101 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง สังโฆ สุเขตตาภ๎ยะติเขตตะสัญญิโต, พระสงฆ์เป็นนาบุญ อันยิ่งใหญ่กว่านาบุญอันดีทั้งหลาย; โย ทิฏฐะสันโต สุคะตานุโพธะโก, เป็นผู้เห็นพระนิพพาน, ตรัสรู้ตามพระสุคต, หมู่ใด; โลลัปปะหีโน อะริโย สุเมธะโส, เป็นผู้ละกิเลสเครื่องโลเล เป็นพระอริยเจ้า มีปัญญาดี; วันทามิ สังฆัง อะหะมาทะเรนะ ตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น โดยใจเคารพเอื้อเฟื้อ; อิจเจวะเมกันตะภิปูชะเนยยะกัง, วัตถุตตะยัง วันทะยะตาภิสังขะตัง, ปุญญัง มะยา ยัง มะมะ สัพพุปัททะวา, มา โหนตุ เว ตัสสะ ปะภาวะสิทธิยา. บุญใด ที่ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งวัตถุ ๓, คือพระรัตนตรัย อันควรบูชายิ่งโดยส่วนเดียว, ได้กระทำแล้วเป็นอย่างยิ่งเช่นนี้นี้, ขออุปัททวะ (ความชั่ว) ทั้งหลาย, จงอย่ามีแก่ข้าพเจ้าเลย, ด้วยอำนาจความสำเร็จ อันเกิดจากบุญนั้น. ๕. สังเวคปริกิตตนปาฐะ (คำแสดงสังเวช) อิธะ ตะถาคะโต โลเก อุปปันโน, พระตถาคตเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ในโลกนี้; อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง; ธัมโม จะ เทสิโต นิยยานิโก, และพระธรรมที่ทรงแสดง เป็นธรรมเครื่องออกจากทุกข์; อุปะสะมิโก ปะรินิพพานิโก, เป็นเครื่องสงบกิเลส, เป็นไปเพื่อปรินิพพาน; สัมโพธะคามี สุคะตัปปะเวทิโต, เป็นไปเพื่อความรู้พร้อม, เป็นธรรมที่พระสุคตประกาศ; มะยันตัง ธัมมัง สุต๎วา เอวัง ชานามะ, พวกเราเมื่อได้ฟังธรรมนั้นแล้ว, จึงได้รู้อย่างนี้ว่า:– ชาติปิ ทุกขา, แม้ความเกิด ก็เป็นทุกข์; ชะราปิ ทุกขา, แม้ความแก่ ก็เป็นทุกข์; มะระณัมปิ ทุกขัง, แม้ความตาย ก็เป็นทุกข์; โสกะปะริเทวะทุกขะโทมะนัสสุปายาสาปิ ทุกขา, แม้ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ ก็เป็นทุกข์;
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 102 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์; ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์; ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์; สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา, ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์; เสยยะถีทัง, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ:– รูปูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือรูป; เวทะนูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือเวทนา; สัญญูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสัญญา; สังขารูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสังขาร; วิญญาณูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือวิญญาณ; เยสัง ปะริญญายะ, เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์ เหล่านี้เอง; ธะระมาโน โส ภะคะวา, จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่;
103 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง อัปปิเยหิ สัมปะโยโค ทุกโข, ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์; ปิเยหิ วิปปะโยโค ทุกโข, ความพลัดพรากจากสิ่งเป็นที่รักที่พอใจ ก็เป็นทุกข์; ยัมปิจฉัง นะ ละภะติ ตัมปิ ทุกขัง, มีความปรารถนาสิ่งใด ไม่ได้สิ่งนั้น นั่นก็เป็นทุกข์; สังขิตเตนะ ปัญจุปาทานักขันธา ทุกขา, ว่าโดยย่อ อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ เป็นตัวทุกข์; เสยยะถีทัง, ได้แก่สิ่งเหล่านี้คือ:– รูปูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือรูป; เวทะนูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือเวทนา; สัญญูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสัญญา; สังขารูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือสังขาร; วิญญาณูปาทานักขันโธ, ขันธ์ อันเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่น คือวิญญาณ; เยสัง ปะริญญายะ, เพื่อให้สาวกกำหนดรอบรู้อุปาทานขันธ์ เหล่านี้เอง; ธะระมาโน โส ภะคะวา, จึงพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น เมื่อยังทรงพระชนม์อยู่; เอวัง พะหุลัง สาวะเก วิเนติ, ย่อมทรงแนะนำสาวกทั้งหลาย เช่นนี้เป็นส่วนมาก; เอวัง ภาคา จะ ปะนัสสะ ภะคะวะโต สาวะเกสุ อะนุสาสะนี พะหุลา ปะวัตตะติ, อนึ่ง คำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ย่อมเป็นไปในสาวกทั้งหลาย, ส่วนมาก, มีส่วนคือการจำแนกอย่างนี้ว่า:– รูปัง อะนิจจัง, รูปไม่เที่ยง; เวทะนา อะนิจจา, เวทนาไม่เที่ยง; สัญญา อะนิจจา, สัญญาไม่เที่ยง; สังขารา อะนิจจา, สังขารไม่เที่ยง; วิญญาณัง อะนิจจัง, วิญญาณไม่เที่ยง; รูปัง อะนัตตา, รูปไม่ใช่ตัวตน; เวทะนา อะนัตตา, เวทนาไม่ใช่ตัวตน; สัญญา อะนัตตา, สัญญาไม่ใช่ตัวตน; สังขารา อะนัตตา, สังขารไม่ใช่ตัวตน; วิญญาณัง อะนัตตา, วิญญาณไม่ใช่ตัวตน; สัพเพ สังขารา อะนิจจา, สังขารทั้งหลายทั้งปวง ไม่เที่ยง; สัพเพ ธัมมา อะนัตตาติ, ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ใช่ตัวตน ดังนี้; เต (หญิงว่า ตา) มะยัง โอติณณาม๎หะ, พวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ถูกครอบงำแล้ว; ชาติยา, โดยความเกิด; ชะรามะระเณนะ, โดยความแก่และความตาย; โสเกหิ ปะริเทเวหิ ทุกเขหิ โทมะนัสเสหิ อุปายาเสหิ, โดยความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ความไม่สบายใจ
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 104 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง ความคับแค้นใจ ทั้งหลาย; ทุกโขติณณา, เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว; ทุกขะปะเรตา, เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว; อัปเปวะ นามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ. ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้, จะพึงปรากฏชัด แก่เราได้. (สำหรับอุบาสก-อุบาสิกาสวด) จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, เราทั้งหลาย ผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า, แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น เป็นสรณะ; ธัมมัญจะ สังฆัญจะ, ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย; ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ, จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง; สา สา โน ปะฏิปัตติ, ขอให้ความปฏิบัตินั้นๆ ของเราทั้งหลาย; อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ. จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ เทอญ.
105 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง ความคับแค้นใจ ทั้งหลาย; ทุกโขติณณา, เป็นผู้ถูกความทุกข์ หยั่งเอาแล้ว; ทุกขะปะเรตา, เป็นผู้มีความทุกข์ เป็นเบื้องหน้าแล้ว; อัปเปวะ นามิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยา ปัญญาเยถาติ. ทำไฉน การทำที่สุดแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้, จะพึงปรากฏชัด แก่เราได้. (สำหรับอุบาสก-อุบาสิกาสวด) จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คะตา, เราทั้งหลาย ผู้ถึงแล้วซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า, แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น เป็นสรณะ; ธัมมัญจะ สังฆัญจะ, ถึงพระธรรมด้วย ถึงพระสงฆ์ด้วย; ตัสสะ ภะคะวะโต สาสะนัง ยะถาสะติ ยะถาพะลัง มะนะสิกะโรมะ อะนุปะฏิปัชชามะ, จักทำในใจอยู่ ปฏิบัติตามอยู่ ซึ่งคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ตามสติกำลัง; สา สา โน ปะฏิปัตติ, ขอให้ความปฏิบัตินั้นๆ ของเราทั้งหลาย; อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ. จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ เทอญ. (สำหรับภิกษุ-สามเณรสวด) จิระปะรินิพพุตัมปิ ตัง ภะคะวันตัง อุททิสสะ อะระหันตัง สัมมาสัมพุทธัง, เราทั้งหลาย อุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า, ผู้ไกลจากกิเลส, ตรัสรู้ชอบได้ โดยพระองค์เอง, แม้ปรินิพพานนานแล้ว พระองค์นั้น; สัทธา อะคารัส๎มา อะนะคาริยัง ปัพพะชิตา, เป็นผู้มีศรัทธา ออกบวชจากเรือน ไม่เกี่ยวข้องด้วยเรือนแล้ว; ตัส๎มิง ภะคะวะติ พ๎รัห๎มะจะริยัง จะรามะ, ประพฤติอยู่ซึ่งพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น; ภิกขูนัง สิกขาสาชีวะสะมาปันนา, ถึงพร้อมด้วยสิกขาและธรรมเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิต ของภิกษุทั้งหลาย; ตัง โน พ๎รัห๎มะจะริยัง อิมัสสะ เกวะลัสสะ ทุกขักขันธัสสะ อันตะกิริยายะ สังวัตตะตุ. ขอให้พรหมจรรย์ของเราทั้งหลายนั้น, จงเป็นไปเพื่อการทำที่สุดแห่งกองทุกข์ ทั้งสิ้นนี้ เทอญ. (จบคำทำวัตรเช้า)
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 106 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง คำทำวัตรเย็น ๑. พุทธานุสสติ (คำระลึกถึงพระพุทธเจ้า) (หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) (เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความตามระลึกถึงพระพุทธเจ้าเถิด.) ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัล๎ยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต, ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า:– อิติปิโส ภะคะวา, เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น; อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส; สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง; วิชชาจะระณะสัมปันโน, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ; สุคะโต, เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี; โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง; อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า;
