The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือแนวทางการดำเนินงานจัดการเรียนรวม สพป พิษณุโลก เขต 1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือแนวทางการดำเนินงานจัดการเรียนรวม

คู่มือแนวทางการดำเนินงานจัดการเรียนรวม สพป พิษณุโลก เขต 1

Keywords: การจัดการเรียนรวม,แนวทางการดำเนินงาน,สพป.พิษณุุโลก เขต 1,การศึกษาพิเศษ

คำนำ

เอกสาร “คมู่ ือการดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สานกั งานเขตพื้นทีก่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาพิษณุโลก
เขต 1” ฉบับนี้ จดั ทาขึ้นเพ่ือใช้เป็นเอกสารพฒั นาความรู้ ความเขา้ ใจ เจตคติท่ีดแี ละแนวทางการดาเนนิ งานการ
จัดการศกึ ษาพิเศษแบบเรยี นรวมในสถานศึกษา เพอื่ พฒั นานกั เรยี นท่ีมีความต้องการพเิ ศษไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง
เหมาะสมตอ่ ไป ซง่ี ประกอบดว้ ยเนือ้ หา ดงั ต่อไปนี้

ตอนท่ี 1 บทนา
ตอนที่ 2 ปรัชญา แนวคิด กฎหมาย และนโยบายท่เี ก่ยี วข้องกับการจดั การเรียนรวม
ตอนท่ี 3 การบริหารจัดการเรยี นรวม
ตอนท่ี 4 รปู แบบและกระบวนการจดั การศึกษาแบบเรียนรวม
ตอนที่ 5 แนวทางการดาเนินงานจัดการศกึ ษาแบบเรยี นรวม
ตอนที่ 6 บทบาทหนา้ ทขี่ องผ้มู ีสว่ นเกี่ยวขอ้ งกบั การจัดการเรียนรวม

ผจู้ ัดทาหวงั เปน็ อยา่ งย่ิงวา่ เอกสาร “คมู่ ือการดาเนินงานจดั การเรียนรวม สานักงานเขตพนื้ ท่กี ารศกึ ษา
ประถมศกึ ษาพษิ ณุโลก เขต 1” ฉบับน้ี จะเป็นประโยชนต์ ่อสถานศกึ ษา ผู้บริหาร คณะครูและผูท้ ่เี กี่ยวขอ้ งในการ
ดาเนินงานจัดการเรยี นรวมให้กับนกั เรียนพกิ ารเรยี นรวมได้อย่างถูกตอ้ งและเหมาะสมต่อไป

ขอขอบคุณผู้ทเ่ี กยี่ วขอ้ งท่มี ีส่วนชว่ ยให้เอกสารคู่มือการดาเนินงานจดั การเรยี นรวม สานักงานเขตพ้นื ที่
การศึกษาประถมศึกษาพษิ ณุโลก เขต 1 ฉบับน้ี สาเรจ็ ได้ดว้ ยดี

ปรียาภรณ์ กฤตพลวิวัฒน์
ศึกษานเิ ทศก์ชานาญการพเิ ศษ

สำรบัญ หน้ำ

คานา 1
สารบญั
ตอนที่ 1 บทนา 4
ตอนท่ี 2 ปรัชญา แนวคดิ กฎหมาย และนโยบายทเ่ี ก่ยี วขอ้ งกบั การจดั การเรยี นรวม 5

- ปรัชญา แนวคิดการจัดการเรียนรวม 9
- กฎหมายและนโยบายท่ีเก่ยี วข้องกับการจัดการเรยี นรวม 10
ตอนที่ 3 การบรหิ ารจัดการเรียนรวม 21
- การบริหารจดั การเรยี นรวม
- กรอบแนวคิด SEAT 25
ตอนที่ 4 รปู แบบและกระบวนการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 33
ตอนที่ 5 แนวทางการดาเนนิ งานจัดการศกึ ษาแบบเรียนรวม 59
- ข้นั ที่ 1 ขน้ั เตรียมความพรอ้ มก่อนการจัดการเรยี นรวม
- ขัน้ ที่ 2 ขน้ั จัดการเรยี นรวม 64
- ขน้ั ท่ี 3 ขัน้ สรุปและประเมินผลการจัดการเรยี นรวม 65
ตอนท่ี 6 บทบาทหนา้ ที่ของผมู้ สี ่วนเกี่ยวขอ้ งกับการจดั การเรียนรวม 69
- บทบาทหน้าทขี่ องสานักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณโุ ลก เขต 1 71
- บทบาทหน้าทข่ี องสถานศกึ ษา 72
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
- เอกสารรายละเอยี ดเพมิ่ เติม

ตอนที่ 1
บทนำ

การจัดการศึกษาเพ่ือปวงชนชาวไทยจะต้องเป็นการจัดการศึกษาท่ีมีคุณภาพ เสมอภาค เท่าเทียมและ
ท่ัวถึง เพื่อเป็นการส่งเสริมให้คนมีการพัฒนาทุกช่วงอายุตลอดชีวิต ซ่ึงจะสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่ง
ราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช 2560 มาตรา 4 ศักดิศ์ รคี วามเปน็ มนษุ ย์ สิทธิเสรีภาพ และความเสมอภาคของ
บุคคลยอ่ มได้รับความค้มุ ครอง ปวงชนชาวไทยย่อมไดร้ ับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนญู เสมอกนั รวมทั้งมาตรา 27
บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายมีสทิ ธแิ ละเสรีภาพ ไดร้ ับความคมุ้ ครองตามกฎหมายเทา่ เทียมกนั ทั้งชายและหญิง
มสี ิทธิเท่าเทยี มกนั การเลือกปฏบิ ัติโดยไม่เปน็ ธรรมตอ่ บุคคลไมว่ า่ ดว้ ยเหตคุ วามแตกตา่ งในเรือ่ งถ่ินกาเนิด เชอ้ื ชาติ
ภาษา เพศ อายุ ความพิการสภาพทางกาย หรือสุขภาพ สถานะของบคุ คล ฐานะทางเศรษฐกจิ หรอื สังคม ความเชอื่
ทางศาสนา การศึกษาอบรม หรอื ความคดิ เห็นทางการเมือง อันไมข่ ัดต่อบทบัญญัตแิ หง่ รัฐธรรมนูญหรอื เหตุ
อื่นใดจะกระทามิได้

พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และท่ีแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 มาตรา 10
กล่าวถึงการจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพ้ืนฐานไม่น้อยกว่า
สิบสองปีท่ีรัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย การจัดการศึกษาสาหรับบุคคลซึ่งมีความ
บกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปญั ญา อารมณ์ สังคม การสอ่ื สาร และการเรียนรู้ หรือมีรา่ งกายพกิ าร ทุพพลภาพ
หรือบุคคลซ่ึงไม่สามารถพึ่งตัวเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล หรือด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาส
ได้รับการศึกษาข้ันพื้นฐานเป็นพิเศษ การศึกษาสาหรับคนพิการในวรรคสอง ต้องจัดต้ังแต่แรกเกิดหรือพบความ
พิการโดยไมเ่ สียค่าใชจ้ ่าย และให้บคุ คลดังกลา่ วมสี ทิ ธไิ ดร้ ับส่งิ อานวยความสะดวก สอื่ บริการ และความชว่ ยเหลือ
อ่ืนใดทางการศึกษาตามหลักเกณฑ์และวิธีการท่ีกาหนดในกฎกระทรวง ทั้งนี้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พุทธศักราช 2560 หมวด 5 มาตรา 54 ระบุว่า รัฐต้องดาเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี
ต้ังแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย (สานักงานเลขาธิการวุฒิสภา,
2560) ประกอบกับแผนการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ พุทธศักราช 2560 - 2579 ยุทธศาสตร์ที่ 4 ระบุถึงการ
สรา้ งโอกาสความเสมอภาค และความเทา่ เทียมทางการศึกษา โดยใหผ้ ู้เรยี นทุกคนไดร้ บั โอกาสและความเสมอภาค
ในการเข้าถึงการศึกษาท่ีมีคุณภาพ เด็กพิการในวัยเรียนได้รับการศึกษาเต็มตามศักยภาพเพิ่มขึ้น และเด็กพิการ
ทางการศึกษาได้รับการพัฒนาสมรรถภาพหรือบริการทางการศึกษาท่ีเหมาะสม (สานักงานเลขาธิการสภา
การศกึ ษา, 2560)

การจัดการศึกษาสาหรับนักเรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษต้องจัดด้วยรูปแบบท่ีเหมาะสมโดย
คานึงถึงความสามารถของบุคคลน้ัน สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสาหรับคนพิการ พ.ศ. 2551
และที่แก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2556 เร่ืองสิทธิและหน้าที่ทางการศึกษามาตรา 5 กล่าวว่า คนพิการมีสิทธิ
ทางการศึกษาดังน้ี (1) ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการตลอดชีวิต พร้อมทั้ง
ได้รับเทคโนโลยี สิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา (2) เลือกบริการ
ทางการศึกษา สถานศึกษา ระบบและรูปแบบทางการศึกษา โดยคานึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความถนัด
และความต้องการจาเป็นพเิ ศษ และ (3) ได้รบั การศกึ ษาทมี่ มี าตรฐานและประกันคณุ ภาพการศกึ ษา รวมทงั้ การจัด
หลกั สตู รกระบวนการเรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษาที่เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการจาเป็นพิเศษของคน
พิการแตล่ ะประเภทและบคุ คล มาตรา 8 วรรค 5 กล่าววา่ สถานศึกษาใดปฏิเสธไมร่ ับคนพิการเข้าศกึ ษาใหถ้ ือเป็น
การเลอื กปฏบิ ตั ิ โดยไมเ่ ปน็ ธรรมตามกฎหมาย และในมาตรา 19 กาหนดให้สานกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศกึ ษามีหนา้ ที่

คมู่ อื การดาเนินงานจดั การเรยี นรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 1

ดาเนินการจัดการศกึ ษา โดยเฉพาะการจดั การเรียนรวม การนเิ ทศ กากับ ตดิ ตาม เพือ่ ใหค้ นพิการไดร้ ับการศึกษา
อยา่ งทัว่ ถึง และมคี ณุ ภาพตามทกี่ ฎหมายกาหนด

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าการจัดการศึกษาเพื่อเด็กพิการหรือเด็กมีความต้องการพิเศษในประเทศไทย
ในปัจจุบันจะมีแนวทางที่ชัดเจนขึ้น แต่ก็ยังไม่ทั่วถึงเน่ืองจากรัฐไม่มีงบประมาณเพียงพอท่ีจะจัดต้ังโรงเรียน
การศึกษาพิเศษได้ครอบคลุมทุกพื้นท่ี เพราะค่าใช้จ่ายรายหัวในการจัดการศึกษาเด็กพิการสูงมากกว่าเด็กปกติ
นอกจากน้ันปัญหาทางด้านเศรษฐกิจของครอบครัวเด็กพิการ และสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ไม่อาจทาให้
ผปู้ กครองบางคนส่งบุตรให้เขา้ รบั การศึกษาจากโรงเรียนการศึกษาพิเศษได้ รวมทัง้ ความลาบากในการเดนิ ทางและ
การสื่อสารอันเนื่องมาจากความพิการ ดังนั้นเพ่ือไม่ให้เด็กพิการหรือเดก็ ที่มีความต้องการพเิ ศษท่ีสามารถเรียนได้
เสียโอกาสในการรับการศึกษา รัฐบาลโดยกระทรวงศึกษาธิการจึงเน้นการจัดการศึกษาพิเศษในรูปแบบลักษณะ
ของการเรียนร่วมในโรงเรียนปกติ ซ่ึงเรียกว่า การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) หมายถึง การรับ
เด็กเข้ารับการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกความบกพร่องของเด็ก หรือคัดแยกเด็กท่ีด้อยกว่าเด็กส่วนใหญ่ออกจากชั้น
เรียน แต่จะใช้การบรหิ ารจัดการและวิธกี ารในการให้เด็กเกดิ การเรียนรู้และพฒั นาตามความต้องการจาเป็นอยา่ ง
เหมาะสมเป็นรายบคุ คล ซ่ึงจะช่วยให้เดก็ พกิ ารไม่ถกู แยกจากกล่มุ เด็กปกตซิ ึ่งสอดคลอ้ งกบั สภาพท่ีเป็นจรงิ ในสังคม
และโดยส่วนใหญ่แล้วนักเรียนท่ีมีความต้องการพิเศษหรือพิการบางประเภทก็แฝงตัวอยู่ในโรงเรียนอยู่แล้วในรปู
ของเด็กที่ดเู หมอื นเด็กปกติทัว่ ๆ ไป ซึง่ ในสายตาของครูหรอื ผใู้ หญบ่ างคนอาจมองวา่ นักเรยี นเหลา่ น้ีเปน็ เดก็ ขเ้ี กียจ
จึงอ่านหนังสือไม่ได้ เขียนหนังสือไม่ถูก ในส่วนของกระทรวงศึกษาธิการได้จัดกลุ่มของนักเรียนที่มีความต้องการ
จาเป็นพิเศษ หรอื นกั เรียนพกิ ารเรียนรวม จานวน 9 ประเภท แต่ในความเป็นจริงกลบั พบว่า ยังมีครูผสู้ อนที่ไม่รูจ้ ัก
ความหมายและไม่สามารถกาหนดประเภทความบกพร่องของนักเรียนกลุ่มนี้ ทาให้เกิดปัญหาในการจัดการศกึ ษา
สาหรับนักเรียนกลุ่มน้ี ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้มีสาเหตุสาคัญมาจากครูขาดความรู้ ขาดทักษะในการสอน ขาดแคลน
หนังสือ ตารา เอกสารต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวกับความรู้เพ่ือให้ได้ศึกษาค้นคว้า ขาดแคลนสื่อการเรียนการสอนท่ีจะ
สนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ขาดการนิเทศติดตาม ขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้มีคุณวุฒิและ
ประสบการณ์ด้านการศึกษาพิเศษโดยตรง และยังพบว่าโรงเรียนไม่สามารถคัดแยกประเภทความพิการได้ ทาให้
ผสู้ อนไมส่ ามารถจดั การเรยี นการสอนทเี่ หมาะสมกับผู้เรยี นได้ (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแห่งชาต,ิ 2545)

จากการนเิ ทศ ตดิ ตามผลการดาเนนิ งานการจัดการศึกษาเรยี นรวมของโรงเรียนจัดการเรียนรวมในสังกัด
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ที่ผ่านมาและจากการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธี
สอบถามปัญหาต่าง ๆ ในการจัดการเรียนรวมจากผู้บริหาร ครู หรือผู้ท่ีมีส่วนเก่ียวข้อง พบว่า มีปัญหาอุปสรรค
หลายประการในการดาเนนิ งานเกย่ี วกบั นักเรยี นพกิ ารเรยี นรวม ทาใหโ้ รงเรียนไม่สามารถจดั กิจกรรมการเรียนการ
สอนสาหรับเด็กพิการได้อย่างเต็มรูปแบบซ่ึงมีสาเหตุสาคัญเกิดจาก บุคลากรยังขาดความรู้ ความเข้าใจในการ
จัดทาหลักสูตร การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การวัดประเมินผล การส่งต่อทางการศึกษา การขาดแคลนส่ือ
วัสดุอุปกรณ์ที่ช่วยอานวยความสะดวกสาหรับเด็กพิการ และเจตคติที่ถูกต้องต่อการจัดการเรียนรวม รวมถึง
ผู้บริหารและครูบางส่วนไม่ให้ความสาคัญกับการจัดการเรียนการสอนสาหรับเด็กพิการอย่างจริงจัง เนื่องจากมี
ภาระงานที่ต้องรับผดิ ชอบจานวนมาก จงึ ไม่ใหค้ วามสาคัญต่อการปฏบิ ตั งิ านในดา้ นน้เี ท่าท่คี วร ประกอบกับครสู ว่ น
ใหญ่ไมผ่ า่ นการศึกษาทางดา้ นการศึกษาพิเศษ หรือไม่เคยเขา้ รบั การอบรมทางด้านการศึกษาพเิ ศษ หรือเคยเขา้ รับ
การอบรมแต่เป็นระยะเวลานานเกิน 2 ปี หรือเพ่ิงได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบงานการศึกษาพิเศษโดยไม่เคยมี
ความรู้ ความเขา้ ใจในเรื่องการศึกษาพเิ ศษมากอ่ น และอีกประการหนึง่ ทีเ่ ป็นปัญหาสาคัญท่พี บบอ่ ย คอื โรงเรียนมี
การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร หรือครูผู้รับผิดชอบงานการจัดการเรียนรวมในระดับโรงเรียนอยู่เสมอ ซ่ึงเป็นสาเหตุ
สาคัญท่ีมีส่วนทาให้ท้ังผู้บริหารและครูไมส่ ามารถบริหารจัดการหรือทาหนา้ ท่ีดแู ลนกั เรยี นพกิ ารเรียนรวมไดอ้ ยา่ ง

คู่มอื การดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 2

เต็มที่และต่อเน่ือง ปัญหาเหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุสาคัญที่มผี ลต่อการบรหิ ารจัดการศึกษาเรียนรวมซึง่ ส่งผลต่อการ
พัฒนาศกั ยภาพนักเรียนพกิ ารเรยี นรวม

ปีการศึกษา 2564 นโยบายการจัดการศึกษาเรียนรวม กาหนดให้เป็นปีแห่งการขับเคล่ือนวิถีคุณภาพ
การจดั การศกึ ษาเรยี นรวม เพอื่ เป็นแนวทางการขับเคลือ่ นนโยบายการจัดการศึกษาเรียนรวมสกู่ ารปฏบิ ัตอิ ยา่ งเป็น
รปู ธรรมยิง่ ขน้ึ และเนอ่ื งจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ทาใหเ้ ป็น
อุปสรรคในการขับเคลื่อนการพัฒนาด้านการจัดการศึกษาเรียนรวม ดังน้ันสานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา
ประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 จึงได้จัดทา “คู่มือการดาเนินงานการจัดการเรียนรวม” ข้ึน เพื่อส่งเสริมผู้บริหาร
ครู บคุ ลากรท่เี กีย่ วข้องใหม้ คี วามรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะและเจตคตทิ ถี่ ูกต้องในการจดั การศกึ ษาแบบเรียนรวม อกี ทง้ั
เพอื่ เป็นแนวปฏบิ ัตสิ าหรบั ผ้บู ริหาร ครู บคุ ลากรท่เี ก่ียวขอ้ งได้นาไปปรบั เป็นรูปแบบการบรหิ ารจดั การเรยี นรวมท่ีมี
ประสิทธิภาพสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา และเป็นการส่งเสริมการดาเนนิ งานการจัดการศึกษาเรียนรวม
ให้เป็นระบบที่สมบูรณ์ มีความต่อเน่ืองและมีประสิทธิภาพ ซ่ึงจะส่งผลให้นักเรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษ
หรือนักเรยี นพกิ ารเรยี นรวมไดร้ บั การศึกษาอยา่ งเท่าเทียม มีความเสมอภาค ลดความเหลอื่ มล้า มคี ณุ ภาพชีวิตท่ีดี
มกี ารพัฒนาอยา่ งเต็มศกั ยภาพ สามารถพ่งึ พาตนเองและดาเนินชวี ิตได้อยา่ งมคี วามสุข

คูม่ อื การดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 3

ตอนที่ 2
ปรชั ญำ แนวคิด กฎหมำย และนโยบำยท่เี กย่ี วข้องกบั กำรจัดกำรเรียนรวม

ปรัชญำ แนวคดิ กำรจัดกำรเรียนรวม
การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) เป็นการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนท่ีมี

ความต้องการจาเป็นพิเศษได้เรียนรวมกับเด็กทั่วไป การเรียนรวมจึงเป็นแนวคิดผสมผสานระหว่างหลักการ
ทางการศกึ ษาและสังคม บนพืน้ ฐานความเชอื่ ในเรอ่ื งของสิทธมิ นุษยชนและความแตกต่างระหว่างบุคคลท่ีกล่าวว่า
เด็กสามารถเลือกโรงเรียน ไม่ใช่โรงเรียนเป็นผู้เลือกรับเด็กและเด็กทุกคนควรมีสิทธิจะเรียนรวมกัน โดยทาง
โรงเรียนและครูจะต้องเป็นผู้ปรับสภาพแวดล้อม หลักสูตร การประเมินผล วัตถุประสงค์ การติดตาม และ
ประเมินผล เป็นต้น เพ่ือครูและโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการสอนเพื่อสนองตอบความต้องการของนักเรียน
ทุกคนและเฉพาะบุคคลได้ นอกจากนี้การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมจะต้องมีการร่วมมือกันในหลายหน่วยงาน
ท้งั ภาครัฐ เอกชน รวมทั้งผู้ปกครองและชุมชน โดยปลูกฝงั ด้านจิตสานึก และเจตคตเิ กย่ี วกับการจดั การศกึ ษาให้แก่
เด็กทุกคนโดยคานึงถึงศักยภาพความแตกต่างระหว่างบุคคล หรือความบกพร่องเฉพาะบุคคล ซึ่งจะให้สิทธิ
เท่าเทียมกันทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดเป็นพิเศษเฉพาะ เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า
การศึกษาเพ่ือทุกคน (Education for ALL) เพราะเด็กแต่ละคนจะมีความแตกต่างท้ังในด้านร่างกาย สติปัญญา
อารมณแ์ ละสงั คม ดังนน้ั ความต้องการของเดก็ ๆ ทุกคนย่อมมีความแตกตา่ งกันแมอ้ ยู่ในชั้นเรียนเดียวกนั โรงเรยี น
และครูจงึ ต้องปรบั เปลยี่ นเพือ่ ให้ทุกคนเรียนรวมกนั และได้รบั การพัฒนาเตม็ ศักยภาพของแตล่ ะบคุ คล

นักการศึกษาพิเศษได้ให้ปรัชญาแนวคิดในการเรียนรวมไว้ 10 ประการ (กัลย์ชีรา อ้นขวัญเมือง, 2560)
ดงั นี้

1. โอกาสท่เี ท่าเทยี มกัน (Equal Opportunity) ทุกคนควรไดร้ บั โอกาสทางการศกึ ษาอย่าง
เทา่ เทียมกัน ไม่วา่ เขาจะยากดีมีจน หรือพกิ ารหรือไม่กต็ าม

2. ความหลากหลาย (Diversity) ในมวลหม่มู นษุ ยย์ อ่ มมคี วามหลากหลายแตกตา่ งกนั จะให้
เหมอื นกนั ทกุ คนไม่ได้ การให้การศกึ ษาจะต้องยอมรับความแตกต่างในหมชู่ น การศึกษาท่ีให้
จะตอ้ งแตกตา่ งกนั แตท่ ุกคนจะตอ้ งเคารพในความหลากหลาย

3. ทกุ คนมคี วามท่วั ไปอยใู่ นตวั (Normalization) ทกุ คนมคี วามปกติอยู่ในตัวและจะต้องยอมรับ
ความปกตินน้ั ๆ ทกุ คนอยากเหมอื นกัน ทุกคนจงึ ควรได้รบั การศกึ ษาไปพรอ้ ม ๆ กนั ห้ามให้
การศึกษาแยกตามเหล่า

4. สังคมทมี่ ีวฒั นธรรมที่หลากหลาย (Multicultural Society) ในหน่งึ สังคมยอ่ มมีความหลากหลาย
วัฒนธรรมเราตอ้ งยอมรบั ความหลากหลายเหลา่ น้ันการให้การศึกษาจะต้องคานงึ ถงึ ความหลากหลาย
วัฒนธรรมในสังคม

5. ศักยภาพ (Potential) มนุษย์ทกุ คนไมว่ ่าจะโง่หรือฉลาดย่อมมีศักยภาพทัง้ นน้ั แตล่ ะคนมีศักยภาพ
ไมเ่ ทา่ กัน การให้การศกึ ษาต้องใหจ้ นบรรลศุ ักยภาพของแตล่ ะคน ในปริมาณทเี่ ทา่ กนั คณุ ภาพเท่ากัน
ซง่ึ ไม่สอดคล้องกับศกั ยภาพของแตล่ ะคน

6. มนษุ ยนิยม (Humanism) คนเกง่ คือ คนทีเ่ ขา้ ใจมวลหมูม่ นุษย์ และช่วยให้มวลหมมู่ นษุ ย์ดารง
อย่รู ่วมกนั ได้ ไม่ใช่คนเกง่ แต่วิชาการแต่ทาให้เกดิ การแตกแยก

7. กระบวนการสงั คมประกิต (Socialization) มนุษยเ์ ป็นสงั คม เราไม่สามารถจะแยกมนษุ ยอ์ อกจากกนั
ได้ เพราะธรรมชาติของเขาต้องมสี ังคม การใหก้ ารศึกษาโดยการแยกออกไป จึงไมส่ อดคล้องกับ
การเป็นมนุษย์

คูม่ ือการดาเนินงานจัดการเรยี นรวม สพป.พษิ ณุโลก เขต 1 4

8. ความเป็นปจั เจกบคุ คล (Individualization) มนษุ ย์แตล่ ะคนมลี กั ษณะเฉพาะ ไมเ่ หมือนใคร
และไมม่ ใี ครเหมอื น การใหก้ ารศกึ ษาถงึ แม้จะใหเ้ รยี นรวมกันไปกต็ ้องการเฉพาะของแตล่ ะคน

9. การพ่ึงพาอาศยั ซงึ่ กนั และกัน (Dependency) มนุษยเ์ ราควรจะพ่ึงพาอาศยั ซ่งึ กันและกนั
ช่วยเหลือซึ่งกนั และกัน ซ่งึ จะทาให้สงั คมนา่ อยู่

10. สภาวะแวดลอ้ มที่มีขอ้ จากัดน้อยที่สุด (Least Restrictive Environment) การให้การศึกษา
จะต้องให้ในสภาวะที่เขา้ เรียนได้ และจะตอ้ งนาเขาสสู่ งั คมปกตโิ ดยเรว็ ที่สุด

เห็นได้ว่าการศึกษาแบบเรียนรวม ให้ความสาคัญในเรื่องการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนทุกคน โดยไม่มีการ
แบง่ แยกว่าเปน็ เดก็ กลุม่ ใด มีความตอ้ งการพิเศษหรือว่าเปน็ เดก็ ทั่วไป ซึ่งผู้เรยี นจะตอ้ งได้รบั การเสริมทเี่ หมาะสม
และจาเป็น เพ่ือส่งเสริมให้ได้เรยี นรู้ตามความสามารถและตามศักยภาพของตนเอง อันจะส่งผลให้ผู้เรียนสามารถ
ใชช้ ีวติ ร่วมกนั ในครอบครัว ชมุ ชน และสงั คมได้อยา่ งปกตสิ ุข

กฎหมำยและนโยบำยทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั กำรจดั กำรเรยี นรวม
ปัจจุบันการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education) มีกฎหมายและนโยบายท่ีเก่ียวข้อง

หลายประการตั้งแตร่ ะดับนานาชาติจนนามาสรู่ ะดับประเทศดงั อนุสญั ญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธขิ องคนพิการ
(Convention on the Rights of Persons with Disabilities) ถือเป็นอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนระหว่าง
ประเทศฉบับแรกท่ีให้หลักประกันในสิทธิ เสรีภาพ ศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ต่อคนพิการอย่างเสมอภาคกับบุคคล
ทั่วไปและเปน็ สนธสิ ัญญาด้านสิทธิมนษุ ยชนขององค์การสหประชาชาตฉิ บบั แรก ของศตวรรษที่ 21 ได้กาหนดไว้ใน
หมวดการศกึ ษาว่า รัฐภาคีรบั รองสทิ ธิของคนพกิ ารในดา้ นการศกึ ษา และเพือ่ ใหบ้ รรลุตามสทิ ธินี้โดยปราศจากการ
เลือกปฏิบัติและบนพื้นฐานโอกาสที่เท่าเทียมกัน รัฐภาคีจะจัดให้มีระบบการศึกษาที่ท่ัวถึงในทุกระดับและการ
เรียนรู้ตลอดชีวติ จากหลักการดังกล่าวองค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)
เสนอให้ทุกประเทศนาไปปฏิบัติและมีการติดตามผล ดังน้ันการจัดการศึกษาในประเทศต่าง ๆ เน้นการจัด
การศึกษาแบบเรียนรวมทั้งสิ้น สาหรับประเทศไทยการจัดการศึกษาไดบ้ ญั ญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักร
ไทยพทุ ธศกั ราช 2560 ไวว้ ่า ศักด์ศิ รคี วามเป็นมนษุ ย์ สทิ ธิ เสรภี าพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมไดร้ ับความ
คุ้มครอง ปวงชนชาวไทยยอ่ มได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญเสมอกัน และพระราชบญั ญตั ิการศึกษาแห่งชาติ
พ.ศ. 2542 และท่ีแกไ้ ขเพิม่ เตมิ (ฉบบั ที่ 4) พ.ศ. 2562 มาตรา 8 กล่าววา่ การจดั การศกึ ษาให้ยดึ หลกั ดังนี้ 1) เปน็
การศึกษาตลอดชีวิตสาหรับประชาชน 2) ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา และ 3) การพัฒนาสาระและ
กระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเน่ืองในมาตรา 22 กล่าวว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคน
มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสาคัญท่ีสุด กระบวนการจัดการศึกษาต้อง
ส่งเสริมให้ผู้เรยี นสามารถพฒั นาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพและมาตรา 26 กาหนดให้สถานศึกษาจัดการ
ประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วม
กิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอนตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบ
การศึกษาให้สถานศึกษาใช้วิธีการท่ีหลากหลายในการจัดสรร โอกาสการเข้าศึกษาต่อ และให้นาผลการประเมิน
ผู้เรียนตามวรร คหนึ่งมาใช้ปร ะกอบการ พิจาร ณาด้วยและพร ะราชบัญญัติการ จัด การ ศึกษา สาหรับคน พิก าร
พ.ศ. 2551 และท่ีแก้ไขเพ่ิมเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2556 เรื่องสิทธิและหน้าท่ีทางการศึกษา มาตรา 5 กล่าวว่า
คนพิการมีสิทธิทางการศึกษาดังน้ี (1) ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายต้ังแต่แรกเกิดหรอื พบความพิการตลอด
ชวี ติ พร้อมทั้งได้รบั เทคโนโลยีส่งิ อานวยความสะดวก ส่อื บริการและความช่วยเหลอื อื่นใดทางการศกึ ษา (2) เลือก
บริการทางการศึกษา สถานศึกษา ระบบและรูปแบบทางการศึกษา โดยคานึงถึงความสามารถ ความสนใจ ความ
ถนัดและความ ต้องการจาเปน็ พิเศษ และ (3) ได้รับการศกึ ษาท่มี ีมาตรฐานและประกนั คุณภาพการศึกษา รวมทั้ง

