174
ื่
3.2.2)การตรวจ Rinne Test เป็นการตรวจโดยให้ฟงเสียง เพอเปรียบเทียบ
ั
การได้ยินเสียงผ่านทางอากาศ (air conduction) และการได้ยินผ่านทางกระดูก (bone
conduction) ในหูเดียวกัน ต าแหน่งที่ใช้ทดสอบ คือ กระดูกมาสตอยด์ (Mastoid process) ผู้ที่มี
ปัญหาการได้ยินชนิดการน าเสียงบกพร่องผ่านทางอากาศ จะแจ้งว่าได้ยินเสียงที่กระดูกมาสตอยด์ดัง
กว่าเรียกว่า การทดสอบรินเนให้ผลลบ (negative Rinne test) และผู้ที่มีปัญหาการได้ยินแบบ
ประสาทรับเสียงบกพร่อง จะแจ้งว่าได้ยินเสียงที่หน้าช่องหูดังกว่าเรียกว่า การทดสอบรินเนให้
ผลบวก (positive Rinne test)
3.3) การตรวจการได้ยินด้วยเครื่อง Audiometer เป็นการตรวจวัดระดับความ
ดังเสียงต่ าสุดที่ผู้เข้ารับการตรวจสอบสามารถได้ยิน โดยตรวจวัดระดับความดังเสียงตั้งแต่ -10 dBA
จนถึง 120 dBA ที่ความถี่ตั้งแต่ 250, 500, 1,000, 2,000, 4,000 และ 8,000 เฮิรตซ์ ผลการตรวจ
การได้ยิน (audiogram) คือ ภาพกราฟที่แสดงความสามารถในการได้ยินและระดับการสูญเสียการ
ได้ยินของบุคคลในหูแต่ละข้าง การสูญเสียการได้ยินจากการประกอบอาชีพ (Occupational
ิ
hearing loss) จะพบเสมอว่าจะเสียที่ความที่ของการได้ยินที่ 4,000 เฮรตซ์ก่อนความถี่อน ๆ
ื่
ภาพที่ 7.2 แสดงผลการตรวจการได้ยิน (audiogram) การสูญเสียการได้ยินจากการประกอบอาชีพ
(Occupational hearing loss)
ที่มา: จาก “Audiometry Screening and Interpretation”, โดย Walker & Leanne, 2013,
Am Fam Physician, 87(1), p. 44.
175
6.3 โรคจากการประกอบอาชีพที่เกิดจากปัจจัยสภาพแวดล้อมจากการท างานทางชีวภาพ
่
(กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2557) ได้แก โรคติดเชื้อ หรือโรคปรสิตเนื่องจากการ
ท างาน ความรุนแรงของอนตรายทางด้านชีวภาพ จะขึ้นอยู่กับ ชนิดของการสัมผัส (Type of
ั
Exposure) ขนาดและปริมาณของเชื้อโรคที่ถูกสัมผัส (Intensity) ระยะเวลาของการสัมผัสโรค
(Duration) และ ชนิดของตัวเชื้อโรค (Agent) ในบทนี้จะไม่กล่าวถึงรายละเอยดกลไกการเกิดโรค
ี
อาการและอาการแสดง เนื่องจากเป็นโรคติดเชื้อที่เกิดได้ปกติที่นักศึกษาจะได้เรียนในรายวิชาการ
รักษาพยาบาลเบื้องต้นอยู่แล้ว แต่จะขอยกตัวอย่างโรคที่เกิดจากการประกอบอาชีพที่เกิดจากปัจจัย
สภาพแวดล้อมจากการท างานทางชีวภาพ
วัณโรคปอด (Tuberculosis) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียมัยโคแบคทีเรียม ทูเบอร์คูโลซิส
(Mycobacterium tuberculosis) โดยมักท าให้เกิดโรคความผิดปกติที่ปอด ลักษณะงานที่เสี่ยง คือ
ผู้ที่ท างานในสถานประกอบกิจการที่อยู่อย่างแออดเช่นบ้านพกคนงานเรือนจ าหรือกลุ่มบุคลากรด้าน
ั
ั
การแพทย์ที่มีหน้าที่ในการดูแลผู้ป่วยเช่นแพทย์พยาบาลพนักงานช่วยเหลือผู้ป่วยคนงานที่ท างานใน
สถานประกอบกิจการโม่ บด ย่อยหิน เป็นต้น
โรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัสแอนทราซิส (Bacillus
anthracis) ลักษณะงานที่เสี่ยง คือ ผู้ที่ท างานปศุสัตว์ เกษตรผู้เลี้ยงสัตว์ เจ้าหน้าที่ทางห้อง
ปฏิบัติการเกี่ยวกับสัตว์ป่า เป็นต้น
โรคเลปโตสไปโรสิส (Leptospirosis) จากการติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียว ที่มีชื่อว่า
ิ
เล็บโตสไปร่าอนเทอโรแกนส์ (Leptospira interrogans) เชื้อโรคที่มีหนูเป็นแหล่งรังโรคที่ส าคัญ
ื่
แต่สัตว์ชนิดอนก็สามารถน าโรคได้เช่นเดียวกัน เช่น สุกร โค กระบือ สุนัข ลักษณะงานที่เสี่ยง คือ
อาชีพเกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ ชาวนา คนงานโรงฆ่าสัตว์ สัตวแพทย์ เป็นต้น
6.4 กลุ่มโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นเนื่องจากการท างาน (กองโรคจากการประกอบ
อาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2557; Balmes, 2014) แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือ
6.4.1 โรคจากฝุ่นอนินทรีย์ (inorganic dust) เรียกอกอย่างหนึ่งว่าโรคปอดจากการ
ี
ท างาน (Pneumoconiosis) เกิดจากการสูดหายใจเอาฝุ่นละออง ควัน หรือสารพษเข้าไปในปอดในขณะ
ิ
ท างานเป็นระยะเวลายาวนาน สารเหล่านี้อาจท าให้เกิดการระคายเคืองหรือเป็นพิษใน ทางเดินหายใจ
ในบางรายอาจมี ปอดอกเสบหรือพงผืดเกิดขึ้นในปอด หลายรายอาจมีการตอบ สนองโดยการแพ
ั
้
ั
(allergic responses) ท าให้เกิดอาการหอบหืด ได้แก่ ซิลิโคสิส (Silicosis) และ แอสเบสโทสิส
(Asbestosis)
ั
1) โรคปอดฝุ่นทราย (silicosis) คือ เป็นโรคปอดอกเสบที่เกิดขึ้นจากการสูดละออง
ซิลิกา (Silica) เข้าไปในปอดเป็นเวลา ติดต่อกันนาน ผลึกซิลิกาที่สูดเข้าไปจะท าให้ปอดอกเสบและมี
ั
พังผืดและผู้ที่เป็นโรคนี้มักจะเกิดวัณโรคปอดได้ง่ายกว่าคนทั่วไป ระยะเวลาในการก่อตัวจนเกิดอาการ
ของโรคเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3-5 ปี
ี่
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค งานก่อสร้างหรืองาน ที่เกยวข้องกับ หิน ทราย ซิเมนต์
ื่
งานท าแก้ว เซรามิค ครก อฐ ภาชนะดินเผา กระเบื้อง การหล่อโลหะ การยิงทรายเพอผิวโลหะ การ
ิ
เจียรนัย เพชร พลอย เป็นต้น
176
กลไกการเกิดโรค ผลึกทเป็นสาเหตุของโรคซิลิโคสิสมี 3 ชนิดคือ ควอทซ์ (Quarts)
ี่
คริสโตแบไลท์ (Cristobalite) และทริไดไมท์ (Tridimite) ขนาดของฝุ่นซิลิคอนไดออกไซด์ ก็เป็นปัจจัย
ส าคัญของการเกิดโรคซิลิโคสิส โดยเฉพาะฝุ่นที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 0.05 – 5 ไมครอน ซึ่งสามารถ
เข้าไปอยู่ในถุงลมปอดได้ โดยจะถูกเม็ดเลือดขาวในปอดจับกินและมีผลท าให้เกิดปฏิกิริยาต่อเนื้อ
ปอด ต่อมาจะก่อให้เกิดพังผืดที่เนื้อปอด
อาการและอาการแสดง ซิลิโคสิสแบบเรื้อรัง (chronic form) ผู้ป่วยจะมีอาการ
เกิดขึ้นหลังจากได้รับฝุ่นละออง silica เป็นระยะเวลาเกินกว่า 15 ปี และซิลิโคสิสแบบเฉียบพลัน
(acute form) ผู้ป่วยอาจมีอาการเกิดขึ้นในระยะเวลาเป็นเดือน มักพบในการท างานที่ได้รับฝุ่นละออง
ของซิลิกาเข้มข้น มีอาการเหนื่อยง่าย เวลาออกแรง ไอแห้ง ๆ แบบเรื้อรัง บางครั้งมีไอเป็นเลือด
ร่างกายทั่วไปไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากจนเห็นได้ชัด นอกจากในรายที่มีวัณโรคปอดแทรกซ้อนด้วย
2) โรคปอดใยหิน (asbestosis) หมายถึงโรคปอดอักเสบเรื้อรังและเป็นพังพืดที่เนื้อ
ปอด จากการรับสัมผัสเอาฝุ่นแร่ใยหินไปสะสมอยู่ จึงเรียกว่า “โรคปอดจากแร่ใยหิน” ในปอดเป็น
ระยะเวลานานจนเกิดพยาธิสภาพที่เยื่อหุ้มปอด โดยมักจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ได้รับฝุ่นแร่ใยหินใน ระยะเวลา
ไม่น้อยกว่า 7- 10 ปี ขึ้นไป
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค: ผู้ท างานเกี่ยวข้องกับผ้าเบรค คลัตซ์ ฝ้า เพดาน
กระเบื้องหลังคาที่กันความร้อน วัสดุ หรือฉนวนทนไฟทนความร้อน และท่อซีเมนต์ ใยหิน เป็นต้น
กลไกการเกิดโรค การสัมผัสและหายใจเอาฝุ่น เส้นใยแอสเบสตอสเข้าไป ซึ่งเส้นใย
ั
แร่ใยหินมีความแหลมคมท าให้แทงเนื้อเยื่อปอด ร่างกายจะมีกลไกในการป้องกันอนตรายจากสิ่ง
แปลกปลอมต่าง ๆ โดยแมโครเฟจ (Macrophage) เข้ามาจับกินอนุภาคเส้นใย แร่ใยหิน โดยขบวนการ
ั
ย่อยสลายเซล (phagocytosis) และเกิดการอกเสบเรียกว่า macrophagic alveolitis มีการกระตุ้น
เซลล์ไฟโบรบลาสต์ (fibroblast) ให้เข้ามาสร้างคอลลาเจน (collagen) และไฟบริน จนเกิดการ
ซ่อมแซมเนื้อเยื่อปอดแบบผิดปกติ ท าให้เกิดพังพืด เกิดเป็นโรคเยื่อหุ้มปอดอักเสบเรื้อรัง
อาการและอาการแสดง ส่วนใหญ่ผู้ป่วยจะมีอาการหลังได้รับแร่ใยหินเป็นเวลานาน
15-30 ปี โดยเริ่มต้นจะมีอาการเหนื่อยง่าย ไอแห้ง ๆ อดอดแน่นหน้าอก น้ าหนักตัวลด และจากการ
ึ
ั
ตรวจร่างกายอาจสังเกตเห็นริมฝีปาก ลิ้น หรือเล็บเป็นสีน้ าเงินคล้ าและมีเสียงกรอบแกรบ (Crackles)
ที่ฐานปอด จากภาพถ่ายรังสีปอดจะเห็นจุดทึบเล็ก ๆ สมรรถภาพการท างานของปอดต่ าลง และผู้ป่วย
ด้วยโรคปอดใยหิน ผู้ป่วยจะมีอาการค่อยเป็นค่อยไป เหนื่อยเพมมากขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้
ิ่
เนื่องจากระบบการหายใจล้มเหลว
6.4.2 โรคจากฝุ่นอนทรีย์ (organic dust) ได้แก่ บิสสิโนสิส (byssinosis) บากาสโซสิส
ิ
(Bagassosis) โรคฟาร์เมอร์ลัง (Farmer’s lung) และ โรคหืดจากการท างาน
1) โรคปอดฝุ่นฝ้าย (byssinosis) คือ เป็นโรคปอดที่เกิดจากการรับสัมผัสต่อฝุ่นฝ้าย
ป่าน ปอ และลินิน โดยเฉพาะฝุ่นฝ้ายถือเป็นสาเหตุที่ส าคัญของการเจ็บป่วยด้วยโรคนี้
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค การท างานหรือสัมผัสฝุ่นใยฝ้าย ป่าน ปอ หรือลินิน ใน
อตสาหกรรมสิ่งทอ โดยเฉพาะที่มีฝ้ายดิบ เช่น การสาง และปั่นด้าย หายใจเข้าไปอย่างต่อเนื่องเป็น
ุ
เวลามากกว่า 2 ปีขึ้นไป
177
กลไกการเกิดโรค ฝ้ายมีสารกระตุ้นให้เกิดการหลั่งฮีสตามีนเป็นการที่ก่อให้เกิดการ
ุ
ระคายเคืองต่อระบบทางเดินหายใจส่วนบนและหลอดลม น าไปสู่การเกิดภาวะโรคทางเดินหายใจอด
ี
กั้นแบบเรื้อรัง อกสาเหตุหนึ่งของการเกิดคือ อาจจะเกิดปฏิกิริยาของสารต่อร่างกายต่อสาร เอน
โดทอกซิน (Endotoxin) ที่พบในเชื้อแบคทีเรียแกรมลบ ที่ปนเปื้อนมากับฝุ่นฝ้าย
ุ
อาการและอาการแสดง มักเกิดกับผู้ป่วยที่ท างานอยู่ในโรงงานอตสาหกรรม
เกี่ยวกับฝ้าย ป่าน ปอ และลินิน อยู่เป็นเวลานานเกินกว่า 2 ปีขึ้นไป จะมอาการดังนี้ ระยะเริ่มแรก คือ
ี
มีอาการแน่นหน้าอก และหายใจล าบาก โดยจะมีอาการรุนแรงมากที่สุดในช่วงเช้าวันแรกของการเข้า
ท างานในแต่ละสัปดาห์ หลังจากที่หยุดงานในวันหยุด เรียกว่า "Monday fever" โดยผู้ป่วยจะมีอาการ
ในขนาดท างานตลอดทั้งวัน จนกระทั่งเลิกงาน อาการดังกล่าวจะดีขึ้นในวันรุ่งขึ้น และจะรู้สึกเหมือน
เป็นปกติในวันท้าย ๆ ของสัปดาห์การท างาน
ั
2) โรคบากัสโซสิส (Bagassosis) คือ โรคปอดอกเสบที่เกิดขึ้นกับผู้ที่สูดหายใจฝุ่น
ละอองของชานอ้อยที่ชื้นและเป็นราเข้าไปในปอด
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ผู้ที่ท างานในโรงงานที่ใช้อ้อยในการผลิต ซึ่งได้แก่
โรงงานน้ าตาล โรงงานเยื่อกระดาษ
กลไกการเกิดโรค เกิดจากสารก่อภูมิแพจากเชื้อรากลุ่มแอคติโนมัยสีท
้
้
(Actinomycetes) ที่เจริญเติบโตอยู่ในซากออยเก่า ๆ ที่หีบเอาน้ าอ้อยออกไปแล้ว เมื่อสูดผู้ปฏิบัติงาน
หายใจเอาสารก่อภูมิแพเหล่านี้เข้าไปในปอด ปฏิกิริยาภูมิแพในร่างกายจะท าให้เกิดการอกเสบในเนื้อ
ั
้
้
ปอดขึ้น เนื้อปอดส่วนที่อกเสบจะกลายเป็นผังพด การอกเสบที่พบมักเป็นที่ปอดส่วนล่างเด่นกว่าที่
ื
ั
ั
ปอดส่วนบน และมักจะพบรอยโรคเป็นทั้งสองข้าง
อาการและอาการแสดง มีอาการไข้ ไอ หนาวสั่น เหนื่อยหอบ รายที่เป็นแบบ
เรื้อรังจะมีอาการไอ เหนื่อยง่าย
3) โรคฟาร์เมอร์ลัง (Farmer’s lung) คือ โรคปอดที่เกิดจากการสูดหายใจเอาฝุ่น
ละอองจากฟางข้าวท่ขึ้นรา (Mouldy hay) หรือ จากพืชผักบางชนิดที่ขึ้นรา
ํ
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค คือ ชาวนา
้
กลไกการเกิดโรค เกิดจากสารก่อภูมิแพจากเชื้อรากลุ่มแอคติโนมัยสีท
(Actinomycetes) ที่เจริญเติบโตอยู่ในฟางข้าว การหายใจเอาสารก่อภูมิแพเหล่านี้เข้าไปในปอด
้
ปฏิกิริยาภูมิแพในร่างกายจะท าให้เกิดการอกเสบในเนื้อปอดขึ้น เนื้อปอดส่วนที่อักเสบจะกลายเป็นผัง
ั
้
พืด การอักเสบที่พบมักเป็นที่ปอดส่วนล่างเด่นกว่าที่ปอดส่วนบน และมักจะพบรอยโรคเป็นทั้งสองข้าง
อาการและอาการแสดง เหนื่อยหอบ ไข้หนาวสั่น ไอ มีเสมหะ ตรวจร่างกายพบว่า
ี
มีเสียง crackles ในปอดทั้งสองข้าง แต่ถ้าได้รับฝุ่นละอองของฟางข้าวซ้ าอกผู้ป่วยจะมีอาการไอเรื้อรัง
เหนื่อยง่ายเวลาออกแรง
4) โรคหอบหืดจากการท างาน (Occupational asthma) คือ ภาวะผิดปกติที่
ั
หลอดลมแคบเล็กลง และกลับสู่ปกติในระยะเวลาอนสั้นโดยการด าเนินการของโรคเอง หรือโดยการ
รักษาคนที่เป็นโรคหอบหืดพบว่า หลอดลมจะมีลักษณะไว้ต่อสิ่งที่มากระตุ้นมากกว่าคนปกติทั่วไป
178
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่ในบรรยากาศที่มีสารก่อโรคที่ท าให้
ี
เกิดอาการหอบหืดขึ้น เช่น ทูโลอน (Toluene) ไดไอโซไซยาเนต (Diisocyanates) ละหุ่ง กาแฟ มา
เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ เป็นต้น
ั
ุ
กลไกการเกิดโรค อบัติการณ์ของโรคในกลุ่มนี้ มีความสัมพนธ์โดยตรงกับชนิดของ
สารก่อโรค ความรุนแรงของสารก่อโรค และระยะเวลาในการท างาน และที่ส าคัญที่สุดคือการที่บุคคล
นั้นมีโรคภูมิแพ ้
อาการและอาการแสดง อาการหอบหืดเกิดขึ้นหลังสัมผัสสารก่อโรคเป็นเวลาไม่ต่ า
กว่า 2 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะมีอาการหอบหืดอาจเกิดขึ้นทันทีที่สัมผัสกับสารก่อโรค หรือหลังสัมผัสไปซัก
ระยะ
6.4.3 โรคระบบการหายใจจากสารเคมีอน ๆ เช่น ละอองหรือไอโลหะหนัก ควันพิษ
ื่
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค: ผู้ที่ปฏิบัติงานในโรงงานที่มีการหล่อโลหะ ชุบโลหะ
สังกะสี ขุด เจาะ ขัดโลหะ เป็นต้น
กลไกการเกิดโรค เมื่อฟูมของโลหะเข้าสู่ร่างกาย ส่วนที่สามารถดูดซึมในร่างกายได้
จะกระจายไปตามกระแสเลือด และเดินทางไปยังอวัยวะเป้าหมายต่าง ๆ ส่วนที่ไม่สามารถดูดซึมได้จะ
ตกค้างอยู่ที่เนื้อเยื่อของปอด และอาจถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ หรือ อุจาระ
อาการและอาการแสดง พบการระคายเคืองต่อระบบหายใจ มีอาการไอ น้ ามูกไหล
เหนื่อยหอบ โดยเฉพาะเวลาออกแรง อาการผิดปกติเหล่านี้จะดีขึ้นเมื่อผู้ป่วยหยุดการรับสัมผัส
6.5 โรคผิวหนังจากการท างาน (กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2557;
Kazeem & Mahbub, 2014) สาเหตุที่ท าให้เกิดโรคผิวหนังมีดั้งนี้
5.5.1 โรคผิวหนังอกเสบจากสารก่อระคายจากการประกอบอาชีพ (Irritant contact
ั
dermatitis) หมายถึง โรคผิวหนังอกเสบจากสารก่อระคายเคืองจากการประกอบอาชีพ สัมผัสสาร
ั
ระคายเคืองหรือพิษของสาร เช่น ผงซักฟอก น้ ายาท าความสะอาด กรด ด่าง สารตัวท าละลาย
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค พนักงานท าความสะอาด ช่างเครื่องยนต์ ช่างพิมพ์ ช่างเสริม
สวย เกษตรกร คนงานก่อสร้าง เกษตรกร ช่างเสริมสวย แม่บ้าน
ั
ั
กลไกการเกิดโรค การระคายเคืองอกเสบเมื่อสัมผัสสาร ก่อให้เกิดการอกเสบ มีการ
สะสมน้ า การดึงไขมันออกจากผิวหนังชั้นใน (Stratum corneum) หรือการท าให้ผิวหนังชั้นใน
เสียหาย เคราติน (Keratin) จะถูกเปลี่ยนแปลงสภาพ