107 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง คำทำวัตรเย็น ๑. พุทธานุสสติ (คำระลึกถึงพระพุทธเจ้า) (หันทะ มะยัง พุทธานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) (เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความตามระลึกถึงพระพุทธเจ้าเถิด.) ตัง โข ปะนะ ภะคะวันตัง เอวัง กัล๎ยาโณ กิตติสัทโท อัพภุคคะโต, ก็กิตติศัพท์อันงามของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น, ได้ฟุ้งไปแล้วอย่างนี้ว่า:– อิติปิโส ภะคะวา, เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น; อะระหัง, เป็นผู้ไกลจากกิเลส; สัมมาสัมพุทโธ, เป็นผู้ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง; วิชชาจะระณะสัมปันโน, เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ; สุคะโต, เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี; โลกะวิทู, เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง; อะนุตตะโร ปุริสะทัมมะสาระถิ, เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า; สัตถา เทวะมะนุสสานัง, เป็นครูผู้สอน ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย; พุทโธ, เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม; ภะคะวาติ เป็นผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์, ดังนี้. ๒. พุทธาภิคีติ (คำสรรเสริญพระพุทธเจ้า) (หันทะ มะยัง พุทธาภิคีติง กะโรมะ เส.) (เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความขับคาถา พรรณนาเฉพาะพระพุทธเจ้าเถิด.) พุทธ๎วาระหันตะวะระตาทิคุณาภิยุตโต, พระพุทธเจ้าประกอบด้วยคุณ, มีความประเสริฐแห่งอรหันตคุณ เป็นต้น; สุทธาภิญาณะกะรุณาหิ สะมาคะตัตโต, มีพระองค์อันประกอบด้วยพระญาณ, และพระกรุณาอันบริสุทธิ์; โพเธสิ โย สุชะนะตัง กะมะลังวะ สูโร, พระองค์ใด ทรงกระทำชนที่ดีให้เบิกบาน, ดุจอาทิตย์ทำบัวให้บาน; วันทามะหัง ตะมะระณัง สิระสา ชิเนนทัง, ข้าพเจ้าไหว้พระชินสีห์ ผู้ไม่มีกิเลสพระองค์นั้น ด้วยเศียรเกล้า; พุทโธ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระพุทธเจ้าพระองค์ใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย; ปะฐะมานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 108 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง องค์ที่หนึ่ง ด้วยเศียรเกล้า; พุทธัสสาหัส๎มิ ทาโส (หญิงว่า ทาสี) วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า; พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์, และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า; พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระพุทธเจ้า; วันทันโตหัง (หญิงว่า ตีหัง) จะริสสามิพุทธัสเสวะ สุโพธิตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม, ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า; นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า; เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา; พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (หญิงว่า มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า, ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้; สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น. (กราบหมอบลงว่า) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตตะสา วา,* ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี; พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า;
109 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง องค์ที่หนึ่ง ด้วยเศียรเกล้า; พุทธัสสาหัส๎มิ ทาโส (หญิงว่า ทาสี) วะ พุทโธ เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระพุทธเจ้า, พระพุทธเจ้าเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า; พุทโธ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, พระพุทธเจ้าเป็นเครื่องกำจัดทุกข์, และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า; พุทธัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระพุทธเจ้า; วันทันโตหัง (หญิงว่า ตีหัง) จะริสสามิพุทธัสเสวะ สุโพธิตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม, ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้า; นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง พุทโธ เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระพุทธเจ้าเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า; เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา; พุทธัง เม วันทะมาเนนะ (หญิงว่า มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระพุทธเจ้า, ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้; สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวงอย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น. (กราบหมอบลงว่า) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตตะสา วา,* ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี; พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า; พุทโธ ปะฏิคคัณ๎หะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระพุทธเจ้า จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น; กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ. เพื่อการสำรวมระวัง ในพระพุทธเจ้า ในกาลต่อไป. * บทขอให้งดโทษนี้ มิได้เป็นการขอล้างบาป เป็นเพียรการเปิดเผยตัวเอง และคำว่า โทษในที่นี้ มิได้ หมายถึงกรรม หมายถึงโทษเพียงเล็กน้อยซึ่งเป็น “ส่วนตัว” ระหว่างกัน ที่พึงอโหสิกันได้ การขอ ขมาชนิดนี้ สำเร็จผลได้ในเมื่อผู้ขอตั้งใจทำจริงๆ และเป็นเพียงศีลธรรม หรือสิ่งที่ควรประพฤติ. ๓. ธัมมานุสสติ (คำระลึกถึงพระธรรม) (หันทะ มะยัง ธัมมานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) (เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความตามระลึกถึงพระธรรมเถิด.) ส๎วากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ดีแล้ว; สันทิฏฐิโก, เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง; อะกาลิโก, เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ ไม่จำกัดกาล; เอหิปัสสิโก, เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด; โอปะนะยิโก, เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว;
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 110 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน, ดังนี้. ๔. ธัมมาภิคีติ (คำสรรเสริญพระธรรม) (หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส.) (เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความขับคาถา พรรณนาเฉพาะพระธรรมเถิด.) ส๎วากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย, พระธรรม เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะประกอบด้วยคุณ, คือความที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นต้น; โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท, เป็นธรรมอันจำแนกเป็น มรรค ผล ปริยัติและนิพพาน; ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี, เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว; วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น อันเป็นเครื่องขจัดเสีย ซึ่งความมืด; ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระธรรมใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย; ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่สอง ด้วยเศียรเกล้า; ธัมมัสสาหัส๎มิ ทาโส (หญิงว่า ทาสี) วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร,
111 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. เป็นสิ่งที่ผู้รู้ก็รู้ได้เฉพาะตน, ดังนี้. ๔. ธัมมาภิคีติ (คำสรรเสริญพระธรรม) (หันทะ มะยัง ธัมมาภิคีติง กะโรมะ เส.) (เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความขับคาถา พรรณนาเฉพาะพระธรรมเถิด.) ส๎วากขาตะตาทิคุณะโยคะวะเสนะ เสยโย, พระธรรม เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะประกอบด้วยคุณ, คือความที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ดีแล้ว เป็นต้น; โย มัคคะปากะปะริยัตติวิโมกขะเภโท, เป็นธรรมอันจำแนกเป็น มรรค ผล ปริยัติและนิพพาน; ธัมโม กุโลกะปะตะนา ตะทะธาริธารี, เป็นธรรมทรงไว้ซึ่งผู้ทรงธรรม จากการตกไปสู่โลกที่ชั่ว; วันทามะหัง ตะมะหะรัง วะระธัมมะเมตัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมอันประเสริฐนั้น อันเป็นเครื่องขจัดเสีย ซึ่งความมืด; ธัมโม โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระธรรมใด เป็นสรณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย; ทุติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระธรรมนั้น อันเป็นที่ตั้งแห่งความระลึก องค์ที่สอง ด้วยเศียรเกล้า; ธัมมัสสาหัส๎มิ ทาโส (หญิงว่า ทาสี) วะ ธัมโม เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระธรรม, พระธรรมเป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า; ธัมโม ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, พระธรรมเป็นเครื่องกำจัดทุกข์, และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า; ธัมมัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระธรรม; วันทันโตหัง (หญิงว่า ตีหัง) จะริสสามิธัมมัสเสวะ สุธัมมะตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม, ซึ่งความเป็นธรรมดีของพระธรรม; นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง ธัมโม เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระธรรมเป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า; เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา; ธัมมัง เม วันทะมาเนนะ (หญิงว่า มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระธรรม, ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้; สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น. (กราบหมอบลงว่า) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตตะสา วา,* ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี; ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระธรรม; ธัมโม ปะฏิคคัณ๎หะตุอัจจะยันตัง, ขอพระธรรม จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น;
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 112 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม. เพื่อการสำรวมระวัง ในพระธรรม ในกาลต่อไป. * บทขอให้งดโทษนี้ มิได้เป็นการขอล้างบาป เป็นเพียรการเปิดเผยตัวเอง และคำว่า โทษในที่นี้ มิได้ หมายถึงกรรม หมายถึงโทษเพียงเล็กน้อยซึ่งเป็น “ส่วนตัว” ระหว่างกัน ที่พึงอโหสิกันได้ การขอ ขมาชนิดนี้ สำเร็จผลได้ในเมื่อผู้ขอตั้งใจทำจริงๆ และเป็นเพียงศีลธรรม หรือสิ่งที่ควรประพฤติ. ๕. สังฆานุสสติ (คำระลึกถึงพระสงฆ์) (หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) (เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความตามระลึกถึงพระสงฆ์เถิด.) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว; อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว; ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรม เป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว; สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว; ยะทิทัง, ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ; จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่,* นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ;
