บทละครเรื่องอิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง เสนอครูสุชาติ พิบูลว์วรศักดิ์
สารบัญเรื่อง หน้าคำ นำประวัติผู้เเต่งลักษณะคำ ประพันธ์/จุดมุ่งหมายของบทละครถอดความประพันธ์คุณค่าด้านเนื้อหาเเหล่งอ้างอิงกขค1-30 4950
คำ นำ รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทย ท 31101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โดยวัตถุประสงค์ เพื่อการ ศึกษาความรู้ ที่ได้จาก เรื่อง บทละครอิเหนา ทั้งนี้ ในรายงานนี้มีเนื้อหา ประกอบด้วยความรู้เกี่ยวกับบท ละครเรื่องอิเหนา บทประพันธ์ การถอดความและคําศัพท์จากบทประพันธ์ เนื้อหาได้รวบรวมมาจากหนังสือแบบเรียนวรรณคดีวิจักษ์ และการถอดบทความจากคณะผู้จัดทำ ผู้จัดทำ ต้องขอขอบคุณ อาจารย์ ครูสุชาติ พิบูลว์วรศักดิ์ ผู้ให้ความรู้ และแนวทางการศึกษา ผู้จัดทำ หวังว่ารายงาน ฉบับนี้จะให้ความรู้ ความเข้าใจและ เป็นประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการศึกษา หากมีข้อผิดพลาดหรือ ข้อเสนอแนะ ประการใด ผู้จัดทำ ขออภัยและขอบพระคุณมาก ณ ที่นี้ด้วย ก
ประวัติผู้เเต่ง อิเหนาเป็นบทละครรำ พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยมหาราช รัชกาลที่ ๒ แห่ง พระบรมราชวงศ์จักรี ตลอดระยะเวลาที่พระองค์ทรงครองราชย์ เป็นสมัยที่วรรณคดีเจริญที่สุดในสมัยนี้หลาย เรื่องได้รับการยกย่องว่าเป็นยอดของวรรณคดี และทรงได้รับการเทิดพระเกียรติจากองค์การการศึกษาวิทยา ศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ในฐานะบุคคลสำ คัญของโลก ข
ตัวละครสำ คัญในอิเหนา ข อิเหนา บุษบา ท้าวดาหา ระตูปาหยัง ท้าวกุเรปัน ท้าวกะหมังกุหนิง
ตัวละครสำ คัญในอิเหนา ข สังคามาระตา มาหยารัศมี สุหรานากง ระตูหมันหยา องค์ปะตาระกาหลา
ตัวละครสำ คัญในอิเหนา ข ระตูประหมัน ท้าวกาหลัง ประสันตา สะการะวาตี ระเด่นวิหยาสะกำ จินตะหราวาตี
ลักษณะคำ ประพันธ์ ลักษณะคำ ประพันธ์เป็นกลอนบทละคร แต่มีลักษณะบังคับเหมือนกลอนสี่สุภาพ แต่ละวรรคจะขึ้นด้วยคำ ว่า เมื่อนั้น บัดนั้น และมาจะกล่าวบทไป จุดมุ่งหมายของบทละคร เพื่อใช้ในการแสดงละครใน ค
เรื่องย่อ ค ท้าวกะหมังกุหนิงกับประไหมสุหรีมีโอรสชื่อ วิหยาสะกำ ในคราวที่วิหยาสะกำ ออกประพาสป่า องค์ปะตา ระกาหลาได้แปลงร่างเป็นกวางทองเพื่อล่อวิหยาสะกำ มายังต้นไทรที่พระองค์ซ่อนรูปวาดบุษบาไว้ เมื่อวิห ยาสะกำ เห็นรูปวาดของบุษบาก็หลงรักนางจนคลั่ง ท้าวกะหมังกุหนิงสืบทราบว่านางคือบุษบา ธิดาท้าว ดาหาที่ตอนนี้เป็นคู่หมั้นของจรกาแล้ว แต่ด้วยความรักและสงสารลูกจึงส่งทูตไปสู่ขอบุษบาให้วิหยาสะกำ แต่เมื่อท้าวดาหาปฏิเสธท้าวกะหมังกุหนิงจึงสั่งยกทัพมาเมืองดาหาเพื่อจะชิงตัวบุษบา
ค ท้าวดาหาส่งพระราชสาส์นไปขอความช่วยเหลือจากท้าวกุเรปัน (พี่ชาย) ท้าวกาหลังและท้าวสิงหัดส่าหรี (น้องชาย) และจรกาให้ยกทัพมาช่วยกันรบป้องกันเมืองดาหา เมื่อท้าวกุเรปันได้รับข่าวแล้วจึงให้ทหารนำ จดหมายไปให้อิเหนาที่อยู่เมืองหมันหยา(เมืองจินตหรา) อิเหนา ไม่อยากไปแต่กลัวพ่อโกรธเลยต้องไป ในที่สุดอิเหนาก็ยกทัพมากับกะหรัดตะปาตี (พี่ชายคนละแม่) ทำ ให้ท้าวดาหาดีใจมากเพราะเชื่อมั่นว่าอิเหนาต้องรบชนะแต่ด้วยความที่อิเหนาเคยทำ ให้ท้าวดาหาโกรธ เรื่องปฏิเสธการแต่งงานกับบุษบาจนทำ ให้เกิดเรื่องขึ้นมาอิเหนาจึงตัดสินใจสู้รบให้ชนะก่อนแล้วค่อยเข้าไป เฝ้าท้าวดาหา เรื่องย่อ(ต่อ)
เรื่องย่อ(ต่อ) ค ในที่สุดเมื่อท้าวกะหมังกุหนิงยกทัพมาใกล้ดาหาทำ ให้เกิดการต่อสู้กับกองทัพของอิเหนา ในที่สุดสังคา มาระตาก็เป็นผู้ฆ่าวิหยาสะกำ ส่วนอิเหนาเป็นผู้ฆ่าท้าวกะหมังกุหนิงตายในสนามรบด้วยกริชเทวา หลังจากนั้นท้าวปาหยันกับท้าวประหมัน (พี่กับน้องของท้าวกะหมังกุหนิง) ก็ยอมอ่อนน้อมต่ออิเหนา อิเหนาจึงอนุญาตให้ระตูนำ พระศพของทั้งสองกลับไปทำ พิธีตามพระราชประเพณี
1 ท้าวกะหมังกุหนิงปราศรัยกับประตูปาหยังเเละระตูประหมัน ท้าวกะหมังกุหนิงเสด็จขึ้นแท่นประทับ เมื่อเห็นพระอนุชาทั้งสอง ซึ่งก็คือ ระตูปาหยังและระตูประหมัน จึง ตรัสเรียกให้มานั่งร่วมกัน แล้วถามสารทุกข์สุกดิบ และบอกว่าที่ให้พระอนุชาทั้งสองมานี้ เพื่อให้ไปช่วยตี เมืองดาหา ให้กษัตริย์ทุกนครอย่างได้นิ่งนอนใจ ให้มาช่วยกันชิงชัยในการรบครั้งนี้ ระตูปาหยังและระตูประ หมัน จึงตอบว่า เมื่อมีสงครามในแต่ละครั้ง ก็จะอาสาออกชิงชัยชนะด้วยความ ไม่ย่อท้อ จะสู้ตายโดยไม่ เสียดายชีวิต จะสู้จนกว่าตัวจะตาย เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงได้ยินที่อนุชาทั้งสองตอบมาก็รู้สึกพอใจมาก จึง ตรัสว่าอนุชาทั้งสองเดินทางมานี้คง เหนื่อยมาก ให้พากองทัพไปพักผ่อน และชวนให้อนุชาทั้งสองเข้า ปราสาท แล้วลงนั่งบนแท่นประทับ พร้อมด้วย
