274
4. เอกสารประกอบการสอนรายวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ส่วนปฏิบัติการของ
อาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา
การวัดผล
1. สังเกตจากความสนใจและการมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนในห้องเรียน
2. การอภิปราย ซักถาม
3. สังเกตพฤติกรรมกลุ่ม
4. ตรวจผลการงานการใช้แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire Body
,
Assessment (REBA) แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Upper Limb
Assessment (RULA), และ แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office Strain
Assessment (ROSA) จากกรณีศึกษาที่น าส่ง
5. ตรวจการท าแบบฝึกหัดท้ายบท
275
การปฏิบัติการที่ 5
การใช้แบบประเมินทางการยศาสตร์
1. แนวคิดแบบประเมินทางการยศาสตร์
ี้
ื้
ปัจจัยเสี่ยงด้านการยศาสตร์จากการท างาน เช่น การบิดเอยวล าตัว การเออม การหมุนข้อมือ
การยกไหล่ ดึงวัตถุ ผลักวัตถุ อาจท าให้เกิดการบาดเจ็บทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อได้ (ส านักโรค
จากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2560) เป็นสาเหตุของความผิดปกติของระบบโครงร่างกระดูก
และกล้ามเนื้อ ดังนั้นการประเมินปัจจัยเสี่ยงด้านการยศาสตร์ในการท างานจึงเป็นสิ่งส าคัญที่จะ
สามารถหาความเสี่ยง เพอการวางแผนป้องกันและแก้ไขการเกิดความผิดปกติของระบบโครงร่าง
ื่
กระดูกและกล้ามเนื้อจากการท างานได้
ปัจจุบันได้มีการพัฒนาแบบประเมินปัจจัยเสี่ยงด้านการยศาสตร์หลายประเภท การเลือกใช้จะ
ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการน าผลการวิเคราะห์ไปใช้ ปัจจัยเสี่ยง สัดส่วนที่ต้องการประเมิน และ
ข้อจ ากัดของเครื่องมือ โดยในบทนี้จะกล่าวถึงแบบประเมินปัจจัยเสี่ยงด้านการยศาสตร์ 3 เครื่องมือ
ดังนี้
1.1 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire Body Assessment
(REBA) (Hignett, S. & McAtamney, L., 2000) เป็นแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างานทั้ง
ร่างกาย (Whole body assessment) ตั้งแต่ส่วนคอ ล าตัว มือ แขน และขา และภาระงาน เป็นการ
ประเมินเพอให้ได้ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ คะแนนความเสี่ยงของท่าทางการท างาน จะเหมาะส าหรับการ
ื่
ประเมนส่วนต่าง ๆ ของร่างกายส าหรับงานที่มีลักษณะเปลี่ยนท่าทางอย่างรวดเร็วหรืองานที่ไม่อยู่กับที่
ิ
ไม่สามารถท านายได้
1.2 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Upper Limb Assessment
(RULA) (McAtamney, L. & Nigel Corlett E, 1993) เป็นแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการ
ท างานร่างกายส่วนบน (Upper Limb assessment) ตั้งแต่ส่วนคอ ล าตัว มือ แขน และภาระงาน
เป็นการประเมินเพอให้ได้ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ คะแนนความเสี่ยงของท่าทางการท างาน จะเหมาะ
ื่
ส าหรับการประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างานเฉพาะร่างกายส่วนบนเท่านั้น จึงเหมาะกันงานที่มี
ลักษณะการท างานนั่งอยู่กับที่ไม่มีการเคลื่อนไหวของขา
1.3 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office Strain Assessment
(ROSA) (Sonne, M., 2010) เป็นแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างานส าหรับผู้ปฏิบัติงานใน
ิ
ส านักงานโดยเฉพาะ โดยพิจารณาท่าทางการท างานกับความเหมาะสมของเก้าอ หน้าจอคอมพวเตอร์
ี้
โทรศัพท์ เมาส์ และแป้นพมพ ร่วมกับระยะเวลาในการท างาน เป็นการประเมินเพอให้ได้ข้อมูลเชิง
ิ
ื่
์
ปริมาณ คือ คะแนนความเสี่ยงของท่าทางการท างาน
276
2. หลักการใช้แบบประเมินทางการยศาสตร์
2.1 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire Body Assessment
(REBA) (Hignett, S. & McAtamney, L., 2000)
การประเมินนี้แบ่งการประเมินเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม A ประกอบด้วย การประเมินส่วน
คอ ล าตัว และขา (Neck Trunk & Leg analysis) และ กลุ่ม B ประกอบด้วยการประเมินส่วนแขน
และข้อมือ (Arm & Wrist analysis)
กลุ่ม A ประกอบด้วย การประเมินคอ ล าตัว และขา (Neck Trunk & Leg analysis) ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การประเมินส่วนคอ (Neck) ต าแหน่งของคอขณะปฏิบัติงาน ระดับคะแนนที่ให้
จะอยู่ระหว่าง 1 – 2 คะแนน ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 4 คะแนน
ี
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณต่อไปนี้
ถ้ามีการหมุนคอ ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ถ้ามีการเอียงคอไปด้านข้าง ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 2 การประเมินส่วนล าตัว (Trunk) เป็นการประเมินการโน้มของล าตัว ทั้งการโน้ม
ี้
ไปด้านหน้าและด้านหลัง การบิดหรือเอยวตัว หรือเอียงตัวไปด้านข้างด้านใดด้านหนึ่ง ระดับคะแนนที่
ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 4 คะแนน ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 6 คะแนน
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ถ้ามีการบิดหรือเอี้ยวตัว ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ถ้ามีการเอนตัวไปด้านข้าง ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 3 การประเมินส่วนขา (Legs) เป็นการประเมินท่าทางของขา เช่น ยืนขาตรงอยู่
เสมอและอยู่ในลักษณะสมดุลหรือไม่ ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 2 คะแนน ในส่วนนี้สามารถ
ประเมินด้านซ้ายและด้านขวา แยกกันหรือประเมินด้านที่มีความเสี่ยงมากกว่าก็ได้ ซึ่งคะแนนสูงสุด
ของขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 4 คะแนน
277
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
๐
ถ้ามีการย่อเข่าระหว่าง 30-60 ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
๐
ถ้ามีการย่อเข่ามากกว่า 60 ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +2 คะแนน
ขั้นตอนที่ 4 ประเมินคะแนนของท่าทางในกลุ่ม A จากคะแนนที่ได้ในขั้นตอนที่ 1-3 น าค่าที่
ได้มาอ่านค่าในตารางการประเมินท่าทางในกลุ่ม A
ขั้นตอนที่ 5 แรงที่ใช้หรือภาระงาน (Force/Load) ภาระงานหรือแรงที่ใช้ในการปฏิบัติงานเป็น
ื่
ส่วนหนึ่งที่ท าให้ผู้ปฏิบัติงานเกิดความเมื่อยล้ามากยิ่งขึ้น และจะยิ่งมีความเสี่ยงต่อการปวดเมอย ระดับ
คะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 0 – 2 คะแนน โดยมีคะแนนสูงสุดไม่เกิน 3 คะแนน
ถ้าการท างานมีภาระงานหรือแรงที่ใช้ในการปฏิบัติงาน น้อยกว่า 11 ปอนด์ (5 กิโลกรัม) ให้
คะแนนเป็น 0 คะแนน
ถ้าการท างานมีภาระงานหรือแรงที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ระหว่าง 11-22 ปอนด์ (5-10
กิโลกรัม) ให้คะแนนเป็น 1 คะแนน
ถ้าการท างานมีภาระงานหรือแรงที่ใช้ในการปฏิบัติงาน มากกว่า 22 ปอนด์ (5-10 กิโลกรัม) ให้คะแนน
เป็น 2 คะแนน
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ถ้ามีการใช้แรงแบบกระแทรก หรือกระชากเร็วๆ ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 6 การสรุปคะแนนรวมในกลุ่ม A จากคะแนนการประเมินท่าทางในกลุ่ม A ซึ่งได้มา
จากขั้นตอนที่ 4 น ามารวมกับคะแนนในขั้นตอนที่ 5 จะได้เป็นคะแนนรวมของการประเมินใน
กลุ่ม A ซึ่งจะน ามาใช้ในการประเมินคะแนนรวมของวิธี REBA
กลุ่ม B ประกอบด้วยการประเมินส่วนแขน และข้อมือ (Arm & Wrist analysis) ดังนี้
ขั้นตอนที่ 7 การประเมินแขนส่วนบน (Upper arm) ซึ่งประกอบด้วยแขน และข้อมือ โดย
การประเมินในส่วนนี้สามารถประเมินด้านซ้ายและด้านขวา แยกกันหรือประเมินด้านที่มีความเสี่ยง
มากกว่าก็ได้ ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 4 คะแนน ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 6
คะแนน
278
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ถ้ามีการยกหัวไหล่ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ถ้าหัวไหล่กางออก ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ถ้าวางแขน หรือสามารถพาดแขนได้ ให้คะแนนลดไปอีก -1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 8 การประเมินแขนส่วนล่าง (Lower arm หรือ forearm) ท่าทางของแขนส่วนล่าง
้
(ขอศอกลงมาถึงข้อมือ) ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 2 คะแนน ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้
จะไม่เกิน 2 คะแนน
ขั้นตอนที่ 9 การประเมินข้อมือ (Wrist) ประเมินลักษณะท่าทางการใช้มือของผู้ปฏิบัติงานใน
ระหว่างการท างาน ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 2 คะแนน ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะ
ไม่เกิน 3 คะแนน
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ิ่
ถ้ามีการท างานที่เกิดการเบี่ยงข้อมือออกจากแนวกึ่งกลาง ให้บวกคะแนนเพมอก +1
ี
คะแนน
ขั้นตอนที่ 10 การประเมินคะแนนของท่าทางในกลุ่ม B จากคะแนนที่ได้ในขั้นตอนที่ 7-9 น า
ค่าที่ได้มาอ่านค่าในตารางการประเมินท่าทางในกลุ่ม B
279
ขั้นตอนที่ 11 การประเมินการจับยึดวัตถุ (Coupling) เป็นการประเมนลักษณะการจับยึดวัตถุ
ิ
ิ
ขณะท างาน ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 3 คะแนน ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะไม่เกน 3
คะแนน
วัตถุจับยึดมีมือจับ ผู้ปฏิบัติสามารถจับยึดได้ถนัดมือสามารถก าได้รอบมือ ให้คะแนนเป็น 0
คะแนน
วัตถุจับยึดมีมือจับ แต่ไม่เหมาะสม ผู้ปฏิบัติไม่สามารถก าได้รอบมือ ให้คะแนนเป็น 1 คะแนน
ไม่มีมือจับแต่มีจุดที่สามารถสอดนิ้วมือหรืองอนิ้วมือเพื่อจับยึดได้ ให้คะแนนเป็น 2 คะแนน