อาการและอาการแสดง ลักษณะผื่นผิวหนังจากการระคายเคือง จ าแนกได้ 2 ชนิด คือ
1) ผื่นระคายเคืองแบบเฉียบพลัน เป็นผื่นที่เกิดจากสัมผัสสารระคายอย่างแรง เช่น กรด
ด่าง เมื่อโดนครั้งแรกก็เกิดอาการทันที มักเกิดโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อหยุดสัมผัสกับสารแล้ว อาการจะพบ
ผิวหนังแดง ขอบเขตชัดเจนในบริเวณที่สัมผัสสาร อาจมีตุ่มน้ า แดง เป็นแผล
2) ผื่นระคายเคืองแบบสะสม เป็นผื่นที่เกิดจากการสัมผัสสารระคายหลาย ๆ ครั้ง เป็น
ระยะเวลานาน มักเป็นสารก่อระคายอย่างอ่อน เช่น สบู่, ผงซักฟอก, แอลกอฮอล์, น้ ามันเครื่อง เป็นต้น
179
ั
อาการจะมีลักษณะผื่นเป็นแบบผิวหนังอกเสบที่มีอาการผิวบาง แห้ง แตกเป็นร่องตื้น ๆ มีขุยบาง ๆ
ลอกออกมา ผื่นจะหนา อาจมีอาการแสบร้อนเล็กน้อยถึงเจ็บได้
6.5.2 โรคผิวหนังอกเสบจากสารก่อภูมิแพ (Allergic contact dermatitis) หมายถึง
ั
้
โรคผิวหนังอกเสบจากสารก่อภูมิแพจากการประกอบอาชีพ ที่เกิดจากการสัมผัสสารก่อภูมิแพ ท าให้
้
้
ั
ภูมิต้านทานในร่างกายเปลี่ยนแปลงและเกิดอาการแพ ไม่ได้เกิดในทุกคน และสามารถท าการทดสอบ
้
ทางผิวหนังเพื่อหาสาเหตุได้
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค ช่างก่อสร้าง ช่างเสริมสวย บุคลากรทางการแพทย์ ช่าง
เครื่องยนต์ ช่างโลหะ คนท าความสะอาด คนที่ท างาน คนท างานเกี่ยวกับผ้า สารที่เป็นสาเหตุภูมิแพ ้
ผิวหนังจากการประกอบอาชีพ ได้แก่ โปแตสเซียม ไดโครเมต ในปูนซีเมนต์ นิเกิล โคบอลต์ อปกรณ์
ุ
ท าด้วยโลหะ สารเร่งในขบวนการผลิตยาง สารยางในธรรมชาติ แอมโมเนียเปอซัลเฟตในน้ ายาย้อมผม
ฟอร์มาลดีไฮด์ กระดาษ หนังผ้า
กลไกการเกิดโรค เป็นการตอบสนองของร่างกายที่เป็นเฉพาะบุคคล อนอาจเกิดจาก
ั
ความหลากหลายของยีน เซลล์เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ชนิด T cells, CD8-T lymphocyte และ ไซโต
ไคน์(cytokine) ชนิด Interleukin-1b, Interleukin-4, Interleukin-6, Interleukin-12 ถูกกระตุ้น
ผ่านระบบภูมิคุ้มกัน โดยเมื่อได้รับสารก่อภูมิแพครั้งแรกจะท าปฏิกิริยาในร่างกาย หลาย ๆ ขั้นตอน
้
แล้วกลายเป็นสารภูมิแพ้สมบูรณ์ (Antigen) โดยใช้เวลาในการเกิด ประมาณ 4-7 วัน ก็จะเริ่มเห็นการ
เปลี่ยนแปลงของผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับสาร
อาการและอาการแสดง ลักษณะอาการของโรคผิวหนังซึ่งอาจแสดงออกได้ 3 ระยะ คือ
ระยะเฉียบพลัน มีลักษณะตุ่มแดงเล็กๆ บวมเป็นตุ่ม ตุ่มน้ าแตกออกเป็นน้ าเหลืองเยิ้ม คันมาก ระยะ
กึ่งเฉียบพลัน ตุ่มน้ าที่แตกจะตกสะเก็ดแห้งกรัง มีขุย มีอาการคัน ระยะเรื้อรัง ผิวหนังจะหนาขึ้น มีสี
คล้ า มีขุยลอกออกมา เห็นเส้นลายของผิวหนังที่หนาชัดเจน
6.6 โรคจากการท างานที่เกิดจากปัจจัยสภาพแวดล้อมจากการท างานทางการยศาสตร์ (กอง
โรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม, 2557; Anthony & Benjamin, 2014; Remel,
Amirtharajah & Descatha, 2014)
สาเหตุการเกิดความผิดปกติของระบบโครงร่างกระดูกและกล้ามเนื้อเกิดจากการใช้กล้ามเนื้อ
ุ
เกินขีดจ ากัด (Overuse) หรือเกิดจากอบัติเหตุ (Accident) จนเกินขีดความสามารถการปรับตัวของ
เนื้อเยื่อ และขัดขวางกระบวนการซ่อมแซมของเนื้อเยื่อ ท าให้เกิดการบาดเจ็บเล็ก ๆ ซ้ า ๆ ที่ต าแหน่ง
เดิม จะเรียกว่า กลุ่มอาการบาดเจ็บซ้ าจากการท างาน (Cumulative trauma disorders; CTD)
5.6.1 โรคปวดหลังจากการท างาน
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค คนที่ต้องท างานประเภทแบกหาม ยกของหนัก การยกของ
ื้
ที่อยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม อาชีพที่ก้มหรือบิดเอวเป็นประจ า อาชีพที่นั่งท างานกับพน อาชีพขับ
รถบรรทุก อาชีพท างานนั่งโต๊ะ
180
อาการและอาการแสดง อาการปวดหลังแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือมีอาการทันทีหลังจาก
ยกของหนัก มักมีอาการปวดเฉพาะกล้ามเนื้อหลัง แต่หากมีการกดทับปมประสาท อาการปวดจะ
รุนแรงและมีอาการชาลงขาร่วมด้วย
6.6.2 โรคปวดหลังจากการท างาน
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค คนที่ต้องท างานประเภทแบกหาม ยกของหนัก การยกของ
ที่อยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสม อาชีพที่ก้มหรือบิดเอวเป็นประจ า อาชีพที่นั่งท างานกับพน อาชีพขับ
ื้
รถบรรทุก อาชีพท างานนั่งโต๊ะ
อาการและอาการแสดง อาการปวดหลังแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือมีอาการทันทีหลังจาก
ยกของหนัก มักมีอาการปวดเฉพาะกล้ามเนื้อหลัง แต่หากมีการกดทับปมประสาท อาการปวดจะ
รุนแรงและมีอาการชาลงขาร่วมด้วย
6.6.2 กลุ่มอาการเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณมือ (Carpal Tunnel Syndrome: CTS)
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค คนที่ต้องท างานที่ต้องใช้มือท่าเดียวกันนาน ๆ เช่น การก า
มือ การบีบ การกดหรือใช้มือเย็บผ้า บิดผ้า การใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น
อาการและอาการแสดง อาการชา (Numbness) รู้สึกเสียวคล้ายถูกไฟช็อต (Tingling)
ร้อน (Burning) ปวด (Pain) บริเวณนิ้วมือ มือ และข้อมือและอาจจะปวดขึ้นไปจนถึงไหล่
6.6.3 โรคข้อศอกเทนนิส (Tennis Elbow)
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค การท างานที่มีการออกแรงบิดหรือหมุนข้อมือ ร่วมกับการ
์
ิ
ื่
เคลื่อนไหวของข้อศอกซ้ า ๆ เช่น การกระดก ข้อมือเพอพมพคีย์บอร์ดต่อเนื่องเป็นเวลานาน, ช่าง
ก่อสร้าง, ช่างซ่อมรถยนต์ หรือ อาชีพที่ต้องใช้มือหิ้วของหนัก เป็นต้น
ี
อาการและอาการแสดง ช่วงแรกอาจจะมีอาการปวดบริเวณข้อศอกด้านนอก เพยง
ิ่
เล็กน้อย หรือมีอาการเฉพาะเวลาท างานที่ต้องใช้แรงมาก ๆ แล้วอาการปวดจะเพมขึ้นเรื่อย ๆ
ี
้
นอกจากนี้บางรายอาจจะมอาการปวดจากบริเวณขอศอก ด้านนอกร้าวลงไปที่ด้านหลังมือและร้าวไปที่
ี
นิ้วกลาง หรือนิ้วก้อย และอาจมีแรงในการก ามือลดลงอกด้วย
6.6.4 โรคข้อศอกกอล์ฟ (Golfer Elbow)
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค มักพบในนักกอล์ฟ นักกีฬาที่ใช้การโยนหรือเหวี่ยงแขน และ
กิจกรรมที่ใช้แขนมาก ๆ เป็นต้น
อาการและอาการแสดง มีอาการปวดที่บริเวณปุ่มกระดูกข้อศอกด้านในและมีจุดกดเจ็บ
บริเวณนี้เป็นที่ยึดเกาะของเอนกล้ามเนื้อที่ท าหน้าที่ก ามือและกระดกข้อมือ ปวดตึงกล้ามเนื้อบริเวณ
็
ปุ่มกระดูกด้านในบางรายอาจมีปวดข้อมือร่วมด้วย
6.6.5 โรคข้อศอกเจ็บในนักเรียน (Student’s Elbow)
อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค มักพบในผู้ปฏิบัติงานที่มีการนั่งท้าวข้อศอกในการท างาน
บ่อย ๆ
อาการและอาการแสดง มีอาการปวดมาจากด้านล่างปลายข้อศอกที่เป็นลักษณะของถุง
หรือ โพรงคล้ายถุงมีน้ าหล่อเลี้ยงอยู่ภายในที่เรียกว่า bursa ที่ช่วยการหล่อลื่นการเคลื่อนไหวของ
อวัยวะเช่นเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อป้องกันการเสียดสี กับกระดูกและ เนื้อเยื่อ
181
บทสรุป
การจัดบริการอาชีวอนามัยในหน่วยบริการระดับปฐมภูมิ เป็นการป้องกันควบคุมโรคจากการ
ประกอบอาชีพ ดังนั้นนักวิชาการสาธารณสุขจึงมีความจ าเป็นที่จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ
ความหมายของโรคจากการประกอบอาชีพ ปัจจัยที่ท าให้เกิดโรคจากการประกอบอาชีพ เกณฑ์การ
วินิจฉัยและการสอบสวนโรคจากการท างาน การจัดบริการอาชีวอนามัย และ กลไกการเกิดโรคจาก
ื่
การประกอบอาชีพ อาชีพที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแต่ละชนิด รวมทั้งอาการและอาการแสดง เพอการ
ป้องกันควบคุมโรคจากการประกอบอาชีพในชุมชน และส่งต่อผู้ป่วยอย่างทันทวงที
ค าถามท้ายบท
1. จงอธิบายความแตกต่างของโรคจากการประกอบอาชีพ โรคเกี่ยวเนื่องจากการท างาน และ
โรคทั่วไป
2. จงอธิบายปัจจัยที่ท าให้เกิดโรคจากการประกอบอาชีพ
3. จงวิเคราะห์ปัจจัยที่ท าให้เกิดโรคปอดใยหิน (asbestosis)
4. จงอธิบายเกณฑ์การวินิจฉัยและการสอบสวนโรคจากการท างาน
5. งานอธิบายกลไกการเกิดโรค อาการและอาการแสดง อาชีพที่มีความเสี่ยงต่อโรคดังต่อไปนี้
5.1 โรคเบนซีนหรือสารประกอบของเบนซีน
5.2 โรคจากตะกั่วและสารประกอบของตะกั่ว
5.3 โรคจากคลอรีน
5.4 โรคจากสารเคมีก าจัดศัตรูพืชสารกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต และคาร์บาเมต
5.5 เป็นลมเนื่องจากความร้อน (Heat stroke)
5.6 การสูญเสียการได้ยินจากการประกอบอาชีพ
5.7 โรคปอดฝุ่นทราย (silicosis)
5.8 โรคปอดฝุ่นฝ้าย (byssinosis)
5.9 โรคผิวหนังอักเสบจากสารก่อภูมิแพ ้
ื
5.10 กลุ่มอาการเส้นประสาทถูกกดทับบริเวณมอ
เอกสารอ้างอิง
กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2557, March). ความรู้เรื่องโรค. สืบค้นจาก
http://envocc.ddc.moph.go.th/m/ความรู้เรื่องโรค.
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม. เรื่อง หลักเกณฑ์การวินิจฉัยและการประเมินการ
สูญเสียสมรรถภาพของผู้ป่วยหรือบาดเจ็บด้วยโรคจากการท างาน พ.ศ. 2540 ราชกิจจา
นุเบกษา เล่ม 114 ตอนพิเศษ 39 ง.
182
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม. เรื่อง หลักเกณฑ์การวินิจฉัยและการประเมินการ
สูญเสียสมรรถภาพของผู้ป่วยหรือบาดเจ็บด้วยโรคจากการท างาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 ตอนพิเศษ 31 ง.
ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ก าหนดชนิดของโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือ
เนื่องจากการท างาน พ.ศ. 2550 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนพิเศษ 97 ง.
ั
ั
สมคิด โพธิ์ชนะพนธุ์. (2560). โรคลมร้อน: ภาวะฉุกเฉินที่เป็นอนตรายต่อชีวิต. วารสารพยาบาล
ทหารบก, 18(2), 30-37.
สมจิต พฤกษะริตานนท์ และ วิภาวี กิจก าแหง. (2554). บทน าอาชีวอนามัย. กรุงเทพฯ: คณะ
แพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2558). แนวทางการสอบสวนโรคจากการประกอบ
อาชีพและสิ่งแวดล้อม. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์, จุฑารัตน์ จิโน, นวพรรณ ผลบุญ. (2562). แรกเริ่มเรียนรู้อาชีวเวชศาสตร์
์
ํ
(First Step to Occupational Medicine) ช ล บุรี: จัดพมพและเผยแพร่โดยมูลนิธิ
.
ิ
สัมมาอาชีวะ.
ิ
อรพิน วิมลภูษิต, มัทนา โกสุมภ์, และ พเชษฐ นันตา. (2555). คู่มือการจัดบริการอาชีวอนามัยใน
หน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ. นนทบุรี: ห้างหุ้นส่วนจ ากัดส านักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.
Anthony, C. L. & Benjamin, C. M. (2014). Back & Lower Extremity Injuries. Ladou J. &
Harrison R. (Ed.), Current Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition.
th
United States of America: the McGraw-Hill companies, 97-119.
Balmes, J. R. (2014). Occupational lung Disease. Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current
Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition. United States of America:
th
the McGraw-Hill companies, 362-385.
Camuglia J. E., Grigoriadis G. & Gilfillan C. P. (2008). Lead poisoning and Burton’s line.
Med J Aust, 189(6), 339.
Dobie, R. (2014). Hearing loss. J Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current Occupational &
th
Environmenttal Medicine 5 edition. United States of America: the McGraw-Hill
companies, 573-618.
Harrison, R. J. & Mulloy, K. B. (2014). The Occupational & Environmenttal Medical history.
Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current Occupational & Environmenttal Medicine
th
5 edition. United States of America: the McGraw-Hill companies, 26-31.
Harrison, R. J. & Roisman, R. (2014). Solvents. Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current
Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition. United States of America:
th
the McGraw-Hill companies, 540-542.
ILO. (2011, March). Work-related Diseases and Occupational Diseases: The ILO
International List. Retrieved from https://www.iloencyclopaedia.org/part-iii-
183
48230/topics-in-workers-compensation-systems/item/355-work-related-diseases-
and-occupational-diseases-the-ilo-international-list.
Kazeem, B. S. & Mahbub, M. U. C. (2014). Occupational Skin Disorders. Ladou J. &
th
Harrison R. (Ed.), Current Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition.
United States of America: the McGraw-Hill companies, 324-347.
Kuschner, W. G. & Blanc P. D. (2014). Gas & Other Airborne Toxicants. Ladou J. & Harrison
R. (Ed.), Current Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition. United
th
States of America: the McGraw-Hill companies, 557-572.
Lewis, R. & Kosnett, M. J. (2014). Metals. J Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current
Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition. United States of America:
th
the McGraw-Hill companies, 463-485.
Lichty, P. D. (2014). Injuries Caused by Physical Harzards. Ladou J. & Harrison R. (Ed.),
th
Current Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition. United States of
America: the McGraw-Hill companies, 169-195.
O’Malley, M. A. (2014). Pesticides. Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current Occupational &
th
Environmenttal Medicine 5 edition. United States of America: the McGraw-Hill
companies, 573-618.
Remel D M., Amirtharajah, M. & Descatha, A. (2014). Back & Lower Extremity Injuries.
.
Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current Occupational & Environmenttal Medicine
5 edition. United States of America: the McGraw-Hill companies, 97-119.
th
Walker, J. J. & Leanne, M. (2013). Audiometry Screening and Interpretation. Am Fam
Physician, 87(1), 41-47.
