The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้เบื้องต้นด้านนิเวศเกษตร
เพื่อการประยุกต์ใช้ในระบบเกษตรกรรมยังยืน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ความรู้เบื้องต้นด้านนิเวศเกษตร เพื่อการประยุกต์ใช้ในระบบเกษตรกรรมยังยืน

ความรู้เบื้องต้นด้านนิเวศเกษตร
เพื่อการประยุกต์ใช้ในระบบเกษตรกรรมยังยืน

ค เอกสารเผยแพร่ ฉบบั ท่ี 588
วามรเู้ บ้ืองตน้ ดา้ นนิเวศเกษตร
เพ่ือการประยุกตใ์ ชใ้ นระบบเกษตรกรรมยงั่ ยืน

โดย
ดร.อาทิตยา พองพรหม
นกั วิชาการปฏิรปู ท่ีดินชํานาญการพิเศษ

สํานกั พฒั นาและถ่ายทอดเทคโนโลยี สํานกั งานการปฏิรปู ที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม
กนั ยายน 2561

0

คํานาํ

เอกสารนี้จัดทําข้ึนเพ่ือเปนแหลงความรูสําหรับเจาหนาที่ สํานักพัฒนาและถายทอดเทคโนโลยี
เจาหนาที่สํานักงานการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตลอดจนผูสนใจเรื่องนิเวศวิทยาและนิเวศ
เกษตรสําหรับเปนความรูพื้นฐานในการสงเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมย่ังยืน ผูเขียนไดรวบรวม
ประมวล และเรียบเรียง ความรูเก่ียวกับ ระบบนิเวศธรรมชาติ ระบบนิเวศเกษตร ระบบเกษตรกรรมย่ังยืน
รวมถึงความรูเก่ียวกับการเลือกชนิดพืชและชนิดพืชในระบบย่ังยืน มาไวในเอกสารน้ี หวังเปนอยางย่ิงวา
เนื้อหาสาระท่ีนําเสนอในเอกสารนี้จะเปนประโยชนสําหรับผูอานในการนําไปประยุกตใชตอไป ในโอกาสน้ี
ขอขอบคุณแหลงความรูทุกแหลงท่ีผูเขียนไดนําขอมูลมาใชในการวิเคราะห เรียบเรียง และสงตอใหผูอาน
นาํ ไปใชประโยชนใ หกวางขวางยง่ิ ขึ้น

อาทติ ยา พองพรหม
กันยายน 2561

1

สารบัญ

ลาํ ดับที่ เรอื่ ง หนา
1 หลักการทางนิเวศธรรมชาติ 3
1.1 ระบบนเิ วศธรรมชาติ 3
1.2 นํา้ และวฏั จกั รของน้ํา 8
1.3 หลักการหมนุ เวียนธาตุอาหารในระบบนเิ วศ 9
1.4 หลกั การการบริการทางนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ 13
2 ระบบนเิ วศเกษตร 17
2.1 หลักการระบบนเิ วศเกษตร 17
2.2 ปจจยั ทีเ่ ปน ตัวกําหนดประเภทของระบบนิเวศเกษตร 17
2.3 ระดับชนั้ ของระบบนเิ วศเกษตร 18
2.4 การประยุกตใ ชหลกั นเิ วศธรรมชาติ 20
3 หลักการและรูปแบบเกษตรกรรมยง่ั ยนื 27
3.1 ปญหาของเกษตรกรรมเคมเี ชงิ เดี่ยว 27
3.2 หลักการเกษตรกรรมย่ังยืน 29
3.3 รูปแบบเกษตรกรรมยัง่ ยืน 30
4 พชื และสัตวใ นระบบเกษตรกรรมยัง่ ยนื 44
4.1 การปลกู พชื ในระบบเกษตรกรรมย่ังยนื 44
4.2 การเลยี้ งสัตวใ นระบบเกษตรกรรมยงั่ ยนื 50
บรรณานุกรม 53
ภาคผนวก 56

2

1 หลกั การทางนิเวศธรรมชาติ

1.1 ระบบนเิ วศธรรมชาติ
ระบบนิเวศธรรมชาติ (Ecosystem) เปนหลักการพื้นฐานของนิเวศเกษตร ซึ่งโดยทั่วไป

หมายถึง ระบบความสัมพันธของส่ิงมีชีวิตกับส่ิงตางๆ หรือสิ่งแวดลอม ในแหลงท่ีอยูอาศัยบริเวณพื้นที่
หน่ึง ซ่ึงในระบบนิเวศน้ันจะมีความสัมพันธอยู 2 ลักษณะหลักๆ คือ ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตกับ
สิ่งมีชีวิต และความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไมมีชีวิต โดยสรรพส่ิงตางๆ ดังกลาวนั้น จะมีหนาที่ตางกัน
และมีความสัมพนั ธกันอยางเปนระบบ ทสี่ ําคัญคือ มกี ารถายทอดพลังงาน และสารอาหารในบริเวณน้ันๆ สู
สง่ิ แวดลอ ม โดยโครงสรา งของระบบนิเวศจะถูกกําหนดโดยชนิด ปริมาณ และการกระจายตัว ของสิ่งมีชีวิต
ท่ีอาศัยอยูในระบบน้ัน จากความหมายดังกลาวน้ี จะเห็นไดวาโครงสรางของระบบนิเวศจะประกอบดวย
สวนสาํ คัญ 2 สว น คอื

1) ส่ิงไมมีชีวิต (Abiotic Component) ไดแก อนินทรียสาร เชน คารบอน ไนโตรเจน น้ํา และ
ออกซิเจน เปนตน อินทรียสาร เชน โปรตีน คารโบไฮเดรต และฮิวมัส เปนตน และสภาพแวดลอมทาง
กายภาพ เชน แสง อณุ หภูมิ ความเปน กรดเปน ดา ง ความเคม็ และความชนื้ เปนตน

2) สิง่ มชี วี ิต (Biotic Component) แบงออกไดเ ปน
2.1) ผูผลิต (Producer) คือ กลุมส่ิงมีชีวิตท่ีสามารถนําเอาพลังงานจากแสงอาทิตยมา

สังเคราะหอาหารขึ้นไดเอง (การสังเคราะหแสง) จากแรธาตุและสารที่มีอยูตามธรรมชาติ ไดแก พืชสีเขียว
แพลงคต อนพืช และแบคทเี รียบางชนดิ

2.2) ผบู ริโภค (Consumer) คือ สิ่งมชี ีวิตที่ไดร บั อาหารจากการกินส่ิงมีชีวิตอื่น ๆ อีกทอด
หน่งึ แบงไดเปน กลุม ท่ีกินพืชเปนอาหาร กลุมท่กี นิ สัตวเ ปน อาหาร และกลุมที่กินทั้งพืชและสัตวเปนอาหาร
สง่ิ มีชีวติ ในกลุม น้ี คอื สัตวต า งๆ รวมท้ัง มนุษย

2.3) ผูยอยสลาย (Decomposer) เปนพวกไมสามารถสรางอาหารได แตจะกินอาหารโดย
การผลิตเอนไซนออกมายอยสิ่งที่มีชีวิตอื่นท่ีตายแลว ใหเปนธาตุอาหาร ในรูปของโมเลกุลเล็กๆ แลวจึงดูด
ซึมไปใชเปนสารอาหารบางสวน สวนที่เหลือปลดปลอยออกไปสูระบบนิเวศ ซึ่งผูผลิตจะสามารถเอาไปใช
ตอไป จึงนับวาผูยอยสลายเปนสวนสําคัญท่ีทําใหสารอาหารสามารถหมุนเวียนเปนวัฏจักรได กลุมนี้ คือ
พวกแบคทีเรีย และเช้อื รา ตา งๆ (นิวัติ เรืองพานชิ , 2541 และชนวน รัตนวราหะ, 2536)

จะเห็นไดวา โครงสรางของส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศทั่วไป จะประกอบดวย 3 กลุมใหญ ซึ่งตางก็มี
ความสมั พนั ธร ะหวางกัน รวมถงึ มคี วามสมั พนั ธกับสิง่ ไมม ชี วี ิตทอี่ ยูแ วดลอมดวย ดังสรปุ ในภาพท่ี 1.1

สง่ิ มชี วี ติ ในแตละระบบนิเวศดังกลาวขา งตน จะดาํ รงอยูไดตองมีความสัมพันธอยางใดอยางหน่ึงกับ
สิ่งไมมีชีวิต ซ่ึงแบงเปนกลุมสารอนินทรีย เชน แรธาตุตางๆ ซ่ึงเปนอาหารหลักของกลุมผูผลิต อินทรียสาร
ซ่ึงเปนอาหารหลักของกลุมผูบริโภคและผูยอยสลาย และสภาพแวดลอมทางกายภาพ หรือท่ีอยูอาศัย ของ
สิ่งมีชีวิตท่ตี องอยใู นในสภาพแวดลอมทเี่ หมาะสม เชน

3

ส่ิงมีชวี ติ : ระบบนเิ วศ ส่งิ ไมม ีชีวติ :

(1) ผูผลิต: สงิ่ มชี วี ติ ที่มรี งควัตถุสเี ขียว ความสัมพนั ธ (1) อนนิ ทรียสาร: แรธาตุตางๆ คารบอน
(คลอโรฟล ล) สามารถสรา งอาหารเองได คารบ อนไดออกไซด ฟอสฟอรสั ไนโตรเจน
(2) ผูบริโภค: สรางอาหารเองไมได ไดแ ก น้าํ ออกซิเจน ฯลฯ
คนและสตั วตางๆ (2) อนิ ทรียสาร: คารโบไฮเดรต โปรตนี
(3) ผูยอยสลาย: สรางอาหารเองไมได จะ ไขมัน ฮิวมัส ฯลฯ
ไดอาหารโดยการยอ ยสลายซากของ (3) สภาพแวดลอม: ดิน แสง อุณหภมู ิ
สง่ิ มชี วี ติ ไดแก จลุ ินทรยี ตา งๆ อากาศ ความช้ืน ความเปน กรดดา ง ฯลฯ

ความสมั พนั ธก ับระบบอ่ืนๆ ความสมั พันธก ับระบบอ่ืนๆ

ภาพท่ี 1.1 โครงสรางและองคป ระกอบของระบบนิเวศ
• แสงสวาง มีความสําคัญตอการดํารงชีวิตของส่ิงมีชีวิต (แสงจากดวงอาทิตย) เชน คุณภาพแสงมี

ผลตอการงอกของเมลด็ ชวงแสงมีผลตอการเจริญเติบโตและการสืบพันธุของพืชหลายชนิด ความ
เขม แสงมีผลตอ การสงั เคราะหแสง
• น้ํา และความชื้น ระบบนิเวศที่มีความชื้นมากมักจะมีพืช และสัตวอาศัยอยางหนาแนนทําใหมี
โอกาสปฏสิ มั พนั ธกนั เพ่อื ถา ยทอด หรือสงตอ ธาตอุ าหาร และพลงั งานใหแกก ันไดมากขน้ึ
• อุณหภูมิ เน่ืองจากอุณภูมิมีผลตอการเปลี่ยนแปลงของออกซิเจนในน้ํา จึงเปนปจจัยกําหนดชนิด
ของพืชและสัตว มีอิทธิพลตอการเปล่ียนแปลงรูปพรรณสัณฐาน และสรีระวิทยาของสิ่งมีชีวิต
การอพยพของสตั ว การแพรก ระจายของพืชและสัตวใ นพ้ืนทต่ี างๆ เปน ตน
• ดิน เปน ทีร่ วมของธาตุอาหารตางๆ เชน แคลเซยี ม ไนเตรท ฟอสฟอรสั และเปนแหลงปุยธรรมชาติ
โดยเม่ือส่ิงมีชีวิตตายลงก็จะถูกยอยสลายกลายเปนฮิวมัส เพิ่มความอุดมสมบูรณแกดิน ดินท่ีมี
ลักษณะความสมบูรณหรือมีธาตุอาหารแตกตางกันยอมมีผลตอพืช และสัตวท่ีอาศัยอยูบนดินนั้น
ทั้งในแงของชนิด จํานวน การแพรกระจาย และการเจรญิ เตบิ โต
• ความเปนกรดเปนดาง มีความสําคัญตอกระบวนการหายใจและระบบการทํางานของเอนไซม
ภายในรา งกาย และมีสําคญั ตอการเจริญเติบโตของพชื ดว ยโดยเฉพาะความเปนกรดเปน ดา งในดิน
ส่ิงสําคัญของระบบนิเวศ อีกประการหน่ึง คือ ความสัมพันธขององคประกอบยอยตางๆ ในระบบ
ทั้งเชิงบวก คือ การเกื้อกูลสนับสนุนกัน และเชิงลบ ซ่ึงจะสงผลตอการดํารงอยูของอีกองคประกอบหน่ึง
เชน การแยงชิงกันระหวางส่ิงมีชีวิตชนิดเดียวกันหรือตางชนิดกัน เนื่องจากมีความตองการปจจัยพ้ืนฐาน
เหมือนกันแตมีจํานวนจํากัด หรือมีไมเพียงพอท่ีจะทําใหสิ่งมีชีวิตดํารงอยูไดเปนปกติ เชน การแยงชิงนํ้า
อาหาร แสงสวา ง ท่ีอยอู าศยั เชน การที่พืชสองชนิดขึ้นอยใู กลเคยี งกันจะแกงแยงกันครอบครองพ้ืนที่ทําให
ท้งั สองฝา ยไมเจรญิ เตบิ โตเทาท่คี วร บางครัง้ ฝายทอี่ อนแอกวา จะตายไป

4

นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธในลักษณะการกินซึ่งกันและกัน เปนการท่ีส่ิงมีชีวิตหน่ึงกินสิ่งมีชีวิต
อื่น ๆ เปนอาหารมผี ลตอการควบคมุ จาํ นวนของสตั วใ นแตละระบบนิเวศเพื่อใหเกิดความสมดุล ระบบนิเวศ
ที่ขาดความสมดุลในเรื่องการกินซ่ึงกันและกัน มีผลทําใหเกิดปญหา เชน ไรขาวโพดมีตั๊กแตนมากิน และ
ทําลายขาวโพดเสียหาย ถาไมมีสัตวอ่ืนมากินตั๊กแตน ก็จะทําใหต๊ักแตนแพรพันธุไดรวดเร็ว เกิดเสียสมดุล
ทางธรรมชาติ โดยผลของการปฏิสัมพันธระหวางองคประกอบยอยดังกลาว ทําใหเกิดผลผลิต และสงผล
ผลิตที่เกิดขึ้น ไปแลกเปลี่ยนกับระบบนิเวศอ่ืนๆ ขณะเดียวกันก็มีการนําปจจัยตางๆ ท่ีใชเปนวัตถุดิบจาก
ระบบอ่ืนมาเปนปจจัยการผลิตของระบบดวย กลาวคือ ระบบนิเวศยังมีปฏิสัมพันธและแลกเปล่ียน
ทรพั ยากรกบั ระบบอ่นื ในดานปจ จัยตา งๆ ที่จําเปน ดวย เพ่ือการคงอยูของแตละองคประกอบยอยในระบบ
นนั้ และการคงอยูร วมกันอยา งสมดลุ ของของระบบนิเวศโดยรวม

ปจ จัยสําคญั ทเี่ ปนตัวกําหนดสภาพของระบบนิเวศธรรมชาติ ในแตละพ้ืนท่ีน้ัน พบวาโดยท่ัวไปมี 4
ปจจัยหลัก คือ (1) ความหลากหลายของชนิดพืชและสัตว ซึ่งขึ้นอยูกับสภาพแวดลอมของระบบนิเวศน้ัน
ดวย (2) ความซับซอนของระบบ (ระบบที่มีส่ิงมีชีวิตท่ีหลากหลายจะมีความซับซอนมากกวาระบบที่มี
ส่ิงมีชีวิตนอยกวา) (3) การมีปฏิสัมพันธในระบบ ซึ่งมีท้ังความสัมพันธแบบเกื้อกูลกัน เชน ผึ้งชวยผสมเกสร
ใหพชื พืชตระกลู ถว่ั ตรึงไนโตรเจนใหพ ืชชนิดอน่ื อนิ ทรียว ัตถุจากใบของพืชยืนตนชนิดหนึ่งเปนอาหารใหกับ
พืชอีกชนิดหน่ึง ฯลฯ และความสัมพันธขัดแยงกัน เชน สัตวกินพืช สัตวใหญกินสัตวเล็ก แมลงกินพืช การ
แยงธาตุอาหารและน้ําของพืช การแยงแสงแดดของพืช ฯลฯ และ (4) การคัดเลือกโดยธรรมชาติ กลาวคือ
พืช หรือสัตวท่ีมีการปรับตัวจนถูกคัดเลือกโดยธรรมชาติใหสามารถดํารงอยูในระบบนิเวศใดก็จะมีความ
เหมาะสมในนิเวศนั้นๆ กลไกในการคัดเลือก คือการเปล่ียนแปลงของสภาพแวดลอมธรรมชาติ ความ
หนาแนนของประชากร และกลไกทางพนั ธุกรรมยอ นกลับ (ชนวน รัตนวราหะ, 2536)

ความหลากหลายของพชื
สัตว ส่ิงมีชีวติ

ความซบั ซอนของระบบ ปจจัยกําหนดสภาพ การมปี ฎิสัมพนั ธใ นระบบ
ของระบบนเิ วศ (+/-)

การคัดเลือกโดยธรรมชาติ
ตามภูมนิ ิเวศ

ภาพที่ 1.2 ปจ จยั กําหนดสภาพของระบบนิเวศ

5

จากภาพที่ 1.3 จะเห็นไดวา ส่ิงมีชีวิตไมสามารถดํารงชีวิตอยูไดโดยลําพัง ตองมีปฏิสัมพันธกับ
สิ่งมีชีวิตอ่ืนๆ และสิ่งแวดลอม มีองคประกอบยอยตาง ๆ ที่ประสานสัมพันธกันเพื่อใหเกิดความสมดุล เร่ิม
จากกระบวนการสังเคราะหแสงของพืช ทําใหเกิดสารประกอบของคารบอน ซ่ึงเปนสารท่ีทําใหส่ิงมีชีวิต
ท้ังหลายดํารงอยูได ท้ังนี้ พลังงานท่ีใชในระบบนิเวศสวนใหญจะไดรับมาจากดวงอาทิตย ซ่ึงพืชนํามาใชใน
การสังเคราะหแสงแลวสะสมไวในอาหารที่สรางขึ้น จากน้ันจะถูกถายทอดไปสูผูบริโภคตามลําดับข้ันการ
บริโภคและถูกถายทอดเขาสูผูยอยสลาย สําหรับการหมุนเวียนของธาตุอาหารในระบบนิเวศ จะอยูใน
ลกั ษณะของวฏั จกั ร (Cycle) กลาวคือ เม่ือผูผ ลิตไดร บั ธาตุอาหารจากดินและนํ้า ไปใชในการสังเคราะหแสง
ผบู รโิ ภคไดร บั แรธาตุโดยการบรโิ ภคตอ กันไปตามลาํ ดับ เม่ือผูผ ลติ ผูบริโภคตาย ผสู ลายสาร (จุลินทรียตางๆ)
จะยอยสลาย และธาตุอาหารจะถูกปลอยออกมา เวียนกลับไปใหผูผลิตนําไปใช หมุนเวียนเปนวัฏจักร ซึ่ง
การหมุนเวียนของแรธ าตดุ งั กลาวนัน้ นบั วา เปน หัวใจสาํ คญั ประการหนึ่งที่ทําใหระบบนิเวศสามารถคงอยูได
การหมนุ เวยี นของธาตอุ าหาร เกดิ ขน้ึ จากการทาํ งานรวมกนั ระหวางกระบวนการทางชีวภาพ การะบวนการ
ทางกายภาพ และกระบวนการทางเคมีท่ีเกิดขึ้นท้ังในส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดลอม ทําใหแรธาตุเกิดการ
หมุนเวียนอยใู นระบบนิเวศได (นวิ ัติ เรืองพานชิ , 2541 และชนวน รัตนวราหะ, 2536)

6

ดวงอาทติ ย

ฝน ฟาแลบฟาผา CO2 สงั เคราะหแ สง

N2 การเติบโต: สรา งราก
กา น ใบ ดอก
NH3
N2 พชื ตระกลู ถว่ั ตรึงไนโตรเจน

N2

ใบไมรว งสู
หนาดนิ

แบคทเี รียไรโซเบ่ยี ม เชอ้ื ราไมคอไรซา ร
รากพชื
จุลนิ ทรียในดิน

การผันกลบั ของ แอมโมเนยี จุลินทรยี ใ นดนิ
ไนเตรท เปน กากซไนโตรเจน ไนไตรท

รากพชื ดดู ไปใช

ละลายนา้ํ -สูญเสียไปสู ไนเตรท
ดินชน้ั ลา ง ละลายนา้ํ ได

ที่มา: ดดั แปลงจาก ชนวน รัตนวราหะ (2536) อา งถึงในอาทิตยา พองพรห
ภาพที่ 1.3 ภาพจาํ ลองความสมั พนั ธข องสงิ่ มชี วี ติ และสภาพแว

7

CO2 มนษุ ย นกกินแมลง
O2 O2 แมลงกินพืช

ก ลาํ ตน กิ่ง ชวี มวล (ผลผลิตตา งๆ)
ก ผล

O2 CO2สงั เคราะหแ สง
มูลสตั ว/ ซากสตั ว/ ซากพชื
สตั วก นิ พืชเปน อาหาร

N2

รากพชื ดดูเชไปื้อใรชา ไมคอไรซา จลุ ินทรียใ นดินยอ ย เชือ้ ราไมคอไรซา
สลายเศษ ซากพชื /
ธาตอุ าหารพชื ที่ เศษ ซากพืช/
ละลายนํา้ ได เชน สัตว/มูลสัตว สตั ว/ มูลสตั ว
N P K Ca Mg S
ชดูดไปใช

ธาตุอาหารพืชที่ไม P K M Ca S ฯลฯ
ละลายนํา้
แรธ าตยุ อยสลายโดย
ธาตอุ าหารท่ีไมล ะลายนา้ํ จุลินทรียแ ละสภาพ
สะสมในอนิ ทรยี วตั ถุ ธรรมชาติเปน อาหารพชื

หม และคณะ (2560ก)
วดลอม และการหมนุ เวียนของธาตุ บางสวนในระบบนิเวศธรรมชาติ

7

1.2 น้ําและวฏั จกั รของนาํ้
นํ้าเปนส่ิงที่มีอยูในธรรมชาติสามารถเปลี่ยนแปลงสถานะเปนของแข็ง ของเหลว และไอน้ํา การ

หมนุ เวยี นน้ี เรยี กวา วัฏจกั รของน้ํา

การควบแนนจับตวั เปน กอนเมฆ หยาดนา้ํ ฟา ตกลงเปน ฝน/หมิ ะ
พชื คายนํ้าขนึ้ สบู รรยากาศ ลูกเหบ็ /นาํ้ คาง

นา้ํ จากมหาสมทุ ร แหลง นา้ํ น้าํ ไหลสแู มนา้ํ ลาํ คลอง มหาสมทุ ร
ตา งๆ ระเหยสูบ รรยากาศ
ตน ไมสกดั /ดดู ซับน้าํ

นา้ํ บางสวนไหลลงไปเกบ็ ใน นํ้าบางสว นไหลไปตามหนา ดนิ
ชน้ั ใตดนิ

ท่ีมา: ดัดแปลงจาก https://pmm.nasa.gov/education/water-cycle

ภาพท่ี 1.4 วัฏจกั รของน้าํ ในระบบนเิ วศ
วัฎจักรของน้ําเริ่มท่ีนํ้าจากทะเลและแหลงนํ้าตางๆ เมื่อไดรับพลังงานความรอนจากดวงอาทิตยจะ
ระเหยกลายเปนไอ ลอยข้ึนสูบรรยากาศจับตัวกันเปนกอนเมฆ เม่ือถูกลมพัดพาไปกระทบความเย็นจะ
กลายเปนฝนตกสูพ้ืนดิน น้ําฝนท่ีตกลงมาน้ีสวนหน่ึงจะถูกตนไมดูดซับสกัดกั้นไว และสวนหนึ่งจะระเหยกลับสู
ชั้นบรรยากาศ สวนหน่ึงจะคอยๆ ไหลลงสูพ้ืนดิน และสวนท่ีเหลือจะไหลไปตามพ้ืนดินลงสูลําหวย ลําธาร
หนอง คลอง บึง บอนํ้า ตางๆ น้ําท่ีถูกดินดูดซับไว บางสวนจะกลับระเหยไป บางสวนจะสะสมไวเปนความชื้น
ในดนิ ซ่งึ เปนประโยชนตอการเติบโตของพืช เมื่อพืชดูดน้ําไปใชจะสูญเสียนํ้าไปในกระบวนการคายน้ํา และนํ้า
สวนท่ีเหลือจะไหลลงไปเปนน้ําใตดินและคอยๆ ระบายออกสูลําธาร แมน้ํา ทะเล และมหาสมุทร และกลับ
ระเหยเปนไอ หมุนเวียนตอ ไปเร่ือยๆ นํ้าท่ีปรากฏอยูในบรรยากาศจะอยูในรูปแบบตางๆ กัน 3 รูปแบบ คือ ไอ
นาํ้ กลมุ กอนเมฆ ซ่ึงเปน กลมุ ของไอน้าํ ที่จบั รวมตัวกับฝนุ ละอองขนาดเล็กตางๆ ในบรรยากาศ และหยาดน้ําฟา
(Precipitated) ในรปู ของฝน หมิ ะ ลกู เห็บ และนํ้าคา ง เปนตน
หากพิจารณาจากภาพท่ี 1.4 วัฏจักรของนํ้าอาจแบงออกได 2 แบบหลัก คือ วัฏจักรแบบสั้น เปนวัฏ
จักรทีไ่ มเ กยี่ วของกับส่ิงแวดลอมโดยเริ่มจากพ้ืนน้ําและพ้ืนดินระเหย กลายเปนไอลอยขึ้นไปในบรรยากาศแลว
กล่ันตัวกลายเปนน้ําฝนตกลงมาหมุนเวียนกลับสูพ้ืนดินและพื้นนํ้าตอไป และวัฏจักรยาว เปนวัฏจักรที่
เกี่ยวของกับการดํารงชีวิตของส่ิงมีชีวิต โดยเริ่มจากน้ําในบริเวณที่เปนพื้นดินและพื้นนํ้า น้ําที่ไดเกิดจากการ
คายน้ําของพืช นํ้าจากรางกายของสิ่งมีชีวิตท้ังพืชและสัตว เม่ือสิ่งมีชีวิตตายลง นํ้าในรางกายจะระเหย

