-
คำนำ
รายงานนี้เป็นส่วนหน่ึงของการสรุปผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตร ของหลักสูตรผู้บริหารการ
สาธารณสุข ระดับต้น รุ่นที่ 31 ประจำปีงบประมาณ 2565 ณ วิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนีสระบุรี
ซึ่งเปน็ หลกั สตู รท่ีกระทรวงสาธารณสขุ โดยวทิ ยาลยั นักบรหิ ารสาธารณสขุ และคณะทำงานพัฒนามาตรฐาน
หลักสูตร ผู้บริหารสาธารณสุขระดับต้น ได้ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรตามสมรรถนะที่ผู้บริหารจะต้องมี
โดยเป็นไปตามสมรรถนะที่พึงประสงค์สำหรับผู้บริหารสาธารณสุข (Core Competency) ผู้บริหาร
สาธารณสุข โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมสิ่งที่ผู้เข้ารับการอบรมได้ทบทวน สังเคราะห์ และตกผลึก
ความรทู้ ไ่ี ดศ้ ึกษาในแตล่ ะวนั พรอ้ มทงั้ แนวทางในการนำไปประยุกตใ์ ช้
คณะผจู้ ัดทำต้องขอขอบคณุ คณาจารย์ทกุ ท่านที่กรุณาใหค้ ำปรึกษา ขอ้ เสนอแนะและเป็นกำลังใจ
ทำให้การดำเนินงานบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ หวังว่าการสรุปผลการเรียนรู้ตลอดหลักสูตรฉบับนี้จะ
เป็นประโยชน์ในการทบทวนความรู้สำหรับท่านผู้บริหารในหลักสูตรผู้บริหารการสาธารณสุข ระดับต้น
ต่อไป
ประธานฝา่ ยวิชาการ
ผ้บู รหิ ารการสาธารณสุขระดบั ตน้ รุ่นท่ี 31/2565
วิทยาลยั พยาบาลบรมราชชนนสี ระบุรี
10 มถิ นุ ายน 2565
-๑-
สารบญั
เรือ่ ง หนา้
1.นโยบายดา้ นการบริหารสาธารณสุขในสถานการณป์ จั จุบัน ๓
: บทบาททีท่ า้ ทายของผ้นู ำทีมสขุ ภาพ ๕
๖
๒.กิจกรรมกล่มุ สัมพันธ์ ๘
๓.ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี (ดา้ นสาธารณสุข) และการปลกู ฝังค่านิยม MOPH ๑๐
๔.เทคนิคการสือ่ สารและการนำเสนออย่างมีประสทิ ธิภาพ ๑๒
๕.การคดิ เชงิ ระบบและการจดั การกับปญั หาโดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน ๑๘
๖.การบรหิ ารงานการเงิน – การพัสดุและการจัดการกับความเส่ียง ๒๐
๗.การรู้จักและเข้าใจตนเอง ๒๒
๘.แนวคิดการสะท้อนคดิ และการจัดทำใบงาน ๒๔
๙.การคิดและตัดสินใจทางการบรหิ ารโดยการใช้ปญั หาเปน็ ฐาน (PBL๑-๓) ๒๙
๑๐.การบรหิ ารเชงิ กลยทุ ธ์ ๓๑
๑๑.แนวทางการตรวจสอบและควบคมุ ภายในสำหรบั ผบู้ รหิ าร
๑๒.การจดั การฐานขอ้ มูลสขุ ภาพและการใชป้ ระโยชนข์ องเทคโนโลยดี ิจิทลั ๓๔
ดา้ นสขุ ภาพ ๓๘
๑๓.Project management สำหรบั ผบู้ รหิ าร ในสถานการณ์ทม่ี พี ลวตั สูง ๔๑
๑๔.ทักษะการวิเคราะห์งาน และการประยุกต์ใช้แนวคดิ R2R ในการพัฒนา ๔๓
๑๕.การทำ PBL4 แลกเปล่ียนเรยี นรู้/วเิ คราะห์หากลวิธแี ละเลอื กแนวทางแกป้ ัญหา ๔๖
๑๖.Mastery ความซือ่ สัตย์ วินัยและการยนื หยัดในความถูกตอ้ ง
๑๗.การสรา้ งความเข้มแขง็ การจดั การระบบดูแลผู้สงู อายใุ นชมุ ชน Case management ๕๐
สู่ Care Giver ๕๔
๑๖.หลักการทรงงานกับการพัฒนาบทบาทผู้นำสขุ ภาพตามแนวคิดปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพียง ๕๖
๑๗.กิจกรรมกลมุ่ สัมพันธ์
๑๘.ศกึ ษาดูงานโครงการอนั เนอื่ งมาจากพระราชดำริ ศนู ย์ภมู ริ ักษธ์ รรมชาติและเขอ่ื น ๖๐
ขุนดา่ นปราการชล จ.นครนายก
๑๙.ศึกษาดงู านชมุ ชนผ้สู ูงอายุ ณ รพ.สต.หัวลงิ ใน/วัดฝ่ังคลอง/เกาะหวายอำเภอปากพลี ๖๓
ชุมชนเข้มแข็ง ๖๕
๒๐.ครบเคร่อื งเรื่องบคุ ลิกภาพสำหรบั ผูบ้ รหิ าร
๒๑.ศึกษาดูงาน รพ.สต.ต้นแบบสง่ เสริมสุขภาพ โดยชุมชนเปน็ ฐานและโครงการขยายผล ๖๖
ทฤษฎใี หม่วัดมงคลชยั พฒั นา 78
๒๒.การสะท้อนผลการเรยี นรแู้ ละผลการประเมนิ โครงการตลอดหลกั สูตร
23.ขอ้ ตกลงร่วมของกลุ่ม ผ.บ.ต.31 / 2565
-๒-
บนั ทึกสรุปผลการเรียนรปู้ ระจำสัปดาห์
สัปดาห์ท่ี 1
วนั ที่ 23 พฤษภาคม 2565
เรื่อง : นโยบายด้านการบริหารสาธารณสุขในสถานการณ์ปัจจุบัน : บทบาทที่ท้าทายของ
ผู้นำทมี สขุ ภาพ
โดย : นายแพทย์ประสทิ ธิ์ชยั ม่งั จิตร
1.ส่งิ ทีไ่ ดจ้ ากการเรียนรู้
บทบาทท่ีท้าทายของผู้นำ ประกอบไปด้วยการเป็นผู้นำ (Leader ) และการมีภาวะผู้นำ (Leader
ship) เป้าหมายสำคัญ คือ การรู้บทบาทของผู้นำและสามารถเอาความรู้ไปใช้ในการทำงานได้อย่าง
เหมาะสม โดยมเี คร่ืองมือในการพัฒนา ดังน้ี
1) Change for Growth: การเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีขึ้น การพัฒนากระบวนการคิด เพื่อการ
พัฒนาตนเอง โดยการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม นำไปสู่การ Management อย่างมีประสิทธิภาพ การหา
มุมมองที่เหมาะสม อาจจะออกนอกกรอบบา้ ง หากไม่นอกกตกิ า ก็สามารถทำได้
2) Pareto low: สิ่งที่สำคัญหรือมีประโยชน์จะมีอยู่เป็นจำนวนที่น้อยกว่าสิ่งที่ไม่สำคัญ ในอัตรา
ส่วน ๒๐ ต่อ ๘๐ เป็นกฎที่แสดงถึงความไม่สมดุล ที่สามารถพบเห็นทั่วไปในชีวิตประจำวัน และในระดับ
มหาภาค ดังนั้นควรเลือกโฟกัสให้ตรงประเด็น เพื่อที่จะไม่ต้องเพิ่มภาระงาน ทำให้น้อยแต่เกิดประโยชน์
มากท่ีสดุ (ทำนอ้ ยไดม้ าก)
3) Outcome mapping คือเครื่องมือที่ใช้ในการตดิ ตามและประเมนิ ผลการทํางาน โดยการเปน็
ผู้นำในการชวนคิดภาพที่อยากเห็นในองค์กร (วิสัยทัศน์: Vision) ระบุให้ชัดเจนถึงสิ่งที่มุ่งเน้น (พันธกิจ:
Mission) เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ความสัมพันธ์ กิจกรรม หรือการกระทําของคน กลุ่มคน
หรือ องคก์ ร(ยทุ ธศาสตร)์ นำไปสกู่ ารบรรลุเปา้ หมายขององค์กร
๔) Outcome Challenge ความท้าทาย แบง่ ระดบั ความกา้ วหนา้ เป็น ๓ ข้นั ใหญ่ คอื
๔.๑ ระดับ Expect to see คือสง่ิ ทคี าดวา่ นา่ จะตอ้ งมี น่าจะต้องเห็น
๔.๒ ระดบั Like to see คอื สิ่งทอี่ ยากให้เกิดสง่ิ ทอี่ ยากจะเห็น
๔.๓ ระดับ Love to see คือสิ่งที่เกิดได้ก็ดี เป็นสิ่งที่ไม่ได้คาดหวังไว้ตอนแรก แต่ถ้าได้ก็
ถอื วา่ เป็น Extra
๕) Maslow’s ความต้องการพ้นื ฐาน 5 อยา่ ง
๕.๑ ความตอ้ งการขั้นที่ 1 ความตอ้ งการทางร่างกาย (Physiological needs)
๕.๒ ความต้องการขั้นที่ 2 ความต้องการความปลอดภัยและมั่นคง (Security or safety
needs)
๕.๓ ความต้องการขั้นที่ 3 ความต้องการความรกั และความเป็นเจ้าของ (Belonging and
love needs)
-๓-
๕.๔ ความตอ้ งการข้นั ท่ี 4 ความตอ้ งการการยกย่อง(Esteem needs)
๕.๕ ความตอ้ งการขนั้ ท่ี 5 ความต้องการความสําเร็จในชวี ิต(Self-actualization)
๖) Baking by inside การเปลี่ยนแปลงและเติบโตแบง่ ออกเป็น 2 แบบ
๖.๑ การเปลยี่ นแปลงจากภายใน เชน่ ลูกไกเ่ ตบิ โตและฟักออกจากไข่
๖.๒ และการเปลี่ยนแปลงจากภายนอก เช่น การตอกไข่
การเปล่ยี นแปลงจะเกิดผลกระทบแรงตา้ นทแ่ี ตกต่างกัน ซ่ึงในองคก์ รยอ่ มหวังให้มีการเปลี่ยนแปลง
ในทางที่ดี สง่ิ ที่ตอ้ งคำนึงถึงคือ การเปลยี่ นแปลงที่เกิดข้ึนจากในองค์กรและนอกองค์กรส่งผลกระทบอะไร
ต่องานประจําที่เรา โดยมีจุดมุ่งหมายและเป้าหมายเดียวกันคือ การทำงานให้ประสบความสำเร็จ การ
ทำงานเป็นทมี ย่อมทำใหเ้ กิดผลสำเรจ็ ในการทำงานไดม้ ากกวา่ และย่งั ยนื
2.ทา่ นจะนำส่งิ ท่ีได้จากการเรยี นรไู้ ปใชใ้ นการทำงานและชีวติ ประจำวนั อย่างไรบา้ ง อย่างเป็นรูปธรรม
ปฏบิ ัติได้จริง
๑) Change for growth
- การทำงานสามารถคิดนอกกรอบได้ เพ่ือใหง้ านที่ปฏบิ ัตสิ ำเร็จแต่ทั้งน้ีต้องไม่ขัดกับระเบียบหรือ
ขอ้ บังคับ
- การเข้าใจในการปรับทัศนคตเิ ก่ียวกับมุมมองที่กว้างขนึ้ รูจ้ ักการจดั การกับความคดิ ให้เป็นระบบ
การเรยี งลำดบั ความคดิ ทีเ่ หมาะสม
- นำแนวคิดการคิดนอกกรอบ หาวิธีใหม่ๆ ปรับระบบและกระบวนการไปใช้ในการแก้ปัญหาการ
ให้ บริการผ้ปู ว่ ยโรคเร้ือรงั (เบาหวาน-ความดันโลหิตสูง) ซ่ึงเปน็ ปญั หาขององคก์ ร โดยไมต่ ิดยึดกับวธิ เี ดมิ ๆ
๒) Pareto’s Law (กฎ ๘๐/๒๐ ทำนอ้ ยไดม้ าก)
- นำมาปรับใชใ้ นการจดั ทำโครงการแบบบูรณาการ เพ่ือให้บรรลุวตั ถุประสงค์ หลายตัวช้วี ัด หลาย
งาน แต่ทำกจิ กรรมเดยี วกัน
- การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการปฏิบัติงาน ซึ่งใช้คนน้อย ลดระยะเวลาในการปฏิบัติ
งาน ลดข้อผดิ พลาดในการปฏิบัตงิ าน แตไ่ ด้ผลสมั ฤทธ์ิเพิ่มขึน้
- นำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบการเก็บข้อมูลคุณภาพรวมถึงการกำหนด KPI(ตัวชี้วัด)
ของหน่วยงาน โดยโฟกสั เฉพาะประเด็นทสี่ ำคัญ
๓) Out come mapping
- เนน้ ให้ประชาชนชาวไทยพึ่งพาตนเองมากข้นึ โดยช่วยกนั พัฒนาการบริการด้านปฐมภมู ิให้มากขึ้น
๔) Maslow’s Hierarchy of Needs
- เขา้ ใจความต้องการของคน เราจะทำงานกบั เขาอย่างมีความสุข
๕) Baking by inside การเปลี่ยนแปลงจากการเปลี่ยนแปลงจะเปลี่ยนแปลงจากการภายในที่มี
การเติบโตออกไปสู่ภายนอก
- การสร้างคนรุ่นใหม่เพื่อให้ได้มาซึ่งผลงาน ที่มีแนวคิดการทำงาน นำไปสู่ภายนอกอย่างมี
ประสิทธภิ าพและเนน้ การ Empowerment ทมี งานเพ่อื ใหเ้ กดิ พลังยง่ิ ใหญจ่ ากภายใน
-๔-
วนั ท่ี 23 พฤษภาคม 2565
กจิ กรรมกลุ่มสมั พันธ์
โดย : อาจารยธ์ ีระยทุ วระพินจิ
1.ส่งิ ท่ีไดจ้ ากการเรยี นรู้
ในการเรียนรู้กิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ โดยให้ผู้ร่วมอบรมแบ่งกลุ่มตามเดือนเกิดของผู้เข้าร่วมอบรม
และให้โจทย์ในการทำกิจกรรมคือ เลือกสัตว์ประจำกลุ่ม และบอกถึงลักษณะของผู้นำจากสัตว์ที่เลือกนั้น
และสามารถสรปุ ได้ดังน้ี
ลกั ษณะของผนู้ ำทดี่ ดี อ้ งประกอบไปด้วย
๑) ๓ พรอ้ ม : รา่ งกายพรอ้ ม สมองพร้อม จติ ใจพร้อม
๒) ๓ อ. : อดทน อดกลัน้ ออ่ นนอ้ ม
๓) ๕ เก่ง : เก่งงาน เก่งคน เกง่ คดิ เก่งตน เก่งดำเนนิ ชวี ิต
๔) คดิ กวา้ ง มองไกล ใฝส่ งู มงุ่ ความสำเรจ็
๕) เปน็ นกั วางแผน
๖) ความเป็นกันเองของหวั หนา้ เปน็ นายทเ่ี ขา้ ถงึ เขา้ ใจ พรอ้ มที่จะไปกับเขาอย่างมี
ความสุข
บทเรียนจากชีวิตนกอินทรี: เพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป เราต้องมีขั้นตอนหรือกระบวนการในการ
เปล่ยี นแปลงตัวเอง บางครั้งตอ้ งลมื อดีตท่ีขมขนื่ หรือนิสัยเดิมๆ เพอ่ื ปลดปลอ่ ยตัวเองใหเ้ ป็นอิสระจากนิสัย
หรือสิ่งแวดลอ้ มเดมิ ๆเพอื่ จะมีชวี ิตอยตู่ ่อไดอ้ ีกครง้ั
คนเป็นผูน้ ำ ตอ้ งบุคลกิ ดี แตง่ กายดี มมี นษุ ยสัมพันธ์ทีด่ ี, มวี าจาดี สามารถสอ่ื สารไดด้ ี ผู้อ่ืนเข้าใจ
,มีอิสระทางความคดิ มีพลังในการทำงาน,บริหารงานด้วยหลักธรรมาภบิ าล,มีความรู้รอบด้าน หม่ันเรียนรู้
อย่างต่อเนือ่ งและมีการทำงานเป็นทีม “มาดตอ้ งตา วาจาต้องใจ ภายในยอดเย่ียม เต็มเป่ียมด้วยคุณธรรม
เลิศล้ำวชิ าการ ทำงานเปน็ ทีม“บม่ เพาะ แตกหนอ่ ตอ่ ยอดใหม”่
การเป็นผู้นำที่มีคุณภาพ ศักยภาพ ต้องมีความเป็นกันเองจะทำให้ลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชามี
ความสขุ เข้าถงึ เข้าใจ และผู้บรหิ ารตอ้ งคลา้ ย “ฮก ลก ซิ่ว”
2.ทา่ นจะนำส่ิงที่ได้จากการเรยี นรูไ้ ปใช้ในการทำงานและชีวติ ประจำวนั อย่างไรบา้ ง อย่างเปน็ รปู ธรรม
ปฏบิ ตั ิไดจ้ ริง
๑) ฝึกตนให้มีภาวะการเป็นผู้นำ ทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ สุจริต
ไมอ่ คติ ไม่ลำเอยี ง และตอ้ งเปน็ กนั เอง มสี มั พันธภาพทด่ี ตี อ่ ทุกวชิ าชีพ
๒) ฝึกการเป็นผู้นำ ที่มีบุคลิกภาพที่ดี “มาดต้องตา วาจาต้องใจ ภายในยอดเยี่ยม เต็มเปี่ยมด้วย
คณุ ธรรม เลิศล้ำวชิ าการ ทำงานเปน็ ทีม”
๓) ฝึกตนเองให้เป็นผู้นำที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี มีความเป็นกันเอง เป็นหัวหน้าที่เข้าถึงได้ เข้าใจ
และพรอ้ มท่จี ะกา้ วไปกบั เขา ปรับการสื่อสารใหม้ ศี ิลปะมากข้ึน
๔) ฝึกตนเองใหเ้ ป็นผนู้ ำท่มี คี วามอดทน พร้อมท่จี ะเปล่ยี นแปลงตัวเอง
วนั ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๕
-๕-
เรอ่ื ง : ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี (ดา้ นสาธารณสขุ ) และการปลกู ฝงั ค่านยิ ม MOPH
โดย : นายแพทย์ประสิทธชิ ยั มั่งจิต
1.สง่ิ ท่ไี ดจ้ ากการเรยี นรู้
วิสัยทัศน์ประเทศไทย คนไทยต้องได้รับการพัฒนาทุกกลุ่มวัย คนไทยทุกช่วงวัยมีความมั่นคงใน
ชวี ิต ครอบครัวมคี วามเข้มแขง็ และอบอนุ่
ทิศทางของพฒั นาคนตลอดชว่ งชวี ติ ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๙
- ประชากรกลุ่มเป้าหมายไดร้ บั การพฒั นาคณุ ภาพชวี ติ และมหี ลกั ประกนั ทางสังคม
- ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชวี ิตท่ีดี
- สงั คมไทยเปน็ สงั คมทอี่ ยดู่ ีมีสขุ
MOPH: Mastery, Originality, People centered approach, Humility
เปา้ หมาย: ประชาชนสขุ ภาพดี เจ้าหน้าท่ีมคี วามสุข ระบบสขุ ภาพยั่งยนื
ประชาชนสุขภาพดี
- ลด Premature Mortality เพอื่ เพิ่ม (LE) ใหอ้ ายยุ ืน ๗๐ ปี
- ลดปจั จัยเสี่ยง/เจ็บปว่ ยของคนไทย เพื่อเพม่ิ (HALE) ใหแ้ ข็งแรงถึงอายุ ๗๒ ปี
เจา้ หน้าทีม่ ีความสขุ
- ผลิตและพฒั นากำลังคนอยา่ งมคี ณุ ภาพ
- บริหารกำลงั คนให้เกิดประโยชน์สูงสุด