184
185
แผนบริหารการสอนประจ าบทที่ 8
เนื้อหา
เทคนิคการป้องกันอันตรายจากการท างาน
1. วงจรผลกระทบจากการสัมผัสอันตรายในการท างานต่อผู้ปฏิบัติงาน
2. สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ
2.1 ทฤษฏีโดมิโน (Domino theory)
2.2 ทฤษฎีการขาดดุลยภาพ (Imbalance Cause Theory)
2.3 ทฤษฎีความเอนเอียงในการเกิดอุบัติเหตุ (Accident-Proneness Theory)
2.4 ทฤษฎีมูลเหตุเชิงซ้อน (Multiple Causation Theory)
3. หลักการควบคุมและป้องกันอันตรายจากการท างาน
3.1 ล าดับขั้นของการควบคุมอันตราย (Hierarchy of controls)
3.2 ล าดับขั้นของการควบคุมอันตรายแบบ Source-Path-Receive
4. เทคนิคที่ใช้ในการป้องกันอันตรายจากการท างาน
4.1 การใช้อุปกรณ์คมครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (Personal Protective
ุ้
Equipment: PPE)
4.2 เทคนิคการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis: JSA)
4.3 เทคนิคความเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือ กิจกรรม 5 ส
4.4 การสร้างพฤติกรรมความปลอดภัย (Behavior-based safety: BBS)
4.5 เทคนิคการควบคุมป้องกันอัคคีภัย (Fire Protection)
วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
1. อธิบายวงจรผลกระทบจากการสัมผัสอันตรายในการท างานต่อผู้ปฏิบัติงานได้ถูกต้อง
2. อธิบายสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุตามหลักทฤษฎีได้ถูกต้อง
3. สามารถเลือกวิธีการควบคุมและป้องกันอันตรายจากการท างานได้เหมาะสม
4. อธิบายความส าคัญของการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลได้
ู
5. อธิบายเทคนิคการวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัยได้ถกต้อง
6. อธิบายเทคนิคความเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือ กิจกรรม 5 ส ได้ถูกต้อง
7. อธิบายการสร้างพฤติกรรมความปลอดภัยได้ถูกต้อง
8. อธิบายอุปกรณ์ในการป้องกันอัคคีภัยได้ถูกต้อง
9. อธิบายข้อปฏิบัติโดยทั่วไปเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ได้ถูกต้อง
ั
ื่
10. เพอให้ผู้เรียนสามารถวางแผนกิจกรรมการป้องกันอนตรายจากการประกอบอาชีพด้วย
เทคนิคการป้องกันอันตรายเพื่อสุขภาพของแรงงานในชุมชนได้
186
ื่
11. เพอให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการความรู้ไปใช้ในการด าเนินงานทางด้านอาชีวอนามัยและ
ความปลอดภัยเบื้องต้นในชุมชนได้
กิจกรรมการเรียนการสอน
1. จัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry-based learning) โดยการแบ่งกลุ่ม
ึ
นักศกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์เนื้อหาในแต่ละหัวข้อจากหนังสือ เอกสาร และสื่อสารสนเทศต่าง ๆ
ร่วมกันอภิปรายเนื้อหาที่ได้
ั
2. บรรยายสรุปด้วย PowerPoint เนื้อหาหัวข้อ เทคนิคการป้องกันอนตรายจากการท างาน
ทั้ง 4 หัวข้อโดยผู้สอน
ั
3. แบ่งกลุ่มนักศึกษาเป็นกลุ่ม โดยให้วิเคราะห์กรณีตัวอย่างเทคนิคการป้องกันอนตรายจาก
การท างาน และร่วมกันอภิปราย ซักถาม จากนั้นผู้สอนให้ข้อเสนอแนะ และน าส่งผลการวิเคราะห์
4. สาธิตและฝึกปฏิบัติการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ การ
วิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA) ตามโจทย์สถานการณ์ที่ก าหนด
ื่
(ภาคผนวก ก ปฏิบัติการที่ 7)
5. ตอบค าถามท้ายบทท้ายบท
สื่อการเรียนการสอน
1. สื่อ PowerPoint เนื้อหาหัวข้อ เทคนิคการป้องกันอันตรายจากการท างาน ทั้ง 4 หัวข้อ
2. แหล่งข้อมูล
ื่
2.1 บทความวิชาการ เรื่องการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (Job Safety Analysis)
สืบค้นจาก http://www.shawpat.or.th/index.php?option=com_content&view= article&id=
212:job-safety-analysis&catid=51:-m---m-s&Itemid=202 โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
2.2 การวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย: เทคนิคชี้บ่งอนตราย เพอป้องกันอบัติเหตุจาก
ื่
ั
ุ
ื่
งาน สืบค้นจาก http://journal.hcu.ac.th/pdffile/JN1428/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%
B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88+14.pdf โดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
3. เอกสารค าสอนวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยของอาจารย์ ดร.สิวลี รัตนปัญญา
4. หนังสือ เอกสาร ต าราอื่น ๆ
4.1 หนังสืออาชีวอนามัยและความปลอดภัย ของรองศาสตราจารย์.ดร.อนามัย (ธีรวิโรจน์)
เทศกะทึก สืบค้นได้จากห้องสมุดมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ (613 6 อ152อ 2553)
187
การวัดผล
1. การสังเกตการอภิปราย ความสนใจ และการมีส่วนร่วมในกระบวนการกลุ่มและการเรียน
การสอนในห้องเรียน
2. ผลการสรุปเนื้อหาจากการสืบเสาะหาความรู้ในแต่ละหัวข้อ
3. ผลการวิเคราะห์กรณีตัวอย่างวิเคราะห์กรณีตัวอย่างปัญหาเทคนิคการป้องกันอันตรายจาก
การท างานที่ได้รับมอบหมาย
4. ผลการการใช้เครื่องมือทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย เกี่ยวกับ การวิเคราะห์
งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis; JSA) ตามโจทย์สถานการณ์ที่ก าหนด
5. การตรวจแบบฝึกหัดท้ายบท
188
189
บทที่ 8
เทคนิคการป้องกันอันตรายจากการท างาน
ในบทที่ 3 – บทที่ 6 นักศึกษาได้ท าความรู้จักกับปัจจัยที่กอให้เกิดอนตรายจากการท างานกัน
่
ั
มาแล้ว ในการดูแลผู้ปฏิบัติงานในอาชีพต่าง ๆ ให้ปราศจากอันตราย มีความปลอดภัย ไม่เจ็บป่วยจาก
การท างาน และไม่ได้รับการบาดเจ็บ พการหรือเสียชีวิตจากอบัติเหตุ ได้นั้น ถือเป็นสิ่งส าคัญส าหรับ
ิ
ุ
งานทางด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ได้มีการศึกษาทฤษฎี เทคนิคและวิธีการในการป้องกัน
ั
อนตรายจากการท างานไว้หลากหลาย ซึ่งในบทนี้นักศึกษาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคต่าง ๆ เพอ
ื่
น าไปใช้ในการดูแลสุขภาพของผู้ประกอบอาชีพในชุมชนต่อไป
1. วงจรผลกระทบจากการสัมผัสอันตรายในการท างานต่อผู้ปฏิบัติงาน (วิทยา อยู่สุข, 2542; เกียรติ
ศักดิ์ บัตรสูงเนิน, 2557; Health and Safety Executive, 2004)
เทคนิคการป้องกันอันตรายจากการท างาน
งาน
สิ่งแวดล้อม
อาชีพ รักษา
เครื่องจักร คน อุบัติเหตุ การบาดเจ็บ โรคจากการประกอบ
การ
หายป่วย ฟื้นฟู
กลับเข้าท างาน
การบาดเจ็บ การบาดเจ็บ การ
แผนภูมิที่ 8.1 แสดงองค์ประกอบของการเกดอุบัติเหตุจากการท างาน
ิ
ั
ในวงจรการท างานจะต้องเกิดจากการปฏิสัมพนธ์ขององค์ประกอบ 3 สิ่งด้วยกัน คือ คน
(ผู้ปฏิบัติงาน) งาน และสิ่งแวดล้อมในการท างาน อย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ในการท างานผู้ปฏิบัติงานต้องมี
ั
การสัมผัสมีสิ่งแวดล้อมในการท างานซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอนตรายทั้งต่อสุขภาพอนามัยและความ
ปลอดภัยของผู้ที่ปฏิบัติงาน โดยสามารถแบ่งประเภทอนตรายได้อยู่ 5 ประเภท ได้แก่ อนตรายทาง
ั
ั
ั
สารเคมี (Chemical hazard) อนตรายทางกายภาพ (Physical hazard) อนตรายทางชีวภาพ
ั
190
ั
(Biological hazard) อันตรายจาก ปัญหาด้านเออร์โกโนมิคส์ (Ergonomic hazard) และอนตรายต่อ
ความปลอดภัย (Safety hazard) (วิทยา อยู่สุข, 2542 และ เกียรติศักดิ์ บัตรสูงเนิน)
ั
อนตรายทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดอบัติเหตุในการท างาน (Accident) และ/
ุ
ุ
หรือ โรคจากการประกอบอาชีพ (Occupational disease) ในค าว่า อบัติเหตุ (Accident) นั้นยังมี
การแตกย่อยตามภาวการณ์ที่เกิดขึ้นได้อก 3 ค า คือ อบัติการณ์ (Incident) เหตุการณ์เกือบเกิด
ุ
ี
อุบัติเหตุ (Near miss) และ ความปลอดภัย (Safety) โดยจะขยายความค าศัพท์เพื่อความเข้าใจดังนี้
(Health and Safety Executive, 2004)
ี่
1) อุบัติการณ์ (Incident) คือ เหตุการณ์ทไม่พงปรารถนา ที่เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะมีโอกาสให้เกิด
ึ
ุ
ความเสียหาย และ/หรือการบาดเจ็บเกิดขึ้นได้ หรืออาจเป็นเหตุให้เกิดเหตุการณ์เกือบเกิดอบัติเหตุ
(Near miss)
2) เหตุการณ์เกือบเกิดอบัติเหตุ (Near miss) คือ เหตุการณ์ที่ไม่พงประสงค์ทเกิดขึ้นแล้ว แต่
ึ
ี่
ุ
ไม่ก่อให้เกิดความเสียหาย และ/หรือการบาดเจ็บใด
3) อุบัติเหตุ (Accident) คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ไม่ได้คาดคิด ไม่ได้วางแผน ท าให้
เกิดการบาดเจ็บพิการหรือเสียชีวิต ทั้งนี้รวมไปถึงการสูญเสียทรัพย์สินอีกด้วย
4) ความปลอดภัย (Safety) คือ สภาวะที่ปราศจากอนตราย การบาดเจ็บ ความเสี่ยง และ
ั
ความสูญเสีย
ยกตัวอย่างเช่น จากรูป
ุ
อบัติการณ์ (Incident) คือ มีกล่องใส่
ของขนาดใหญ่แขวนอยู่ในที่สูง และตัว
ยึดแผ่นรองกล่องไม่แข็งแรง
เหตุการณ์เกือบเกิดอบัติเหตุ (Near miss)
ุ
คือ กล่องล่วงลงมาแต่ไม่โดนคนงานที่เดิน
มา
อุบัติเหตุ (Accident) คือ กล่องล่วงลงมา
ทับคนงานบาดเจ็บ/เสียชีวิต หรือ สินค้า
ในกล่องพังเสียหาย
ภาพที่ 8.1 แสดงอุบัติการณ เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ และอุบัติเหตุ
์
ที่มา: จาก Unsafe Act, Unsafe Condition, Near Miss & Incident (Accident) โดย OSHTC
Trainings, (2016), https://www.youtube.com/watch?v=vZ-oYy SCLvA.
ุ
ในการด าเนินงานด้านความปลอดภัยในการท างาน จะพบว่าสาเหตุของการเกิดอบัติเหตุจาก
การท างานมีสาเหตุ 2 สาเหตุ คือ การกระท าที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Acts) และ สภาพการท างานไม่
ปลอดภัย (Unsafe condition) (วิทยา อยู่สุข, 2542 และ เกียรติศักดิ์ บัตรสูงเนิน)
1) การกระท าที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe acts) หมายถึง การกระท าหรือการปฏิบัติงานของคนมี
ผลท าให้เกิดความไม่ปลอดภัยกับตนเองและผู้อน เช่น การไม่สวมใส่อปกรณ์ป้องกันอนตราย การ
ุ
ื่
ั
191
ู
ท างานเร็วเกินไป การยกของไม่ถกวิธี การท างานลัดขั้นตอน วิ่งหรือหยอกล้อกันเล่นขณะท างาน ฝ่าฝืน
กฎระเบียบเกี่ยวกับความปลอดภัย เป็นต้น
2) สภาพการท างานความปลอดภัยที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe condition) หมายถึง สภาพของ
ุ
โรงงานอตสาหกรรม สภาพเครื่องจักร สภาพกระบวนการผลิต เครื่องจักร เครื่องยนต์ อปกรณ์การ
ุ
ผลิต ไม่มีความปลอดภัยเพียงพอ ส่งผลให้ผู้ท างานเกี่ยวข้องต้องเกิดอุบัติเหตุ การบาดเจ็บ การตาย
ุ
เช่น เครื่องจักร หรืออปกรณ์การผลิตไม่มีการ์ดป้องกัน ช ารุด การจัดกองวัสดุไม่ถูกวิธี และไม่เป็น
ระเบียบ การจัดสารเคมีที่มีพิษ วัตถุไวไฟ วัตถุระเบิด ไม่เหมาะสม ท างานที่ที่มีอุณหภูมิสูงเกินไป แสง
น้อยเกินไป เสียงดังเกินไป มีความเข้มข้นของฝุ่นและสารเคมีในระดับสูง เป็นต้น
การสูญเสียเนื่องจากการเกิดอบัติเหตุ (Accident loss) ที่เกิดขึ้นแต่ละครั้งหมายถึงมีการสูญเสีย
ุ
้
เกิดขึ้นทั้งทางตรงและทางออม ซึ่งพบว่าค่าของการสูญเสียที่ต้องจ่ายทางออมนั้นสูงกว่าค่าของการ
้
สูญเสียที่ต้องจ่ายโดยตรงในอัตราสี่ต่อหนึ่ง โดยองค์ประกอบของการสูญเสีย (วิทยา อยู่สุข, 2542 และ
เกียรติศักดิ์ บัตรสูงเนิน) มีดังนี้
1) การสูญเสียทางตรง ได้แก่ การสูญเสียที่คิดเป็นเงินที่นายจ้างหรือรัฐบาลต้องจ่ายโดยตรง
ให้แก่ผู้ที่ได้รับอุบัติเหตุจากการท างาน เช่น ค่ารักษาพยาบาล เงินทดแทนที่ต้องจ่ายโดยรัฐหรือรัฐบาล
ค่าท าขวัญ
้
2) การสูญเสียทางออม คือ การสูญเสียซึ่งมักจะคิดไม่ถึง หรือไม่ค่อยได้คิดว่าเป็นการสูญเสีย
ื้
ั
เป็นการสูญเสียที่ไม่ปรากฏชัดเจน เช่น การสูญเสียเวลาของลูกจ้างที่บาดเจ็บจะต้องใช้เวลาพกฟน
ื่
จนกว่าจะหาย สูญเสียเวลาลูกจ้างคนอนๆ ซึ่งหยุดท างานด้วยเหตุผลต่อไปนี้ ความอยากรู้อยากเห็น
ื่
เข้าไปมุงดู ซักถามเหตุการณ์ ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ต้องมีการเตรียมคนงานใหม่เพอทดแทนคนเก่า
ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมเครื่องจักร ท าให้ปริมาณผลผลิตขาดหายไป คนงานเสียขวัญเกิดความกลัว
ประสิทธิภาพการท างานลดลง เป็นต้น
เมื่อเกิดการบาดเจ็บและการเจ็บป่วย ผู้ปฏิบัติงานต้องเข้ารับการรักษา ไม่ว่าจะเป็นทั้งใน
ระดับการดูแลด้วยตนเอง หรือการใช้บริการในระบบสาธารณสุขระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ หากบาดเจ็บ
หรือเจ็บป่วยร้ายแรงอาจต้องได้รับการรักษาในหน่วยงานทางด้านการรักษาพยาบาลในระดับตติยภูมิ
ื้
แต่เมื่อได้รับการรักษาจนหายจากโรค แล้วแต่ในบางครั้งการท างานของอวัยวะต่าง ๆ ยังไม่สามารถฟน
กลับมาท างานได้ตามปกติ หรือการก่อให้เกิดภาวะทุพพลภาพเกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติงานก็ต้องมีการฟนฟ ู
ื้
ร่างกายจนสามารถกลับเข้ามาท างานได้ในต าแหน่งเดิม หรือต าแหน่งอื่นที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม หากเรายังไม่กาจัดสิ่งแวดล้อมในการท างานซึ่งเป็นเหตุให้เกิดอนตรายออกจาก
ั
ั
วงจร เมื่อผู้ปฏิบัติงานกลับเข้ามาปฏิบัติงานก็ยังคงต้องสัมผัสปัจจัยนั้น ๆ และเกิดอนตรายทั้งต่อ
สุขภาพอนามัยและความปลอดภัยของผู้ที่ปฏิบัติงานวนเป็นวงจรตลอดอายุการท างานของผู้ปฏิบัติงาน
ดังนั้น เทคนิคการป้องกันอนตรายจากการท างาน จึงมีความส าคัญในการตัดวงจรการบาดเจ็บและ
ั
เจ็บป่วยของผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างมาก
192
2. สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ
2.1 ทฤษฏีโดมิโน (Domino theory) (Heinrich, 1950; เกียรติศักดิ์ บัตรสูงเนิน, 2557)
ทฤษฏีโดมิโนเป็นทฤษฎีของ Heinrich (1950) อธิบายการเกิดอบัติเหตุอย่างง่ายโดยใช้การ
ุ
ุ
เปรียบเทียบกับการเล่นการล้มโดมิโน ที่เปรียบเสมือนห่วงโซ่ของการเกิดอบัติเหตุ โดยก าหนดโดมิโน
ขึ้นมา 5 ตัว ดังนี้
