหลก็ ซงึ่ ตะไบเหล็กมีความแข็งมากกว่าไม้
๓ ชนดิ C และเลบ็
หนิ ในธรรมชาติ ป.๑
๑๐. ส่งิ ของใดในบา้ น ควรทามาจากหนิ จงึ จะเหมาะสม ๑๘
๑ ครก สาก
๒ ชอ้ น ส้อม
๓ หมอ้ กระทะ
เฉลย ๑ เหตผุ ล ครก สาก ทาจากหนิ
สว่ น ๒ ช้อน สอ้ ม ทาจากโลหะ
๓ หมอ้ กระทะ ทาจากโลหะ และพลาสตกิ
หนิ ในธรรมชาติ ป.๑