- สร้างความพร้อมกำลงั คนด้านสขุ ภาพ เชงิ กลยุทธ์
- ดึงดดู และธำรงรกั ษากำลงั คนคุณภาพ
ระบบสขุ ภาพยั่งยืน
- เพิม่ อัตรากำลงั เตยี ง รพ.เขตเมือง และชนบทให้เพียงพอ
- ประชาชนได้รับวัคซีนครบ และมีการพัฒนาวัคซีน มีบริการแผนไทยและใช้ยา
สมุนไพรใน รพ.ทกุ ระดับ
- รพ.ผา่ น HA, ลดระยะการรอคอยของผปู้ ว่ ย, อัตรา re-admit ,Satisfaction Index
- ลดเหลอื่ มลำ้ บริการทุกสทิ ธฯิ
• ระบบ/ระบบสาธารณสขุ /ระบบบรกิ ารทางการแพทย์ เพอ่ื คณุ ภาพชีวติ ท่ีดี
• เส้นทางการปฏริ ปู ระบบสขุ ภาพไทย จาก PHC สู่ DHS
• เป้าหมายสขุ ภาพระดับโลก ชว่ ง ๑๕ ปี SDG (Sustainable development goal)
• ระบบบริการสาธารณสขุ ท่ีคาดหวัง
• ยทุ ธศาสตร์ชาติพัฒนาคนตลอดช่วงชีวติ
• บรบิ ทสุขภาพคนไทย ได้แก่ ความเป็นสังคมเมอื ง สงั คมผสู้ ูงอายุ โลกเช่อื มต่อการค้าการลงทุน
- การเปล่ียนแปลงสภาพภมู อิ ากาศ และ ความก้าวหนา้ Technology
• ยทุ ธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี สยู่ ุทธศาสตร์แผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี ๑๒
• ทิศทางของพฒั นาคนตลอดช่วงชวี ติ ปี ๒๕๖๐- ๒๕๗๙ (ม่ันคง มั่งคั่ง ยั่งยืน)
-๖-
• Retreat MOPH โดยมี Vision คือ เปน็ องค์กรหลักดา้ นสขุ ภาพ ทีร่ วมพลังสังคม เพอ่ื ประชาชน
สขุ ภาพดี และ Mission คอื พฒั นาและอภบิ าลระบบสขุ ภาพ อย่างมีส่วนร่วมและย่งั ยนื
• เป้าหมาย ประชาชนสขุ ภาพดี เจ้าหน้าท่ีมคี วามสขุ ระบบสขุ ภาพย่งั ยืน
• แผน ๒๐ ปี กสธ. มีทิศทางการวางแผน ๒๐ ปี (๔ Phase) Phase ๑ (๒๕๖๐-๒๕๖๔) ปฏิรูป
ระบบ Phase ๒ (๒๕๖๕ - ๒๕๖๙) ความเข้มแข็ง, Phase ๓ (๒๕๗๐-๒๕๗๔ ) สู่ความยั่งยืน
และ Phase ๔ (๒๕๗๕-๒๕๗๙ ) เป็น ๑ ใน ๓ ของเอเชีย
• แผน ๒๐ ปี กสธ. ๔ Excellence Strategies (๑๖แผนงาน ๔๘โครงการ) ไดแ้ ก่ P&P
Excellence, Service Excellence, People Excellence, Governance Excellence กับ ๘
Corporate Indicators
• ความเชื่อมโยงและพลวตั ทเ่ี กยี่ วกบั สขุ ภาพ ไดแ้ ก่ ระบบสุขภาพ ปัจเจกบุคคล และสงิ่ แวดลอ้ ม
“ถ้ายังคดิ เหมือนเดมิ ทำเหมือนเดมิ ผลทไ่ี ด้ก็จะไม่มากไปกว่าเดิม”
2.ทา่ นจะนำสงิ่ ทไ่ี ดจ้ ากการเรียนรไู้ ปใชใ้ นการทำงานและชวี ติ ประจำวนั อยา่ งไรบ้าง อยา่ งเป็นรปู ธรรม
ปฏิบตั ไิ ดจ้ ริง
1) นำไปเป็นแนวทางในการวางแผนการดำเนินงานของหน่วยงาน ขององค์กร ให้สอดคล้องกับ
ยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อกำหนดกระบวนการการดำเนินงาน ไปสู่เป้าหมายที่ทำให้
ประชาชนมสี ุขภาพดี
2) การปรับกระบวนการคิดใหม่ให้เป็นระบบ มกี ารเรียนรูท้ ่ีมาที่ไปของยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน
ในปจั จบุ ันและในอนาคต เพื่อใชใ้ นการวางแผนงาน วางแผนชวี ติ ให้สอดคลอ้ งและเปน็ ไปอย่างมีระบบมาก
ขน้ึ
3) นำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานในการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม เน้นการส่งเสริมป้องกัน เพื่อให้
ผู้ป่วยท่ีอยูใ่ นระบบการรกั ษาในรพ.นอ้ ยท่ีสดุ โดยการดูแลพัฒนาคนตลอดช่วงชวี ิต
4) บูรณาการ การดูแลสุขภาพ ต้องสร้างความมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย (DHS ,DHD) เช่นให้
ทอ้ งถนิ่ ช่วยในการสง่ ตอ่ ผูป้ ว่ ย และเน้นการให้ประชาชนมีความรู้ในการดแู ลตนเอง (HB,HL)
5) ผู้บริหารต้องทำงาน 2 ส่วนให้Balance กัน ระหว่าง งานเชิงนโยบาย และงานประจำ ทำให้
เกิดความตอ่ เนื่อง สำเรจ็ ตามKPI ไม่ขัดแย้งกับผบู้ ริหารและตอ้ งดแู ลประชาชนในพ้นื ทใี่ หม้ ีความสุข ต้องมี
สมองไว้คดิ สิง่ ทเี่ ปน็ ประโยชน์สำหรับประชาชน
6) ใช้แนวคดิ System Thinking, Structure thinking ให้เป็นประโยชน์กับการทำงาน
-๗-
วนั ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เรอื่ ง : เทคนคิ การส่ือสารและการนำเสนออยา่ งมีประสิทธภิ าพ
โดย : ผศ.ดร สมชาย สำเนียงงาม
1.สิง่ ที่ได้จากการเรียนรู้
การสอื่ สาร : การถ่ายทอดความรู้ความคิด ความรู้สึก อารมณ์จากผูส้ ่งสารไปยงั ผูร้ บั สาร
๑) การพัฒนาทักษะการสื่อสาร เพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจความหมายและตอบสนองตามวัตถุประสงค์ท่ี
ต้องการ โดยแบ่งวตั ถปุ ระสงคข์ องการพูดดงั น้ี
๑.1) เพอ่ื ให้ความรู้
๑.2) เพอ่ื โนม้ น้าวใจ
๑.3) เพอ่ื จรรโลงใจ
๑.4) เพื่อค้นหาคำตอบ
2) การเตรียมตวั ก่อนทจ่ี ะพดู
2.1) กำหนดวตั ถุประสงค์
2.2) วิเคราะห์ผูฟ้ งั
2.3) เลือกเรือ่ ง กำหนดขอบเขต และวางโครงเรอ่ื ง
2.4) การรวบรวมข้อมูล
3) จัดเรียบเรียงเรือ่ ง
๓.๑) สรา้ งหวั ข้อย่อย
๓.๒) เรียงลำดบั เวลา
๓.๓) หาค่ตู รงขา้ ม ดี-ไมด่ ี
๓.๔) เสนอตามลำดบั ขนั้
๓.๕) ใช้ชัน้ เชงิ การถาม
4) การสื่อสารทด่ี ี
๔.1) ทักทายปฏิสันถาร (ใช้คำให้เหมาะสม เช่น กราบเรียน ใช้กับนายก หรือประธานสภา
ส่วนใหญใ่ ช้คำว่า “เรียน” หรือใหก้ ลา่ วทกั ทายประธานก่อน และไมเ่ กนิ 3 กล่มุ )
๔.2) คำนำ (เรอ่ื งราวในชีวติ ประจำวัน, เหตุการณป์ จั จบุ นั , ขอ้ เท็จจรงิ ท่ีน่าสนใจ, คำคม
คำถามที่เก่ียวข้องกบั หวั ข้อท่ีจะพูด)
๔.3) เนื้อเร่อื ง (ไมพ่ ูดเร็วเกินไป, ใชเ้ น้อื หาท่ผี ู้พูดรู้มากท่ีสุด, ทำเนื้อหาให้สั้น, ประเมิน
ผู้ฟังอย่างต่อเนื่อง,ผ่อนคลายและสร้างอารมณ์ขัน, สบตาผู้ฟังตลอดการพูด, ใช้พลังของการหยุด
ชว่ั คราว, ไม่ตกใจเมื่อมีคำถาม)
๔.4) กล่าวสรุป (ทบทวนประเด็นหลักสั้นๆ, เสริมให้ประเด็นหลักชัดเจนขึ้น, เชื่อมโยง
กับเนอื้ หาทไี่ ด้กล่าวนำตอนต้น, คำพูดเชิงบวกที่หนักแนน่ นา่ ประทับใจ *คำตอ้ งห้าม : จบแลว้ แค่
นี้ ขอโทษ ขอบคณุ )
-๘-
5) การดำเนินเรื่อง ไม่เร็ว รู้เรื่องที่จะพูด สั้น รู้ผู้ฟัง ผ่อนคลาย อารมณ์ขัน สบตา มีการหยุด
เป็นระยะ ตอบคำถาม แบบมสี ติ ใชเ้ ทคนคิ กฎของเลข 3
6) การกล่าวสรุปลงท้าย ทบทวนประเด็นหลัก เนื้อหาสั้น ชัดเจน เชื่อมโยง เชิงบวก หนักแน่น
ประทับใจ โดยใช้น้ำเสียงที่น่าฟัง มีการใช้วรรคทองเพื่อกระแทกใจผู้ฟัง **ห้าม จบแล้ว แค่นี้ ขอโทษ
ขอบคุณ แต่ใหส้ วสั ดคี ่ะ ยกมอื ไหว้
๗) บุคลิกลักษณะของผู้พูดที่ดี ประกอบด้วย การแต่งกาย การเดิน การยืน การแสดงออกทางสี
หนา้ การประสานสายตา และการแสดงท่าทาง ถอ้ ยคำ นำ้ เสียง สีหน้า แววตาล้วนมคี วามสำคัญ
2.ท่านจะนำสิ่งทีไ่ ดจ้ ากการเรยี นรูไ้ ปใช้ในการทำงานและชวี ิตประจำวันอย่างไรบ้าง อย่างเป็นรปู ธรรม
ปฏิบัติได้จริง
1) นำเทคนิคไปใช้ในการนำเสนองาน ไม่ว่าจะเป็นการประชุมระดับกรม ระดับสำนัก หรือระดับ
กลุ่ม เพื่อเสริมบุคลิกภาพผู้นำให้สง่างาม และเกิดประโยชน์ต่อผู้ฟัง ช่วยให้ผู้ฟังเกิดความเข้าใจง่าย และ
เกิดประสทิ ธิภาพในการประชมุ
๒) เสรมิ ทกั ษะการพดู การถอดรหัสสาร เพ่ือใหก้ ารพูดและการส่ือสารมีประสทิ ธภิ าพมากขน้ึ
๓) เลือกใชก้ ารสื่อการใหเ้ หมาะสมกับบุคคลทต่ี ้องการส่งสาร การนำเสนอ การพูดสามารถเตรียม
สารไดถ้ ูกต้องตามประเดน็ ท่ตี อ้ งการส่อื สาร
๔) พัฒนาการสื่อสารภายในหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบทบาทของหัวหน้ากลุ่มงานที่ต้อง
สื่อสาร กบั ผ้บู ังคับบัญชา เพื่อนรว่ มงาน และผใู้ ตบ้ งั คบั บญั ชา การสื่อสารท่ดี จี ะสง่ ผลใหเ้ กิดผลลัพธ์ในการ
ทำงานท่ีดี
๔) ประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน ทั้งการสื่อสารกับผู้อื่นและคนในครอบครัวเพื่อให้การสื่อสารที่มี
ประสิทธิภาพ
๕) นำกฎของเลข ๓ และวรรคทองไปใช้ในการนำเสนองาน เพื่อให้การนำเสนองานมีความ
นา่ สนใจ นา่ ติดตาม เพอ่ื ให้เกิดประสิทธิภาพในการสอ่ื สารสูงสดุ
๖) บุคลิกภาพ การแต่งกาย ท่านั่ง ท่ายืน น้ำเสียง (เส้ือผ้า หน้า ผม) เป็นส่วนประกอบสำคัญใน
การส่ือสารท่ีมีประสทิ ธิภาพ ดงั นั้นกอ่ นพูดต้องเรมิ่ ตน้ ด้วยการสำรวจตัวเองดา้ นบคุ ลิกภาพกอ่ น
-๙-
วนั ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เรื่อง : การคดิ เชิงระบบและการจดั การกับปญั หาโดยใชป้ ญั หาเป็นฐาน
โดย : อาจารย์ ดร.นยั นา ภลู ม
1.สิ่งท่ไี ดจ้ ากการเรียนรู้
1) ลักษณะสำคัญของการคิดเชิงระบบ ประกอบด้วย การคิดแบบองค์รวม (Holistic) การคิด
สัมพันธ์กับบริบท (Context) การคิดเป็นลำดับชั้น (Hierarchy) การคิดแบบมีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน
(Interaction) และแบบวงจรป้อนกลับ (Feedback loobs)
๒) System Thinking, Structure thinking การคิดเชิงระบบและการจัดการกับปัญหาโดยใช้
ปัญหาเป็นฐาน การใช้กระบวนการทางปัญญาในการค้นหาปัญหาแบบองค์รวม มองภาพรวมของ
ปรากฏการณต์ ่างๆทเ่ี กิดข้ึนใหเ้ หน็ เป็นองคป์ ระกอบต่างๆวา่ มคี วามเกี่ยวข้องสัมพนั ธ์และต่อเน่ืองเชื่อมโยง
กันอยา่ งไร และหากเกดิ เปล่ยี นแปลงใดๆขององค์ประกอบหน่ึงการเปลี่ยนแปลงก็จะสง่ ผลกระทบต่อเนื่อง
ไปยงั ส่วนอืน่
ข้ันตอนการคดิ เชงิ ระบบเพอ่ื แกไ้ ขปัญหา
1) กำหนดประเดน็ ปญั หา
2) ระบุตัวแปรหรือปัจจัยท่ีเกี่ยวข้องกับปัญหา โดยใช้เครื่องมือช่วยวิเคราะหเ์ พื่อฝึกการ
คิดเชงิ ระบบ
3) สรา้ งภาพวงจรสาเหตุ
4) วางแผนแกป้ ัญหาโดยต้งั สมมตฐิ าน แก้ปัญหาจากวงจรปัญหาและวางแผนโครงงาน
5) ดำเนินการสรปุ รายงานและนำเสนอผลการดำเนินการ
กระบวนการใชป้ ญั หาเปน็ ฐาน
1) เสนอสถานการณ์ปัญหา
2) แลกเปลี่ยนข้อมลู หรอื ความรู้ทม่ี ีอยู่
3) สร้างสมมตฐิ าน
4) กำหนดวัตถปุ ระสงค์การแกป้ ญั หา
5) รวบรวมข้อมูลโดยการคิดเชงิ ระบบ
6) อภิปรายและวิเคราะห์ขอ้ มูล
7) ประยกุ ตใ์ ชค้ วามรู้
8) การประเมนิ และสะทอ้ นคิด
๓) องค์กรแห่งการเรยี นรู้ (Learning Organization) เม่อื มีการคิดเป็นระบบกจ็ ะกลายเป็นองค์กร
นวัตกรรม (Innovation Organization) ต้องมีแนวคิด System Thinking คือการคิดเชิงระบบ และการ
จัดการปัญหาโดยใช้ปัญหาเปน็ ฐาน
๔) วิธีการคิดเชิงระบบกับการมองภูเขาน้ำแข็ง แบ่งออกเป็นสี่ระดับ หรือเรียกว่าระดับการคิดส่ี
ระดับ คอื การคดิ ระดบั สถานการณ์(Events) การคดิ ระดบั แผน (Patterns) การคดิ ระดับโครงสรา้ ง
( Structure) และการคิดระดบั ภาพจำลองความคดิ ( Mental model)
-๑๐-
๕) การคิดเชิงระบบอยู่บนพ้ืนฐานความเช่ือเพราะสง่ิ ใดใดในโลกนี้ล้วนเกี่ยวเน่ือง เชื่อมโยงกัน ไม่
มสี ง่ิ ใดเกิดขน้ึ ลอยๆ ความคิดเชิงระบบจงึ เปน็ การคดิ แบบองคร์ วม แบบมองเหน็ ภาพ หรือภาพรวมทงั้ หมด
ซ่งึ จะช่วยให้เขา้ ใจสถานการณ์การคาดการณแ์ ละเขา้ ใจสิ่งตา่ งๆได้อยา่ งเปน็ ระบบ
2.ทา่ นจะนำส่งิ ทไี่ ดจ้ ากการเรียนร้ไู ปใช้ในการทำงานและชีวติ ประจำวันอย่างไรบ้าง อย่างเป็นรูปธรรม
ปฏบิ ตั ไิ ดจ้ รงิ
๑) ร้จู ักการใชก้ ระบวนการคดิ ใหเ้ ปน็ ระบบ มกี ารหาข้อมูล ตง้ั สมมตุ ฐิ าน การพสิ จู นค์ วามจริง การ
คิดวิเคราะหใ์ หร้ อบด้าน ได้มกี ารนำเครอ่ื งมือต่างมาปรับใช้ในการคิดใหเ้ ป็นระบบมากยิง่ ข้ึน
๒) นำการคดิ เชงิ ระบบไปใชใ้ นการประสานงานกับภาคีเครือข่ายใหเ้ ปน็ ไปตามกระบวนการ
๓) นำมาปรับใช้ในการแก้ไขปญั หา การตดั สินใจ ไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพและนำข้อมูลป้อนกลับที่
ไดจ้ ากกระบวนการคดิ เชิงระบบไปพัฒนาองค์กรต่อไป
๔) การนำแนวคิดเชิงระบบไปปฏิบัติงาน โดยการคิดแบบภาพรวมทั้งระบบ ในการค้นหาปัญหา
การวิเคราะห์หาปัญหา และสาเหตุของปัญหา เพื่อนำมาสู่การพัฒนาปรับปรุง เช่น ระบบคิวในการ
เอกซเรย์ผู้มารับบริการ ระยะเวลาการรอคอย การหมดอายุของยา อุปกรณ์ช่วยฟื้นคืนชีพ System
Thinking แนวคิด เครื่องมือต่างๆที่ค้นหาสาเหตุของปัญหาที่เกิดขึ้น แล้วนำมาวางแผนการดำเนินงาน
เป็นขั้นตอนเป็นกระบวน การที่เราจะทำแผนงาน ปรับปรุงการทำงาน ลดระยะเวลาการรอคอยการรับ
บริการ ของหน่วยงาน โดยคิดให้ครอบคลุมทุกปัจจัยและองค์ประกอบซึ่งจะต้องเรียงลำดับความสำคัญ
และวิเคราะห์ความสำคัญนั้นออกมาเป็นเหตุผล ซึ่งจะแยกเป็นข้อดีและข้อเสียของการทำงานโดยการคิด
ทั้งหมดจะต้องมีความเชื่อมโยงและสอดคล้องกันทั้งระบบ เพื่อสร้างงานให้มีประสิทธิภาพและบรรลุถึง
เปา้ หมาย อยา่ งมีประสทิ ธิผล
๕) นำไปใช้วิเคราะห์ปัญหาในชุมชน ค้นหาสาเหตุและออกแบบระบบเพื่อแก้ปัญหา นำไปสู่การ
เขียนแผนงานโครงการ กำหนดวัตถุประสงค์เพ่อื ขบั เคลื่อนใหก้ ารทำงานบรรลผุ ลสำเร็จ
๖) นำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันก็ โดยนำการคิดเชิงวิเคราะห์มาปรับใช้ในการแก้ไขปัญหา ทั้ง
ปัญหาที่พบในชวี ิตประจำวัน การดูแลลกู และครอบครวั การวางแผนชวี ติ ในอนาคต ทัง้ ด้านสขุ ภาพ ความ
มั่นคงในชีวติ หน้าทก่ี ารงาน และวางแผนทางการเงิน
-๑๑-
วันท่ี ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เรอ่ื ง : การบริหารงานการเงิน – การพัสดุและการจดั การกบั ความเสยี่ ง
โดย : อาจารยว์ รกมล อยนู่ าค ตรวจสอบภายใน สป.สธ.
