The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ความรู้เบื้องต้นด้านนิเวศเกษตร
เพื่อการประยุกต์ใช้ในระบบเกษตรกรรมยังยืน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ความรู้เบื้องต้นด้านนิเวศเกษตร เพื่อการประยุกต์ใช้ในระบบเกษตรกรรมยังยืน

ความรู้เบื้องต้นด้านนิเวศเกษตร
เพื่อการประยุกต์ใช้ในระบบเกษตรกรรมยังยืน

ตารางที่ 4.3 ประเภทของพืชผกั และระดับความตองการธาตอุ าหาร ระดบั ความตอ งการ
ประเภท ชนดิ ผกั ระดบั การติดโรค
แรธาตุ* ไดง าย*
ผักกนิ ใบ: ผักตระกูลกะหลา่ํ ผักกาด คะนา ผักบุง กวางตงุ 2 2
ผักชี คนื่ ชาย โหระพา กะเพรา สลัด ผกั โขม เปน ตน 1
ผักกนิ ผล: มะเขือ พริก แตงกวา มะระ แตงไทย ฟก กระเจยี๊ บ 3 3
มะเขอื เทศ มะเขือพวง บวบงู พรกิ หวาน เปน ตน 4
ผกั กนิ ราก: แครอท ผักกาดหวั มันแกว มันเทศ มันฝรง่ั แหว 4
หอมแดง กระเทยี ม เผือก ขา ขงิ กระชาย เปน ตน 5
พืชผักบํารงุ ดนิ / พชื ตระกลู ถัว่ สามารถตรึงไนโตรเจนในอากาศได จึง 5
ตระกลู ถวั่ : นิยมปลูกบาํ รุงดนิ สว นเมลด็ และใบก็ใชเ ปนอาหาร
เชน ถ่ัวตางๆ เชน ถัว่ ฝกยาว ถ่ัวเหลอื ง ถ่วั เขียว
ถั่วดํา ถวั่ แดง ถวั่ แปบ ถว่ั พรา ถัว่ ลันเตา ถั่วพู ถ่ัวมะ
แฮะ เปน ตน
พชื ผักท่ีกนิ เมล็ด/ ขา วโพด งา เดอื ย เปน ตน 1
ธญั พืช:
หมายเหต:ุ * ความตองการแรธาตุ หมายเลข 5 = ตํ่า หมายเลข 1 = สงู
* ระดับการติดโรคไดง า ย หมายเลข 5 = ยาก หมายเลข 1 =งาย
ทม่ี า: ชมชวน บญุ ระหงษและคณะ (2553)

ขอแนะนาํ การปลูกพืชผักในระบบเกษตรยั่งยืน
(1) ปลกู พชื โดยเนน ความหลากหลาย ท้งั ชนดิ พันธุ ตระกูลและคุณสมบตั เิ พ่อื ลดความเส่ียงจาก

ความเสยี หายและศัตรพู ืช เชน การปลกู ผกั กนิ ใบ+ผักกนิ ผล+ผักกินหัว+ผักไลแมลง รว มกัน
(2) ปลกู พชื หมุนเวยี น เปนการเลือกชนิดผกั ท่ีปลูก ตามความตองการธาตุอาหารท่ีตา งกนั และลด

ปญ หาเรอ่ื งโรคและแมลงระบาด การวางแผนปลกู พชื หมุนเวียนที่ดคี วรพจิ ารณา ปจ จยั สําคัญ 2
ประการ คือ

(2.1) ระดับการดงึ ธาตุอาหาร เชน ผักทใ่ี ชธ าตอุ าหารมากเหมาะจะปลูกกอนหรือตามหลังพชื
ทใี่ ชธาตอุ าหารนอย

(2.2) ความตา นทานโรค ถาดินมเี ช้อื โรคหรอื ศัตรูพืชแฝงอยูจะตองปลกู ผักท่ีตา นทานโรคไดด ี
(3) ปลกู พืชรว มในแปลงเดยี วกนั เปน การปลกู มากกวา ชนดิ เดยี วในแปลง สามารถรักษาธาตุอาหาร