113 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม. เพื่อการสำรวมระวัง ในพระธรรม ในกาลต่อไป. * บทขอให้งดโทษนี้ มิได้เป็นการขอล้างบาป เป็นเพียรการเปิดเผยตัวเอง และคำว่า โทษในที่นี้ มิได้ หมายถึงกรรม หมายถึงโทษเพียงเล็กน้อยซึ่งเป็น “ส่วนตัว” ระหว่างกัน ที่พึงอโหสิกันได้ การขอ ขมาชนิดนี้ สำเร็จผลได้ในเมื่อผู้ขอตั้งใจทำจริงๆ และเป็นเพียงศีลธรรม หรือสิ่งที่ควรประพฤติ. ๕. สังฆานุสสติ (คำระลึกถึงพระสงฆ์) (หันทะ มะยัง สังฆานุสสะตินะยัง กะโรมะ เส.) (เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความตามระลึกถึงพระสงฆ์เถิด.) สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติดีแล้ว; อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติตรงแล้ว; ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรม เป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว; สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หมู่ใด, ปฏิบัติสมควรแล้ว; ยะทิทัง, ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ; จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา, คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่,* นับเรียงตัวบุรุษ ได้ ๘ บุรุษ; เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า; อาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา; ปาหุเนยโย, เป็นสงฆ์ควรแก่สักการะที่เขาจัดไว้ต้อนรับ; ทักขิเณยโย, เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน; อัญชะลีกะระณีโย, เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี; อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ เป็นเนื้อนาบุญของโลก, ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า, ดังนี้ * ๔ คู่คือ โสดาปัตติมรรค, โสดาปัตติผล, สกทาคามิมรรค, สกทาคามิผล, อนาคามิมรรค, อนาคามิผล, อรหัตตมรรค, อรหัตตผล. ๖. สังฆาภิคีติ (คำสรรเสริญพระสงฆ์) (หันทะ มะยัง สังฆาภิคีติง กะโรมะ เส.) (เชิญเถิด เราทั้งหลาย ทำความขับคาถา พรรณนาเฉพาะพระสงฆ์เถิด.) สัทธัมมะโช สุปะฏิปัตติคุณาทิยุตโต, พระสงฆ์ที่เกิดโดยพระสัทธรรม, ประกอบด้วยคุณ มีความปฏิบัติดี เป็นต้น;
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 114 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ, เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐ ๘ จำพวก; สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต, มีกายและจิต อันอาศัยธรรมมีศีล เป็นต้น อันบวร; วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุสุทธัง, ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยเจ้าเหล่านั้น อันบริสุทธิ์ด้วยดี; สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระสงฆ์หมู่ใด เป็นสะระณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย; ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น อันเป็นที่ตั้งแหง่ ความระลึก องค์ที่สาม ด้วยเศียรเกล้า; สังฆัสสาหัส๎มิ ทาโส (หญิงว่า ทาสี) วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์, พระสงฆ์เป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า; สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์, และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า; สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระสงฆ์; วันทันโตหัง (หญิงว่า ตีหัง) จะริสสามิสังฆัสโสปะฏิปันนะตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม, ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์; นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า;
115 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง โยฏฐัพพิโธ อะริยะปุคคะละสังฆะเสฏโฐ, เป็นหมู่แห่งพระอริยบุคคลอันประเสริฐ ๘ จำพวก; สีลาทิธัมมะปะวะราสะยะกายะจิตโต, มีกายและจิต อันอาศัยธรรมมีศีล เป็นต้น อันบวร; วันทามะหัง ตะมะริยานะคะณัง สุสุทธัง, ข้าพเจ้าไหว้หมู่แห่งพระอริยเจ้าเหล่านั้น อันบริสุทธิ์ด้วยดี; สังโฆ โย สัพพะปาณีนัง สะระณัง เขมะมุตตะมัง, พระสงฆ์หมู่ใด เป็นสะระณะอันเกษมสูงสุด ของสัตว์ทั้งหลาย; ตะติยานุสสะติฏฐานัง วันทามิ ตัง สิเรนะหัง, ข้าพเจ้าไหว้พระสงฆ์หมู่นั้น อันเป็นที่ตั้งแหง่ ความระลึก องค์ที่สาม ด้วยเศียรเกล้า; สังฆัสสาหัส๎มิ ทาโส (หญิงว่า ทาสี) วะ สังโฆ เม สามิกิสสะโร, ข้าพเจ้าเป็นทาสของพระสงฆ์, พระสงฆ์เป็นนาย มีอิสระเหนือข้าพเจ้า; สังโฆ ทุกขัสสะ ฆาตา จะ วิธาตา จะ หิตัสสะ เม, พระสงฆ์เป็นเครื่องกำจัดทุกข์, และทรงไว้ซึ่งประโยชน์แก่ข้าพเจ้า; สังฆัสสาหัง นิยยาเทมิ สะรีรัญชีวิตัญจิทัง, ข้าพเจ้ามอบกายถวายชีวิตนี้ แด่พระสงฆ์; วันทันโตหัง (หญิงว่า ตีหัง) จะริสสามิสังฆัสโสปะฏิปันนะตัง, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่จักประพฤติตาม, ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์; นัตถิ เม สะระณัง อัญญัง สังโฆ เม สะระณัง วะรัง, สรณะอื่นของข้าพเจ้าไม่มี, พระสงฆ์เป็นสรณะอันประเสริฐของข้าพเจ้า; เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ วัฑเฒยยัง สัตถุสาสะเน, ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้, ข้าพเจ้าพึงเจริญในพระศาสนาของพระศาสดา; สังฆัง เม วันทะมาเนนะ (หญิงว่า มานายะ) ยัง ปุญญัง ปะสุตัง อิธะ, ข้าพเจ้าผู้ไหว้อยู่ซึ่งพระสงฆ์, ได้ขวนขวายบุญใดในบัดนี้; สัพเพปิ อันตะรายา เม มาเหสุง ตัสสะ เตชะสา. อันตรายทั้งปวง อย่าได้มีแก่ข้าพเจ้า ด้วยเดชแห่งบุญนั้น. (กราบหมอบลงว่า) กาเยนะ วาจายะ วะ เจตตะสา วา,* ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี; สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง, กรรมน่าติเตียนอันใด ที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว ในพระสงฆ์; สังโฆ ปะฏิคคัณ๎หะตุ อัจจะยันตัง, ขอพระสงฆ์ จงงดซึ่งโทษล่วงเกินอันนั้น; กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ. เพื่อการสำรวมระวัง ในพระสงฆ์ ในกาลต่อไป. * บทขอให้งดโทษนี้ มิได้เป็นการขอล้างบาป เป็นเพียรการเปิดเผยตัวเอง และคำว่า โทษในที่นี้ มิได้ หมายถึงกรรม หมายถึงโทษเพียงเล็กน้อยซึ่งเป็น “ส่วนตัว” ระหว่างกัน ที่พึงอโหสิกันได้ การขอ ขมาชนิดนี้ สำเร็จผลได้ในเมื่อผู้ขอตั้งใจทำจริงๆ และเป็นเพียงศีลธรรม หรือสิ่งที่ควรประพฤติ. (จบคำทำวัตรเย็น)
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 116 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง
117 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง เจริญกายคตาสติกัมมัฏฐาน อะยัง โข เม กาโย, กายของเรานี้แล, อุทธัง ปาทะตะลา, เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา, อะโธ เกสะมัตถะกา เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป, ตะจะปะริยันโต, ที่หนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ, ปูโรนานัปปะการัสสะ อะสุจิโน, เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่างๆ, อัตถิ อิมัสมิง กาเย, มีอยู่ในกายนี้ เกสา คือ ผมทั้งหลาย, โลมา คือ ขนทั้งหลาย, นะขา คือ เล็บทั้งหลาย, ทันตา คือ ฟันทั้งหลาย, ตะโจ คือ หนัง, มังสัง คือ เนื้อ, นะหารูคือ เอ็นทั้งหลาย, อัฏฐีคือ กระดูกทั้งหลาย, อัฏฐิมิญชัง เยี่อในกระดูก, วักกัง ไต, หะทะยัง หัวใจ, ยะกะนัง ตับ, กิโลมะกัง พังผืด, ปิหะกัง ม้าม, ปัปผาสัง ปอด, อันตัง ไส้ใหญ่ อันตะคุณัง ไส้น้อย, อุทะริยัง อาหารใหม่, กะรีสัง อาหารเก่า, ปิตตัง น้ำดี, เสมหัง น้ำเสลด, ปุพโพ น้ำเหลือง, โลหิตัง น้ำเลือด, เสโท น้ำเหงื่อ, เมโท น้ำมันข้น, อัสสุน้ำตา, วะสา น้ำมันเหลว, เขโฬ น้ำลาย, สิงฆานิกา น้ำมูก, ละสิกา น้ำมันไขข้อ, มุตตัง น้ำมูตร, มัตถะเก มัตถะลุงคัง, เยื่อมันสมองในกะโหลกศีรษะ,
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 118 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง เอวะมะยัง เม กาโย, กายของเรานี้ อย่างนี้, อุทธัง ปาทะตะลา, เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา, อะโธ เกสะมัตถะกา, เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป, ตะจะปะริยันโต, มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ, ปูโรนานัปปะกรัสสะ อะสุจิโน, เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ อย่างนี้แล ฯ
119 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง เอวะมะยัง เม กาโย, กายของเรานี้ อย่างนี้, อุทธัง ปาทะตะลา, เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นมา, อะโธ เกสะมัตถะกา, เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงไป, ตะจะปะริยันโต, มีหนังหุ้มอยู่เป็นที่สุดรอบ, ปูโรนานัปปะกรัสสะ อะสุจิโน, เต็มไปด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ อย่างนี้แล ฯ อะภิณหะปัจจะเวกขะณะปาฐะ (นำ) หันทะ มะยัง อะภิณหะปัจจะเวกขะณะปาฐัง ภะณามะ เส ฯ (รับ) ชะราธัมโมมหิ (มามหิ) ชะรัง อะนะตีโต (อะนะตีตา), เรามีความแก่เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความแก่ไปไม่ได้, พยาธิธัมโมมหิ (มามหิ) พยาธิง อะนะตีโต (อะนะตีตา), เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปไม่ได้, มะระณะธัมโมมหิ (มามหิ) มะระณัง อะนะตีโต (อะนะตีตา), เรามีความตายเป็นธรรมดา จะล่วงพ้นความตายไปไม่ได้, สัพเพหิ เม มะนาเปหินานาภาโว วินาภาโว, เราจะละเว้นเป็นต่างๆ, คือว่าจะต้องได้พลัดพรากจากของรักของ เจริญใจ ทั้งสิ้นไป, กัมมัสสะโกมหิ (กามหิ) กัมมะทายาโท (ทายาทา) กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปะฏิสะระโณ (สะระณา) เรามีกรรมเป็นของๆ ตน, มีกรรมเป็นผู้ให้ผล มีกรรมเป็นแดนเกิด มีกรรมเป็นผู้ติดตาม มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย, ยัง กัมมัง กะริสสามิกัลยาณัง วา ปาปะกัง วา, ตัสสะ ทายาโท (ทายาทา) ภะวิสสามิ, เราจะกระทำการอันใดไว้, เป็นบุญหรือเป็นบาป, เราจะเป็นทายาท, คือว่าจะต้องได้รับ ผลของกรรมนั้นๆ สืบไป, เอวัง อัมเหหิอะภิณหัง ปัจจะเวกขิตัพพัง. เราทั้งหลาย, พึงพิจารณาอย่างนี้ทุกวันๆ เถิดฯ
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 120 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง พิจารณาสังขาร สัพเพ สังขารา อนิจจา, สังขารคือร่างกายจิตใจ, และรูปธรรม นามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น, มันไม่เที่ยง, เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป สัพเพ สังขารา ทุกขา, สังขารคือร่างกายจิตใจ, และรูปธรรม นามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น, มันเป็นทุกข์ทนยาก, เพราะเกิดขึ้นแล้ว แก่ เจ็บ ตาย ไป, สัพเพ ธัมมา อะนัตตา, สิ่งทั้งหลายทั้งปวง, ทั้งที่เป็นสังขาร และมิใช่ สังขารทั้งหมดทั้งสิ้น, ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา ว่าตัวว่าตนของเรา, อะธุวัง ชีวิตัง, ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน, ธุวัง มะระณัง, ความตายเป็นของยั่งยืน, อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง, อันเราจะพึงตายเป็นแท้, มะระณัปปะริโยสาณัง เม ชีวิตัง, ชีวิตของเรามีความ ตายเป็นที่สุดรอบ, ชีวิตัง เม อะนิยะตัง, ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง, มะระณัง เม นิยะตัง, ความตายของเราเป็นของเที่ยง, วะตะ, ควรที่จะสังเวช, อะยัง กาโย, ร่างกายนี้, อะจิรัง, มิได้ตั้งอยู่นาน, อะเปตะวิญญาโณ, ครั้นปราศจากวิญญาณ, ฉุฑโฒ, อันเค้าทิ้งเสียแล้ว, อธิเสสสะติ, จักนอนทับ, ปะฐะวิง, ซึ่งแผ่นดิน, กะลิงคะรัง อิวะ, ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน, นิรัตถัง, หาประโยชน์มิได้ฯ