โดมิโนตัวที่ 1 คือ ภูมิหลังทางสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social environment) ตัวอย่างเช่น
ลักษณะทางพันธุกรรม พฤติกรรมที่สืบทอดมา นิสัยส่วนบุคคล การเลี้ยงดู สภาพทางสังคม
ุ
ื้
โดมิโนตัวที่ 2 คือ ความผิดพลาดของบุคคล (Faults of person) ที่เออต่อการเกิดอบัติเหตุ
ตัวอย่างเช่น เป็นขี้หงุดหงิด ขี้ตกใจ สะเพร่า ประมาท ไม่สนใจความปลอดภัย ความไม่รู้ (ไม่รู้รู้
กฎระเบียบความปลอดภัย ไม่รู้ขั้นตอนการปฏิบัติงาน) เป็นต้น
โดมิโนตัวที่ 3 คือ การกระท าที่ไม่ปลอดภัย และสภาพการที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe act and
Unsafe condition) เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดอบัติการณ์ (Incident) อนน ามาซึ่งความไม่ปลอดภัย
ั
ุ
ุ
และอบัติเหตุได้ โดยในขั้นตอนนี้สามารถใส่มาตรการ หรือก าหนดขั้นตอนการท างานที่ปลอดภัยเข้าไป
ุ
ื่
ุ
เพอก าจัดอบัติการณ์นั้นออกจากห่วงโซ่ของการเกิดอบัติเหตุนั้นเสียก่อน กล่าวคือไม่ว่าภูมิหลังทาง
สังคมและสิ่งแวดล้อม (โดมิโนตัวที่ 1) และภูมิหลังทางสังคมและสิ่งแวดล้อมจะเป็นมาอย่างไร
(โดมิโนตัวที่ 2) ของผู้ปฏิบัติงานจะเป็นมาอย่างไร หากเราหา
โดมิโนตัวที่ 4 คือ อบัติเหตุ (Accident) เป็นผลที่เกิดขึ้นจากโดมิโนทั้ง 3 ตัวแรก ซึ่งได้กล่าวค า
ุ
จ ากัดความของค าว่าอุบัติเหตุไว้แล้วข้างต้น
โดมิโนตัวที่ 5 คือ การบาดเจ็บ (Injury) เป็นผลสุดท้ายอันเกิดจากการเกิดอุบัติเหตุนั้นเอง
่
ุ
สรุปได้ว่า การที่จะป้องกนไม่ให้เกิดอบัติเหตุ จ าเป็นต้องก าจัดสาเหตุที่กอให้เกิดอุบัติเหตุนั้นคือ
ั
โดมิโนทั้ง 3 ตัวแรก อย่างไรก็ตาม การก าจัดการกระท าที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe act) และ/หรือ
สภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe condition) ออกไป (โดมิโนตัวที่ 3) จะสามารถท าได้ง่ายกว่าการ
้
แกไขภูมิหลังหรือสภาพแวดล้อมทางสังคม (โดมิโนตัวที่ 1) และความบกพร่องของบุคคล (โดมิโนตัวที่
2) เมื่อก าจัดโดมิโนตัวที่ 3 ออกแล้ว ต่อให้ผู้ปฏิบัติงานจะเติมโตมาจากครอบครัวหรือสังคมที่คิดเร็วท า
เร็ว ขาดการไตรตรอง หรือวันนั้นนอนน้อยมา แต่ในสภาพการท างานที่มีความปลอดภัย และมีการ
ุ
ก าหนดขั้นตอนการท างานอย่างปลอดภัยที่ทุกคนในองค์กรต้องท าไว้แล้ว โดมิโนตัวที่ 4 คือ อบัติเหตุก็
จะไม่เกิดขึ้น
193
Social Faults of Unsafe Act Accident Injury
Environment Person Unsafe Condition
Social Faults of Unsafe Act Accident Injury
Environment Person Unsafe Condition
Social Faults of Unsafe Act Accident Injury
Environment Person Unsafe Condition
ภาพที่ 8.2 แสดงทฤษฏีโดมิโน (Domino theory)
194
2.2 ทฤษฎีการขาดดุลยภาพ (Imbalance Cause Theory) (Heinrich, 1950)
ุ
ทฤษฎีนี้เชื่อว่า การบาดเจ็บหรืออบัติเหตุ มีสาเหตุมาจากการขาดดุลยภาพชั่วขณะหนึ่ง ระหว่าง
พฤติกรรมของคน กับระบบการท างานที่บุคคลนั้นกระท าอยู่ โดยเชื่อว่า สาเหตุส่วนใหญ่ของการเกิด
อุบัติเหตุ คือ การกระท าที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe act) ประมาณร้อยละ 88 และเกิดจากสภาพการณ์ที่
ไม่ปลอดภัย (Unsafe condition) อีกประมาณร้อยละ 10 ส่วนอีกร้อยละ 2 เกิดจากสาเหตุที่หลีกเลี่ยง
ไม่ได้
ุ
ส าหรับสาเหตุที่ช่วยสนับสนุนให้เกิดอบัติเหตุนั้นมี 3 ประการคือ
1. ความบกพร่องในการดูแลในการปฏิบัติงาน
2. สภาวะจิตใจของผู้ปฏิบัติงาน
3. สภาวะทางร่างกายของผู้ปฏิบัติงาน
การป้องกันไม่ให้เกิดการขาดดุลยภาพได้โดยการแกไขเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคน หรือ
้
การแกไขเปลี่ยนแปลงระบบการท างาน หรือการแกไขเปลี่ยนแปลงทั้งพฤติกรรมของคน และระบบ
้
้
การท างานควบคู่กันไป
2.3 ทฤษฎีความเอนเอยงในการเกิดอบัติเหตุ (Accident-Proneness Theory) (Froggatt &
ุ
ี
Smiley, 1964)
อธิบายถึงการเกิดอบัติเหตุซ้ า ๆ ในบุคคลบางคน กล่าวคือ การที่บางบุคคลมีความโน้มเอยงใน
ี
ุ
การเกิดอุบัติเหตุมากกว่าคนอื่น ๆ อาจเกิดจากปัจจัยส่วนบุคคล ดังนี้
ุ
ี
2.3.1 ความโน้มเอยงที่จะเกิดอบัติเหตุในช่วงระยะเวลาใด เวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นผลมา
่
จากการเกิดภาวะวิกฤต เช่น บุคคลที่อยู่ในภาวะเครียด อยู่ภายใต้ความรู้สึกกดดัน มีความออนเพลีย
แต่เมื่อระยะวิกฤตเหล่านั้นหมดไป บุคคลก็จะปรับตัวในสภาพเดิมได้
2.3.2 ความโน้มเอยงที่จะท าให้เกิดอบัติเหตุของแต่ละบุคคล มีสาเหตุใหญ่มาจากแหล่ง
ี
ุ
ภายในที่ประกอบด้วย บุคลิก สภาพจิตใจและสภาพร่างกาย เช่น มีบุคลิกลักษณะที่ต่อต้านสังคม มี
พฤติกรรมที่ เปิดเผยชอบแหวกกฎเกณฑ์ อาการซึมเศร้า ฉุนเฉียวง่าย สายตาผิดปกติ ความชรา เป็น
ั
ต้น โดย Karl Marbe (1926) นักจิตวิทยาชาวเยอรมันได้เสนอความโน้มเอยงในการเกิดอบัติเหตุ อน
ี
ุ
เป็นลักษณะบุคลิกภาพซึ่งมีแนวโน้มให้บุคคลได้รับอุบัติเหตุ ไว้ดังนี้
ุ
ี
็
1) บุคคลประเภทเอกซ (Type X) มีความเอนเอยงที่จะไม่เกิดอบัติเหตุ (Non-
Accident-Prone) ได้แก่ ผู้ที่มีระเบียบแบบแผน, ผู้ที่มีเป้าหมายในการด ารงชีวิต, ผู้ที่พอใจใน
ื่
ชีวิตประจ าวัน, ผู้ที่เคารพสิทธิและความคิดเห็นของผู้อน, ผู้ที่ไม่เผด็จการ, ผู้ที่ไม่ชอบโต้เถียงหรือ
ทะเลาะวิวาท, และ ผู้ที่นึกถึงผู้อื่น
ี
ุ
2) บุคคลประเภทวาย (Type Y) มีความเอนเอยงที่จะเกิดอบัติเหตุ (Accident-
Prone) ได้แก่ ผู้ที่ไม่มีระเบียบแบบแผน, ผู้ที่ไม่มีเป้าหมายในการด ารงชีวิต, ผู้ที่ไม่พอใจใน
ั
ื่
ชีวิตประจ าวัน, ผู้ที่ไม่สนใจในสิทธิและความคิดเห็นของผู้อน, ผู้ที่ไม่มีมนุษยสัมพนธ์, ผู้ที่ระงับอารมณ์
ความรู้สึกเกลียดชังยาก, ผู้ที่นึกถึงแต่ตัวเอง
195
2.4 ทฤษฎีมูลเหตุเชิงซ้อน (Multiple Causation Theory) (Petersen, 1971)
เป็นทฤษฎีที่ใช้องค์ความรู้ต่อยอดมากจากทฤษฎีโดมิโนของเฮนริช (Heinrich) เนื่องจากในการ
ใช้ทฤษฎีโดมิโนที่ระบุว่าอบัติเหตุสามารถควบคุมได้จากการก าจัดการกระท าที่ไม่ปลอดภัย และ
ุ
ุ
สภาพการณ์ที่ไม่ปลอดภัยนั้น ยังไม่สามารถควบคุมการเกิดอบัติเหตุให้เป็นศูนย์ได้ ดังนั้น ปีเตอร์สัน
(1971) จึงมีการเสนอทฤษฎีมูลเหตุเชิงซ้อนของ จากหนังสือเรียนเทคนิคของการจัดการความ
ปลอดภัย (Technique of safety Management) ซึ่งเชื่อว่ามีมากกว่าหนึ่งสาเหตุที่ก่อให้เกิดหรือ
ุ
น าไปสู่ทั้งการกระท าที่ไม่ปลอดภัย, สภาพที่ไม่ปลอดภัย อบัติเหตุย่อมเกิดขึ้นได้จากเหตุต่าง ๆ หลาย
อย่างซึ่งอยู่เบื้องหลัง และสาเหตุต่าง ๆ เหล่านั้นรวมกันมากเข้าย่อมท าให้เกิดอุบัติเหตุได้ นอกจากนั้น
ยังได้เสนอว่าไม่ควรแก้ไขสภาพและการกระท าที่ไม่ปลอดภัยเท่านั้น
จะต้องคิดแก้ไขเบื้องหลังของสิ่งเหล่านั้นด้วย นอกจากนั้นยังเสนอว่า สาเหตุที่แท้จริงที่ท าให้เกิด
อุบัติเหตุ คือ การบริหารและการจัดการ โดยสรุปทฤษฎีมูลเหตุเชิงซ้อนนี้เน้นการป้องกันอุบัติเหตุโดย
การบริหารจัดการโดยจัดให้มีองค์กรความปลอดภัย
ภาพที่ 8.3 แสดงทฤษฎีมูลเหตุเชิงซ้อน (Multiple Causation Theory)
ที่มา: จาก Human Factors and Behavioural Safety (น.37), โดย Stranks J. W., 2007,
Oxford: Butterworth-Heinemann, Elsevier.
ั
ุ
จากทฤษฎีการเกิดอบัติเหตุและอนตรายจะเห็นว่าสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดอบัติเหตุและ
ุ
ั
อนตรายนั้นมีสาเหตุมาจาก การกระท าที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe act) และ/หรือ สภาพการณ์ที่ไม่
ปลอดภัย (Unsafe condition) เป็นปัจจัยขั้นต้นก่อน ซึ่งหากวิเคราะห์แล้วมีองค์ประกอบที่เข้าไป
ื่
เกี่ยวข้องคือ ผู้ปฏิบัติงาน และสิ่งแวดล้อมในการท างาน ที่ต้องถูกน าไปพิจารณาเพอหาแนวทางในการ
ควบคุมอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการท างานต่อไป
196
3. หลักการควบคุมและป้องกันอันตรายจากการท างาน
ื่
ั
การควบคุมและป้องกันอนตรายจากการท างาน เพอลดอนตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อสุขภาพอนามัย
ั
ของผู้ปฏิบัติงาน จ าเป็นต้องใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการด าเนินการ โดยในงานด้านอาชีวอนามัยและ
ความปลอดภัย The National Institute for Occupational Safety and Health ได้ก าหนด
3.1 ล าดับขั้นของการควบคุมอันตราย (Hierarchy of controls) ของ The National Institute
for Occupational Safety and Health (The National Institute for Occupational Safety and
Health, 2015; ยุวดี สิมะโรจน์, 2543) ได้ก าหนดไว้ดังนี้
3.1.1 การขจัด (Elimination) คือ การน าเอาความเสี่ยงนั้นออกไปจากสิ่งแวดล้อมในการ
ท างาน ซึ่งเป็นวิธีที่ต้องค านึงถึงก่อนเป็นอย่างแรกในการควบคุมและป้องกันอันตรายจากการท างาน
3.1.2 การแทนที่ (Substitution) คือ การปรับเปลี่ยนวัสดุ สารเคมี เครื่องมือ เครื่องจักร
ั
ด้วยสิ่งที่มีอนตรายน้อยกว่า เช่น การเลือกใช้ตัวท าละลายที่มีพษน้อยแทน การใช้เครื่องจักรแทน
ิ
ผู้ปฏิบัติงาน
3.1.3 การควบคุมวิศวกรรม (engineering controls) เป็นการควบคุมอนตรายที่จะเริ่ม
ั
ั
ต้นตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบ หรือการใช้วิธีการทดแทน การแยกกระบวนการที่เป็นอนตราย การ
จัดระบบระบายอากาศ และการปิดคลุมส่วนที่เป็นอันตราย เช่น การใช้เครื่องจักรอัตโนมัติแทนการใช้
คน การใช้ฉากดูดซับเสียง แยกกระบวนการผลิตที่มีอนตราย เป็นหลักการเดียวกับการควบคุมและ
ั
ั
ป้องกันที่แหล่งก าเนิดหรือต้นเหตุที่ท าให้เกิดอนตราย (source) ซึ่งเป็นหลักการควบคุมที่ดีที่สุดที่
สามารถก าจัดการเกิดอันตรายได้ตั้งแต่แรก
3.1.4 การควบคุมด้านบริหารจัดการ (administrative controls) เป็นลดการสัมผัส
ั
อนตรายของผู้ปฏิบัติงานโดยใช้หลักทางด้านการบริหารจัดการมาช่วยบริหารการท างาน เสริม
มาตรการต่าง ๆ ให้ปลอดภัยมากขึ้น เช่น การผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนคนงาน การก าหนดคุณสมบัติที่
เหมาะสมตามลักษณะงาน การให้ความรู้และฝึกอบรมให้ผู้ปฏิบัติงาน การตรวจสุขภาพของ
ผู้ปฏิบัติงาน
ุ
3.1.5 การใช้อปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (Personal Protective
Equipment: PPE) เป็นการควบคุมและป้องกันที่ตัวผู้ปฏิบัติงาน (receiver) โดยควบคุมการสัมผัส
อันตรายจากการท างานที่ตัวบุคคล
197
ภาพที่ 8.4 แสดงล าดับขั้นของการควบคุมอันตราย (Hierarchy of controls)
ที่มา: จาก Hierarchy of controls, โดย The National Institute for Occupational
Safety and Health, 2015, Retrieved from https://www.cdc.gov/niosh/
topics/ hierarchy/ default.html
3.2 ล าดับขั้นของการควบคุมอนตรายแบบ Source-Path-Receive เดิมเป็นเทคนิคในการ
ั
ควบคุมอันตรายจากการสัมผัสเสียง (John & John, 2008) อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาแล้วสามารถใช้
เป็นแนวคิดในการควบคุมอนตรายจากปัจจัยอื่น ๆ ได้เช่นกัน (วิทยา อยู่สุข, 2549) ได้ก าหนดไว้ดังนี้
ั
3.2.1 การควบคุมที่แหล่งก าเนิด (Sources) ควบคุมสิ่งแวดล้อมจากการท างานที่ต้นตอหรือ
แหล่งก าเนิดของอันตรายโดยตรง เช่น ตัวเครื่องจักร เครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ แหล่งที่มีการใช้สารเคม ี
เป็นต้น วิธีนี้มีประสิทธิภาพมากที่สุด โดยสามารถใช้หลักการดังต่อไปนี้
ั
1) หลักการทดแทน (Substitution) การเลือกใช้สารที่ไม่อนตราย/มีอนตรายน้อยกว่าใน
ั
กระบวนการผลิต เช่น วิธีการท าความสะอาดใช้ผงซักฟอกผสมน้ าแทนพวกตัวละลายที่เป็นสารอินทรีย์
หรือ การน าเทคโนโลยีใหม่ เครื่องมือ เครื่องจักรใหม่ทดแทนเก่า
2) การเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิต (Changing the process) เช่น การทาสีด้วยแปรง
้
แทนเครื่องพนสี (ลดอนุภาคแขวนลอยของสีในอากาศ) ใช้การเชื่อมด้วยไฟฟา แทนการตอกย้ าด้วยหัว
่
หมุด (เกิดเสียงดังมาก)
3) การแยกออกหรือใช้ระบบปิด (Isolation or Enclosure) แยกกระบวนการผลิต หรือ
เครื่องจักรที่มีเสียงดังออก การใช้ฉากดูดเสียงกั้น หรือท าห้องเก็บเสียงเฉพาะ แยกห้องพ่นสีจากอาคาร
ที่มีคนท างานมาก
4) วิธีการท าให้เปียก (Wet method) เป็นวิธีการลดฝุ่นละอองโดยเฉพาะที่มีขนาดเล็ก
่
หายใจเข้าปอดได้ การติดเครื่องพนน้ าฝอยในโรงงานทอผ้าที่มีฝุ่นฝ้าย การท างานในเหมืองแร่พนน้ า
่
เป็นระยะ
ิ
ื่
5) การระบายอากาศเฉพาะแห่ง (Local exhaust ventilation) เพอดูดจับสารพษ ฝุ่น
ไอ ควัน หรือไอน้ าจากแหล่งก าเนิด
198
6) การระบายอากาศทั่วไป/การท าให้เจือจาง (General or Dilution ventilation)
ิ
ื่
หมายถึง การส่งอากาศจ านวนมากเข้าไปในที่ท างาน เพอเจือจางสารพษ สารเคมี หรือฝุ่น เหมาะ
ิ
ส าหรับสภาพแวดล้อมที่ไม่มีพษสูงเกินไป ท าได้โดยการระบายอากาศแบบธรรมชาติ เช่น การเปิด
ั
ประตู หน้าต่าง ช่องลม การใช้ใบพดช่วยดูดและเป่าอากาศ ติดพดลมดูดอากาศ/หรือท าท่อระบาย
ั
อากาศไว้บนหลังคา
3.2.2 การควบคุมที่ทางผ่าน (Path) เป็นการควบคุมระหว่างทางผ่านของอันตรายจาก
แหล่งก าเนิด (Sources) กับตัวผู้ปฏิบัติงาน (Receiver) การควบคุมด้วยวิธีนี้เป็นวิธีรองที่ควรเลือกใช้
โดยสามารถใช้หลักการดังต่อไปนี้
1) ปิดกั้นเส้นทางเดินของอนตราย เช่น การปิดคลุมอันตรายนั้น แยกห้องที่มอันตรายมาก
ั
ี
ออกจากการท างานที่มีอนตรายน้อย การใช้การ์ดป้องกัน การเพมระยะห่างระหว่าง Sources กับ
ั
ิ่
Receiver
2) การจัดเก็บรักษา การท าความสะอาด (Good House Keeping) เช่น ประยุกต์ใช้
กิจกรรม 5 ส. ซึ่งเป็นการรักษาความสะอาดในสถานที่ท างาน การก าจัดมูลฝอย ของเสีย หรือกาก
อุตสาหกรรม (Waste Disposal)
3.2.3 การควบคุมที่ผู้ปฏิบัติงาน (Receiver) เป็นมาตรการสุดท้าย เนื่องจากไม่ได้เป็นการ
ั
ก าจัดอนตรายที่เกิดขึ้นในสถานที่ท างานอย่างแท้จริง อนตรายยังคงอยู่ และต้องได้รับความร่วมมือ