2 พระอนุชาทั้งสอง แล้วตรัสเล่า ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้อนุชาทั้งสองฟัง เมื่อระตูปาหยังและระตูประหมัน ได้ยินดังนั้น จึงรีบทัดทานว่า ทำ ไมท่านถึงไม่คิดให้รอบคอบเสียก่อน เมืองดาหานั้น มีวงศ์เทวัญซึ่งเป็นเชื้อ สายกษัตริย์ที่สืบวงศ์มาจากเทวดาปกครองอยู่ อีกทั้งมีพลทหารซึ่งชำ นาญการทำ สงคราม มีเมืองขึ้นนับร้อย เมืองของเราเป็นเพียงเมืองเล็กๆ เหมือนกับหิ่งห้อยที่ริอาจจะไปแข่งกับแสงอาทิตย์ หญิงงาม ใช่ว่าจะมีแต่ พระธิดาของท้าวดาหาเท่านั้น ขอให้พระองค์คิดให้ดีๆ เพราะการศึกครั้งนี้จะทำ ให้ไพร่ฟ้าประชาชนได้รับ ความ เดือนร้อน ท้าวกะหมังกุหนิงไม่เชื่อคำ ทัดทาน จึงบ่ายเบี่ยงที่จะตอบอนุชาทั้งสอง ตัวเรานั้นก็ไม่อยาก ที่จะทำ สงครามกับเมืองดาหาหรอก แต่เนื่องด้วยพระธิดาของท้าวดาหาได้หมั้นหมายกับจรกา จึงจะไปทำ ศึกเพื่อไป แย่งนางบุษบากับจรกา พระอนุชา
ทั้งสองจึงตอบกลับไปว่า นางบุษบายังคงอยู่กับบิดาที่เมืองดาหา ถ้าเกิดสงครามการช่วงชิง ท้าวดาหาคงไม่อยู่เฉยแน่ 3 ท้าวดาหาคงต้องส่งสาร์สบอกแก่กษัตริย์วงศ์เทวัญทั้งสามเมือง ให้ยกทัพใหญ่มามากมาย เกิดเป็น ศึกครั้งใหญ่ ทั้ง ศึกนาบทั้งหน้าหลัง ถ้าเราเสียทีเพลี่ยงพล้ำ แพ้ขึ้นมา ก็จะอายจรกาไปเสียอีก ท้าวกะหมังกุหนิงจึงตรัสว่า พวกเจ้าไม่ เข้าใจหรอกว่า เจ้าฟ้าแห่งเมืองกุเรปัน (อิเหนา) มีเรื่องขัดเคืองกับ ท้าวดาหาอยู่และไปอยู่เมืองหมันหยาก็หลายปี จะ ยกทัพมาได้อย่างไร แต่เมืองกาหลัง และเมืองสิงหัดส่าหรี พวกเจ้าจะ กลัวอะไรกันหนักหนา ฝ่ายเราก็มีตั้งสามเมือง ที่เป็นใหญ่ในชวาเหมือนกัน ส่วนทัพของท้าวล่าสำ พี่ชายของจรกานั้น พี่ก็ไม่ หวั่นกลัว ต่อให้มาสักสิบแสน (หนึ่ง ล้าน) ก็จะโจมตีกองทัพให้แตก เดี๋ยวพวกมันก็หนีเข้าป่าไปเอง พวกเจ้าอย่ากลัวไปเลย สงสารวิหยาสะกำ เถอะ ถ้าไม่ ได้นางบุษบามาคงจะขาดใจตาย ถ้าวิหหยาสะกำ ตาย พี่ก็คงต้องตายตามไปด้วยแน่ อย่าง ไรก็จะต้องตายอยู่แล้ว ถึง จะช้าหรือเร็วก็คงเหมือนกัน ผิดกันตรงที่ว่า ถ้าทำ สงคราม เคราะห์ดีอาจได้ตามสมใจนึก เมื่อระตูปาหยังและระตูประ หมันได้ยินที่ท้าวกะหมังกุหนิงพูด ก็ก้มหน้าไม่กล้าไม่พูดจา ท้าวกะหมังกุหนิงเห็นพระอนุชาทั้งสองไม่โต้แย้งใดๆ ก็ ชวนทั้งสองให้เข้าที่บรรทมให้สบายใจ
4 ท้าวดาหาเสด็จออกรับทูตกะหมังกุหนิง ครั้นเมื่อเวลาบ่ายสามนาฬิกาองค์ท้าวดาหาก็เสร็จเข้าสรงน้ำ ในคงคา จากนั้นก็แต่งองค์ทรงเครื่อง ประดับทั้งหลาย แล้วจึงเสด็จเยื้องย่างอย่างสวยงามดุจดั่งหงส์ ออกมายังท้องพระโรงแล้วนั่งลง ณ บัลลังก์อันงดงาม เสนาบดีตำ แหน่งยาสานั้นได้บังคมทูลเบิกทูตนำ ราชสารให้พระองค์ ดังนั้นจึงรับสั่งให้ เหล่าเสนานำ แขกเข้ามาพบในทันที ครั้นอำ มาตย์ได้รับรับสั่งแล้ว จึงออกไปพาสองทูตเข้ามาเข้าเฝ้า พระองค์ แล้วเสนาชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายทหารจึงให้พนักงานผู้รับผิดชอบรับราชสารมาอ่านถวายพระองค์ ในสารนั้นบอกถึงองค์ผู้ครองเมืองกะหมังกุหนิงขอถวายบังคมถึงพระองค์ ขอพระองค์ทรงประนีประนอม ไม่เขื้องโกรธกัน ด้วยว่าตนมีโอรสอยู่องหนึ่งได้ไปท่องป่าล่าสัตว์และได้พบเจอกับรูปของพระธิดาใน กลางป่า
เชื่อว่าคงเป็นบุพเพสันนิวาส อาจเกิดจากเทวานำ พาให้ พระโอรสตกอยู่ในเสน่หาและมีความอาลัย เฝ้าแต่ 5 หลงใหล ใฝ่ฝันหาพระธิดาน่ารันทดยิ่ง หวังเพียงรับใช้รองบาทพระองค์ผู้เป็นกษัตริย์วงศ์เทวัญ ขอพระธิดาผู้ สูงศักดิ์ให้กับโอรสของตนได้สมดังใจหวัง อันกรุงของเราทั้งสองจะได้เป็นทองแผ่นเดียวกันในวันข้างหน้า และขออาศัยพึ่งพิงบารมีไปจนกว่าจะสิ้นชีวัน เมื่อองค์ท้าวดาหาผู้เป็นใหญ่ได้รับฟังสารทราบถึงข้อความแล้ว จึงรับสั่งแต่เสนาทั้งสองของท้าวกะหมังกุหนิงที่มาเข้าเฝ้าว่าอันนางบุษบาพระธิดาของเรานั้น ในครั้งก่อนเรา ไปยกให้แก่จรกาที่มาหมายหมั้นไว้ไปก่อนแล้ว และได้ปลงใจจะให้แต่งงานกันแล้ว อันจะรับของสู่ของท้า วกะหมังกุหนิงนี้ ก็ดูจะผิดประเพณียิ่งนัก เหล่าประชาราชอาจนินทาได้ จึงขอให้นำ สิ่งของเหล่านี้กลับคืนไป เหล่าทูตเมื่อรับแจ้งแล้วก็ทูลบอกพระองค์ว่า ท้าวกะหมังกุหนิงรับสั่งให้ตนทูลพระองค์ว่าถ้าแม้นพระองค์ไม่ ยินยอมยกพระราชธิดาให้ ก็ให้ระวังพระองค์ให้ดี ให้สร้างบ้านเมืองของพระองค์ให้มั่นคง ครั้นแล้วองค์ท้าว ดาหาก็ประกาศิตอย่างองอาจว่า หากจะยังคงทำ สงครามก็ตามใจ พลางเสด็จลงจากที่นั่งแท่นทองเข้าด้าน ในอย่างฉับพลัน ธารกำ นัลก็ปิดม่านในทันที
6 ฝ่ายทูตก็ได้ออกจากเมืองดาหาพากันกลับทันใด ฝ่ายองค์ผู้เป็นสุริย์วงศ์องค์ดาหาเปิดหน้าต่าง แล้วมีบัญชาสั่งเสนาให้เร่งไปทูลเหตุการณ์แก่ผู้เป็นพี่ของพระองค์ และทูลกับผู้เป็นน้องอีกสองคน ของพระองค์ ไปบอกระตูจรกาอย่าจรกาอย่ามัวช้าเพราะจะมีข้าศึกยกทัพมาชิงชัย