อยา งใดอยางหน่ึงในดนิ ไมใ หหมดไปอยา งรวดเรว็ และเปน การเก้ือกูลกนั ขอ คาํ นงึ ในการปลกู พืช
รวม คือ

• การใชธาตอุ าหาร เชน ปลูกธัญพืชกับพชื ตระกูลถัว่
• ความลึกของราก เชน ปลูกขา วโพดรวมกับฟกทอง (ขา วโพดรากลึกกวาฟกทองใชธาตุ

อาหารช้ันลาง ฟกทองใชธาตอุ าหารชัน้ บน) เปน ตน
ขอสงั เกต พืชรากลึกมักจะเปนพืชที่มีลาํ ตนตรง สวนพชื รากต้นื มักจะเปน พวกแผเ ล้ือย
ไปตามพน้ื
• ปลกู พชื ขับไลแ มลง (แมลงไมชอบ) และพชื ดักแมลง (แมลงชอบ)

49

(4) ปลูกพชื แนวดิ่ง เปน วิธกี ารปลกู ท่เี หมาะสาํ หรบั ครอบครัวที่ไมมีที่ดิน หรือมนี อ ย แตต อ งการผลิต
อาหารแบบหลากหลาย

(5) ปลูกพชื เหมาะสมตามฤดูกาล พืชแตล ะชนิดสามารถเจริญเตบิ โตไดด ีในสภาวะฤดูกาลท่ตี างกัน
การเลอื กปลกู ใหเ หมาะกบั ฤดูกาลจะสามารถปองกันโรคแมลง และพชื เจริญเตบิ โตไดดีให
ผลผลติ สูง

(6) ปลกู พชื พันธุพชื บา น พชื ผกั พ้ืนบานมขี อดีคือ ปลกู งาย ตา นทานโรค แมลง ขอดอ ยคือ ความ
ตอ งการของผูบริโภคมีนอ ย ใชเวลานานในการเจริญเติบโต
(ชมชวน บญุ ระหงษและคณะ, 2553)

4.2 การเล้ียงสัตวใ นระบบเกษตรกรรมยั่งยนื
จากหลักการทางนิเวศวิทยาจะเห็นไดวา พืชเปนผูผลิต สัตวเปนผูบริโภค สัตวไมสามารถสรางอาหาร

ไดเ อง และโดยปกติตองกินอาหารจากพืช ดังนั้น หากมีความตองการบริโภคเน้ือสัตวมากขึ้น ความตองการพืช
อาหารสัตวก็จะย่ิงมากขึ้นตามไปดวย โดยเฉพาะการเล้ียงสัตวในระบบอุตสาหกรรมที่จะใชอาหารขนที่ไดจาก
พืชจํานวนมาก สวนหน่ึงนําไปสูการรุกพื้นท่ีปาเพื่อปลูกขาวโพด ถ่ัวเหลือง มันสําปะหลัง หญา ซึ่งเปนพืช
อาหารสตั ว มากขึ้นตามไปดว ย และแนน อนวา ยอ มสงผลตอเน่ือง คือ ภาวะโลกรอนท่ีกําลังเปนปญหาสําคัญใน
ปจ จบุ ันและอนาคต

การเล้ียงสัตวในระบบเกษตรยั่งยืนจะชวยใหเกิดการหมุนเวียนทรัพยากรในแปลงไดดีขึ้น เกษตรกร
สามารถลดตนทุนคาปุยและมีอาหารโปรตีนไวบริโภค อยางไรก็ตาม หากตองการไดรับประโยชนสูงสุด
เกษตรกรจะตองมีการจัดการท่ีดี โดยเฉพาะการผลิตอาหารสัตวเอง ซึ่งเปนการลดตนทุน และควบคุมคุณภาพ
และปองกันการปนเปอนสารเคมีได ปจจุบัน พบวามีเกษตรกรเร่ิมใหความสําคัญกับการเลี้ยงสัตวในระบบ
เกษตรอินทรยี  และมักจะพบวา เปน การเล้ียงผสมผสานในระบบเกษตรยั่งยืน