1.ส่ิงทีไ่ ด้จากการเรยี นรู้
วัตถุประสงค์ : มีความรู้ความเข้าใจ ระบบงานงบประมาณ การเงินการคลังกฎหมาย ระเบียบ
การเงนิ การคลังและพสั ดุ สำหรบั ผบู้ ริหาร ความตระหนักในความสำคัญในการวางระบบปอ้ งกันความเส่ียง
ด้านการเงนิ และพัสดุ และนำความรู้ไปบริหารจัดการงานการเงิน พัสดุ
ขอบเขตของการบรหิ ารงานการเงินการพสั ดุและการจัดการความเสี่ยง
1) ระบบงานงบประมาณการเงนิ การคลงั
2) ระเบียบการพัสดพุ รบจัดซอ้ื จดั จ้างทส่ี ำคัญ
3) ความเสี่ยงที่พบบ่อย ปัญหาและข้อระวังในการบริหารจัดการด้านการเงินพัสดุสำหรับ
ผบู้ รหิ าร
พระราชบญั ญัตวิ นิ ัยการเงนิ การคลังของรฐั พ.ศ. 2561 รัฐธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทยมาตรา 62
“รฐั ต้องรักษาวนิ ัยการเงินการคลงั อย่างเคร่งครัดเคร่งครัดเพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐ
มเี สถียรภาพและมน่ั คงอยา่ งย่ังยืนตามกฏหมายวา่ ด้วยวนิ ัยการเงินการคลังของรฐั และจดั ระบบภาษีให้เกิด
ความเป็นธรรมแก่สังคม
“กฎหมายหมายว่าดว้ ยวนิ ัยการเงินการคลังของรัฐอยา่ งน้อยต้องมีบทบัญญัติเกีย่ วกับ กรอบการ
ดำเนินการทางการคลังและงบประมาณของรัฐ การกำหนดวินัยทางการคลัง ด้านรายได้และรายจ่าย ท้ัง
เงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ การบริหารทรัพย์สินของรัฐและเงินคงคลังและการบริหารหน้ี
สาธารณะ”
เงนิ นอกงบประมาณและทุนหมุนเวียน
มาตรา 61 เงินมาตรา 61 เงนิ นอกงบประมาณใหม้ เี ทา่ ที่จำเปน็ เพื่อประโยชน์ในการปฎบิ ตั ิหน้าที่
หรอื การดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของการมีเงินนอกงบประมาณน้นั และในสว่ นของเงนิ นอกงบประมาณ
ของหน่วยงานรัฐให้นำมาฝากไว้ท่ีกระทรวงการคลัง เวน้ แตจ่ ะมีกฎหมายกำหนดไว้อย่างอื่นตามคำส่ังหรือ
ขอ้ ยกเว้น
เงนิ นอกงบประมาณ เงินนอกงบประมาณให้มีเท่าทจ่ี ำเป็นและนำหลักการใช้จ่ายเงินงบประมาณ
มาใช้โดยอนุโลมโดยให้ฝากไว้ที่กระทรวงการคลังเว้นแต่มีกฎหมายกำหนดเป็นอย่างอื่นหรือข้อตกลงกับ
กระทรวงการคลังในส่วนของเงินคงเหลือให้นำส่งคลังโดยไม่ชักช้า ซึ่งได้แก่เงินบำรุง เงินหลักประกัน
สุขภาพแห่งชาติ เงนิ บรจิ าค ฯลฯ
การตรวจเงนิ แผ่นดิน การป้องปรามตรวจสอบการใช้จ่ายเงินแผน่ ดิน จะใชห้ ลกั การสองอย่างคือ
ปอ้ งกันเก่ียวกับการตรวจสอบงบประมาณ การเงนิ บัญชี การตรวจสอบรายไดต้ ่างๆ การจัดประโยชน์ การ
ลงทุนการตรวจสอบการบริหารงานพัสดุ ส่วนการป้องปรามเป็นการตรวจสอบการดำเนินงาน และระบบ
ควบคมุ ภายใน และการตรวจสอบสืบสวนขอ้ เทจ็ จริงตา่ งๆ
การบริหารเงินของหน่วยงานโดยจะแบ่งเปน็ 4 ประเภท เงินงบประมาณ ขึ้นอยู่กับ พรบ.วิธีการ
งบประมาณพ.ศ. 2561 ซ่ึงไดแ้ ก่งบบุคลากร งบดำเนนิ งาน งบลงทุน งบอดุ หนนุ งบรายจา่ ยอื่น เงินนอก
งบประมาณ ตามระเบยี บประกาศเก่ียวกบั เงนิ รายได้ เงินบำรงุ ตามคำสัง่ มอบอำนาจซึ่งเป็นเงินรายได้ ท่ีได้
-๑๒-
จากการให้บริการหรือเงินรายได้สถานศึกษา ซึ่งไม่ต้องนำส่งรายได้แผ่นดิน เงินบริจาคขึ้นอยู่กับวัตถุ
ประสงค์ ของเงินบรจิ าคและผู้บรจิ าคหากเหลอื สามารถ นำเข้าสูเ่ งนิ บำรงุ เงนิ อุดหนนุ ตามหลัก เกณฑ์การ
ใชจ้ ่ายงบประมาณงบเงินอดุ หนุน
ความเส่ียงในการใชจ้ า่ ยเงินงบประมาณ 3 ประเด็นหลกั
1) การจัดสรรเป็นระยะๆการจัดสรรเป็นสามรอบคือ เมษายน กรกฎาคม และ
ตุลาคม
2) มาปลายปี ซึ่งส่วนมากจะเงินจะมาในช่วงเดือนกรกฎาคม และจำเป็นรีบเร่งที่
จะตอ้ งจัดซอ้ื จดั จ้าง
3) เงินทีไ่ มม่ รี ายละเอียดท่ีชดั เจนถงึ การให้ ซ่งึ เป็นความเส่ียงอยา่ งสูง เป็นเงินที่ให้มา
โดยไม่มรี ายละเอยี ดใดๆ
ระบบการควบคุม
1) จดั ทำแผนประมาณรายการรายไดแ้ ละควบคมุ คา่ ใชจ้ ่าย
2) จดั ทำแผนการใชจ้ า่ ยเงินงบประมาณ เงินนอกงบประมาณ
3) จดั ทำแผนปฏบิ ตั ิการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์
4) จัดทำแผนระหวา่ งปี
5) การกำกบั ติดตามประเมนิ ผลและการรายงานการใช้จ่ายเงิน
ความเสี่ยงท่สี ำคญั คอื ความเส่ียงเก่ยี วกบั การจ่ายเงิน
1) การจ่ายเงินโดยไม่การจ่ายเงินโดยไม่ผ่านการอนุมัติหรืออนุมัติจ่ายเงินโดยผู้ไม่มี
อำนาจ
2) การจา่ ยเงินโดยไมม่ ีหลักฐานประกอบการจา่ ยหรอื มีหลักฐานไมถ่ ูกต้องครบถ้วน
3) การจ่ายเงินล่าช้าจ่ายเงินเกินหรือขาดจ่ายเงินผิดพลาดให้ผู้ที่ไม่มีสิทธิ์รับเงินหรือ
ไมใ่ ชเ่ จา้ หนี้
4) การกำหนดจำนวนเงินการจ่ายท่ีตอ้ งจ่ายเป็นเช็คแตก่ ับจา่ ยเป็นตัวเงนิ สดแทนการ
เขยี นเช็คสั่งจา่ ยเป็นเงนิ สดไมข่ ดี ฆา่ คำว่า “หรือผูถ้ อื ”และหรือไม่ขีดครอ่ มเช็ค
5) การปลอมแปลงลายมอื ช่อื ผู้มีอำนาจในการลงนามส่ังจา่ ยในเช็ค
6) การปลอมแปลงหรือแก้ไขจำนวนเงินในเช็คการปลอมแปลงหรือแก้ไขเลขที่บัญชี
ฝากธนาคารในระบบ KTB Corporate Online
7) การปลอมแปลงเอกสารของธนาคาร
8) การสรา้ งข้อมูลผ้ขู ายไมถ่ ูกตอ้ งในระบบ GFMIS
ความเส่ยี งเก่ยี วกบั ลูกหน้เี งนิ ยมื ราชการ
1) สญั ญาเงินยมื กรอกรายละเอยี ดไม่ครบถว้ น
2) เอกสารแนบสญั ญาเงนิ ยมื ไมค่ รบถ้วนไม่ถูกต้อง
3) การส่งใชค้ นื เงินยมื ล่าชา้ และอนุมัติใหย้ ืมซ้ำซอ้ น
4) ขาดการประมาณการยืมเงิน คืนเงินสดเกิน 30%
5) เม่ือชดใช้คืนเงินยืมแล้ว การเงินไม่สลักหลังสัญญาไม่ออกใบรับใบสำคัญ
ใบเสรจ็ รบั เงนิ
6) การขออนุมตั กิ ารเดนิ ทางไปราชการไมค่ รอบคลมุ วันเดนิ ทาง
-๑๓-
7) การยืมเงินเพ่ือจดั ซ้อื วสั ดคุ ุรุภัณฑ์
การบรหิ ารงานพสั ดุ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 และระเบียบกระทรวงการคลังว่า
ด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 รวมทั้งกฎกระทรวงและหนังสือเวียนที่
เกี่ยวข้องซึ่งกรณีที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องจะต้องมีเหตุผลความจำเป็น และ
ตอ้ งขออนมุ ตั ยิ กเว้นหรือขออนุมัติผ่อนผัน กอ่ นดำเนินการ
หลักการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ (ม.๘) จะต้องตรวจสอบได้ มีความคุ้มค่าและโปร่งใส
ไดป้ ระสิทธภิ าพประสิทธิผล
ผ้มู หี นา้ ทีเ่ กีย่ วข้องกบั การจัดซอ้ื จัดจ้าง
1) หวั หนา้ หนว่ ยงานของรัฐ ราชการส่วนกลาง หมายถงึ อธิบดี หรือหวั หนา้ ส่วนราชการที่
เรียกชื่ออย่างอ่ืนและมีฐานะเป็นนิติบุคคลราชการส่วนภูมิภาค หมายถึงผู้ว่าราชการ
จงั หวัด
2) หวั หนา้ เจ้าหนา้ ท่ี หมายถึง ผูด้ ำรงตำแหน่งหวั หน้าสายงานซ่ึงปฏิบัติงานเก่ียวกับการ
จดั ซอ้ื จัดจา้ งหรือการบริหารพัสดุ หรอื ผู้ท่ีไดร้ ับมอบหมาย จากหวั หนา้ หน่วยงานของ
รฐั ให้เปน็ หัวหน้าเจ้าหนา้ ท่ี
3) เจ้าหน้าท่ี หมายถึง ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจดั จา้ งหรือการบริหารพัสดุ หรือ
ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้มีอำนาจให้ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้าง หรือการ
บริหารงานพัสดุ ของหน่วยงานของรฐั
4) คณะกรรมการจัดซ้อื หรอื จา้ งกระบวนการพสั ดุ
กระบวนการพัสดุ เริ่มจากกำหนดความตอ้ งการเพือ่ ของบประมาณและจัดทำแผนความต้องการ
จากนั้นจัดหาพัสดุตามแผนและงบประมาณ ทำการเบิกจ่ายเงินเมื่อจัดหาพัสดุเสร็จแล้ว ทำการบริหาร
สัญญาเงินค้ำประกัน การควบคุมและจำหนา่ ยพัสดุเม่อื พสั ดนุ น้ั หมดอายุการใช้งาน ซงึ่ เป็นหนา้ ทีข่ องพัสดุ
หลักการการจัดทำแผนจัดซื้อจดั จ้าง หลักการ ให้ทำและประกาศเผยแพร่แผนการจดั ซื้อจัดจ้าง
ประจำปีในระบบเครือข่ายสารสนเทศของกรมบัญชีกลาง และของหน่วยงาน โดยให้ปิดประกาศเปิดเผย
ณ.สถานท่ีของหน่วยงาน
ยกเว้นหลกั การการจัดทำแผนจดั ซื้อจดั จ้าง
1) จำเป็นเรง่ ดว่ นหรือใช้ในราชการลับ (ม.56(1)(ค)(ฉ))
2) การจัดซือ้ จัดจ้างทม่ี ีวงเงนิ ครัง้ หนงึ่ ไม่เกนิ 500,000 (ม.56(2)(ข) / กฎกระทรวง))
3) มีความจำเป็นต้องใช้พัสดุนั้นฉุกเฉินเนื่องจากอุบัติเหตุภัย หรือภัยธรรมชาติ หรือโรค
อันตรายหรอื ขายทอดตลาด (ม.56(2)(ง)(ฉ))
การเปล่ยี นแผนใหเ้ ป็นไปตามระเบียบรฐั มนตรีคลงั กำหนด
เมื่อหน่วยงานได้รับความเห็นชอบวงเงินแล้วให้เจ้าหน้าที่จัดทำแผนการจัดซื้อจัดจ้างประจำปี
เสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเห็นชอบ
-๑๔-
แผนการจดั ซ้ือจัดจา้ งประกอบด้วย
1) ชื่อโครงการท่จี ะจัดซอื้ จัดจา้ ง
2) วงเงินท่จี ะจดั ซื้อจัดจา้ ง
3) ระยะเวลาทค่ี าดวา่ จะจัดซ้อื จัดจ้าง
4) รายการอื่นกรมบัญชีกลางกำหนดเมื่อได้รับความเห็นชอบแล้วให้นำไปประกาศเผย
แพร่ในระบบเครือขา่ ยของกรมบญั ชีกลางและหนว่ ยงานของรัฐ และให้ปิดประกาศโดยเปิดเผย ใน
สถานที่ปิดประกาศของหน่วยงาน หากไม่เผยแพร่ในระบบบัญชีกลางโดยโครงการใดจะไม่
สามารถจะซอื้ จะจา้ งโครงการน้ันได้
คณะกรรมการซื้อหรือจ้างประกอบด้วย คณะกรรมการพิจารณาผลการประกวดราคา
อิเล็กทรอนิกส์ คณะกรรมการพิจารณาผลการสอบราคา คณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีคัดเลือก
คณะกรรมการซือ้ หรอื จ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง และคณะกรรมการตรวจรับพสั ดุ
ราคากลาง(มาตรา 4) ราคาที่ได้จากการคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลาง
กำหนด โดยแยกเป็นสองประเภทคือ ราคามาตรฐาน และราคาอ้างอิง ทั้งสองอย่างโดยทำการสืบราคา
จากทอ้ งตลาดหรอื จากราคาทีเ่ คยซ้ือหรือจ้าง หรือวิธอี ่ืนใด
วิธกี ารจดั ซ้ือจัดจ้าง มีอยู่ 3 ประเภท
๑) วิธีการประกาศเชิญชวนให้ผู้ประกอบการทั่วไป ที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขท่ี
กำหนด เข้ายนื่ ข้อเสนอ
๒) วิธคี ดั เลือก หน่วยงานภาครฐั เชิญชวนเฉพาะผู้ประกอบการที่มีคณุ สมบัตติ รงตามข้อ
ที่กำหนดต้องไม่น้อยกว่า 3 ราย ให้เข้ามายื่นข้อเสนอ เว้นแต่มีผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรง
ขอ้ กำหนดน้อยกวา่ 3 ราย
๓) วิธีเฉพาะเจาะจงเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามที่กำหนดรายใดราย
หน่งึ ใหเ้ ขา้ ยน่ื ขอ้ เสนอหรือให้เข้ามาเจรจาตอ่ รองราคากบั หน่วยงานของรฐั โดยตรง
วิธีจดั ซอื้ จัดจ้าง (ระเบยี บกระทรวงการคลงั 2560)
๑) วิธีเฉพาะเจาะจงกรณีมีวงเงินการจะซื้อจะจ้างไม่เกิน 500,000 บาทตา ม
กฎกระทรวงหรอื เขา้ เงินไขอนื่ ตาม พรบ.มาตรา 56 (2)
๒) วิธคี ัดเลอื กกรณีเขา้ เง่อื นไขตาม พรบ.มาตรา 56 (1)
๓) วิธีสอบราคากรณีวงเงินเกิน 500,000 บาท แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท และพื้นที่
ดังกล่าวมีข้อจำกัดในการใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ต ทำให้ไม่สามารถดำเนินการตามวิธี e-Market
หรอื e-Bidding ได้ (32) (ระบุเหตุผลใหช้ ดั เจนในรายงานขอซื้อจา้ ง)
๔) วิธี e-Market หรือ e-Bidding ได้ วงเงินเกิน 500,000 บาทสินค้าไม่ซับซ้อน
ตามท่ีกรมบัญชกี ลางกำหนด(ขอ้ 30)
๕) วธิ ี e-Market หรือ e-Bidding วงเงนิ เกิน 500,000 บาท สินค้าซบั ซ้อน มีเทคนิค
เฉพาะ(ขอ้ 31)
** การแบ่งซื้อแบ่งจ้าง (ข้อ20) การแบ่งซื้อแบ่งจ้างโดยลดวงเงินที่จะซื้อจ้างในคร้ัง
เดยี วกันเพอ่ื ให้วิธกี ารจัดซอ้ื จัดจา้ งหรอื อำนาจในการส่ังซื้อสงั่ จา้ งเปลี่ยนแปลงไปจากกระทำมิได้
-๑๕-
Financial managment หมายถึง การวางแผนการจัดระเบียบและการควบคุมกำกับกิจกรรม
ทางการเงินเชน่ การจดั ซื้อ และการ ใช้ประโยชนจ์ ากเงนิ ทนุ ขององคก์ร ซงึ่ ใช้หลกั การบริหารงานท่ัวไปของ
ทรัพยากรทางการเงนิ ขององค์กร
๑. ข้อพงึ ระวงั /ระบบการควบคุม
- จดั ทำแผนประมาณการรายได้และควบคุมค่าใช้จ่าย
- จดั ทำแผนการใชจ้ า่ ยเงนิ งบประมาณ/เงินนอกงบประมาณ
- จดั ทำแผนปฏิบัตกิ ารสอดคลอ้ งกบั ยทุ ธศาสตร์
- ปรับแผนระหวา่ งปี
- การกำกบั ตดิ ตาม ประเมินผลและการรายงานการใชจ้ า่ ยเงนิ
๒. ความเส่ียงสำคญั เกยี่ วกบั การจา่ ยเงิน
- โดยไมผ่ ่านการอนมุ ัติ หรอื อนุมัติจา่ ยเงนิ โดยผ้ไู ม่มอี ำนาจ
- การจา่ ยเงนิ โดยไม่มีหลกั ฐานประกอบการจ่ายหรือมหี ลกั ฐานไม่ถูกตอ้ งครบถว้ น
- การจ่ายเงนิ ลา่ ช้า จ่ายเงินเกินหรอื ขาด จ่ายเงินผดิ พลาดใหผ้ ู้ทีไ่ ม่มีสิทธิรับเงิน หรือไม่ใช่
เจ้าหนี้
- การกำหนดจำนวนเงนิ การจา่ ยทต่ี ้องจา่ ยเป็นเชค็ แตก่ ลับจ่ายเป็นตวั เงินสดแทน
- การเขยี นเช็คส่ังจา่ ยเปน็ เงินสด ไม่ขีดฆา่ คำว่า “หรอื ผู้ถือ” และหรือไม่ขดี ครอ่ มเชค็
- การปลอมแปลงลายมือช่อื ผมู้ อี ำนาจในการลงนามส่ังจา่ ยในเชค็
- การปลอมแปลงหรอื แกไ้ ขจำนวนเงินในเชค็
- การปลอมแปลงหรือแก้ไขเลขท่ีบญั ชีเงินฝากธนาคารในระบบ KTB Corporate Online
- ปลอมแปลงเอกสารของธนาคาร
- การสรา้ งข้อมูลผู้ขายไมถ่ ูกต้องในระบบ GFMIS
๓. ความเส่ียงสำคญั เกีย่ วกบั เงนิ ยมื
- กรอกรายละเอยี ดไมค่ รบถ้วน
- เอกสารไมถ่ กู ต้อง ไม่ครบถ้วน
- การสง่ คนื ล่าช้า อนมุ ัติซำ้ ซ้อน
- ขาดการประมาณการเงินยืม คนื เงนิ สดเกนิ 30%
- คนื เงินแล้วไม่สลักหลัง/ไมอ่ อกใบเสรจ็
- ขออนมุ ตั วิ นั เดนิ ทางไม่ครอบคลุมวนั ไปราชการ
- ยมื เงนิ ซ้ือวสั ด/ุ ครุภณั ฑ์
• กรณีไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ที่เกี่ยวข้องได้ต้องมีเหตุผลความจำเป็น,ต้องขอ
อนุมัติยกเว้น หรอื ขออนมุ ตั ผิ อ่ นผัน ก่อนดำเนนิ การ
• หลักการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุ (ม.๘) คุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้และมีประสิทธิ
ภาพประสทิ ธผิ ล
-๑๖-
2.ท่านจะนำสิ่งทไี่ ดจ้ ากการเรียนรู้ไปใชใ้ นการทำงานและชวี ิตประจำวันอย่างไรบา้ ง อยา่ งเปน็ รูปธรรม
ปฏบิ ัติไดจ้ รงิ
1) นำความรู้ที่ได้ไปบริหารจัดการงานการเงินในองค์กรและในงานที่รับผิดชอบ ให้เป็นไปตาม
ระเบยี บของทางราชการ
2) นำความรู้ที่ได้ไปบริหารจัดการงานพัสดุในองค์กรและในงานที่รับผิดชอบ ให้เป็นไปตาม
ระเบยี บของทางราชการ
3) นำความรู้ที่ได้ไปบริหารจัดการความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นในองค์กรและในงานที่รับผิดชอบ
เพ่อื ไม่ใหเ้ กดิ ความเสย่ี ง ถกู ต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้
๔) นำความรู้ที่เรื่องระเบียบการเงิน พัสดุ ระเบียบการเบิกเงินราชการไปใช้เพื่อให้การเบิกต่างๆ
ไม่เกดิ ความเสย่ี ง
๕) ระเบยี บเรื่องวธิ ีจดั ซอ้ื จัดจ้างท่ถี ูกตอ้ ง ตามระเบียบการเงนิ การคลังระเบียบพัสดุทำให้เรียนรู้ได้
ว่าการจัดซื้อจัดจ้างด้วยลักษณะต่างๆ จะต้องมีวงเงินไม่เกินเท่าไหร่ รวมทั้งระเบียบขั้นตอนการจำหน่าย
อุปกรณท์ ห่ี มดอายจุ ากการใช้งานมีหลักการหลักเกณฑใ์ นการจำหนา่ ย ใครเป็นผูร้ ับผดิ ชอบในการจำหน่าย
การจดั ซ้ือจดั จา้ งท่ถี กู ตอ้ ง ถกู ระเบียบ จะทำให้เกดิ การทำงานทโี่ ปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีความชัดเจน
๖) การเงินต้องตรวจสอบอะไรบ้างก่อนมีการเบิกจ่ายเงิน / สิ่งที่เราต้องตรวจสอบก่อนการเบิก
จา่ ยเงนิ
๗) เข้าใจในผู้ที่ปฏบิ ตั งิ านทางดา้ นการเงิน และพัสดุ เพ่ิมมากข้ึน
-๑๗-
วนั ที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เรือ่ ง : การรูจ้ กั และเข้าใจตนเอง
