ค เอกสารเผยแพร่ ฉบบั ท่ี 588
วามรเู้ บ้ืองตน้ ดา้ นนิเวศเกษตร
เพ่ือการประยุกตใ์ ชใ้ นระบบเกษตรกรรมยงั่ ยืน
โดย
ดร.อาทิตยา พองพรหม
นกั วิชาการปฏิรปู ท่ีดินชํานาญการพิเศษ
สํานกั พฒั นาและถ่ายทอดเทคโนโลยี สํานกั งานการปฏิรปู ที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม
กนั ยายน 2561
0
คํานาํ
เอกสารนี้จัดทําข้ึนเพ่ือเปนแหลงความรูสําหรับเจาหนาที่ สํานักพัฒนาและถายทอดเทคโนโลยี
เจาหนาที่สํานักงานการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ตลอดจนผูสนใจเรื่องนิเวศวิทยาและนิเวศ
เกษตรสําหรับเปนความรูพื้นฐานในการสงเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมย่ังยืน ผูเขียนไดรวบรวม
ประมวล และเรียบเรียง ความรูเก่ียวกับ ระบบนิเวศธรรมชาติ ระบบนิเวศเกษตร ระบบเกษตรกรรมย่ังยืน
รวมถึงความรูเก่ียวกับการเลือกชนิดพืชและชนิดพืชในระบบย่ังยืน มาไวในเอกสารน้ี หวังเปนอยางย่ิงวา
เนื้อหาสาระท่ีนําเสนอในเอกสารนี้จะเปนประโยชนสําหรับผูอานในการนําไปประยุกตใชตอไป ในโอกาสน้ี
ขอขอบคุณแหลงความรูทุกแหลงท่ีผูเขียนไดนําขอมูลมาใชในการวิเคราะห เรียบเรียง และสงตอใหผูอาน
นาํ ไปใชประโยชนใ หกวางขวางยง่ิ ขึ้น
อาทติ ยา พองพรหม
กันยายน 2561
1
สารบัญ
ลาํ ดับที่ เรอื่ ง หนา
1 หลักการทางนิเวศธรรมชาติ 3
1.1 ระบบนเิ วศธรรมชาติ 3
1.2 นํา้ และวฏั จกั รของน้ํา 8
1.3 หลักการหมนุ เวียนธาตุอาหารในระบบนเิ วศ 9
1.4 หลกั การการบริการทางนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ 13
2 ระบบนเิ วศเกษตร 17
2.1 หลักการระบบนเิ วศเกษตร 17
2.2 ปจจยั ทีเ่ ปน ตัวกําหนดประเภทของระบบนิเวศเกษตร 17
2.3 ระดับชนั้ ของระบบนเิ วศเกษตร 18
2.4 การประยุกตใ ชหลกั นเิ วศธรรมชาติ 20
3 หลักการและรูปแบบเกษตรกรรมยง่ั ยนื 27
3.1 ปญหาของเกษตรกรรมเคมเี ชงิ เดี่ยว 27
3.2 หลักการเกษตรกรรมย่ังยืน 29
3.3 รูปแบบเกษตรกรรมยัง่ ยืน 30
4 พชื และสัตวใ นระบบเกษตรกรรมยัง่ ยนื 44
4.1 การปลกู พชื ในระบบเกษตรกรรมย่ังยนื 44
4.2 การเลยี้ งสัตวใ นระบบเกษตรกรรมยงั่ ยนื 50
บรรณานุกรม 53
ภาคผนวก 56
2
1 หลกั การทางนิเวศธรรมชาติ
1.1 ระบบนเิ วศธรรมชาติ
ระบบนิเวศธรรมชาติ (Ecosystem) เปนหลักการพื้นฐานของนิเวศเกษตร ซึ่งโดยทั่วไป
หมายถึง ระบบความสัมพันธของส่ิงมีชีวิตกับส่ิงตางๆ หรือสิ่งแวดลอม ในแหลงท่ีอยูอาศัยบริเวณพื้นที่
หน่ึง ซ่ึงในระบบนิเวศน้ันจะมีความสัมพันธอยู 2 ลักษณะหลักๆ คือ ความสัมพันธระหวางสิ่งมีชีวิตกับ
สิ่งมีชีวิต และความสัมพันธของสิ่งมีชีวิตกับสิ่งไมมีชีวิต โดยสรรพส่ิงตางๆ ดังกลาวนั้น จะมีหนาที่ตางกัน
และมีความสัมพนั ธกันอยางเปนระบบ ทสี่ ําคัญคือ มกี ารถายทอดพลังงาน และสารอาหารในบริเวณน้ันๆ สู
สง่ิ แวดลอ ม โดยโครงสรา งของระบบนิเวศจะถูกกําหนดโดยชนิด ปริมาณ และการกระจายตัว ของสิ่งมีชีวิต
ท่ีอาศัยอยูในระบบน้ัน จากความหมายดังกลาวน้ี จะเห็นไดวาโครงสรางของระบบนิเวศจะประกอบดวย
สวนสาํ คัญ 2 สว น คอื
1) ส่ิงไมมีชีวิต (Abiotic Component) ไดแก อนินทรียสาร เชน คารบอน ไนโตรเจน น้ํา และ
ออกซิเจน เปนตน อินทรียสาร เชน โปรตีน คารโบไฮเดรต และฮิวมัส เปนตน และสภาพแวดลอมทาง
กายภาพ เชน แสง อณุ หภูมิ ความเปน กรดเปน ดา ง ความเคม็ และความชนื้ เปนตน
2) สิง่ มชี วี ิต (Biotic Component) แบงออกไดเ ปน
2.1) ผูผลิต (Producer) คือ กลุมส่ิงมีชีวิตท่ีสามารถนําเอาพลังงานจากแสงอาทิตยมา
สังเคราะหอาหารขึ้นไดเอง (การสังเคราะหแสง) จากแรธาตุและสารที่มีอยูตามธรรมชาติ ไดแก พืชสีเขียว
แพลงคต อนพืช และแบคทเี รียบางชนดิ
2.2) ผบู ริโภค (Consumer) คือ สิ่งมชี ีวิตที่ไดร บั อาหารจากการกินส่ิงมีชีวิตอื่น ๆ อีกทอด
หน่งึ แบงไดเปน กลุม ท่ีกินพืชเปนอาหาร กลุมท่กี นิ สัตวเ ปน อาหาร และกลุมที่กินทั้งพืชและสัตวเปนอาหาร
สง่ิ มีชีวติ ในกลุม น้ี คอื สัตวต า งๆ รวมท้ัง มนุษย
2.3) ผูยอยสลาย (Decomposer) เปนพวกไมสามารถสรางอาหารได แตจะกินอาหารโดย
การผลิตเอนไซนออกมายอยสิ่งที่มีชีวิตอื่นท่ีตายแลว ใหเปนธาตุอาหาร ในรูปของโมเลกุลเล็กๆ แลวจึงดูด
ซึมไปใชเปนสารอาหารบางสวน สวนที่เหลือปลดปลอยออกไปสูระบบนิเวศ ซึ่งผูผลิตจะสามารถเอาไปใช
ตอไป จึงนับวาผูยอยสลายเปนสวนสําคัญท่ีทําใหสารอาหารสามารถหมุนเวียนเปนวัฏจักรได กลุมนี้ คือ
พวกแบคทีเรีย และเช้อื รา ตา งๆ (นิวัติ เรืองพานชิ , 2541 และชนวน รัตนวราหะ, 2536)
จะเห็นไดวา โครงสรางของส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศทั่วไป จะประกอบดวย 3 กลุมใหญ ซึ่งตางก็มี
ความสมั พนั ธร ะหวางกัน รวมถงึ มคี วามสมั พนั ธกับสิง่ ไมม ชี วี ิตทอี่ ยูแ วดลอมดวย ดังสรปุ ในภาพท่ี 1.1
สง่ิ มชี วี ติ ในแตละระบบนิเวศดังกลาวขา งตน จะดาํ รงอยูไดตองมีความสัมพันธอยางใดอยางหน่ึงกับ
สิ่งไมมีชีวิต ซ่ึงแบงเปนกลุมสารอนินทรีย เชน แรธาตุตางๆ ซ่ึงเปนอาหารหลักของกลุมผูผลิต อินทรียสาร
ซ่ึงเปนอาหารหลักของกลุมผูบริโภคและผูยอยสลาย และสภาพแวดลอมทางกายภาพ หรือท่ีอยูอาศัย ของ
สิ่งมีชีวิตท่ตี องอยใู นในสภาพแวดลอมทเี่ หมาะสม เชน
3
ส่ิงมีชวี ติ : ระบบนเิ วศ ส่งิ ไมม ีชีวติ :
(1) ผูผลิต: สงิ่ มชี วี ติ ที่มรี งควัตถุสเี ขียว ความสัมพนั ธ (1) อนนิ ทรียสาร: แรธาตุตางๆ คารบอน
(คลอโรฟล ล) สามารถสรา งอาหารเองได คารบ อนไดออกไซด ฟอสฟอรสั ไนโตรเจน
(2) ผูบริโภค: สรางอาหารเองไมได ไดแ ก น้าํ ออกซิเจน ฯลฯ
คนและสตั วตางๆ (2) อนิ ทรียสาร: คารโบไฮเดรต โปรตนี
(3) ผูยอยสลาย: สรางอาหารเองไมได จะ ไขมัน ฮิวมัส ฯลฯ
ไดอาหารโดยการยอ ยสลายซากของ (3) สภาพแวดลอม: ดิน แสง อุณหภมู ิ
สง่ิ มชี วี ติ ไดแก จลุ ินทรยี ตา งๆ อากาศ ความช้ืน ความเปน กรดดา ง ฯลฯ
ความสมั พนั ธก ับระบบอ่ืนๆ ความสมั พันธก ับระบบอ่ืนๆ
ภาพท่ี 1.1 โครงสรางและองคป ระกอบของระบบนิเวศ
• แสงสวาง มีความสําคัญตอการดํารงชีวิตของส่ิงมีชีวิต (แสงจากดวงอาทิตย) เชน คุณภาพแสงมี
ผลตอการงอกของเมลด็ ชวงแสงมีผลตอการเจริญเติบโตและการสืบพันธุของพืชหลายชนิด ความ
เขม แสงมีผลตอ การสงั เคราะหแสง
• น้ํา และความชื้น ระบบนิเวศที่มีความชื้นมากมักจะมีพืช และสัตวอาศัยอยางหนาแนนทําใหมี
โอกาสปฏสิ มั พนั ธกนั เพ่อื ถา ยทอด หรือสงตอ ธาตอุ าหาร และพลงั งานใหแกก ันไดมากขน้ึ
• อุณหภูมิ เน่ืองจากอุณภูมิมีผลตอการเปลี่ยนแปลงของออกซิเจนในน้ํา จึงเปนปจจัยกําหนดชนิด
ของพืชและสัตว มีอิทธิพลตอการเปล่ียนแปลงรูปพรรณสัณฐาน และสรีระวิทยาของสิ่งมีชีวิต
การอพยพของสตั ว การแพรก ระจายของพืชและสัตวใ นพ้ืนทต่ี างๆ เปน ตน
• ดิน เปน ทีร่ วมของธาตุอาหารตางๆ เชน แคลเซยี ม ไนเตรท ฟอสฟอรสั และเปนแหลงปุยธรรมชาติ
โดยเม่ือส่ิงมีชีวิตตายลงก็จะถูกยอยสลายกลายเปนฮิวมัส เพิ่มความอุดมสมบูรณแกดิน ดินท่ีมี
ลักษณะความสมบูรณหรือมีธาตุอาหารแตกตางกันยอมมีผลตอพืช และสัตวท่ีอาศัยอยูบนดินนั้น
ทั้งในแงของชนิด จํานวน การแพรกระจาย และการเจรญิ เตบิ โต
• ความเปนกรดเปนดาง มีความสําคัญตอกระบวนการหายใจและระบบการทํางานของเอนไซม
ภายในรา งกาย และมีสําคญั ตอการเจริญเติบโตของพชื ดว ยโดยเฉพาะความเปนกรดเปน ดา งในดิน
ส่ิงสําคัญของระบบนิเวศ อีกประการหน่ึง คือ ความสัมพันธขององคประกอบยอยตางๆ ในระบบ
ทั้งเชิงบวก คือ การเกื้อกูลสนับสนุนกัน และเชิงลบ ซ่ึงจะสงผลตอการดํารงอยูของอีกองคประกอบหน่ึง
เชน การแยงชิงกันระหวางส่ิงมีชีวิตชนิดเดียวกันหรือตางชนิดกัน เนื่องจากมีความตองการปจจัยพ้ืนฐาน
เหมือนกันแตมีจํานวนจํากัด หรือมีไมเพียงพอท่ีจะทําใหสิ่งมีชีวิตดํารงอยูไดเปนปกติ เชน การแยงชิงนํ้า
อาหาร แสงสวา ง ท่ีอยอู าศยั เชน การที่พืชสองชนิดขึ้นอยใู กลเคยี งกันจะแกงแยงกันครอบครองพ้ืนที่ทําให
ท้งั สองฝา ยไมเจรญิ เตบิ โตเทาท่คี วร บางครัง้ ฝายทอี่ อนแอกวา จะตายไป
4
นอกจากนี้ ยังมีความสัมพันธในลักษณะการกินซึ่งกันและกัน เปนการท่ีส่ิงมีชีวิตหน่ึงกินสิ่งมีชีวิต
อื่น ๆ เปนอาหารมผี ลตอการควบคมุ จาํ นวนของสตั วใ นแตละระบบนิเวศเพื่อใหเกิดความสมดุล ระบบนิเวศ
ที่ขาดความสมดุลในเรื่องการกินซ่ึงกันและกัน มีผลทําใหเกิดปญหา เชน ไรขาวโพดมีตั๊กแตนมากิน และ
ทําลายขาวโพดเสียหาย ถาไมมีสัตวอ่ืนมากินตั๊กแตน ก็จะทําใหต๊ักแตนแพรพันธุไดรวดเร็ว เกิดเสียสมดุล
ทางธรรมชาติ โดยผลของการปฏิสัมพันธระหวางองคประกอบยอยดังกลาว ทําใหเกิดผลผลิต และสงผล
ผลิตที่เกิดขึ้น ไปแลกเปลี่ยนกับระบบนิเวศอ่ืนๆ ขณะเดียวกันก็มีการนําปจจัยตางๆ ท่ีใชเปนวัตถุดิบจาก
ระบบอ่ืนมาเปนปจจัยการผลิตของระบบดวย กลาวคือ ระบบนิเวศยังมีปฏิสัมพันธและแลกเปล่ียน
ทรพั ยากรกบั ระบบอ่นื ในดานปจ จัยตา งๆ ที่จําเปน ดวย เพ่ือการคงอยูของแตละองคประกอบยอยในระบบ
นนั้ และการคงอยูร วมกันอยา งสมดลุ ของของระบบนิเวศโดยรวม
ปจ จัยสําคญั ทเี่ ปนตัวกําหนดสภาพของระบบนิเวศธรรมชาติ ในแตละพ้ืนท่ีน้ัน พบวาโดยท่ัวไปมี 4
ปจจัยหลัก คือ (1) ความหลากหลายของชนิดพืชและสัตว ซึ่งขึ้นอยูกับสภาพแวดลอมของระบบนิเวศน้ัน
ดวย (2) ความซับซอนของระบบ (ระบบที่มีส่ิงมีชีวิตท่ีหลากหลายจะมีความซับซอนมากกวาระบบที่มี
ส่ิงมีชีวิตนอยกวา) (3) การมีปฏิสัมพันธในระบบ ซึ่งมีท้ังความสัมพันธแบบเกื้อกูลกัน เชน ผึ้งชวยผสมเกสร
ใหพชื พืชตระกลู ถว่ั ตรึงไนโตรเจนใหพ ืชชนิดอน่ื อนิ ทรียว ัตถุจากใบของพืชยืนตนชนิดหนึ่งเปนอาหารใหกับ
พืชอีกชนิดหน่ึง ฯลฯ และความสัมพันธขัดแยงกัน เชน สัตวกินพืช สัตวใหญกินสัตวเล็ก แมลงกินพืช การ
แยงธาตุอาหารและน้ําของพืช การแยงแสงแดดของพืช ฯลฯ และ (4) การคัดเลือกโดยธรรมชาติ กลาวคือ
พืช หรือสัตวท่ีมีการปรับตัวจนถูกคัดเลือกโดยธรรมชาติใหสามารถดํารงอยูในระบบนิเวศใดก็จะมีความ
เหมาะสมในนิเวศนั้นๆ กลไกในการคัดเลือก คือการเปล่ียนแปลงของสภาพแวดลอมธรรมชาติ ความ
หนาแนนของประชากร และกลไกทางพนั ธุกรรมยอ นกลับ (ชนวน รัตนวราหะ, 2536)
ความหลากหลายของพชื
สัตว ส่ิงมีชีวติ
ความซบั ซอนของระบบ ปจจัยกําหนดสภาพ การมปี ฎิสัมพนั ธใ นระบบ
ของระบบนเิ วศ (+/-)
การคัดเลือกโดยธรรมชาติ
ตามภูมนิ ิเวศ
ภาพที่ 1.2 ปจ จยั กําหนดสภาพของระบบนิเวศ
5
จากภาพที่ 1.3 จะเห็นไดวา ส่ิงมีชีวิตไมสามารถดํารงชีวิตอยูไดโดยลําพัง ตองมีปฏิสัมพันธกับ
สิ่งมีชีวิตอ่ืนๆ และสิ่งแวดลอม มีองคประกอบยอยตาง ๆ ที่ประสานสัมพันธกันเพื่อใหเกิดความสมดุล เร่ิม
จากกระบวนการสังเคราะหแสงของพืช ทําใหเกิดสารประกอบของคารบอน ซ่ึงเปนสารท่ีทําใหส่ิงมีชีวิต
ท้ังหลายดํารงอยูได ท้ังนี้ พลังงานท่ีใชในระบบนิเวศสวนใหญจะไดรับมาจากดวงอาทิตย ซ่ึงพืชนํามาใชใน
การสังเคราะหแสงแลวสะสมไวในอาหารที่สรางขึ้น จากน้ันจะถูกถายทอดไปสูผูบริโภคตามลําดับข้ันการ
บริโภคและถูกถายทอดเขาสูผูยอยสลาย สําหรับการหมุนเวียนของธาตุอาหารในระบบนิเวศ จะอยูใน
ลกั ษณะของวฏั จกั ร (Cycle) กลาวคือ เม่ือผูผ ลิตไดร บั ธาตุอาหารจากดินและนํ้า ไปใชในการสังเคราะหแสง
ผบู รโิ ภคไดร บั แรธาตุโดยการบรโิ ภคตอ กันไปตามลาํ ดับ เม่ือผูผ ลติ ผูบริโภคตาย ผสู ลายสาร (จุลินทรียตางๆ)
จะยอยสลาย และธาตุอาหารจะถูกปลอยออกมา เวียนกลับไปใหผูผลิตนําไปใช หมุนเวียนเปนวัฏจักร ซึ่ง
การหมุนเวียนของแรธ าตดุ งั กลาวนัน้ นบั วา เปน หัวใจสาํ คญั ประการหนึ่งที่ทําใหระบบนิเวศสามารถคงอยูได
การหมนุ เวยี นของธาตอุ าหาร เกดิ ขน้ึ จากการทาํ งานรวมกนั ระหวางกระบวนการทางชีวภาพ การะบวนการ
ทางกายภาพ และกระบวนการทางเคมีท่ีเกิดขึ้นท้ังในส่ิงมีชีวิตและสิ่งแวดลอม ทําใหแรธาตุเกิดการ
หมุนเวียนอยใู นระบบนิเวศได (นวิ ัติ เรืองพานชิ , 2541 และชนวน รัตนวราหะ, 2536)
6
ดวงอาทติ ย
ฝน ฟาแลบฟาผา CO2 สงั เคราะหแ สง
N2 การเติบโต: สรา งราก
กา น ใบ ดอก
NH3
N2 พชื ตระกลู ถว่ั ตรึงไนโตรเจน
N2
ใบไมรว งสู
หนาดนิ
แบคทเี รียไรโซเบ่ยี ม เชอ้ื ราไมคอไรซา ร
รากพชื
จุลนิ ทรียในดิน
การผันกลบั ของ แอมโมเนยี จุลินทรยี ใ นดนิ
ไนเตรท เปน กากซไนโตรเจน ไนไตรท
รากพชื ดดู ไปใช
ละลายนา้ํ -สูญเสียไปสู ไนเตรท
ดินชน้ั ลา ง ละลายนา้ํ ได
ที่มา: ดดั แปลงจาก ชนวน รัตนวราหะ (2536) อา งถึงในอาทิตยา พองพรห
ภาพที่ 1.3 ภาพจาํ ลองความสมั พนั ธข องสงิ่ มชี วี ติ และสภาพแว
7
CO2 มนษุ ย นกกินแมลง
O2 O2 แมลงกินพืช
ก ลาํ ตน กิ่ง ชวี มวล (ผลผลิตตา งๆ)
ก ผล
O2 CO2สงั เคราะหแ สง
มูลสตั ว/ ซากสตั ว/ ซากพชื
สตั วก นิ พืชเปน อาหาร
N2
รากพชื ดดูเชไปื้อใรชา ไมคอไรซา จลุ ินทรียใ นดินยอ ย เชือ้ ราไมคอไรซา
สลายเศษ ซากพชื /
ธาตอุ าหารพชื ที่ เศษ ซากพืช/
ละลายนํา้ ได เชน สัตว/มูลสัตว สตั ว/ มูลสตั ว
N P K Ca Mg S
ชดูดไปใช
ธาตุอาหารพืชที่ไม P K M Ca S ฯลฯ
ละลายนํา้
แรธ าตยุ อยสลายโดย
ธาตอุ าหารท่ีไมล ะลายนา้ํ จุลินทรียแ ละสภาพ
สะสมในอนิ ทรยี วตั ถุ ธรรมชาติเปน อาหารพชื
หม และคณะ (2560ก)
วดลอม และการหมนุ เวียนของธาตุ บางสวนในระบบนิเวศธรรมชาติ
7
1.2 น้ําและวฏั จกั รของนาํ้
นํ้าเปนส่ิงที่มีอยูในธรรมชาติสามารถเปลี่ยนแปลงสถานะเปนของแข็ง ของเหลว และไอน้ํา การ
หมนุ เวยี นน้ี เรยี กวา วัฏจกั รของน้ํา
การควบแนนจับตวั เปน กอนเมฆ หยาดนา้ํ ฟา ตกลงเปน ฝน/หมิ ะ
พชื คายนํ้าขนึ้ สบู รรยากาศ ลูกเหบ็ /นาํ้ คาง
นา้ํ จากมหาสมทุ ร แหลง นา้ํ น้าํ ไหลสแู มนา้ํ ลาํ คลอง มหาสมทุ ร
ตา งๆ ระเหยสูบ รรยากาศ
ตน ไมสกดั /ดดู ซับน้าํ
นา้ํ บางสวนไหลลงไปเกบ็ ใน นํ้าบางสว นไหลไปตามหนา ดนิ
ชน้ั ใตดนิ
ท่ีมา: ดัดแปลงจาก https://pmm.nasa.gov/education/water-cycle
ภาพท่ี 1.4 วัฏจกั รของน้าํ ในระบบนเิ วศ
วัฎจักรของน้ําเริ่มท่ีนํ้าจากทะเลและแหลงนํ้าตางๆ เมื่อไดรับพลังงานความรอนจากดวงอาทิตยจะ
ระเหยกลายเปนไอ ลอยข้ึนสูบรรยากาศจับตัวกันเปนกอนเมฆ เม่ือถูกลมพัดพาไปกระทบความเย็นจะ
กลายเปนฝนตกสูพ้ืนดิน น้ําฝนท่ีตกลงมาน้ีสวนหน่ึงจะถูกตนไมดูดซับสกัดกั้นไว และสวนหนึ่งจะระเหยกลับสู
ชั้นบรรยากาศ สวนหน่ึงจะคอยๆ ไหลลงสูพ้ืนดิน และสวนท่ีเหลือจะไหลไปตามพ้ืนดินลงสูลําหวย ลําธาร
หนอง คลอง บึง บอนํ้า ตางๆ น้ําท่ีถูกดินดูดซับไว บางสวนจะกลับระเหยไป บางสวนจะสะสมไวเปนความชื้น
ในดนิ ซ่งึ เปนประโยชนตอการเติบโตของพืช เมื่อพืชดูดน้ําไปใชจะสูญเสียนํ้าไปในกระบวนการคายน้ํา และนํ้า
สวนท่ีเหลือจะไหลลงไปเปนน้ําใตดินและคอยๆ ระบายออกสูลําธาร แมน้ํา ทะเล และมหาสมุทร และกลับ
ระเหยเปนไอ หมุนเวียนตอ ไปเร่ือยๆ นํ้าท่ีปรากฏอยูในบรรยากาศจะอยูในรูปแบบตางๆ กัน 3 รูปแบบ คือ ไอ
นาํ้ กลมุ กอนเมฆ ซ่ึงเปน กลมุ ของไอน้าํ ที่จบั รวมตัวกับฝนุ ละอองขนาดเล็กตางๆ ในบรรยากาศ และหยาดน้ําฟา
(Precipitated) ในรปู ของฝน หมิ ะ ลกู เห็บ และนํ้าคา ง เปนตน
หากพิจารณาจากภาพท่ี 1.4 วัฏจักรของนํ้าอาจแบงออกได 2 แบบหลัก คือ วัฏจักรแบบสั้น เปนวัฏ
จักรทีไ่ มเ กยี่ วของกับส่ิงแวดลอมโดยเริ่มจากพ้ืนน้ําและพ้ืนดินระเหย กลายเปนไอลอยขึ้นไปในบรรยากาศแลว
กล่ันตัวกลายเปนน้ําฝนตกลงมาหมุนเวียนกลับสูพ้ืนดินและพื้นนํ้าตอไป และวัฏจักรยาว เปนวัฏจักรที่
เกี่ยวของกับการดํารงชีวิตของส่ิงมีชีวิต โดยเริ่มจากน้ําในบริเวณที่เปนพื้นดินและพื้นนํ้า น้ําที่ไดเกิดจากการ
คายน้ําของพืช นํ้าจากรางกายของสิ่งมีชีวิตท้ังพืชและสัตว เม่ือสิ่งมีชีวิตตายลง นํ้าในรางกายจะระเหย
8
กลายเปนไอ ลอยตัวอยูในบรรยากาศแลวกลั่นตัวเปนหยดนํ้าตกลงมาเปนฝน หมุนเวียนกลับคืนสูพ้ืนนํ้าพ้ืนดิน
และส่ิงมีชีวติ หมุนเวยี นเปน วัฏจกั รอยา งตอเน่ือง
น้ํามีความสําคัญตอระบบนิเวศและตอสิ่งมีชีวิตทุกชนิดโดยเฉพาะอยางย่ิงนํ้าเปนสวนสําคัญใน
กระบวนการทางสรีรวิทยาของพืชซ่ึงเปนผูผลิตขั้นแรกท้ังโดยทางตรงและทางออม บทบาทของน้ําที่มีตอพืช
สรปุ ไดด งั น้ี
• เปนองคป ระกอบหลกั ของเซลล
• เปน ตวั ทาํ ละลายทาํ ใหเกดิ การเคลอ่ื นท่ขี องกาซและธาตุอาหาร
• เปนตัวทําปฏิกิริยาในกระบวนการที่สําคัญของตนไม เชน กระบวนการสังเคราะหแสง และ
กระบวนการยอ ยสลายสารอาหาร
• เปน ตวั รักษาความเตง ซ่ึงมคี วามสําคัญตอการเพิม่ ขนาด และการเติบโตของเซลล นอกจากน้ัน
ความเตงยงั มคี วามสําคญั ตอ การเปด - ปด ของปากใบดว ย
1.3 หลักการหมนุ เวียนธาตอุ าหารในระบบนิเวศ
การหมุนเวียนธาตุ และสารอาหาร อาจแบงออกเปน 2 วัฏจักรใหญ คือ วัฏจักรธาตุ และวัฏจักร
สารอาหาร หากกลาวถึง วัฏจักรธาตุ (Biogeochemical Cycling) จะหมายถึงการหมุนเวียนของธาตุตางๆ
ระหวางส่ิงมชี ีวิต กบั สง่ิ แวดลอมรวมทั้ง ดิน นํ้า และอากาศ ในระบบใหญ หรือภาพรวมของทุกระบบนิเวศ ซ่ึง
จะใชเวลานานในมิติของเวลาทางธรณีวิทยา สวนวัฏจักรสารอาหาร (Nutrient Cycling) คือ การหมุนเวียน
ถายเทธาตุ และอาหารท่ีจําเปนสําหรับส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศหนวยใดหนวยหน่ึงที่มีขนาดเล็กในชวงเวลาหน่ึง
ในมิติของเวลาในทางนิเวศวิทยา และมีลักษณะเฉพาะของแตละระบบนิเวศ (สราวุธ คลอวุฒิมันตร, มปป.)
