The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือบริหารงาน4ฝ่าย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by paer.sn, 2020-09-04 06:06:48

คู่มือบริหารงาน4ฝ่าย

คู่มือบริหารงาน4ฝ่าย

คมู่ ือบรหิ ารงาน 4 ฝ่ าย
ของสถานศกึ ษา

โรงเรยี นชุมชนหนองหนิ วทิ ยาคาร
สานกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษา

กาฬสนิ ธุ์ เขต ๒

คำนำ

หวั ใจสำคัญของกำรบริหำรสถำนศกึ ษำ ให้ดำเนนิ ไปอยำ่ งมีประสิทธภิ ำพ สนองนโยบำยของชำติ และบรรลุ
วัตถปุ ระสงค์ ของหลักสูตรนั้น ตอ้ งอำศยั บคุ ลำกรหลำยฝ่ำยดว้ ยกนั ทำงโรงเรยี นจงึ กระจำยอำนำจกำรบริหำรและ
มอบหมำยงำน ให้บุคลำกรได้รว่ มรับผิดชอบงำนเปน็ กำรระดมสมองและพลังควำมสำมคั คีในกำรปฏบิ ัติงำน ตำม
โครงสร้ำงกำรบรหิ ำรงำนสถำนศกึ ษำทอี่ งค์กรปกครองส่วนทอ้ งถน่ิ กำหนด งำนในสถำนศึกษำเป็น 6 งำน คือ

1. กลมุ่ บริหำรงำนวชิ ำกำร
2. กลุม่ บริหำรงำนงบประมำณ
3. กลมุ่ บริหำรงำนบคุ คล
4. กลมุ่ บรหิ ำรงำนทั่วไป

เพ่ือให้กำรบรหิ ำรงำนในแตล่ ะฝ่ำยมีควำมชดั เจน บุคลำกรแตล่ ะฝ่ำยรู้บทบำทหน้ำทที่ ่ีตนเองรบั ผิดชอบ
ตลอดจนเปน็ ไปในทำงเดยี วกัน ทำงโรงเรียนจงึ จดั ทำคู่มือในกำรปฏบิ ัติงำนข้ึนมำโดยกำรศกึ ษำและรวบรวมข้อมูลและ
นำมำปรับใหเ้ หมำะสมกบั สภำพของสถำนศกึ ษำ ทำงสถำนศกึ ษำขอขอบคณุ ทบ่ี คุ ำกรทุกท่ำนใหค้ วำมรว่ มมือในไว้ ณ
ทีน่ ดี้ ้วย

นำยภวฒั น์ มลู สำร
ผู้อำนวยกำรโรงเรียนชุมชนหนองหนิ วทิ ยำคำร

ทศิ ทางการพฒั นาการศกึ ษา

1. วสิ ัยทัศน์ พนั ธกจิ เปา้ ประสงค์ กลยทุ ธ์ ของสานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน
สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้นั พ้นื ฐำน ไดท้ บทวนสภำพแวดล้อมขององคก์ รจำกกำรนำผลกำร

ดำเนินงำนตำมกลยทุ ธ์ ปีงบประมำณ 2563 ท่ีพจิ ำรณำจำกเป้ำหมำย จดุ เนน้ ของกจิ กรรมสำคัญท่ีได้ตดิ ตำมจำก ทุก
สำนักงำนเขตพ้นื ท่ีกำรประถมศึกษำ นำมำปรบั ปรุงงำนหลกั ตำมนโยบำย และงำนสนองนโยบำยให้มีมิติ ควำม
ตอ่ เน่ือง แก้ไข จุดบกพร่องและพัฒนำให้เกดิ ควำมก้ำวหน้ำ ส่งผลสนู่ โยบำยดำ้ นสังคมของรฐั บำล และนโยบำยของ
กระทรวงศึกษำธิกำร ดังมรี ำยละเอยี ดของ วิสยั ทศั น์ พันธกิจ และกลยทุ ธข์ องสำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้น
พื้นฐำน ดงั ต่อไปน้ี

วสิ ยั ทัศน์(Vision)
กำรศกึ ษำข้ันพื้นฐำนของประเทศไทย มีคณุ ภำพและมำตรฐำนระดบั สำกล บนพ้นื ฐำนควำมเป็นไทย

พันธกจิ (Mission)
1. ส่งเสริมและสนบั สนนุ ให้ประชำกรวยั เรียนทุกคน ได้รบั กำรศกึ ษำอยำ่ งทัว่ ถึง และมคี ุณภำพ
2. ส่งเสริมให้ผูเ้ รยี นมีคณุ ธรรมจริยธรรม มีคณุ ลักษณะอนั พึงประสงคต์ ำมหลักสูตร
3. พัฒนำระบบบริหำรจดั กำรท่เี นน้ กำรมีส่วนรว่ ม เพ่อื เสริมสร้ำงควำมรับผิดชอบต่อคุณภำพ

กำรศึกษำ
เปา้ ประสงค์(Goals)
1. นกั เรยี นระดบั ก่อนประถมศกึ ษำมพี ฒั นำกำรที่เหมำะสมตำมชว่ งวัย และไดส้ มดลุ และนักเรียนระดบั

กำรศึกษำขัน้ พืน้ ฐำนทุกคน มีพัฒนำกำรเหมำะสมตำมชว่ งวัยและมคี ุณภำพ
2. ประชำกรวยั เรยี นทุกคนได้รับโอกำสในกำรศกึ ษำขน้ั พื้นฐำน อย่ำงทั่วถงึ มีคณุ ภำพ และเสมอภำค
3. ครู ผ้บู รหิ ำรสถำนศึกษำ และบคุ ลำกรทำงกำรศึกษำอ่ืน มีทักษะท่ีเหมำะสม แลมีวัฒนธรรมกำร

ทำงำนทมี่ ุ่งเน้นผลสมั ฤทธิ์
4. สำนักงำนเขตพ้นื ทก่ี ำรศกึ ษำและสถำนศึกษำมีประสทิ ธิภำพ และเปน็ กลไกขบั เคลื่อนกำรศึกษำขนั้

พ้นื ฐำนส่คู ุณภำพระดับมำตรฐำนสำกล
5. สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขัน้ พ้ืนฐำนบรู ณำกำรกำรทำงำน เนน้ กำรบรหิ ำรแบบมสี ่วนร่วม

กระจำยอำนำจและควำมรับผิดชอบสู่สำนกั งำนเขตพ้ืนทกี่ ำรศกึ ษำ และสถำนศกึ ษำ
6. พ้ืนที่พเิ ศษ ได้รับกำรพัฒนำคุณภำพกำรศึกษำเป็นพเิ ศษ

กลยุทธใ์ นการพฒั นา(Development Strategy)
จากวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐานจงึ กาหนด กลยุทธ์

ปีงบประมำณ พ.ศ.2563 จำนวน 4 กลยุทธ์ ดงั ต่อไปน้ี
กลยทุ ธ์ที่ 1 พฒั นำคุณภำพผเู้ รียนทกุ ระดบั ทุกประเภท
กลยทุ ธ์ท่ี 2 ขยำยโอกำสเขำ้ ถงึ บริกำรกำรศึกษำขั้นพ้นื ฐำนให้ท่ัวถึงครอบคลมุ ผเู้ รียนให้ไดรับโอกำสใน

กำรพัฒนำเต็มตำมศกั ยภำพและมีคุณภำพ
กลยุทธท์ ี่ 3 พัฒนำคุณภำพครู และบคุ ลำกรทำงกำรศึกษำ
กลยุทธท์ ่ี 4 พัฒนำระบบบรหิ ำรจัดกำร

2. วสิ ัยทัศน์ พนั ธกจิ เปา้ ประสงค์ กลยทุ ธส์ านกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 2

วสิ ยั ทัศน์ (Vision)
สำนักงำนเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำประถมศกึ ษำกำฬสินธุ์ เขต 2 เป็นหน่วยงำนหลักในกำรบรหิ ำรจัดกำรและ
ส่งเสริมสนบั สนุนกำรจัดกำรศึกษำขนั้ พ้ืนฐำนอย่ำงมีคุณภำพ สู่ควำมเป็นเลิศตำมมำตรฐำนกำรศึกษำชำติ พร้อมกำ้ วสู่
ประชำคมอำเซยี นบนพน้ื ฐำนของควำมเป็นไทย
พนั ธกจิ (Mission)
พฒั นำส่งเสริมสนับสนุนกำรจัดกำรศึกษำขั้นพืน้ ฐำนให้ประชำกรวยั เรียนทุกคนไดร้ บั กำรศึกษำอยำ่ งมี
คณุ ภำพ โดยพัฒนำผเู้ รยี นให้เปน็ บคุ คลทีมีควำมร้คู ู่คณุ ธรรมมคี วำมสำมำรถตำมมำตรฐำนกำรศกึ ษำข้ันพนื้ ฐำน และ
นำไปสูก่ ำรพฒั นำคุณภำพระดับชำติ ด้วยกำรบรหิ ำรจัดกำรตำมหลกั ธรรมำ
ภิบำลและกำรมสี ว่ นรว่ ม
คา่ นิยมองค์กร
ควำมร้คู คู่ วำมดี สำมคั คี มจี ติ สำธำรณะ
เป้าประสงค์ (Goals)
1. ผ้เู รียนทกุ คนมคี ุณภำพตำมมำตรฐำนกำรศึกษำขน้ั พื้นฐำนและพัฒนำสู่มำตรฐำนกำรศึกษำชำติ
2. ประชำกรวัยเรยี นทุกคนไดร้ ับโอกำสในกำรศกึ ษำขั้นพ้ืนฐำน ต้ังแตอ่ นุบำลจนจบกำรศกึ ษำภำคบังคบั
อยำ่ งมีคุณภำพ ทว่ั ถงึ และเสมอภำค
3. ครแู ละบุคลำกรทำงกำรศึกษำสำมำรถปฏบิ ตั ิงำนได้อย่ำงมีประสทิ ธิภำพเต็มตำมศักยภำพ
4. สำนักงำนเขตพนื้ ท่ีกำรศึกษำและสถำนศกึ ษำ มคี วำมเข้มแข็ง เป็นกลไกขบั เคล่ือนกำรศึกษำข้ันพน้ื
บำนสมู่ ำตรฐำนกำรศึกษำชำติ

กลยุทธ์(Strategy)
จำกวสิ ัยทศั น์ พนั ธกิจ เป้ำประสงค์ สำนกั งำนเขตพื้นท่ีกำรศกึ ษำประถมศึกษำกำฬสนิ ธ์ุเขต 2 จึง

กำหนด กลยุทธ์ ปงี บประมำณ พ.ศ.2563 จำนวน 5 กลยุทธ์ ดงั ต่อไปน้ี
กลยุทธ์ท่ี 1 พัฒนำคุณภำพและมำตรฐำนกำรศึกษำขนั้ พน้ื ฐำนตำมหลกั สูตรและสง่ เสรมิ ควำมสำมำรถ

ดำ้ นเทคโนโลยเี พื่อเพ่ือเปน็ เครอ่ื งมือในกำรเรยี นรู้

กลยุทธ์ที่ 2 ปลกู ฝงั คณุ ธรรม ควำมเปน็ ไทย และวถิ ชี ีวิตตำมหลักเศรษฐกิจพอเพียง ควำมรบั ผิดชอบต่อ
สงั คมและส่งิ แวดลอ้ ม

กลยุทธท์ ี่ 3 ขยำยโอกำสทำงกำรศึกษำให้ท่ัวถึงครอบคลุมผเู้ รยี นให้ได้รบั โอกำสในกำรพฒั นำเต็มตำม
ศักยภำพ

กลยทุ ธท์ ี่ 4 พัฒนำครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำท้ังระบบ ใหส้ ำมำรถจัดกิจกรรมกำรเรยี นกำรสอนได้
อยำ่ งมีคุณภำพ

กลยทุ ธท์ ่ี 5 พฒั นำประสิทธภิ ำพกำรบริหำรจดั กำรตำมแนวทำงกำรกระจำยอำนำจทำงกำรศึกษำ หลักธรร
มำธิบำล เน้นกำรมสี ว่ นรว่ มจำกทกุ ภำคสว่ นและควำมรว่ มมอื กับองค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ เพ่อื ส่งเสริมสนบั สนุน
กำรจัดกำรศกึ ษำ

3. วสิ ัยทัศน์ พันธกจิ เปา้ ประสงค์ กลยทุ ธ์ อตั ลักษณ์ เอกลกั ษณ์โรงเรยี นชุมชนหนองหนิ วิทยาคาร
วสิ ัยทศั น์(Vision)