โดย : อาจารย์ศภุ ภร ธรรมชูวงษ์
1.ส่งิ ท่ีได้จากการเรยี นรู้
1) มนุษย์ทุกคนมีการแสดงกิริยาท่าทาง คำพูด สิ่งที่ได้ยิน สิ่งที่ได้กลิ่น มีสิ่งที่ ซ่อนอยู่ หน้าที่เรา
คอื ตอ้ งค้นหาเพื่อสามารถอยู่ในองค์กรได้ เข้าถงึ สิง่ ทเี่ ขาพูดจะทำให้เราได้ ใจทกุ คน เรากจ็ ะไดท้ ุกอย่าง ไม่
อคติ
๒) การสื่อสารที่โปร่งใสด้วยหัวใจที่บริสุทธ์ิ (Congruence) การพูดความรู้สึก ไม่ใช้อารมณ์ บอก
ความต้องการ และข้อเท็จจริง ถ้าเราใช้อารมณ์แสดงออกมาทางท่าทาง น้ำเสียง จะทำให้เกิดการขาด
ความน่านบั ถือและเคารพจากผู้ร่วมงาน
๓) กาลหวานจริง ยงิ่ ประโยชน์ ด้วยเมตตา คือ การเลือกเวลาพูดที่เหมาะสมใช้คำพูดท่ีอ่อนหวาน
และเปน็ ข้อเท็จจริง (ความเช่ือ/ความคดิ ไม่ใชข่ ้อเทจ็ จริง)เมือ่ พูดแลว้ เกิดประโยชน์ และประกอบดว้ ยความ
เมตตา
๔) การฟังด้วยหัวใจ (Deep Listening) คือ การอยู่ร่วมกับผู้อ่ืนต้องฝึกการฟังอย่างลกึ ซึง้ (Deep
Listening) เพราะจะทำให้เข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้องหลังคำพูดนั้น ทำให้เราเข้าใจคน สามารถวิเคราะห์คนได้
สามารถเตมิ เต็มในส่วนทีเ่ ขาขาด ทำใหส้ ามารถเขา้ ใจ ได้ใจ และไดท้ ุกส่ิงจากผรู้ ่วมงาน
๕) การเลือกใช้ พรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ให้ถูกเวลาและถูกคน : การ
เป็นผู้นำที่ดีต้องประกอบด้วยพรหมวิหาร 4 ในการอยู่ร่วมกัน โดยการเน้นฝึกการมองตนเองก่อน และ
ยอมรบั ตัวตนของผู้ร่วมงาน
๖) แนวคิดภูเขาน้ำแขง็ (Iceberg Theory) ไดแ้ ก่
๖.1) Filling (ความรู้สกึ )
๖.2) Expectation (ความคาดหวัง)
๖.3) Perception (มมุ มอง ความเช่ือ ประสบการณ)์
๖.4) Yearnning (ความปรารถนา)
๗) ทฤษฎมี าสโลว์ หรือ ลำดับข้ันความตอ้ งการ 5 ขนั้
๗.๑) ความตอ้ งการพืน้ ฐานทางดา้ นร่างกาย (ปจั จัย 4)
๗.๒) ความตอ้ งการความมั่นคง
๗.๓) ความต้องการความรัก
๗.๔) ความตอ้ งการการไดร้ บั การยกย่องนับถือ
๗.๕) ความต้องการพฒั นาศกั ยภาพของตน
๘) ทฤษฎี ICEBERG
๘.1) Felling คือ ความรู้สึก เช่น เสยี ใจ อึดอัด เศร้า เสียใจ เสยี ดาย สะใจ สะเทอื นใจ
๘.2) Expectation คือ ความคาดหวงั ความต้องการ
๘.3) Perception คือ มมุ มอง ความคดิ ประสบการณ์ ความเชอ่ื
๘.4) Yearning คือ สิง่ ท่ีโหยหา ปรารถนาอยา่ งแรงกลา้
-๑๘-
ข้อคดิ ดๆี
๑) การเป็นหัวหน้าต้องมีความม่ันใจ และมั่งคง
๒) มนุษย์ทุกคนเปน็ คนดี มนุษย์ทุกคนรกั กนั
๓) เราต้องรู้จกั มนษุ ย์ รจู้ ักตนเอง จะทาให้เรารู้จกั คนอื่น ซึ่งเราตอ้ งฟงั ใหม้ าก
๔) ไม่พดู หยาบคาย ไม่พดู สอ่ เสียด ไม่พดู ปด
๕) กาล (พูดถูกกาล) หวาน (พูดจาออ่ นหวาน) จรงิ (พดู ข้อเท็จจรงิ ) ยงิ่ ประโยชน์ (พูดต้องเป็น
ประโยชน)์ ประกอบดว้ ยเมตตา (ใจตอ้ งเมตตา)
๖) ความเชือ่ ความคิด ไม่ใชค่ วามจรงิ
๗) ส่ิงที่สาคญั อีกอย่างคอื Relationship หมายถงึ สัมพนั ธภาพทีด่ จี ะนำมาซ่งึ ทุกส่ิง
2.ท่านจะนำสงิ่ ทไี่ ด้จากการเรยี นรไู้ ปใชใ้ นการทำงานและชีวติ ประจำวันอย่างไรบ้าง อย่างเปน็ รปู ธรรม
ปฏิบัติได้จรงิ
1) เราต้องรูต้ นเองและเข้าใจในตวั เองสำคัญที่สดุ
๒) การนาํ ไปใช้ในการสรา้ งความสัมพนั ธ์เชิงบวกในองคก์ ร โดยใชห้ ลกั ความเชื่อเร่ืองการสร้างสขุ
๓) เมอ่ื เกิดปัญหาความขดั แย้งในหน่วยงานใชห้ ลักการ พรหมวหิ าร4 ( เมตตา กรุณา มุทติ า
อุเบกขา และต้องเลือกใชว้ าจาทีส่ รา้ งสรรคแ์ ละไมใ่ ชอ้ ารมณ์อนื่ ๆเข้ามาเกย่ี วข้อง
๔) ใช้ธรรมะช่วยนำทางในการแก้ปัญหาต่างๆ รู้จกั เข้าใจตนเองและผอู้ ่นื
๕) นำหลกั ธรรมมาดำเนินชวี ติ และนำมาใชก้ ับผใู้ ต้บังคบั บญั ชา
๖) พูดแตค่ วามจรงิ ไมพ่ ูดเพอ้ เจอ้ ส่อเสียด ไม่หยาบคาย และไม่พูดใหผ้ ู้อน่ื เสยี หาย
๗) รูจ้ ักระงับอารมณ์
๘) ฝึกการรบั ฟังอย่างมสี ติ เป็นผฟู้ ังทีด่ ี เพอื่ ลดความขัดแย้ง ลดปัญหาที่เกดิ ขนึ้ ได้
๙) ฝึกฝนไม่ใช้ประสบการณม์ าตดั สินปัญหา ตอ้ งปลอ่ ยว่าง เปน็ กลางและใชเ้ ทคนคิ การใคร่ครวญ
เพ่ือให้ได้ประสิทธิผลหรือผลสัมฤทธ์ิ ทดี่ ขี น้ึ
๑๐) จดั ให้มีการประชมุ กนั ทุกสปั ดาห์ เปิดโอกาสใหเ้ ขากล่าวช่นื ชม ขอบคุณ หรือ ขอโทษเพอ่ื น
ร่วมงานเพอ่ื สรา้ งสมั พนั ธภาพทด่ี ี ให้โอกาสบอกความรู้สกึ กัน หวั หนา้ ตอ้ งมีคำเดด็ ๆ ทิง้ ทา้ ยให้
ผู้ใต้บงั คบั บัญชาจำไดเ้ สมอ
๑๑) พิจาณาตัวเองในการเมตตาเทียมตอ่ ผใู้ ต้บังคับบญั ชาเพ่ือป้องการการทำผิดซำ้ ๆ (เมตตาเทยี ม
คอื การท่เี ขากระทำผดิ แต่ไมไ่ ด้ตักเตือน แตย่ งั ใหเ้ ขาทำผดิ ซ้ำ)
๑๒) การประยกุ ต์ใช้ในการบริหาร เปน็ การนำมาใช้ในการตัดสินใจแกป้ ัญหาโดยการจัดการระบบ
ความคิด ทำให้เกดิ ความเคยชิน ซึ่งเป็นฐานใช้ในการสร้างทีมและความผูกพนั โดยการฝึกสะทอ้ น
คิด คิดแบบเป็นกระบวนการ คดิ อยา่ งมวี ิจารณญาณ มีสติและเปน็ การพฒั นาศกั ยภาพทางปัญญา
ทสี่ ง่ ผลใหม้ ีการปฏบิ ตั ิและการแกป้ ญั หาได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพกับผ้ใู ต้บงั คับบัญชา
-๑๙-
วันที่ 25 พฤษภาคม 2565
เรอ่ื ง : แนวคิดการสะท้อนคิดและการจัดทำใบงาน
โดย : อ.ดร.สดุ า เดชพิทักษ์ศิริกลุ
๑.ส่ิงท่ีได้จากการเรยี นรู้
1) ทักษะการสะท้อนคิด
๑.๑) การเชือ่ มโยงระหวา่ งทฤษฎี บรรทดั ฐานทอี่ ยเู่ บอื้ งหลงั และประสบการณ์ในชวี ติ
๑.๒) ไตรต่ รองความรู้ ความคดิ ความรู้สกึ การกระทำ
๑.๓) เรียนรปู้ ระสบการณ์ เกิดความคดิ และมุมมองใหมๆ่
๑.๔) ตั้งคำถามต่อเน้ือหาและคิดไตรต่ รองความถูกต้องสะท้อนออกมาให้สงั คมรับรู้
2) วธิ ีการส่งเสรมิ การสะท้อนคดิ
๒.๑) ฝกึ คิดอยา่ งงา่ ย (What?)... เพ่อื คน้ หา Evidence
๒.๒) ฝกึ การคดิ วจิ ารณ์ (What?+How?) เพื่อประเมิน Evidence
๒.๓) ฝึกการคิดให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (What?+How?+Why?) เพื่อประเมิน Evidence ที่
ยากซบั ซ้อน
๒.๔) ฝึกการคิดที่มีความซับซ้อนมาก(Why?) Refrctive Thinking &. Reflective Practice
เลอื กใช้ Evidence ที่ดใี นการปฏิบตั ิ
3) การประยกุ ตใ์ ช้ในการบริหาร
๓.๑) ใช้ในการตัดสินใจ แกป้ ัญหา
๓.๒) การจดั การความร/ู้ การเรยี นรู้
๓.๓) เปน็ ฐานใชใ้ นการสร้างทมี และความผูกพนั
๓.๔) เป็นเคร่ืองมอื ในการนเิ ทศงาน
๓.๕) ส่งเสรมิ คณุ ลักษณะด้านคุณธรรมจริยธรรม เพ่ือการบรกิ าร การฝกึ สะทอ้ นคดิ จึงเป็นการท่ี
นำไปสู่การคิดอย่างมวี ิจารณญาณ เป็นการพฒั นาศกั ยภาพทางปัญญาที่ส่งผลให้การปฏิบัตแิ ละ
การแก้ปญั หาไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพ
2.ท่านจะนำสงิ่ ทไี่ ดจ้ ากการเรียนรูไ้ ปใชใ้ นการทำงานและชวี ติ ประจำวันอยา่ งไรบา้ ง อย่างเปน็ รปู ธรรม
ปฏิบตั ิไดจ้ ริง
๑) นำไปประยกุ ต์ใช้เป็นพื้นฐานความคิดในการแกป้ ญั หา โดยการคิดเป็นระบบ ฝกึ สะท้อนคดิ
คิดแบบเปน็ กระบวนการ คดิ อยา่ งมวี จิ ารณญาณ และมสี ติ
๒) ใชเ้ ปน็ เครอื่ งมอื ในการเรยี นรู้ และสอนงานได้
๓) ใชเ้ ปน็ ฐานในการสร้างทีม และความผูกพันในองคก์ ร
๔) นำทกั ษะการสะท้อนคิดไปใช้ในการนเิ ทศงาน เนอ่ื งจากปัจจบุ ันทำหนา้ ทีเ่ ปน็ ผู้นิเทศงาน
ผู้ตรวจประเมนิ และเปน็ ทีป่ รึกษาใหก้ บั หลายหนว่ ยงาน
๕) นำไปใช้ในองคก์ รเพอื่ แก้ปญั หา ปรบั วธิ กี ารคิด และมองปญั หาอย่างรอบด้านและหาข้อมูลท่ดี ี
ในการปฏิบตั มิ าสนบั สนุน
-๒๐-
๖) นำไปส่กู ารคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณจากการสะท้อนเพ่ือใหไ้ ดม้ ลู เหตุข้อเทจ็ จริงนำไปสกู่ าร
ปรับเปล่ยี นเพ่อื ให้เกดิ การเปลีย่ นแปลงที่ดีขน้ึ
๗) นำวิธีการสะท้อนคิดเป็นเครื่องมอื รว่ มกบั การคิดเชงิ ระบบในการพฒั นาองคก์ รให้มกี าร
เปล่ยี นแปลงในทางทดี่ ขี ึ้น
-๒๑-
วันที่ 26 พฤษภาคม 2565
เร่ือง : การคิดและตัดสนิ ใจทางการบรหิ ารโดยการใช้ปัญหาเปน็ ฐาน
PBL1. เรียนรู้สะทอ้ นคิด ประเดน็ /ปัญหาของแต่ละองค์กร
PBL2. กำหนดสมมติฐาน/จัดลำดับปัญหา/วิเคระห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและ
แลกเปล่ียนแนวทางการแกป้ ญั หา
PBL3. การศกึ ษาค้นคว้าขอ้ มูล/วเิ คราะหแ์ นวทางแก้ไขด้วยตนเอง
โดย : วทิ ยากรประจำกลมุ่
๑.สง่ิ ทไ่ี ด้จากการเรยี นรู้
1) รวบรวมประเด็นปัญหาทก่ี ลุ่มสนใจ
2) กำหนดคอลัมน์ในตาราง ประกอบไปดว้ ย
2.1) ขนาดปัญหา คือแนวโน้มสถานการณ์ความรุนแรง ,อัตราป่วย,อัตราตาย,จำนวน
ผู้ปว่ ย เป็นต้นและใหค้ ะแนนระหวา่ ง 1-5
2.2) ความรุนแรงของปัญหา ตามหลัก 5D (Dead/Disease/Disability /Discomfort
/Dissatisfaction) โดยใหค้ ะแนน 1-5
2.3) ความยากง่ายในการแก้ไขปัญหา คอื ความสามารถในการแก้ไขปัญหาใหส้ ำเรจ็ ให้
คะแนน 1-5
2.4) ความน่าสนใจของปัญหา คือ ปัญหาที่กลุ่มต้องการให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาตาม
ลำดบั ให้คะแนน 1-5
3) เมื่อไดค้ ะแนนครบให้รวมคะแนนของแต่ละปัญหาและเรียงลำดบั ตามคะแนนของแต่ละปัญหา
แลว้ การวเิ คราะหส์ าเหตขุ องปญั หาทีเ่ ราตอ้ งการ
การวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาหรือสิ่งที่เราสนใจ โดยใช้เครื่องมือที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนภูมิ
ก้างปลา โดยอาจจะกำหนดแนวทางหรือปัจจัยต้นเหตุ เช่น 4 M (Man Money Material Method )
เปน็ ปจั จยั พนื้ ฐานเริม่ ตน้ ในการแตกประเดน็
การคิดและตัดสินใจทางการบริหารโดยการใช้ปัญหาเปน็ ฐาน PBL 2
กำหนดสมมุติฐาน /จัดลำดับปัญหา/ วิเคราะห์ปัจจัยที่เกี่ยวข้องและแลกเปลี่ยนแนวทางแก้ไข
และใหค้ ะแนน เพอื่ เลือกประเดน็
การวิเคราะหป์ จั จัยจยั ภายใน โดยใชห้ ลกั 7 S ประกอบด้วย
S = structure โครงสรา้ งองคก์ ร
S = system ระบบงานภายใน ความยงุ่ ยากซบั ซอ้ น
S = strategy แผนงานขององค์กร
S = styl วิธกี ารบรหิ ารของผู้บริหาร
S = skill ทักษะความสามารถในงาน
S = staff ทีมดำเนนิ งาน
โดยสรปุ ประเดน็ ในลักษณะสิ่งที่เปน็ จดุ แขง็ หรือจุดออ่น โดยเน้นไปในเรื่องทีเ่ ก่ียวข้องกับประเด็น
ปัญหาทเ่ี รากำลังพิจารณา
-๒๒-
การวิเคราะห์ปจั จยั ภายนอกโดยใช้ PESTEL analysis
P = policy นโยบายท่เี ก่ยี วข้องกบั ประเด็นปัญหา
E = economic เศรษฐกจิ /รายได้
S = social สงั คม/วัฒนธรรม รปู แบบการใช้ชวี ิต
T = technology เทคโนโลยี
E = environment สิ่งแวดล้อมทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับประเดน็ ปญั หาศกึ ษา
L = legal กฎหมายท่เี กย่ี วข้องกับประเด็นปญั หาศึกษา
โดยสรุปจะได้ประเด็นที่เป็นโอกาสหรืออุปสรรค ประเด็นใดที่เอื้อต่อปัญหาในทางที่ดีเรียกได้ว่า
โอกาส สว่ นประเด็นใดท่ีไม่เออ้ื ตอ่ ปญั หาเรียกว่าอปุ สรรค
การนำขอ้ มูลที่ไดจ้ ากการวเิ คราะหป์ ัจจัยภายนอก/ภายใน นำมาใส่ในตาราง SWOT ให้เลือกเพียง
3หรอื 4ประเดน็ สำคัญในแต่ละประเดน็ ดงั น้ี
S – Strength (จุดแขง็ ) คอื สงิ่ ที่เราทำได้ดีและเด่น
W – Weakness (จุดอ่อน) คอื ส่งิ ทเ่ี รายงั ทำไดไ้ มด่ ีและเป็นปัญหา
O – Opportunities (โอกาส) คือสงิ่ ทเ่ี ปน็ โอกาสนับสนุนการแกไ้ ข
T – Threats (อปุ สรรค) คอื สง่ิ ท่ีขดั ขวางการแก้ไขปญั หา
2.ทา่ นจะนำส่งิ ทีไ่ ด้จากการเรยี นรไู้ ปใชใ้ นการทำงานและชวี ิตประจำวันอยา่ งไรบ้าง อย่างเป็นรปู ธรรม
ปฏบิ ัตไิ ด้จรงิ
1) นำไปประยุกต์ใช้ในการวิเคราะห์ปัญหาในชุมชน ค้นหาปัญหา-สาเหตุ แนวทางในการแก้ไข
ปัญหา เรียงลำดับความสำคัญของปัญหา เพื่อนำไปสู่การเขียนแผนงาน/โครงการในการแก้ไขปัญหาที่
เกิดข้นึ ในชมุ ชน
2) การคน้ ควา้ หาขอ้ มูลจากแหลง่ ข้อมลู ที่หลากหลายเพ่ือนำมาวเิ คราะห์ขอ้ มูลต่างๆ
3) การมองปัญหาให้รอบด้าน รวมถึงกระบวนการคิดอย่างเป็นลำดับขั้นตอน เพื่อวิเคราะห์สาเหตุ
ของปญั หา
๔) นำเทคนิค Fish bone diagram ในการวิเคราะห์สาเหตุของปญั หาและผลกระทบท่ีเกิดขึน้
๕) เทคนคิ การทำงานกลมุ่ ให้สำเรจ็ ตามเป้าหมาย
- เปดิ โอกาสใหท้ ุกคนไดแ้ สดงความคิดเห็น
- เปิดใจใหก้ วา้ งรบั ฟังความคดิ เหน็ ของผู้อ่ืน
- เสนอแนะ แสดงความคิดเหน็ ด้วยคำพูดท่ีสภุ าพ
- ยอมรับความคดิ เห็นของคนสว่ นใหญ่
- มีน้ำใจชว่ ยเหลอื สมาชิกในกลุ่ม
-๒๓-
วนั ท่ี 2๗ พฤษภาคม 2565
เร่ือง : การบริหารเชิงกลยทุ ธ์
โดย : นายแพทย์วีระ อิงคภาสกร
๑.ส่งิ ที่ได้จากการเรยี นรู้
ทกั ษะสำคัญสำหรบั ผูบ้ ริหาร
1) ทกั ษะความคิด (Conceptual Skill)
2) ทกั ษะทางการสร้างสัมพันธ์ (Human Relation)
3) ทักษะทางเทคโนโลยี (Technology Skill)
4) ทกั ษะการจัดการ (Management Skill)
❖ ผบู้ ริหารระดับสงู ต้องมีทักษะดา้ นความคิด คิดใหค้ นทำ คดิ ใหมใ่ หเ้ หมาะกับกำลังคนที่
มอี ยู่
❖ ผบู้ รหิ ารระดบั กลาง ตอ้ งมีทกั ษะดา้ นการสร้างสัมพนั ธ์
❖ ผู้บริหารระดบั ตน้ ต้องมีทักษะดา้ นการทำงาน (เก่งงาน) ตอ้ งรอบรู้ รอบคอบ รอบด้าน
ทักษะท่ีจำเปน็ สำหรับนักบรหิ าร “เกง่ งาน เก่งคน เกง่ คิด”
๑) เก่งงาน ต้องรอบรู้สาระเชิงเทคนิคของงาน รอบคอบในการกำหนดมาตรฐาน SOP
รอบดา้ นในการใชท้ รัพยากรเหมาะสมกบั งาน (รอบรู้ รอบรู้ รอบดา้ น)
๒) เก่งคน ดูคนเป็น อ่านคนออก บอกคนถูก ผูกใจคนได้ ให้รางวัลแล้วยอมรับ ลงโทษ
แล้วไดร้ ับความนับถอื (ดคู นเปน็ อา่ นคนออก ผูกใจคนได้)
๓) เก่งคิด คิดงานให้คนทำ ปรับปรุงงานเดิมให้เหมาะสม คิดงานใหม่ให้เหมาะสมกับคน
ทม่ี ีอยู่ ปรบั ปรุงและสรรหาให้สอดรับกบั การเปลย่ี นแปลง (คดิ งานให้คนทำ คดิ งานใหม่ )
คณุ ลักษณะ 5 ประการ ของผูน้ ำ
๑) การคิดแบบโลกาภวิ ตั น์ (เศรษฐกิจ วัฒนธรรม กฎหมาย )
๒) เลง้ เหน็ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม
๓) พฒั นาความชำนาญทางด้านเทคโนโลยี
๔) สรา้ งคู่ค้าพนั ธกิจ และพนั ธมิตร
๕) สรา้ งการมสี ว่ นรว่ มในการเป็นผนู้ ำ
การวางแผนกลยุทธ์
๑) กำหนดวสิ ยั ทศั น์ - พันธกิจ - วางประเด็นยทุ ธศาสตร์-ทำแผนปฏบิ ัติการ
๒) การจัดการเชิงกลยุทธิ์ - กำหนดกลยุทธ์ เช่น ปัจจุบันธุรกิจเป็นอย่างไร
อนาคตต้องการไปท่ีใด และทำอย่างไรเราถงึ จะไปถึงจุดน้นั (SWOT)
๓) การนำไปปฏิบัติ ตรวจสอบความเหมาะสมของกลยุทธ์ ใครเป็นผู้ปฏิบัติ
ความ สำเรจ็ ในการนำไปปฏิบตั ิ เช่น 7’S หรอื BSC
๔) การติดตามประเมินผล การดำเนินงานเป็นผลอย่างไร กำหนดว่าจะควบคุมและ
ประเมนิ ผลอะไร ตัง้ มาตรฐานหรือเปา้ เทยี บผลลพั ธ์ทไี่ ด้กบั เป้าที่วางไว้
-๒๔-
๕) การวางแผน คือ การวิเคราะหแ์ ละการตัดสนิ ใจของผู้บริหาร เพือ่ กำหนดวิธีการอย่าง
เป็นระบบไว้ล่วงหน้า โดยเอาข้อมูลข่าวสารในอดีตมากำหนดหรือมาพยากรณ์ การวางแผนที่ดี
ต้องเกดิ การเปลีย่ นแปลง ทำให้การทำงานเปน็ ระบบ บรรลุเป้าหมายได้
ความหมายการวางกลยุทธ์
การวางแผน หมายถึง การคดิ วเิ คราะหแ์ ละการตดั สนิ ใจ ของผบู้ ริหารเพ่อื กำหนดวิธีการอย่างเป็น
ระบบไวล้ ว่ งหน้า
การวางแผนกลยทุ ธ์ มี 3 ประการ
๑) องค์กรจะกา้ วไปทางไหน
๒) สภาพแวดลอ้ มเป็นอย่างไร
๓) องค์จะไปถึงจุดหมายไดอ้ ย่างไร
ลก้ ษณะของการคิดเชงิ กลยุทธ์ 6 ประการ
1) มีจุดมุ่งมั่น vision ตระหนักในทิศทาง ตระหนักในการค้นพบส่ิงที่ต้องการ ตระหนัก
ในจุดหมายปลายทาง