ไม่มีมือจับและวัตถุจับยึดได้ยากเช่น เปลี่ยนรูปร่างได้เป็นก้อนกลมใหญ่ ผิวลื่นมัน เป็นต้น ให้
คะแนนเป็น 3 คะแนน
ขั้นตอนที่ 12 การสรุปคะแนนรวมในกลุ่ม B จากคะแนนการประเมินท่าทางในกลุ่ม B จะ
ได้มาจากการรวมคะแนนของขั้นตอนที่ 10 และ 11 เข้าด้วยกัน เพอน าไปใช้ในการเปิดตารางรวม
ื่
คะแนนสุดท้าย
ิ
ขั้นตอนที่ 13 การประเมินการเคลื่อนไหวและกิจกรรมของงาน เป็นการพจารณาถึงลักษณะ
ของงานที่ผู้ปฏิบัติงานด าเนินการว่ามีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างไร หรือมีลักษณะงานเป็นอย่างไร ซึ่ง
คะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 3 คะแนน
ถ้าร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งอยู่กับที่นานกว่า 1 นาที ให้คะแนนเป็น 1 คะแนน
มีการเคลื่อนไหวร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งซ้ าๆ มากกว่า 4 ครั้งต่อนาที ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก 1
คะแนน
ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงต าแหน่งท่าทางของร่างกายมากและเร็ว หรือมีการทรงตัวไม่ดี ให้บวก
คะแนนเพิ่มอีก 1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 14 การหาค่าคะแนน C
การหาค่าคะแนน C จะได้มาจากการเปิดตาราง C โดยน าค่าคะแนนประเมินรวมของ
กลุ่ม A (จากขั้นตอนที่ 6) และคะแนนประเมินรวมของกลุ่ม B (จากขั้นตอนที่ 12) มาอานค่าจาก
่
ตาราง C ดังแสดงในตาราง
การแปรผล
1 คะแนน หมายถึง ไม่มีความเสี่ยง
2-3 คะแนน หมายถึง เสี่ยงในระดับน้อย และการปรับปรุงสถานีงาน
4-7 คะแนน หมายถึง เสี่ยงในระดับปานกลาง การปรับปรุงสถานีงานอย่างรวดเร็ว
และมีการประเมินซ้ า
8-10 คะแนน หมายถึง เสี่ยงในระดับสูง มีการประเมินซ้ า และ ปรับปรุงสถานีงาน
และกระบวนการท างาน
มากกว่า 11 คะแนน หมายถึง เสี่ยงในระดับสูงที่สุด แก้ไขปรับปรุงสถานีงาน และ
กระบวนการท างานโดยด่วน
280
2.2 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Upper Limb Assessment
(RULA) (McAtamney, L. & Nigel Corlett E, 1993)
การประเมินนี้แบ่งการประเมินเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่ม A ประกอบด้วย การประเมินส่วน
แขนและข้อมือ (Arm & Wrist analysis) และ กลุ่ม B ประกอบด้วยการประเมินในส่วน คอ ล าตัว
และขา (Neck, Trunk & Leg analysis)
กลุ่ม A ประกอบด้วย การประเมินส่วนแขนและข้อมือ (Arm & Wrist analysis) ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การประเมินต าแหน่งแขนส่วนบน (upper arm) ท่าทางของแขนส่วนบน (ไหล่
ลงมาถึงข้อศอก) ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 4 คะแนน ในส่วนนี้สามารถประเมินด้านซ้าย
และด้านขวา แยกกันหรือประเมินด้านที่มีความเสี่ยงมากกว่าก็ได้ ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะไม่
เกิน 6 คะแนน
ี
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณต่อไปนี้
ถ้ามีการยกของไหล่ ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ถ้ามีการกางแขน ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ถ้าแขนมีที่รองรับหรือวางพาดอยู่ ให้ลบคะแนน -1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 2 การประเมินต าแหน่งแขนส่วนล่าง (lower arm หรือ forearm) ท่าทางของแขน
ส่วนล่าง (ข้อศอกลงมาถึงข้อมือ) ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 2 คะแนน ในส่วนนี้สามารถ
ประเมินด้านซ้ายและด้านขวา แยกกันหรือประเมินด้านที่มีความเสี่ยงมากกว่าก็ได้ ซึ่งคะแนนสูงสุด
ของขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 4 คะแนน
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ถ้ามีการท างานไขว่แขนเลยแกนกลางล าตัว ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ถ้ามีการท างานในลักษณะกางแขนออกไปด้านข้างล าตัว ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
281
ขั้นตอนที่ 3 การประเมินต าแหน่ง มือ และข้อมือ (hand และ wrist) ท่าทางของข้อมือ และ
มือ ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 3 คะแนน ในส่วนนี้สามารถประเมินด้านซ้ายและด้านขวา
แยกกันหรือประเมินด้านที่มีความเสี่ยงมากกว่าก็ได้ ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 4 คะแนน
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ถ้ามีการท างานที่เกิดการเบี่ยงข้อมือออกจากแนวกึ่งกลาง ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 4 การประเมินการบิดข้อมือ (wrist twist) พจารณาการบิดหมุนข้อมือ ระดับ
ิ
คะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 2 คะแนน ให้แยกประเมินที่ละข้าง ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะไม่
เกิน 2 คะแนน
ขณะท างานข้อมือไม่ควรหมุน ถ้ามีการหมุนข้อมือ ให้คะแนนเป็น 1 คะแนน
ื
ถ้ามีการท างานที่หมุนข้อมือมากเกอบสุด ให้คะแนนเป็น 2 คะแนน
ขั้นตอนที่ 5 สรุปผลจากขั้นตอนที่ 1-4 โดยใช้ตาราง A
น าข้อมูลจากขั้นตอนที่ 1-4 ซึ่งเป็นผลจากการวิเคราะห์ท่าทางของแขนและมือ ในขณะ
ท างานมาเป็นค่าคะแนนรวมในตาราง A
ขั้นตอนที่ 6 ประเมินการใช้แรงจากกล้ามเนื้อในการท างาน ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะ
ไม่เกิน 2 คะแนน
ถ้าการท างานมีการใช้แรงจากกล้ามเนื้อแบบสถิต เช่น มีการใช้แรงโดยเกร็งกล้ามเนื้อต่อเนื่อง
นานกว่า 1 นาที ให้คะแนนเป็น 1 คะแนน
ถ้าการท างานเป็นแบบซ้ า ๆ โดยมีการเคลื่อนไหวกลับไปกลับมาเกินกว่า 4 ครั้ง ต่อนาทีหรือ
มากกว่า ให้บวกคะแนนเพิ่มอีก 1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 7 ประเมินภาระงานที่ท า
ถ้าภาระงานที่ท า ได้แก แรงที่ใช้ หรือ น้ าหนักที่ถอ ถ้าน้อยกว่า 2 กิโลกรัม ให้ คะแนนเป็น 0
่
ื
คะแนน
ถ้าภาระงานอยู่ระหว่าง 2-10 กก. ถือหรือใช้แรงนานๆ ครั้ง ให้คะแนนเป็น 1 คะแนน
ถ้าภาระงานอยูระหว่าง 2-10 กก. ถือหรือใช้แรงตลอดเวลาหรือทาซ้ าไปมาบ่อย ๆ ให้คะแนน
เป็น 2 คะแนน
ถ้าภาระงานมากกว่า 10 กก. ถือหรือใช้แรงแบบสถิต หรือเคลื่อนที่ซ้ าไปมาบ่อย ๆ หรือ มี
การใช้แรงท างานดังกว่าอย่างรวมเร็ว ให้คะแนนเป็น 3 คะแนน
ขั้นตอนที่ 8 สรุปผลคะแนนการวิเคราะห์ของ แขน และมือ
รวมผลคะแนนจากขั้นตอนที่ 5 – 7 ไว้ในขั้นตอนนี้ เพื่อใช้เปิดตาราง C
282
กลุ่ม B ประกอบด้วยการประเมินในส่วน คอ ล าตัว และขา (Neck, Trunk & Leg analysis)
ดังนี้
ขั้นตอนที่ 9 การวิเคราะห์ท่าทางของศีรษะและคอ (head และ neck) พจารณาต าแหน่งของ
ิ
ศีรษะและคอ ในท่าการ ก้ม เงย และหมุนของศีรษะและคอ ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 4
คะแนน ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 6 คะแนน
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ถ้ามีการหมุนศีรษะ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ถ้ามีการเอียงศีรษะไปด้านข้าง ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 10 การวิเคราะห์ต าแหน่งของล าตัว (trunk) ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 4
คะแนน ซึ่งคะแนนสูงสุดของขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 6 คะแนน
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ล าตัวมีการหมุน ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ล าตัวมีการเอียงไปด้านข้าง ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 11 การประเมินท่าทางของขาและเท้า (leg และ feet)
ื้
ขาอยู่ในลักษณะสมดุลซ้ายขาวโดยเท้าสามารถวางบนพนที่มีการรองรับดี ให้ คะแนนเป็น 1
คะแนน
ถ้าไม่สมดุลหรือพื้นรองรับเท้าไม่ดี ให้คะแนนเป็น 2
283
ขั้นตอนที่ 12 สรุปผลท่าทางการท างานจากขั้นตอนที่ 9-10 โดยใช้ตาราง B
ใช้ค่าจากขั้นตอน 8-10 เพื่อหาคะแนนในตาราง B
ขั้นตอนที่ 13 ประเมินระดับลักษณะการใช้แรงจากกล้ามเนื้อ
ถ้ามีการใช้แรงจากกล้ามเนื้อในแบบสถิตเป็นเวลานาน หรือ การท างานแบบใช้แรงซ้ า ๆ ไป
มา ด้วยความถี่ 4 ครั้งต่อนาทีหรือสูงกว่า ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 14 ประเมินระดับภาระงาน จากน้ าหนักของหรือแรงที่ใช้
ถ้าภาระงานที่ใช้มีค่าน้อยกว่า 2 กก. ท านาน ๆ ครั้ง ให้คะแนนเป็น 0 คะแนน
ถ้าภาระงานที่ใช้มีค่าระหว่าง 2-10 กก. ท าเป็นครั้งคราว ให้คะแนนเป็น 1 คะแนน
่
ถ้าภาระงานที่ใช้มีคาระหว่าง 2-10 กก. ออกแรงแบบสถิตหรือเกิดขึ้นซ้ าไปมา ให้คะแนนเป็น
2 คะแนน
ถ้าภาระงานที่ใช้มีค่ามากกว่า 10 กก. ออกแรงแบบสถิต หรือเกิดซ้ าไปมาบ่อยๆ หรือมีการ
ออกแรงอย่างรวดเร็ว ให้คะแนนเป็น 3 คะแนน
ขั้นตอนที่ 15 สรุปผลการวิเคราะห์ ศีรษะ คอ ล าตัว ขา และเท้า
รวมคะแนนจากขั้นตอนที่ 12 ซึ่งได้จากการเปิดตาราง B รวมกับคะแนนใน ขั้นตอนที่ 13
และ 14 ซึ่งเป็นลักษณะการใช้งานกล้ามเนื้อและภาระงานที่ต้องท า คะแนนรวมที่ได้ใส่ไว้ในขั้นตอนนี้
เพื่อน าไปเปิดตารางสรุปผลของ RULA ในตาราง C
การแปรผล
1-2 คะแนน หมายถึง ยอมรับได้
3-4 คะแนน หมายถึง ต้องมีการประเมินซ้ า
5-6 คะแนน หมายถึง ต้องมีการประเมินซ้ า และปรับปรุงสถานีงานโดยเร็ว
มากกว่า 7 คะแนน หมายถึง ต้องมีการประเมินซ้ า และปรับปรุงสถานีงานอย่าง
ด่วนที่สุด
2.3 แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office Strain Assessment
(ROSA) (Sonne, M., 2010) เป็นเครื่องมือในการบ่งชี้จุดที่มีปัจจัยเสี่ยงในการท างานที่เป็นส านักงาน
ี้
ิ
ิ
ุ
โดยมีการพจารณาลักษณะการใช้อปกรณ์ในส านักงานรวมด้วย ได้แก่ เก้าอ หน้าจอคอมพวเตอร์
โทรศัพท์ เมาส์ แป้นพิมพ เป็นต้น การประเมินจะมีค่าตั้งแต่ 1 ถึง 10 คะแนนคะแนนตั้งแต่ 5 คะแนน
์
ขึ้นไปแปลว่าเป็นจุดที่มีความเสี่ยงสูงและควรที่จะมีการวิเคราะห์สถานีงานเพมเติมเพอการปรับปรุง