ภำยในปี 2563 โรงเรียนนำ่ อยู่ ครู นักเรยี นได้รบั กำรพฒั นำ ดนตรี กีฬำ วชิ ำกำรเด่น เนน้ ICT
มคี ณุ ธรรม นำส่ปู ระชำคมอำเซียน

พันธกจิ (Mission)

พัฒนำครู พฒั นำคุณภำพผู้เรียนใหเ้ ป็นคนดี มีปญั ญำ และพัฒนำทกั ษะด้ำนศลิ ปะ ดนตรี กีฬำ สุขภำพ
เพือ่ กำรดำรงชวี ติ ให้อยู่ในสังคมได้อยำ่ งมคี วำมสขุ และเรยี นรูส้ ู่ประชำคมอำเซยี น

เปา้ ประสงค์(Goals)
1. ผเู้ รียนร้อยละ 90 มีคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์และค่ำนิยมหลกั 12 ประกำร
2. ผลสมั ฤทธ์ิทำงกำรเรยี นทุกกลมุ่ สำระเพิ่มขนึ้ ร้อยละ 5 ต่อปี
3. ผเู้ รียนทุกคนมสี ุขภำพ สขุ นสิ ัย สขุ ภำพจติ ดี มสี นุ ทรียภำพด้ำนศลิ ปะ ดนตรี กีฬำ
4. ครรู ้อยละ 100 มีควำมรู้ควำมสำมำรถในกำรจดั กจิ กรรมกำรเรียนรู้ทเี่ น้นผู้เรียนเปน็ สำคัญ
5. อำคำรสถำนท่ีเอื้อต่อกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนรทู้ ่ีพอเพียงและปลอดภัย
6. สถำนศกึ ษำมเี ครือข่ำย ในกำรพัฒนำคณุ ภำพกำรศกึ ษำ
7. นกั เรยี นรอ้ ยละ 90 มี ควำมรู้ควำมเข้ำใจเกี่ยวกบั ประเทศท่ีเป็นสมำชิกอำเซียนตำมศักยภำพ
8. นักเรียนทกุ คนมีพัฒนำกำรท่ีเหมำะสมตำมชว่ งวัยและระดับกำรศึกษำขนั้ พืน้ ฐำนอยำ่ งมีคณุ ภำพ

อัตลกั ษณ์ (Identity)

รำ่ เรงิ แจม่ ใส ยมิ้ ง่ำย ไหว้สวย
เอกลักษณ์ (Uniqueness)

โรงเรียนส่งเสริมสนุ ทรยี ภำพด้ำนดนตรี กีฬำ

กำรบรหิ ำรงำนวชิ ำกำร

แนวคิดหลกั ในกำรบรหิ ำรวชิ ำกำร

กำรบริหำรงำนวชิ ำกำรเป็นภำรกิจที่สำคัญของกำรบริหำรโรงเรียนตำมท่ีพระรำชบญั ญัตกิ ำรศึกษำ
แห่งชำติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพมิ่ เติม(ฉบบั ที่ 2)พ.ศ.2545 ถอื เปน็ งำนทม่ี ีควำมสำคญั ท่ีสุด เปน็ หวั ใจของ
กำรจดั กำรศึกษำ ซ่ึงทั้งผู้บริหำร โรงเรียน คณะครู และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ำย ต้องมีควำมรู้ควำมเขำ้ ใจ ให้
ควำมสำคัญและ มีส่วนร่วมในกำรวำงแผน กำหนดแนวทำงปฏิบตั ิกำรประเมินผล และกำรปรับปรุงแก้ไขอย่ำงเป็น
ระบบและต่อเนื่อง มงุ่ ให้กระจำยอำนำจในกำรบรหิ ำรจัดกำรไปใหส้ ถำนศึกษำใหม้ ำกท่ีสุด ด้วยเจตนำรมณท์ ่จี ะให้
สถำนศกึ ษำดำเนนิ กำรได้โดยอสิ ระ คล่องตัว รวดเรว็ สอดคลอ้ งกับควำมตอ้ งกำรของผู้เรียน โรงเรียน ชมุ ชน
ท้องถ่นิ และกำรมีสว่ นรว่ มจำกผู้มีส่วนไดส้ ่วนเสยี ทุกฝำ่ ย ซ่ึงจะเปน็ ปจั จยั สำคัญทำใหส้ ถำนศกึ ษำมีควำมเข้มแข็งใน
กำรบริหำรและจดั กำร สำมำรถพัฒนำหลกั สตู รและกระบวนกำรเรยี นรู้ตลอดจนกำรวดั ผล ประเมนิ ผล รวมท้งั
ปัจจยั เกอื้ หนนุ กำรพัฒนำคุณภำพนักเรียน โรงเรยี น ชุมชน ท้องถ่นิ ได้อย่ำงมีคุณภำพและมีประสิทธิภำพ

วตั ถุประสงค์

1. เพื่อให้บริหำรงำนด้ำนวิชำกำรได้โดยอิสระ คล่องตัว รวดเร็ว และ สอดคล้องกับควำมต้องกำรของ
นกั เรยี น สถำนศึกษำ ชมุ ชน ท้องถ่นิ

2. เพื่อให้กำรบริหำร และ กำรจัดกำรศึกษำของโรงเรียนได้มำตรฐำน และ มีคุณภำพสอดคล้องกับระบบ
ประกนั คณุ ภำพกำรศึกษำ และ ประเมนิ คุณภำพภำยในเพ่ือพัฒนำตนเอง และ จำกกำรประเมินหน่วยงำน
ภำยนอก

3. เพื่อให้โรงเรียนพัฒนำหลักสูตร และ กระบวนกำรเรียนรู้ ตลอดจนปัจจัยหนุนกำรเรียนรู้ที่สนองต่อควำม
ต้องกำรของผู้เรยี น ชมุ ชน และ ท้องถิน่ โดยยึดผู้เรยี นเปน็ สำคัญได้อยำ่ งมคี ณุ ภำพ และ ประสิทธภิ ำพ

4. เพื่อให้โรงเรียนได้ประสำนควำมร่วมมือในกำรพัฒนำคุณภำพกำรศึกษำของสถำนศึกษำ และ ของบุคคล
ครอบครวั องค์กร หน่วยงำน และ สถำบนั อืน่ ๆอย่ำงกว้ำงขวำง

ขอบขำ่ ยและภำรกจิ ผ้รู ับผิดชอบ

1. กำรพฒั นำหรือกำรดำเนนิ กำรเกี่ยวกบั กำรใหค้ วำมเหน็ กำรพฒั นำสำระหลกั สูตรท้องถิ่น
บทบำทและหน้ำท่ี

1. วเิ ครำะหก์ รอบสำระกำรเรียนรูท้ ้องถ่นิ ท่สี ำนกั งำนเขตพน้ื ที่กำรศกึ ษำจัดทำไว้

2. วเิ ครำะหห์ ลักสตู รสถำนศึกษำเพื่อกำหนดจุดเนน้ หรือประเดน็ ทส่ี ถำนศกึ ษำให้

ควำมสำคญั

3. ศึกษำ และวิเครำะหข์ ้อมูลสำรสนเทศของสถำนศึกษำ และชมุ ชนเพอื่ นำมำเปน็ ข้อมลู
จดั ทำสำระกำรเรียนรู้ทอ้ งถนิ่ ของสถำนศึกษำให้สมบรู ณย์ ง่ิ ข้นึ

4. จัดทำสำระกำรเรียนร้ทู อ้ งถน่ิ ของสถำนศึกษำ เพ่ือนำไปจัดทำรำยวชิ ำพนื้ ฐำนหรือ
รำยวชิ ำเพมิ่ เติมจดั ทำคำอธิบำยรำยวิชำ หนว่ ยกำรเรยี นรู้ แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ เพอื่ จดั ประสบกำรณ์

และจดั กิจกรรมกำรเรยี นกำรสอนใหแ้ กผ่ เู้ รียน ประเมนิ ผล และปรับปรงุ

5. ผ้บู ริหำรศกึ ษำอนุมัติ

2. กำรวำงแผนงำนด้ำนวิชำกำร
บทบำทและหน้ำท่ี

1. วำงแผนงำนด้ำนวชิ ำกำรโดยกำรรวบรวมขอ้ มลู และกำกับดแู ล นเิ ทศและติดตำมเกี่ยวกบั งำนวิชำกำร
ไดแ้ ก่ กำรพฒั นำหลกั สูตรสถำนศึกษำ กำรพฒั นำกระบวนกำรเรยี นรู้ กำรวดั ผล ประเมินผล และ กำรเทียบ
โอนผลกำรเรยี น กำรประกันคุณภำพภำยในและมำตรฐำนกำรศกึ ษำ กำรพัฒนำและใช้ ส่ือ และ
เทคโนโลยเี พอื่ กำรศึกษำ กำรพฒั นำและส่งเสรมิ ให้มแี หล่งเรยี นรกู้ ำรวจิ ัยเพ่ือพฒั นำ คณุ ภำพกำรศึกษำ
และส่งเสรมิ ชมุ ชนให้มีควำมเข้มแข็งทำงวิชำกำร

2. ผบู้ ริหำรสถำนศกึ ษำอนุมตั ิโดยควำมเหน็ ชอบของคณะกรรมกำรสถำนศึกษำ

3. กำรจัดกำรเรยี นกำรสอนในสถำนศึกษำ
บทบำทและหน้ำท่ี

1. จัดทำแผนกำรเรยี นรู้ทุกกลุ่มสำระกำรเรียนรู้
2. จัดกำรเรยี นกำรสอนทุกกลุ่มสำระกำรเรยี นรู้ทุกชว่ งช้นั ตำมแนวปฏิบตั กิ ำรเรยี นร้โู ดยเน้นผู้เรยี นเป็น

สำคญั พฒั นำคุณธรรมนำควำมรตู้ ำมหลกั กำรปรชั ญำเศรษฐกิจพอเพยี ง
3. ใชส้ ือ่ กำรเรยี นกำรสอน และแหล่งกำรเรียนรู้
4. จัดกิจกรรมพัฒนำห้องสมดุ ห้องปฏิบัติกำรต่ำงๆ ให้เอ้ือต่อกำรเรียนรู้
5. สง่ เสรมิ กำรวิจัย และพัฒนำกำรเรยี นกำรสอนทุกกลุ่มสำระกำรเรียนรู้
6. สง่ เสริมกำรพฒั นำควำมเปน็ เลิศของนักเรียน และชว่ ยเหลือนักเรยี นพกิ ำร ด้อยโอกำสและ

มคี วำมสำมำรถพิเศษ

4. กำรพฒั นำหลักสตู รของสถำนศึกษำ

บทบำทและหนำ้ ท่ี

1. จัดทำหลกั สูตรเปน็ ของตนเองโดยจัดใหม้ ีกำรวจิ ยั และพฒั นำหลักสูตร ใหท้ นั กบั กำรเปลี่ยนแปลงทำงด้ำนเศรษฐกิจ
และสังคม จัดทำหลักสูตรท่มี ุ่งเน้นพัฒนำนกั เรยี นให้เปน็ มนุษยท์ ่สี มบรู ณ์ท้งั ร่ำงกำย จิตใจ สติปญั ญำ มีควำมร้แู ละ
คณุ ธรรม สำมำรถอย่รู ว่ มกบั ผู้อื่นได้อยำ่ งมีควำมสุข จัดให้มวี ิชำตำ่ งๆ ครบถว้ นตำมหลักสตู รแกนกลำงกำรศึกษำ
พื้นฐำนของกระทรวงศึกษำธิกำร
2. เพ่ิมเติมเน้ือหำสำระของรำยวชิ ำ ได้แก่ กำรศึกษำด้ำนศำสนำ ดนตรี นำฏศิลป์ กีฬำ กำรศึกษำท่สี ง่ เสริม
ควำมเป็นเลศิ ผ้บู กพร่อง
3. เพม่ิ เตมิ เนือ้ หำสำระของรำยวชิ ำที่สอดคลอ้ งสภำพปญั หำควำมตอ้ งกำรของผเู้ รียน ผู้ปกครอง ชมุ ชน สังคม และ
อำเซยี่ น

5. กำรพฒั นำกระบวนกำรเรียนรู้

บทบำทและหนำ้ ที่

1. จดั เน้ือหำสำระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับควำมสนใจ และควำมถนดั ของผู้เรียนโดย
คำนงึ ถงึ ควำมแตกตำ่ งระหว่ำงบุคคล

2. ฝกึ ทกั ษะ กระบวนกำรคิด กำรเผชิญสถำนกำรณ์ และกำรประยกุ ต์ควำมรมู้ ำใช้ เพื่อป้องกนั และแก้ไข
ปญั หำ

3. จดั กิจกรรมให้ผูเ้ รยี นได้เรียนรู้จำกประสบกำรณ์จริง ฝึกกำรปฏิบตั ใิ หท้ ำได้ คิดเป็น ทำเปน็ รกั กำรอ่ำน
และเกดิ กำรใฝร่ ูอ้ ย่ำงต่อเนอ่ื ง