ค่มู ือการดาเนนิ งานจดั การเรียนรวม สพป.พษิ ณุโลก เขต 1 5

การจัดหลักสูตรกระบวนการเรียนรู้ การทดสอบทางการศึกษาท่ีเหมาะสม สอดคล้องกับ ความต้องการจาเป็น
พิเศษของนักเรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษแต่ละประเภทและบุคคล และมาตรา 8 วรรค 1 กล่าวว่า ให้
สถานศึกษาในทุกสังกัดจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program : IEP)
โดยให้สอดคล้องกับความต้องการจาเป็นพิเศษของนักเรียน และต้องมีการปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ
บุคคล (IEP) อย่างน้อยปีละ 1 คร้ังตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กาหนดในประกาศกระทรวง มาตรา 8 วรรค 2
กาหนดให้สถานศึกษาในทุกสังกัดและศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการอาจจัดการศึกษาสาหรับคนพิการทั้งใน
ระบบนอกระบบและตามอัธยาศัย ในรูปแบบที่หลากหลาย ท้ังการเรียนร่วม การจัดการศึกษาเฉพาะความพิการ
การให้บรกิ ารฟ้ืนฟสู มรรถภาพ รวมถึง การพฒั นาศกั ยภาพในการดารงชีวติ อิสระการพฒั นาทกั ษะพื้นฐานท่ีจาเป็น
การฝึกอาชีพ หรือการบริการอ่ืนใด มาตรา 8 วรรค 4 กาหนดให้ สถานศึกษาทุกสังกัด จัดสภาพแวดล้อม ระบบ
สนับสนุนการเรียนการสอน ตลอดจนบริการเทคโนโลยี สิ่งอานวยความสะดวก ส่ือ บริการและความช่วยเหลือ
อ่ืนใดทางการศึกษาท่ีคนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ นอกจากน้ีกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร เร่อื ง กาหนดประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ. 2552 กาหนดประเภท
ของคนพกิ ารทางการศกึ ษา ไวด้ งั ตอ่ ไป

(1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น
(2) บคุ คลท่ีมีความบกพรอ่ งทางการได้ยนิ
(3) บคุ คลทม่ี คี วามบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา
(4) บคุ คลท่มี คี วามบกพร่องทางร่างกาย หรอื การเคลอ่ื นไหว หรือสุขภาพ
(5) บุคคลทม่ี ีความบกพร่องทางการเรียนรู้
(6) บุคคลท่มี คี วามบกพรอ่ งทางการพูดและภาษา
(7) บุคคลท่ีมคี วามบกพรอ่ งทางพฤตกิ รรม หรืออารมณ์
(8) บคุ คลออทิสติก
(9) บคุ คลพกิ ารซอ้ น
การพิจารณาบคุ คลทมี่ คี วามบกพร่องเพอื่ จัดประเภทของคนพกิ ารทางการศกึ ษาให้มีหลกั เกณฑ์
ดังตอ่ ไปนี้
1) บุคคลท่มี คี วำมบกพรอ่ งทำงกำรเห็น ได้แก่ บุคคลทส่ี ญู เสยี การเห็นตงั้ แต่ระดับเลก็ นอ้ ยจนถงึ ตาบอด
สนิท ซง่ึ แบง่ เป็น 2 ประเภท ดงั นี้

(1.1) คนตาบอด หมายถงึ บคุ คลที่สญู เสียการเหน็ มาก จนต้องใชส้ ือ่ สัมผสั และส่อื เสียงหากตรวจวดั
ความชัดของสายตาข้างดีเมื่อแก้ไขแล้ว อยู่ในระดับ 6 ส่วน 60 (6/60) หรือ 20 ส่วน 200 (20/200) จนถึง
ไม่สามารถรบั รู้เรือ่ งแสง

(1.2) คนเห็นเลือนราง หมายถึง บุคคลท่สี ูญเสียการเหน็ แตย่ งั สามารถอา่ นอักษร ตวั พมิ พ์ขยายใหญ่
ด้วยอุปกรณ์เครื่องช่วยความพิการ หรือเทคโนโลยีสิ่งอานวยความสะดวก หากวัดความชัดเจนของสายตาข้างดี
เมื่อแก้ไขแลว้ อยู่ในระดับ 6 ส่วน 18 (6/18) หรอื 20 ส่วน 70 (20/70)

2) บุคคลท่ีมีควำมบกพร่องทำงกำรได้ยิน ได้แก่ บุคคลที่สูญเสียการได้ยินต้ังแต่ระดับหูตึงน้อย จนถึงหู
หนวก ซงึ่ แบง่ เป็น 2 ประเภท ดงั นี้

(2.1) คนหหู นวก หมายถงึ บุคคลท่ีสญู เสยี การไดย้ นิ มาก จนไม่สามารถเขา้ ใจการพูดผา่ นทางการ
ได้ยิน ไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เครื่องช่วยฟัง ซ่ึงโดยทั่วไปหากตรวจการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยิน 90 เดซิเบล
ขน้ึ ไป

คมู่ อื การดาเนินงานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 6

(2.2) คนหูตึง หมายถึง บุคคลที่มีการได้ยินเหลืออยู่เพียงพอที่จะได้ยินการพูดผ่านทางการได้ยิน
โดยท่ัวไปจะใส่เครื่องช่วยฟัง ซ่ึงหากตรวจวัดการได้ยินจะมีการสูญเสียการ ได้ยินน้อยกว่า 90 เดซิเบลลงมาถึง
26 เดซิเบล

3) บุคคลท่ีมีควำมบกพร่องทำงสติปัญญำ ได้แก่ บุคคลที่มีความจากัดอย่างชัดเจนในการปฏิบัติตน
(Functioning) ในปัจจบุ ัน ซ่งึ มลี ักษณะเฉพาะ คือ ความสามารถทางสตปิ ญั ญาต่ากว่าเกณฑเ์ ฉล่ียอยา่ งมีนยั สาคัญ
รว่ มกับความจากัดของทักษะการปรบั ตัวอกี อยา่ งน้อย 2 ทักษะ จาก 10 ทกั ษะ ดงั นี้

(1) การส่ือความหมาย
(2) การดูแลตนเอง
(3) การดารงชีวติ ภายในบ้าน
(4) ทักษะทาง สงั คม/การมปี ฏิสัมพนั ธก์ ับผูอ้ นื่
(5) การรู้จกั ใช้ทรัพยากรในชุมชน สาธารณะสมบตั ิ
(6) การรูจ้ ักดูแลควบคุมตนเอง
(7) การนาความรู้มาใช้ในชีวติ ประจาวัน
(8) การทางาน
(9) การใชเ้ วลาว่าง
(10) การรกั ษาสุขภาพอนามัยและความปลอดภยั
ทงั้ นี้ ภาวะความบกพรอ่ งทางสติปัญญาตอ้ งเกิดขนึ้ กอ่ นอายุ 18 ปี ซึ่งสามารถจดั ระดบั ความบกพรอ่ ง
ทางสติปญั ญาได้เป็น 4 ระดับ ดงั น้ี
ระดับที่ 1 ขั้นเล็กน้อย (mild) IQ 50 - 60
ระดับท่ี 2 ข้ันปานกลาง (moderate) IQ 35 - 49
ระดับท่ี 3 ข้ันรุนแรง (severe) IQ 2034
ระดบั ท่ี 4 ข้ันรุนแรงมาก (profound) IQ นอ้ ยกว่า 20
4) บคุ คลท่ีมีควำมบกพร่องทำงร่ำงกำย หรือกำรเคลือ่ นไหว หรอื สขุ ภำพ ซ่งึ แบง่ เปน็ 2 ประเภท ดงั น้ี
(4.1) บุคคลทีม่ ีความบกพรอ่ งทางรา่ งกาย หรือการเคลอ่ื นไหว ได้แก่ บคุ คลทีม่ ีความผดิ ปกตขิ อง
แขน ขา หรือลาตัว หรือบุคคลท่ีมีอวัยวะไม่สมส่วนหรือขาดหายไป กระดูกหรือกล้ามเนือ้ ผิดปกติ เจ็บป่วยเร้ือรงั
รุนแรง มีความพิการของระบบประสาท มีความยากลาบากในการเคล่ือนไหว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาใน
สภาพปกติ ท้งั นีไ้ ม่รว่ มคนที่มีความบกพรอ่ งทางประสาทสมั ผสั ได้แก่ ตาบอด หหู นวก
(4.2) บุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสุขภาพ ได้แก่ บุคคลท่ีมีความเจ็บป่วยเรื้อรงั หรือมีโรคประจาตวั
ซึง่ จาเปน็ ต้องไดร้ ับการรักษาอย่างต่อเน่ือง และเปน็ อุปสรรคต่อการศึกษา ซ่งึ มผี ลทาให้เกดิ ความจาเป็นต้องได้รับ
การศกึ ษาพิเศษ
5) บุคคลท่ีมีควำมบกพรอ่ งทำงกำรเรยี นรู้ ได้แก่ บุคคลทีม่ ีความผิดปกติในการทางานของสมองบางส่วน
ที่แสดงถึงความบกพร่องในกระบวนการเรียนรู้ท่ีอาจเกิดข้ึนเฉพาะความสามารถ ด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน
คอื การอา่ น การเขียน การคิดคานวณ ซ่ึงไม่สามารถเรยี นรู้ในดา้ นที่บกพร่องได้ ทัง้ ทมี่ ีระดับสตปิ ญั ญาปกติ แต่ไม่
รวมเดก็ ท่ีมปี ญั หาทางการเรียนเนื่องจากความบกพรอ่ งทางการเหน็ การไดย้ นิ การเคลือ่ นไหว เด็กปญั ญาออ่ น เดก็
ทีม่ ีปญั หาทางอารมณ์ หรือเด็กท่ีด้อยโอกาสเน่ืองจากสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรมหรือเศรษฐกจิ
6) บุคคลท่ีมีควำมบกพร่องทำงกำรพูดและภำษำ ได้แก่ บุคคลที่มีความบกพร่องในการเปล่งเสียงพูด
เช่น เสียงผิดปกติ อัตราความเร็วและจังหวะการพูดผิดปกติ หรือบุคคลท่ีมีความบกพรอ่ งในเรื่องความเข้าใจหรือ

คู่มือการดาเนินงานจดั การเรียนรวม สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 1 7

การใช้ภาษาพูด การเขียน หรือระบบสัญลักษณ์อื่นที่ใช้ในการติดต่อส่ือสาร ซ่ึงอาจเก่ียวกับรูปแบบของภาษา
เน้ือหาของภาษาและหน้าที่ของภาษา

7) บุคคลที่มีควำมบกพร่องทำงพฤติกรรม หรอื อำรมณ์ ได้แก่ บุคคลที่มพี ฤตกิ รรมเบย่ี งเบนไปจากปกติ
เป็นอย่างมาก และปัญหาทางพฤติกรรมนั้นเป็นไปอย่างต่อเน่ือง และไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคม ซ่ึงเป็นผลจาก
ความบกพร่องหรือความผิดปกติทางจิตใจหรือสมองในส่วนของการรับรู้ อารมณ์หรือความคิด เช่น โรคจิตเภท
โรคซมึ เศร้า โรคสมองเสื่อม เป็นต้น

8) บุคคลออทิสติก ได้แก่ บุคคลท่ีมีความผิดปกติของระบบการทางานของสมองบางส่วน ซึ่งส่งผลต่อ
ความบกพร่องทางพัฒนาการด้านภาษา ด้านสังคม และการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม และมีข้อจากัดด้านพฤติกรรม
หรอื มีความสนใจจากดั เฉพาะเรอื่ งใดเรอ่ื งหนึ่ง โดยความผิดปกติน้ันคน้ พบไดก้ อ่ นอายุ 30 เดือน

9) บุคคลพิกำรซ้อน ได้แก่ บุคคลที่มีสภาพความบกพร่องหรือความพกิ ารมากกว่าหนงึ่ ประเภทในบุคคล
เดยี วกนั ซง่ึ ส่งผลให้ประสทิ ธภิ าพและความสามารถในการดาเนนิ ชีวติ การศกึ ษาด้อยกว่าเดก็ อืน่ ในวยั เดยี วกนั เชน่
เด็กที่มีความบกพร่องของการเคลื่อนไหวกล้ามเน้ือของร่างกาย แขน ขาและมีความบกพร่องทางการมองเห็น
รวมถึงมคี วามบกพรอ่ งของสติปัญญาดว้ ย เป็นต้น

การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมเป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้นักเรียนทุกคนท่ีอยู่ในวัยเดียวกันได้เรียนใน
ชั้นเรียนเดียวกันในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจากัดน้อยที่สุดและได้เรยี นในชั้นเรียนทั่วไปให้ได้มากที่สุด โดยการเรียน
รวมอยู่บนพนื้ ฐานแนวคิดทางสังคมที่มองว่าความพิการเกิดจากสภาพแวดล้อม ระบบ และทศั นคติทเี่ ป็นอุปสรรค
ต่อการเข้าถึงการศึกษา การจัดการเรียนรวมจึงปรับสภาพแวดล้อม หลักสูตร วิธีการเรียนการสอน ตลอดจนสื่อ
อุปกรณ์ เพื่อให้นักเรียนท่ีมคี วามต้องการจาเป็นพิเศษเข้าถึงการศึกษาท่ีมคี ุณภาพเช่นเดียวกับนักเรียนท่ัวไป โดย
ได้รับการสนับสนุนส่ือ ส่ิงอานวยความสะดวกและบริการต่าง ๆ ที่ตอบสนองต่อความต้องการจาเป็นของแต่ละ
บคุ คล

จากปรชั ญา แนวคิด กฎหมาย นโยบายท่ีเกยี่ วขอ้ งกับการจัดการเรียนรวม สามารถสรุปได้ว่า การจัดการ
เรยี นรวมเป็นการจดั การศึกษาใหก้ บั นกั เรยี นทีม่ ีความตอ้ งการจาเป็นพิเศษได้เรยี นไปพร้อมกับ กบั นักเรียนทัว่ ไปใน
สังคมที่สร้างสรรค์ โดยการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องเป็นการจัดการศึกษาท่ีต้องคานึงถึงสิทธิและความเท่าเทียม
โดยรูปแบบทห่ี ลากหลายสอดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการจาเปน็ ของผ้เู รียนเป็นรายบคุ คล

ค่มู อื การดาเนนิ งานจดั การเรียนรวม สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 1 8

ตอนที่ 3
กำรบริหำรจดั กำรเรยี นรวม

การจดั การเรียนรวมทมี่ ีประสทิ ธิภาพจาเป็นต้องมกี ารบริหารจัดการอย่างเปน็ ระบบเพอื่ นาแนวนโยบาย
กฎหมาย กฎระเบียบ และแนวปฏิบตั ิต่าง ๆ สกู่ ารปฏิบัติในระดับโรงเรียน โดยความร่วมมอื ของเครือข่ายทุกภาค
ส่วนทเี่ กีย่ วข้องโดยต้องประกอบด้วย ผบู้ รหิ ารท่มี ีความรู้ความเข้าใจ มีเจคตทิ ่ดี แี ละมวี ิสัยทัศน์ในการจัดการเรียน
รวม มกี ารส่งเสริมสนบั สนุน ยกย่อง องค์กรที่มีสว่ นเก่ียวข้องในการจัดการเรียนรวม และจัดการให้สถานศึกษาเป็น
สงั คมแห่งการเรียนรู้ และจัดการเรียนรวมตามแผนปฏบิ ัตกิ ารที่กาหนดไว้ ซงึ่ ในการบรหิ ารจัดการเรยี นรวมมกี รอบ
แนวคิดหลากหลายรูปแบบท่ีผู้บริหารสามารถนามาปรับใช้ในการจัดการเรียนรวมท่ีมีประสิทธิภาพและประสบ
ความสาเร็จ สานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ได้กาหนดรูปแบบการบริหาร
จัดการที่ส่งเสรมิ การจดั การเรยี นรวมไว้ 4 องค์ประกอบหลกั ไดแ้ ก่

องคป์ ระกอบท่ี 1 ปจั จยั นำเข้ำ (Inputs) ประกอบด้วย
1.1 เครอื ข่ำย

1) เครอื ข่ายภายใน ได้แก่ คณะกรรมการสถานศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน คณะกรรมการบรหิ ารจดั การเรยี น
รวม คณะกรรมการจดั ทาแผนการศึกษาเฉพาะบคุ คล คณะกรรมการจดั ทาหลักสูตรและการเรียนการสอน และ
คณะกรรมการประกนั คุณภาพภายในการจดั การเรียนรวม

2) เครอื ข่ายภายนอก ไดแ้ ก่ เครือข่ายชมุ ชน เครือข่ายโรงเรียนเรยี นรวม และเครอื ขา่ ยหน่วยงาน
ที่เกยี่ วข้อง

1.2 บคุ ลำกรทเ่ี กี่ยวขอ้ ง ซึ่งหมายถงึ คุณสมบัตแิ ละบทบาทของบคุ ลากร ได้แก่ ผ้บู รหิ ารสถานศึกษา
ครู ผู้ปกครอง นักเรยี นพิการ และนกั เรียนทั่วไป

1.3 สภำพแวดล้อม ไดแ้ ก่ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ แหล่งบรกิ ารทางวิชาการ
องค์ประกอบที่ 2 กระบวนกำร (Process) ประกอบดว้ ย
2.1 การวางแผน (Planning)
2.2 การจดั การองคก์ ร (Organizing)
2.3 การสง่ เสริมสนับสนุน (Supporting)
2.4 การประสานงาน (Coordinating)
2.5 การควบคุม (Controlling)
2.6 การรายงาน (Reporting)
องค์ประกอบท่ี 3 ผลผลิต (Outputs) ประกอบด้วย
3.1 คณุ ภาพผเู้ รียน
3.2 การจดั การเรียนการสอน
3.3 การบรหิ ารจัดการเรยี นรวม
3.4 การสร้างสังคมแหง่ การเรยี นรู้
องค์ประกอบท่ี 4 เงอ่ื นไขควำมสำเร็จ ประกอบดว้ ย
4.1 เง่ือนไขภำยใน ได้แก่ ผู้บรหิ ารที่มวี ิสยั ทัศนแ์ ละมภี าวะผนู้ าในการจัดการเรียนรวม ครูท่ีมีความรู้
ความเข้าใจในการจัดการเรยี นรวมและกระบวนการเรียนรูส้ าหรับนกั เรียนทม่ี คี วามตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษ และ
นกั เรยี นที่มีความตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษ
4.2 เงือ่ นไขภำยนอก ได้แก่ ผู้ปกครองที่สง่ เสริมสนบั สนนุ และใหค้ วามร่วมมอื ในการจัดการศกึ ษา และ

ค่มู อื การดาเนินงานจดั การเรียนรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 9

หน่วยงานที่เกย่ี วขอ้ งกบั การจดั การศกึ ษาเรยี นรวม (สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน, 2555)
ในการบริหารจัดการเรยี นรวมมกี รอบแนวคิดสาคัญที่นามาใช้เพื่อให้การจดั การเรยี นรวมมีประสิทธิภาพ

และประสบความสาเร็จ คือ การจัดการศกึ ษาแบบเรียนรวมโดยใช้กรอบแนวคดิ SEAT
กรอบแนวคดิ SEAT (SEAT Framework) เปน็ กรอบแนวทางการบรหิ ารจัดการเรียนรวม ทีพ่ ัฒนาข้ึน

ในปี พ.ศ. 2546 จากงานวจิ ยั เรื่อง การศึกษาสาหรับคนพิการ: การวจิ ยั และพฒั นารปู แบบการบรหิ ารจดั การเรียน
รวม ของ ดร. เบญจา ชลธารณ์นนท์ รักษาการณ์ท่ปี รกึ ษาดา้ นการศึกษาพิเศษและผู้ดอ้ ยโอกาสในขณะนัน้ เพอ่ื หา
แนวทางจัดการอุปสรรคที่ทาให้การดาเนนิ การเรยี นรวมทผี่ ่านมาไม่ประสบความสาเรจ็ จนตอ่ มาไดพ้ ัฒนาเป็นคู่มือ
การบริหารจัดการเรยี นร่วมโดยใช้โครงสร้าง SEAT และได้เร่ิมนามาใชใ้ นการจัดการโรงเรียนแกนนาเรียนรวมของ
กระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 กรอบแนวคิด SEAT เป็นกรอบการบริหารจัดการเรียนรวมอยา่ ง
เป็นระบบ มีองค์ประกอบหลักที่ต้องบริหารจัดการ 4 ประการ ได้แก่ 1) S มาจากคาว่า Student หมายถึง
นักเรียน 2) E มาจากคาว่า Environment หมายถึง สภาพแวดล้อม 3) A มาจากคาว่า Activities หมายถึง
กจิ กรรมการเรยี นการสอน และ 4) T มาจากคาว่า Tools หมายถึง เครอื่ งมอื สถานศึกษาท่ีจดั การศกึ ษาแบบเรียน
รวมสามารถวางแผนการดาเนินการจดั การเรียนรวมโดยพิจารณากรอบแนวคดิ ตามองค์ประกอบท้งั 4 ดา้ นในการ
บรหิ ารจัดการ ดงั นี้

1) ดำ้ นนกั เรียน (Students: S)
นกั เรยี นตามกรอบแนวคิดSEAT เปน็ องค์ประกอบหลกั ของการจัดการศึกษาแบบเรยี นรวม หมายถงึ

นกั เรียนทุกคนในโรงเรียน ท้งั นักเรียนพกิ ารหรอื ทม่ี คี วามบกพร่องและนักเรียนทั่วไป โดยตอ้ งมกี ารเตรยี มความ
พร้อมให้กับนักเรียนท้ังสองกลุม่ สาหรับการเรียนรวม

กลมุ่ นกั เรยี นท่วั ไป โรงเรียนต้องเตรยี มความพรอ้ มนกั เรยี นทวั่ ไปในโรงเรียน โดยการใหข้ ้อมลู เพื่อให้
นกั เรยี นทวั่ ไปมคี วามรู้ ความเข้าใจ เกิดการยอมรบั สามารถให้ความชว่ ยเหลอื และปฏิบตั ิตอ่ นกั เรยี นพกิ ารหรือที่มี
ความบกพร่องอย่างถูกวธิ ีและเท่าท่ีจาเปน็ ท่ผี า่ นมาพบวา่ การที่คนส่วนใหญม่ ีทศั นคติ เชงิ ลบตอ่ คนพิการหรือท่ีมี
ความบกพร่อง เช่น สมเพช เวทนา สงสาร กลัว ไม่ไวว้ างใจ มกั เกิดจากความไมร่ ู้หรือ ไมม่ ีข้อมลู ที่ถูกต้อง ดังนัน้
ครูควรทาความเข้าใจและอธิบายเกี่ยวกับลักษณะความพิการให้นักเรียนทั่วไปในช้ันเรียนได้รู้จักและควรจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนที่ช่วยให้เด็กทากิจกรรมร่วมกันเพ่ือให้เด็กเกิดการเรียนรู้และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ครูอาจจัดสถานการณ์จาลองให้นักเรียนเป็นคนพิการและทากิจกรรมต่าง ๆ จากนั้นให้อภิปรายถึงความรสู้ ึกของ
นักเรียนแต่ละคน กิจกรรมเช่นนี้จะช่วยให้นักเรียนท่ัวไปได้เข้าใจถึงความคับข้องใจ ความไม่สะดวก และความ
ลาบากของเพ่ือนพิการหรือที่มีความบกพร่องมากข้ึน กิจกรรมอื่นที่ช่วยให้นักเรียนท่ัวไปเข้าใจและยอมรับเพื่อน
พิการหรือท่ีมีความบกพร่องมากขึ้น เช่น การเชิญผู้ท่ีทางานเก่ียวข้องกับเด็กพิการมาบรรยายให้ฟังพร้อมท้ังใหด้ ู
ภาพยนตร์ สไลด์ แผ่นภาพ บทความ และส่ืออ่ืน ๆ ประกอบ เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามปัญหาต่าง ๆ การจัด
นิทรรศการหนังสอื และเร่อื งราวเก่ยี วกบั คนพกิ ารหรอื ท่ีมคี วามบกพรอ่ ง เพอ่ื ใหน้ กั เรียนในชน้ั เรยี นและนักเรียนทุก
คนในโรงเรยี นได้มีโอกาสเรียนรู้ การทัศนศึกษาสถานท่ีดูแลคนพกิ ารหรือท่ีมีความบกพรอ่ งเพือ่ ใหน้ ักเรียนไดเ้ ห็น
และเรียนรู้ว่าคนพิการหรือท่ีมีความบกพร่องมีความเป็นอยู่อย่างไร นอกจากนี้ควรสอนทักษะการช่วยเหลือ
เบื้องต้นในการช่วยเหลอื เพอ่ื นพกิ ารหรอื ท่ีมีความบกพรอ่ งเบ้อื งตน้ ให้กบั นักเรยี นทัว่ ไป และการอย่รู ่วมกันในสังคม
ทม่ี คี วามแตกต่างระหวา่ งบุคคลด้วย

กลุ่มนักเรียนพกิ ำรหรือที่มคี วำมบกพร่อง โรงเรียนต้องเตรียมความพร้อมให้นักเรยี นพกิ ารหรือทมี่ ี
ความบกพร่องให้มีความรู้ความเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล การอยู่ร่วมกันในสังคม การรู้คุณค่าในตนเอง
การตัดสินใจด้วยตนเอง และสภาพแวดล้อมในโรงเรียน โดยพิจารณาความต้องการจาเป็นพิเศษเป็นรายกรณีตาม

ค่มู อื การดาเนินงานจดั การเรยี นรวม สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 1 10

แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล เพ่ือใหน้ ักเรยี นที่มีความต้องการจาเป็นพเิ ศษดารงชวี ติ ในโรงเรยี นไดอ้ ย่างอิสระ
มากท่สี ุด การเตรียมความพร้อมนักเรยี นพิการหรือท่ีมีความบกพร่องในด้านร่างกาย วิชาการ อารมณ์สังคม และ
การช่วยเหลือตนเอง หากพิการตั้งแต่แรกเกิดจาเป็นต้องได้รับการบริการช่วยเหลือระยะแรกเรม่ิ หรือเตรียมความ
พร้อมทันทีที่พบความพิการเพ่ือพัฒนาศักยภาพทุกด้าน ซ่ึงในการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิมนั้นเป็นช่วง
สาคัญท่ีสุดที่เด็กควรได้รับการเตรียมความพร้อม เพราะช่วงอายุ 0 - 3 ปี เป็นช่วงท่ีสมองเจริญเติบโตมากท่ีสุด
การเตรียมความพร้อมทาได้โดยกระตุ้นพัฒนาการในส่วนที่เหลืออยู่ เม่ือได้รับการพัฒนาระดับการทางานต่าง ๆ
(functional level) จะยงิ่ สงู ข้นึ ในทางกลบั กันหากไม่ไดร้ ับการพฒั นา การกระตุ้นหรือการส่งเสริมส่วนท่ีเหลืออยู่
อย่างมีประสิทธิภาพ ความสามารถในการทางานต่าง ๆ จะเลือนหายไป ทาให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนรู้ทันที
ดงั น้ันการชว่ ยเหลือฟน้ื ฟสู มรรถภาพเด็กพกิ ารยิง่ ทาได้ทันท่วงทตี ้ังแต่เมือ่ แรกเกิดและทาไดอ้ ย่างถกู ต้องจะสามารถ
ฟ้ืนฟูสมรรถภาพความพิการได้อย่างเห็นผลชัดเจน เช่น เด็กคนหน่ึงสูญเสียการได้ยินในระดับ 90 เดซิเบล ตั้งแต่
แรกเกิด (หูหนวก) และบุคคลภายในครอบครัวกระตุ้นการได้ยินของเด็กต้ังแต่แรกเกิด โดยเวลาพูดกับเด็กผู้พูด
จะหนั หนา้ ตรงกบั เด็กเพ่ือให้เดก็ ไดเ้ หน็ การขยับของริมฝปี าก สหี นา้ ท่าทาง เอามอื เด็กมาจบั คอและริมฝปี ากแล้ว
ลองเป่าลมให้เด็กรู้สึกถึงลมท่ีออกมา แสดงให้เด็กรู้ในเวลาที่เด็กตอบสนองได้อย่างถูกต้อง การที่เด็กได้รับการ
กระตุ้นเชิงบวกจะทาให้พัฒนาการทางการได้ยินดีย่ิงข้ึนไปน้ัน มิได้หมายความว่าการได้ยินเพิ่มขึ้นแต่การได้ยิน
ของเดก็ มปี ระสทิ ธภิ าพเพ่มิ ขึ้น ใชง้ านได้ดขี ึ้นและสามารถนาไปใช้ประโยชน์ได้ในชวี ติ ประจาวนั ในกรณที ีเ่ ด็กพิการ
ภายหลัง เชน่ อยู่ในระดับมธั ยมศกึ ษาแล้วตาบอด การเตรียมความพรอ้ มนักเรียนในชว่ งวัยรนุ่ นน้ั ต้องคานึงถึงจิตใจ
และการยอมรับความพิการหรือความบกพร่องท่ีเกิดข้ึนภายหลังด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องยากและมีผลต่อจิตใจมาก
รวมท้ังต้องมีการเตรียมทักษะที่จาเป็นต่อการดารงชีวิต เช่น การทาความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการ
เคลอ่ื นไหว (Orientation and Mobilities : O&M) เพ่ือให้เดก็ มีความสามารถในการดารงชวี ิตอสิ ระและชว่ ยเหลือ
ตนเองได้มากที่สดุ และเร็วท่สี ดุ เป็นต้น