121 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง พิจารณาสังขาร สัพเพ สังขารา อนิจจา, สังขารคือร่างกายจิตใจ, และรูปธรรม นามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น, มันไม่เที่ยง, เกิดขึ้นแล้วดับไป มีแล้วหายไป สัพเพ สังขารา ทุกขา, สังขารคือร่างกายจิตใจ, และรูปธรรม นามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น, มันเป็นทุกข์ทนยาก, เพราะเกิดขึ้นแล้ว แก่ เจ็บ ตาย ไป, สัพเพ ธัมมา อะนัตตา, สิ่งทั้งหลายทั้งปวง, ทั้งที่เป็นสังขาร และมิใช่ สังขารทั้งหมดทั้งสิ้น, ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน, ไม่ควรถือว่าเรา ว่าตัวว่าตนของเรา, อะธุวัง ชีวิตัง, ชีวิตเป็นของไม่ยั่งยืน, ธุวัง มะระณัง, ความตายเป็นของยั่งยืน, อะวัสสัง มะยา มะริตัพพัง, อันเราจะพึงตายเป็นแท้, มะระณัปปะริโยสาณัง เม ชีวิตัง, ชีวิตของเรามีความ ตายเป็นที่สุดรอบ, ชีวิตัง เม อะนิยะตัง, ชีวิตของเราเป็นของไม่เที่ยง, มะระณัง เม นิยะตัง, ความตายของเราเป็นของเที่ยง, วะตะ, ควรที่จะสังเวช, อะยัง กาโย, ร่างกายนี้, อะจิรัง, มิได้ตั้งอยู่นาน, อะเปตะวิญญาโณ, ครั้นปราศจากวิญญาณ, ฉุฑโฒ, อันเค้าทิ้งเสียแล้ว, อธิเสสสะติ, จักนอนทับ, ปะฐะวิง, ซึ่งแผ่นดิน, กะลิงคะรัง อิวะ, ประดุจดังว่าท่อนไม้และท่อนฟืน, นิรัตถัง, หาประโยชน์มิได้ฯ คำสมาทานพระกรรมฐาน อุกาสะ อุกาสะ ณ โอกาสบัดนี้ ข้าพเจ้าขอสมาทาน ซึ่งพระกรรมฐาน ของสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอขณิกะสมาธิอุปะจาระสมาธิ อัปปะนาสมาธิ และวิปัสสะนาญาณ จงบังเกิดมี ในขันธสันดานของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตั้งสติไว้ที่ลมหายใจเข้า ออก ลมหายใจเข้ารู้ลมหายใจออกรู้ สามหนและเจ็ดหน ร้อยหนและพันหน ด้วยความไม่ประมาท ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปเทอญฯ คำอธิษฐานเดินจงกรม พุทโธ เม นาโถ, ธัมโม เม นาโถ, สังโฆ เม นาโถ, อิมัง จังกะมะนัง อธิฏฐามิ ทุติยัมปิ อิมัง จังกะมะนัง อธิฏฐามิ ตะติยังปิ อิมัง จังกะมะนัง อธิฏฐามิ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้า ณ โอกาสบัดนี้ ข้าพเจ้าขออธิษฐาน การเดินจงกรมภาวนา เพื่อบูชา คุณพระรัตนตรัย ขอให้จิตของข้าพเจ้า จงสงบ เกิดสมาธิและมีสติปัญญา อันไพบูลย์ด้วยเทอญฯ คำอุทิศส่วนบุญ อิทัง โน ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย (คนเดียว เปลี่ยน โน เป็น เม)
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 122 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้แผ่ไปให้ไพศาล ถึงบิดามารดาครูอาจารย์ ทั้งวงวารญาติมิตรสนิทกัน คนเคยร่วมเคยรักสมัครใคร่ มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้เทอญฯ คำแผ่เมตตา อะหัง สุขิโต โหมิ, ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข, นิททุกโข โหมิ, ปราศจากความทุกข์, อะเวโร โหมิ, ปราศจากภัยเวร, อัพยาปัชโฌ โหมิ, ปราศจากการเบียดเบียน, อะนีโฆ โหมิ, ปราศจากความเดือดร้อน, สุขีอัตตานัง ปะริหะรามิ, ขอให้บริหารตนเป็นสุขเถิดฯ สัพเพ สัตตา, สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวรา โหนตุ, จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันละกันเลย อัพยาปัชฌา โหนตุ, จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อะนีฆา โหตุ, จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ, จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์- ภัย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเถิดฯ
123 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้แผ่ไปให้ไพศาล ถึงบิดามารดาครูอาจารย์ ทั้งวงวารญาติมิตรสนิทกัน คนเคยร่วมเคยรักสมัครใคร่ มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้เทอญฯ คำแผ่เมตตา อะหัง สุขิโต โหมิ, ขอให้ข้าพเจ้ามีความสุข, นิททุกโข โหมิ, ปราศจากความทุกข์, อะเวโร โหมิ, ปราศจากภัยเวร, อัพยาปัชโฌ โหมิ, ปราศจากการเบียดเบียน, อะนีโฆ โหมิ, ปราศจากความเดือดร้อน, สุขีอัตตานัง ปะริหะรามิ, ขอให้บริหารตนเป็นสุขเถิดฯ สัพเพ สัตตา, สัตว์ทั้งหลาย ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น อะเวรา โหนตุ, จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีเวรแก่กันละกันเลย อัพยาปัชฌา โหนตุ, จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย อะนีฆา โหตุ, จงเป็นสุข ๆ เถิด อย่าได้มีความทุกข์กาย ทุกข์ใจเลย สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ, จงมีความสุขกาย สุขใจ รักษาตนให้พ้นจากทุกข์- ภัย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้นเถิดฯ บทให้พรแปล ยะถา วาริวะหา ปูรา ปะริปุเรนติสาคะรัง, ห้วงน้ำที่เต็มย่อมยังสมุทรสาครให้เต็มได้ฉันใด, เอวะเมวะ อิโต ทินนัง เปตานัง อุปะกัปปะติ, ทานที่ท่านอุทิศให้แล้วแต่ในโลกนี้ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ท่านผู้ละโลกนี้ไปได้ แล้วฉะนั้น, อิจฉิตัง ปัตถิตัง ตุมหัง, ขออิฏฐผลที่ท่านปรารถนาแล้วตั้งใจแล้ว, ขิปปะเมวะ สะมิชฌะตุ, จงสำเร็จโดยฉับพลัน, สัพเพ ปูเรนตุ สังกัปปา, ขอความดำริทั้งปวงจงเต็มที่, จันโท ปัณณะระโส ยะถา, เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ, มะณิ โชติระโส ยะถา, เหมือนแก้วมณีอันสว่างไสวควรยินดี, สัพพีติโย วิวัชชันตุ, ความจัญไรทั้งปวงจงบำราศไป, สัพพะโรโค วินัสสะตุ, โรคทั้งปวงของท่านจงหายไป, มา เต ภะวัตวันตะราโย, อันตรายจงอย่ามีแก่ท่าน, สุขี ทีฆายุโก ภะวะ, ท่านจงเป็นผู้มีความสุข มีอายุยืน, อะภิวาทะนะสีลิสสะ นิจจัง วุฑฒาปะจายิโน จัตตาโร ธัมมา วัฑฒันติ อายุ วัณโณ สุขัง พะลัง, พรสี่ประการคือ อายุวรรณะ สุขะ พละ, ย่อมเจริญแก่บุคคลผู้มีปกติไหว้ กราบ, มีปรกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่เป็นนิจ, ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง, ขอสรรพมงคล จงมีแก่ท่าน, รักขันตุ สัพพะเทวะตา, ขอเหล่าเทวดาทั้งปวง จงรักษาท่าน,
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 124 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง สัพพะพุทธานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง, สัพพะธัมมานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง, สัพพะสังฆานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง, สะทา โสตถี ภะวันตุ เต. ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแด่ท่าน ทุกเมื่อ เทอญฯ
125 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง สัพพะพุทธานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง, สัพพะธัมมานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระธรรมทั้งปวง, สัพพะสังฆานุภาเวนะ, ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ทั้งปวง, สะทา โสตถี ภะวันตุ เต. ขอความสวัสดีทั้งหลาย จงมีแด่ท่าน ทุกเมื่อ เทอญฯ คำอาราธนา บูชา ภาวนา ถวาย (ก่อนอาราธนา บูชา ภาวนา ถวาย ต้องภาวนาด้วย นะโม ๓ จบก่อนเสมอ) คำบูชาพระรัตนตรัย (กราบ ๓ ครั้ง แล้วกล่าวว่า) อิมินา สักกาเรนะ ตัง พุทธัง อภิปูชะยามะ อิมินา สักกาเรนะ ตัง ธัมมัง อภิปูชะยามะ อิมินา สักกาเรนะ ตัง สังฆัง อภิปูชะยามะ คำอาราธนาศีล ๕ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ, ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ, ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ สีลานิ ยาจามะ ฯ (คนเดียว เปลี่ยน มะยัง เป็น อะหัง, ยาจามิเป็น ยาจามะ)
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 126 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง คำอาราธนาอุโบสถศีล มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ, ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ, ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ ฯ (คนเดียว เปลี่ยน มะยัง เป็น อะหัง, ยาจามิเป็น ยาจามะ) อุโบสถศีล นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิฯ
127 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง คำอาราธนาอุโบสถศีล มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ, ทุติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ, ตะติยัมปิ มะยัง ภันเต ติสะระเณนะ สะหะ อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง อุโปสะถัง ยาจามะ ฯ (คนเดียว เปลี่ยน มะยัง เป็น อะหัง, ยาจามิเป็น ยาจามะ) อุโบสถศีล นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ) พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ทุติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิฯ เมื่อพระสงฆ์ว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง พึงรับพร้อมกันว่า อามะ ภันเต ๑. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาประทัง สะมาทิยามิ ๒. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ๓. อะพรัหมะจริยา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ๔. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ๕. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ๖. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ๗. นัจจะคีตะวาทิตะึวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ ๘. อุจจาสะยะนะมะสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ อิมัง อัฏฐังคะสะมันนาคะตัง, พุทธะปัญญัตตัง อุโปสะถัง, อิมัญจะ รัตติง อิมัญจะ ทิวะสัง, สัมมะเทวะ อะภิรักขิตุง สะมาทิยามิ (หยุดรับเพียง เท่านี้) ตอนนี้ พระสงฆ์จะว่า อิมานิ อัฏฐะ สิกขาปะทานิ อุโปสะถะวะเสนะ มะนะสิกะริตวา สาธุกัง อัปปะมาเทนะ รักขิตัพพานิ (พึงรับพร้อมกันว่า) อามะ ภันเต (พระสงฆ์ว่าต่อ) สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ ตัสมา สีลัง วิโสธะเย ฯ (พึงกราบพร้อมกัน ๓ ครั้ง ต่อนี้นั่งรอบพับเพียบประนมมือฟังธรรม เมื่อจบแล้วพึงให้สาธุการและสวดประกาศตนพร้อมกัน ดังนี้) สาธุ สาธุ สาธุ อะหัง พุทธัญจะ ธัมมัญจะ สังฆัญจะ สะระณัง คะโต (หญิงว่า คะตา) อุปาสะกัตตัง อุปาสิกัตตัง)* เทเสสิง ภิกขุสังฆัสสะ สัมมุขา
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 128 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง เอตัง เม สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะเย ยะถาพะลัง จะเรยยาหัง สัมมาสัมพุทธะสาสะนัง ทุกขะนิสสะระณัสเสวะ ภาคี อัสสัง (ภาคินิสสัง)* อะนาคะเต ฯ กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะวา วา ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ ฯ คำอาราธนาพระปริตร วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสัทธิยา สัพพะทุกขะวินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง
129 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง เอตัง เม สะระณัง เขมัง เอตัง สะระณะมุตตะมัง เอตัง สะระณะมาคัมมะ สัพพะทุกขา ปะมุจจะเย ยะถาพะลัง จะเรยยาหัง สัมมาสัมพุทธะสาสะนัง ทุกขะนิสสะระณัสเสวะ ภาคี อัสสัง (ภาคินิสสัง)* อะนาคะเต ฯ กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา พุทเธ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง พุทโธ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเร สังวะริตุง วะ พุทเธ กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะวา วา ธัมเม กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง ธัมโม ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเร สังวะริตุง วะ ธัมเม กาเยนะ วาจายะ วะ เจตะสา วา สังเฆ กุกัมมัง ปะกะตัง มะยา ยัง สังโฆ ปะฏิคคัณหะตุ อัจจะยันตัง กาลันตะเร สังวะริตุง วะ สังเฆ ฯ คำอาราธนาพระปริตร วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสัทธิยา สัพพะทุกขะวินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา สัพพะภะยะวินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง วิปัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสัมปัตติสิทธิยา สัพพะโรคะวินาสายะ ปะริตตัง พรูถะ มังคะลัง ฯ คำอาราธนาธรรม พรัหมา จะ โลกาธิปะตีสะหัมปะติ, กัตอัญชะลี อันธิวะรัง อะยาจะถะ, สันตีธะ สัตตาปปะระชักขะชาติกา, เทเสตุ ธัมมัง อะนุกัมปิมัง ปะชังฯ ท้าวสหัมบดีพรหม เป็นบรมในพรหมา ทรงฤทธิศักดา กว่าบริษัททุกหมู่พรหม น้อมหัตถ์นมัสการ ประดิษฐาน ณ ที่สม ควรแล้วจึงบังคม ธุลีบาทพระสัมมาฯ ขอพรอันประเสริฐ วรเลิศมโหฬาร์ ปวงสัตว์ในโลกา กิเลศน้อยก็ยังมี ขอองค์พระจอมปราชญ์ สู่ธรรมมาสน์อันรูจี โปรดปวงประชานี้ ท่านจงโปรดแสดงธรรม นิมนต์ท่านเจ้าขา ผู้ปรีชาอันเลิศล้ำ โปรดแสดงพระสัทธรรม เทศนาและวาที เพื่อให้สำเร็จผล แด่ปวงชนบรรดามี สู่สุขเกษมศรี สมดังเจตนาเทอญ ฯ
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 130 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง คำอาราธนาธรรมพิเศษ จาตุททะสี ปัณณะระสี ยา จะ ปักขัสสะ อัฏฐะมี กาลา พุทเธนะ ปัญญัตตา สัทธัมมัสสะวะนัสสิเม อัฏฐะมี โข อะยันทานิ สัมปัตตา อะภิลักขิตา เตนายัง ปะริสา ธัมมัง โสตุง อิธะ สะมาคะตา สาธุ อัยโย ภิกขุสังโฆ กะโรตุ ธัมมะเทสะนัง อะยัญจะ ปะริสา สัพพา อัฏฐิกัตวา สุณาตุ ตันติ ฯ หมายเหตุ ถ้าวันพระ ๑๕ ค่ำ ว่า ปัณณะระสี ถ้า ๑๔ ค่ำ ว่า จาตุททะสี คำรับอรุณ อะหัง ภันเต ภะคะวา อะรุโณ อุทะโย ปุจฉามิ, ทุติยัมปิอะหัง ภันเต ภะคะวา อะรุโณ อุทะโย ปุจฉามิ, ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต ภะคะวา อะรุโณ อุทะโย ปุจฉามิ, คำลาอุโบสถศีล อุโปสะถะสีลัง ปัจจักขามิ, ข้าพเจ้าขอกล่าวลา ซี่งอุโบสถศีล ณ บัดนี้ละ ทุติยัมปิอุโปสะถะสีลัง ปัจจักขามิ, ข้าพเจ้าขอกล่าวลา ซี่งอุโบสถศีล ณ บัดนี้ละ ตะติยัมปิอุโปสะถะสีลัง ปัจจักขามิ ข้าพเจ้าขอกล่าวลา ซี่งอุโบสถศีล ณ บัดนี้ละ ฯ
131 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง คำอาราธนาธรรมพิเศษ จาตุททะสี ปัณณะระสี ยา จะ ปักขัสสะ อัฏฐะมี กาลา พุทเธนะ ปัญญัตตา สัทธัมมัสสะวะนัสสิเม อัฏฐะมี โข อะยันทานิ สัมปัตตา อะภิลักขิตา เตนายัง ปะริสา ธัมมัง โสตุง อิธะ สะมาคะตา สาธุ อัยโย ภิกขุสังโฆ กะโรตุ ธัมมะเทสะนัง อะยัญจะ ปะริสา สัพพา อัฏฐิกัตวา สุณาตุ ตันติ ฯ หมายเหตุ ถ้าวันพระ ๑๕ ค่ำ ว่า ปัณณะระสี ถ้า ๑๔ ค่ำ ว่า จาตุททะสี คำรับอรุณ อะหัง ภันเต ภะคะวา อะรุโณ อุทะโย ปุจฉามิ, ทุติยัมปิอะหัง ภันเต ภะคะวา อะรุโณ อุทะโย ปุจฉามิ, ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต ภะคะวา อะรุโณ อุทะโย ปุจฉามิ, คำลาอุโบสถศีล อุโปสะถะสีลัง ปัจจักขามิ, ข้าพเจ้าขอกล่าวลา ซี่งอุโบสถศีล ณ บัดนี้ละ ทุติยัมปิอุโปสะถะสีลัง ปัจจักขามิ, ข้าพเจ้าขอกล่าวลา ซี่งอุโบสถศีล ณ บัดนี้ละ ตะติยัมปิอุโปสะถะสีลัง ปัจจักขามิ ข้าพเจ้าขอกล่าวลา ซี่งอุโบสถศีล ณ บัดนี้ละ ฯ คำลาบวชเนกขัมมะ (ชีพราหมณ์) เนกขัมมะภาวัง ปัจจักขามิ ข้าพเจ้าขอกล่าวลา, การถือบวชเนกขัมมะ (นุ่งขาวห่มขาว) ณ บัดนี้ละ คิหีติ มัง ธาเรถะ ขอให้ท่านจงจำข้าพเจ้าไว้ด้วยว่า, เป็นคฤหัสถ์ผู้ครองเรือง ณ บัดนี้ละฯ (ว่า ๓ หน) คำบูชาข้าวพระพุทธ อิมัง สูปะพยัญชะนะสัมปันนัง สาลีนัง โอทะนัง อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปูเชมิฯ คำลาข้าวพระพุทธ เสสัง มังคะลา ยาจามิ ฯ คำถวายสลากภัตต์ เอตานิมะยัง ภันเต, สะลากะภัตตานิ, สะปะริวารานิ, อะสุกัฏฐาเน, ฐะปิตานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, เอตานิ, สะลากะภัตตานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ ฯ
ทําวัตรเช้าและเย็นแปล 132 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง คำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ สลากภัตตาหารกับทั้งบริวารทั้งหลาย ซึ่งตั้วไว้ ณ ที่โน้นนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ซึ่งสลากภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านั้น ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อ ประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ ฯ คำถวายเทียนพรรษา อิมัง ภันเต, พุทธะปูชะยา, วัสสะคะตัง ปะทีปัง, สังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, อิมัง, วัสสะคะตัง ปะทีปัง, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัญจะ, มาตาปิตุอาทีนัญจะ, เปตานัง, สัพเพสัญจะ, เทวะตานัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ ฯ คำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งเทียนประจำ พรรษาเล่มนี้เพื่อเป็นพุทธบูชาแด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งเทียนประจำ พรรษาเล่มนี้ เพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่มารดา บิดา ญาติสหายโลหิตมิตรสหาย ที่ล่วงลับไปยังปกโลกด้วย กับเทพยดา ทั้งหลายทั้งปวง สิ้นกาลนาน เทอญฯ คำถวายผ้าวัสสิกสาฎก (ผ้าอาบน้ำฝน) อิมานิ มะยัง ภันเต, วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะฯ
133 ทําวัตรเช้าและเย็นแปล วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง คำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ สลากภัตตาหารกับทั้งบริวารทั้งหลาย ซึ่งตั้วไว้ ณ ที่โน้นนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ซึ่งสลากภัตตาหาร กับทั้งบริวารเหล่านั้น ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อ ประโยชน์และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนานเทอญ ฯ คำถวายเทียนพรรษา อิมัง ภันเต, พุทธะปูชะยา, วัสสะคะตัง ปะทีปัง, สังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, อิมัง, วัสสะคะตัง ปะทีปัง, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัญจะ, มาตาปิตุอาทีนัญจะ, เปตานัง, สัพเพสัญจะ, เทวะตานัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะ ฯ คำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ซึ่งเทียนประจำ พรรษาเล่มนี้เพื่อเป็นพุทธบูชาแด่พระสงฆ์ ขอพระสงฆ์จงรับซึ่งเทียนประจำ พรรษาเล่มนี้ เพื่อประโยชน์ และความสุขแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วย แก่มารดา บิดา ญาติสหายโลหิตมิตรสหาย ที่ล่วงลับไปยังปกโลกด้วย กับเทพยดา ทั้งหลายทั้งปวง สิ้นกาลนาน เทอญฯ คำถวายผ้าวัสสิกสาฎก (ผ้าอาบน้ำฝน) อิมานิ มะยัง ภันเต, วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, วัสสิกะสาฏิกานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะฯ คำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผ้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าอาบน้ำฝน กับทั้งบริวารเหล่า แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ ขอรับ ผ้าอาบน้ำฝน กับ ทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้า ทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ คำถวายผ้าป่า อิมานิมะยัง ภันเต, ปังสุกูละจีวะรานิ, สะปะริวารานิ, ภิกขุสังฆัสสะ, โอโณชะยามะ, สาธุ โน ภันเต, ภิกขุสังโฆ, อิมานิ, ปังสุกูละจีวะรานิ, สะปะริวารานิ, ปะฏิคคัณหาตุ, อัมหากัง, ทีฆะรัตตัง, หิตายะ, สุขายะฯ คำแปล ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวาย ผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์ จงรับ ผ้าบังสุกุลจีวร กับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ คำชักผ้าป่า อิมัง ปังสุกูละจีวะรัง อัสสามิกัง มัยหัง ปาปุณาติ ฯ
134 ทําวัตรเช้า วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง
135 วินัยกรรม วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง คำพินทุผ้า อิมัง พินทุกัปปัง กะโรมิฯ คำอธิษฐาน บาตร อิมัง ปัตตัง อะธิฏฐามิ ฯ สังฆาฏิ อิมัง สังฆาฏิง อะธิฏฐามิฯ จีวร, อิมัง อุตตะราสังคัง อะธิฏฐามิฯ สบง, อิมัง อันตะระวาสะกัง อะธิฏฐามิฯ ผ้าอาบน้ำฝน อิมัง วัสสิกะสาฏิกัง อะธิฏฐามิฯ คำสละผ้า (จีวรเป็นนิสัคคียะคือต้องสละ เพราะอยู่ปราศจากเขตล่วงราตรี) อิทัง เม ภันเต จีวะรัง รัตติวิปปะวุตถัง อัญญัตระ ภิกขุสัมมะติยา นิสสัคคิยัง อิมาหัง อายัสมะโต นิสสัชชามิฯ (ถ้า ๒ ผืนว่า ทวิจีวะรัง ถ้าทั้ง ๓ ผืนว่า ติจีวะรัง) คำคืนผ้า อิมัง จีวะรัง อายัสมะโต ทัมมิฯ คำวิกัปป์ อิมัง จีวะรัง ตุยหัง วิกัปเปมิฯ (หลายผืนว่า อิมานิจีวะรานิ ตุยหัง วิกัปเปมิฯ)
วินัยกรรม 136 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง คำถอน อิมัง จีวะรัง มัยหัง สันตะกัง ปะริภุญชะ วา วิสัชเชหิ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรหิ ฯ (ถ้าผู้ถอนอ่อนกว่าว่า) อิมัง จีวะรัง มัยหัง สันตะกัง ปะริภุญชะถะ วา วิสัชเชถะ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรถะ ฯ คำอธิษฐานเข้าพรรษา อิมัสมิง อาวาเส อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ ฯ (ว่า ๓ จบ) คำปวารณาออกพรรษา สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ ทุติยัมปิ ภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุมัง อายัสมันโต อะนุกัมปัง อุปทายะปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ
137 วินัยกรรม วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง คำถอน อิมัง จีวะรัง มัยหัง สันตะกัง ปะริภุญชะ วา วิสัชเชหิ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรหิ ฯ (ถ้าผู้ถอนอ่อนกว่าว่า) อิมัง จีวะรัง มัยหัง สันตะกัง ปะริภุญชะถะ วา วิสัชเชถะ วา ยะถาปัจจะยัง วา กะโรถะ ฯ คำอธิษฐานเข้าพรรษา อิมัสมิง อาวาเส อิมัง เตมาสัง วัสสัง อุเปมิ ฯ (ว่า ๓ จบ) คำปวารณาออกพรรษา สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ ทุติยัมปิ ภันเต ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุมัง อายัสมันโต อะนุกัมปัง อุปทายะปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง ปะวาเรมิ ทิฏเฐนะ วา สุเตนะ วา ปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิฯ คำขอขมาโทษ (แบบทั่วไปที่แก้ไขใช้อยู่ในปัจจุบัน) (ผู้ขอ) เถเร ปะมาเทนะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต (ถ้าขอหลายรูปเปลี่ยน ขะมะถะ เม เป็น ขะมะตุ โน) (ผู้รับ) อะหัง ขะมามิ ตะยาปิ เม ขะมิตัพพัง (ถ้าผู้ขอมีหลายรูป เปลี่ยน ตะยาปิ เป็น ตุมเหหิปิ (ผู้ขอ) ขะมามิ ภันเต (ถ้าขอหลายรูปเปลี่ยน มิ เป็น มะ) คำอนุโมทนากฐิน อัตถะตัง ภันเต สังฆัสสะ กะฐินัง ธัมมิโก กะฐินัตถาโร อะนุโมทามะ ฯ (ว่า ๓ จบ) วิธีแสดงอาบัติ (พรรษาอ่อนว่า) สัพพา ตา อาปัตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน) สัพพา คะรุละหุกา อาปัตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน) อะหัง ภันเต สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโญ อาปัตติโย อาปัชชิง ตา ตุมหะ มูเล ปะฏิเทเสมิ (พรรษาแก่รับว่า) ปัสสะสิ อาวุโส ตา อาปัตติโย (พรรษาอ่อนว่า) อุกาสะ อามะ ภันเต ปัสสามิ (พรรษาแก่รับว่า) อายะติง อาวุโส สังวะเรยยาสิ (พรรษาอ่อนว่า) สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ ทุติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ ตะติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ ภันเต สังวะริสสามิ