8

กลายเปนไอ ลอยตัวอยูในบรรยากาศแลวกลั่นตัวเปนหยดนํ้าตกลงมาเปนฝน หมุนเวียนกลับคืนสูพ้ืนนํ้าพ้ืนดิน
และส่ิงมีชีวติ หมุนเวยี นเปน วัฏจกั รอยา งตอเน่ือง

น้ํามีความสําคัญตอระบบนิเวศและตอสิ่งมีชีวิตทุกชนิดโดยเฉพาะอยางย่ิงนํ้าเปนสวนสําคัญใน
กระบวนการทางสรีรวิทยาของพืชซ่ึงเปนผูผลิตขั้นแรกท้ังโดยทางตรงและทางออม บทบาทของน้ําที่มีตอพืช
สรปุ ไดด งั น้ี

• เปนองคป ระกอบหลกั ของเซลล
• เปน ตวั ทาํ ละลายทาํ ใหเกดิ การเคลอ่ื นท่ขี องกาซและธาตุอาหาร
• เปนตัวทําปฏิกิริยาในกระบวนการที่สําคัญของตนไม เชน กระบวนการสังเคราะหแสง และ

กระบวนการยอ ยสลายสารอาหาร
• เปน ตวั รักษาความเตง ซ่ึงมคี วามสําคัญตอการเพิม่ ขนาด และการเติบโตของเซลล นอกจากน้ัน

ความเตงยงั มคี วามสําคญั ตอ การเปด - ปด ของปากใบดว ย

1.3 หลักการหมนุ เวียนธาตอุ าหารในระบบนิเวศ
การหมุนเวียนธาตุ และสารอาหาร อาจแบงออกเปน 2 วัฏจักรใหญ คือ วัฏจักรธาตุ และวัฏจักร

สารอาหาร หากกลาวถึง วัฏจักรธาตุ (Biogeochemical Cycling) จะหมายถึงการหมุนเวียนของธาตุตางๆ
ระหวางส่ิงมชี ีวิต กบั สง่ิ แวดลอมรวมทั้ง ดิน นํ้า และอากาศ ในระบบใหญ หรือภาพรวมของทุกระบบนิเวศ ซ่ึง
จะใชเวลานานในมิติของเวลาทางธรณีวิทยา สวนวัฏจักรสารอาหาร (Nutrient Cycling) คือ การหมุนเวียน
ถายเทธาตุ และอาหารท่ีจําเปนสําหรับส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศหนวยใดหนวยหน่ึงที่มีขนาดเล็กในชวงเวลาหน่ึง
ในมิติของเวลาในทางนิเวศวิทยา และมีลักษณะเฉพาะของแตละระบบนิเวศ (สราวุธ คลอวุฒิมันตร, มปป.)
ความรูเก่ียวกับวัฏจักรดังกลาวจําเปนสําหรับการจัดการกับระบบนิเวศเกษตรซึ่งตองอาศัยความรูความเขาใจ
เรือ่ งการหมุนเวียนของสารอาหารมาจดั การการใชประโยชนทด่ี ินใหเกิดประสิทธภิ าพสูงสุด

วัฏจกั รการหมุนเวียนธาตุและสารอาหาร มีรูปแบบหลักที่คลายกัน คือ การเคลื่อนยาย การหยุด และ
การเปล่ียนรูป ซึ่งกระบวนการท้ัง 3 จะเกิดชาหรือเร็วน้ันข้ึนอยูกับคุณสมบัติของสารแตละชนิด โดยการ
หมุนเวียนแบงเปน 3 ลักษณะหลัก คือ (1) Hydrologic cycle คือ วัฏจักรของนํ้า (2) Gaseous cycle
(Atmospheric cycle) คือ การหมุนเวียนธาตุที่มีแหลงสํารองสวนใหญอยูในบรรยากาศ และทะเล เชน วัฏ
จักรคารบอน วัฏจักรออกซิเจน และวัฏจักรไนโตรเจน (3) Sedimentary cycle (Lithospheric cycle) คือ
การหมุนเวียนธาตุท่ีมีแหลงสํารองสวนใหญอยูในพื้นดิน ในรูปของแข็ง เชน วัฏจักรฟอสฟอรัส วัฏจักร
แคลเซยี ม และวฏั จกั รซัลเฟอร ฯลฯ

สําหรบั วัฏจกั รสารอาหารในระบบนิเวศนั้น โดยท่ัวไปเริ่มจากสารถูกนําเขาไปในระบบ เชน จากการผุ
พัง หรือการถูกลมและฝน พัดพาเขามาในระบบในรูปของฝุนและสารละลาย และการนําเขามาโดยสิ่งมีชีวิต
เมื่อเขาสูระบบแลวพืชและสัตวจะนําไปใช สะสมในชีวมวล จากนั้นขับออกมาเปนของเสีย และเมื่อตายลงจะ
เปน ซากพืชซากสตั ว มผี ูยอ ยสลายทาํ หนา ทีย่ อยเปนแรธาตุกลับสูด นิ และหมุนเวยี นกลับไปทพี่ ืชตอ ไป ในที่น้ีจะ
ขอยกตัวอยางกระบวนการในการหมุนเวียนธาตุและสารอาหาร เพียง 3 ชนิด ซ่ึงในระบบนิเวศเกษตร ถือเปน
ปจจัยสําคัญสําหรับการผลิต เพราะเปนธาตุอาหารหลักของพืช01 ไดแก ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และ

1 รายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ ในภาคผนวกท่ี 2 9

โปแตสเซียม (K) โดยอางอิงจาก รายงานของ สราวุธ คลอวุฒิมันตร (มปป.); ปทมา วิตยากร แรมโป (มปป.);
Nair (1993); นิวัติ เรืองพานิช (2541)

1) วฏั จักรไนโตรเจน (Nitrogen Cycle)
ไนโตรเจน (N) เปนธาตุที่สําคัญสําหรับชีวิตโดยเปนสวนประกอบที่สําคัญของโปรตีน พิวรีน

(Purine) และพีรีมิดีน (Pyrimidine) ในอากาศประกอบดวยแกสไนโตรเจน (N2) ประมาณ 78% โดยปริมาตร วัฏ
จักรของ N ในธรรมชาติ เริ่มจากพืชซึ่งเปนผูผลิตในหวงโซอาหารนําธาตุ N ไปใชในกระบวนการสังเคราะหโปรตีน
จากน้ันสงตอไปในรูปของอาหารไปสูผูบริโภค ซึ่งจะไดรับ N ตอเปนทอดๆ ตามลําดับ เม่ือผูผลิต และผูบริโภค
ขับถายออกมา หรือตายลง ธาตุ N ในส่ิงขับถายและซาก ก็จะถูกยอยสลายกลับคืนออกมาสูดิน น้ํา และบรรยากาศ
วฏั จักรไนโตรเจนเปนวฏั จักรท่ีคอนขางซับซอน ประกอบข้ึนจากหลายข้ันตอนที่มีการเปล่ียนแปลงสารรูปแบบตางๆ
โดยท่ัวไปในหน่ึงวัฏจักรจะประกอบดวย 4 กระบวนการ ท่ีสําคัญ คือ การตรึงไนโตรเจน (Nitrogen Fixation)
(2) การสรางแอมโมเนยี (Ammonification) (3) การสรางไนเตรต (Nitrification) และ (4) การผันกลับของไน
เตรต (Denitrification) การหมุนเวียนไนโตรเจนในระบบนิเวศธรรมชาติ สามารถสรุปเปนภาพจําลองไดดัง
(ภาพท่ี 1.5)

2) วัฏจกั รฟอสฟอรัส (Phosphorus cycle)
สารประกอบของฟอสฟอรสั (P) ในดินจะถกู พืชดดู นาํ ไปใช ในการเจริญเติบโต ตอจากน้ันสัตว

กินพืชเปนอาหาร จะนําสารประกอบฟอสฟอรัสไปสรางโครงสรางของกระดูก ท้ังพืชและสัตวตายไปก็ยอย
สลายกลายเปน สารประกอบฟอสฟอรสั ลงสูดิน พืชจะดูดฟอสฟอรัสไดนอยถาดินมีความเปนกรดสูง (โดยทั่วไป
ดนิ มคี วามเปน กรดเบส 2.2-9.6) เพราะฟอสฟอรัสจะอยใู นรูปของเหล็กฟอสเฟตหรืออลมู ิเนียมฟอสเฟต ซ่ึงเปน
สารประกอบท่ีไมละลายน้ํา แตถาดินมีความเปนเบสสูงพืชก็จะดูดฟอสฟอรัสไดนอยเชนเดียวกัน เพราะ
ฟอสฟอรัสอยูในรูปของแคลเซียมฟอสเฟตหรือมักเนเซียมฟอสเฟต ซึ่งเปนสารประกอบท่ีละลายนํ้าไดนอย
พืชนาํ ไปใชไ ดยาก ฟอสฟอรสั (P) ในดิน น้ัน สามารถแบงเปน 4 กลุม (Categories) คลายกับธาตุ K คือ (1) P
ท่ีละลายอยูในสารละลายดิน (2) P ดูดยึดอยูกับอนุภาคดิน (3) P ที่จับอยูกับอินทรียวัตถุในดิน (4)
สารประกอบอนนิ ทรีย P ซง่ึ อยูใ นรปู ท่พี ชื นาํ ไปใชไดน อย (ภาพท่ี 1.6)

10

ฝน ฝน ฟาแลบฟาผา
N2
N2 N2 N2
ไนโตรเจนในอากาศ (N2)

N2

สตั วกินพชื เปน อาหารสรา ง
โปรตีน
N2
ใบไมรวงสู N2 มูลสัตว/ซากสตั ว/ซากพชื
หนา ดิน

- รากพชื ดดู ไปใช รากพชื ดดู ไปใช

N2 NO3 รากพชื ดดู ไปใช -NO3 จลุ ินทรียต รงึ ไนโตรเจน (แบคทีเรีย/เชอ้ื รา) จุลนิ ทรยี ในดนิ
Ammonification (แบคทีเรยี /เชอื้ รา)
กา ซไนไตรเจน ( N2) NO3- ใบไม/รากพชื (Ammonification)
คืนสูบ รรยากาศ ทีเ่ นา เปอยยอยสลาย
โด(Aยmจลุ mินoทnรยีifiใ cนaดtiินon)
ไนไตรเจน ( N2) แอมโมเนยี
NH+4
รากพชื ดูดไปใช Nitrification
Nitrifying Bacteria - Nitrosomonas
-ไนไตรท
Denitrifying Bacteria NไนOเต3-รท Nitrifying Bacteria- NO2

Nitrobacter

ละลายน้ํา

สูญเสยี ไปสูด ินชัน้ ลาง

ภาพที่ 1.5 การหมนุ เวยี นไนโตรเจน

อยางไรก็ตาม ฟอสฟอรัส (P) ที่อยูในสารละลายดินเทาน้ันท่ีพืชสามารถดูดใชได สําหรับ P ที่ปรากฏ
อยูในดิน จะอยูในสารประกอบในรูปอินทรีย P (Organic P) และอนินทรีย P (Inorganic-P) ซึ่งอัตราสวนของ
P ทั้งสองรูปน้ีจะมีความแตกตางกันไปตามชนิดของดิน สวนการเปล่ียนสภาพอินทรีย P ไปเปนอนินทรีย P (P
mineralization) มีสวนสําคัญในการสรางความสมดุลระหวาง P adsorbed และ P ในสารละลายดินให
เกิดขน้ึ นอกจากน้ี การท่พี ชื จะไดร บั P เพียงพอตอความตองการหรอื ไมนั้นยังขึ้นอยูกับกระบวนการ Diffusion
(การแพร) ของ P ไปยงั รากพชื ดว ย

จะเห็นไดวา วัฏจักรฟอสเฟสเปนวัฏจักรท่ีไมสลับซับซอน และเปนแบบท่ีมีการตกตะกอนของสาร
(Sedimentary cycle) ไมมีการหมุนเวียนสูบรรยากาศ เพราะไมอยูในสถานะท่ีเปนแกส การหมุนเวียนของ
ธาตุเกิดขึน้ ไมสมบรู ณ เพราะสารประกอบฟอสฟอรัสสวนใหญถูกชะลางลงสูทะเล เกิดเปนตะกอนหินฟอสเฟต
คา งอยู โดยไมมกี ารเปล่ียนแปลงเปนเวลานาน หากมีการนําหินฟอสเฟต (หินฟอสเฟต) มาบดเปนปุยใหแกพืช
จึงเปน การเรงวัฏจกั รนใ้ี หเรว็ ขนึ้ และสมบรู ณขึ้น

11

ฝน

P ในฝุนละออง (นอย) สตั วก ินพืช

P ในธรรมชาติจากการ ใบไมรวงสู การชะลาง
สลายของหินฟอสเฟต/ หนา ดิน พังทลาย
ภเู ขาไฟ
รากพชื ดูดไปใช มูลสตั ว/ ซากสัตว/ ซากพชื
ละลายน้ํา/ไหล/ รากพชื ดดู ไปใช (จลุ ินทรียย อยสลาย)
ตกตะกอนในแหลงนา้ํ /ใน
รากพืชดูดไปใช รากพืชดดู ไปใช
ทะเล P ท่ลี ะลาย
น้ําได P ในดนิ อินทรยี 

Mineralization

Immobilization

Dissolution สารประกอบ
Precipitation P ละลายยาก

สูญเสียไปสดู ินชน้ั ลา ง-นํ้าใตดนิ

ภาพที่ 1.6 การหมนุ เวียนฟอสฟอรสั ในนเิ วศธรรมชาติ

2) วัฏจักรโปแตสเซียม
วงจรหมนุ เวียนโพแทสเซียม (K) ไมมีความซบั ซอนคลายกนั กบั P โดยพบวา K ในดนิ นั้นไดมาจาก

หินและแรของเปลือกโลกเปนหลัก การสลายตัวของแรปฐมภูมิ ท่ีเกิดข้ึนในข้ันตอนการกําเนิดดินจึงเปน
กระบวนการหลักที่ให K แกดิน วัฏจักร K จึงหมายถึง กระบวนการนํา K เขาสูระบบดิน ออกจากระบบดิน
และหมุนเวียนเปลี่ยนรูป K ในระบบดินและพืช การเปล่ียนรูปของ K ที่ดินไดรับจากการสลายตัวของแรปฐม
ภูมอิ ยใู นหลายรูปในดนิ นน้ั มี 3 รปู แบบ หลกั ไดแก (1) K ท่ีละลายน้ําในสารละลายดิน (2) K ท่ีแลกเปล่ียนได
ไดแกร ูปทถ่ี กู ดดู ยดึ บนผิวคอลลอยดด นิ ทีม่ ีประจลุ บ ไดแก ประจุลบถาวร หรือถูกดูดยึดบนผิวคอลลอยดดินท่ีมี
ประจผุ ันแปร เชน คอลลอยดดนิ สวนท่ีเปน อนิ ทรียวัตถุ และ (3) K ท่ีถกู ตรึง หรือ รปู ท่แี ลกเปล่ียนไมได เปนรูป
ที่ถูกดดู ยึดอยา งแข็งแรงไมสามารถกู แลกเปลี่ยนโดยแคทไอออนอื่นได คําวา การตรึง (Fixation) หมายถึง การ

12

เปล่ยี นรูป K จากรูปในสารละลายดินหรือรูปแลกเปล่ียนไดเปนรูปที่แลกเปลี่ยนไมได ไดแก รูปที่อยูในชองวาง
ระหวางช้นั ของแรดนิ เหนยี ว 2:1 (ภาพท่ี 1.7)

ทั้งนี้ ปจจัยท่ีสําคัญในการควบคุมความเขมขนของ K ในสารละลายดิน และ K ท่ีถูกดูดยึด คือ แร
ทุติยภูมิ ไดแก แรดินเหนียว และอินทรียวัตถุในดิน โดยพบวาถาเปนกรณีในระบบนิเวศเกษตร แหลงของ
โพแทสเซยี มทีเ่ ปน สารอนิ ทรียมอี ยูมากโดยเฉพาะจากภาคเกษตรกรรม เชน ในประเทศเขตรอนที่ปลูกขาวเปน
พืชอาหารหลัก K สวนใหญจะอยูในฟางขาว และตอซัง ซ่ึงจะมี K ประมาณ 0.4-1.4% ของนํ้าหนักแหง (ปท
มา, 2532) ดังนั้น ถามีการไถกลบฟางขาวและตอซังกลับคืนสูดิน ก็จะเปนการนํา K กลับสูดินดวย (ปทมา
วติ ยากร แรมโบ, มปป.)

ฝน

K ในฝนุ ละออง (นอ ย) สตั วก ินพชื

ใบไมร วงสู การชะลา งพังทลาย
หนาดิน

รากพชื ดูดไปใช มูลสตั ว/ ซากสัตว/ ซากพชื
รากพชื ดดู ไปใช จุลินทรียย อยสลาย
K ถูกจบั ไวในดินอินทรยี 
รากพชื ดูดไปใช
K ถูกตรงึ ไวในชองวา ง
K ในธรรมชาตจิ ากการ ของดนิ
สลายของหนิ /แร

รากพืชดูดไปใช

K ทีล่ ะลายนํ้า
ได

สูญเสยี ไปสูด นิ ชัน้ ลา ง-นํ้าใตด ิน

ภาพท่ี 1.7 การหมุนเวียนโปแตสเซียมในนเิ วศธรรมชาติ

1.4 หลักการการบริการทางนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพ
ระบบนิเวศ สามารถเอื้อประโยชนต อมนุษยไดท ั้งทางตรงและทางออม หรือท่ีเรียกวาบริการของระบบ

นเิ วศ บางคร้ังเรยี กวา “บริการทางดานส่ิงแวดลอม” (Environmental Service) หรือ “บริการทางดานระบบ
นิเวศ” (Ecosystem Service) หมายถึง ผลประโยชนท่ีมนุษยไดจากระบบนิเวศ ทั้งจากสิ่งแวดลอมและความ

13

หลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเปนฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนและสังคม เชน นํ้า ไมซุง ความสามารถ
ในการควบคุมสภาพภูมิอากาศ การคุมครองความเส่ียงทางธรรมชาติ การควบคุมการกัดเซาะของดิน การ
พักผอนหยอนใจ และการดูดซับกาซคารบอนไดออกไซด เปนตน อาจกลาวไดวาบริการของระบบนิเวศนั้นทํา
หนาท่ีนานับประการ ทั้งเปนวัตถุดิบ ชวยเก้ือหนุน สงเสริม และมีอิทธิพลตอสภาพของทรัพยากรและ
สงิ่ แวดลอ มทจ่ี ําเปนตอ การดาํ รงชีพ

การประเมินระบบนิเวศแหงสหัสวรรษ (Millennium Ecosystem Assessment: MA) ที่ไดมีการ
ติดตามประเมินสภาวะและแนวโนมของระบบนิเวศและบริการของระบบนิเวศ ไดแบงบริการของระบบนิเวศ
ออกเปน 4 ประเภท ซึ่งลวนแลวแตสงผลถึงชีวิตความเปนอยูของมนุษย (Human Well-Being)
(Department of the Environment, Water, Heritage and the Arts (2009); ปราโมทย อินสวาง และ
คณะ, ม.ป.ป.) ดงั นี้

• บริการดานการเปน แหลงผลิต (Provisioning Services) คือ การใหบริการวตั ถุดิบในการผลิต
เชน นํ้า อาหาร ทรัพยากรปาไม แรธาตุ พชื พนั ธแุ ละสตั วตา งๆ เปนตน

• บรกิ ารดานการควบคมุ กลไกของระบบ (Regulating Services) คือ การควบคมุ
ปรากฏการณ และกระบวนการทางธรรมชาติของระบบนิเวศ เชน การควบคุมสภาพ
ภูมอิ ากาศ การปองกันการกดั เซาะชายฝง การปองกันนํ้าทวม การปองกันการกัดเซาะของดิน
การควบคุมศัตรูพืช การผสมละอองเกสร การควบคุมมลภาวะ เปน ตน

• บริการดานวัฒนธรรม (Cultural Services) คือ ประโยชนทางนามธรรมท่ีดํารงคุณคาทาง
สังคมและวัฒนธรรม เชน ประเพณี การพักผอนหยอนใจ คุณคาทางจิตใจ ความเพลิดเพลิน
จากความงดงาม ของธรรมชาติ สุนทรยี ภาพ และนนั ทนาการ เปนตน

• บริการดานการเก้ือหนุน (Supporting Services) คือ กระบวนการทางธรรมชาติท่ีสนับสนุน
การดํารงอยูของบริการอื่นๆ เชน เปนแหลงธาตุอาหารของระบบการผลิตขั้นตน การทําให
เกิดวัฏจักรของอาหาร การเปนแหลงท่ีอยูของสัตววัยออน แหลงเพาะพันธุ เปนแหลงความ
หลากหลายทางพันธกุ รรม เปนตน

นอกจากน้ี ในเอกสาร Millennium Ecosystem Assessment (2005); (Ecosystems and human
well-being; Daily (1997) และ Nature’s service Societal dependence on natural ecosystems)
อางถึง ในมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (ม.ป.ป.) ไดวางกรอบใหเห็นถึงความเชื่อมโยงระหวางระบบนิเวศ
และความเปนอยูของมนุษย ซึ่งการบริการของระบบนิเวศดังกลาวนั้น มีความเก่ียวของกับ ความหลากหลาย
ทางชีวภาพ ซ่ึงสัมพันธกับสภาพภูมิอากาศ การหมุนเวียนธาตุอาหาร การใชที่ดิน และการเลือกชนิดพันธุ
ดงั สรุปใน (ภาพที่ 1.8)

14

ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงของโลก (Global
(Biodiversity): จํานวนชนดิ ปรมิ าณหรอื Change): ภูมอิ ากาศ วัฏจักรธาตุ
ความชุกชุม องคประกอบ ปฏิสมั พนั ธ อาหาร การใชท่ดี นิ ชนิดพนั ธุท่ีแนะนํา

หนาท่ีของระบบนเิ วศ

(Ecosystem Functions)

ระบบนิเวศ ความเปนอยขู องมนุษย

ประโยชนใ นดา นการ สนิ คา และบรกิ าร ความม่นั คงของชวี ติ (Security):
สนบั สนนุ กระบวนการ (Provisioning): • ความปลอดภยั ของชีวิตและทรัพยส นิ
ผลติ (Processes): • หลกั ประกนั ความสามารถในการเขา ถงึ ทรพั ยากร
• อาหาร • ความปลอดภยั จากปญ หาภยั พิบตั ิทางธรรมชาติ
• Nutrient cycling • นํา้ สะอาด
• ไมฟ น และเสนใย ปจจยั ท่ีสนบั สนนุ การดาํ เนินชีวติ
• การรักษาความ • เช้ือเพลิง • อาหารทเี่ พียงพอ
ย่ังยนื ของหนา ดนิ • แหลง ที่พักอาศยั
การรกั ษาความสมดุลของ • ความสามารถในการไดม าซงึ่ สนิ คา และบริการ
• กระบวนการผลิต ระบบนเิ วศ (Regulating):
ในเบือ้ งตน สุขภาพ (Health)
• ลดความแปรปรวนของ • สขุ ภาพที่แขง็ แรง
สภาพภมู อิ ากาศ • ความรูสกึ อยูดมี สี ุข
• สทิ ธิในการทจี่ ะมอี ากาศท่ีบรสิ ทุ ธิ์และน้ําดื่มทีส่ ะอาด
• ปองกนั ไมใหเกดิ ปญ หา
น้าํ ทว ม ความสมั พนั ธท างสงั คม (Good social relation)
• ความปรองดองในสังคม
• นํ้าใสสะอาด • การใหความเคารพซ่งึ กันและกัน
• ความสามารถในการใหความชวยเหลือกัน
ประโยชนท างดาน
วฒั นธรรม (Cultural):

• ความสวยงามของ
ทวิ ทัศน

• พิธีกรรมทางศาสนา
และความเช่ือ

• ดา นสันทนาการ

ท่ีมา: ดัดแปลงจาก มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช (ม.ป.ป.) และDepartment of the Environment, Water, Heritage and the Arts (2009)
(Millennium Ecosystem Assessment’s overview of ecosystem services)