7 ท้าวกุเรปันมีราชสารถึงอิเหนาและระตูหมันหยา ฝ่ายองค์ท้าวกุเรปันได้รับแจ้งว่าจะมีข้าศึกมารุกราน จึงให้แต่งสารหนังสือลับแล้วสั่งให้สองเสนาถือไปยัง เมืองหมันหยา ฉบับหนึ่งเร่งนำ กองทัพกำ ชับให้อิเหนาเร่งยกมาช่วย อีกใบหนึ่งไปให้กับเจ้าเมืองผู้ครองเมืองหมันหยา แล้วสั่งให้รีบไปให้ถึงเมืองหมันหยาภายใน 15 คืน ครั้นแล้วขุนนางได้รับคำ สั่งแล้วจึงรีบนำ สารไปจากท้องพระโรงใน ทันที พร้อมกับเรียกทั้งบ่าวไพร่ให้มาพร้อมหน้า แล้วรีบขึ้นขี่ม้าออกจากนครกุเรปันอย่างเร่งรีบในทันใด ฝ่ายองค์ท้าวกุเรปันผู้เป็นใหญ่หลังจากที่ขุนนางได้ทูลลาไปแล้วพระองค์ก็ตรึกตรองในคดีความด้วยพระปรีชา แล้ว ตรัสกับกะหรัดตะปาตี ว่าสงครามนี้เห็นว่าจะสาหัส หากกลัวอนุชาจะเปล่าเปลี่ยวเศร้าใจ ไม่มีที่ปรึกษา จึงรับสั่งให้ ยกพลยกกองทัพ ไปสมทบกับทัพของอิเหนาให้ทันอย่างเร็วไว อย่าให้ข้าศึกทันยกทัพมาประชิดเมืองได้
8 ฝ่ายกะหรัดตะปาตีผู้เป็นโอรสทูลสนองรับสั่งพระองค์ แล้วบอกว่าจะถวายบังคมลาในวันพรุ่งนี้ ครั้นถึงรุ่งสางก็เข้าอาบ น้ำ ชำ ระมลทินจากร่างกาย สรงน้ำ ศักดิ์สิทธิ์แสนบริสุทธิ์ ลูบไล้ด้วยเครื่องหอม แล้วบรรจงสวมใส่สนับเพลาสวมใส่ ภูษาสีดำ อำ ไพ ในวันเสาร์ คาดผ้ารัดเอวใส่เข็มขัดเพชรแสนจะงดงาม ห้อยด้วยตาบทิศสวมสร้อยสังวาลทั้งทองกรทั้ง แก้วช่างงดงาม ธำ มรงค์ประดับด้วยพลอยเพชรมากมาย ทรงสวมชฎามาลัยมีดอกไม้ทัดที่แสนจะเจิดจ้า เปล่งประกาย พร้อมด้วยเหน็บพระแสงแล้วเข้าเฝ้าพระบิดาแล้วเคารพกราบบังคมพระบิดาคอยฟังวาจารับสั่งจะให้ บัญชาให้ยกทัพ ฝ่ายองค์ท้าวกุเรปันก็อวยพรให้โชคดีให้มีฤทธิ์เดชเก่งกล้าสามารถ ให้ศัตรูผู้มุ่งร้ายทั้งหลายจงพ่ายแพ้ ให้มีอานุภาพสามารถสยบศัตรูได้รอบทิศ ให้ศัตรูจงเกรงในฤทธิ์ในตัว ครั้นแล้วกะหรัดตะปาตีก็กราบบังคมไหว้รับพร จากพระบิดาแล้วทูลลาไป ครั้นทัพถึงถึงหน้าพระลานพร้อมด้วยบริวารทหารก็เสด็จขึ้นทรงม้าแล้วรับสั่งให้เคลื่อนพล ออกไป รอนแรมอยู่ในป่าจนถึงทางร่วมเข้าสู้เมืองหมันหยาแล้วสั่งให้หยุดทัพไว้ คอยทัพของอิเหนาที่จตามมา
9 ฝ่ายขุนนางตำ มะหงงกาหลังรวมทั้งดะหมังและมหาเสนาใน ก็เร่งเกณฑ์ทัพในทันใด ได้จัดทหารอาสาผู้มีพื้นฐานการรบที่ แข็งขันจำ นวนห้าหมื่นคน มีช้างม้าและอาวุธอย่างครบครัน มีพลธงที่สำ คัญคอยนำ กองทัพ สองจอมทัพขึ้นขี่ม้ากองทัพแน่น อัดเต็มถนนข้ารับใช้เดินเคียงคอยกางสัปทน แล้วเคลื่อนพลออกจากเมืองไป เมื่อมาถึงทางร่วมริมป่าก็พบกับกองทัพของกะหรัดตะปาตี ทั้งสองกองทัพได้สมทบกันพากันเคลื่อนตามทางมาพร้อมกัน มาถึงฝ่ายทูตทั้งสองของท้าวกะหมังกุหนิงซึ่งได้ถือสารไปเมืองดาหานั้นก็พากันกลับมายังเมืองของตน จนถึงตัวเมืองกะห มังกุหนิง ก็ตรงดิ่งมายังวังใหญ่ เมื่อถึงเวลาก็เข้าเฝ้ากะหมังกุหนิงเหนือหัวในท้องพระโรง แล้วจึงก้มกราบบังคมทูลเหนือหัว ว่าได้ไปถวายสารมาแล้ว ทัพเมืองกาหลังยกมาสมทบ
องค์ท้าวดาหาได้ทราบเนื้อความทุกประการ ทรงตรัสอย่างเฉียบขาดว่าพระธิดาของพระองค์นั้น มีจรกามาสู่ขอและได้ 10 ยกให้ทั้งยังได้กำ หนดนัดหมายงานวิวาห์ไปแล้ว ส่วนบรรดาของถวายนั้นท่านไม่รับ ให้ส่งกลับมาทั้งหมด ท่านไม่ได้ คิดเกรงองค์พระ คอยแต่จะตัดรอนซะทุกเรื่อง และได้ทูลความตามได้รับนอกสาร ถ้าท้าวดาหาไม่ให้พระธิดา ก็จงรีบ เร่งทำ การปรับแต่งพระนครให้มั่นคง รับทัพเหนือหัวที่จะยกมา จะชิงพระธิดาให้ได้หากใครที่ได้รับชัยชนะจะ สมปรารถนา แต่องค์ท้าวดาหากลับตรัสว่าแล้วแต่ตามวิญญาณ์ ขอพระองค์จงทราบด้วย เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงได้สดับฟังทั้งสองทูตทูลความดังนั้นก็โกรธอย่างยิ่ง จึงมีบัญชาตรัสออกมาด้วยความขัดเคืองใจ ว่า ดูดู๋เจ้าเมืองดาหา เราอุตส่าห์อ่อนน้อมง้อขอไปในสาร จะรับไว้ก็ไม่มีเลย ถึงแม้จรกามาขอนางไว้ แล้วได้ยกนาง ให้เขาไปก่อนก็สมควรอยู่ที่จะปราศรัยมาให้ดี แล้วดูสิมาตัดไม่ตรีให้ขาดกัน เรานั้นก็มีศักดามีบารมีมาก อาณาจักร ก็กว้างขวางอยู่พอที่ จำ เป็นจะต้องมีความพยายามไม่ละวาง จะต้องชิงนางบุษบามาให้ได้ หากไม่ได้สมดั่งใจหมายก็ จะไม่ขอกลับคืนพระนครแห่งนี้อีก จะทำ สงครามตามรังควาญอยู่ทุกครา จนกว่าชีวิตจะหาไม่
สองทูตทูลความอีกครั้ง ข้าได้ยินได้ตระหนักในใจว่าท้าวดาหาตรัสให้เสนารีบไปแจ้งเหตุแก่เชษฐา กับเมืองสิง 11 หัสส่าหรี อีกทั้งพระอนุชาแห่งกาหลัง ทั้งยังเมืองแห่งระตูจรกา เห็นว่ากษัตริย์ทั้งสี่เมืองนั้นจะมาช่วยป้องกัน เมืองดาหา เมื่อตอนที่ข้าออกมาจากเมืองนั้น เสนาก็ไปพร้อมกันด้วย ฝ่ายท้าวกะหมังกุหนิงได้ฟังก็ยิ่งกริ้วโกรธยิ่งนัก จึงประภาษไป ถึงว่ากษัตริย์ทั้งสี่เมืองจะมาช่วยท้าวดาหารบ เป็นศึกใหญ่ ตัวกูก็ไม่เกรงกลัวใคร จะหักล้างให้เป็นธุลีจงได้ พูดพร้อมสั่งอำ มาตย์ดะหมังตำ มะหงงให้เร่ง เกณฑ์ไพร่พลที่มาความสามารถในสงคราม ให้เลือกสรรทหารทั้งสี่หมู่ที่เคยทำ ลายค่ายทำ ลายศัตรูมาแต่กอง ร้อยให้มารบในฉับพลับอย่าได้ครั่นคร้าม หาให้ได้ครบสามสิบหมื่นนายที่มีพื้นฐานการรบดี นำ เอาวิหยาสะกำ เป็นกองหน้า คอยตรวจตราเตรียมกระบวนทัพให้ถี่ถ้วน ส่วนกองหลังรั้งที่พลมนตรีของทั้งสองอนุชา กูจะเป็น จอมพลทัพ คอยหนุนทัพลูกให้เข้าโจมตี ไม่เกรงวงศ์เทวาแต่อย่างใด ให้ปรากฏถึงยศศักดิ์ในครั้งนี้ ครั้นแล้ว เสด็จสั่งมหาเสนาถามขุนโหราทั้งสี่คนว่าการที่เราจะยกทัพไปต่อตีในวันพรุ่งนี้ จะดีร้ายประการใด