วินัยกรรม 138 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง นะ ปุเนวัง กะริสสามิ นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ (จบพรรษาอ่อน) (พรรษาแก่ว่า) สัพพา ตา อาปัตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน) สัพพา คะรุละหุกา อาปัตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน) อะหัง อาวุโส สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย อาปัตติโย อาปัชชิง ตา ตุยหะ มูเล ปะฏิเทเสมิ (พรรษาอ่อนรับว่า) อุกาสะ ปัสสะถะ ภันเต ตา อาปัตติโย (พรรษาแก่ว่า) อามะ อาวุโส ปัสสามิ (พรรษาอ่อนรับว่า) อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ (พรรษาแก่ว่า) สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ ทุติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ ตะติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ นะ ปุเนวัง กะริสสามิ นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ (เสร็จพิธี)
139 วินัยกรรม วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง นะ ปุเนวัง กะริสสามิ นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ (จบพรรษาอ่อน) (พรรษาแก่ว่า) สัพพา ตา อาปัตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน) สัพพา คะรุละหุกา อาปัตติโย อาโรเจมิ (ว่า ๓ หน) อะหัง อาวุโส สัมพะหุลา นานาวัตถุกาโย อาปัตติโย อาปัชชิง ตา ตุยหะ มูเล ปะฏิเทเสมิ (พรรษาอ่อนรับว่า) อุกาสะ ปัสสะถะ ภันเต ตา อาปัตติโย (พรรษาแก่ว่า) อามะ อาวุโส ปัสสามิ (พรรษาอ่อนรับว่า) อายะติง ภันเต สังวะเรยยาถะ (พรรษาแก่ว่า) สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ ทุติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ ตะติยัมปิ สาธุ สุฏฐุ อาวุโส สังวะริสสามิ นะ ปุเนวัง กะริสสามิ นะ ปุเนวัง ภาสิสสามิ นะ ปุเนวัง จินตะยิสสามิ (เสร็จพิธี) คำวันทาเสมา (อีกแบบหนึ่ง) อุกาสะ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ สัพเพ อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต อุกาสะ ทวารัตตะเยนะ กะตัง สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต ฯ อุกาสะ ขะมามิ ภันเต ฯ วันทามิ ภันเต สัพพัง อะปะราธัง ขะมะถะ เม ภันเต มะยา กะตัง ปุญญัง สามินา อะนุโมทิตัพพัง สามินา กะตัง ปุญญัง มัยหัง ทาตัพพัง สาธุ สาธุ อะนุโมทามิ ฯ คำลาสิกขา (ผู้ลาสิกขา) สิกขัง ปัจจักขามิ ข้าพเจ้าขอกล่าวลาซึ่งสิกขาบท ณ บัดนี้ละ, ปาฏิโมกขัง ปัจจักขามิข้าพเจ้าขอกล่าวลา ซึ่งพระปาฏิโมกข์ ณ บัดนี้ละ, คิฮีติ มัง ธาเรถะ ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้า ไว้ด้วยว่า เป็นคฤหัสถ์ ณ บัดนี้ ละ (๓ ครั้ง ๓ หน) (ผู้รับทราบการลาสิกขา) (บัดนี้เธอตัดสินใจได้เด็ดขาดแล้วรึยัง) (ผู้ลาสิกขา) ข้าพเจ้าตัดสินใจ ได้เด็ดขาดแล้วครับ (ผู้ลาสิกขา) สิกขัง ปัจจักขามิ ข้าพเจ้าขอกล่าวลาซึ่งสิกขาบท ณ บัดนี้ละ ปาฏิโมกขัง ปัจจักขามิ ข้าพเจ้าขอกล่าวลา ซึ่งพระปาฏิโมกข์ ณ บัดนี้ละ อุปาสะโกติ มัง ธาเรถะ. ขอท่านทั้งหลายจงจำข้าพเจ้า ไว้ด้วยว่า เป็นอุบาสก ณ บัดนี้ละ (๑ ครั้ง)
140 ทําวัตรเช้า วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง
141 โอวาทธรรม วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง
โอวาทธรรม 142 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง ปุญญกถา – โอวาทธรรมว่าด้วยบุญกุศล ขอเจริญพรคณะท.านเจ1าภาพซึ่งประกอบไปด1วยพี่น1อง ลูกหลานญาติสนิทและมิตรสหายทั้งหลาย วันเสารHวันนี้ เปIนที่ทราบกันเปIน อย.างดีว.า เปIนวันที่เราจะได1มาพร1อมเพรียงกันเพื่อจะได1บำเพ็ญกุศลและอุทิศ บุญกุศลนั้น ไปให1กับคุณแม.สงวน พันธุHไม1ศรี ซึ่งท.านได1ละสังขารไปแล1ว หมายความว.า วิญญาณของท.านได1สละจากร.างนี้ไปแล1วเพื่อไปสู.ภพภูมิที่มี ความสุขยิ่งขึ้นไปกว.านี้ แต.ว.าสังขารคือร.างกายนั้นก็ยังคงปรากฏอยู. ณ ที่นี้ เพื่อที่จะเปIนสะพานบุญทอดสะพานคือบุญกุศลนี้ให1แก.ลูกหลานทั้งหลาย หมายความว.าลูกหลานจะได1อาศัยร.างของคุณแม.เปIนสะพานเพื่อทอดไปสู.บุญ กุศลต.างๆ อีกมากมายนานัปการ ซึ่งหมายความว.าเมื่อสรีระของคุณแม.ยังอยู. อย.างนี้ลูกหลานก็มีโอกาสที่จะได1สร1างบุญสร1างกุศลตลอดไป เช.น ได1มา ร.วมกันฟVงพระสงฆHสวดพระอภิธรรมทุกวันเสารH นี้ก็นับว.าเปIนหลักที่คณะ เจ1าภาพตั้งใจไว1ว.า จะได1อาราธนาพระสงฆHมาสวดพระอภิธรรมทุกวันเสารH เปIนการสร1างบุญบำเพ็ญกุศลอุทิศไปให1กับคุณแม.ดังที่กล.าวมาแล1ว คือว.า ลูกหลานย.อมจะมีโอกาสได1ทำบุญทำกุศลต.อไปอีกยาวนานพอสมควร ขึ้นชื่อ ว.า บุญ ก็คือความสุขหรือคำว.าบุญก็เปIนชื่อของความสุข เพราะฉะนั้น บุคคล ที่จะประสบกับความสุขได1ในชีวิตนี้หรือมีความพรั่งพร1อมบริบูรณHสมบูรณHทุก ประการ อาทิเช.น บ1านช.องเรือนชานทรัพยHสินเงินทองเกียรติยศชื่อเสียงสิ่งที่ พึงปรารถนาจะมีได1ก็ด1วยอาศัยบุญทั้งนั้น ถ1าไม.มีบุญแล1ว สิ่งทั้งหมดเหล.านั้น ก็ย.อมไม.บังเกิดขึ้นมาได1 เพราะขึ้นชื่อว.าอิฐผล คือ สิ่งที่ปรารถนาทุกคนล1วนมี ความปรารถนาด1วยกันทั้งสิ้น คือปรารถนาที่จะมีลาภ ปรารถนาที่จะมียศ ปรารถนาที่จะได1รับความสุข ปรารถนาที่จะให1คนสรรเสริญยกย.องชื่นชม
143 โอวาทธรรม วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง ปุญญกถา – โอวาทธรรมว่าด้วยบุญกุศล ขอเจริญพรคณะท.านเจ1าภาพซึ่งประกอบไปด1วยพี่น1อง ลูกหลานญาติสนิทและมิตรสหายทั้งหลาย วันเสารHวันนี้ เปIนที่ทราบกันเปIน อย.างดีว.า เปIนวันที่เราจะได1มาพร1อมเพรียงกันเพื่อจะได1บำเพ็ญกุศลและอุทิศ บุญกุศลนั้น ไปให1กับคุณแม.สงวน พันธุHไม1ศรี ซึ่งท.านได1ละสังขารไปแล1ว หมายความว.า วิญญาณของท.านได1สละจากร.างนี้ไปแล1วเพื่อไปสู.ภพภูมิที่มี ความสุขยิ่งขึ้นไปกว.านี้ แต.ว.าสังขารคือร.างกายนั้นก็ยังคงปรากฏอยู. ณ ที่นี้ เพื่อที่จะเปIนสะพานบุญทอดสะพานคือบุญกุศลนี้ให1แก.ลูกหลานทั้งหลาย หมายความว.าลูกหลานจะได1อาศัยร.างของคุณแม.เปIนสะพานเพื่อทอดไปสู.บุญ กุศลต.างๆ อีกมากมายนานัปการ ซึ่งหมายความว.าเมื่อสรีระของคุณแม.ยังอยู. อย.างนี้ลูกหลานก็มีโอกาสที่จะได1สร1างบุญสร1างกุศลตลอดไป เช.น ได1มา ร.วมกันฟVงพระสงฆHสวดพระอภิธรรมทุกวันเสารH นี้ก็นับว.าเปIนหลักที่คณะ เจ1าภาพตั้งใจไว1ว.า จะได1อาราธนาพระสงฆHมาสวดพระอภิธรรมทุกวันเสารH เปIนการสร1างบุญบำเพ็ญกุศลอุทิศไปให1กับคุณแม.ดังที่กล.าวมาแล1ว คือว.า ลูกหลานย.อมจะมีโอกาสได1ทำบุญทำกุศลต.อไปอีกยาวนานพอสมควร ขึ้นชื่อ ว.า บุญ ก็คือความสุขหรือคำว.าบุญก็เปIนชื่อของความสุข เพราะฉะนั้น บุคคล ที่จะประสบกับความสุขได1ในชีวิตนี้หรือมีความพรั่งพร1อมบริบูรณHสมบูรณHทุก ประการ อาทิเช.น บ1านช.องเรือนชานทรัพยHสินเงินทองเกียรติยศชื่อเสียงสิ่งที่ พึงปรารถนาจะมีได1ก็ด1วยอาศัยบุญทั้งนั้น ถ1าไม.มีบุญแล1ว สิ่งทั้งหมดเหล.านั้น ก็ย.อมไม.บังเกิดขึ้นมาได1 เพราะขึ้นชื่อว.าอิฐผล คือ สิ่งที่ปรารถนาทุกคนล1วนมี ความปรารถนาด1วยกันทั้งสิ้น คือปรารถนาที่จะมีลาภ ปรารถนาที่จะมียศ ปรารถนาที่จะได1รับความสุข ปรารถนาที่จะให1คนสรรเสริญยกย.องชื่นชม ทุกคนล1วนมีความปรารถนาด1วยกันทั้งสิ้น แต.ว.าความปรารถนานั้นบางคน ย.อมได1บางคนย.อมไม.ได1 คนที่ได1ก็เรียกว.าเปIนบุญเปIนกุศลของเขาเพราะได1 สร1างสมอบรมมาเขาก็ย.อมได1หรือเพราะเขาได1กระทำบำเพ็ญมาเขาก็ย.อมได1 ส.วนคนที่ไม.ได1ก็หมายความว.าเขาไม.ได1บำเพ็ญมาหรือแม1ทำมาแต.ทำช1าไปก็ อาจจะได1ช1าไป เหมือนกับว.าบุญกุศลนี้เจ1าไม.ทำเจ1าก็ไม.ได1 เพราะฉะนั้น สิ่งที่ เจ1าได1ล1วนสำเร็จมาจากบุญกุศลของเจ1าคือเจ1าได1กระทำไว1 ตามที่พระเดช พระคุณเจ1าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารยH ( โต ) ท.านได1เทศนาเปIนคำสอนไว1 ว.า บุญเปIนชื่อของความสุข ถ1าอยากมีความสุขก็ต1องทำบุญ คือ จะต1องทำ ทานรักษาศีลและเจริญภาวนา เพราะบุญนั้นเปIนชื่อของความสุข ดังมีพระ พุทธพจนHที่องคHสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ1าพระองคHได1ทรงตรัสรับรองไว1ว.า สุโข ปุ`ฺญสฺส อุจฺจโย แปลว.า การสั่งสมขึ้นซึ่งบุญนำความสุขมาให1 นี้เปIน พุทธพจนHบทพระบาลีที่พระพุทธเจ1าตรัสสอนไว1 การสั่งสมขึ้นซึ่งบุญนำ ความสุขมาให1นั้น คือ สั่งสมไว1มากย.อมได1รับความสุขมาก สั่งสมไว1น1อยย.อม ได1รับความสุขน1อย ถ1าไม.สั่งสมย.อมไม.ได1รับความสุขนั้นเลย เปรียบเสมือน บุคคลบางคนมีมานะอุตสาหะขยันหมั่นเพียรประกอบหน1าที่การงาน ได1ทรัพยH มาก็สั่งสม เก็บเล็กผสมน1อยไว1 ทรัพยHนั้นก็ย.อมจะเพิ่มขึ้นมาตามลำดับ บุคคล บางคนได1ทรัพยHนั้นมาเหมือนกันแต.ไม.เคยคิดจะสั่งสมทรัพยHนั้นไว1หรือไม.คิด แม1แต.จะสั่งสมหรือไม.มีโอกาสจะสั่งสมทรัพยHนั้น บุคคลนั้นก็ไม.ได1รับซึ่ง ความสุขดังที่กล.าวมา ฉะนั้น การทำบุญ คือ การสร1างความสุขให1เกิดขึ้นแก.ตัว ของเราเอง เราอยากมีความสุขเราก็ทำบุญกุศลนั้นไป ใครไม.อยากมีความสุข นั้นเขาก็ไม.ทำบุญกุศลนั้นคือเปIนเรื่องของเขา แต.เรายังอยากมีความสุขมีความ เจริญเราก็ต1องทำบุญให1มากยิ่งขึ้นไป นี้ก็เปIนเรื่องที่โบราณท.านได1สอนว.า ใคร ทำใครได1ใครไม.ทำก็ไม.ได1 บุญคู.กับกุศลเรามักจะได1ยินอยู.เสมอว.า บุญกุศลๆ บุญเปIนชื่อของความสุขดังที่ได1อธิบายมาแล1ว กุศล แปลว.า ความดีก็ได1
โอวาทธรรม 144 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง แปลว.า ความฉลาดก็ได1คู.กับบุญ กุศล แปลว.า ความดี หมายความว.าเราได1 ประกอบในสิ่งที่ดีได1สร1างในสิ่งที่ดีเพราะในเนื้อหาของบุญนั้นคือความดี ทั้งหมด กุศลก็คือความดีหรืออีกอย.างหนึ่งกุศล คือ ความฉลาด คือ ผู1มี สติปVญญาสามารถที่จะศึกษาเรียนรู1ทำความเข1าใจปVญหาแก1ไขปVญหาทุกสิ่งทุก อย.างได1อย.างไม.อับจนปVญญามีทางออกมีทางรอดอยู.เสมอนั้น คือ มีสติปVญญา สามารถที่จะนำพาชีวิตของตนให1ผ.านพ1นปVญหาต.างๆ ได1อย.างไม.ยากหรือชีวิต มีทางออกอยู.เสมอ ฉะนั้น คำว.า กุศล คือความฉลาด ได1แก. เปIนผู1ที่เคยฟVงมา มาก เคยศึกษามามาก เคยเรียนรู1มามากเคยเห็นมามาก ก็นำสิ่งที่เคยฟVงสิ่งที่ เคยเห็นสิ่งที่ได1เรียนรู1นั้นมาเปIนแนวทางให1แก.ปVญญาคือความรู1ความฉลาดได1 มีอยู.หลายทางที่จะให1เกิดปVญญาด1วยกัน แม1การฟVงธรรมย.อมได1บุญด1วยได1 กุศลด1วย ได1บุญก็ดังที่ได1ชี้แจงไปแล1วนั้นได1กุศลก็คือได1ความฉลาด ได1รู1อะไรที่ ยังไม.รู1อะไรที่ยังไม.ได1ฟVงก็ได1ฟVง อะไรที่ได1ฟVงแล1วแม1ว.าบางครั้งอาจจะหลงลืม ไปบ1างพอได1กลับมา ฟVงอีกครั้งก็สามารถที่จะนึกขึ้นมาได1จดจำไว1ได1 ฉะนั้น ขณะที่เราตั้งใจฟVงธรรมจิตของเราย.อมมีสมาธิ เมื่อจิตของเรามีสมาธิเราก็มี ความสุข นี้คือ ความรอบรู1ความฉลาดมาจากคำว.ากุศล ฉะนั้น เรามีปVญญาก็ ต1องใช1ปVญญานั้น ถ1าหากว.าเราไม.ใช1ปVญญานั้นปVญญานั้นย.อมจะอับเฉาเศร1า หมองไป แม1ว.าเรามีของใช1เราก็จำต1องใช1 มีเสื้อผ1าแพรพรรณมีเครื่องประดับ เร า ก ็ ต 1 อ ง ใช 1 ส ิ ่ ง ข อ ง ท ั ้ ง ห ล า ย เ ห ล . า น ั ้ น ถ 1 า ห า ก ว . า เร า ไ ม . ใช1 สิ่งของทั้งหลายเหล.านั้นก็ย.อมจะเก.าไปเสียหายไป แม1ว.าเราจะเก็บสิ่งทั้งหลาย เหล.านั้นไว1 สิ่งเหล.านั้นก็ย.อมจะหมดอายุไปตามกาลเวลา มีสติปVญญาก็ต1องใช1 สติปVญญานั้นมาขบคิดเรื่องราวต.างๆแล1วนำไปแก1ไขปVญหาต.างๆที่เกิดขึ้นใน จิตใจหรือในชีวิตของเรา ฟVงธรรมะก็ต1องน1อมนำธรรมะนั้นไปขบคิด และนำไป ประพฤติปฏิบัติ ขบให1แตกแล1วก็คิดให1ได1 ถึงใช1คำว.าขบคิด อุปมาเหมือน บุคคลกินถั่วย.อมจะต1องขบต1องเคี้ยวถั่วนั้น ถั่วนั้นถึงจะมีรสชาติที่อร.อย คือ