2) ด้ำนสภำพแวดล้อม (E – Environment)
การบรหิ ารจดั การสภาพแวดลอ้ มเพือ่ การเรยี นรวม แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื การจดั การสภาพ

แวดล้อมทางกายภาพและบคุ คลแวดล้อม
สภำพแวดลอ้ มทำงกำยภำพ โรงเรียนต้องจดั สภาพแวดล้อมให้นักเรียนพกิ ารหรือที่มีความบกพร่อง

สามารถเขา้ รว่ มกจิ กรรมและการเรยี นร้ตู ่าง ๆ ไดอ้ ย่างอิสระ เชน่ การจัดทาทางลาดในบรเิ วณต่าง ๆ ของโรงเรยี น
และอาคารเรียนโดยคานึงถึงการใช้งานได้อย่างอิสระและปลอดภัย จัดชั้นเรียนท่ีเอ้ือต่อการเรียนรู้ตามความ
ตอ้ งการเฉพาะบคุ คล เชน่ โต๊ะเกา้ อ้ีที่มีระดับเหมาะสม แสงสวา่ งเพียงพอ เป็นตน้ ควรจัดให้นกั เรยี นพกิ ารหรือที่มี
ความบกพร่องเรียนในสภาพแวดล้อมท่ีมีขีดจากัดน้อยท่ีสุด (Least Restrictive Environment : LRE) โรงเรียน
ควรพยายามให้เด็กได้เรียนร่วมในช้ันเรียนทั่วไปมากท่ีสุด หากไม่สามารถจัดให้เด็กเรียนรวมได้เต็มเวลาก็อาจ
จัดเป็นบางเวลาได้ ท้ังนี้ขึ้นอยู่กับความต้องการจาเป็นพิเศษของนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเป็นเฉพาะ
บุคคล โดยทวั่ ไปควรจัดใหน้ กั เรียนทุกคนเข้าเรียนในช้ันเรยี นทัว่ ไปโดยแยกนกั เรียนออกไปจากเพ่อื นทั่วไปให้น้อย
ท่ีสุด โรงเรียนควรปรับสภาพแวดล้อมโดยใช้หลักวิชาการคือ พิจารณาถึงสภาพความบกพร่องของนักเรียนแตล่ ะ
ประเภท เช่น นักเรียนที่มีการเห็นเลือนราง ควรมีโป๊ะไฟที่โต๊ะเรียน และจัดให้นักเรยี นมาน่ังแถวหน้าสุด รวมทั้ง
ไม่ให้แสงสะท้อนจากหน้าต่างเข้ามารบกวนเวลาขณะที่นักเรียนดูกระดานดา นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการ
ได้ยนิ ควรจดั ให้นง่ั ประมาณแถวท่ี 2 หรอื 3 โดยน่ังมุมใดมุมหน่ึงของหอ้ ง เพอื่ ใหน้ ักเรียนสามารถมองครแู ละเพ่ือน
นักเรียนในห้องได้ท่ัวถึง นักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางร่างกายท่ีนั่งรถเข็น เม่ือจาเป็นต้องเรียนวิชาเกษตรและ

คมู่ อื การดาเนนิ งานจดั การเรียนรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 11

นักเรียนต้องปลูกผักสวนครัว ครูควรยกระดับแปลงผักให้สูงข้ึนจากพ้ืนและอยู่ในระดับเดียวกับท่ีน่ังเก้าอ้ีรถเข็น
เพ่อื ใหน้ ักเรียนสามารถปลกู ผักได้สะดวก นอกจากน้ีควรคานึงถึงพาหนะท่ีใช้ในการรบั สง่ นักเรยี นจากบา้ นไป
โรงเรยี น และจากโรงเรียนไปบา้ น ไปทศั นศึกษาและกจิ กรรมอนื่ ๆ ทนี่ ักเรียนจะตอ้ งเคลือ่ นยา้ ย นอกจากนีจ้ ะต้อง
มีการบริหารจัดการตารางเวลาเรียนและห้องเรียน เช่น ห้องเรียนสาหรับการเรียนรวมควรอยู่ช้ันล่างของอาคาร
พื้นห้องเรียนควรราบเรยี บและมกี ารปรับระดับเพอื่ ความสะดวกในการใช้รถเข็น ห้องน้า โต๊ะ เก้าอ้ี และคานึงถงึ
การถา่ ยเทของอากาศ แสงจากธรรมชาติ แสงไฟ เป็นตน้

บุคคลแวดล้อม หมายถึง บุคคลท่ีเก่ียวข้องในสภาพแวดล้อมของเด็ก เช่น พ่อแม่ ผู้ปกครอง
บคุ ลากรอนื่ ในโรงเรยี น โรงเรียนทวั่ ไปทมี่ ีการจัดการเรียนรวมผูบ้ ริหารจะเปน็ ผ้ทู มี่ บี ทบาทสาคญั ยิง่ ในโรงเรียนที่จะ
เป็นผู้นา และสร้างบรรยากาศของการยอมรับนักเรียนพิการ หรือท่ีมีความบกพร่องเรียนรวมในโรงเรียน หาก
โรงเรียนมีการจัดตั้งคณะกรรมการโรงเรียนไว้แล้ว ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องนาเสนอเรื่องการจัดการเรียนรวมให้
คณะกรรมการทราบและพิจารณาแต่งต้ังคณะกรรมการจัดการเรียนรวมประจาโรงเรียน ซึ่งควรประกอบด้วย
ผ้บู ริหาร ผู้เช่ียวชาญ ครทู ั่วไป ครูการศึกษาพิเศษ พ่อแม่ ผ้ปู กครอง และบุคลากรภายนอกเพ่ือกาหนดนโยบายใน
การจัดการเรียนรวม แนวทางการดาเนินงาน จัดสรรงบประมาณ บทบาทหน้าท่ีของบุคลากรทุกคนในโรงเรียน
และรูปแบบในการจัดการเรียนรวม เมื่อคณะกรรมการจัดการเรยี นรวมประจาโรงเรยี นประชมุ กาหนดนโยบายและ
แนวทางการดาเนินงานการจัดการเรียนรวมเรียบร้อยแล้ว ทางโรงเรียนต้องจัดการประชุมช้ีแจงถึงนโยบายของ
โรงเรียนและมอบหมายหน้าที่ให้บุคลากรท่ีเกี่ยวข้องโดยให้ถือเป็นปริมาณงานพร้อมทั้งให้ทุกคนมีโอกาสแสดง
ความคิดเห็นและร่วมเป็นเจ้าของโครงการ นอกจากน้ีทางโรงเรียนต้องจัดทาป้ายประกาศนาเสนอในลักษณะของ
โปสเตอร์ แผ่นพับ วีดีโอ หรือจัดป้ายนิเทศ เพ่ือประชาสัมพันธ์โครงการให้บุคคลท่ีเก่ียวข้องรับทราบเก่ียวกับ
นโยบาย ประชาสัมพันธ์ให้ผู้ปกครองของเด็กพิการหรือท่ีมีความบกพร่องอาสาเป็นวิทยากร หรือหากมีกิจกรรม
การดาเนินงานด้านคนพิการในสังคมท่ีสอดคลอ้ งกบั การจัดการเรยี นรวมจะได้เผยแพร่ให้ทกุ คนรับทราบ ครูทัว่ ไป
และครกู ารศกึ ษาพเิ ศษตอ้ งเปน็ ทปี่ รกึ ษาซ่ึงกนั และกันโดยทางานร่วมกันเป็นทีม

3) ดำ้ นกจิ กรรมกำรเรียนกำรสอน (A – Activities)
กจิ กรรมการเรยี นการสอนเปน็ องคป์ ระกอบสาคัญอีกประการหน่ึงในการบริหารจัดการเรียนรวม ซึง่

หมายรวมถงึ กิจกรรมการเรยี นการสอนทั้งในและนอกหอ้ งเรียนทโ่ี รงเรียนตอ้ งจัดให้นักเรียนทุกคนไดร้ ับการพัฒนา
ท้ังด้านทักษะวิชาการ ทักษะวิชาชีพ และทักษะชีวิต โดยสอดคล้องกับความต้องการจาเป็นของแต่ละบุคคลท่ีจะ
ช่วยให้นักเรียนทั่วไปและนักเรียนพิการหรือท่ีมีความบกพร่องได้รับการพัฒนาท้ังในด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์
และสงั คม โรงเรียนต้องเตรียมการเพ่อื ส่งเสรมิ ใหม้ ีการจดั กิจกรรมการเรยี นการสอน ดังตอ่ ไปน้ี

1. การบรหิ ารจัดการหลกั สูตร แบ่งออกเป็น
1.1 การปรับหลักสูตรทั่วไป คือ ปรับหลักสูตรท่ีใช้กับนักเรียนท่ัวไปมาใช้กับนักเรียนพิการหรือท่ีมี

ความบกพร่อง เช่น สาหรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็นอาจปรับจากการวาดรูปมาเป็นการปั้นแทน
สาหรบั นักเรียนทีม่ ีความบกพร่องทางการไดย้ ินอาจปรับให้ไมต่ อ้ งอา่ นออกเสียง

1.2 การจัดทาหลักสูตรเฉพาะ คอื หลกั สูตรทีเ่ ป็นแนวทางการศึกษาตง้ั แตร่ ะดบั อนุบาลจนถงึ มัธยม
ศึกษาตอนปลาย (หลักสูตรสาหรับเด็กพิเศษหรือหลักสูตรคู่ขนาน) ซ่ึงถือเป็นหลักสูตรเฉพาะบุคคล โดยพิจารณา
จากระดับของความพกิ ารจากแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลของนกั เรยี น โรงเรียนอาจประยุกต์ตามแนวทาง
ของกรมวิชาการ สาหรับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญาหลายคนไม่สามารถเรียนรู้ได้ตามหลักสูตรทั่วไปจึง
จาเปน็ ต้องจัดทาหลกั สตู รขน้ึ มาใหมโ่ ดยเฉพาะ เช่น เด็กทม่ี ีความบกพร่องทางสติปญั ญาท่ีคอ่ นข้างรุนแรงจะต้องมี
การจัดทาหลักสูตรเฉพาะ ซ่ึงไม่ใช่หลักสูตรตัดต่อหรือนาหลักสูตรในระดับประถมศึกษายืดไปจนถึงระดับ

คูม่ ือการดาเนนิ งานจดั การเรยี นรวม สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 1 12

มัธยมศึกษา สดั ส่วนของเนอื้ หาหลักสตู รในช้ันประถมศึกษาของเดก็ ท่ีมคี วามบกพร่องทางสติปัญญา ทกั ษะพนื้ ฐาน
เช่น การอ่านออกเขียนได้ เลขคณิต ความเข้าใจในภาษาท่ีสูง และเม่ืออยู่ในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลายจะค่อย ๆ
ลดลง แตถ่ า้ เป็นเรอื่ งของทักษะการดารงชวี ติ ทกั ษะการเตรยี มความพรอ้ มในดา้ นอาชีพจะต่าในชว่ งแรก ๆ แล้วจะ
ค่อย ๆ เพมิ่ มากขนึ้ โดยการจดั เปน็ ชนั้ เรียนพิเศษในโรงเรียนทัว่ ไปใหม้ ีลกั ษณะคขู่ นานไปกบั ระดบั ช้นั เรียนท่ีเพื่อน
นักเรยี นท่ัวไปเรยี นอยู่

1.3 การจัดทาหลักสูตรเพิ่มเติมสอนทักษะเฉพาะที่จาเปน็ ใหแ้ กน่ กั เรียนพิการหรอื ทม่ี ีความบกพร่อง
เช่น ทกั ษะการดารงชีวติ ไดแ้ ก่ การรับประทานอาหาร การดแู ลบ้านเรือน การทาความสะอาดร่างกาย การไปซ้ือ
ของ การใชโ้ ทรศพั ท์สาธารณะ การใชบ้ รกิ ารของไปรษณีย์ ธนาคาร ทกั ษะการอ่านเขยี นอกั ษรเบรลล์ ทกั ษะการ
ทาความคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมและการเคลื่อนไหว ทักษะการใช้แว่นขยายสาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพร่อง
ทางการเห็น ทักษะทางสังคมสาหับนักเรียนออทิสติก ภาษามือสาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพร่องทางการได้ยิน
เปน็ ตน้

2. แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program : IEP) เป็นแผนการจัด
การศึกษาท่ีสอดคล้องกับความต้องการจาเป็นพิเศษของนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่อง ซึ่งมีรายละเอียด
เกี่ยวกับสิ่งอานวยความสะดวก ส่ือ บริการ และความช่วยเหลืออืน่ ใดทางการศึกษาที่นกั เรียนพกิ ารหรอื ที่มคี วาม
บกพรอ่ งต้องการ เรียกช่อื ยอ่ ว่า IEP กระทรวงศกึ ษาธิการได้ออกกฎกระทรวงกาหนด หลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีการให้คน
พกิ ารมีสทิ ธิได้รับสง่ิ อานวยความสะดวก สื่อ บรกิ าร และความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา ซึ่งสถานศกึ ษาจะตอ้ ง
จัดทา IEP ให้กับนักเรียนพิการหรือท่ีมีความบกพร่องเป็นเฉพาะบุคคลทุกคน โดยต้องตรวจสอบเพ่ือบ่งชี้จุดเด่น
และจดุ ด้อยของนักเรียน รวมถงึ ความต้องการจาเป็นพิเศษ นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการยงั ได้ออกกฎกระทรวง
กาหนดหลักเกณฑ์และวิธกี ารจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาสาหรับคนพิการ พุทธศักราช 2545 โดยให้มีการ
จัดสรรงบประมาณแต่ละปีเป็นเงินอุดหนุนสาหรับคนพิการ ในอัตราที่มากกว่าแต่ไม่เกิน 5 เท่าของเงินอุดหนุน
ดา้ นส่ือและวัสดุการศกึ ษาทีจ่ ดั สรรให้แก่นกั เรียนทว่ั ไปต่อคน

3. แผนการสอนเฉพาะบุคคล (Individual Implementation Plan : IIP) เป็นแผนการสอนท่ีจัดข้ึน
เฉพาะเจาะจงสาหรับนักเรียนพิการหรอื ท่ีมีความบกพร่องคนนน้ั ๆ ในวิชาหรือทักษะที่เป็นจุดอ่อน แผนการสอน
เฉพาะบคุ คลน้ี จัดทาขึน้ เพอ่ื ชว่ ยให้นกั เรียนบรรลุจดุ ประสงค์และเปา้ หมายทีก่ าหนดไวใ้ น IEP

4. การตรวจสอบทางการศกึ ษา (Educational Assessment) หมายถงึ กระบวนการท่ีใช้วิธกี ารตา่ ง ๆ
หลายวิธีในการรวบรวมข้อมูลท้ังหมดท่ีเกี่ยวกับนักเรียน โดยมีวัตถุประสงค์ในการที่จะกาหนดปัญหาและหา
ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปัญหา 3 ด้าน คือ ด้านวิชาการ พฤติกรรม และร่างกาย รวมท้ังตัดสินใจเก่ียวกับนักเรียน
ในเรื่องการส่งต่อ การคัดแยก การกาหนดประเภทเด็กที่มีความต้องการพิเศษ การวางแผนการสอน และการ
ประเมินความกา้ วหนา้ ของนักเรียน

5. เทคนิคการสอน เทคนคิ การสอนที่ควรนามาใช้กับนกั เรียนพิการหรือทมี่ ีความบกพรอ่ งเปน็ พิเศษ มี
ดงั น้ี

5.1 การวิเคราะห์งาน (Task Analysis) เป็นเคร่ืองมือ 2 อย่าง คือ เป็นเทคนิคการสอนและเป็น
เครื่องมือในการตรวจสอบหรือประเมินเด็กว่ามีทักษะในเรื่องน้ัน ๆ แล้วหรือไม่ การวิเคราะห์งานสามารถใช้ได้
หลายกรณี โดยท่วั ไปคนหลายคนเขา้ ใจผิดคิดวา่ การวิเคราะหง์ านใช้สอนเฉพาะทักษะการดารงชวี ิต หรอื การฝีมือ
เช่น การสานนกด้วยใบลานเท่าน้ัน แต่ในความเป็นจริงสามารถนาเทคนิคการวิเคราะห์งานไปใช้ในด้านวิชาการ
ได้ด้วย ในวิชาคณิตศาสตร์หากต้องการสอนทักษะใหม่ต้องมีการประเมินพื้นฐานความรู้เดิมของเด็กก่อนที่จะเริม่
สอนทักษะใหม่ เช่น ในการสอนบวก ซึ่งการบวกคือการรวมกัน 1+1 = 2 ต้องมีทักษะเบ้ืองต้นที่เด็กควรจะรกู้ อ่ น
ทจ่ี ะมาถงึ ทักษะตรงนี้ ในการวเิ คราะหง์ านจะช่วยใหค้ รตู รวจสอบได้ว่าเด็กจะตอ้ งมพี น้ื ฐานวิชาความร้อู ะไรก่อนมา

คู่มือการดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 13

เรียนเน้ือหานี้ ดังน้ันในการบวกเลขเด็กต้องรู้จักตวั เลข 0 ถึง 9 และรู้ความหมายและค่าของตัวเลขแต่ละตัว หาก
ไม่รู้ค่าของจานวนเด็กบวกเลขไม่ได้ นอกจากน้ีเด็กต้องรู้จักและเข้าใจค่าประจาหลัก ในการสอนหลักเด่ียวครูอาจ
ไม่ประสบปัญหาอะไร เช่น 1 + 1 = 2 แต่เมอ่ื เป็นเลข 2 หลกั เด็กตอ้ งรู้จักหลักสิบ หลกั ร้อย หลักพัน จงึ บวกเลข
เพิ่มเติมข้ึนไปได้ ทุกอย่างมีกระบวนการของการใช้ทักษะการวิเคราะห์งานมาเป็นเทคนิคการสอนเพื่อให้ครู
ตรวจสอบและประเมินดวู ่าเด็กมีพน้ื ฐานเพียงพอแล้วหรอื ไม่ ดงั น้นั เวลาครจู ะสอนเดก็ พิการหรอื ท่ีมีความบกพร่อง
เดก็ อยชู่ ัน้ ประถมศึกษาปีท่ี 2 แต่มีความร้พู ้นื ฐานในวชิ าเลขอาจไมถ่ ึงระดบั ชน้ั อนบุ าล 3 ยงั ไม่รู้คา่ ของเลขแตล่ ะตัว
การท่ีครูจะมาสอนเน้ือหาวิชาคณิตศาสตร์ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จึงเป็นไปไม่ได้ สิ่งท่ีครูทาได้ คือ
พิจารณาวา่ เด็กมพี ื้นฐานความร้อู ยใู่ นระดับใดแลว้ เริ่มตน้ จากจดุ นั้นข้ึนมาเร่ือย ๆ

5.2 การสอนโดยเพือ่ นชว่ ยสอน (Peer Tutoring) หมายถึง วธิ ีการสอนท่ีให้เพื่อนนกั เรยี นช่วยสอนให้
เพื่อเกิดการเรียนรู้ในเร่ืองต่าง ๆ แบบตัวต่อตัว หรือ 1 : 1 โดยเพื่อนช่วยสอนอาจเป็นนักเรียนชั้นสูงกว่าหรือ
นักเรยี นช้นั เดยี วกนั อายุเท่ากัน แตม่ คี วามสามารถสงู กว่ามาช่วยสอน

5.3 ระบบเพ่ือนช่วยเพอ่ื น (Buddy System) ในการจัดการเรียนการสอนโดยเพ่ือนช่วยเพื่อนในดา้ น
วิชาการยังต้องอาศัยความร่วมมือของเพื่อนนักเรียนทุกคนในการส่งเสริมกาลังใจ และช่วยเหลืออานวยความ
สะดวกเพ่ือนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องในเรื่องท่ัวไป เช่น นาทางไปห้องเรียน ห้องน้า และโรงอาหาร
อ่านหนงั สือบนกระดานหรือแผน่ ใส สื่อสารกบั ผอู้ ่ืน เขียนตัวอักษรปกตใิ ห้ เปน็ ต้น อาจกล่าวได้ว่าระบบเพือ่ นช่วย
เพ่ือนเป็นการฝึกทักษะทางสังคมระหว่างเพ่ือนนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องและนักเรียนท่ัวไป การจัด
การเรียนการสอนระบบเพื่อนช่วยเพ่ือน จะทาให้นักเรียนเกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน นักเรียนทั่วไปได้เรียนรู้
วิธีการช่วยเหลือบุคคลพิการหรือที่มีความบกพร่องที่ถูกต้องและเหมาะสม ในขณะเดียวกนั นกั เรียนพกิ ารหรือทมี่ ี
ความบกพร่องได้เรียนรู้วิธีการปฏิบัติต่อเพื่อนท่ีให้ความช่วยเหลือหรืออานวยความสะดวกแก่ตนเองอย่างถูกวิธี
อย่างไรก็ตามครูผู้จัดการเรียนการสอนระบบเพ่ือนช่วยเพื่อนพึงระมัดระวังปัญหาบางประการท่ีอาจเกิดขึ้นได้
ตวั อย่าง เช่น นกั เรยี นพกิ ารหรอื ท่ีมคี วามบกพรอ่ งรอคอยเวลาที่จะมผี มู้ าช่วยเหลอื ตลอดเวลาสว่ นนักเรียนผู้ปฏิบัติ
หน้าท่ีเพื่อนช่วยเพ่ือนอาจทุ่มเทเวลาในการช่วยเหลือและอานวยความสะดวกให้เพ่ือนมากเกินไป ในทางตรงกนั
ข้ามนกั เรียนผ้นู นั้ อาจเกิดความราคาญและมที ัศนคติที่ไมด่ ีตอ่ เพอ่ื นได้ ในบางกรณนี ักเรยี นผู้ปฏบิ ัติหนา้ ทเ่ี พือ่ นช่วย
เพื่อนต้องการจะช่วยเหลือและอานวยความสะดวกให้เพ่ือนอย่างเต็มที่ หรือเกิดความรู้สึกว่าหากทางานร่วมกัน
กับเพอ่ื นอาจตอ้ งใช้เวลามากกวา่ จึงทากจิ กรรมตา่ ง ๆ แทนเพ่อื นเกือบทุกกจิ กรรม อาจส่งผลให้นกั เรียนพกิ ารหรือ
ที่มีความบกพร่องเกดิ ความรสู้ ึกว่าตนเองทาอะไรไมไ่ ด้ดีพอและรู้สึกว่าตนเองด้อยค่าไปในท่ีสุด ดังนั้นครูผู้จัดการ
เรียนการสอนระบบเพ่ือนช่วยเพื่อนจึงควรให้ความรู้ในการปฏิบัติตนระหว่างเพื่อนให้เข้าใจก่อน หากพบว่าเกิด
ปัญหาใด ๆ ครูควรช่วยเหลือและแนะนา เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนระบบดังกล่าวเกิดประสิทธิภาพและ
ประสทิ ธิผลอย่างแทจ้ รงิ

6. การรายงานความก้าวหน้าของนักเรยี น การติดตามความกา้ วหน้าของนกั เรียนในปัจจบุ ันใช้วิธีการ
ทบทวนและปรบั IEP ปลี ะอยา่ งน้อย 2 ครั้ง รวมทั้งมีการรายงานความก้าวหนา้ ของนกั เรยี นโดยสรปุ จาก IIP ที่ใช้
สอนเด็กในแต่ละสาระการเรียนรู้ ทักษะและกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งจะมีการระบุวา่ จะประเมินโดยวิธีใดและใช้เกณฑ์
อะไร โดยอาจนาเสนอในรูปของกราฟแท่ง กราฟเส้นประกอบการบรรยายหรือคิดเป็นคะแนน และเกรดในชั้น
ประถมศึกษา ครูท่ัวไปและครูการศึกษาพิเศษท่ีร่วมกันสอนนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องเรียนร่วมอาจ
แยกกันประเมินผลนกั เรยี น กลา่ วคือ ครูแต่ละคนประเมินผลและใหเ้ กรดนกั เรียนเฉพาะส่วนของตนเอง พรอ้ มทั้งมี
รายละเอียดเก่ียวกับพัฒนาการของนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่องประกอบด้วย แล้วจึงนาผลการประเมิน
ของครแู ต่ละคนมาตดั สนิ ใจรว่ มกัน วธิ นี ี้จะทาใหผ้ ลการเรียนของนกั เรยี นพกิ ารหรือท่ีมีความบกพรอ่ งเปน็ ที่ยอมรับ
ของทกุ ฝ่ายรวมถงึ พอ่ แมข่ องตัวนกั เรยี นเอง

คู่มือการดาเนินงานจดั การเรียนรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 14

7. การจัดกิจกรรมการสอนนอกห้องเรียนและชุมชน นอกจากกิจกรรมการเรียนการสอนท่ีครูจัด
ภายในชั้นเรยี นและภายในโรงเรียนแลว้ ยงั มีกิจกรรมนอกโรงเรียน ซ่ึงทางโรงเรยี นควรมีการบริหารจัดการในเรื่อง
เกย่ี วกับความปลอดภัย ยานพาหนะ ที่พัก ฯลฯ เพ่อื ชว่ ยให้การเขา้ ร่วมกิจกรรมนอกสถานท่ขี องนกั เรียนพิการหรือ
ที่มีความบกพร่องเป็นไปอย่างมีคุณภาพและประสิทธิภาพ ลักษณะกิจกรรมนอกห้องเรียน เช่น ในวิชาพลศึกษา
จัดให้นักเรียนพิการหรือที่มีความบกพรอ่ งได้เขา้ ร่วมกิจกรรมกับนกั เรยี นท่ัวไปในสนามเด็กเล่น กิจกรรมหอ้ งสมุด
ให้มีการปรับห้องสมุดโดยนาเทคโนโลยีสารสนเทศ (Information and Communication Technology : ICT)
เข้ามาใช้ให้เป็นประโยชน์ เพื่อให้คนพิการทุกประเภทมีโอกาสเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร จัดให้มีบริการหนังสือใน
รูปแบบของหนังสอื เสียง เป็นต้น

8. การประกันคณุ ภาพ
โรงเรียนควรจัดตั้งคณะกรรมการการประกันคุณภาพการจัดการเรียนรวมข้ึน และมีการจัด

กิจกรรมการประกนั คุณภาพ ในการจัดกิจกรรมการประกันคุณภาพนน้ั จะต้องมีการประชุมเพอื่ ทาความเข้าใจกับ
บุคลากรทุกกลุ่มถือว่าการประชุมหรือการจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเร่ืองการประกันคุณภาพการจัดการเรียน
รวมเป็นกจิ กรรมแรกทค่ี ณะกรรมการการประกันคุณภาพการจัดการเรียนรวมจะต้องทา จากน้นั ควรมีการให้ขอ้ มูล
สารสนเทศแกบ่ ุคลากรทกุ คนให้รับทราบ โดยมวี ิธีการดังน้ี

8.1 จดั ปา้ ยนิเทศ เพอ่ื ประชาสมั พนั ธ์ข้อมลู สารสนเทศในโรงเรยี น ซงึ่ ควรจัดเป็นระยะ ๆ แสดง
ให้เหน็ ผลการดาเนนิ งานของการประกนั คุณภาพอย่างต่อเนอ่ื ง

8.2 จัดทาแผ่นพับเพอื่ ประชาสมั พนั ธใ์ ห้บุคลากรในโรงเรียนและบคุ ลากรทัว่ ไปไดร้ ับทราบ
8.3 จัดประชุมครู/ผู้ปกครอง/นักเรียน เพ่ือให้รับทราบในเรื่องการประกันคุณภาพของ การ
จัดการเรียนรวม
8.4 จดั อบรมครใู หม้ ีความรูใ้ นเร่ืองการจดั การเรยี นรวม ความรดู้ ้านการศกึ ษาพเิ ศษ โดยอาจเชญิ
วทิ ยากร ผูเ้ ช่ยี วชาญมาบรรยาย
8.5 ส่งครู/บุคลากรไปอบรมสัมมนา ประชุมเชิงปฏิบัติการความรู้ในด้านการจัดการ เรียน
รวม การศกึ ษาพิเศษ ตามหนว่ ยงานตา่ ง ๆ
9. การรับนักเรยี นพกิ ารหรือทม่ี ีความบกพร่องเขา้ เรยี น
ปฏทิ นิ งำนกำรรบั คนพิกำร (สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำขัน้ พ้ืนฐำน, 2551)