ภาพท่ี 1.8 ความเชื่อมโยงระหวางระบบนิเวศและความเปนอยขู องมนุษย และความหลากหลายทางชวี ภาพ

ความหลากหลายทางชีวภาพ มาจากคําวา Biological Diversity หรือ Biodiversity หมายถึง
สิ่งมีชีวิตนานาชนิด หรือที่เรียกกันวาทรัพยากรชีวภาพ เชน พืชและสัตว รวมท้ังสิ่งมีชีวิตอ่ืนๆ ท่ีมีความ
แตกตางกันตามหนวยของพันธุกรรมและสภาพถิ่นที่อยูอาศัย ส่ิงมีชีวิตเหลาน้ีจะมีความหลากหลายทาง
พันธุกรรมเปนสายพันธุ ยิ่งถิ่นท่ีอยูอาศัยมีความแตกตางกันมากเพียงใด ก็ย่ิงมีความหลากหลายชนิดมากข้ึน
เพียงน้ัน ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ระดับ คือ ความหลากหลายดานระบบนิเวศ ดานชนิด
พันธุ และดานพันธุกรรม โดยปาไม นับเปนแหลงทรัพยากรชีวภาพที่สําคัญที่สุดแหลงหน่ึง เพราะมีความ

15

สมบูรณ ตลอดจนมีความหลากหลายของชนิด และพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเปนจํานวนมาก ทั้งพืช สัตว และ
จุลนิ ทรีย (วรนชุ อษุ ณกร, 2547)

ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) หมายถึง การมีส่ิงมีชีวิตนานาชนิด นานาพันธุในระบบ
นเิ วศอนั เปนแหลงที่อยูอาศัย ซ่ึงมีมากมาย และแตกตางกันท่ัวโลก หรืองายๆ คือ การที่มีชนิดพันธุ (Species)
สายพันธุ (Genetic) และระบบนเิ วศ ( Ecosystem) ที่แตกตางหลากหลายบนโลก

ความหลากหลายทางชีวภาพสามารถพิจารณาไดจากความหลากหลายระหวางสายพันธุ ระหวางชนิด
พนั ธุ และระหวา งระบบนิเวศ ดังน้ี

• ความหลากหลายทางชีวภาพระหวางสายพันธุ ที่เห็นไดชัดเจนที่สุด คือ ความแตกตางระหวาง
พนั ธุพชื และสัตวต างๆ ที่ใชในการเกษตร เชน ความแตกตางหลากหลายระหวางสายพันธุขาวเจา
และขาวเหนียว ซ่ึงในแตละสายพันธุยังมีความแตกตางดานสายพันธุยอยลงไปอีก เชน ขาวเหนียว
ดํา และขาวเหนียวขาวพันธุตางๆ เปนตน ความแตกตางที่มีอยูในสายพันธุตางๆ ยังชวยให
เกษตรกรสามารถเลือกสายพันธุสัตว เพื่อใหเหมาะสมตามความตองการของตลาดได เชน ไกพันธุ
เน้ือ ไกพ นั ธไุ ข วัวพันธุนม และววั พนั ธเุ น้อื เปนตน

• ความหลากหลายระหวา งชนิดพันธุ สามารถพบเห็นไดโดยทั่วไปถึงความแตกตางระหวางพืชและ
สัตวแตละชนิด ไมวาจะเปนสัตวที่อยูใกลตัว เชน สุนัข แมว จ้ิงจก ตุกแก กา นกพิราบ และ
นกกระจอก เปนตน หรือสิ่งมีชวี ติ ท่อี ยูในปาเขาลําเนาไพร เชน เสือ ชา ง กวาง กระจง เกง ลิง ชะนี
หมี และววั แดง เปนตน พ้นื ทธ่ี รรมชาติเปนแหลงท่อี ยอู าศยั ของส่ิงมีชวี ติ ทีแ่ ตกตางหลากหลาย

• ความหลากหลายระหวา งระบบนิเวศ เปนความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งซับซอน สามารถเห็นได
จากความแตกตางระหวางระบบนิเวศประเภทตางๆ เชน ปาดงดิบ ทุงหญา ปาชายเลน ทะเลสาบ บึง
หนอง ชายหาด แนวปะการัง ตลอดจนระบบนิเวศที่มนุษยสรางข้ึน เชน ทุงนา อางเก็บนํ้า หรือ
แมกระท่ังชุมชนเมืองของเราเอง ในระบบนิเวศเหลาน้ี ส่ิงมีชีวิตก็ตางชนิดกัน และมีสภาพการอยู
อาศัยแตกตา งกนั

ความแตกตางหลากหลายระหวางระบบนิเวศนี้ ทําใหโลกมีถิ่นท่ีอยูอาศัยเหมาะสมสําหรับส่ิงมีชีวิต
ชนิดตางๆ ระบบนิเวศแตละประเภทใหประโยชนแกการดํารงชีวิตของมนุษยแตกตางกัน หรือ อีกนัยหนึ่งให
'บริการทางส่ิงแวดลอม' (Environmental Service) ตางกันดวย เชน ปาไมทําหนาที่ดูดซับน้ํา ไมใหเกิดนํ้าทวม
และการพังทลายของดิน สวนปาชายเลนทําหนาท่ีเก็บตะกอนไมใหไปทับถมจนทําใหบริเวณปากอาวตื้นเขิน
ตลอดจนปองกนั การกัดเซาะบรเิ วณชายฝงจากกระแสลมและคลืน่ ดว ย

16

2 ระบบนเิ วศเกษตร

2.1 หลกั การระบบนเิ วศเกษตร
ระบบนิเวศเกษตร (Agro-ecosystem) คือ ระบบการผลิตพืช สัตว ประมง และปาไม ที่มนุษยได

กระทําใหเกิดขึ้นในสภาพแวดลอมธรรมชาติ เพื่อใหไดมาซึ่งปจจัยพื้นฐานในการดํารงชีพ เพ่ือการแลกเปล่ียน
และเพื่อการคา ขาย โดยมีองคป ระกอบทเ่ี ปน สง่ิ มชี ีวิต ไดแ ก มนษุ ย สตั ว พืชและองคประกอบท่ีเปนสิ่งไมมีชีวิต
ไดแก ดิน นํ้า อากาศและแสงแดด ซ่ึงเปนสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ รวมไปถึงปจจัยที่มีผลกระทบท้ัง
ทางตรงและทางออม ไดแก เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม ประเพณีและการเมือง ซึ่งองคประกอบท้ังหมดน้ันจะ
มีปฏสิ มั พันธตอกันและกันที่ทําใหเกิดเปนระบบนิเวศเกษตร ขอบเขตของระบบนิเวศเกษตร แตกตางกันตั้งแต
ขนาดเล็กระดับไร-นา-สวนของเกษตรกรแตละครอบครัว ไปจนถึงระบบนิเวศเกษตรระดับหมูบาน ตําบล
อําเภอ จังหวัด ภาค ประเทศ กลุมประเทศ และโลก อยางไรก็ตาม ถึงแมจะแบงยอยออกเปนหลายระดับ
ดังกลาว แตพบวาในแตละระดับจะมีผลกระทบตอกันท้ังทางตรงและทางออม ท้ังในดานกายภาพ ชีวภาพ
เศรษฐกจิ สังคม และการเมอื ง (ชนวน รัตนวราหะ, 2536)

ระบบนิเวศเกษตรมคี ณุ สมบตั ทิ สี่ ําคัญ 4 ลกั ษณะ คอื
• ผลิตภาพ (Productivity) หมายถึง ปริมาณสุทธิของผลิตผลตอหนวยของทรัพยากร ซ่ึงไดแก
ท่ดี นิ แรงงาน พลังงานหรอื เงนิ ทนุ สวนมากมักจะวัดผลิตภาพในชวงของปวามีมูลคาผลผลิต
มากนอยเพยี งใด หรอื รายไดสทุ ธติ อ พื้นท่ี 1 ไร หรือตอแรงงาน 1 คน หรือตอพลังงาน 1 กิโล
แคลอรห่ี รอื ตอ เงินทุน 100 บาท เปนตน
• เสถียรภาพ (Stability) หมายถึง ระดับความมั่นคงของการผลิตท่ีไมผันแปรจนเกินไป ถึงแม
จะมีการผันแปรอยูบาง เน่ืองจากปจจัยท่ีเกิดจากสภาพแวดลอม สภาพทางเศรษฐกิจ และ
สภาพของการตลาดบางก็ตาม โดยท่ัวไปจะวัดดวยคาเศษสวนของคาสัมประสิทธิของการ
เบี่ยงเบน (Coefficient of Variation) ของผลิตภาพ
• ถาวรภาพหรือความยั่งยืน (Sustainability) หมายถึง การรักษาระดับความมั่นคงของผลิต
ภาพในระยะยาวอยางตอเน่ืองถึงแมจะมีเหตุจากปจจัยภายนอกเขามากระทบก็ไมทําใหเกิด
การผันแปรของผลิตภาพ
• สมภาพ (Equitability) หมายถึง การกระจายผลประโยชนที่เกิดจากผลิตภาพใหเกิดขึ้นกับ
ประชาชนในทองถ่ินของการผลิตวาไดรับมากนอยและทั่วถึงเพียงใด การผลิตใดที่ผลผลิตท่ี
เกิดข้ึนนั้นมีประโยชนกับคนตางถิ่นมากกวาคนในทองถ่ินยอมมีระดับสมภาพตํ่า ในทางตรง
ขามการผลิตท่ีมีผลผลิตที่เกิดขึ้นนั้นคนในทองถ่ินใชเปนอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุงหม ที่
อยอู าศัย พลังงาน อยางทั่วถึงยอมจะมีสมภาพที่สูง เปนตน (Conway (1986) อางใน ชนวน
รัตนวราหะ, 2536)

2.2 ปจจยั ท่ีเปนตัวกําหนดประเภทของระบบนเิ วศเกษตร
ระบบการนิเวศเกษตร (Agro-ecology) เปนระบบการผลิตพืช สัตว ประมง และปาไม ที่มนุษยได

กระทําใหเกิดขึ้นในสภาพแวดลอมธรรมชาติ เพ่ือใหไดมาซึ่งปจจัยพื้นฐานในการดํารงชีพ การแลกเปลี่ยนและ
การคาขาย โดยมีองคประกอบท่ีเปนสิ่งมีชีวิต ไดแก มนุษย สัตว พืช และองคประกอบที่เปนสิ่งไมมีชีวิตไดแก

17

ดิน น้ํา อากาศ แสงแดด ซ่ึงเปนสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ รวมไปถึงปจจัยท่ีมีผลกระทบทั้งทางตรงและ
ทางออ ม ไดแ ก เทคโนโลยี เศรษฐกจิ สงั คม ประเพณีและการเมอื ง องคประกอบทั้งหมด มีความเก่ียวเน่ืองเปน
ลูกโซของสวนตางๆ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบตอการจัดการเปล่ียนแปลงแกไขปรับปรุงประสิทธิภาพของ
กระบวนการผลิต โดยปจจัยท่สี งผลกระทบหรือเปนตัวกาํ หนดระบบนิเวศเกษตรน้ันประกอบดวย หลายปจจัย
สามารถจาํ แนกเปน 4 กลมุ หลกั คือ ปจ จยั ดา นกายภาพ ดา นชวี ภาพ ดานเศรษฐกิจสังคม และดานวัฒนธรรม
ประเพณี (ภาพท่ี 2.1)

กายภาพ แสงแแดดดด//ปปรรมิ มิ าณาณฝนฝน/ช/นชิดนขิดอขงอดนิงด/นิ กา/รกเขาาร ถเขึงา ถึง
ทดี่ ินน//ออณุ ณุ หหภภูมูมิ /ิ ก/การาใรหในห้ําน /ํา้ ค/วคามวลามาดลชานัดชนั

ปจจัยกําหนด ชวี ภาพ ศัตรพู ืชและศตั รธู รรมชาต/ิ โรคพืชและสตั ว /
ระบบนิเวศเกษตร เศรษฐกจิ สังคม พืชพรรณธรรมชาติ /แบบแผนการปลกู พชื /
วัชพืช /สงิ่ มีชวี ติ ในดนิ ประสิทธิภาพการ
สงั เคราะหแ สง /การปลูกพืชหมนุ เวยี น
โครงสรา งทางสังคม /ความชวยเหลือทางวชิ าการ/
ระดบั การผลติ เชงิ การคา/ แรงงาน/ ความหนาแนน
ของประชากร /เศรษฐกจิ (ราคา ตลาด ทนุ การ
เขา ถงึ สนิ เชอื่ ) /การปฏบิ ตั ิในการเพาะปลูก

วัฒนธรรมประเพณี ความรูทองถิน่ / ความเชื่อ/ อดุ มการณ /มติ ิ
หญงิ ชาย /เหตกุ ารณท ่สี าํ คญั ในอดีต

ภาพที่ 2.1 สรปุ ปจ จัยกาํ หนดประเภทของระบบนิเวศเกษตร
2.3 ระดบั ชั้นของระบบนเิ วศเกษตร (Agroecosystem hierarchy)

ระบบนเิ วศเกษตร มขี อบเขตต้งั แตขนาดเล็กในระดับไรนาของเกษตรกร ไปจนถึงระดับหมูบาน ตําบล
อําเภอ จังหวดั ภาค ประเทศ กลมุ ประเทศ และโลก ซง่ึ แตละระดับยังมีความเก่ียวของเช่ือมโยงกัน ทําใหเมื่อมี
การเปลี่ยนแปลงปจจัยแวดลอมตางๆ ในแตละระดับก็จะสงผลกระทบถึงระบบนิเวศเกษตรในระดับอื่นๆ
เชนกัน ซ่ึงระบบที่เปนองคประกอบอยูในระดับต่ํากวา จะถูกควบคุมโดยระบบที่อยูระดับสูงกวา เชน การแบง
ระดับระบบการปลูกพืช ประกอบดวย ระบบการจัดการทรัพยากรดิน ทรัพยากรนํ้า ระบบการเพาะปลูก การ
ควบคมุ ศัตรูพืช และการสนับสนนุ ปจ จัยการผลติ ท่จี ําเปนตอการเกษตร

การแบงระดับชัน้ ของระบบนิเวศเกษตรออกเปนระบบยอยๆ ตามลําดับข้ัน จะมีประโยชนท่ีสามารถชวย
ทําใหนักพัฒนาสามารถศึกษาวิเคราะหระบบนั้นๆ ไดงายและรวดเร็วย่ิงข้ึน เนื่องจากความสลับซับซอนของ
องคประกอบที่มีอยูในระบบยอยมีระดับลดลง จึงทําใหทราบอยางละเอียดขององคประกอบ บทบาทหนาที่
และผลผลิตของระบบ นอกจากน้ียังทําใหทราบถึงปฏิสัมพันธกับระบบยอยที่อยูภายใตการควบคุมของระบบ
นเิ วศเกษตรและการพัฒนาการผลติ ใหมีประสิทธิภาพสงู ข้นึ

ระบบนเิ วศเกษตรสามารถจาํ แนกออกเปน ระดับชัน้ ตางๆโดยลาํ ดับจากระบบทอี่ ยรู ะดบั ต่ําสดุ ข้ึนไปหา
ระบบที่อยูร ะดับสูงสุดได ดังแสดงใน (ภาพที่ 2.2)

18

โลก ระดบั มหภาค โลก
ทวีป ระดับกลาง ทวปี
ประเทศ
ภูมภิ าค ประเทศ
ลุม นา้ํ ลุมนํา้ ยอย ทร่ี าบน้าํ ไม
ทว มขัง และทร่ี าบน้ําทวมขงั ภมู ิภาค

หมูบาน / ชุมชน ลมุ นํ้า
หมูบา น -ชุมชน
ไร – นา / แปลงเกษตรกรรม ไร-นา/แปลงเกษตรกรรม
ระบบการเพาะปลกู /เลีย้ งสัตว
แปลงนา – ระบบการปลกู พืช/เลี้ยงสัตว ระดับจุลภาค
แปลงนา – การปลกู พืช เล้ยี งสัตวเ ฉพาะอยาง แปลงปลกู พชื
/เลย้ี งสตั ว
เฉพาะอยาง
ระบบการเพาะปลกู /เลย้ี งสตั ว
ไร-นา/แปลงเกษตรกรรม
หมูบา น -ชมุ ชน
ลมุ นาํ้
ภูมิภาค
ประเทศ

ภาพท่ี 2.2 ระดับชัน้ ของระบบนเิ วศเกษตร

• ระบบนิเวศเกษตรระดบั จลุ ภาค (Micro level) เปน ระบบท่อี ยใู นระดับตาํ่ สุด ไดแก ระบบนิเวศเกษตร
ระดับแปลงนาท่ีเกษตรกรมีการปลูกพืชเฉพาะอยางและระดับแปลงนาเปนแปลงขนาดใหญที่มีการ
ปลูกพืชหลากหลายชนดิ อยา งเปน ระบบ

• ระบบนเิ วศเกษตรทอี่ ยูใ นระดบั กลาง (Meso level) ไดแก ระบบไรนาของแตละครัวเรือนท่ีมีการผลิต
หลากหลาย พรอมท้ังเปนที่ต้ังบานเรือนท่ีอยูอาศัย สวนระบบนิเวศเกษตรที่อยูในระดับสูงขึ้นไปใน
ระดับกลางนี้ เปนระบบนิเวศเกษตรระดับหมูบานหรือตําบล ที่มีพื้นท่ีทําการเกษตรของหมูบานหรือ
ตําบลที่ประกอบดวยพ้ืนท่ีดอน นาดอนนํ้าทวมไมขัง และพ้ืนที่ราบลุมนํ้าทวมขัง และแหลงน้ํา ไดแก
ลําหวย ลาํ ธารน้าํ อยตู รงกลาง

• ระบบนิเวศเกษตรระดับมหภาค (Macro level) ซึ่งมีขนาดพ้ืนท่ีขนาดใหญประกอบดวยลุมน้ําขนาด
เล็กหลายลุมน้ํา และระดับสูงขึ้นในระดับน้ีเปนระบบนิเวศเกษตรระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ระดับ
ทวปี และระดบั โลก ตามลาํ ดับ

19

ระบบนิเวศเกษตรแตละระดับมีความเกี่ยวของเช่ือมโยง และมีปฏิสัมพันธซึ่งกันและกันในการ
แลกเปลี่ยนผลผลิต กลาวคือ ระบบนิเวศเกษตรท่ีอยูในระดับตํ่ากวาอีกระบบหน่ึงก็จะเปนองคประกอบหน่ึง และ
อยูภายใตอ ทิ ธพิ ลของระบบนิเวศเกษตรท่ีอยใู นระดบั เหนือกวาและมีอาณาบรเิ วณขนาดใหญกวา

2.4 การประยกุ ตใชหลกั นเิ วศธรรมชาติ
1) การสรา งความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศเกษตร
การสรางความหลากหลายชนิดของสง่ิ มชี ีวิตท่ีนาํ เขา และมีอยูต ามธรรมชาติในระบบนเิ วศเกษตรให

มคี วามคลา ยคลงึ กับระบบนิเวศธรรมชาติน้ัน จะชวยใหเกดิ ผลดตี อการผลิต ดังนี้
(1) การปองกนั กําจัดศตั รูพชื
การปลูกพืชหลายชนิดปะปนกันบนพื้นท่ีและเวลาเดียวกันจะเปนท้ังตัวปองกันภัยตาม

ธรรมชาติ และเปนที่อยูอาศัยของศัตรูธรรมชาติของศัตรูพืช ใหมีท้ังชนิดและปริมาณมากข้ึนอยางตอเน่ือง ความ
ซับซอนหลากหลายของส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศเกษตร จะกอใหเกิดเสถียรภาพและความยั่งยืนขององคประกอบ
โดยเฉพาะทรัพยากรดิน นํ้า และส่ิงแวดลอม รวมทั้งความสามารถในการผลิตของระบบนั้น และศัตรูพืชจะมี
การระบาดลดนอ ยลงอกี ดวย

(2) การฟน ฟูและรักษาความอดุ มสมบูรณของดิน
การปลกู พชื หลากชนิดและผสมผสานเขากับการเล้ียงสัตว เปนวิธีการท่ีสรางความเก้ือกูล

ซึ่งกันและกันอยา งสมดลุ ของแรธ าตุอาหาร เปนการปรับปรุงบาํ รุงฟน ฟแู ละรกั ษาความสมบูรณของดิน
(3) การสรางรายไดทมี่ เี สถียรภาพมนั่ คงดว ยการเพ่มิ ประสิทธภิ าพการใชท ่ีดิน
การปลูกพืชและการเล้ียงสัตวหลากชนิดที่ผสมผสานกันอยางเหมาะสมและเปนไปตาม

หลกั ธรรมชาติ ส่ิงมีชีวิตจะมีความเก่ียวของเช่ือมโยงและมีปฏิสัมพันธเกื้อกูลตอกัน เชน การปลูกพืช การเลี้ยง
สัตว และประมงหลายชนิดผสมผสานกันในพ้ืนที่และเวลาเดียวกัน ซ่ึงจะชวยทําใหเกิดผลผลิตอยางตอเน่ือง
และเพิ่มรายไดแทนท่ีจะมีการปลูกพืชหรือเล้ียงสัตวชนิดเดียว เปนตน ดังน้ันการผลิตเลียนแบบระบบนิเวศ
ธรรมชาติจึงเปน การชวยสรางรายไดใหส งู ขน้ึ อยางตอ เน่ืองในระยะยาว

(4) ปรับปรงุ สขุ ภาพอนามัยและคุณภาพชวี ิตของมวลมนษุ ย
การปลูกพืชยืนตนและไมยืนตนผสมผสานในระบบเกษตรกรรมเปนการสรางและเพิ่ม

ความรมรื่นแกมนุษย อีกท้ังยังเปนการเสริมสรางความชุมช้ืนใหแกพื้นที่ ดังน้ันการปลูกพืชแบบหลากชนิดจึง
เปนการชวยปรับปรุงสุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชากร และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและ
สงิ่ แวดลอม

1) ลกั ษณะการมีปฏิสมั พันธก นั ระหวางสิง่ มีชวี ติ ในระบบนิเวศ
หากพจิ ารณาจากหลกั ของนเิ วศธรรมชาติแลว การสรางระบบนิเวศเกษตรใหหลากหลายและ

มีการจัดการใหเกิดความเก้ือหนุน และควบคุมซ่ึงกันและกัน จะเอื้อประโยชนหลายประการ เชน การควบคุม
โรคและศัตรูพืช การปรับปรุงดิน การสรางความรมร่ืน และเพ่ิมประสิทธิภาพการใชที่ดิน โดยรวมแลวนําไปสู
ความมั่นคง ย่ังยืน ของระบบ และสามารถสรางประโยชนใหกับเกษตรกรไดมากกวาการทําการเกษตรเชิงเดี่ยว
ซง่ึ มีรูปแบบที่หา งออกไปจากระบบนเิ วศธรรมชาติมาก

รูปแบบและกลไกของการมีปฏิสัมพันธตอกันขององคประกอบ โดยเฉพาะระหวางองคประกอบที่
มีชีวิต เพื่อประยุกตใชเปนแนวทางพัฒนาระบบนิเวศเกษตรใหสามารถเกิดศักยภาพในการผลิตและตอบสนอง
ตอ ความตองการอยางพอเพยี งตอไปในระยะยาว สรุปไดด งั นี้

20

การมีปฏสิ ัมพันธใ นเชงิ สนับสนนุ เกื้อกลู กัน (Symbiosis)
• ระหวางพืชกับพืช พืชสามารถชวยเหลือเกื้อกูลกัน เชน การปองกันแสงแดดและใหรมเงา
พืชเปนท่ีอยูอาศัย เปนแหลงอาหารของแมลงศัตรูพืช ชวยปองกันวัชพืช เก็บรักษาความช้ืน
และพืชบางชนดิ สามารถไลและทําลายแมลงศัตรูพืช เปนตน
• ระหวางพชื และสตั ว สามารถชว ยเหลือเก้อื กลู กันในเรอ่ื งดา นอาหาร เชน เปนอาหารซ่ึงกัน
และกัน ใชพืชเปนยาสมุนไพรรักษาโรคของสัตว ปองกันศัตรูและสิ่งแวดลอมท่ีไมเหมาะสม
ไมใหเกิดขน้ึ จลุ ินทรยี ช ว ยยอยสลาย แรธาตอุ าหารของพืชและสัตว เปนตน
การมปี ฏิสมั พนั ธใ นเชงิ แขง ขนั ทําลายกนั (Antagonist)
• ระหวางพืชกับพืช การปลูกที่ไมเก้ือกูลกันจะกอใหเกิดการแขงขันทําลายกัน เชน แยงกัน
ในเร่อื งนาํ้ อาหาร และแสงแดด เปน ตน
• ระหวา งสัตวและสัตว โดยเฉพาะแมลงศตั รูพชื หลายชนดิ ที่กนิ พืชชนดิ เดียวกนั เปนอาหาร
• ระหวางพืชและสัตว เชน การปลูกพืชเดียวทําใหศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชนอยลง
แมลงศัตรจู ะสามารถแพรพันธุแ ละระบาดไดอ ยา งรวดเรว็ ย่งิ ขึ้น