เปาหมายของการเลี้ยงสัตวอินทรียในระบบเกษตรกรรมย่ังยืน คือ การทําใหสัตวมีสุขภาพดี โดยมี
วธิ กี ารคอื ใหสตั วเปน สวนหนึ่งของระบบนิเวศ หลีกเล่ียงการเอาเปรียบสัตวและการกักขังในท่ีจํากัด แตจะเนน
การปลอยในพ้ืนที่โลง ไมมีการตัดหางสุกรและการตัดปากไก ไมใชสารเคมีสังเคราะหในอาหาร ไมใชสาร
ปฏิชีวนะ ท่สี ําคัญเนน การเลี้ยงโดยใชอ าหารจากในไรน าตนเองกอ น หากจําเปนตองใชอาหารขนควรมีการผสม
อาหารเอง ไมควรซื้ออาหารสําเร็จโรงงาน เพราะอาหารสําเร็จสวนใหญจะใสสารปฏิชีวนะ สารเรงใหโตเร็ว
และสารกันรา ซึ่งสารเหลาน้ีจะมีผลเสียตอสุขภาพของผูที่บริโภค ตัวอยางเชน กรณีสารอันตรายตอสุขภาพซึ่ง
ผสมอยูในอาหารไกเน้ือ มีการระบุขางกระสอบอาหารวา “หามใชอาหารนี้เลี้ยงสัตวกอนจับ 7 วัน” แตในทาง
ปฏิบัติ การจับไกจะข้ึนอยูตามความตองการของตลาด ซ่ึงไมสามารถควบคุมการใชอาหารใหเปนไปตาม
คําแนะนําดังกลาวได ปญหาไมไดเกิดขึ้นเฉพาะไกเน้ือเทาน้ัน แตยังพบปญหาท้ังในไกไขและโคนม โดยเฉพาะ
ในชวงทาํ วัคซีนจะไมใหมีการขายไขและนม แตพบวายังมีการลักลอบจําหนายอยู ดังนั้น ในระบบเกษตรยั่งยืน
อาหารหรือวัตถุดบิ ทีใ่ ชใ นการทําอาหารเพอ่ื ใชเ ล้ียงสัตวควรมาจากไรนาตนเอง หรือหากจําเปนตองซ้ือก็ควรมา
จากไรนาของกลมุ และเครอื ขายที่มกี ารรบั รองมาตรฐานหรือเชอ่ื ถอื ได

สําหรับชนดิ ของสัตวเ ลย้ี ง เกษตรกรสามารถเลือกไดหลากหลายชนิดโดยควรพิจารณาใหเหมาะสมกับ
แรงงาน เงนิ ทนุ และพืน้ ท่ีท่ีเหลอื ตลอดจน อาหารบางสวนทีไ่ ดจากแปลงปลกู พชื (เชน ตนพืช รําขาว ฟางขาว
มูลสัตว ฯลฯ) รวมถึงวัตถุประสงคในการเลี้ยง เชน เล้ียงเปนรายไดหลัก เล้ียงเปนรายไดเสริมและอาหาร
ประจําวัน โดยเฉพาะปลาซึง่ เปนอาหารประจาํ วันของคนไทยทบ่ี ริโภครว มกบั ขาว และผัก ส่ิงสําคญั คือการเล้ียง

50

ในระบบเกษตรผสมผสานเปนการหมุนเวียนธาตุอาหารในระบบดวยการเปล่ียนพืชผัก เศษเหลือจากพืช เศษ
อาหารตางๆ มาเปนเน้ือ นม ไข เพ่ือเปนอาหารและสรางรายได และเปนมูลสัตวกลับเปนธาตุอาหารในดิน
ทดแทนปยุ เคมีและประหยัดคา ใชจ ายในการซ้อื ปยุ อนิ ทรยี จ ากภายนอก