เดอื น กำรปฏิบตั งิ ำน

พฤศจิกายน- สถานศึกษาประกาศรับสมัครคนพิการเข้าเรียนโดยประชาสัมพันธ์ และแจ้งระยะเวลาให้
กุมภาพันธ์ รับทราบทวั่ กัน

มีนาคม 1. จาแนกและคัดแยกคนพิการตามความต้องการจาเป็นพิเศษ โดยร่วมมือและประสานงาน
กับศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจงั หวัด แพทย์ นกั จติ วิทยา นักการศกึ ษาพเิ ศษ ผปู้ กครอง และ
ผทู้ ่เี กีย่ วขอ้ งที่เหมาะสม เป็นต้น
2. สง่ ตอ่ คนพิการเข้ารับการศึกษาตามความสามารถและความต้องการจาเป็นของคนพิการแต่
ละบคุ คล โดยคานงึ ถงึ ความสะดวก และใกล้บา้ นเปน็ สาคญั และประสานงานกับสถานพยาบาล
เพ่ือส่งตอ่ เขา้ รบั การฟ้นื ฟบู าบดั ในกรณีที่จาเป็น

เมษายน 1. เตรียมพร้อมในด้านความรู้หรือเจตคตใิ ห้กับบุคลากร เช่น ผ้บู รหิ ารโรงเรยี น ครผู สู้ อน พอ่
แม่ ผู้ปกครอง และผู้ที่เกย่ี วข้องโดยการอบรมหรอื ประชมุ
2. เตรียมพร้อมในด้านส่ือ อปุ กรณ์ทจี่ าเปน็ ในการจดั การเรยี นการสอน
3. จดั ต้งั คณะกรรมการการจดั การศกึ ษาระดับโรงเรยี น

คมู่ อื การดาเนนิ งานจัดการเรยี นรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 15

เดือน กำรปฏบิ ตั ิงำน
พฤษภาคม จดั ตง้ั คณะจดั ทาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบคุ คลให้กบั เดก็ ทีม่ ีความต้องการพเิ ศษทุกคน
พฤษภาคม- 1. ดาเนินการสอนตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลท่ีไดจ้ ัดทาไว้เพอื่ พฒั นา คนพกิ ารให้
ตุลาคม เกิดการเรยี นรู้เตม็ ศักยภาพ

2. ติดตามและประเมินผลตามแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล เพ่ือเป็นการประกันคุณภาพ
ว่าการศึกษาและการบริการที่คนพิการได้รับมีความสอดคล้องกับความต้องการจาเป็นของคน
พิการแต่ละบคุ คล
10. การจัดตารางเวลาใหบ้ ริการสอนเสริม
จานวนเด็กท่ีครูสอนเสริมจะต้องให้บริการควรเริ่มจากจานวน 5 – 6 คน ในสัปดาห์แรก ๆ แล้ว
คอ่ ย ๆ เพ่ิมจานวนเด็กขน้ึ ในสัปดาห์ต่อมาทีละสัปดาห์ แตค่ วรจดั ให้บรกิ ารตามจานวนท่ีต้องรับผิดชอบภายใน 6
สัปดาห์ การค่อย ๆ ทยอยจัดบริการให้แก่เด็กเช่นนี้จะช่วยผ่อนคลายความยุ่งยากในการที่จะต้องจัดตารางเวลา
ให้บรกิ ารแก่เด็ก ครูสอนเสรมิ จะต้องประสานงานกับครทู ว่ั ไปทุกชั้นเรยี นท่ีเดก็ กระจายอยู่ และจดั เวลาในแต่ละวัน
ให้กับตนเองให้มีเวลาสาหรับเตรียมการก่อนเด็กมารับบริการท่ีห้องสอนเสริม หรือก่อนท่ีครูสอนเสริมจะเข้าไป
ให้บริการในช้ันเรียน จัดให้มีเวลาที่จะให้คาแนะนาปรึกษาหารือกับครูคนอื่น ๆ การจัดตารางเวลาท่ีจะทาให้ทุก
ฝ่ายยอมรับเป็นสิ่งที่ยาก ฉะนั้นครูสอนเสริมจึงต้องคานึงถึงเด็กว่าตารางเวลาที่จัดให้กับเด็กที่รบั ผิดชอบแต่ละคน
นัน้ เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการของเด็กรวมทั้งตวั ครดู ว้ ย
รปู แบบกำรจดั ตำรำงเวลำ
รปู แบบท่ี 1 เปน็ การจัดใหน้ ักเรียนแต่ละคนมารับบรกิ ารครง้ั ละไม่เกินครง่ึ ชัว่ โมง แต่เดก็ สามารถ
มารับบริการได้มากกว่า 1 ครั้งขึ้นไปในหนึ่งวัน ในการจัดตารางเวลาการให้บริการเช่นน้ี ครูสอนเสริมเน้นการ
ใหบ้ ริการการสอนโดยตรงกับเด็ก โดยใชส้ งิ่ เสรมิ แรง และใหน้ กั เรยี นมีโอกาสทาแบบฝึกหดั ด้วยตนเอง
รูปแบบที่ 2 หากครูผู้ช่วยในห้องสอนเสริมอยู่ด้วยจะทาให้ครูสอนเสริมมีโอกาสได้ไปสังเก ต
นักเรียนพิการหรอื ท่ีมีความบกพร่องขณะเด็กอยใู่ นช้ันเรียนปกติ หรืออาจมีเวลาตรวจสอบนักเรียนเป็นรายบคุ คล
ไดม้ ากข้ึน หรืออาจใหค้ าแนะนากับบคุ ลากรอนื่ ไดม้ ากย่ิงขนึ้
รูปแบบที่ 3 ครูสอนเสริมจะให้บริการแก่นักเรียน 2 หรือ 3 ในขณะเดียวกันเป็นเวลาประมาณ
30 นาที โดยเป็นการสอนเฉพาะบุคคล ถึงแม้เด็กนักเรียนในกลุ่มแต่ละกลุ่มมาจะคล้ายคลึงกันแต่ไม่เหมือนกัน
ครจู งึ จาเป็นตอ้ งสอนเป็นเฉพาะบุคคล

4) ด้ำนเคร่อื งมือ (T–Tools)
เครอ่ื งมอื ในกรอบแนวคดิ SEAT หมายถงึ สง่ิ ที่นามาเป็นเคร่ืองมือในการบรหิ ารจัดการเรยี นรวม

เพอื่ ชว่ ยให้นกั เรียนพกิ ารหรือท่ีมีความบกพรอ่ งเกดิ การเรียนรแู้ ละดารงชวี ติ ได้อย่างมีประสทิ ธิภาพสงู สดุ เปน็ การ
ชว่ ยสนับสนุนใหน้ กั เรยี นไดร้ บั การศกึ ษาทีม่ ีคณุ ภาพภายใต้สภาพแวดล้อมทม่ี ีขดี จากัดนอ้ ยท่ีสดุ โดยเคร่ืองมือที่ใช้
ในการบรหิ ารจดั การเรียนรวมหมายถงึ สิง่ ตอ่ ไปน้ี

4.1 นโยบาย วิสัยทศั น์ พนั ธกจิ เป็นการกาหนดทิศทางในการปฏบิ ัติ และระบบการให้บรกิ ารที่
ชัดเจนทาให้บุคลากรทกุ คนในโรงเรียนและบคุ คลทวั่ ไป รวมทงั้ พ่อแมร่ ับร้วู า่ โรงเรียนมีโครงการเรียนรวม ซึง่ ควร
กาหนดให้สอดคลอ้ งกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธกิ ารและรัฐบาล

4.2 งบประมาณ โรงเรยี นจาเปน็ ต้องจดั สรรงบประมาณให้เป็นการเฉพาะเพ่ือการจัดการเรยี นรวม
ให้กบั เด็กพกิ ารหรือทีม่ ีความบกพร่อง ซ่ึงต้องมกี ารสรรหาแหล่งเงนิ อาจไดม้ าจากงบประมาณจากต้นสังกดั มกี าร
จดั สรรงบประมาณ มีระบบบญั ชีและการตรวจสอบ มกี ารวเิ คราะหง์ บประมาณ

คู่มือการดาเนนิ งานจดั การเรียนรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 16

4.3 ระบบการบริหารจัดการ หากทางโรงเรยี นได้มีการจัดตง้ั คณะกรรมการโรงเรยี นไว้แลว้ ผู้บรหิ าร
โรงเรียนจะต้องนาเสนอเร่ืองการจัดการเรียนรวม จัดต้ังคณะกรรมการวางแผนโดยนาเสนอให้มีการแต่งต้ังผู้แทน
ผู้ปกครองนักเรียนพิการหรือท่ีมีความบกพร่องเข้าร่วมเป็นกรรมการเพ่ิมอย่างน้อย 1 คน และในคณะกรรมการ
โรงเรียนควรจะมีผู้ปกครองของนักเรียนพิการหรือท่ีมีความบกพร่องเข้าร่วมในคณะกรรมการด้วยอย่างน้อย 1
คน จัดประชุมบุคลากรและผู้ปกครองนักเรยี นพกิ ารหรอื ที่มีความบกพร่อง แต่งต้ังคณะกรรมการจัดการเรยี นรวม
ประจาโรงเรียนและคณะกรรมการโรงเรยี น กาหนดนโยบายในการจัดการเรยี นรวมเพ่ือนาเสนอผู้บรหิ ารโรงเรียน
และคณะกรรมการโรงเรยี นกาหนดแนวทางการดาเนินงานจัดสรรงบประมาณ กาหนดบทบาทหน้าท่ีของบุคลากร
ภายนอกที่เกี่ยวข้อง เช่น สาธารณสุข โรงพยาบาล หรือนักจิตวิทยา เป็นต้น แต่งตั้งผู้รับผิดชอบการจัดการ
เรียนรวมแทนหัวหน้าโครงการทาหน้าท่ีประสานงานและเลขานุการของคณะกรรมการจัดการเรียนรวม 1 คน
แต่งต้ังคณะจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลประมาณ 5 – 7 คนต่อเด็ก 1 คน โดยมีผู้อานวยการหรือ
ผู้ช่วยเป็นประธานและมีครูหรือตัวแทนครูท่ีสอนนักเรียนพิการหรือที่มีความบกพร่อง ครูการศึกษาพิ เศษ
ผ้ปู กครอง นกั จิตวิทยา ผู้เชยี่ วชาญอืน่ ทเี่ กี่ยวขอ้ ง เชน่ นักกายภาพบาบัด นักแก้ไขการพูดและภาษา และพ่อหรือ
แม่ของเด็กร่วมเป็นกรรมการ โดยให้ครูการศึกษาพิเศษเป็นผู้ประสานงานในการจัดทา IEP และดาเนินการสอน
ตาม IEP โดยจดั ทา IEP สาหรับนกั เรยี นพิการ

4.3.1 โครงสร้ำงระบบกำรบริหำรจัดกำรเรียนรวม

คณะกรรมการโรงเรยี น

ผู้บรหิ ารโรงเรยี น

คณะกรรมการจัดการเรียนรวม

ฝ่ายการจดั การเรียนการสอน ฝา่ ยบริการ ฝา่ ย ฝ่ายประชาสัมพนั ธ์

(ครูทัว่ ไปและครูการศึกษาพเิ ศษ) สนบั สนนุ การเงนิ และหาทุน

(ครูการศกึ ษาพเิ ศษ) (บุคลากรในชุมชน)

คณะกรรมกำรจดั กำรเรยี นรวม ประกอบด้วยบุคคล ดังตอ่ ไปน้ี

1. ผู้บริหารโรงเรียนหรือผู้แทน เช่น ผู้ช่วยผู้อานวยการฝ่ายวิชาการจะทาหน้าท่ีเป็นประธานของ
คณะกรรมการจัดการเรียนร่วมในการประชุมทุกคร้ัง โดยมีหัวหน้าโครงการการเรียนร่วมเป็นเลขานุการของ

คณะกรรมการจดั การเรียนร่วม
2. ผู้เชี่ยวชาญ หมายถึง นักกายภาพบาบัด นักกิจกรรมบาบัด นักแก้ไขการพูดและภาษา นักตรวจวัด

การได้ยนิ และนกั วิชาชีพต่าง ๆ ท่มี ีความรคู้ วามสามารถและประสบการณ์ด้านการให้บรกิ ารแก่นกั เรียนพิการหรือ

ท่มี ีความบกพรอ่ ง
3. ครู หมายถงึ ผูท้ จ่ี บทางด้านการศึกษาซ่งึ ปฏิบัติหน้าท่ีเป็นผู้สอนนักเรียนพิการหรือท่ีมีความบกพร่อง

เรยี นรวมโดยท่ัวไปจะเปน็ ครปู ระจาชน้ั และเปน็ ผูแ้ ทนของครูคนอืน่ ๆ ทสี่ อนวชิ าต่าง ๆ ให้กบั นักเรียน ครูสอนวิชา
พิเศษ เชน่ ครพู ลศกึ ษา ครสู อนคอมพิวเตอร์ เปน็ ตน้

ค่มู ือการดาเนินงานจดั การเรยี นรวม สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 1 17

4. ครูการศกึ ษาพิเศษ หมายถึง ผทู้ ่ีจบด้านการศกึ ษาพเิ ศษหรือครูท่วั ไปที่เคยได้รับการฝึกอบรมเก่ียวกับ
การสอนเด็กทมี่ ีความตอ้ งการพิเศษ ทาหนา้ ทส่ี อนนกั เรียนในชัน้ เรียนพิเศษหรอื ร่วมกับครูทัว่ ไปสอนนักเรียนพิการ
หรือท่ีมีความบกพรอ่ งเรยี นร่วมหรือให้บริการทางการศึกษาแกน่ ักเรียนในห้องเรียนเสริม

5. ผปู้ กครอง หมายถึง ผปู้ กครองของนักเรียนท่วั ไปและผูป้ กครองนกั เรยี นพิการหรือท่ีมีความบกพรอ่ ง
ทีน่ าบุตรหลานเข้ามาเรยี นรวมในโรงเรียน

6. บุคลากรภายนอก หมายถึง บุคคลซ่ึงสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นหรือให้ความ
ร่วมมือในการจัดการเรียนร่วมของโรงเรียนได้ เชน่ ผ้อู านวยการเขตท่ีโรงเรียนนัน้ ตัง้ อยู่หรอื ผู้แทนองค์การบริหาร
สว่ นตาบล หรอื ผู้แทนสาธารณสุขของเขต เปน็ ตน้

เม่ือมีคณะกรรมการโรงเรียนและได้จัดตั้งคณะกรรมการจัดการเรียนรวมแล้ว ส่ิงที่คณะกรรมการควร
จะต้องตระหนักถึงความสาคัญในการทางานข้ันต่อไป คือ การสารวจข้อมูลด้านต่าง ๆ ของโรงเรียน ดังน้ันการ
จัดระบบข้อมูลจานวนนักเรียน ข้อมูลบุคลากร ข้อมูลเก่ียวกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะเป็นเครือข่ายในการทางาน
รว่ มกนั และข้อมูลเกีย่ วกบั สือ่ อปุ กรณ์ สงิ่ อานวยความสะดวก การบริการและความชว่ ยเหลืออืน่ ใดทางการศึกษา
จึงเป็นสิ่งสาคัญท่ีจะต้องจัดทาข้ึน ต่อจากนั้นกค็ วรมกี ารกาหนดปฏิทินงานข้ึนเพ่ือให้เห็นขั้นตอนการดาเนนิ งานที่
ชัดเจนและทุกคนในโรงเรยี นไดร้ บั ทราบวา่ ในช่วงเวลาใดจะทาการดาเนินงานอะไรบา้ ง

4.3.2 กำรจดั ระบบขอ้ มูล
ระบบขอ้ มูลเป็นความจาเป็นพืน้ ฐานท่ตี อ้ งนามาเปน็ ขอ้ มลู พน้ื ฐานในการทางาน ไดแ้ ก่
1. ข้อมลู เกี่ยวกับนักเรยี นพกิ ารหรือทมี่ คี วามบกพรอ่ งที่เรียนรวม โรงเรียนจะตอ้ งมีข้อมูลนกั เรยี น
พกิ ารหรือทม่ี คี วามบกพรอ่ งในด้านต่าง ๆ ทีส่ ามารถเรียนรวมไดเ้ พอ่ื นามาวางแบบในการจดั การศกึ ษา การมขี อ้ มูล
ดงั กล่าวจะนาไปสกู่ ารประกนั โอกาสทางการศกึ ษาให้แก่นกั เรียนเหล่าน้ีไม่ใหต้ กหล่น สามารถนามาวางแผนในการ
จัดช้ันเรียนและการเตรียมบุคลากร ในบางจังหวัดได้มีการสารวจข้อมูลนักเรียนพิการหรือท่ีมีความบกพร่องและ
จัดทาเป็นแฟ้มข้อมูลรายละเอียดเก่ียวกับเด็กเป็นเฉพาะบุคคลซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการจัดการศึกษาเป็นอย่าง
มาก
2. ข้อมูลเก่ียวกับบุคลากร ได้แก่ การสารวจจานวนครูการศึกษาพิเศษท่ีมีวุฒทิ างด้านการศึกษา
พิเศษหรือผ่านการอบรม จานวนครูท่ีเรียนมาทางด้านจิตวิทยา เพื่อนามาวางแผนจัดครูให้ทาการสอนตรงตาม
ความรคู้ วามสามารถ และนามาวางแผนในการพัฒนาบคุ ลากรเพิ่มพนู ประสิทธิภาพการทางานให้ดียิง่ ขึ้น
3. ขอ้ มูลเครอื ขา่ ย ไดแ้ ก่ ขอ้ มูลของหนว่ ยงาน สถาบันการศึกษา สมาคม องคก์ ร มลู นธิ ทิ ่สี ามารถ
จะนามาเป็นประโยชน์ในการนามาเป็นเครือข่ายในการทางาน เป็นการช่วยพัฒนาบุคลากร การช่วยเหลือฟื้นฟู
บาบัด การสนับสนุนทรัพยากร ส่ือ สิ่งอานวยความสะดวก การมีข้อมูลเหล่าน้ีมาใช้เป็นประโยชน์ต่อการทางาน
ด้านนี้ ควรจัดทาไวอ้ ยา่ งเป็นระบบให้สามารถนามาใช้ไดเ้ ปน็ อย่างดี
4. ข้อมูลเกี่ยวกับส่ือ ส่ิงอานวยความสะดวก เพ่ือนามาวางแผนในการจัดหาสื่อ สิ่งอานวยความ
สะดวกให้เพียงพอต่อความต้องการ ได้แก่ เครื่องช่วยฟัง คอมพิวเตอร์ โปรแกรมซอฟท์แวร์ที่เกี่ยวข้องในการ
สง่ เสริมพัฒนาการ เก้าอ้ีรถเขน็ ทางเดนิ หอ้ งนา้ สาหรับนักเรยี นพกิ าร เปน็ ตน้
4.3.3 กำรบริหำรจัดกำรทรพั ยำกรบุคคล
โรงเรียนจะต้องจัดทาแผนพัฒนาทรัพยากรบุคคลและแผนพัฒนาบุคลากร เช่น การกาหนด
ผู้รับผดิ ชอบการเรียนการสอนนักเรยี นพกิ ารหรือที่มีความบกพรอ่ งโดยตรงและให้ทกุ คนได้มีสว่ นร่วมในการจัดการ
เรียนรวม การสารวจนักเรียนพิการหรือท่ีมีความบกพร่องว่ามีจานวนเท่าใดต้องใช้บุคลากรเท่าใด จัดประชุมครู
บุคลากร และผปู้ กครองอยา่ งสมา่ เสมออย่างน้อยเดือนละ 1 ครง้ั การจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับเด็กพิการ ให้ความรู้
กับครูบุคลากรอื่น ๆ และผู้ปกครองอย่างน้อยปีละ 2 คร้ัง โดยเชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษมาให้

คู่มอื การดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สพป.พษิ ณุโลก เขต 1 18

ความรู้หรือส่งครูไปอบรมเกี่ยวกับหน่วยงานภายนอก การจัดกิจกรรมเข้าค่ายในโรงเรียนอย่างน้อยปีละ 1 คร้ัง
เป็นต้น

4.3.4 กำรสอื่ สำรภำยในองค์กร
ทางโรงเรยี นตอ้ งมกี ารจัดระบบสือ่ สารภายในองคก์ รร่วมกบั บุคลากรทุกคน โดยผ้บู ริหารมกี ารจัด
ประชมุ สัมมนาคณะกรรมการโรงเรียน ครู บุคลากรอน่ื ท่ีเกี่ยวขอ้ ง และผูป้ กครองเพ่ือหาวธิ กี ารจดั ระบบการสื่อสาร
ภายในองค์กรให้มีประสิทธิภาพ รวมท้ังได้รบั ฟังปัญหาของทุกคน บุคลากรทุกคนเร่ิมตั้งแต่ผู้บริหาร ครู บุคลากร
อื่น และผ้ปู กครองตอ้ งมีการไดร้ ับการส่อื สารอยา่ งทวั่ ถึงทุกคนและควรมีการให้ข้อมูลตอบกลับด้วยเปน็ การส่ือสาร
ทีไ่ ม่ไดม้ ีลักษณะเหมือนการสัง่ การจากบนลงลา่ งโดยมนี โยบายในการส่ือสารภายในองคก์ รอย่างชดั เจน
4.3.5 กำรประสำนงำนกับบคุ คลอ่นื
การช่วยเหลือนักเรียนพกิ ารหรือท่ีมีความบกพรอ่ งเปน็ หนา้ ท่ีของหลาย ๆ ฝา่ ยทเี่ กย่ี วข้อง ไดแ้ ก่
ผ้ปู กครองและสมาชกิ ในครอบครัวของนักเรยี นพิการหรอื ที่มีความบกพร่อง แพทย์ เจ้าหนา้ ท่ีทางการแพทยร์ วมไป
จนถึงเพอ่ื นครูในโรงเรียน ผ้ปู กครองนักเรยี นทวั่ ไปและบุคคลอื่น ๆ ในชมุ ชน ด้วยเหตุนจ้ี ึงเปน็ หนา้ ที่อย่างหนง่ึ ของ
ครูท่ีต้องใช้รูปแบบท่ีจะต้องประชาสัมพันธ์งานของตนและขอความช่วยเหลือจากบุคคลต่าง ๆ ด้วยเทคนิควิธีที่
เหมาะสมแก่กาลเทศะ
4.3.6 กำรมสี ่วนรว่ มและควำมพงึ พอใจของผปู้ ฏิบตั ิงำน
ควรมีการแลกเปล่ียนความคิดเห็นซ่ึงกันและกัน โดยมีการประเมินความพึงพอใจในการ
บริหารงานและการปฏิบัติงานที่ผู้บริหาร อาจารย์ บุคคลากร และนาผลมาปรับปรุงโดยสารวจด้วยแบบสอบถาม
หรอื แบบสัมภาษณห์ รอื ทัง้ 2 อยา่ ง
4.4 กฎกระทรวง ได้แก่กฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์และวิธกี ารให้คนพกิ ารมีสทิ ธิไดร้ ับสงิ่ อานวย
ความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา พุทธศักราช 2545 และกฎกระทรวงกาหนด
หลักเกณฑ์และวิธีการจัดสรรงบประมาณทางการศึกษาสาหรับคนพกิ าร พุทธศักราช 2545 เป็นเครื่องมือในการ
กาหนดใหน้ กั เรียนพิการหรอื ท่ีมีความบกพรอ่ งมีสิทธิได้รับสิ่งอานวยความสะดวก ส่ือ บริการ และความชว่ ยเหลือ
อน่ื ใด เพื่อนามาใชใ้ นการเรียนร่วมและกาหนดใหม้ ีการจัดสรรงบประมาณแต่ละปเี ปน็ เงนิ อุดหนุนด้านส่ือและวัสดุ
การศึกษาท่จี ดั สรรให้แกน่ กั เรยี นทัว่ ไปต่อคน
4.5 เทคโนโลยสี งิ่ อานวยความสะดวก หมายถงึ เทคโนโลยีท่คี นพิการใช้ ซ่ึงไดม้ กี ารพฒั นาและการใช้
ประโยชนเ์ ทคโนโลยีเพ่อื ช่วยให้คนพิการดารงชีวิตอิสระสามารถปฏิบตั งิ านและผลติ งานต่าง ๆ ออกมาได้ เรยี กว่า
เทคโนโลยอี านวยความสะดวก โดยอาจจะเป็นเทคโนโลยรี ะดับพ้นื ฐานหรอื ระดบั สงู ก็ได้
4.6 ส่ิงอานวยความสะดวก หมายถึง อุปกรณ์ เครื่องมือ โครงสร้างทางสถาปัตยกรรม สิ่งแวดล้อม
เพื่อช่วยใหค้ นพิการแต่ละประเภทไดร้ บั การศึกษาโดยสะดวกและสอดคล้องตามความจาเป็นของแตล่ ะบุคคล
4.7 สื่อ หมายถึง ส่ือทางการศึกษา ได้แก่ วัสดุ อุปกรณ์ เทคโนโลยีเพ่ือการศึกษาหรือเคร่ืองมือช่วย
ใหค้ นพิการเกดิ การเรียนรูไ้ ดอ้ ย่างเหมาะสมเกิดความเขา้ ใจดขี ึ้นและรวดเรว็
4.8 บริการ หมายถึง บริการต่าง ๆ ท่ีช่วยสนับสนุนการศึกษาของคนพิการแต่ละประเภท เช่น
บริการฝึกอบรม บรกิ ารเตรียมความพรอ้ มทางการเรียนรู้ บริการบาบดั ฟ้นื ฟูสมรรถภาพคนพกิ าร
4.9 ความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา หมายถึง มาตรการอ่ืนที่นอกเหนือจากสิ่งอานวยความ
สะดวก สื่อ บรกิ ารทีช่ ่วยสง่ เสรมิ และสนับสนุนการเรยี นรู้ของคนพิการ
4.10 ครูการศึกษาพิเศษ หมายถึง ครูท่ีได้รับการศึกษาสาขาการศึกษาพิเศษในระดับปริญญาตรีข้ึน
ไปหรอื ผทู้ ี่ได้รับการอบรมตามหลกั สูตรท่กี ระทรวงศึกษาธิการกาหนดที่ปฏิบัติหนา้ ที่เป็นครูเดินสอน ครสู อนเสริม
หรอื ครสู อนนักเรียนพกิ ารหรอื ท่ีมคี วามบกพร่องในชน้ั เรียนพเิ ศษในโรงเรยี นทัว่ ไป

คมู่ ือการดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 1 19

ค่มู อื การดาเนนิ งานจัดการเรยี นรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 20

ตอนที่ 4
รูปแบบและกระบวนกำรจัดกำรศกึ ษำแบบเรียนรวม

การจดั การศกึ ษาแบบเรยี นรวมมีหลายรูปแบบ แตล่ ะลกั ษณะมคี วามเหมาะสมกับนักเรยี นแต่ละคนและ
สถานการณ์ท่ีแตกต่างกนั ไป อย่างไรก็ตามไม่มีรูปแบบใดรูปแบบหน่ึงที่ดีท่ีสุด แต่ละรูปแบบเป็นทางเลือกท่ีจัดให้
ตามความต้องการจาเป็นท่ีเหมาะสมสาหรับนักเรียนพิการหรือบกพร่องแต่ละคนตามการพิจารณาของ
คณะกรรมการจดั ทาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล ซ่งึ การเรยี นรวมมีทง้ั แบบเต็มเวลาและบางเวลา

Daeck (2007) ได้เสนอรูปแบบการเรียนรวมไว้ 8 รูปแบบ แบ่งเป็นการเรียนรวมแบบเต็มเวลา
3 รปู แบบใหญ่ และ 6 รูปแบบย่อย ดังนี้

1. รปู แบบครทู ปี่ รกึ ษา (Consultant Model) ในรปู แบบนีค้ รกู ารศกึ ษาพเิ ศษจะไดร้ ับมอบหมายให้สอน
ทักษะแก่เด็กทีม่ คี วามตอ้ งการจาเปน็ พิเศษ เนอื่ งจากครทู ่ีสอนช้นั เรียนรวมสอนเดก็ แล้ว แต่ทักษะยงั ไมเ่ กิดกับเด็ก
คนน้นั ครกู ารศกึ ษาพิเศษต้องสอนทักษะเดิมซา้ อกี จนกระทัง่ เด็กเกิดทกั ษะนนั้ สาหรบั รปู แบบน้คี รกู ารศกึ ษาพิเศษ
จะรับผิดชอบเด็กจานวนหนึ่ง เป็นจานวนจากัด ครูในชั้นเรียนรวมและครูการศึกษาพิเศษต้องมีการพบปะเพื่อ
ประชุมปรึกษาหารอื เกี่ยวกับทักษะของนกั เรียน และมีการวางแผนร่วมกัน รูปแบบน้ีเหมาะกับโรงเรียนขนาดเล็ก
ทมี่ จี านวนเดก็ ท่มี คี วามตอ้ งการจาเปน็ พเิ ศษไม่มากนัก