อยางไรก็ดี การใชประโยชนจากหลักการปฏิสัมพันธในระบบนิเวศดังกลาวนั้นมีทั้งทางตรง (Direct
interaction) และทางออม (Indirect Interaction) ในเชิงเก้ือกูลสนับสนุน (Symbiosis) หรือในทางแขงขัน
ทําลาย (Antagonist) และในทางที่เปนอาหาร เพ่ือบริโภคในวงจรอาหาร (Food Chain) หลักการดังกลาวน้ี
สามารถนํามาใชในการจัดการระบบนิเวศเกษตรเพื่อใหเกิดผลตอบแทนสูงสุดในขณะท่ีทรัพยากรธรรมชาติไม
ถกู ทําลาย หรอื ถูกทําลายนอ ยท่ีสดุ ในที่น้ีจะขอยกตัวอยางการใชประโยชนจากความสัมพันธ หรือปฏิสัมพันธ
ของพชื และสตั วใ นระบบนเิ วศเกษตรไวด งั ตารางที่ 2.1 (ชนวน รัตนวราหะ, 2536)

ตารางท่ี 2.1 สรุปการใชประโยชนจากปฏิสัมพันธข องพืชและสัตวในระบบนิเวศเกษตร
หลักการ รปู แบบการ ตวั อยางการใชป ระโยชน
ปฏิสัมพนั ธ ปฏสิ มั พนั ธ

ปฏสิ มั พนั ธ (1) ปฏสิ ัมพันธ • พชื ตระกูลถัว่ ชวยตรงึ ไนโตรเจนใหก บั พืชชนดิ อ่นื
เชิงเกือ้ กลู ระหวางพชื กับ • พชื ยนื ตนใหรม เงากับพชื ทตี่ องการแสงนอ ย เชน กาแฟ โกโก ชา สมุนไพร
พืช • พืชเปนอาหาร และที่อยูอาศัยใหกับแมลงศัตรูธรรมชาติเพ่ือชวยกําจัดศํตรูพืช

ไมใหเกิดกับพืชชนิดอื่นๆ เชน การปลูกถ่ัวลิสงระหวางแถวในแปลงขาวโพด จะ
ชว ยทาํ ใหแมลงศัตรูธรรมชาตไิ ดม าอาศัยอยใู นถัว่ ลิสงมากและชว ยกาํ จัดแมลงศตั รู
ของขาวโพด
• พชื ยืนตนเปนที่อยูอาศยั และอาหารแกพ ชื ประเภทเถา และกาฝาก เชน พริกไทย
พลู ดีปลี กลวยไม ฯลฯ
• พืชที่ปลูกแซมระหวางแถวของพืชหลัก จะชวยปองกันไมใหวัชพืชขึ้นแยงอาหาร
กับพืชหลักที่ปลูก เชน การปลูกถั่วเขียว และแซมขาว เปน ตน
• พืชแซมระหวางแถวไมยืนตนในระยะเร่ิมปลูกจะชวยบังลม บังแดดและเก็บ
ความช้ืนในดินใหกับพืชยืนตน เชน ปลูกกลวยแซมยางพาราจะชวยใหยางพารา
เตบิ โตไดเร็วข้ึนกวายางพาราทีไ่ มมกี ลวยปลูกแซม

21

หลกั การ รูปแบบการ ตวั อยา งการใชประโยชน
ปฏสิ ัมพนั ธ ปฏิสัมพนั ธ
• พืชชวยไล และทําลายแมลงศัตรูพืชไมใหเขามาทําลายพืชท่ีตองการอารักขา เชน
(2) ปฏิสมั พนั ธ ตะไครหอม ถัว่ ลิสง ดาวเรือง ตนหอม แมงลัก โหระพา ฯลฯ ชวยไลแมลงศัตรูพืช
เกื้อกลู ระหวา งพืช เชน กรณีการศึกษาของ จรัส ชื่นราม และคณะ (2534) รายงานวา ถ่ัวลิสง
สัตว ประมง ดาวเรือง เปนพืชที่สามารถจะชวยลดประชากรของไสเดือนฝอยศัตรูพืชชนิด
Meloidogyne spp.
ปฏสิ ัมพนั ธเชงิ (1) ปฏสิ มั พันธเ ชงิ
แขงขนั ทาํ ลาย แขงขนั ทําลาย • เศษเหลือของพืชใชเปน อาหารปลา
ระหวา งพชื กบั • พืชยืนตน ชวยบงั ลม บังแดด บังฝนใหกบั สตั ว
พชื • พืชสมุนไพรเปนยารกั ษาโรคใหก ับสตั ว
• ปลาชวยกินแมลงศตั รูพชื และวัชพืช ใหกบั พืชทีป่ ลกู ในสภาพน้ําทวมขัง เชน ขาว
(2) ปฏิสัมพันธเชงิ • ปลาชวยใหอนิ ทรยี วัตถุกบั พชื จากการถายมลู ตกตะกอนในบอเลย้ี งปลาซ่ึง
แขง ขันทาํ ลาย
ระหวางพืช สามารถลอกขนึ้ มาเปนปยุ กบั พืช และการเลยี้ งปลาในนาขา ว
สัตว ประมง • เปด หา น แพะ ววั ควาย ฯลฯ ชวยกําจดั วชั พืชในสวนผลไมแ ปลงปลกู หมอน
• มูลสตั วท กุ ชนิดสามารถใชประโยชนเปนปุยกบั ตนพชื
• ผง้ึ ชว ยผสมเกสรของพชื
• แมลงที่มปี ระโยชนหลายชนดิ ไดอ าศยั พชื เปน อาหาร และทอ่ี ยอู าศยั
• จลุ นิ ทรยี ชวยยอยสลายซากพืช และสตั วใ หเ ปนปุยกบั ตน ไม
• แมลงศัตรธู รรมชาตจิ าํ นวนมากชว ยควบคมุ ประชากรแมลงศตั รพู ชื ไมใ หข ยายพันธุ

จนเกิดระบาด
• พืชแยง อาหาร นํา้ และแสงแดดกบั พชื อืน่ เชน มะมว งปลูกแซมในปา ไมธ รรมชาติ

ได แตไ มส ามารถปลูกแซมในตนยคู าลปิ ตสั เพราะถกู ยคู าลปิ ตสั แยงน้าํ และธาตุ
อาหารโดยเฉพาะในชว งฤดแู ลง ทข่ี าดนํ้า
• พืชเปนอาหาร และท่ีอยูอ าศยั อยางตอ เน่ืองของศตั รพู ชื อื่นในระบบนิเวศเดียวกัน
เชน ขา วโพด เปนพชื อาศัยของหนอนเจาะสมออเมริกนั (Helothis spp.) และ
เพลี้ยออน (Aphid) ของฝา ย
• การเลย้ี งสตั วจาํ นวนมากเกนิ ไปจะทาํ ใหป ริมาณพชื ท้งั ในสภาพท่ีปลกู และใน
สภาพธรรมชาตไิ มเพยี งพอ จะเกดิ สภาพแวดลอมทีแ่ หงแลง ดินถูกชะลา งดว ยลม
และฝน จนเกิดสภาพทะเลทราย
• มูลสตั วท ่ถี ายออกมาจากการเลย้ี งสตั วจ ํานวนมากเกนิ ไปทาํ ใหเ กิดนา้ํ เนา เสยี
• การปลูกพืชทีม่ กี ารใชส ารเคมกี าํ จดั ศัตรูพืช จะเกดิ พษิ ตกคา งในนา้ํ และผลติ ผลที่
เปนพษิ ตอสัตวและปลา
• การปลูกพืชเดย่ี ว หรือเนนการปลกู พชื เพอื่ ใหผ ลผลติ อยา งใดอยา งหนง่ึ สงู สดุ และ
ได กาํ ไรสงู สดุ จะทําใหส ภาพแวดลอ มของสตั วท เ่ี ปน ประโยชน เชน แมลงศัตรู
ธรรมชาตหิ มดไปดวย แลวเปดโอกาสใหศตั รพู ชื ซ่ึงมีอาหารบริบรู ณส ามารถ
ขยายพันธุอยา งรวดเรว็ และเกิดระบาดทาํ ลายพืชผลเหลา นัน้

22

หลกั การตา งๆ ดงั กลา วสอดคลอ งกบั รายงานของ Dover & Talbot (1987) อางไวในวิทูรย ปญญากุล
(2556) โดยเฉพาะหลกั การท่วี า ระบบนิเวศเกษตรท่ีมคี วามหลากหลาย เปน ระบบทมี่ ีเสถียรภาพมากกวาระบบ
ท่ีมีสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียว แตเสถียรภาพท่ีจะเกิดขึ้นนั้นตองข้ึนอยูกับความสอดคลองเหมาะสมของพืชและ
สัตวตามหลักของความสัมพันธในระบบวาจะเปนแบบเกื้อกูล หรือแขงขัน-ทําลาย ซ่ึงประเด็นนี้ผูจัดการระบบ
นิเวศเกษตร จะตองมีความรูความเขาใจถึงหลักความสอดคลองกลมกลืนในระบบนิเวศเกษตรดวย เชน ความ
เขาใจเกี่ยวกับธรรมชาติ และความตองการของพืชแตละชนิด เพื่อใหสามารถเลือกชนิด และจัดการไดอยาง
เหมาะสม เชน

(1) มรี ะบบรากตา งกนั บางชนิดรากลึก บางชนิดรากตื้น
(2) ตองการธาตุอาหารในชนิด และปริมาณท่ีตางกัน และพืชแตละชนิดมีประสิทธิภาพในการใชธาตุ

อาหารตา งกนั
(3) ชอบแสงและรม เงาทีแ่ ตกตา งกนั
(4) ตองการความชน้ื ในดนิ และในอากาศท่แี ตกตา งกัน
(5) เหมาะสมกบั สภาพดนิ ทต่ี า งกนั
(6) ความจําเปน ในการใชแ รงงาน ในการจดั การ ดูแลรักษาท่ีตางกัน
(7) มีความตอ งการของตลาด และความเสย่ี งในเรือ่ งการตลาดท่ตี า งกัน
นอกจากน้ี ความเขา ใจในลกั ษณะของความเกือ้ กูลของพืชในระบบนิเวศเกษตร นับวาเปนปจจัยสําคัญ
ในการจัดการกิจกรรมในระบบ เพ่ือใหเกิดประโยชนสูงสุด เชน สรางระบบจุลภูมิอากาศท่ีเหมาะสมใหกับพืช
อ่ืน ผลิตสารเคมีที่เปนประโยชนหรือเปนโทษตอพืชอื่น ชวยลดจํานวนศัตรูพืช ควบคุมวัชพืช เปนสมุนไพรให
คนและสัตว เปน สมนุ ไพรปราบศัตรพู ชื และไลแ มลง ผลิตและเคล่ือนยายธาตุอาหาร (เชน ตรึงไนโตรเจน) ผลิต
ชีวมวลที่เปนอาหารของพืชหรือสัตว เพ่ิมหนาดินหรือโครงสรางของระบบรากพืช มีระบบรากลึกเพ่ือชวย
หมนุ เวียนธาตอุ าหาร เปน ตน ตวั อยางเชน การปลูกพืชแนวระดับท่ีชวยอนุรักษดินและนํ้า ผลผลิตเปนอาหาร
และเชื้อเพลิง หรือ กรณีปลูกพืชเปนรั้วรอบแปลง นอกจากชวยกันสัตวจากภายนอกเขามาในแปลง และ
ชวยกนั ลมแลว ยงั เปน อาหาร เช้อื เพลงิ อาหารสตั ว หรือสมุนไพรไดดว ย
จะเห็นวาการศึกษานิเวศธรรมชาติ เพ่ือนํามาปรับใชในการจัดการระบบนิเวศเกษตรน้ันเปนเรื่อง
จําเปนเพื่อสรางระบบการเกษตรท่ียั่งยืน ยกตัวอยางเชน กรณีระบบวนเกษตร ซ่ึงเปนระบบการเกษตรที่เนน
เลียนแบบสภาพนิเวศธรรรมชาติ โดยเฉพาะนิเวศปาไม ท่ีใชหลักของความหลากหลายและการเก้ือกูลโดย
ธรรมชาตทิ าํ ใหร ะบบเกิดความม่ันคงและยั่งยืน โดยเฉพาะการหมุนเวียนธาตุอาหารในระบบ ไดมากกวาระบบ
เกษตรท่ีปลูกพืชชนิดเดี่ยว ดังที่ Nair (1984) อางถึงใน Nair (1993) ไดนําเสนอภาพจําลองใหเห็นความ
แตกตางของระบบนเิ วศธรรมชาติ และนิเวศเกษตรแบบเชงิ เดีย่ วกบั วนเกษตร (ในอุดมคติ) ไวดังภาพที่ 2.3
จากภาพท่ี 2.3 จะเห็นไดวา ระบบนิเวศพืชเชิงเด่ียว แมวาจะมีการเติมปุย (ธาตุอาหาร) จากนอก
ระบบ แตมีการสูญเสียธาตุอาหารออกนอกระบบคอนขางมากในรูปของผลผลิต ในขณะที่ขาดระบบการ
หมุนเวยี นโดยพชื ยืนตน รวมถงึ ไมม ีพืชทําหนาทชี่ ะลอการกดั เซาะพังทะลายของดินจากลม และการไหลของน้ํา
ทําใหโดยรวมแลวมีการสูญเสียท่ีมากกวา ระบบวนเกษตร ซึ่งแมวาจะมีการเก็บผลผลิตออกไปนอกระบบแตมี
ระบบหมนุ เวยี นธาตุอาหารในระบบท่ีชวยใหล ดการสูญเสียลงไดมากกวาเกษตรเชิงเด่ียว ดังน้ัน ย่ิงถาเกษตรกร
สามารถจัดการใชป ระโยชนจากการเกื้อกูลกันของพืชและสัตวไดอยางเหมาะสม จะทําใหระบบวนเกษตร ชวย
เพ่ิมประสิทธิภาพการใชที่ดินใหสูงขึ้น ในขณะท่ียังรักษาสมดุลของธาตุอาหาร และสภาพแวดลอมในแปลง
เกษตรไวไ ดเ ปนอยา งดี

23

นเิ วศปา ธรรมชาติ นิเวศเกษตรเชงิ เดยี่ ว นิเวศเกษตรในระบบวนเกษตร

ธาตอุ าหารจากอากาศ ทรงพุมขนาดใหญ ฝน ธาตอุ าหารถูกนําออก ฝน ธาตอุ าหารที่ถูกนาํ ออกนอก
นอกระบบมาก ระบบไดรบั การทดแทนดว ยการ
ธาตอุ าหารไมไดถกู ใบไมรวงลงดิน/การ หมนุ เวียนในระบบและการเพม่ิ
นําไปใช การหมุนเวยี นโดยพชื ตัดแตง ทรงพมุ ประสิทธภิ าพ
มนี อ ย ไมคอยมใี บไม
ใสปุย ใสปยุ

ผวิ ดิน หนา ดินถกู หนา ดนิ ถกู ชะ หนา ดนิ ถกู ชะ
จลุ ภูมิอากาศ ชะลา ง/กัด ลาง /กัดเซาะ ลา ง /กดั เซาะ
เหมาะสม ใบไมรว งสู เซาะนอ ย มาก นอ ย
หนาดนิ

ธาตอุ าหารราก เชอ้ื ราไมคอไรซาชวยยอ ยสลาย สะสมทผ่ี ิวดนิ หรอื ราก จุลนิ ทรียใ นดนิ เชือ้ ราไมคอไรซา แบง ปน ธาตอุ าหาร
ทีเ่ นา เปอ ย ปรับปรงุ ดนิ /ธาตุอาหาร มีนอย ยอ ยสลาย-ปรับปรงุ ธาตุอาหารจากรากทเ่ี นา เปอย
ดนิ /ธาตุอาหาร
สูญเสยี ธาตุอาหารมากโดยเฉพาะ รากพืชทอี่ ยลู กึ ดดู ไปใช
ในชว งท่ไี มม กี ารเพาะปลกู
รากพชื ท่อี ยลู กึ ดดู ไปใช สูญเสยี เล็กนอย
ดินและธาตุอาหารจาการผุพงั ของหิน
ดินและธาตอุ าหารจากการผพุ งั ของหิน ดนิ และธาตอุ าหารจาการผุพงั ของหนิ

การสญู เสยี (ผลผลติ ) จากระบบนอ ยมาก สูญเสีย (ผลผลติ ) จากระบบคอ นขางมาก สูญเสีย (ผลผลติ ) จากระบบนอ ยมาก

ที่มา: ปรับจาก Nair (1984) อางถงึ ใน Nair (1993) และวิทูรย ปญ ญากุล (2547) อางถงึ ในอาทติ ยา พองพรหม (2560)
ภาพท่ี 2.3 ภาพจาํ ลองแสดงความสัมพันธ และประโยชนจ ากระบบวนเกษตรเปรยี บเทียบกบั ระบบเิ วศปาธรรมชาตแิ ละนเิ วศ
เกษตรเชิงเดย่ี วทัว่ ไป

2) ลักษณะของการคดั เลอื กสายพันธุตามธรรมชาติเพ่อื ใหส ายพนั ธมุ ีความคงอยู
ส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศธรรมชาติจะไดรับการคัดเลือกใหดํารงสภาพชีวิตอยูอยางเหมาะสมกับ

สภาพของสิ่งแวดลอมธรรมชาติเฉพาะแตละทองที่ ดังนั้นจึงควรมีการทดสอบความเหมาะสมของพันธุตางๆ
ที่จะทําการปรับปรุงโดยเฉพาะปญหาเร่ืองความตานทานตอโรคและแมลงที่มีอยูแลวในแตละทองถ่ิน เพื่อที่จะ
ไดคัดเลือกพันธุที่เหมาะสมกอนสงเสริมเผยแพรต อ ไป

3) การปลูกพืชผสมผสานแบบหลายระดบั
หลักการปลกู พืชหลายระดับหรือปลูกโดยใชหลักการจัดลําดับช้ันความสูงของพืช มีพ้ืนฐานมา

จากการจัดชั้นเรือนยอดของตนไมในนิเวศปาไม โดยพบวาในปาฝนเขตรอนท่ัวไป ที่มีความอุดมสมบูรณ จะมี
ตน ไมปกคลุมในหลายระดับ นบั ตั้งแตพืชคลุมดิน ไมพุม เถาวัลย ไมเรือนยอด และไมใหญ โดยทั่วไป กรณีการ
จัดช้ันในแนวด่ิง (Vertical stratification) ซงึ่ เปน การจัดชัน้ ทีเ่ กีย่ วขอ งกบั ปจจัยของการไดรับแสง สวนใหญจะ
แบง ออกเปน 4 ช้ัน คอื

(1) ชั้นเหนือเรือนยอด-ช้ันบน (Emergent Layer) เปนกลุมไมท่ีมีเรือนยอดสูงกวาระดับของ
เรอื นยอดของพืชอื่นทั้งหมด เรือนยอดของพชื กลุม น้ีจะไดรบั แสงเตม็ ทีท่ ั้งดานบนและดานขา งเกอื บ 100%

(2) ชั้นเรือนยอดระดับบน (Canopy Layer) ไมจําพวกน้ีจะเปนไมที่มีเรือนยอดอยูในระดับ
เดียวกับระดับของยอดไมทั้งปา จะไดรับแสงมากทางดานบนของเรือนยอด ประมาณไมเกิน 95 % สวน
ดา นขา งของเรือนยอดจะไมไดร บั แสงหรอื รับไดน อยมาก ตัวเรอื นยอดมักจะมีขนาดปานกลาง

24

(3) ช้ันเรือนยอดระดับกลาง หรือ ใตเรือนยอด (Understory Layer) เปนกลุมไมช้ันกลาง ที่มี
เรือนยอดอยูต่ํากวาระดับเรือนยอดของไมท้ังบริเวณ แตอาจจะมีสวนใดสวนหน่ึงของเรือนยอดไดรับแสง
โดยตรงจากขา งบนบา งเลก็ นอย แตด านขางเรือนยอดนนั้ ไมไดร บั แสงเลย ไดร ับแสงประมาณ 5% โดยปกติแลว
“ไมกลาง” จะมีเรอื นยอดเล็กและถูกเบียดจากขา งๆหรอื รอบๆมาก

(4) ช้นั ลา งสุด หรือพืน้ ปา (Forest Floor) ไมช้ันลางเปนไมที่มีเรือนยอดตํ่ากวาระดับเรือนยอด
ของไมท ้ังบรเิ วณ เรือนยอดจะไมไดรับแสงโดยตรงเลย หรือนอยมาก ประมาณไมเกิน 2% ไมวาจะทางดานบน
หรือรอบๆ เรือนยอด ยกเวนจะมีตนไมใหญลม แลวเกิดชองวาง (องคกรพิพิธภัณฑวิทยาศาสตร, มปป.
[เอกสารออนไลน] )

ความสูงจากพน้ื (เมตร) ช้นั เหนอื เรือนยอด
40

30 ช้ันเรอื นยอดบนสดุ

ชัน้ เรือนยอดรอง

20

10 ช้ันเรือนยอดลาง
0.1 1.01
ชน้ั ไมพ ุม

10 100 ความเขม ของแสง ชั้นพืชลม ลุก
รอ ยละของแสงแดดเต็มท่ี ช้นั ผิวดนิ
ชน้ั ใตดนิ

ภาพที่ 2.4 แบบจาํ ลองความสูง และการไดร ับแสงของตน ไม

อยางไรก็ตาม จํานวนชั้นเรือนยอดในแตละสังคมพืชนั้น จะแตกตางกันไปตามลักษณะของสังคมนั้นๆ
ในบางพื้นท่ีอาจประกอบดวยชั้นเรือนยอดต้ังแต 5 ถึง 7 ช้ัน คือ อาจประกอบดวยไมใหญ 2-3 ช้ัน ไมพุม 2 ชั้น
และชนั้ ของไมล ม ลุก และลูกไม สวนท่ีผิวดินเปนชั้นของมอสสและไลเคนท สวนในดินอาจจําแนกชั้นลึกลงไปได
ตามระดบั ชนั้ ของเรือนรากและส่ิงมชี ีวติ ในดิน การจดั จําแนกชนั้ โดยทัว่ ไปอาจแบงได ดงั น้ี

• ช้ันเหนอื เรอื นยอด (Emergent) เปน ช้ันไมทมี่ ีความสูงเปนพเิ ศษโผลเ หนอื เรือนยอดไมอ่นื อยูห า งๆ
• ชั้นเรือนยอดบนสุด (Top Canopy or Upper Layer) เปนไมที่ประกอบดวย เรือนยอดช้ันบน มี
เรอื นยอดในระดับเดยี วกัน และตอ เน่ืองกนั ไปอาจมชี อ งวางเกดิ ข้นึ ไดในบางตอน
• ชัน้ เรือนยอดช้นั รอง (Secondary Canopy or Layer) เปนไมขนาดกลาง ตอ งการแสงนอยกวา
ชนิดไมท ่ีอยูในชน้ั บน มักแทรกอยูระหวา งชองวางของไมชั้นบน และทาํ ใหเ รือนยอดปาแนน ทบึ
• ชนั้ เรือนยอดชั้นลาง (Lower Canopy or Layer) เปน ไมขนาดเลก็ มีความทนรม สูง บางครง้ั
ขนึ้ ผสมกบั ไมพ ุมสูงปรากฏอยูภายใตเรอื นยอดช้นั บน
• ช้ันเรือนยอดของไมพุมเตี้ย (Lower Shrub Layer) เปนชั้นของไมพุมเตี้ย มีความสูงไมเกิน 2
เมตร

25

• ชั้นของหญาและพืชลมลุก (Grass and Herb Layer) เปนชั้นท่ีประกอบพวกหญาและพืช
ลม ลกุ บางครง้ั อาจเรยี กชนั้ Forest Floor

• ช้ันผวิ ดิน (Ground Surface Cover) เปนช้ันของมอสส ตะไคร ไลเคนท หรอื พืชขนาดเลก็
• ชน้ั ใตด นิ (Subterranean Layer) เปนช้ันของรากพชื และสงิ่ มีชีวติ ขนาดเล็กในดนิ
เมื่อพิจารณาระดับชน้ั ของตนไม และแสงที่ไดรับ พืชตนสูงจะตองการแสงแดดมากกวาสวนพืชช้ันลาง
ลงไปก็จะเปนกลุมท่ีปรับตัวใหเจริญเติบโตไดภายใตรมเงา หรือในสภาพที่มีแสงแดดเพียงเล็กนอย ตนไมที่
เจริญเติบโตในพื้นท่ีท่ัวไปตามธรรมชาติ จึงสามารถแบงออกไดตามความตองการแสงท่ีแตกตางกัน คือ ไมยืน
ตน จะไดร ับแสงอยา งเตม็ ที่ ใบและกิ่งกานสามารถดูดซับแสงไวไดประมาณรอยละ 50 จากแสงทั้งหมดรอยละ
100 สวนปริมาณแสงท่ีเหลืออีกรอยละ 50 จะถูกสงผานไปยังพืชท่ีอยูชั้นต่ํากวาตามลําดับ เหลือถึงไมพุม
ประมาณรอยละ 10 และรอยละ 1-5 ไปยังไมลมลุก และไมคลุมดิน และเหลือเพียงประมาณ รอยละ 0.1 ถึง
พืน้ ดิน (จากภาพที่ 2.4) (วิทรู ย เล่ยี นจาํ รญู , 2530)

26

3 หลกั การและรูปแบบเกษตรกรรมยงั่ ยนื

3.1 ปญหาของเกษตรกรรมเคมีเชงิ เด่ยี ว
หลังจาก“ยุคการปฏิวัติเขียว” (Green Revolution) ซึ่งเปนการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญในภาค

การเกษตร ท่ีนําความกาวหนาทางวิทยาศาสตรเกษตรและเทคโนโลยี มาใชในการเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิต
สินคา เชน การใชพันธุพืช พันธุสัตวท่ีใหผลผลิตสูง ใชเคร่ืองจักรกลทางการเกษตร ไถพรวนไดลึกมากข้ึน
ทดแทนแรงงานสัตว สามารถผลิตไดทกุ ชว งเวลา และมีผลผลติ อยางตอเนื่อง เหตการณดังกลาวเกิดขึ้นในชวงป
ค.ศ. 1960 โดยเร่ิมตนจากเทคโนโลยีการผลิต เชน การผสมพันธุพืช สัตวที่ใหผลผลิตสูง การใชสารเคมีชนิด
ตา ง ๆ เปน ปจจัยการผลิตทส่ี าํ คญั และการใชเคร่ืองจักรกลการเกษตร เปนตน ซึ่งนําไปสูการเปล่ียนแปลงดาน
อ่ืนๆ ท้ังดานเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ตลอดจนสุขภาพอนามัยและระบบนิเวศวิทยาของโลก
"การปฏิวัติเขียว" กลายเปนนโยบายหลักของเกือบทุกประเทศ รวมท้ังประเทศไทย ซึ่งประชาชนสวนใหญ
โดยเฉพาะเกษตรกรตางถูกโนมนาว สงเสริมใหยอมรับระบบการเกษตรดังกลาวดวยวิธีการตาง ๆ รวมทั้งผาน
ระบบการศกึ ษาและสอ่ื สารมวลชน จนกระทัง่ กลายเปนกระแสหลักของระบบการเกษตรจนถึงปจ จุบนั

การปฏิวัติเขยี วเขาสปู ระเทศไทยประมาณสิน้ สงครามโลกครั้งท่ี 2 ผลท่ีเกิดข้ึนในประเทศไทย คือ การ
เปล่ียนรูปแบบการเกษตรของไทยจากการผลิตเพอ่ื บริโภคในครวั เรือนเปนหลักมาเปนเพื่อขาย เชน การเปล่ียน
วิถีการทํานาจากเพ่ือกินเหลือจึงขาย มาเปนปลูกเพื่อขายมีระบบชลประทานและขาวพันธุใหมทําใหเกษตรกร
ทํานาไดตลอดป เกิดจากจางแรงงาน ใชเครื่องจักร ปุยเคมีและสารเคมีกําจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น ตนทุนการทํา
เกษตรสูงข้ึน และชาวนากําหนดราคาพืชผลเองไมได นอกจากขาวแลวยังมีการขยายการเพาะปลูกพืชไรชนิด
อนื่ ที่เนนการเพ่ิมผลผลิตจากการปรับปรุงพันธุใหม การใชปุยเคมี และการใชสารเคมีจํานวนมาก ผลผลิตเกิน
ความตองการของตลาด ราคาตกตํ่า ผันผวนทรัพยากรการผลิตเส่ือมโทรม ตนทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ อยางไรก็ตาม
รปู แบบการผลติ ดังกลา วไดรบั การยอมรับแบบฝงลึกในสังคมการเกษตรไทย จนกลายเปนรูปแบบเกษตรกระแส
หลกั เชนเดยี วกับในหลายประเทศทัว่ โลกจนถึงปจจบุ ัน

จะเห็นไดวา แมวาการปฏิวัติเขียวจะมีจุดเดนคือการนําเอาความกาวหนาทางวิทยาศาสตรและ
เทคโนโลยมี าใชเพิม่ ประสิทธิภาพการผลิตสินคาเกษตรท่ีเห็นผลชัดเจน แตจุดออนคือการละเลยผลกระทบเชิง
ลบดานอื่นๆ เชน สังคมและส่ิงแวดลอมโดยเฉพาะผลกระทบตอระบบนิเวศวิทยาซ่ึงมีความละเอียดออนและ
ซับซอ น กลาวคือ แมผ ลผลติ จะเพิ่มขึ้นแตก ลับพบวาไมไ ดช วยใหเ กษตรกรพน ความยากจนลง ในขณะที่รูปแบบ
การเกษตรทีเ่ ปลยี่ นไปใชสารเคมีจํานวนมากทําใหทรัพยากรดิน นํ้า และระบบนิเวศเสื่อมโทรมลง ในเอกสารน้ี
ขอยกตวั อยางปญหาหลักๆ ที่เกิดจากเกษตรเคมเี ชิงเดีย่ ว มาไวพ อสังเขปดังนี้
3.1.1 ปญหาดานนิเวศของการเกษตรเคมเี ชิงเดย่ี ว

ดินเสื่อมโทรม: การใชปุยเคมี ทําใหดินขาดอินทรียวัตถุจะสงผลใหโครงสรางดินเสีย ดินแนน
ความสามารถในการเก็บกักนํ้าลดลง ความสามารถในการยึดจับธาตุอาหารนอยลง ความบกพรองของธาตุ
อาหารรอง จุลินทรียลดจํานวนลงและหยุดทํางาน และเม่ือประกอบกับการสารเคมีเปนเวลานานจะสงผลให
คุณสมบัติดานกายภาพ ชีวภาพ และเคมีของดินเสียไป เชน ดินเปนกรด เกิดการเรงการสลายตัวของฮิวมัส
ทาํ ลายจุลินทรียใ นดินบางชนดิ จนเสียสมดุล

27

การระบาดของศัตรูพืชรุนแรงข้ึน: ดินเสื่อม ทําใหพืชออนแอลง ถูกศัตรูพืชรบกวนและทําลายได
โดยงา ย

คุณภาพอาหารดอยลง: นอกจากสารเคมีจะตกคางปนเปอนในผลผลิตที่เปนอาหารแลว ยังสงผล
กระทบตออาหารท่ีผลิตได คือ เก็บรักษาไดไมนานหรือเกิดการเนาเสียงาย รสชาติดอยกวาผลผลิตจาก
ธรรมชาตแิ ละแบบไมใชปุยเคมแี ละสารเคมี

มลพิษในดิน นํ้า อากาศ: สารพิษที่ใชจะตกคางในดิน น้ํา และบรรยากาศ บางชนิดตกคางเปน
เวลานานกวาจะสลายตัว เชน DDT คางมากกวา 10 ป นอกจากจะทําใหผลผลิตท่ีเปนอาหารคนและอาหาร
สัตวตางๆ ไมปลอดภัยแลว ยังนําไปสูการลดลงของประชากรแมลงและสัตวเล็กในระบบนิเวศท่ีกินอาหารที่มี
สารพิษ หรือไดรบั ผลจากพษิ ของสารเคมโี ดยตรง กลา วคือสารพษิ ตกคางหมุนเวียนอยูในหวงโซอาหารในระบบ
นิเวศ

การสูญหายของพันธุกรรมทองถ่ิน: การสงเสริมเมล็ดพันธุใหม หรือพันธุลูกผสมผสาน ทําให
พันธุกรรมทองถ่ินเร่ิมถูกละเลยความสําคัญ เกษตรกรเลิกปลูกพืชพันธุด้ังเดิมเน่ืองจากใหผลผลิตต่ํากวาพันธุ
ลูกผสมผสาน สงผลใหพืชบางชนิดสูญหายไปจากทองถ่ิน จนเหลือพืชและสัตวไมก่ีชนิด และเกิดความไม
หลากหลายและเสียสมดุลในระบบนเิ วศ

3.1.2 ปญ หาดานเศรษฐกจิ ของการเกษตรเคมเี ชงิ เดี่ยว
ตนทุนสงู ข้ึน: เกดิ จากการใชป จจยั ภายนอกเพิม่ ขึ้น เชน ปุยเคมี สารเคมีปราบศัตรูพืช ฯลฯ ในขณะท่ี

ราคาปจ จัยการผลติ ดงั กลา วสูงขนึ้ อยางตอเน่ือง
ผลผลิตตํ่าลง: แมวาเกษตรกรจะใชปุย และยาปราบศัตรูพืชมากข้ึนแตไมไดทําใหผลผลิตสูงขึ้นตาม

เพราะพืชมีขีดจํากัดในการนําปุยไปใชในระดับหน่ึงเทานั้นการใชมากเกินควมจําเปนไมไดสงผลใหผลผลิตมาก
ขนึ้ ตาม แตจ ะทาํ ใหสภาพดินเสอื่ มโทรมลง และยอ นกลบั มาเปนปญ หาทาํ ใหพ ืชออ นแอ ไมเ ตบิ โต ผลผลิตต่าํ ลง

ความเสี่ยงเร่ืองการตลาด: การผลิตจํานวนมากโดยท่ีไมสามารถควบคุมกลไกการตลาดได เกษตรกร
ยอมตกอยูในภาวะเส่ยี งตอการขาดทุน เม่ือราคาผลผลิตตกตํ่า หรือ ผันผวน ทําใหเกษตรกรท่ีปลูกพืชเชิงเด่ียว
ซึง่ ตนทุนข้ึน เขา สวู งจรของการเปนหน้ีสิน และบางสวนสญู เสียทีด่ นิ

3.1.3 ปญหาดา นสังคมของการเกษตรเคมีเชิงเดีย่ ว
ชองวา งระหวา งคนรวยกบั คนจน: การเขา ถงึ เทคโนโลยี และการสนับสนนุ ของรัฐ ของคนรวยน้ัน งาย

และเรว็ กวา คนจน ซ่งึ ทําใหไดร ับประโยชนม ากกวาคนจน สง ผลใหเกิดชองวางของรายไดและการสะสมทุนมาก
ข้ึนดวย

การพ่ึงตนเองลดลง: การเปลี่ยนแปลงการผลิตจากเดิมมาสูการใชปจจัยภายนอกมากขึ้น ทําให
เกษตรกรตองพึ่งพิงภายนอกมากขนึ้ สูญเสียความเช่อื มม่ัน การใชภูมิปญญาทองถน่ิ ในการทาํ การเกษตร

การสูญเสียระบบเกษตรกรรมและภูมิปญญาดั้งเดิม: ความเจริญกาวหนาเทคโนโลยีใหมในการผลิต
การเกษตรสมัยใหม ที่เช่ือวาไดรับผลผลิตสูงขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทําใหภูมิปญญาและระบบการเกษตร
แบบด้ังเดิมกําลังจะสูญหายไป แมวาจะเปนระบบที่สอดคลองกับระบบนิเวศ และสังคมนั้นๆ เชน การใชพันธุ
ขาวหลายสายพันธุในอดีตโดยแบงปลูกตามลักษณะพ้ืนท่ีและอายุเก็บเกี่ยว จะชวยแกปญหาการกระจาย
แรงงานในการปกดําและเก็บเกี่ยว การผลิตอาหารที่เพียงพอตลอดป การลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศใน
สภาพพน้ื ทีท่ ีม่ ีทงั้ ท่ีดอนและลมุ ตา่ํ เปนตน

28

จากสภาพปญหาดงั กลาวขางตน สามารถสรุปเปนวงจรของปญหาเกษตรเคมเี ชิงเดยี่ วไดดงั ภาพที่ 3.1

มลพิษใน ดิน น้ํา ปยุ เคมี ดนิ เส่อื ม พชื ออ นแอ
อากาศ อาหาร เมลด็ พันธุท่ี ปลกู พชื เชงิ เด่ียวฐาน ศตั รพู ชื ระบาด
ใหผ ลผลติ สูง พนั ธกุ รรมลดลง
อันตราย สารเคมีกําจัด ศัตรูธรรมชาติ
ตอ สขุ ภาพ ศตั รพู ชื ถูกกําจดั

ศัตรูพชื ดื้อยา อาหารดอ ย
คุณภาพ

ที่มา: ดดั แปลงจาก ชมิ เป มูรากามิ (2547)
ภาพที่ 3.1 แสดงวงจรของปญหาทีเ่ กิดจากเกษตรเคมเี ชงิ เดยี่ ว

3.2 หลกั การเกษตรกรรมยง่ั ยนื
ผลกระทบเชิงลบดงั กลาวขางตนนําไปสูขอพิจารณาของสังคมโลกและทําใหเกิดเกษตรกรรมทางเลือก

ข้ึนมากมายโดยมีเปาหมายคือการการผลิตที่ไมละเลยมิติทางดานสังคม และสิ่งแวดลอม หน่ึงในหลักการและ
รปู แบบทก่ี ลาวถงึ คือการเกษตรย่ังยนื (Sustainable Agriculture) ซ่งึ มผี ูค ิดคน นาํ เสนอรปู แบบทีห่ ลากหลาย
โดยมีนักวิชาการในระดับนานาชาติไดศึกษาพัฒนามาตั้งแตชวงป 2513 แตเพิ่งไดรับความสนใจอยางจริงจัง
ในชวงป 2528 ตอมาในป 2532 องคการอาหารและเกษตรแหงสหประชาชาติ (FAO/UN) ไดตีพิมพสรุป
เกย่ี วกบั หลกั การเกษตรยั่งยนื ผานความเห็นชอบของกลุมผูเช่ียวชาญนานาชาติในเครือขายของ Consultative
Group on International Agriculture Research : CGIAR (12 สถาบัน) เอกสารดังกลาวมีชื่อวา
Sustainable Agricultural Production: Implication for International Agriculture Research โดย TAC
(Technical Advisory Committee)/CGIAR เอกสารน้ีกลาวไววาเกษตรย่ังยืน “เปนหลักการการจัดการ
ทรัพยากรเพ่ือการผลิตทางเกษตรอันประสบความสําเร็จเพ่ือสนองความจําเปนของมนุษยที่เปล่ียนแปลง โดย
สามารถรักษาคุณภาพของสง่ิ แวดลอ มและอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาต”ิ การเกษตรแบบยั่งยืนเปนหลักการและ
แนวทางท่ีจะเปนตัวกําหนดวิธีการหรือเทคนิค รวมทั้งนโยบาย กฎหมายปจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม
(Sustainable agriculture) (FAO, 2532 อางใน จรัญ และผกาพรรณ 2546)

อยา งไรก็ตาม มนี กั วิชาการที่มองเกษตรยงั่ ยืนในความหมายทกี่ วางกวา เชน Gip (2529) อางใน วิฑูรย
(2544) มองวา เกษตรยง่ั ยืนคือระบบเกษตรกรรมที่ประกอบดวยเงื่อนไข 5 ประการ ไดแก สอดคลองกับระบบ
นเิ วศ มีความเปน ไปไดใ นทางเศรษฐกจิ มีความยุตธิ รรมทางสงั คม มีมนุษยธรรม และมคี วามยดื หยุน

29

ระบบเกษตรย่ังยืนเปนระบบการเกษตรท่ีสัมพันธกับส่ิงแวดลอมและสอดคลองกับปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง และไดถูกบรรจุไวเปนคร้ังแรกในแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 8 และตอเน่ืองมาในแผนพัฒนาฯ
ฉบับท่ี 12 เกษตรยั่งยืนเก่ียวของกับความเปนอยูของชุมชนหลายระดับ ตั้งแตครัวเรือน ชุมชน จนถึง
ระดับประเทศ ความหมายจึงแตกตางกันไป อยางไรก็ตาม โดยรวมแลวระบบเกษตรยั่งยืนจะตองมีระบบ
ภูมิคุมกันตอผลกระทบอันเกิดจากการเปล่ียนแปลงทั้งภายในและภายนอก ในที่น้ีไดแยกแยะ ความหมายของ
เกษตรย่ังยืนที่สามารถนาํ ไปปฏิบตั เิ ปน 3 ระดบั ดงั นี้

3. เกษตรย่ังยืนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชน สิทธิการจัดการและการใช
ระดับชมุ ชน: ประโยชนทรัพยากรธรรมชาติท่ีเปนธรรม พรอมท้ังสรางส่ิงจูงใจเพ่ือใหเกิด
การรวมทุนระหวา งชุมชนกบั ภาคเอกชน

2 เกษตรยัง่ ยนื คํานงึ ถึงการจดั การทรพั ยากรอยา งเหมาะสมทีจ่ ะกอ ใหเ กดิ ประโยชนสูงสุด
ระดบั บทบาทของภูมิปญญาทองถ่ิน ความหลากหลายของระบบการผลิตที่นําไปสูความ
ครัวเรอื น: ม่ันคงของอาหารและรายไดและกิจกรรม ท่ีเปดโอกาสใหครัวเรือนมีสวนรวมในการ
เสรมิ สรา งความเขม แข็งในระดบั ชุมชน

1. เกษตรย่งั ยนื อิงหลักการของนิเวศเกษตร เชน การไหลเวียนของธาตุอาหาร (Nutrient
ระดับ Cycling) ความสัมพนั ธระหวางพชื ปลกู และศตั รพู ืช และการใชป ระโยชนจ ากความ
แปลง: หลากหลายชีวภาพทางเกษตร (Agro-biodiversity)

เกษตรย่ังยืน อาจถูกเรียกและตีความหมายที่หลากหลายตามความรูความเขาใจของผูที่เก่ียวของ เชน
เกษตรกรรมทางเลอื ก เกษตรนิเวศ นิเวศการเกษตร เกษตรสมดุล เกษตรอินทรีย เกษตรท่ีลดการใชปจจัยการ
ผลิตภายนอก เปนตน ซึ่งทั้งหมดใหความหมายในเชิงตรงกันขามกับการเกษตรกระแสหลักในปจจุบันท่ีให
ความสําคัญกับการเพ่ิมผลผลิตโดยใชเทคโนโลยีสมัยใหม การใชสารเคมีทั้งปุย สารฆาแมลงและฮอรโมนตางๆ
คนสว นหนึ่งมกั เขาใจวาการทําเกษตรแบบยงั่ ยืนเปน การปฏิเสธเทคโนโลยีหรือเปนรูปแบบที่ลาหลัง ซึ่งประเด็น
น้ี Pretty (2539) ใหความเห็นวา การเกษตรแบบย่ังยืนไมใชรูปแบบที่ลาหลังแตควรจะเปนการผสมผสาน
ความรูหรือเทคโนโลยีท้ังเกาและใหมไวดวยกัน เพ่ือพัฒนาระบบการผลิตท่ีสามารถสนองตอบตอเกษตรกรทั้ง
ทางเศรษฐกิจและรักษาสิ่งแวดลอม และเปนทางเลือกอยางหน่ึงของเกษตรกร และอาจกลาวไดวาการเกษตร
ยั่งยนื เปนพ้นื ฐานของการสรา งเศรษฐกจิ แหง การพึง่ ตนเอง

3.3 รปู แบบเกษตรกรรมย่งั ยืน
ในประเทศไทย เกษตรกรรมย่ังยืน (Sustainable Agriculture) ท่ีระบุในระเบียบสํานัก

นายกรัฐมนตรีวาดวยการสงเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. 2554 หมายถึง ระบบการเกษตรที่
ครอบคลุมถึงวิถีชีวิตเกษตรกร กระบวนการผลิต และการจัดการทุกรูปแบบ เพื่อใหเกิดความสมดุลทาง
เศรษฐกิจ สงั คม ส่งิ แวดลอ ม และระบบนเิ วศ ซึ่งนําไปสกู ารพึ่งตนเองและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร
และผูบริโภค มีรูปแบบคอนขางหลากหลาย โดยมีการเรียกชื่อตางกันไปแตพบวารูปแบบที่เปนที่ยอมรับ และ
บรรจไุ วในแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับที่ 8 เปนตน มา คอื เกษตรผสมผสาน

30

เกษตรทฤษฎีใหม วนเกษตร เกษตรอินทรีย และเกษตรธรรมชาติ และรูปแบบอื่นๆ ที่สอดคลองกับหลักการ
เกษตรกรรมยั่งยืน ทั้ง 5 รูปแบบสามารถจัดเปนกลุมได 3 กลุม (1) เนนการจัดการระบบดิน นํ้า และความ
หลากหลายของกิจกรรม (2) เนน การจดั การปจ จัยการผลติ และ (3) เนนการไมรบกวนระบบ (ภาพที่ 3.2)

เกษตรย่งั ยนื ในแตละระบบขา งตน มีสาระสําคญั โดยสรปุ ดังนี้

เกษตรกรรมยั่งยนื

เศรษฐกิจ สงั คม ความสมดุลของระบบนิเวศ และสิง่ แวดลอม

เนน การจดั การระบบ เนน จัดการปจ จัย เนน ไมรบกวนระบบ-ไม
(การจดั การทรัพยากรทด่ี นิ นาํ้ และความหลากหลาย การผลิต-ไมใชส ารเคมี ใชป จจัยการผลติ

เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming): ระบบการเกษตรที่มกี ารปลูกพืชและ เกษตรอินทรีย (Organic เกษตรธรรมชาติ
เล้ียงสตั วห ลายชนิดในพ้ืนที่เดียวกัน โดยท่กี ิจกรรมแตละชนดิ เกอื้ กลู กันอยา งเปน วงจร Farming) (Natural Farming)
เชน อาหาร แรธาตุ อากาศ พลังงาน เปน ตน และกอ ใหเ กดิ ประโยชนแ ละประสิทธิภาพ ระบบการเกษตรทีย่ ดึ
สูงสดุ ตอ ระบบฟารม ระบบการเกษตรที่เนน หลกั การสําคัญ 4 ประการ
ความยง่ั ยนื ทางสิ่งแวดลอม ไดแ ก ไมมีการไถพรวนดิน
เกษตรทฤษฎีใหม วนเกษตร สงั คมและเศรษฐกจิ โดยเนน งดเวนการใสปุย ไมกําจดั
(New Theory Agriculture) (Agroforestry) การปรบั ปรุงบาํ รุงดนิ วชั พชื ไมใ ชสารเคมกี ําจัด
ระบบเกษตรทีม่ ีกิจกรรมการผลิต ระบบท่ีเนนการจัดการนิเวศเกษตร เคารพตอ ศกั ยภาพทาง ศตั รพู ืช (ตามแนวทางของ
หลายชนิดโดยการแบง พืน้ ที่ออกเปน เลียนแบบระบบนเิ วศธรรมชาติของปา ธรรมชาตขิ องพืช สตั ว และ มาซาโนบุ ฟกู โู อกะ)
4 สวน 1) ขุดสระกักเก็บนา้ํ 30% 2) ไม ดว ยการผสมผสานระหวางกจิ กรรม นเิ วศเกษตร เกษตรอินทรีย
ปลกู ขาว 30% 3) ปลูกไมผ ลไมย ืน การเกษตร กับปาไม เพ่ือสรางความ จึงลดการใชป จ จยั การผลิต
ตน 30%และ 4) สรา งสิ่งปลูกสราง หลากหลายในแปลงเกษตรกรรม โดย จากภายนอกและหลีกเล่ียง
เชน ทอ่ี ยูอาศยั โรงเรือนเล้ียงสตั ว ในระบบอาจจะมีปาธรรมชาติท่ีไดรับ การใชส ารเคมีขณะเดียวกนั
ฉาง 10% ทั้งน้ี สามารถปรบั สัดสวน การฟนฟู หรือ ปาท่ีปลูกขึ้นใหม ซ่ึง ประยุกตใชธรรมชาตใิ นการ
ตามความเหมาะสมของสภาพพ้นื ที่ ค ว า ม สม ดุ ล ท่ี เ กิ ด ข้ึ น จ ะ ช ว ย ใ ห เพ่ิมผลผลติ พัฒนาการ
เกษตรกรไมจําเปนตองใชสารเคมีใน ตา นทานโรค
ระบบ

ภาพท่ี 3.2 สรปุ รูปแบบเกษตรกรรมย่ังยนื

(1) เกษตรผสมผสาน
เกษตรผสมผสาน คอื ระบบเกษตรท่ีมีการปลูกพืชและหรือมีการเลี้ยงสัตวหลายชนิดในพื้นท่ีเดียวกัน

โดยกิจกรรมแตละชนิดจะตองเก้ือกูลประโยชนตอกันไดอยางมีประสิทธิภาพ เปนการใชทรัพยากรที่มีอยูในไร
นา เชน ดิน นํ้า แสงแดด อยางเหมาะสมเพื่อกอใหเกิดประโยชนสูงสุดมีความสมดุลของสภาพแวดลอมและ
เพิ่มพูนความอุดมสมบูรณของทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุประสงคของการเกษตรผสมผสานเพ่ือใหเกิดความ
ม่ันคงดานรายได เพื่อลดการพึ่งพาดานเงินทุน ปจจัยการผลิต และอาหารจากภายนอก เพื่อใหเกิดการ
ประหยัดทางขอบขาย เพิ่มรายไดจากพื้นท่ีเกษตรขนาดยอยที่จํากัด นอกจากนี้ยังมีการเพ่ิมพูนความอุดม
สมบูรณของทรพั ยากรธรรมชาติ ลดการทําลายส่งิ แวดลอ ม ทําใหเกษตรกรมีความเปนอิสระในการดาํ รงชวี ติ

31

หลักการสาํ คญั เกษตรผสมผสาน
(1) มีกิจกรรมการเกษตรต้ังแต 2 ชนิดขึ้นไป และกิจกรรมท้ังสองชนิดตองทําในเวลาและสถานท่ี

เดียวกนั มีวตั ถุประสงคเ พอื่ ใหเ กดิ ประโยชนสงู สดุ มากกวาใหเ กิดกาํ ไรสูงสดุ
(2) เกิดการเก้ือกูลกันอยางตอ เน่อื งระหวา งกิจกรรมพืชกับพชื พืชกับปลา สัตวกับปลา พืชกับสัตว