2) มีการคดิ ทคี่ รอบคลุม ทงั้ ปัจจัยภายในและภายนอกท่มี ีผลกระทบ ได้อยา่ งครอบคลมุ
3) เป็นผ้สู ามารถใช้โอกาสให้เป็นประโยชน์
4) การมองการณ์ไกล
5) ตั้งอยู่บนพนื้ ฐานของอดตี และปัจจบุ ัน
6) ใชส้ มมติฐานเป็นแรงขบั เคล่อื น
การจัดการเชิงกลยทุ ธ์ 3 ขั้นตอน
๑) การวางแผน
๒) การนำแผนปฏิบตั ิ
๓) การติดตามประเมนิ ผล
วิสัยทัศน์ (Vision) หมายถึง เป้าหมายที่เราต้องการในอนาคต (ระยะยาว) สถานภาพองค์กร
ทบ่ี คุ คลหรอื องคก์ รมงุ่ หวัง ปรารถนาท่ีจะเปน็ หรือจะมีในอนาคต
ข้อสงั เกตในการกำหนดวสิ ยั ทศั น์
๑) เปรียบเทียบกับองค์กรชัน้ นำ
๒) กำหนดสภาพทีพ่ งึ ปรารถนาในอนาคตท่ีจะเป็นผลลพั ธ์ขั้นสุดท้ายของกจิ การ
๓) เน้นปรัชญา ความเชื่อ และความม่งุ มนั่ ขององคก์ ร
พันธกิจ (Mission) คือ การตอบคำถามว่าทำไมต้องมีองค์กรของเรา ซึง่ จะนำไปสู่การสร้างความ
แตกตา่ ง เพื่อความไดเ้ ปรยี บ
๑) แปรนามธรรมของวสิ ยั ทศั นใ์ ห้เป็นรูปธรรม
๒) พจิ ารณาจากอำนาจหนา้ ทขี่ ององค์กร
๓) กำหนดสัญลกั ษณข์ องบรกิ ารดา้ นต่างๆ
๔) กำหนดขอบเขตและจดุ มงุ่ เน้นของวธิ กี าร
๕) ใชเ้ ปน็ แนวทางกำหนด เปา้ หมาย วัตถปุ ระสงค์ และกลยทุ ธ์
-๒๕-
ค่านิยมสำคัญ (Core values) หมายถึง พฤติกรรมหลัก แนวความคิด แนวทางปฎบิ ัติของทุกคน
ในองค์กร การทำงานเพ่ือบรรลพุ นั ธกจิ และวสิ ยั ทศั น์
๑) สมาชกิ ทุคนรับรู้ รบั ทราบ และถือปฏิบตั มิ าอย่างต่อเน่อื ง
๒) หรือวฒั นธรรมขององคก์ รทมี่ กี ารยดึ ถือเป็นหวั ใจของการทำงาน
๓) ถอื เปน็ คตปิ ระจำองคก์ ร
วัฒนธรรมขององค์กร (Culture) เป็นผลของการทำงานดว้ ยการใช้ ค่านิยมร่วมในระยะยาว เป็น
วิธกี ารคดิ การตดั สินใจ ในการทำงานของพนักงานทุกคน
ประเด็นยุทธศาสตร์ (Strategic lssues) หมายถึง กลุ่มใหญ่ๆ หรือ ประเด็นหลัก ที่องค์กร หรือ
หน่วยงานเลอื กทีจ่ ะกระทำ ในสถานการณ์ปัจจบุ นั อาจมีเรอ่ื งเดยี ว หรือหลายเรือ่ ง
เป้าประสงค์ (Goals) หมายถึง การกำหนด “ผลลัพธ์สุดท้าย แต่ละด้านที่ครอบคลุมภาระหน้าที่
ทกุ ดา้ นของหน่วยงาน หรือ จุดมงุ่ หมายทตี่ อ้ งการให้เกิดข้ึนอยา่ งเป็นรูปธรรมภายใตป้ ระเดน็ ยุทธศาสตร์
กรอบโครงสร้างการจัดการเชงิ กลยทุ ธ์
การจัดการเชิงกลยุทธ์
๑) การกำหนดกลยทุ ธ์
๒) การนำไปปฏบิ ตั ิ
๓) การติดตามประเมินผล
การบริหารยุทธศาสตรอ์ ย่างครบวงจร
๑) พัฒนายุทธศาสตร์
• วเิ คราะห์ยทุ ธศาสตร์
• กำหนดวสิ ัยทัศน์
• พันธกิจ คา่ นยิ ม
• กำหนดยทุ ธศาสตร์
๒) แปลงยทุ ธศาสตรส์ ูก่ ารปฏิบัติ
• กำหนดวัตถปุ ระสงค์
• กำหนดตัวช้วี ดั และเปา้ หมายระบุแผนงานโครงการ
• ทำแผนท่ยี ุทธศาสตร์
• BSC
๓) การปฏิบัติ
• ปรบั ปรงุ การทำงาน
• วางแผนใช้ทรัพยากร
• การจัดเตรียมงบประมาณ
• การบริหารโครงการ
๔) การตดิ ตามและเรยี นรู้
• การทบทวนยทุ ธศาสตร์
• การทบทวนผลการปฏบิ ตั ิการ
-๒๖-
๕) การทดสอบและปรบั ปรุงยุทธศาสตร์
• การตรวจสอบสภาพแวดลอ้ มที่เปลยี่ นไป
• การตรวจสอบความเหมาะสมของยุทธศาสตร์
กระบวนการจัดการเชงิ กลยุทธ์
1) Where are we now: การวิเคราะห์ส่ิงแวดล้อม การเปรียบเทยี บ ปจั จยั ภายใน
๒) Where do we want to be : วิสยั ทศั น์ พนั ธกิจ เป้าประสงค์
๓) How will we get there : กลยุทธ์ระดับบริหารขั้นต้น กลยุทธ์ความเป็นผู้นำด้าน
ตน้ ทุน กลยทุ ธ์ระดบั องค์กร
4) Implementation: การนำกลยุทธ์ไปปฏบิ ตั ิ
5) การประเมินผลและการควบคุม การควบคมุ กลยทุ ธ์โดยใช้ BSC,KPI,Benchmarking
การกำหนดประเด็นยุทธศาสตร์/กลยทุ ธ์ 4 ลักษณะ
๑) Direct Approach กำหนดกลยุทธจ์ ากการวิเคราะห์ SWOT โดยการทำ (TOMS Matrix)
๒) Goals Approach กำหนดกลยุทธ์จากแผนยุทธศาสตร์ของหน่วยงานต้นสังกัด
ยทุ ธศาสตรข์ องกระทรวงจะเปน็ เป้าประสงคข์ องกรม จากเปา้ ประสงค์ จดั ทำแผน
กลยุทธข์ องกรม
๓) Vision Approach หน่วยงานวาดฝันวิสัยทัศน์ที่อยากจะเป็น วิเคราะห์สิ่งแวดล้อม
ภายในองคก์ าร แล้วจงึ กำหนดกลยุทธต์ ามศกั ยภาพของหน่วยงาน
๔) Indirect Approach ศึกษากลยุทธ์หน่วยงานอื่นที่คล้ายคลึงกัน แล้วตรวจสอบ
สิ่งแวดล้อมภายในและภายนอกองค์กร แล้วจึงกำหนดกลยุทธ์ตามศักยภาพของ
หน่วยงาน
การกำกบั ตดิ ตาม และประเมินผล
• KPI (Key Performance Indicator) คือ เครื่องมือที่ใช้วัดและประเมินผลการ
ดำเนินงานด้านต่างๆ ที่สำคัญขององค์กร เพื่อสะท้อนประสิทธิภาพประสิทธิผล หรือคุณภาพใน
การทำงานขององค์กร
• CIPP Model เป็นทฤษฎีการประเมินผลความสำเร็จของแผนงาน/โครงการ
ประกอบดว้ ย
1. Context Evaluation การประเมนิ สภาวะแวดล้อม
2. Input Evaluation การประเมนิ ปัจจยั นำเข้า
3. Product Evaluation การประเมนิ ผล
๔. Process Evaluation การประเมินกระบวนการ
• Six Building Blocks of Health System
1. ระบบบรกิ าร
2. กำลังคนดา้ นสุขภาพ
3. ยา วคั ซนี เทคโนโลยีทางการแพทย์
4. คา่ ใช้จ่ายดา้ นสขุ ภาพ
5. ระบบขอ้ มูลสารสนเทศ
6. ภาวะผู้นำและธรรมาภิบาล
-๒๗-
• OKRs (Objective and Key Results) คือ เครื่องมือในการวัดผล และเป็น
กุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนความสำเร็จแทน KPI เป็นเครื่องมือในการตั้งเป้าหมายและกำหนด
ตัววดั ผล
• การวัดผลด้วย OKR จะตอ้ งมีกรอบเวลาทแ่ี นช่ ดั และสามารถประเมินผลได้การ
ตั้งเปา้ หมายของ OKR ต้องชัดเจน เขา้ ใจงา่ ยรวมทั้งเป้าหมายต้องไม่งา่ ยจนเกินไป เพ่ือเป็นความ
ท้าทาย ให้ทุกคนอยากบรรลุเป้าหมายแห่งความสำเร็จ และที่สำคัญต้องไม่ยากจนพนักงานรู้สึก
ท้อถอยตั้งแต่แรกเริ่มสำหรับเป้าหมายของ OKR มีไว้เพื่อกระตุ้นให้รู้สึกอยากบรรลุความสำเร็จ
มากกว่าการวัดผลของความสำเร็จ
จุดเด่นที่ทำให้ OKRs มีความแตกต่างกับ KPI นั่นคือ เป็นระบบวัดความสำเร็จที่เรา
สามารถย้อนกลับมาดูได้ เพราะมีการประเมินผลในระยะที่สั้นกว่า และความถี่แบบนี้จะช่วยให้
พนักงานปรับตัวได้ทัน รวมทั้งหัวหน้างานยังสามารถเข้าไปช่วยวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างตรงจุด
ประสงค์ นอกจากนี้ OKR ยังเป็นการวัดผลในเชิงปริมาณหรือตัวเลขที่เห็นผลอย่างชัดเจน ทำให้
เห็นว่าส่วนไหนท่ีควรพัฒนาตอ่ หรือส่วนไหนทีบ่ รรลุจุดประสงค์ของตัวพนกั งานและทีมแล้วส่วน
มากการใช้หลักการแบบ OKRs มักใช้กบั โรงพยาบาลเอกชน ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขมีใช้
บา้ ง มีช่วง Covid-19 ระบาดได้นำ ORKs มาใช้ประเมนิ ผลเร่อื ง Vaccine ในชว่ งสัน่ ๆเท่านนั้
2.ท่านจะนำสง่ิ ทไี่ ดจ้ ากการเรียนรู้ไปใชใ้ นการทำงานและชีวิตประจำวนั อย่างไรบา้ ง อยา่ งเปน็ รปู ธรรม
ปฏบิ ัติได้จรงิ
๑) มีการใช้ความรู้ด้านการคิดวางแผนกลยุทธ์ การเลือกใช้เครื่องมือ ในการวางแผนเพื่อให้งาน
ขบั เคลื่อนไปอย่างมที ิศทางใหบ้ รรลวุ ตั ถุประสงค์และวสิ ัยทัศนข์ ององค์กร
๒) การวิเคราะห์องค์กร เพื่อกำหนดกลยุทธ์ในการบริหาร กำหนดพันธกิจ วิสัยทัศน์ ซึ่งจะนำพา
คนในองค์กรทกุ ระดบั ตระหนักร้เู ป้าหมายรว่ ม และทำเป้าหมายน้ันใหส้ ำเร็จผา่ นการตดิ ตาม KPI OKR
๓) นำความรูใ้ นการจดั การเชิงกลยทุ ธม์ าทบทวนกระบวนการปฏบิ ัติงานที่ไดร้ บั ผิดชอบในปัจจุบัน
ปรบั ปรุงการทำงานให้สอดคลอ้ งกบั แผนยทุ ธศาสตรข์ ององค์กร
๔) สามารถนำความรไู้ ปปรับใช้ในการวเิ คราะห์และวางแผนเชิงกลยุทธ์ กำหนดยทุ ธศาสตร์/
กลยุทธ์/มาตรการ โดยการใช้เครื่องมือ SWOT analysis ในการวิเคราะห์องค์กรทั้งภายในและภายนอก
ซึ่งเป็นปัจจัยต่อความสำเร็จตามเป้าหมาย ทำให้มีภาพการทำงานที่กว้างขึ้น มีแผนงานระยะยาว การ
ตัดสินใจในนโยบายต่างๆจะเชือ่ มโยงกบั กลยทุ ธท์ ี่วางไว้
๕) รวมทงั้ การประเมนิ CORE COMPETENCY , FUCNTIONAL COMPETENCY ของทีม เพอื่ หา
GAP มาวางแผนพฒั นาและเพ่ิมศักยภาพให้กับทีม เพ่ือนำไปส่เู ปา้ หมายท่ีเราวางไว้การบริหารเชิงกลยทุ ธ์
นำมาใชก้ บั หน่วยงานของเราโดย นำวิสัยทัศนข์ องโรงพยาบาล มาเขยี นพันธกิจของหนว่ ยงานให้สอดคล้อง
กบั โรงพยาบาลใช้เปน็ แนวกำหนด เปา้ หมาย วตั ถุประสงค์และกลยทุ ธ์ เพ่ือมีแนวทางวา่ หน่วยงานของเรา
จะพฒั นาอะไร จะทำอย่างไรใหไ้ ปสวู่ สิ ยั น์ทัศนข์ องโรงพยาบาลได้ โดยใช้เครือ่ งมือต่างๆมาเปน็ ตัวช่วย เชน่
SWOT, BSC, 7S มาใช้ช่วยในการค้นหา อะไรทเี่ ราเดน่ อะไรที่เราดี ต้องเปรียบเทยี บกับคแู่ ขง่ เสมอ อะไร
ทเ่ี ปน็ GAP เราจะนำมาเป็นแผนภูมกิ ลยุทธ์
-๒๘-
วนั ท่ี 2๗ พฤษภาคม 2565
เรือ่ ง : แนวทางการตรวจสอบและควบคุมภายในสำหรบั ผู้บรหิ าร
โดย : อาจารย์ กาญจนน์ ภา แก้วคง
๑.สิ่งท่ีไดร้ ับจากการเรยี นรู้
แนวทางการตรวจสอบ
ด้านการเงนิ
๑) การจดั การจดั ระบบการเงินขององค์กรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
๒) การบรหิ ารเงนิ งบประมาณ ให้เกดิ ประสิทธภิ าพ ประสิทธิผล
• การตัดสินใจหาแหล่งของเงินทนุ
• การตดั สินใจจัดสรรเงินทนุ
• การตดั สินใจนโยบายการเงนิ
แนวปฏิบัตกิ ารตรวจสอบหลกั ฐานการจา่ ย
๑) ตรวจสอบเอกสารหลักฐานประกอบการเบิกจ่าย
๒) ตรวจสอบเอกสารเป็นไปตามระเบียบ/มตทิ ่เี ก่ยี วขอ้ ง
๓) ตรวจสอบลายมอื ช่อื ผ้อู นุมตั ิผูร้ ับเงินผจู้ ่ายเงิน
๔) การประทบั ตราจ่ายแล้วพรอ้ มลงลายมอื ช่ือ และวันที่
๕) ตรวจสอบการคดิ คา่ ตอบแทนเปน็ ไปตามระเบียบ
๖) ตรวจสอบโครงการ วตั ถุประสงค์ ระบุแหล่งเงิน การอนมุ ตั ิจากผมู้ อี ำนาจ
๗) ตรวจสอบลายมอื ช่ือผู้อนุมตั ิผ้รู บั เงนิ ผ้จู ่ายเงิน
๘) เจ้าหนา้ ทกี่ ารเงนิ ห้าม เปน็ ผมู้ อี ำนาจลงนามในเชค็
แนวปฏิบัติการตรวจสอบหลักฐานการรับเงนิ
๑) ตรวจสอบการรบั ชำระเงนิ ทกุ ครั้งต้องมีการออกใบเสร็จรบั เงิน
๒) การจดั ทำเอกสารการรบั เงินควรมีการอ้างองิ กบั เอกสารท่เี ก่ียวขอ้ ง
๓) ในกรณีที่มกี ารรับเช็ค ผรู้ บั ชำระเงินตอ้ งตรวจสอบสภาพเช็คว่าอยู่ในสภาพสมบูรณ์
ใบเสรจ็ รบั เงินไมค่ วรมีการแกไ้ ข
๔) การออกนโยบายหรอื ระเบียบใหม้ ีการเก็บรักษาใบเสร็จรบั เงนิ
๕) ตรวจสอบการกำหนดใหม้ กี ารนำเงนิ สด และเชค็ ฝากธนาคารทุกวัน
๖) การจัดทำเอกสารการรบั เงนิ ควรมกี ารอา้ งองิ กับเอกสารทีเ่ ก่ียวข้อง
๗) ตรวจสอบจำนวนเงินสด และเชค็ ตามยอดเงินในใบเสร็จรบั เงินได้มีการนำฝากธนาคารครบถว้ น
๘) การตรวจสอบกระทบยอดจำนวนเงินที่นำฝากธนาคารกับใบเสร็จรับเงินที่มีการใช้ในแต่ละวันว่า
ถกู ต้องตรงกนั
๙) การกระทบยอดบัญชีเงินฝากธนาคาร และรายงานยอดเคลื่อนไหวเงินฝากธนาคารที่ได้รับมาจาก
ธนาคารต้องทำอย่างน้อยเดอื นละ 1 คร้งั
-๒๙-
การควบคมุ ภายใน
การควบคุมการรบั -จา่ ยเงนิ
ด้านรับ
๑) กำหนดเจ้าหนา้ ทใ่ี นการรับเงนิ ชัดเจน
๒) ให้มีผู้รบั ผิดชอบกำกบั ดูแล การรับเงนิ การเกบ็ รักษาเงิน
๓) แต่งต้งั คณะกรรมการตรวจสอบ และเก็บรกั ษาเงนิ
๔) ตรวจสอบเอกสารการรับเงนิ ทบ่ี ันทกึ
ดา้ นจ่าย
๑) กำหนดใหม้ ผี ้รู ับผิดชอบกำกบั ดูแล การจ่ายเงนิ
๒) จดั ทำทะเบยี นคุมการจา่ ยเงิน
๓) ตรวจสอบเอกสาร หลกั ฐานการจา่ ยเงิน
๔) เจ้าหนา้ ทีก่ ารเงินห้ามเป็นผมู้ ีอำนาจลงนามในเช็ค
ความเสย่ี ง
๑) มกี ารเบิกซ้ำซ้อน ขาดการตรวจสอบใบสำคัญ
๒) จดั ทำเอกสารเบกิ จ่ายเท็จ
๓) การเบกิ จา่ ยคา่ ใชจ้ า่ ยในโครงการไม่สอดคล้องกับกิจกรรมทร่ี ะบไุ วใ้ นโครง
๔) การจ่ายเงินคา่ ตอบแทนสูงวา่ ท่รี ะเบยี บกำหนด
๕) การจ่ายเงนิ ไมต่ รงกับผมู้ ีสทิ ธริ ับเงิน
การเบิกจ่ายเงนิ คา่ ตอบแทน ตามระเบียบ ฉ. 5 ตอ้ งมี
1) ตรงตวั ตรงตำแหน่ง
2) มตี ารางการปฏบิ ัตงิ านเปน็ กะ
3) มีการให้บริการผู้ปว่ ย
2.ท่านจะนำสิง่ ที่ไดจ้ ากการเรียนร้ไู ปใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวนั อย่างไรบา้ ง อย่างเป็นรูปธรรม
ปฏิบัติไดจ้ ริง
๑) นำความรู้ไปใช้เพื่อพัฒนาสมรรถนะทางการบริหาร ในด้านการตรวจสอบ และการควบคุม
ภายใน
๒) การเซ็นต์เอกสารด้านการเงิน ต้องตรวจสอบให้รอบคอบ ต้องมีใบเสร็จที่สมบูรณ์ ต้องมี
เอกสารการเบิกจ่ายที่ชดั เจน มเี อกสารถึงทม่ี าท่ีไปอยา่ งชดั เจน
๓) นำทักษะการบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายใน การประเมินความเสี่ยงด้านการเงิน
การบัญชี การควบคุมปอ้ งกัน
๔) นำความรู้ความสามารถและทักษะด้านการเงินในเบื้องต้นในการปฎิบัติงานเพื่อป้องกัน
ข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ไม่ตั้งใจ จึงจะช่วยให้ภารกิจของหน่วยงานเป็นไปอย่างราบรืน่ และ
บรรลเุ ปา้ หมายด้านการเงิน
-๓๐-
บนั ทกึ สรปุ ผลการเรยี นรปู้ ระจำสปั ดาห์
สัปดาหท์ ่ี ๒
วันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เรอื่ ง : การจดั การฐานข้อมลู สขุ ภาพและการใชป้ ระโยชนข์ องเทคโนโลยีดิจิทลั ด้านสุขภาพ
โดย : อาจารย์สมศิริ พนั ธศ์ ักด์ิศริ ิ
1. สิง่ ท่ไี ด้รบั จากการเรยี นรู้
Medical Record Library & Information Technology
งานเวชระเบียน หัวใจของการนำเขา้ ขอ้ มูล
ระบบสารสนเทศ : การจัดการข้อมูลผู้รับบริการในสถานพยาบาล การเก็บข้อมูลคนไข้ ตั้งแต่
เรมิ่ ตน้ เขา้ รับควิ คีย์เข้าระบบ ซกั ประวตั ิ ตรวจวนิ ิจฉัยโรค รบั ยา จ่ายเงิน จนถึงการออกจากโรงพยาบาล
สาเหตุการเริ่มต้นของการใช้ระบบสารสนเทศ เกิดจากปริมาณคนไข้มากขึ้น เกิดปัญหาการ
ค้นหาบัตรผิด ไม่มีที่เก็บประวัติคนไข้ เร่งรีบ คนไข้เยอะ ขาดการจัดระเบียบ ความซับซ้อนในการจ่ายยา
จึงต้องมีการระบบสารสนเทศมาใช้ ยกเลิกกระดาษ โดยผู้ต้องการใช้สารสนเทศ ระบุความต้องการตลอด
จรายละเอียดต่างๆ ให้กับโปรแกรมเมอร์เพื่อนำมาวิเคราะห์ และออกแบบสำหรับนำมาพัฒนาระบบ ให้
เหมาะสมต่อผู้ใช้
ระบบสารสนเทศแบ่งออกเปน็ 3 ส่วน ได้แก่
๑) Hard ware ตอ้ งมีความพรอ้ ม ทัง้ ภายใน ภายนอก
๒) Solf ware พัฒนาเอง หรือ Out source
๓) People ware เตรียมคนอยา่ งไรใหค้ นรับได้ ใช้งานเป็น
ต้องมีความพร้อมทั้ง 3 ส่วน มีประสิทธิภาพ เพิ่มผลิตผล ผู้รับบริการต้องพึ่งพอใจและเช่ือมั่นใน
ระบบ เจา้ หนา้ ท่คี วามสุข
ระดบั สารสนเทศมี 3 ระดบั
1) ระดับยุทธศาสตร์ ไดแ้ ก่ ผู้บรหิ ารรับสงู
2) ระดับยุทธวธิ ี ได้แก่ ผู้บรหิ าร (Tactical Level)
3) ระดับปฏิบัตกิ าร ไดแ้ ก่ หัวหนา้ งาน (Operation Level)
การบรหิ ารความเสยี่ งด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย
1) ระบบสำรองขอ้ มลู และการกูค้ ืน
2) จัดทำแผนแกป้ ญั หาจากสถานการณค์ วามไม่แน่นอนหรอื เมื่อเกดิ ภยั พบิ ตั ิ
3) ระบบรักษาความมั่นคงและปลอดภัยของระบบฐานข้อมูล เช่น Anti virus, Firewall ,
การเก็บ log ตามพรบ.คอมพวิ เตอร์
4) กำหนดการเข้าถงึ ข้อมลู ในแตล่ ะระดบั
5) ระบบการบันทกึ เพอ่ื ตรวจสอบ การ login-logout
-๓๑-
การแกป้ ญั หาเวลาที่ ransomware คอื กำหนดทีม
๑) ทีมแก้ไขและกู้คนื ระบบ เพ่อื ยงั ยง้ั ความเสยี หาย
๒) เปดิ ให้บรกิ ารแก้ไข
๓) ส่อื สารเจา้ หน้าทใ่ี หเ้ ขา้ ใจ
๔) แจง้ ใหผ้ ู้รบั บริการรบั ทราบปัญหาทเี่ กดิ ขน้ึ →ประสานศนู ยไ์ ซเบอร์กองทพั อากาศ THAI
CERT กระทรวงดจิ ิทลั
ข้อพงึ ทบทวนและสงั เกตเวลาทีจ่ ะโดนระบบ ransomware
1) Ransomware ทีม่ าจากทาง e-mail
2) ติดต้ัง Firewall ต้องเปดิ ฟเี จอร์ป้องกนั ภัยคุกคาม