2. รูปแบบการร่วมทีม (Teaming Model) ในรูปแบบนี้ครูการศึกษาพิเศษจะได้รับมอบหมายให้
รับผิดชอบในการร่วมทีมกบั ครูท่ีสอนช้ันเรยี นรวม เชน่ ในสาย ป.2 (ครทู ส่ี อนชั้น ป.2/1 และ ป.2/2) ครกู ารศึกษา
พเิ ศษมหี น้าที่ใหข้ อ้ มูลแก่ครูในช้นั เรยี นรวมเกีย่ วกับเดก็ ที่มีความตอ้ งการจาเปน็ พิเศษในชัน้ เรียนรวม ใหค้ าแนะนา
เกย่ี วกับการปรับวธิ ีสอน การมอบหมายงานหรือการบ้าน การปรบั วิธีสอบ และการจัดการด้านพฤติกรรม เป็นต้น
โดยมีการวางแผนร่วมกันอย่างสม่าเสมอ เช่น สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง ครูท่ีเก่ียวข้องจะต้อง ทางานวางแผนร่วมกัน
เป็นทีมในการใหค้ วามช่วยเหลอื เด็กทีม่ คี วามต้องการจาเป็นพเิ ศษ

3. รูปแบบการร่วมมือ หรือ การร่วมสอน (Collaborative/Co Teaching Model) ในรูปแบบนี้ทั้งครู
การศึกษาพิเศษและครูผู้สอนในช้ันเรียนรวมร่วมมือกันในหลายลักษณะเพ่ือสอนนักเรียนทุกคน ท้ังนักเรียนท่ีมี
ความต้องการจาเป็นพิเศษและนักเรียนทั่วไปในชั้นเรียนรวม ร่วมมือกันรับผิดชอบในการวางแผนการสอน
การวัดผลประเมินผล การดูแลเก่ียวกับระเบียบวินัยและพฤติกรรมของนักเรียน นักเรียนจะได้รับบริการด้าน
การเรียนการสอนท่ีเหมาะสมกับวัย ได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนท่ีจาเป็น ตลอดจนการปรับการเรียนการสอน
ให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน ในรูปแบบนี้ครูทุกคนต้องประชุมกันเพ่ือวางแผนการเรียนเพ่ือให้การเรียน
การสอนดาเนนิ ไปดว้ ยดี อาจจาแนกออกเป็นรูปแบบย่อย ๆ ได้ 5 รูปแบบ คือ

3.1 คนหนง่ึ สอนคนหนงึ่ ช่วย (One Teacher-One Supporter) เปน็ การสอนที่ครู 2 คนรว่ มกันสอน
ช้ันเดียวกันในเวลาเดียวกัน เน้ือหาเดยี วกนั ครูคนท่เี ชยี่ วชาญในเน้ือหากว่าเปน็ ผู้สอนสว่ นครอู กี คนหนึ่งท่ีเชี่ยวชาญ
ในเน้อื หาน้นั ๆ นอ้ ยกว่าเป็นผคู้ อยใหค้ วามชว่ ยเหลอื นักเรยี น นกั เรียนอาจถามครูคนใดคนหนง่ึ ก็ได้ เม่อื นกั เรยี นมี
คาถาม เพราะมีครู 2 คน อย่ใู นหอ้ งเรยี นในเวลาเดียวกัน

3.2 การสอนพรอ้ ม ๆ กนั (Parallel Teaching) เปน็ การแบ่งนกั เรียนในช้นั เรียนออกเป็นกลมุ่ ๆ
หลังจากการสอนด้วยการบรรยายหรืออธิบายเสร็จเรียบร้อยแล้ว ครูอาจมอบงานให้นักเรียนแต่ละกลุ่มทาไป
พรอ้ มกนั การสอนแบบน้ีเหมาะสาหรับห้องเรียนท่ีมีจานวนนกั เรยี นไม่มากนัก ครูจะมโี อกาสดูแลนักเรยี นได้อย่าง
ท่ัวถึง สามารถตอบคาถามนักเรียนได้แทบทุกคน และสาหรับนักเรียนบางคนที่ไม่เข้าใจเนื้อหาบางตอน ครูอาจ
อธบิ ายซา้ หรือสอนซ้าได้

3.3 ศนู ย์การสอน (Station Teaching) บางครง้ั อาจเรยี กว่า ศนู ยก์ ารเรยี น (Learning Centers)

คู่มือการดาเนินงานจดั การเรยี นรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 21

ในรูปแบบนีค้ รูจะแบง่ เนอ้ื หาวชิ าออกเปน็ ตอน ๆ แตล่ ะตอนจะจดั วางเนอ้ื หาได้ตามสถานีตา่ ง ๆ (Stations)
ภายในช้ันเรยี น ใหน้ ักเรยี นศกึ ษาตามสถานีตา่ ง ๆ ตามเวลาทกี่ าหนด และหมนุ เวียนกนั จนครบทุกสถานจี งึ จะ
ไดเ้ นอื้ หาวิชาครบถว้ นตามทคี่ รกู าหนด ขอ้ ดขี องรปู แบบน้คี ือครอู าจใช้เวลาในขณะท่นี ักเรยี นอืน่ กาลังเรียนรู้
ดว้ ยตนเองสอนนกั เรียนทมี่ คี วามตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษเป็นรายบคุ คล ทาให้นักเรยี นเข้าใจส่ิงทีเ่ รียนมากขน้ึ

3.4 การสอนทางเลือก (Alternative Teaching Design) ในการสอนแบบนี้จะต้องมีครูอย่างน้อย
2 คน ใน 1 ห้องเรียน ครูคนแรกจะสอนเนื้อหาวิชาให้แก่นักเรียนทั้งชั้น หลังจากน้ันจึงแบ่งกลุ่มเพื่อทากิจกรรม
ครูคนหน่ึงจะสอนนักเรียนกลุ่มท่ีเก่งกว่า เพื่อให้ได้เนื้อหาและกิจกรรมเชิงลึกในขณะท่ีครูอีกคนหนึ่งสอนนักเรียน
กลุ่มที่อ่อนกว่า เพื่อให้นักเรียนได้เลือกทากิจกรรมตามท่ีตนมีความสามารถ ข้อดีของการสอนแบบน้คี ือ นักเรยี น
ทมี่ ีศกั ยภาพสงู กว่าไดเ้ ลือกเรยี นในสง่ิ ทีย่ าก ขณะท่ีนกั เรียนที่มศี ักยภาพน้อยกวา่ ได้เลือกเรียนตามศกั ยภาพของตน
ครูมีโอกาสสอนทักษะเดิมซ้าสาหรับนักเรียนที่ยังไม่เกิดทักษะท่ีต้องการ เหมาะสาหรับช้ันเรียนวิชาคณิตศาสตร์
หรือวชิ าอ่นื ที่มีเน้อื หายากงา่ ยตา่ งกัน

3.5 การสอนเป็นทีม (Team Teaching) เป็นรูปแบบที่ครูมากกว่า 1 คน รวมกันสอนห้องเรียน
เดยี วกันในเน้อื หาเดียวกนั เป็นการสอนท้งั ห้องเรียนแตไ่ ม่จาเป็นตอ้ งสอนในเวลาเดยี วกัน โดยครอู าจแบง่ กันสอน
นักเรียนเปน็ รายบุคคลโดยเฉพาะอย่างยิง่ นักเรียนท่ีมีความต้องการจาเปน็ พเิ ศษทมี่ ีขอ้ จากดั ในการเรยี นเนอ้ื หาวิชา
นอกจากน้ี Gartner & Lipsky (1997) อ้างใน สมพร หวานเสร็จ (2543) ได้เสนอรูปแบบการเรียนรวมไว้หลาย
รูปแบบ บางรูปแบบคล้ายกับที่คาร์ทเสนอไว้ แตท่ ่ีตา่ งออกไปมี 2 รูปแบบ คือ

1. รูปแบบห้องเสริมวิชาการ (Resource Room Model) เปน็ การนานักเรยี นทม่ี ีความต้องการ
จาเป็นพิเศษนามาสอนในห้องที่จัดไว้ต่างหาก เป็นการนานักเรียนออกจากห้องเรียน (Pull-out Program)
เน่ืองจากหอ้ งเสรมิ วิชาการเปน็ หอ้ งทม่ี ีอุปกรณก์ ารเรียนการสอน แบบเรียน แบบฝึกที่ครบถ้วน ใช้เป็นห้องเรยี น
สาหรบั กล่มุ เฉพาะ ใชฝ้ กึ ทักษะตา่ ง ๆ เฉพาะกลุ่ม หอ้ งเสรมิ วชิ าการเปน็ รปู แบบการเรียนรวมบางเวลา นั่นคอื
บางเวลาเรยี นรวมชน้ั เดยี วกันกับเด็กทั่วไป บางเวลามาเรยี นในหอ้ งเฉพาะ เพ่ือฝกึ ทกั ษะเฉพาะบางประการ

2. รปู แบบผู้ช่วยครู (Teacher-Aid Model) เป็นการจดั ให้มีผ้ชู ่วยครู 1 คน สาหรับ 1 หอ้ งเรียน
ผู้ช่วยครูจะอยู่ในห้องเรียนขณะท่ีครูท่ัวไปกาลังทาการสอน ผู้ช่วยครูจะนั่งอยู่กับนักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็น
พเิ ศษท่ผี ชู้ ว่ ยครูไดร้ ับมอบหมายให้ช่วยเหลอื หน้าทข่ี องผู้ช่วยครู คอื คอยอธิบายเพิ่มเติมตามทีค่ รูสอน ช่วยดึงให้
นกั เรียนสนใจบทเรียน หากนกั เรียนเริม่ ไม่มสี มาธิ ตลอดจนตอบคาถามของนักเรียนในเนือ้ หาวิชาท่ีเรียน ผูช้ ่วยครู
จะต้องได้รบั การอบรมเก่ยี วกับภารกิจที่ตอ้ งปฏบิ ัตใิ นห้องเรียน

อยา่ งไรก็ตาม การเลือกรปู แบบการเรยี นรวมข้ึนอยู่กบั การตดั สนิ ใจของคณะกรรมการจดั ทา
แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล โดยต้องพจิ ารณาจากศักยภาพ ความสามารถ และข้อจากัดของนักเรียนแต่ละบุคคล
โดยต้องคานึงถึงหลักการของสภาพแวดล้อมท่ีมีข้อจากัดน้อยที่สุดและให้นักเรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษ
ไดเ้ รียนรวมในชนั้ เรียนรวมไดม้ ากทสี่ ดุ

กระบวนกำรใหบ้ รกิ ำรทำงกำรศกึ ษำแบบเรียนรวม
การจัดการเรียนการสอนในชั้นเรยี นรวม ครูผู้สอนจาเป็นต้องสารวจนักเรียนในชั้นของตนเพือ่ ทราบวา่

มีนักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษหรือไม่ โดยการสังเกตและประเมินอย่างไมเ่ ป็นทางการ ท้ังทางกายภาพ
อารมณ์ สังคม พฤติกรรม และความสามารถในการเรยี นรู้ ซ่ึงนักเรียนที่มคี วามต้องการจาเป็นพเิ ศษบางประเภท
สามารถระบไุ ด้ชดั เจนจากความบกพร่องที่ปรากฏเหน็ เด่นชัดและข้อมูลเบอ้ื งต้น รวมทงั้ นกั เรียนบางคนอาจได้รับ
การวินิจฉัยจากแพทย์และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการตามกฎหมาย ซึ่งกรณีเหล่านี้ ครูผู้สอนสามารถ
จัดบริการทางการศึกษาตามความต้องการจาเป็นของนักเรียนได้ตามกระบวนการจัดทาแผนการจัดการศึกษา

คมู่ อื การดาเนินงานจดั การเรยี นรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 22

เฉพาะบคุ คล (Individualized Education Program: IEP) แตน่ กั เรียนทมี่ ีความต้องการจาเปน็ พิเศษบางประเภท
ไมส่ ามารถระบุความต้องการบริการการศึกษาพิเศษได้ทนั ที เนอ่ื งจากมีความพกิ ารหรือความต้องการจาเป็นพิเศษ
ทีไ่ มส่ ามารถตดั สนิ ได้ดว้ ยการสังเกตหรอื ขอ้ มูลเบ้ืองต้นเพียงเท่าน้นั ครูผู้สอนจงึ จาเป็นตอ้ งดาเนนิ การประเมินเพ่ือ
ทราบความต้องการจาเป็นพิเศษของนักเรียนแต่ละคน และจัดการเรียนการสอนให้นักเรียนได้อย่างเหมาะสม
ซ่ึงกระบวนการเหล่าน้ีประกอบด้วย การคัดกรอง (Screening) การประเมิน (Assessment) การจัดโปรแกรม
การให้บริการ (Placement) การวัดและประเมินผลความก้าวหน้า (Evaluation and Progress monitoring)
และการประเมนิ ซ้า (Reevaluation) (Hardin, Roach-Scott, & Peisner-Feinberg, 2007)

1. กำรคดั กรอง (Screening)
การคัดกรองเปน็ ขน้ั ตอนแรกที่ครผู ูส้ อนในชน้ั เรยี นรวมต้องดาเนินการเพือ่ จาแนกนกั เรยี นที่มีความ

ต้องการจาเป็นพิเศษประเภทต่าง ๆ ในข้ันตอนนี้ครูผู้สอนอาจใช้แบบคัดกรองคนพิการทางการศึกษาของสานัก
บรหิ ารงานการศกึ ษาพิเศษ เปน็ เครือ่ งมือคัดกรองในเบื้องตน้ เพอ่ื วางแผนการใหค้ วามชว่ ยเหลอื ในลาดบั ต่อไป

เมื่อพบนักเรียนทีอ่ าจสงสยั วา่ มีความบกพร่องบางประเภท เชน่ ทางการเหน็ ทางการไดย้ ิน หรอื ทาง
ร่างกายครูผ้สู อนต้องดาเนินการส่งตอ่ เพอ่ื ให้แพทยห์ รอื ผ้เู ชีย่ วชาญประเมินเพอื่ วินิจฉัยเพิ่มเตมิ กอ่ นท่ีจะดาเนินการ
วางแผนการให้บริการทางการศึกษาพิเศษต่อไป ในกรณีนักเรียนบางคนอาจมีความบกพร่องอื่นใดท่ีสงสัยว่าอาจ
ต้องการบรกิ ารพิเศษทางวิชาการหรอื พฤติกรรม คณุ ครูต้องพิจารณาใหค้ วามช่วยเหลือก่อนระบุว่านกั เรยี นมีความ
ต้องการจาเป็นพิเศษ ซึ่งการให้ความช่วยเหลืออาจทาได้หลายวิธี เช่น การใช้การแก้ปัญหา (Problem-solving)
การประเมินการทางานจริง (Functional Assessment) การใช้ข้อกาหนดมาตรฐาน (standard protocol) หรือ
การตอบสนองต่อความช่วยเหลือ (Response to Intervention) ในที่น้ีจะยกตัวอย่างรูปแบบการตอบสนองต่อ
ความช่วยเหลอื (Response to Intervention) หรอื RTI ท่ีคณุ ครูสามารถนาไปใชเ้ พ่อื ชว่ ยเหลอื นกั เรียนกอ่ น การ
ประเมินนกั เรยี นเพ่อื วนิ จิ ฉยั ซง่ึ RTI แบง่ การใหค้ วามช่วยเหลือเปน็ ระดับ ดงั นี้

ระดับท่ี 1 จดั การเรียนการสอนทม่ี คี ณุ ภาพในชัน้ เรียนให้แก่นกั เรยี นที่เส่ยี งต่อความล้มเหลวทาง
การศึกษา ต้องการการช่วยเหลือเป็นพิเศษ โดยอาจปรับวธิ ีหรือใช้เทคนคิ การเรียนการสอน เพื่อให้ม่ันใจว่าความ
ยากลาบากในการเรียนรไู้ ม่ไดเ้ กดิ จากการไดร้ ับการเรยี นการสอนท่ไี มเ่ พียงพอและเหมาะสม การช่วยเหลือในระดบั
นี้ใช้เวลาไม่เกิน 8 สัปดาห์ ซึ่งระหว่างนี้ต้องมีการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด หากนักเรียนมีพัฒนาการ
ที่กา้ วหนา้ เพียงพอจะกลับไปรับบริการในฐานะนกั เรียนทว่ั ไป แต่หากนกั เรยี นมีพัฒนาการไมด่ ขี ึ้น ครผู ูส้ อนตอ้ งจัด
ให้การช่วยเหลือในขน้ั ต่อไป

ระดับที่ 2 เปน็ การให้ความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มสาหรบั นกั เรียนท่ีไม่สามารถพฒั นาโดยการชว่ ยเหลือ
ในระดับที่ 1 โดยจัดการเรยี นการสอนที่เข้มขน้ ข้นึ ให้นักเรียนกลมุ่ เลก็ ๆ ในชนั้ เรยี นรวม โดยทั่วไปในนกั เรยี นระดับ
อนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มักเป็นการเรียนการสอนด้านการอ่านและคณิตศาสตร์ และการช่วยเหลือใน
ระดับนไ้ี มค่ วรเกิน 1 ปกี ารศึกษาหากนักเรยี นไมม่ ีความก้าวหน้าจากการชว่ ยเหลือในระดับน้ีต้องให้การชว่ ยเหลือ
ในระดบั ท่ี 3

ระดับที่ 3 เป็นการใหค้ วามช่วยเหลืออยา่ งเข้มข้นรายบคุ คล โดยการจัดการเรียนการสอนใหต้ รงตาม
ทักษะต่าง ๆ ท่ีนักเรียนขาดไป หากการช่วยเหลือในระดับนี้ไม่ได้ผลนักเรียนยังไม่สามารถแสดงผลการพัฒนา
ที่ก้าวหน้าตามระดับอายุของนักเรียน จาเป็นต้องมีการประเมินเพื่อพิจารณาบริการทางการศึกษาพิเศษให้แก่
นักเรยี น โดยใชข้ อ้ มูลจากการช่วยเหลอื ในระดบั ท่ี 1, 2 และ 3 ประกอบการพจิ ารณา (Newton, 2014)

2. กำรประเมินเพอ่ื วนิ ิจฉยั (Assessment)
เมื่อคัดกรองและให้การชว่ ยเหลือนกั เรยี นท่ีเส่ยี งต่อความลม้ เหลวทางการศึกษาแล้ว นักเรียนยังไม่

คูม่ อื การดาเนนิ งานจดั การเรียนรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 23

สามารถพัฒนาตนเองให้มีความก้าวหน้าตามระดับความสามารถของนักเรียนท่ัวไปได้ จาเป็นต้องดาเนินการ
ประเมินเพื่อวินิจฉัยว่านักเรียนมีคุณสมบัติท่ีจะได้รับบริการทางการศึกษาพิเศษหรือไม่ ซ่ึงในการประเมินเพ่ือ
วินิจฉัยต้องดาเนินการในรปู ของคณะกรรมการท่ีประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง คุณครูประจาชั้น
นักจิตวิทยา ครูการศึกษาพิเศษ เป็นต้น โดยทาการประเมินทุกด้านท่ีสงสัยว่านักเรียนจะมีความบกพร่อง เพ่ือ
รวบรวมขอ้ มูลเกี่ยวกบั ความสามารถในด้านต่าง ๆ ที่แทจ้ ริงของนักเรยี นอยา่ งละเอยี ด นอกจากนี้ ข้อมลู ท่ีได้รับยัง
เป็นประโยชน์และสามารถนาไปใช้ประกอบกับการวางแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลสาหรับนักเรียนอีกด้วย เมื่อ
คณะกรรมการลงความเห็นว่านักเรียนมีคุณสมบัติสมควรได้รับบริการทางการศึกษาพิเศษและบริการอ่ืน ๆ
คณะกรรมการตอ้ งดาเนนิ การตัดสนิ ใจจดั โปรแกรมและวางแผนการศึกษาใหแ้ ก่นักเรียนในลาดบั ต่อไป

3. กำรจัดโปรแกรมกำรศกึ ษำ (Placement)
หลังจากคณะกรรมการประเมนิ เพ่ือวินจิ ฉยั ให้ความเห็นว่านักเรียนจาเปน็ ต้องได้รับบริการการศึกษา

พิเศษแล้ว ข้ันตอนต่อไปคือการพจิ ารณาจัดโปรแกรมการศึกษาใหแ้ ก่นกั เรียนว่านักเรียนควรได้รบั การศึกษาและ
บริการอะไรบา้ ง มีแผนการจดั การศกึ ษาอยา่ งไร ในข้ันตอนนี้ตอ้ งจัดทาแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP) ซงึ่
เปน็ แผนท่ใี ช้ในการจัดการศกึ ษาสาหรบั นักเรยี นทม่ี ีความต้องการจาเป็นพเิ ศษรายบคุ คล โดยกาหนดเปา้ หมายและ
บริการทางการศึกษาที่สอดคล้องต่อความต้องการจาเป็นของนักเรียน ในการจัดทาแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล
(IEP) คณะกรรมการต้องพิจารณาโปรแกรมการศึกษาท่ีเหมาะสมสาหรับนักเรียน เป้าหมายระยะยาวและสั้น
รวมถึงส่ือ สิ่งอานวยความสะดวก ความช่วยเหลือท่ีสมเหตุสมผล และบริการต่าง ๆ ท่ีสนับสนุนให้นักเรียนได้รบั
การศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียมในชั้นเรียนรวมในระยะ 1 ปีการศึกษา ก่อนนาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ
บุคคลน้ีไปใช้ประกอบการจัดการศึกษาให้นกั เรยี นที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษในชั้นเรยี นรวมภายหลังแผนการ
จัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคลได้จดั ทาแลว้ เสร็จโดยเร็วที่สุด นอกจากแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลแล้ว ยงั มกี าร
จัดทาแผนเปล่ียนผ่านรายบุคคล (Individualized Transition Plan: ITP) เพื่อวางแผนการเตรียมพร้อมเปล่ียน
ผ่านนักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษไปสู่ชีวิตภายหลังสาเร็จการศึกษา ซึ่งโดยท่ัวไปแผนการเปล่ียนผ่าน
รายบคุ คลจะจดั ทาในระยะ 3 ปกี ารศกึ ษากอ่ นนกั เรยี นสาเรจ็ การศกึ ษา

4. กำรวดั และประเมินผลควำมกำ้ วหนำ้ (Evaluation and Progress monitoring)
เมือ่ จัดทาแผน IEP เรียบร้อยแลว้ คุณครูและผ้ใู ห้บริการท่ีเกี่ยวข้องท่รี ะบุไว้ในแผนตอ้ งรับทราบและ

ดาเนินการตามหนา้ ทร่ี บั ผดิ ชอบที่ระบไุ ว้ในแผน IEP โดยตอ้ งมกี ารประเมินแผน IEP อย่างน้อยภาคเรยี นละ 1 คร้ัง
เพอ่ื ทบทวนและปรบั แก้ไขแผนตามความเหมาะสม ระหว่างจัดบรกิ ารการศึกษาใหน้ ักเรียนท่มี ีความต้องการจาเป็น
พิเศษตามแผน IEP คุณครูผู้สอนต้องทาการประเมินความกา้ วหนา้ ของนักเรยี นเป็นระยะตามท่ีระบไุ ว้ในแผน IEP
และรายงานความกา้ วหนา้ ให้ผปู้ กครองรับทราบอยา่ งสม่าเสมอ

5. กำรประเมนิ ซำ้ (Reevaluation)
หลังจากที่นักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษได้รับบริการการศึกษาพิเศษแล้ว ต้องจัดให้มีการ

ประเมินซา้ อยา่ งน้อยทกุ 3 ปี หรอื ตามทคี่ ุณครหู รอื ผ้ปู กครองรอ้ งขอ เพอื่ ทบทวนว่านักเรยี นยังคงมีคณุ สมบตั ิได้รับ
บริการทางการศึกษาพเิ ศษหรือไม่ หากพบว่านักเรียนมีพฒั นาการท่ีดีข้ึนอย่างต่อเนอื่ งจนใกล้เคียงกับเด็กท่ัวไปก็
ควรได้รบั การสง่ ตอ่ ใหเ้ ข้าเรยี นในระบบการศึกษาทวั่ ไปต่อไป

สรุปได้ว่ากระบวนการจัดการศึกษาสาหรับนักเรียนพิการเรยี นรวมหรือท่ีนักเรียนท่ีมีความต้องการ
จาเป็นพิเศษมีการดาเนินงานเป็นข้ันตอนได้แก่ การคัดกรอง การประเมินเพอื่ วินจิ ฉัย การจัดโปรแกรมการศกึ ษา
การวัดและประเมินผลความก้าวหน้า และการประเมินซ้า ซึ่งกระบวนการเหล่านี้จะนาไปสู่การจัดการเรียนการ
สอนท่มี คี ณุ ภาพให้แกน่ กั เรียนท่ีมีความตอ้ งการจาเปน็ พิเศษในชั้นเรียนรวมได้บรรลเุ ป้าหมายและประสบผลสาเร็จ

ค่มู อื การดาเนนิ งานจดั การเรยี นรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 24

ตอนที่ 5
แนวทำงกำรดำเนนิ งำนจดั กำรศึกษำแบบเรยี นรวม

การจัดการเรยี นรวมสาหรับสถานศึกษาข้ันพน้ื ฐานจาเป็นตอ้ งจัดการเรยี นรู้ท่ีสอดคล้องกับความต้องการ
จาเป็นของแต่ละบุคคล ซ่ึงในปัจจุบันกระทรวงศึกษามีการประกาศใช้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช
2560 โดยมุ่งเน้นพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านอารมณ์และจิตใจ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา ใน 6
กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี กิจกรรมเสริมประสบการณ์
กิจกรรมกลางแจ้ง และกิจกรรมเกมการศึกษา และมีการประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) โดยแบ่งเป็น 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ประกอบด้วย กลุ่มสาระการ
เรียนร้ภู าษาไทย กล่มุ สาระการเรียนรคู้ ณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี กลมุ่ สาระการ
เรียนรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม กล่มุ สาระการเรยี นรู้ศลิ ปะ กลมุ่ สาระการเรียนรู้การงานอาชีพ กลุ่มสาระ
การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา และกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ รวมไปถึงกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน
เพ่ือให้นักเรียนได้รับการพัฒนารอบด้านตามจุดเป้าหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน โดยมุ่ง
พัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกาหนดเป็น
จดุ หมาย เพือ่ ให้เกดิ กบั ผ้เู รียนเมอื่ จบการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน (สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา, 2551)

ดังน้ันคู่มือการดาเนินงานจัดการเรยี นรวม สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1
เล่มนี้จะนาเสนอแนวปฏิบัติในด้านต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับโครงสรา้ งซที (SEAT) ท่ีใช้เป็นกรอบในการดาเนนิ งาน
จัดการเรียนรวม ซ่ึงจะส่งผลให้การดาเนินงานจัดการเรียนรวมน้ันเกิดประสิทธิภาพสูงสุด เม่ือมีการรับนักเรียน
พิการหรือนักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษเข้าศึกษาในโรงเรียน ผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา
คณะกรรมการสถานศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน ผู้ปกครองนักเรยี น และผู้ท่เี กีย่ วขอ้ งเป็นฟนั เฟืองทส่ี าคัญในการขับเคล่ือนให้
เกดิ การจัดการเรยี นรวมขึ้นในโรงเรยี น โดยมีลาดับขน้ั ตอนการดาเนินการจัดการเรยี นรวมภายในสถานศึกษา ดงั นี้

ข้นั ที่ 1 ขัน้ เตรยี มความพร้อมกอ่ นการจดั การเรียนรวม
ขน้ั ที่ 2 ขนั้ จัดการเรยี นรวม
ขัน้ ท่ี 3 ข้นั สรุปและประเมนิ ผลการจดั การเรยี นรวม

ขน้ั ท่ี 1 ขน้ั เตรยี มควำมพรอ้ มกอ่ นกำรจดั กำรเรียนรวม

ขั้นเตรียมความพร้อมก่อนการจัดการเรียนรวม เป็นขั้นตอนท่ีสาคัญเป็นลาดับแรกในการดาเนินการ
จัดการเรียนรวม ซึ่งเป็นการตรวจสอบความพร้อมและดาเนินการจัดเตรยี มส่ิงที่เก่ียวข้องกบั การจัดการเรยี นรวม
ให้เป็นระบบ โดยโรงเรียนต้องยึดเป็นหลักสาคัญในการพฒั นากระบวนการจัดการเรยี นรวมให้มีคุณภาพและเกิด
ประสิทธผิ ลบรรลตุ ามวัตถุประสงคข์ องการดาเนนิ งาน ในขัน้ เตรยี มความพร้อมด้านการจดั การเรยี นรวม มขี ้นั ตอน
ที่สาคัญ ดังน้ี

1. การวิเคราะหส์ ภาพปจั จุบนั ของสถานศึกษา
2. การวางแผนการจัดการเรียนรวมของสถานศึกษา
3. การพัฒนาสถานศกึ ษาและเคร่อื งมือเตรยี มความพรอ้ มสู่การจัดการเรยี นรวม
1. กำรวิเครำะห์สภำพปัจจบุ นั ของสถำนศึกษำ
1.1 กำรสำรวจและตรวจสอบควำมพรอ้ มของโรงเรียน

เป็นขั้นตอนการสารวจและตรวจสอบความพร้อมของโรงเรียนที่จัดการเรียนรวม โดยผู้ที่เกี่ยวข้อง
ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพ้ืนฐาน ผู้ปกครองนักเรียน
ประชุมร่วมกันเพื่อตรวจสอบความพร้อมของโรงเรียน โดยตรวจสอบผลการดาเนินงานของโรงเรียนที่ผ่านมา

คู่มือการดาเนินงานจดั การเรยี นรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 25

รวมถึงแนวทางท่ีจะสามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต โดยมุ่งพัฒนานักเรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษภายใต้
บรบิ ทของโรงเรียน