สตั วก บั สัตว ซง่ึ ลกั ษณะการเกอ้ื กลู กนั ของระบบเกษตรผสมผสานทําใหตนทุนการผลิตลดลง หรือที่เรียกวาเปน
การประหยัดทางขอบขาย (Economy of Scope) และลดการพ่ึงพิงปจจัยจากภายนอกในท่ีสุด (วิฑูรย เล่ียน
จํารญู , 2539 และธันวา จติ ตสงวน และคณะ, 2543)

สําหรับในประเทศไทยมีการทําการเกษตรแบบผสมผสานมานานแลว จากรูปแบบการผลิตที่งายๆ
เชนการเลี้ยงปลาในนาขาว หลงั จากท่ีหนวยงานรฐั มบี ทบาทในการสงเสริมและวิจัยมากขึ้น รูปแบบการผลิตจึง
มีความซับซอนมากข้ึน มีการผสมผสานระหวางพืช สัตวและปลา โดยท่ัวไปรูปแบบการผลิตซึ่งประกอบดวย
ชนิดและขนาดของกิจกรรมการผลิตในไรนาจะแตกตางกันไป ปจจัยท่ีกําหนดรูปแบบการผลิตมี 3 ประการ
(ธนั วา จติ ตส งวนและคณะ, 2543) คือ

(1) สภาพแวดลอมทางกายภาพของพ้ืนท่ี เชน ความอุดมสมบูรณของดิน ระดับความสูงต่ําของ
พืน้ ท่ี แหลงน้าํ สภาพลม ฟา อากาศ และอน่ื ๆ

(2) สภาพแวดลอ มทางชวี ภาพของพ้ืนท่ี ไดแ ก ชนิดของพชื สตั วแ ละปลาท่ีสามารถปรับตัวเขากับ
พ้ืนทไี่ ดอยางเหมาะสม

(3) สภาพแวดลอมทางเศรษฐกิจและสังคม ไดแก ขนาดของพ้ืนท่ีถือครอง จํานวนแรงงานใน
ครวั เรือน เงินออม ตลาด พฤติกรรมการบรโิ ภค เปน ตน

รูปแบบของเกษตรผสมผสาน อาจแบงได 3 กลุมใหญ คือ (1) การปลูกพืชแบบผสมผสาน (2) การ
ผสมผสานการเลี้ยงสัตว (3) การปลูกพืชผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว ในดานเทคนิคและการจัดการไรนานั้น
เกษตรผสมผสานใหความสําคัญในเร่ืองการสรางความหลากหลายของพืช สัตว และทรัพยากรชีวภาพ การใช
ประโยชนเก้ือกูลกันระหวางกิจกรรม การใชปุยหมัก ปุยคอก การใชวัสดุหรือพืชคลุมดิน การปลูกพืชหลาย
ระดับ มแี หลง นา้ํ ในไรน า ซ่ึงจะไมเ นนหนักวาตอ งมกี ารปฏิบตั ิ เชนสามารถใชพืชคลมุ ดนิ ไถพรวนดินหรือปุยเคมี
รว มดว ย

(2) วนเกษตร

วนเกษตร (Agroforestry) หมายถึง รูปแบบการใชประโยชนที่ดินตามแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน ท่ี
เนนการจัดการนิเวศเกษตรเลียนแบบระบบนิเวศธรรมชาติของปาไม ดวยการผสมผสานระหวางกิจกรรม
การเกษตร (ทํานา ทําไร ทําสวน เล้ียงสัตว ประมง) กับการปาไม เพ่ือสรางความหลากหลายในแปลง
เกษตรกรรมต้ังแต 2 กิจกรรมขึ้นไปในพื้นที่เดียวกัน ชวงเวลาเดียวกัน หรือสลับชวงเวลากันอยางเหมาะสม
โดยจะตองมีกิจกรรมปาไมอยูในระบบ ท้ังน้ี ปฏิสัมพันธท่ีเกิดขึ้นระหวางองคประกอบยอยตางๆ ในระบบ ท้ัง
เกดิ ขนึ้ โดยธรรมชาติ และการจดั การอยางเหมาะสมจะชวยใหการใชป ระโยชนท่ีดนิ เกิดประสิทธภิ าพมากขน้ึ

32

วนเกษตรเปน รปู แบบการใชประโยชนที่ดนิ แบบผสมผสานระหวา งกิจกรรมการเกษตร (พืชและสัตว)
และปาไม ในพ้ืนท่ีเดยี วกัน โดยมีลักษณะคลายกบั การจําลองปา ยกปามาไวใ นนา ในสวน ในไร กิจกรรมในแปลง
วนเกษตรอาจแบง ออกเปน 4 กลมุ หลกั คือ กลุมพืชเกษตร ปา ไม เลย้ี งสตั ว ประมง และในเอกสารนีจ้ ะขอแยก
แมลงจากการเลย้ี งสตั วทว่ั ไปเปน อีก 1 กลุมยอย ดงั (ภาพที่ 3.3)

พชื เกษตร (นาขา้ ว พชื ไร/่ สวน) เลยี� งสตั วน์ ํ�า

ป่ าไม ้ เลย�ี งสตั ว์

(ไมย้ นื ตน้ ไมป้ ่ า ไมท้ อ้ งถนิ� )

เลยี� งสตั ว์ เลยี� งแมลง

ภาพที่ 3.3 ประเภทกจิ กรรมในระบบวนเกษตร

อาทิตยา พองพรหม และคณะ (2560) สรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบวนเกษตรไววา
เกษตรกรที่ทําวนเกษตรสวนใหญเร่ิมจากการทําพืชไรเชิงเด่ียวหรือนาขาว (หมายเลข 1) แลวคอย ๆ
ปรับเปล่ียนแนวคิดและเริ่มการปลูกพืชผสมผสาน และเล้ียงสัตว (หมายเลข 2) เพิ่มชนิดพืชจาก 2 ชนิด เปน
หลายชนิดมากข้ึน และมีการปลูกพืชยืนตนเพื่อสรางปาในแปลง โดยมีเปาหมายปลูกเปนมรดกหรือหวังผลใน
ระยะยาว (หมายเลข 3) ซึ่งพบวาถาเกษตรกรที่มีพ้ืนที่มากสวนใหญจะเริ่มทําจากพื้นท่ีขนาดเล็กแลวขยายจน
เต็มแปลง ในชวงเร่ิมตนมักจะปลูกเปนแถวหลังจากน้ันจะเลือกพืชชนิดตาง ๆ ตามความชอบมาปลูกรวมหรือ
ปลูกแซมบริเวณท่ีมีชองวางและมีแสงแดดสองถึง (ภาพท่ี 3.4) โดยเกษตรกรท่ีทําวนเกษตรมักจะพิจารณา
จัดการแปลงวนเกษตรในเชิงโครงสรางกอน คือ การวางผัง การวางแนวหรือออกแบบการปลูก/เล้ียง แลว
ตามดว ยการเลอื กชนิดพืชและสัตว และในชวงแรกเกษตรกรจะพิจารณาถึงหนาที่ขององคประกอบยอยตาง ๆ
ท้ังพืชและสัตววาเมื่อปลูก/เลี้ยงแลวจะใหผลผลิตหรือใหประโยชนในเรื่องใด โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ เมื่อ
เวลาผานไประยะหน่ึงเกษตรกรจะเร่ิมสนใจและหาพันธุไมชนิดตางๆ มาปลูกเพ่ิม ในพื้นท่ีมากข้ึน โดยไมได
กังวลวาพืชเหลาน้ันจะใหผลอยางไร แตเปนความภูมิใจที่จะสรางสวนท่ีมีปา มีความรมร่ืน อุดมสมบูรณ บาง
รายเลือกพืชที่ใหประโยชนหลายดานนอกจากเพ่ือขาย เชน เปนท้ังอาหาร และสมุนไพร หรือพืชทองถิ่นท่ีเร่ิม
หายาก หรอื พชื ท่ีปลูกแลว ทาํ ใหเกิดเหด็ ธรรมชาติ เชน ยางนา

33

แปลงนา เล้ยี งปลาในนาขาว/ ไมใชส ารเคม/ี เนน บาํ รุงดิน
ขดุ สระ พืชหมุนเวียนหลงั นา
พื้นทน่ี าขาว ปรับคันนา ปลูกพชื /เลย้ี งสตั วบ นคัน 2 A
สระ/เล้ยี งปลา/กบ ในสระ เกษตรผสมผสาน เกษตรผสมผสานอนิ ทรยี 
ปลกู พชื ผสมผสานบนคนั นา (ยงั ไมมไี มป า ไมทอ งถน่ิ

1 คันนาเดมิ ปลกู ไมยนื ตน บนคันนา 3

เกษตรเชิงเด่ยี ว (พชื ไร-พืชผกั +ไมผ ล+สัตว+ประมง) + ปา ไม วนเกษตร วนเกษตรอนิ ทรีย
(พรอมกัน หรือลําดบั เวลา)
(เกษตรผสมผสานมไี มป า / 3A
ไมท องถน่ิ )

แนวร้ัว/กนั ลม เปนแถว/แถบ

พ้นื ทไี่ ร/ สวน/ ปลูกรวม ปลกู พืช 2 เกษตรผสมผสานอนิ ทรีย
เลี้ยงสัตว ปลูกแซมพชื หลัก คละ (อิสระ) เกษตรผสมผสาน A
(ยังไมม ีไมป า ไมทองถ่ิน)
เปนแถว/แถบ

แบงสัดสว น (แบงโซน เปนกลุม ไมใ ชสารเคม/ี เนน บํารุงดิน
กิจกรรมหลัก) คอกสตั ว/ บอเลย้ี งปลา กบ

ขุดสระในแปลง เลย้ี งปลา/กบ/พืชบนคนั -ขอบสระ

ทมี่ า: อาทิตยา พองพรหม และคณะ (2560)
ภาพที่ 3.4 สรปุ เสนทางการปรบั เปลย่ี นนิเวศเกษตรของเกษตรกรจากเชิงเดย่ี วสรู ะบบวนเกษตร

ระบบวนเกษตรเปนเกษตรย่ังยืนรูปแบบหนึ่งท่ีมีวัตถุประสงคหลัก คือ การเพ่ิมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ภูมิคุมกัน เก้ือกูลการผลิตใหสมบูรณย่ิงข้ึน ใชท่ีดินเส่ือมโทรมและขนาดเล็กใหไดผลผลิตสูงข้ึน เพิ่มความร่ืนรมย
และฟนฟูทรัพยากรและสภาพแวดลอม ซึ่งสอดคลองกับแนวคิดการใชประโยชนที่ดินอยางย่ังยืน ท่ีมี
วัตถุประสงคหลัก คือ เพ่ิมความสามารถในการผลิต ลดระดับความเส่ียงของการผลิต ปกปองคุมครอง
ทรัพยากรธรรมชาติไมใหเส่ือมโทรมและสูญหาย มีความคุมคาทางเศรษฐกิจ และมีการยอมรับทางสังคม
โดยรวมแลว ยังสอดคลอ งในกรอบการพัฒนาที่ยง่ั ยนื คือ มติ ิดานเศรษฐกจิ สงั คม และสิ่งแวดลอม

หลักการพนื้ ฐานสําคัญของวนเกษตร คือ (1) การมีตนไมใหญและพืชหลายระดับ เปนการใชที่ดินใหมี
ประสิทธิภาพสูงขึ้นและชวยใหระบบมีกลไกการควบคุมตัวเองและอนุรักษดินไดเปนอยางดี (2) การเลือกพืช
เศรษฐกจิ ใหเ หมาะสมกับพนื้ ท่ี คือ การใชป ระโยชนเกอื้ กลู กนั และกันของพืช สัตวแ ละปา ไม

34

รูปแบบของวนเกษตรจะมีความหลากหลายข้ึนอยูกับการผสมผสานกิจกรรมตาง ๆ ภายในแปลงคือ
กิจกรรมปาไม นา-ไร-สวน เลี้ยงสัตว และประมง จะแตกตางจากระบบอ่ืน ๆ คือ ตองมีกิจกรรมดานปาไมรวม
ดวย ซึ่งในที่นี้ ปาไม หมายถึง การปลูกไมยืนตนในกลุมไมใชสอย หรือไมปา หรือไมทองถิ่นตาง ๆ รวมถึง
สมนุ ไพรในทอ งถ่นิ ดว ย

มิตดิ า นเศรษฐกจิ (การเกษตร): ครัวเรือนเกษตรกร มิตดิ านปา ไม (สง่ิ แวดลอม): ตอ งการ
ตอ งการผลผลติ อนรุ ักษฟ น ฟู
ปญ หาการผลติ และการตลาดภาค การสรางสมดุล ปญหาความเสือ่ มโทรมของทรัพยากร
เกษตร จากพชื เชงิ เดยี่ ว และการใช การผลิตท่ีมีประสทิ ธภิ าพ ดิน น้าํ ความหลากหลายทางชวี ภาพ
สารเคมี และไมท ําลายสิง่ แวดลอม

เกษตรเปนพ้ืนฐานของระบบ เชน ระบบวนเกษตร ปา ไมเ ปน พื้นฐานของระบบ เชน
-นาไรสวน-ปา ไม -ปา ไม-นาไรสวน
-นาไรส วน-ปา ไม-เลย้ี งสตั ว • ปา ไมเปน พ้ืนฐาน -ปาไม-นาไรส วน-เล้ียงสัตว
-นาไรสวน-ปา ไม- ประมง • เกษตรเปน พน้ื ฐาน -ปาไม-นาไรส วน-ประมง
-นาไรส วน-ปา ไม -เลีย้ งสตั ว- ประมง
-ปา ไม-นาไรสวน-เลย้ี งสัตว-ประมง

ประโยชน 3 มติ ิ ของระบบวนเกษตร:

• ดานเศรษฐกจิ : การเพ่ิมรายได ลดรายจาย ความม่นั คงดา นอาหาร มี
หลกั ประกนั ระยะยาว ลดความเสยี่ ง เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการใชท ดี่ นิ

• ดานสงั คมและวฒั นธรรม: การเพ่มิ คณุ ภาพชวี ิต การสรา งงาน และลด
การยา ยถ่นิ ฐานและละทิ้งท่ดี นิ มภี ูมคิ ุมกนั ตอ การเปลย่ี นแปลง

• ดา นสิ่งแวดลอม: การอนุรกั ษแ ละเพิ่มความหลากหลายทางชีวกายภาพ ฟน ฟู
อนรุ ักษ และปรับปรงุ ดิน เพม่ิ พ้ืนที่ปา การบริการทางส่งิ แวดลอ มอื่น ๆ

ที่มา: ดัดแปลงจาก อาทิตยา พองพรหมและคณะ (2560)
ภาพที่ 3.5 กรอบแนวคิดและรปู แบบวนเกษตร

สําหรับการเรียกชื่อระบบวนเกษตรน้ันไมตายตัว ข้ึนอยูกับประเภทของกิจกรรมในแปลง โดยอาจจะ
แบง เปน 2 กลมุ ใหญ คอื กลมุ ที่มปี าไมเ ปน พน้ื ฐานหรอื กจิ กรรมหลักของระบบ (อาจจะเปนปาธรรมชาติหัวไร
ปลายนาท่ีเกษตรกรฟนฟูอนุรักษไวเปนสวนหนึ่งในแปลงเกษตรหรือปาไมที่ปลูกใหม) เชน ปาไม-นาไรสวน-
เล้ียงสัตว ปาไม- นาไรส วน เปน ตน และกลุมทม่ี รี ะบบเกษตรเปนพ้ืนฐานหรือกิจกรรมหลักของระบบ เชน (1)
นาไร สวน-ปา ไม- เลย้ี งสัตว (2) เลี้ยงสตั ว-ปาไม- นาไรสวน (3) นาไรสวน-ปาไม เปนตน

การจดั การแปลงวนเกษตรอยา งเหมาะสมโดยเฉพาะการใชหลักความสัมพันธของกิจกรรมตางๆ จะทํา
ใหเกษตรกร ไดรับประโยชนอยางเต็มที่ โดยไมตองใชแรงงานมากและลงทุนนอย ท้ังน้ี ประโยชนท่ีเกิดขึ้นจะ
แตกตา งกันขนึ้ กับรูปแบบและวธิ กี ารในการจดั การ อยางไรกต็ าม โดยภาพรวมแลว

35

การทําการเกษตรแบบวนเกษตร จะทําใหเ กษตรกรไดรับประโยชนทั้งทางตรงและทางออม โดยมีมูลคาท้ังแบบ
ผานตลาดและไมผานตลาด ซง่ึ จะทําใหเ กษตรกรไดร ับประโยชนอยางนอ ย 3 ดา น คือ

(1) ดานเศรษฐกิจ เชน ความม่ันคงทางดานรายได ประหยัด ลดรายจาย และสรางความม่ันคงดาน
อาหาร

(2) ดานสังคมและวัฒนธรรม เชน การเพ่ิมคุณภาพชีวิตใหดีข้ึน สรางงานในชุมชน ลดการยายถ่ินฐาน
เขา สูสังคมเมอื ง และละท้ิงที่ดิน สุขภาพของผผู ลติ ดขี ึ้น ลดการพง่ึ พิงภายนอก มภี ูมิคุมกนั ตอ การเปล่ียนแปลง

(3) ดานสิ่งแวดลอม เชน ลดผลกระทบตอสิ่งแวดลอม อนุรักษหรือเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
และเพ่มิ พื้นท่ปี า ฟน ฟทู รพั ยากรดนิ นาํ้ และส่ิงแวดลอม

(3) เกษตรทฤษฎีใหม
ทฤษฎีใหมเปนแนวทางการพัฒนาชีวิตและอาชีพท่ีพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรัชกาลที่ 9 ได
พระราชทานพระราชดําริไว 3 ขั้น คือ ขั้นท่ี 1) การผลิต ขั้นท่ี 2) การรวมพลังกันในรูปกลุมหรือสหกรณ และ
ขนั้ ท่ี 3) การรวมมือกบั แหลงเงิน (ธนาคาร) และแหลง พลังงาน
ทฤษฎีใหม ขน้ั ทห่ี นง่ึ : การผลิต
สําหรับขั้นท่ี 1 จะทราบกันโดยทั่วไปวาเปนระบบเกษตรทฤษฎีใหมซึ่งเริ่มจากการจัดการท่ีดินของ
เกษตรกร ที่มีหลักการพื้นฐานจากเกษตรผสมผสานลักษณะสําคัญ คือ เปนรูปแบบการเกษตรท่ีเหมาะสําหรับ
พนื้ ทีข่ นาดเล็ก ประมาณ 10 - 20 ไร โดยทํากิจกรรมการเกษตรหลายอยางเพ่ือใหมีการใชทรัพยากรอยางเต็ม
ประสิทธิภาพ เพิ่มความอุดมสมบูรณของดิน และสรางสมดุลใหแกระบบนิเวศ ท่ีสําคัญคือมีการจัดสรรพื้นท่ี
อยางเปนระบบโดบแบงเปน 4 สวน โดยพิจารณาใหเหมาะสมกับศักยภาพของเกษตรกรและสภาพพ้ืนที่ เชน
ขนาดและรูปรางของพื้นท่ี พื้นฐานที่สําคัญในการปฏิบัติเกษตรทฤษฎีใหม ไดแก การรูจักการบริหารและ
จดั การดินและนาํ้ ซ่ึงเปนทรพั ยากรธรรมชาติ รวมกับการบรหิ ารเวลา บรหิ ารเงินทุน และกําลังคนเพ่ือไดบังเกิด
ผลผลิตเปนอาหารและรายไดตลอดป โดยพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรัชกาลท่ี 9 ไดทรงแนะนําใหแบงพ้ืนที่
ประมาณ 15 ไร ออกเปนสัดสวนรอยละ 30:30:30:10 (ภายหลังสัดสวนน้ีทรงมีพระราชวินิจฉัยใหยืดหยุนได)
และทาํ กจิ กรรม ดงั นี้ (อาํ พล เสนาณรงค, 2557)
สวนท่ี 1 รอยละ 30 ใหขุดสระประมาณ 4.5 ไร สําหรับเก็บน้ําฝนธรรมชาติที่มีอยางเหลือเฟอในฤดู
ฝนปกติ เพ่ือใชเม่ือฝนทิ้งชวงแหงแลง การใชนํ้าจะตองเปนไปอยางประหยัด โดยใชวิธีการและเลือกพืชกับวิธี
ปลกู แตล ะพืชท่ีเหมาะสม วธิ กี ารใหนา้ํ โดยประหยัด เชน การตกั รด การสูบสงตามทอยาง หรือการใชระบบน้ํา
หยดแบบพ้ืนบาน เปนตน สวนพืชและวิธีปลูกท่ีเหมาะสม เชน เลือกพืชท่ีใชน้ํานอย เชน พืชยืนตน หรือพืช
อายุสั้นโดยปลูกผสมผสานกันหลายๆ ชนิดระหวางพืชตนใหญและพืชลมลุกเพ่ือใชพ้ืนท่ีและน้ําอยางมี
ประสิทธิภาพที่สุดและมีเสถียรภาพ น้ําที่เก็บในสระหากเหลือไปถึงฤดูแลงใหใชปลูกพืชอายุสั้นและพืชราคาดี
เชน ถ่ัวเหลือง ถ่ัวเขียว ถั่วลิสง และผักตางๆ ไมควรนําไปใชปลูกขาวนาปรัง ยกเวนเกิดนํ้าทวมแปลงขาว
เสียหายหมด จึงจะพิจารณาปลูกขาวนาปรังไดเพ่ือใหมีขาวบริโภค โดยตองประมาณขนาดพ้ืนที่ปลูกขาวให
เหมาะสมกับปริมาณน้าํ ท่ีมอี ยใู นสระ
รูปรางและขนาดของสระอาจยืดหยุนไดบาง เชน ในพื้นท่ีท่ีฝนมีปริมาณมากท้ังป หรือ มีน้ํา
ชลประทานมาเตมิ ได ขนาดสระอาจจะนอยกวารอยละ 30 และถาพื้นท่ีบังคับหรือตองการเลี้ยงสัตวนํ้าอาจขุด

36

สระและบอหลายๆ บอก็ได (สระสําหรับเก็บนํ้าเพ่ือบริโภคอุปโภค และการชลประทาน หรือบอสําหรับเล้ียง
สัตวนํ้า) แตเ ม่อื รวมพื้นทที่ งั้ หมดแลวจะตองใกลเ คยี งรอยละ 30 นอกจากน้ีอาจจะรวมนับพ้ืนท่ีรองนํ้าท่ียกคัน
ข้นึ เพ่ือปลูกไมยนื ตนดวย หากสามารถเกบ็ น้าํ ในรอ งไดตลอดปในกรณีที่สามารถสงนํ้ามาจากแหลงชลประทาน
ไดตองสง มาในระบบทอปดเพ่อื ลดการสูญเสีย และสงมาเติมในสระตามชวงเวลาท่ีจําเปนเทาน้ัน การใชนํ้าจาก
สระตอ งเปน ไปตามหลกั ประหยดั ดังท่ีกลา วขา งตน และพ่งึ ตัวเองใหม ากท่ีสุดหากไมไดรบั ความชวยเหลือการขุด
สระจากราชการ หรอื แหลงเงนิ ทนุ อ่ืนและตองการขดุ เอง ควรทยอยขดุ สระแตละปตามกําลังเงิน และกําลังกาย
จนกวา จะครบพนื้ ที่รอยละ 30 รปู รา งของสระคาดวารูปสีเ่ หลี่ยมผืนผาย นาจะลดการระเหยของนํ้าไดดีกวา
บอกวาง ดินท่ีขุดจากสระใชถมเปนคันดินรอบพื้นท่ีเพ่ือกันนํ้าทวม หากไมใชทําคันดิน จะตองแยกดินสวนบน
ไวสวนหนึง่ สําหรบั นํามาเกลีย่ ทบั ดนิ ชั้นลา ง

สวนที่ 2 รอยละ 30 ใชปลูกขาวเนื้อท่ีประมาณ 4.5 ไร เน่ืองจากทรงมีพระราชวินิจฉัยวา ขาวเปน
อาหารหลักของคนไทยและเปนสวนหนึ่งของความม่ันคงและม่ันใจในการดํารงชีวิต อยางนอยจะตองมั่นใจวามี
ขาวกินและพยายามปลูกขา วใหพอกินตลอดปเพ่ือใหมเี สถยี รภาพดา นอาหาร

ครอบครัวท่มี ีสมาชกิ 6 คนถาบริโภคขาวเฉลยี่ ประมาณคนละ 200 กิโลกรัมตอป จะตองบริโภคขาวไม
ต่ํากวาปละ 1,200 กิโลกรัม และถาทํานาปในสภาพท่ีควบคุมนํ้าไมใหขาดชวงไดเม่ือฝนแลง ก็จะไดผลผลิตไม
ต่ํากวาปละ 4.5 × 325 = 1,462.5 กิโลกรัม แตถาบํารุงรักษาดีอาจจะไดผลผลิตเพ่ิมมากกวาน้ีเมื่อเก็บเก่ียว
ขาวนาปแลวหากยังมีน้ําฝนและนํ้าในสระเหลือควรเลือกปลูกพืชอายุส้ันและราคาดีในสภาพนาดังท่ีไดกลาว
มาแลว ขางตน