เมื่อโหราได้ฟังองกษัตริย์กล่าวดังนั้นจึงคลี่ตำ ราพลางคำ นวณเหตุเทียบดวงชะตาของ พระองค์กับโอรสจึงเห็นว่าอาจ 12 ถึงฆาต ทั้งโชคที่ไม่อาจชัดเจนอีกทั้งเคราะห์ในตอนนี้ที่เป็นตัวบดบังฤกษ์ทั้งหลาย จึงทูลไปว่าถ้าหากยกทัพในวัน พรุ่งนี้ จะไม่อาจมีชัยเป็นแน่ ขอให้งดไปเจ็ดวัน ถ้าพ้นจากเจ็ดวันนี้ก็ยังพอทำ เนาได้ ขอให้พระองค์ทรงสั่งให้งดศึก แล้วหาเวลาเพื่อให้ตัวโหราเองหาฤกษ์ใหม่ เพราะการศึกชิงชัยชนะนี้ต้องหนักหน่วงน้ำ พระทัยให้มั่น ฝ่ายเท้ากะหมังกุหนิงได้ฟังดังนั้นก็บอกกลับไปว่าเมื่อตนนั้นมีคำ สั่งให้จัดทัพ ออกไปแล้วจะต้องสั่งยกเลิกไปให้ อับอายเหล่าเสนาหรือประชาชนได้อย่างไร พวกเขาจะคิดเอาว่าตนนั้นเกรงกลัวต่ออำ นาจของฝ่ายตรงข้าม จึงจำ เป็น ต้องออกทัพไปสู้ศึกเพราะถึงตัวตายก็ไม่อาจให้ใครดูหมิ่นได้ จะทิ้งเกียรติยศให้จารึกไว้ในแผ่นดินตราบจนวันที่โลก จะสูญสิ้นไป อีกทั้งถ้ายังยกทัพไปช้ากว่านี้เกรงว่าทางดาหาจะมีทัพใหญ่มาช่วย แล้วการศึกจะยากยิ่งกว่านี้ไปอีก จึง สุดแท้แต่บุญกับกรรมเท่านั้น แล้วพระองค์ก็เสด็จออกไปยังที่พักโดยไม่ฟังคำ กล่าวของโหราเลยกลับมาฝ่ายวิหยาสะ กำ ที่ออกศึกได้รับชัยและเมืองอีกฝ่ายแล้ว จึงสั่งให้เตรียมทัพทุกหมู่ยกพลไปตีเมืองทุกเมืองที่เดินทางผ่าน
เป็นเวลาสิบวันที่เดินทางอยู่ในป่าก็พ้นออกมายังทุ่งของกรุงดาหา เห็นถึงกำ แพงเมืองและมหาปราสาทเรียง 13 รายจึงหยุดไว้ แล้วตั้งค่าย กองทัพนับแสนคนที่แน่นขนัดจึงหยุดพร้อมกันที่ชายป่า ฝ่ายเท้ากะหมังกุหนิงก็รีบเกณฑ์ทัพพลมาใกล้ๆกับทุ่งเห็นลำ ธารน้ำ ที่ไหลเอื่อย อีกทั้งร่มไทรจึงสั่งให้ตั้งทัพ ดะหมังได้ฟังคำ สั่งจึงเกณฑ์คนให้ถางที่แล้วทำ ค่ายหน้าหลังบรรจบกัน อีกทั้งยังยกหอรบปรับให้ค่อยๆขยับ เข้าหาข้าศึกตั้งปีกซ้ายขวาให้ขึงเชือกผูก ราวสามชั้นพร้อมขันชะเนาะระหว่างป้อม กะระยะแล้วใส่บังตาและ งาแซงเพื่อกันศัตรูให้มั่น แล้วตักดินมาใส่สนามเพลาะ เจาะไม้ไผ่เป็นช่องปืน บ้างก็สร้างโรงเลี้ยงเหล่าช้าง ม้า ทั้งผูกเหล่าสัตว์ไม่ให้ตื่น ผูกเสาตะลุงช้างเป็นแห่งๆ และแปลงปืน พื้นก็ปราบให้เรียบเตียน บ้างก็เร่งทำ ตำ หนัก น้อยใหญ่ ทำ เพิงรายรอบทั้งซ้ายขวา นอกค่ายก็ปักขวากมากมาย ชักกำ แพงเข้าหามุมประจบกัน บ้างก็จัดคน ลำ ลองทุกกอง ออกตระเวนพร้อมวางกับดัก คอยสอดส่องลาดเลา ส่วนชั้นในก็เรียกให้ประชุมทัพทั้งสี่
14 เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงเห็นค่ายเสร็จมั่นคงแล้วก็ชวนบุตรและน้องชายทั้งสองให้ เสด็จลงจากรถพร้อมด้วยเหล่า มหาดเล็กแล้วเดินทางไปยังที่พักฝ่ายกองร้อยรักษาการณ์รอบข้างดาหาออกสอดแนมอยู่นอกเมือง ได้เห็นทัพที่ ยกมาถึงชายป่า กระบวนทัพทั้งหน้าหลังล้อมตั้งหนาแน่น ผืนธงซ้อนทับกันมากมายจนมิอาจนับได้ ทั้งเสียงคน อื้ออึง เสียงตัดไม้ ราบไปทั้งป่า ต่างคนต่างก็รีบขึ้นหลังม้าแล้วกะสายตาดูกองทัพอย่างถี่ถ้วน จึงอ้อมออกมาน อกทุ่งแล้วควบม้าคู่กายเข้าเมืองทันที เมื่อเข้าสู่เมืองจึงรีบไปแจ้งข่าวแก่เสนาชั้นผู้ใหญ่ เล่าความถึงสิ่งที่ได้เห็น มาทุกๆสิ่งตั้งแต่ต้นจนจบ ครั้นเสนาได้ยินข่าวดังนั้นก็ตกใจหวั่นไหว จึงให้เหล่าทหารจดเอาใจความคำ สำ คัญ แล้วรีบพาเข้าไปยังท้องพระโรงทันทีเสนาก้มหัวบังคมทูลท้าวดาหาถึงข่าวว่ามีทัพตีเมืองยกมา ไพร่พลใน กองทัพมากมาย ทั้งเสียงม้า เสียงรถ และเสียงช้าง ต่างอื้ออึงคั่นครื้นไม่ขาดสายดังเสียงคลื่นในมหาสมุทร และในตอนนี้ทัพนั้นก็ได้เข้ามาตั้งอยู่ ณ เนินทรายที่เชื่อมต่อของชายทุ่งและป่าแล้ว
เมื่อท้าวดาหาได้ฟังดังนั้นแล้วในใจก็ทรงคิดไตร่ตรองถึงสาเหตุของศึกนี้ที่ มีเพราะตัวพระองค์เองที่ไม่สามารถยก 15 บุษบาให้แก่ฝ่ายนั้นได้ จึงเป็นสาเหตุให้เกิดศัตรู ครั้นแล้วก็นึกน้อยใจไปถึงอิเหนาผู้เป็นหลานที่แกล้งให้เกิดเหตุการณ์ วุ่นวายเช่นนี้ ทั้งร้อนรนไปทั่วทุกเขต ทั้งเสื่อมเสียไปยังชื่อเสียงวงศ์เทวา อีกทั้งศึกก็มาถึงเมืองแล้ว คิดพลางก็สั่งให้ เหล่าเสนาอำ มาตย์ให้เร่งมือเกณฑ์คนเข้ารบ รักษาเมืองไว้ให้มั่นคง พลางรับสั่งให้ดูท่าทีข้าศึกที่ยกมา เหตุหนึ่งก็เป็น ไปได้ว่าจะรอดูข่าวจากม้าเร็วที่สั่งให้ไปแจ้งเหตุกับผู้ เป็นพี่และอีกสองผู้เป็นน้องว่าจะมาช่วยหรือไม่ แม้ว่าเมื่อทั้งสาม นครไม่มาช่วยอาจจะมีขุ่นเคืองน้ำ ใจอยู่บ้าง แต่อย่างไรตนก็จะปราบศัตรูยุติสงครามแม้จะยากเย็นเท่าไรก็ตาม กล่าวไปถึงฝ่ายสุหรานากงกับเหล่าเสนาเมืองกาหลังได้ยกพลกองทัพเร่งรีบเดินทางมา รอนแรมกินนอนในป่าเป็น เวลาทั้งสิ้นสิบห้าวันก็ถึงเขตเมืองดาหาได้ยินถึงข่าว ศัตรูที่ยกทัพมาประชิดเมืองแล้วก็เร่งเดินทางเข้าไปในเมืองทันที เมื่อเดินทางมาถึงกลางเมือง สุหรานากงก็หยุดพลกองทัพไว้และชวนตำ มะหงงเดินทางไปเข้าเฝ้าท้าวดาหา