ความรูเก่ียวกับวัฏจักรดังกลาวจําเปนสําหรับการจัดการกับระบบนิเวศเกษตรซึ่งตองอาศัยความรูความเขาใจ
เรือ่ งการหมุนเวียนของสารอาหารมาจดั การการใชประโยชนทด่ี ินใหเกิดประสิทธภิ าพสูงสุด
วัฏจกั รการหมุนเวียนธาตุและสารอาหาร มีรูปแบบหลักที่คลายกัน คือ การเคลื่อนยาย การหยุด และ
การเปล่ียนรูป ซึ่งกระบวนการท้ัง 3 จะเกิดชาหรือเร็วน้ันข้ึนอยูกับคุณสมบัติของสารแตละชนิด โดยการ
หมุนเวียนแบงเปน 3 ลักษณะหลัก คือ (1) Hydrologic cycle คือ วัฏจักรของนํ้า (2) Gaseous cycle
(Atmospheric cycle) คือ การหมุนเวียนธาตุที่มีแหลงสํารองสวนใหญอยูในบรรยากาศ และทะเล เชน วัฏ
จักรคารบอน วัฏจักรออกซิเจน และวัฏจักรไนโตรเจน (3) Sedimentary cycle (Lithospheric cycle) คือ
การหมุนเวียนธาตุท่ีมีแหลงสํารองสวนใหญอยูในพื้นดิน ในรูปของแข็ง เชน วัฏจักรฟอสฟอรัส วัฏจักร
แคลเซยี ม และวฏั จกั รซัลเฟอร ฯลฯ
สําหรบั วัฏจกั รสารอาหารในระบบนิเวศนั้น โดยท่ัวไปเริ่มจากสารถูกนําเขาไปในระบบ เชน จากการผุ
พัง หรือการถูกลมและฝน พัดพาเขามาในระบบในรูปของฝุนและสารละลาย และการนําเขามาโดยสิ่งมีชีวิต
เมื่อเขาสูระบบแลวพืชและสัตวจะนําไปใช สะสมในชีวมวล จากนั้นขับออกมาเปนของเสีย และเมื่อตายลงจะ
เปน ซากพืชซากสตั ว มผี ูยอ ยสลายทาํ หนา ทีย่ อยเปนแรธาตุกลับสูด นิ และหมุนเวยี นกลับไปทพี่ ืชตอ ไป ในที่น้ีจะ
ขอยกตัวอยางกระบวนการในการหมุนเวียนธาตุและสารอาหาร เพียง 3 ชนิด ซ่ึงในระบบนิเวศเกษตร ถือเปน
ปจจัยสําคัญสําหรับการผลิต เพราะเปนธาตุอาหารหลักของพืช01 ไดแก ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และ
1 รายละเอยี ดเพม่ิ เตมิ ในภาคผนวกท่ี 2 9
โปแตสเซียม (K) โดยอางอิงจาก รายงานของ สราวุธ คลอวุฒิมันตร (มปป.); ปทมา วิตยากร แรมโป (มปป.);
Nair (1993); นิวัติ เรืองพานิช (2541)
1) วฏั จักรไนโตรเจน (Nitrogen Cycle)
ไนโตรเจน (N) เปนธาตุที่สําคัญสําหรับชีวิตโดยเปนสวนประกอบที่สําคัญของโปรตีน พิวรีน
(Purine) และพีรีมิดีน (Pyrimidine) ในอากาศประกอบดวยแกสไนโตรเจน (N2) ประมาณ 78% โดยปริมาตร วัฏ
จักรของ N ในธรรมชาติ เริ่มจากพืชซึ่งเปนผูผลิตในหวงโซอาหารนําธาตุ N ไปใชในกระบวนการสังเคราะหโปรตีน
จากน้ันสงตอไปในรูปของอาหารไปสูผูบริโภค ซึ่งจะไดรับ N ตอเปนทอดๆ ตามลําดับ เม่ือผูผลิต และผูบริโภค
ขับถายออกมา หรือตายลง ธาตุ N ในส่ิงขับถายและซาก ก็จะถูกยอยสลายกลับคืนออกมาสูดิน น้ํา และบรรยากาศ
วฏั จักรไนโตรเจนเปนวฏั จักรท่ีคอนขางซับซอน ประกอบข้ึนจากหลายข้ันตอนที่มีการเปล่ียนแปลงสารรูปแบบตางๆ
โดยท่ัวไปในหน่ึงวัฏจักรจะประกอบดวย 4 กระบวนการ ท่ีสําคัญ คือ การตรึงไนโตรเจน (Nitrogen Fixation)
(2) การสรางแอมโมเนยี (Ammonification) (3) การสรางไนเตรต (Nitrification) และ (4) การผันกลับของไน
เตรต (Denitrification) การหมุนเวียนไนโตรเจนในระบบนิเวศธรรมชาติ สามารถสรุปเปนภาพจําลองไดดัง
(ภาพท่ี 1.5)
2) วัฏจกั รฟอสฟอรัส (Phosphorus cycle)
สารประกอบของฟอสฟอรสั (P) ในดินจะถกู พืชดดู นาํ ไปใช ในการเจริญเติบโต ตอจากน้ันสัตว
กินพืชเปนอาหาร จะนําสารประกอบฟอสฟอรัสไปสรางโครงสรางของกระดูก ท้ังพืชและสัตวตายไปก็ยอย
สลายกลายเปน สารประกอบฟอสฟอรสั ลงสูดิน พืชจะดูดฟอสฟอรัสไดนอยถาดินมีความเปนกรดสูง (โดยทั่วไป
ดนิ มคี วามเปน กรดเบส 2.2-9.6) เพราะฟอสฟอรัสจะอยใู นรูปของเหล็กฟอสเฟตหรืออลมู ิเนียมฟอสเฟต ซ่ึงเปน
สารประกอบท่ีไมละลายน้ํา แตถาดินมีความเปนเบสสูงพืชก็จะดูดฟอสฟอรัสไดนอยเชนเดียวกัน เพราะ
ฟอสฟอรัสอยูในรูปของแคลเซียมฟอสเฟตหรือมักเนเซียมฟอสเฟต ซึ่งเปนสารประกอบท่ีละลายนํ้าไดนอย
พืชนาํ ไปใชไ ดยาก ฟอสฟอรสั (P) ในดิน น้ัน สามารถแบงเปน 4 กลุม (Categories) คลายกับธาตุ K คือ (1) P
ท่ีละลายอยูในสารละลายดิน (2) P ดูดยึดอยูกับอนุภาคดิน (3) P ที่จับอยูกับอินทรียวัตถุในดิน (4)
สารประกอบอนนิ ทรีย P ซง่ึ อยูใ นรปู ท่พี ชื นาํ ไปใชไดน อย (ภาพท่ี 1.6)
10
ฝน ฝน ฟาแลบฟาผา
N2
N2 N2 N2
ไนโตรเจนในอากาศ (N2)
N2
สตั วกินพชื เปน อาหารสรา ง
โปรตีน
N2
ใบไมรวงสู N2 มูลสัตว/ซากสตั ว/ซากพชื
หนา ดิน
- รากพชื ดดู ไปใช รากพชื ดดู ไปใช
N2 NO3 รากพชื ดดู ไปใช -NO3 จลุ ินทรียต รงึ ไนโตรเจน (แบคทีเรีย/เชอ้ื รา) จุลนิ ทรยี ในดนิ
Ammonification (แบคทีเรยี /เชอื้ รา)
กา ซไนไตรเจน ( N2) NO3- ใบไม/รากพชื (Ammonification)
คืนสูบ รรยากาศ ทีเ่ นา เปอยยอยสลาย
โด(Aยmจลุ mินoทnรยีifiใ cนaดtiินon)
ไนไตรเจน ( N2) แอมโมเนยี
NH+4
รากพชื ดูดไปใช Nitrification
Nitrifying Bacteria - Nitrosomonas
-ไนไตรท
Denitrifying Bacteria NไนOเต3-รท Nitrifying Bacteria- NO2
Nitrobacter
ละลายน้ํา
สูญเสยี ไปสูด ินชัน้ ลาง
ภาพที่ 1.5 การหมนุ เวยี นไนโตรเจน
อยางไรก็ตาม ฟอสฟอรัส (P) ที่อยูในสารละลายดินเทาน้ันท่ีพืชสามารถดูดใชได สําหรับ P ที่ปรากฏ
อยูในดิน จะอยูในสารประกอบในรูปอินทรีย P (Organic P) และอนินทรีย P (Inorganic-P) ซึ่งอัตราสวนของ
P ทั้งสองรูปน้ีจะมีความแตกตางกันไปตามชนิดของดิน สวนการเปล่ียนสภาพอินทรีย P ไปเปนอนินทรีย P (P
mineralization) มีสวนสําคัญในการสรางความสมดุลระหวาง P adsorbed และ P ในสารละลายดินให
เกิดขน้ึ นอกจากน้ี การท่พี ชื จะไดร บั P เพียงพอตอความตองการหรอื ไมนั้นยังขึ้นอยูกับกระบวนการ Diffusion
(การแพร) ของ P ไปยงั รากพชื ดว ย
จะเห็นไดวา วัฏจักรฟอสเฟสเปนวัฏจักรท่ีไมสลับซับซอน และเปนแบบท่ีมีการตกตะกอนของสาร
(Sedimentary cycle) ไมมีการหมุนเวียนสูบรรยากาศ เพราะไมอยูในสถานะท่ีเปนแกส การหมุนเวียนของ
ธาตุเกิดขึน้ ไมสมบรู ณ เพราะสารประกอบฟอสฟอรัสสวนใหญถูกชะลางลงสูทะเล เกิดเปนตะกอนหินฟอสเฟต
คา งอยู โดยไมมกี ารเปล่ียนแปลงเปนเวลานาน หากมีการนําหินฟอสเฟต (หินฟอสเฟต) มาบดเปนปุยใหแกพืช
จึงเปน การเรงวัฏจกั รนใ้ี หเรว็ ขนึ้ และสมบรู ณขึ้น
11
ฝน
P ในฝุนละออง (นอย) สตั วก ินพืช
P ในธรรมชาติจากการ ใบไมรวงสู การชะลาง
สลายของหินฟอสเฟต/ หนา ดิน พังทลาย
ภเู ขาไฟ
รากพชื ดูดไปใช มูลสตั ว/ ซากสัตว/ ซากพชื
ละลายน้ํา/ไหล/ รากพชื ดดู ไปใช (จลุ ินทรียย อยสลาย)
ตกตะกอนในแหลงนา้ํ /ใน
รากพืชดูดไปใช รากพืชดดู ไปใช
ทะเล P ท่ลี ะลาย
น้ําได P ในดนิ อินทรยี
Mineralization
Immobilization
Dissolution สารประกอบ
Precipitation P ละลายยาก
สูญเสียไปสดู ินชน้ั ลา ง-นํ้าใตดนิ
ภาพที่ 1.6 การหมนุ เวียนฟอสฟอรสั ในนเิ วศธรรมชาติ
2) วัฏจักรโปแตสเซียม
วงจรหมนุ เวียนโพแทสเซียม (K) ไมมีความซบั ซอนคลายกนั กบั P โดยพบวา K ในดนิ นั้นไดมาจาก
หินและแรของเปลือกโลกเปนหลัก การสลายตัวของแรปฐมภูมิ ท่ีเกิดข้ึนในข้ันตอนการกําเนิดดินจึงเปน
กระบวนการหลักที่ให K แกดิน วัฏจักร K จึงหมายถึง กระบวนการนํา K เขาสูระบบดิน ออกจากระบบดิน
และหมุนเวียนเปลี่ยนรูป K ในระบบดินและพืช การเปล่ียนรูปของ K ที่ดินไดรับจากการสลายตัวของแรปฐม
ภูมอิ ยใู นหลายรูปในดนิ นน้ั มี 3 รปู แบบ หลกั ไดแก (1) K ท่ีละลายน้ําในสารละลายดิน (2) K ท่ีแลกเปล่ียนได
ไดแกร ูปทถ่ี กู ดดู ยดึ บนผิวคอลลอยดด นิ ทีม่ ีประจลุ บ ไดแก ประจุลบถาวร หรือถูกดูดยึดบนผิวคอลลอยดดินท่ีมี
ประจผุ ันแปร เชน คอลลอยดดนิ สวนท่ีเปน อนิ ทรียวัตถุ และ (3) K ท่ีถกู ตรึง หรือ รปู ท่แี ลกเปล่ียนไมได เปนรูป
ที่ถูกดดู ยึดอยา งแข็งแรงไมสามารถกู แลกเปลี่ยนโดยแคทไอออนอื่นได คําวา การตรึง (Fixation) หมายถึง การ
12
เปล่ยี นรูป K จากรูปในสารละลายดินหรือรูปแลกเปล่ียนไดเปนรูปที่แลกเปลี่ยนไมได ไดแก รูปที่อยูในชองวาง
ระหวางช้นั ของแรดนิ เหนยี ว 2:1 (ภาพท่ี 1.7)
ทั้งนี้ ปจจัยท่ีสําคัญในการควบคุมความเขมขนของ K ในสารละลายดิน และ K ท่ีถูกดูดยึด คือ แร
ทุติยภูมิ ไดแก แรดินเหนียว และอินทรียวัตถุในดิน โดยพบวาถาเปนกรณีในระบบนิเวศเกษตร แหลงของ
โพแทสเซยี มทีเ่ ปน สารอนิ ทรียมอี ยูมากโดยเฉพาะจากภาคเกษตรกรรม เชน ในประเทศเขตรอนที่ปลูกขาวเปน
พืชอาหารหลัก K สวนใหญจะอยูในฟางขาว และตอซัง ซ่ึงจะมี K ประมาณ 0.4-1.4% ของนํ้าหนักแหง (ปท
มา, 2532) ดังนั้น ถามีการไถกลบฟางขาวและตอซังกลับคืนสูดิน ก็จะเปนการนํา K กลับสูดินดวย (ปทมา
วติ ยากร แรมโบ, มปป.)
ฝน
K ในฝนุ ละออง (นอ ย) สตั วก ินพชื
ใบไมร วงสู การชะลา งพังทลาย
หนาดิน
รากพชื ดูดไปใช มูลสตั ว/ ซากสัตว/ ซากพชื
รากพชื ดดู ไปใช จุลินทรียย อยสลาย
K ถูกจบั ไวในดินอินทรยี
รากพชื ดูดไปใช
K ถูกตรงึ ไวในชองวา ง
K ในธรรมชาตจิ ากการ ของดนิ
สลายของหนิ /แร
รากพืชดูดไปใช
K ทีล่ ะลายนํ้า
ได
สูญเสยี ไปสูด นิ ชัน้ ลา ง-นํ้าใตด ิน
ภาพท่ี 1.7 การหมุนเวียนโปแตสเซียมในนเิ วศธรรมชาติ
1.4 หลักการการบริการทางนิเวศและความหลากหลายทางชวี ภาพ
ระบบนิเวศ สามารถเอื้อประโยชนต อมนุษยไดท ั้งทางตรงและทางออม หรือท่ีเรียกวาบริการของระบบ
นเิ วศ บางคร้ังเรยี กวา “บริการทางดานส่ิงแวดลอม” (Environmental Service) หรือ “บริการทางดานระบบ
นิเวศ” (Ecosystem Service) หมายถึง ผลประโยชนท่ีมนุษยไดจากระบบนิเวศ ทั้งจากสิ่งแวดลอมและความ
13
หลากหลายทางชีวภาพ เพื่อเปนฐานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนและสังคม เชน นํ้า ไมซุง ความสามารถ
ในการควบคุมสภาพภูมิอากาศ การคุมครองความเส่ียงทางธรรมชาติ การควบคุมการกัดเซาะของดิน การ
พักผอนหยอนใจ และการดูดซับกาซคารบอนไดออกไซด เปนตน อาจกลาวไดวาบริการของระบบนิเวศนั้นทํา
หนาท่ีนานับประการ ทั้งเปนวัตถุดิบ ชวยเก้ือหนุน สงเสริม และมีอิทธิพลตอสภาพของทรัพยากรและ
สงิ่ แวดลอ มทจ่ี ําเปนตอ การดาํ รงชีพ
การประเมินระบบนิเวศแหงสหัสวรรษ (Millennium Ecosystem Assessment: MA) ที่ไดมีการ
ติดตามประเมินสภาวะและแนวโนมของระบบนิเวศและบริการของระบบนิเวศ ไดแบงบริการของระบบนิเวศ
ออกเปน 4 ประเภท ซึ่งลวนแลวแตสงผลถึงชีวิตความเปนอยูของมนุษย (Human Well-Being)
(Department of the Environment, Water, Heritage and the Arts (2009); ปราโมทย อินสวาง และ
คณะ, ม.ป.ป.) ดงั นี้
• บริการดานการเปน แหลงผลิต (Provisioning Services) คือ การใหบริการวตั ถุดิบในการผลิต
เชน นํ้า อาหาร ทรัพยากรปาไม แรธาตุ พชื พนั ธแุ ละสตั วตา งๆ เปนตน
• บรกิ ารดานการควบคมุ กลไกของระบบ (Regulating Services) คือ การควบคมุ
ปรากฏการณ และกระบวนการทางธรรมชาติของระบบนิเวศ เชน การควบคุมสภาพ
ภูมอิ ากาศ การปองกันการกดั เซาะชายฝง การปองกันนํ้าทวม การปองกันการกัดเซาะของดิน
การควบคุมศัตรูพืช การผสมละอองเกสร การควบคุมมลภาวะ เปน ตน
• บริการดานวัฒนธรรม (Cultural Services) คือ ประโยชนทางนามธรรมท่ีดํารงคุณคาทาง
สังคมและวัฒนธรรม เชน ประเพณี การพักผอนหยอนใจ คุณคาทางจิตใจ ความเพลิดเพลิน
จากความงดงาม ของธรรมชาติ สุนทรยี ภาพ และนนั ทนาการ เปนตน
• บริการดานการเก้ือหนุน (Supporting Services) คือ กระบวนการทางธรรมชาติท่ีสนับสนุน
การดํารงอยูของบริการอื่นๆ เชน เปนแหลงธาตุอาหารของระบบการผลิตขั้นตน การทําให
เกิดวัฏจักรของอาหาร การเปนแหลงท่ีอยูของสัตววัยออน แหลงเพาะพันธุ เปนแหลงความ
หลากหลายทางพันธกุ รรม เปนตน
นอกจากน้ี ในเอกสาร Millennium Ecosystem Assessment (2005); (Ecosystems and human
well-being; Daily (1997) และ Nature’s service Societal dependence on natural ecosystems)
อางถึง ในมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (ม.ป.ป.) ไดวางกรอบใหเห็นถึงความเชื่อมโยงระหวางระบบนิเวศ
และความเปนอยูของมนุษย ซึ่งการบริการของระบบนิเวศดังกลาวนั้น มีความเก่ียวของกับ ความหลากหลาย
ทางชีวภาพ ซ่ึงสัมพันธกับสภาพภูมิอากาศ การหมุนเวียนธาตุอาหาร การใชที่ดิน และการเลือกชนิดพันธุ
ดงั สรุปใน (ภาพที่ 1.8)
14
ความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงของโลก (Global
(Biodiversity): จํานวนชนดิ ปรมิ าณหรอื Change): ภูมอิ ากาศ วัฏจักรธาตุ
ความชุกชุม องคประกอบ ปฏิสมั พนั ธ อาหาร การใชท่ดี นิ ชนิดพนั ธุท่ีแนะนํา
หนาท่ีของระบบนเิ วศ
(Ecosystem Functions)
ระบบนิเวศ ความเปนอยขู องมนุษย
ประโยชนใ นดา นการ สนิ คา และบรกิ าร ความม่นั คงของชวี ติ (Security):
สนบั สนนุ กระบวนการ (Provisioning): • ความปลอดภยั ของชีวิตและทรัพยส นิ
ผลติ (Processes): • หลกั ประกนั ความสามารถในการเขา ถงึ ทรพั ยากร
• อาหาร • ความปลอดภยั จากปญ หาภยั พิบตั ิทางธรรมชาติ
• Nutrient cycling • นํา้ สะอาด
• ไมฟ น และเสนใย ปจจยั ท่ีสนบั สนนุ การดาํ เนินชีวติ
• การรักษาความ • เช้ือเพลิง • อาหารทเี่ พียงพอ
ย่ังยนื ของหนา ดนิ • แหลง ที่พักอาศยั
การรกั ษาความสมดุลของ • ความสามารถในการไดม าซงึ่ สนิ คา และบริการ
• กระบวนการผลิต ระบบนเิ วศ (Regulating):
ในเบือ้ งตน สุขภาพ (Health)
• ลดความแปรปรวนของ • สขุ ภาพที่แขง็ แรง
สภาพภมู อิ ากาศ • ความรูสกึ อยูดมี สี ุข
• สทิ ธิในการทจี่ ะมอี ากาศท่ีบรสิ ทุ ธิ์และน้ําดื่มทีส่ ะอาด
• ปองกนั ไมใหเกดิ ปญ หา
น้าํ ทว ม ความสมั พนั ธท างสงั คม (Good social relation)
• ความปรองดองในสังคม
• นํ้าใสสะอาด • การใหความเคารพซ่งึ กันและกัน
• ความสามารถในการใหความชวยเหลือกัน
ประโยชนท างดาน
วฒั นธรรม (Cultural):
• ความสวยงามของ
ทวิ ทัศน
• พิธีกรรมทางศาสนา
และความเช่ือ
• ดา นสันทนาการ
ท่ีมา: ดัดแปลงจาก มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทยั ธรรมาธริ าช (ม.ป.ป.) และDepartment of the Environment, Water, Heritage and the Arts (2009)
(Millennium Ecosystem Assessment’s overview of ecosystem services)
ภาพท่ี 1.8 ความเชื่อมโยงระหวางระบบนิเวศและความเปนอยขู องมนุษย และความหลากหลายทางชวี ภาพ
ความหลากหลายทางชีวภาพ มาจากคําวา Biological Diversity หรือ Biodiversity หมายถึง
สิ่งมีชีวิตนานาชนิด หรือที่เรียกกันวาทรัพยากรชีวภาพ เชน พืชและสัตว รวมท้ังสิ่งมีชีวิตอ่ืนๆ ท่ีมีความ
แตกตางกันตามหนวยของพันธุกรรมและสภาพถิ่นที่อยูอาศัย ส่ิงมีชีวิตเหลาน้ีจะมีความหลากหลายทาง
พันธุกรรมเปนสายพันธุ ยิ่งถิ่นท่ีอยูอาศัยมีความแตกตางกันมากเพียงใด ก็ย่ิงมีความหลากหลายชนิดมากข้ึน
เพียงน้ัน ความหลากหลายทางชีวภาพ แบงออกเปน 3 ระดับ คือ ความหลากหลายดานระบบนิเวศ ดานชนิด
พันธุ และดานพันธุกรรม โดยปาไม นับเปนแหลงทรัพยากรชีวภาพที่สําคัญที่สุดแหลงหน่ึง เพราะมีความ
15
สมบูรณ ตลอดจนมีความหลากหลายของชนิด และพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตเปนจํานวนมาก ทั้งพืช สัตว และ
จุลนิ ทรีย (วรนชุ อษุ ณกร, 2547)
ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) หมายถึง การมีส่ิงมีชีวิตนานาชนิด นานาพันธุในระบบ
นเิ วศอนั เปนแหลงที่อยูอาศัย ซ่ึงมีมากมาย และแตกตางกันท่ัวโลก หรืองายๆ คือ การที่มีชนิดพันธุ (Species)
สายพันธุ (Genetic) และระบบนเิ วศ ( Ecosystem) ที่แตกตางหลากหลายบนโลก
ความหลากหลายทางชีวภาพสามารถพิจารณาไดจากความหลากหลายระหวางสายพันธุ ระหวางชนิด
พนั ธุ และระหวา งระบบนิเวศ ดังน้ี
• ความหลากหลายทางชีวภาพระหวางสายพันธุ ที่เห็นไดชัดเจนที่สุด คือ ความแตกตางระหวาง
พนั ธุพชื และสัตวต างๆ ที่ใชในการเกษตร เชน ความแตกตางหลากหลายระหวางสายพันธุขาวเจา
และขาวเหนียว ซ่ึงในแตละสายพันธุยังมีความแตกตางดานสายพันธุยอยลงไปอีก เชน ขาวเหนียว
ดํา และขาวเหนียวขาวพันธุตางๆ เปนตน ความแตกตางที่มีอยูในสายพันธุตางๆ ยังชวยให
เกษตรกรสามารถเลือกสายพันธุสัตว เพื่อใหเหมาะสมตามความตองการของตลาดได เชน ไกพันธุ
เน้ือ ไกพ นั ธไุ ข วัวพันธุนม และววั พนั ธเุ น้อื เปนตน
• ความหลากหลายระหวา งชนิดพันธุ สามารถพบเห็นไดโดยทั่วไปถึงความแตกตางระหวางพืชและ