สวนท่ี 3 รอยละ 30 เนื้อท่ีประมาณ 4.5 ไร ใหปลูกพืชสวน ไมยืนตน และพืชไรอยางผสมผสาน
โดยวิธีการและชนิดของพืชที่แตกตางกันหลากหลายกันไปแตละพ้ืนที่ และขึ้นอยูกับปจจัยตางๆ เชน
ภูมิภาค ฤดูกาล ตลาดและเสนทางคมนาคม ตลอดจนประสบการณและภูมิปญญาของเกษตรกร เปนตน ไมมี
สตู รตายตัวยืดหยุนได การปลูกพืชใหหลากหลายเชนน้ีจะเปนการกระจายเงินทุน แรงงาน นํ้า และปจจัย การ
ผลิตตางๆ กระจายความเสยี หายจากศัตรูพืช และความแปรปรวนของดิน ฟา อากาศ ตลอดจนกระจายรายได
ดว ย

ขอ ควรพจิ ารณาในการปลูกพชื
พืชทป่ี ลูกระยะแรกควรเปน กลว ยเพอ่ื บงั แดด และเกบ็ ความชื้นในดิน ตอ ไปควรเปนผลไม และไมยืน
ตน ระหวางที่ไมยืนตนยังไมโต ก็ปลูกพืชลมลุกอายุสั้นระหวางแถว เชน พริก มะเขือ ถั่วตางๆ จนกวาจะ
ปลูกไมไดจึงเปล่ียนไปปลูกไมทนรม เชน ขิง ขา และพืชหัว เปนตน พื้นที่ปลูกพืชผสมผสานเหลานี้มีพื้นท่ี
รวมกันประมาณ 4.5 ไร แตในบางทองที่ขนาดของสระ และพื้นที่ปลูกขาวรวมกันอาจนอยกวา 9 ไร พื้นท่ีท่ี
ลดลงอาจใชปลกู พืชผสมได รวมทั้งบริเวณรอบทอี่ ยอู าศัย คนั ดิน ทางเดิน และขอบสระอาจใชปลูกพืชตางๆ
ได นับพ้นื ที่รวมกันเปน พนื้ ทป่ี ลกู พชื ผสม
พชื ผสมผสานดงั กลา วขา งตน สว นใหญจะใชเ ปนอาหารประจาํ วนั ไดแก ผกั ผลไม สมุนไพร และ
เครอื่ งเทศ ซง่ึ เปน อาหารหลักของคนไทยทก่ี นิ กับขาวมาเปนเวลาชานานเชนเดียวกบั ขา ว และปลา โดยเฉพาะ
พชื ผักพน้ื เมืองปจจุบนั มมี ากกวา 160 ชนิด บางชนดิ มพี บท่ัวทุกภาค บางชนดิ มีเฉพาะภาค สว นทเ่ี หลือก็
สามารถจําหนา ยเปนรายได

37

สวนท่ี 4 รอ ยละ 10 ใชเ ปนพ้นื ท่ปี ลูกสรางทีอ่ ยูอาศัย ถนน คันดิน และสิ่งกอสรางอื่นๆ รวมประมาณ
1.5 ไร พ้ืนที่สวนนี้จะรวมคอกสัตวเลี้ยง เรือนเพาะชํา ฉางเก็บผลิตผลเกษตร ปจจัยการผลิต เครื่องมือเคร่ือง
ทนุ แรง ฯลฯ และอาจรวมสวนรอบบา นดวย

สําหรับการเล้ียงสัตว ควรเลือก เลี้ยงสัตวบก เชน วัวนม หมู ไก เปด และสัตวนํ้า เชน ปลาตะเพียน
ปลาสลิด ปลานิล ปลาทับทิม กุงกามกราม หอยขม ฯลฯ ใหเหมาะสมกับแรงงาน เงินทุน และพื้นท่ีที่เหลือ
ตลอดจน อาหารบางสวนทีไ่ ดจากในแปลงพชื (ตน พชื รําขา ว ฟางขาว มูลสัตว ฯลฯ) โดยไมตองเนนเปนรายได
หลัก แตเ พ่อื เปน รายไดเสรมิ และอาหารประจาํ วนั โดยเฉพาะปลาซ่ึงเปน อาหารประจําวนั ของคนไทยที่ บริโภค
รว มกับขา ว และผกั มาตง้ั แต โบราณกาล สําหรับเทคนิคของการเลย้ี ง ควรเปนไปตามคําแนะนําของนักวิชาการ
เชนเดยี วกับการปลูกพืช เชน การสรางคอกหรือเลาสัตวครอม ริมบอปลา เพ่ือใชมูลสัตวเปนอาหาร ปลา หรือ
การขุดบอ ปลาใหมีระดับ ความลึกตา งๆ กัน เปนตน

ทฤษฎีใหม ข้นั ท่สี อง: การรวมพลงั กันในรปู กลมุ หรือสหกรณ
เมื่อการทาํ เกษตร “ทฤษฎีใหม” ข้ันที่หน่ึงมีมากรายขึ้น และผานไปหลายๆ ป ผลผลิตและรายไดจะมี
เพ่ิมข้ึน เกษตรกรจําเปนตองปรับปรุงตัวเองรวมกลุมกันในรูปกลุมหรือสหกรณ และรวมแรงกันในเร่ืองตางๆ
เชน การผลิต (พันธุพืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ) การตลาด (ลานตากขาว ยุงเครื่องสีขาว การจําหนาย
ผลผลิต) การเปนอยู (กะป น้ําปลา อาหาร เคร่ืองนุงหม ฯลฯ ที่ผลิตไมไดเอง) สวัสดิการ (สาธารณสุข ยารักษา
โรค เงินกู ฯลฯ) การศกึ ษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา ฯลฯ) สังคมและศาสนา เปนตน ส่ิงตางๆ เหลาน้ีเปนความ
จาํ เปนของชีวิตประจําวัน แตไมอ าจลงทุน ลงแรงเพยี งลําพังได จะตองอาศัยความรวมมือกันระหวางเพ่ือนบาน
และของ หนวยงานราชการ มลู นธิ ิและเอกชน
ทฤษฎใี หม ขัน้ ทีส่ าม: การรว มมือกับแหลง เงนิ (ธนาคาร) และแหลง พลังงาน
เม่ือกจิ การข้ันที่หน่ึงและข้ันท่ีสองเจริญเติบโตข้ึน จําเปนจะตอง พัฒนากิจกรรมตางๆ เพิ่มข้ึนอีก โดย
ติดตอรวมมือกับแหลงเงินทุน (ธนาคาร) และแหลงพลังงาน (บริษัทน้ํามัน) หรือเอกชน เพ่ือดําเนินกิจกรรม
ตางๆ เชน ตั้งและบริหารโรงสี ต้ังและบริหารรานสหกรณ (1,3) ชวยการลงทุน (1,2) ชวยพัฒนาคุณภาพชีวิต
(4,5,6) เปนตน ทั้งนี้ ทั้งฝายเกษตรกรและฝายธนาคารกับบริษัทจะไดรับประโยชน เกษตรกรขายขาวในราคา
สูง (ไมกดราคา) ธนาคารกับบริษัทซื้อขาวในราคาตํ่า (ซ้ือขาวเปลือกตรงจากเกษตรกรมาสีเอง (2)) เกษตรกร
ซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค ในราคาตํ่า (เชน สหกรณ ราคาขายสง (1,3)) ธนาคารกับบริษัท (เอกชน) จะสามารถ
ขยาย บุคลากร

(4) เกษตรอนิ ทรีย
สํานักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (สศช.) ไดใหนิยาม เกษตรอินทรีย (Organic
Farming) ไววา หมายถงึ ระบบการเกษตรที่เนนความยั่งยืนทางสิ่งแวดลอม สังคมและเศรษฐกิจ โดยเนนการ
ปรบั ปรงุ บํารุงดนิ เคารพตอศกั ยภาพทางธรรมชาตขิ องพืช สัตว เกษตรอินทรยี เปนระบบการเกษตรที่หลีกเล่ียง
การใชปุยเคมี และสารเคมีกําจัดศัตรูพืช เนนการปลูกพืชหมุนเวียน ใชเศษซากพืช มูลสัตว พืชตระกูลถ่ัว
ปุยพืชสด ในการเพ่ิมความอุดมสมบูรณของดิน และใชหลักการควบคุมศัตรูพืช โดยวิธีชีวภาพ (Biological
Control) จุดเดนของระบบเกษตรอินทรีย คือ กอใหเกิดผลผลิตทางการเกษตรท่ีปลอดภัยจากสารพิษ

38

เพ่ิมมูลคาของผลผลิตและตอบสนองความตองการของผูบริโภค และเปนการฟนฟูความอุดมสมบูรณของดิน
และสภาพแวดลอ ม

เกษตรอินทรียเกิดขึ้นคร้ังแรกในกลุมประเทศสหภาพยุโรปจากแนวคิดของนักวิทยาศาสตรดาน
การเกษตร คือ F.H. King และ Sir Albert Howard โดยในป ค.ศ. 1943 Sir Albert Howard ซ่ึงไดรับการยก
ยองวาเปนบิดาของเกษตรอินทรีย ไดวางหลักการเกษตรอินทรียที่สําคัญไวเปนครั้งแรกในหนังสือช่ือ An
Agricultural Testament ซึ่งนําเสนอหลักการของเกษตรอินทรียโดยสรุป คือ สุขภาพที่ดีเปนพื้นฐานของ
สง่ิ มีชวี ิตทัง้ หมดบนพืน้ โลก โดยมคี วามเกีย่ วของกบั ดนิ พืช สตั ว และมนุษย ซ่ึงจะเชื่อมโยงประสานซึ่งกันและ
กัน ดังนั้นผลกระทบที่เกิดข้ึนกับดินจะสงผลตอสิ่งมีชีวิตท้ังหมด ปญหาการระบาดของโรคและแมลงท่ีมีตอพืช
และสัตว จะสงผลกระทบตอสุขภาพของมนุษย และสุขภาพที่ไมดีของพืช สัตว และมนุษยเกิดข้ึนจากดินมี
ปญหา ซ่ึงการปรับปรุงคุณภาพของดินไมอาจทําไดโดยการใชสารเคมี จึงจําเปนตองมีการปรับเปลี่ยนการ
พัฒนา แกป ญหาท่ตี น เหตุ โดยการนาํ ทรัพยากรธรรมชาตทิ ่ีเหลอื ใชก ลับคืนสูดิน ผสมผสานกับการปลูกพืชและ
เล้ียงสัตว และไมกระทาํ การใดๆ ทจ่ี ะเปนการทําลายสิง่ มชี วี ิตเลก็ ๆ ในดนิ ซึง่ เปน ประโยชนในการแปรสภาพแร
ธาตุใหอยใู นรปู ที่เปน ประโยชนตอไป

ระบบเกษตรอินทรียไดรับการยอมรับอยางเปนทางการในดานวิชาการจากหลายประเทศทั่วโลก
รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ซ่ึงกระทรวงเกษตรของสหรัฐไดรายงานผลของการทําเกษตรอินทรียท่ัวประเทศ และ
พบวาเกษตรอินทรียไมใชการทําการเกษตรแบบลาหลังแบบถอยหลังไมสูการทําเกษตรด้ังเดิมตามท่ีเขาใจ ใน
สหรฐั อเมริกานั้นยงั คงมกี ารใชเครือ่ งจักรทุนแรง มพี ันธพุ ืชท่ีมีคุณภาพ มคี าํ แนะนําการจัดการดินและนํ้าอยางมี
ประสิทธิภาพ และสิ่งที่สําคัญ คือ การปฏิเสธ หลีกเล่ียงการใชปุยเคมีและสารเคมีกําจัดศัตรูพืช มีการใชพืช
ตระกูลถ่ัวและพืชคลุมดินปลูกเปนพืชหมุนเวียนเพ่ือทดแทนธาตุอาหารท่ีสําคัญบางชนิดจากปุยเคมี มีการนํา
มูลสัตวเพ่ือผลิตเปนปุยคอกสําหรับหมุนเวียนธาตุอาหารที่สําคัญ ไดแก ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ซึ่ง
สหรัฐอเมริกาไดเผยแพรขอมูลดังกลาวนี้ประมาณป ค.ศ.1980 ผานหนังสือชื่อวา Report and
Recommendations on Organic Farming (วิฑูรย เล่ียนจํารูญ, 2539) ตอมากระทรวงเกษตรของ
สหรัฐอเมริกา ไดใหความหมายวา เกษตรอินทรีย (Organic Farming) คือ ระบบการผลิต ทางการเกษตรที่
หลีกเลี่ยงการใชปุยเคมีสังเคราะห สารเคมี กําจัดศัตรูพืช และฮอรโมนท่ีกระตุนการเจริญเติบโตของพืชและ
สัตว การเกษตรกรรมอินทรียอาศัยการปลูกพืชหมุนเวียนเศษ ซากพืช มูลสัตว พืช ตระกูลถ่ัว ปุยพืชสด
เศษซากเหลือทิ้งตางๆ การใชธาตุอาหารจากการผุพังของหินแร รวมท้ังใชหลักการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธี
ชีวภาพ เพื่อรักษาความอดุ มสมบูรณของดินเปน แหลงอาหารของพชื ทั้งเปน การควบคมุ ศัตรูพืชตางๆ เชน แมลง
โรค และวัชพชื เปน ตน (Barry Wookey, 1987 อางโดย วฑิ ูรย เลยี่ นจาํ รูญ, 2539)

ในประเทศไทย กลมุ กรนี เนทซงึ่ เปน องคกรเอกชนท่ดี าํ เนนิ กิจกรรมเก่ียวกับเกษตรอินทรียมาเปนระยะ
เวลานานไดส รุปหลกั การสาํ คญั ของเกษตรอนิ ทรียไ วดงั นี้

การอนุรกั ษน เิ วศเกษตร
หลักการสําคัญของเกษตรอินทรีย คือ การอนุรักษระบบนิเวศการเกษตร และส่ิงแวดลอม ดวยการ
ปฏิเสธการใชสารเคมีสังเคราะหทุกชนิด เน่ืองจากสารเคมีเหลาน้ีมีผลกระทบตอส่ิงมีชีวิตตางๆ ที่อยูในฟารม
ทั้งสัตว, แมลง, และจุลินทรีย ท้ังที่อยูบนผิวดิน และใตดิน เนื่องจากในกลไกธรรมชาติ ส่ิงมีชีวิตเหลาน้ีมี
บทบาทสําคัญในการสรางสมดุลของระบบนิเวศเกษตร ไมวาจะเปนการชวยควบคุมประชากรของส่ิงมีชีวิตอื่น
โดยเฉพาะอยางย่ิงศัตรูพืช หรือ การพ่ึงพาอาศัยกันในการดํารงชีวิต เชน การผสมเกสร, การชวยยอยสลาย
อนิ ทรียวตั ถุ การผลิตธาตุอาหารท่จี าํ เปน

39

การฟน ฟูระบบนเิ วศเกษตร
เกษตรอินทรียเนนใหมีการฟนฟูสมดุล และความอุดมสมบูรณของระบบนิเวศ แนวทางหลักในการ
ฟน ฟู นเิ วศเกษตร คอื การปรับปรุงบํารงุ ดนิ ดว ยการใชอ นิ ทรียวัตถุ และเพ่มิ ความหลากหลายทางชีวภาพ
การพง่ึ พากลไกธรรมชาติในการทําเกษตร
การเกษตรอนิ ทรยี ต ง้ั อยบู นปรัชญาที่วา ตอ งเปน ไปตามครรลองของธรรมชาติ ไมใชการเกษตรที่ฝนวิถี
ธรรมชาติแตเปนการเรียนรูจากธรรมชาติและการปรับระบบการเกษตรใหเขากับวิถีแหงธรรมชาติ กลไก
ธรรมชาติท่ีสําคัญ ไดแก วงจรการหมุนเวียนธาตุอาหาร, วงจรการหมุนเวียนของนํ้า, พลวัตรของภูมิอากาศ
และแสงอาทิตย รวมทงั้ สัมพันธก นั ของส่งิ มชี วี ิต ทง้ั ในเชิงของการเกอื้ กลู การพึ่งพา และหว งโซอ าหาร
การควบคมุ และปองกนั มลพิษ
ในระบบเกษตรอินทรยี ตองมีการปอ งกันมลพิษตางๆ จากภายนอกแปลงเกษตรกรรมไมใหปนเปอนกับ
ผลผลิตโดย การจัดทําแนวกันชน และแนวปองกันบริเวณขอบแปลง และภายในแปลงเกษตรกรรมจะตองลด
หรอื ปอ งกนั มลพิษที่อาจจะเกดิ ข้ึนในกระบวนการผลิตของฟารมเองดวย เชน ใหม รี ะบบจัดการขยะ และนํ้าเสีย
กอ นท่ีจะปลอยออกนอกฟารม หรอื ไมใชวัสดบุ รรจุผลผลติ ทีอ่ าจมสี ารพษิ ปนเปอ นได
การพึง่ พาตนเองดานปจจัยการผลติ
เกษตรอินทรียมหี ลกั ท่ีมุงใหเ กษตรกรพยายามผลิตปจจัยการผลิตตางๆ ดวยตนเองใหไดมากที่สุด เชน
ปุยอินทรีย เมล็ดพันธุ เปนตน หากเกษตรกรไมสามารถผลิตไดเองก็สามารถหาซื้อไดจากนอกฟารมแตควรจะ
เปน ปจจยั การผลติ ทมี่ ีอยูแลว ในทอ งถ่นิ
สาํ หรับการจัดการเกษตรอินทรียนั้นไมสามารถท่ีจะใชเพียงวิธีการจัดการอยางใดอยางหน่ึงได แตตอง
ใชหลายๆ วิธีรวมกัน อยางตอเน่ือง และเช่ือมโยงกัน เพื่อใหเกิดความสมดุลและเกิดประสิทธิผลสูงสุดในการ
ฟน ฟแู ละรกั ษาความสมบูรณของระบบนิเวศการเกษตร เทคนิควิธีทางธรรมชาติที่ ใชในระบบเกษตรอินทรียจึง
มหี ลายวธิ ี เชน
1) การใชวัสดุคลุมดิน โดยใชเศษซากอินทรียวัตถุ เชน ใบไม ฟางขาว แกลบ ชานออย มูลสัตว หรือ
ปลอยใหมีพืชปกคลุมในบริเวณท่ีตองการ เพ่ือรักษาความชุมช้ืน และอุณหภูมิในดิน ปองกันการชะลางของ
หนาดิน ควบคุมวัชพชื และเมอื่ เนาเปอยลงก็กลายเปนปยุ บํารุงดนิ ไดดวย
2) การปรับปรุงโดยใชพืชตระกูลถั่วเนื่องจากพืชตระกูลถั่วสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ให
เปลี่ยนมาเปนปุยไนโตรเจนในรูปท่ีพืชสามารถใชประโยชนได และซากตนถั่วยังสามารถใชเปนปุยพืชสด หรือ
ปยุ หมักไดดวย
3) การใชปุยหมัก ปุยคอก หินแร และเศษวัสดุจากการเกษตร ธาตุอาหารที่อยูในเศษซากเหลานี้ จะ
หมุนเวียนกลับไปสูดินไดโดยไมทําลายความสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งเปนประโยชนตอพืชทั้งทางตรงและ
ทางออ ม อีกทง้ั ยงั ชว ยใหพ ืชไดรบั ธาตุอาหารครบถว น โดยเฉพาะธาตอุ าหารรองที่ไมม ีในปยุ เคมี
4) การลดการไถพรวน โดยใหมีการไถพรวนนอยที่สุด หรือ ใชการไถพรวนแบบอนุรักษ เพ่ือลดการ
รบกวนกิจกรรมและปรมิ าณของจลุ ินทรียแ ละสง่ิ มชี วี ิตตา งๆ ทีเ่ ปน ประโยชนตอดนิ
5) การผสมผสานการปลูกพชื เลย้ี งสัตว เพอ่ื หมนุ เวียนการใชป ระโยชนจ ากทรัพยากรตางๆ และจัดการ
ทรัพยากรในแปลงเกษตรกรรมใหมีความเก้ือกูลกัน ซึ่งจะเกิดประโยชนท้ังในแงของการควบคุมศัตรูพืช และ
การเพ่ิมอนิ ทรยี วัตถุ
6) การควบคมุ ศตั รูพืชโดยไมใ ชส ารเคมี ทงั้ สารเคมีกาํ จัดวัชพืช แมลงศัตรูพชื และโรคพืช

40

นอกจากน้ี ชมชวน บุญระหงษ และคณะ (2553) ไดสรุปหลักการเกษตรอินทรีย โดยเนนย้ําวา เกษตร
อินทรียท่ีจะทําใหเกษตรกรอยูรอดไดจริง ตองเปน “เกษตรอินทรียในระบบเกษตรย่ังยืน” และตองไมใช
เกษตรอินทรียเ ชิงเด่ียว โดยจากประสบการณในการทํางานรวมกับเกษตรกรรายยอย และผูบริโภคของสถาบัน
ชุมชนเกษตรกรรมยง่ั ยนื ไดสรุปหลกั การเกษตรอนิ ทรียใ นระบบเกษตรกรรมยงั่ ยนื ไวดังตอ ไปน้ี

1) การพึ่งตนเองและเศรษฐกจิ พอเพยี ง
(1) เร่ิมจากการผลิตอาหารที่ใชกระบวนการทางธรรมชาติเพ่ือบริโภคในครอบครวั กอน
(2) พง่ึ ตนเอง เนน การลดรายจาย ใชป จ จยั การผลติ และทรัพยากรในทองถ่นิ เปนหลัก
(3) ทําการเกษตรท่ีมรี ะบบเหมือนปาธรรมชาติ เสริมสรา งความหลากหลายทางชวี ภาพในไรนา
เพ่ือทาํ ใหเ กิดความสมดุลของระบบนิเวศ ตามหลกั การของหว งโซอาหารทป่ี ระกอบดวย
“ผูผลติ -ผูบรโิ ภค-ผยู อ ยสลาย”
(4) ใชแ ละพัฒนาเทคโนโลยีทเี่ หมาะสม
(5) มีการแปรรปู และจาํ หนา ยที่ตลาดชมุ ชนกอ น หากเหลือถงึ นําไปขายที่หา งไกลออกไป

2) การใชทรพั ยากรอยา งชาญฉลาด รคู ุณคา
(1) ไมใชส ารเคมีสงั เคราะหใ นกระบวนการผลติ แปรรปู ตลาด ทกุ ขน้ั ตอน
(2) รวบรวม พฒั นา ปรับปรงุ พันธกุ รรมพืช สัตว จลุ ินทรียท อ งถิน่
(3) เพิม่ ความอดุ มสมบรู ณของดินอยา งตอ เน่อื งดวยการหมุนเวียนทรพั ยากรของไรนาใหเกิด
ประโยชนสูงสุด: คน พชื สตั ว จลุ ินทรียและสง่ิ มชี ีวติ อืน่ ๆ
(4) วัชพืชคือทรัพยากรที่มีคุณคาเปน ท้ังอาหารและยา ฯลฯ
(5) ฟน ฟูองคความรูภูมปิ ญญาทอ งถน่ิ ดว ยการศกึ ษา ทดลอง วจิ ัยอยา งตอเนื่อง

3) สนบั สนนุ การแลกเปลยี่ นเรยี นรูบนฐานองคความรู เพ่ือพัฒนาคน องคกรและเครือขาย
(1) ตระหนักในการสรา งโอกาสในการมสี วนรว ม ในองคความรู ขอมลู การคิด ตดั สินใจ
ดาํ เนนิ การรบั ผิดชอบและประเมนิ บทบาทชายหญงิ
(2) สรางและพฒั นาองคกรมาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ทองถิน่ ที่ชมุ ชนและสงั คมเชอื่ ม่ัน
(3) สรางและพฒั นาองคก รเกษตรกรและผูบรโิ ภคยกระดับเปน เครือขา ยและสถาบนั ของชุมชน
“ชุมชนเกษตรกรรมย่งั ยนื ”
(4) พฒั นาแผนชมุ ชนย่ังยืน

จากวธิ กี ารจดั การดงั กลาวในหัวขอ ท่ผี า นมาจะเห็นวา หลักการทําเกษตรอินทรียนั้นใหความสําคัญอยาง
มากตอการหลีกเลี่ยงและไมใชสารเคมีสังเคราะห และโดยเฉพาะอยางย่ิงเนนการปรับปรุงบํารุงดิน และรักษา
ความสมดุลในดินใหมีความอุดมสมบูรณ ซ่ึงความอดุ มสมบรู ณของดนิ น้ัน หมายถึง ความสามารถของดินในการ
ใหธาตุอาหารท่ีจําเปนตอการเจริญเติบโตของพืช ซ่ึงสวนประกอบหลักของดินท่ีสมบูรณน้ันตองประกอบดวย
อินทรยี สาร อนินทรียสาร นา้ํ อากาศ ซ่งึ อินทรียสารจะเปนแหลงอาหารและพลังงานใหกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก
ท่ีอาศัยอยูในดิน ไดแก โปรโตซัว แมลงที่เปนประโยชนขนาดเล็ก ไสเดือน เชื้อจุลินทรียพวกรา แบคทีเรีย
แอคตโิ นมยั ซีส ยสี ต และสาหราย อยางไรก็ดี หลักการเกษตรอินทรียดังกลาวนี้ควรเปนไปตามหลักปฏิบัติของ
การทําเกษตรย่ังยืนที่เนนความหลากหลาย สอดคลองกับทรัพยากรในพื้นท่ี และการพึ่งตนเอง กลาวคือ ควร
เปนเกษตรอนิ ทรียในระบบเกษตรย่งั ยนื ดังขอกลา วขา งตน