เทคนคิ ของการเลี้ยงผสมผสาน ควรเปนไปตามคาํ แนะนําของนกั วิชาการ เชน เดียวกับการปลูกพืช เชน
การสรางคอกหรอื เลาสัตวค รอ มรมิ บอ ปลาเพ่อื ใชม ลู สัตวเปน อาหารปลา หรือการขุดบอปลาใหมีระดับความลึก
ตา งกัน เปนตน สัตวที่นิยมเลี้ยงคูกับปลา คอื ไก เปด หมู ดังตัวอยางใน ตารางที่ 4.4

ตารางที่ 4.4 ตัวอยางประเภทและชนิดสัตวเ ลย้ี ง
ประเภท ตัวอยางชนดิ สัตว ตัวอยา งการเลี้ยงผสมผสาน
สัตวปก ไกเนอ้ื -พืน้ เมือง ไก-ปลา
ไกเ นอื้ ไก/ เปด-ยางพารา/สวนผสม
ไกไข ไกไ ขอ ารมณด ใี นสวนผสมผสาน
ไกงวง เปด ในนาขา ว-ปลา
เปดเนือ้
เปดไข หมู-ปลา (เลี้ยงหมูบนคันบอ/บอปลา)
นกกระทา แพะ-ยางพารา/สวนผสม
สตั วเ ลก็ หม-ู พ้นื เมือง หมหู ลุม-สวนผสมผสาน
หมู โคเน้อื -ปาลม
แพะนม โคนม-หญา -สวนผสมผสาน
แพะเนอ้ื ปลาในนาขาว-เปด
สตั วใ หญ โคเนอ้ื -พน้ื เมือง กบ-ปลาดกุ
โคเน้ือ
โคนม ลําไย-ผ้ึง
กระบือ มดแดง-สวนวนเกษตร
สัตวนํา้ และ ปลากินพืช:นิล ตะเพยี น ไน ฯลฯ หมอน-ไหม-สวนผสมผสาน
สัตวคร่งึ บกคร่งึ นา้ํ ปลาดุก
ปลาชอน
ปลาหมอ
กบ
แมลง จิ้งหรีด
ผง้ึ
มดแดง
ไหม

51

นอกจากน้ี ในระบบเกษตรผสมผสาน สัตวยงั มีบทบาทเปนผูใชแ รงงาน และเปนอาหารแกมนุษยโดย
การบริโภคพืช หรือสัตวอื่น อีกทอดหน่ึง แลวตอบแทนกลับคืนสูพืชในรูปของมูลหรือของเสียอื่นๆ ซึ่งยังมีธาตุ
อาหารท่ีเปนประโยชนตอพืชมากมาย (ตัวอยางในตารางท่ี 4.5) อาจกลาวไดวา มูลสัตว เปนสิ่งเชื่อมตอและ
การเกอื้ กลู ระหวางพชื และสตั ว ที่อาจเรยี กไดวา เปน พน้ื ฐานของระบบเกษตรแบบผสมผสาน

ตารางที่ 4.5 แสดงปรมิ าณธาตอุ าหารเฉลี่ยสาํ หรับพืชท่ีมใี นมูลสัตวแหง ชนดิ ตา งๆ
ปริมาณธาตอุ าหารท้ังหมด (รอยละ) ปรมิ าณธาตอุ าหารท้งั หมด
ปุยมลู สตั ว (มก./กก.)
N P K Ca Mg S Na Fe Cu Mn Zn
มลู สกุ ร 2.69 3.24 1.12 3.85 1.18 0.19 0.27 0.44 611.07 1,030.13 975.75

กากตะกอน 2.23 6.84 0.23 11.7 1.09 1.16 0.07 0.63 1,001.73 2,060.29 2,791.1
มูลไกไ ข 2.59 1.96 2.29 8.09 0.74 0.54 0.32 0.31 75.51 591.87 396.54