สัตวแตละชนิด ไมวาจะเปนสัตวที่อยูใกลตัว เชน สุนัข แมว จ้ิงจก ตุกแก กา นกพิราบ และ
นกกระจอก เปนตน หรือสิ่งมีชวี ติ ท่อี ยูในปาเขาลําเนาไพร เชน เสือ ชา ง กวาง กระจง เกง ลิง ชะนี
หมี และววั แดง เปนตน พ้นื ทธ่ี รรมชาติเปนแหลงท่อี ยอู าศยั ของส่ิงมีชวี ติ ทีแ่ ตกตางหลากหลาย
• ความหลากหลายระหวา งระบบนิเวศ เปนความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งซับซอน สามารถเห็นได
จากความแตกตางระหวางระบบนิเวศประเภทตางๆ เชน ปาดงดิบ ทุงหญา ปาชายเลน ทะเลสาบ บึง
หนอง ชายหาด แนวปะการัง ตลอดจนระบบนิเวศที่มนุษยสรางข้ึน เชน ทุงนา อางเก็บนํ้า หรือ
แมกระท่ังชุมชนเมืองของเราเอง ในระบบนิเวศเหลาน้ี ส่ิงมีชีวิตก็ตางชนิดกัน และมีสภาพการอยู
อาศัยแตกตา งกนั
ความแตกตางหลากหลายระหวางระบบนิเวศนี้ ทําใหโลกมีถิ่นท่ีอยูอาศัยเหมาะสมสําหรับส่ิงมีชีวิต
ชนิดตางๆ ระบบนิเวศแตละประเภทใหประโยชนแกการดํารงชีวิตของมนุษยแตกตางกัน หรือ อีกนัยหนึ่งให
'บริการทางส่ิงแวดลอม' (Environmental Service) ตางกันดวย เชน ปาไมทําหนาที่ดูดซับน้ํา ไมใหเกิดนํ้าทวม
และการพังทลายของดิน สวนปาชายเลนทําหนาท่ีเก็บตะกอนไมใหไปทับถมจนทําใหบริเวณปากอาวตื้นเขิน
ตลอดจนปองกนั การกัดเซาะบรเิ วณชายฝงจากกระแสลมและคลืน่ ดว ย
16
2 ระบบนเิ วศเกษตร
2.1 หลกั การระบบนเิ วศเกษตร
ระบบนิเวศเกษตร (Agro-ecosystem) คือ ระบบการผลิตพืช สัตว ประมง และปาไม ที่มนุษยได
กระทําใหเกิดขึ้นในสภาพแวดลอมธรรมชาติ เพื่อใหไดมาซึ่งปจจัยพื้นฐานในการดํารงชีพ เพ่ือการแลกเปล่ียน
และเพื่อการคา ขาย โดยมีองคป ระกอบทเ่ี ปน สง่ิ มชี ีวิต ไดแ ก มนษุ ย สตั ว พืชและองคประกอบท่ีเปนสิ่งไมมีชีวิต
ไดแก ดิน นํ้า อากาศและแสงแดด ซ่ึงเปนสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ รวมไปถึงปจจัยที่มีผลกระทบท้ัง
ทางตรงและทางออม ไดแก เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม ประเพณีและการเมือง ซึ่งองคประกอบท้ังหมดน้ันจะ
มีปฏสิ มั พันธตอกันและกันที่ทําใหเกิดเปนระบบนิเวศเกษตร ขอบเขตของระบบนิเวศเกษตร แตกตางกันตั้งแต
ขนาดเล็กระดับไร-นา-สวนของเกษตรกรแตละครอบครัว ไปจนถึงระบบนิเวศเกษตรระดับหมูบาน ตําบล
อําเภอ จังหวัด ภาค ประเทศ กลุมประเทศ และโลก อยางไรก็ตาม ถึงแมจะแบงยอยออกเปนหลายระดับ
ดังกลาว แตพบวาในแตละระดับจะมีผลกระทบตอกันท้ังทางตรงและทางออม ท้ังในดานกายภาพ ชีวภาพ
เศรษฐกจิ สังคม และการเมอื ง (ชนวน รัตนวราหะ, 2536)
ระบบนิเวศเกษตรมคี ณุ สมบตั ทิ สี่ ําคัญ 4 ลกั ษณะ คอื
• ผลิตภาพ (Productivity) หมายถึง ปริมาณสุทธิของผลิตผลตอหนวยของทรัพยากร ซ่ึงไดแก
ท่ดี นิ แรงงาน พลังงานหรอื เงนิ ทนุ สวนมากมักจะวัดผลิตภาพในชวงของปวามีมูลคาผลผลิต
มากนอยเพยี งใด หรอื รายไดสทุ ธติ อ พื้นท่ี 1 ไร หรือตอแรงงาน 1 คน หรือตอพลังงาน 1 กิโล
แคลอรห่ี รอื ตอ เงินทุน 100 บาท เปนตน
• เสถียรภาพ (Stability) หมายถึง ระดับความมั่นคงของการผลิตท่ีไมผันแปรจนเกินไป ถึงแม
จะมีการผันแปรอยูบาง เน่ืองจากปจจัยท่ีเกิดจากสภาพแวดลอม สภาพทางเศรษฐกิจ และ
สภาพของการตลาดบางก็ตาม โดยท่ัวไปจะวัดดวยคาเศษสวนของคาสัมประสิทธิของการ
เบี่ยงเบน (Coefficient of Variation) ของผลิตภาพ
• ถาวรภาพหรือความยั่งยืน (Sustainability) หมายถึง การรักษาระดับความมั่นคงของผลิต
ภาพในระยะยาวอยางตอเน่ืองถึงแมจะมีเหตุจากปจจัยภายนอกเขามากระทบก็ไมทําใหเกิด
การผันแปรของผลิตภาพ
• สมภาพ (Equitability) หมายถึง การกระจายผลประโยชนที่เกิดจากผลิตภาพใหเกิดขึ้นกับ
ประชาชนในทองถ่ินของการผลิตวาไดรับมากนอยและทั่วถึงเพียงใด การผลิตใดที่ผลผลิตท่ี
เกิดข้ึนนั้นมีประโยชนกับคนตางถิ่นมากกวาคนในทองถ่ินยอมมีระดับสมภาพตํ่า ในทางตรง
ขามการผลิตท่ีมีผลผลิตที่เกิดขึ้นนั้นคนในทองถ่ินใชเปนอาหาร ยารักษาโรค เครื่องนุงหม ที่
อยอู าศัย พลังงาน อยางทั่วถึงยอมจะมีสมภาพที่สูง เปนตน (Conway (1986) อางใน ชนวน
รัตนวราหะ, 2536)
2.2 ปจจยั ท่ีเปนตัวกําหนดประเภทของระบบนเิ วศเกษตร
ระบบการนิเวศเกษตร (Agro-ecology) เปนระบบการผลิตพืช สัตว ประมง และปาไม ที่มนุษยได
กระทําใหเกิดขึ้นในสภาพแวดลอมธรรมชาติ เพ่ือใหไดมาซึ่งปจจัยพื้นฐานในการดํารงชีพ การแลกเปลี่ยนและ
การคาขาย โดยมีองคประกอบท่ีเปนสิ่งมีชีวิต ไดแก มนุษย สัตว พืช และองคประกอบที่เปนสิ่งไมมีชีวิตไดแก
17
ดิน น้ํา อากาศ แสงแดด ซ่ึงเปนสภาพแวดลอมทางธรรมชาติ รวมไปถึงปจจัยท่ีมีผลกระทบทั้งทางตรงและ
ทางออ ม ไดแ ก เทคโนโลยี เศรษฐกจิ สงั คม ประเพณีและการเมอื ง องคประกอบทั้งหมด มีความเก่ียวเน่ืองเปน
ลูกโซของสวนตางๆ ซึ่งอาจจะมีผลกระทบตอการจัดการเปล่ียนแปลงแกไขปรับปรุงประสิทธิภาพของ
กระบวนการผลิต โดยปจจัยท่สี งผลกระทบหรือเปนตัวกาํ หนดระบบนิเวศเกษตรน้ันประกอบดวย หลายปจจัย
สามารถจาํ แนกเปน 4 กลมุ หลกั คือ ปจ จยั ดา นกายภาพ ดา นชวี ภาพ ดานเศรษฐกิจสังคม และดานวัฒนธรรม
ประเพณี (ภาพท่ี 2.1)
กายภาพ แสงแแดดดด//ปปรรมิ มิ าณาณฝนฝน/ช/นชิดนขิดอขงอดนิงด/นิ กา/รกเขาาร ถเขึงา ถึง
ทดี่ ินน//ออณุ ณุ หหภภูมูมิ /ิ ก/การาใรหในห้ําน /ํา้ ค/วคามวลามาดลชานัดชนั
ปจจัยกําหนด ชวี ภาพ ศัตรพู ืชและศตั รธู รรมชาต/ิ โรคพืชและสตั ว /
ระบบนิเวศเกษตร เศรษฐกจิ สังคม พืชพรรณธรรมชาติ /แบบแผนการปลกู พชื /
วัชพืช /สงิ่ มีชวี ติ ในดนิ ประสิทธิภาพการ
สงั เคราะหแ สง /การปลูกพืชหมนุ เวยี น
โครงสรา งทางสังคม /ความชวยเหลือทางวชิ าการ/
ระดบั การผลติ เชงิ การคา/ แรงงาน/ ความหนาแนน
ของประชากร /เศรษฐกจิ (ราคา ตลาด ทนุ การ
เขา ถงึ สนิ เชอื่ ) /การปฏบิ ตั ิในการเพาะปลูก
วัฒนธรรมประเพณี ความรูทองถิน่ / ความเชื่อ/ อดุ มการณ /มติ ิ
หญงิ ชาย /เหตกุ ารณท ่สี าํ คญั ในอดีต
ภาพที่ 2.1 สรปุ ปจ จัยกาํ หนดประเภทของระบบนิเวศเกษตร
2.3 ระดบั ชั้นของระบบนเิ วศเกษตร (Agroecosystem hierarchy)
ระบบนเิ วศเกษตร มขี อบเขตต้งั แตขนาดเล็กในระดับไรนาของเกษตรกร ไปจนถึงระดับหมูบาน ตําบล
อําเภอ จังหวดั ภาค ประเทศ กลมุ ประเทศ และโลก ซง่ึ แตละระดับยังมีความเก่ียวของเช่ือมโยงกัน ทําใหเมื่อมี
การเปลี่ยนแปลงปจจัยแวดลอมตางๆ ในแตละระดับก็จะสงผลกระทบถึงระบบนิเวศเกษตรในระดับอื่นๆ
เชนกัน ซ่ึงระบบที่เปนองคประกอบอยูในระดับต่ํากวา จะถูกควบคุมโดยระบบที่อยูระดับสูงกวา เชน การแบง
ระดับระบบการปลูกพืช ประกอบดวย ระบบการจัดการทรัพยากรดิน ทรัพยากรนํ้า ระบบการเพาะปลูก การ
ควบคมุ ศัตรูพืช และการสนับสนนุ ปจ จัยการผลติ ท่จี ําเปนตอการเกษตร
การแบงระดับชัน้ ของระบบนิเวศเกษตรออกเปนระบบยอยๆ ตามลําดับข้ัน จะมีประโยชนท่ีสามารถชวย
ทําใหนักพัฒนาสามารถศึกษาวิเคราะหระบบนั้นๆ ไดงายและรวดเร็วย่ิงข้ึน เนื่องจากความสลับซับซอนของ
องคประกอบที่มีอยูในระบบยอยมีระดับลดลง จึงทําใหทราบอยางละเอียดขององคประกอบ บทบาทหนาที่
และผลผลิตของระบบ นอกจากน้ียังทําใหทราบถึงปฏิสัมพันธกับระบบยอยที่อยูภายใตการควบคุมของระบบ
นเิ วศเกษตรและการพัฒนาการผลติ ใหมีประสิทธิภาพสงู ข้นึ
ระบบนเิ วศเกษตรสามารถจาํ แนกออกเปน ระดับชัน้ ตางๆโดยลาํ ดับจากระบบทอี่ ยรู ะดบั ต่ําสดุ ข้ึนไปหา
ระบบที่อยูร ะดับสูงสุดได ดังแสดงใน (ภาพที่ 2.2)
18
โลก ระดบั มหภาค โลก
ทวีป ระดับกลาง ทวปี
ประเทศ
ภูมภิ าค ประเทศ
ลุม นา้ํ ลุมนํา้ ยอย ทร่ี าบน้าํ ไม
ทว มขัง และทร่ี าบน้ําทวมขงั ภมู ิภาค
หมูบาน / ชุมชน ลมุ นํ้า
หมูบา น -ชุมชน
ไร – นา / แปลงเกษตรกรรม ไร-นา/แปลงเกษตรกรรม
ระบบการเพาะปลกู /เลีย้ งสัตว
แปลงนา – ระบบการปลกู พืช/เลี้ยงสัตว ระดับจุลภาค
แปลงนา – การปลกู พืช เล้ยี งสัตวเ ฉพาะอยาง แปลงปลกู พชื
/เลย้ี งสตั ว
เฉพาะอยาง
ระบบการเพาะปลกู /เลย้ี งสตั ว
ไร-นา/แปลงเกษตรกรรม
หมูบา น -ชมุ ชน
ลมุ นาํ้
ภูมิภาค
ประเทศ
ภาพท่ี 2.2 ระดับชัน้ ของระบบนเิ วศเกษตร
• ระบบนิเวศเกษตรระดบั จลุ ภาค (Micro level) เปน ระบบท่อี ยใู นระดับตาํ่ สุด ไดแก ระบบนิเวศเกษตร
ระดับแปลงนาท่ีเกษตรกรมีการปลูกพืชเฉพาะอยางและระดับแปลงนาเปนแปลงขนาดใหญที่มีการ
ปลูกพืชหลากหลายชนดิ อยา งเปน ระบบ
• ระบบนเิ วศเกษตรทอี่ ยูใ นระดบั กลาง (Meso level) ไดแก ระบบไรนาของแตละครัวเรือนท่ีมีการผลิต
หลากหลาย พรอมท้ังเปนที่ต้ังบานเรือนท่ีอยูอาศัย สวนระบบนิเวศเกษตรที่อยูในระดับสูงขึ้นไปใน
ระดับกลางนี้ เปนระบบนิเวศเกษตรระดับหมูบานหรือตําบล ที่มีพื้นท่ีทําการเกษตรของหมูบานหรือ
ตําบลที่ประกอบดวยพ้ืนท่ีดอน นาดอนนํ้าทวมไมขัง และพ้ืนที่ราบลุมนํ้าทวมขัง และแหลงน้ํา ไดแก
ลําหวย ลาํ ธารน้าํ อยตู รงกลาง
• ระบบนิเวศเกษตรระดับมหภาค (Macro level) ซึ่งมีขนาดพ้ืนท่ีขนาดใหญประกอบดวยลุมน้ําขนาด
เล็กหลายลุมน้ํา และระดับสูงขึ้นในระดับน้ีเปนระบบนิเวศเกษตรระดับภูมิภาค ระดับประเทศ ระดับ
ทวปี และระดบั โลก ตามลาํ ดับ
19
ระบบนิเวศเกษตรแตละระดับมีความเกี่ยวของเช่ือมโยง และมีปฏิสัมพันธซึ่งกันและกันในการ
แลกเปลี่ยนผลผลิต กลาวคือ ระบบนิเวศเกษตรท่ีอยูในระดับตํ่ากวาอีกระบบหน่ึงก็จะเปนองคประกอบหน่ึง และ
อยูภายใตอ ทิ ธพิ ลของระบบนิเวศเกษตรท่ีอยใู นระดบั เหนือกวาและมีอาณาบรเิ วณขนาดใหญกวา
2.4 การประยกุ ตใชหลกั นเิ วศธรรมชาติ
1) การสรา งความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศเกษตร
การสรางความหลากหลายชนิดของสง่ิ มชี ีวิตท่ีนาํ เขา และมีอยูต ามธรรมชาติในระบบนเิ วศเกษตรให
มคี วามคลา ยคลงึ กับระบบนิเวศธรรมชาติน้ัน จะชวยใหเกดิ ผลดตี อการผลิต ดังนี้
(1) การปองกนั กําจัดศตั รูพชื
การปลูกพืชหลายชนิดปะปนกันบนพื้นท่ีและเวลาเดียวกันจะเปนท้ังตัวปองกันภัยตาม
ธรรมชาติ และเปนที่อยูอาศัยของศัตรูธรรมชาติของศัตรูพืช ใหมีท้ังชนิดและปริมาณมากข้ึนอยางตอเน่ือง ความ
ซับซอนหลากหลายของส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศเกษตร จะกอใหเกิดเสถียรภาพและความยั่งยืนขององคประกอบ
โดยเฉพาะทรัพยากรดิน นํ้า และส่ิงแวดลอม รวมทั้งความสามารถในการผลิตของระบบนั้น และศัตรูพืชจะมี
การระบาดลดนอ ยลงอกี ดวย
(2) การฟน ฟูและรักษาความอดุ มสมบูรณของดิน
การปลกู พชื หลากชนิดและผสมผสานเขากับการเล้ียงสัตว เปนวิธีการท่ีสรางความเก้ือกูล
ซึ่งกันและกันอยา งสมดลุ ของแรธ าตุอาหาร เปนการปรับปรุงบาํ รุงฟน ฟแู ละรกั ษาความสมบูรณของดิน
(3) การสรางรายไดทมี่ เี สถียรภาพมนั่ คงดว ยการเพ่มิ ประสิทธภิ าพการใชท ่ีดิน
การปลูกพืชและการเล้ียงสัตวหลากชนิดที่ผสมผสานกันอยางเหมาะสมและเปนไปตาม
หลกั ธรรมชาติ ส่ิงมีชีวิตจะมีความเก่ียวของเช่ือมโยงและมีปฏิสัมพันธเกื้อกูลตอกัน เชน การปลูกพืช การเลี้ยง
สัตว และประมงหลายชนิดผสมผสานกันในพ้ืนที่และเวลาเดียวกัน ซ่ึงจะชวยทําใหเกิดผลผลิตอยางตอเน่ือง
และเพิ่มรายไดแทนท่ีจะมีการปลูกพืชหรือเล้ียงสัตวชนิดเดียว เปนตน ดังน้ันการผลิตเลียนแบบระบบนิเวศ
ธรรมชาติจึงเปน การชวยสรางรายไดใหส งู ขน้ึ อยางตอ เน่ืองในระยะยาว
(4) ปรับปรงุ สขุ ภาพอนามัยและคุณภาพชวี ิตของมวลมนษุ ย
การปลูกพืชยืนตนและไมยืนตนผสมผสานในระบบเกษตรกรรมเปนการสรางและเพิ่ม
ความรมรื่นแกมนุษย อีกท้ังยังเปนการเสริมสรางความชุมช้ืนใหแกพื้นที่ ดังน้ันการปลูกพืชแบบหลากชนิดจึง
เปนการชวยปรับปรุงสุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิตของประชากร และความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและ
สงิ่ แวดลอม
1) ลกั ษณะการมีปฏิสมั พันธก นั ระหวางสิง่ มีชวี ติ ในระบบนิเวศ
หากพจิ ารณาจากหลกั ของนเิ วศธรรมชาติแลว การสรางระบบนิเวศเกษตรใหหลากหลายและ
มีการจัดการใหเกิดความเก้ือหนุน และควบคุมซ่ึงกันและกัน จะเอื้อประโยชนหลายประการ เชน การควบคุม
โรคและศัตรูพืช การปรับปรุงดิน การสรางความรมร่ืน และเพ่ิมประสิทธิภาพการใชที่ดิน โดยรวมแลวนําไปสู
ความมั่นคง ย่ังยืน ของระบบ และสามารถสรางประโยชนใหกับเกษตรกรไดมากกวาการทําการเกษตรเชิงเดี่ยว
ซง่ึ มีรูปแบบที่หา งออกไปจากระบบนเิ วศธรรมชาติมาก
รูปแบบและกลไกของการมีปฏิสัมพันธตอกันขององคประกอบ โดยเฉพาะระหวางองคประกอบที่
มีชีวิต เพื่อประยุกตใชเปนแนวทางพัฒนาระบบนิเวศเกษตรใหสามารถเกิดศักยภาพในการผลิตและตอบสนอง
ตอ ความตองการอยางพอเพยี งตอไปในระยะยาว สรุปไดด งั นี้
20
การมีปฏสิ ัมพันธใ นเชงิ สนับสนนุ เกื้อกลู กัน (Symbiosis)
• ระหวางพืชกับพืช พืชสามารถชวยเหลือเกื้อกูลกัน เชน การปองกันแสงแดดและใหรมเงา
พืชเปนท่ีอยูอาศัย เปนแหลงอาหารของแมลงศัตรูพืช ชวยปองกันวัชพืช เก็บรักษาความช้ืน
และพืชบางชนดิ สามารถไลและทําลายแมลงศัตรูพืช เปนตน
• ระหวางพชื และสตั ว สามารถชว ยเหลือเก้อื กลู กันในเรอ่ื งดา นอาหาร เชน เปนอาหารซ่ึงกัน
และกัน ใชพืชเปนยาสมุนไพรรักษาโรคของสัตว ปองกันศัตรูและสิ่งแวดลอมท่ีไมเหมาะสม
ไมใหเกิดขน้ึ จลุ ินทรยี ช ว ยยอยสลาย แรธาตอุ าหารของพืชและสัตว เปนตน
การมปี ฏิสมั พนั ธใ นเชงิ แขง ขนั ทําลายกนั (Antagonist)
• ระหวางพืชกับพืช การปลูกที่ไมเก้ือกูลกันจะกอใหเกิดการแขงขันทําลายกัน เชน แยงกัน
ในเร่อื งนาํ้ อาหาร และแสงแดด เปน ตน
• ระหวา งสัตวและสัตว โดยเฉพาะแมลงศตั รูพชื หลายชนดิ ที่กนิ พืชชนดิ เดียวกนั เปนอาหาร
• ระหวางพืชและสัตว เชน การปลูกพืชเดียวทําใหศัตรูธรรมชาติของแมลงศัตรูพืชนอยลง
แมลงศัตรจู ะสามารถแพรพันธุแ ละระบาดไดอ ยา งรวดเรว็ ย่งิ ขึ้น
อยางไรก็ดี การใชประโยชนจากหลักการปฏิสัมพันธในระบบนิเวศดังกลาวนั้นมีทั้งทางตรง (Direct
interaction) และทางออม (Indirect Interaction) ในเชิงเก้ือกูลสนับสนุน (Symbiosis) หรือในทางแขงขัน
ทําลาย (Antagonist) และในทางที่เปนอาหาร เพ่ือบริโภคในวงจรอาหาร (Food Chain) หลักการดังกลาวน้ี
สามารถนํามาใชในการจัดการระบบนิเวศเกษตรเพื่อใหเกิดผลตอบแทนสูงสุดในขณะท่ีทรัพยากรธรรมชาติไม
ถกู ทําลาย หรอื ถูกทําลายนอ ยท่ีสดุ ในที่น้ีจะขอยกตัวอยางการใชประโยชนจากความสัมพันธ หรือปฏิสัมพันธ
ของพชื และสตั วใ นระบบนเิ วศเกษตรไวด งั ตารางที่ 2.1 (ชนวน รัตนวราหะ, 2536)
ตารางท่ี 2.1 สรุปการใชประโยชนจากปฏิสัมพันธข องพืชและสัตวในระบบนิเวศเกษตร
หลักการ รปู แบบการ ตวั อยางการใชป ระโยชน
ปฏิสัมพนั ธ ปฏสิ มั พนั ธ
ปฏสิ มั พนั ธ (1) ปฏสิ ัมพันธ • พชื ตระกูลถัว่ ชวยตรงึ ไนโตรเจนใหก บั พืชชนดิ อ่นื
เชิงเกือ้ กลู ระหวางพชื กับ • พชื ยนื ตนใหรม เงากับพชื ทตี่ องการแสงนอ ย เชน กาแฟ โกโก ชา สมุนไพร
พืช • พืชเปนอาหาร และที่อยูอาศัยใหกับแมลงศัตรูธรรมชาติเพ่ือชวยกําจัดศํตรูพืช
ไมใหเกิดกับพืชชนิดอื่นๆ เชน การปลูกถ่ัวลิสงระหวางแถวในแปลงขาวโพด จะ
ชว ยทาํ ใหแมลงศัตรูธรรมชาตไิ ดม าอาศัยอยใู นถัว่ ลิสงมากและชว ยกาํ จัดแมลงศตั รู
ของขาวโพด
• พชื ยืนตนเปนที่อยูอาศยั และอาหารแกพ ชื ประเภทเถา และกาฝาก เชน พริกไทย
พลู ดีปลี กลวยไม ฯลฯ
• พืชที่ปลูกแซมระหวางแถวของพืชหลัก จะชวยปองกันไมใหวัชพืชขึ้นแยงอาหาร
กับพืชหลักที่ปลูก เชน การปลูกถั่วเขียว และแซมขาว เปน ตน
• พืชแซมระหวางแถวไมยืนตนในระยะเร่ิมปลูกจะชวยบังลม บังแดดและเก็บ
ความช้ืนในดินใหกับพืชยืนตน เชน ปลูกกลวยแซมยางพาราจะชวยใหยางพารา
เตบิ โตไดเร็วข้ึนกวายางพาราทีไ่ มมกี ลวยปลูกแซม
21
หลกั การ รูปแบบการ ตวั อยา งการใชประโยชน
ปฏสิ ัมพนั ธ ปฏิสัมพนั ธ
• พืชชวยไล และทําลายแมลงศัตรูพืชไมใหเขามาทําลายพืชท่ีตองการอารักขา เชน
(2) ปฏิสมั พนั ธ ตะไครหอม ถัว่ ลิสง ดาวเรือง ตนหอม แมงลัก โหระพา ฯลฯ ชวยไลแมลงศัตรูพืช
เกื้อกลู ระหวา งพืช เชน กรณีการศึกษาของ จรัส ชื่นราม และคณะ (2534) รายงานวา ถ่ัวลิสง
สัตว ประมง ดาวเรือง เปนพืชที่สามารถจะชวยลดประชากรของไสเดือนฝอยศัตรูพืชชนิด
Meloidogyne spp.