ั
อย่างจริงจังจากผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติงานอย่างมาก โดยสามารถใช้หลักการดังต่อไปนี้ จัดให้มีการ
ปฐมนิเทศ ให้ความรู้กับคนงาน สับเปลี่ยนหมุนเวียนคนงาน คัดเลือกคนให้เหมาะสมกับงาน จัดหา
ุ
ั
ุ
อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคล การตรวจสุขภาพก่อนเข้าท างาน ประจ าทุกปี การใช้อปกรณ์
ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment)
4. เทคนิคที่ใช้ในการป้องกันอันตรายจากการท างาน
ั
เทคนิคที่ใช้ในการป้องกันอนตรายจากการท างานนั้นมีหลายวิธี การเลือกใช้เทคนิคใดขึ้นอยู่
กับวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะป้องกันและควบคุม รวมทั้งปัจจัยอกหลายประการ เช่น ระดับความ
ี
รุนแรง ความจ าเป็นเร่งด่วน ค่าใช้จ่าย บุคลากร เป็นต้น วิธีการที่ใช้ทางด้านอาชีวอนามัยและความ
ปลอดภัยมีดังนี้
4.1 การใช้อปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment:
ุ
PPE) (พรพิมล กองทิพย์, 2545; เกียรติศักดิ์ บัตรสูงเนิน, 2557; NIOSH, 2018)
ั
ั
หมายถึง อปกรณ์เพอป้องกันอนตรายอนอาจเกิดขึ้นเนื่องจากสภาพและสิ่งแวดล้อมในการ
ื่
ุ
ท างาน
ุ
4.1.1 อปกรณ์ป้องกันศีรษะ (Head Protection Devices) ได้แก่ หมวกนิรภัย ใช้ส าหรับ
ป้องกันศีรษะจาการถูกกระแทก ชน หรือวัตถุตกกระทบศีรษะ บางประเภทสามารถทนต่อ
แรงดันไฟฟ้าได้ ประกอบไปด้วย
199
1. ตัวหมวก และกระบังหน้า ท ามาจากพลาสติก หรือ ไฟ
เบอร์กลาส
2. รองในหมวก มีไว้เพอรับแรงกระแทกที่จะลงมาบริเวณ
ื่
ศีรษะ
3. สายรัดศีรษะ มีไว้เพอการปรับให้หมวกมความกระชับ
ี
ื่
กับวงรอบศีรษะ ป้องกันการเลื่อนหลุดออกจากศีรษะ
รูปที่ 8.5 แสดงภาพหมวกนิรภัย 4.สายรัดคาง มีไว้เพื่อการปรับให้หมวกมีความกระชับกับ
ที่มา: จาก หมวกนิรภัย-ปรับหมุน, โดย วงรอบใบหน้า ป้องกันการเลื่อนหลุดออกจากศีรษะ
บริษัท ศิรา เชฟตี้แอนด์ทูล จ ากัด, ม.ป.ป., 5. แผ่นซับเหงื่อ ท ามาจากใยสังเคราะห์ใช้ส าหรับซับ
https://www.sirasafety.com/en/product/ เหงื่อและให้อากาศผ่านได้
หมวกนิรภัย-ปรับหมุน/
4.1.2 อปกรณ์ป้องกันใบหน้าและดวงตา (Face and eye protection devices) เพอให้
ุ
ื่
ใบหน้าและดวงตาไม่ให้โดนแสงจ้า เศษโลหะ สารเคมี สารคัดหลั่งต่าง ๆ กระเด็นเข้าตา
1. แว่นตานิรภัย (Protective spectacles or
Glasses) มี 2 แบบ คือ
1.1 แบบไม่มีกระบังข้าง เหมาะส าหรับใช้งานที่มีเศษ
โลหะ หรือวัตถุกระเด็นมาเฉพาะทางด้านหน้า
รูปที่ 8.6 แสดงภาพแว่นตานิรภัย 1.2 แบบมีกระบังข้าง เหมาะส าหรับการใช้งานที่มีเศษ
ที่มา: จาก แว่นตานิรภัย, โดย บริษัท 3เอ็ม จ ากัด โลหะ หรือวัตถุกระเด็นข้าง
ม.ป.ป., https://www.3m.co.th/ 3M/ th_TH
ุ
2. แว่นครอบตา (Goggles) เป็นอปกรณ์ป้องกันตา ที่ปิด
ครอบตาไว้ เพอป้องกันวัตถุกระแทก เหมาะส าหรับงาน
ื่
สกัด งานเจียระไน ป้องกันสารเคมี หรือส าหรับงานเชื่อม
ป้องกันแสงจ้า รังสี ความร้อน และสะเก็ดไฟจากงานเชื่อ
โลหะ หรือตัดโลหะ
รูปที่ 8.7 แสดงภาพแว่นครอบตา
ที่มา: จาก แว่นครอบตา, โดย บริษัท 3เอ็ม จ ากัด,
ม.ป.ป., https://www.3m.co.th/ 3M/ th_TH
3. กระบังป้องกันใบหน้า (Face shield) เพอป้องกัน
ื่
ั
อนตรายต่อใบหน้า และล าคอ จากการกระเด็น กระแทก
ของวัตถุ สารเคมี สารคัดหลั่งของผู้ป่วย หรือ หน้ากาก
ื่
เชื่อมเพอป้องกันใบหน้า และดวงตา ซึ่งใช้ในงานเชื่อม
เพอป้องกนการกระเด็นของโลหะ ความร้อน แสงจ้า และ
ื่
ั
รูปที่ 8.8 กระบังป้องกันใบหน้า รังสีจากการเชื่อม
ที่มา: จาก กระบังป้องกันใบหน้า, โดย บริษัท
3เอ็ม จ ากัด, ม.ป.ป., https://www.3m.co.th/
3M/ th_TH
200
4.1.3 อปกรณ์ป้องกันระบบทางเดินหายใจ เพอป้องการอนุภาคของสิ่งมีชีวิตและไม่มี
ื่
ุ
ชีวิต หรือสารเคมีที่จะท าอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ
1. หน้ากากกรองอนุภาค มี 2 แบบ คือ
1.1 หน้ากากธรรมดา (Face mask) จะมี 2 ประเภท คือ
หน้ากากแผ่นใยสังเคราะห์แบบใช้แล้วทิ้ง (Disposable
face mask) และหน้ากากผ้า เป็นหน้ากากที่ใช้ส าหรับ
ป้องกันอนุภาคที่แขวนลอยในอากาศ ได้แก่ ฝุ่นทั่วไป ควัน
ั
ป้องกนเชื้อโรคที่มีขนาดอนุภาคใหญ่มากกว่า 5 ไมครอนขึ้น
ไป เช่น แบคทีเรีย เชื้อรา ไวรัส ประสิทธิภาพในการกรอง
ประมาณ 80%
หน้ากากผ้ามีคุณสมบัติเหมือนหน้ากากแผ่นใย
สังเคราะห์ แตกต่างกันตรงหน้ากากผ้าสามารถท าความ
สะอาดแล้วน ากลับมาใช้ใหม่ได้ และไม่สามารถกันน้ าได้
1.2 หน้ากากชนิด N95 สามารถกรองอนุภาคที่มีขนาด
รูปที่ 8.9 แสดงภาพหน้ากากกรองอนุภาค
ที่มา: จาก หน้ากากกรองอนุภาค, โดย ใหญ่กว่า 0.3 ไมครอน ได้ถึง 95% ซึ่งก็หมายความว่า
บริษัท 3เอ็ม จ ากัด, ม.ป.ป., https://www. อนุภาคที่มีขนาดเล็กกว่า 0.3 ไมครอน ก็จะรอดผ่านรูของ
3m.co.th/ 3M/ th_TH แผ่นหน้ากากเข้าไปได้
2. หน้ากากกรองแก๊ส และสารเคมี มี 2 แบบ คือ
2.1 หน้ากากกรองแก๊ส และไอระเหย ชนิดตลับกรอง
๊
สารเคมี (Cartridge Respirator) สามารถป้องกันแกส และ
ไอระเหยที่ปนเปื้อนในอาการ ที่ความเข้มข้นประมาณ 10-
รูปที่ 8.10 แสดงภาพอุปกรณ์ช่วยหายใจ 1,000 ppm. ไม่เหมาะที่จะใช้กรณีที่มีความเข้มข้นสูง
แบบที่ใช้แผ่นกรองอากาศ
่
ที่มา: จาก อุปกรณ์ชวยหายใจแบบที่ใชแผ่น
้
กรองอากาศ, โดย บริษัท 3เอ็ม จ ากัด, ม.ป.ป.
, https://www.3m.co.th/ 3M/ th_TH
2.2 หน้ากากกรองแก๊ส (Gas mask) มีลักษณะคล้าย
หน้ากากกรองแก๊ส และไอระเหยชนิดตลับกรองสารเคมี
ั
ี
ต่างกนตรงที่มีส่วนบรรจุสารเคมเพอท าให้อากาศทปนเปื้อน
ี่
ื่
ิ
ด้วยมลพษสะอาดก่อนที่จะถูกส่งผ่านเข้าไปสู่ระบบทางเดิน
รูปที่ 8.11 แสดงภาพหน้ากากกรองแก๊ส หายใจ
ที่มา: จากหน้ากากกรองแก๊ส, โดย บริษัท
3เอ็ม จ ากัด, ม.ป.ป., https://www.3m.
co.th/ 3M/ th_TH
201
2.3 ชนิดถังอากาศช่วยในการหายใจ (Self-contained
breathing) อปกรณ์ช่วยหายใจแบบนี้เป็นชนิดที่ต้องเอา
ุ
อากาศบริสุทธิ์จากภายนอกมาเสริมให้กับผู้สวมใส่ หรือ
อาจจะเป็นเครื่องที่ผลิตออกซิเจนในตัว หรือมีถังบรรจุ
ออกซิเจนติดอยู่
ุ
อปกรณ์นี้เหมาะที่จะใช้กับบริเวณที่มีความเข้มข้น
รูปที่ 8.12 แสดงภาพชนิดถังอากาศช่วย ของสารเคมีเป็นพษสูง ที่มีไอน้ าหนาแน่น หรือในที่ขาด
ิ
ในการหายใจ ออกซิเจน
่
ที่มา: จาก ถังอากาศชวยในการหายใจ, โดย
mab-safety, ม.ป.ป.,https://www.mab-
safety.com/
4.1.4 อปกรณ์ป้องกันการได้ยิน โดยปกติบริเวณที่ท างานระดับเสียงไม่ควรเกิน 85 dBA
ุ
ตามมาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการท างานในแต่ละวัน หากเกิน
กว่านี้จะมีอันตรายต่อการได้ยิน อุปกรณ์ป้องกันการได้ยินแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก ่
ื่
1. ที่อดหู (Ear plug) ส่วนใหญ่ท าจากซิลิโคน เพอความ
ุ
กระชับตามรูปร่างของช่องหู มีขนาดเล็ก น้ าหนักเบา ใช้
สะดวกแม้ท างานในที่แคบ สามารถลดเสียงได้ประมาณ 25
– 30 dB เหมาะส าหรับบริเวณที่มีระดับเสียงอยู่ในระดับ
รูปที่ 8.13 แสดงภาพที่อุดหู (Ear plug) ประมาณ 115 – 120 dB
ที่มา: จาก ที่อุดหู, โดย บมจ. ซีพีแอล กรุ๊ป,
ม.ป.ป., http://www.pangolin.co.th/
2. ที่ครอบหู (Ear muffs) มีขนาดใหญ่ ท าจากพลาสติก
พร้อมสายคาดศีรษะปรับระดับให้กระชับกับศีรษะได้
น้ าหนักเบา มีขอบฟองน้ าท าให้กระชับกับหูมากขึ้น สามารถ
ุ
ลดเสียงได้ดีกว่าที่อดหู (Ear plug) ประมาณ 10 – 15 dB
เหมาะส าหรับบริเวณที่มีระดับเสียงอยู่ในระดับประมาณ
รูปที่ 8.14 แสดงภาพที่ครอบหู 130 – 135 dB
(Earmuffs)
ที่มา: จาก ที่ครอบหู, โดย บมจ. ซีพีแอล
กรุ๊ป, ม.ป.ป., http://www.pangolin.
co.th/
202
4.1.5 อุปกรณ์ป้องกันมือ และถุงมือ (gloves) มีหลายชนิด การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะ
ั
งานของผู้ปฏิบัติงานว่าต้องสัมผัสกับอนตรายประเภทใด การใช้ถุงมือผิดประเภทอาจท าให้ผู้ปฏิบัติงาน
ได้รับอันตรายได้ โดยในบทนี้จะได้กล่าวถึงถุงมือตามลักษณะงาน 4 ลักษณะงานด้วยกัน ได้แก ่
1. ถุงมือยางทางการแพทย์ (Medical glove) ผลิตมาจาก
ยางพารา มีลักษณะบาง กระชับ ยืดหยุ่นได้ดี แต่ฉีกขาดง่าย
ไม่ทนต่อสารเคม ี
รูปที่ 8.15 แสดงภาพถุงมือยางทาง
การแพทย์
ั
2. ถุงมือป้องกนสารเคมี ถุงมือที่เหมาะสมส าหรับงานที่ต้อง
สัมผัสสารเคมีเป็นเวลานาน สามารถป้องกันสารเคมี กรด
ด่าง ซึมผ่านได้ มักผลิตมาจากยางไนไตร หรือโพลีไวนิล
คลอไรด์ หรือที่เรียกว่าพวีซี ซึ่งเป็นสารสังเคราะห์ จึงมี
ี
็
รูปที่ 8.16 แสดงภาพถุงมือป้องกัน ความแขงแรงกว่ายางธรรมชาติ ทนทานต่อการสัมผัสน้ ามัน
ั
ี
สารเคมี ไขมน และสารละลายไม่มขั้วต่าง ๆ แรงฉีก แรงเค้น แรงบิด
ที่มา: จาก ถุงมือ, โดย โรงงานถุงมือ ทว ี ได้ดีกว่าเหมาะที่จะใช้กับงานหนักมากกว่า
ทรัพย์, ม.ป.ป., http://www.thai
gloves.com/index.php
3. ถุงมือป้องกันการบาด/เฉือน ถุงมือที่ใส่เพอป้องกันการ
ื่
บาดเฉือนได้ คือ ถุงมือผ้า ถุงมือผ้าเคลือบยาง
ถุงมือหนัง ถุงมือตาข่ายลวด
รูปที่ 8.17 แสดงภาพถุงมือป้องกันการ
บาด/เฉือน
ที่มา: จาก ถุงมือ, โดย โรงงานถุงมือ ทว ี
ทรัพย์, ม.ป.ป., http://www.thai
gloves.com/index.php
ั
ุ
4. ถุงมือป้องกันอณหภูมิ ใช้ป้องกันอนตรายจากการสัมผัส
ุ
วัสดุที่มีอณหภูมิร้อนจัด หรือเย็นจัด ดังนั้นวัสดุที่ใช้ในการ
ท าถุงมีอชนิดนี้มักมีส่วนประกอบของ แร่ใยหิน อลูมิไนซ์
เส้นใยเคฟล่าร์ถัก ปรอท เป็นต้น
รูปที่ 8.18 แสดงภาพถุงมือป้องกัน
อุณหภูมิ
ที่มา: จาก ถุงมือป้องกันอุณหภูมิ, โดย
บมจ. ซีพีแอล กรุ๊ป, ม.ป.ป., http://www.
pangolin.co.th/
203
ิ
้
5. ถุงมือป้องกันไฟฟา เป็นถุงมือที่มีคุณสมบัติพเศษ คือ
้
สามารถป้องกันอนตรายจากไฟฟาได้ แต่ไม่ทนต่อการขีด
ั
ข่วน ดังนั้นการใช้งานต้องสวมถุงมือหนังทับอกชั้นเสมอ
ี
้
เนื่องจากถ้าถุงมือกันไฟฟาเกิดรอยขีดข่วนจะ ท าให้
รูปที่ 8.19 แสดงภาพถุงมือป้องกันไฟฟ้า คุณสมบัติของการต้านไฟฟาลดลง อาจท าให้ผู้ใช้งานเกิด
้
ที่มา: จาก ถุงมือป้องกันไฟฟ้า, โดย บริษัท อันตรายได้
เอ็นไซ กรุ๊ป จ ากัด, ม.ป.ป., http://www.
ensci group.com/
4.1.6 อปกรณ์ป้องกันล าตัว (Body and Leg Protection) เป็นอปกรณ์ที่สวมใส่เพอ
ื่
ุ
ุ
ป้องกันอนตรายจากการกระเด็นหรือการหกรดของสารเคมีสารคัดหลั่งหรือการท างานในที่ที่มีความ
ั
ร้อนสูง ประกอบด้วย 5 ชนิด
1. ชุดป้องกันทางการแพทย์ และจุลชีวิวิทยา มีวัตถุประสงค์
ั
เพื่อใช้ส าหรับการป้องกนและควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล
และห้องปฏิบัติการทางด้านจุลชีววิทยาทั่วไป ทั้งการส่งผ่านเชื้อ
โรคจากผู้ป่วยมาสู่ผู้ปฏิบัติงาน หรือการป้องกันไม่ให้
ั
ผู้ปฏิบัติงานส่งผ่านเชื้อโรคที่อาจเป็นอนตรายต่อผู้ป่วยที่
่
ออนแอ เช่น ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันออนแอ ผู้ป่วยผ่าตัด เป็นต้น
่
มักเรียกว่าเสื้อกาวน์ (gown) อย่างไรก็ตามสามารถแบ่งชุด
ี
กาวน์ออกเป็นอก 4 ระดับ ตามมาตรฐาน AAMI ของ
สหรัฐอเมริกา คือ
ระดับ 1: ความเสี่ยงขั้นต่ าสุด เช่นระหว่างการดูแลขั้น
พื้นฐาน ชุดคลุมส าหรับผู้เข้าชมหรือในหน่วยแพทย์
ระดับ 2: ความเสี่ยงต่ า เช่นระหว่างการเจาะเลือดการเย็บแผล
ในแผนกผู้ป่วยหนัก (ICU) หรือห้องปฏิบัติการทางพยาธิวิทยา
ระดับ 3: ความเสี่ยงปานกลาง เช่น ระหว่างการเจาะเลือดแดง
การใส่สายฉีดเข้าเส้นเลือดด า (IV) ในห้องฉุกเฉินหรือส าหรับ
รูปที่ 8.20 แสดงภาพชุดป้องกันทาง ผู้บาดเจ็บ
การแพทย์ และจุลชีวิวิทยา
ที่มา: จาก ชุดป้องกันทางการแพทย์ ระดับ 4: มีความเสี่ยงสูง เช่น การผ่าตัด การสัมผัสเชื้อโรคหรือ
และจุลชีวิวิทยา, โดย บริษัท 3เอ็ม โรคติดเชื้อ (ที่ไม่ได้ติดต่อทางอากาศ)
จ ากัด, ม.ป.ป., https://www.3m.co.th/
3M/ th_TH
204
นอกจากนี้ยังสามารถแบ่งตามลักษณะของชุดคือ Surgical gown, Isolation gown, และ
Surgical isolation gown ได้อีกด้วย การเลือกใช้ขึ้นอยู่กับลักษณะของอันตรายที่ต้องสัมผัส
2. ชุดป้องกันสารเคมี ท าจากวัสดุที่ทนต่อสารเคมี เช่น โพ
ลีเมอร์ (polymer) ใยสังเคราะห์โพลิเอสเตอร์ (Polyester)
และเคลือบด้วยโพลีเมอร์ (polymer) ชุดป้องกันสารเคมีมี
หลายแบบ เช่น ผ้ากันเปื้อน ป้องกันเฉพาะล าตัว และขา
เสื้อคลุมป้องกันล าตัว แขน และขา เป็นต้น
รูปที่ 8.21 แสดงภาพชุดป้องกันสารเคมี
ที่มา: จาก ชุดป้องกันสารเคมี, โดย นอร์ท
เซฟตี้อีควิปเม้นท์, ม.ป.ป., http://www.
nse-safety.com/index. php
3. ชุดป้องกันความร้อน ท าจากวัสดุที่สามารถทนความร้อน
ได้ เช่น ผ้าโนแมก ผ้าที่ทอจากเส้นใยแข็ง (glass fiber
fabric) เคลือบผิวด้านนอกด้วยอลูมิเนียม เพอสะท้อนรังสี
ื่
ความร้อน หรือท าจากหนัง เพอใช้ป้องกันความร้อน และ
ื่
การกระเด็นของโลหะที่ร้อน
รูปที่ 8.22 แสดงภาพชุดป้องกันความร้อน
ที่มา: จาก ชดป้องกันความร้อน, โดย
ุ
บริษัท กรุงเทพเซฟตี้แอนด์สลิง จ ากัด,
ม.ป.ป., https://www.bkksafety.com/
4. ชุดป้องกันรังสี เป็นเสื้อคลุมที่มีชั้นตะกั่วฉาบผิว วัสดุท า
จากผ้าใยแก้วฉาบตะกั่ว หรือพลาสติกฉากตะกั่ว
ผู้ปฏิบัติงานสวมใส่ขณะท างาน เพื่อป้องกันการสัมผัสรังสี
รูปที่ 8.23 แสดงภาพชุดป้องกันรังสี
ที่มา: จาก ชุดป้องกันรังสี, โดย บริษัท
ยูไลท์ เดนทัล, ม.ป.ป., http://th.ulike
ortho.com/
205
4.1.7 อุปกรณ์ป้องกันเท้า ใช้ส าหรับป้องกันอันตรายที่อาจเกิดจากการตกใส่ การกระแทก
้
สารเคมีหกใส่เท้า การแทงทะลุ รวมถึงป้องกันการสัมผัสกับกระแสไฟฟาจากการปฏิบัติงาน โดยท า
จากยางธรรมชาติ หรือยางสังเคราะห์ ซึ่งเป็นฉนวนของไฟฟา และต้องทนการกัดกร่อนของสารเคมี
้
หัวรองเท้าเป็นโลหะซึ่งสามารถรองรับน้ าหนัก และทนแรงกระแทกของวัตถุที่ตกจากที่สูงได้ พน
ื้
ั
รองเท้าป้องกนการแทงทะลุ
รูปที่ 8.24 แสดงภาพรองเท้าเซฟตี้
ที่มา: จาก รองเท้าเซฟตี้, โดย บริษัท ไทยซีมอนเซฟตี้อินดัสตรีส์ จ ากัด, ม.ป.ป, www.simon.
co.th/thai/product08.php.