ื่
ิ่
และลดภาวะเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น
ั
ี้
ขั้นตอนที่ 1 การประเมินปัจจัยเสี่ยงที่สัมพนธ์กับความสูงของเก้าอ (Chair Height) ขั้นตอน
ี้
ิ
นี้จะประเมินท่าทางในการนั่งบนเก้าอที่ใช้ขณะท างาน เพอพจารณาว่าความสูงของเก้าอมีความ
ี้
ื่
เหมาะสมกับสรีระของผู้ปฏิบัติงานหรือไม่ ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 3 คะแนน คะแนน
สูงสุดในขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 5 คะแนน
284
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ที่ว่างระหว่างขากับโต๊ะ/ความสามารถในการไขว้ขา ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ไม่สามารถปรับระดับได้ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ิ
ขั้นตอนที่ 2 ประเมินปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับความลึกของที่นั่ง (Pan Depth)พจารณา
ลักษณะของที่นั่งในการปฏิบัติงานในส านักงานขนาดความกว้างและความลึกเหมาะสมกับสรีระของ
ผู้ปฏิบัติงานหรือไม่ ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 2 คะแนน คะแนนสูงสุดในขั้นตอนนี้จะไม่
เกิน 3 คะแนน
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ไม่สามารถปรับระดับได้ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ั
ั
ิ
ขั้นตอนที่ 3 การประเมินปัจจัยเสี่ยงที่สัมพนธ์กับที่พกแขน (Armrest) พจารณาว่า
ิ
ผู้ปฏิบัติงานสามารถวางแขนในท่าที่ดูผ่อนคลาย มุมข้อศอกเป็น 90 องศา มีที่พงหลังถึงระดับหัวไหล่
หรือไม่ ลักษณะของที่พกแขนที่เหมาะสม จะช่วยลดการเกร็งหรือการใช้แรงแบบสถิตบริเวณหัวไหล่
ั
และกล้ามเนื้อแขนในระหว่างการใช้เมาส์ ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 2 คะแนน คะแนนการ
ประเมินในขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 5 คะแนน
285
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ที่วางแขนแข็ง หรือเสียหาย ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ที่ว่างแขนท าให้แขนกางออกจากตัวให้คะแนนเพิ่มอก +1 คะแนน
ี
ไม่สามารถปรับระดับได้ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 4 การประเมนปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับพนักพิง (Backrest) พจารณาลักษณะ
ิ
ิ
พนักพงรองรับบริเวณเอวของผู้นั่งมีความลาดเอยงประมาณ 95-100 องศา เพอลดความล้าของ
ี
ิ
ื่
กล้ามเนื้อบริเวณหลังส่วนล่าง ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 2 คะแนนคะแนนสูงสุดในขั้นตอน
นี้จะไม่เกิน 4 คะแนน
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
พื้นที่บริเวณหน้างานสูง ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ไม่สามารถปรับระดับได้ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 5 การประเมินปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับจอภาพ (Monitor) หน้าจอควรอยู่ห่าง
จากผู้ใช้อย่างน้อย 40-75 เซนติเมตร หรือโดยประมาณจากความยาวของแขนผู้ใช้ก็ได้อยู่ในระดับ
สายตา ไม่ท าให้ผู้ปฏิบัติงานต้องกม หรือเงยคอ ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 3 คะแนน
้
คะแนนสูงสุดในขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 6 คะแนน
286
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
มีการหมุนคอมากกว่า 30 องศา ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
มีแสงจ้า (Glare) สะท้อนที่หน้าจอ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ไม่มีที่จับยึดเอกสารบริเวณหน้าจอ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 6 การประเมินปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับโทรศัพท์ (Phone) โทรศัพท์ควรวางอยู่ใน
ื่
ต าแหน่งที่เหมาะสมเมื่อใช้งานผู้ปฏิบัติงานมีท่าทางการใช้งานที่เหมาะสมไม่บิดไม่เชื่อมตัวเพอรับ
โทรศัพท์ ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1 – 2 คะแนน คะแนนสูงสุดในขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 5
คะแนน
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
ใช้คอ หรือหัวไหล่ หนีบโทรศัพท์ขณะคุย ให้คะแนนเพิ่มอีก +2 คะแนน
ไม่มีที่ hand free หรือุปกรณ์ในการช่วยฟัง ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 7 การประเมินปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับเมาส์ (Mouse) เมาต้องอยู่ในแนวเส้นตรง
เมื่อเทียบกับไหล่รูปร่างของเมาส์มีขนาดพอเหมาะกับขนาดของคู่มือผู้ใช้ ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่
ระหว่าง 1 – 2 คะแนน คะแนนสูงสุดในขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 6 คะแนน
287
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
เมาส์ หรือแป้นพิมพ์ อยู่บริเวณอื่น ให้คะแนนเพิ่มอีก +2 คะแนน
ขนาดเมาส์ไม่กระชับกับอุ้งมือ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ไม่มีที่รองข้อมือ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 8 การประเมินปัจจัยเสี่ยงที่สัมพันธ์กับแป้นพิมพ์ (Key Board) ขณะใช้
แป้นพิมพ์ ผู้ปฏิบัติงานจะไม่มีการงอข้อมือขึ้นลงหรือเบี่ยงซ้ายขวา ระดับคะแนนที่ให้จะอยู่ระหว่าง 1
– 2 คะแนน คะแนนสูงสุดในขั้นตอนนี้จะไม่เกิน 6 คะแนน
ปรับคะแนนเพิ่มในกรณีต่อไปนี้
้
ข้อมือ และมือมีการเอียงออกด้านขาง ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
แป้นพิมพ์สูง จนท าให้ผู้ปฏิบัติยกไหล่ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
มีการเอื้อมหยิบของในระดับที่สูงกว่าศีรษะ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ไม่สามารถปรับระดับได้ ให้คะแนนเพิ่มอีก +1 คะแนน
ขั้นตอนที่ 9 การหาคะแนนของเก้าอ ขั้นตอนนี้จะน าคะแนนประเมินในส่วนของขั้นตอนที่
ี้
่
1 รวมกับ ขั้นตอนที่ 2 น ามาใช้อานค่าในตาราง a ในแนวนอนและใช้คะแนนในขั้นตอนที่ 3 รวมกับ
ขั้นตอนที่ 4 น ามาอ่านค่าในตารางแนวตั้ง
ุ
ขั้นตอนที่ 10 การหาคะแนนระยะเวลาการใช้งานอปกรณ์เสริม ขั้นตอนนี้จะน าคะแนน
่
ประเมินในส่วนของขั้นตอนที่ 5 ขั้นตอนที่ 6 น ามาใช้อานค่าในตาราง b และใช้คะแนนในขั้นตอนที่ 7
่
รวมกับขั้นตอนที่ 8 น ามาอานค่าในตาราง c หลังจากนั้นน าค่าที่ได้จากการอานค่าในตาราง b และ c
่
มาอ่านค่าในตารางจอภาพ และอุปกรณ์เสริม (Monitor and peripherals score)
288
ขั้นตอน 11 คะแนนรวมและสรุปผล น าคะแนนที่อานได้จากตาราง A ขั้นตอน 9 และ
่
่
คะแนนที่อานได้ในตารางจอภาพและอุปกรณ์เสริมขั้นตอนที่ 7 มาอ่านค่าในตาราง อ่านค่าสุดท้ายก็จะ
ได้คะแนน ROSA Final Score
289
ปฏิบัติการที่ 5 เรื่องการใช้แบบประเมินทางการยศาสตร์
ุ
เครื่องมือและอปกรณ์
1. แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire Body Assessment (REBA)
2. แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Upper Limb Assessment (RULA)
3. แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office Strain Assessment (ROSA)
4. ไม้บรรทัด ไม่วัดมุม
5. ปากกา ดินสอ ยางลบ
6. กล้องถ่ายรูป หรือ ภาพการปฏิบัติงาน
วิธีปฏิบัติ
1. ถ่ายรูปการปฏิบัติงาน หรือ หารภาพการปฏิบัติงานในกรณีต่าง ๆ
1.1 งานที่นั่งท างาน โดยไม่มีการเคลื่อนไหวขา เช่น การนั่งจักสาน การนั่งท างาน
1.2 งานที่มีการเคลื่อนไหวทั้งร่างกาย เช่น การเข็นรถเข็น
1.3 งานที่ปฏิบัติงานในห้องส านักงาน
2. น ามาปฏิบัติการประเมินท่าทางในการท างานตามหลักการใช้แบบประเมินทางการยศาสตร์
โดยใช้แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire Body Assessment (REBA),
แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Upper Limb Assessment (RULA), และ
แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office Strain Assessment (ROSA)
3. สรุปผล หาข้อเสนอแนะ
บทสรุป
การประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างานเป็นงานที่สามารถกระท าได้โดยการใช้แบบ
ประเมินอย่างง่าย ซึ่งสามารถใช้บ่งชี้ความเสี่ยงในพนที่ปฏิบัติงานได้เบื้องต้น โดยสามารถให้ข้อมูลที่
ื้
เป็นประโยชน์ เพอการปรับสถานทีงาน และท่าทางการท างานให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้นได้ ดังนั้นการ
ื่
ประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างานจึงเป็นอกทางเลือกหนึ่งในการช่วยทบทวนแก้ไขความเสี่ยง
ี
ปัจจัยทางด้านการยศาสตร์ในผู้ปฏิบัติงาน เพื่อการวางแผนควบคุม และป้องกันอันตรายที่เกิดได้
290
290
290
290
291
291
291
291
292
292
292
292
293
ค าถามท้ายบท
1. จงอธิบายความแตกต่างของแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire
Body Assessment (REBA), แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Upper Limb
Assessment (RULA), และ แบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office Strain
Assessment (ROSA)
2. จงอธิบายขั้นตอนของแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Entire Body
Assessment (REBA) มาเป็นแผนผัง
3. จงอธิบายขั้นตอนของแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Upper Limb
Assessment (RULA) มาเป็นแผนผัง
4. จงอธิบายขั้นตอนแบบประเมินความเสี่ยงของท่าทางการท างาน Rapid Office Strain
Assessment (ROSA) มาเป็นแผนผัง
เอกสารอ้างอิง
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2560). รายงานสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพจาก
การประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมปี พ.ศ. 2560. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข.