ปฏสิ ัมพนั ธเชงิ (1) ปฏสิ มั พันธเ ชงิ
แขงขนั ทาํ ลาย แขงขนั ทําลาย • เศษเหลือของพืชใชเปน อาหารปลา
ระหวา งพชื กบั • พืชยืนตน ชวยบงั ลม บังแดด บังฝนใหกบั สตั ว
พชื • พืชสมุนไพรเปนยารกั ษาโรคใหก ับสตั ว
• ปลาชวยกินแมลงศตั รูพชื และวัชพืช ใหกบั พืชทีป่ ลกู ในสภาพน้ําทวมขัง เชน ขาว
(2) ปฏิสัมพันธเชงิ • ปลาชวยใหอนิ ทรยี วัตถุกบั พชื จากการถายมลู ตกตะกอนในบอเลย้ี งปลาซ่ึง
แขง ขันทาํ ลาย
ระหวางพืช สามารถลอกขนึ้ มาเปนปยุ กบั พืช และการเลยี้ งปลาในนาขา ว
สัตว ประมง • เปด หา น แพะ ววั ควาย ฯลฯ ชวยกําจดั วชั พืชในสวนผลไมแ ปลงปลกู หมอน
• มูลสตั วท กุ ชนิดสามารถใชประโยชนเปนปุยกบั ตนพชื
• ผง้ึ ชว ยผสมเกสรของพชื
• แมลงที่มปี ระโยชนหลายชนดิ ไดอ าศยั พชื เปน อาหาร และทอ่ี ยอู าศยั
• จลุ นิ ทรยี ชวยยอยสลายซากพืช และสตั วใ หเ ปนปุยกบั ตน ไม
• แมลงศัตรธู รรมชาตจิ าํ นวนมากชว ยควบคมุ ประชากรแมลงศตั รพู ชื ไมใ หข ยายพันธุ
จนเกิดระบาด
• พืชแยง อาหาร นํา้ และแสงแดดกบั พชื อืน่ เชน มะมว งปลูกแซมในปา ไมธ รรมชาติ
ได แตไ มส ามารถปลูกแซมในตนยคู าลปิ ตสั เพราะถกู ยคู าลปิ ตสั แยงน้าํ และธาตุ
อาหารโดยเฉพาะในชว งฤดแู ลง ทข่ี าดนํ้า
• พืชเปนอาหาร และท่ีอยูอ าศยั อยางตอ เน่ืองของศตั รพู ชื อื่นในระบบนิเวศเดียวกัน
เชน ขา วโพด เปนพชื อาศัยของหนอนเจาะสมออเมริกนั (Helothis spp.) และ
เพลี้ยออน (Aphid) ของฝา ย
• การเลย้ี งสตั วจาํ นวนมากเกนิ ไปจะทาํ ใหป ริมาณพชื ท้งั ในสภาพท่ีปลกู และใน
สภาพธรรมชาตไิ มเพยี งพอ จะเกดิ สภาพแวดลอมทีแ่ หงแลง ดินถูกชะลา งดว ยลม
และฝน จนเกิดสภาพทะเลทราย
• มูลสตั วท ่ถี ายออกมาจากการเลย้ี งสตั วจ ํานวนมากเกนิ ไปทาํ ใหเ กิดนา้ํ เนา เสยี
• การปลูกพืชทีม่ กี ารใชส ารเคมกี าํ จดั ศัตรูพืช จะเกดิ พษิ ตกคา งในนา้ํ และผลติ ผลที่
เปนพษิ ตอสัตวและปลา
• การปลูกพืชเดย่ี ว หรือเนนการปลกู พชื เพอื่ ใหผ ลผลติ อยา งใดอยา งหนง่ึ สงู สดุ และ
ได กาํ ไรสงู สดุ จะทําใหส ภาพแวดลอ มของสตั วท เ่ี ปน ประโยชน เชน แมลงศัตรู
ธรรมชาตหิ มดไปดวย แลวเปดโอกาสใหศตั รพู ชื ซ่ึงมีอาหารบริบรู ณส ามารถ
ขยายพันธุอยา งรวดเรว็ และเกิดระบาดทาํ ลายพืชผลเหลา นัน้
22
หลกั การตา งๆ ดงั กลา วสอดคลอ งกบั รายงานของ Dover & Talbot (1987) อางไวในวิทูรย ปญญากุล
(2556) โดยเฉพาะหลกั การท่วี า ระบบนิเวศเกษตรท่ีมคี วามหลากหลาย เปน ระบบทมี่ ีเสถียรภาพมากกวาระบบ
ท่ีมีสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียว แตเสถียรภาพท่ีจะเกิดขึ้นนั้นตองข้ึนอยูกับความสอดคลองเหมาะสมของพืชและ
สัตวตามหลักของความสัมพันธในระบบวาจะเปนแบบเกื้อกูล หรือแขงขัน-ทําลาย ซ่ึงประเด็นนี้ผูจัดการระบบ
นิเวศเกษตร จะตองมีความรูความเขาใจถึงหลักความสอดคลองกลมกลืนในระบบนิเวศเกษตรดวย เชน ความ
เขาใจเกี่ยวกับธรรมชาติ และความตองการของพืชแตละชนิด เพื่อใหสามารถเลือกชนิด และจัดการไดอยาง
เหมาะสม เชน
(1) มรี ะบบรากตา งกนั บางชนิดรากลึก บางชนิดรากตื้น
(2) ตองการธาตุอาหารในชนิด และปริมาณท่ีตางกัน และพืชแตละชนิดมีประสิทธิภาพในการใชธาตุ
อาหารตา งกนั
(3) ชอบแสงและรม เงาทีแ่ ตกตา งกนั
(4) ตองการความชน้ื ในดนิ และในอากาศท่แี ตกตา งกัน
(5) เหมาะสมกบั สภาพดนิ ทต่ี า งกนั
(6) ความจําเปน ในการใชแ รงงาน ในการจดั การ ดูแลรักษาท่ีตางกัน
(7) มีความตอ งการของตลาด และความเสย่ี งในเรือ่ งการตลาดท่ตี า งกัน
นอกจากน้ี ความเขา ใจในลกั ษณะของความเกือ้ กูลของพืชในระบบนิเวศเกษตร นับวาเปนปจจัยสําคัญ
ในการจัดการกิจกรรมในระบบ เพ่ือใหเกิดประโยชนสูงสุด เชน สรางระบบจุลภูมิอากาศท่ีเหมาะสมใหกับพืช
อ่ืน ผลิตสารเคมีที่เปนประโยชนหรือเปนโทษตอพืชอื่น ชวยลดจํานวนศัตรูพืช ควบคุมวัชพืช เปนสมุนไพรให
คนและสัตว เปน สมนุ ไพรปราบศัตรพู ชื และไลแ มลง ผลิตและเคล่ือนยายธาตุอาหาร (เชน ตรึงไนโตรเจน) ผลิต
ชีวมวลที่เปนอาหารของพืชหรือสัตว เพ่ิมหนาดินหรือโครงสรางของระบบรากพืช มีระบบรากลึกเพ่ือชวย
หมนุ เวียนธาตอุ าหาร เปน ตน ตวั อยางเชน การปลูกพืชแนวระดับท่ีชวยอนุรักษดินและนํ้า ผลผลิตเปนอาหาร
และเชื้อเพลิง หรือ กรณีปลูกพืชเปนรั้วรอบแปลง นอกจากชวยกันสัตวจากภายนอกเขามาในแปลง และ
ชวยกนั ลมแลว ยงั เปน อาหาร เช้อื เพลงิ อาหารสตั ว หรือสมุนไพรไดดว ย
จะเห็นวาการศึกษานิเวศธรรมชาติ เพ่ือนํามาปรับใชในการจัดการระบบนิเวศเกษตรน้ันเปนเรื่อง
จําเปนเพื่อสรางระบบการเกษตรท่ียั่งยืน ยกตัวอยางเชน กรณีระบบวนเกษตร ซ่ึงเปนระบบการเกษตรที่เนน
เลียนแบบสภาพนิเวศธรรรมชาติ โดยเฉพาะนิเวศปาไม ท่ีใชหลักของความหลากหลายและการเก้ือกูลโดย
ธรรมชาตทิ าํ ใหร ะบบเกิดความม่ันคงและยั่งยืน โดยเฉพาะการหมุนเวียนธาตุอาหารในระบบ ไดมากกวาระบบ
เกษตรท่ีปลูกพืชชนิดเดี่ยว ดังที่ Nair (1984) อางถึงใน Nair (1993) ไดนําเสนอภาพจําลองใหเห็นความ
แตกตางของระบบนเิ วศธรรมชาติ และนิเวศเกษตรแบบเชงิ เดีย่ วกบั วนเกษตร (ในอุดมคติ) ไวดังภาพที่ 2.3
จากภาพท่ี 2.3 จะเห็นไดวา ระบบนิเวศพืชเชิงเด่ียว แมวาจะมีการเติมปุย (ธาตุอาหาร) จากนอก
ระบบ แตมีการสูญเสียธาตุอาหารออกนอกระบบคอนขางมากในรูปของผลผลิต ในขณะที่ขาดระบบการ
หมุนเวยี นโดยพชื ยืนตน รวมถงึ ไมม ีพืชทําหนาทชี่ ะลอการกดั เซาะพังทะลายของดินจากลม และการไหลของน้ํา
ทําใหโดยรวมแลวมีการสูญเสียท่ีมากกวา ระบบวนเกษตร ซึ่งแมวาจะมีการเก็บผลผลิตออกไปนอกระบบแตมี
ระบบหมนุ เวยี นธาตุอาหารในระบบท่ีชวยใหล ดการสูญเสียลงไดมากกวาเกษตรเชิงเด่ียว ดังน้ัน ย่ิงถาเกษตรกร
สามารถจัดการใชป ระโยชนจากการเกื้อกูลกันของพืชและสัตวไดอยางเหมาะสม จะทําใหระบบวนเกษตร ชวย
เพ่ิมประสิทธิภาพการใชที่ดินใหสูงขึ้น ในขณะท่ียังรักษาสมดุลของธาตุอาหาร และสภาพแวดลอมในแปลง
เกษตรไวไ ดเ ปนอยา งดี
23
นเิ วศปา ธรรมชาติ นิเวศเกษตรเชงิ เดยี่ ว นิเวศเกษตรในระบบวนเกษตร
ธาตอุ าหารจากอากาศ ทรงพุมขนาดใหญ ฝน ธาตอุ าหารถูกนําออก ฝน ธาตอุ าหารที่ถูกนาํ ออกนอก
นอกระบบมาก ระบบไดรบั การทดแทนดว ยการ
ธาตอุ าหารไมไดถกู ใบไมรวงลงดิน/การ หมนุ เวียนในระบบและการเพม่ิ
นําไปใช การหมุนเวยี นโดยพชื ตัดแตง ทรงพมุ ประสิทธภิ าพ
มนี อ ย ไมคอยมใี บไม
ใสปุย ใสปยุ
ผวิ ดิน หนา ดินถกู หนา ดนิ ถกู ชะ หนา ดนิ ถกู ชะ
จลุ ภูมิอากาศ ชะลา ง/กัด ลาง /กัดเซาะ ลา ง /กดั เซาะ
เหมาะสม ใบไมรว งสู เซาะนอ ย มาก นอ ย
หนาดนิ
ธาตอุ าหารราก เชอ้ื ราไมคอไรซาชวยยอ ยสลาย สะสมทผ่ี ิวดนิ หรอื ราก จุลนิ ทรียใ นดนิ เชือ้ ราไมคอไรซา แบง ปน ธาตอุ าหาร
ทีเ่ นา เปอ ย ปรับปรงุ ดนิ /ธาตุอาหาร มีนอย ยอ ยสลาย-ปรับปรงุ ธาตุอาหารจากรากทเ่ี นา เปอย
ดนิ /ธาตุอาหาร
สูญเสยี ธาตุอาหารมากโดยเฉพาะ รากพืชทอี่ ยลู กึ ดดู ไปใช
ในชว งท่ไี มม กี ารเพาะปลกู
รากพชื ท่อี ยลู กึ ดดู ไปใช สูญเสยี เล็กนอย
ดินและธาตุอาหารจาการผุพงั ของหิน
ดินและธาตอุ าหารจากการผพุ งั ของหิน ดนิ และธาตอุ าหารจาการผุพงั ของหนิ
การสญู เสยี (ผลผลติ ) จากระบบนอ ยมาก สูญเสีย (ผลผลติ ) จากระบบคอ นขางมาก สูญเสีย (ผลผลติ ) จากระบบนอ ยมาก
ที่มา: ปรับจาก Nair (1984) อางถงึ ใน Nair (1993) และวิทูรย ปญ ญากุล (2547) อางถงึ ในอาทติ ยา พองพรหม (2560)
ภาพท่ี 2.3 ภาพจาํ ลองแสดงความสัมพันธ และประโยชนจ ากระบบวนเกษตรเปรยี บเทียบกบั ระบบเิ วศปาธรรมชาตแิ ละนเิ วศ
เกษตรเชิงเดย่ี วทัว่ ไป
2) ลักษณะของการคดั เลอื กสายพันธุตามธรรมชาติเพ่อื ใหส ายพนั ธมุ ีความคงอยู
ส่ิงมีชีวิตในระบบนิเวศธรรมชาติจะไดรับการคัดเลือกใหดํารงสภาพชีวิตอยูอยางเหมาะสมกับ
สภาพของสิ่งแวดลอมธรรมชาติเฉพาะแตละทองที่ ดังนั้นจึงควรมีการทดสอบความเหมาะสมของพันธุตางๆ
ที่จะทําการปรับปรุงโดยเฉพาะปญหาเร่ืองความตานทานตอโรคและแมลงที่มีอยูแลวในแตละทองถ่ิน เพื่อที่จะ
ไดคัดเลือกพันธุที่เหมาะสมกอนสงเสริมเผยแพรต อ ไป
3) การปลูกพืชผสมผสานแบบหลายระดบั
หลักการปลกู พืชหลายระดับหรือปลูกโดยใชหลักการจัดลําดับช้ันความสูงของพืช มีพ้ืนฐานมา
จากการจัดชั้นเรือนยอดของตนไมในนิเวศปาไม โดยพบวาในปาฝนเขตรอนท่ัวไป ที่มีความอุดมสมบูรณ จะมี
ตน ไมปกคลุมในหลายระดับ นบั ตั้งแตพืชคลุมดิน ไมพุม เถาวัลย ไมเรือนยอด และไมใหญ โดยทั่วไป กรณีการ
จัดช้ันในแนวด่ิง (Vertical stratification) ซงึ่ เปน การจัดชัน้ ทีเ่ กีย่ วขอ งกบั ปจจัยของการไดรับแสง สวนใหญจะ
แบง ออกเปน 4 ช้ัน คอื
(1) ชั้นเหนือเรือนยอด-ช้ันบน (Emergent Layer) เปนกลุมไมท่ีมีเรือนยอดสูงกวาระดับของ
เรอื นยอดของพืชอื่นทั้งหมด เรือนยอดของพชื กลุม น้ีจะไดรบั แสงเตม็ ทีท่ ั้งดานบนและดานขา งเกอื บ 100%
(2) ชั้นเรือนยอดระดับบน (Canopy Layer) ไมจําพวกน้ีจะเปนไมที่มีเรือนยอดอยูในระดับ
เดียวกับระดับของยอดไมทั้งปา จะไดรับแสงมากทางดานบนของเรือนยอด ประมาณไมเกิน 95 % สวน
ดา นขา งของเรือนยอดจะไมไดร บั แสงหรอื รับไดน อยมาก ตัวเรอื นยอดมักจะมีขนาดปานกลาง
24
(3) ช้ันเรือนยอดระดับกลาง หรือ ใตเรือนยอด (Understory Layer) เปนกลุมไมช้ันกลาง ที่มี
เรือนยอดอยูต่ํากวาระดับเรือนยอดของไมท้ังบริเวณ แตอาจจะมีสวนใดสวนหน่ึงของเรือนยอดไดรับแสง
โดยตรงจากขา งบนบา งเลก็ นอย แตด านขางเรือนยอดนนั้ ไมไดร บั แสงเลย ไดร ับแสงประมาณ 5% โดยปกติแลว
“ไมกลาง” จะมีเรอื นยอดเล็กและถูกเบียดจากขา งๆหรอื รอบๆมาก
(4) ช้นั ลา งสุด หรือพืน้ ปา (Forest Floor) ไมช้ันลางเปนไมที่มีเรือนยอดตํ่ากวาระดับเรือนยอด
ของไมท ้ังบรเิ วณ เรือนยอดจะไมไดรับแสงโดยตรงเลย หรือนอยมาก ประมาณไมเกิน 2% ไมวาจะทางดานบน
หรือรอบๆ เรือนยอด ยกเวนจะมีตนไมใหญลม แลวเกิดชองวาง (องคกรพิพิธภัณฑวิทยาศาสตร, มปป.