3) เตอื น ติดตาม ตอ่ ยอด ไมใ่ ช่ เตือนแล้วนิ่งเฉย
4) ปิด Remote access ใช้ VPN เทา่ นน้ั
5) อบรมความรูผ้ ้ใู ช้งาน สอนผู้ใชใ้ ห้รกู้ บโกงของผรู้ า้ ย User ให้กลายเป็น Super secured user
6) Backup แลว้ อยา่ กองเอาไวใ้ นระบบ
7) งบนอ้ ยคอื ทีม่ าของ Ransomware
ด้านความปลอดภัยการป้องกันการโจมตีจากภายนอก
ระบบกำหนดสิทธิ์การลงระบบเข้าทำงาน ใช้ระบบสแกนลายนิ้วมือ การสแกนใบหน้า โดยเอา
ระบบสารสนเทศเข้ามาช่วยในการบริหารงานบุคคล มกี ารติดตั้งระบบป้องกนั การโจมตีจากภายนอก Fire
wall การอพั เดทระบบปฏิบัตกิ ารพร้อมท้ังตดิ ตั้งระบบปอ้ งกันไวรสั คอมพิวเตอรส์ ำหรบั เคร่ืองคอมพิวเตอร์
สำนกั งาน เพื่อลดความเสี่ยงท่กี อ่ ใหเ้ กิดความเสยี หายกับระบบสารสนเทศ และระบบฐานขอ้ มูลสว่ นกลาง
การสำรองขอ้ มลู หรอื มีแผนรองรับ การบริหารความเสย่ี ง
ระบบสำรองข้อมูลการกู้คืน ที่จัดทำโดยมีการวางระบบจากปัญหาที่เกิดขึ้น จัดทำแผนการแก้
ปัญหาจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน กำหนดระบบชั้นการเข้าถึงข้อมูล การป้องกันการโจมตีจากภายนอก
เฝ้าระวังการแจ้งเตอื น เก็บข้อมูลการจราจรทางอินเตอรเ์ น็ต ตาม พรบ. มีการทบทวนระบบช่องโหว่ ทาง
การโจมตกี ารโจมตีมาทางช่องทางไหน นำมาวิเคราะห์ตนเองเพ่ือประเมินความเสีย่ งและออกเป็นนโยบาย
ขององคก์ ร เพ่อื ควบคมุ การใชง้ านทีม่ อี ยู่
2.ทา่ นจะนำสง่ิ ทไ่ี ด้จากการเรยี นรู้ไปใชใ้ นการทำงานและชีวิตประจำวันอยา่ งไรบ้าง อยา่ งเปน็ รปู ธรรม
ปฏบิ ัติไดจ้ ริง
๑) จัดระบบการสำรองข้อมูลของสถานบริการไว้หลายๆแห่ง เช่น เครื่อง Computer, Flash
Drive, Google Drive
๒) การจัดทำระบบเวชระเบียนของสถานบรกิ ารด้วยระบบอิเล็คทรอนิคส์
๓) ตดิ ต้งั ระบบปอ้ งกนั ไวรสั แท้ เพื่อปอ้ งกนั ไวรัสเรียกค่าไถ่
๔) การวางแนวทางปอ้ งกันเพอื่ ไมใ่ ห้ฐานข้อมูลถูกโจมตี
๕) วางระบบการรักษาความลับทางสารสนเทศ กรณีบุคลากรภายนอกโทรมาขอทราบผลการ
ตรวจใหร้ ัดกมุ มากย่ิงข้นึ
๖) การสร้างความตระหนักในการใช้เทคโนโลยี ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยความระมัดระวัง
ภายใตพ้ รบ. คอมพวิ เตอร์ ลดความเส่ยี งในการฟอ้ งรอ้ งจากการให้บรกิ าร การเกดิ ความลับ ขอ้ มูลรวั่ ไหล
-๓๒-
๗) การใช้ข้อมูลทางสารสนเทศต้องมีการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่จะเกิดข้ึน
เชน่ ระบบลม่ ต้องมกี ารสำรองขอ้ มูล มกี ารซ้อมแผนในการกลับมาใชร้ ะบบ manual
๘) เข้าใจเกย่ี วกับการนำระบบไอทมี าใชใ้ นการบริหารจดั การภายในองค์กร
๙) บรหิ ารและหาทางป้องกันความเส่ียงทอ่ี าจจะเกดิ ขนึ้ กับระบบได้
๑๐) ระดบั ยทุ ธศาสตร์ ผู้บริหารสามารถนำขอ้ มลู ไปใชใ้ นการบรหิ ารได้สะดวกยิ่งขึน้ ระดับยุทธวิธี
ผบู้ ริหารระดบั กลางใช้เพื่อตัดสินใจเลือกแผนการปฏบิ ัติการท่ีเหมาะสม นำไปสู่เปา้ หมายระดับองค์กรและ
ระดบั ปฏิบตั ิการ หวั หนา้ งานนำมาใช้กำกับติดตามการทำงานในหนว่ ยงานได้
๑๑) นำความรู้เรื่องการจัดการฐานข้อมูลมาใช้ประโยชน์เพื่อพัฒนาระบบ Smart OPD
(Paperless) ให้สำเรจ็ ในรพ. เพอื่ พฒั นารพ.ใหเ้ ป็น SMART HOSPITAL ครบทุกกระบวนการ
-๓๓-
วนั ท่ี ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เร่อื ง : Project management สำหรบั ผบู้ รหิ าร ในสถานการณท์ ่ีมีพลวัตสูง
โดย : ดร.อมรศักดิ์ กจิ ธนานันท์
๑.สงิ่ ท่ไี ด้รบั จากการเรยี นรู้
โครงการ หมายถงึ การดำเนินงานหรอื กิจกรรมที่มีความสลับซับซอ้ นท่ีไมเ่ ป็นงานประจำวัน มีการ
ดำเนินงานในเวลาใดเวลาหนึ่งหรือมีการกำหนดระยะเวลา งบประมาณ ทรัพยากรการบริหาร และมีการ
ออกแบบแนวทางการดำเนินงานที่เฉพาะเจาะจง ที่มุ่งตอบสนองความต้องการของลูกค้า หรือผู้บริโภค
เป็นสำคญั ซึ่งองคก์ รโดยทั่วไปจะมีการกำหนดเป้าหมายที่มุ่งใหโ้ ครงการสามารถ ตอบสนองความพึงพอใจ
ของลูกค้า ในขณะที่โครงการจะมีการดำเนินงานควบคู่ไปกับงานประจำขององค์กรด้วย แต่โครงการจะมี
ความแตกต่างออกไปจากหน้าทีป่ ฏบิ ัติปกติ สำหรับลกั ษณะของโครงการ ได้แก่ มีการกำหนดวตั ถุประสงค์
มีการระบชุ ่วงเวลาเรม่ิ ต้นและสิน้ สุดโครงการ บคุ ลากรทมี่ ีความเช่ียวชาญพิเศษจากฝา่ ยตา่ งๆ เขา้ มามสี ่วน
รว่ มในการปฏิบัติ มกี ารดำเนนิ กิจกรรมท่ีไม่เคย ปฏิบตั มิ ากอ่ นรวมทั้งมกี ารใช้เงินทนุ เวลา และการปฏิบัติ
การ
โครงการจึงเป็นกิจกรรมที่ได้รับการจัดทำขึ้นแล้วนำไปดำเนินการเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายของ
แผนงานที่ได้กำหนดไว้ โครงการทุกโครงการที่กำหนดขึ้นจะต้องสอดคล้องและสนับสนุนแผนงาน มีรูป
แบบการดำเนินงานที่ได้จัดเตรียมได้อย่างมีระบบ การดำเนินงานของโครงการจะต้องเป็นที่ตกลงยอมรับ
และรับรู้กันทุกฝ่าย โครงการทุกโครงการจะต้องมีผู้รับผิดชอบในการดำเนินการ รวมทั้งจะต้องได้รับการ
สนบั สนุนเอาใจใสด่ แู ลจากผ้เู ก่ยี วข้องอย่างสมำ่ เสมอ และที่สำคญั โครงการจะต้องได้รับการตรวจสอบและ
การประเมินอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อให้การดำเนินงานของโครงการบรรลุถึงเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภ าพ
มากท่ีสุด
Project คอื temporatory ไม่ใช่งานประจำ มีการกำหนดท่ชี ัดเจน เรมิ่ อยา่ งไร จบอย่างไร แต่ถา้
ดูแลว้ จะไมส่ ำเร็จสามารถหยุดได้ ไมจ่ ำเป็นตอ้ งไปต่อ
ลกั ษณะของโครงการ คอื
๑) Temporary เป็นส่ิงท่ชี ่วั คราวไม่ถาวร
๒) Create a unique สรา้ งสงิ่ ใหม่ มีลักษณะเฉพาะ
๓) มีจุดเรม่ิ ตน้ และสนิ้ สดุ
๔) ตอ้ งบรรลวุ ตั ถุประสงค์ ต้งั ผลลัพธ์ไว้
๕) เลิกได้ ถ้าไม่บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์
๖) ทำภายใต้สง่ิ ท่ีกำหนด คือ งบประมาณ เวลา กลมุ่ เปา้ หมายและพื้นท่ี คุณสมบตั ขิ องผลผลติ
Project ต้องมี 3 องคป์ ระกอบคือ เวลา ต้นทุน วตั ถุประสงค์
โครงการ กบั กลยทุ ธ์ โครงการเปน็ เครอื่ งมือ แนวทางเพอื่ บรรลกุ ลยุทธ์
- Market demand : พฒั นาสนิ ค้าใหม่
- Market expansion : จดั ตั้งสำนกั งานสาขาในตา่ งประเทศ
- People Learning : ระบบ e-learning
- CSR : การใหว้ คั ซนี เด็กแรกเกิด
-๓๔-
- Cost reduction : เปลย่ี นหลอดไฟทกุ รา้ น 7 - 11 เป็น LED
- Customer centric : On-line platform
การจดั ทำโครงการ แตกต่างจากงานประจำคือ
- โครงการมกี ำหนดระยะเวลาท่ีแน่นอน
- มีวัตถปุ ระสงค์ในการจัดงาน ต้องการใหง้ านออกมาเป็นรปู แบบไหน
- ในการทำโครงการวธิ คี ิดท่ีชดั เจน มองเห็นผลลัพธ์
ทำไมตอ้ งใชก้ ารบริหารแบบโครงการ ?
- ความซับซอ้ นของปญั หา
- มคี วามเปลีย่ นแปลงทรี่ วดเร็ว
- แปลงกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ เพอื่ ใหเ้ ขา้ ใจได้งา่ ย ไปสกู่ ารปฏบิ ัตทิ ีด่ ขี ้ึน
- บุกเบกิ ค้นคว้าสิง่ ใหม่
- ทดสอบแนวคดิ หา prototype เพอ่ื ทดสอบปฏิบตั ิวา่ ทำไดไ้ หม
- การสรา้ งทีม
วิธีเร่ิมโครงการ คอื ต้องพจิ ารณาจากคำถามทส่ี ำคัญ
- ปัญหา / ความตอ้ งการ / โอกาสคืออะไร
- ผลลพั ธท์ ต่ี ้องการเห็นคอื อะไร
- แนวทาง / วิธีการครา่ วๆเพอ่ื นำไปสสู่ ่ิงทต่ี ้องการมอี ะไรบ้าง
วงจรการบรหิ ารโครงการ (Project Management Life Cycle)
วงจรการบริหารโครงการ คือ การแสดงขั้นตอนการทำงานและความสัมพันธ์ของขั้นตอนในการ
บริหารโครงการตั้งเริ่มต้น - เสร็จสิ้นโครงการ ทำให้มองเห็นภาพรวมของโครงการ โดยองค์ประกอบมี 5
ขัน้ ตอน
๑) กระบวนการริเริม่ โครงการ (Initiating Process)
๒) กระบวนการวางแผนโครงการ (Planning Process)
๓) กระบวนการปฏบิ ัตโิ ครงการ (Executing Process)
๔) กระบวนการควบคุมและติดตามโครงการ (Monitoring & Controlling Process)
๕) กระบวนการปดิ โครงการ (Closing Process)
การเขยี นโครงการต้องมีอะไรบา้ ง
สิ่งที่จะช่วยทำให้โครงการของทุกคนเสร็จสมบูรณ์นั่นคือ แนวทางในการเขียน พูดง่ายๆคือ หาก
ใครอยากจัดทำหรือทำโครงการใดๆ ข้ึนมาก็ควรต้องรแู้ นวทางการเขยี นด้วยวา่ มอี ะไรบ้าง
1) หลักการและเหตุผล (Theory) เป็นส่วนแรกสุดเพื่อบ่งบอกถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้โครงการ
ดังกลา่ วเกดิ ขึน้ และมีการนำเอาแนวทางเบ้อื งต้นใดๆท่ีคาดว่าน่าจะใชง้ านได้บ้างระบลุ งไป
2) วัตถุประสงค์ (Purpose) เป็นเรื่องปกติของการทำโครงการเมื่อคิดจะทำก็ต้องมีวัตถุประสงค์
ชัดเจนว่าโครงการน้ที ำมาเพือ่ อะไร
3) วธิ ดี ำเนนิ งาน (Methodology) เขียนระบุวิธที ี่จะใช้ในการทำโครงการคร้ังน้ี โดยแบ่งออกเป็น
ข้ันตอนตา่ งๆอยา่ งครบถ้วน เหมาะสม พรอ้ มท้ังเปน็ ข้ันตอนที่ต้องทำออกมได้จริงๆด้วย
4) แผนการปฏิบัติงาน (Planning) ตรงนี้จะต่างกับวิธีดำเนินงาน คือ แผนนั้นหมายถึงการวาง
ระบบ วางแนวทางท่ชี ดั เจนในการทำงาน ซ่งึ ไม่ใชม่ แี ค่แผนเดียวแต่ควรคดิ เผ่อื เอาไวด้ ว้ ย
-๓๕-
5) ระยะเวลา (Timeline) เพอื่ ใหร้ ูว้ ่าโครงการดงั กลา่ วเรม่ิ ต้นเมอ่ื ไหร่ และมวี นั ส้ินสดุ เม่อื ไหร่
6) งบประมาณ (Budget) เป็นการแจกแจงรายละเอยี ดดา้ นการเงินวา่ โครงการครั้งน้ีเป็นจำนวน
เงนิ เทา่ ไหร่ ตรงกบั ทว่ี างแผนเอาไวห้ รอื ไม่
7) ผลของโครงการ (Results) เป็นตัวระบุผลของโครงการดังกล่าวว่าสรุปแล้วเป็นอย่าไงไรบ้าง
ตรงตามที่คาดหวังเอาไวม้ ากนอ้ ยเพียงใด
กระบวนการโครงการ
ข้นั ตอนแรก - วางแผน กำหนดแนวคิด เริ่มมคี ่าใช้จา่ ยในการศกึ ษาความเป็นไปได้
ขัน้ ตอนท่ีสอง - เริม่ ดำเนนิ การ มรี ายจ่ายเกิดข้ึนจากการดำเนินการ เร่มิ ตน้ โครงการ
ขนั้ ตอนทส่ี าม - สนิ้ สุดโครงการ เรมิ่ มรี ายได้ หาผลประโยชน์ท่ไี ดร้ บั จากโครงการ
สิ้นสุดโครงการ - มีการติดตามและประเมินผลโครงการ มีความคุ้มค่าในการดำเนินโครงการหรือไม่การ
ทำงานโครงการแบบ Waterfall ข้อดี ขั้นตอนชัดเจนตั้งแต่ต้นจนจบ ข้อเสีย รู้ผลลัพธ์เมื่อตอนเสร็จข้ัน
สดุ ท้าย อาจไมต่ รงกบั ความจริง เสียเวลาและงบประมาณเพอ่ื ปรบั แก้ไข
แนวคิดการบริหารโครงการแบบ Agile แบ่งเฟสงานให้เปน็ โครงการเล็กๆ คอ่ ยๆประเมินงานไปที
ละเฟสวา่ ถูกทางหรือไม่ จะกา้ วต่อไปอยา่ งไร เรยี กวา่ Splint ขอ้ ดี เน้นการใชง้ านได้จริงของสินค้าที่จะส่ง
มอบ เน้นการตอบสนองกับการเปลี่ยนแปลง เพ่ิมคณุ คา่ และความพึงพอใจของลกู ค้า
SCRUM Process คือการนำแนวคิดในการทำงานแบบ Agile มาปฏิบัติตามขั้นตอนของ Scrum
เพ่ือระบุปญั หาทีม่ คี วามซับซ้อน เปล่ยี นแปลงบ่อย
ความสำเรจ็ ของโครงการพจิ ารณาจาก
• Quality คณุ ภาพของผลงาน และผลลัพธข์ องดครงการ
• Client satisfaction การยอมรับและการใชป้ ระโยชนข์ องผลลพั ธจ์ ากโครงการ
• Costคา่ ใช้จา่ ยในการดำเนนิ การ
• Time ข้อกำหนดเวลา ตามเวลา project Shedule
ผลลัพธต์ ้องเปน็ แบบ SMART
S : Specific เฉพาะเจาะจง
M : Measurable สามารถวัดได้
A : Attainable บรรลผุ ล
R : Relevance มีความจริง
T : Timeframe กำหนดชว่ งเวลาท่ชี ัดเจน
2.ทา่ นจะนำสิง่ ทีไ่ ดจ้ ากการเรยี นรไู้ ปใช้ในการทำงานและชวี ิตประจำวันอยา่ งไรบ้าง อย่างเป็นรูปธรรม
ปฏบิ ัติได้จรงิ
๑) การจัดทำโครงการใหค้ ำนึงว่าเป็นไปตามวตั ถุประสงค์ และผลลพั ธท์ ีเ่ กิดขึน้ หรอื ไม่
๒) การใช้ Scrum Process การพูดคุยกันแลกเปลี่ยนเรียนรูท้ ุกวันตอนเช้า เพื่อให้เกิดการเรยี นรู้
ร่วมกันและแก้ปัญหาร่วมกัน
๓) การใช้แนวคิดการบริหารงานแบบ Agile มาปรับใช้ในหน่วยงานแบ่งงานกันเป็นหลายๆทีม
ตามความถนดั เพื่อผลลพั ธแ์ ละวตั ถุประสงคเ์ ดยี วกัน
-๓๖-
๔) เรียนรู้วิธีการบริหารโครงการเป็นกระบวนการคิดในการบริหารจัดการ ใช้ได้ทั้งการงานและ
ชีวิตส่วนตัว โดยโครงการมี ๒ ประเภท คือตอบสนองต่อการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นการตั้งรับ กับ
เป็นแบบเชิงรุก ทำโครงการเพื่อป้องกันการเกิดปัญหา ในฐานะผู้บริหารเราควรทำโครงการเชิงรุกให้มาก
เป็นการสรา้ งโอกาสพฒั นา
๕) การทำโครงการหรือการทำงาน เราควร Focus ที่ความสำเร็จ หรือผลลัพธ์ที่ดีมากกว่าไป
Focus ท่ีปญั หา จะทำใหเ้ ราหมดกำลังใจท่จี ะทำตอ่
๖) การทำโครงการเราควรใช้ ผลลัพธ์แบบ SMART มากกว่าเนื่องจากระบุความต้องการชัดเจน
สามารถวดั ผลได้งา่ ย มีกำหนดระยะเวลาชัดเจน
๗) การพฒั นางานทุกอยา่ งจะต้องเร่ิมจากการวางแผน จัดร่างงบประมาณเพิ่อลงสู่การปฎิบัติเพ่ือ
ผลลัพธ์อันย่ิงใหญ่ แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่ขาดไม่ได้คอื การจัดทำโครงการต้องมุง่ ผลสัมฤทธิ์ทางโครงการ ตอบ
ความต้องการของผู้บริหารได้ เป็นหัวใจที่สำคัญในการสร้างสิ่งที่ส่งมอบไปสู่ผลลัพธ์ ต้องมีความสัมพันธ์
กับการทำงานเป็นทีม มีผู้ได้รับส่วนได้ส่วนเสีย ต้องมีความสัมพันธ์กันภายในองค์กร มีการสื่อสารกันในผู้
รว่ มทำองคก์ รทเ่ี ก่ยี วข้อง มกี ำหนดขั้นตอนต่างๆ เป็นลำดบั ขน้ั ตอน มหี ลายกิจกรรมหลากหลายซบั ซอ้ น มี
การจำกัดเวลา กรอบเวลา เหมาะสมกับโครงสร้างองค์กร มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงองค์กรของโครงการ
จงึ จะทำให้เกิดกระบวนการในการพฒั นา
-๓๗-
วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เรอื่ ง : ทักษะการวเิ คราะห์งาน และการประยุกต์ใชแ้ นวคดิ R2R ในการพัฒนางาน
โดย : อาจารย์ ดร. กมลทิพย์ ตง้ั หลกั มัน่ คง
1.ส่ิงทไี่ ด้รบั จากการเรยี นรู้
Routine to Research (R2R) คือ “การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย” การใช้งานวิจัยสร้าง
ความรู้ เพื่อนำมาพัฒนางานประจำโดยที่คนทำงานประจำมีโอกาสคิด ตั้งโจทย์ ทดลอง เก็บข้อมูล
วเิ คราะหข์ ้อมลู และสรปุ ผล
ความเป็นมาของ R2R จากแนวคิดของ นพ.วิชาญ เป็นแนวคิดในการพัฒนางานประจำ ให้ท้าทาย
โดยเริ่มจากการสังเกตถึงปัญหา แล้ววิเคราะห์ว่าปัญหาเกิดจากอะไร และเป็นแนวทางการปรับ Work
Hard เป็น Work Smart โดยการนำกระบวนการวิจัยที่เป็นระบบ มาใช้ เป็นเครื่องมือสร้างความรู้นำมา
พัฒนางานประจำโดยที่คนทำงานประจำมีโอกาสคิด ตั้งโจทย์ ทดลอง เก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และ
สรปุ ผล
แบบไหนท่ีเรยี กวา่ R2R
โจทยว์ จิ ยั : มาจากงานประจำเปน็ การแก้ปัญหาหรอื พัฒนา
ผทู้ ำวิจยั : เป็นผูท้ ำงานประจำน้นั แสดงบทบาทหลักของงานวิจยั
ผลลัพธ์ของงานวิจยั : วัดผลทีเ่ กิดต่อตวั ผู้ปว่ ยหรือบรกิ ารทม่ี ตี อ่ ตัวผูป้ ว่ ยโดยตรง
การนำผลการวจิ ยั ไปใช้ประโยชน์ : ผลกลบั ไปกอ่ ผลตอ่ การให้บริการผปู้ ่วยโดยตรง
ลักษณะสำคัญของ R2R ผู้วิจัยคือผู้ที่ปฏิบัติงานนั้นเองเป็นการสร้าง Specific Knowledge
แบบไม่เคร่งครัด Research Methodology แต่ต้องเป็นไปตามหลักวิชาการ และมีการรวบรวมข้อมูล
อยา่ งเป็นระบบ ทำมาต่อเน่อื งมากกวา่ 1 ปี มีคณุ ค่าต่อหลายฝา่ ย
การคดิ หัวข้อ R2R
๑) ตงั้ โจทย์จากทฤษฏี : เพอ่ื เปน็ การทดสอบทฤษฎีต่าง ๆ
๒) วิเคราะห์งาน : ปัญหาจากงานทีท่ ำ ถ้าไมม่ ปี รบั ให้ดขี ้นึ กว่าเดิมไดห้ รือไม่
๓) ทบทวน / ศกึ ษา งานวจิ ัย : ใครทำอะไร? ทำไปถึงไหน? ชอ่ งวา่ งอยู่ตรงไหน?