4. จัดกำรเรยี นกำรสอน โดยผสมผสำนสำระควำมรดู้ ำ้ นต่ำงๆ อย่ำงไดส้ ัดส่วนสมดลุ กันรวมทง้ั ปลกู ฝงั
คณุ ธรรม คำ่ นิยมทดี่ งี ำมและคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ไวใ้ นทุกกล่มุ สำระ/วชิ ำ

5. ส่งเสริมสนับสนนุ ใหผ้ สู้ อนสำมำรถจดั บรรยำกำศสภำพแวดลอ้ ม สอื่ กำรเรียน และอำนวยควำมสะดวก
เพอ่ื ให้ผเู้ รียนเกดิ กำรเรยี นรู้ และมคี วำมรอบรู้ รวมทงั้ สำมำรถใช้กำรวิจัยเป็นสว่ นหน่ึงของกระบวนกำรเรยี นรู้ ทง้ั นี้
ผูส้ อนและผูเ้ รยี นรู้อำจเรียนรู้ไปพร้อมกนั จำกสอื่ กำรเรียนกำรสอน และแหล่งวิทยำกำรประเภทตำ่ ง ๆ

6. จัดกำรเรียนร้ใู หเ้ กดิ ข้นึ ได้ทุกเวลำ ทุกสถำนท่ี มีกำรประสำนควำมร่วมมือ กบั บิดำมำรดำและบคุ คลใน
ชมุ ชนทกุ ฝ่ำย เพื่อรว่ มกนั พัฒนำผ้เู รยี นตำมศกั ยภำพ

7. ศึกษำคน้ ควำ้ พัฒนำรูปแบบหรือกำรออกแบบกระบวนกำรเรยี นรู้ที่

6. กำรวัดผล ประเมินผล และดำเนนิ กำรเทียบโอนเทำ่ ผลกำรเรียน
บทบำทและหน้ำที่

1. กำหนดระเบียบกำรวดั และประเมินผลของสถำนศกึ ษำตำมหลักสูตรสถำนศกึ ษำโดยให้
สอดคล้อง กับนโยบำยระดบั ประเทศ

2. จดั ทำเอกสำรหลกั ฐำนกำรศกึ ษำให้เปน็ ไปตำมระเบียบกำรวดั และประเมินผลของสถำนศึกษำ
3. วัดผล ประเมินผล เทยี บโอนประสบกำรณ์ ผลกำรเรียนและอนุมตั ิผลกำรเรยี น
4. จดั ใหม้ ีกำรประเมินผลกำรเรียนทุกชว่ งช้ัน และจัดให้มีกำรซอ่ มเสริมกรณีที่มีผ้เู รยี น ไม่ผ่ำน
เกณฑ์กำรประเมิน
5. ให้มกี ำรพฒั นำเครอื่ งมือในกำรวัดและประเมนิ ผล
6. จัดระบบสำรสนเทศด้ำนกำรวดั ผลประเมินผล และกำรเทยี บโอนผลกำรเรียนเพอ่ื ใช้ในกำรอ้ำงองิ ตรวจสอบ
และใชป้ ระโยชน์ในกำรพฒั นำกำรเรยี นกำรสอน

7. ผู้บริหำรสถำนศกึ ษำอนมุ ัตผิ ลกำรประเมนิ กำรเรยี นดำ้ นต่ำงๆ รำยปี รำยภำคและตดั สินผลกำรเรียนผ่ำน
ระดับชน้ั และจบกำรศึกษำขน้ั พ้ืนฐำน

8. กำรเทยี บโอนผลกำรเรียนเป็นอำนำจของสถำนศกึ ษำ ท่ีจะแตง่ ตัง้ คณะกรรมกำรดำเนินกำร

เพอื่ กำหนดหลกั เกณฑว์ ธิ กี ำร ได้แก่ คณะกรรมกำรเทียบระดับกำรศึกษำท้ังในระบบ นอกระบบ และตำมอธั ยำศยั
คณะกรรมกำรเทยี บโอนผลกำรเรียน และเสนอคณะกรรมกำรบรหิ ำรหลักสตู ร และวชิ ำกำร พร้อมทงั้ ให้ผู้บรหิ ำร
สถำนศกึ ษำอนุมตั กิ ำรเทยี บโอน

7. กำรวิจัยเพื่อพฒั นำคุณภำพกำรศึกษำในสถำนศึกษำ
บทบำทและหนำ้ ท่ี

1. กำหนดนโยบำยและแนวทำงกำรใช้ กำรวิจัยเป็นส่วนหนง่ึ ของกระบวนกำรเรยี นรู้ และกระบวนกำร
ทำงำนของนักเรียน ครู และผูเ้ กย่ี วข้องกับกำรศึกษำ

2. พัฒนำครู และนกั เรยี นใหม้ ีควำมรู้เกยี่ วกับกำรปฏริ ปู กำรเรยี นรู้ โดยใชก้ ระบวนกำรวจิ ยั เป็นสำคัญ ในกำร
เรียนรู้ทีซ่ ับซ้อนข้ึน ทำใหผ้ ู้เรียนได้ฝกึ กำรคิด กำรจัดกำร กำรหำเหตผุ ลในกำรตอบปญั หำ

3. พัฒนำคุณภำพกำรศกึ ษำดว้ ยกระบวนกำรวจิ ยั
4. รวบรวม และเผยแพรผ่ ลกำรวจิ ยั เพื่อกำรเรยี นรู้และพฒั นำคณุ ภำพกำรศึกษำ รวมทง้ั สนับสนุนให้ครนู ำ
ผลกำรวิจยั มำใชเ้ พือ่ พฒั นำกำรเรียนรแู้ ละพัฒนำคณุ ภำพกำรศึกษำของสถำนศึกษำ

8. กำรพัฒนำและสง่ เสริมให้มีแหล่งเรียนรู้

บทบำทและหนำ้ ท่ี

1. จัดใหม้ ีแหลง่ เรียนรูอ้ ย่ำงหลำกหลำย ท้ังภำยในและภำยนอกสถำนศึกษำ ให้พอเพยี งเพื่อ
สนบั สนุนกำรแสวงหำควำมรู้ด้วยตนเองกบั กำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้

2. จดั ระบบแหลง่ กำรเรียนร้ภู ำยในโรงเรียนให้เออ้ื ตอ่ กำรจัดกำรเรียนรูข้ องผูเ้ รียน เช่น
พฒั นำหอ้ งสมุดใหเ้ ปน็ แหล่งกำรเรียนรู้ มุมหนังสอื ในห้องเรียน หอ้ งดนตรี ห้องคอมพวิ เตอร์ ห้องพยำบำล หอ้ ง
ศนู ย์วชิ ำกำร สวนสขุ ภำพ สวนหนังสอื เปน็ ตน้

3. จดั ระบบข้อมูลแหลง่ กำรเรียนรู้ในทอ้ งถิ่นใหเ้ อ้อื ต่อกำรจดั กำรเรยี นรู้ ของผ้เู รียน ของ
สถำนศกึ ษำของตนเอง

4. สง่ เสริมใหค้ รแู ละผูเ้ รยี นไดใ้ ช้แหล่งเรยี นรู้ ท้ังในและนอกสถำนศึกษำ เพื่อพัฒนำกำร
เรียนรู้ และ นเิ ทศ กำกบั ติดตำม ประเมินและปรับปรุงอย่ำงต่อเนื่อง

5. สง่ เสรมิ ให้ครู และผเู้ รยี นใช้แหล่งเรียนรู้ทัง้ ภำยในและภำยนอก

9. กำรนเิ ทศกำรศกึ ษำ

บทบำทและหน้ำท่ี

1. สรำ้ งควำมตระหนักใหแ้ ก่ครู และผเู้ ก่ียวข้องใหเ้ ขำ้ ใจกระบวนกำรนิเทศภำยในว่ำเป็น
กระบวนกำรทำงำนรว่ มกันทใี่ ชเ้ หตผุ ลกำรนเิ ทศ เปน็ กำรพัฒนำปรับปรุงวธิ ีกำรทำงำนของแตล่ ะบุคคล ให้มคี ุณภำพ
กำรนเิ ทศเปน็ ส่วนหนึ่งของกระบวนกำรบริหำร เพื่อให้ทุกคนเกดิ ควำมเชื่อมัน่ วำ่ ไดป้ ฏิบัติถูกต้อง ก้ำวหนำ้ และเกิด
ประโยชนส์ งู สดุ ตอ่ ผู้เรียน และตวั ครูเอง

2. จัดกำรนิเทศภำยในสถำนศึกษำใหม้ คี ุณภำพท่วั ถึง และตอ่ เนื่องเปน็ ระบบและ
กระบวนกำร

3. จัดระบบนเิ ทศภำยในสถำนศึกษำใหเ้ ช่ือมโยงกบั ระบบนิเทศกำรศึกษำของสำนกั งำนเขต
พื้นทก่ี ำรศึกษำ

10. กำรแนะแนว

บทบำทและหน้ำที่

1. กำหนดนโยบำยกำรจัดกำรศึกษำ ทม่ี ีกำรแนะแนวเปน็ องคป์ ระกอบสำคัญ โดยให้ทกุ
คนในสถำนศึกษำตระหนักถงึ กำรมีสว่ นร่วมในกระบวนกำรแนะแนว และกำรดูแลชว่ ยเหลอื

2. จดั ระบบงำนและโครงสร้ำงองคก์ รแนะแนว และดูแลชว่ ยเหลอื นกั เรยี นของสถำนศกึ ษำให้
ชัดเจน

3. สรำ้ งควำมตระหนักใหค้ รูทกุ คนเห็นคุณคำ่ ของกำรแนะแนว และดูแลชว่ ยเหลือนักเรยี น
4. สง่ เสรมิ และพัฒนำให้ครูได้รบั ควำมร้เู พ่ิมเติม เรอื่ งจติ วิทยำและกำรแนะแนวและดูแล
ช่วยเหลอื นักเรยี น เพ่ือให้สำมำรถบรู ณำกำรในกำรจดั กำรเรียนรู้และเชอ่ื มโยงสู่กำรดำรงชวี ติ ประจำวนั

5. คดั เลือกบคุ ลำกรทมี่ ีควำมรู้ ควำมสำมำรถและบคุ ลกิ ภำพท่ีเหมำะสม ทำหน้ำที่ครูแนะ
แนว ครูทีป่ รกึ ษำ ครปู ระจำชั้น และคณะอนุกรรมกำรแนะแนว

6. ดูแล กำกบั นเิ ทศ ตดิ ตำมและสนบั สนนุ กำรดำเนินงำนแนะแนว และดแู ลช่วยเหลือ
นักเรยี นอย่ำงเป็นระบบ

7. สง่ เสริมควำมร่วมมอื และควำมเขำ้ ใจอันดีระหว่ำงครู ผู้ปกครอง และชุมชน

8. ประสำนงำนด้ำนกำรแนะแนวระหวำ่ งสถำนศกึ ษำ องคก์ ร ภำครัฐและเอกชน บ้ำน

ศำสนสถำน ชุมชนในลกั ษณะเครือขำ่ ยกำรแนะแนว

9. เช่อื มโยงระบบแนะแนว และระบบดูแลชว่ ยเหลือนักเรียน

11. กำรพัฒนำระบบประกันคณุ ภำพภำยใน และมำตรฐำนกำรศึกษำ หรอื

บทบำทและหน้ำท่ี

1. กำหนดมำตรฐำนกำรศึกษำของสถำนศึกษำ

2. จัดทำแผนสถำนศกึ ษำที่มุ่งเนน้ คณุ ภำพกำรศึกษำ (แผนกลยทุ ธ/์ แผนยุทธศำสตร)์

3. จดั ทำระบบบริหำรและสำรสนเทศ

4. ดำเนินกำรตำมแผนพฒั นำสถำนศึกษำในกำรดำเนนิ โครงกำร/กจิ กรรมสถำนศกึ ษำต้อง

สรำ้ งระบบ กำรทำงำนทีเ่ ข้มแขง็ เน้นกำรมีส่วนร่วม และวงจรกำรพฒั นำคุณภำพของเดมม่ิง (Deming Cycle)
ทีร่ ูจ้ ักกันวำ่ วงจร PDCA

5. ตรวจสอบ และทบทวนคุณภำพกำรศกึ ษำโดยกำรดำเนินกำรอย่ำงจริงจังต่อเนื่องด้วยกำร
สนบั สนนุ ให้ครู ผปู้ กครองและชุมชนเขำ้ มำมสี ว่ นรว่ ม