[เอกสารออนไลน] )
ความสูงจากพน้ื (เมตร) ช้นั เหนอื เรือนยอด
40
30 ช้ันเรอื นยอดบนสดุ
ชัน้ เรือนยอดรอง
20
10 ช้ันเรือนยอดลาง
0.1 1.01
ชน้ั ไมพ ุม
10 100 ความเขม ของแสง ชั้นพืชลม ลุก
รอ ยละของแสงแดดเต็มท่ี ช้นั ผิวดนิ
ชน้ั ใตดนิ
ภาพที่ 2.4 แบบจาํ ลองความสูง และการไดร ับแสงของตน ไม
อยางไรก็ตาม จํานวนชั้นเรือนยอดในแตละสังคมพืชนั้น จะแตกตางกันไปตามลักษณะของสังคมนั้นๆ
ในบางพื้นท่ีอาจประกอบดวยชั้นเรือนยอดต้ังแต 5 ถึง 7 ช้ัน คือ อาจประกอบดวยไมใหญ 2-3 ช้ัน ไมพุม 2 ชั้น
และชนั้ ของไมล ม ลุก และลูกไม สวนท่ีผิวดินเปนชั้นของมอสสและไลเคนท สวนในดินอาจจําแนกชั้นลึกลงไปได
ตามระดบั ชนั้ ของเรือนรากและส่ิงมชี ีวติ ในดิน การจดั จําแนกชนั้ โดยทัว่ ไปอาจแบงได ดงั น้ี
• ช้ันเหนอื เรอื นยอด (Emergent) เปน ช้ันไมทมี่ ีความสูงเปนพเิ ศษโผลเ หนอื เรือนยอดไมอ่นื อยูห า งๆ
• ชั้นเรือนยอดบนสุด (Top Canopy or Upper Layer) เปนไมที่ประกอบดวย เรือนยอดช้ันบน มี
เรอื นยอดในระดับเดยี วกัน และตอ เน่ืองกนั ไปอาจมชี อ งวางเกดิ ข้นึ ไดในบางตอน
• ชัน้ เรือนยอดช้นั รอง (Secondary Canopy or Layer) เปนไมขนาดกลาง ตอ งการแสงนอยกวา
ชนิดไมท ่ีอยูในชน้ั บน มักแทรกอยูระหวา งชองวางของไมชั้นบน และทาํ ใหเ รือนยอดปาแนน ทบึ
• ชนั้ เรือนยอดชั้นลาง (Lower Canopy or Layer) เปน ไมขนาดเลก็ มีความทนรม สูง บางครง้ั
ขนึ้ ผสมกบั ไมพ ุมสูงปรากฏอยูภายใตเรอื นยอดช้นั บน
• ช้ันเรือนยอดของไมพุมเตี้ย (Lower Shrub Layer) เปนชั้นของไมพุมเตี้ย มีความสูงไมเกิน 2
เมตร
25
• ชั้นของหญาและพืชลมลุก (Grass and Herb Layer) เปนชั้นท่ีประกอบพวกหญาและพืช
ลม ลกุ บางครง้ั อาจเรยี กชนั้ Forest Floor
• ช้ันผวิ ดิน (Ground Surface Cover) เปนช้ันของมอสส ตะไคร ไลเคนท หรอื พืชขนาดเลก็
• ชน้ั ใตด นิ (Subterranean Layer) เปนช้ันของรากพชื และสงิ่ มีชีวติ ขนาดเล็กในดนิ
เมื่อพิจารณาระดับชน้ั ของตนไม และแสงที่ไดรับ พืชตนสูงจะตองการแสงแดดมากกวาสวนพืชช้ันลาง
ลงไปก็จะเปนกลุมท่ีปรับตัวใหเจริญเติบโตไดภายใตรมเงา หรือในสภาพที่มีแสงแดดเพียงเล็กนอย ตนไมที่
เจริญเติบโตในพื้นท่ีท่ัวไปตามธรรมชาติ จึงสามารถแบงออกไดตามความตองการแสงท่ีแตกตางกัน คือ ไมยืน
ตน จะไดร ับแสงอยา งเตม็ ที่ ใบและกิ่งกานสามารถดูดซับแสงไวไดประมาณรอยละ 50 จากแสงทั้งหมดรอยละ
100 สวนปริมาณแสงท่ีเหลืออีกรอยละ 50 จะถูกสงผานไปยังพืชท่ีอยูชั้นต่ํากวาตามลําดับ เหลือถึงไมพุม
ประมาณรอยละ 10 และรอยละ 1-5 ไปยังไมลมลุก และไมคลุมดิน และเหลือเพียงประมาณ รอยละ 0.1 ถึง
พืน้ ดิน (จากภาพที่ 2.4) (วิทรู ย เล่ยี นจาํ รญู , 2530)
26
3 หลกั การและรูปแบบเกษตรกรรมยงั่ ยนื
3.1 ปญหาของเกษตรกรรมเคมีเชงิ เด่ยี ว
หลังจาก“ยุคการปฏิวัติเขียว” (Green Revolution) ซึ่งเปนการเปลี่ยนแปลงครั้งสําคัญในภาค
การเกษตร ท่ีนําความกาวหนาทางวิทยาศาสตรเกษตรและเทคโนโลยี มาใชในการเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิต
สินคา เชน การใชพันธุพืช พันธุสัตวท่ีใหผลผลิตสูง ใชเคร่ืองจักรกลทางการเกษตร ไถพรวนไดลึกมากข้ึน
ทดแทนแรงงานสัตว สามารถผลิตไดทกุ ชว งเวลา และมีผลผลติ อยางตอเนื่อง เหตการณดังกลาวเกิดขึ้นในชวงป
ค.ศ. 1960 โดยเร่ิมตนจากเทคโนโลยีการผลิต เชน การผสมพันธุพืช สัตวที่ใหผลผลิตสูง การใชสารเคมีชนิด
ตา ง ๆ เปน ปจจัยการผลิตทส่ี าํ คญั และการใชเคร่ืองจักรกลการเกษตร เปนตน ซึ่งนําไปสูการเปล่ียนแปลงดาน
อ่ืนๆ ท้ังดานเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ตลอดจนสุขภาพอนามัยและระบบนิเวศวิทยาของโลก
"การปฏิวัติเขียว" กลายเปนนโยบายหลักของเกือบทุกประเทศ รวมท้ังประเทศไทย ซึ่งประชาชนสวนใหญ
โดยเฉพาะเกษตรกรตางถูกโนมนาว สงเสริมใหยอมรับระบบการเกษตรดังกลาวดวยวิธีการตาง ๆ รวมทั้งผาน
ระบบการศกึ ษาและสอ่ื สารมวลชน จนกระทัง่ กลายเปนกระแสหลักของระบบการเกษตรจนถึงปจ จุบนั
การปฏิวัติเขยี วเขาสปู ระเทศไทยประมาณสิน้ สงครามโลกครั้งท่ี 2 ผลท่ีเกิดข้ึนในประเทศไทย คือ การ
เปล่ียนรูปแบบการเกษตรของไทยจากการผลิตเพอ่ื บริโภคในครวั เรือนเปนหลักมาเปนเพื่อขาย เชน การเปล่ียน
วิถีการทํานาจากเพ่ือกินเหลือจึงขาย มาเปนปลูกเพื่อขายมีระบบชลประทานและขาวพันธุใหมทําใหเกษตรกร
ทํานาไดตลอดป เกิดจากจางแรงงาน ใชเครื่องจักร ปุยเคมีและสารเคมีกําจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น ตนทุนการทํา
เกษตรสูงข้ึน และชาวนากําหนดราคาพืชผลเองไมได นอกจากขาวแลวยังมีการขยายการเพาะปลูกพืชไรชนิด
อนื่ ที่เนนการเพ่ิมผลผลิตจากการปรับปรุงพันธุใหม การใชปุยเคมี และการใชสารเคมีจํานวนมาก ผลผลิตเกิน
ความตองการของตลาด ราคาตกตํ่า ผันผวนทรัพยากรการผลิตเส่ือมโทรม ตนทุนสูงขึ้นเรื่อยๆ อยางไรก็ตาม
รปู แบบการผลติ ดังกลา วไดรบั การยอมรับแบบฝงลึกในสังคมการเกษตรไทย จนกลายเปนรูปแบบเกษตรกระแส
หลกั เชนเดยี วกับในหลายประเทศทัว่ โลกจนถึงปจจบุ ัน
จะเห็นไดวา แมวาการปฏิวัติเขียวจะมีจุดเดนคือการนําเอาความกาวหนาทางวิทยาศาสตรและ
เทคโนโลยมี าใชเพิม่ ประสิทธิภาพการผลิตสินคาเกษตรท่ีเห็นผลชัดเจน แตจุดออนคือการละเลยผลกระทบเชิง
ลบดานอื่นๆ เชน สังคมและส่ิงแวดลอมโดยเฉพาะผลกระทบตอระบบนิเวศวิทยาซ่ึงมีความละเอียดออนและ
ซับซอ น กลาวคือ แมผ ลผลติ จะเพิ่มขึ้นแตก ลับพบวาไมไ ดช วยใหเ กษตรกรพน ความยากจนลง ในขณะที่รูปแบบ
การเกษตรทีเ่ ปลยี่ นไปใชสารเคมีจํานวนมากทําใหทรัพยากรดิน นํ้า และระบบนิเวศเสื่อมโทรมลง ในเอกสารน้ี
ขอยกตวั อยางปญหาหลักๆ ที่เกิดจากเกษตรเคมเี ชิงเดีย่ ว มาไวพ อสังเขปดังนี้
3.1.1 ปญหาดานนิเวศของการเกษตรเคมเี ชิงเดย่ี ว
ดินเสื่อมโทรม: การใชปุยเคมี ทําใหดินขาดอินทรียวัตถุจะสงผลใหโครงสรางดินเสีย ดินแนน
ความสามารถในการเก็บกักนํ้าลดลง ความสามารถในการยึดจับธาตุอาหารนอยลง ความบกพรองของธาตุ
อาหารรอง จุลินทรียลดจํานวนลงและหยุดทํางาน และเม่ือประกอบกับการสารเคมีเปนเวลานานจะสงผลให
คุณสมบัติดานกายภาพ ชีวภาพ และเคมีของดินเสียไป เชน ดินเปนกรด เกิดการเรงการสลายตัวของฮิวมัส
ทาํ ลายจุลินทรียใ นดินบางชนดิ จนเสียสมดุล
27
การระบาดของศัตรูพืชรุนแรงข้ึน: ดินเสื่อม ทําใหพืชออนแอลง ถูกศัตรูพืชรบกวนและทําลายได
โดยงา ย
คุณภาพอาหารดอยลง: นอกจากสารเคมีจะตกคางปนเปอนในผลผลิตที่เปนอาหารแลว ยังสงผล
กระทบตออาหารท่ีผลิตได คือ เก็บรักษาไดไมนานหรือเกิดการเนาเสียงาย รสชาติดอยกวาผลผลิตจาก
ธรรมชาตแิ ละแบบไมใชปุยเคมแี ละสารเคมี
มลพิษในดิน นํ้า อากาศ: สารพิษที่ใชจะตกคางในดิน น้ํา และบรรยากาศ บางชนิดตกคางเปน
เวลานานกวาจะสลายตัว เชน DDT คางมากกวา 10 ป นอกจากจะทําใหผลผลิตท่ีเปนอาหารคนและอาหาร
สัตวตางๆ ไมปลอดภัยแลว ยังนําไปสูการลดลงของประชากรแมลงและสัตวเล็กในระบบนิเวศท่ีกินอาหารที่มี
สารพิษ หรือไดรบั ผลจากพษิ ของสารเคมโี ดยตรง กลา วคือสารพษิ ตกคางหมุนเวียนอยูในหวงโซอาหารในระบบ
นิเวศ
การสูญหายของพันธุกรรมทองถ่ิน: การสงเสริมเมล็ดพันธุใหม หรือพันธุลูกผสมผสาน ทําให
พันธุกรรมทองถ่ินเร่ิมถูกละเลยความสําคัญ เกษตรกรเลิกปลูกพืชพันธุด้ังเดิมเน่ืองจากใหผลผลิตต่ํากวาพันธุ
ลูกผสมผสาน สงผลใหพืชบางชนิดสูญหายไปจากทองถ่ิน จนเหลือพืชและสัตวไมก่ีชนิด และเกิดความไม
หลากหลายและเสียสมดุลในระบบนเิ วศ
3.1.2 ปญ หาดานเศรษฐกจิ ของการเกษตรเคมเี ชงิ เดี่ยว
ตนทุนสงู ข้ึน: เกดิ จากการใชป จจยั ภายนอกเพิม่ ขึ้น เชน ปุยเคมี สารเคมีปราบศัตรูพืช ฯลฯ ในขณะท่ี
ราคาปจ จัยการผลติ ดงั กลา วสูงขนึ้ อยางตอเน่ือง
ผลผลิตตํ่าลง: แมวาเกษตรกรจะใชปุย และยาปราบศัตรูพืชมากข้ึนแตไมไดทําใหผลผลิตสูงขึ้นตาม
เพราะพืชมีขีดจํากัดในการนําปุยไปใชในระดับหน่ึงเทานั้นการใชมากเกินควมจําเปนไมไดสงผลใหผลผลิตมาก
ขนึ้ ตาม แตจ ะทาํ ใหสภาพดินเสอื่ มโทรมลง และยอ นกลบั มาเปนปญ หาทาํ ใหพ ืชออ นแอ ไมเ ตบิ โต ผลผลิตต่าํ ลง
ความเสี่ยงเร่ืองการตลาด: การผลิตจํานวนมากโดยท่ีไมสามารถควบคุมกลไกการตลาดได เกษตรกร
ยอมตกอยูในภาวะเส่ยี งตอการขาดทุน เม่ือราคาผลผลิตตกตํ่า หรือ ผันผวน ทําใหเกษตรกรท่ีปลูกพืชเชิงเด่ียว
ซึง่ ตนทุนข้ึน เขา สวู งจรของการเปนหน้ีสิน และบางสวนสญู เสียทีด่ นิ
3.1.3 ปญหาดา นสังคมของการเกษตรเคมีเชิงเดีย่ ว
ชองวา งระหวา งคนรวยกบั คนจน: การเขา ถงึ เทคโนโลยี และการสนับสนนุ ของรัฐ ของคนรวยน้ัน งาย
และเรว็ กวา คนจน ซ่งึ ทําใหไดร ับประโยชนม ากกวาคนจน สง ผลใหเกิดชองวางของรายไดและการสะสมทุนมาก
ข้ึนดวย
การพ่ึงตนเองลดลง: การเปลี่ยนแปลงการผลิตจากเดิมมาสูการใชปจจัยภายนอกมากขึ้น ทําให
เกษตรกรตองพึ่งพิงภายนอกมากขนึ้ สูญเสียความเช่อื มม่ัน การใชภูมิปญญาทองถน่ิ ในการทาํ การเกษตร
การสูญเสียระบบเกษตรกรรมและภูมิปญญาดั้งเดิม: ความเจริญกาวหนาเทคโนโลยีใหมในการผลิต
การเกษตรสมัยใหม ที่เช่ือวาไดรับผลผลิตสูงขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทําใหภูมิปญญาและระบบการเกษตร
แบบด้ังเดิมกําลังจะสูญหายไป แมวาจะเปนระบบที่สอดคลองกับระบบนิเวศ และสังคมนั้นๆ เชน การใชพันธุ
ขาวหลายสายพันธุในอดีตโดยแบงปลูกตามลักษณะพ้ืนท่ีและอายุเก็บเกี่ยว จะชวยแกปญหาการกระจาย
แรงงานในการปกดําและเก็บเกี่ยว การผลิตอาหารที่เพียงพอตลอดป การลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศใน
สภาพพน้ื ทีท่ ีม่ ีทงั้ ท่ีดอนและลมุ ตา่ํ เปนตน
28
จากสภาพปญหาดงั กลาวขางตน สามารถสรุปเปนวงจรของปญหาเกษตรเคมเี ชิงเดยี่ วไดดงั ภาพที่ 3.1
มลพิษใน ดิน น้ํา ปยุ เคมี ดนิ เส่อื ม พชื ออ นแอ
อากาศ อาหาร เมลด็ พันธุท่ี ปลกู พชื เชงิ เด่ียวฐาน ศตั รพู ชื ระบาด
ใหผ ลผลติ สูง พนั ธกุ รรมลดลง
อันตราย สารเคมีกําจัด ศัตรูธรรมชาติ
ตอ สขุ ภาพ ศตั รพู ชื ถูกกําจดั
ศัตรูพชื ดื้อยา อาหารดอ ย
คุณภาพ
ที่มา: ดดั แปลงจาก ชมิ เป มูรากามิ (2547)
ภาพที่ 3.1 แสดงวงจรของปญหาทีเ่ กิดจากเกษตรเคมเี ชงิ เดยี่ ว
3.2 หลกั การเกษตรกรรมยง่ั ยนื
ผลกระทบเชิงลบดงั กลาวขางตนนําไปสูขอพิจารณาของสังคมโลกและทําใหเกิดเกษตรกรรมทางเลือก
ข้ึนมากมายโดยมีเปาหมายคือการการผลิตที่ไมละเลยมิติทางดานสังคม และสิ่งแวดลอม หน่ึงในหลักการและ
รปู แบบทก่ี ลาวถงึ คือการเกษตรย่ังยนื (Sustainable Agriculture) ซ่งึ มผี ูค ิดคน นาํ เสนอรปู แบบทีห่ ลากหลาย
โดยมีนักวิชาการในระดับนานาชาติไดศึกษาพัฒนามาตั้งแตชวงป 2513 แตเพิ่งไดรับความสนใจอยางจริงจัง
ในชวงป 2528 ตอมาในป 2532 องคการอาหารและเกษตรแหงสหประชาชาติ (FAO/UN) ไดตีพิมพสรุป
เกย่ี วกบั หลกั การเกษตรยั่งยนื ผานความเห็นชอบของกลุมผูเช่ียวชาญนานาชาติในเครือขายของ Consultative
Group on International Agriculture Research : CGIAR (12 สถาบัน) เอกสารดังกลาวมีชื่อวา
Sustainable Agricultural Production: Implication for International Agriculture Research โดย TAC
(Technical Advisory Committee)/CGIAR เอกสารน้ีกลาวไววาเกษตรย่ังยืน “เปนหลักการการจัดการ
ทรัพยากรเพ่ือการผลิตทางเกษตรอันประสบความสําเร็จเพ่ือสนองความจําเปนของมนุษยที่เปล่ียนแปลง โดย
สามารถรักษาคุณภาพของสง่ิ แวดลอ มและอนุรกั ษท รพั ยากรธรรมชาต”ิ การเกษตรแบบยั่งยืนเปนหลักการและ
แนวทางท่ีจะเปนตัวกําหนดวิธีการหรือเทคนิค รวมทั้งนโยบาย กฎหมายปจจัยทางเศรษฐกิจและสังคม
(Sustainable agriculture) (FAO, 2532 อางใน จรัญ และผกาพรรณ 2546)
อยา งไรก็ตาม มนี กั วิชาการที่มองเกษตรยงั่ ยืนในความหมายทกี่ วางกวา เชน Gip (2529) อางใน วิฑูรย
(2544) มองวา เกษตรยง่ั ยืนคือระบบเกษตรกรรมที่ประกอบดวยเงื่อนไข 5 ประการ ไดแก สอดคลองกับระบบ
นเิ วศ มีความเปน ไปไดใ นทางเศรษฐกจิ มีความยุตธิ รรมทางสงั คม มีมนุษยธรรม และมคี วามยดื หยุน
29
ระบบเกษตรย่ังยืนเปนระบบการเกษตรท่ีสัมพันธกับส่ิงแวดลอมและสอดคลองกับปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง และไดถูกบรรจุไวเปนคร้ังแรกในแผนพัฒนาฯ ฉบับท่ี 8 และตอเน่ืองมาในแผนพัฒนาฯ
ฉบับท่ี 12 เกษตรยั่งยืนเก่ียวของกับความเปนอยูของชุมชนหลายระดับ ตั้งแตครัวเรือน ชุมชน จนถึง
ระดับประเทศ ความหมายจึงแตกตางกันไป อยางไรก็ตาม โดยรวมแลวระบบเกษตรยั่งยืนจะตองมีระบบ
ภูมิคุมกันตอผลกระทบอันเกิดจากการเปล่ียนแปลงทั้งภายในและภายนอก ในที่น้ีไดแยกแยะ ความหมายของ
เกษตรย่ังยืนที่สามารถนาํ ไปปฏิบตั เิ ปน 3 ระดบั ดงั นี้
3. เกษตรย่ังยืนเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชุมชน สิทธิการจัดการและการใช
ระดับชมุ ชน: ประโยชนทรัพยากรธรรมชาติท่ีเปนธรรม พรอมท้ังสรางส่ิงจูงใจเพ่ือใหเกิด
การรวมทุนระหวา งชุมชนกบั ภาคเอกชน
2 เกษตรยัง่ ยนื คํานงึ ถึงการจดั การทรพั ยากรอยา งเหมาะสมทีจ่ ะกอ ใหเ กดิ ประโยชนสูงสุด
ระดบั บทบาทของภูมิปญญาทองถ่ิน ความหลากหลายของระบบการผลิตที่นําไปสูความ
ครัวเรอื น: ม่ันคงของอาหารและรายไดและกิจกรรม ท่ีเปดโอกาสใหครัวเรือนมีสวนรวมในการ
เสรมิ สรา งความเขม แข็งในระดบั ชุมชน
1. เกษตรย่งั ยนื อิงหลักการของนิเวศเกษตร เชน การไหลเวียนของธาตุอาหาร (Nutrient
ระดับ Cycling) ความสัมพนั ธระหวางพชื ปลกู และศตั รพู ืช และการใชป ระโยชนจ ากความ
แปลง: หลากหลายชีวภาพทางเกษตร (Agro-biodiversity)
เกษตรย่ังยืน อาจถูกเรียกและตีความหมายที่หลากหลายตามความรูความเขาใจของผูที่เก่ียวของ เชน
เกษตรกรรมทางเลอื ก เกษตรนิเวศ นิเวศการเกษตร เกษตรสมดุล เกษตรอินทรีย เกษตรท่ีลดการใชปจจัยการ
ผลิตภายนอก เปนตน ซึ่งทั้งหมดใหความหมายในเชิงตรงกันขามกับการเกษตรกระแสหลักในปจจุบันท่ีให
ความสําคัญกับการเพ่ิมผลผลิตโดยใชเทคโนโลยีสมัยใหม การใชสารเคมีทั้งปุย สารฆาแมลงและฮอรโมนตางๆ
คนสว นหนึ่งมกั เขาใจวาการทําเกษตรแบบยงั่ ยืนเปน การปฏิเสธเทคโนโลยีหรือเปนรูปแบบที่ลาหลัง ซึ่งประเด็น
น้ี Pretty (2539) ใหความเห็นวา การเกษตรแบบย่ังยืนไมใชรูปแบบที่ลาหลังแตควรจะเปนการผสมผสาน
ความรูหรือเทคโนโลยีท้ังเกาและใหมไวดวยกัน เพ่ือพัฒนาระบบการผลิตท่ีสามารถสนองตอบตอเกษตรกรทั้ง
ทางเศรษฐกิจและรักษาสิ่งแวดลอม และเปนทางเลือกอยางหน่ึงของเกษตรกร และอาจกลาวไดวาการเกษตร
ยั่งยนื เปนพ้นื ฐานของการสรา งเศรษฐกจิ แหง การพึง่ ตนเอง
3.3 รปู แบบเกษตรกรรมย่งั ยืน
ในประเทศไทย เกษตรกรรมย่ังยืน (Sustainable Agriculture) ท่ีระบุในระเบียบสํานัก
นายกรัฐมนตรีวาดวยการสงเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน พ.ศ. 2554 หมายถึง ระบบการเกษตรที่
ครอบคลุมถึงวิถีชีวิตเกษตรกร กระบวนการผลิต และการจัดการทุกรูปแบบ เพื่อใหเกิดความสมดุลทาง
เศรษฐกิจ สงั คม ส่งิ แวดลอ ม และระบบนเิ วศ ซึ่งนําไปสกู ารพึ่งตนเองและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกร
และผูบริโภค มีรูปแบบคอนขางหลากหลาย โดยมีการเรียกชื่อตางกันไปแตพบวารูปแบบที่เปนที่ยอมรับ และ
บรรจไุ วในแผนพฒั นาเศรษฐกิจและสงั คมแหง ชาติ ฉบับที่ 8 เปนตน มา คอื เกษตรผสมผสาน
30
เกษตรทฤษฎีใหม วนเกษตร เกษตรอินทรีย และเกษตรธรรมชาติ และรูปแบบอื่นๆ ที่สอดคลองกับหลักการ
เกษตรกรรมยั่งยืน ทั้ง 5 รูปแบบสามารถจัดเปนกลุมได 3 กลุม (1) เนนการจัดการระบบดิน นํ้า และความ
หลากหลายของกิจกรรม (2) เนน การจดั การปจ จัยการผลติ และ (3) เนนการไมรบกวนระบบ (ภาพที่ 3.2)
เกษตรย่งั ยนื ในแตละระบบขา งตน มีสาระสําคญั โดยสรปุ ดังนี้
เกษตรกรรมยั่งยนื
เศรษฐกิจ สงั คม ความสมดุลของระบบนิเวศ และสิง่ แวดลอม
เนน การจดั การระบบ เนน จัดการปจ จัย เนน ไมรบกวนระบบ-ไม
(การจดั การทรัพยากรทด่ี นิ นาํ้ และความหลากหลาย การผลิต-ไมใชส ารเคมี ใชป จจัยการผลติ
เกษตรผสมผสาน (Integrated Farming): ระบบการเกษตรที่มกี ารปลูกพืชและ เกษตรอินทรีย (Organic เกษตรธรรมชาติ