วิธดี ำเนนิ กำร
1) ผู้บรหิ าร ครูและบคุ ลากรทางการศึกษาในโรงเรยี นประสานงานผูท้ ี่เก่ียวขอ้ ง เพ่ือนัดหมายการประชุม

เชน่ คณะกรรมการสถานศึกษาข้นั พื้นฐาน ผ้ปู กครองนกั เรียน
2) ผ้ทู ่เี กี่ยวข้องรว่ มประชมุ เพ่ือตรวจสอบความพร้อมของโรงเรียน โดยตรวจสอบผลการดาเนนิ งานของ

โรงเรียนที่ผ่านมา รวมถึงแนวทางที่จะสามารถพัฒนาต่อไปได้ในอนาคต โดยมุ่งพัฒนานักเรียนท่ีมีความต้องการ
จาเป็นพิเศษภายใต้บรบิ ทของโรงเรยี น พิจารณาจากประเด็นท่ีสาคัญ เชน่

- การปรับหลกั สตู รให้สอดคลอ้ งกบั ความบกพร่องของนักเรียนทีม่ ีความตอ้ งการจาเปน็ พิเศษ
- ความพร้อมของบคุ ลากรในการจัดการเรยี นรวม
- อาคารสถานท่แี ละสภาพแวดลอ้ มท่ีเหมาะสม
- จานวนส่อื เทคโนโลยี สิง่ อานวยความสะดวก ท่ีจาเปน็ ตอ่ การเรียนรู้
- การวัดและประเมินผลที่สอดคลอ้ งกบั ศักยภาพในการเรยี นร้ขู องนักเรียนทมี่ คี วามตอ้ งการจาเปน็
พิเศษ
3) สรปุ ผลการประชมุ เพอ่ื วางแผนการพฒั นาคุณภาพการศึกษาการจดั การเรยี นรวม และเตรียม
ความพร้อมจดั การเรียนรวมสาหรับนักเรียนท่มี คี วามตอ้ งการจาเปน็ พิเศษ
เครอื่ งมือท่ีใช้ในกำรดำเนินกำร
1) ระเบียบวาระการประชมุ
2) หลกั สูตรสถานศกึ ษา
3) ระเบียบการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้ของสถานศึกษา
4) ขอ้ มลู สารสนเทศ แหลง่ การเรียนรู้ อาคารสถานท่ี ส่ือ เทคโนโลยี สง่ิ อานวยความสะดวก สรุปแผนผงั
การดาเนินงาน ดังน้ี

คมู่ อื การดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 26

แผนภมู ิท่ี 1 ขน้ั ตอนดำเนนิ กำรตรวจสอบควำมพร้อมของโรงเรยี น

ประสานงานผู้ทีเ่ กีย่ วข้องเพอื่ เข้ารว่ มประชุม ตวั อย่ำงประเด็นท่สี ำคญั :
(ต้นเดอื นพฤษภาคม ของทกุ ป)ี - การปรบั หลักสูตรใหส้ อดคลอ้ งกับ
ความบกพร่องของนกั เรียนทม่ี คี วาม
ประชุมสารวจและตรวจสอบผลการดาเนินงาน ตอ้ งการจาเป็นพิเศษ
ของโรงเรียนท่ีมีอยแู่ ละสามารถพฒั นาใหเ้ กดิ ขน้ึ - บคุ ลากรท่ีผา่ นการอบรม มคี วามรู้
ได้ รับผดิ ชอบงานการจดั การเรียนรวม
- อาคารสถานทแ่ี ละสภาพแวดล้อม
สรุปผลการประชมุ ทีเ่ หมาะสมกบั นกั เรียนทค่ี วามต้องการ
จาเปน็ พิเศษ
ระดับความพร้อม สิ่งทีต่ อ้ งพฒั นาเพม่ิ เติม - จานวนสอื่ เทคโนโลยี สงิ่ อานวย
ความสะดวกทจ่ี าเปน็ ต่อการเรยี นรู้
ความพร้อมในการจัดการเรยี นรวม ของนักเรียนท่มี ีความต้องการจาเปน็
1) จดั การเรยี นรวมทุกประเภท พิเศษ
2) จัดการเรียนรวมบางประเภท - การวัดและประเมนิ ผลที่สอดคล้อง
กบั ศกั ยภาพในการเรียนรขู้ องนักเรยี น
วางแผนดาเนนิ งานการเตรียมความพร้อม ท่ีมคี วามต้องการจาเปน็ พเิ ศษ
สาหรับการจัดการเรียนรวม
เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นกำรดำเนินงำน :
1) ระเบยี บวาระการประชุม
2) หลักสูตรสถานศกึ ษา
3) ระเบียบการวดั และประเมนิ ผล
การเรยี นรู้ของสถานศกึ ษา
4) ข้อมลู แหลง่ การเรยี นรู้
อาคารสถานที่ สอื่ เทคโนโลยี
สิ่งอานวยความสะดวก

คู่มือการดาเนินงานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 27

1.2 กำรวำงแผนกำรจัดกำรเรยี นรวมของสถำนศึกษำ

การวางแผนการจดั การเรียนรวมเปน็ ขั้นตอนการประชุมและวางแนวทางการดาเนินงานเพื่อเตรียม
ความพร้อมของโรงเรียนทีเ่ ก่ียวข้องกบั การจดั การเรยี นรวม โดยผทู้ เี่ กย่ี วข้อง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู
บคุ ลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน ผู้ปกครองนกั เรียนประชมุ ร่วมกนั เพ่ือวางแผน
การดาเนนิ งานการเตรยี มความพร้อมของโรงเรยี น โดยมุ่งพัฒนานักเรยี นทีม่ คี วามตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษภายใต้

บรบิ ทการดาเนินงานของโรงเรียน
วธิ ีดำเนนิ กำร
1) ผู้บริหารประสานงานผทู้ ่ีเก่ียวขอ้ ง เช่น ครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษาในโรงเรียนคณะกรรมการ

สถานศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน ผ้ปู กครองนักเรียน เพ่อื นัดหมายการประชมุ ในต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี
2) ผ้ทู ี่เกีย่ วขอ้ งรว่ มประชมุ เพ่อื วางแผนและกาหนดแนวทางการเตรียมความพรอ้ มการจดั การเรียนรวม

ของโรงเรียน
ตวั อยำ่ งกำรวำงแผนและกำหนดแนวทำงกำรเตรยี มควำมพรอ้ มโรงเรยี น

ประเดน็ กำรเตรยี มควำมพร้อม แนวทำงกำรดำเนนิ งำน ผูร้ บั ผดิ ชอบ
1) การพฒั นาองคค์ วามรู้และปรับ นางสมศรี จติ ใจดี
เจตคตดิ า้ นการจดั การเรยี นรวม 1.1) จัดทาโครงการ แตง่ ตั้ง และคณะกรรมการ
สาหรับผู้ปกครองและผเู้ กี่ยวข้อง คณะกรรมการดาเนนิ งาน
และกาหนดปฏิทิน นายมนสั รบั ชอบ
2) การเตรียมความพรอ้ มของครู 1.2) ประสานงานผเู้ ชย่ี วชาญ/ และคณะกรรมการ
และบุคลากรทางการศึกษา วิทยากร
1.3) ดาเนนิ การจัดกิจกรรม นางสาวชนื่ จิต รกั ขยนั
3) การปรบั หลกั สตู รสถานศึกษา 1.4) ประเมินความพึงพอใจ และคณะกรรมการ
สาหรับนักเรยี นที่มคี วามต้องการ 1.5) สรปุ ผลการดาเนนิ งาน
จาเปน็ พเิ ศษ
2.1) สร้างความตระหนักถึงเหตผุ ล
ท่ีตอ้ งจดั การเรียนรวมใหม้ คี ณุ ภาพ
2.2) วางแผนพัฒนาบคุ ลากรใน
สถานศึกษาให้มคี วามรู้ระบวนการ
ในการจดั การเรยี นรวม
2.3) พัฒนาองค์ความรู้ด้านการ
จัดการเรียนรวมใหผ้ ู้ทเี่ กยี่ วขอ้ ง

3.1) แต่งตง้ั คณะกรรมการปรับ
หลักสตู รสถานศกึ ษา
3.2) ศึกษาหลักสูตรสถานศกึ ษา
และลักษณะความพิการ
3.3) ปรับหลักสูตรสถานศึกษา
(ปรับตวั ชวี้ ัดหรอื เพิม่ รายละเอยี ด
ของการจดั การเรยี นร้สู าหรับ
นักเรยี นท่มี ีความต้องการจาเป็น
พิเศษ)

คมู่ อื การดาเนนิ งานจดั การเรียนรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 28

ประเดน็ กำรเตรยี มควำมพร้อม แนวทำงกำรดำเนนิ งำน ผรู้ บั ผดิ ชอบ
นายมนัส รบั ชอบ
4) การจดั บรกิ ารสอ่ื เทคโนโลยี 3.4) ประเมนิ ผลการปรับหลักสตู ร และคณะกรรมการ
สง่ิ อานวยความสะดวกและบรกิ าร และนาไปใชใ้ นการจัดการเรยี นรวม นางสาวช่ืนจติ รกั ขยนั
และคณะกรรมการ
5) การพัฒนาระเบียบการวดั และ วางแผนจัดเตรียมสื่อ เทคโนโลยี
ประเมนิ ผลการเรียนรู้ของ สิง่ อานวยความสะดวกและบรกิ าร นายมนัส รบั ชอบ
สถานศกึ ษา โดยกาหนดแนวทางการรับบรกิ าร และคณะกรรมการ
และผรู้ ับผดิ ชอบ
6) การปรบั สภาพสิง่ แวดล้อมให้
เหมาะสมต่อการเรียนรขู้ อง 5.1) แตง่ ตง้ั คณะกรรมการวัดและ
นักเรียนท่ีมีความตอ้ งการจาเป็น ประเมินผลการเรียนรู้สถานศึกษา
พิเศษ 5.2) ปรบั การวัดและประเมินผล
ให้สอดคล้องกับศักยภาพนักเรยี น
ท่มี ีความตอ้ งการจาเปน็ พเิ ศษ (เพ่ิม
หัวข้อในระเบียบการวดั และ
ประเมินผลฯ หรือเพมิ่ รายละเอียด
ที่เกย่ี วกับนกั เรียนที่มีความตอ้ งการ
จาเป็นพิเศษในแต่ละหวั ข้อ)

6.1) วางแผนการปรบั สภาพ
แวดลอ้ มใหเ้ หมาะสมเพือ่ ให้
นักเรียนทีม่ คี วามต้องการจาเปน็
พเิ ศษเขา้ ถงึ การศึกษาท่มี ขี ้อจากดั
นอ้ ยทส่ี ดุ
6.2) ดาเนินการปรบั สภาพ
แวดลอ้ มให้มีความเหมาะสมและ
ปลอดภัย
6.3) ตรวจสอบและปรับสภาพ
แวดลอ้ มใหพ้ รอ้ มในการใช้งาน

3) สรปุ ผลการประชมุ การวางแผนการเตรยี มความพรอ้ มจัดการเรยี นรวมสาหรบั นกั เรียนทมี่ คี วาม

ต้องการจาเป็นพิเศษ
เคร่อื งมือทใี่ ชใ้ นกำรดำเนินกำร

1) ระเบียบวาระการประชมุ
2) หลกั สูตรสถานศกึ ษา
3) ระเบียบการวัดและประเมินผลการเรียนรขู้ องสถานศึกษา

4) ขอ้ มลู แหล่งการเรียนรู้ อาคารสถานที่ สอื่ เทคโนโลยี ส่งิ อานวยความสะดวกและบริการ
5) มาตรฐานการศึกษา ระดับการศึกษาปฐมวัย ระดับการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน และมาตรฐานเรียนรวม

6) คมู่ อื เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การจดั การเรยี นรวม
สรุปแผนผังการดาเนินงาน ดงั นี้

คู่มือการดาเนินงานจัดการเรยี นรวม สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 1 29

แผนภมู ทิ ี่ 2 ข้นั ตอนดำเนินกำรวำงแผนกำรจัดกำรเรยี นรวมของโรงเรียน

ประสานงานผู้ที่เก่ียวข้องเพอื่ เข้ารว่ มประชุม ตัวอยำ่ งประเดน็ ทส่ี ำคญั :
(ตน้ เดอื นพฤษภำคม ของทุกป)ี - การปรับเจตคตินกั เรียน ครู และบุคลากร
- การพัฒนาบุคลากร
ประชมุ วางแผนกาหนดแนวทางการดาเนินงาน
และการเตรียมความพรอ้ มของโรงเรียน - การเตรยี มความพร้อมของครูและ
บุคลากรทางการศกึ ษา
- การปรับหลกั สูตรสถานศกึ ษา
- การพัฒนาสอ่ื เทคโนโลยี ส่ิงอานวยความ
สะดวก และบรกิ าร
- การปรบั การวดั และประเมนิ ผล
- การปรบั สภาพแวดลอ้ มและอาคาร
สถานที่

ฯลฯ

จัดทาแผนการเตรียมความพรอ้ ม เครือ่ งมือทใี่ ชใ้ นกำรดำเนินงำน:
1) ระเบยี บวาระการประชุม
นาแผนการดาเนนิ งานเตรียมความพรอ้ ม
สาหรบั การจดั การเรยี นรวมสูก่ ารปฏบิ ตั ิ 2) หลกั สูตรสถานศกึ ษา
3) ระเบียบการวัดและประเมนิ ผล
การเรยี นรู้ของสถานศกึ ษา

4) ขอ้ มูลแหลง่ การเรียนรู้ อาคาร
สถานที่ สื่อ เทคโนโลยี สงิ่ อานวยความ

สะดวกและบริการ
5) มาตรฐานการศกึ ษา ระดับการศึกษา
ปฐมวยั ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน

และมาตรฐานเรยี นรวม
6) คมู่ อื เอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ งกับ

การจัดการเรียนรวม

ฯลฯ

คมู่ อื การดาเนนิ งานจดั การเรียนรวม สพป.พษิ ณุโลก เขต 1 30

1.3 กำรพฒั นำสถำนศกึ ษำและเครอ่ื งมอื เตรียมควำมพรอ้ มสูก่ ำรจัดกำรเรยี นรวม
การพฒั นาสถานศึกษาและเครอ่ื งมอื ในการดาเนินการ เปน็ ขั้นตอนการนาแผนการเตรียมความพร้อม

การจัดการเรียนรวมของโรงเรียนที่กาหนดไว้ไปสู่การปฏิบัติ โดยให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดาเนินการ ได้แก่ ผู้บริหาร
สถานศึกษา ครู บุคลากรทางการศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ผู้ปกครอง นักเรียนร่วมกัน
ดาเนินงานการเตรียมความพร้อมของโรงเรียน

วิธดี ำเนนิ กำร
1) ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษาในโรงเรียนทบทวนแผนการเตรียมความพร้อมการจัดการ

เรียนรวมของโรงเรียน เพอ่ื กาหนดปฏิทินการดาเนนิ งาน
2) ประสานงานกับผู้ท่ีเกี่ยวข้อง พร้อมท้ังจัดทาเอกสาร เคร่ืองมือ จัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ใน การ

ดาเนนิ งาน
3) ดาเนินกจิ กรรมตา่ งๆ ตามปฏิทนิ
ตัวอยา่ งกิจกรรมท่ตี ้องพัฒนา ดังน้ี
- จัดทาโครงการ งาน กิจกรรม หรอื แผนการพฒั นาคุณภาพการศึกษาการจัดการเรียนรวมของโรงเรียน
- พฒั นาปรบั ปรุงหลกั สูตรสถานศึกษาสาหรบั นกั เรยี นทม่ี คี วามต้องการจาเป็นพเิ ศษ
- พัฒนาระเบียบการวัดและประเมินผลการเรยี นรู้สาหรบั นักเรยี นทีม่ ีความต้องการจาเปน็ พิเศษ
- พัฒนามาตรฐานการเรียนรวม เพ่ือการประกนั คณุ ภาพภายในสถานศกึ ษา
- พัฒนาองค์ความรูด้ ้านการจดั การเรียนรวมสาหรบั ผบู้ ริหาร ครู บคุ ลากรทางการศึกษา คณะกรรมการ
สถานศกึ ษาขั้นพน้ื ฐาน และผปู้ กครองนักเรยี น
- ประสานงานกบั หนว่ ยงานที่เก่ียวข้อง เช่น เขตพื้นที่การศึกษา เพ่ือลงทะเบียนใช้งานระบบโปรแกรม

สารสนเทศ SET / ศูนยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจังหวดั เพื่อลงโปรแกรม IEP Online
4) ตดิ ตาม ตรวจสอบผลการดาเนนิ งาน
5) สรปุ ผลการดาเนนิ งาน
6) รายงานผลให้ผู้ทเ่ี กยี่ วขอ้ งทราบ

เครอ่ื งมือทีใ่ ช้ในกำรดำเนินกำร
1) แบบฟอรม์ โครงการ/โครงสร้างงาน/แผนการพฒั นาคุณภาพ
2) หลักสตู รสถานศกึ ษา
3) ระเบยี บการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรขู้ องสถานศึกษา
4) ข้อมลู แหล่งการเรยี นรู้ อาคารสถานที่ สือ่ เทคโนโลยี ส่ิงอานวยความสะดวก
5) มาตรฐานการศึกษา ระดบั การศกึ ษาปฐมวัย ระดบั การศกึ ษาข้นั พ้นื ฐาน และมาตรฐานเรยี นรวม
6) คมู่ ือการใช้งานระบบ แผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP) Online
7) คู่มอื เอกสารท่เี กยี่ วข้องกบั การจดั การเรยี นรวม
ฯลฯ

สรปุ แผนผงั การดาเนินงาน ดังน้ี

คู่มือการดาเนินงานจดั การเรยี นรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 31

แผนภมู ิที่ 3 ข้ันตอนดำเนนิ กำรพัฒนำสถำนศกึ ษำและเคร่อื งมอื ในกำรจดั กำรเรียนรวมของโรงเรยี น

ผบู้ ริหาร ครูและบุคลากรทางการศกึ ษา ตัวอย่ำงประเดน็ ทส่ี ำคญั :
ทบทวนแผนการเตรียมความพรอ้ ม - จดั ทาโครงการ งาน กจิ กรรม หรอื แผนการ
(ตน้ เดือนพฤษภำคม ของทุกป)ี พัฒนาคุณภาพการศกึ ษาการจัดการเรยี นรวม
ของโรงเรยี น
ประสานงานผทู้ เ่ี ก่ยี วข้องและจัดทาเอกสาร - พัฒนาปรับปรงุ หลักสตู รสถานศึกษาสาหรับ
เครื่องมือ วสั ดุอปุ กรณ์ นกั เรียนทีม่ ีความต้องการจาเปน็ พิเศษ
- พัฒนาระเบียบการวัดและประเมินผลการ
ดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ ตามปฏิทิน เรียนร้สู าหรบั นกั เรียนท่มี คี วามตอ้ งการ
จาเป็นพเิ ศษ
ตดิ ตาม ตรวจสอบผลการดาเนินงาน - พัฒนามาตรฐานการเรียนรวม เพื่อการ
ประกันคณุ ภาพภายในสถานศึกษา
สรุปผลการดาเนินงาน - พัฒนาองค์ความรู้ด้านการจัดการเรียนรวม
สาหรับผู้บริหาร ครู บุคลากรทางการศึกษา
รายงานผลให้ผู้ท่เี กย่ี วขอ้ งทราบ คณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และ
ผู้ปกครองนกั เรยี น
- ประสานงานกับหน่วยงานที่เก่ียวข้อง เช่น
เขตพื้นที่การศึกษา เพ่ือลงทะเบียนใช้งาน
ระบบโปรแกรมสารสนเทศ SET/
ศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษประจาจงั หวดั เพ่อื
ลงโปรแกรม IEP Online

เครอื่ งมอื ทใ่ี ช้ในกำรดำเนนิ งำน:
1) ระเบยี บวาระการประชุม
2) หลกั สูตรสถานศึกษา
3) ระเบียบการวดั และประเมนิ ผล
การเรียนรู้ของสถานศึกษา
4) ข้อมูลแหลง่ การเรยี นรู้ อาคาร
สถานที่ สื่อ เทคโนโลยี สิง่ อานวยความ
สะดวกและบรกิ าร
5) มาตรฐานการศกึ ษา ระดับการศึกษา
ปฐมวัย ระดับการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน
และมาตรฐานเรียนรวม
6) คมู่ อื เอกสารท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั
การจดั การเรียนรวม

ฯลฯ

ค่มู อื การดาเนินงานจัดการเรยี นรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 32

ขน้ั ที่ 2 ข้นั กำรจดั กำรเรยี นรวม

ข้ันการจัดการเรียนรวม เป็นหัวใจสาคัญของการดาเนินการจัดการเรียนรวม ซ่ึงในข้ันตอนน้ีผู้ที่มี
บทบาทสาคัญ คือ ครูผู้สอนเป็นผู้ที่ขับเคล่ือนให้การจัดการเรียนรวมมีความเหมาะสมกับความต้องการจาเป็น
พิเศษของนักเรียนแต่ละคน ท้ังน้ีทุกขั้นตอนการดาเนินงานครูผู้สอนสามารถดาเนินการตามกรอบการดาเนนิ งาน
หรอื ออกแบบการจดั การเรยี นรู้ที่มคี ณุ ภาพตามบรบิ ทของสถานศกึ ษา โดยมขี ั้นตอนที่สาคัญ ดังน้ี

1. การรับนกั เรียนที่มีความตอ้ งการจาเป็นพิเศษ
2. การคัดกรองนักเรียนท่มี คี วามต้องการจาเปน็ พเิ ศษ และการรายงานข้อมูลในระบบบริหารจดั การ
ขอ้ มลู โรงเรียนเรยี นรวม (Special Education Technology: SET)
3. การประเมินความสามารถพ้นื ฐานและการวิเคราะหห์ ลกั สูตร
4. การจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP) และแผนการสอนเฉพาะบคุ คล (Individual
Implementation Plan: IP)
5. การขอรบั สงิ่ อานวยความสะดวก ส่อื บรกิ ารและความชว่ ยเหลืออืน่ ใดทางการศกึ ษา
6. การจดั การเรียนการสอน
7. การจัดบรกิ ารเสรมิ ศักยภาพและความสามารถพิเศษสาหรับนักเรียนทม่ี ีความตอ้ งการจาเป็นพิเศษ
8. การทบทวนและปรับปรงุ แผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล (IEP)
9. การวดั และประเมินผลการจดั การเรียนร้สู าหรบั นกั เรียนที่มคี วามต้องการจาเป็นพิเศษ

1) กำรรับนกั เรียนที่มีควำมตอ้ งกำรจำเปน็ พเิ ศษ
ตามท่ีสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐานมีนโยบายและแนวปฏิบัติเก่ียวกับการรับนักเรียน

สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และได้รับการ
พฒั นาอยา่ งเตม็ ศักยภาพสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2560 และ
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพ่ิมเติมทุกฉบับ โดยส่งเสริมให้ทุกโรงเรียนมี
กระบวนการรบั นักเรียนท่โี ปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม และเสมอภาค สนับสนุนใหเ้ ดก็ ก่อนประถมศึกษาได้เข้า
รับการศึกษาตามความเหมาะสม ประกันโอกาสเด็กที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับครบทุกคน ส่งเสริมและ
สนับสนุนให้เด็กพิการและผู้ด้อยโอกาสไดร้ บั การศกึ ษาอย่างทัว่ ถงึ สง่ เสรมิ ผู้มคี วามสามารถพเิ ศษด้านต่าง ๆ ไดร้ ับ
การศึกษาที่เหมาะสมและได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ ส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษาตามความถนัดและ
ความสนใจ สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาและโรงเรียนสนับสนุนการดาเนินการรับนักเรียนเพื่อจัดสรรโอกาส
ทางการศึกษาได้ครบทุกคน โดยดาเนินการตามประกาศสานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง
นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียน สังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพื้นฐาน ในกรณีท่ี
นักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษที่ต้องการเรียนให้โรงเรียนดาเนินการตามพระราชบัญญัติการศึกษาภาค
บังคับ ใหผ้ ปู้ กครองสง่ เด็กเข้าเรยี นในสถานศกึ ษา เมือ่ ผปู้ กครองรอ้ งขอให้สถานศึกษามอี านาจผ่อนผนั ใหเ้ ดก็
เข้าเรียนก่อนหรือหลังอายุตามเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับได้ ท้ังนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพ้ืนฐานกาหนด และมาตรา 12 ให้กระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการเขตพื้นท่ีการศึกษา องค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่น และสถานศึกษา จัดการศึกษาพิเศษสาหรับเด็กท่ีมีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ
สติปัญญา อารมณ์ สังคม การส่ือสารและการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพ หรือเด็กซึ่งไม่สามารถ
พึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล หรือด้อยโอกาส หรือเด็กที่มีความสามารถพิเศษให้ได้รับการศึกษาภาคบังคับด้วย
รูปแบบและวิธีการที่เหมาะสม รวมท้ังการได้รับสิ่งอานวยความสะควก ส่ือ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดตาม
ความจาเปน็ เพ่อื ประกนั โอกาสและความเสมอภาคในการไดร้ ับการศึกษาภาคบังคับ และ ประกาศกระทรวง

คมู่ อื การดาเนนิ งานจดั การเรียนรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 33

ศึกษาธิการ เร่ือง หลักเกณฑ์และ วิธีการผ่อนผันใหเ้ ด็กเข้าเรียนก่อนหรือหลังอายุตามเกณฑ์การศึกษาภาคบังคบั
พ.ศ.2546 ข้อ 3 (3) เดก็ ทมี่ คี วามจาเป็นอ่ืนทไี่ ม่สามารถเข้าเรยี นตามปกติได้ด้วยเหตสุ ดุ วิสัยแล้วแต่กรณี

* ในกรณีท่ีนักเรียนท่มี ีความต้องการจาเปน็ พเิ ศษเข้าเรียนในช่วงอายุท่ไี ม่ตรงเกณฑต์ ามประกาศ การรบั
นักเรียนของโรงเรียน ใหโ้ รงเรียนดาเนินการตามประกาศกระทรวงศกึ ษาธิการ เร่อื ง หลักเกณฑ์และวิธีการผอ่ นผัน
ใหเ้ ด็กเข้าเรยี นก่อนหรือหลังอายุตามเกณฑ์การศึกษาภาคบังคบั พ.ศ.2546 (ข้อ 3)

กำรรบั นกั เรยี นท่มี ีควำมตอ้ งกำรจำเป็นพิเศษ
โรงเรยี นดาเนนิ การแตง่ ตัง้ คณะกรรมการรบั นกั เรียนทว่ั ไปกรณที ีม่ ีนักเรยี นที่มคี วามต้องการจาเปน็ พเิ ศษ

ให้ดาเนินการไปพร้อมกบั การรับนกั เรียนทั่วไป ซ่ึงคณะกรรมการนี้ประกอบด้วย ผู้บริหาร สถานศึกษา ครูประจา
ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่ 1 หรือครปู ระจาชน้ั อนุบาล 1 (กรณีโรงเรยี นเปิดรบั อนุบาล 3 ขวบ) หรอื ครูประจาชนั้ อนุบาล
2 (กรณเี ปิดรบั อนุบาล 4 ขวบ) ครผู รู้ ับผิดชอบงานการศกึ ษาพเิ ศษหรอื ครู ทผี่ า่ นการอบรมหลกั สูตรเป็นผ้ดู าเนนิ
การคัดกรองคนพกิ ารทางการศึกษาพเิ ศษ และคณะกรรมการสถานศึกษาขน้ั พ้ืนฐาน เพื่อพิจารณารับนักเรยี นที่มี
ความตอ้ งการจาเป็นพิเศษเขา้ เรียนในโรงเรียน โดยคณะกรรมการข้างตน้ สามารถดาเนินการตามแนวทางตอ่ ไปนี้

1) กรณีโรงเรียนมีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนให้กับนักเรยี นท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษ
สามารถรบั นักเรียนและจดั การศึกษาทเ่ี หมาะสมและมีคณุ ภาพไดต้ ามศักยภาพของนักเรยี น

2) กรณีโรงเรียนไม่มีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอน เช่น ขาดบุคลากรเฉพาะด้านท่ีมีความรู้
ความสามารถทางด้านการสอนนักเรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษบางประเภท เช่น ไม่มีครูสอนภาษามือให้
นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน ไม่มีครูสอนอักษรเบรลล์ท่ีสอนนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสายตาให้
ดาเนนิ การ ดงั ตอ่ ไปนี้

- โรงเรยี นและผปู้ กครองร่วมมอื กนั ในการจัดหาครหู รือบคุ ลากรทมี่ คี วามรู้เฉพาะดา้ นมาสอนให้
นักเรยี น โดยผู้ปกครองร่วมรับผิดชอบงบประมาณในการจา้ งครู

- โรงเรียนช่วยประสานงานกบั ศูนย์การศึกษาพิเศษประจาจังหวัด หรือโรงเรียน หน่วยงานท่ีมีความ
พร้อม มบี ุคลากรท่มี คี วามสามารถตรงตามสภาพความต้องการจาเป็นของนกั เรยี นจดั การศึกษาให้

☞ ระยะเวลำดำเนินกำร : เดือนกุมภาพันธ์ - มีนาคม ของทุกปี หรือตามกาหนดการรับนักเรียน
ท่ีสานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขนั้ พนื้ ฐานกาหนด

☞ เครอ่ื งมือท่ีใช้ในกำรดำเนินกำร :
- คมู่ อื การรบั นกั เรียน
- ประกาศรับสมัครนกั เรียนทมี่ ีความต้องการจาเป็นพเิ ศษ
- ใบสมัคร
- เอกสารประจาตวั นักเรียนและผปู้ กครอง