41

(5) เกษตรธรรมชาติ
เกษตรธรรมชาติ (Natural Farming) คาํ นเ้ี กิดขนึ้ ประมาณป 2530 ภายหลังจากทีข่ อ เขียนเร่ือง One
Straw Revolution ของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ไดรับการถอดความและตีพิมพเปนภาษาไทย แนวความคิดเร่ือง
เกษตรธรรมชาติจึงไดรับการขานรบั อยางกวา งขวาง วัตถปุ ระสงคของเกษตรธรรมชาติ คือ ใหธรรมชาติควบคุม
ธรรมชาติ ดังนั้น ระบบเกษตรธรรมชาติจึงเปนระบบเกษตรกรรมท่ีสรางผลผลิตพืชและสัตวใหสอดคลองกับ
พ้ืนที่ โดยพยายามแทรกแซงการใชปจจัยและเทคโนโลยีทางการผลิตตางๆใหนอยท่ีสุด เพื่อใหระบบ
เกษตรกรรมและธรรมชาติสามารถเก้ือกูลซ่ึงกันและกันเปนองครวม จนนําไปสูความสมดุลทางธรรมชาติใน
ท่ีสุด หลักการและเงื่อนไขของเกษตรธรรมชาติ แนวความคิดและหลักการไมกระทํา (Do-nothing) ท่ีถูก
ถายทอดไวโดยฟกู ุโอกะในหนังสือ One Straw revolution, The Road Back to Nature และ The Natural
Way of Farming ซ่งึ ถือเปนรากฐานของเกษตรกรรมธรรมชาติ 4 ประการ (วฑิ รู ย เลี่ยนจํารญู , 2539) คือ

1) ไมมีการไถพรวนดิน
การไมไถพรวนนับเปนหลักการพื้นฐานของเกษตรกรรมธรรมชาติ เน่ืองจากใน

ธรรมชาติถือวาดินมกี ารไถพรวนโดยธรรมชาตจิ ากการชอนไชของแมลงและส่ิงมีชีวิตเล็กในดิน การไถพรวนดิน
กอใหเกิดการทําลายโครงสรางของดิน ทําใหดินจับตัวกันแนนแข็ง รากพืชและสิ่งมีชีวิตในดิน ไมสามารถทํา
หนา ทต่ี ามธรรมชาติได อีกทัง้ ยงั ทําใหเกิดปญหาการสญู เสยี หนาดินอกี ดว ย

2) ไมใชป ุยเคมหี รือทําปุย หมัก
การใชป ุยเคมีเปนการเรงการเจริญเติบโตของพืชแบบช่ัวคราว ธาตุอาหารที่พืชไดรับ

ไมครบสมบูรณ ทําใหพืชออนแอเกิดโรคและแมลงงาย นอกจากนี้ ดินท่ีใสปุยเคมีเปนเวลานานจะมีสภาพเปน
กรดและเน้ือดินไมรวนซุย สําหรับการใชปุยอินทรียมีความจําเปนอยูบางโดยเฉพาะในชวงแรกที่ตองมีการปรับ
สภาพสิง่ แวดลอมทเี่ สยี ไปจากการทําการเกษตรเคมมี านาน

3) ไมกาํ จดั วัชพืช
เนื่องจากการกําจัดวัชพืชเปนงานที่หนัก เปนภาระแกเกษตรคอนขางมาก และยังมี

ผลตอโครงสรางดิน ทําใหดินขาดพืชคลุมดิน ในระบบเกษตรธรรมชาติจึงมองวัชพืชในมุมมองใหม โดยมองที่
คุณคาและประโยชนของวัชพืชในฐานะของการเปนพืชคลุมดิน ชวยลดการชะลางพังทลายและลดการละเหย
ของน้ํา

4) ไมใชส ารเคมีกาํ จดั ศตั รูพืช
การใชสารเคมีปราบศัตรูพืชนอกจากจะทําลายศัตรูพืชแลว ยังทําลายสิ่งมีชีวิตที่มี

ประโยชนตอพืชหรือส่ิงมีชีวิตที่เปนศัตรูธรรมชาติทําใหเสียสมดุลธรรมชาติ และยังกอใหเกิดปญหาดาน
สิ่งแวดลอม มลพิษ และปญหาสารพิษตกคางตามมาอีกดวย ในระบบเกษตรธรรมชาติ จึงควรใชกลไกทาง
ธรรมชาติทําหนาท่ีศัตรูพืชดวยตัวมันเอง รวมถึงใหความสําคัญกับการคลุมดิน (Mulching) และการปลูกพืช
เพื่อบาํ รุงดิน

42

บทสรุป หลักสําคัญของเกษตรยั่งยืนในรูปแบบตางๆ ที่ไดสรุปนําเสนอไวขางตน คือ การสราง
ระบบนิเวศเกษตรใหมลี ักษณะดงั นี้

• ความหลากหลาย: ปลูกพชื เลย้ี งสตั วหลากหลายชนดิ
• ความปลอดภัย: หลกี เลยี่ งการใชสารเคมีและสารพิษในระบบเพ่ือลดผลกระทบตอ

ผผู ลติ ผบู รโิ ภค และสิง่ มชี ีวิตในระบบทัง้ บนดิน ในดิน น้ํา และอากาศ
• ดินมีชีวิต: ไมทําลายส่ิงมีชีวิตในดิน โครงสรางดิน ปรับปรุงบํารุงดินโดยใช

สารอินทรีย ชวี ภาพ
• การสรางวงจรหมุนเวียนธาตุอาหาร: สรางระบบนิเวศเกษตรท่ีมีการเก้ือกูล

หมนุ เวยี นธาตุอาหารในระบบอยางสมดุล ลดการพ่งึ พงิ ภายนอก
• โครงสรางหลายระดับเลียนแบบนิเวศปาธรรมชาติ: การสรางความหลากหลาย

ของพืชสามารถใชหลกั การการปลูกพืชแบบหลายระดับใชหลกั ความเกื้อกูล และใช
พื้นท่ีอยางมีประสิทธิภาพ เชน หลักการปลูกปา 3 อยาง ประโยชน 4 อยาง ซ่ึงมี
พันธุไมหลายระดับ ท่ีใหประโยชนตางกันท้ังเปนอาหาร สมุนไพร ไมใชสอย
ไมเ ชือ้ เพลงิ และการสรางสภาพแวดลอมท่ดี ี ท้ังดิน นา้ํ อากาศ

43

4 พืชและสตั วใ นระบบเกษตรกรรมยงั่ ยนื

4.1 การปลูกพืชในระบบเกษตรกรรมย่ังยนื
4.1.1 หลักการเลอื กชนิดของพนั ธุพืช

ในระบบเกษตรยั่งยืนพืชมีหนาที่ 2 สวนหลัก คือ หนาท่ีในการผลิต และการบริการ โดยเกษตรกร
สามารถเลือกชนิดของพันธุพืชและวางรูปแบบ และการจัดการ เพ่ือใหบรรลุวัตถุประสงคท่ีต้ังไว โดยมีหลักใน
การเลือกชนิดพนั ธุพ ืช ตามภาพที่ 4.1 นอกจากนี้ หากเกษตรกรตองการปลูกพืชในกลุมไมยืนตนสามารถเลือก
ชนิดพนั ธุโดยประยุกตใชห ลกั การเลือกดงั สรปุ ไวใ นตารางท่ี 4.1

ปลกู ไม 3 อยางประโยชน 4 อยา ง เกษตรหลายระดบั ช้ัน

การผลติ การบรกิ าร
- อาหารคน - ปรบั ปรุงดนิ
- อาหารสตั ว - ควบคมุ การกดั เซาะพังทลายของดนิ
- สมนุ ไพร - ควบคุมการระเหยของน้ําหนา ผิวดนิ
- เชอ้ื เพลิง - ควบคุมวัชพืช
- วัสดกุ อ สราง - ยึดเกาะดิน (ข้นั บนั ได, ตลิ่ง, ลําคลอง ฯลฯ)
- วัตถดุ ิบตา งๆ เชน - รวั้ และแนวเขต
เสน ใย สียอมผา เปนตน

การเลือกชนดิ พนั ธพุ ชื รูปแบบเกษตรกรรมยง่ั ยนื การวางแผน รูปแบบและการจัดการ

ความพรอ มของพื้นที่ ดิน นํา้ ภูมนิ เิ วศ และ
วัตถปุ ระสงคห รือเปาหมายของเกษตรกร
ท่มี า: ดดั แปลงจาก มณฑล จําเรญิ พฤษก (2536)
ภาพท่ี 4.1 การเลือกชนิดพันธพุ ืชในระบบเกษตรย่ังยืน

44

ตารางท่ี 4.1 ขอควรพิจารณาในการเลือกชนิดพนั ธไุ มยืนตน
คณุ ลกั ษณะ ประโยชน

เอนกประสงค ใหผ ลผลติ หลายอยาง เชน ไมเปน เชือ้ เพลงิ กอสรา งอาหารสตั ว ปยุ พชื สด สมุนไพร

การเตบิ โต โตเรว็ เพิ่มปรมิ าณผลผลติ ชวี มวลไดด ี

การเจริญของราก รากลกึ ไมกระทบกับพชื ไรน าอืน่ ๆ

การแขง ขนั ไมแยงพนื้ ที่ สารอาหาร อากาศ แสง และนํา้

การแตกยอดใหม การเจรญิ ของยอด/ก่ิง ไดด ี หลงั จากตดั แตง

สารอาหาร และรสชาติ เปน พืชอาหารสตั วได ไมเปน พิษ ใบไมหยาบเกนิ ไป

เรอื นยอด แสงผานได แตย ังใหรม เงาไดดี

การตรงึ ไนโตรเจน สามารถตรงึ ไนโตรเจน เพมิ่ ความอุดมสมบรู ณข องดิน

ดานเศรษฐกิจ ใหผลผลติ สามารถขายได เชน ผลไม ไมใชส อย ไมฟ น เปนตน

ดานสิ่งแวดลอม ไมเปน อันตรายตอพชื นิดอน่ื เหมาะสมกับพืน้ ที่ ปรบั ตวั ไดด ี สนับสนนุ การเพม่ิ ความ
หลากหลายทางชีวภาพ

4.1.2 พืชในระบบเกษตรผสมผสาน
การเลือกปลูกพืชผสมผสานหลายชนิดในพ้ืนท่ีเดียวกันตองอาศัยคําแนะนําทางวิชาการ และ

ประสบการณ หรือภมู ิปญญาชาวบา น เพราะพืชบางชนิดจะปลกู รวมกันได บางชนิดปลูกรวมกันไมได จึงมีหลัก
พิจารณาเพอ่ื ใหส ามารถใชประโยชนจ ากพชื ผสมผสานไดส งู สุด เชน

(1) พิจารณาความสูงของเรอื นยอดของพชื ชนิดตางๆ โดยแบงความสูงออกเปน 3 ระดบั ดังนี้
• สงู เชน มะพรา ว มะขาม ประดู ไผ ขนุน เหลียง สะตอ เนียง มะตูม เปน ตน
• ปานกลาง เชน มะมวง สม มะนาว มะรุม ผักหวาน ข้ีเหล็ก มะดัน กระทอน นอยหนา กลวย
มะละกอ ออย สะเดา มะกรูด ชะมวง หมุย ชะอม มะยม ทองหลาง มะกอกปา มะเฟอง
มะอึก ยอ เปน ตน
• ชั้นลาง เชน ขิง ขา ตะไคร สะระแหน บัวบก บอน กระชาย ขม้ิน ชะพลู สับปะรด บุก
มันชนดิ ตา งๆ มะเขอื พรกิ กระเจีย๊ บมอญ กระเจี๊ยบแดง ผกั โขม เปน ตน

(2) พิจารณาจากประโยชน ที่เนนการปลูกพืชอาหาร โดยการแบง เปน กลมุ ตางๆ เชน
• พืชสวนครัว เชน พริก กะเพรา โหระพา แมงลกั ตะไคร มะกรดู พริกไทย มะอึก มะนาว
เปนตน
• รั้วกินได เชน ตําลึง ขจร โสน ถั่วพู มันปู กระถิน มะขามเทศ บวบ ฟกเขียว มะระ ไผ นํ้าเตา
ฟกขาว เปน ตน

45

• ผักสม ตาํ เชน มะละกอ ถ่วั ฝกยาว ถว่ั พมุ มะนาว พริก
• ผักขาวยํา เชน กระถิน สมโอ มะดัน มะขาม สะตอ ถ่ัวฝกยาว ตะไคร มะมวง ขา มะกรูด

มะพราว
• ผักแกงแค เชน ชะอม ชะพลู กะเพรา ตําลึง ผักชีฝร่ัง ผักข้ีหูด มะเขือเปราะ หนอไม ผักเผ็ด

ถั่วฝก ยาว มะเขือพวง ตะไคร

นอกจากน้ี หากพจิ ารณาชนิดพืชโดยใชลกั ษณะของพืชและการใหผ ลผลิต สามารถดูตวั อยางพืชไดใ น
ตารางท่ี 4.2

ตารางท่ี 4.2 ตวั อยางของชนิดพชื และเหด็ ท่สี ามารถเลือกปลกู ในระบบเกษตรผสมผสาน
ประเภท ชนิดพชื
พชื สวน (ไมผล) เชน มะมวง มะพราวแก มะพราวน้ําหอม มะขาม ขนุน ละมุด สมเขียวหวาน สมโอ สมโชกุน ฝรั่ง
นอ ยหนา กระทอน มะละกอ ชมพู และกลวย เปนตน

พืชสวน เชน แคบาน มะรุม สะเดา ชะอม ข้ีเหล็ก ผักหวาน กระถิน เหลียง เนียง สะตอ หมุย ทํามัง ชะมวง
(ผกั ยนื ตน) มันปู มะอึก มะกอก ยา นาง ถวั่ มะแฮะ ตําลงึ ถ่ัวพู และมะเขือเครือ เปน ตน

พชื สวน เชน พริก กะเพรา โหระพา ตะไคร ขิงขา กระชาย ชะพลู แมงลัก สะระแหน บัวบก มันเทศมัน
(ผกั ลมลุก) สําปะหลัง เผือก บุก ถ่ัวฝกยาว ถั่วพุม มะเขือฟกเขียว ฟกทอง ผักบุงไทย ผักบุงจีน ผักคะนา
ผกั กาดขาว ผกั กาดหอม ผกั ไผ หอม กระเทยี ม และมะละกอ เปนตน
พืชสวน (ไมดอกและ เชน มะลิ ดาวเรือง บานไมรูโรย กุหลาบ รัก ซอนกล่ิน ปทุมมา กระเจียว และดอกไมเพ่ือทําดอกไม
ไมป ระดบั ) แหง เปนตน
สมนุ ไพรและ บางชนดิ จดั อยใู นกลุมพืชผกั เชน พริก พริกไทย กะเพรา สะระแหน แมงลัก และตะไคร เปนตน แต
เครอ่ื งเทศ ยังมีบางประเภทท่ีใชเปนยารักษาโรคและนํ้ามันหอม เชน ขม้ินชัน (โรคกระเพาะ) พญายอหรือ
เสลดพังพอน (โรคเรมิ ) ไพล (ปวดเมือ่ ย) ฟา ทะลายโจร (แกไ ข) มะแวง (แกไข และแกไ อ) ชุมเห็ด และ
มะขามแขก (ยาระบายออ นๆ) ทองพันชงั่ (ความดนั สงู ) กระเทยี ม (ความดนั สงู ) ตะไครห อม (ยากนั ยงุ )
และแฝกหอม เปนตน
พชื นา้ํ ปลกู ในสระ เชน ผกั กระเฉด ผักบงุ ไทย กระจบั บัวสาย ผกั กดู และโสน เปน ตน

ไมยนื ตน (ใชส อยและ เชน ไผ มะพราว ตาล เสียว กระถิน สะแก ยูคาลิปตัส สะเดา ข้ีเหล็ก สัก ยางนา และหลายชนิดมี
เชอ้ื เพลงิ แตบ างชนดิ คุณสมบัติ บํารุงดินดวย เชน ประดูบาน ประดูปา พะยูง ชิงชัน กระถินณรงค กระถินพิมาน กระถิน-
มสี วนทกี่ นิ ได) เทพา มะคา โมง ท้ิงถอน จามรปี า จามจรุ ี ทองหลาง กระถินไทย และมะขามเทศ เปนตน

พชื ไร พืชไรหลายชนิดไมเหมาะกับการปลูกผสมกับพืชอ่ืน เพราะตองการแสงแดดมากและไมชอบการ
เบยี ดเสียด แตอาจปลูกไดใ นชว งแรกๆ ทีไ่ มยืนตนยังไมโต ไมแยงรมเงามากนัก บางชนิดอาจเก็บเก่ียว
เมอื่ ผลผลิตยงั สดอยูและรับประทาน หรอื จาํ หนายเปนพืชผกั ซ่ึงจะมรี าคาดกี วา เมอ่ื เกบ็ ผลผลิตแก พืช
ไรเหลา นี้ ไดแก ขา วโพด ถ่ัวเหลือง ถว่ั ลิสง ถ่ัวพมุ ปอกระเจา ออยคั้นนา้ํ และมนั สําปะหลงั เปน ตน

พืชไรบางชนดิ เปนพืชยนื ตน อาจปลูกตามริมแปลง หวั ไรป ลายนาได เชน นนุ ละหงุ และฝายสําลี เปน
ตน สวนดีของพืชไร คือ ผลผลิตเก็บไวไดนาน ตางกับพืชสวนที่ผลิตผลเก็บไวไมไดนาน จะตองรีบ

46

ประเภท ชนิดพืช
พืชบาํ รงุ ดิน และพืช จําหนา ยหรอื บริโภค หรอื แปรรปู ทันที
คลุมดิน ชนิดที่เปนพืชลมลุก ควรปลูกแซม ผลไม หรือ ไมยืนตน ขณะท่ีตนยังเล็กอยู หรือปลูกตามหลังขาว
เชน ถ่ัว มะแฮะ ถั่วฮามาตา โสนอัฟริกัน โสนพ้ืนเมือง ปอเทือง ถ่ัวพรา รวมท้ังถ่ัวเหลือง ถั่วเขียว
เห็ด ถว่ั ลสิ ง และถั่วพมุ เปน ตน บางชนิด เปนพืชยืนตน อาจปลูกผสมกับพืชอื่น หรือปลูกตามหัวไรปลาย
นาได บางอยางอยใู นกลุมพชื สวนที่บรโิ ภคได บางอยาง อยูในกลุมไมใชสอยและเช้ือเพลิง เชน ข้ีเหล็ก
กระถิน ชะอม ถ่ัวมะแฮะ สะตอ หางไหล มะขาม มะขามเทศ มะขามแขก ประดูบาน ประดูไทย
ทองหลาง และสะเดาชาง เปนตน สําหรับ พื้นท่ีท่ีมีความลาดเท หรือริมบอ ริมคันดิน ควรปลูกแฝก
เปนแถวขวาง แนวลาดเอียง เพอื่ ปอ งกนั การชะลางพังทลายของดิน
เชน เห็ดฟาง เห็ดนางฟา เห็ดเปาฮื้อ เห็ดปา/เห็ดธรรมชาติ ซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกได เม่ือมีตนไม
ปา/ไมทอ งถ่ิน เปนตน

4.1.3 การปลกู พชื ตามหลกั การปลูกไม 3 อยา ง ประโยชน 4 อยาง
การปลูกไม 3 อยาง คือ ไมใชสอย ไมกินได ไมเศรษฐกิจ จะใหประโยชน 4 ประการ คือ ไดใชสอยและ
เศรษฐกจิ ไมฟ น ไมกนิ ได และประการสดุ ทาย คอื สามารถชวยอนุรักษดินและตนน้ําลําธารดวย ซ่ึงประเภทไม
3 อยา งท่เี หมาะสมแกการใชป ลกู นัน้ พระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัว (รัชกาลที่ 9) ทรงเนนใหใชพันธุไมท่ีมีอยูแลวใน
ทองถ่ิน เพราะเปนไมที่สามารถเจริญเติบโตไดดี มีลักษณะท่ีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่อยูแลวไมเปนการ
เสี่ยงตอภาวะการรอดตายและการเจริญเติบโต เปนและท่ีรูจักของราษฎรในทองถิ่นอยางดี (คณิต ธนูธรรม
เจริญ, 2546) ประเภทของปา 3 อยา ง และการใชป ระโยชน 4 อยาง และแนวทางปฏิบัติสรปุ ได ดังนี้
1) ปา 3 อยา ง ไดแ ก
(1) ปาไมใชส อย ไมส าํ หรบั ใชกอสราง ทําเคร่อื งมือเคร่ืองใชตางๆ เชน ไมไผ ไมโตเร็ว ไมเ น้อื
แขง็ ชนิดตางๆ เปน ตน
(2) ปาไมกินได คือ ไมผล พืชผกั ท่ใี ชเ ปน อาหาร รวมถึงสมุนไพรชนดิ ตางๆ
(3) ปาไมเ ศรษฐกิจ คอื ไมท่ีปลูกไวขาย ไมว า จะเปน ไมผลเศรษฐกิจ และไมท่ปี ลกู ไวขายเนือ้
ไม เชน ไมสกั เปน ตน
2) ประโยชน 4 อยา ง ไดแ ก
(1) ประโยชนในการเปนไมใชสอย โดยนํามาสรา งบา น ทําเลาเปด เลา ไก ดา มจอบ/เสยี ม ทาํ
หตั ถกรรม หรือกระท่ังเปนฟนในการหงุ ตม
(2) ประโยชนใ นการเปน อาหาร ทัง้ พืชกินใบ กนิ ผล กินหัว และเปน ยาสมนุ ไพร
(3) ประโยชนในการเปน แหลงรายไดข องครวั เรือน เปนพืชที่สามารถนํามาจําหนายได ซ่ึงควร
ปลกู พืชหลากหลายชนิดเพือ่ ลดความเสี่ยงเรื่องราคาตกตา่ํ และไมแ นน อน
(4) ประโยชนในการชวยอนุรักษดินและน้ํา การปลูกพืชที่หลากหลายอยางเปนระบบ ชวย
สรางสมดุลของระบบนิเวศในสวน ชวยปกปองผิวดินใหชุมชื้น ดูดซับนํ้าฝน และคอยๆ ปลดปลอยความชื้นสูแปลง
เกษตรกรรม

47

การปลกู ปา 3 อยาง ประโยชน 4 อยาง ใชห ลกั การปลูกพืชแบบหลายระดบั ชน้ั แบง เปน 5 ระดบั
ตามชน้ั ความสงู ของตน ไมและระบบนิเวศของปา ดังนี้

(1) ไมระดบั สูง เชน ตะเคียน ยางนา มะคา โมง สะตอ มะพราว ฯลฯ
(2) ไมร ะดบั กลาง เชน ผักหวานปา ตว้ิ พลู กาํ ลังเสอื โครง กลวย ฯลฯ
(3) ไมพ มุ เตยี้ เชน ผักหวานบาน มะนาว พรกิ ไทย ยา นาง เสาวรส ฯลฯ
(4) ไมเรี่ยดิน เชน หนา ววั ผกั เส้ยี น มะเขือเทศ สะระแหน ฯลฯ
(5) ไมหัวใตดนิ เชน ขา ตะไคร ขมน้ิ ไพล เผือก มนั บุก กลอย ฯลฯ
ขอคํานงึ ในการปลูกปา 3 อยา ง
• การปลูกชวงแรกควรเลือกปลูกไมเบิกนํา เชน แค มะรุม สะเดา กลวย ออย ไผ ขาวและ

พืชผัก เพราะเปนพืชอาหารและไมใชสอยท่ีโต และใหผลผลิตเร็ว สามารถคลุมดินและ
ดูดซบั ความชมุ ช้ืน ทั้งนีค้ วรเนน ปลูกพืชกินได ทโี่ ตไวเพอื่ เปน แหลง อาหารและไมใ ชสอย
• ไมป ลูกเพอ่ื อยูอ าศัย หรือไมเศรษฐกจิ ขนาดใหญ หรอื ไมร ะดับสูง ควรปลูกในปท ่ี 2
• ไมสมนุ ไพร สวนใหญจะเปนไมพุมเต้ีย ไมเรี่ยดิน และไมหัวใตดิน มักจะเจริญเติบโตไดดี ในท่ี
รมหรือรมรําไร
• นาขาวควรเลอื กพื้นทใี่ หเ หมาะสม สามารถใหผลผลิตเพยี งพอตลอดทั้งป
• ควรขดุ รองนํา้ ขนาดเลก็ เพ่ือเกบ็ นา้ํ และความชมุ ชนื้ แกตนไม และสามารถใชเล้ียงปลาเพื่อเปน
อาหาร และหมุนเวียนนํ้าไปสูบอขนาดใหญ (ศูนยกสิกรรมธรรมชาติบานบุญ, มปป. เอกสาร
ออนไลน)
4.1.4 การปลกู พืชผักในระบบเกษตรกรรมยง่ั ยืน
ในตารางที่ 4.3 ไดแบงประเภทของพืชผักที่สามารถเลือกปลูกไดในระบบเกษตรกรรมย่ังยืน โดย
เกษตรกรสามารถเลือกพืชผักไดตามความเหมาะสมของพื้นที่ สภาพอากาศ ฤดูกาล ความชอบในการบริโภค
ควบคูไปกับความตอ งการของตลาด ซึง่ มขี อ แนะนาํ ในการพิจารณาประเภทและวิธีการปลกู พชื ผกั ดังนี้

48


Click to View FlipBook Version