เล้ียงสตั วห ลายชนิดในพ้ืนที่เดียวกัน โดยท่กี ิจกรรมแตละชนดิ เกอื้ กลู กันอยา งเปน วงจร Farming) (Natural Farming)
เชน อาหาร แรธาตุ อากาศ พลังงาน เปน ตน และกอ ใหเ กดิ ประโยชนแ ละประสิทธิภาพ ระบบการเกษตรทีย่ ดึ
สูงสดุ ตอ ระบบฟารม ระบบการเกษตรที่เนน หลกั การสําคัญ 4 ประการ
ความยง่ั ยนื ทางสิ่งแวดลอม ไดแ ก ไมมีการไถพรวนดิน
เกษตรทฤษฎีใหม วนเกษตร สงั คมและเศรษฐกจิ โดยเนน งดเวนการใสปุย ไมกําจดั
(New Theory Agriculture) (Agroforestry) การปรบั ปรุงบาํ รุงดนิ วชั พชื ไมใ ชสารเคมกี ําจัด
ระบบเกษตรทีม่ ีกิจกรรมการผลิต ระบบท่ีเนนการจัดการนิเวศเกษตร เคารพตอ ศกั ยภาพทาง ศตั รพู ืช (ตามแนวทางของ
หลายชนิดโดยการแบง พืน้ ที่ออกเปน เลียนแบบระบบนเิ วศธรรมชาติของปา ธรรมชาตขิ องพืช สตั ว และ มาซาโนบุ ฟกู โู อกะ)
4 สวน 1) ขุดสระกักเก็บนา้ํ 30% 2) ไม ดว ยการผสมผสานระหวางกจิ กรรม นเิ วศเกษตร เกษตรอินทรีย
ปลกู ขาว 30% 3) ปลูกไมผ ลไมย ืน การเกษตร กับปาไม เพ่ือสรางความ จึงลดการใชป จ จยั การผลิต
ตน 30%และ 4) สรา งสิ่งปลูกสราง หลากหลายในแปลงเกษตรกรรม โดย จากภายนอกและหลีกเล่ียง
เชน ทอ่ี ยูอาศยั โรงเรือนเล้ียงสตั ว ในระบบอาจจะมีปาธรรมชาติท่ีไดรับ การใชส ารเคมีขณะเดียวกนั
ฉาง 10% ทั้งน้ี สามารถปรบั สัดสวน การฟนฟู หรือ ปาท่ีปลูกขึ้นใหม ซ่ึง ประยุกตใชธรรมชาตใิ นการ
ตามความเหมาะสมของสภาพพ้นื ที่ ค ว า ม สม ดุ ล ท่ี เ กิ ด ข้ึ น จ ะ ช ว ย ใ ห เพ่ิมผลผลติ พัฒนาการ
เกษตรกรไมจําเปนตองใชสารเคมีใน ตา นทานโรค
ระบบ
ภาพท่ี 3.2 สรปุ รูปแบบเกษตรกรรมย่ังยนื
(1) เกษตรผสมผสาน
เกษตรผสมผสาน คอื ระบบเกษตรท่ีมีการปลูกพืชและหรือมีการเลี้ยงสัตวหลายชนิดในพื้นท่ีเดียวกัน
โดยกิจกรรมแตละชนิดจะตองเก้ือกูลประโยชนตอกันไดอยางมีประสิทธิภาพ เปนการใชทรัพยากรที่มีอยูในไร
นา เชน ดิน นํ้า แสงแดด อยางเหมาะสมเพื่อกอใหเกิดประโยชนสูงสุดมีความสมดุลของสภาพแวดลอมและ
เพิ่มพูนความอุดมสมบูรณของทรัพยากรธรรมชาติ วัตถุประสงคของการเกษตรผสมผสานเพ่ือใหเกิดความ
ม่ันคงดานรายได เพื่อลดการพึ่งพาดานเงินทุน ปจจัยการผลิต และอาหารจากภายนอก เพื่อใหเกิดการ
ประหยัดทางขอบขาย เพิ่มรายไดจากพื้นท่ีเกษตรขนาดยอยที่จํากัด นอกจากนี้ยังมีการเพ่ิมพูนความอุดม
สมบูรณของทรพั ยากรธรรมชาติ ลดการทําลายส่งิ แวดลอ ม ทําใหเกษตรกรมีความเปนอิสระในการดาํ รงชวี ติ
31
หลักการสาํ คญั เกษตรผสมผสาน
(1) มีกิจกรรมการเกษตรต้ังแต 2 ชนิดขึ้นไป และกิจกรรมท้ังสองชนิดตองทําในเวลาและสถานท่ี
เดียวกนั มีวตั ถุประสงคเ พอื่ ใหเ กดิ ประโยชนสงู สดุ มากกวาใหเ กิดกาํ ไรสูงสดุ
(2) เกิดการเก้ือกูลกันอยางตอ เน่อื งระหวา งกิจกรรมพืชกับพชื พืชกับปลา สัตวกับปลา พืชกับสัตว
สตั วก บั สัตว ซง่ึ ลกั ษณะการเกอ้ื กลู กนั ของระบบเกษตรผสมผสานทําใหตนทุนการผลิตลดลง หรือที่เรียกวาเปน
การประหยัดทางขอบขาย (Economy of Scope) และลดการพ่ึงพิงปจจัยจากภายนอกในท่ีสุด (วิฑูรย เล่ียน
จํารญู , 2539 และธันวา จติ ตสงวน และคณะ, 2543)
สําหรับในประเทศไทยมีการทําการเกษตรแบบผสมผสานมานานแลว จากรูปแบบการผลิตที่งายๆ
เชนการเลี้ยงปลาในนาขาว หลงั จากท่ีหนวยงานรฐั มบี ทบาทในการสงเสริมและวิจัยมากขึ้น รูปแบบการผลิตจึง
มีความซับซอนมากข้ึน มีการผสมผสานระหวางพืช สัตวและปลา โดยท่ัวไปรูปแบบการผลิตซึ่งประกอบดวย
ชนิดและขนาดของกิจกรรมการผลิตในไรนาจะแตกตางกันไป ปจจัยท่ีกําหนดรูปแบบการผลิตมี 3 ประการ
(ธนั วา จติ ตส งวนและคณะ, 2543) คือ
(1) สภาพแวดลอมทางกายภาพของพ้ืนท่ี เชน ความอุดมสมบูรณของดิน ระดับความสูงต่ําของ
พืน้ ท่ี แหลงน้าํ สภาพลม ฟา อากาศ และอน่ื ๆ
(2) สภาพแวดลอ มทางชวี ภาพของพ้ืนท่ี ไดแ ก ชนิดของพชื สตั วแ ละปลาท่ีสามารถปรับตัวเขากับ
พ้ืนทไี่ ดอยางเหมาะสม
(3) สภาพแวดลอมทางเศรษฐกิจและสังคม ไดแก ขนาดของพ้ืนท่ีถือครอง จํานวนแรงงานใน
ครวั เรือน เงินออม ตลาด พฤติกรรมการบรโิ ภค เปน ตน
รูปแบบของเกษตรผสมผสาน อาจแบงได 3 กลุมใหญ คือ (1) การปลูกพืชแบบผสมผสาน (2) การ
ผสมผสานการเลี้ยงสัตว (3) การปลูกพืชผสมผสานกับการเลี้ยงสัตว ในดานเทคนิคและการจัดการไรนานั้น
เกษตรผสมผสานใหความสําคัญในเร่ืองการสรางความหลากหลายของพืช สัตว และทรัพยากรชีวภาพ การใช
ประโยชนเก้ือกูลกันระหวางกิจกรรม การใชปุยหมัก ปุยคอก การใชวัสดุหรือพืชคลุมดิน การปลูกพืชหลาย
ระดับ มแี หลง นา้ํ ในไรน า ซ่ึงจะไมเ นนหนักวาตอ งมกี ารปฏิบตั ิ เชนสามารถใชพืชคลมุ ดนิ ไถพรวนดินหรือปุยเคมี
รว มดว ย
(2) วนเกษตร
วนเกษตร (Agroforestry) หมายถึง รูปแบบการใชประโยชนที่ดินตามแนวทางเกษตรกรรมยั่งยืน ท่ี
เนนการจัดการนิเวศเกษตรเลียนแบบระบบนิเวศธรรมชาติของปาไม ดวยการผสมผสานระหวางกิจกรรม
การเกษตร (ทํานา ทําไร ทําสวน เล้ียงสัตว ประมง) กับการปาไม เพ่ือสรางความหลากหลายในแปลง
เกษตรกรรมต้ังแต 2 กิจกรรมขึ้นไปในพื้นที่เดียวกัน ชวงเวลาเดียวกัน หรือสลับชวงเวลากันอยางเหมาะสม
โดยจะตองมีกิจกรรมปาไมอยูในระบบ ท้ังน้ี ปฏิสัมพันธท่ีเกิดขึ้นระหวางองคประกอบยอยตางๆ ในระบบ ท้ัง
เกดิ ขนึ้ โดยธรรมชาติ และการจดั การอยางเหมาะสมจะชวยใหการใชป ระโยชนท่ีดนิ เกิดประสิทธภิ าพมากขน้ึ
32
วนเกษตรเปน รปู แบบการใชประโยชนที่ดนิ แบบผสมผสานระหวา งกิจกรรมการเกษตร (พืชและสัตว)
และปาไม ในพ้ืนท่ีเดยี วกัน โดยมีลักษณะคลายกบั การจําลองปา ยกปามาไวใ นนา ในสวน ในไร กิจกรรมในแปลง
วนเกษตรอาจแบง ออกเปน 4 กลมุ หลกั คือ กลุมพืชเกษตร ปา ไม เลย้ี งสตั ว ประมง และในเอกสารนีจ้ ะขอแยก
แมลงจากการเลย้ี งสตั วทว่ั ไปเปน อีก 1 กลุมยอย ดงั (ภาพที่ 3.3)
พชื เกษตร (นาขา้ ว พชื ไร/่ สวน) เลยี� งสตั วน์ ํ�า
ป่ าไม ้ เลย�ี งสตั ว์
(ไมย้ นื ตน้ ไมป้ ่ า ไมท้ อ้ งถนิ� )
เลยี� งสตั ว์ เลยี� งแมลง
ภาพที่ 3.3 ประเภทกจิ กรรมในระบบวนเกษตร
อาทิตยา พองพรหม และคณะ (2560) สรุปผลการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบวนเกษตรไววา
เกษตรกรที่ทําวนเกษตรสวนใหญเร่ิมจากการทําพืชไรเชิงเด่ียวหรือนาขาว (หมายเลข 1) แลวคอย ๆ
ปรับเปล่ียนแนวคิดและเริ่มการปลูกพืชผสมผสาน และเล้ียงสัตว (หมายเลข 2) เพิ่มชนิดพืชจาก 2 ชนิด เปน
หลายชนิดมากข้ึน และมีการปลูกพืชยืนตนเพื่อสรางปาในแปลง โดยมีเปาหมายปลูกเปนมรดกหรือหวังผลใน
ระยะยาว (หมายเลข 3) ซึ่งพบวาถาเกษตรกรที่มีพ้ืนที่มากสวนใหญจะเริ่มทําจากพื้นท่ีขนาดเล็กแลวขยายจน
เต็มแปลง ในชวงเร่ิมตนมักจะปลูกเปนแถวหลังจากน้ันจะเลือกพืชชนิดตาง ๆ ตามความชอบมาปลูกรวมหรือ
ปลูกแซมบริเวณท่ีมีชองวางและมีแสงแดดสองถึง (ภาพท่ี 3.4) โดยเกษตรกรท่ีทําวนเกษตรมักจะพิจารณา
จัดการแปลงวนเกษตรในเชิงโครงสรางกอน คือ การวางผัง การวางแนวหรือออกแบบการปลูก/เล้ียง แลว
ตามดว ยการเลอื กชนิดพืชและสัตว และในชวงแรกเกษตรกรจะพิจารณาถึงหนาที่ขององคประกอบยอยตาง ๆ
ท้ังพืชและสัตววาเมื่อปลูก/เลี้ยงแลวจะใหผลผลิตหรือใหประโยชนในเรื่องใด โดยเฉพาะในเชิงเศรษฐกิจ เมื่อ
เวลาผานไประยะหน่ึงเกษตรกรจะเร่ิมสนใจและหาพันธุไมชนิดตางๆ มาปลูกเพ่ิม ในพื้นท่ีมากข้ึน โดยไมได
กังวลวาพืชเหลาน้ันจะใหผลอยางไร แตเปนความภูมิใจที่จะสรางสวนท่ีมีปา มีความรมร่ืน อุดมสมบูรณ บาง
รายเลือกพืชที่ใหประโยชนหลายดานนอกจากเพ่ือขาย เชน เปนท้ังอาหาร และสมุนไพร หรือพืชทองถิ่นท่ีเร่ิม
หายาก หรอื พชื ท่ีปลูกแลว ทาํ ใหเกิดเหด็ ธรรมชาติ เชน ยางนา
33
แปลงนา เล้ยี งปลาในนาขาว/ ไมใชส ารเคม/ี เนน บาํ รุงดิน
ขดุ สระ พืชหมุนเวียนหลงั นา
พื้นทน่ี าขาว ปรับคันนา ปลูกพชื /เลย้ี งสตั วบ นคัน 2 A
สระ/เล้ยี งปลา/กบ ในสระ เกษตรผสมผสาน เกษตรผสมผสานอนิ ทรยี
ปลกู พชื ผสมผสานบนคนั นา (ยงั ไมมไี มป า ไมทอ งถน่ิ
1 คันนาเดมิ ปลกู ไมยนื ตน บนคันนา 3
เกษตรเชิงเด่ยี ว (พชื ไร-พืชผกั +ไมผ ล+สัตว+ประมง) + ปา ไม วนเกษตร วนเกษตรอนิ ทรีย
(พรอมกัน หรือลําดบั เวลา)
(เกษตรผสมผสานมไี มป า / 3A
ไมท องถน่ิ )
แนวร้ัว/กนั ลม เปนแถว/แถบ
พ้นื ทไี่ ร/ สวน/ ปลูกรวม ปลกู พืช 2 เกษตรผสมผสานอนิ ทรีย
เลี้ยงสัตว ปลูกแซมพชื หลัก คละ (อิสระ) เกษตรผสมผสาน A
(ยังไมม ีไมป า ไมทองถ่ิน)
เปนแถว/แถบ
แบงสัดสว น (แบงโซน เปนกลุม ไมใ ชสารเคม/ี เนน บํารุงดิน
กิจกรรมหลัก) คอกสตั ว/ บอเลย้ี งปลา กบ
ขุดสระในแปลง เลย้ี งปลา/กบ/พืชบนคนั -ขอบสระ
ทมี่ า: อาทิตยา พองพรหม และคณะ (2560)
ภาพที่ 3.4 สรปุ เสนทางการปรบั เปลย่ี นนิเวศเกษตรของเกษตรกรจากเชิงเดย่ี วสรู ะบบวนเกษตร
ระบบวนเกษตรเปนเกษตรย่ังยืนรูปแบบหนึ่งท่ีมีวัตถุประสงคหลัก คือ การเพ่ิมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
ภูมิคุมกัน เก้ือกูลการผลิตใหสมบูรณย่ิงข้ึน ใชท่ีดินเส่ือมโทรมและขนาดเล็กใหไดผลผลิตสูงข้ึน เพิ่มความร่ืนรมย
และฟนฟูทรัพยากรและสภาพแวดลอม ซึ่งสอดคลองกับแนวคิดการใชประโยชนที่ดินอยางย่ังยืน ท่ีมี
วัตถุประสงคหลัก คือ เพ่ิมความสามารถในการผลิต ลดระดับความเส่ียงของการผลิต ปกปองคุมครอง
ทรัพยากรธรรมชาติไมใหเส่ือมโทรมและสูญหาย มีความคุมคาทางเศรษฐกิจ และมีการยอมรับทางสังคม
โดยรวมแลว ยังสอดคลอ งในกรอบการพัฒนาที่ยง่ั ยนื คือ มติ ิดานเศรษฐกจิ สงั คม และสิ่งแวดลอม
หลักการพนื้ ฐานสําคัญของวนเกษตร คือ (1) การมีตนไมใหญและพืชหลายระดับ เปนการใชที่ดินใหมี
ประสิทธิภาพสูงขึ้นและชวยใหระบบมีกลไกการควบคุมตัวเองและอนุรักษดินไดเปนอยางดี (2) การเลือกพืช
เศรษฐกจิ ใหเ หมาะสมกับพนื้ ท่ี คือ การใชป ระโยชนเกอื้ กลู กนั และกันของพืช สัตวแ ละปา ไม
34
รูปแบบของวนเกษตรจะมีความหลากหลายข้ึนอยูกับการผสมผสานกิจกรรมตาง ๆ ภายในแปลงคือ
กิจกรรมปาไม นา-ไร-สวน เลี้ยงสัตว และประมง จะแตกตางจากระบบอ่ืน ๆ คือ ตองมีกิจกรรมดานปาไมรวม
ดวย ซึ่งในที่นี้ ปาไม หมายถึง การปลูกไมยืนตนในกลุมไมใชสอย หรือไมปา หรือไมทองถิ่นตาง ๆ รวมถึง
สมนุ ไพรในทอ งถ่นิ ดว ย
มิตดิ า นเศรษฐกจิ (การเกษตร): ครัวเรือนเกษตรกร มิตดิ านปา ไม (สง่ิ แวดลอม): ตอ งการ
ตอ งการผลผลติ อนรุ ักษฟ น ฟู
ปญ หาการผลติ และการตลาดภาค การสรางสมดุล ปญหาความเสือ่ มโทรมของทรัพยากร
เกษตร จากพชื เชงิ เดยี่ ว และการใช การผลิตท่ีมีประสทิ ธภิ าพ ดิน น้าํ ความหลากหลายทางชวี ภาพ
สารเคมี และไมท ําลายสิง่ แวดลอม
เกษตรเปนพ้ืนฐานของระบบ เชน ระบบวนเกษตร ปา ไมเ ปน พื้นฐานของระบบ เชน
-นาไรสวน-ปา ไม -ปา ไม-นาไรสวน
-นาไรส วน-ปา ไม-เลย้ี งสตั ว • ปา ไมเปน พ้ืนฐาน -ปาไม-นาไรส วน-เล้ียงสัตว
-นาไรสวน-ปา ไม- ประมง • เกษตรเปน พน้ื ฐาน -ปาไม-นาไรส วน-ประมง
-นาไรส วน-ปา ไม -เลีย้ งสตั ว- ประมง
-ปา ไม-นาไรสวน-เลย้ี งสัตว-ประมง
ประโยชน 3 มติ ิ ของระบบวนเกษตร:
• ดานเศรษฐกจิ : การเพ่ิมรายได ลดรายจาย ความม่นั คงดา นอาหาร มี
หลกั ประกนั ระยะยาว ลดความเสยี่ ง เพม่ิ ประสทิ ธภิ าพการใชท ดี่ นิ
• ดานสงั คมและวฒั นธรรม: การเพ่มิ คณุ ภาพชวี ิต การสรา งงาน และลด
การยา ยถ่นิ ฐานและละทิ้งท่ดี นิ มภี ูมคิ ุมกนั ตอ การเปลย่ี นแปลง
• ดา นสิ่งแวดลอม: การอนุรกั ษแ ละเพิ่มความหลากหลายทางชีวกายภาพ ฟน ฟู
อนรุ ักษ และปรับปรงุ ดิน เพม่ิ พ้ืนที่ปา การบริการทางส่งิ แวดลอ มอื่น ๆ
ที่มา: ดัดแปลงจาก อาทิตยา พองพรหมและคณะ (2560)
ภาพที่ 3.5 กรอบแนวคิดและรปู แบบวนเกษตร
สําหรับการเรียกชื่อระบบวนเกษตรน้ันไมตายตัว ข้ึนอยูกับประเภทของกิจกรรมในแปลง โดยอาจจะ
แบง เปน 2 กลมุ ใหญ คอื กลมุ ที่มปี าไมเ ปน พน้ื ฐานหรอื กจิ กรรมหลักของระบบ (อาจจะเปนปาธรรมชาติหัวไร
ปลายนาท่ีเกษตรกรฟนฟูอนุรักษไวเปนสวนหนึ่งในแปลงเกษตรหรือปาไมที่ปลูกใหม) เชน ปาไม-นาไรสวน-
เล้ียงสัตว ปาไม- นาไรส วน เปน ตน และกลุมทม่ี รี ะบบเกษตรเปนพ้ืนฐานหรือกิจกรรมหลักของระบบ เชน (1)
นาไร สวน-ปา ไม- เลย้ี งสัตว (2) เลี้ยงสตั ว-ปาไม- นาไรสวน (3) นาไรสวน-ปาไม เปนตน
การจดั การแปลงวนเกษตรอยา งเหมาะสมโดยเฉพาะการใชหลักความสัมพันธของกิจกรรมตางๆ จะทํา
ใหเกษตรกร ไดรับประโยชนอยางเต็มที่ โดยไมตองใชแรงงานมากและลงทุนนอย ท้ังน้ี ประโยชนท่ีเกิดขึ้นจะ
แตกตา งกันขนึ้ กับรูปแบบและวธิ กี ารในการจดั การ อยางไรกต็ าม โดยภาพรวมแลว
35
การทําการเกษตรแบบวนเกษตร จะทําใหเ กษตรกรไดรับประโยชนทั้งทางตรงและทางออม โดยมีมูลคาท้ังแบบ
ผานตลาดและไมผานตลาด ซง่ึ จะทําใหเ กษตรกรไดร ับประโยชนอยางนอ ย 3 ดา น คือ
(1) ดานเศรษฐกิจ เชน ความม่ันคงทางดานรายได ประหยัด ลดรายจาย และสรางความม่ันคงดาน
อาหาร
(2) ดานสังคมและวัฒนธรรม เชน การเพ่ิมคุณภาพชีวิตใหดีข้ึน สรางงานในชุมชน ลดการยายถ่ินฐาน
เขา สูสังคมเมอื ง และละท้ิงที่ดิน สุขภาพของผผู ลติ ดขี ึ้น ลดการพง่ึ พิงภายนอก มภี ูมิคุมกนั ตอ การเปล่ียนแปลง
(3) ดานสิ่งแวดลอม เชน ลดผลกระทบตอสิ่งแวดลอม อนุรักษหรือเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ
และเพ่มิ พื้นท่ปี า ฟน ฟทู รพั ยากรดนิ นาํ้ และส่ิงแวดลอม
(3) เกษตรทฤษฎีใหม
ทฤษฎีใหมเปนแนวทางการพัฒนาชีวิตและอาชีพท่ีพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรัชกาลที่ 9 ได
พระราชทานพระราชดําริไว 3 ขั้น คือ ขั้นท่ี 1) การผลิต ขั้นท่ี 2) การรวมพลังกันในรูปกลุมหรือสหกรณ และ
ขนั้ ท่ี 3) การรวมมือกบั แหลงเงิน (ธนาคาร) และแหลง พลังงาน
ทฤษฎีใหม ขน้ั ทห่ี นง่ึ : การผลิต
สําหรับขั้นท่ี 1 จะทราบกันโดยทั่วไปวาเปนระบบเกษตรทฤษฎีใหมซึ่งเริ่มจากการจัดการท่ีดินของ
เกษตรกร ที่มีหลักการพื้นฐานจากเกษตรผสมผสานลักษณะสําคัญ คือ เปนรูปแบบการเกษตรท่ีเหมาะสําหรับ
พนื้ ทีข่ นาดเล็ก ประมาณ 10 - 20 ไร โดยทํากิจกรรมการเกษตรหลายอยางเพ่ือใหมีการใชทรัพยากรอยางเต็ม
ประสิทธิภาพ เพิ่มความอุดมสมบูรณของดิน และสรางสมดุลใหแกระบบนิเวศ ท่ีสําคัญคือมีการจัดสรรพื้นท่ี
อยางเปนระบบโดบแบงเปน 4 สวน โดยพิจารณาใหเหมาะสมกับศักยภาพของเกษตรกรและสภาพพ้ืนที่ เชน
ขนาดและรูปรางของพื้นท่ี พื้นฐานที่สําคัญในการปฏิบัติเกษตรทฤษฎีใหม ไดแก การรูจักการบริหารและ
จดั การดินและนาํ้ ซ่ึงเปนทรพั ยากรธรรมชาติ รวมกับการบรหิ ารเวลา บรหิ ารเงินทุน และกําลังคนเพ่ือไดบังเกิด
ผลผลิตเปนอาหารและรายไดตลอดป โดยพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัวรัชกาลท่ี 9 ไดทรงแนะนําใหแบงพ้ืนที่
ประมาณ 15 ไร ออกเปนสัดสวนรอยละ 30:30:30:10 (ภายหลังสัดสวนน้ีทรงมีพระราชวินิจฉัยใหยืดหยุนได)
และทาํ กจิ กรรม ดงั นี้ (อาํ พล เสนาณรงค, 2557)
สวนท่ี 1 รอยละ 30 ใหขุดสระประมาณ 4.5 ไร สําหรับเก็บน้ําฝนธรรมชาติที่มีอยางเหลือเฟอในฤดู
ฝนปกติ เพ่ือใชเม่ือฝนทิ้งชวงแหงแลง การใชนํ้าจะตองเปนไปอยางประหยัด โดยใชวิธีการและเลือกพืชกับวิธี
ปลกู แตล ะพืชท่ีเหมาะสม วธิ กี ารใหนา้ํ โดยประหยัด เชน การตกั รด การสูบสงตามทอยาง หรือการใชระบบน้ํา
หยดแบบพ้ืนบาน เปนตน สวนพืชและวิธีปลูกท่ีเหมาะสม เชน เลือกพืชท่ีใชน้ํานอย เชน พืชยืนตน หรือพืช
อายุสั้นโดยปลูกผสมผสานกันหลายๆ ชนิดระหวางพืชตนใหญและพืชลมลุกเพ่ือใชพ้ืนท่ีและน้ําอยางมี
ประสิทธิภาพที่สุดและมีเสถียรภาพ น้ําที่เก็บในสระหากเหลือไปถึงฤดูแลงใหใชปลูกพืชอายุสั้นและพืชราคาดี
เชน ถ่ัวเหลือง ถ่ัวเขียว ถั่วลิสง และผักตางๆ ไมควรนําไปใชปลูกขาวนาปรัง ยกเวนเกิดนํ้าทวมแปลงขาว
เสียหายหมด จึงจะพิจารณาปลูกขาวนาปรังไดเพ่ือใหมีขาวบริโภค โดยตองประมาณขนาดพ้ืนที่ปลูกขาวให
เหมาะสมกับปริมาณน้าํ ท่ีมอี ยใู นสระ
รูปรางและขนาดของสระอาจยืดหยุนไดบาง เชน ในพื้นท่ีท่ีฝนมีปริมาณมากท้ังป หรือ มีน้ํา
ชลประทานมาเตมิ ได ขนาดสระอาจจะนอยกวารอยละ 30 และถาพื้นท่ีบังคับหรือตองการเลี้ยงสัตวนํ้าอาจขุด
36
สระและบอหลายๆ บอก็ได (สระสําหรับเก็บนํ้าเพ่ือบริโภคอุปโภค และการชลประทาน หรือบอสําหรับเล้ียง
สัตวนํ้า) แตเ ม่อื รวมพื้นทที่ งั้ หมดแลวจะตองใกลเ คยี งรอยละ 30 นอกจากน้ีอาจจะรวมนับพ้ืนท่ีรองนํ้าท่ียกคัน