๔) เปา้ หมายองค์กร : วิจัยทีด่ ตี ้องมีคนต้องการ แกป้ ญั หาใหค้ นทเี่ ก่ียวขอ้ งได้
๕) พบปะพดู คุย : ทงั้ เป็นการส่วนตวั หรือในทป่ี ระชุมวิชาการ
๖) ทำวจิ ยั ซ้ำ : แตเ่ ปล่ียน setting
ขนั้ ตอนการทำ R2R
ข้นั เริ่ม : ๑. สงั เกตุ
๒. ปญั หาการวจิ ยั
ขั้นกลาง : ๓. เกบ็ รวบรวมข้อมลู
๔. การวิเคราะห์ข้อมูล
ผลลพั ธ์ : ๕. เสนอแนะการนำไปใช้
-๓๘-
ลกั ษณะของ R2R
๑) เร่มิ จากปญั หา / คำถามวิจยั ทไี่ ด้จากหน้างาน หรอื งานประจำ
๒) มีเปา้ หมายชัดเจนวา่ จะแกไ้ ขปญั หา พฒั นา หรอื ขยายผล
๓) พสิ จู น์หาคาตอบดว้ ยวิธกี ารท่ีน่าเชอื่ ถือ เพ่ือใช้ข้อมูลในการตดั สนิ ใจพฒั นาคน
พัฒนางาน
๔) ช่วยพฒั นาขอ้ มลู ฐานข้อมลู ให้เกิดประโยชน์
๕) ยดื หย่นุ ในรูปแบบการวจิ ยั (ไมม่ รี ปู แบบตายตวั )
๖) เปดิ พน้ื ที่สาหรบั แนวคดิ ใหม่ๆ ในการทางาน
๗) สร้างเสรมิ ศกั ยภาพคนทางาน
๘) สามารถประยกุ ตใ์ ชใ้ หเ้ ข้ากับบริบทของงานได้
๙) เป็นเครอ่ื งมือที่ชว่ ยคนทางานในการสรา้ งความรู้ และสามารถนากลบั มาช่วยงาน
ประจำได้
๑๐) ถ้าผลงานได้รับการตพี มิ พเ์ ผยแพร่ก็จะเปน็ ผลลพั ธท์ ่เี พม่ิ คุณค่า
ปัจจัยทที่ ำให้ R2R สมั ฤทธิ์ผล
๑) บรรยากาศในที่ทำงานเปิดกวา้ ง สรา้ งสรรค์ ไม่ควบคุม ไมส่ ่งั การ
๒) แรงสนบั สนนุ จากผ้บู ริหารหรอื ต้งั คำถามทท่ี า้ ทาย สรา้ งแรงจงู ใจ เปน็ ขวัญและ
กำลงั ใจแก่ผู้ทำงาน
สิง่ ที่ได้รับการการทำ R2R
๑) งานประจำมคี ุณคา่
๒) เกดิ ปญั ญา เกิดความรู้
๓) ไดร้ ับการยอมรับ
แรงขับเคล่ือนสู่ R2R
๑) กระแสการเปล่ียนแปลงยคุ โลกาภวิ ตั น์
๒) เทคโนโลยีสาระสนเทศและการสอ่ื สารนโยบายของรัฐเชน่ กพร. ศกอ. สภาวิชาชพี
๓) ยทุ ธศาสตรข์ องหน่วยงาน
๔) ความกา้ วหนา้ ในวิชาชพี
๕) ความจำเปน็ ทจี่ ะตอ้ งสรา้ งผลงาน
๖) ปรบั เปลยี่ นกระบวนทัศนค์ า่ นิยมในการทำงาน
๗) การก้าวเขา้ ส่สู งั คมฐานความรู้
หลกั การและแนวคดิ R2R
งานสิ่งใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ต่อคน ต่อเพื่อนร่วมงานและองค์กรจากนั้นมีการปรับปรุง
พัฒนาไปสู่งานประจำ ซึ่งซ้ำซากจำเจ ยุ่งยาก และซับซ้อนน่าเบื่อ บางครั้งต้องคิดสร้างสรรค์
คดิ นอกกรอบ ดว้ ยเทคโนโลยแี ละนวัตกรรมแปลกใหม่ ทบทวนแลกเปล่ียนเรียนรู้วธิ ีกำหนดโจทย์
วิธแี กไ้ ขพัฒนาทดลองประเมนิ ผลปรบั ปรงุ ใชง้ านปรับปรงุ ประเมนิ
-๓๙-
เกณฑก์ ารจดั กลมุ่ คณุ ภาพวารสาร ฐานข้อมลู TCI
กลมุ่ ๑ เป็นวารสาร ทผ่ี ่านทกุ เกณฑ์ดงั นี้
เกณฑ์หลกั
๑. ออกตรงตามเวลาทกี่ ำหนด
๒. มีเลขมาตรฐานสากลประจำวารสาร (ISSN)
๓. มี Web Site ทม่ี ีขอ้ มูลครบถ้วน มรี ปู แบบการตีพิมพท์ ไ่ี ด้มาตรฐาน
๔. มีการประเมนิ คุณภาพ
เกณฑ์รอง
๑. มี Citation ท่ีตรวจสอบได้
๒. มกี องบรรณาธกิ ารเปน็ ผทู้ รงคุณวฒุ จิ ากหลากหลายหน่วยงาน
๓. ตีพมิ พ์บทความทีม่ ผี นู้ ิพนธ์จากหลากหลายหน่วยงาน
๔. รปู แบบการอ้างอิงท่ีถูกตอ้ งตามมาตรฐาน
๕. มกี ระบวนการประเมนิ คณุ ภาพจากผู้ทรงคุณวฒุ ิก่อนตีพมิ พ์
๖. มรี ะบบการจดั การวารสารแบบออนไลน์
๗. คุณภาพของบทความในวารสาร
กลุ่ม ๒ วารสารที่ผ่านการรับรองคุณภาพของ TCI (ระยะเวลา 3 ปี) และอยู่ในฐานข้อมูล TCI
กล่มุ ๓ วารสารทอ่ี ยูร่ ะหว่างการปรับปรุงคุณภาพ และอยู่ใน ฐานขอ้ มูล TCI
2.ท่านจะนำส่ิงทไี่ ดจ้ ากการเรยี นรไู้ ปใช้ในการทำงานและชวี ติ ประจำวนั อยา่ งไรบา้ ง อยา่ งเปน็ รปู ธรรม
ปฏิบัติได้จริง
๑) วิเคราะห์งานประจำที่มีปัญหา หรืองานที่ต้องการพัฒนาเพื่อหาวิธีการใหม่ๆ ความรู้ใหม่
ความจริงใหมใ่ นการพัฒนางานประจำใหม้ ปี ระสิทธิภาพมากขน้ึ
๒) จัดทำผลงานวิจัยในงานประจำ อย่างน้อยปีละ 1 เรื่อง เช่น ปัญหาการไม่ฉีดวัคซีนโควิด
กระตุน้ เขม็ 3,ปญั หาการควบคมุ ระดับน้ำตาลในเลอื ดและระดับความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ดี เปน็ ต้น
๓) นำความรู้เรื่อง R2R ไปปรับใช้เพื่อการแก้ปัญหาผล Hemoculture ตรวจพบเชื้อปนเปื้อน
จำนวนมาก
๔) สนันสนุนและสง่ เสรมิ ให้ผ้ใู ตบ้ งั คับบญั ชา ทีมงานฝึกทำ R2R ในงานรับผิดชอบหลักของตนเอง
แม้เป็นเพียงการแก้ปัญหาง่ายๆ พร้อมทั้งให้แรงจูงใจในการทำวิจัย ได้แก่ ปัญหาคุณภาพของเสมหะไม่
เหมาะสมสำหรบั การตรวจ AFB และ Culture การพฒั นาศักยภาพบุคลากรในการตรวจ Gram
๕) กระตุ้นให้ทุกคนในทีมงานสนุกกับการทำงานวิจัยที่ท้าทาย เช่น ปัญหาเครื่องเจาะน้ำตาล
ปลายนว้ิ ไมเ่ พยี งพอสำหรับผู้ป่วย,หาเลอื ดไม่เพยี งพอ
๖) พฒั นางานประจำสู่งานวจิ ัย ผลลพั ธ์ของ R2R ไม่ได้หวงั เพยี งได้ผลงานวิจัย แต่มีเป้าหมายเพื่อ
นำผลงานวิจัยไปใช้พัฒนางานประจำนั้นๆ R2R จึงเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน เพื่อพัฒนางาน
ขับเคล่ือน องค์กรไปส่อู งคก์ รแห่งการเรยี นรู้
๗) เคยมีประสบการณ์ร่วมงาน R2R เรื่องการลดการติดเชื้อปอดอักเสบในผู้ป่วยที่ใส่เครื่องช่วย
หายใจ ความยากคือ เราต้องนำเครื่องมือที่เราทำมาใช้หน้างานและติดตามประเมินผล สามารถช่วยลด
การติดเชอื้ ลงได้ แตพ่ อเวลาผ่านไป ไม่มีคนคอยกำกับติดตาม กม็ ตี ิดเช้ือเหมอื นเดมิ
-๔๐-
วันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๖๕
เร่ือง : การทำ PBL4 แลกเปล่ียนเรียนร/ู้ วิเคราะห์หากลวิธีและเลือกแนวทางแก้ปญั หา
โดย : วิทยากรประจำกลุม่
1.สิ่งทีไ่ ด้รับจากการเรยี นรู้
• เรียนรู้การใช้ MC KINSEY’S 7-S มาวิเคราะห์ปัจจัยภายในองค์กร เพื่อหาจุดแข็ง และ
จดุ อ่อน ได้แก่
๑. Strategy แผนยทุ ธศาสตร์
๒. Structure โครงสร้างองค์กร
๓. System ระบบงาน
๔. Staff ทมี งาน/บุคลากร
๕. Skill ทักษะ ความชำนาญ ของบุคลากร
๖. Style การบรหิ ารงาน
๗. Shared Value ค่านยิ มร่วม
• เรียนรู้การใช้ PESTLE วิเคราะหป์ ัจัยภายนอก เพื่อหา โอกาส และอปุ สรรค ไดแ้ ก่
๑. Politics นโยบาย
๒. Economic เศรษฐกจิ -อาชพี
๓. Socio-Cultural สงั คม-วฒั นธรรม
๔. Technology
๕. Legal กฎหมาย
๖. Environment สงิ่ แวดล้อม
ประเด็นปญั หา หาข้อมลู สนับสนุน ต้งั คำถามเพ่ือหาสมมุติฐาน หาข้อมูลเพิม่ เติมเพื่อมาสนับสนุน
สมมตุ ิฐาน และสรปุ การเรยี นรู้และการตัดสินใจเกย่ี วกับประเดน็ ปัญหา ว่ามีประเดน็ ไหบา้ งท่ียังเป็นปัญหา
อยู่ เพื่อนำมาวิเคราะห์แบบแผนภูมิก้างปลา (Fish bone diagram) การใช้ 4 M ได้แก่ Man, Money,
Materials, Management ในการวิเคราะห์ จุดแข็ง (Strengths) และจุดอ่อน (Weaknesses) แล้วนำมา
วิเคราะห์โดยใช้ SWOT Analysis หาจุดอ่อนจุดแข็งโดยใช้ 7S เพื่อมาหา Stars Situation มาทำกลยุทธ์
เพื่อทำโครงการแกไ้ ขปัญหา
• การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ (Strategy Factor Analysis Summary : FSAF) ประกอบ
ไปดว้ ย 2 สว่ น ดงั น้ี
ส่วนที่ ๑ การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ภายใน (Internal Strategic Factors Summary:
IFAS) ได้แก่ จดุ แขง็ (S=Strengths) จุดอ่อน (W=Weakness)
ส่วนท่ี ๒ การวิเคราะห์ปัจจัยเชิงกลยุทธ์ภายนอก (External Strategic Factors Summary:
EFAS) ไดแ้ ก่ โอกาส (O-Opportunities) และอปุ สรรค (T=Threat)
การให้น้ำหนักปัจจัยภายใน (SW) และปัจจัยภายนอก (OT) เพื่อหาตำแหน่งกลยุทธ์เพื่อการทำ
แผนงานโครงการตอ่ ไป
-๔๑-
การนำปจั จยั ภายในและปจั จัยภายนอกมาจับคู่กันทำให้เกิดเปน็ การวิเคราะห์ของ TOWS Matrix
ไดอ้ อกมาเป็นกลยุทธ์ 4 รูปแบบ ไดแ้ ก่
• กลยุทธเ์ ชงิ รุก (SO) เป็นการจบั คู่ระหวา่ ง strength กบั opportunity (ใชจ้ ุดแขง็ รว่ มกับโอกาส)
• กลยุทธ์เชิงแก้ไข (WO) เป็นการจับคู่ระหว่าง Weakness กับ Opportuniy (ใช้โอกาสลด
จุดอ่อน)
• กลยุทธ์เชิงปอ้ งกนั (ST) เป็นการจบั คู่ระหว่าง Strenght และ Treat (ใช้จดุ แข็งรับมืออปุ สรรค)
• กลยุทธ์เชิงรับ (WT) เปน็ การจบั คูร่ ะหวา่ ง Weakness และ Treat (ใช้จุดแข็งรับมอื อปุ สรรค)
• นำปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอกมาจับคู่กัน ทำให้เกิดเป็นการวิเคราะห์ของ TOWS Matrix
ได้
2.ท่านจะนำส่งิ ที่ไดจ้ ากการเรยี นรูไ้ ปใชใ้ นการทำงานและชวี ิตประจำวนั อยา่ งไรบ้าง อย่างเป็นรูปธรรม
ปฏิบัตไิ ด้จริง
๑) วิเคราะห์หาจุดแข็ง จุดอ่อน และเลือกกลยุทธ์ที่เด่นและเอื้อ ในการจัดทำแผนเชิงปฏิบัติการ
เพื่อแกไ้ ขปญั หาในพ้ืนท่ี
๒) ฝึกการจัดทำแผนและวิเคราะหข์ ้อมูลให้เปน็ ไปตามกลยุทธท์ ี่เลือกไว้ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติใน
การแก้ไขปญั หา
๓) นําไปใช้ในการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานและองค์กร โดยการใช้กระบวนการ SWOT, 4M
เพ่อื
๔) คน้ หากลยุทธท์ ่ีสาํ คญั และสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ โดยเร่ิมจากการวเิ คราะห์ปัจจัยภายใน
ซ่งึ เปน็ ปจั จัยหลกั และวิเคราะห์ปัจจัยภายนอก เลือกกลยุทธเ์ หมาะสม เพื่อการแก้ไขปัญหาของหน่วยงาน
และองคก์ รไดต้ รงประเด็น
๕) ใช้การวิเคราะห์ของ TOWS Matrix เพื่อวิเคราะห์กลวิธีและหาแนวทางแก้ไข ทำกลยุทธ์และ
เขยี นแผนงานโครงการทส่ี ามารถตอบสนองวัตถุประสงคแ์ ละแกป้ ญั หาอย่างสอดคล้องกับบรบิ ทของชุมชน
-๔๒-
วนั ท่ี ๑ มิถุนายน ๒๕๖๕
เรอ่ื ง : Mastery ความซ่อื สัตย์ วินยั และการยืนหยัดในความถกู ตอ้ ง
โดย : รศ.ดร.จักษ์ พนั ธ์ชเู พชร
๑.ส่งิ ทีไ่ ด้รบั จากการเรียนรู้
ปัจจบุ นั และอดีต การทจุ รติ คอรปั ชัน่ มกี ารขยายวงกว้างในประเทศไทย
• วิธีดูคนในสังคม ดูจากการจราจร เช่น การเดินข้ามทางม้าลายแล้วไม่ถูกรถชน ถนนเป็นของ
รถ ทางม้าลายเป็นของประชาชน การใชร้ ถสะทอ้ นความซ่ือสัตย์ความมวี นิ ยั
• หากสังคมขาดความซ่อื สตั ย์และความมวี นิ ัยสังคมนัน้ อย่ลู ำบาก
• ลึกๆของระบบราชการ มีความเขื่อว่า ทุกคนมีโอกาสทุจริต จึงมีระบบตรวจสอบทางราชการ
หลายข้นั ตอน
ค่านิยม หมายถึงสิ่งที่บุคคลพอใจ หรือเห็นเป็นสิ่งที่มีมูลค่า แล้วยอมรับด้วยความเต็มใจ ความ
เช่อื หรือความร้สู กึ นึกคิดของตนเอง
คา่ นิยมของกระทรวงสาธารณสุข MOPH
• M (Mastery): เปน็ นายตวั เอง หม่ันฝึกฝนตนเองให้มีศักยภาพ ยึดหมั่นความ
ถูกต้อง มีวินัย ปฏิบัติตามกฎระเบียบบนพื้นฐานของการมีความรับผิดชอบ
คุณธรรมและจรยิ ธรรม
• O (Originality): เร่งสรา้ งสงิ่ ใหม่
• P (Preple centered): ใส่ใจประชาชน
• H (Humility): ออ่ นนอ้ ม ถอ่ มตน
รัฐบาลไทยได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี ที่มุ่งสร้างความเจริญของชาติคู่กับคุณธรรม มุ่งมั่น
สร้างคนดี สังคมดี และประกาศใช้แผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ฉบับที่ 1 (2559-2564) มี
วิสัยทัศน์เพื่อ “สังคมไทยที่มีคุณธรรมเป็นรากฐานในการดำรงชีวิต” และได้กำหนดคุณธรรมสำคัญ
4 ประการ
คณุ ธรรมท่พี งึ ประสงคส์ ำหรับสงั คมให้มีวนิ ัย 4 ประการ
๑. พอเพียง หมายถงึ ความพอเพยี งในการดำเนนิ ชวี ติ แบบทางสายกลาง มเี หตุมผี ล ใชค้ วามรู้ใน
การติดสินใจอย่างรอบคอบ มีความพอประมาณ พอดี ไม่เบียดเบียนตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม ไม่
ประมาท สรา้ งภมู ิคุ้มกนั ทดี่ ี รู้เทา่ ทนั การเปล่ยี นแปลง
๒. วนิ ัย หมายถงึ การยึดมั่นและรบั ผิดชอบในหนา้ ทข่ี องตน ทั้งวนิ ัยตอ่ ตนเอง ในการผลกั ดันชีวิต
ใหก้ า้ วหน้า วินยั ต่อสงั คม ปฏิบตั ิตามจริยธรรม จรรยาบรรณและความเคารพต่อกฎหมาย
๓. สุจรติ หมายถึง ความซื่อตรง ความซ่อื สตั ยส์ ุจริต ยดึ ม่ัน ยนื หยดั ในการรักษาความจริง ความ
ถูกต้อง ความเป็นธรรมทั้งปวง กล้าปฏิเสธการกระทำที่ไม่ซื่อตรง ไม่ซื่อสัตย์ของบุคคลอื่น ท่ีจะก่อให้เกิด
ความเสียหายตอ่ ส่วนรวม
-๔๓-
๔. จิตอาสา หมายถึง การเป็นผู้ที่ใส่ใจต่อ สังคมสาธารณะและอาสาลงมือทำอย่างใดอย่างหน่ึง
อนั มิใชห่ น้าท่ีของตน ดว้ ยความรัก ความสามัคคี เพ่อื ประโยชน์ของผู้อนื่ ของสังคมและประเทศชาติ โดย
มไิ ด้หวังผลตอบแทน ทำความดเี พือ่ ความดี เอ้ืออาทรต่อคนร่วมสังคม ทำสมำ่ เสมอ จนเปน็ นิสัย
ประมวลจริยธรรมข้าราชการพลเรือน ๑๐ ข้อ
๑. ข้าราชการต้องยดึ ม่ันในจริยธรรมและยนื หยัดกระทำในสิ่งทถ่ี กู ต้องและเปน็ ธรรม
๒. ข้าราชการต้องมีจิตสำนึกทีด่ ีและความรับผิดชอบตอ่ หน้าที่ เสียสละ ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความ
รวดเร็ว โปร่งใสและสามารถตรวจสอบได
๓. ต้องแยกเรื่องส่วนตัวออกจากตำแหน่งหน้าที่ และยึดถือประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ
เหนอื กว่าประโยชน์สว่ นตน
๔. ต้องละเว้นจากการแสวงประโยชน์ที่มิชอบ โดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่และไม่กระทำการอัน
เป็นการขัดกนั ระหว่างประโยชนส์ ่วนตนและประโยชน์สว่ นรวม
๕. ตอ้ งเคารพและปฏิบัตติ ามรัฐธรรมนูญและกฎหมายตรงไปตรงมา
๖. ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเที่ยงธรรมเป็นกลางทางการเมือง ให้บริการแก่ประชาชน โดยมี
อธั ยาศัยทดี่ ี และไมเ่ ลอื กปฏบิ ัตโิ ดยไมเ่ ป็นธรรม
๗. ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยข้อมูลข่าวสารทางราชการอย่างเคร่งครัดและรวดเร็ว ไม่ถ่วง
เวลาให้เนิ่นช้าและให้ข้อมูลข่าวสารแก่ประชาชนอย่างครบถ้วน ถูกต้อง ทันการณ์และไม่บิดเบือน
ข้อเทจ็ จริง
๘. ตอ้ งมงุ่ ผลสมั ฤทธข์ิ องงาน รักษาคณุ ภาพและมาตรฐานแห่งวิชาชีพโดยเคร่งครดั
๙. ต้องยึดมัน่ ในการปกครองระบบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข
๑๐. ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการดำรงตน รักษาชื่อเสียงและภาพลักษณ์ของราชการโดยรวม
ตอ่ ตนเอง ตอ่ ครอบครวั ต่อหนา้ ทก่ี ารงาน ต่อมิตร และต่อประเทศ
เคล็ดลบั เงนิ เดอื นเหลือ 6 กล่องจดุ เร่มิ ตน้ นิสยั บริหารเงนิ
๑. ๑๐% กลอ่ งเล่น ใชส้ ำหรับสง่ิ เพลดิ เพลนิ หรือ ไร้สาระ
๒. ๑๐% กลอ่ งหรหู รา ลงทนุ ในของทอี่ ยากได้
๓. ๑๐% กลอ่ งเรียนรู้ ลงทนุ ด้านความรู้
๔. ๑๐% กลอ่ งลงทุน ลงทนุ ดว้ ยการสร้างเสริมเงินเพ่ิม
๕. ๑๐% กลอ่ งให้ เงนิ บรจิ าค ทำบุญ
๖. ๑๐% กลอ่ งจำเป็น ค่าใช้จา่ ยประจำวัน
-๔๔-
2.ท่านจะนำสง่ิ ที่ได้จากการเรยี นรไู้ ปใช้ในการทำงานและชวี ติ ประจำวนั อย่างไรบา้ ง อย่างเป็นรูปธรรม
ปฏิบตั ิไดจ้ รงิ
๑) จัดระบบการทำงานให้เป็นเวลา ไม่นำงานประจำกลับไปทำบ้าน แยกเวลาทำงานและเวลา