4.1.8 อปกรณ์ป้องกันการตก (Fall Protection Devices) เหมาะส าหรับงานที่ต้อง
ุ
ื้
ุ
ท างานบนพนที่สูง เช่น งานก่อสร้าง งานไฟฟ้า งานท าความสะอาดบนที่สูง องค์ประกอบของอปกรณ์
ป้องกันการตก ได้แก่ ตัวเข็มขัดนิรภัย สายรัดตัวที่ออกแบบมาเพอให้ผู้ใช้งานสามารถเคลื่อนตัว ขณะ
ื่
ท างานได้ และสายช่วยชีวิต เป็นเชือกที่ผูกหรือยึดติดกับโครงสร้างของอาคาร หรือส่วนที่มั่นคง
รูปที่ 8.25 แสดงภาพอปกรณ์ป้องกันการตก
ุ
ุ
ที่มา: จาก อปกรณ์ป้องกันการตก, โดย บริษัท เหลืองรัศมี จ ากัด, ม.ป.ป, https://www.lrmsafety.
com/collections/fall-protection
206
4.1.9 สภาพปัญหาการใช้อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคล
ั
ุ
1) ไม่สวมใส่อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลขณะท างาน จากการศึกษา พบว่า
ั
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการสวมใส่อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลของผู้ปฏิบัติงาน นั้นประกอบไปด้วย
ุ
ั
ทัศนคติที่เกี่ยวข้องกับการใช้อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคล การบริหารจัดการเกี่ยวกับอปกรณ์
ุ
ุ
ป้องกนอันตรายส่วนบุคคล แรงสนับสนุนทางสังคม (จินตนา เนียมน้อย, มัณฑนา ด ารงศักดิ์, และ วน
ั
ลดา ทองใบ, 2556) การรับรู้โอกาสการเกิดโรค และการรับรู้ระดับความรุนแรงของโรคที่เกิดขึ้นหาก
ไม่สวมใส่อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลมีส่วนส่งผลต่อการสวมใส่อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วน
ุ
ั
ุ
ั
ิ
บุคคลของผู้ประกอบอาชีพ (กณศนันท์ ไชยค า และ นิรัญกาญจ์ จันซาก, 2559) นอกจากนี้อาจจะเกิด
ุ
จากผู้ใช้ไม่คนเคยกับการสวมใส่ท าให้รู้สึกร าคาญ เกะกะ เป็นอุปสรรคต่อการท างาน มีอปกรณ์ป้องกัน
ุ้
อันตรายไม่เพียงพอ หรือมีราคาแพงเกินกว่าที่ผู้ปฏิบัติงานจะจัดหาตัวตนเองได้เป็นต้น
ั
2) เลือกอปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลไม่เหมาะสม เช่น การเลือกซื้ออปกรณ์
ุ
ุ
ุ
ป้องกันอนตรายที่ไม่มีการรับรองมาตรฐานมาใช้เนื่องจากมีราคาถูก หรือการเลือกใช้อปกรณ์ป้องกัน
ั
ั
อนตรายที่ไม่เหมาะสมกับลักษณะงาน เช่น การน าถุงมือทางการแพทย์ไปใช้ในการผสมสารเคมี
หรือไม่เปลี่ยนอุปกรณ์ป้องกันอันตรายเมื่อหมดอายุการใช้งาน หรือช ารุด (วิชัย พฤกษ์ธาราธิกุล, มปป)
3) ใช้อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลไม่ถูกต้อง เกิดจากผู้ปฏิบัติงานขาดความรู้
ุ
ั
ุ
เกี่ยวกับการใช้ การเก็บรักษาอปกรณ์ หรือการเลือกใช้อปกรณ์ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลเป็นวิธีหลัก
ุ
ั
โดยปราศจากการควบคุมด้วยวิธีอื่น ๆ ร่วมด้วย (วิชัย พฤกษ์ธาราธิกุล, มปป)
ื่
4.2 เทคนิคการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (Job Safety Analysis: JSA) (เฉลิมชัย ชัย
กิตติภรณ์, 2537; อุมารัตน์ ศิริจรูญวงศ์, 2554; OSHA, 2002)
การวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย คือ วิธีการที่ใช้ในการชี้บ่ง วิเคราะห์และบันทึกเกี่ยวกับ
ื่
ื่
ขั้นตอนต่าง ๆ ในการท างาน เพอค้นหาสิ่งคุกคามสุขภาพ และความปลอดภัยที่แฝงอยู่ในแต่ละ
ขั้นตอนของการท างาน และเสนอแนะการปฏิบัติการแกไข หรือปรับขั้นตอนการท างานซึ่งจะช่วยขจัด
้
หรือลดสิ่งคุกคามและความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บและการเจ็บป่วยในสถานที่ท างาน เหมาะที่จะใช้
วิเคราะห์งานที่เกิดอบัติเหตุบ่อย ๆ หรือรุนแรง มีขั้นตอนท างานยุ่งยาก และใช้คนเป็นผู้ปฏิบัติ
ุ
ื่
ผู้ด าเนินการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย ควรเป็นผู้ปฏิบัติงาน หัวหน้างาน และวิศวกรโดยมี
เจ้าหน้าที่ความปลอดภัย หรือผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยให้ค าแนะน า ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ
1) การคัดเลือกงานมาท าการวิเคราะห์หาอันตราย
2) การแตกงานให้เป็นขั้นตอนย่อย ๆ
3) การวิเคราะห์หาอันตรายจากการท างานที่เลือกมา
4) พิจารณาวิธีขจัดและลดอันตรายที่พบ และ
5) การจัดท าเอกสารมาตรฐานการปฏิบัติงานอย่างปลอดภัย
ซึ่งจะได้อธิบายรายละเอยดในการปฏิบัติการ 6 การวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย (Job
ื่
ี
safety analysis) ต่อไป
207
4.3 เทคนิคความเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือ กิจกรรม 5 ส (สวินทร์ พงษ์เก่า, ม.ป.ป.)
กิจกรรม 5 ส คือ กิจกรรมที่ปรับปรุงสภาพการท างานเพื่อเอออ านวยให้เกิดประสิทธิภาพในการ
ื้
ื้
ั
ท างาน ความปลอดภัยและคุณภาพของงานอนเป็นพนฐานในการเพมผลผลิต ซึ่งประกอบไปด้วย
ิ่
สะสาง (Seiri), สะดวก (Seiton), สะอาด (Seiso), สุขลักษณะ (Seiketsu), สร้างนิสัย (Shitsuke)
4.3.1 สะสาง (Seiri) คือ การแยกของออกเป็น 2 ส่วน คือ ของจ าเป็น และของไม่จ าเป็น
ในการใช้งานออกจากกันและขจัดของที่ไม่จ าเป็นออกไป
4.3.2 สะดวก (Seiton) คือ จัดของที่จ าเป็นให้เป็นระเบียบ สะดวกในการใช้งาน โดย
ค านึงถึง คุณภาพของของที่จัดเก็บ เพิ่มประสิทธิภาพในการท างาน และความปลอดภัย
4.3.3 สะอาด (Seiso) คือ ท าความสะอาดสถานที่อปกรณ์ และเครื่องใช้เพอท าให้
ุ
ื่
สิ่งแวดล้อมในการท างานดีขึ้น และขจัดต้นเหตุแห่งความสกปรก ซึ่งเป็นก้าวแรกของการบ ารุงรักษา
4.3.4 สุขลักษณะ (Seiketsu) คือ รักษาสภาพแวดล้อมเพอท าให้เกิดสุขลักษณะที่ดีและคง
ื่
สภาพของคงสภาพของความสะอาดอยู่อย่างเดิม ความปลอดภัยเริ่มต้นที่นี่
4.3.5 สร้างนิสัย (Shitsuke) ผู้ปฏิบัติงานทุกคนร่วมกันก าหนดกฎระเบียบและปฏิบัติตาม
อย่างเคร่งครัด สม่ าเสมอ ท าเป็นกิจวัตรจนเป็นนิสัย ปลูกฝังเป็นจิตส านึก ท าโดยอัตโนมัติ
4.4 การสร้างพฤติกรรมความปลอดภัย (Behavior-based safety: BBS) (สมชาย พรชัย
วิวัฒน์, 2558; Geller, 2001; Krause, 1996)
คือ กระบวนการในการวิเคราะห์ค้นหาและคัดเลือกพฤติกรรมเสี่ยงแล้วด าเนินการก าจัดออกไป
เป็นการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety culture) นั่นส าคัญ ไปเน้นที่คนที่พฤติกรรมคน
พฤติกรรม (Behavior) ของมนุษย์เกิดจากตัวกระตุ้น/สิ่งเร้า (Antecedent) อันเกิดจาก พบเห็น
ี
เหตุการณ์ต่าง ๆ มากมาย บ่อยครั้งจนเกิดเป็นความเชื่อ ความโน้มเอยงที่จะตอบสนองต่อสิ่งนั้น ๆ
และส่งผลลัพธ์/ผลกระทบ (Consequence) ที่ตามมาหลังจากแสดงพฤติกรรมตามทฤษฎี ABC
Model (Antecedent-Behavior-Consequence Model) ขั้นตอนในการสร้างพฤติกรรมความ
ปลอดภัย ประกอบด้วย 5 ขั้นตอน
ขั้นตอนที่ 1 เปิดใจพูดคุยกัน (Open Mind) โดยที่ยอมรับในความคิดเห็นซึ่งกันและกัน
ขั้นตอนที่ 2 การสังเกตพฤติกรรมความปลอดภัยของเพอนร่วมงาน (Observation) ในขณะที่
ื่
ปฏิบัติงานปกติ
ขั้นตอนที่ 3 การใส่กิจกรรมสอดแทรก (Intervention) โดยใช้หลักจิตวิทยาทั้งการสร้าง
ิ่
แรงจูงใจทางบวก (Carrot approach) และ การลงโทษ (Stick approach) เช่น การเพมความรู้
ชมเชยเมื่อท างานอย่างปลอดภัย ตักเตือนเมื่อมีพฤติกรรมเสี่ยงในการท างาน
ขั้นตอนที่ 4 บันทึกผลการมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน (Record)
ขั้นตอนที่ 5 สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย (Safety culture) โดยการปฏิบัติอย่างต่อเนื่องทั้ง
4 ขั้นตอน มีการวัดผล ประเมินผลตลอดเวลา
208
แผนภูมิที่ 8.2 แสดงทฤษฎี ABC Model (Antecedent-Behavior-Consequence Model)
ที่มา: จาก ABC Model (Antecedent-Behavior-Consequence Model), โดย บริษัท เอ็น
พีซี เซฟตี้ แอนด์ เอนไวรอนเมนทอล เซอร์วิส จ ากัด
ั
4.5 เทคนิคการควบคุมป้องกันอคคีภัย (Fire Protection) วิทยา อยู่สุข, 2552, กรมป้องกัน
และบรรเทาสาธารณภัย และ National Fire Protection Association, 2005 กล่าวว่าองค์ประกอบ
การเกิดไฟประกอบไปด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ ความร้อน (Heat) เชื้อเพลิงหรือสารติดไฟ (Fuel)
และอากาศหรือออกซิเจน (Air or Oxygen) หลักการป้องกันไม่ให้เกิดการติดไฟคือ ต้องพยายามแยก
ปัจจัยเหล่านี้ออกจากกัน เช่น พยายามกันความร้อนออกไปหรือลดความร้อน ท าให้เย็นลง หรือ
ี
ั
พยายามไม่ให้ออกซิเจนในบริเวณนั้นพอเพยงในการเกิดอคคีภัยหากมีการเผาไหม้ที่สมบูรณ์จะ
ก่อให้เกิดเปลวไฟกับความร้อนแต่หากเผไหม้ไม่สมบูรณ์ ก็จะก่อให้เกิดควันไฟและแก๊สพิษ
ั
4.5.1 ชนิดของอคคีภัย (Classification of fire)
ั
ตามมาตรฐานของสมาคมป้องกันอคคีภัยแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (National Fire
Protection Association : NFPA) ได้จ าแนกชนิดของไฟที่เกิดขึ้นโดยยึดพื้นฐานของการติดไฟ ซึ่งแบ่ง
ได้เป็น 4 ชนิด
็
1) ไฟชนิดเอ (Class A) การติดไฟหรือการุกไหม้ เกิดจากสารเชื้อเพลิงประเภทของแขง
เช่น ไม้ ผ้า กระดาษ เศษขยะต่างๆ
2) ไฟชนิดบี (Class B) การติดไฟหรือลุกไหม้ เกิดจากเชื้อเพลิงที่เป็นของเหลวไอของ
ของเหลวที่ติดไฟได้ดี เช่น น้ ามนเชื้อเพลิง น้ ามันเบนซิน น้ ามันก๊าด ไขมัน น้ ามันหล่อลื่น เป็นต้น
้
3) ไฟชนิดซี (Class C) การติดไฟหรือลุกไหม้ มีสาเหตุเกิดจากกระแสไฟฟา หรืเครื่อง
ก าเนิดไฟฟ้า
4) ไฟชนิดดี (Class D) การติดไฟหรือลุกไหม้เกิดจากการเผาไหม้พวกโลหะที่สามารถ
ติดไฟได้ เช่น แมกนิเซี่ยม ฟอสฟอรัส เป็นต้น
209
5) ไฟชนิดเค (Class K) การติดไฟหรือลุกไหม้เกิดจากวัตถุดิบในการท าอาหารที่
สามารถติดไฟได้ เช่น น้ ามันสัตว์หรือไขมัน ผัก
4.5.2 อุปกรณ์ดับเพลิง
1) ถังดับเพลิง มีหลายประเภทด้วยกันการจะเลือกใช้ถังชนิดใดให้พิจารณาจากลักษณะ
ไฟว่าเกิดจากเชื้อเพลิงประเภทใด และเลือกถังดับเพลิงให้เหมาะสมกับไฟประเภทนั้น ๆ จึงจะมี
ประสิทธิภาพในการดับเพลิงสูงสุด ถังดับเพลิงสามารถแบ่งออกตามประเภทของเชื้อเพลิง ได้ดังนี้
1.1) ถังดับเพลิงชนิด เอ (Class A) ใช้ดับไฟที่เกิดจากการเผาไหม้ไม้ กระดาษ ผ้า
ื้
หรือดับไฟชนิดเอ นั้นเอง สัญลักษณ์แสดงชนิดของเครื่องดับเพลิงนี้คือ รูปสามเหลี่ยม พนของ
สามเหลี่ยมจะมีสีเขียว โดยมีอกษร A อยู่ตรงกลาง วิธีดับไฟประเภท A ที่ดีที่สุด คือ การลดความร้อน
ั
(Cooling) โดยการใช้น้ า
1.2) ถังดับเพลิงชนิด บี (Class B) ใช้ดับไฟที่เกิดจากการเผาไหม้น้ ามนเชื้อเพลิง
ั
น้ ามันเบนซิน น้ ามันก๊าด ไขมน น้ ามันหล่อลื่น เป็นต้น สัญลักษณ์เฉพาะคือ รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สีแดง มี
ั
ั
ตัวอกษร B อยู่ตรงกลาง วิธีดับไฟประเภท B ที่ดีที่สุด คือ ก าจัดออกซิเจน ท าให้อบอากาศ โดยคลุม
ดับ ใช้ผงเคมีแห้งใช้ ฟองโฟมคลุม
ุ
้
้
1.3) ถังดับเพลิงชนิด ซี (Class C) ใช้ดับไฟที่เกิดจากกระแสไฟฟา อปกรณ์ไฟฟา
ื้
สัญลักษณ์ คือ วงกลมพนสีฟา มีตัวอกษร C อยู่ตรงกลาง วิธีดับไฟประเภท C ที่ดีที่สุด คือ ตัด
ั
้
้
กระแสไฟฟาแล้วจึงใช้แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ หรือน้ ายาเหลวระเหยที่ไม่มีสาร CFC ไล่ออกซิเจน
ออกไป
1.4) ถังดับเพลิงชนิด ดี (Class D) ใช้ดับไฟที่เกิดจากการเผาไหม้โลหะ สัญลักษณ์
ื้
ั
ั
คือ รูปห้าแฉกพนสีเหลือง มีตัวอกษร D อยู่ตรงกลาง วิธีดับไฟประเภท D ที่ดีที่สุด คือ การท าให้อบ
อากาศ หรือใช้สารเคมีเฉพาะ (ห้ามใช้น้ าเป็นอันขาด)
1.5) ถังดับเพลิงชนิด เค (Class K) ใช้ดับไฟที่เกิดจากไฟที่เกิดจากน้ ามันที่ติดไฟยาก
เช่น น้ ามันท าอาหาร น้ ามันพืช ไขมันสัตว์ติดไฟ สัญลักษณ์ คือ อักษรตัว K สีขาว อยู่ในรูปแปดเหลี่ยม
ั
ั
สีด า วิธีดับไฟประเภท D ที่ดีที่สุด คือ การท าให้อบอากาศ หรือใช้สารเคมีเฉพาะ (ห้ามใช้น้ าเป็นอน
ขาด)
รูปที่ 8.26 แสดงสัญลักษณ์จ าแนกประเภทของเครื่องดับเพลิงตามประเภทของไฟ
ที่มา: จาก NFPA 10 Portable Fire Extinguishers NFPA 10 Portable Fire Extinguishers.