ข้นึ เพ่ือปลูกไมยนื ตนดวย หากสามารถเกบ็ น้าํ ในรอ งไดตลอดปในกรณีที่สามารถสงนํ้ามาจากแหลงชลประทาน
ไดตองสง มาในระบบทอปดเพ่อื ลดการสูญเสีย และสงมาเติมในสระตามชวงเวลาท่ีจําเปนเทาน้ัน การใชนํ้าจาก
สระตอ งเปน ไปตามหลกั ประหยดั ดังท่ีกลา วขา งตน และพ่งึ ตัวเองใหม ากท่ีสุดหากไมไดรบั ความชวยเหลือการขุด
สระจากราชการ หรอื แหลงเงนิ ทนุ อ่ืนและตองการขดุ เอง ควรทยอยขดุ สระแตละปตามกําลังเงิน และกําลังกาย
จนกวา จะครบพนื้ ที่รอยละ 30 รปู รา งของสระคาดวารูปสีเ่ หลี่ยมผืนผาย นาจะลดการระเหยของนํ้าไดดีกวา
บอกวาง ดินท่ีขุดจากสระใชถมเปนคันดินรอบพื้นท่ีเพ่ือกันนํ้าทวม หากไมใชทําคันดิน จะตองแยกดินสวนบน
ไวสวนหนึง่ สําหรบั นํามาเกลีย่ ทบั ดนิ ชั้นลา ง
สวนที่ 2 รอยละ 30 ใชปลูกขาวเนื้อท่ีประมาณ 4.5 ไร เน่ืองจากทรงมีพระราชวินิจฉัยวา ขาวเปน
อาหารหลักของคนไทยและเปนสวนหนึ่งของความม่ันคงและม่ันใจในการดํารงชีวิต อยางนอยจะตองมั่นใจวามี
ขาวกินและพยายามปลูกขา วใหพอกินตลอดปเพ่ือใหมเี สถยี รภาพดา นอาหาร
ครอบครัวท่มี ีสมาชกิ 6 คนถาบริโภคขาวเฉลยี่ ประมาณคนละ 200 กิโลกรัมตอป จะตองบริโภคขาวไม
ต่ํากวาปละ 1,200 กิโลกรัม และถาทํานาปในสภาพท่ีควบคุมนํ้าไมใหขาดชวงไดเม่ือฝนแลง ก็จะไดผลผลิตไม
ต่ํากวาปละ 4.5 × 325 = 1,462.5 กิโลกรัม แตถาบํารุงรักษาดีอาจจะไดผลผลิตเพ่ิมมากกวาน้ีเมื่อเก็บเก่ียว
ขาวนาปแลวหากยังมีน้ําฝนและนํ้าในสระเหลือควรเลือกปลูกพืชอายุส้ันและราคาดีในสภาพนาดังท่ีไดกลาว
มาแลว ขางตน
สวนท่ี 3 รอยละ 30 เนื้อท่ีประมาณ 4.5 ไร ใหปลูกพืชสวน ไมยืนตน และพืชไรอยางผสมผสาน
โดยวิธีการและชนิดของพืชที่แตกตางกันหลากหลายกันไปแตละพ้ืนที่ และขึ้นอยูกับปจจัยตางๆ เชน
ภูมิภาค ฤดูกาล ตลาดและเสนทางคมนาคม ตลอดจนประสบการณและภูมิปญญาของเกษตรกร เปนตน ไมมี
สตู รตายตัวยืดหยุนได การปลูกพืชใหหลากหลายเชนน้ีจะเปนการกระจายเงินทุน แรงงาน นํ้า และปจจัย การ
ผลิตตางๆ กระจายความเสยี หายจากศัตรูพืช และความแปรปรวนของดิน ฟา อากาศ ตลอดจนกระจายรายได
ดว ย
ขอ ควรพจิ ารณาในการปลูกพชื
พืชทป่ี ลูกระยะแรกควรเปน กลว ยเพอ่ื บงั แดด และเกบ็ ความชื้นในดิน ตอ ไปควรเปนผลไม และไมยืน
ตน ระหวางที่ไมยืนตนยังไมโต ก็ปลูกพืชลมลุกอายุสั้นระหวางแถว เชน พริก มะเขือ ถั่วตางๆ จนกวาจะ
ปลูกไมไดจึงเปล่ียนไปปลูกไมทนรม เชน ขิง ขา และพืชหัว เปนตน พื้นที่ปลูกพืชผสมผสานเหลานี้มีพื้นท่ี
รวมกันประมาณ 4.5 ไร แตในบางทองที่ขนาดของสระ และพื้นที่ปลูกขาวรวมกันอาจนอยกวา 9 ไร พื้นท่ีท่ี
ลดลงอาจใชปลกู พืชผสมได รวมทั้งบริเวณรอบทอี่ ยอู าศัย คนั ดิน ทางเดิน และขอบสระอาจใชปลูกพืชตางๆ
ได นับพ้นื ที่รวมกันเปน พนื้ ทป่ี ลกู พชื ผสม
พชื ผสมผสานดงั กลา วขา งตน สว นใหญจะใชเ ปนอาหารประจาํ วนั ไดแก ผกั ผลไม สมุนไพร และ
เครอื่ งเทศ ซง่ึ เปน อาหารหลักของคนไทยทก่ี นิ กับขาวมาเปนเวลาชานานเชนเดียวกบั ขา ว และปลา โดยเฉพาะ
พชื ผักพน้ื เมืองปจจุบนั มมี ากกวา 160 ชนิด บางชนดิ มพี บท่ัวทุกภาค บางชนดิ มีเฉพาะภาค สว นทเ่ี หลือก็
สามารถจําหนา ยเปนรายได
37
สวนท่ี 4 รอ ยละ 10 ใชเ ปนพ้นื ท่ปี ลูกสรางทีอ่ ยูอาศัย ถนน คันดิน และสิ่งกอสรางอื่นๆ รวมประมาณ
1.5 ไร พ้ืนที่สวนนี้จะรวมคอกสัตวเลี้ยง เรือนเพาะชํา ฉางเก็บผลิตผลเกษตร ปจจัยการผลิต เครื่องมือเคร่ือง
ทนุ แรง ฯลฯ และอาจรวมสวนรอบบา นดวย
สําหรับการเล้ียงสัตว ควรเลือก เลี้ยงสัตวบก เชน วัวนม หมู ไก เปด และสัตวนํ้า เชน ปลาตะเพียน
ปลาสลิด ปลานิล ปลาทับทิม กุงกามกราม หอยขม ฯลฯ ใหเหมาะสมกับแรงงาน เงินทุน และพื้นท่ีที่เหลือ
ตลอดจน อาหารบางสวนทีไ่ ดจากในแปลงพชื (ตน พชื รําขา ว ฟางขาว มูลสัตว ฯลฯ) โดยไมตองเนนเปนรายได
หลัก แตเ พ่อื เปน รายไดเสรมิ และอาหารประจาํ วนั โดยเฉพาะปลาซ่ึงเปน อาหารประจําวนั ของคนไทยที่ บริโภค
รว มกับขา ว และผกั มาตง้ั แต โบราณกาล สําหรับเทคนิคของการเลย้ี ง ควรเปนไปตามคําแนะนําของนักวิชาการ
เชนเดยี วกับการปลูกพืช เชน การสรางคอกหรือเลาสัตวครอม ริมบอปลา เพ่ือใชมูลสัตวเปนอาหาร ปลา หรือ
การขุดบอ ปลาใหมีระดับ ความลึกตา งๆ กัน เปนตน
ทฤษฎีใหม ข้นั ท่สี อง: การรวมพลงั กันในรปู กลมุ หรือสหกรณ
เมื่อการทาํ เกษตร “ทฤษฎีใหม” ข้ันที่หน่ึงมีมากรายขึ้น และผานไปหลายๆ ป ผลผลิตและรายไดจะมี
เพ่ิมข้ึน เกษตรกรจําเปนตองปรับปรุงตัวเองรวมกลุมกันในรูปกลุมหรือสหกรณ และรวมแรงกันในเร่ืองตางๆ
เชน การผลิต (พันธุพืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ) การตลาด (ลานตากขาว ยุงเครื่องสีขาว การจําหนาย
ผลผลิต) การเปนอยู (กะป น้ําปลา อาหาร เคร่ืองนุงหม ฯลฯ ที่ผลิตไมไดเอง) สวัสดิการ (สาธารณสุข ยารักษา
โรค เงินกู ฯลฯ) การศกึ ษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา ฯลฯ) สังคมและศาสนา เปนตน ส่ิงตางๆ เหลาน้ีเปนความ
จาํ เปนของชีวิตประจําวัน แตไมอ าจลงทุน ลงแรงเพยี งลําพังได จะตองอาศัยความรวมมือกันระหวางเพ่ือนบาน
และของ หนวยงานราชการ มลู นธิ ิและเอกชน
ทฤษฎใี หม ขัน้ ทีส่ าม: การรว มมือกับแหลง เงนิ (ธนาคาร) และแหลง พลังงาน
เม่ือกจิ การข้ันที่หน่ึงและข้ันท่ีสองเจริญเติบโตข้ึน จําเปนจะตอง พัฒนากิจกรรมตางๆ เพิ่มข้ึนอีก โดย
ติดตอรวมมือกับแหลงเงินทุน (ธนาคาร) และแหลงพลังงาน (บริษัทน้ํามัน) หรือเอกชน เพ่ือดําเนินกิจกรรม
ตางๆ เชน ตั้งและบริหารโรงสี ต้ังและบริหารรานสหกรณ (1,3) ชวยการลงทุน (1,2) ชวยพัฒนาคุณภาพชีวิต
(4,5,6) เปนตน ทั้งนี้ ทั้งฝายเกษตรกรและฝายธนาคารกับบริษัทจะไดรับประโยชน เกษตรกรขายขาวในราคา
สูง (ไมกดราคา) ธนาคารกับบริษัทซื้อขาวในราคาตํ่า (ซ้ือขาวเปลือกตรงจากเกษตรกรมาสีเอง (2)) เกษตรกร
ซื้อเครื่องอุปโภคบริโภค ในราคาตํ่า (เชน สหกรณ ราคาขายสง (1,3)) ธนาคารกับบริษัท (เอกชน) จะสามารถ
ขยาย บุคลากร
(4) เกษตรอนิ ทรีย
สํานักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ (สศช.) ไดใหนิยาม เกษตรอินทรีย (Organic
Farming) ไววา หมายถงึ ระบบการเกษตรที่เนนความยั่งยืนทางสิ่งแวดลอม สังคมและเศรษฐกิจ โดยเนนการ
ปรบั ปรงุ บํารุงดนิ เคารพตอศกั ยภาพทางธรรมชาตขิ องพืช สัตว เกษตรอินทรยี เปนระบบการเกษตรที่หลีกเล่ียง
การใชปุยเคมี และสารเคมีกําจัดศัตรูพืช เนนการปลูกพืชหมุนเวียน ใชเศษซากพืช มูลสัตว พืชตระกูลถ่ัว
ปุยพืชสด ในการเพ่ิมความอุดมสมบูรณของดิน และใชหลักการควบคุมศัตรูพืช โดยวิธีชีวภาพ (Biological
Control) จุดเดนของระบบเกษตรอินทรีย คือ กอใหเกิดผลผลิตทางการเกษตรท่ีปลอดภัยจากสารพิษ
38
เพ่ิมมูลคาของผลผลิตและตอบสนองความตองการของผูบริโภค และเปนการฟนฟูความอุดมสมบูรณของดิน
และสภาพแวดลอ ม
เกษตรอินทรียเกิดขึ้นคร้ังแรกในกลุมประเทศสหภาพยุโรปจากแนวคิดของนักวิทยาศาสตรดาน
การเกษตร คือ F.H. King และ Sir Albert Howard โดยในป ค.ศ. 1943 Sir Albert Howard ซ่ึงไดรับการยก
ยองวาเปนบิดาของเกษตรอินทรีย ไดวางหลักการเกษตรอินทรียที่สําคัญไวเปนครั้งแรกในหนังสือช่ือ An
Agricultural Testament ซึ่งนําเสนอหลักการของเกษตรอินทรียโดยสรุป คือ สุขภาพที่ดีเปนพื้นฐานของ
สง่ิ มีชวี ิตทัง้ หมดบนพืน้ โลก โดยมคี วามเกีย่ วของกบั ดนิ พืช สตั ว และมนุษย ซ่ึงจะเชื่อมโยงประสานซึ่งกันและ
กัน ดังนั้นผลกระทบที่เกิดข้ึนกับดินจะสงผลตอสิ่งมีชีวิตท้ังหมด ปญหาการระบาดของโรคและแมลงท่ีมีตอพืช
และสัตว จะสงผลกระทบตอสุขภาพของมนุษย และสุขภาพที่ไมดีของพืช สัตว และมนุษยเกิดข้ึนจากดินมี
ปญหา ซ่ึงการปรับปรุงคุณภาพของดินไมอาจทําไดโดยการใชสารเคมี จึงจําเปนตองมีการปรับเปลี่ยนการ
พัฒนา แกป ญหาท่ตี น เหตุ โดยการนาํ ทรัพยากรธรรมชาตทิ ่ีเหลอื ใชก ลับคืนสูดิน ผสมผสานกับการปลูกพืชและ
เล้ียงสัตว และไมกระทาํ การใดๆ ทจ่ี ะเปนการทําลายสิง่ มชี วี ิตเลก็ ๆ ในดนิ ซึง่ เปน ประโยชนในการแปรสภาพแร
ธาตุใหอยใู นรปู ที่เปน ประโยชนตอไป
ระบบเกษตรอินทรียไดรับการยอมรับอยางเปนทางการในดานวิชาการจากหลายประเทศทั่วโลก
รวมทั้งสหรัฐอเมริกา ซ่ึงกระทรวงเกษตรของสหรัฐไดรายงานผลของการทําเกษตรอินทรียท่ัวประเทศ และ
พบวาเกษตรอินทรียไมใชการทําการเกษตรแบบลาหลังแบบถอยหลังไมสูการทําเกษตรด้ังเดิมตามท่ีเขาใจ ใน
สหรฐั อเมริกานั้นยงั คงมกี ารใชเครือ่ งจักรทุนแรง มพี ันธพุ ืชท่ีมีคุณภาพ มคี าํ แนะนําการจัดการดินและนํ้าอยางมี
ประสิทธิภาพ และสิ่งที่สําคัญ คือ การปฏิเสธ หลีกเล่ียงการใชปุยเคมีและสารเคมีกําจัดศัตรูพืช มีการใชพืช
ตระกูลถ่ัวและพืชคลุมดินปลูกเปนพืชหมุนเวียนเพ่ือทดแทนธาตุอาหารท่ีสําคัญบางชนิดจากปุยเคมี มีการนํา
มูลสัตวเพ่ือผลิตเปนปุยคอกสําหรับหมุนเวียนธาตุอาหารที่สําคัญ ไดแก ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส ซึ่ง
สหรัฐอเมริกาไดเผยแพรขอมูลดังกลาวนี้ประมาณป ค.ศ.1980 ผานหนังสือชื่อวา Report and
Recommendations on Organic Farming (วิฑูรย เล่ียนจํารูญ, 2539) ตอมากระทรวงเกษตรของ
สหรัฐอเมริกา ไดใหความหมายวา เกษตรอินทรีย (Organic Farming) คือ ระบบการผลิต ทางการเกษตรที่
หลีกเลี่ยงการใชปุยเคมีสังเคราะห สารเคมี กําจัดศัตรูพืช และฮอรโมนท่ีกระตุนการเจริญเติบโตของพืชและ
สัตว การเกษตรกรรมอินทรียอาศัยการปลูกพืชหมุนเวียนเศษ ซากพืช มูลสัตว พืช ตระกูลถ่ัว ปุยพืชสด
เศษซากเหลือทิ้งตางๆ การใชธาตุอาหารจากการผุพังของหินแร รวมท้ังใชหลักการควบคุมศัตรูพืชโดยวิธี
ชีวภาพ เพื่อรักษาความอดุ มสมบูรณของดินเปน แหลงอาหารของพชื ทั้งเปน การควบคมุ ศัตรูพืชตางๆ เชน แมลง
โรค และวัชพชื เปน ตน (Barry Wookey, 1987 อางโดย วฑิ ูรย เลยี่ นจาํ รูญ, 2539)
ในประเทศไทย กลมุ กรนี เนทซงึ่ เปน องคกรเอกชนท่ดี าํ เนนิ กิจกรรมเก่ียวกับเกษตรอินทรียมาเปนระยะ
เวลานานไดส รุปหลกั การสาํ คญั ของเกษตรอนิ ทรียไ วดงั นี้
การอนุรกั ษน เิ วศเกษตร
หลักการสําคัญของเกษตรอินทรีย คือ การอนุรักษระบบนิเวศการเกษตร และส่ิงแวดลอม ดวยการ
ปฏิเสธการใชสารเคมีสังเคราะหทุกชนิด เน่ืองจากสารเคมีเหลาน้ีมีผลกระทบตอส่ิงมีชีวิตตางๆ ที่อยูในฟารม
ทั้งสัตว, แมลง, และจุลินทรีย ท้ังที่อยูบนผิวดิน และใตดิน เนื่องจากในกลไกธรรมชาติ ส่ิงมีชีวิตเหลาน้ีมี
บทบาทสําคัญในการสรางสมดุลของระบบนิเวศเกษตร ไมวาจะเปนการชวยควบคุมประชากรของส่ิงมีชีวิตอื่น
โดยเฉพาะอยางย่ิงศัตรูพืช หรือ การพ่ึงพาอาศัยกันในการดํารงชีวิต เชน การผสมเกสร, การชวยยอยสลาย
อนิ ทรียวตั ถุ การผลิตธาตุอาหารท่จี าํ เปน
39
การฟน ฟูระบบนเิ วศเกษตร
เกษตรอินทรียเนนใหมีการฟนฟูสมดุล และความอุดมสมบูรณของระบบนิเวศ แนวทางหลักในการ
ฟน ฟู นเิ วศเกษตร คอื การปรับปรุงบํารงุ ดนิ ดว ยการใชอ นิ ทรียวัตถุ และเพ่มิ ความหลากหลายทางชีวภาพ
การพง่ึ พากลไกธรรมชาติในการทําเกษตร
การเกษตรอนิ ทรยี ต ง้ั อยบู นปรัชญาที่วา ตอ งเปน ไปตามครรลองของธรรมชาติ ไมใชการเกษตรที่ฝนวิถี
ธรรมชาติแตเปนการเรียนรูจากธรรมชาติและการปรับระบบการเกษตรใหเขากับวิถีแหงธรรมชาติ กลไก
ธรรมชาติท่ีสําคัญ ไดแก วงจรการหมุนเวียนธาตุอาหาร, วงจรการหมุนเวียนของนํ้า, พลวัตรของภูมิอากาศ
และแสงอาทิตย รวมทงั้ สัมพันธก นั ของส่งิ มชี วี ิต ทง้ั ในเชิงของการเกอื้ กลู การพึ่งพา และหว งโซอ าหาร
การควบคมุ และปองกนั มลพิษ
ในระบบเกษตรอินทรยี ตองมีการปอ งกันมลพิษตางๆ จากภายนอกแปลงเกษตรกรรมไมใหปนเปอนกับ
ผลผลิตโดย การจัดทําแนวกันชน และแนวปองกันบริเวณขอบแปลง และภายในแปลงเกษตรกรรมจะตองลด
หรอื ปอ งกนั มลพิษที่อาจจะเกดิ ข้ึนในกระบวนการผลิตของฟารมเองดวย เชน ใหม รี ะบบจัดการขยะ และนํ้าเสีย
กอ นท่ีจะปลอยออกนอกฟารม หรอื ไมใชวัสดบุ รรจุผลผลติ ทีอ่ าจมสี ารพษิ ปนเปอ นได
การพึง่ พาตนเองดานปจจัยการผลติ
เกษตรอินทรียมหี ลกั ท่ีมุงใหเ กษตรกรพยายามผลิตปจจัยการผลิตตางๆ ดวยตนเองใหไดมากที่สุด เชน
ปุยอินทรีย เมล็ดพันธุ เปนตน หากเกษตรกรไมสามารถผลิตไดเองก็สามารถหาซื้อไดจากนอกฟารมแตควรจะ
เปน ปจจยั การผลติ ทมี่ ีอยูแลว ในทอ งถ่นิ
สาํ หรับการจัดการเกษตรอินทรียนั้นไมสามารถท่ีจะใชเพียงวิธีการจัดการอยางใดอยางหน่ึงได แตตอง
ใชหลายๆ วิธีรวมกัน อยางตอเน่ือง และเช่ือมโยงกัน เพื่อใหเกิดความสมดุลและเกิดประสิทธิผลสูงสุดในการ
ฟน ฟแู ละรกั ษาความสมบูรณของระบบนิเวศการเกษตร เทคนิควิธีทางธรรมชาติที่ ใชในระบบเกษตรอินทรียจึง
มหี ลายวธิ ี เชน
1) การใชวัสดุคลุมดิน โดยใชเศษซากอินทรียวัตถุ เชน ใบไม ฟางขาว แกลบ ชานออย มูลสัตว หรือ
ปลอยใหมีพืชปกคลุมในบริเวณท่ีตองการ เพ่ือรักษาความชุมช้ืน และอุณหภูมิในดิน ปองกันการชะลางของ
หนาดิน ควบคุมวัชพชื และเมอื่ เนาเปอยลงก็กลายเปนปยุ บํารุงดนิ ไดดวย
2) การปรับปรุงโดยใชพืชตระกูลถั่วเนื่องจากพืชตระกูลถั่วสามารถตรึงไนโตรเจนจากอากาศ ให
เปลี่ยนมาเปนปุยไนโตรเจนในรูปท่ีพืชสามารถใชประโยชนได และซากตนถั่วยังสามารถใชเปนปุยพืชสด หรือ
ปยุ หมักไดดวย
3) การใชปุยหมัก ปุยคอก หินแร และเศษวัสดุจากการเกษตร ธาตุอาหารที่อยูในเศษซากเหลานี้ จะ
หมุนเวียนกลับไปสูดินไดโดยไมทําลายความสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งเปนประโยชนตอพืชทั้งทางตรงและ
ทางออ ม อีกทง้ั ยงั ชว ยใหพ ืชไดรบั ธาตุอาหารครบถว น โดยเฉพาะธาตอุ าหารรองที่ไมม ีในปยุ เคมี
4) การลดการไถพรวน โดยใหมีการไถพรวนนอยที่สุด หรือ ใชการไถพรวนแบบอนุรักษ เพ่ือลดการ
รบกวนกิจกรรมและปรมิ าณของจลุ ินทรียแ ละสง่ิ มชี วี ิตตา งๆ ทีเ่ ปน ประโยชนตอดนิ
5) การผสมผสานการปลูกพชื เลย้ี งสัตว เพอ่ื หมนุ เวียนการใชป ระโยชนจ ากทรัพยากรตางๆ และจัดการ
ทรัพยากรในแปลงเกษตรกรรมใหมีความเก้ือกูลกัน ซึ่งจะเกิดประโยชนท้ังในแงของการควบคุมศัตรูพืช และ
การเพ่ิมอนิ ทรยี วัตถุ
6) การควบคมุ ศตั รูพืชโดยไมใ ชส ารเคมี ทงั้ สารเคมีกาํ จัดวัชพืช แมลงศัตรูพชื และโรคพืช
40
นอกจากน้ี ชมชวน บุญระหงษ และคณะ (2553) ไดสรุปหลักการเกษตรอินทรีย โดยเนนย้ําวา เกษตร
อินทรียท่ีจะทําใหเกษตรกรอยูรอดไดจริง ตองเปน “เกษตรอินทรียในระบบเกษตรย่ังยืน” และตองไมใช
เกษตรอินทรียเ ชิงเด่ียว โดยจากประสบการณในการทํางานรวมกับเกษตรกรรายยอย และผูบริโภคของสถาบัน
ชุมชนเกษตรกรรมยง่ั ยนื ไดสรุปหลกั การเกษตรอนิ ทรียใ นระบบเกษตรกรรมยงั่ ยนื ไวดังตอ ไปน้ี
1) การพึ่งตนเองและเศรษฐกจิ พอเพยี ง
(1) เร่ิมจากการผลิตอาหารที่ใชกระบวนการทางธรรมชาติเพ่ือบริโภคในครอบครวั กอน
(2) พง่ึ ตนเอง เนน การลดรายจาย ใชป จ จยั การผลติ และทรัพยากรในทองถ่นิ เปนหลัก
(3) ทําการเกษตรท่ีมรี ะบบเหมือนปาธรรมชาติ เสริมสรา งความหลากหลายทางชวี ภาพในไรนา
เพ่ือทาํ ใหเ กิดความสมดุลของระบบนิเวศ ตามหลกั การของหว งโซอาหารทป่ี ระกอบดวย
“ผูผลติ -ผูบรโิ ภค-ผยู อ ยสลาย”
(4) ใชแ ละพัฒนาเทคโนโลยีทเี่ หมาะสม
(5) มีการแปรรปู และจาํ หนา ยที่ตลาดชมุ ชนกอ น หากเหลือถงึ นําไปขายที่หา งไกลออกไป
2) การใชทรพั ยากรอยา งชาญฉลาด รคู ุณคา
(1) ไมใชส ารเคมีสงั เคราะหใ นกระบวนการผลติ แปรรปู ตลาด ทกุ ขน้ั ตอน
(2) รวบรวม พฒั นา ปรับปรงุ พันธกุ รรมพืช สัตว จลุ ินทรียท อ งถิน่
(3) เพิม่ ความอดุ มสมบรู ณของดินอยา งตอ เน่อื งดวยการหมุนเวียนทรพั ยากรของไรนาใหเกิด
ประโยชนสูงสุด: คน พชื สตั ว จลุ ินทรียและสง่ิ มชี ีวติ อืน่ ๆ
(4) วัชพืชคือทรัพยากรที่มีคุณคาเปน ท้ังอาหารและยา ฯลฯ
(5) ฟน ฟูองคความรูภูมปิ ญญาทอ งถน่ิ ดว ยการศกึ ษา ทดลอง วจิ ัยอยา งตอเนื่อง
3) สนบั สนนุ การแลกเปลยี่ นเรยี นรูบนฐานองคความรู เพ่ือพัฒนาคน องคกรและเครือขาย
(1) ตระหนักในการสรา งโอกาสในการมสี วนรว ม ในองคความรู ขอมลู การคิด ตดั สินใจ
ดาํ เนนิ การรบั ผิดชอบและประเมนิ บทบาทชายหญงิ
(2) สรางและพฒั นาองคกรมาตรฐานเกษตรอนิ ทรยี ทองถิน่ ที่ชมุ ชนและสงั คมเชอื่ ม่ัน
(3) สรางและพฒั นาองคก รเกษตรกรและผูบรโิ ภคยกระดับเปน เครือขา ยและสถาบนั ของชุมชน