Hignett S, McAtamney L. (2000). Rapid entire body assessment (REBA). Appl Ergon, 31(2),
201-5.
McAtamney L, Nigel Corlett E. (1993). RULA: a survey method for the investigation of
work-related upper limb disorders. Appl Ergo, 24(2), 91-9.
Sonne, M. (2010). The Rapid Office Strain Assessment (ROSA): Validity of online worker
self-assessments and the relationship to worker discomfort. Electronic Theses
and Dissertations. 7174. Retrieved from https: https://scholar.uwindsor.ca/
etd/7174.
294
295
แผนบริหารการสอนทางห้องปฏิบัติการที่ 6
เนื้อหา
การตรวจวัดการได้ยิน
1. แนวคิดการตรวจวัดการได้ยิน
2. หลักการตรวจวัดการได้ยิน
3. ปฏิบัติการที่ 7 เรื่องการตรวจวัดการได้ยิน
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. ผู้เรียนเข้าใจแนวคิด หลักการ และกระบวนตรวจวัดการได้ยิน
2. ผู้เรียนมีทักษะในการตรวจวัดการได้ยิน
3. ผู้เรียนวิเคราะห์ข้อมูล และบูรณาการความรู้เพอให้ข้อเสนอแนะในการควบคุม ป้องกัน
ื่
และปรับปรุงแกไขปัญหาเกี่ยวกับการตรวจวัดการได้ยินได้
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ทบทวนความรู้เกี่ยวกับสรีรวิทยาในการท างาน เรื่อง หูและการได้ยิน โดยการสนทนา และ
อภิปรายกลุ่ม โดยให้นักศึกษาร่วมกันอภิปรายอย่างหลากหลาย และผู้สอนสรุป
2. บรรยายด้วย PowerPoint หัวข้อเกี่ยวกับการตรวจวัดการได้ยิน
3. แบ่งกลุ่มตรวจวัดการได้ยินโดยวิธีการทดสอบวีเบอร์ (Weber test), การทดสอบรินเน
(Rinne test) และ การตรวจการไดยินโดยใช้เครื่องตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometer)
ั
4. ฝึกวิเคราะห์ และแปลผลจากการตรวจวัดการได้ยิน ร่วมกนอภิปราย ซักถาม และผู้สอนให้
ข้อเสนอแนะ และน าส่งผลการวิเคราะห์
5. ตอบค าถามท้ายบทท้ายบท
สื่อการเรียนการสอน
1. สื่อ Power point หัวข้อ การตรวจวัดการได้ยิน
2. ส้อมเสียง (Tuning-Fork)
3. เครื่องตรวจตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometer) พร้อมหูฟัง และปุ่มกดปล่อย
สัญญาณเสียง
4. ตู้ตรวจวัดสมรรถภาพการได้ยิน
296
5. แบบบันทึกการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน
6. แหล่งข้อมูล
ุ
6.1 เอกสารวิชาการ เรื่อง การตรวจวัดทางสุขศาสตร์อตสาหกรรม ของสมาคมส่งเสริม
ความปลอดภัยและอนามัยในการท างาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์ สืบค้นจาก
http://www.shawpat.or.th/ โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
7. เอกสารประกอบการสอนรายวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ส่วนปฏิบัติการของ
อาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา
การวัดผล
1. การสังเกตการอภิปราย ความสนใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่มและการเรียน
การสอนในห้องเรียน
2. ผลการสรุปเนื้อหาจากการสืบเสาะหาความรู้ในแต่ละหัวข้อ
3. ผลการการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ ตรวจการ
ตรวจวัดการได้ยิน ตามโจทย์สถานการณ์ที่ก าหนด
5. การตรวจแบบฝึกหัดท้ายบท
297
การปฏิบัติการที่ 6
การตรวจวัดการได้ยิน
1. แนวคิดการตรวจวัดการได้ยิน
เป็นการตรวจเพอเฝ้าระวังการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดังโดยการวัดความสามารถในการได้
ื่
ยินของหูทั้ง 2 ข้าง การตรวจวัดการได้ยินจะมี 2 แบบ คือ การตรวจวัดการน าเสียงผ่านกระดูก (Bone
conduction) และ การตรวจวัดการน าเสียงผ่านทางอากาศ (Air conduction)
การตรวจวัดการน าเสียงผ่านกระดูก (Bone conduction) สามารถตรวจได้โดยใช้ส้อมเสียง
(Tuning-Fork) และ การตรวจวัดการน าเสียงผ่านทางอากาศ (Air conduction) โดยการใช้เครื่องวัด
สมรรถภาพการได้ยิน (Audiometer)
1.1 การตรวจการไดยินโดยใช้ส้อมเสียง (Tuning-Fork) (Steven D. Rauch, 2008)
ส้อมเสียง (tuning fork) เป็นอุปกรณ์ที่ท าจากเหล็กหรืออลูมิเนียมเพอใช้ในการตรวจการ
ื่
ได้ยินอย่างง่าย โดยผู้ตรวจจะเคาะส้อมเสียงกับบริเวณที่แข็งและยืดหยุ่นได้ เช่น ฝามือ ข้อศอก หรือ
หัวเข่าของตนเองเพื่อให้มีการสั่นสะเทือนของส้อมเสียง โดยเสียงที่ใช้ในการตรวจอยู่ที่ 512 เฮรตซ์ ซึ่ง
ิ
เป็นการตรวจด้วยเสียงความถเดียว จึงใช้เป็นการตรวจการได้ยินแบบคัดกรอง (screening test) มี 2
ี่
วิธี ดังภาพที่ 14.1 คือ
ื่
1.1.1 การทดสอบวีเบอร์ (Weber test) เป็นการตรวจเพอวินิจฉัยอาการในผู้ที่มีปัญหา
การได้ยินแบบการน าเสียงบกพร่อง กับผู้ที่มีปัญหาการได้ยินแบบประสาทรับเสียงบกพร่องโดยผู้นั้น
ต้องมีปัญหาเพียงหูข้างเดียว โดยการเคาะสอมเสียงแลววางที่แนวกลางของศีรษะ
ื่
1.1.2 การทดสอบรินเน (Rinne test) เป็นการตรวจโดยให้ฟังเสียง เพอเปรียบเทียบการ
ได้ยินเสียงผ่านทางอากาศ (air conduction) และการได้ยินผ่านทางกระดูก (bone conduction) ใน
หูเดียวกัน โดยวางส้อมเสียงไวที่หน้าใบหูและหลังใบหูบริเวณกระดูก Mastoid
1.2 การตรวจการไดยินโดยใช้เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน (audiometer) (ส านักโรคจาก
การประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2547; ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2560;
มูลนิธิสัมมาอาชีวะ, 2561)
เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน (audiometer) จะปล่อยเสียงบริสุทธิ์ (pure tone) ให้ผู้รับ
การตรวจฟังเสียงผ่านหูฟังเพื่อหาระดับความดังเสียงต่ า ๆ สุดที่เริ่มได้ยิน (Hearing threshold level)
ในแต่ละความถตั้งแต่ 500-8000 เฮิรตซ์ ของหูแต่ละขาง โดยเป็นการวัดเฉพาะการน าเสียงทางอากาศ
้
ี่
(air conduction)
298
ภาพที่ 14.1 แสดงการทดสอบวีเบอร์ (Weber test) และ การทดสอบรินเน (Rinne test)
ที่มา: จาก Idiopathic Sudden Sensorineural Hearing Loss, โดย Rauch, 2008, NEJM.
359(8): 833-40.
ภาพที่ 14.2 แสดงการตรวจการไดยินโดยใช้เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน (audiometer)
299
ั
2. หลักการตรวจวดการได้ยิน (ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2547; ส านักโรค
จากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2560; มูลนิธิสัมมาอาชีวะ, 2561)
2.1 การตรวจการไดยินโดยใช้ส้อมเสียง (Tuning-Fork)
2.1.1 การทดสอบวีเบอร์ (Weber test) ผู้ตรวจวางส้อมเสียงที่เคาะแล้ว น ามาวางไว้ใน
แนวกลางศีรษะเช่น กลางหน้าผาก กลางกระหม่อม คาง หรือฟนหน้า แล้วถามผู้ถูกตรวจว่าได้ยินเสียง
ั
ดังไปหูข้างไหนมากกว่ากัน ดังภาพที่ 14.3
ผลการตรวจมีลักษณะดังนี้
1) ผู้ที่มีการได้ยินปกติทั้ง 2 ข้าง จะได้ยินเสียงจากส้อมเสียงดังพอ ๆ กันทั้ง 2 หู
หรืออาจจะไม่สามารถบอกความแตกต่างได้ โดยจะแจ้งว่าได้ยินตรงกลาง
2) ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินชนิดการน าเสียงบกพร่องข้างหนึ่ง และมีการได้ยินปกติ
อีกข้างหนึ่ง จะรายงานว่าได้ยินเสียงดังไปยังหูข้างที่มีการน าเสียงบกพร่อง
3) ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินแบบประสาทรับเสียงบกพร่อง และมีการได้ยินปกติ
อีกข้างหนึ่งจะรายงานว่าได้ยินเสียงดังไปยังหูข้างที่มีการได้ยินปกติ
ภาพที่ 14.3 แสดงการตรวจการได้ยินโดยใช้ส้อมเสียงแบบการทดสอบวีเบอร์ (Weber test)
ที่มา: ดัดแปลงมาจาก The Weber test, โดย mitch medical, 2017, สืบค้นจาก https://