6. ประเมนิ คุณภำพกำรศึกษำภำยในสถำนศกึ ษำตำมมำตรฐำนที่กำหนด เพ่ือรองรบั กำร
ประเมนิ คุณภำพภำยนอก

7. จดั ทำรำยงำนคุณภำพกำรศึกษำประจำปี (SAR) และสรปุ รำยงำนประจำปี โดยควำม
เห็นชอบของคณะกรรมกำรสถำนศึกษำขัน้ พ้นื ฐำนเสนอต่อหน่วยงำนต้นสงั กดั และเผยแพร่ตอ่ สำธำรณชน

12. กำรสง่ เสริมชุมชนให้มีควำมเขม้ แข็งทำงวชิ ำกำร

บทบำทและหน้ำท่ี

1. จดั กระบวนกำรเรยี นร้รู ว่ มกับบคุ คล ครอบครวั ชมุ ชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ
เอกชน องคก์ รวชิ ำชีพ สถำบัน ศำสนำ สถำนประกอบกำรและสถำบนั อน่ื

2. ส่งเสริมควำมเข้มแข็งของชุมชน โดยกำรจดั กระบวนกำรเรยี นร้ภู ำยในชมุ ชน
3. ส่งเสรมิ ใหช้ ุมชนมีกำรจดั กำรศึกษำอบรม มีกำรแสวงหำควำมรู้ ขอ้ มูล ขำ่ วสำรและ
เลือกสรรภมู ปิ ัญญำ วทิ ยำกำรต่ำงๆ

4. พัฒนำชมุ ชนใหส้ อดคล้องกับสภำพปัญหำ และควำมตอ้ งกำรรวมทง้ั หำวิธีกำรสนับสนนุ
ใหม้ ีกำรแลกเปล่ียนประสบกำรณร์ ะหว่ำงชุมชน

13. กำรประสำนควำมร่วมมือในกำรพฒั นำวิชำกำรกับสถำนศึกษำ และองคก์ รอนื่

บทบำทและหน้ำท่ี

1. ระดมทรัพยำกรเพ่ือกำรศกึ ษำ ตลอดจนวทิ ยำกรภำยนอกและภูมปิ ัญญำท้องถน่ิ เพอื่
เสริมสร้ำง พัฒนำกำรของนักเรยี นทุกด้ำน รวมทง้ั สืบสำนจำรตี ประเพณีศลิ ปวัฒนธรรมท้องถิ่น

2. เสริมสร้ำงควำมสมั พันธ์ระหว่ำงสถำนศึกษำกบั ชมุ ชน ตลอดจนประสำนงำนกับองค์กรทั้ง
ภำครฐั และเอกชน เพื่อใหส้ ถำนศึกษำเป็นแหล่งวทิ ยำกำรของชุมชน เพ่ือใหส้ ถำนศึกษำเปน็ แหล่ง

วิทยำกำรของชุมชน และมสี ว่ นในกำรพัฒนำชุมชนและท้องถ่นิ

3. ใหบ้ รกิ ำรดำ้ นวชิ ำกำรท่ีสำมำรถเชอ่ื มโยงหรอื แลกเปลีย่ นข้อมลู ขำ่ วสำรกับแหลง่ วชิ ำกำร
ในท่อี ่ืนๆ

4. จัดกิจกรรมร่วมกบั ชุมชนเพื่อสง่ เสริมวัฒนธรรมกำรสร้ำงควำมสัมพนั ธ์อนั ดีกบั ศิษย์เกำ่
กำรประชุม ผู้ปกครองนักเรยี น กำรปฏบิ ัตงิ ำนรว่ มกบั ชุมชน กำรรว่ มกิจกรรมกบั สถำบันกำรศกึ ษำอืน่ เปน็ ตน้

14. กำรส่งเสริมและสนบั สนนุ งำนวชิ ำกำรแก่บุคคล ครอบครัว องคก์ ร หนว่ ยงำน สถำนประกอบกำร และ
สถำบันอน่ื ทีจ่ ดั กำรศกึ ษำ

บทบำทและหน้ำที่

1. ประชำสมั พนั ธส์ ร้ำงควำมเข้ำใจตอ่ บุคคล ครอบครัว ชุมชน องคก์ รชุมชน องคก์ ร
ปกครอง ส่วนท้องถน่ิ เอกชน องคก์ รเอกชน องค์กรวิชำชพี สถำบนั ศำสนำ สถำนประกอบกำรและสถำบนั สังคมอน่ื
ในเรื่องเก่ียวกับสทิ ธใิ นกำรจัดกำรศึกษำข้นั พ้ืนฐำนกำรศึกษำ

2. จัดให้มีกำรสรำ้ งควำมร้คู วำมเขำ้ ใจ กำรเพิม่ ควำมพร้อมให้กบั บุคคล ครอบครวั

ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ เอกชน องคก์ รเอกชน องค์กรวชิ ำชพี สถำบันศำสนำ สถำน
ประกอบกำรและสถำบนั สังคมอนื่ ที่รว่ มจัดกำรศกึ ษำ

3. ร่วมกับบคุ คล ครอบครวั ชุมชน องค์กรชมุ ชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน

องค์กร เอกชนองค์กรวิชำชพี สถำบันศำสนำ สถำนประกอบกำรและสถำบันสงั คมอื่นทร่ี ่วมจัดกำรศึกษำ และใช้
ทรัพยำกรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สงู สดุ

4. ส่งเสริมสนับสนุนใหม้ กี ำรจัดกจิ กรรมกำรเรยี นร้รู ะหวำ่ งสถำนศกึ ษำกับบุคคล ครอบครัว

ชุมชน องคก์ รเอกชน องค์กรวิชำชีพ สถำบันศำสนำ สถำนประกอบกำรและสถำบันสงั คมอ่นื

5. ส่งเสรมิ สนบั สนนุ ให้บุคคล ครอบครวั ชมุ ชน องค์กรเอกชน องคก์ รวชิ ำชีพ สถำบัน
ศำสนำสถำนประกอบกำรและสถำบนั สงั คมอน่ื ได้รบั ควำมช่วยเหลือทำงด้ำนวิชำกำรตำมควำม เหมำะสมและจำเป็น

6. ส่งเสริม และพฒั นำแหลง่ เรียนรู้ ทั้งด้ำนคณุ ภำพและปริมำณ เพือ่ กำรเรยี นร้ตู ลอดชวี ติ
อย่ำงมี ประสทิ ธิภำพ

15. กำรจัดทำระเบียบและแนวปฏิบัติเกยี่ วกบั งำนด้ำนวิชำกำรของสถำนศกึ ษำ
บทบำทและหน้ำท่ี

1. ศกึ ษำและวเิ ครำะหร์ ะเบียบ และแนวปฏบิ ัติเก่ยี วกับงำนด้ำนวิชำกำรของสถำนศึกษำ
เพ่ือให้ ผู้ที่ เกีย่ วข้องรับรู้ และถือปฏบิ ัตเิ ปน็ แนวเดยี วกัน

2. จัดระเบียบ และแนวปฏิบตั ิเก่ียวกบั งำนด้ำนวชิ ำกำรของสถำนศกึ ษำ เพ่ือให้ผู้ที่เกย่ี วข้อง
รบั รู้ และถอื ปฏบิ ัติเปน็ แนวเดียวกัน

3. ตรวจสอบร่ำงระเบยี บและแนวปฏิบตั ิเกีย่ วกับงำนด้ำนวชิ ำกำรของสถำนศึกษำ และแก้ไข
ปรบั ปรงุ

4. นำระเบียบและแนวปฏบิ ัติเก่ียวกบั งำนด้ำนวชิ ำกำรของสถำนศกึ ษำไปสกู่ ำรปฏิบัติ
5. ตรวจสอบ และประเมินผล กำรใชร้ ะเบียบและแนวปฏบิ ัติเก่ียวกบั งำนด้ำนวิชำกำรของ
สถำนศึกษำและนำไปแกไ้ ขปรบั ปรงุ ใหเ้ หมำะสมตอ่ ไป

16. กำรคัดเลอื กหนังสือ แบบเรียนเพอ่ื ใช้ในสถำนศึกษำ

บทบำทและหน้ำที่

1. ศกึ ษำ วเิ ครำะห์ คดั เลือกหนังสอื เรยี น กลุ่มสำระกำรเรียนรู้ต่ำงๆ ท่ีมีคุณภำพสอดคล้อง
กับ หลักสูตรสถำนศึกษำ เพ่ือเป็นหนังสอื แบบเรยี นใช้ในกำรจดั กำรเรยี นกำรสอน

2. จดั ทำหนังสอื เรยี น หนังสอื เสริมประสบกำรณ์ หนงั สืออำ่ นประกอบ แบบฝึกหัด ใบ

งำน ใบควำมรู้ เพื่อใช้ประกอบกำรเรียนกำรสอน

3. ตรวจพจิ ำรณำคุณภำพ หนังสือเรยี นเรยี น หนังสือเสรมิ ประสบกำรณ์ หนงั สอื อ่ำน
ประกอบ แบบฝกึ หัด ใบงำน ใบควำมรู้ เพื่อใชป้ ระกอบกำรเรียนกำรสอน

17. กำรพัฒนำ และใช้สอื่ เทคโนโลยีเพือ่ กำรศึกษำ
บทบำทและหน้ำที่

1. จัดใหม้ ีกำรร่วมกนั กำหนดนโยบำย วำงแผนในเร่อื งกำรจดั หำและพฒั นำส่ือกำรเรียนรู้
และ เทคโนโลยเี พอ่ื กำรศึกษำ

2. พัฒนำบคุ ลำกรใสถำนศึกษำในเรื่องเกย่ี วกับกำรพัฒนำส่อื กำรเรยี นรู้ และเทคโนโลยีเพอ่ื
กำรศึกษำ พร้อมทงั้ ใหม้ ีกำรจัดต้งั เครือขำ่ ยทำงวชิ ำกำร ชมรมวชิ ำกำรเพื่อเป็นแหลง่ กำรเรียนร3ู้ . 3. พฒั นำและใช้
สื่อและเทคโนโลยที ำงกำรศกึ ษำ โดยมงุ่ เนน้ กำรพัฒนำส่ือและเทคโนโลยที ำงกำรศึกษำทใ่ี ห้ข้อเทจ็ จรงิ เพื่อสรำ้ งองค์
ควำมร้ใู หม่ๆเกดิ ข้นึ โดยเฉพำะหำแหลง่ ส่ือท่ีเสริมกำรจดั กำรศกึ ษำของสถำนศึกษำให้มปี ระสทิ ธภิ ำพ

3. พัฒนำห้องสมดุ ของสถำนศึกษำ ให้เป็นแหลง่ กำรเรียนรู้ของสถำนศึกษำ และชมุ ชน
4. นเิ ทศ ติดตำม และประเมินผลกำรปฏิบตั งิ ำนของบุคลำกรในกำรจัดหำ ผลติ ใช้และพัฒนำสื่อ และ
เทคโนโลยีทำงกำรศึกษำ

ด้ำนบริหำรวชิ ำกำร

1. หัวหน้ำงำนบริหำรวิชำกำร ปฏิบัติหน้ำท่ีหัวหน้ำกลุ่มกำรบริหำรวิชำกำร มีหน้ำท่ี ดูแล กำกับ ติดตำม
กล่นั กรองอำนวยควำมสะดวก ใหค้ ำแนะนำ ปรึกษำกำรปฏบิ ตั งิ ำนของเจ้ำหน้ำทท่ี ่ีปฏบิ ัตงิ ำนในกลุ่มกำรบรหิ ำรวิชำกำร
ตำมขอบขำ่ ยและภำรกิจกำรบริหำรวชิ ำกำร ปฏบิ ตั ิหนำ้ ทเี่ กยี่ วข้องกับกำรจัดระบบบรหิ ำรองค์กร กำรประสำนงำนและ
ให้บริกำรสนับสนุน ส่งเสริมให้ฝ่ำยบริหำรงำนวิชำกำรต่ำงๆ ในโรงเรียนสำมำรถบริหำรจัดกำรและดำเนินกำรตำม
บทบำทภำรกิจ อำนำจหน้ำที่ด้วยควำมเรียบร้อยตลอดจนสนับสนุนและให้บริกำรข้อมูล ข่ำวสำร เอกสำร ส่ือ อุปกรณ์
ทำงกำรศึกษำ และทรัพยำกรที่ใช้ในกำรจัดกำรศึกษำแก่เจ้ำหน้ำที่ของแต่ละฝ่ำยงำนเพื่อให้ฝ่ำยบริหำรจัดกำรได้อย่ำง
สะดวกคล่องตวั มีคณุ ภำพและเกดิ ประสิทธภิ ำพ