145 โอวาทธรรม วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง แปลว.า ความฉลาดก็ได1คู.กับบุญ กุศล แปลว.า ความดี หมายความว.าเราได1 ประกอบในสิ่งที่ดีได1สร1างในสิ่งที่ดีเพราะในเนื้อหาของบุญนั้นคือความดี ทั้งหมด กุศลก็คือความดีหรืออีกอย.างหนึ่งกุศล คือ ความฉลาด คือ ผู1มี สติปVญญาสามารถที่จะศึกษาเรียนรู1ทำความเข1าใจปVญหาแก1ไขปVญหาทุกสิ่งทุก อย.างได1อย.างไม.อับจนปVญญามีทางออกมีทางรอดอยู.เสมอนั้น คือ มีสติปVญญา สามารถที่จะนำพาชีวิตของตนให1ผ.านพ1นปVญหาต.างๆ ได1อย.างไม.ยากหรือชีวิต มีทางออกอยู.เสมอ ฉะนั้น คำว.า กุศล คือความฉลาด ได1แก. เปIนผู1ที่เคยฟVงมา มาก เคยศึกษามามาก เคยเรียนรู1มามากเคยเห็นมามาก ก็นำสิ่งที่เคยฟVงสิ่งที่ เคยเห็นสิ่งที่ได1เรียนรู1นั้นมาเปIนแนวทางให1แก.ปVญญาคือความรู1ความฉลาดได1 มีอยู.หลายทางที่จะให1เกิดปVญญาด1วยกัน แม1การฟVงธรรมย.อมได1บุญด1วยได1 กุศลด1วย ได1บุญก็ดังที่ได1ชี้แจงไปแล1วนั้นได1กุศลก็คือได1ความฉลาด ได1รู1อะไรที่ ยังไม.รู1อะไรที่ยังไม.ได1ฟVงก็ได1ฟVง อะไรที่ได1ฟVงแล1วแม1ว.าบางครั้งอาจจะหลงลืม ไปบ1างพอได1กลับมา ฟVงอีกครั้งก็สามารถที่จะนึกขึ้นมาได1จดจำไว1ได1 ฉะนั้น ขณะที่เราตั้งใจฟVงธรรมจิตของเราย.อมมีสมาธิ เมื่อจิตของเรามีสมาธิเราก็มี ความสุข นี้คือ ความรอบรู1ความฉลาดมาจากคำว.ากุศล ฉะนั้น เรามีปVญญาก็ ต1องใช1ปVญญานั้น ถ1าหากว.าเราไม.ใช1ปVญญานั้นปVญญานั้นย.อมจะอับเฉาเศร1า หมองไป แม1ว.าเรามีของใช1เราก็จำต1องใช1 มีเสื้อผ1าแพรพรรณมีเครื่องประดับ เร า ก ็ ต 1 อ ง ใช 1 ส ิ ่ ง ข อ ง ท ั ้ ง ห ล า ย เ ห ล . า น ั ้ น ถ 1 า ห า ก ว . า เร า ไ ม . ใช1 สิ่งของทั้งหลายเหล.านั้นก็ย.อมจะเก.าไปเสียหายไป แม1ว.าเราจะเก็บสิ่งทั้งหลาย เหล.านั้นไว1 สิ่งเหล.านั้นก็ย.อมจะหมดอายุไปตามกาลเวลา มีสติปVญญาก็ต1องใช1 สติปVญญานั้นมาขบคิดเรื่องราวต.างๆแล1วนำไปแก1ไขปVญหาต.างๆที่เกิดขึ้นใน จิตใจหรือในชีวิตของเรา ฟVงธรรมะก็ต1องน1อมนำธรรมะนั้นไปขบคิด และนำไป ประพฤติปฏิบัติ ขบให1แตกแล1วก็คิดให1ได1 ถึงใช1คำว.าขบคิด อุปมาเหมือน บุคคลกินถั่วย.อมจะต1องขบต1องเคี้ยวถั่วนั้น ถั่วนั้นถึงจะมีรสชาติที่อร.อย คือ ย.อมได1รับรสชาติของถั่วมิใช.ว.าใส.เข1าไปในปากแล1วกลืนเลยไม.ขบไม.เคี้ยว เราก็ ไม.ได1รับรสชาติของถั่วนั้น ดังนั้น เรื่องราวต.างๆควรที่เราจะคิดเราก็ต1องคิด ธรรมะได1ฟVงมาแล1วเราก็ต1องนำมาขบคิดนำมาพิจารณานำมาวิจารณHและ นำมาวิจัยให1ละเอียด ยิ่งถ1าเราได1ขบคิดธรรมะนั้นได1ละเอียดเท.าไหร. ธรรมะก็ ยิ่งจะเปIนประโยชนHแก.เรามากเท.านั้น เหมือนกับการที่เราได1รับประทาน อาหาร เราก็ต1องเคี้ยวอาหารนั้นให1ละเอียดแล1วค.อยกลืน อาหารนั้นถึงจะมี ประโยชนHในการที่จะย.อยง.ายร.างกายก็ได1รับประโยชนH ถ1าเราเคี้ยวอาหารนั้น ไม.ละเอียดสักแต.ว.าทานแล1วก็กลืนๆเข1าไป อาหารนั้นก็ย.อมจะเกิดโทษแก. ร.างกายได1 ฉะนั้น คำว.า กุศลคู.บุญ คือทำบุญก็ได1ความดีทำกุศลก็ได1ความ ฉลาดรอบรู1เปIนการที่เราจะสามารถดำเนินชีวิตไปได1อย.างราบรื่นปลอดภัย เรื่องราวในธรรมะนั้นมีมากมายหลายประการ เปIนเรื่องอุปมาอุปไมยให1เรา นำมาคิดว.าชีวิตของเราที่เกิดมาได1นั้น เราไม.ได1เกิดมาเปล.าๆมีสิ่งที่ติดตามเรา มาด1วยและก.อนที่เราจะตายไปหรือเมื่อเราได1ตายไปแล1ว เราก็ไม.ได1ตายเปล.าๆ มีสิ่งที่ติดตามเราไปด1วยเช.นกัน คือเมื่อเจ1ามามีอะไรมาด1วยเจ1า เมื่อเราตายมี อะไรที่จะไปกับเรา โบราณท.านจึงได1ยกเปIนอุปมาอุปไมยไว1ว.า เอาไปคิดว.าเรา เกิดมาบนโลกใบนี้ทุกสรรพสิ่งล1วนมีสภาพเหมือนกัน คือ สี่คนหาม สามคนแห. คนเดียวนั่งแคร. สองคนพาไป นี้เปIนเรื่องที่ลองนำไปคิดว.า เราเกิดมาเราไม. ได1มาคนเดียว มีทั้งคนที่หามเรามา มีทั้งคนที่แห.เราไปและมีทั้งคนที่จะพาเรา ไปถึงขั้นสุดท1ายปลายทาง เปIนข1ออุปมาสอนธรรมะของครูบาอาจารยH สี่คน หามได1แก.อะไร สามคนแห.ได1แก.อะไร คนเดียวนั่งแคร.ได1แก.ใคร สองคนพาไป ได1แก.ใคร ถ1าคิดได1แล1วก็ย.อมเกิดประโยชนH ถ1าคิดไม.ได1ก็ไม.ได1รับประโยชนH อะไร ฟVงแล1วก็ผ.านไปไม.ได1รับประโยชนHอะไร ถ1าคิดได1ดังที่ว.ามานั้นทุกอย.าง ล1วนเปIนคติธรรมเปIนธรรมะที่คอยเตือนจิตใจของเราเปIนอย.างดี สี่คนหาม ชีวิตเราเกิดมาบนโลกใบนี้ ท.านอุปมาว.า มีคนหามเรามาสี่คนเรียกว.าสี่คนหาม
โอวาทธรรม 146 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง หามชีวิตเรามาเกิดนั้นว.ามีใครบ1าง มีเกิดมีแก.มีเจ็บแล1วก็มีตาย ทั้งสี่คนนี้ได1 หามเรามาเกิด ความเกิดความแก.ความเจ็บความตาย ทุกคนมีด1วยกันทั้งนั้น หามเรามาแล1วก็หามเราไป สี่คนหามคือ เกิดแก.เจ็บตาย ทุกคนต1องประสบพบ เจอด1วยกันทั้งนั้นเกิดมาในเบื้องต1นต.อไปก็แก.ก็เจ็บก็ตาย หรือจะหมายถึงธาตุ ๔ ก็ได1 ธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ เราเกิดมาบนโลกใบนี้มี ธาตุทั้ง ๔ ครบทุกคน ดินน้ำลมไฟเรียกว.า ธาตุ ๔ ที่จะทรงสังขารหรือทรงชีวิต ของเราเอาไว1 ถ1าธาตุทั้ง ๔ ธาตุนั้นทั้งดินทั้งน้ำทั้งลมทั้งไฟยังสามัคคีกันทำ หน1าที่แบกหามชีวิตของเราเอาไว1เปIนอย.างดี ชีวิตของเราดำเนินไปได1อย.าง ราบรื่นไม.มีอุปสรรค ถ1าสี่คนนั้นที่หามเรามาเกิด คนใดคนหนึ่งไม.หาม ทิ้งคาน หามหรือไม.ยอมหาม อีกสามคนที่เหลือก็เสียหลัก แค.คนเดียวไม.หามชีวิตของ เราก็มีปVญหาแล1ว เรียกว.าธาตุดินไม.ทำงานไม.ทำหน1าที่ น้ำไม.ทำหน1าที่ ลมไม. ทำหน1าที่ ไฟไม.ทำหน1าที่ เพียงแค.ธาตุอย.างใดอย.างหนึ่งไม.ทำหน1าที่ที่ตนนั้น ควรทำ ชีวิตของเราก็มีปVญหาแล1วถึงขั้นอาจจะไปไม.รอดเหมือนกับคนที่หาม อะไรมาสี่คนถ1าหามมาพร1อมกันไปพร1อมกันด1วยความสามัคคี การดำเนินไป ของชีวิตก็ย.อมดำเนินไปได1ด1วยความสะดวกถ1าเกิดคนใดคนหนึ่งล1มลงไปหรือ ทิ้งไม.ยอมหาม อีกสามคนที่หามอยู.ที่เหลือนั้นก็เสียหลัก ของที่หามมาก็ตก หล.นเสียหาย ถ1าหามคนมาคนที่อยู.เบื้องบนก็ตกหล.นหกคะเมนตีลังกาลงไป โบราณท.านว.าไว1 นั่งอยู.ดีๆก็ทิ้งไปเฉยๆ อีกสามคนที่เหลือนั้นก็เสียหลักล1มลง ไป คนที่อาศัยมาหรือนั่งมาก็เสียหลักตกหกคะเมนตีลังกาลงไป ฉะนั้น สังขาร ของเราจะเรียบร1อยสามัคคีไม.มีปVญหาก็เพราะธาตุทั้งสี่ทำหน1าที่ของตนเอง เปIนอย.างดี ธาตุดินในร.างกายคือสภาวะที่เปIนของแข็ง ได1แก. กระดูกได1แก.ผม ได1แก.ขนได1แก.เนื้อหนังมังสาทั้งหลายอันเปIนส.วนที่ต1องทำหน1าที่ของตัวเอง กระดูกก็ต1องทรงสังขารเอาไว1ทรงร.างกายนี้เอาไว1โครงกระดูกดีโครงสร1างดีก็ เปIนคนที่อยู.ในสภาวะปกติสามารถที่จะเดินเหินทำอะไรได1จะแบกจะหามจะ
147 โอวาทธรรม วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง หามชีวิตเรามาเกิดนั้นว.ามีใครบ1าง มีเกิดมีแก.มีเจ็บแล1วก็มีตาย ทั้งสี่คนนี้ได1 หามเรามาเกิด ความเกิดความแก.ความเจ็บความตาย ทุกคนมีด1วยกันทั้งนั้น หามเรามาแล1วก็หามเราไป สี่คนหามคือ เกิดแก.เจ็บตาย ทุกคนต1องประสบพบ เจอด1วยกันทั้งนั้นเกิดมาในเบื้องต1นต.อไปก็แก.ก็เจ็บก็ตาย หรือจะหมายถึงธาตุ ๔ ก็ได1 ธาตุ ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ เราเกิดมาบนโลกใบนี้มี ธาตุทั้ง ๔ ครบทุกคน ดินน้ำลมไฟเรียกว.า ธาตุ ๔ ที่จะทรงสังขารหรือทรงชีวิต ของเราเอาไว1 ถ1าธาตุทั้ง ๔ ธาตุนั้นทั้งดินทั้งน้ำทั้งลมทั้งไฟยังสามัคคีกันทำ หน1าที่แบกหามชีวิตของเราเอาไว1เปIนอย.างดี ชีวิตของเราดำเนินไปได1อย.าง ราบรื่นไม.มีอุปสรรค ถ1าสี่คนนั้นที่หามเรามาเกิด คนใดคนหนึ่งไม.หาม ทิ้งคาน หามหรือไม.ยอมหาม อีกสามคนที่เหลือก็เสียหลัก แค.คนเดียวไม.หามชีวิตของ เราก็มีปVญหาแล1ว เรียกว.าธาตุดินไม.ทำงานไม.ทำหน1าที่ น้ำไม.ทำหน1าที่ ลมไม. ทำหน1าที่ ไฟไม.ทำหน1าที่ เพียงแค.ธาตุอย.างใดอย.างหนึ่งไม.ทำหน1าที่ที่ตนนั้น ควรทำ ชีวิตของเราก็มีปVญหาแล1วถึงขั้นอาจจะไปไม.รอดเหมือนกับคนที่หาม อะไรมาสี่คนถ1าหามมาพร1อมกันไปพร1อมกันด1วยความสามัคคี การดำเนินไป ของชีวิตก็ย.อมดำเนินไปได1ด1วยความสะดวกถ1าเกิดคนใดคนหนึ่งล1มลงไปหรือ ทิ้งไม.ยอมหาม อีกสามคนที่หามอยู.ที่เหลือนั้นก็เสียหลัก ของที่หามมาก็ตก หล.นเสียหาย ถ1าหามคนมาคนที่อยู.เบื้องบนก็ตกหล.นหกคะเมนตีลังกาลงไป โบราณท.านว.าไว1 นั่งอยู.ดีๆก็ทิ้งไปเฉยๆ อีกสามคนที่เหลือนั้นก็เสียหลักล1มลง ไป คนที่อาศัยมาหรือนั่งมาก็เสียหลักตกหกคะเมนตีลังกาลงไป ฉะนั้น สังขาร ของเราจะเรียบร1อยสามัคคีไม.มีปVญหาก็เพราะธาตุทั้งสี่ทำหน1าที่ของตนเอง เปIนอย.างดี ธาตุดินในร.างกายคือสภาวะที่เปIนของแข็ง ได1แก. กระดูกได1แก.ผม ได1แก.ขนได1แก.เนื้อหนังมังสาทั้งหลายอันเปIนส.วนที่ต1องทำหน1าที่ของตัวเอง กระดูกก็ต1องทรงสังขารเอาไว1ทรงร.างกายนี้เอาไว1โครงกระดูกดีโครงสร1างดีก็ เปIนคนที่อยู.ในสภาวะปกติสามารถที่จะเดินเหินทำอะไรได1จะแบกจะหามจะ ทำงานอะไรได1ทุกอย.าง ถ1าโครงสร1างกระดูกแข็งแรงดี คือบ1านนั้นถ1าเสาดีแล1ว ก็ทรงตัวอยู.ได1ไม.ล1มลง ร.างกายของเราถ1าโครงสร1างคือกระดูกแข็งแรงดีเนื้อ หนังมังสาดีส.วนประกอบที่เราเรียกว.าเปIนของแข็งคือธาตุดิน คือร.างกายนี้ สภาวะใดมีลักษณะแข็งสภาวะนั้นเรียกว.า ธาตุดิน ถ1าธาตุดินคือโครงร.างของ เรากระดูกของเราแข็งแรงดีไม.มีปVญหา ถ1าเกิดไม.แข็งแรงขึ้นมาก็ย.อมจะเกิด ความอ.อนแอขึ้นมาหรือเสียรูปเสียทรงหรือว.าผิดรูปผิดร.างไป เราก็ไม.สามารถ ที่จะทรงสังขารร.างกายได1กลายเปIนคนง.อยเปลี้ยเสียขาทุพพลภาพไม.สามารถ ที่จะใช1ชีวิตตามปกติได1 นี้คือธาตุดิน ต.อไปก็ธาตุน้ำ ธาตุน้ำในร.างกายของเรา คือ สภาวะที่มันไหลอยู.ตามร.างกายหรือไหลหมุนเวียนอยู.ในร.างกายได1แก.น้ำ ต.างๆ ไม.ว.าจะเปIนน้ำเปIนเลือดก็ดี สิ่งเหล.านั้นก็ย.อมให1ความชุ.มชื่นไหล หมุนเวียนอยู.ในร.างกายหล.อเลี้ยงหมุนเวียนอยู.เช.นว.า เลือดก็เปIนส.วนหนึ่งของ ธาตุน้ำ ถ1าเลือดมีปVญหาขัดข1องไม.ไหลเวียนไปตามเส1นสายที่ควรไปหรือเกิด อุดตันก็เกิดปVญหา น้ำควรจะไหลไปทางใดทางหนึ่งก็ไม.ยอมไหลไป ถ1าแก1ไขไม. ทันก็ตายเหมือนกัน ฉะนั้น น้ำในร.างกายให1สภาวะคือความเอิบอิ่มชุ.มชื่น คนเราถ1าขาดน้ำในร.างกาย ร.างกายนั้นก็แห1งไปซีดไป หาความเปIนน้ำเปIนนวล ไม.ได1 คนที่แลดูสมบูรณHสวยงามก็คือมีสภาวะของน้ำในร.างกายสมบูรณHเอิบอิ่ม ชุ.มชื่นหน1าตายิ้มแย1มแจ.มใสนี้คือธาตุน้ำ ธาตุลมก็ช.วยที่จะหล.อเลี้ยงสังขาร เอาไว1 ลมที่พัดอยู.ในร.างกายพัดขึ้นเบื้องบนพัดลงเบื้องต่ำไปทั่วร.างกายของเรา ทำให1ทุกสิ่งทุกอย.างสามารถที่จะดำเนินไปได1จนกระทั่งคือลมหายใจ เราสังเกตง.ายๆคือลมหายใจ ถ1าธาตุลมในร.างกายของเราไม.ทำงาน ลมที่พัด ขึ้นเบื้องบนก็ไม.ยอมพัด ลมที่พัดลงเบื้องล.างก็ไม.ยอมพัด ร.างกายขาดลม คนเราที่เกิดมาก็ตาย ถ1าขาดลมหายใจก็ตาย ที่เราเดินเหิน ทำอะไรได1รู1สึกว.า ร.างกายของเราเบาเปIนลหุตาคือเบา ลุกขึ้นยืนได1นั่งได1ไปไหนมาไหนได1ก็ เพราะลมมีลมช.วยประคับประคองอยู.ช.วยทำให1เบา ฉะนั้น คนที่ยังมีชีวิตอยู.