“ชุมชนเกษตรกรรมย่งั ยนื ”
(4) พฒั นาแผนชมุ ชนย่ังยืน
จากวธิ กี ารจดั การดงั กลาวในหัวขอ ท่ผี า นมาจะเห็นวา หลักการทําเกษตรอินทรียนั้นใหความสําคัญอยาง
มากตอการหลีกเลี่ยงและไมใชสารเคมีสังเคราะห และโดยเฉพาะอยางย่ิงเนนการปรับปรุงบํารุงดิน และรักษา
ความสมดุลในดินใหมีความอุดมสมบูรณ ซ่ึงความอดุ มสมบรู ณของดนิ น้ัน หมายถึง ความสามารถของดินในการ
ใหธาตุอาหารท่ีจําเปนตอการเจริญเติบโตของพืช ซ่ึงสวนประกอบหลักของดินท่ีสมบูรณน้ันตองประกอบดวย
อินทรยี สาร อนินทรียสาร นา้ํ อากาศ ซ่งึ อินทรียสารจะเปนแหลงอาหารและพลังงานใหกับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก
ท่ีอาศัยอยูในดิน ไดแก โปรโตซัว แมลงที่เปนประโยชนขนาดเล็ก ไสเดือน เชื้อจุลินทรียพวกรา แบคทีเรีย
แอคตโิ นมยั ซีส ยสี ต และสาหราย อยางไรก็ดี หลักการเกษตรอินทรียดังกลาวนี้ควรเปนไปตามหลักปฏิบัติของ
การทําเกษตรย่ังยืนที่เนนความหลากหลาย สอดคลองกับทรัพยากรในพื้นท่ี และการพึ่งตนเอง กลาวคือ ควร
เปนเกษตรอนิ ทรียในระบบเกษตรย่งั ยนื ดังขอกลา วขา งตน
41
(5) เกษตรธรรมชาติ
เกษตรธรรมชาติ (Natural Farming) คาํ นเ้ี กิดขนึ้ ประมาณป 2530 ภายหลังจากทีข่ อ เขียนเร่ือง One
Straw Revolution ของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ไดรับการถอดความและตีพิมพเปนภาษาไทย แนวความคิดเร่ือง
เกษตรธรรมชาติจึงไดรับการขานรบั อยางกวา งขวาง วัตถปุ ระสงคของเกษตรธรรมชาติ คือ ใหธรรมชาติควบคุม
ธรรมชาติ ดังนั้น ระบบเกษตรธรรมชาติจึงเปนระบบเกษตรกรรมท่ีสรางผลผลิตพืชและสัตวใหสอดคลองกับ
พ้ืนที่ โดยพยายามแทรกแซงการใชปจจัยและเทคโนโลยีทางการผลิตตางๆใหนอยท่ีสุด เพื่อใหระบบ
เกษตรกรรมและธรรมชาติสามารถเก้ือกูลซ่ึงกันและกันเปนองครวม จนนําไปสูความสมดุลทางธรรมชาติใน
ท่ีสุด หลักการและเงื่อนไขของเกษตรธรรมชาติ แนวความคิดและหลักการไมกระทํา (Do-nothing) ท่ีถูก
ถายทอดไวโดยฟกู ุโอกะในหนังสือ One Straw revolution, The Road Back to Nature และ The Natural
Way of Farming ซ่งึ ถือเปนรากฐานของเกษตรกรรมธรรมชาติ 4 ประการ (วฑิ รู ย เลี่ยนจํารญู , 2539) คือ
1) ไมมีการไถพรวนดิน
การไมไถพรวนนับเปนหลักการพื้นฐานของเกษตรกรรมธรรมชาติ เน่ืองจากใน
ธรรมชาติถือวาดินมกี ารไถพรวนโดยธรรมชาตจิ ากการชอนไชของแมลงและส่ิงมีชีวิตเล็กในดิน การไถพรวนดิน
กอใหเกิดการทําลายโครงสรางของดิน ทําใหดินจับตัวกันแนนแข็ง รากพืชและสิ่งมีชีวิตในดิน ไมสามารถทํา
หนา ทต่ี ามธรรมชาติได อีกทัง้ ยงั ทําใหเกิดปญหาการสญู เสยี หนาดินอกี ดว ย
2) ไมใชป ุยเคมหี รือทําปุย หมัก
การใชป ุยเคมีเปนการเรงการเจริญเติบโตของพืชแบบช่ัวคราว ธาตุอาหารที่พืชไดรับ
ไมครบสมบูรณ ทําใหพืชออนแอเกิดโรคและแมลงงาย นอกจากนี้ ดินท่ีใสปุยเคมีเปนเวลานานจะมีสภาพเปน
กรดและเน้ือดินไมรวนซุย สําหรับการใชปุยอินทรียมีความจําเปนอยูบางโดยเฉพาะในชวงแรกที่ตองมีการปรับ
สภาพสิง่ แวดลอมทเี่ สยี ไปจากการทําการเกษตรเคมมี านาน
3) ไมกาํ จดั วัชพืช
เนื่องจากการกําจัดวัชพืชเปนงานที่หนัก เปนภาระแกเกษตรคอนขางมาก และยังมี
ผลตอโครงสรางดิน ทําใหดินขาดพืชคลุมดิน ในระบบเกษตรธรรมชาติจึงมองวัชพืชในมุมมองใหม โดยมองที่
คุณคาและประโยชนของวัชพืชในฐานะของการเปนพืชคลุมดิน ชวยลดการชะลางพังทลายและลดการละเหย
ของน้ํา
4) ไมใชส ารเคมีกาํ จดั ศตั รูพืช
การใชสารเคมีปราบศัตรูพืชนอกจากจะทําลายศัตรูพืชแลว ยังทําลายสิ่งมีชีวิตที่มี
ประโยชนตอพืชหรือส่ิงมีชีวิตที่เปนศัตรูธรรมชาติทําใหเสียสมดุลธรรมชาติ และยังกอใหเกิดปญหาดาน
สิ่งแวดลอม มลพิษ และปญหาสารพิษตกคางตามมาอีกดวย ในระบบเกษตรธรรมชาติ จึงควรใชกลไกทาง
ธรรมชาติทําหนาท่ีศัตรูพืชดวยตัวมันเอง รวมถึงใหความสําคัญกับการคลุมดิน (Mulching) และการปลูกพืช
เพื่อบาํ รุงดิน
42
บทสรุป หลักสําคัญของเกษตรยั่งยืนในรูปแบบตางๆ ที่ไดสรุปนําเสนอไวขางตน คือ การสราง
ระบบนิเวศเกษตรใหมลี ักษณะดงั นี้
• ความหลากหลาย: ปลูกพชื เลย้ี งสตั วหลากหลายชนดิ
• ความปลอดภัย: หลกี เลยี่ งการใชสารเคมีและสารพิษในระบบเพ่ือลดผลกระทบตอ
ผผู ลติ ผบู รโิ ภค และสิง่ มชี ีวิตในระบบทัง้ บนดิน ในดิน น้ํา และอากาศ
• ดินมีชีวิต: ไมทําลายส่ิงมีชีวิตในดิน โครงสรางดิน ปรับปรุงบํารุงดินโดยใช
สารอินทรีย ชวี ภาพ
• การสรางวงจรหมุนเวียนธาตุอาหาร: สรางระบบนิเวศเกษตรท่ีมีการเก้ือกูล
หมนุ เวยี นธาตุอาหารในระบบอยางสมดุล ลดการพ่งึ พงิ ภายนอก
• โครงสรางหลายระดับเลียนแบบนิเวศปาธรรมชาติ: การสรางความหลากหลาย
ของพืชสามารถใชหลกั การการปลูกพืชแบบหลายระดับใชหลกั ความเกื้อกูล และใช
พื้นท่ีอยางมีประสิทธิภาพ เชน หลักการปลูกปา 3 อยาง ประโยชน 4 อยาง ซ่ึงมี
พันธุไมหลายระดับ ท่ีใหประโยชนตางกันท้ังเปนอาหาร สมุนไพร ไมใชสอย
ไมเ ชือ้ เพลงิ และการสรางสภาพแวดลอมท่ดี ี ท้ังดิน นา้ํ อากาศ
43
4 พืชและสตั วใ นระบบเกษตรกรรมยงั่ ยนื
4.1 การปลูกพืชในระบบเกษตรกรรมย่ังยนื
4.1.1 หลักการเลอื กชนิดของพนั ธุพืช
ในระบบเกษตรยั่งยืนพืชมีหนาที่ 2 สวนหลัก คือ หนาท่ีในการผลิต และการบริการ โดยเกษตรกร
สามารถเลือกชนิดของพันธุพืชและวางรูปแบบ และการจัดการ เพ่ือใหบรรลุวัตถุประสงคท่ีต้ังไว โดยมีหลักใน
การเลือกชนิดพนั ธุพ ืช ตามภาพที่ 4.1 นอกจากนี้ หากเกษตรกรตองการปลูกพืชในกลุมไมยืนตนสามารถเลือก
ชนิดพนั ธุโดยประยุกตใชห ลกั การเลือกดงั สรปุ ไวใ นตารางท่ี 4.1
ปลกู ไม 3 อยางประโยชน 4 อยา ง เกษตรหลายระดบั ช้ัน
การผลติ การบรกิ าร
- อาหารคน - ปรบั ปรุงดนิ
- อาหารสตั ว - ควบคมุ การกดั เซาะพังทลายของดนิ
- สมนุ ไพร - ควบคุมการระเหยของน้ําหนา ผิวดนิ
- เชอ้ื เพลิง - ควบคุมวัชพืช
- วัสดกุ อ สราง - ยึดเกาะดิน (ข้นั บนั ได, ตลิ่ง, ลําคลอง ฯลฯ)
- วัตถดุ ิบตา งๆ เชน - รวั้ และแนวเขต
เสน ใย สียอมผา เปนตน
การเลือกชนดิ พนั ธพุ ชื รูปแบบเกษตรกรรมยง่ั ยนื การวางแผน รูปแบบและการจัดการ
ความพรอ มของพื้นที่ ดิน นํา้ ภูมนิ เิ วศ และ
วัตถปุ ระสงคห รือเปาหมายของเกษตรกร
ท่มี า: ดดั แปลงจาก มณฑล จําเรญิ พฤษก (2536)
ภาพท่ี 4.1 การเลือกชนิดพันธพุ ืชในระบบเกษตรย่ังยืน
44
ตารางท่ี 4.1 ขอควรพิจารณาในการเลือกชนิดพนั ธไุ มยืนตน
คณุ ลกั ษณะ ประโยชน
เอนกประสงค ใหผ ลผลติ หลายอยาง เชน ไมเปน เชือ้ เพลงิ กอสรา งอาหารสตั ว ปยุ พชื สด สมุนไพร
การเตบิ โต โตเรว็ เพิ่มปรมิ าณผลผลติ ชวี มวลไดด ี
การเจริญของราก รากลกึ ไมกระทบกับพชื ไรน าอืน่ ๆ
การแขง ขนั ไมแยงพนื้ ที่ สารอาหาร อากาศ แสง และนํา้
การแตกยอดใหม การเจรญิ ของยอด/ก่ิง ไดด ี หลงั จากตดั แตง
สารอาหาร และรสชาติ เปน พืชอาหารสตั วได ไมเปน พิษ ใบไมหยาบเกนิ ไป
เรอื นยอด แสงผานได แตย ังใหรม เงาไดดี
การตรงึ ไนโตรเจน สามารถตรงึ ไนโตรเจน เพมิ่ ความอุดมสมบรู ณข องดิน
ดานเศรษฐกิจ ใหผลผลติ สามารถขายได เชน ผลไม ไมใชส อย ไมฟ น เปนตน
ดานสิ่งแวดลอม ไมเปน อันตรายตอพชื นิดอน่ื เหมาะสมกับพืน้ ที่ ปรบั ตวั ไดด ี สนับสนนุ การเพม่ิ ความ
หลากหลายทางชีวภาพ
4.1.2 พืชในระบบเกษตรผสมผสาน
การเลือกปลูกพืชผสมผสานหลายชนิดในพ้ืนท่ีเดียวกันตองอาศัยคําแนะนําทางวิชาการ และ
ประสบการณ หรือภมู ิปญญาชาวบา น เพราะพืชบางชนิดจะปลกู รวมกันได บางชนิดปลูกรวมกันไมได จึงมีหลัก
พิจารณาเพอ่ื ใหส ามารถใชประโยชนจ ากพชื ผสมผสานไดส งู สุด เชน
(1) พิจารณาความสูงของเรอื นยอดของพชื ชนิดตางๆ โดยแบงความสูงออกเปน 3 ระดบั ดังนี้
• สงู เชน มะพรา ว มะขาม ประดู ไผ ขนุน เหลียง สะตอ เนียง มะตูม เปน ตน
• ปานกลาง เชน มะมวง สม มะนาว มะรุม ผักหวาน ข้ีเหล็ก มะดัน กระทอน นอยหนา กลวย
มะละกอ ออย สะเดา มะกรูด ชะมวง หมุย ชะอม มะยม ทองหลาง มะกอกปา มะเฟอง
มะอึก ยอ เปน ตน
• ชั้นลาง เชน ขิง ขา ตะไคร สะระแหน บัวบก บอน กระชาย ขม้ิน ชะพลู สับปะรด บุก
มันชนดิ ตา งๆ มะเขอื พรกิ กระเจีย๊ บมอญ กระเจี๊ยบแดง ผกั โขม เปน ตน
(2) พิจารณาจากประโยชน ที่เนนการปลูกพืชอาหาร โดยการแบง เปน กลมุ ตางๆ เชน
• พืชสวนครัว เชน พริก กะเพรา โหระพา แมงลกั ตะไคร มะกรดู พริกไทย มะอึก มะนาว
เปนตน
• รั้วกินได เชน ตําลึง ขจร โสน ถั่วพู มันปู กระถิน มะขามเทศ บวบ ฟกเขียว มะระ ไผ นํ้าเตา
ฟกขาว เปน ตน
45
• ผักสม ตาํ เชน มะละกอ ถ่วั ฝกยาว ถว่ั พมุ มะนาว พริก
• ผักขาวยํา เชน กระถิน สมโอ มะดัน มะขาม สะตอ ถ่ัวฝกยาว ตะไคร มะมวง ขา มะกรูด
มะพราว
• ผักแกงแค เชน ชะอม ชะพลู กะเพรา ตําลึง ผักชีฝร่ัง ผักข้ีหูด มะเขือเปราะ หนอไม ผักเผ็ด
ถั่วฝก ยาว มะเขือพวง ตะไคร
นอกจากน้ี หากพจิ ารณาชนิดพืชโดยใชลกั ษณะของพืชและการใหผ ลผลิต สามารถดูตวั อยางพืชไดใ น
ตารางท่ี 4.2
ตารางท่ี 4.2 ตวั อยางของชนิดพชื และเหด็ ท่สี ามารถเลือกปลกู ในระบบเกษตรผสมผสาน
ประเภท ชนิดพชื
พชื สวน (ไมผล) เชน มะมวง มะพราวแก มะพราวน้ําหอม มะขาม ขนุน ละมุด สมเขียวหวาน สมโอ สมโชกุน ฝรั่ง
นอ ยหนา กระทอน มะละกอ ชมพู และกลวย เปนตน
พืชสวน เชน แคบาน มะรุม สะเดา ชะอม ข้ีเหล็ก ผักหวาน กระถิน เหลียง เนียง สะตอ หมุย ทํามัง ชะมวง
(ผกั ยนื ตน) มันปู มะอึก มะกอก ยา นาง ถวั่ มะแฮะ ตําลงึ ถ่ัวพู และมะเขือเครือ เปน ตน
พชื สวน เชน พริก กะเพรา โหระพา ตะไคร ขิงขา กระชาย ชะพลู แมงลัก สะระแหน บัวบก มันเทศมัน
(ผกั ลมลุก) สําปะหลัง เผือก บุก ถ่ัวฝกยาว ถั่วพุม มะเขือฟกเขียว ฟกทอง ผักบุงไทย ผักบุงจีน ผักคะนา
ผกั กาดขาว ผกั กาดหอม ผกั ไผ หอม กระเทยี ม และมะละกอ เปนตน
พืชสวน (ไมดอกและ เชน มะลิ ดาวเรือง บานไมรูโรย กุหลาบ รัก ซอนกล่ิน ปทุมมา กระเจียว และดอกไมเพ่ือทําดอกไม
ไมป ระดบั ) แหง เปนตน
สมนุ ไพรและ บางชนดิ จดั อยใู นกลุมพืชผกั เชน พริก พริกไทย กะเพรา สะระแหน แมงลัก และตะไคร เปนตน แต
เครอ่ื งเทศ ยังมีบางประเภทท่ีใชเปนยารักษาโรคและนํ้ามันหอม เชน ขม้ินชัน (โรคกระเพาะ) พญายอหรือ
เสลดพังพอน (โรคเรมิ ) ไพล (ปวดเมือ่ ย) ฟา ทะลายโจร (แกไ ข) มะแวง (แกไข และแกไ อ) ชุมเห็ด และ
มะขามแขก (ยาระบายออ นๆ) ทองพันชงั่ (ความดนั สงู ) กระเทยี ม (ความดนั สงู ) ตะไครห อม (ยากนั ยงุ )
และแฝกหอม เปนตน
พชื นา้ํ ปลกู ในสระ เชน ผกั กระเฉด ผักบงุ ไทย กระจบั บัวสาย ผกั กดู และโสน เปน ตน
ไมยนื ตน (ใชส อยและ เชน ไผ มะพราว ตาล เสียว กระถิน สะแก ยูคาลิปตัส สะเดา ข้ีเหล็ก สัก ยางนา และหลายชนิดมี
เชอ้ื เพลงิ แตบ างชนดิ คุณสมบัติ บํารุงดินดวย เชน ประดูบาน ประดูปา พะยูง ชิงชัน กระถินณรงค กระถินพิมาน กระถิน-
มสี วนทกี่ นิ ได) เทพา มะคา โมง ท้ิงถอน จามรปี า จามจรุ ี ทองหลาง กระถินไทย และมะขามเทศ เปนตน
พชื ไร พืชไรหลายชนิดไมเหมาะกับการปลูกผสมกับพืชอ่ืน เพราะตองการแสงแดดมากและไมชอบการ
เบยี ดเสียด แตอาจปลูกไดใ นชว งแรกๆ ทีไ่ มยืนตนยังไมโต ไมแยงรมเงามากนัก บางชนิดอาจเก็บเก่ียว
เมอื่ ผลผลิตยงั สดอยูและรับประทาน หรอื จาํ หนายเปนพืชผกั ซ่ึงจะมรี าคาดกี วา เมอ่ื เกบ็ ผลผลิตแก พืช
ไรเหลา นี้ ไดแก ขา วโพด ถ่ัวเหลือง ถว่ั ลิสง ถ่ัวพมุ ปอกระเจา ออยคั้นนา้ํ และมนั สําปะหลงั เปน ตน
พืชไรบางชนดิ เปนพืชยนื ตน อาจปลูกตามริมแปลง หวั ไรป ลายนาได เชน นนุ ละหงุ และฝายสําลี เปน
ตน สวนดีของพืชไร คือ ผลผลิตเก็บไวไดนาน ตางกับพืชสวนที่ผลิตผลเก็บไวไมไดนาน จะตองรีบ
46
ประเภท ชนิดพืช
พืชบาํ รงุ ดิน และพืช จําหนา ยหรอื บริโภค หรอื แปรรปู ทันที
คลุมดิน ชนิดที่เปนพืชลมลุก ควรปลูกแซม ผลไม หรือ ไมยืนตน ขณะท่ีตนยังเล็กอยู หรือปลูกตามหลังขาว
เชน ถ่ัว มะแฮะ ถั่วฮามาตา โสนอัฟริกัน โสนพ้ืนเมือง ปอเทือง ถ่ัวพรา รวมท้ังถ่ัวเหลือง ถั่วเขียว
เห็ด ถว่ั ลสิ ง และถั่วพมุ เปน ตน บางชนิด เปนพืชยืนตน อาจปลูกผสมกับพืชอื่น หรือปลูกตามหัวไรปลาย
นาได บางอยางอยใู นกลุมพชื สวนที่บรโิ ภคได บางอยาง อยูในกลุมไมใชสอยและเช้ือเพลิง เชน ข้ีเหล็ก
กระถิน ชะอม ถ่ัวมะแฮะ สะตอ หางไหล มะขาม มะขามเทศ มะขามแขก ประดูบาน ประดูไทย
ทองหลาง และสะเดาชาง เปนตน สําหรับ พื้นท่ีท่ีมีความลาดเท หรือริมบอ ริมคันดิน ควรปลูกแฝก
เปนแถวขวาง แนวลาดเอียง เพอื่ ปอ งกนั การชะลางพังทลายของดิน
เชน เห็ดฟาง เห็ดนางฟา เห็ดเปาฮื้อ เห็ดปา/เห็ดธรรมชาติ ซึ่งเกษตรกรสามารถปลูกได เม่ือมีตนไม
ปา/ไมทอ งถ่ิน เปนตน
4.1.3 การปลกู พชื ตามหลกั การปลูกไม 3 อยา ง ประโยชน 4 อยาง
การปลูกไม 3 อยาง คือ ไมใชสอย ไมกินได ไมเศรษฐกิจ จะใหประโยชน 4 ประการ คือ ไดใชสอยและ
เศรษฐกจิ ไมฟ น ไมกนิ ได และประการสดุ ทาย คอื สามารถชวยอนุรักษดินและตนน้ําลําธารดวย ซ่ึงประเภทไม
3 อยา งท่เี หมาะสมแกการใชป ลกู นัน้ พระบาทสมเด็จพระเจา อยูหัว (รัชกาลที่ 9) ทรงเนนใหใชพันธุไมท่ีมีอยูแลวใน
ทองถ่ิน เพราะเปนไมที่สามารถเจริญเติบโตไดดี มีลักษณะท่ีเหมาะสมกับสภาพพื้นที่อยูแลวไมเปนการ
เสี่ยงตอภาวะการรอดตายและการเจริญเติบโต เปนและท่ีรูจักของราษฎรในทองถิ่นอยางดี (คณิต ธนูธรรม
เจริญ, 2546) ประเภทของปา 3 อยา ง และการใชป ระโยชน 4 อยาง และแนวทางปฏิบัติสรปุ ได ดังนี้
1) ปา 3 อยา ง ไดแ ก
(1) ปาไมใชส อย ไมส าํ หรบั ใชกอสราง ทําเคร่อื งมือเคร่ืองใชตางๆ เชน ไมไผ ไมโตเร็ว ไมเ น้อื
แขง็ ชนิดตางๆ เปน ตน
(2) ปาไมกินได คือ ไมผล พืชผกั ท่ใี ชเ ปน อาหาร รวมถึงสมุนไพรชนดิ ตางๆ
(3) ปาไมเ ศรษฐกิจ คอื ไมท่ีปลูกไวขาย ไมว า จะเปน ไมผลเศรษฐกิจ และไมท่ปี ลกู ไวขายเนือ้
ไม เชน ไมสกั เปน ตน
2) ประโยชน 4 อยา ง ไดแ ก
(1) ประโยชนในการเปนไมใชสอย โดยนํามาสรา งบา น ทําเลาเปด เลา ไก ดา มจอบ/เสยี ม ทาํ
หตั ถกรรม หรือกระท่ังเปนฟนในการหงุ ตม
(2) ประโยชนใ นการเปน อาหาร ทัง้ พืชกินใบ กนิ ผล กินหัว และเปน ยาสมนุ ไพร
(3) ประโยชนในการเปน แหลงรายไดข องครวั เรือน เปนพืชที่สามารถนํามาจําหนายได ซ่ึงควร
ปลกู พืชหลากหลายชนิดเพือ่ ลดความเสี่ยงเรื่องราคาตกตา่ํ และไมแ นน อน
(4) ประโยชนในการชวยอนุรักษดินและน้ํา การปลูกพืชที่หลากหลายอยางเปนระบบ ชวย
สรางสมดุลของระบบนิเวศในสวน ชวยปกปองผิวดินใหชุมชื้น ดูดซับนํ้าฝน และคอยๆ ปลดปลอยความชื้นสูแปลง
เกษตรกรรม
47
การปลกู ปา 3 อยาง ประโยชน 4 อยาง ใชห ลกั การปลูกพืชแบบหลายระดบั ชน้ั แบง เปน 5 ระดบั
ตามชน้ั ความสงู ของตน ไมและระบบนิเวศของปา ดังนี้
(1) ไมระดบั สูง เชน ตะเคียน ยางนา มะคา โมง สะตอ มะพราว ฯลฯ
(2) ไมร ะดบั กลาง เชน ผักหวานปา ตว้ิ พลู กาํ ลังเสอื โครง กลวย ฯลฯ
(3) ไมพ มุ เตยี้ เชน ผักหวานบาน มะนาว พรกิ ไทย ยา นาง เสาวรส ฯลฯ
(4) ไมเรี่ยดิน เชน หนา ววั ผกั เส้ยี น มะเขือเทศ สะระแหน ฯลฯ
(5) ไมหัวใตดนิ เชน ขา ตะไคร ขมน้ิ ไพล เผือก มนั บุก กลอย ฯลฯ
ขอคํานงึ ในการปลูกปา 3 อยา ง
• การปลูกชวงแรกควรเลือกปลูกไมเบิกนํา เชน แค มะรุม สะเดา กลวย ออย ไผ ขาวและ
พืชผัก เพราะเปนพืชอาหารและไมใชสอยท่ีโต และใหผลผลิตเร็ว สามารถคลุมดินและ
ดูดซบั ความชมุ ช้ืน ทั้งนีค้ วรเนน ปลูกพืชกินได ทโี่ ตไวเพอื่ เปน แหลง อาหารและไมใ ชสอย
• ไมป ลูกเพอ่ื อยูอ าศัย หรือไมเศรษฐกจิ ขนาดใหญ หรอื ไมร ะดับสูง ควรปลูกในปท ่ี 2
• ไมสมนุ ไพร สวนใหญจะเปนไมพุมเต้ีย ไมเรี่ยดิน และไมหัวใตดิน มักจะเจริญเติบโตไดดี ในท่ี
รมหรือรมรําไร
• นาขาวควรเลอื กพื้นทใี่ หเ หมาะสม สามารถใหผลผลิตเพยี งพอตลอดทั้งป
• ควรขดุ รองนํา้ ขนาดเลก็ เพ่ือเกบ็ นา้ํ และความชมุ ชนื้ แกตนไม และสามารถใชเล้ียงปลาเพื่อเปน
อาหาร และหมุนเวียนนํ้าไปสูบอขนาดใหญ (ศูนยกสิกรรมธรรมชาติบานบุญ, มปป. เอกสาร
ออนไลน)
4.1.4 การปลกู พืชผักในระบบเกษตรกรรมยง่ั ยืน
ในตารางที่ 4.3 ไดแบงประเภทของพืชผักที่สามารถเลือกปลูกไดในระบบเกษตรกรรมย่ังยืน โดย
เกษตรกรสามารถเลือกพืชผักไดตามความเหมาะสมของพื้นที่ สภาพอากาศ ฤดูกาล ความชอบในการบริโภค
ควบคูไปกับความตอ งการของตลาด ซึง่ มขี อ แนะนาํ ในการพิจารณาประเภทและวิธีการปลกู พชื ผกั ดังนี้
48