☞ ผทู้ ี่เก่ยี วข้อง : ผบู้ ริหารสถานศึกษา ครู นายทะเบียน ผปู้ กครองนกั เรยี น

2) กำรคัดกรองนักเรียนที่มีควำมต้องกำรจำเป็นพิเศษ และกำรรำยงำนข้อมูลในระบบบริหำรจัดกำรข้อมูล
โรงเรียนเรยี นรวม (SET)

กำรคดั กรองนกั เรยี นทีม่ คี วำมต้องกำรจำเปน็ พิเศษ
การคัดกรอง คือ การคัดเลือก/คัดแยก ให้พอทราบว่านักเรียนคนใดมีปัญหาในลักษณะใด เพ่ือให้

ความช่วยเหลือในการจัดการเรียนการสอนที่เหมาะสม และสอดคล้องตามความต้องการและปัญหาของนกั เรียน
ทีม่ ีความตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษ ซึ่งจะเปน็ วธิ ีช่วยให้ปญั หาต่าง ๆ ของนักเรยี นลดนอ้ ยลงและสามารถเรียนได้ในที่สุด

คมู่ อื การดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 34

การท่ีเราจะคัดแยกนักเรียนได้นน้ั จาเป็นต้องมีการเก็บรวบรวมและวเิ คราะห์ข้อมูลนกั เรียนเป็นรายบุคคล เมื่อครู
เกิดความสงสัยถึงความบกพร่องของนักเรียนก็จะต้องทาการประเมินพัฒนาการเพ่ือให้ได้ข้อมูลท่ีชัดเจนในการ
คดั กรองตอ่ ไป ครูสามารถดาเนนิ งานตามขน้ั ตอน ดงั ต่อไปน้ี

1) เก็บรวบรวม ศึกษา และวิเคราะห์ข้อมูลพ้ืนฐานของนักเรียน โดยวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารที่
เก่ยี วขอ้ ง เชน่ ระเบียนสะสม เอกสารแสดงผลการเรียน แบบบันทึกพฤติกรรม แบบเยยี่ มบ้าน เอกสารระบบดูแล
ชว่ ยเหลอื นกั เรียน เพ่ือใหไ้ ดข้ ้อมลู ดงั นี้

- ประวัติส่วนตวั
- ขอ้ มูลด้านสขุ ภาพ
- ข้อมลู ด้านครอบครัว
- ขอ้ มลู ด้านการเรียน
2) ประเมินสมรรถภาพพ้ืนฐาน
▲กรณที ี่ยังไมพ่ บควำมบกพร่อง/ควำมเสีย่ ง ให้ดาเนนิ การดังนี้

1) สังเกตพฤติกรรมของนกั เรยี น เป็นการคดั กรองนกั เรียนโดยไมใ่ ช้แบบทดสอบมาตรฐาน ครู
อาจใชว้ ธิ ีสังเกตพฤติกรรมของนกั เรยี นอยา่ งเป็นระบบ โดยมผี ้สู งั เกตประมาณ 2-3 คน ครลู งมตริ ว่ มกันวา่ นักเรียน
ที่สังเกตมีปัญหาอะไรบ้าง ข้อมูลท่ีได้นาไปใช้ประกอบการตัดสินใจคัดกรองประเภทนักเรียนได้เป็นอย่างดี บันทึก
พฤติกรรมทางการเรียนของนกั เรียนว่ามีปัญหาในการเรียนอย่างไรบ้าง ครูอาจประเมินเพอ่ื การคดั กรองนกั เรียนท่ี
มีปัญหาบกพร่องทางพฤติกรรมของนักเรยี นได้ โดยการสังเกตพฤติกรรมการเรียนและพฤติกรรมโดยทั่วไปโดยใช้
แบบประเมินเช่น แบบประเมินพฤติกรรมเด็ก (The Strength and Difficulties Questionnaire: SDQ) แบบ
ประเมินความฉลาดทางอารมณ์ EQ ของกรมสุขภาพจิต แบบประเมินพฒั นาการตามช่วงวัย ฯลฯ ในการประเมิน
ใหข้ ออนญุ าตผูป้ กครองทาการประเมนิ นักเรยี นเปน็ รายบคุ คล

2) สมั ภาษณ์ผูป้ กครอง เป็นการสอบถามพฤติกรรมของนกั เรยี นขณะอยทู่ ี่บ้าน เช่น ดา้ นสุขภาพ
ด้านการศึกษา จุดเดน่ จุดดอ้ ย พฤติกรรมที่มปี ัญหา ความคาดหวงั จากผปู้ กครอง เป็นตน้

3) การทดสอบ เปน็ การวดั ความร้พู ืน้ ฐานตามระดับพฒั นาการของนกั เรียน หากพบวา่ นกั เรียน
คนใดคนหนงึ่ มีคะแนนตา่ กวา่ เกณฑต์ ามระดับชั้นหรือวัยของนกั เรยี นกจ็ ะเสนอแนะใหไ้ ด้รับการคัดกรองในลาดบั
ตอ่ ไป

▲กรณสี งสัยว่ำนกั เรียนจะมแี นวโนม้ บกพรอ่ ง ใหด้ าเนนิ การดังนี้
1) รายงานผบู้ รหิ าร ประสานผปู้ กครองของนักเรยี น เพือ่ ทาความเขา้ ใจกบั ปญั หาท่ีพบในตัว

นักเรียน และขอความรว่ มมอื ในการช่วยเหลือนกั เรยี นเบื้องต้น
2) แต่งตง้ั คณะกรรมการคัดกรอง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา ครผู ู้สอน/ครูประจาชั้น

ครูการศึกษาพเิ ศษหรือครทู ผี่ ่านการอบรมหลกั สตู รผดู้ าเนินการคดั กรองคนพกิ ารทางการศึกษา ผู้ปกครอง และ
คณะกรรมการสถานศกึ ษาข้ันพื้นฐาน เพือ่ เข้าสกู่ ระบวนการคัดกรองนกั เรียนท่ีมแี นวโน้มบกพรอ่ ง

3) คณะกรรมการคดั กรองดาเนินการคดั กรองนักเรียนท่มี ีแนวโน้มบกพรอ่ งโดยใชเ้ ครือ่ งมือ
คัดกรองเด็กพกิ ารทางการศึกษาของกระทรวงศกึ ษาธกิ าร

(1) แบบคดั กรองบุคคลที่มีความบกพรอ่ งทางการเห็น
(2) แบบคัดกรองบุคคลท่มี ีความบกพรอ่ งทางการได้ยิน
(3) แบบคดั กรองบุคคลท่ีมีความบกพร่องทางสติปัญญา
(4) แบบคัดกรองบคุ คลทม่ี ีความบกพร่องทางร่างกาย หรอื การเคล่ือนไหว หรือสขุ ภาพ
(5) แบบคัดกรองบุคคลที่มีความบกพรอ่ งทางการเรยี นรู้

คมู่ ือการดาเนนิ งานจัดการเรยี นรวม สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 1 35

(6) แบบคัดกรองบคุ คลทมี่ ีความบกพรอ่ งทางการพดู และภาษา
(7) แบบคัดกรองบคุ คลท่มี ีความบกพรอ่ งทางพฤตกิ รรม หรอื อารมณ์
(8) แบบคัดกรองบคุ คลออทิสตกิ
4) เมอ่ื ได้ผลการคัดกรองแลว้ พบวา่ นกั เรียนมแี นวโน้มบกพรอ่ ง ครูแนะนาผู้ปกครองใหส้ ่ง
นักเรียนไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยยืนยันความบกพร่อง ครูจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
โดยได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครอง ครูผู้สอน ผู้บริหาร เพื่อเป็นการช่วยเหลือในการจัดการเรียนการสอนให้
นกั เรยี นต่อไป
กรณที พ่ี บความบกพร่องชดั เจนหรือมเี อกสารใบรับรองแพทย/์ บัตรประจาตัวคนพกิ าร/สมุด
ประจาตวั คนพกิ ารให้ครูผู้สอนประเมนิ ความรู้ หรอื ความสามารถพ้นื ฐานของนกั เรยี น โดยใชร้ ปู แบบ การประเมิน
ที่หลากหลายตามสภาพความบกพร่องของนักเรียน เพ่อื เปน็ ข้อมูลในการจัดทาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล
(IEP)

กำรรำยงำนข้อมลู ในระบบบรหิ ำรจัดกำรข้อมลู โรงเรยี นเรยี นรวม (SET)
การยนื ยนั ขอ้ มูลสาหรบั โรงเรยี นทัว่ ไปจดั การเรยี นรวม โปรแกรมระบบบริหารจัดการขอ้ มูลโรงเรียน

เรียนรวม (SET) ให้สถานศึกษายืนยันข้อมูลภายในวันท่ี 10 มิถุนายน และ 10 พฤศจิกายน ของทุกปีการศึกษา
หรอื ตามกาหนดการทีส่ านักงานคณะกรรมการการศกึ ษาข้นั พื้นฐานกาหนด

1. เขา้ ไปท่เี ว็บไซต์ http://specialbasic.specialset.bopp.go.th/specialbasic/index.php
2. สามารถดาวนโ์ หลดค่มู ือการใช้งานระบบบริหารจดั การข้อมลู โรงเรยี นเรยี นรวม โดยดาวนโ์ หลด
ท่ี http://specialbasic.specialset.bopp.go.th/specialbasic/download/school_con.pdf
3. ทาการเขา้ สู่ระบบโดยใช้ ชอ่ื ผู้ใชแ้ ละรหสั ผา่ น ท่ลี งทะเบยี นไว้
4. เมื่อทาการเข้าส่รู ะบบเรียบร้อยแล้ว จะพบหน้าจอแสดงรายชื่อนกั เรียนในโรงเรยี น และช่องแสดง
การกรอกข้อมูลนักเรียนในส่วนต่างๆ ดังนี้ ข้อมูลพื้นฐาน ข้อมูลที่อยู่ และข้อมูลผู้ปกครอง ซึ่งแต่ละช่องจะแสดง
เครือ่ งหมาย คอื การกรอกขอ้ มูลไม่ครบ หรือ คือการกรอกขอ้ มลู ครบถ้วน
5. เม่ือทาการกรอกข้อมลู นกั เรยี นเรยี บร้อยแล้ว โรงเรยี นต้องการยืนยนั ข้อมูลนักเรยี น โดยการ
คลิกทป่ี ุ่มยนื ยนั ข้อมูลทา้ ยตารางในหน้าหลัก
6. เม่ือทาการยนื ยันข้อมลู เรียบรอ้ ยแล้วจะแสดงข้อความ “ทา่ นได้ทาการยืนยันข้อมูลเรียบร้อยแล้ว”

☞ ระยะเวลำดำเนนิ กำร : คร้งั ท่ี 1 ภายในวันที่ 10 มิถนุ ายน ของทกุ ปี
ครง้ั ท่ี 2 ภายในวนั ที่ 10 พฤศจกิ ายน ของทกุ ปีหรือตามกาหนดการทส่ี านกั งาน

คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานกาหนด

☞ เครื่องมอื ที่ใชใ้ นกำรดำเนนิ กำร :
- แบบคัดกรองคนพิการทางการศึกษา ตามประกาศประกาศคณะกรรมการพจิ ารณาให้คนพิการได้รับ

สทิ ธิชว่ ยเหลือทางการศึกษาเรอื่ ง กาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ การรับรองบคุ คลของสถานศกึ ษาว่าเปน็ คนพิการ
ลงวันที่ 31 กรกฎาคม 2556

- วฒุ ิบัตรผู้ท่ีผา่ นการอบรมคัดกรองคนพิการทางการศึกษา
- คมู่ ือการใช้งานระบบบริหารจัดการข้อมูลโรงเรยี นเรียนรวม (SET)
- ข้อมูล ผลงาน และเอกสารประจาตัวของนักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษเป็นรายบุคคล เช่น
ระเบียนสะสม เอกสารแสดงผลการเรยี น แบบบนั ทึกพฤตกิ รรม แบบเย่ยี มบ้าน เอกสาร ชว่ ยเหลือนกั เรยี น
แบบทดสอบ หรือแบบประเมิน แบบสัมภาษณ์ ขอ้ มูลผปู้ กครองนักเรียน

คู่มอื การดาเนินงานจดั การเรียนรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 36

- คาสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการคัดกรองดาเนินการคัดกรองนักเรียนท่ีมีแนวโน้มบกพร่องโดยใช้เครื่องมอื
คัดกรองเดก็ พกิ าร 9 ประเภทของกระทรวงศกึ ษาธิการ

- บันทกึ ข้อความเสนอผบู้ ริหารและผูป้ กครอง เพื่อขออนญุ าตดาเนินการคดั กรอง

☞ ผูท้ ่ีเก่ยี วข้อง :
- ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
- ครปู ระจาชั้น
- ครูผ้สู อนรายวิชา
- ผปู้ กครอง
- ครกู ารศึกษาพิเศษ
- ผ้ดู าเนินการคดั กรอง (ผทู้ ผ่ี ่านการอบรมคัดกรองคนพิการทางการศกึ ษา)
- ผูใ้ ช้งานระบบบริหารจัดการข้อมลู โรงเรยี นเรยี นรวม (SET) ของโรงเรียน

3) กำรประเมนิ ควำมสำมำรถพื้นฐำนและกำรวิเครำะห์หลักสูตร
กำรประเมนิ ควำมสำมำรถพืน้ ฐำน
คณะกรรมการจัดทาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล (IEP) หรือคณะกรรมการที่ไดร้ ับการแตง่ ต้งั

ดาเนินการตรวจสอบหรอื การประเมินความสามารถพ้ืนฐานของนักเรียน (Student) ตามหลักสูตรสถานศึกษาใน
แต่ละกลุม่ สาระการเรียนรู้/ทกั ษะการเรียนรู้ เพ่อื ใหท้ ราบ

จุดเดน่ คือ ความสามารถหรือศกั ยภาพปจั จบุ นั ทนี่ ักเรียนสามารถทาไดใ้ นสาระการเรยี นรู้ ทกั ษะการ
เรยี นรู้/ทกั ษะในชวี ิตประจาวนั

จุดด้อย คอื สิง่ ท่นี กั เรียนไมส่ ามารถทาได้ในสาระการเรียนรู้/ทักษะการเรียนรู้/ทักษะในขีวิตประจา
วัน ทั้งน้ีควรตรวจสอบหรือประเมินความสามารถพ้ืนฐานจากสภาพจริงในหลายสถานการณ์ ให้ครอบคลุมถึง
บริบทด้านส่ิงแวดล้อม (Environments) ซ่ึงประกอบด้วยสิ่งแวดล้อมด้านบุคคลและ สิ่งแวดล้อมด้านกายภาพท่ี
เอือ้ หรือเป็นอปุ สรรคในการพัฒนาศกั ยภาพนักเรยี นด้านกิจกรรม (Tasks) ท่นี ักเรียนปฏบิ ตั ไิ ด้หรอื ไมไ่ ด้ในแต่ละวนั
หรือไม่ได้รับการสง่ เสรมิ ในการทากิจกรรม กจิ กรรมน้นั เหมาะสมกบั นักเรียนหรือไม่ และด้านเทคโนโลยีสิ่งอานวย
ความสะดวก สอ่ื บริการและความช่วยเหลืออ่นื ใดทางการศึกษา (Tools) ทน่ี กั เรียนไดร้ บั หรือยังไม่ได้รับก่อนการ
จัดทาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคค (IEP) เพ่อื ให้ได้ข้อมูลท่ีถกู ต้อง และนาข้อมลู มาวิเคราะห์จดั ทาแผนการจัด
การศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP) ตามความตอ้ งการจาเปน็ พเิ ศษของแตล่ ะบคุ คล

การพฒั นาและวิเคราะหห์ ลกั สูตร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ไดแ้ ก่
1) การปรับหลักสูตรทั่วไป คือ นาหลักสูตรท่ีใช้กับนักเรียนทั่วไปมาปรับใช้กับนักเรียนที่มีความ

ต้องการจาเป็นพเิ ศษ เช่น หลักสูตรสาหรับนักเรียนท่ีมีความบกพรอ่ งทางการเห็นอาจปรับจากการวาดรูปมาเปน็
การสมั ผสั แล้วบอกความรู้สึกหรือเล่าเร่ืองแทน และสาหรับนกั เรียนท่ีมคี วามบกพร่องทางการได้ยนิ อาจปรับให้ไม่
ตอ้ งอา่ นออกเสียง เป็นต้น

2) การจัดทาหลักสูตรเฉพาะ คือ หลักสูตรที่เป็นแนวทางการศึกษาต้ังแต่ระดับอนุบาลจนถึง
มัธยมศึกษาตอนปลาย (หลักสูตรสาหรับคนพิการทางการศึกษาหรือหลักสูตรคู่ขนาน) ซ่ึงถือเป็นหลักสูตรเฉพาะ
โดยพิจารณาจากระดับของความพิการจากแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ของนักเรียน โรงเรียนอาจ
ประยกุ ตต์ ามแนวทางของกรมวิชาการ สาหรบั บุคคลทม่ี ีความบกพร่องทางสตปิ ญั ญาหลายคนไม่สามารถเรียนรู้ได้
ตามหลกั สตู รทว่ั ไป จงึ จาเปน็ ตอ้ งจัดทาหลักสูตรขน้ึ มาใหมโ่ ดยเฉพาะ เช่น บคุ คลท่มี ี ความบกพรอ่ งทางสติปัญญา
ท่ีค่อนข้างรุนแรงจะต้องมีการจัดทาหลักสูตรเฉพาะ ซึ่งไม่ใช่การนาหลักสูตรในระดับประถมศึกษายืดไปจนถึง

คมู่ ือการดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 37

ระดบั มธั ยมศึกษา สดั ส่วนของเนอ้ื หาหลักสูตรในชัน้ ประถมศึกษาของเด็ก ทีม่ คี วามบกพรอ่ งทางสติปัญญา ทักษะ
พื้นฐาน เช่น การอา่ นออกเขยี นได้ เลขคณิต ความเขา้ ใจในภาษาทสี่ งู และเมื่ออยใู่ นชว่ งมัธยมศึกษาจะค่อยๆ ลดลง
แต่ถ้าเปน็ เรื่องของทักษะการดารงชวี ติ ทกั ษะการเตรยี ม ความพรอ้ มในดา้ นอาชีพจะต่าในชว่ งแรกแลว้ จะคอ่ ยเพ่ิม
มากขึ้น โดยจัดเป็นช้ันเรียนพิเศษในโรงเรียนท่ัวไปให้มีลักษณะคู่ขนานไปกับระดับชั้นเรียนที่เพื่อนนกั เรยี นท่ัวไป
เรียนอยู่

3) การจัดทาหลักสูตรเพ่ิมเติมสอนทักษะเฉพาะท่ีจาเป็นให้แก่นักเรียนท่ีมีความจาเป็นพิเศษ เช่น
ทักษะการดารงชีวิต ได้แก่ การรับประทานอาหาร การดูแลบ้านเรือน การทาความสะอาดร่างกาย การไปซอื้ ของ
การใชบ้ ริการของไปรษณยี ์ ธนาคาร ทกั ษะการอา่ นเขยี นอักษรเบรลล์ ทักษะการทาความค้นุ เคยกับสภาพแวดล้อม
และการเคล่ือนไหว ทักษะการใช้แว่นขยายสาหรับนักเรยี นทม่ี ีความบกพรอ่ งทางการเหน็ ทักษะทางสังคมสาหรับ
นกั เรยี นออทิสติก และทักษะภาษามอื สาหรับนักเรยี นท่ีมคี วามบกพรอ่ งทางการไดย้ ิน เปน็ ต้น

กำรวิเครำะหห์ ลกั สูตรสำหรับนักเรยี นท่มี ีควำมตอ้ งกำรจำเป็นพเิ ศษ
การจดั การเรียนรสู้ าหรับนกั เรยี นทมี่ ีความต้องการจาเป็นพเิ ศษในโรงเรียน สังกัดสานกั งาน

คณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐานจะอิงหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 และ ฉบับ
ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช 2560 ใน 8 กลมุ่ สาระการเรยี นรไู้ ดแ้ ก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพ และภาษาต่างประเทศ โดยปรบั
ตัวชี้วัดในแต่ละกลุ่มสาระการเรยี นรู้ให้มีความเหมาะสมกบั ความต้องการจาเป็นพิเศษของนกั เรียนแต่ละประเภท
ความพกิ าร และนาเอาจดุ เดน่ จุดด้อยมากาหนดตัวช้วี ัดท่ีเหมาะสม ซึง่ มขี นั้ ตอนดงั นี้

1) ครศู กึ ษารายละเอยี ดของมาตรฐานการเรียนรู้ และตวั ชีว้ ดั ในกลุ่มสาระการเรยี นรทู้ ีจ่ ะใชส้ อน
นักเรียนทมี่ ีความตอ้ งการจาเป็นพิเศษ ตามระดบั ช้นั ที่นักเรียนกาลังศกึ ษาอยู่

2) ครูวเิ คราะหต์ วั ชวี้ ดั แยกตามประเภทของพฤตกิ รรมการเรียนรู้ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านความรู้ (K) ด้าน
คุณลักษณะ (A) ด้านทกั ษะ กระบวนการ (P)

3) ครูวิเคราะห์ตัวชี้วัด เพื่อหาคาสาคัญจากการวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้ตามข้อ 2 พร้อมท้ัง
กาหนดแนวทางการประเมนิ เนอ้ื หา วธิ กี ารและเคร่อื งมือในการวดั และประเมนิ ผลการเรยี นรู้

4) ครนู าตัวช้ีวดั ท่ผี ่านการวิเคราะหม์ าใชว้ างแผนการจัดการศกึ ษาทางการศกึ ษาพิเศษในแผนการจัด
การศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) โดยกาหนดเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ และตัวช้ีวัดที่เปน็ จุดดอ้ ย
และควรพัฒนา

☞ ระยะเวลำดำเนินกำร : ภายใน 15 วัน หลงั จากผา่ นการคดั กรองนักเรยี นท่มี คี วามต้องการจาเป็น
พิเศษ

☞ เครือ่ งมอื ทีใ่ ชใ้ นกำรดำเนนิ กำร :
1) หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 และนบบั ปรับปรุง พทุ ธศกั ราช

2560
2) แบบคดั กรองคนพิการทางการศกึ ษา ตามประกาศคณะกรรมการพจิ ารณาให้คนพิการได้รบั สทิ ธิ

ช่วยเหลอื ทางการศกึ ษาเรอ่ื ง กาหนดหลักเกณฑ์และวธิ กี าร การรบั รองบุคคลของสถานศึกษาว่าเป็นคนพิการ
ลงวนั ที่ 31 กรกฎาคม 2556

3) ขอ้ มูล ผลงาน และเอกสารประจาตวั ของนักเรียนท่มี ีความต้องการจาเป็นพเิ ศษ เปน็ รายบุคคล
เชน่ ระเบยี นสะสม เอกสารแสดงผลการเรียน แบบบันทึกพฤตกิ รรม แบบเย่ียมบ้าน เอกสารระบบดแู ลช่วยเหลอื
นักเรยี น

คู่มือการดาเนนิ งานจดั การเรียนรวม สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 1 38

4) แบบทดสอบหรอื แบบประเมินทีค่ รปู ระจาวชิ าสร้างขึ้นหรือคน้ ควา้ จากตารา ค่มู อื การสอน
5) แบบประเมินความสามารถพน้ื ฐานสาหรบั นักเรียนท่มี ีความต้องการจาเปน็ พิเศษ
6) แบบวิเคราะหม์ าตรฐานการเรียนรแู้ ละตวั ชีว้ ัด
7) แบบวิเคราะหแ์ ละออกแบบการวดั และประเมนิ ผลการเรียนรู้
8) แบบวิเคราะห์หลกั สูตรสถานศึกษาสกู่ ารเขยี นแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP)

☞ ผทู้ ี่เกย่ี วขอ้ ง :
- ผ้บู รหิ ารสถานศึกษา
- ครปู ระจาชัน้
- ครผู ู้สอนรายวิชา
- ผู้ปกครอง
- ครูการศึกษาหรือครทู ่ีผา่ นการฝึกอบรมครสู อนการศึกษาพเิ ศษ (หลกั สตู ร 200 ช่ัวโมง)

4) กำรจดั ทำแผนกำรจัดกำรศกึ ษำเฉพำะบุคคล (IEP) และแผนกำรสอนเฉพำะบคุ คล (IIP)
แผนกำรจดั กำรศกึ ษำเฉพำะบุคคล (IEP)
เป็นแผนการจัดการศึกษาที่จัดทาขึ้นให้สอดคล้องกับความต้องการพิเศษของนักเรียนท่ีมีความ

ต้องการจาเป็นพิเศษแต่ละคนโดยเฉพาะ โดยความร่วมมือของผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครอง ครูผู้สอน หรือครู
การศึกษาพิเศษ คณะสหวิชาชีพ (ถ้ามี) ที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดแผนการศึกษาให้นักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็น
พเิ ศษเป็นลายลกั ษณ์อกั ษร ตลอดจนกาหนดส่งิ อานวยความสะดวก สื่อ บรกิ ารและความชว่ ยเหลอื อนื่ ใดทาง
การศกึ ษาใหเ้ ปน็ การเฉพาะบุคคล ดังนี้

วัตถุประสงค์ของกำรจัดทำแผนกำรจดั กำรศึกษำเฉพำะบุคคล (IEP)
(1) เพอื่ ใหน้ กั เรียนท่ีมคี วามตอ้ งการจาเปน็ พเิ ศษไดร้ บั การจดั การศึกษาใหส้ อดคลอ้ งความตอ้ งการ

พิเศษเป็นรายบุคคลโดยเฉพาะ
(2) เพอื่ ใชเ้ ป็นกระบวนการจดั การเรียนรู้ การตรวจสอบความก้าวหนา้ ทางการเรียนและพัฒนาการ

ของนักเรียนทมี่ ีความตอ้ งการจาเปน็ พเิ ศษ
(3) เพอ่ื ให้ผู้บรหิ ารสถานศึกษา ผปู้ กครอง ครู และคณะสหวิชาชีพ มีส่วนร่วมในการวางแผนการจัด

การศึกษา ใหน้ ักเรยี นทมี่ คี วามต้องการจาเปน็ พเิ ศษแต่ละคนไดร้ บั พฒั นาเตม็ ศกั ยภาพ
(4) เพ่อื ใหส้ ถานศกึ ษาสามารถวางแผนจดั บริการทางการศึกษาตลอดจนจัดหาสง่ิ อานวยความสะดวก

ส่ือ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการพิเศษของนักเรียนท่ีมีความ
ตอ้ งการจาเปน็ พิเศษ

แผนกำรจัดกำรศกึ ษำเฉพำะบคุ คล (IEP) มีขนั้ ตอนการดาเนนิ งาน ดงั น้ี
1. ขนั้ เตรยี มกำร เมอ่ื พบวา่ นักเรียนท่มี ีความตอ้ งการจาเปน็ พเิ ศษมีปัญหาทางด้านการศกึ ษา

สถานศกึ ษาควรดาเนนิ การ ดังน้ี
1.1 กำรรวบรวมข้อมูล รวบรวมข้อมูลของนกั เรียนทม่ี คี วามต้องการจาเป็นพเิ ศษจาก

บุคคลท่ีเกี่ยวข้องด้วยวิธีการต่างๆ เช่น การสัมภาษณ์ การสอบถาม การสังเกต และเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนทาความเข้าใจกับผู้ปกครองเก่ียวกับสภาพปัญหา และร่วมกันหาแนวทางช่วยเหลือนักเรียนท่ีมีความ
ต้องการจาเป็นพิเศษ

คู่มอื การดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สพป.พษิ ณุโลก เขต 1 39

1.2 กำรคดั กรองประเภทควำมพกิ ำรทำงกำรศกึ ษำ ขออนุญาตผูป้ กครองคดั กรองนกั เรยี นทม่ี ี
ความต้องการจาเปน็ พิเศษ โดยใช้แบบคัดกรองคนพิการทางการศึกษาของกระทรวงศกึ ษาธิการ นอกจากนอ้ี าจใช้
แบบคดั กรองของหน่วยงานอืน่ ๆ เพิม่ เตมิ ตามความเหมาะสม เพื่อให้ไดข้ ้อมลู ของนักเรยี นที่มีความตอ้ งการจาเป็น
พิเศษที่ละเอียดมากย่ิงข้ึน กรณีพบว่ามีแนวโน้มว่ามีความบกพร่องควรแนะนาให้ผู้ปกครองนาส่งแพทย์หรือนัก
วิชาชีพวินิจฉัยเพม่ิ เติม

2. ขนั้ กำรจัดทำ
2.1 แต่งตัง้ คณะกรรมกำรจัดทำแผนกำรจัดกำรศึกษำเฉพำะบุคคล (IEP) คณะกรรมการจัดทา

แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลตามประกาศกระทรวงศึกษาธกิ าร เร่ือง หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดทาแผนการ
จัดการศึกษาเฉพาะบุคคลระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน พ.ศ. 2552 ประกอบด้วยผู้บริหาร บิดา มารดา ผู้ปกครอง
ครูประจาช้นั หรือหวั หน้างานวชิ าการ หรือคณะสหวชิ าชพี ตามความตอ้ งการพิเศษของนกั เรียนทีม่ ีความตอ้ งการ
จาเป็นพเิ ศษ