ส่วนตวั ให้ชดั เจน
๒) ให้ความสำคัญประโยชนส์ ว่ นรวมมากกวา่ ประโยชนส์ ่วนตน
๓) มาปฏิบัตงิ านใหต้ รงเวลา ตามเวลาราชการกำหนด
๔) บำเพ็ญตนใหเ้ ป็นประโยชน์ ร่วมกจิ กรรมตา่ งๆในชุมชนด้วยความเตม็ ใจ ไม่หวงั ผลตอบแทน
๕) ปฏิบัติงานด้วยความเป็นธรรม ความเหมาะสมของผู้รับบริการ เสนอความคิดทางการเมือง
ด้วยดว้ ยความเปน็ กลาง
๖) ระบบการเงิน การบัญชี การพัสดุ มีความครบถ้วนถูกต้อง และตรวจสอบได้ มีความโปร่งใส
ถูกหลกั ธรรมาภิบาล
๗) ปฏิบัติตัวด้วยความตรงไปตรงมา ไม่นำผลประโยชน์ของทางราชการไปประพฤติโดยมิชอบ
จะดว้ ยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม
๘) ความซื่อสัตย์ ก่อนอื่นต้องซื่อสัตย์ต่อตนเอง ซื่อสัตย์ต่อครอบครัว ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่การงาน
และซือ่ สัตย์ตอ่ มติ ร
๙) การปฏิบตั งิ านในตำแหนง่ หวั หน้า จะต้องทงั้ แนะและนำ ผ้ใู ต้บงั คบั บัญชา
๑๐) เมื่อหมดเวลางาน ให้วางงานไว้ที่ทำงาน อย่าเอาเรื่องงานกลับไปที่บ้าน ส่วนเรื่องที่บ้าน
เมอ่ื มาทำงานแลว้ ใหว้ างเร่ืองทีบ่ ้านไว้ทบ่ี ้านอย่านำมาทท่ี ำงาน
๑๑) แบ่งเวลาการทำงานอย่างสมดุลระหว่างบ้าน ชีวิตส่วนตัวและการทำงาน อย่าโหมงานหนัก
จนไมม่ เี วลาใหก้ ับอย่างอืน่
๑๒) เรียนรู้ที่จะปกครองเดก็ ๆยุคใหม่ เพื่อทำงานร่วมกับเขาไดอ้ ย่างมีความสุขและพัฒนางานไป
ด้วยกนั ดว้ ยคุณธรรม 4 ประการ คอื พอเพียง วนิ ยั สุจรติ จิตอาสา
๑๓) จัดระบบงาน มอบหมายงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาให้เหมาะสม ดุแล กำกับ เพื่อให้ทำงานให้
เปน็ เวลา ไมน่ ำงานประจำกลบั ไปทำบา้ น แยกเวลาทำงานและเวลาสว่ นตวั ใหช้ ัดเจน
๑๔) นำแนวคิดไปใชใ้ นการจดั ซอ้ื จดั จ้าง เจตนาท่โี รงพยาบาลได้ผลประโยชน์ แตผ่ ดิ ระเบยี บ ต้อง
ไมท่ ำ
๑๕) กล้าปฏิเสธในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เช่น เรื่องการถูกข่มขู่ให้เปลี่ยนแปลงผลการตรวจทางห้อง
ปฏบิ ัตกิ าร ในเรอ่ื งของคดคี วาม (คดีMethamphetamine,แอลกอฮอล)์
๑๖) เวลามาปฏิบัติงาน ทำให้เปน็ ตัวอยา่ ง กับทีมพร้อมท้งั อธบิ ายเหตุผล
๑๗) นำแนวคิดเรื่องความเป็นธรรม ไปใช้เพื่ออธิบายเรื่องความเท่าเทียม (การลำดับคิวผู้รับ
บริการท่ีเปน็ ผ้รู บั บริการรถนงั่ รถนอน หรอื งดน้ำงดอาหาร)
๑๘) ร่วมกิจกรรมของโรงพยาบาลและชุมชนด้วยใจอาสา ไม่หวังผลตอบแทน (ผลที่ได้คือความ
สขุ )พรอ้ มทง้ั ถา่ ยทอดแนวคดิ สง่ เสริม สนับสนนุ ให้ทีมงานมจี ติ อาสาดว้ ยใจ มิใช่บังคับใหเ้ ป็นจติ อาสา)
๑๙) แนวคิดในการสอนลูกเร่อื งการเก็บเงิน การตอ่ ยอดเงินใหเ้ กดิ รายได้ปฏิบตั ิงานด้วยความเป็น
ธรรม ความเหมาะสมของผูร้ บั บรกิ าร เสนอความคดิ ทางการเมืองด้วยดว้ ยความเป็นกลาง
-๔๕-
วันท่ี ๒ มิถุนายน ๒๕๖๕
เรื่อง : การสรา้ งความเข้มแขง็ การจดั การระบบดูแลผูส้ ูงอายุในชมุ ชน Case
management สู่ Caregiver
โดย : อ.รตั นศักด์ิ เจรญิ ทรพั ย์
๑.ส่ิงทีไ่ ด้รับจากการเรยี นรู้
องค์ประกอบของการดูแลผสู้ งู อายุ
ในรายงานขององคก์ ารอนามัยโลก ได้ใหค้ วามหมายท่กี ว้างกว่าการชว่ ยเหลือดแู ลแตม่ ีมิติของการ
ป้องกันฟื้นฟูด้วย โดยกล่าวว่า “เป็นกิจกรรมท่ีจัดโดยบุคคลอื่น โดยมุ่งให้ผู้ท่ีสูญเสียหรือเสีย่ งทีจ่ ะสูญเสยี
กำลังความสามารถที่มีนัยสำคัญอย่างต่อเนื่อง สามารถดำรงไว้ซึ่งสมรรถนะในการปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ
ทเ่ี กยี่ วพนั กับสิทธิและเสรีภาพข้นั พืน้ ฐาน เกยี รติและศักด์ิศรขี องคน
การดูแลผู้สูงอายุระดับชุมชนแบบบูรณาการ คือ การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในระดับชุมชน
โดยที่ภาคส่วนหรือภาคีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้สูงอายุทำงานร่วมกันเชื่อมโยงกัน อย่างประสาน
สัมพนั ธ์ เปน็ การทำในระดบั ชมุ ชน หรอื รดบั บ้านของผู้สูงอายุ โดยไมต่ ้องไปนอนโรงพยาบาล
การบริหารค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง : สำนักงานหลักประกันสุขภาพ
แหง่ ชาติ (สปสช) พ.ศ.2561
▪ หน่วยบริการประจำ (รพ.) ได้รับการสนับสนุนจาก สปสช. กองทุนประกันสุขภาพ อปท. สนับสนุน
บริการ LTC ในพนื้ ที่
▪ หนว่ ยบรกิ ารเชงิ รุก ศูนยพ์ ฒั นาคณุ ภาพชีวิตผสู้ งู อายุในชุมชน Care manager Caregiver
▪ บริการเชิงรุกที่บ้าน ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงโดยได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่าย คือ กสธ.
พม. มท. สสส. สช. สวรส.และหน่วยงานเอกชน
เปา้ หมาย แนวคดิ การดูแลผู้สูงอายใุ นชุมชน
- การสงู วัยอย่างมีสุขภาวะ (Healthy Aging ) คือการเป็นผสู้ ูงวยั รกั ษาความสามารถในการใช้ร่างกายและ
จติ ใจให้สามารถยงั ทำในสิง่ ที่เป็นคุณคา่ ของชีวติ ได้
- ปัจจุบนั เราใชแ้ นวคิด การสูงวยั ในท่ีเดิม (Ageing in Place) ผสู้ ูงอายสุ ามารถอาศัญอยใู่ นที่เดิมได้ ทั้งใน
ชุมชน หรือครอบครัว โดยต้องมีการจัดสภาพแวดล้อม และที่พักอาศัยให้เป็นมิตร และเหมาะสมกับ
ผู้สงู อายุ มี 3 องคป์ ระกอบ คอื สถานที่ สุขภาพ และสงั คม
การดูแลผู้สูงอายใุ นชุมชนประกอบไปดว้ ยใคร? / หนว่ ยงานใดบ้าง?
1. ผ้สู ูงอายุ (60 ปี ขนึ้ ไป)
2. ครอบครวั
3. ชมุ ชน / อาสาสมัคร
4. หน่วยงานสาธารณสขุ
5. หน่วยงานปกครองสว่ นท้องถนิ่
6. วดั / โรงเรยี น
7. องค์กรเอกชน ฯลฯ
-๔๖-
ความจำเปน็ ของการดแู ลผสู้ ูงอายุในชุมชน
ผู้สูงอายุ ตามคำจำกัดความขององค์กรสหประชาชาติ หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป
สำหรับประเทศไทยได้กำหนดนิยามผู้สูงอายุอย่างเป็นทางการตามพระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ. 2546
โดย “ผู้สูงอายุ” หมายถึง บุคคลซึ่งมีอายเุ กิน 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไปและมีสัญชาตไิ ทย ซึ่งปัจจบุ ันสังคมไทย
นับได้ว่าเป็น “สังคมผู้สูงอายุ” แล้ว เนื่องจากมีผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ 10 ตามเกณฑ์ขององค์การ
สหประชาชาติ และนอกจากประชากรผู้สูงอายุจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นแล้ว ยังมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้น
เช่นกนั
ผู้สูงอายุ เป็นวัยที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะเป็นช่วงวัยที่มีการเปลี่ยนแปลง
เสื่อมโทรมถดถอยในด้านต่างๆ มากมาย ทั้งร่างกายและจิตใจ อาจมีโรคเรื้อรังที่ต้องการการดูแลและ
รักษา เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคกระดูกพรุน โรคเกาต์ โรคหมอนรอง
กระดูกทับเส้นประสาท โรคจอประสาทตา เป็นต้น รวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจ อารมณ์ สังคม
และเศรษฐกิจ ซึ่งผู้สูงอายุบางรายอาจไม่สามารถรับมือกับการเปล่ียนแปลงนี้ได้ และอาจทำให้เกิดปัญหา
ต่างๆ ตามมามากมาย ดงั นนั้ จดุ ประสงค์หลักของ การดแู ลผู้สงู อายุ กค็ อื การทำใหผ้ ู้สูงอายุดำเนินชีวิตได้
อย่างมีความสุข มีอิสระ และมีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเองได้โดยพึ่งพาผู้อื่นน้อยที่สุด ถึงแม้ร่างกายจะ
เสอื่ มถอยหรือมโี รคประจำตวั อยกู่ ็ตาม
ความสำคญั ของระบบงานและบคุ ลากรทีเ่ กย่ี วข้อง
ดูในเรื่องของการบูรณาการ และ KPI มีความชัดเจนมากกน้อยแค่ไหน ว่าผลลัพธ์ที่ได้
กลบั มา มนั ไดป้ ระโยชน์กับการดูแลผ้สู ูงอายุ จริงหรือไม่ ไม่สอดคล้องกันระหว่างเป้าหมายระดับประเทศ
กับเป้าหมายส่วนบุคคล โดยหน้าที่ของผู้ดูแลคือทำให้ ผู้สูงอายุ เกิดแรงจูงใจในการดูแลตนเอง ไม่ย่อท้อ
ต่ออปุ สรรคต่างๆ เพ่ือให้มคี ุณภาพชีวิตทด่ี ีต่อไปได้ คณุ ภาพชีวติ ท่ีดีสำหรบั ผสู้ งู อายนุ ั้นประกอบไปดว้ ย
(1) การมีสุขภาพดี หมายถึง การมีสุขภาพกายที่ดี สุขภาพจิตที่ดี สุขภาพทางสังคมที่ดี และ
สขุ ภาพทางปัญญาทีด่ ี
(2) การทำกิจกรรมหรืองานอดิเรกท่ีเป็นประโยชนต์ ่อตนเองและสงั คม โดยพ่งึ ตนเองใหม้ ากทส่ี ดุ
(3) การมีความมั่นคงในชีวิต ได้แก่ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงในชีวิตและทรัพย์สิน
ความมั่นคงในครอบครัว ชุมชน และส่ิงแวดล้อม
**งบประมาณ กเ็ ปน็ สว่ นสำคัญให้การดำเนนิ งานไดบ้ รรลเุ ป้าหมายด้วย
นโยบายด้านการส่งเสริมสุขภาพผสู้ งู อายุระยะยาวมี 2 แผนงาน ได้แก่
1. แผนบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต โดยมีกิจกรรมประกอบด้วยแนว
ทางการดำเนินงาน โครงการส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุและป้องกันภาวะสมองเสื่อม และโครงการพระสงฆ์
กับการพฒั นาสุขภาวะ
2. แผนบูรณาการสร้างความเสมอภาคเพื่อรองรับสังคมผู้สูงอายุซ่ึงประกอบด้วย
โครงการ พัฒนาระบบการดูแลดา้ นสุขภาพผูส้ งู อายุระยะยาว (Long Term Care) ในชุมชนและโครงการ
บูรณาการการพัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพช่องปากผู้สูงอายุภายใต้แผนงานทันต
สขุ ภาพสำหรับผู้สูงอายปุ ระเทศไทย พ.ศ.2558 - 2565
มียทุ ธศาสตรร์ ะดบั ชาติ ทต่ี ้องอาศยั ความรว่ มมอื จากหลายหน่วยงาน
▪ ความชดั เจนและสอดคล้องของเปา้ หมายในการดำเนินการ
▪ กระบวนการทำงานและการประสานงาน
-๔๗-
▪ การทบทวนและบรหิ ารผลการดำเนินงาน
▪ ทรพั ยากรและงบประมาณ
แม้มีอาสาสมคั ร / Care Giver ทำหนา้ ทดี่ ูแลผูส้ งู อายุในชมุ ชน
▪ ความเพยี งพอของ Care Giver ทงั้ ในปัจจบุ ันและอนาคต
▪ ความเปน็ มอื อาชีพในการทำงาน
▪ แรงจูงใจในการทำงาน
How
▪ ตวั อย่างการดแู ลผสู้ งู อายุในชุมชนจากงานวิจยั และการลงพน้ื ท่ี
▪ หน่วยงานส่วนกลาง มีหน้าที่และตัวชี้วัด ทบทวนผลปฏิบัติงาน ฐานข้อมูลร่วมกัน
อยา่ งไร
▪ ลงวจิ ัยระดับพน้ื ที่ 4 จังหวัด นครราชสมี า ขอนแกน่ เชียงใหม่ สงิ หบ์ รุ ี
▪ ระบบงาน ดูว่าพื้นทม่ี ีระบบในการดำเนินงานอยา่ งไรบ้าง
- อยภู่ ายใต้ LTC สปสช. เปน็ หลัก (มีงบประมาณ)
- CM เป็นแกนนำในการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน ประสานกับหน่วยงานท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ภาค
เอกชนในการดูแลผสู้ ูงอายุ
- CM เปน็ แกนนำในการกำกบั ดแู ลการทำงานของ CG เนน้ การทำงานเป็นทีม การให้คำปรึกษา
- การทำงาน CG แตกต่างกนั ในแต่ละพนื้ ท่ี เดีย่ ว คู่ ทีม
- มอี ปุ สรรคในการใช้เทคโนโลยสี ารสนเทศ
- บคุ ลากร มีการปฏบิ ัตงิ าน อย่างไร
- CG เปน็ งานอาสา มีพ้นื ฐานมาจากการเป็น อสม. ถูกชักชวนโดย CM บางคนสวมหมวกหลายใบ
- CG ผา่ นการอบรม 72 ชม. อายุค่อนขา้ งมาก 40 ปี ขน้ึ ไป
- แรงจงู ใจในการทำงานเกดิ จากความสขุ ทไี่ ดด้ ูแลผู้สูงอายุ มใิ ชเ่ รื่องคา่ ตอบแทนเป็นหลกั
- สิ่งที่ต้องการสนับสนนุ เช่น ของติดไม้ติดมือในการเยีย่ ม องค์กรศาสนามสี ่วนในการดแู ลผ้สู ูงอายุ
เชน่ วดั โบสถ์
การวินจิ ฉยั องค์กรกอ่ นที่จะพัฒนา
Organization Diagnosis คอื กระบวนการทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ที่อยู่ภายใตร้ ะบบ โดย
การเก็บข้อมูลเกี่ยวกับประสบการณ์ที่คนเหล่านี้ มีต่อระบบงานที่คนอยู่ และทำการให้ข้อมูลป้อนกลับ
(Feedback) เพ่อื เพ่มิ ความเขา้ ใจสภาพการณ์ท่ีเกดิ ข้นึ โดยคนในองค์การเอง
วัตถปุ ระสงคข์ องการวนิ จิ ฉยั ขององคก์ าร คือ การสร้างความเขา้ ใจรว่ มกนั ของบุคลากรในองค์การ
ใหเ้ ห็นความจำเปน็ ท่ีต้องการเปล่ยี นแปลง
ร่าง: กลยุทธ์การดแู ลผู้สูงอายุในชุมชน
1. การสร้างผู้ดูแล CG อย่างมืออาชีพ ทุกช่วงวัย ด้วยการอบรมกลุ่มคนที่ควบคุมทุกวัย
เพ่อื ใหม้ ีการทำงานอยา่ งยง่ั ยืน
2. การทำงานแบบเครือข่าย ในเรื่องการขอความร่วมมือจากชุมชน และองค์กรใน
ทอ้ งถนิ่ ตา่ ง เช่น วดั โรงเรยี น
3. ใช้ฐานข้อมลู ร่วม
-๔๘-
2.ทา่ นจะนำสิง่ ทไี่ ดจ้ ากการเรยี นรไู้ ปใชใ้ นการทำงานและชีวิตประจำวันอยา่ งไรบ้าง อยา่ งเป็นรปู ธรรม
ปฏิบตั ไิ ด้จริง
1) เรียนรู้ การดูแลผู้สูงอายุด้วยโครงสร้าง ๙ Cells ให้สอดคล้องกับบริบทและความเป็นอยู่ของ
ผู้สูงอายใุ นปัจจบุ ันให้มากทีส่ ดุ อย่างมีสขุ ภาวะ โดย รพ./รพ.สต. ในพ้ืนท่ีร่วมกัน
2) ส่งเสริมให้มีการสร้างเสริมสุขภาพที่ดีตั้งแต่วัยเรียน วัยทำงาน เพื่อเตรียมความพร้อมให้
ประชาชนเป็นผู้สูงวัยที่มีสุขภาพดี เมื่อเข้าสู่วัยผู้สูงอายุแล้วปัญหาด้านสุขภาพจะได้ลดน้อยลง ส่งผลให้
เป็นผูส้ ูงอายทุ ม่ี ีคุณภาพ ไมล่ ้ม ไม่ลืม ไม่ซึมเศร้า กินข้าวอร่อย
๓) ร่วมสนับสนุนการพัฒนา รพ.ส่งเสริมสุขภาพตำบลให้เป็นแหล่งสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุ
ระยะยาวในชุมชน เช่น การปรับปรุงส่ิงแวดล้อม ฯลฯ
๔) สนับสนุนให้เกิดการกำหนดมาตรฐานการดูแลผสู้ งู อายรุ ะยะยาว และควบคมุ คุณภาพการดูแล
ทวั่ ประเทศ เช่น ประเมนิ คัดกรองเพือ่ จดั ชดุ สิทธปิ ระโยชนต์ ่างๆ ฯลฯ
๕) สนับสนนุ ใหเ้ กิดระบบการพัฒนาศักยภาพผู้ดแู ลผสู้ ูงอายุในระบบบริการสุขภาพและในชมุ ชน
๖) ส่งเสริมให้มีระบบการดูแลผู้สูงอายุที่มีทางเลือกสำหรับผู้ดูแลและครอบครัวในชุมชน เช่น
ศนู ย์ดแู ลผสู้ งู อายกุ ลางวัน
๗) ส่งเสริมให้เกิดการจัดตั้งกองทุนการดูแลผู้สูงอายุในชุมชน โดยการระดมทรัพยากรในชุมชน
๘) สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถ่ินให้มบี ทบาทในการดูแลผู้สงู อายุระยะยาว
๙) องค์กรต้องมีการพัฒนาศักยภาพของ Care Manager / Care Giver เพื่อเข้ามาช่วยเหลือ
ดแู ลผู้สูงอายทุ ่มี ภี าวะพงึ่ พิง
๑๐) การปฏิบตั ิตนเพือ่ เตรียมความพรอ้ ม เข้าสู่สงั คมผูส้ งุ อายุ
๑๑) เรียนรู้ รับมือ เมื่อประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายมุ ากขึ้นได้เรียนรู้ถึงการปรับตัว การ
เตรียมตวั ในการดแู ลผู้สูงอายุ ร้ขู นั้ ตอนการพฒั นาระบบการดูแลผูส้ งู อายุ
๑๒) มี Discharge Plan สำหรับผู้ป่วยสงู อายุ ร่วมกับงานดูแลผู้สูงอายุ ติดตามและส่งเยี่ยมบ้าน
รว่ มกับ รพสต.และผรู้ ับผิดชอบ
๑๓) เนื่องจากประเทศไทยเข้าสูส่ ังคมผู้สูงอายุมากขึ้น เราในฐานะประชาชนคนหนึ่งท่ีกำลงั เข้าสู่
วัยผู้สูงอายุ ต้องดูแลตนเอง ผู้สูงอายุในครอบครัว รวมทั้งผู้ป่วยสูงอายุที่มารับบริการที่โรงพยาบาล
ให้ Healty ageing และ Ageing in place
๑๔) เสนอให้ทมี พฒั นาระบบการดแู ล โดยใช้ Digital Platform ในพืน้ ท่ี
-๔๙-