2. หัวหน้ำวิชำกำรสำยช้ัน ปฏิบัติหน้ำท่ีผู้ช่วยหัวหนำ้ กลุ่มกำรบรหิ ำรวิชำกำร มีหน้ำท่ีช่วยหัวหน้ำกลุ่มกำร
บริหำรวิชำกำร ในกำรปฏิบัติงำนตำมภำรกิจของงำนบริหำรงำนวิชำกำรและหน้ำที่อ่ืนๆที่หัวหน้ำกลุ่มบริหำรวิชำกำร
มอบหมำยปฏบิ ัตหิ นำ้ ทแี่ ทนในกรณีหัวหนำ้ บรหิ ำรงำนวิชำกำรไม่สำมำรถปฏบิ ัตหิ น้ำท่ีได้

ขอบข่ำยงำนบริหำรวิชำกำร มดี ังน้ี

1. กำรพัฒนำหรือกำรดำเนนิ งำนเกีย่ วกับกำรใหค้ วำมเหน็ กำรพฒั นำสำระหลักสูตรท้องถ่ิน

หน้ำทรี่ บั ผดิ ชอบปฏบิ ัติงำนดังนี้

1) วิเครำะห์กรอบสำระกำรเรยี นรู้ท้องถ่ินทสี่ ำนกั งำนเขตพื้นทกี่ ำรศึกษำจัดทำไว้

2) วิเครำะห์หลักสูตรสถำนศึกษำเพ่ือกำหนดจุดเน้นหรือประเด็นที่สถำนศึกษำหรือกลุ่มเครือข่ำย
สถำนศึกษำให้ควำมสำคญั

3) ศึกษำและวิเครำะห์ข้อมูลสำรสนเทศของสถำนศึกษำและชุมชนเพื่อนำมำเป็นข้อมูลจัดทำสำระ
กำรเรียนรูท้ ้องถ่ินของสถำนศกึ ษำให้สมบูรณ์ยิง่ ขึ้น

4) จดั ทำสำระกำรเรียนรทู้ ้องถ่ินของสถำนศึกษำเพ่ือนำไปจัดทำรำยวิชำพื้นฐำนหรือรำยวิชำเพ่ิมเติม
จัดทำคำอธิบำยรำยวิชำ หน่วยกำรเรียนรู้ แผนกำรจัดกำรเรียนรู้ เพ่ือจัดประสบกำรณ์และกิจกรรมกำรเรียนกำรสอน
ให้แกผ่ ู้เรยี นประเมนิ ผลและปรบั ปรุง

5) ผบู้ รหิ ำรสถำนศึกษำอนุมัติ

2. กำรวำงแผนงำนด้ำนวชิ ำกำร หน้ำทรี่ ับผดิ ชอบปฏบิ ตั ิงำนดังนี้

1) วำงแผนงำนด้ำนวิชำกำรโดยกำรรวบรวมข้อมูลและกำกับ ดูแล นิเทศและติดตำมเกี่ยวกับงำน
วชิ ำกำร ไดแ้ ก่ กำรพฒั นำหลกั สตู รสถำนศึกษำ กำรพัฒนำกระบวนกำรเรยี นรู้ กำรวัดผล ประเมนิ ผล และกำรเทียบโอน
ผลกำรเรยี นกำรประกันคุณภำพภำยในและมำตรฐำนกำรศึกษำ กำรพฒั นำและใช้สื่อและเทคโนโลยีเพื่อกำรศึกษำ กำร
พัฒนำและส่งเสริมให้มีแหล่งเรียนรู้กำรวิจัยเพื่อพัฒนำคุณภำพกำรศึกษำและกำรส่งเสริมชุมชนให้มีควำมเข้มแข็งทำง
วชิ ำกำร

2) ผู้บรหิ ำรสถำนศึกษำอนมุ ตั โิ ดยควำมเหน็ ชอบของคณะกรรมกำรสถำนศึกษำข้ัน
พื้นฐำน

3. กำรจัดกำรเรียนกำรสอนในสถำนศึกษำ หนำ้ ทรี่ ับผดิ ชอบปฏบิ ัติงำนดงั น้ี
1) จดั ทำแผนกำรเรยี นรทู้ กุ กลมุ่ สำระกำรเรียนรโู้ ดยควำมร่วมมอื ของเครอื ขำ่ ย

สถำนศกึ ษำ
2) จัดกำรเรียนกำรสอนทุกกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ทุกช่วงช้ัน ตำมแนวปฏิรูปกำรเรียนรู้โดยเน้นผู้เรยี น

เปน็ สำคัญ บรู ณำกำรเรียนรู้กลุม่ สำระกำรเรียนรู้ต่ำงๆ เพอ่ื คุณภำพกำรเรียนรู้ของผูเ้ รียนพัฒนำคุณธรรมนำควำมรู้ตำม
หลกั ปรชั ญำเศรษฐกจิ พอเพียง

3) ใชส้ ่ือกำรเรยี นกำรสอนและแหล่งกำรเรยี นรู้
4) จดั กจิ กรรมพฒั นำหอ้ งสมุด ห้องปฏบิ ัติกำรตำ่ งๆ ให้เออื้ ตอ่ กำรเรยี นรู้
5) ส่งเสรมิ กำรวจิ ยั และพัฒนำกำรเรยี นกำรสอนทกุ กล่มุ สำระกำรเรียนรู้
6) ส่งเสริมกำรพัฒนำควำมเป็นเลิศของนักเรียนและช่วยเหลือนักเรียนพิกำรด้อยโอกำสและมี
ควำมสำมำรถพิเศษ

4. กำรพฒั นำหลักสูตรของสถำนศกึ ษำ หน้ำทีร่ ับผดิ ชอบปฏิบตั งิ ำนดังนี้

1 จดั ทำหลักสตู รสถำนศึกษำเปน็ ของตนเอง

1.1 จัดให้มีกำรวิจัยและพัฒนำหลักสูตรข้ึนใช้เองให้ทันกับกำรเปลี่ยนแปลงทำงด้ำน
เศรษฐกิจและสงั คมและเป็นตน้ แบบใหก้ บั โรงเรยี นอื่น

1.2 จัดทำหลักสูตรที่มุ่งเน้นพัฒนำนักเรียนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่ำงกำย จิตใจ
สติปญั ญำ มคี วำมร้แู ละคณุ ธรรม สำมำรถอยู่ร่วมกับผู้อน่ื ได้อยำ่ งมีควำมสุข

1.3 จัดให้มีวิชำต่ำงๆ ครบถ้วนตำมหลักสูตรแกนกลำงกำรศึกษำข้ันพ้ืนฐำนของ
กระทรวงศึกษำธกิ ำร

1.4 เพิ่มเติมเนื้อหำสำระของรำยวิชำให้สูงและลึกซ้ึงมำกข้ึนสำหรับกลุ่มเป้ำหมำยเฉพำะ
ได้แก่ กำรศกึ ษำดำ้ นศำสนำ ดนตรี นำฏศลิ ป์ กฬี ำ อำชีวศกึ ษำ กำรศึกษำท่ีส่งเสรมิ ควำมเปน็ เลศิ ผบู้ กพร่อง พกิ ำร และ
กำรศึกษำทำงเลือก

1.5 เพิ่มเติมเน้ือหำสำระของรำยวิชำท่ีสอดคล้องสภำพปัญหำ ควำมต้องกำรของผู้เรียน
ผปู้ กครอง ชมุ ชน สังคม และโลก

2) สถำนศึกษำสำมำรถจัดทำหลักสูตรกำรจัดกระบวนกำรเรียนรู้ กำรสอนและอ่ืนๆให้เหมำะสมกับ
ควำมสำมำรถของนักเรียนตำมกลุ่มเป้ำหมำยพิเศษ โดยควำมร่วมมือของสำนักงำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำและเครือข่ำย
สถำนศกึ ษำ

3) คณะกรรมกำรสถำนศึกษำขั้นพ้นื ฐำนให้ควำมเหน็ ชอบหลกั สูตรสถำนศึกษำ

4) นิเทศ ติดตำม ประเมินผลและปรับปรุง หลักสูตรสถำนศึกษำ และรำยงำนผลให้สำนักงำนเขต
พ้นื ท่กี ำรศกึ ษำรับทรำบ

5. กำรพฒั นำกระบวนกำรเรยี นรู้
หนำ้ ท่ีรบั ผดิ ชอบปฏิบตั งิ ำนดังนี้

1) จัดเน้ือหำสำระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับควำมสนใจและควำมถนัดของผู้เรียนโดยคำนึงถึง
ควำมแตกต่ำงระหวำ่ งบุคคล

2) ฝึกทักษะ กระบวนกำรคิด กำรจัดกำรกำรเผชิญสถำนกำรณ์ และกำรประยุกต์ควำมรู้มำใช้เพ่ือ
ป้องกนั และแก้ไขปัญหำ

3) จัดกิจกรรมให้ผูเ้ รียนได้เรียนรู้จำกประสบกำรณ์จรงิ ฝึกกำรปฏิบตั ิให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักกำร
อ่ำนและเกดิ กำรใฝร่ ู้อยำ่ งต่อเน่ือง

4) จัดกำรเรียนกำรสอน โดยผสมผสำนสำระควำมร้ดู ำ้ นตำ่ งๆ อย่ำงได้สดั ส่วนสมดุลกันรวมท้ังปลกู ฝัง
คณุ ธรรม ค่ำนยิ มที่ดีงำนและคณุ ลักษณะอนั พ่ึงประสงคไ์ ว้ในทุกวิชำ

5) ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสำมำรถจัดบรรยำกำศสภำพแวดล้อม สื่อกำรเรียนและอำนวยควำม
สะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดกำรเรียนรู้และมีควำมรอบรู้ รวมทั้งสำมำรถใช้กำรวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนกำรเรี ยนรู้
ท้งั นี้ ผสู้ อนและผเู้ รียนอำจเรยี นรู้ไปพร้อมกันจำกสื่อกำรเรยี นกำรสอน และแหล่งวิทยำกำรประเภทตำ่ งๆ

6) จัดกำรเรียนรใู้ ห้เกดิ ข้ึนไดท้ กุ เวลำทกุ สถำนท่ีมีกำรประสำนควำมร่วมมอื กบั บิดำมำรดำและบุคคล
ในชุมชนทุกฝ่ำย เพื่อรว่ มกันพัฒนำผเู้ รียนตำมศกั ยภำพ
6. กำรวัดผล ประเมนิ ผลและดำเนนิ กำรเทียบโอนผลกำรเรียน หนำ้ ทร่ี บั ผดิ ชอบปฏบิ ตั ิงำนดงั น้ี

1) กำหนดระเบียบกำรวัดและประเมินผลของสถำนศกึ ษำตำมหลักสูตรสถำนศึกษำโดยสอดคล้องกับ
นโยบำยระดบั ประเทศ

2) จดั ทำเอกสำรหลกั ฐำนกำรศึกษำให้เปน็ ไปตำมระเบยี บกำรวัดและประเมินผลของสถำนศึกษำ
3) วดั ผล ประเมนิ ผล เทียบโอนประสบกำรณผ์ ลกำรเรียนและอนุมตั ิผลกำรเรยี น
4) จัดให้มีกำรประเมินผลกำรเรียนทุกช่วงช้ันและจัดให้มีกำรซ่อมเสริมกรณีท่ีมีผู้เรียนไม่ผ่ำนเกณฑ์
กำรประเมิน
5) จดั ให้มกี ำรพฒั นำเครอ่ื งมือในกำรวดั และประเมนิ ผล
6) จัดระบบสำรสนเทศด้ำนกำรวัดผลประเมินผลและกำรเทียบโอนผลกำรเรียนเพื่อใช้ในกำรอ้ำงอิง
ตรวจสอบและใชป้ ระโยชนใ์ นกำรพัฒนำกำรเรยี นกำรสอน
7) ผู้บริหำรสถำนศึกษำอนุมัติผลกำรประเมินกำรเรียนด้ำนต่ำงๆ รำยปี/รำยภำคและตัดสินผลกำร
เรยี นกำรผ่ำนชว่ งช้นั และจบกำรศึกษำขน้ั พ้นื ฐำน
8) กำรเทียบโอนผลกำรเรียนเป็นอำนำจของสถำนศึกษำที่จะแต่งต้ังคณะกรรมกำรดำเนินกำรเพ่ือ
กำหนดหลักเกณฑ์วิธีกำร ได้แก่ คณะกรรมกำรเทียบระดับกำรศึกษำ ทั้งในระบบนอกระบบและตำมอัธยำศัย
คณะกรรมกำรเทียบโอนผลกำรเรียน และเสนอคณะกรรมกำรบริหำรหลักสูตรและวิชำกำรพร้อมทั้งให้ผู้บริหำร
สถำนศกึ ษำอนุมัติกำรเทียบโอน