กล่าวถึงดะหมังจากเมืองกุเรปัน เมื่อเดินทางมาถึงเมืองหมันหยาก็ตรงไปยังเรือนพักของอิเหนาเข้าเฝ้าถวาย 16 พระราชสารแก่อิเหนา อิเหนาคลี่สารของท้าวกุเรปันออกอ่าน ซึ่งในสารนั้นกล่าวว่าตอนนี้มีข้าศึกมาตั้งทัพ ประชิดเมืองดาหา ขอให้อิเหนารีบยกพลไปตีให้ทันท่วงที ถึงไม่เห็นแก่บุษบาก็ขอให้เห็นแก่ท้าวดาหาผู้เป็นอา ศึกครั้งนี้เกิดขึ้นก็เพราะใครไปทำ งามหน้าไว้ให้ เสียคำ พูดให้อายชาวเมืองดาหา ครั้งนี้จะเมินเฉยอีกทำ ให้เสีย ศักดิ์ศรีก็แล้วแต่ใจ ถ้าไม่มาช่วยก็ขาดกันอย่าได้เผาผีกันอีกเลย เมื่ออิเหนาได้อ่านดังนั้น ก็ถอนใจด้วยความ สงสัยว่าบุษบาจะงามถึงเพียงไหนเชียวจึงถูกใจระตูทุกเมือง แค่เพียงเห็นรูปก็จะพากันมาตายเสียแล้ว หากงาม เหมือนจินตะหราก็ว่าไปอย่าง จึงบอกแก่ดะหมังไปว่าจะยกทัพไปในอีก ๗ วัน แต่ดะหมังรีบทูลว่าต้องรีบไปใน ทันที เพราะตอนนี้ข้าศึกยกทัพมาติดพระนครแล้ว ตะหมังกุเรปันถวายสารท้าวหมันหยาและอิเหนา
17 อิเหนาเกรงกลัวท้าวกุเรปันพระบิดาสุดที่จะเลื่อนวันไป ทั้งรักทั้งกลัวห่วงหน้าพะวงหลังคิดแล้วก็ทอดถอน ใจจึงสั่งตำ มะหงงให้รีบจัดทัพใหญ่ทั้งทัพม้า ทัพรถ ทัพช้างเลือกทหารที่มีความสามารถทั้งทหารปืนและ ทหารดาบ อิเหนาจะตัดศึกใหญ่ด้วยกำ ลังที่เข้มแข็งแม้นข้าศึกหนีก็จะทำ ลาย ให้สิ้นไป ถือเอาฤกษ์พรุ่งนี้ จะยกทัพไปช่วยเมืองดาหาเมื่อสั่งเสร็จอิเหนา ก็ไปเข้าเฝ้าท้าวหมันหยา เมื่อไปถึงเขตวังในก็ลงจากหลัง ม้าเข้าท้องพระโรงทันที ดะหมังเมืองกุเรปันก็เข้าเฝ้าท้าวหมันหยาเช่นกันแล้วถวายสารแก่ เจ้าเมืองหมัน หยา ท้าวหมันหยารับสารจากดะหมังคลี่ออกอ่านทันทีในสารมีใจความว่า ตัวท้าวหมันหยามีลูกสาวให้ แต่งตัวยั่วชายจนอิเหนาต้องร้างคู่ไป หลงรักไปติดพันช่างไม่อายผู้คน ตอนนี้มีศึกประชิดเมืองดาหา จน เกิดเรื่องวุ่นวายเสียงานการวิวาห์ไปหมดต่างคนก็หมางใจกัน ในการสงครามครั้งนี้ถ้าไม่ไปช่วยก็จะตัด ญาติขาดมิตรกันไปก็แล้ว แต่ใจเมื่ออ่านสารแล้วท้าวหมันหยากลัวท้าวกุเรปันขุ่นเคืองจึงยื่นสารให้แก่ อิเหนาและกล่าวว่า เห็นหรือไม่อิเหนาหลานรักเจ้าไม่เชื่อฟังคำ จึงทำ ให้มีความผิดไปด้วย แล้วเร่งให้ อิเหนารีบยกทัพไปช่วยเมืองดาหาหากไม่ไปก็จะไม่ให้อยู่กับนางจินตะหรา พร้อมทั้งให้ระเด่นดาหยนคุม กองทัพของเมืองหมันหยาไปด้วย ได้ฤกษ์ยกทัพไปในตอนเช้าพรุ่งนี้
อิเหนารับคำ สั่งแล้วลาไปยังปราสาทนางจินตะหรา เมื่อไปถึงก็เข้าแนบชิดนางทอดถอนใจแล้วแจ้ง 18 เรื่องราวแก่นางว่าดะหมังถือสารจากพระบิดาว่าเมืองดาหาเกิดศึกให้อิเหนารีบยกทัพไปช่วยในวัน พรุ่งนี้ขอให้นางจงอยู่ดีอย่าโศกเศร้าเสียใจเสร็จศึกแล้วจะรีบกลับทันที นางจินตะหรา ได้ฟังก็แค้นใจสะบัดหน้าหันหลังให้พร้อมกับตัดพ้อต่อว่าอิเหนาว่าจะไปปราบข้าศึก หรือจะกลับไปหวนคืนสู่คู่หมั้นเก่ากันแน่ ไหนบอกว่าจะไม่ไปไหนจนกว่าจะตายจากกัน นางก็หลง เชื่อ ไม่รู้ว่าภายหลังจะมาเป็นเช่นนี้ แล้วอีกนานเท่าไหร่เล่าอิเหนาจะกลับมา อิเหนาชี้แจงว่าไม่เคยคลายความรักในตัวจินตะหราเลย แต่ตนมีเหตุจำ เป็นต้องไป เพราะท้าว กุเรปันให้กลับสองครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้เกิดศึกสงคราม ไม่อาจจะขัดได้ แล้วจึงยื่นสารให้จินตะหรา อ่าน นางจินตะหราก็รู้สึกคับแค้นใจไม่มองดูสารแล้วคร่ำ ครวญว่า อนิจจาความรักนั้นก็เหมือนน้ำ ที่ไหลเชี่ยว ไฉนเล่าจะไหลกลับคืนมา คงไม่มีหญิงใดจะเจ็บช้ำ ไปกว่านาง เพราะหลงเชื่อ หลงรัก
19 ถึงตอนนี้แล้วจะไปโทษใครได้ เสียแรงหวังที่จะฝากชีวิตไว้กับอิเหนาแต่ก็ไม่ปราณี ที่จักรีบเสด็จไปนั้นก็ เข้าใจเพราะนางบุษบานั้นคู่ควรกับอิเหนา ไม่ต่ำ ศักดิ์เหมือนนาง ต่อไปชาวเมืองดาหาก็จะนินทาได้ นาง เอาแต่ร้องไห้คร่ำ ครวญ อิเหนาปลอบโยนให้จินตะหราคลายความโศกเศร้า ว่าที่อิเหนาไปนั้น แม้บุษบา จะสวยก็จริง แต่อิเหนาตัดสัมพันธ์ไปแล้ว จรกาจึงมาทำ การสู่ขอและเตรียมการวิวาห์พอท้าวกะหมังกุหนิง ทราบก็มาสู่ขอนางอีกเมื่อไม่ได้นางจึงเกิดศึกในเมืองดาหาเพื่อช่วงชิงนางบุษบาไม่ใช่ว่านางไม่มีใคร อัน ข่าวลือที่ว่าบุษบางามนักนั้นแต่ก็งามสู้นางจินตะหราไม่ได้ ครั้งนี้จำ เป็นจึงต้องจำ จากไปเพราะเกรงกลัว ท้าวกุเรปันบิดาต่างหาก หากเสียเมืองดาหาก็เหมือนเสียถึงวงศ์ตระกูลมีแต่จะถูกนินทา ขอให้นางคิดให้ ดีเมื่อไปแล้วก็ไม่อยู่นานจะรีบกลับมาหานาง นางอย่าได้โศกเศร้าเสียใจ อิเหนาหอมแก้มนางและ ประคองขึ้นบนตัก นางจิตะหราเห็นสารแล้วค่อยบรรเทาความทุกข์ความแคลงใจ นางบอกอิเหนาว่าจะไป ทำ ศึกก็ตามใจแต่เมื่อเสร็จศึกให้คิดถึงเมืองหมันหยาและรีบกลับมานางจะรอ อิเหนารับขวัญนางแล้วว่า คงเป็นเวรกรรมที่ต้องจากไปก็ขอฝากนางมาหยารัศมีและนางสการะวาตีให้จินตะหราดูแลเพราะนางทั้ง สองห่างไกลบิดามารดาอย่าได้เคียดแค้นหึงหวงถ้าผิดก็ให้เมตตานางทั้งสอง อย่าถือโทษโกรธเคือง แล้ว ถอดสังวาลให้นางจินตะหราไว้ดูต่างหน้า
20 อิเหนาทูลลาท้าวหมันหยาและประไหมสุหรี ต่างองค์ต่างอวยพรให้เดินทางปลอดภัยและให้ข้าศึก ศัตรูพ่ายแพ้ แล้วอิเหนาก็ทูลลากลับมาที่ตำ หนักของตน อิเหนาเข้าเฝ้าระตูหมันหยาและถวายบังคมลา