www.mitchmedical.us/physical-diagnosis/the-weber-test.html
300
2.2.2 การทดสอบรินเน (Rinne test) ผู้ตรวจวางส้อมเสียงที่ถูกเคาะแล้วไว้หน้าช่องหูแต่
ื่
อย่าแตะใบหูของผู้ถูกตรวจและวางก้านของส้อมเสียงไว้ที่บริเวณกระดูกมาสตอยด์ เพอให้ฟังเปรียบเทียบ
ว่าได้ยินบริเวณไหนดังกว่าระหว่างหน้าช่องหูหรือบริเวณกระดูกมาสตอยด์ ดังภาพที่ 14.4
ผลการตรวจมีลักษณะดังนี้
1) ผู้ที่มีการได้ยินปกติในหูข้างนั้น จะรายงานว่าได้ยินเสียงที่หน้าช่องหูดังกว่า
เรียกว่าการทดสอบรินเนให้ผลบวก (positive Rinne test)
2) ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินชนิดการน าเสียงบกพร่อง จะรายงานว่าได้ยินเสียงที่กระดูกมาส
ตอยด์ดังกว่าเรียกว่า การทดสอบรินเนให้ผลลบ (negative Rinne test)
3) ผู้ที่มีปัญหาการได้ยินแบบประสาทรับเสียงบกพร่อง จะรายงานว่าได้ยินเสียง
ที่หน้าช่องหูดังกว่าเรียกว่า การทดสอบรินเนให้ผลบวก (positive Rinne test)
ภาพที่ 14.4 แสดงการตรวจการได้ยินโดยใช้ส้อมเสียงแบบการทดสอบรินเน (Rinne test)
ที่มา: ดัดแปลงมาจาก The Weber test, โดย mitch medical, 2017, สืบค้นจาก https://
www.mitchmedical.us/physical-diagnosis/the-weber-test.html
2.2. การตรวจการไดยินโดยใช้เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometer)
2.2.1 การตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน ควรกระท าใน 3 ระยะ
1) ก่อนจ้างงาน (Pre-placement) เพอใช้เป็นข้อมูลพนฐาน (baseline
ื่
ื้
audiogram) เป็นการตรวจการได้ยินให้กับลูกจ้างที่รับเข้าท างานใหม่ หรือลูกจ้างที่บรรจุใหม่ของ
สถานประกอบการที่จะท างานในแผนกที่มี เสียงดัง ≥ 85 เดซิเบล เอ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างได้รับ
การตรวจคัดกรองสมรรถภาพการ ได้ยินภายใน 30 วัน
2) การตรวจระหว่างท างาน (Annual audiometric examinations) โดยใน
ื่
แผนกที่มีผลการประเมินการสัมผัสเสียง TWA 8 ชั่วโมง มีระดับเสียง 80-84 เดซิเบล ควรตรวจเพอ
การเฝ้าระวังอย่างน้อยทุก 3 ปี และแผนกที่มีผลการประเมินการสัมผัสเสียง TWA 8 ชั่วโมง มีระดับ
เสียงมากกว่า 85 เดซิเบล (เอ) ควรตรวจเพื่อการเฝ้าระวังอย่างน้อยทุก 1 ปี
301
3) การตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยินก่อนลาออก หรือเปลี่ยนงาน (exit
audiogram) เพื่อใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงทางด้านสุขภาพ หรือใช้ประโยชน์ในการท างานที่ใหม่ต่อไป
2.2.2 การเตรียมเครื่องตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometer)
1) Function check เป็นการตรวจสอบปุ่มกด function ต่าง ๆ ปุ่มสัญญาณ
ตอบสนอง ที่ครอบหูฟัง สายไฟ ไมโครโฟน ให้พร้อมในการใช้งาน วิธีการตรวจสอบสามารถท า
ได้ดังนี้ เปิดเครื่องตรวจการได้ยินตั้งความถี่ไว้ที่ 1000 เฮิรตซ์ จากนั้นปรับปุ่มระดับเสียงดังไปที่
70 เดซิเบล กดปุ่มปล่อยสัญญาณเสียงที่หูข้างขวาดูว่าสัญญาณเสียงสม่ าเสมอหรือไม่ และตรวจสอบ
ปุ่มตอบรับสัญญาณ กดปล่อยดูว่ามีไฟกระพริบตามจังหวะการกด-ปล่อยหรือไม่ ตรวจสอบ
เช่นเดียวกันนี้ที่ความถี่ 2000, 3000, 4000, 6000, 8000 และกลับมาที่ความถี่ 500 จากนั้นให้
ตรวจสอบปุ่มสัญญาณและทดสอบที่หูข้างซ้ายเช่นเดียวกัน
2) Biological check ควรท าทุกเดือน โดยท าการตรวจการได้ยินในคนที่มีการได้
ยินคงที่ และมีระดับการได้ยินไม่เกิน 25 เดซิเบลทุกความถี่ แล้วน าผลการตรวจการได้ยินมา
เปรียบเทียบกับผลการตรวจที่ทราบค่าแล้วของคนเดียวกัน ถ้าพบว่ามีระดับการได้ยินแตกต่างกัน
มากกว่า 10 เดซิเบลที่ความถี่ใดความถี่หนึ่ง ต้องหยุดใช้เครื่องแล้วส่งสอบเทียบความถูกต้องอย่าง
ละเอียดต่อไป
3) Acoustic calibration และ Exhaustive calibration ด าเนินการสอบเทียบ
โดยผู้เชี่ยวชาญในห้องตรวจการได้ยินที่ได้มาตรฐาน
2.2.3 การเตรียมผู้รับการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน
ั
1) หลีกเลี่ยงการสัมผัสดังทุกชนิด เช่น จากการฟงเพลงจากวิทยุ สถาน บันเทิง
เครื่องเสียงในรถยนต์ หรือแม้แต่เสียงเครื่องจักรในที่ท างาน ก่อนเข้ารับการตรวจการ ได้ยินอย่างน้อย
12 ชั่วโมง ทั้งนี้เพอป้องกันการเกิดภาวะหูตึงชั่วคราว (Temporary threshold shift) ซึ่งอาจท า
ื่
ให้ผลการตรวจผิดพลาด
2) กรณีที่ระหว่างรอตรวจจ าเป็นต้องเข้าไปปฏิบัติงานสัมผัสกับเสียงดังก่อน
ลูกจ้างจะต้อง สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันที่สามารถลดเสียงที่หูของผู้ปฏิบัติงานสัมผัสได้ < 85 เดซิเบล
เอ ตลอดระยะเวลาที่สัมผัสเสียงดัง และอนุญาตให้เข้าไปปฏิบัติงานได้ไม่เกิน 4 ชั่วโมง แต่กรณี
ื้
ต้องการเก็บเป็นข้อมูลพนฐาน (Baseline data) จะต้องหยุดสัมผัสสัมผัสเสียงอย่างน้อย 12 ชั่วโมง
3) ออกจากทมีเสียงดังก่อนถึงเวลาตรวจสมรรถภาพได้ยินอย่างน้อย 15 นาที และ
ี่
ไม่ควรคุยโทรศัพท์ ระหว่างนั่งรอตรวจ
4) ควรมีการตรวจสภาพหูด้วย Otoscope ก่อนท าการทดสอบสมรรถภาพการได้
ยิน โดยเฉพาะในรายที่ ซักประวัติแล้วมีอาการผิดปกติของหู
5) โดยหลักการตรวจผู้ตรวจต้องค านึงถึงหลัก universal precaution เช่นเดียวกับ
การท าหัตถการอื่น ๆ
302
2.2.4 แบบบันทึกการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน
1) ประวัติผู้เข้ารับการตรวจ
1.1) ประวัติส่วนตัว ได้แก่ เพศ อายุ หมายเลขพนักงาน
1.2) ประวัติการท างาน ได้แก่ ประวัติการท างานในอดีต ประวัติการท างาน
ปัจจุบัน
1.3) ประวัติการเจ็บป่วยที่กอให้เกิดปัญหาได้ยิน เช่น อุบัติเหตุที่ศีรษะ คางทูม
่
ยาที่ใช้ซึ่งมีผลต่อระบบประสาทที่เกี่ยวข้องกับการได้ยิน
1.4) ประวัติสัมผัสเสียงทั้งที่เกิดจากงาน รวมถึงประวัติการเป็นทหาร การได้ยิน
เสียงประทัด เสียงปืน ระเบิด
1.5) ในวันที่มารับการตรวจ ควรซักประวัติเพมเติมเกี่ยวกับอาการต่าง ๆ ดังนี้
ิ่
ได้แก่ การเป็น หวัด หูออ มีน้ าหรือหนองไหลจากหู มีการอกเสบติดเชื้อบริเวณหูหรือศีรษะ ประวัติ
ื้
ั
การผ่าตัดในรูหู หรือบริเวณหู มีอาการปวดหู หรือรู้สึกไม่สบายที่หู ติดเชื้อ หรืออกเสบที่ใบหู หรือรูหู
ั
รวมทั้งการติดเชื้อบริเวณผิวหนังบริเวณหู การผ่าตัดในช่องหู
2) แบบบันทึกการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน
การบันทึกผลการตรวจการไดยินโดยวิธีการน าเสียงทางอากาศ สัญลักษณ์ทใช้เป็น
ี่
ดังนี้
ที่หูข้างขวาใช้สัญลักษณ์ O (สีแดง)
ที่หูข้างซ้ายใช้สัญลักษณ X (สีน้าเงิน)
ํ
์
แกนนอนแทนความถี่ที่ใช้ในการตรวจมีตั้งแต่ ความถี่ 500 1000 2000 3000
4000 6000 8000 มีหน่วยเป็นเฮิรตซ์
แกนตั้งแทนระดับความดังของเสียงมีหน่วยเป็น เดซิเบล มีตั้งแต่ -10 ถึง 110 เด
ซิเบล
3) การอ่านผลตรวจการไดยิน
3.1) ระดับการไดยินปกติ หมายถึง ระดับเริ่มไดยินเสียงของหู เมื่อท าการวัด
การไดยินทางอากาศด้วยเสียงบริสุทธิ์ที่ความถี่ 500 – 8000 Hz. มีค่าไม่เกิน 25 เดซิเบล
3.2) ระดับการไดยินที่ต้องเฝ้าระวัง หมายถึง ระดับเริ่มการไดยินเสียงของหู
เมื่อท าการตรวจการไดยินทางอากาศด้วยเสียงบริสุทธิ์ที่ความถี่ 500 - 6000 Hz. แลวมีการไดยินระดับ
เสียงมากกว่า 25 เดซิเบล ในความถี่ใดความถี่หนึ่งที่ 500 - 6000 Hz.
3.3) ระดับการไดยินที่ผิดปกติส าหรับ Noise induce hearing loss (NIHL)
หมายถึง ระดับการไดยินของลูกจ้างที่มีค่าเฉลี่ยระดับการไดยินที่ 500 1000 2000 และ 3000 Hz.