มลู โคเน้อื 1.36 0.51 1.71 1.76 0.50 0.33 0.73 0.45 40.63 375.86 134.62

มูลโคนม 1.27 0.48 1.42 0.98 0.43 0.31 0.23 0.34 29.92 416.10 121.60

มลู แพะ 1.03 0.66 0.64 1.49 0.37 0.37 0.13 0.14 24.78 210.88 125.64

มลู แกะ 0.94 0.54 1.07 1.23 0.34 0.19 0.20 0.11 21.01 205.28 103.53

ทีม่ า: สุกญั ญา จตั ตพุ รพงษ, ปฏิมา อูส งู เนิน และอทุ ยั คันโธ (2549)

52

บรรณานุกรม

คณิต ธนูธรรมเจริญ. 2546. เอกสารประกอบการฝกอบรม หลักสูตร การปลูกไม 3 อยาง ประโยชน 4
ประการ. เชียงใหม: ฝา ยศกึ ษาและพฒั นาปาไม ศูนยศ ึกษาการพฒั นาหวยฮองไคร อันเน่ืองมาจาก
พระราชดําร.ิ

จรญั จันทลกั ขนา และผกาพรรณ สกลุ มัน่ .2546.การเกษตรยัง่ ยนื หลกั การ แนวทาง และตวั อยางระบบ
ฟารม .กรุงเทพมหานคร: สํานักพมิ พม หาวิทยาลัยเกษตรศาสตร.

ชนวน รัตนวราหะ (บรรณาธกิ าร). 2536.เกษตรกรรมเชงิ ระบบ เกษตรกับส่ิงแวดลอม. กรุงเทพฯ:
กรมวิชาการเกษตร.กระทรวงเกษตรและสหกรณ.

ชมิ เป มูรากาม.ิ 2547.สูสํานึกธรรมชาติ คมู ือ เกษตรกรรมนเิ วศในเขตรอ น. ดสิ ทัต โรจนาลักษณ แปล.
พิมพคร้งั ที่ 2. ศูนยเกษตรกรรมธรรมชาติหนองจอก มลู นิธสิ ุขภาพไทย. กรงุ เทพมหานคร: ปาปรสุ
พบั ลเิ คช่ัน

ชมชวน บญุ ระหงส และคณะ.2553. เกษตรอินทรยี ใ นระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและระบบตลาดที่เปน ธรรม.
พิมพครั้งท่ี 5. สถาบันชุมชนเกษตรกรรมย่ังยนื . สนบั สนุนโดย ออ กแฟม เกรท บรเิ ทน. เชยี งใหม:
โคขยนั มีเดยี ทีม.

ทศั นยี  อตั ตะนนั ท และประทีป วรี ะพฒั นนริ ันดร. 2550.คูมอื สําหรับเกษตกรยคุ ใหม ธรรมชาติของดนิ
และปยุ . โครงการรวมพลังพลกิ ฟน ผนื ดนิ เกษตรไทย.กรงุ เทพมหานคร: หจก.กรครีเอชั้น.

ปราโมทย อินสวาง และคณะ. ม.ป.ป.คุณคา ระบบนเิ วศและบรกิ ารของระบบนเิ วศสําหรบั บภาคธุรกิจ
[ออนไลน]. แปลจาก Guide to Corporate Ecosystem Valuation และ The Corporate
Ecosystem Services Review. องคกรความรวมมือระหวา งประเทศของเยอรมนั (GIZ) องคก รธรุ กิจ
เพือ่ การพัฒนาอยางย่ังยนื (TBCSD) และมูลนิธสิ ถาบันส่ิงแวดลอ มไทย (TEI). สบื คนจาก
www.tei.or.th/publications/2013.../2013-TBCSD-giz-valuable-ecosystem-businesses.p...