21 พอรุ่งเช้า อิเหนาทรงช้างหันหน้าไปทางทิศตะวันออกพร้อมด้วยเสนาอำ มาตย์ โหราและชีพราหมณ์พอได้ ฤกษ์ก็ลั่นฆ้องดังสนั่นกึกก้องไปทั้งสนาม ปุโรหิตทำ พิธีตัดไม้ข่มนามตามตำ ราพิชัยสงคราม ทั้งทัพหน้า ทัพหลัง ทัพหลวงพร้อมกัน ทหารโบกธงทองกระบี่ครุฑ พวกฝรั่งจุดปืนใหญ่ให้สัญญาณ ชีพราหมณ์ทำ พิธี เบิกโขลนทวารอ่านคาถาอาคม เคลื่อนกองทัพ ออกจากเหมืองหมันหยา มุ่งตรงไปเมืองดาหา ระหว่าง ทางอิเหนาโศกเศร้าเสียใจอาลัยรักนางทั้งสามยิ่งนัก ว่าป่านนี้จะคร่ำ ครวญหา ใครจะปลอบนาง คิดถึง ความหลังแล้งยิ่งใจหายคิดไปก็อายพวกไพร่พลจึงชักม่านปิดทั้งสี่ทิศเหมือนจะบังแสงดวงอาทิตย์ ลมพัด กลิ่นดอกไม้เหมือนกลิ่นผ้านางที่เปลี่ยนมา ได้ยินเสียงนกยูงร้องก็คิดว่าเป็นเสียงของนาง จึงเผยม่านออก มาเห็นแต่ต้นไม้ใบไม้จึงเอนตัวลงพิงหมอนเอามือก่ายหน้าผากคิดถึงความรักก็ยิ่งเศร้าใจจนน้ำ ตาไหล ออกมา ประสันตาพี่เลี้ยงเห็นเช่นนั้นก็ขี่ช้างมาข้างท้ายชี้ชวนให้ชมธรรมชาติของป่าไปตลอดทาง ว่าป่านี้ แปลกตากว่าป่าไหนๆ ไว้เสร็จศึกแล้วน่าจะชวนนางทั้งสามมาเที่ยวพักผ่อนให้สบาย อิเหนากรีฑาทัพไปกรุงดาหา
22 อิเหนานิ่งฟังอยู่นานก็คลายทุกข์แล้วลุกขึ้นถามว่าป่านี้หรือสนุกว่าพลางอิเหนาก็มองไปถามว่าไหนล่ะอย่า โกหกกัน ประสันตาแกล้งทำ ตกใจทูลว่าอยู่ดงนี้เพราะช้างเดินเลยมาแล้วแต่ดงข้างหน้ายังมี อิเหนายิ้มแล้ว ตอบว่าโกหกซึ่ง ๆ หน้าช่างไม่อาย ยังมาเฉไฉไปอีกคนอะไรน่าจะผลักให้ตกจากช้างท่าจะดี อิเหนาชมนกชมไม้ต่าง ๆ เห็นนกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนกเบญจวรรณ นกนางนวล นกจากพราก นกแขกเต้าที่ กำ ลังเกาะต้นเต่าร้าง นกแก้ว นกตระเวนไพร นกเค้าโมง นกคับแค ก็ให้นึกไปถึงนางทั้งสามตลอดทาง เดินทางมาหลายวันก็มาถึงทางร่วมเมืองกุเรปันพบกับกองทัพของกะหรัดตะปาตีอิเหนาก็ให้หยุดกองทัพ กะหรัดตะปาตีพี่ชายอิเหนาเห็นทัพอิเหนายกมาก็ดีใจ บอกว่าท้าวกุเรปันบิดาให้คุมทัพมารอทัพอิเหนาเพื่อ ไปช่วยเมืองดาหามาคอยอยู่หลายวันแล้วข่าวว่าข้าศึกประชิดเมืองแล้วจะได้รีบไป อิเหนาจึงว่าการเดินทาง ทัพนั้นอ้อมกว่ากุเรปัน แล้วทั้งสองทัพก็จัดทัพเข้ากระบวนเดียวกันเร่งรีบยกทัพไปยังกรุงดาหาทันที เมื่อถึง ชายแดนเมืองดาหา อิเหนาก็หยุดตั้งค่ายนามครุฑตามตำ ราพิชัยสงคราม แล้วให้ตำ มะหงงรีบไปกราบทูล ท้าวดาหา ให้กราบทูลอย่าให้ขุ่นเคืองใจ
สุหรานากงทูลว่ามาอยู่ดาหานานแล้วจึงขออาสาออกไปช่วยอิเหนาและกะหรัดตะปาตีออกรบ เมื่อท้าว 23 ดาหาอนุญาต สุหรานากงก็กราบทูลลาออกมาเตรียมไพร่พลแล้วยกพลออกจากเมืองไปยังค่ายของ อิเหนา เมื่อไปถึงก็เข้าเฝ้าอิเหนาสนทนากันด้วยความยินดีเล่าเรื่องราว ตั้งแต่ต้นจนจบว่า เมื่อวันที่สุหรา นากงมาถึงเมืองดาหาได้ทูลว่าอิเหนาจะยกทัพมาช่วย ดูท่าทางท้าวดาหาจะขัดเคืองว่าไหนเลยจะจาก เมืองหมันหยามาเพราะรักเมียดังแก้วตาคงไม่มาแน่นอน เกิดศึกก็เพราะใครจนเดือดร้อนไปทั้งเมือง นับ ประสาอะไรกับท้าวดาหาแม้นตายก็คงไม่เผาผี อิเหนาได้ฟังก็ตอบว่าที่ท้าวดาหาขุ่นเคืองนั้นก็รู้กันอยู่ อิเหนาไม่ถือโทษโกรธตอบคิดแต่จะทำ ศึกให้ได้ชัยชนะแล้วเข้าเฝ้าจะด่า ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ตำ มะหงง ทูลว่าท้าวดาหารับสั่งให้ทูลอิเหนาว่าท่านขอบใจมากเชิญเข้าในเมืองจะได้พักพล แต่ตำ มะหงงทูลท้าว ดาหาว่าอิเหนาจะขอทำ ศึกแก้ตัวก่อนเสร็จศึกแล้วจึงจะเข้าเฝ้าดูท่าทีจะคลายความโกรธเคืองลงแล้ว อิเหนาได้ฟังตำ มะหงงทูลก็รู้สึกสบายใจเสด็จกลับเข้าข้างใน สุหรานากงก็กลับไปยังที่พัก
24 อิเหนาได้ฟังพี่เลี้ยงเล่าเรื่องราวให้ฟังจึงสั่งตำ มะหงงให้เร่งจัดทัพ ตำ มะหงงรับคำ สั่งแล้วรีบออกไปจัดทัพทันที อิเหนามีบัญชาให้จัดทัพเตรียมรบกับกะหมังกุหนิง
25 เมื่อได้ฤกษ์อิเหนา กะหรัดตะปาตี สุหรานากง สังคามาระตา และระเด่นดาหยน ต่างพากันเข้าที่อาบน้ำ ทิพย์มนต์ ทั้งห้าองค์ชำ ระร่างกายแล้วมหาดเล็กก็นำ เครื่องทรงถวายบรรจงทาแป้งที่ปรุงด้วยกลิ่นดอกไม้ สวมใส่กางเกง สวมเสื้อสีต่าง ๆ รัดเข็มขัดที่ประดับด้วยเพชรพลอย สวมสังวาล สวมกำ ไลข้อมือแก้วจาก พม่า สวมแหวนสวยงามระยับตา สวมมงกุฎและใส่ตุมหูเป็นอุบะเพชร เหน็บกริชอันมีฤทธิ์เสด็จออกมาที่ เกยแก้ว ต่างองค์ขึ้นม้าพร้อมพลทั้งสี่เหล่า มหาดเล็กกั้นร่มทองเป็นสีต่างกันให้เดินทัพเป็นห้ากอง เสียง กลองเสียงปืนดังสนั่นครั่นครื้น ฝุ่นตลบอบอวนดังควันไฟ เมื่อมาใกล้กองทัพข้าศึกเห็นธงทิวปลิวไสวก็ให้ หยุดทัพ ตำ มะหงงรับคำ สั่งก็ให้ธงสัญญาณหยุดทัพจัดทัพแบบนามครุฑวางกองทหารเยื้องกันเป็นปันปลา ฝ่ายท้าวกะหมังกุหนิง เห็นกองทัพใหญ่ตั้งมั่นขวางเมืองไว้จึงเรียกวิหยาสะกำ โอรสและระ ตูปาหยัง กับ ระตูประหมันน้องชายรีบกระตุ้นม้าออกไปประจำ ที่กองทัพ แล้วประกาศให้เร่งตีทัพดาหาให้ได้ในวันนี้ ดะหมังรับคำ สั่งก็รีบเข้าโจมตีทันที บ้างจุดปืนใหญ่ (ฉัตรชัย มณฑก นกสับ) นายกองแกว่งดาบควบม้าเข้า ชิงชัยกัน อิเหนาและอนุชากรีพาทัพเผชิญทัพกะหมังกุหนิง