7. กำรวจิ ัยเพ่อื พฒั นำคุณภำพกำรศึกษำในสถำนศึกษำ
หนำ้ ที่รบั ผิดชอบปฏบิ ัติงำนดังน้ี

1) กำหนดนโยบำยและแนวทำงกำรใช้กำรวจิ ัยเป็นสว่ นหนึ่งของกระบวนกำรทำงำนของนักเรียน ครู
และผเู้ ก่ยี วข้องกับกำรศกึ ษำ

2) พัฒนำครูและนักเรียนใหม้ ีควำมรู้เก่ียวกับกำรปฏริ ูปกำรเรียนรู้โดยใช้กระบวนกำรวจิ ัยเป็นสำคญั
ในกำรเรียนรู้ท่ีซับซ้อนข้ึนทำใหผ้ ู้เรียนไดฝ้ ึกกำรคิด กำรจัดกำร กำรหำเหตุผล ในกำรตอบปัญหำ กำรผสมผสำนควำมรู้
แบบสหวิทยำกำรและกำรเรียนร้ใู นปญั หำที่ตนสนใจ

3) พฒั นำคณุ ภำพกำรศึกษำด้วยกระบวนกำรวจิ ัย
4) รวบรวม และเผยแพรผ่ ลกำรวิจยั เพ่ือกำรเรยี นรู้และพัฒนำคุณภำพกำรศึกษำ รวมทัง้ สนบั สนนุ ให้
ครนู ำผลกำรวจิ ยั มำใช้ เพื่อพัฒนำกำรเรยี นรแู้ ละพฒั นำคุณภำพกำรศึกษำของสถำนศึกษำ

8. กำรพฒั นำและส่งเสริมให้มแี หล่งเรยี นรู้
หนำ้ ทร่ี ับผดิ ชอบปฏบิ ัตงิ ำนดงั น้ี

1) จัดให้มีแหล่งเรียนรู้อย่ำงหลำกหลำยทั้งภำยในและภำยนอกสถำนศึกษำให้พอเพียงเพื่อสนบั สนุน
กำรแสวงหำควำมรู้ด้วยตนเองกบั กำรจัดกระบวนกำรเรยี นรู้

2) จัดระบบแหล่งกำรเรียนรู้ภำยในโรงเรียนให้เอ้ือต่อกำรจัดกำรเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น พัฒนำ
ห้องสมุดหมวดวิชำ ห้องสมุดเคล่ือนท่ี มุมหนังสือในห้องเรียน ห้องพิพิธภัณฑ์ ห้องมัลติมีเดีย ห้องคอมพิวเตอร์
อินเตอร์เน็ต ศูนย์วิชำกำร ศูนย์วิทยบริกำร Resource Center สวนสุขภำพ สวนวรรณคดี สวนหนังสือ สวนธรรมะ
เปน็ ตน้

3) จัดระบบข้อมูลแหล่งกำรเรียนรู้ในท้องถ่ินให้เอื้อต่อกำรจัดกำรเรียนรู้ของผู้เรียนของสถำนศึกษำ
ของตนเอง เช่น จัดเส้นทำง/แผนที่ และระบบกำรเชื่อมโยงเครือข่ำยห้องสมุดประชำชน ห้องสมุดสถำบันกำรศึกษำ
พิพิธภณั ฑ์ พิพิธภัณฑว์ ทิ ยำศำสตร์ ภูมปิ ัญญำทอ้ งถิ่น ฯลฯ

4) ส่งเสริมให้ครูและผู้เรียนได้ใช้แหล่งเรียนรู้ ทั้งในและนอกสถำนศึกษำเพื่อพัฒนำกำรเรียนรู้และ
นเิ ทศ กำกับติดตำม ประเมิน และปรับปรุงอย่ำงตอ่ เน่ือง

9. กำรนเิ ทศกำรศึกษำ
หน้ำทร่ี บั ผิดชอบปฏบิ ัตงิ ำนดังน้ี

1) สรำ้ งควำมตระหนักให้แก่ครูและผู้เกี่ยวข้องใหเ้ ขำ้ ใจกระบวนกำรนิเทศภำยในว่ำเป็นกระบวนกำร
ทำงำนร่วมกันท่ีใช้เหตุผลกำรนิเทศเป็นกำรพัฒนำปรับปรุงวิธีกำรทำงำนของแต่ละบุคคลให้มีคุณภำพ กำรนิเทศเป็น
ส่วนหน่ึงของกระบวนกำรบริหำร เพื่อให้ทุกคนเกิดควำมเชื่อมั่นว่ำ ได้ปฏิบัติถูกต้อง ก้ำวหน้ำ และเกิดประโยชน์สูงสุด
ต่อผู้เรียนและตวั ครูเอง

2) จดั กำรนิเทศภำยในสถำนศึกษำใหม้ ีคุณภำพทว่ั ถงึ และต่อเนอื่ งเปน็ ระบบและกระบวนกำร
3) จัดระบบนิเทศภำยในสถำนศึกษำให้เชื่อมโยงกับระบบนิเทศกำรศึกษำของสำนักงำนเขตพื้นที่
กำรศึกษำ

10. กำรแนะแนวกำรศกึ ษำ
มหี นำ้ ทรี่ ับผดิ ชอบปฏบิ ตั งิ ำนดงั น้ี

1) กำหนดนโยบำยกำรจัดกำรศึกษำที่มีกำรแนะแนวเป็นองค์ประกอบสำคัญ โดยให้ทุกคนใน
สถำนศกึ ษำตระหนกั ถงึ กำรมสี ว่ นร่วมในกระบวนกำรแนะแนวและกำรดูแลช่วยเหลือนักเรียน

2) จัดระบบงำนและโครงสร้ำงองคก์ รแนะนำและดแู ลช่วยเหลือนักเรียน
3 สรำ้ งควำมตระหนักใหค้ รทู กุ คนเห็นคณุ ค่ำของกำรแนะแนวและดูแลช่วยเหลอื นกั เรียน
4) ส่งเสรมิ และพัฒนำใหค้ รูได้รบั ควำมร้เู พ่ิมเติมในเรื่องจิตวิทยำและกำรแนะแนวและดูแลชว่ ยเหลือ
นักเรยี นเพื่อให้สำมำรถ บูรณำกำร ในกำรจัดกำรเรียนรูแ้ ละเชอื่ มโยง สู่กำรดำรงชวี ติ ประจำวนั
5) คัดเลือกบุคลำกรที่มีควำมรู้ ควำมสำมำรถและบุคลิกภำพท่ีเหมำะสม ทำหน้ำที่ครูแนะแนวครูที่
ปรกึ ษำ ครูประจำชน้ั และคณะอนุกรรมกำรแนะแนว
6) ดูแล กำกับ นิเทศ ติดตำมและสนับสนุนกำรดำเนนิ งำนแนะแนวและดูแลช่วยเหลือนักเรียนอยำ่ ง
เป็นระบบ
7) ส่งเสรมิ ควำมร่วมมือและควำมเขำ้ ใจอันดีระหว่ำงครู ผ้ปู กครองและชุมชน
8) ประสำนงำนด้ำนกำรแนะแนว ระหวำ่ งสถำนศึกษำ องคก์ รภำครฐั และเอกชน บ้ำน ศำสน-สถำน
ชมุ ชน ในลกั ษณะเครอื ข่ำยกำรแนะแนว
9) เช่อื มโยงระบบแนะแนวและระบบดแู ลชว่ ยเหลือนักเรยี น

11. กำรพฒั นำระบบประกนั คณุ ภำพภำยในและมำตรฐำนกำรศกึ ษำ
มหี นำ้ ท่ีรบั ผิดชอบปฏบิ ตั งิ ำนดงั น้ี

1) กำหนดมำตรฐำนกำรศึกษำเพ่ิมเติมของสถำนศึกษำให้สอดคล้องกับมำตรฐำนกำรศึกษำชำติ
มำตรฐำนกำรศกึ ษำขนั้ พนื้ ฐำนมำตรฐำนสำนกั งำนเขตพนื้ ท่กี ำรศึกษำและควำมต้องกำรของชุมชน

2) จัดระบบบรหิ ำรและสำรสนเทศ โดยจัดโครงสร้ำงกำรบรหิ ำรทีเ่ ออื้ ต่อกำรพฒั นำงำนและกำรสร้ำง
ระบบประกันคุณภำพภำยในจัดระบบสำรสนเทศให้เป็นหมวดหมู่ ข้อมูล มีควำมสมบูรณ์เรียกใช้ง่ำย สะดวก รวดเร็ว
ปรับปรุงใหเ้ ปน็ ปจั จุบันอยูเ่ สมอ

3) จดั ทำแผนสถำนศึกษำท่มี งุ่ เนน้ คุณภำพกำรศึกษำ (แผนกลยุทธ์/แผนยุทธศำสตร์)
4) ดำเนินกำรตำมแผนพัฒนำสถำนศึกษำในกำรดำเนินโครงกำร/กิจกรรมสถำนศึกษำต้องสร้ำง
ระบบกำรทำงำนที่เข้มแข็งเน้นกำรมีส่วนร่วม และวงจรกำรพัฒนำคุณภำพของเดมมิ่ง (Deming Cycle) หรือท่ีรู้จัก
กนั วำ่ วงจร PDCA
5) ตรวจสอบและทบทวนคุณภำพกำรศึกษำโดยดำเนินกำรอย่ำงจริงจังต่อเน่ืองดว้ ยกำรสนับสนุนให้
ครู ผู้ปกครองและชมุ ชนเขำ้ มำมสี ว่ นร่วม
6) ประเมินคุณภำพกำรศึกษำภำยในสถำนศึกษำตำมมำตรฐำนท่ีกำหนดเพ่ือรองรับกำรประเมิน
คณุ ภำพภำยนอก
7) จัดทำรำยงำนคุณภำพกำรศึกษำประจำปี (SAR) และสรุปรำยงำนประจำปี โดยควำมเห็นชอบ
ของคณะกรรมกำรสถำนศึกษำข้นั พ้นื ฐำนเสนอต่อหน่วยงำนต้นสังกัดและเผยแพร่ตอ่ สำธำรณชน

12. กำรส่งเสรมิ ชุมชนใหม้ คี วำมเข้มแขง็ ทำงวิชำกำร
มหี นำ้ ท่รี บั ผิดชอบปฏบิ ัตงิ ำนดังน้ี

1) จัดกระบวนกำรเรยี นรรู้ ่วมกับบุคคล ครอบครวั ชมุ ชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองสว่ นท้องถิ่น
เอกชน องคก์ รเอกชน องค์กรวชิ ำชีพ สถำบัน ศำสนำ สถำนประกอบกำรและสถำบันอ่ืน

2) ส่งเสริมควำมเขม้ แขง็ ของชุมชนโดยกำรจดั กระบวนกำรเรียนรภู้ ำยในชุมชน
3) ส่งเสริมให้ชุมชนมีกำรจัดกำรศึกษำอบรมมีกำรแสวงหำควำมรู้ ข้อมูล ข่ำวสำรและรู้จักเลือกสรร
ภูมิปัญญำและวทิ ยำกำรต่ำงๆ
4) พัฒนำชุมชนให้สอดคล้องกับสภำพปัญหำและควำมต้องกำรรวมท้ังหำวิธีกำรสนับสนุนให้มีกำร
แลกเปล่ยี นประสบกำรณ์ระหวำ่ งชมุ ชน

13. กำรประสำนควำมรว่ มมอื ในกำรพฒั นำวชิ ำกำรกับสถำนศกึ ษำและองค์กรอน่ื
มหี น้ำทร่ี บั ผิดชอบปฏบิ ัตงิ ำนดังนี้

1) ระดมทรัพยำกรเพ่ือกำรศึกษำ ตลอดจนวิทยำกรภำยนอกและภูมิปัญญำท้องถ่ินเพ่ือเสริมสร้ำง
พัฒนำกำรของนักเรียนทกุ ด้ำนรวมทั้งสบื สำนจำรตี ประเพณีศลิ ปวฒั นธรรมของท้องถ่นิ

2) เสริมสร้ำงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงสถำนศึกษำกับชุมชน ตลอดจนประสำนงำนกับองค์กรท้ังภำครัฐ
และเอกชน เพ่อื ให้สถำนศึกษำเป็นแหลง่ วิทยำกำรของชุมชนและมสี ว่ นในกำรพัฒนำชมุ ชนและทอ้ งถนิ่

3) ใหบ้ รกิ ำรดำ้ นวชิ ำกำรท่ีสำมำรถเช่ือมโยงหรือแลกเปลี่ยนข้อมูลข่ำวสำรกับแหล่งวชิ ำกำร ใน
ทอ่ี นื่ ๆ