โอวาทธรรม 148 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง จึงมีความเบา ถ1าคนที่ตายแล1วจะรู1สึกได1ว.าหนัก คนตายไม.มีลมแล1วร.างกายไม. มีธาตุลมแล1วจะรู1สึกได1ว.าหนัก ถ1ามีชีวิตอยู.แม1คนเพียงคนเดียวอาจจะอุ1มไหว ยกไหว ถ1าลองตายไปแล1วยกไม.ไหวแล1วย.อมจะรู1สึกได1ว.าหนัก รู1สึกถึงน้ำหนัก นั้นเพิ่มขึ้นเพราะร.างกายนั้นไม.มีลมผ.านแล1วกลายเปIนของหนักไป ถ1ายังมีลม ผ.านสรีระนั้นยังเบานี้คือธาตุลม ร.างกายที่เบาสามารถที่จะเดินเหินบริหารชีวิต ให1เปIนไปได1โดยสะดวกนั้นก็เพราะอาศัยธาตุลมเปIนส.วนหนึ่งคือช.วยพยุง ร.างกายสังขารของคนเรานี้เอาไว1 ธาตุไฟคือความร1อน ร.างกายของเราต1องมี ความร1อนอยู.เสมอ ต1องมีอุณหภูมิ ๓๕ องศาขึ้นไปเปIนอุณหภูมิที่เปIนปกติ ถ1า อุณหภูมินั้นต่ำไปกว.านี้หรือสูงไปกว.านี้ คือ อุณหภูมิสูงถึง ๓๗ องศาหรือ ๓๘ องศานั้นไม.ได1เรียกว.าร.างกายมีไข1หรือร.างกายผิดปกติไปแล1ว อย.างเช.นคนที่ ติดเชื้อโควิด ๑๙ อุณหภูมิในร.างกายจะสูงถึง ๓๗ องศาเรียกว.ามีไข1 ๓๗ หรือ ๓๘ หรือ ๓๙ องศาแสดงถึงอุณหภูมิ ในร.างกายนั้นไม.ปกติแล1ว ความร1อนสูง เกินไปก็เปIนโทษต่ำเกินไปก็เปIนโทษ เพราะฉะนั้นความร1อนในร.างกายของ คนเราต1องพอดี คือไม.เกิน ๓๖ องศาตามหลักของทางการแพทยHคือไม.มีไข1 ร.างกายของเราก็สบาย ฉะนั้น ดิน น้ำ ลม ไฟ เขาหามเรามา คือ สี่คนหาม ร.างกายเรามา สามคนแห. คือ แห.เอาสังขารเราไป สามคนได1แก.อะไร ได1แก. ๑. อนิจจัง คือ ความไม.เที่ยง ๒.ทุกขัง คือ สภาวะที่ทนได1ยากหรือเรียกว.า ความ ทุกขH ๓.อนัตตา คือ สภาวะที่ไม.ใช.ตัวไม.ใช.ตน อนิจจังไม.เที่ยงสังขารของเราไม. เที่ยงแต.ก.อนเราเปIนเด็กโตมาเปIนหนุ.มสาวแล1วต.อไปก็เปIนคนแก. มันไม.เที่ยง ไม.คงที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม1แต.สุขทุกขHอะไรต.างๆก็ล1วนไม.เที่ยง ทั้งนั้น ตอนเช1ามีความสุขตอนสายมีความทุกขHเสียแล1ว ตอนกลางวันมี ความสุขตอนเย็น มีความทุกขHเสียแล1ว ความสุขและความทุกขHทั้ง ๒ ประการ นั้นจึงได1หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามสภาวะของตนๆ แต.ความสุขและความทุกขH ทั้งหลายเหล.านั้นก็ล1วนเปIนอนิจจังคือไม.เที่ยง เราจะไปหวังเอาความเที่ยงแท1
149 โอวาทธรรม วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง จึงมีความเบา ถ1าคนที่ตายแล1วจะรู1สึกได1ว.าหนัก คนตายไม.มีลมแล1วร.างกายไม. มีธาตุลมแล1วจะรู1สึกได1ว.าหนัก ถ1ามีชีวิตอยู.แม1คนเพียงคนเดียวอาจจะอุ1มไหว ยกไหว ถ1าลองตายไปแล1วยกไม.ไหวแล1วย.อมจะรู1สึกได1ว.าหนัก รู1สึกถึงน้ำหนัก นั้นเพิ่มขึ้นเพราะร.างกายนั้นไม.มีลมผ.านแล1วกลายเปIนของหนักไป ถ1ายังมีลม ผ.านสรีระนั้นยังเบานี้คือธาตุลม ร.างกายที่เบาสามารถที่จะเดินเหินบริหารชีวิต ให1เปIนไปได1โดยสะดวกนั้นก็เพราะอาศัยธาตุลมเปIนส.วนหนึ่งคือช.วยพยุง ร.างกายสังขารของคนเรานี้เอาไว1 ธาตุไฟคือความร1อน ร.างกายของเราต1องมี ความร1อนอยู.เสมอ ต1องมีอุณหภูมิ ๓๕ องศาขึ้นไปเปIนอุณหภูมิที่เปIนปกติ ถ1า อุณหภูมินั้นต่ำไปกว.านี้หรือสูงไปกว.านี้ คือ อุณหภูมิสูงถึง ๓๗ องศาหรือ ๓๘ องศานั้นไม.ได1เรียกว.าร.างกายมีไข1หรือร.างกายผิดปกติไปแล1ว อย.างเช.นคนที่ ติดเชื้อโควิด ๑๙ อุณหภูมิในร.างกายจะสูงถึง ๓๗ องศาเรียกว.ามีไข1 ๓๗ หรือ ๓๘ หรือ ๓๙ องศาแสดงถึงอุณหภูมิ ในร.างกายนั้นไม.ปกติแล1ว ความร1อนสูง เกินไปก็เปIนโทษต่ำเกินไปก็เปIนโทษ เพราะฉะนั้นความร1อนในร.างกายของ คนเราต1องพอดี คือไม.เกิน ๓๖ องศาตามหลักของทางการแพทยHคือไม.มีไข1 ร.างกายของเราก็สบาย ฉะนั้น ดิน น้ำ ลม ไฟ เขาหามเรามา คือ สี่คนหาม ร.างกายเรามา สามคนแห. คือ แห.เอาสังขารเราไป สามคนได1แก.อะไร ได1แก. ๑. อนิจจัง คือ ความไม.เที่ยง ๒.ทุกขัง คือ สภาวะที่ทนได1ยากหรือเรียกว.า ความ ทุกขH ๓.อนัตตา คือ สภาวะที่ไม.ใช.ตัวไม.ใช.ตน อนิจจังไม.เที่ยงสังขารของเราไม. เที่ยงแต.ก.อนเราเปIนเด็กโตมาเปIนหนุ.มสาวแล1วต.อไปก็เปIนคนแก. มันไม.เที่ยง ไม.คงที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม1แต.สุขทุกขHอะไรต.างๆก็ล1วนไม.เที่ยง ทั้งนั้น ตอนเช1ามีความสุขตอนสายมีความทุกขHเสียแล1ว ตอนกลางวันมี ความสุขตอนเย็น มีความทุกขHเสียแล1ว ความสุขและความทุกขHทั้ง ๒ ประการ นั้นจึงได1หมุนเวียนเปลี่ยนไปตามสภาวะของตนๆ แต.ความสุขและความทุกขH ทั้งหลายเหล.านั้นก็ล1วนเปIนอนิจจังคือไม.เที่ยง เราจะไปหวังเอาความเที่ยงแท1 แน.นอนอะไรมิได1เลย เพราะทุกสรรพสิ่งล1วนมีการเปลี่ยนแปลงไปได1อาจจะวัน หนึ่งอาจจะเดือนหนึ่งอาจจะปmหนึ่ง หรืออาจจะเมื่อไหร.ก็เปIนไปได1 คือมี สภาวะเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา โดยที่จริงแล1วทุกสรรพสิ่งล1วนมีความ เปลี่ยนแปลงอยู.ตลอดเวลามีความเปลี่ยนแปลงอยู.ทุกลมหายใจ เปลี่ยนแปลง อยู.ทุกสภาวะทุกขณะของลมหายใจ คือ แก.ทุกลมหายใจคือหายใจเข1าหายใจ ออกอยู.ก็แก. อนิจจังทั้งนั้น อนิจจัง คือ ความไม.เที่ยง ทุกขัง คือ ทุกคนเกิด มาแล1วก็มีความทุกขHเหมือนกันทั้งนั้น ทุกขHเพราะความเกิดทุกขHเพราะความ แก. ทุกขHเพราะความเจ็บทุกขHเพราะความตาย ทุกขHเพราะต1องเผชิญต.อสภาวะ อะไรต.างๆมีความหิวโหยความร1อนความหนาวเปIนต1น ทั้งหมดล1วนเปIนทุกขH ทั้งนั้น แม1ปรารถนาอะไรแล1วไม.ได1ดังที่ปรารถนาก็เปIนทุกขH สิ่งที่เรารัก สิ่งที่ เราปรารถนามาอันตรธานสูญหายไปก็เปIนทุกขH ทุกขHทั้งนั้น ทุกขHนั้นก็อยู.กับ เราทุกคนอยู.ที่ว.าทุกขHนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไหร. อนัตตา คือ ความไม.ใช.ตัวไม.ใช.ตน ที่เราไม.สามารถจะเข1าไปหยุดยั้งว.ากล.าวได1 ถึงเวลา จะเปIนอย.างไรก็เปIนอย.าง นั้น ถึงคราวแก.ก็ต1องแก. ถึงเวลาผมจะหงอกก็ต1องหงอก เพราะสิ่งทั้งหลาย ไม.ใช.ตัวตนที่แท1จริงของเรา ถ1าเปIนตัวตนที่แท1จริงของเรา เราก็ต1องห1ามปราม ได1หยุดยั้งได1 จะเปIนอะไร ก็ตามสภาพคือตามสภาพที่ใช1ได1 สี่คนหาม สามคน แห. คนเดียวนั่งแคร. คนเดียวนั่งแคร.นั้นคือใคร ก็คือ ใจของเรา คนเดียวที่ว.า โบราณท.านกล.าวเอาไว1ว.า จิตเปIนนายกายเปIนบ.าว จิตเปIนนายนั่งแคร.กาย เปIนบ.าว ทุกสิ่งทุกอย.างร.างกายเปIนบ.าวเปIนคนใช1 ใจเปIนนายเดี๋ยวจะเอานั่น เดี๋ยวจะเอานี่ ใจสั่งบังคับบัญชาแม1ร.างกาย ก็ต1องตามสนองไปรับใช1สนองไป เรื่อยๆขัดใจไม.ได1 เพราะฉะนั้น ใจเปIนนายกายเปIนบ.าว คนเดียวนั่งแคร. ก็คือ จิตใจ นั่งแคร.อยู.ในชีวิตของเราหรือในสังขารของเรา ถ1าไม.มีใจร.างกายก็อยู. ไม.ได1เหมือนกันก็ต1องอาศัยใจ ใจก็ต1องอาศัยกาย กายก็ต1องอาศัยใจเพราะ พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ใจไม.มีกายใจนั้นก็ไม.มีที่อยู. กายไม.มีใจ กายนั้นก็อยู.
โอวาทธรรม 150 วัดเสมียนนารี พระอารามหลวงหลวง ไม.ได1เหมือนกัน ทั้ง ๒ อย.างนั้นคือ กายกับใจจำต1องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน อุปมาเหมือนนายกับบ.าวฉะนั้น ใจเปIนนายกายเปIนบ.าวก็ต1องถ1อยทีถ1อยอาศัย กันไปอยู.ด1วยกันก็ต1องถ1อยทีถ1อยอาศัยต.อกัน ถ1าใจมันเรียกร1องอะไรมากนักก็ ให1สงสารกายเขาบ1าง กายก็อย.าไปดื้อต.อใจเขามากนักเขาต1องการอะไรก็ ตามใจเขาบ1าง จึงจะเรียกได1ว.าพึ่งพาอาศัยกันระหว.างกายใจนายบ.าว คนเดียว นั่งแคร. มาถึงประโยคสุดท1าย สองคนพาไป สองคนพาไปนั้นพาไปไหน สอง คนที่พาไปนั้นหมายถึงว.า ถึงเวลาที่เราจะอยู.ในโลกนี้ไม.ได1แล1วต1องล.วงลับดับ ขันธHไปแล1วหมดอายุขัยของเราแล1ว ชีวิตถึงกาลต1องอวสานแล1วสิ่งที่ต1องพาเรา ไปก็มีสองคนไม.ได1ไปคนเดียวมีเพื่อนพาไปสองคน สองคนพาไป คนที่หนึ่งคือ นายบุญอีกคนหนึ่งคือนายบาป สองคนนั้นจ1องที่จะเปIนผู1นำเราอยู.แล1ว พอเรา แตกดับลงเมื่อไหร. สองคนนั้นก็เข1ามาทันที จะเปIนหน1าที่ของนายบุญหรือจะ เปIนหน1าที่ของนายบาป ก็แล1วแต.ว.าเรานั้นได1กระทำการสนิทสนมกับใคร เราเปIนพวกใคร เปIนพวกนายบุญนายบุญก็มารับเราไป ถ1าเปIนพวกนายบาป นายบาปก็มารับเราไปสองคนนั้นคอยจ1องจะมารับเราไปอยู.อย.างนี้ เพราะฉะนั้น โบราณท.านจึงสอนไว1ว.า เมื่อเราตายไปแล1วก็มีสองอย.างที่จะพา เราไปสู.สัมปรายภพภายภาคหน1า เพราะฉะนั้น เมื่อเราทั้งหลายได1ทราบอย.าง นี้แล1วก็พยายามปoองกันมิให1บาปอกุศลทั้งหลายเกิดขึ้นในชีวิตจิตใจของเราได1 และเราก็พยายามให1บุญกุศลทั้งหลายเกิดขึ้นอยู.สม่ำเสมอ บุญนั้นก็จะนำเรา ไปสู.ภพภูมิที่ดีสถานที่ดีมีความสุขตลอดไปทั้งในโลกนี้และโลกหน1า ขอ อนุโมทนาสาธุการ ด1วยอำนาจบุญกุศลคุณงามความดีอันใดที่ได1เกิดจากการที่ ได1บรรยายธรรมะในครั้งนี้ ขออุทิศบุญกุศลนั้นแด.ดวงวิญญาณของคุณแม. สงวน พันธุHไม1ศรี ในสัมปรายภพเทอญ ฯ