ปท มา วิตยากร แรมโบ. (มปป.) Soil Fertility and Plant Nutrition ความอุดมสมบูรณข องดนิ
และโภชนาการพืช. ไนโตรเจน. มหาวิทยาลยั ขอนแกน. สืบคน จาก
https://ag.kku.ac.th/academic/new/file/pattama/132351%20Lec%207%20%20(Nitroge
n).pdf
.มปป. บทท่ี 7 ระบบนเิ วศเกษตร (Agroecosystem) [ออนไลน] .สืบคนจาก
mis.agri.cmu.ac.th/course/course_lecture_download.asp?CourseNO=357418&CID...

นิวตั ิ เรอื งพานชิ . 2541. นิเวศวิทยาทรัพยากรธรรมชาติ. กรุงเทพฯ: ร้วั เขียว.
มณฑล จาํ เรญิ พฤกษ. ม.ป.ป.. บทบาทของตนไมในระบบวนเกษตร [ ออนไลน]. กรุงเทพฯ:

มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร. สบื คน จาก http://www.mcc.cmu.ac.th/Seminar/pdf/323.pdf

53

มหาวิทยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช. (ม.ป.ป.). มลู คาเศรษฐกิจของประโยชนจากระบบนิเวศ [ออนไลน]. สืบคน
จาก http://www.stou.ac.th/stouonline/lom/data/sec/Lom21/03-01-2.html

มหาวทิ ยาลัยเกษตรศาสตร. ม.ป.ป.. ความรูพ ืน้ ฐานเก่ยี วกบั สังคมพืช [ออนไลน] . ภาควชิ าชวี วทิ ยาปา ไม.
คณะวนศาสตร. สบื คน จาก http://www.bioff.forest.ku.ac.th/main/?p=42

วิทรู ย ปญญากลุ (แปล). 2556. เกษตรยงั่ ยนื : วถิ ีเกษตรเพื่ออนาคต. พิมพคร้ังท่ี 3. มูลนธิ สิ ายใยแผนดิน.
กรงุ เทพฯ: วพี ริ้น.

วิทูรย เล่ียนจาํ รูญ. 2530. การเกษตรแบบผสมผสาน โอกาสสดุ ทายของเกษตรกรรมไทย. สมาคมเทคโนโลยี
ทีเ่ หมาะสม. กรุงเทพฯ: งานดี.

วทิ รู ย เลย่ี นจาํ รญู (บรรณาธกิ าร). 2539. เกษตรกรรมทางเลือก: ความหมาย ความเปน มา และเทคนคิ วธิ ี.
หนงั สือประกอบงานสมชั ชาเกษตรกรรมทางเลือกครั้งที่ 2. เครอื ขายเกษตรกรรมทางเลือก. กรงุ เทพฯ:
พิมพด .ี

วรนชุ อษุ ณกร. 2547. รอบรเู ร่ืองสิ่งแวดลอม.กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร
ศูนยกสกิ รรมธรรมชาตบิ า นบุญ. ม.ป.ป.. คนรักษปา ปา 3 อยาง ประโยชน 4 ประการ [ออนไลน]. ขอนแกน :

สบื คนจาก http://www.banrainarao.com/knowledge/kl_forest

องคกรพิพธิ ภณั ฑวิทยาศาสตรแ หง ชาต.ิ ชนั้ เรอื นยอด (Canopy) [ออนไลน] .สบื คนจาก

http://www.nsm.or.th/index.php?option=com_k2&view=item&id=4986:canopy&Itemid=218

สราวธุ คลอวุฒมิ ันตร. มปป. การหมุนเวียนของธาตแุ ละสารอาหาร (Biogeochemical and Nutrient
Cycle). มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร.
http://bio.flas.kps.ku.ac.th/courses/381/biogeochemical_cycle_HO58.pdf