โดย National Fire Protection Association, 2005, https:// www.nfpa.org/Assets
/files/ AboutTheCodes/10/FI10-2013.pdf
210
วิธีการตรวจสอบถังดับเพลิง สังเกตเข็มสีเหลืองในมาตรวัดความดันชี้ในช่องสีเขียวหรือค่อน
ไปทาง Over Charge (ขวามือ) เล็กน้อย แสดงว่าเครื่องอยู่ในสภาพเรียบร้อยดี ในกรณีเข็มสีเหลืองใน
มาตรวัดความดันชี้ไป ทาง Recharge (ด้านซ้าย) แสดงว่าเครื่องอยู่ในสภาพต้องท าการบรรจุใหม่หรือ
ื่
ั
ขัดข้อง ถังชนิดผงเคมีแห้งควรคว่ าถังดับเพลิง เพอให้สารเคมีภายในถังคลายการอดแน่น และป้องกัน
การจับตัวเป็นก้อน
รูปที่ 8.27 แสดงมาตรวัดความดันของถังดับเพลิง
ที่มา: จาก เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตร การดับเพลิงขั้นต้น, (น.20), โดย
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย, (2556), กรมสวัสดิการและคมครองแรงงาน
ุ้
กระทรวงมหาดไทย
2) ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire alarm system) เป็นระบบที่สามารถตรวจจับเหตุ
ุ
เพลิงไหม้และแจ้งผลให้ผู้ที่อยู่ในอาคารทราบโดยอตโนมัติ โดยจะใช้อปกรณ์ตรวจจับชนิดต่าง ๆ กัน
ั
ออกไปตามความเหมาะสม เช่น อุปกรณ์ตรวจจับควัน (Smoke Detector), อุปกรณ์ตรวจจับ
ความร้อน (Heat Detector) เป็นต้น ท าให้สามารถเข้าระงับเหตุ ได้ก่อนที่ไฟนั้นจะลุกลามจนไม่
สามารถควบคุมได้
3) ระบบหัวกระจายน้ าดับเพลิงอตโนมัติ (Automatic Sprinkler System) เป็นระบบ
ั
การควบคุมเพลิงไหม้ สามารถควบคุมเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นได้ทันทีขณะที่เพลิงยังมีขนาดเล็ก ท าให้เพลิง
ไหม้หยุดการขยายตัวลุกลาม การเกิดควันไฟก็น้อยลงและเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นอยู่ในพนที่จ ากัด ระบบนี้
ื้
จะท าให้คนในอาคารมีเวลาเพิ่มมากขึ้นในการอพยพหนีไฟ
4) ป้ายไฟทางหนีไฟ (Fire exit) หรือ ป้ายไฟทางออกฉุกเฉิน (Exit Sign Light) และไฟ
ฉุกเฉิน เป็นสิ่งจ าเป็นที่ทุกอาคารต้องติดตั้ง เผื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ ไฟดับ ผู้อยู่ในอาคารจะได้
อพยพหนีภัยออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัย
5) ปั๊มน้ าดับเพลิง/สายฉีดน้ า ส าหรับการระงับเหตุโดยนักผจญเพลิง เมื่อไม่สามารถ
ระงับเหตุเบื้องต้นได้
211
4.5.3 ข้อปฏิบัติโดยทั่วไปเมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้
1) ตั้งสติให้ดี ควบคุมอารมณ์ จิตใจ ให้สงบและมั่นคง
2) ขอความช่วยเหลือ และไปกดสัญญาณแจ้งเหตุเพลิงไหม้ (Fire Alarm)
3) พิจารณาประเภทของเพลิงที่ลุกไหม้ว่า เป็นเพลิงประเภทใด แล้วน าเครื่องดับเพลิงมา
ใช้ให้ถูกต้อง กับประเภทของไฟ
้
้
4) ถ้าไฟไหม้เกิดจากกระแสไฟฟา หรืออยู่ใกล้กระแสไฟฟา ให้ยกสะพานไฟ หรือตัด
สวิตช์ไฟฟ้า หรือยกสวิตช์ตัดไฟ เฉพาะสถานที่ที่ใกล้สถานที่เกิดเหตุ
5) ระงับเหตุเบื้องต้นด้วยถังดับเพลิง โดยใช้หลัก ดึง-ปลด-กด-ส่าย ดังนี้
ดึง วางถึงดับเพลิงบนพื้น แล้วดึงสลักนิรภัยออก
ปลด ปลดสายฉีดออกจากตัวถัง ชี้ไปที่ฐานของกองไฟ
กด กลไกถังดับเพลิง เพื่อปล่อยน้ ายาออกทางหัวฉีด
ส่าย ส่ายหัวฉีดให้พ่นน้ ายาออกไปทั่ว ๆ ฐานของกองไฟ
ฉีดน้ ายาอย่างต่อเนื่องนาน 20-30 นาที
6) หากพจารณาแล้วว่าไม่สามารถควบคุมเพลิงได้ ให้หนีตามทางหนีไฟที่ปลอดภัยซึ่ง
ิ
ต้องเตรียมไว้ ให้หนีลง อย่าหนีขึ้น หากมีกลุ่มควันให้คลานต่ า แล้วไปรวมตัวที่จุดรวมพล
บทสรุป
ั
ผู้ที่จะสามารถวางแผนป้องกันอนตรายจากการท างานได้ ต้องเข้าใจถึงวงจรผลกระทบจาก
ุ
การสัมผัสอนตรายในการท างานต่อผู้ปฏิบัติงาน สาเหตุของการเกิดอบัติเหตุซึ่งมีหลายทฤษฎี เพอการ
ั
ื่
ุ
ั
ค้นหาต้นก าเนิดของอบัติเหตุได้ จากนั้นจึงจะท าการควบคุมและป้องกันอนตรายจากการท างาน โดย
ั
อาศัยเทคนิคที่ใช้ในการป้องกันอนตรายจากการท างาน ได้แก่ การใช้อปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัย
ุ
ส่วนบุคคล (Personal Protective Equipment: PPE) เทคนิคการวิเคราะห์งานเพอความปลอดภัย
ื่
(Job Safety Analysis: JSA) เทคนิคความเป็นระเบียบเรียบร้อย หรือ กิจกรรม 5 ส การสร้าง
ั
พฤติกรรมความปลอดภัย (Behavior-based safety: BBS) และ เทคนิคการควบคุมป้องกันอคคีภัย
(Fire Protection)
212
ค าถามท้ายบท
1. ภาพใดสามารถอธิบายความหมายของค าต่อไปนี้ได้
1.1 อุบัติการณ์ (Incident)
1.2 เหตุการณ์เกือบเกิดอุบัติเหตุ (Near miss)
1.3 อุบัติเหตุ (Accident)
1.4 การกระท าที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Acts)
1.5 สภาพการท างานความปลอดภัยที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Condition)
2. นักศึกษาคิดว่าอุบัติเหตุมีสาเหตุมาจากอะไร (อภิปรายโดยอ้างอิงตามทฤษฏี)
3. จากภาพการท างานให้นักศกษาเสนอแนะ
ึ
การควบคุมและป้องกันอันตรายจากการ
ท างาน
4. จงอธิบายหลักการของเทคนิคการวิเคราะห์
ื่
งานเพอความปลอดภัย (Job Safety Analysis: JSA)
5. จงอธิบายหลักการของกิจกรรม 5 ส
6. จงอธิบายหลักการของการสร้างพฤติกรรมความปลอดภัย (Behavior-based safety: BBS)
7. สัญลักษณ์ถงดับเพลิงต่อไปนี้ ใช้กับเชื้อเพลิงประเภทใด
ั
213
8. จงอธิบายหลักการดับเพลิง
เอกสารอ้างอิง
ั
กณิศนันท์ ไชยค า และ นิรัญกาญจ์ จันซาก. (2559, เมษายน). ปัจจัยที่สัมพนธ์กับแนวโน้มพฤติกรรม
การใช้อปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้าน
ุ
สุขภาพ. การประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ประจ าปี 2559 (RSU National
Research Conference 2016), ก รุ ง เ ท พ ฯ . สื บ ค้ น จ า ก
https://rsucon.rsu.ac.th/proceeding/ article/241.
เกียรติศักดิ์ บัตรสูงเนิน. (2557). เอกสารประกอบค าสอน อาชีวอนามัยและความปลอดภัยพนฐาน.
ื้
นครราชสีมา: ส านักวิชาแพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย. (2556). เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตร การดับเพลิง
ขั้นต้น. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงมหาดไทย.
ุ
จินตนา เนียมน้อย, มัณฑนา ด ารงศักดิ์, และ วนลดา ทองใบ. (2556). ปัจจัยท านายการใช้อปกรณ์
ั
ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลของพนักงาน โรงงานอตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จังหวัด
ุ
สมุทรปราการ. พยาบาลสาร, 40(3), 30-39.
เฉลิมชัย ชัยกิตติภรณ์. (2537). การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis). วารสาร
ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม, 4(3), 17-21.
ยุวดี สิมะโรจน์. (2543). หลักการควบคุมด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม. ยุวดี สิมะโรจน์ (บก.) สุขศาสตร์
อุตสาหกรรม: การควบคุม. นนทบุรี : มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ุ
วิชัย พฤกษ์ธาราธิกุล. (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการสอนรายวิชาความปลอดภัยในงานอตสาหกรรม
Industrial Safety. ภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
วิทยา อยู่สุข. (2542). อาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ: ภาควิชาอาชีวอนามัย
และความปลอดภัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
วิทยา อยู่สุข. (2552). การควบคุมป้องกันอคคีภัยและการประเมินความเสี่ยงในงานอตสาหกรรม.
ุ
ั
กรุงเทพฯ: ภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล.
ิ
พรพมล กองทิพย์. (2545). สุขศาสตร์อตสาหกรรม Industrial Hygiene. ภาควิชาอาชีวอนามัยและ
ุ
ความปลอดภัย. มหาวิทยาลัยมหิดล.
สวินทร์ พงษ์เก่า. (ม.ป.ป.). 5ส. พนฐานของคุณภาพและการเพมผลผลิต. สมาคมส่งเสริมความ
ิ่
ื้
ปลอดภัยและอนามัยในการท างาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์. สืบค้นจาก
214
www.shawpat.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=235:5-&
catid=55:safety-system&Itemid=200.
สมชาย พรชัยวิวัฒน์. (2558). Behavior-based Safety Software. วารสารความปลอดภัยและ
สุขภาพ, 8(29), 6-12.
อุมารัตน์ ศิริจรูญวงศ์. (2554). การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย: เทคนิคชี้บ่งอันตราย เพื่อป้องกัน
อุบัติเหตุจากงาน. วารสาร มฉก.วิชาการ, 14(28), 233-245.
Froggatt, P. & Smiley, J.A. (1964). The Concept of accident proneness: A review. Brit. J.
industr. Med., 21, 1-11.
Geller, E. S. (2001). Behavior-based safety in industry: realizing the large-scale potential
of psychology to promote human welfare. Appl Prev Psychol, 10, 87-105. DOI:
10.1017.S0962184902010028
Health and Safety Executive. (2004). Investigating accidents and incidents. Bootle:
Health and Safety Executive. Retrieved from https://www.hse.gov.uk/pubns/
hsg245.pdf
Heinrich, H. W. (1950). Industrial Accident Prevention (3rd ed.). New York: McGraw Hill.
Krause, T. R. (1996). The Behavior-based Safety Process. John Wiley & Sons.
National Fire Protection Association. (2005, July). NFPA 10 Portable Fire Extinguishers.
Retrieved from https:// www.nfpa. org/Assets/files/AboutTheCodes/10/FI10-2013.pdf
National Institute for Occupational Safety and Health. (2018, January). Personal
Protective Equipment. Centers for Disease Control and Prevention. Retrieved
from https://www.cdc.gov/niosh/topics/ emres/ppe.html
Occupational Safety and Health Administration (OSHA). (2002). Job Hazard Analysis.
U.S. Department of Labor. Washington, DC
Petersen, D. (1971). Techniques of safety management. New York: McGraw Hill.
Stranks J. W. (2007). Human Factors and Behavioural Safety. Oxford: Butterworth-
Heinemann, Elsevier.
The National Institute for Occupational Safety and Health (NIOSH). (2015, January).
Hierarchy of controls. CDC. Retrieved from https://www.cdc.gov/niosh/ topics/
hierarchy/ default.html
215
บรรณานุกรม
ั
กณิศนันท์ ไชยค า และ นิรัญกาญจ์ จันซาก. (2559, เมษายน). ปัจจัยที่สัมพนธ์กับแนวโน้มพฤติกรรม
ุ
การใช้อปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลโดยประยุกต์ใช้แบบแผนความเชื่อด้าน
สุขภาพ. การประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต ประจ าปี 2559 (RSU National
Research Conference 2016), กรุงเทพฯ. สืบค้นจาก https://rsucon.rsu.ac.th/proceeding/
article/241.
กานดา จันทร์แย้ม. (2556). จิตวิทยาอุตสาหกรรมและองค์การ. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
กิตติ อินทรานนท์. (2553). การยศาสตร์. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงภรณ์มหาวิทยาลัย.
เกียรติศักดิ์ บัตรสูงเนิน. (2557). อาชีวอนามัยและความปลอดภัยพนฐาน. นครราชสีมา: ส านักวิชา
ื้
แพทย์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
กฎกระทรวงกาหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และด าเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย
และสภาพแวดล้อมในการท างานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559.
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนที่ 91 ก.
ั
กฎกระทรวงก าหนดอตราน้ าหนักที่นายจ้างให้ลูกจ้างท างานได้ พ.ศ.2547. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม
121 ตอนที่ 35 ก.
ั
ิ
กรมควบคุมมลพษ. (2544). คู่มือการขนส่งวัตถุอนตราย. กรุงเทพฯ: กระทรวงวิทยาศาสตร์
เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม.
กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย. (2556). เอกสารประกอบการฝึกอบรมหลักสูตร การดับเพลิง
ขั้นต้น. กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงมหาดไทย.
ุ
กรมโรงงานอตสาหกรรม. (2013, September). เอกสาร GHS “Purple Book”. สืบค้นจาก
http://www.npcse. co.th/pdf/ghs_thai_full.pdf United Nations.
กรมอนามัย. (2561). เอกสารวิชาการ ดานการจัดการมูลฝอยติดเชื้อ ส าหรับเจาหนาที่กรมอนามัย.
นนทบุรี: กระทรวงสาธารณสุข.
ุ้
กองความปลอดภัยแรงงาน. (ม.ป.ป). ความร้อนกับการท างาน. กรุงเทพฯ: กรมสวัสดิการและคมครอง
แรงงาน.
ก
กองความปลอดภัยแรงงาน . (ม.ป.ป). ความเข้มแสงสว่างในสถานที่ท างาน. กรุงเทพฯ: สถาบันความ
ปลอดภัยในการท างาน. สืบค้นจาก http://www.oshthai.org/attachments/article/
156/156.pdf.
ข
กองความปลอดภัยแรงงาน , (ม.ป.ป). สภาพความร้อนในบริเวณการท างาน. กรุงเทพฯ: สถาบันความ
ปลอดภัยในการท างาน. สืบค้นจาก http://www.oshthai.org/attachments/ article/
155/155.pdf.
กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (ม.ป.ป.). การประเมินแสงสว่างจากการท างาน. .
สืบค้นจาก http://envocc.ddc.moph.go.th/uploads/Menu/rayong/light.pdf.
กองโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2557, March). ความรู้เรื่องโรค. สืบค้นจาก
http://envocc.ddc.moph.go.th/m/ความรู้เรื่องโรค.
216
ก าธร มาลาธรรม และ ยงค์ รงค์รุ่งเรือง. (2560). คู่มือปฏิบัติการป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน
โรงพยาบาล พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี: ส านักพิมพ์อักษรกราฟฟิคแอนด์ดีไซน์.
คัทลียา เมฆจรัสกุล. (ม.ป.ป). การดูดซึมทางผิวหนัง. นนทบุรี: ศูนย์การศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์
สภาเภสัชกรรม.
คณะท างานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อ จังหวัดพะเยา. (2559). คู่มือการป้องกัน และควบคุมการ
ติดเชื้อในหน่วยบริการปฐมภูมิ จังหวัดพะเยา. พะเยา: ส านักงานสาธารณสุขจังหวัดพะเยา.
คณะวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ. (ม.ป.ป.). Chemical symbol. สืบค้นจาก
https://www.sci.tsu.ac.th/page_detial_menu.php?idm=5&mid=517.
คณะอนุกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล. (2555). แนวปฏิบัติเพอความ
ื่
ปลอดภัยทางชีวภาพ มหาวิทยาลัยมหิดล. กรุงเทพฯ : ทองสุขพริ้นท์.
คณาจารย์ภาควิชาสรีรวิทยา ศิริราชพยาบาล. (2548). สรีรวิทยา 1. กรุงเทพฯ: คณะแพทยศาสตร์
ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.
จันทร์จารี เกตุมาโร. (2553). อาชีวอนามัย. กรุงเทพฯ: ส านักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามค าแหง.
จินตนา เนียมน้อย, มัณฑนา ด ารงศักดิ์, และ วนลดา ทองใบ. (2556). ปัจจัยท านายการใช้อปกรณ์
ุ
ป้องกันอนตรายส่วนบุคคลของพนักงาน โรงงานอตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ จังหวัด
ุ
ั
สมุทรปราการ. พยาบาลสาร, 40(3), 30-39.
จีรนันท์ จะเกร็ง. (2553, พฤษภาคม). ผลกระทบต่อสุขภาพกายจากการสัมผัสความร้อนขณะท างาน
ในกลุ่มคนท านาเกลือ จังหวัดสมุทรสงคราม. วิทยานิพนธ์รวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
เฉลิมชัย ชัยกิตติภรณ์. (2537). การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย (Job Safety Analysis). วารสาร
ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม, 4(3), 17-21.
ชลาลัย หาญเจนลักษณ์. (2547). หลักสุขศาสตร์อตสาหกรรม. นครราชสีมา: ส านักวิชาแพทย์
ุ
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
ไถ้ออน ชินธเนศ. (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการสอน เรื่อง สรีรวิทยาของความล้ากับการฝึกซ้อมและ
ออกก าลังกาย. นครปฐม: มหาวิทยาลัยมหิดล.
ุ
นริศ เจริญพร. (2543). การยศาสตร์. กรุงเทพฯ: ภาควิชาวิศวกรรมอตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ั
นาถยา ศิริทอง, ศุภกร กตาธิการกุล, และ สุวิทย์ คงภักดี. (2557). การออกแบบและพฒนาเครื่องวัด
ความส่องสว่าง. วารสารมหาวิทยาลัยทักษิณ, 17(3) ฉบับพิเศษ, 44-50.
ิ
นงลักษณ์ สุวรรณพนิจ และ ปรีชา สุวรรณพนิจ. (2560). จุลชีววิทยาทั่วไป. กรุงเทพฯ: ส านักพมพ ์
ิ
ิ
แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
ประกาศกระทรวงมหาดไทยเรื่อง ความปลอดภัยในการท างานเกี่ยวกับภาวะแวดล้อม (สารเคมี).
(2520), กรุงเทพฯ, กระทรวงมหาดไทย.
ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่องก าหนดชนิดของโรคซึ่งเกิดขึ้นตามลักษณะหรือสภาพของงานหรือ
เนื่องจากการท างาน พ.ศ. 2550 ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 124 ตอนพิเศษ 97 ง.
217
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม. เรื่องหลักเกณฑ์การวินิจฉัยและการประเมินการ
สูญเสียสมรรถภาพของผู้ป่วยหรือบาดเจ็บด้วยโรคจากการท างาน พ.ศ. 2540 ราชกิจจา
นุเบกษา เล่ม 114 ตอนพิเศษ 39 ง.
ประกาศกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม. เรื่องหลักเกณฑ์การวินิจฉัยและการประเมินการ
สูญเสียสมรรถภาพของผู้ป่วยหรือบาดเจ็บด้วยโรคจากการท างาน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2541
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 114 ตอนพิเศษ 31 ง.
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องมาตรฐานความเข้มของแสงสว่าง. 2561. ราชกิจจา
นุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 39 ง.
ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่องมาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอด
ระยะเวลาการท างานในแต่ละวัน. 2561. ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 135 ตอนพิเศษ 19 ง.
ปางก์เพ็ญ เหลืองเอกทิน. (2559). เอกสารประกอบการสอน เรื่อง การยศาสตร์. นครปฐม: สาขาวิชา
อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
ิ
ปีติ พูนไชยศรี. (2555). เอกสารประกอบการสอน รายวิชา 54109 การยศาสตร์. นนทบุรี: ส านักพมพ ์
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมธิราช.
ผาสุก มหรรฆานุเคราะห์. (2555). ต ารากายวิภาคศาสตร์ทั่วไป. (พมพครั้งที่ 2). เชียงใหม่: ภาควิชา
ิ
์
กายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
พิรัชฎา มุสิกะพงศ์. (2555). เอกสารประมวลสาระวิชา 618348: การเก็บและวิเคราะห์ตัวอย่างด้าน
สุขศาสตร์อุตสาหกรรม. นครราชสีมา: สาขาวิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ส านักวิชา
แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี.
ุ
ิ
พรพมล กองทิพย์. (2560). สุขศาสตร์อตสาหกรรม: ตระหนัก ประเมิน ควบคุม. กรุงเทพฯ: เบสท์
กราฟฟิค อินเตอร์พริ้นท์.
พบชัย งามสกุลรุ่งโรจน์, วรรณี กัณฐกมาลากุล, ไอยฤทธิ์ ไทยพิสุทธิกุล และ ภัทรชัย กีรติสิน. (2556).