4) จัดกิจกรรมร่วมชุมชน เพ่ือส่งเสริมวัฒนธรรมกำรสร้ำงควำมสัมพันธ์อันดีกับศิษย์เก่ำกำรประชุม
ผูป้ กครองนกั เรียน กำรปฏิบตั ิงำนร่วมกบั ชุมชน กำรรว่ มกจิ กรรมกบั สถำนบนั กำรศกึ ษำอนื่ เป็นต้น

14. กำรสง่ เสรมิ และสนับสนุนงำนวชิ ำกำรแกบ่ ุคคล ครอบครัว องค์กร หน่วยงำน สถำนประกอบกำร และสถำบัน
อ่นื ท่ีจัดกำรศกึ ษำ
มหี นำ้ ท่ีรบั ผิดชอบปฏิบัตงิ ำนดงั น้ี

1) ประชำสัมพันธ์สร้ำงควำมเข้ำใจต่อบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วน
ท้องถิ่น เอกชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชำชีพ สถำบันศำสนำ สถำนประกอบกำรและสถำบันสังคมอ่ืนในเรื่องเก่ียวกับ
สิทธใิ นกำรจัดกำรศึกษำข้นั พ้นื ฐำน

2) จัดให้มีกำรสร้ำงควำมรู้ควำมเข้ำใจ กำรเพ่ิมควำมพร้อมให้กับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร
ชุมชน องค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ิน เอกชน องคก์ รวิชำชพี สถำบันศำสนำ สถำนประกอบกำรและสถำบนั สงั คมอ่ืนท่ีร่วม
จดั กำรศกึ ษำ

3) ร่วมกับบุคคล ครอบครวั ชมุ ชน องคก์ รชมุ ชน องคก์ รปกครองส่วนท้องถนิ่ เอกชน องค์กร-เอกชน
องคว์ ิชำชีพ สถำบันศำสนำ สถำนประกอบกำรและสถำบนั สังคมอื่นรว่ มกนั จัดกำรศกึ ษำและใชท้ รัพยำกรร่วมกนั ให้เกิด
ประโยชน์สงู สุดแก่ผเู้ รยี น

4) ส่งเสริมสนับสนุนให้มีกำรจัดกิจกรรมกำรเรียนร่วมกันระหว่ำงสถำนศึกษำกับบุคคล ครอบครัว
ชุมชน องคก์ รชมุ ชน องคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่น เอกชน องคก์ รเอกชน องคก์ ร-วิชำชพี สถำบันศำสนำ สถำนประกอบ
กำรณ์ และสถำบนั สงั คมอื่น

5) ส่งเสริมสนับสนุนให้บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เอกชน
องค์กรเอกชน องค์กรวชิ ำชพี สถำบันศำสนำ สถำนประกอบกำรณ์ และสถำบันสงั คมอื่น ไดร้ บั ควำมช่วยเหลือทำงด้ำน
วชิ ำกำรตำมควำมเหมำะสมและจำเป็น

6) ส่งเสริมและพัฒนำแหล่งเรียนรู้ ทั้งด้ำนคุณภำพและปริมำณเพ่ือกำรเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่ำงมี
ประสทิ ธิภำพ

15. กำรจัดทำระเบยี บและแนวปฏบิ ัติเกี่ยวกับงำนด้ำนวิชำกำรของสถำนศกึ ษำ
มีหน้ำท่รี บั ผดิ ชอบปฏิบัติงำนดังนี้

1) ศึกษำและวิเคำระห์ระเบียบและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงำนด้ำนวิชำกำรของสถำนศึกษำ เพื่อให้ผู้ที่
เกยี่ วขอ้ งทุกรำยรบั รูแ้ ละถอื ปฏิบตั เิ ป็นแนวเดยี วกนั

2) จัดทำร่ำงระเบยี บและแนวปฏิบัตเิ ก่ยี วกับงำนดำ้ นวชิ ำกำรของสถำนศกึ ษำ เพือ่ ให้ผทู้ ี่เก่ียวข้องทุก
ฝำ่ ยรับร้แู ละถือปฏิบัติเปน็ แนวเดียวกนั

3) ตรวจสอบร่ำงระเบียบและแนวปฏบิ ัติเกีย่ วกับงำนดำ้ นวิชำกำรของสถำนศึกษำและแก้ไขปรับปรงุ
4) นำระเบียบและแนวปฏบิ ตั เิ ก่ียวกบั งำนด้ำนวชิ ำกำรของสถำนศึกษำไปสกู่ ำรปฏิบัติ
5) ตรวจสอบและประเมนิ ผลกำรใช้ระเบียบและแนวปฏิบตั ิเกี่ยวกับงำนดำ้ นวชิ ำกำรของสถำนศึกษำ
และนำไปแก้ไขปรบั ปรงุ ใหเ้ หมำะสมตอ่ ไป

16. กำรคัดเลอื กหนงั สือ แบบเรียนเพ่ือใช้ในสถำนศกึ ษำ มหี นำ้ ทรี่ ับผิดชอบปฏิบัตงิ ำนดังน้ี
1) ศึกษำ วิเคำระห์ คัดเลือกหนังสือเรียนกลุ่มสำระกำรเรียนรู้ต่ำงๆ ที่มีคุณภำพสอดคล้องกลับ

หลกั สตู รสถำนศึกษำเพ่ือเปน็ หนงั สือแบบเรียนเพื่อใช้ในกำรจัดกำรเรยี นกำรสอน
2) จัดทำหนังสือเรียน หนังสือเสริมประสบกำรณ์ หนังสืออ่ำนประกอบ แบบฝึกหัด ใบงำน ใบ

ควำมร้เู พื่อใช้ประกอบกำรเรยี นกำรสอน
3) ตรวจพิจำรณำคุณภำพหนังสือเรยี น หนังสือเสริมประสบกำรณ์ หนังสืออ่ำนประกอบ แบบฝึกหัด

ใบงำน ใบควำมรเู้ พอ่ื ใช้ประกอบกำรเรยี นกำรสอน

17. กำรพัฒนำและใช้สอ่ื และเทคโนโลยีเพ่อื กำรศกึ ษำ มหี นำ้ ทร่ี บั ผดิ ชอบปฏิบัติงำนดังน้ี
1) จดั ใหม้ กี ำรรว่ มกันกำหนดนโยบำย วำงแผนในเร่ืองกำรจดั หำและพฒั นำสอ่ื กำรเรียนรู้ และ

เทคโนโลยีเพือ่ กำรศึกษำของสถำนศกึ ษำ
2) พัฒนำบุคลำกรในสถำนศึกษำในเรื่องเกี่ยวกับกำรพัฒนำส่ือกำรเรียนรู้และเทคโนโลยี เพื่อ

กำรศกึ ษำ พรอ้ มทั้งใหม้ กี ำรจดั ตั้งเครือข่ำยทำงวิชำกำร ชมรมวิชำกำรเพือ่ เป็นแหลง่ เรียนรขู้ องสถำนศกึ ษำ
3) พัฒนำและใช้สื่อและเทคโนโลยีทำงกำรศึกษำโดยมุ่งเน้นกำรพัฒนำส่ือและเทคโนโลยีทำงกำร

ศึกษำท่ีให้ข้อเท็จจริงเพ่ือสร้ำงองค์ควำมรู้ใหม่ๆเกิดขึ้น โดยเฉพำะหำแหล่งส่ือที่เสริมกำรจัดกำรศึกษำ ของ
สถำนศกึ ษำให้มีประสิทธิภำพ

4) พฒั นำหอ้ งสมุดของสถำนศึกษำใหเ้ ป็นแหล่งกำรเรียนรู้ของสถำนศึกษำและชมุ ชน
5) นิเทศ ติดตำมและประเมินผลกำรปฏิบัติงำนของบุคลำกรในกำรจัดหำ ผลิตใช้และพัฒนำสื่อและ
เทคโนโลยที ำงกำรศกึ ษำ

18. กำรรบั นักเรียน
หน้ำท่ีรับผิดชอบปฏบิ ัติงำนดังนี้

1) ให้สถำนศึกษำประสำนงำนกำรดำเนินกำรแบ่งเขตพ้ืนที่บริกำรกำรศึกษำร่วมกัน และเสนอ
ขอ้ ตกลงใหเ้ ขตพนื้ ที่กำรศึกษำเหน็ ชอบ

2) กำหนดแผนกำรรับนักเรยี นของสถำนศึกษำ โดยประสำนงำนกบั เขตพน้ื ท่ี
กำรศึกษำ

3) ดำเนินกำรรบั นักเรยี นตำมท่แี ผนกำหนด
4) ร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน ในกำรติดตำมช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหำในกำร
เข้ำเรียน
5) ประเมนิ ผลและรำยงำนผลรบั เดก็ เข้ำเรียนใหเ้ ขตพื้นที่กำรศกึ ษำทรำบ

19. กำรจดั ทำสำมะโนนักเรยี น ทำง
มหี น้ำทีร่ ับผิดชอบปฏบิ ตั งิ ำนดงั น้ี

1) ประสำนงำนกับชุมชนและท้องถ่นิ ในกำรสำรวจขอ้ มลู จำนวนนักเรียนทจ่ี ะเข้ำรับบริกำร
กำรศกึ ษำในเขตบรกิ ำรของสถำนศึกษำ

2) จดั ทำสำมะโนผ้เู รียนทีจ่ ะเขำ้ รับบรกิ ำรทำงกำรศกึ ษำของสถำนศึกษำ
3) จดั ระบบขอ้ มูลสำรสนเทศจำกสำมะโนผู้เรยี นให้เขตพื้นทีก่ ำรศกึ ษำรบั ทรำบ

20. กำรทศั นศกึ ษำ มีหน้ำทรี่ บั ผดิ ชอบปฏบิ ัตงิ ำนดงั น้ี
1) วำงแผนกำรนำนกั เรียนไปทศั นศึกษำนอกสถำนศึกษำ
2) ดำเนินกำรนำนกั เรียนไปทศั นศึกษำนอกสถำนศกึ ษำ ตำมหลกั เกณฑแ์ ละวิธกี ำรท่ี

กำหนด

กำรบรหิ ำรงบประมำณ

กำรบรหิ ำรและกำรจัดกำรศึกษำของโรงเรยี นนิติบุคคล มวี ัตถปุ ระสงคเ์ พื่อให้โรงเรยี นจัดกำรศึกษำอย่ำงเป็น
อิสระ คลอ่ งตวั สำมำรถบริหำรกำรจดั กำรศึกษำได้สะดวด รวดเรว็ มปี ระสทิ ธภิ ำพแ23ละมคี วำมรับผิดชอบ

โรงเรยี นนิติบุคคล นอกจำกมีอำนำจหน้ำท่ีตำมวตั ถปุ ระสงค์ขำ้ งต้นแล้ว ยังมอี ำนำจหน้ำท่ตี ำมที่กฏระเบยี บ
กระทรวงศกึ ษำธกิ ำรวำ่ ด้วยกำรบรหิ ำรจัดกำรและขอบเขตกำรปฏบิ ตั ิหน้ำทข่ี องโรงเรียนขัน้ พ้ืนฐำนท่เี ป็นนิตบิ คุ คล
สังกัดเขตพ้ืนท่ีกำรศึกษำ พ.ศ 2546 ลงวันท่ี 7 กรกฏำคม พ.ศ. 2546

กฎหมำยกำรศึกษำแห่งชำติ และกฎหมำยระเบียบบรหิ ำรรำชกำรกระทรวงศกึ ษำธิกำร จงึ กำหนดใหโ้ รงเรยี น
นติ ิบุคคลมีอำนำจหนำ้ ท่ี ดงั นี้

1. ใหผ้ ้อู ำนวยกำรโรงเรยี นเปน็ ผู้แทนนติ ิบคุ คลในกิจกำรทวั่ ไปของโรงเรยี นที่เกี่ยวกบั บุคคลภำยนอก
2. ใหโ้ รงเรียนมอี ำนำจปกครอง ดแู ล บำรุง รักษำ ใชแ้ ละจัดหำผลประโยชนจ์ ำกทรพั ยส์ ินท่มี ีผู้บริจำคให้

เว้นแต่กำรจำหนำ้ ยอสงั หำรมิ ทรัพย์ที่มผี ู้บรจิ ำคใหโ้ รงเรยี น ต้องได้รับควำมเหน็ ชอบจำกคณะกรรมกำร
กำรศึกษำขั้นพืน้ ฐำนของโรงเรยี น
3. ให้โรงเรียนจดทะเบียนลิขสิทธ์ิหรอื ดำเนินกำรทำงทะเบียนทรัพยส์ ินตำ่ งๆ ที่มีผอู้ ทุ ิศให้หรือโครงกำรซ้ือ
แลกเปล่ยี นจำกรำยไดข้ องสถำนศกึ ษำใหเ้ ปน็ กรรมสิทธขิ์ องสถำนศกึ ษำ
4. กรณีโรงเรียนดำเนินคณดีเป็นผู้ฟอ้ งร้องหรอื ถกู ฟ้องร้อง ผู้บรหิ ำรจะตอ้ งดำเนนิ คดีแทนสถำนศึกษำหรือ
ถูกฟ้องรว่ มกับสถำนศกึ ษำ ถ้ำถูกฟอ้ งโดยมิไดด้อยูใ่ นกำรปฏบิ ตั ิรำชกำร ในกรอบอำนำจ ผู้บรหิ ำรตอ้ ง
รับผิดชอบเป็นกำรเฉพำะตวั
5. โรงเรยี นจัดทำงบดลุ ประจำปีและรำยงำนสำธำรณะทุกสนิ้ ปีงบประมำณ