สาํ นกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแหงชาต.ิ 2546. การพัฒนาทีย่ ง่ั ยนื .
เอกสารประกอบการประชุมประจําป วันจันทรท่ี 30 มิถุนายน 2546. ศูนยการประชุมและแสดงสินคา
อมิ แพค็ เมอื งทองธานี จังหวัดนนทบุรี

สาํ นกั ความหลากหลายทางชวี ภาพ. ม.ป.ป.. ความหมายของความหลากหลายทางชีวภาพ [ออนไลน]. สืบคน
เมอื่ 15 มกราคม 2560. สบื คนจากhttp://chm-thai.onep.go.th/chm/cbd_definition.html

อาทติ ยา พองพรหม, ณฐั พล ขานหมดั , ธรี ะดา นิลไชย, และอนสุ รา มลู ปอม.2560ก. แนวทางการใช
ประโยชนท ด่ี นิ อยางย่งั ยืนดวยการพฒั นาระบบวนเกษตรของเกษตรกรในเขตปฏิรูปที่ดนิ ภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื . เอกสารวิจยั ฉบบั ที่ 245. กรงุ เทพมหานคร: สาํ นกั งานการปฏิรปู ท่ีดินเพอื่
เกษตรกรรม.

อาทติ ยา พองพรหม, พรพรรณ ปะทาเส, อนุสรา มูลปอ ม, เยาลกั ษณ แกว ยอด.2560ข. การใชประโยชน
จากปา หวั ไรปลายนาในแปลงเกษตรกรรมของเกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ. เอกสารวิจยั
ฉบับท่ี 244. กรงุ เทพมหานคร: สาํ นักงานการปฏริ ปู ที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม.

54

อาํ พล เสนาณรงค.2557. เกษตรทฤษฎใี หมตามแนวพระราชดาํ ริ.กรงุ เทพมหานคร:
สาํ นกั งานคณะกรรมสาํ นักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอนั เน่ืองมาจาก
พระราชดาํ ริ (กปร.)

California Institute of Technology - Space Radiation Lab. Learn about Rainforests. [Online].
Available: http://www.srl.caltech.edu/personnel/krubal/rainforest/Edit560s6
/www/whlayers.html.

Nair. P.K. Ramachadran. 1993. An Introduction to Agroforestry. International Centre for
Research in Agroforestry.

Wekesa Amos และJönsson Madeleine. 2014. A training Material: Sustainable Agriculture
Land Management [Online]. We Effect and Vi Agroforestry. We Effect Regional Office
East Africa. Nairobi. SALM Training Manual: Available: http://weeffect.org/start-
page/about-us/downloads/

55

ภาคผนวก

56

ภาคผนวกที่ 1

ตัวอยางการวางผงั แปลงและกจิ กรรมในระบบวนเกษตรจําแนกตามสภาพพ้ืนท่ี
1. กลมุ พ้นื ทีไ่ ร/ สวน-ไมมนี าขาว

แปลงวนเกษตรในพน้ื ทีน่ อยเฉพาะรอบบา นพัก-ไมมพี น้ื ที่นาขาว:
รูปแบบ นาไรส วน-ปาไม-เล้ยี งสัตว-ประมง

แปลงวนเกษตรในพ้ืนท่สี วนหรือไร-ไมม ีพื้นทน่ี าขา ว (ปลกู ผสมผสานกระจายทั้งแปลง):
รปู แบบ นาไรสวน-ปา ไม-เล้ียงสตั ว-ประมง
57

แปลงวนเกษตรในพน้ื ทีส่ วนหรอื ไร-ไมมีพ้นื ทีน่ าขา ว (แบบแบงสัดสวนพ้ืนที)่ :
รปู แบบ นาไรสวน-ปา ไม-เล้ยี งสัตว

2. กลมุ พน้ื ท่ไี ร/สวน-ไมมีนาขาว

แปลงวนเกษตรในพนื้ ทีน่ าขา วอยางเดยี ว (ปลกู ไมยืนตนบนคนั นา-ขอบสระ):
รูปแบบนาไรส วน-ปา ไม
58