จุลชีววิทยาการแพทย์. กรุงเทพฯ: วี.เจ.พริ้นติ้ง.
ภัทรนุช แตงข า, ปนดา เตชทรัพย์อมร และ ไชยยงค์ จรเกต. (2559, ธันวาคม). การประเมินความ
เสี่ยงทางการยศาสตร์ที่ส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อในคนงาน
โรงงานเครื่องปั้นดินเผา ในต าบลเจดีย์หักและต าบลหน้าเมือง อาเภอเมือง จังหวัดราชบุรี.
เอกสารการประชุมวิชาการทางการยศาสตร์แห่งชาติ, กรุงเทพฯ. สืบค้นจากhttp://www.est.or.th/
ErgoCon2016_Proceedings/docs/F06.pdf.
มูลนิธิสัมมาอาชีวะ. (2561). แนวทางการตรวจและแปลผลสมรรถภาพการได้ยินในงานอาชีวอนามัย.
ชลบุรี: มูลนิธิสัมมาอาชีวะ.
ยุวดี สิมะโรจน์. (2543). หลักการควบคุมด้านสุขศาสตร์อุตสาหกรรม. ยุวดี สิมะโรจน์ (บก.) สุขศาสตร์
อุตสาหกรรม: การควบคุม. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
รัชฎา แก่นสาร์, 2549. สรีรวิทยา. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ: โครงการสวัสดิการวิชาการ สถาบันพระ
บรมราชชนก กระทรวงสาธารณสุข.
รัตนาภรณ์ อมรรัตนไพจิตร และ สุดธิดา กรุงไกรวงศ์. (2544). การยศาสตร์ในสถานที่ท างาน.
กรุงเทพฯ : บริษัท เรียงสาม กราฟฟิค ดีไซน์ จ ากัด.
218
รัตนวดี ณ นคร. (2537). สรีรวิทยาของการออกกาลังกาย. ใน วิรุฬห์ เหล่าภัทรเกษม. (บรรณาธิการ),
กีฬาเวชศาสตร์. กรุงเทพฯ: พี.บี. ฟอเรน บุคส์ เซนเตอร์.
์
ิ
ราชกิจจานุเบกษา. (2546). ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ตราหรือสัญลักษณ์ส าหรับพมพบน
ภาชนะบรรจุมูลฝอยติดเชื้อ พ.ศ. 2546. กรุงเทพฯ: กระทรวงสาธารณสุข.
รุ้งเพชร แสงจันทร์. (2559). ความผิดปกติทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องกับการท างานใน
ฝ่ายโภชนาการ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า. วารสารเทคนิคการแพทย์และกายภาพบ าบัด, 28
(3), 322-328.
์
ร าแพน พรเทพเกษมสันต์. (2556). กายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์. (พมพครั้งที่ 6).
ิ
์
กรุงเทพฯ: ส านักพิมพศิลปาบรรณาคาร.
โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์. (2555). คู่มือการเก็บและน าส่งสิ่งส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ.
์
นครสวรรค์: กลุ่มงานเทคนิคการแพทย์ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ.
ละออ ชมพกตร์. (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการสอน เรื่อง หลักการเกิดโรคติดเชื้อ. พษณุโลก: คณะ
ั
ิ
แพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.
วันทนี พนธุ์ประสิทธิ์. (2557). สุขศาสตร์อตสาหกรรม: กลยุทธ์ ประเมิน ควบคุม และจัดการ.
ุ
ั
กรุงเทพฯ: หจก.เบสท์ กราฟฟิค เพรส.
ุ
วิชัย พฤกษ์ธาราธิกุล. (ม.ป.ป.). เอกสารประกอบการสอนรายวิชาความปลอดภัยในงานอตสาหกรรม
Industrial Safety. ภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
วิทยา อยู่สุข. (2542). อาชีวอนามัย ความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพฯ: ภาควิชาอาชีวอนามัย
และความปลอดภัย มหาวิทยาลัยมหิดล.
วิทยา อยู่สุข. (2552). การควบคุมป้องกันอคคีภัยและการประเมินความเสี่ยงในงานอตสาหกรรม.
ั
ุ
กรุงเทพฯ: ภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์
มหาวิทยาลัยมหิดล.
วิทยา อยู่สุข. (2555). ความปลอดภัยในการประกอบอาชีพ. กรุงเทพฯ: เบสท์ กราฟฟิคเพรส.
วิวัฒน์ เอกบูรณะวัฒน์, จุฑารัตน์ จิโน, นวพรรณ ผลบุญ. (2562). แรกเริ่มเรียนรู้อาชีวเวชศาสตร์
.
(First Step to Occupational Medicine) ช ล บุรี: จัดพมพและเผยแพร่โดยมูลนิธิ
ํ
์
ิ
สัมมาอาชีวะ.
ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก คณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. (ม.ป.ป.). มารู้จัก
กับปัญหาปวดหลัง. สืบค้นจาก http://www.ams.cmu.ac.th/amscsc/article/ article9.html.
สถาบันความปลอดภัยในการท างาน. (2545). คูมือการตรวจวัด และประเมินสภาพแวดลอมดาน
กายภาพ. กรุงเทพฯ: กรมสวัสดิการและคมครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน.
ุ
สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน. (2558). คู่มือการ
ฝึกอบรม “การยกและเคลื่อนย้ายวัสดุด้วยแรงกายตามหลักการยศาสตร์. กรุงเทพฯ : สถาบัน
ส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการท างาน (องค์การมหาชน).
สมาคมโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมแห่งประเทศไทย. (2557). แนวทางการตรวจและ
แปลผลสมรรถภาพปอดด้วยวิธีสไปโรเมตรีย์ในงานอาชีวอนามัย. กรุงเทพฯ: โรงพยาบาล
นพรัตน์ราชธานี กระทรวงสาธารณสุข.
219
ิ
ุ
สราวุธ สุธรรมาสา. (2547). การจัดการมลพษทางเสียงจาก อตสาหกรรม (Industrial Noise
Pollution Management). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ิ่
ื้
สวินทร์ พงษ์เก่า. (ม.ป.ป.). 5ส. พนฐานของคุณภาพและการเพมผลผลิต. สมาคมส่งเสริมความ
ปลอดภัยและอนามัยในการท างาน (ประเทศไทย) ในพระราชูปถัมภ์. สืบค้นจาก
www.shawpat.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=235:5-&
catid=55:safety-system&Itemid=200.
สสิธร เทพตระการพร. (2546). เอกสารการอบรมการยศาสตร์. กรุงเทพฯ : บริษัท ริชเทค
บิสซิเนส จ ากัด.
สิทธิโชค วรานุสันติกุล. (2546). จิตวิทยาสังคม: ทฤษฎีและการประยุกต์. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ด ยูเคชั่น บมจ.
สุดาว เลิศวิสุทธิไพบูลย์. (2554). ความรู้ทั่วไปในการบริหารงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย. ใน
สุดาว เลิศวิสุทธิไพบูลย์. (บรรณาธิการ), การบริหารงานอาชีวอนามัยและความปลอดภัย.
นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
ุ
สุทัศน์ มังคละคีรี. (2557). พษของสารท าละลายอนทรีย์ในโรงงานอตสาหกรรม. กรุงเทพฯ: ส านัก
ิ
ิ
เทคโนโลยีความปลอดภัย กรมโรงงานอุตสาหกรรม.
ั
ั
สมคิด โพธิ์ชนะพนธุ์. (2560). โรคลมร้อน: ภาวะฉุกเฉินที่เป็นอนตรายต่อชีวิต. วารสารพยาบาล
ทหารบก, 18(2), 30-37.
สมจิต พฤกษะริตานนท์ และ วิภาวี กิจก าแหง. (2554). บทน าอาชีวอนามัย. กรุงเทพฯ: คณะ
แพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล.
สมชาย พรชัยวิวัฒน์. (2558). Behavior-based Safety Software. วารสารความปลอดภัยและ
สุขภาพ, 8(29), 6-12.
เสาวนีย์ เนาวพาณิช 2552 คู่มือปฏิบัติการพยาบาลการดูแลผู้ป่วยที่ใส่เครื่องพยุงการท างานของหัวใจ.
กรุงเทพฯ: งานการพยาบาลอายุรศาสตร์และจิตเวชศาสตร์ ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาล
ศิริราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราช.
สื่อการสอนภายในโครงการจัดท าสื่อการสอน วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอน
ปลาย โดยความร่วมมือระว่าง ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพนฐาน
ื้
กระทรวงศึกษาธิการ. (2014). หูและการได้ยิน. สืบค้นจาก https://sites.google.com/
site/ wisita 45794/ww-1/qq.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2547). คู่มือการเฝ้าระวังการสูญเสียการได้ยิน.
นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดลอม. (2547). คูมือการใชเครื่องมืออาชีวสุขศาสตร
พื้นฐาน. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2556). คู่มือการจัดบริการอาชีวอนามัยส าหรับ
ิ
์
เจ้าหน้าที่สาธารณสุข: คลินิกสุขภาพเกษตรกร. นนทบุรี: โรงพมพชุมนุมสหกรณ์การเกษตร
แห่งประเทศไทย จ ากัด.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2558). แนวทางการสอบสวนโรคจากการประกอบ
อาชีพและสิ่งแวดล้อม. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข.
220
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2558). องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองความ
ื
เสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีก าจัดศัตรูพชโดยกระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส ส าหรับ
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2560). รายงานสถานการณ์โรคและภัยสุขภาพจาก
การประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อมปี พ.ศ. 2560. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2560). แนวทางการตรวจคัดกรองสมรรถภาพการ
ได้ยินและการแปลผล (ฉบับปรับปรุง ปี 2560). สมุทรปราการ: กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข.
ส านักโรคจากการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม. (2558). องค์ความรู้เกี่ยวกับการตรวจคัดกรองความ
เสี่ยงจากการสัมผัสสารเคมีก าจัดศัตรูพชโดยกระดาษทดสอบโคลีนเอสเตอเรส ส าหรับ
ื
เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในหน่วยบริการสุขภาพปฐมภูมิ. นนทบุรี: กรมควบคุมโรค กระทรวง
สาธารณสุข.
อนามัย เทศกะทึก. (2553). อาชีวอนามัยและความปลอดภัย. กรุงเทพฯ: โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์.
อมร โฆษิดาพนธุ์, อริสา ส ารอง และ สุทธิ์ ศรีบูรพา. (2559, ธันวาคม). ความเสี่ยงทางการยศาสตร์
ั
และอาการปวดที่ส่งผลต่อความบกพร่องของรยางค์แขนของพนักงานส านักงานที่ใช้
คอมพวเตอร์ในการท างาน. การประชุมวิชาการทางการยศาสตร์แห่งชาติ, กรุงเทพฯ. สืบค้น
ิ
จาก http://www. est.or.th/ErgoCon2016_Proceedings/docs/F13.pdf.
ิ
อรพิน วิมลภูษิต, มัทนา โกสุมภ์, และ พเชษฐ นันตา. (2555). คู่มือการจัดบริการอาชีวอนามัยใน
หน่วยบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ. นนทบุรี: ห้างหุ้นส่วนจ ากัดส านักพิมพ์ฟ้าเดียวกัน.
อรัญญา มโนสร้อย. (2549). ผิวหนังและกลไกการดูดซึมสารผ่านผิวหนัง. วารสารผิวหนัง, 11 (2), 122
– 127.
ิ
อสยา จันทร์วิทยานุชิต และ วัชรินทร์ รังสีภาณุรัตน์. (2556). แบคทีเรียทางการแพทย์. กรุงเทพฯ:
ส านักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อุมารัตน์ ศิริจรูญวงศ์. (2554). การวิเคราะห์งานเพื่อความปลอดภัย: เทคนิคชี้บ่งอันตราย เพื่อป้องกัน
อุบัติเหตุจากงาน. วารสาร มฉก.วิชาการ, 14(28), 233-245.
ACGIH. (1994). Threshold limit values for chemical substances and physical agents and
biological exposure indices (1994- 1995). Ohio: American Conference of
Governmental Industrial Hygienists.
,
American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH®). (2017 May).
About ACGIH. Retrieved from http://www.acgih.org.
American Conference of Governmental Industrial Hygienists (ACGIH). (2017). TLVs and
BEIs. Cincinnati: ACGIH.
American Industrial Hygiene Association. (2016, Janyuary). About AIHA. Retrieved from
http:// www.aiha.org.
221
Anthony C. L., & Benjamin C. M. (2014). Musculoskeletal injuries. In Joseph Ladou and
Robert Harrison (Eds.), Current occupational & environmental medicine, Fifth
edition. San Francisco: McGraw hill education.
Axis. (2015, December). I’ve Got My Sit-to-stand Workstation – What Now?. Retrieved
from https://www.axisrehab.com.au/blog/ive-got-my-sit-to-stand-workstation-
what -now/
Balmes, J. R. (2014). Occupational lung Disease. Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current
Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition. United States of America:
th
the McGraw-Hill companies, 362-385.
Brain, J. D., Proctor, D. F., & Reid, L. M. (1977). Respiratory Defense Mechanisms, PartII
Dekker M. New York.
Cairn Technology Ltd. (n.d.). Retrieved from http://www.cairntechnology.com/informa
tion-about-the-skin.
Camuglia J. E., Grigoriadis G. & Gilfillan C. P. (2008). Lead poisoning and Burton’s line.
Med J Aust, 189(6), 339.
Candadian centre for occupational health and safety. (2016, June). Working in a
Standing Position - Basic Information. Retrieved from https://www.ccohs.ca/
oshanswers/ ergo nomics/ standing/standing_basic.html.
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2006). Principles of Epidemiology in
Public Health Practice, Third Edition: An Introduction to Applied Epidemiology
and Biostatistics. Atlanta: U.S. Department of Health and Human Services
Centers for Disease Control and Prevention (CDC) Office of Workforce and Career
Development.
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2006). Principles of Epidemiology in
Public Health Practice, Third Edition: An Introduction to Applied Epidemiology
and Biostatistics. Atlanta: U.S. Department of Health and Human Services
Centers for Disease Control and Prevention (CDC) Office of Workforce and Career
Development.
,
Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2015 May). DHHS (NIOSH)
Publication No. 2013-140. Retrieved from https://www.cdc.gov/niosh/docs/
2013-140/pdfs/ 2013-140.pdf.
Cynthia, M. B. (2017). Promoting Health and Productivity with Ergonomics. In Hedge A.
(Eds.), Ergonomic Workplace design for Health, Wellness, and Productivity. San
Francisco: Taylor & Francis Group.
222
David L.E. & Steven G. G. (2008). Principles of Toxicology. In: Curtis DK (Eds.), Casarett
and Doull’s Toxicology: The Basic Science of Poisons. 7th ed. New York: Mc
Graw Hill Medical.
Dobie, R. (2014). Hearing loss. J Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current Occupational &
th
Environmenttal Medicine 5 edition. United States of America: the McGraw-Hill
companies, 573-618.
Ergonomic spot. (n.d.). How to Setup an Ergonomic Workstation. Retrieved from https://
ergonomicspot.com/setup-an-ergonomic-workstation/
Franasiak, J., Craven, R., Mosaly, P., & Gehrig, P.A. (2014). Feasibility and acceptance of
a robotic surgery ergonomic training program. JSLS. 18(4). pii: e2014.00166.
Froggatt, P. & Smiley, J.A. (1964). The Concept of accident proneness: A review. Brit. J.
industr. Med., 21, 1-11.
Geller, E. S. (2001). Behavior-based safety in industry: realizing the large-scale potential
of psychology to promote human welfare. Appl Prev Psychol, 10, 87-105. DOI:
10.1017.S0962184902010028.
Harrison, R. J. & Mulloy, K. B. (2014). The Occupational & Environmenttal Medical history.
Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current Occupational & Environmenttal Medicine
th
5 edition. United States of America: the McGraw-Hill companies, 26-31.
Harrison, R. J. & Roisman, R. (2014). Solvents. Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current
Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition. United States of America:
th
the McGraw-Hill companies, 540-542.
Health and Safety Executive. (2004). Investigating accidents and incidents. Bootle:
Health and Safety Executive. Retrieved from https://www.hse.gov.uk/pubns/
hsg245.pdf.
Hignett, S., & McAtamney, L. (2000). Rapid entire body assessment (REBA). Appl Ergon,
31(2), 201-5.
Heinrich, H. W. (1950). Industrial Accident Prevention (3rd ed.). New York: McGraw Hill.
Howgego J. & May P. (n.d.). Retinal The molecule of sight. Retrieved from http://www.
chm.bris.ac.uk/motm/retinal/retinalc.htm.
ILO. (2011, March). Work-related Diseases and Occupational Diseases: The ILO
International List. Retrieved from https://www.iloencyclopaedia.org/part-iii-
48230/topics-in-workers-compensation-systems/item/355-work-related-
diseases-and-occupational-diseases-the-ilo-international-list.
International Ergonomics Association (IEA). (2003). IEA Triennial Report: 2000-2003. Santa
Monica: IEA press.
223
International Labour Organization (ILO). (2016, May). How the ILO works. Retrieved from
https://www.ilo.org.
Jaffarj N., Abdul-Tharim A.H., Mohd-Kamar I.F., & Lop N.S. (2011). A Literature Review of
Ergonomics Risk Factors in Construction Industry. Procedia Engineering, 20, 89-
97.
Kaljun, J. & Dolšak, B. (2012). Ergonomic design knowledge built in the intelligent
decision support system. Int. J. Ind. Ergon, 42(1), 162-171.
Kazeem, B. S. & Mahbub, M. U. C. (2014). Occupational Skin Disorders. Ladou J. &
th
Harrison R. (Ed.), Current Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition.
United States of America: the McGraw-Hill companies, 324-347.
King, J. & Lowery, D.R. (2017). Physiology, Cardiac Output. StatPearls [Internet]. Treasure
Island (FL): StatPearls Publishing.
Krause, T. R. (1996). The Behavior-based Safety Process. John Wiley & Sons.
Kuorinka, I. B. Jonsson, A. Kilbom, H. Vinterberg, Biering-Sørensen F., Andersson G.,
Jørgensen K.. (1987). Standardised Nordic questionnaires for the analysis of
musculoskeletal symptoms. Appl Ergon, 18(3), 233-237.
Kuschner, W. G. & Blanc P. D. (2014). Gas & Other Airborne Toxicants. Ladou J. & Harrison
th
R. (Ed.), Current Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition. United
States of America: the McGraw-Hill companies, 557-572.
Lewis, R. & Kosnett, M. J. (2014). Metals. J Ladou J. & Harrison R. (Ed.), Current
Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition. United States of America:
th
the McGraw-Hill companies, 463-485.
Lichty, P. D. (2014). Injuries Caused by Physical Harzards. Ladou J. & Harrison R. (Ed.),
th
Current Occupational & Environmenttal Medicine 5 edition. United States of
America: the McGraw-Hill companies, 169-195.
Lodish, H. F., Berk A., Zipursky S. L., Matsudaira P., Baltimore D., & Darnell J. (2000).
Molecular cell biology. (4th edition). New York: W.H. Freeman and Company.
Mäkinen, T. M. & Hassi, J. (2009). Health Problems in Cold Work. Ind health, 47(3). 207-20.
Mansdorf, S. Z. (2012). Section 4 Industrial Hygiene: Best Practices. In Haight J. M. (Ed.),
Technical Applications (Vol. II). USA: American Society of Safety Engineers - ASSE.
Marras, W.S. (2006). Biomechanical basis for ergonomics. In Marras, W.S. & Karwowsk, W.
(Eds.), Fundamentals and assessment tools for occupational ergonomics,
Second edition. New York: Taylor & Francis group.
5
Maslach, C., Schaudeli, W.B., & Leiter, M.P. (2001). Job burnout. Annu Rev Psychol, 2 ,
397-422.