26 ทหารเมืองกุเรปันใช้ปืนตับยิงสกัดไว้แล้วไล่ประจัญบานกัน ต่างฝ่ายต่างมีฝีมือ ต่อสู้กันจนถึงอาวุธสั้น ดาบสองมือโถมเข้าทะลวงฟัน พวกใช้กริชต่อสู้ก็ต่อสู้กันพลวัน ทหารหอกก็ป้องปัดอาวุธไม่หลบหนี ทหารม้ารำ ทวนเข้าสู้กัน บ้างสกัดหอกที่ซัดมา บ้างพุ่งหอก บ้างยิงเกาทัณฑ์ เข้าตะลุมบอนกันกลาง สนามรบ ส่วนที่ตายทับกันเหมือนกองฟาง เลือดไหลนองไปทั่วท้องทุ่ง กองหลังก็หนุนขึ้นไปไม่ขาดสาย สังคามาระคาเห็นข้าศึกโจมตีไม่หยุดก็โกรธมากแกว่งดาบขับม้าเข้าโจมตีข้าศึก ตามลำ พัง อิเหนากับ ระเด่นทั้งสามหันไปดูเห็นสังคามาระตากล้าหาญไม่กลัวเกรงข้าศึกจึงขับม้าตามไป ท้าวกะหมังกุหนิงมองเห็นอิเหนาและระเด่นทั้งสามจึงถามว่าใครคือจรกา อิเหนายิ้มแล้วตอบว่ายกทัพมา จากเมืองกุเรปันเพื่อสังหารข้าศึกที่มาติดเมืองดาหา มาถามหาจรกานั้นไม่อยู่ในกองทัพนี้ ท้าวกะหมังกุ หนิงรู้ว่าเป็นอิเหนาก็รู้สึกกลัวอยู่ลึก ๆ แต่แข็งใจตอบว่า อิเหนาอายุยังน้อยและรูปร่างก็สวยงามพอได้ เห็นก็น่าเสียดายที่ต้องมาตายเสียเปล่าไม่ควรต่อสู้กับท้าวกะหมังกุหนิง เพราะท้าวกะหมังกุหนิงกับ อิเหนาไม่มีข้อขัดข้องหมองใจกันให้จรกามารบเถิดจะได้ดูเล่นเป็นขวัญตา
27 อิเหนาจึงตอบว่าอันตัวจรกานั้นไม่ได้อยู่ที่เมืองดาหานี้เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงหลับหูหลับตามารบผิดเมือง ทำ ให้ ไพร่พลล้มตายเสียเปล่า ถ้าจะรบกับจรกาก็ต้องไปเมืองของจรกา หากไม่รู้จักทาง อิเหนาจะช่วยชี้ทางให้ แต่ถ้ายัง ขืนตั้งทัพประชิดดาหาอยู่อีก ก็คงจะต้องรบกัน เพราะถึงระตูจรกาจะไม่ยกทัพมา ตัวอิเหนาเองในฐานะพี่ชาย ก็ ต้องปกป้องบุษบาผู้เป็นน้องให้ปลอดภัย ท้าวกะหมังกุหนิงจึงชี้แจงว่า ที่ยกกองทัพมาหมายจะชิงตัวนางบุษบา เพราะถึงท้าวดาหาจะรับของหมั้นจากจรกาไว้แล้ว แต่ก็ยังมิได้อภิเษกสมรสกัน จรกาไม่ได้มาด้วยก็ดี จะได้ไม่มี ก้างขวางคอ การชิงนางเช่นนี้ย่อมไม่ผิดธรรมเนียมเพราะเป็นประเพณีมาแต่โบราณ สุดแต่ว่าใครจะมีฝีมือ มากกว่าก็ได้นางไป ดังนั้น เรื่องนี้คงไม่ใช่ธุระกงการอะไรของพี่ชาย เพราะฉะนั้นจงยกทัพกลับไปเสียดีกว่า อิเหนา จึงท้ารบกับท้าวกะหมังกุหนิง แล้วบอกว่าหากรักตัวกลัวตาย ก็ให้รีบมาก้มกราบแล้วยกทัพกลับเมืองไปเสีย วิหยา สะกำ ได้ยินแล้วเคียดแค้นแทนท้าวกะหมังกุหนิง จึงกล่าวกับอิเหนาว่าอย่าปากกล้าโอหังลบหลู่ผู้ใหญ่ อย่าทะนง ตัวว่าเก่ง เมื่อรบกัน ไม่ใครก็ใครก็ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง นี่ยังไม่ทันรบเลยก็มาพูดจาข่มขู่ให้คู่ต่อสู้ยอมแพ้เสีย แล้ว สังคามาระตาฟังวิหยาสะกำ พูดดังนั้นก็โกรธ ขออาสารบกับวิหยากะกำ อิเหนาก็อนุญาตแต่กำ ชับเตือนว่า อย่าลงจากหลังม้า เพราะไม่ชำ นาญเพลงดาบ ให้รบด้วยทวนบนหลังม้าซึ่งชำ นาญดีแล้วจะได้มีชัยชนะในการรบ
28 สังคามาระตาจึงขับม้าไปหยุดที่หน้าวิหยาสะกำ ร้องท้าให้รบด้วยเพลงทวน และแกล้งเยาะเย้ยว่าหากมีฝีมือ ควรคู่กับวงศ์เทวัญก็จะยกนางบุษบาให้วิหยาสะกำ แค้นใจยิ่งนัก จึงถามออกไปว่าเจ้าผู้เก่งกล้ามีชื่อเสียงเรียง นามว่าอะไร อยู่เมืองไหนเป็นเชื้อสายตระกูลใด หรือเป็นเชื้อสายในวงศ์เทวัญของสี่เมืองจึงมาท้ารบช่างไม่ กลัวตาย และผู้ที่ทรงม้าอยู่ในร่มมีใครบ้าง แล้วค่อยมารบกัน สังคามาระตาได้ฟังก็โกรธมาก ก็ชี้แจงว่ามี อิเหนาเมืองกุเรปัน กะหรัดตะปาตีพี่ชายอิเหนา สุหรานากง แห่งเมืองสิงหัดส่าหรี ระเด่นดาหยนจากเมือง หมันหยา ตัวเราชื่อสังคามาระตาบุตรท้าวปักมาหงันเป็นน้องของอิเหนา วิหยาสะกำ ยิ้มเยาะแล้วว่ายังสงสัย ว่าตัวสังคามาระตานั้นเป็นน้องอิเหนาได้อย่างไร หรือมีความรักใคร่กันขอให้บอกมาตามตรง สังคามาระตาโกรธมากร้องว่าไอ้ข้าศึกวาจาหยาบคายมาถามเอาอะไรนักหนา จึงตอบว่า “สุดแต่ว่าจิต พิศวาส ก็นับเป็นวงศ์ญาติกันได้” หลังจากที่เจรจาได้สักพักก็ลงมือรบกัน ทั้งสองสู้ด้วยทวนบนหลังม้าอย่าง กล้าหาญ สง่างามร่ายรำ ยักย้ายเปลี่ยนแปลกระบวนท่าเพลงทวนอย่างชำ นิชำ นาญ ในที่สุดสังคามาระตา ก็ แกล้งลวงให้วิหยาสะกำ แทงทวนแล้วทำ ทีพ่ายหนี วิหยาสะกำ หลงกลชักม้าเลี้ยวตาม สังคามาระตาตลบหลัง กลับมาทันที แล้วแทงทวนสอดลอดเกราะของวิหยาสะกำ ทำ ให้วิหยาสะกำ ตกจากหลังม้าตายทันที