แปลงวนเกษตรในพื้นที่ทมี่ ีสวน/ไร และนาขาว (แบบแบงสัดสว น-ไมยืนตน บนคนั นา):
รูปแบบ นาไรสวน-ปาไม-เลย้ี งสัตว- ประมง

แปลงวนเกษตรในพ้นื ที่ท่ีมีสวน/ไร และนาขาว (แบบแบงสัดสวนพ้ืนท่)ี :
รปู แบบ นาไรส วน-ปาไม-เล้ยี งสตั ว-ประมง
59

แปลงวนเกษตรในพน้ื ท่ีที่มีสวน/ไร และนาขาว (แบบแบง สัดสว นพ้นื ท่)ี :
รูปแบบ นาไรสวน-เล้ยี งสัตว (โคนม)-ปาไม
60

ภาคผนวกที่ 2

ปรมิ าณ N P K ในปุยอินทรีย (รอยละของนํา้ หนกั แหง )

ชนิดของปุยอนิ ทรีย N (รอยละ) P (รอ ยละ) K (รอ ยละ)
ผักตบชวา 1.55 0.46 0.49
ปอเทอื ง 1.98 0.30 2.41
ตนขาวโพด 0.71 0.11 1.38
ฟางขา ว 0.59 0.08 1.72
รําขา ว 1.22 0.91 1.09
แกลบ 0.46 0.26 0.70
ขี้เถา แกลบ 0.00 0.15 0.81
มลู ววั 1.10 0.40 1.60
มลู สกุ ร 1.30 2.40 1.00
มูลไก 2.42 6.29 2.11
มลู คางคาว 1.54 14.28 0.60
ปยุ หมกั ฟางขาว 1.34 0.53 0.97
ท่ีมา: ทัศนีย อตั ตะนันทน และประทปี วรี ะพฒั นนิรนั ดร (2551)

ความสําคัญของธาตุอาหาร

N ไนโตรเจน* เพิ่มการเจริญของกิง่ กาน ใบ ทําใหพ ชื มีสีเขยี วเขมขึ้น และปองกันการรวง
ของใบ ก่งิ และผล
P ฟอสฟอรสั * เรงการเจริญของ ดอก ผล และราก เพม่ิ การดดู นํ้า และชว ยการงอกของเมล็ด
K โปแตสเซยี ม* ชว ยใหลําตน แข็งแรง ผลใหญ รวงโต และเกีย่ วขอ งกับการสรางแปงและโปรตีน
S ซลั เฟอร* * เปนองคประกอบของกรดอะมโิ น โปรตีน ซงึ่ จําเปน ตอ การสรา งสารสีเขยี วในพชื
และทาํ ใหพ ืชผกั มรี สดขี ึ้น
Ca แคลเซยี ม** ชวยการงอกของเมล็ด สรางเซลลใหมใ นสว นของยอดและราก และยดื เวลาการเก็บ
และคงความสดของผลที่เก็บเกี่ยวแลวไดน านข้ึน
Mg แมกนเี ซยี ม** ชว ยในการสังเคราะหค ลอโรฟล ล แปง และชว ยการงอกของเมล็ด
Mn แมงกานสิ ชว ยการยืดตัวของราก รากแขง็ แรงเปนโรคไดยาก และชวยการสงั เคราะหด วยแสง
Fe เหล็ก เก่ยี วของกบั การสงั เคราะหด ว ยแสง สังเคราะหค ลอโรฟล ล
B โบรอน ชวยในการออกดอก ตดิ ผล และการพัฒนาของเมลด็ ในพืช
ท่ีมา: สุกัญญา จตั ตุพรพงษ, ปฏมิ า อูส ูงเนิน และอทุ ัย คันโธ (2549)
หมายเหต:ุ ธาตอุ าหารท่พี ืชตองการมากแบง เปน * คือ ธาตอุ าหารหลัก ** คือ ธาตอุ าหารรอง

61


Click to View FlipBook Version