มากกว่า 25 เดซิเบล หรือมีค่าเฉลี่ยระดับการไดยิน ที่ 4000 และ 6000 Hz. เท่ากับ 45 เดซิเบล
หรือมากกวา
303
ปฏิบัติการที่ 6 เรื่องการตรวจวัดการได้ยิน
ุ
เครื่องมือและอปกรณ์
14. ส้อมเสียง (Tuning-Fork)
15. เครื่องตรวจตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometer) พร้อมหูฟง และปุ่มกดปล่อย
ั
สัญญาณเสียง
16. ตู้ตรวจวัดสมรรถภาพการได้ยิน
17. แบบบันทึกสมรรถภาพการได้ยิน
วิธีปฏิบัติ
1. การตรวจการไดยินโดยใช้ส้อมเสียง (Tuning-Fork)
1.1 การทดสอบวีเบอร์ (Weber test)
1) เลือกบริเวณที่เงียบสงบในการตรวจ
2) อธิบายให้ผู้เข้ารับการตรวจเข้าใจถึงขั้นตอนการตรวจ และสิ่งที่ผู้ตรวจต้องการทราบ
หลังเสร็จสิ้นการตรวจ
3) ผู้ตรวจเคาะส้อมเสียงกับฝ่ามือ ข้อศอก หรือหัวเข่า แล้วน ามาวางไว้ในแนวกลางศีรษะ
เช่น กลางหน้าผาก กลางกระหม่อม คาง หรือฟนหน้า แล้วถามผู้ถูกตรวจว่าได้ยินเสียงดังไปหูข้างไหน
ั
มากกว่ากัน
4) บันทึกข้อมูล และแปลผลการตรวจ
1.2 การทดสอบรินเน (Rinne test)
1) เลือกบริเวณที่เงียบสงบในการตรวจ
2) อธิบายให้ผู้เข้ารับการตรวจเข้าใจถึงขั้นตอนการตรวจ และสิ่งที่ผู้ตรวจต้องการทราบ
หลังเสร็จสิ้นการตรวจ
3) ผู้ตรวจเคาะส้อมเสียงกับฝ่ามือ ข้อศอก หรือหัวเข่า แล้วน ามาวางไว้หน้าช่องหูแต่อย่า
ื่
แตะใบหูของผู้ถูกตรวจและวางก้านของส้อมเสียงไว้ที่บริเวณกระดูกมาสตอยด์ เพอให้ฟงเปรียบเทียบว่า
ั
ได้ยินบริเวณไหนดังกว่าระหว่างหน้าช่องหูหรือบริเวณกระดูกมาสตอยด์
4) บันทึกข้อมูล และแปลผลการตรวจ
304
2. การตรวจการไดยินโดยใช้เครื่องตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometer)
1) ซักประวัติ เช่น ประวัติส่วนตัว ประวัติการท างานในอดีต ประวัติการเจ็บป่วยที่ก่อให้เกิด
ปัญหาการไดยิน
2) อธิบายให้ผู้เข้ารับการตรวจเข้าใจถึงขั้นตอนการตรวจ คือ วัตถุประสงค์การตรวจวัด การได
ยิน วิธีการตรวจการไดยิน วิธีตอบสนองการไดยินเสียงสัญญาณและเมื่อไดยิน เสียงสัญญาณ และ เปิด
โอกาสให้ผู้รับการตรวจไดซักถากข้อสงสัยต่าง ๆ
3) จัดที่นั่งให้ผู้เข้ารับการตรวจการได้ยินอยู่ในต าแหน่งที่มองไมเห็นผู้ท าการตรวจ เพราะถ้า
มองเห็นอาจจะมีผลต่อการตัดสินใจว่าได้ยินเสียงสัญญาณหรือไม่
4) จัดให้ผู้เข้ารับการตรวจสวมหูฟงให้ถูกข้าง สีแดงสวมที่หูขวา และสีน้ าเงินสวมที่หูซ้าย
ั
แนะน าปุ่มกดตอบเมื่อได้ยินสัญญาณ
5) เริ่มการตรวจวัดการไดยิน
5.1) เริ่มตรวจที่หูข้างที่มีระดับการไดยินปกติก่อน โดยการซักถามว่าหูข้างไหนไดยินชัดกว่า
กัน
5.2) เริ่มตรวจที่ความถี่ 1000 Hz ก่อนโดยใช้ความดังที่ 40 เดซิเบลเอ ก่อนกดสวิทช์ ปล่อย
สัญญาณเสียงนาน 1 - 3 วินาที
5.3) ถ้าผู้รับการตรวจไดยินเสียงสัญญาณ ให้ลดความดังลงครั้งละ 10 เดซิเบล เรื่อยลงไป
จนผู้รับการตรวจไมไดยิน จากนั้นจึงค่อย ๆ เพมความดังใหม่ทีละ 5 เดซิเบล จนผู้เข้ารับการตรวจได
ิ่
ยินอีก
5.4 ท าสลับไปมาเช่นนี้ 4 ครั้ง ถ้าผู้รับการตรวจไดยิน ณ ความดังจุดเดิม 2 - 3 ครั้ง จึงน า
ผลไปลงในแบบฟอร์มการตรวจ
5.5) ในกรณีที่เมื่อใสสัญญาณเสียงที่ความถี่ 1000 Hz. และที่ความดัง 40 เดซิเบล และถ้า
ิ่
ผู้รับการตรวจยังไมไดยินให้เพมความดังอก 20 เดซิเบล (เปน 60 เดซิเบล) และถ้ายังไม่ไดยินอกให้
ี
ี
เพิ่มขึ้นอีก ทีละ 10 เดซิเบล จนกว่าจะได้ยิน และเมื่อไดยินแล้วให้ปฏิบัติเริ่มที่ข้อ 5.3 - 5.4
5.6 จากนั้นตรวจต่อไปที่ความถี่ 2000 3000 4000 6000 Hz. แล้วลงมาซ้ าที่ความถี่ 1000
และ 500 Hz. ตามล าดับ โดยใช้เทคนิคเดียวกับที่ตรวจที่ความถี่ 1000 Hz.
5.7 เมื่อตรวจทุกความถี่แลว ให้ตรวจหูอีกข้างหนึ่งโดยใช้เทคนิคเดียวกัน
6) บันทึกข้อมูล และแปลผล
305
แบบบันทึกการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการได้ยิน
เครื่องตรวจสมรรถภาพการได้ยินยี่ห้อ…....….................…................…………รุ่น……….............................................….
หมายเลขประจ าเครื่อง……………….....................................…… ผู้ท าการตรวจวัด ......................................................
ชื่อผู้เข้ารับการตรวจวัด ..............................................................................................................................................
ชาย หญิง อายุ ............................ปี
วันที่ตรวจ...................................................................................................................................................................
ประวัติการท างานในอดีต .........................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................
ประวัติการเจ็บป่วยที่ก่อให้เกิดปัญหาการไดยิน .......................................................................................................
...................................................................................................................................................................................
1. การทดสอบวีเบอร์ (Weber test)
มีการได้ยินเท่ากันทั้ง 2 ข้าง / ได้ยินตรงกลาง
มีปัญหาการได้ยินชนิดการน าเสียงบกพร่องข้างหนึ่ง (ข้าง............)
มีการได้ยินปกติ (ข้าง............)
มีปัญหาการได้ยินแบบประสาทรับเสียงบกพร่อง (ข้าง............)
มีการได้ยินปกติ (ข้าง............)
2. การทดสอบรินเน (Rinne test)
ได้ยินเสียงที่หน้าช่องหูดังกว่า (Positive Rinne test)
ได้ยินเสียงที่กระดูกมาสตอยด์ดังกว่า (Negative Rinne test)
ได้ยินเสียงที่หน้าช่องหูดังกว่า (Positive Rinne test)
3. ตรวจสมรรถภาพการได้ยิน (Audiometer)
แปลผล
หูขวา ........................................................
หูซ้าย ........................................................
306
บทสรุป
ื่
การตรวจวัดสมรรถภาพการได้ยินเป็นการตรวจเพอเฝ้าระวังการสูญเสียการได้ยินจากเสียงดัง
โดยการวัดความสามารถในการได้ยินของหูทั้ง 2 ข้าง ตามวัตถุประสงค์การตรวจวัด โดยการตรวจวัด
การได้ยินจะมี 2 แบบ คือ การตรวจวัดการน าเสียงผ่านกระดูก (Bone conduction) และ การ
ตรวจวัดการน าเสียงผ่านทางอากาศ (air conduction) การตรวจสมรรถภาพการได้ยินด้วยกระท าทั้ง
ื่
ระยะก่อนเข้าปฏิบัติงาน เพอเป็นข้อมูลเบื้องต้นของภาวะสุขภาพหูของผู้ปฏิบัติงาน ระหว่างท างาน
เพื่อนการค้นหาปัญหาการสูญเสียการได้ยินในระยะเริ่มต้นตามแนวทางของการจัดท าโครงการอนุรักษ์
ื่
การได้ยิน หรือติดตามผลการควบคุมป้องกันด้านสภาพแวดล้อมการท างาน และเมื่อออกจากงานเพอ
เป็นข้อมูลยืนยันสุขภาพหูของผู้ปฏิบัติงานขณะที่ปฏิบัติงานอยู่ในสถานประกอบการเก่า
ค าถามท้ายบท
1. จงอธิบายแนวคิดของการทดสอบวีเบอร์ (Weber test)
2. จงอธิบายแนวคิดของการทดสอบรินเน (Rinne test)
3. จงอธิบายแนวคิดของการตรวจการไดยินโดยใช้เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน
(audiometer)
4. จงอธิบายความแตกต่างของระหว่างการตรวจการได้ยินแบบวีเบอร์ (Weber test) รินเน
(Rinne test) และการใช้เครื่องวัดสมรรถภาพการได้ยิน (audiometer)
5. จงอธิบายผลการตรวจในกราฟ
307
เอกสารอ้างอิง
มูลนิธิสัมมาอาชีวะ. (2561). แนวทางการตรวจและแปลผลสมรรถภาพการได้ยินในงานอาชีวอนามัย.
ชลบุรี: มูลนิธิสัมมาอาชีวะ.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2547). คู่มือการเฝ้าระวังการสูญเสียการได้ยิน.
นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2560). แนวทางการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการ
ได้ยินและการแปลผล (ฉบับปรับปรุง ปี 2560). สมุทรปราการ: กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข.
Mitch medical. (2017). The Weber test. สืบค้นจาก https://www.mitchmedical.us/Physical
-diagnosis/the-weber-test.html.
Rauch, S. D. (2008). Idiopathic Sudden Sensorineural Hearing Loss. NEJM. 359(8): 833-40.