29 กะหรัดตะปาตี ระเด่นดาหยน สุหรานากง เห็นอิเหนาสังหารท้าวกะหมังกุหนิงสิ้นชีวิตลง ทั้งสามจึงชักม้าเข้า สังหารข้าศึก จนระตูปาหยังกับระตูประหมันพ่ายหนีไประตูปะหมันและระตูปาหยังสุดที่จะทัดทานได้ก็แตกพ่ายไป ไพร่พลต่างกระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง บ้างปลอมปนกับพลทหาร บ้างบ่าวหามใส่บ่าพาวิ่งหนี เครื่อง แป้งทิ้งตกกระจายเกลื่อน บ้างหนามเกี่ยวหัวหูก็ไม่รู้สึกตัว บ้างก็หนีไปตามลำ พัง บ้างก็ทิ้งปืนหนีไปแอบหลังเพื่อน พวกถูกปืนก็เซซังคลานหนี ระตูทั้งสองเมื่อกลับถึงค่ายก็ปรึกษากันขอยอมแพ้แก่อิเหนา เพื่อเป็นการรักษาชีวิตและ รี้พลไว้ แล้วระตูทั้งสองก็เข้าเฝ้าอิเหนา ระตูปะหมันและระตูปาหยังต่างกลัวจนตัวสั่นแจ้งแก่อิเหนาว่าทั้ง สองมี ความผิดหนักหนาแต่ขอประทานชีวิตไว้จะขอเป็นข้ารับใช้ต่ออิ เหนาจนกว่าจะตายและจะส่งบรรณาการมาถวาย ตามประเพณี อิเหนาก็รับไว้เป็นเมืองขึ้น แล้วให้ทั้งสองนำ ศพของท้าวกะหมังกุหนิง และวิหยาสะกำ ไปทำ พิธีตาม ราชประเพณี แล้วอิเหนาก็มาดูศพวิหยาสะกำ เห็นศพถูกทิ้งอยู่พิจารณาดูแล้วก็ใจหายเพราะยังเป็นหนุ่มอยู่รูปร่างก็ สวยงามนับว่าสมชายชาตรี ฟันแดงดังแสงทับทิม หน้าตางดงามรับกับคิ้ว ผมปลายงอนงามรูปร่างสมส่วนอย่างนี้ บิดาจึงรักรักรักหนาจนต้องมาตายเพราะลูก หากจรกางดงามอย่างวิหยาสะกำ ก็จะไม่ร้อนใจว่าจะมาปะปนศักดิ์กัน แล้วอิเหนาก็ขึ้นม้ากลับที่พักไป
ระตูปะหมันและระตูปาหยังกอดศพท้าวกะหมังกุหนิงพี่ชายร้องไห้รำ พันออกมาด้วยความเศร้าว่าท้าวกะหมังกุ 30 หนิงนั้นมีชื่อเสียงเกียรติยศปรากฏไปทั่วทุกแผ่นดินทำ สงครามทุกครั้งที่ผ่านมาไม่เคยพ่ายแพ้ครั้งนี้เป็นเพราะ คิดประมาทรักลูกมากเกินไปจะทัดทานอย่างไรก็ไม่ฟัง อนิจจาวิหยาสะกำ คงเป็นเวรกรรมแต่ครั้งก่อน เสียแรงที่ มีกำ ลังมีความกล้าหาญต้องมาตายตั้งแต่ยังอายุน้อย ต่อไปนี้คงไม่ได้เห็นหน้า กลับบ้านเมืองไปคงจะมีแต่ ความเงียบเหงา ทั้งสองระตูต่างโศกเศร้าเสียใจ
31 คำ ศัพท์ยาก กระทรวง - หมู่กระยาหงัน - สวรรค์กราย - เคลื่อนไหวอย่างมีท่าทีกล่าว - ในที่นี้ คือ สู่ขอกะระตะ - กระตุ้นให้ม้าวิ่งหรือเดินกั้นหยั่น - มีดที่มีคม ๒ ข้าง ปลายแหลม ใช้เหน็บเอวเป็นอาวุธกิตาหยัน - มหาดเล็กกิริณี - ช้างพัง หรือ ช้างเพศเมีย
32 เเก้มพุงาน - เเก้วมณีจากเมืองพุกาม(พม่า) ขันธ์ - หมู่, กอง, พวก เขนงปืน - เขาสัตว์สำ หรับใส่ดินปืน โขลนทวาร - ประตูป่า คือ การทำ กรอบประตูสะด้วยใบไม้สำ หรับให้กองทัพที่จะ ไป ทำ ศึกลอดผ่าน โดย ๒ ข้างประตูมีพราหมณ์นั่งประพรมน้ำ มนต์เพื่อ ความ เป็นสิริมงคล งาแซง - ไม้เสี้ยมปลายแหลมที่วางขวางเพื่อป้องกันข้าศึก จัตุรงค์ - ในที่นี้หมายถึง กองทัพ ๔ เหล่า ได้แก่ เหล่าช้าง เหล่ารถ เหล่าม้า และ เหล่าราบ (พลเดินเท้า)
33 ชักปีกกา - จัดทัพให้มีกองขวาและซ้ายเหมือนปีกกา ชีพ่อ - นักบวช ในที่นี้ คือ พราหมณ์ผู้ประกอบพิธี ตะหนัง - ชื่อตำ แหน่งขุนนางในชวา มี ๔ ตำ แหน่ง ได้แก่ ยาสา ตำ มะหงง ดูผี - ในบทประพันธ์ที่ว่า “ถึงเราม้วยก็อย่ามาดูผี” หมายถึง เยี่ยมเคารพศพ ตรัสเตร็จ - สว่างเป็นประกาย ตาด - ผ้าชนิดหนึ่ง ตรึกไคร - ใคร่ครวญ ตุนาหงัน - หมั้น
34 ถอดโกลน - เลื่อนเท้าออกมาจากโกลน (โกลน คือ ห่วงที่ห้อยลงมาจากย่านบ้า สำ หรับสอดเท้ายันเวลาขึ้นหรือลง) ไถ้ - ถุงเท้ายาวๆสำ หรับใส่สิ่งของ ทนาย - ผู้รับใช้ ท่า - คอย นามครุฑ, นามครุฑา - ครุฑนาม คือ การตั้งค่ายเป็นรูปครุฑ บทมาลย์ - เท้าผู้มีบุญ เช่น เท้ากษัตริย์ บุหรง - นก
35 เบาความ - คิดไม่รอบคอบ ประเจียด - ผ้าลงเลขยันต์ เชื่อว่าเป็นเครื่องป้องกันอันตราย ใช้เป็นผ้าผูกคอ หรือ ผูกต้นแขน ประเสบัน - ตำ หนัก ประไหมสุหรี - ชื่อตำ แหน่งพระมเหสีที่ ๑ หรืออัครมเหสีของกษัตริย์ชวาในวงศ์ อสัญแดหวา โดยพระมเหสีที่ ๒ ถึง ๕ ได้แก่ มะเดหวี มะโอ และ เหมาหลาหงิ ตามลำ ดับ ป่วยขา - บาดเจ็บขา
36 ปักมาหงัน + ชื่อเมืองที่บิดาของสังคามาระตาปกครอง ปัจจามิตร ข้าศึกศัตรู ผลไม้ - ในบทประพันธ์ที่ว่า “ช่วงชิงกันดังผลไม้” หมายถึง นารีผล พันตู - คู่ต่อสู้ ฟันไม้ข่มนาม - พิธีกรรมก่อนออกศึก โดยนำ ต้นไม้ที่มีชื่อร่วมตัวอักษรกับชื่อ ข้าศึก มาฟันให้ขาดเพื่อเอาชัย บางแห่งเรียกว่า “ตัดไม้ข่มนาม" ภัสม์ - เถ้า มณฑก - ปืนเล็กยาวชนิดหนึ่ง
37 มโนมัย - ม้า มุรธาวารีภิเษก - น้ำ ที่ผ่านพิธีกรรมเพื่อให้ศักดิ์สิทธิ์ ย่างทีสะเทิน - การเดินอย่างเร็วของช้าง ยาหยี - น้องรัก ยีหวา - ดวงชีวิตหรือดวงใจ ยูรหงส์ - เดินด้วยท่าทางงามสง่าอย่างหงส์ ระเด่นมนตรี - ในที่นี้หมายถึง อิเหนา (ระเด่น หมายถึง เจ้าฟ้า) ระตู - คำ เรียกเจ้าเมืองที่ไม่ได้อยู่ในวงศ์เทวัญ โรมรัน - รบ
38 ลักษณ์ - ในที่นี้หมายถึง จดหมาย ล่าสำ - ชื่อพี่ชายของจรกา เลี้ยง - ในบทประพันธ์ที่ว่า “ถึงไม่เลี้ยงบุษบาเห็นว่าชั่ว” หมายถึง การรับเป็น ภรรยา วงศ์เทวัญอสัญหยา - เชื้อสายกษัตริย์ที่สืบมาจากเทวดา วิหลั่น - ค่ายที่ทำ ให้ขยับเข้าใกล้ข้าศึกทีละน้อย ศรีปิตหรา - กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ ในที่นี้คือ ท้าวดาหา ศัสตรา - อาวุธ สนามเพลาะ - คูที่ขุดบังข้าศึกเวลารบ
39 สองไข - ม่าน ๒ ชาย ส่งสการ - พิธีกรรมเกี่ยวกับการปลงศพ หรือเรียกว่า สังสการ สัปทน - ร่มทำ ด้วยผ้า มีระบาย คันยาว เป็นเครื่องยศขุนนางโบราณ เสาตะลง - เสาขนาดใหญ่สำ หรับผูกช้าง โหมด - ผ้าชนิดหนึ่ง อดอาย - อดสู อับอาย อะหนะ - ลูก อัธยา - อัธยาศัยหรือความประสงค์