2.2 กำรประเมินควำมสำมำรถพนื้ ฐำน (Based Assessment) ประเมนิ ความสามารถพ้ืนฐาน
ของนักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษ ตามหลักสูตรสถานศึกษาในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทักษะการ
เรียนรู้ เพ่ือให้ทราบ

จุดเด่น คอื ความสามารถหรือศักยภาพปจั จุบนั ทน่ี กั เรยี นท่มี คี วามต้องการจาเปน็ พิเศษ สามารถ
ทาได้ในสาระการเรยี นรทู้ ักษะการเรยี นรู้

จดุ ด้อย คอื ส่งิ ทนี่ ักเรยี นทีม่ คี วามต้องการจาเป็นพเิ ศษไมส่ ามารถทาได้ในสาระการเรยี นรู้/ทกั ษะ
การเรียนรู้

ทั้งนี้ควรประเมินจากสภาพจริงในหลายสถานการณ์ ให้ครอบคลุมถึงบริบทด้านส่ิงแวดล้อม ซึ่ง
ประกอบด้วยส่ิงแวดล้อมด้านบุคคลและสิ่งแวดล้อมด้านกายภาพที่เอ้ือหรือเป็นอุปสรรคในการพัฒนา ศักยภาพ
นักเรยี นท่ีมคี วามตอ้ งการจาเป็นพิเศษ ดา้ นกิจกรรมที่นกั เรียนที่มคี วามต้องการจาเปน็ พเิ ศษ ปฏบิ ัตไิ ด้หรือไมไ่ ด้ใน
แต่ละวัน หรือไม่ได้รับการส่งเสริมในการทากิจกรรม กิจกรรมนั้นมีความเหมาะสมกับนักเรียนท่ีมีความต้องการ
จาเปน็ พเิ ศษหรอื ไม่ และด้านเทคโนโลยสี ง่ิ อานวยความสะดวก สื่อ บรกิ ารและความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา
ท่ีนักเรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษได้รับหรือยังไม่ได้รับก่อนการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
(IEP) เพ่อื ให้ไดข้ อ้ มูลท่ีถกู ตอ้ ง และนาข้อมลู มาวิเคราะห์จัดทาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP) ตามความ
ตอ้ งการพิเศษของแตล่ ะบุคคล

กรณีสถานศึกษาประเมินความสามารถพ้ืนฐานแล้วไม่พบความบกพร่องให้การติดตามช่วยเหลือ เช่น
การสอนซ่อมเสริม การปรับพฤติกรรม เป็นต้น

2.3 กำรจัดทำแผนกำรจัดกำรศึกษำเฉพำะบุคคล คณะกรรมการนาข้อมูลจากการประเมิน
ความสามารถพื้นฐาน มาจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ตามองค์ประกอบ 8 ข้อ ท่ีกาหนดไว้ใน
ประกาศกระทรวงเร่ือง หลักเกณฑ์ และวิธีการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ระดับการศึกษาขัน้
พ้ืนฐาน พ.ศ. 2552 ในการกาหนดแนวทางการจัดการศึกษาและการวางแผนการจัดการศึกษาพิเศษ ตลอดจน
กาหนดส่ิงอานวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา ตามความต้องการพิเศษของ
นักเรียน โดยให้คานึงถึงบริบทด้านนักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษ ( Students) ด้านส่ิงแวดล้อม
(Environment) ด้านกจิ กรรม (Tasks) และด้านเทคโนโลยีสงิ่ อานวยความสะดวก สอ่ื บรกิ ารและความช่วยเหลือ
อ่ืนใดทางการศกึ ษา (Tools) ด้วย

ค่มู ือการดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 40

3. ข้ันกำรนำไปใช้
การนาแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP) ไปใช้ ครูผู้สอนตอ้ งดาเนนิ การจัดทาแผนการสอน

เฉพาะบุคคล (IIP) โดยมขี น้ั ตอนดังนี้
3.1 กำรจัดทำแผนกำรสอนเฉพำะบคุ คล (IIP) ครผู ูส้ อนวิเคราะหจ์ ุดประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม

(เป้าหมายระยะส้ัน) ที่กาหนดในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) เพ่ือนามาดาเนินการออกแบบแผนการ
สอนเฉพาะบุคคล (IIP) ตาม 8 องค์ประกอบให้เหมาะสมกับความต้องการจาเป็นพิเศษของนักเรียนแต่ละคนโดย
การวเิ คราะห์งาน หรือกจิ กรรมจากกิจกรรมที่งา่ ยไปสกู่ จิ กรรมที่ยากข้ึนตามลาดับ หรอื จากกิจกรรมท่เี ป็นรูปธรรม
ไปส่กู จิ กรรมท่ีเปน็ นามธรรม เปน็ ต้น

3.2 กำรนำแผนกำรสอนเฉพำะบคุ คล (IIP) ไปใช้ ครผู ู้สอนนาแผนการสอนเฉพาะบคุ คล (IIP)
ไปจัดกิจกรรมการเรยี นการสอน พร้อมท้ังบันทึกหลังสอนและประเมินผลการจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนในแต่
ละครั้ง

4. ขน้ั กำรประเมินผล
ในขั้นตอนของการประเมินผลตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP) คณะกรรมการจัดทา

แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ประชุมเพ่ือประเมิน ทบทวน และปรับแผนพร้อมจัดทารายงานผลการ
เรียนรู้อยา่ งน้อยปกี ารศึกษาละ 2 ครง้ั โดยประเมนิ ตามขั้นตอนดงั นี้

4.1 กำรประเมินผลตำมแผนกำรสอนเฉพำะบคุ คล (IEP) คอื การประเมินผลตามจดุ ประสงค์
โดยใช้วิธีการ เคร่ืองมือ และเกณฑ์การประเมินท่ีระบุไว้ในแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) กรณีนักเรียนที่มีความ
ต้องการจาเป็นพเิ ศษไมผ่ ่านจุดประสงค์ตามแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) ต้องนาแผนดังกล่าวมาปรับปรงุ แกไ้ ข
ให้สอดคลอ้ งกับศักยภาพของนกั เรียนท่มี ีความตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษ เพือ่ ใหผ้ ่านจุดประสงคน์ ้ัน

4.2 กำรประเมนิ จดุ ประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม (เปำ้ หมำยระยะสัน้ ) การประเมนิ จดประสงค์ เชิง
พฤติกรรม ทาได้โดยประมวลผลการผ่านแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) และนามาเทียบกับเกณฑ์การผ่าน
จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรมท่ีกาหนดไว้ในแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP)

4.3 กำรประเมินเปำ้ หมำยระยะยำว 1 ปี การประเมินเป้าหมายระยะยาว 1 ปี ทาได้โดย
ประมวลผลการผ่านจุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรม และนามาเทียบเกณฑ์การผ่านเปา้ หมายระยะยาว 1 ปี ที่กาหนดไว้
ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)

4.4 กำรประเมินแผนกำรจดั กำรศึกษำเฉพำะบุคคลเพ่อื ตัดสินระดบั ผลกำรเรยี นรู้ การประเมิน
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ทาได้โดยประมวลผลการผ่านเป้าหมายระยะยาว 1 ปี และนาผลการ
ประเมินจากแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) มาปรับผลการประเมินให้เป็นไปตามเกณฑ์ การวัดผล
ประเมนิ ผลของสถานศกึ ษา

5. ขั้นกำรสรุปและรำยงำนผล
การสรุปและรายงานผลการจดั การเรยี นการสอนตามแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP)

น้ัน สถานศึกษาต้องรายงานผลความก้าวหน้าของนักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษต่อผู้ปกครองและ ผู้ที่
เกย่ี วขอ้ งให้รบั ทราบอย่างน้อยปีการศกึ ษาละ 2 คร้งั

6. ข้ันกำรเปลย่ี นผำ่ น (Transition)
การเปลีย่ นผา่ น คอื การเปล่ียนผา่ นผ้เู รียนจากระดับหนึง่ ไปสอู่ กี ระดบั หนง่ึ อย่างมีเป้าหมาย หรอื

เปน็ กระบวนการในการวางแผนเช่อื มตอ่ ผลความสาเร็จหรอื พฒั นาการความก้าวหนา้ ของผ้เู รียนจากการรับ บรกิ าร
หน่ึงสู่อีกความสาเร็จของระบบการให้บริการหน่ึง เช่น การเปล่ียนแปลงสถานท่ี สภาพแวดล้อม และระยะเวลา
โดยอาศัยการทางานเป็นทีมของผู้ท่ีเกี่ยวข้อง เพ่ือช่วยให้ผู้เรียนและครอบครัวลดความวิตกกังวล และเพิ่มความ

คู่มือการดาเนนิ งานจดั การเรียนรวม สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 1 41

มั่นใจสาหรับการเปล่ยี นแปลงที่จะเกิดขนึ้ ดังนั้น การเปลย่ี นผา่ นสาหรับผู้เรียนจึงอาจ หมายถงึ กระบวนการเล่อื น
ระดับการดาเนินชีวิตจากระดับหน่ึง ไปสู่อีกระดับหน่ึง เช่น ระหว่างรายวิชา จากช้ันเรียนสู่ช้ันเรียน และจาก
สถานศึกษาหนึ่งสู่สถานศึกษาหน่ึง เป็นต้น โดยการดาเนินการเปลี่ยนผ่าน ต้องมีการวางแผนและจัดทาแผนการ
เปล่ียนผ่านเฉพาะบุคคล (Individualzed Transition Plan: ITP) เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อเป็นหลักประกันว่า
ผู้เรียนจะได้รับการเตรียมความพร้อม ในการเปล่ียนผ่าน เช่นเดียวกับการมีแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
(IEP) (สานักบริหารงานการศึกษาพิเศษ, 2561) โดยให้สถานศึกษานาส่งเอกสารข้อมูลที่เก่ียวข้องกับนักเรียนทมี่ ี
ความต้องการจาเป็นพเิ ศษเพือ่ เปน็ ข้อมูลใน การจัดการศกึ ษาตอ่ ไป

อย่างไรก็ตามวิธีการจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) สาหรับสถานศึกษาอาจมีความ
แตกต่างกัน เนื่องจากความแตกต่างในส่วนของเนื้อหาตามโครงสร้างของหลักสูตรที่สถานศึกษาใช้ ดังนั้นวิธีการ
จัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) แผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) รวมไปถึงการวัดและประเมินผล
ตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ในสถานศึกษาประเภทต่าง ๆ จะมีความแตกต่างกันไปตามบริบท
ของสถานศกึ ษา

องค์ประกอบแผนกำรจดั กำรศึกษำเฉพำะบุคคล (IEP)
แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) เป็นแผนให้บริการทางการศึกษาพิเศษท่ีจัดทาเปน็ ลายลักษณ์

อักษรให้กับนักเรียนที่มีความต้องการจาเป็นพเิ ศษที่เป็นรายบุคคล โดยความร่วมมือของบุคลากรท่ีเก่ียวข้องและ
ไดร้ บั ความเหน็ ชอบจากบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรอื นกั เรยี นท่ีมคี วามตอ้ งการจาเป็นพเิ ศษ และมกี ารทบทวนแผน
ทกุ ภาคเรยี น

กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศกระทรวงเร่ืองหลักเกณฑ์และวิธีการจัดทาแผนการจัดการศึกษา
เฉพาะบคุ คล (IEP) ระดับการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พ.ศ. 2552 โดยมีองค์ประกอบดังต่อไปน้ี

1. ขอ้ มลู ทั่วไป เปน็ ขอ้ มลู พ้ืนฐานของนกั เรียนท่มี ีความต้องการจาเป็นพิเศษและผเู้ ก่ียวขอ้ ง ประกอบดว้ ย
ช่ือ-สกุล เลขประจาตัวประชาชน การจดทะเบียนคนพิการ วันเดือนปีเกิด ประเภทความพิการ ชื่อ - สกุล บิดา
มารดา ชื่อ - สกุลผู้ปกครอง และท่ีอยู่ของนักเรยี น หรอื ผปู้ กครองทต่ี ดิ ตอ่ ได้

2. ขอ้ มลู ดา้ นการแพทยห์ รือด้านสุขภาพ เป็นขอ้ มูลของนกั เรยี นท่ีมีความต้องการจาเปน็ พิเศษ ที่เกย่ี วข้อง
กับการเจ็บปว่ ยและการรกั ษาประกอบด้วย โรคประจาตวั ประวัติการแพ้ยา โรคภมู ิแพ้ ขอ้ จากัดอ่นื ๆ และผลการ
ตรวจทางการแพทยต์ า่ ง ๆ

3. ข้อมูลด้านการศึกษา เป็นข้อมูลที่นักเรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษได้รับหรือไม่ได้รับการศึกษา
หรือบริการทางการศึกษา ประกอบด้วย การได้รับการศึกษาหรือบริการทางการศึกษาจากศูนย์การศึกษาพิเศษ
โรงเรยี นเฉพาะความพกิ าร โรงเรยี นเรียนรวม การศึกษาด้านอาชีพ การศกึ ษา นอกระบบ การศกึ ษาตามอัธยาศัย
และอื่น ๆ เป็นตน้

4. ข้อมูลอื่น ๆ ท่ีจาเป็น เป็นข้อมูลความสามารถพิเศษ บุคลิกภาพเฉพาะบุคคลหรอื ข้อมูลบุคคลท่ีมสี ่วน
เก่ียวขอ้ ง ตลอดจนพื้นฐานสถานภาพครอบครัว

5. กาหนดแนวทางการศึกษาและการวางแผนการจัดการศึกษาพิเศษ เป็นข้อมูลของนักเรียนท่ีมีความ
ต้องการจาเป็นพิเศษในการวางแผนการจัดการศึกษา ประกอบด้วย ระดับความสามารถในปัจจุบันเป้าหมาย
ระยะเวลา 1 ปี จุดประสงค์เชิงพฤติกรรม (เป้าหมายระยะส้ัน) เกณฑแ์ ละวิธีประเมินผล และผรู้ บั ผดิ ชอบ

6. ความต้องการด้านส่ิงอานวยความสะดวก เทคโนโลยีส่ิงอานวยความสะดวก สื่อบริการ และความ
ช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา เป็นการระบุรายการ รหัสส่ิงท่ีมีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องการ จานวนเงินท่ีขอรับอุดหนุน
เหตุผลและความจาเปน็ และผูป้ ระเมิน

ค่มู ือการดาเนินงานจัดการเรยี นรวม สพป.พษิ ณโุ ลก เขต 1 42

7. คณะกรรมการจดั ทาแผน เปน็ การระบุองค์คณะบุคคลในการจดั ทาแผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล
(IEP) ประกอบด้วย ผบู้ รหิ าร บิดา/ผปู้ กครอง ครูประจาชัน้ หัวหน้างานวิชาการ สหวิทยาการ

8. ความเห็นของบิดา มารดา ผู้ปกครอง หรือนักเรียนที่มีความต้องการจาเป็นพิเศษ เป็นการ ลงความ
เห็นชอบในการจดั ทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)

องค์ประกอบของแผนการจดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP) ทงั้ 8 ขอ้ เป็นขอ้ มลู สาคัญพืน้ ฐาน เพื่อนา
ไปสู่การวิเคราะห์นกั เรียนท่ีมีความต้องการจาเป็นพิเศษเป็นรายบุคคล อันจะนาไปสู่กระบวนการวางแผนอย่างมี
ส่วนรว่ มในการจัดการศกึ ษาให้สอดคลอ้ งและเหมาะสมตามความตอ้ งการพิเศษของนักเรียน

☞ ระยะเวลำดำเนนิ กำร : หลงั จากผ่านการประเมินความสามารถพน้ื ฐาน ภายใน 15 วนั

☞ เครือ่ งมือท่ีใชใ้ นกำรดำเนนิ กำร :
- คาสั่งแต่งต้ังคณะกรรมการจดั ทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
- คู่มือจดั ทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบคุ คล (IEP)
- แผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล (IEP)
- แผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP)

☞ ผู้ทีเ่ กี่ยวข้อง :
- ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา
- ครูประจาช้ัน
- ครผู ้สู อนประจารายวิชา/ครูการศกึ ษาพเิ ศษ
- ผปู้ กครอง

ประโยชนข์ องแผนกำรจดั กำรศกึ ษำเฉพำะบุคคล (IEP)
ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร.จรรยา ช่ืนเกษม (2554, อ้างถงึ ใน สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษากรงุ เทพมหานคร

เขต 1, 2553: 54-55) กล่าวว่า แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลเป็นความร่วมมือที่เกิดจากบุคคลที่เก่ียวข้อง
หลายฝ่าย โดยเฉพาะเด็กท่มี คี วามต้องการพิเศษทกุ คนจาเป็นตอ้ งได้รบั การพัฒนาศักยภาพที่ประเมนิ ค้นหาจุดเด่น
และข้อจากัดของเด็กแต่ละคน รวมท้ังการจดั การศึกษาใหเ้ ดก็ แต่ละคนตามความต้องการจาเปน็ ท่ีแตกต่างกันและ
ตามสิทธิอันพึงได้ท่ีกาหนดในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ซ่ึงแผนการจัดการศึกษา
เฉพาะบุคคลเอ้อื ประโยชนต์ ่อทุกฝา่ ยทงั้ ตอ่ ตวั เด็ก ผู้ปกครอง ครูผูส้ อนและสถานศึกษา ดังนี้

ประโยชน์ตอ่ เด็กท่ีมีควำมตอ้ งกำรพเิ ศษ
1. ไดร้ ับการช่วยเหลอื บาบดั ฟ้นื ฟูสมรรถภาพและไดร้ บั การศึกษาสอดคล้องกับความต้องการ

จาเป็นของแต่ละบคุ คลอยา่ งเหมาะสม
2. ได้รบั สิ่งอานวยความสะดวก สือ่ บริการและความชว่ ยเหลอื อน่ื ใดทางการศกึ ษาตามทกี่ าหนด

ในกฎหมายอย่างสอดคลอ้ งกับความตอ้ งการจาเป็นของแต่ละบุคคล
3. ไดเ้ รยี นรแู้ ละพัฒนาเด็กตามศกั ยภาพของแต่ละบุคคล

ประโยชนต์ ่อผปู้ กครอง
1. สามารถปรกึ ษาและขอคาแนะนากบั ผู้รับผดิ ชอบเกยี่ วกับคนพกิ ารแต่ละคนได้
2. มสี ว่ นร่วมกาหนดจดุ หมาย รวมท้ังจัดทาแผนการชว่ ยเหลอื บาบัดฟื้นฟูสมรรถภาพและการจดั

การศึกษาของคนพิการแตล่ ะคนอยา่ งเหมาะสม
3. สามารถขอรับส่ิงอานวยความสะดวก ส่ือ บริการและความชว่ ยเหลอื อ่นื ใดท่ีสอดคล้องกับความ

ตอ้ งการจาเป็นท่กี าหนดในกฎกระทรวงใหแ้ ก่เดก็ ทม่ี ีความตอ้ งการพิเศษ

คู่มือการดาเนินงานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 43

4. ไดร้ บั รู้ เขา้ ใจ และสามารถมีส่วนร่วมในการฝกึ และส่งเสรมิ การบาบดั ฟื้นฟูสมรรถภาพ
และพัฒนาการศกึ ษาของเด็กท่ีมคี วามต้องการพเิ ศษได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม

5. ไดม้ สี ่วนรว่ มในการประเมินผลและปรับปรงุ การจดั การศึกษาอย่างเหมาะสม
ประโยชน์ต่อครผู ู้สอน

1. เป็นขอ้ มูลในการศึกษาและวิเคราะห์เพ่อื นาไปพัฒนาเดก็ ที่มีความต้องการพเิ ศษได้อยา่ งถกู ตอ้ ง
และเหมาะสมว่าจะจัดเข้าศกึ ษาในรูปแบบใด และระดับใด

2. มขี ้อมลู ทีช่ ดั เจนในการวางแผนการบริหารจดั งบประมาณและจดั การเรียนการสอน
3. รู้ขอบเขตความรับผิดชอบของตนเอง
4. สามารถนาไปจัดทาแผนการสอนเฉพาะบุคคลไดส้ อดคลอ้ งกับความจาเปน็ ของเดก็
5. มสี ง่ิ อานวยความสะดวก สอื่ บริการและความชว่ ยเหลืออน่ื ใดทางการศึกษาท่ีส่งเสริมการเรียน
การสอนสาหรับเด็กทมี่ คี วามตอ้ งการพิเศษแต่ละคนตามความเหมาะสม
6. จดั การประเมนิ ผลและรายงานความก้าวหน้าทางการเรยี นของเด็กทีม่ คี วามตอ้ งการพเิ ศษแต่ละ
คนได้สอดคลอ้ งกับจดุ มงุ่ หมายทีก่ าหนดไว้อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

คู่มือการดาเนนิ งานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 44

แผนภำพแสดงกระบวนกำรจัดทำแผนกำรจัดกำรศกึ ษำเฉพำะบุคคล (IEP)

1. ข้ันเตรียมกำร 1.1 การรวบรวมขอ้ มลู

ทบทวน/ปรับปรุงแผน 2. ขน้ั กำรจดั ทำแผนกำรจดั 1.2 การคัดกรองประเภทความ S : ผู้เรยี น
กำรศกึ ษำเฉพำะบุคคล (IEP) พกิ ารทางการศกึ ษา E : สิ่งแวดลอ้ ม

3. ขัน้ กำรนำแผนกำรจัดกำรศกึ ษำ 2.1 การแต่งต้ังคณะกรรมการ A : กิจกรรม
เฉพำะบคุ คล (IEP) ไปใช้ จดั ทาแผน IEP T : สอ่ื

2.2 ตรวจสอบหรอื การประเมิน
ความสามารถพ้ืนฐาน

2.3 จัดทาแผนการจัดการศกึ ษา
เฉพาะบุคคล (IEP)

4. ขั้นกำรประเมินผลกำรเรยี นร้ตู ำม 3.1 การจดั ทาแผนการสอน
ทักษะที่ระบใุ นแผนกำรจดั เฉพาะบคุ คล (IIP)
กำรศกึ ษำเฉพำะบุคคล (IEP)
3.2 การนาแผนการสอนเฉพาะ
5. ขั้นกำรสรุปและ บคุ คล (IIP) ไปใช้
รำยงำนผล
4.1 การประเมนิ ผลตามแผนการ
สอนเฉพาะบุคคล (IIP)

4.2 ประเมินผลตามจดุ ประสงค์
เชงิ พฤติกรรม (เปา้ หมายระยะส้นั )

6. ข้ันกำรเปลย่ี นผ่ำน 4.3 ประเมนิ ผลการเรยี นร้ตู าม
เปา้ หมายระยะยาว 1 ปี

4.4 ประเมินผลการเรียนรตู้ าม
แผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบุคคล
(IEP)

คู่มอื การดาเนนิ งานจดั การเรียนรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 45

5) กำรขอรบั ส่งิ อำนวยควำมสะดวก สื่อ บริกำรและควำมชว่ ยเหลืออน่ื ใดทำงกำรศึกษำ
ตามที่ได้มีการประกาศใช้กฎกระทรวงกาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้คนพิการทางการศึกษา มีสิทธิ

ได้รับสิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา พ.ศ. 2550 จึงได้กาหนดแนว
ปฏิบัติสาหรับสถานศึกษา ในการขอรับเงินอุดหนุนทางการศึกษาเพื่อขอรับหรือซ้ือส่ิงอานวยความสะดวก สื่อ
บรกิ าร และความช่วยเหลืออืน่ ใดทางการศกึ ษา ตามกฎกระทรวงฯ ท้งั นีส้ าหรบั สถานศึกษาในสังกัดสานกั งานเขต
พ้นื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษาพษิ ณโุ ลก เขต 1 ใหด้ าเนินการ ดังน้ี

1. ศกึ ษาระเบียบที่เกยี่ วข้องกับการจดั การศกึ ษาใหก้ บั นักเรียนท่ีมีความตอ้ งการจาเปน็ พเิ ศษ โดยเฉพาะ
แบบคัดกรองคนพิการทางการศึกษา การจัดทาแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล คู่มือการขอรับสิ่งอานวยความ
สะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออ่ืนใดทางการศึกษา คู่มือรายการสิ่งอานวยความสะดวกฯ การสมัครเป็น
หนว่ ยบรกิ าร การสมคั รเป็นผใู้ ห้บรกิ าร เป็นตน้

2. แต่งต้ังคณะกรรมการตรวจสอบหรือประเมินคัดกรอง/คัดแยก เด็กที่คาดว่าจะมีความบกพร่องหรือ
มีความต้องการจาเป็นพเิ ศษทางการศกึ ษา

3. สถานศึกษาดาเนินการกรอกข้อมูลแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ของนักเรียนพิการเรียน
รวมในระบบ IEP Online ให้ครบทุกคนตามที่มขี ้อมูลในโปรแกรมสารสนเทศระบบ SET ภายในวันที่ 30 มถิ ุนายน
ของทกุ ปีการศึกษา

4. สถานศึกษาพิมพ์แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) และแบบคาขอส่ิงอานวยความสะดวกฯ
(คป.01) จากระบบ IEP Online ของนักเรียนทุกคน คนละ 2 ชุด ตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารหลักฐาน
ประกอบการขอรับหรือซือ้ สิ่งอานวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา และให้ผู้ที่
เก่ียวข้องได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้ปกครองหรือนกั เรยี น ลงนามรับรองในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล
IEP) และแบบคาขอ (คป.01) ทุกชุดด้วยลายเซน็ จรงิ

6. รอรบั รายละเอียดยอดจดั สรรเงนิ อุดหนนุ สงิ่ อานวยความสะดวก สื่อ บริการฯ จากเขตพื้นทกี่ ารศกึ ษา
7. รวบรวมเอกสารหลักฐานสง่ สานักงานเขตพืน้ ที่การศกึ ษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 เพอื่ ขอรบั เงิน
อุดหนนุ ส่ิงอานวยความสะดวก ส่อื บรกิ ารฯ ในรูปแบบคูปองการศึกษา โดยเอกสารที่ต้องนาสง่ มดี ังน้ี

- หนงั สอื นาส่งเขตพื้นท่ีการศึกษา (รายละเอียดตามภาคผนวก)
- แบบคาขอสงิ่ อานวยความสะดวก สอื่ บรกิ ารและความชว่ ยเหลอื อื่นใดทางการศกึ ษา (คป.01)
- แผนการจัดการศกึ ษาเฉพาะบคุ คล (IEP) ฉบับจริงทพ่ี ิมพ์จากโปรแกรม IEP Online
- สาเนาสมดุ ประจาตัวคนพกิ ารหรือเอกสารรบั รองความพิการจากแพทย/์ สาเนาแบบคดั กรองฯ
- แบบรับรองบคุ คลของสถานศึกษาวา่ เปน็ คนพกิ าร (คป.04)
หมำยเหตุ เอกสารท่ีจัดส่งไปยังเขตพ้ืนท่ีการศึกษา เพ่ือขอรับเงินสนับสนุนในรูปแบบคูปองการศึกษา
ใหพ้ ิมพส์ ่งตามจานวนยอดท่ีไดร้ บั จัดสรรจากเขตพืน้ ที่เท่านน้ั
8. สถานศกึ ษารอหนังสอื แจง้ จากเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษา เพ่ือนัดรับคปู องการศึกษา
9. สถานศกึ ษารับคูปองการศึกษาจากศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ เขตการศกึ ษา 7 จังหวัดพษิ ณุโลก
10. เมือ่ สถานศกึ ษาไดร้ บั คปู องแล้ว ให้ดาเนินการจัดส่งคปู องใหค้ นพิการหรือผ้ปู กครองลงลายมือชื่อและ
รายงานการจ่ายคูปองไปยังศูนย์การศึกษาพเิ ศษ ตามแบบทะเบียนควบคุมการจ่ายคูปองส่ิงอานวยความสะดวกฯ
(คป.02) กรณีท่ีไม่มีผู้รับคูปองให้ทาหนังสือนาส่งพร้อมส่งคืนคูปองไปยังศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 7
จงั หวดั พษิ ณโุ ลก
11. สถานศกึ ษาบรหิ ารจัดการใช้คูปองการศึกษา ดังนี้

คมู่ ือการดาเนินงานจัดการเรียนรวม สพป.พิษณุโลก เขต 1 46

คูปองบญั ชี ข. ( คปู องท่ีเปน็ รหสั ที่ขนึ้ ตน้ ดว้ ยตวั อักษร B )
สถานศึกษารับคูปองบัญชี ข. จากศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษฯ

สถานศึกษาให้ผปู้ กครองลงนามในคปู องทงั้ ดา้ นหน้าและดา้ นหลังคปู อง ครกู ารศกึ ษาพเิ ศษลงนามดา้ นหลงั คูปอง
สถานศึกษานาคูปองไปแลกสื่อทีร่ า้ นค้าท่ีใหบ้ รกิ ารสื่อท่ีมีรายชอ่ื ขน้ึ ทะเบียนกบั ศูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษฯ
รา้ นคา้ นาสง่ คูปองไปทศี่ ูนย์การศึกษาพิเศษฯ
ศูนย์การศึกษาพเิ ศษฯ ตรวจสอบความถกู ต้อง และโอนเงนิ ให้รา้ นคา้
สถานศกึ ษารับสือ่ จากรา้ นตามรายการทร่ี ะบใุ นคูปอง
สถานศึกษานาสอ่ื ที่ได้รบั ไปใชพ้ ฒั นานักเรียนตามแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)

คู่มอื การดาเนินงานจดั การเรยี นรวม สพป.พิษณโุ ลก เขต 1 47


Click to View FlipBook Version