308
309
แผนบริหารการสอนทางห้องปฏิบัติการที่ 7
เนื้อหา
การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA)
1. แนวคิดการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย
2. วัตถุประสงค์และประโยชน์การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย
3. ขั้นตอนการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย
4. ปฏิบัติการที่ 6 เรื่องการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
ื่
1. ผู้เรียนเข้าใจกระบวนการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (JSA) และ การจัดท ามาตรฐาน
วิธีการท างานอย่างปลอดภัย (Safety Standard Operating Procedure: SSOP)
2. ผู้เรียนมีทักษะในการคัดเลือกงานจากเทคนิคการเดินส ารวจเบื้องต้น (walk through
survey)
ั
3. ผู้เรียนสามารถวิเคราะห์ความสัมพนธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อมในการท างานกับอนตรายที่
ั
เกิดขึ้นจากการท างานได้
ิ
ั
4. ผู้เรียนสามารถพจารณาหาวิธีการลดและควบคุมอนตรายที่แฝงอยู่ในการท างานได้อย่าง
เหมาะสม
5. ผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้เพอการจัดท ามาตรฐานวิธีการท างานอย่างปลอดภัยได้
ื่
อย่างเหมาะสม
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. ทบทวนความรู้เกี่ยวกับอันตรายที่มีอยู่และที่แอบแฝง วิธีการลดอันตรายหรือแก้ไขอันตราย
โดยการสนทนา และอภิปรายกลุ่ม โดยให้นักศึกษาร่วมกันอภิปรายอย่างหลากหลาย และผู้สอนสรุป
2. บรรยายด้วย PowerPoint หัวข้อเกี่ยวกับ วิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย และการจัดท า
มาตรฐานวิธีการท างานอย่างปลอดภัย
ื้
ื่
3. แบ่งกลุ่มลงพนที่ส ารวจงานเพอน ามาวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย และการจัดท า
ื่
มาตรฐานวิธีการท างานอย่างปลอดภัย
ื่
4. ฝึกวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย และการจัดท ามาตรฐานวิธีการท างานอย่างปลอดภัย
ร่วมกันอภิปราย ซักถาม และผู้สอนให้ข้อเสนอแนะ และน าส่งผลการวิเคราะห์
5. ตอบค าถามท้ายบทท้ายบท
สื่อการเรียนการสอน
1. สื่อ PowerPoint หัวข้อ วิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย และการจัดท ามาตรฐานวิธีการ
ท างานอย่างปลอดภัย
2. ใบงานการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA)
310
5. เอกสารประกอบการสอนรายวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ส่วนปฏิบัติการของ
อาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา
การวัดผล
1. การสังเกตการอภิปราย ความสนใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่มและการเรียน
การสอนในห้องเรียน
2. ผลการสรุปเนื้อหาจากการสืบเสาะหาความรู้ในแต่ละหัวข้อ
3. ผลการการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ การวิเคราะห์
งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis) ตามโจทย์สถานการณ์ที่ก าหนด
4. การตรวจแบบฝึกหัดท้ายบท
311
การปฏิบัติการที่ 7
การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis)
1. แนวคิดการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย
ื่
การวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA) เป็นกระบวนการหรือ
เทคนิคเชิงรุกของการชี้บ่ง ระบุอันตรายที่แฝงอยู่ในแต่ละขั้นตอนการท างาน โดยมองถึงความสัมพนธ์
ั
ระหว่างตัวผู้ปฏิบัติงานกับระบบปฏิบัติงาน-เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องมือกล วัสดุ วัตถุดิบ ฯลฯ และ
สภาพแวดล้อมที่ไม่ดีในสถานที่ท างาน หลังจากแจกแจงอนตรายต่างๆ ได้แล้ว แล้วหาวิธีการป้องกัน
ั
และแก้ไขอันตรายจากการท างานนั้น ให้มีความเสี่ยง (risks) น้อยที่สุดหรืออยู่ในระดับที่ยอมรับได้ โดย
ในการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยนั้นผู้ปฏิบัติงานควรมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็นเนื่องจากเป็น
ผู้สัมผัสอันตรายโดยตรง (เฉลิมชัย ชัยกิตติภรณ์, 2537; อุมารัตน์ ศิริจรูญวงศ์, 2554) โดยมีจุดประสงค์
ื่
ั
เพอสืบค้นแนวโน้มของอนตรายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนแล้วหาทางแก้ไขโดยการปรับปรุงวิธีการ
ท างานให้ถูกต้อง
สรุป คือ การวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัยอาศัยหลัก 3 ประการ คือ 1) การตระหนักถึง
ื่
ั
อันตรายที่เกิดขึ้นจากการท างาน 2) การประเมินผลของอนตรายนั้น และ 3) การหามาตรการป้องกัน
หรือควบคุมอันตรายนั้น
2. วัตถุประสงค์และประโยชน์
2.1 เพอป้องกันและแก้ไขอนตรายจากการท างานที่อาจเกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติงาน โดย
ื่
ั
กระบวนการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง
2.2 เพิ่มประสิทธิภาพในการท างานของผู้ปฏิบัติงาน จากการปรับปรุงวิธีการท างานและสภาพ
การท างานที่มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
2.3 ผู้ปฏิบัติงานมีส่วนร่วมรับทราบ เข้าใจและตระหนักถึงอนตรายที่มีอยู่หรือซ่อนเร้นอยู่ใน
ั
การท างาน อันจะน าไปสู่ทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับงานด้านความปลอดภัย
3. ขั้นตอนการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน (เฉลิมชัย ชัยกิตติภรณ์,
2537; อุมารัตน์ ศิริจรูญวงศ์, 2554) ดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 การคัดเลือกงานที่จะท าการวิเคราะห์ (selection) จากการเดินส ารวจเบื้องต้น
(walk through survey) และงานที่เลือกมาควรอยู่ในขอบข่ายงานที่มี 5 ลักษณะดังต่อไปนี้
1. เป็นงานที่มีอบัติเหตุ/อนตรายเกิดขึ้นบ่อย หรือเมื่อเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบรุนแรง โดย
ุ
ั
ศึกษาจากข้อมูลสถิติอุบัติเหตุย้อนหลังประมาณ 2-3 ปี
2. เป็นงานที่มีศักยภาพในการท าให้เกิดอบัติเหตุ ที่อาจจะไม่มีปรากฏเป็นข้อมูลเชิงสถิติการ
ุ
เกิดอุบัติเหตุมาก่อน
312
ิ่
3. เป็นงานใหม่ หรือเป็นงานที่มีการเปลี่ยนแปลง/ปรับปรุง/เพมเติม ในส่วนของวิธีการ
กิจกรรม หรือเครื่องจักร/อุปกรณ์ เป็นต้น
4. เป็นงานที่มีคนปฏิบัติงาน
5. เป็นงานที่มีขั้นตอนซับซ้อนระดับหนึ่งและเพยงพอในการน าไปเขียนเอกสารวิธีการ
ี
ปฏิบัติงาน และไม่เป็นงานที่มีขั้นตอนที่ครอบคลุมขั้นตอนหลักหลาย ๆ ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 2 การแตกงานที่เลือกมาวิเคราะห์อนตราย เป็นการแตกงานนั้นออกเป็นขั้นตอน
ั
ย่อย ๆ ประมาณ 5-10 ขั้นตอน ผู้วิเคราะห์ควรเดินส ารวจเบื้องต้นก่อนว่างานที่เลือกมานั้นมีวงจรของ
การปฏิบัติงานอย่างไร โดยด าเนินการได้ดังนี้
ื่
1. เลือกผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับงานที่เลือกเพอให้ข้อมูลการท างานและตรวจสอบข้อมูลการ
้
ปฏิบัติงาน แนะน าให้ผู้ปฏิบัติงานท างานไปตามปกติควรเลือกพนักงานที่มีความรู้ความเขาใจในงานนั้น
์
เป็นอย่างดี มีประสบการณในการท างานนั้นไม่น้อยกว่า 1 ปี และเต็มใจให้
ความร่วมมือ ซึ่งผู้วิเคราะห์ควรท าการชี้แจงวัตถุประสงค์และวิธีการให้ผู้ปฏิบัติงานนั้นทราบก่อนเพอ
ื่
ไม่ให้ผู้ปฏิบัติงานนั้นเข้าใจผิดคิดว่าเป็นการมาจับผิด สิ่งส าคัญส าหรับการสังเกตการณ์ท างานของ
ผู้ปฏิบัติงานนั้นต้องไม่เป็นการขัดขวางการท างานของผู้ปฏิบัติงานนั้น ๆ
ี
2. สังเกตขั้นตอนการท างาน และบันทึกขั้นตอนการท างานโดยละเอยด เน้นการสังเกตว่าผู้
ปฏิบัติท าอะไร มากกว่าผู้ปฏิบัติงานท าอย่างไร
3. แตกขั้นตอนการท างานโดยมีหลักพิจารณาดังนี้
3.1 ไม่ควรแตกงานเป็นขั้นตอนย่อย ๆ จ านวนมากเกินความจ าเป็นหรือแตกงานจน
ละเอียดเกินไป ซึ่งจะท าให้ไม่สามารถแยกแยะอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในแต่ละขั้นตอนได้
3.2 ไม่ควรแตกงานเป็นขั้นตอนย่อย ๆ จ านวนน้อยเกินไปหรือแตกงานหยาบเกินไป ซึ่ง
ั
จะท าให้ขั้นตอนส าคัญบางขั้นตอนถูกมองข้ามไป หรือท าให้การวิเคราะห์อนตรายไม่ครอบคลุม
ั
อันตรายที่อยู่ทั้งหมด รวมทั้งอาจท าให้ไม่สามารถวิเคราะห์เจออนตรายที่แอบแฝงอยู่ได้อย่างครบถ้วน
สมบูรณ์
3.3 การแตกงานควรเริ่มต้นด้วยค ากริยาเสมอ เช่น เตรียม ยก หยิบ วาง แกะ จุ่ม ชุบ กด
เปิด-ปิด เป็นต้น เมื่อท าการแตกงาน
4. ท าการจดบันทึกงานแต่ละขั้นตอนลงแบบวิเคราะห์
5. น าข้อมูลให้ผู้ปฏิบัติงานตรวจสอบความถูกต้องและครบถ้วนอีกครั้ง
ั
ขั้นตอนที่ 3 การวิเคราะห์หาอนตรายที่มีอยู่และที่แอบแฝงอยู่ในแต่ละขั้นตอนย่อย เป็น
ั
ขั้นตอนที่มีความส าคัญมาก ต้องใช้ความละเอยดรอบคอบ โดยผู้วิเคราะห์จะต้องมองหาอนตรายอยู่ 2
ี
ประเด็นหลัก ได้แก ่
1. การค้นหาอนตรายที่เกิดจากการกระท าที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe act) และสภาพการณ์ที่ไม่
ั
ปลอดภัย (Unsafe condition) อันจะน าไปสู่การเกิดอุบัติเหตุในการท างานได้
2. ปัจจัยสิ่งแวดล้อมในการท างานที่ส่งผลต่อสุขภาพผู้ปฏิบัติงาน ได้แก่
ุ
2.1 ปัจจัยทางกายภาพ เช่น การสัมผัสเสียงดัง แสงสว่างที่ไม่เพยงพอ รังสี อณหภูมิที่สูง
ี
เกินไปหรือต่ าเกินไป ความสั่นสะเทือน เป็นต้น
2.2 ปัจจัยทางเคมี เช่น การสัมผัสฝุ่น หรือสารเคมีจากกระบวนการท างาน
313
2.3 ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น การสัมผัสจุลชีพต่าง ๆ การถูกสัตว์กัด ท าร้าย
2.4 ปัจจัยทางด้านการยศาสตร์ เช่น สถานีงานไม่มีความเหมาะสมต่อสัดส่วนผู้ปฏิบัติงาน
ท่าทางในการท างานไม่เหมาะสม
3. บันทึกอันตรายที่ค้นพบในแต่ละขั้นตอนย่อย ๆ อย่างครบถ้วน แล้วให้สอบถามกับ
ผู้ปฏิบัติงานอีกครั้งหนึ่งเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติม
ขั้นตอนที่ 4 การพิจารณาหาวิธีการลดอนตรายหรือแกไขอนตรายที่แฝงอยู่ในการท างาน โดย
ั
้
ั
ในการเลือกวิธีที่จะลดอนตรายนั้นจ าเป็นต้องค านึงถึงอยู่ 4 ประเด็น คือ 1) ความครอบคลุมและ
ั
เหมาะสมกับลักษณะอนตรายที่เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดขึ้น 2) ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตสินค้า/
ั
บริการ 3) มีความคุ้มค่าในการลงทุนและสะดวกในการปฏิบัติจริง และ 4) ความรวดเร็วในการ
แก้ปัญหา โดยการป้องกันควบคุมอนตรายที่เกิดจากสภาพการท างานและสภาพสิ่งแวดล้อมในการ
ั
ท างานมีหลักการ (ยุวดี สิมะโรจน์, 2554) ดังนี้
1. การควบคุมและป้องกันที่แหล่งเกิดอันตราย (source)
เป็นการควบคุมสิ่งคุกคามตั้งแต่จุดก าเนิดไม่ให้แพร่กระจายออกไปสู่บรรยากาศในการท างาน
ั
เช่น การเลือกหรือเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตที่ปลอดภัยและอนตรายน้อยกว่า การใช้สารเคมีที่
เป็นอนตรายน้อยกว่าแทนสารเคมีที่อนตรายมากกว่า ติดตั้งการระบายอากาศเฉพาะที่ การปรับปรุง
ั
ั
เครื่องจักร ให้มีการ์ดครอบ มีปุ่มกดเปิด-ปิดด้วยมือทั้งสองข้าง
2. การควบคุมที่ผ่านทาง (path)
เป็นการควบคุมสิ่งคุกคามหลังแพร่กระจายออกไปสู่บรรยากาศออกจากจุดก าเนิดแล้ว แต่ยัง
มาไม่ถึงตัวผู้ปฏิบัติงาน เช่น การใช้วิธีการระบายอากาศทั่วไป การตรวจสภาพสิ่งแวดล้อมในการ
ท างาน การติดตั้งสัญญาณเตือนภัย การจัดเก็บระเบียบรักษาความสะอาด
ี่
3. การควบคุมทตัวบุคคล (receiver)
เป็นการควบคุมสิ่งคุกคามไม่ให้สัมผัสกับตัวผู้ปฏิบัติงานได้ เช่น การใช้อุปกรณ์ป้องกัน
อันตรายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment: PPE) การฝึกอบรม การตรวจสุขภาพของ
ผู้ปฏิบัติงาน การสอนงาน การหมุนเวียนพนักงานท างาน
นอกจากนี้ยังสามารถก าหนดวิธีการควบคุมสภาพการท างานและสภาพสิ่งแวดล้อมในการ
ท างานได้เป็น 3 มาตรการใหญ่ ๆ คือ
1. มาตรการควบคุมทางวิศวกรรม (Engineering controls)
เป็นการควบคุมอันตรายตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ ซึ่งเป็นมาตรการในการควบคุมสิ่งคุกคาม
ที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นการวางแผนการออกแบบควบคุมการเกิดอันตรายจากการท างานในรายละเอียด
ตั้งแต่เริ่มต้น หรือการใช้วิธีการทดแทน/การแยกกระบวนการที่เป็นอนตราย การจัดระบบระบาย
ั
อากาศเฉพาะที่ การปิดคลุมส่วนที่เป็นอันตราย การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติแทนการใช้ คน เป็นต้น
2. มาตรการควบคุมทางด้านบริหาร (Administrative controls)
เป็นการควบคุมสิ่งคุกคามโดยอาศัยระบบการบริหารจัดการขององค์กร เช่น การลด ช่วงเวลา
การท างานในบริเวณที่เป็นอนตราย การท างานเป็นกะเพอช่วยลดการสัมผัสสิ่งคุกคาม การฝึกอบรม
ั
ื่
ตลอดจนการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
314
3. การใช้อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment) การให้
ั
ุ
ื่
ผู้ปฏิบัติงานได้สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลเพอป้องกันอันตราย
จากสิ่งคุกคามจากสิ่งแวดล้อมในการท างาน โดยใช้มาตรการนี้ควบคู่ไปกับมาตรการควบคุม ทาง
วิศวกรรม เช่น การท าความสะอาดเครื่องดูดฝุ่นเป็นประจ า การให้พนักงานสวมแว่นป้องกันสารเคมี
ในขณะท างานกับสารเคมี
ขั้นตอนที่ 5 การจัดท ามาตรฐานวิธีการท างานอย่างปลอดภัย (Safety Standard Operating
Procedure: SSOP) ซึ่งจะระบุถึงล าดับขั้นตอน/วิธีปฏิบัติงานและวิธีการป้องกันอนตรายได้อย่าง
ั
ื่
ปลอดภัยที่ได้ข้อมูลมาจากการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (JSA) มาเรียบเรียงเป็นขั้นตอนการ
ปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย โดยก่อนที่จะน าไปปฏิบัติจริงนั้นต้องมีการฝึกอบรมผู้ปฏิบัติงานให้มีความ
เข้าใจตรงกันรวมถึงยอมรับเหตุผลและความจ าเป็นของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และมีข้อสรุปจาก
ผู้ปฏิบัติงานก่อนน ามาถือปฏิบัติ
ขั้นตอนที่ 6 การน าไปปฏิบัติ ให้ผู้ปฏิบัติงานน ามาตรฐานวิธีการท างานอย่างปลอดภัยไป
ปฏิบัติในการท างานจริง ให้ผู้ปฏิบัติงานพจารณาว่าสามารถปฏิบัติงานไปด้วยความสะดวกและ
ิ
ปลอดภัยหรือไม่ หากมีขั้นตอนใดที่ผู้ปฏิบัติงานไม่สามารถปฏิบัติตามวิธีปฏิบัติที่วางไว้ได้ หรือไม่
สามารถใช้งานได้จริง หรือยังก่อให้เกิดอนตราย/อบัติเหตุอยู่ ต้องมีการทบทวนแก้ไขใหม่ให้มีความ
ั
ุ
เหมาะสมต่อไป
ขั้นตอนที่ 7 ทบทวนแก้ไขจะด าเนินการเมื่อพบว่าวิธีปฏิบัติงานหรือมาตรการป้องกันไม่
้
เหมาะสม ไม่เพียงพอ หรือมีการปรับปรุงกระบวนการท างานใหม่ จึงจะเขาสู่กระบวนการนี้เพื่อท าการ
ปรับปรุงหรือเพมเติมวิธีปฏิบัติงานหรือมาตรการป้องกันเพอให้เกิดความเหมาะสม ในการปฏิบัติงาน
ื่
ิ่
แล้วจึงน าไปปฏิบัติจริงอีกครั้ง
315
ปฏิบัติการที่ 7 เรื่องการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA)
ุ
เครื่องมือและอปกรณ์
18. แบบวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA)
19. กลุ่มผู้ปฏิบัติงานในวิสาหกิจชุมชน (ลงพื้นที่)
20. นักศึกษาจ านวนกลุ่มละ 4-5 คน
วิธีปฏิบัติ
4. สร้างตารางตามแบบวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA)
5.
งานที่วิเคราะห์ ........................................... ผู้วิเคราะห์วิเคราะห์ ............................................
............................................................................
............................................................................
รูปขั้นตอนการท างาน
ขั้นตอนที่ 1 ขั้นตอนที่ 2 ขั้นตอนที่ 3 ขั้นตอนที่ 4
ขั้นตอนการท างาน อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้น มาตรการป้องกัน และควบคุมอันตราย
6. เดินส ารวจเบื้องต้น (walk through survey) สังเกตขั้นตอนการท างาน สอบถามรายละเอียด
ขั้นตอนการท างาน ถ่ายรูปขั้นตอนการท างาน และจดบันทึก
7. แตกงานนั้นออกเป็นขั้นตอนย่อย ๆ ประมาณ 5-10 ขั้นตอน
ั
8. วิเคราะห์หาอนตรายที่มีอยู่และที่แอบแฝงอยู่ในแต่ละขั้นตอนย่อย โดยให้นักศึกษาวิเคราะห์
เรียงล าดับสิ่งคุกคามที่อาจจะก่อให้เกิดอันตรายดังนี้
4.1 ปัจจัยทางกายภาพ
4.2 ปัจจัยทางเคมี
316
4.3 ปัจจัยทางชีวภาพ
4.4 ปัจจัยทางการยศาสตร์
4.5 การกระท าที่ไม่ปลอดภัย /สภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย
ี
ึ
หากสิ่งคุกคามใดไม่พบในขั้นตอนการปฏิบัติงานให้นักศกษาเขียนว่า “ไม่ม”
ั
ิ
ั
9. พจารณาหาวิธีการลดอนตรายหรือแก้ไขอนตรายที่แฝงอยู่ในการท างาน โดยอาศัยหลักการ
ั
การป้องกัน/ควบคุมอนตรายทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย โดยให้พจารณาที่ละอนตราย
ิ
ั
เพื่อให้การป้องกันควบคุมอันตรายทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยครอบคลุมปัญหาทุกด้าน
10. การจัดท ามาตรฐานวิธีการท างานอย่างปลอดภัย (Safety Standard Operating Procedure:
SSOP) โดยพิจารณาจากขั้นตอนในการท างานควบคู่ไปกับการป้องกัน/ควบคุมอันตราย
11. น าผลการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย และมาตรฐานวิธีการท างานอย่างปลอดภัยเสนอ
ื่
ต่อผู้ปฏิบัติงาน เพื่อพิจารณาความเหมาะสม และท าการปรับแก้ไข
12. สรุปแผน และให้ผู้ปฏิบัติงานน ามาตรฐานวิธีการท างานอย่างปลอดภัยไปปฏิบัติในการท างาน
จริง
บทสรุป
ื่
การวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA) และมาตรฐานวิธีการ
ท างานอย่างปลอดภัย (Safety Standard Operating Procedure: SSOP) ประกอบด้วย 7 ขั้นตอน
ั
ได้แก่ การคัดเลือกงานที่จะท าการวิเคราะห์ การแตกงาน การวิเคราะห์หาอนตรายที่มีอยู่และที่แอบ
ั
ั
ิ
แฝง การพจารณาหาวิธีการลดอนตรายหรือแก้ไขอนตราย การจัดท ามาตรฐานวิธีการท างานอย่าง
ปลอดภัย การน าไปปฏิบัติ ทบทวนแก้ไข ซึ่งการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยจะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงาน
ได้ทบทวนขั้นตอนการท างาน อันตรายที่เกิดขึ้น และวิธีการป้องกัน/ควบคุมอันตรายที่เกิดได้
ค าถามท้ายบท
1. จงอธิบายขั้นตอนการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย
2. จงอธิบายประโยชน์ของการท าการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย
3. จงอธิบายลักษณะงานที่สามารถน ามาท าการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยได้
4. จงอธิบายอันตรายที่มีอยู่และที่แอบแฝงในขั้นตอนการท างานในการวิเคราะห์งานเพื่อความ
ปลอดภัย พร้อมยกตัวอย่าง
5. จากข้อ 4 จงอธิบายหลักการป้อง/ควบคุมอันตรายอันอาจจะเกิดจากการท างานนั่น
317
เอกสารอ้างอิง
ื่
เฉลิมชัย ชัยกิตติภรณ์. (2537). การวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (Job Safety Analysis). วารสาร
ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม, 4(3), 17-21.
ิ
์
ิ
ยุวดี สิมะโรจน์. (2554). สุขศาสตร์อตสาหกรรม: การควบคุม พมพครั้งที่ 3. นนทบุรี: ส านักพมพ ์
ุ
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช
ื่
อุมารัตน์ ศิริจรูญวงศ์. (2554). การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย: เทคนิคชี้บ่งอนตรายเพอป้องกัน
ั
อุบัติเหตุจากงาน. วารสาร มฉก.วิชาการ, 14(28), 223-245.
Occupational Safety and Health Administration. (2002). Job Hazard Analysis OSHA 3071.
Washington D.C.: Department of Labour.
318
319
ภาคผนวก ข
กฎหมายทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่เกี่ยวข้อง
1. กฎกระทรวง ก าหนดมาตรฐานในการบริหารและการจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการท างาน พ.ศ. 2559
2. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง
3. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับ
เฉลี่ยตลอดระยะเวลาการท างานในแต่ละวัน
320