งบประมำณทส่ี ถำนศกึ ษำนำมำใชจ้ ่ำย

1. แนวคิด
กำรบริหำรงำนงบประมำณของสถำนศกึ ษำมุง่ เน้นควำมเป็นอิสระ ในกำรบริหำรจัดกำรมคี วำมคล่องตวั
โปร่งใส ตรวจสอบได้ ยดึ หลักกำรบรหิ ำรมุ่งเนน้ ผลสมั ฤทธ์ิและบรหิ ำรงบประมำณแบบมุ่งเน้นผลงำน ให้มกี ำรจดั หำ
ผลประโยชน์จำกทรัพย์สิทของสถำนศึกษำ รวมทงั้ จัดหำรำยได้จำกบริกำรมำใชบ้ รหิ ำรจัดกำรเพื่อประโยชนท์ ำง
กำรศกึ ษำ ส่งผลใหเ้ กดิ คุณภำพท่ดี ีข้ึนตอ่ ผ้เู รยี น
2. วัตถุประสงค์
เพ่อื ให้สถำนศึกษำบริหำรงำนดำ้ นงบประมำณมีควำมเปน็ อิสระ คลอ่ งตัว โปรง่ ใสตรวจสอบได้
2.1 เพ่ือให้ไดผ้ ลผลิต ผลลพั ธ์เป็นไปตำมขอ้ ตกลงกำรใหบ้ ริกำร
2.2 เพอ่ื ใหส้ ถำนศึกษำสำมำรถบริหำรจัดกำรทรพั ยำกรท่ีได้อย่ำงเพียงพอและประสิทธภิ ำพ
3. ขอบขำ่ ยภำรกจิ
3.1 กฎหมำย ระเบยี บ และเอกสำรท่ีเกี่ยวข้อง
1. พระรำชบญั ญัตกิ ำรศกึ ษำแหง่ ชำติ พ.ศ. 2542 และทแี่ ก้ไขเพ่ิมเติม(ฉบับท่ี 2)
2. พระรำชบญั ญัติบรหิ ำรรำชกำรกระทรวงศกึ ษำธิกำร พ.ศ. 2546
3. ระเบียบวำ่ ดว้ ยกำรบริหำรงบประมำณ พ.ศ. 2545
4. หลกั สตู รกำรศึกษำขนั้ พนื้ ฐำน พุทธศักรำช 2551
5. แนวทำงกำรกระจำยอำนำจกำรบรหิ ำรและกำรจัดกำรศกึ ษำและสถำนศกึ ษำตำมกฎกระทรวง กำหนด
หลักเกณฑ์และวธิ ีกำรกระจำยอำนำจกำรบรหิ ำรและกำรจัดกำรศึกษำ พ.ศ. 2550

รำยจ่ำยตำมงบประมำณ

จำแนกออกเป็น 2 ลกั ษณะ

1. รำยจำ่ ยของส่วนรำชกำรและรฐั วสิ ำหกจิ

- งบบคุ ลำกร

- งบดำเนนิ งำน

- งบลงทุน

- งบเงินอดุ หนนุ

- งบร่ำยจ่ำยอ่ืน

งบบคุ ลำกร หมำยถึง รำยจ่ำยทก่ี ำหนดให้จ่ำยเพ่ือกำรบริหำรงำนบคุ คลภำครฐั ได้แกร่ ำยจำ่ ยทจ่ี ำ่ ยใน

ลกั ษณะเงนิ เดือน ค่ำจ้ำงประจำ ค่ำจ้ำงช่ัวครำว และค่ำตอบแทนพนกั งำนรำชกำร รวมถึงรำจจำ่ ยที่กำหนดใหจ้ ำ่ ย

จำกงบรำยจ่ำยอ่นื ใดในลักษณะรำจจำ่ ยดังกล่ำ

งบดำเนินงำน หมำยถึง รำยจ่ำยที่กำหนดให้จ่ำยเพื่อกำรบริหำรงำนประจำ ได้แก่ รำยจ่ำยท่ีจำ่ ยใน

ลักษณะคำ่ ตอบแทน คำ่ ใช้สอย ค่ำวัสดุ และค่ำสำธำรณูปโภค รวมถึงรำจำ่ ยท่ีกำหนดใหจ้ ำ่ ยจำกงบรำยจำ่ ยอนื่ ใดใน

ลักษณะรำยจำ่ ยดงั กล่ำว

งบลงทนุ หมำยถึง รำยจำ่ ยท่ีกำหนดใหจ้ ำ่ ยเพื่อกำรลงทุน ไดแ้ ก่ รำยจ่ำยทจี่ ำ่ ยในลักษณะค่ำครภุ ัณฑ์ คำ่

ทีด่ นิ และส่ิงก่อสร้ำง รวมถงึ รำยจ่ำยท่กี ำหนดใหจ้ ่ำยจำกงบรำยจ่ำยอื่นใดในลักษณะรำยจ่ำยดังกล่ำว

งบดำเนนิ งำน หมำยถึง รำยจ่ำยทก่ี ำหนดให้จำ่ ยเพื่อกำรบรหิ ำรงำนประจำ ได้แก่ รำยจำ่ ยทจี่ ่ำยใน

ลักษณะค่ำตอบแทน ค่ำใชส้ อย คำ่ วัสดุ และคำ่ สำธำรณูปโภค รวมถึงรำยจ่ำยทก่ี ำหนดใหจ้ ำ่ ยจำกงบรำยจำ่ ยอื่นใด

ในลักษณะรำยจำ่ ยดงั กลำ่ ว

งบลงทุน หมำยถึง รำยจ่ำยทีก่ ำหนใหจ้ ำ่ ยเพอ่ื กำรลงทนุ ไดแ้ ก่ รำยจ่ำยท่ีจ่ำยในลักษณะค่ำครภุ ณั ฑ์ ค่ำ

ทดี่ นิ และสงิ่ ก่อนสรำ้ ง รวมถึงรำยจ่ำยทก่ี ำหนดใหจ้ ำ่ ยจำกงบรำยจำ่ ยอืน่ ใดในลักษณะรำยจำ่ ยดงั กล่ำว

งบเงนิ อดุ หนุน หมำยถึง รำยจ่ำยทีก่ ำหนดใหจ้ ำ่ ยเป็นค่ำบำรงุ หรือเพ่ือชว่ ยเหลอื สนับสนุนงำนของหนว่ ยงำน

อสิ ระตำมรัฐธรรมนญู หรอื หน่วยงำนของรัฐ ซ่ึงมิใชส่ ่วนกลำงตำม พ.ร.บ. ระเบียบบริหำรรำชกำรแผ่นดิน หนว่ ยงำน

ในกำกบั ของรฐั องค์กำรมหำชน รฐั วสิ ำหกจิ องคก์ รปกครองสว่ นท้องถ่นิ รวมถงึ เงินอุดหนุน งบพระมหำกษัตรยิ ์

เงินอุดหนุนศำสนำ

งบรำยจ่ำยอื่น หมำยถึง รำยจ่ำยที่ไม่เขำ้ ลักษณะประเภทงบรำยจำ่ ยใดงบรำยจำ่ ยหนึง่ หรอื รำยจ่ำยที่

สำนกั งำนงบประมำณกำหนดให้ใช้จ่ำยในงบรำยจ่ำยนี้ เช่น เงินรำชกำรลับ เงนิ ค่ำปรับ ทจี่ ำ่ ยคนื ให้แก่ผู้ขำยหรือผู้

รับจำ้ ง ฯลฯ

อตั รำเงินอดุ หนนุ รำยหวั นักเรียนตอ่ ปกี ำรศกึ ษำ

ระดบั ก่อนประถมศกึ ษำ 1,700 บำท

ระดบั ประถมศึกษำ 1,900 บำท

ระดบั มัธยมศึกษำตอนต้น 3,500 บำท

ระดบั มัธยมศึกษำตอนปลำย 3,800 บำท

กำรจดั สรรเงนิ อดุ หนนุ รำยหวั นักเรียน แบ่งกำรใชต้ ำมสดั ส่วน ดำ้ นวชิ ำกำร : ด้ำนบรหิ ำรทว่ั ไป : สำรอง
จ่ำยทั้ง 2 ด้ำนคือ

1. ดำ้ นวิชำกำร ให้สดั สว่ นไมน่ ้อยกว่ำรอ้ ยละ 60 นำไปใชไ้ ดใ้ นเรือ่ ง
1.1 จัดหำวสั ดแุ ละครุภณั ฑ์ทีจ่ ำเป็นต่อกำรเรยี นกำรสอน
1.2 ซอ่ มแซมวัสดุอุปกรณ์
1.3 กำรพฒั นำบุคลำกำรด้ำนกำรสอน เช่น สง่ ครูเขำ้ อบรมสัมมนำ คำ่ จำ้ งช่ัวครำวของครูปฏบิ ัตกิ ำร
สอน คำ่ สอนพเิ ศษ

2. ดำ้ นบริหำรทั่วไป ใหส้ ัดสว่ นไมเ่ กนิ รอ้ ยละ 30 นำไปใชไ้ ด้ในเร่อื ง
2.1 ค่ำวัสดุ ครภุ ัณฑแ์ ละค่ำที่ดนิ สิ่งก่อสรำ้ ง ค่ำจ้ำงช่ัวครำวที่ไม่ใชป่ ฏิบตั ิกำรสอนค่ำตอบแทน ค่ำใช้
สอย
2.2 สำรองจ่ำยนอกเหนือด้ำนวชิ ำกำรและดำ้ นบริหำรทั่วไป ให้สัดส่วนไมเ่ กินรอ้ ยละ 20 นำไปใช้ใน
เรือ่ งงำนตำมนโยบำย

เงนิ อดุ หนุนปจั จัยพืน้ ฐำนสำหรับนกั เรยี นยำกจน
1. เปน็ เงนิ ท่จี ดั สรรใหแ้ ก่สถำนศึกษำที่มีนกั เรยี นยำกจน เพ่ือจัดหำปัจจัยพ้นื ฐำนท่จี ำเปน็ ต่อกำรดำรงชีวิตและ
เพ่มิ โอกำศทำงกำรศกึ ษำ เป็นกำรชว่ ยเหลอื นักเรยี นนทีย่ ำกจน ชนั้ ป.1 ถึง ม.3 ใหม้ โี อกำสไดร้ ับกำรศึกำใน
ระดับท่สี ูงขนึ้ (ยกเว้นสถำนศึกษำสงั กัดสำนกั บรหิ ำรงำนกำรศกึ ษำพิเศษ)
2. นกั เรียนยำกจน หมำยถึง นักเรยี นทผ่ี ู้ปกครองมีรำยได้ตอ่ ครัวเรือน ไมเ่ กิน 40,000 บำท
3. แนวกำรใช้
ให้ใชใ้ นลักษณะ ถัวจำ่ ย ในรำยกำรตอ่ ไปน้ี

3.1 คำ่ หนงั สือและอุปกรณ์กำรเรียน(ยมื ใช้)
3.2 คำ่ เสื้อผำ้ และวัสดเุ ครอ่ื งแต่งกำยนกั เรยี น(แจกจำ่ ย)
3.3 ค่ำอำหำรกลำงวนั (วตั ถดุ ิบ จ้ำงเหมำ เงินสด)
3.4 คำ่ พำหนะในกำรเดินทำง (เงินสด จ้ำงเหมำ)
3.5 กรณีจำ่ ยเปน็ เงนิ สด โรงเรียนแต่งตงั้ กรรมกำร 3 คน รว่ มกนั จำ่ ยเงินโดยใชใ้ บสำคญั รับเงินเปน็

หลักฐำน
3.6 ระดบั ประถมศึกษำ คนละ 1,000 บำท/ปี
3.7 ระดับมัธยมศึกษำตอนตน้ คนละ 3,000 บำท/ปี

1.1รำยจำ่ ยงบกลำง
1. เงินสวัสดิกำรค่ำรกั ษำพยำบำล/กำรศึกษำบตุ ร/เงนิ ช่วยเหลือบตุ ร
2. เงินเบยี้ หวดั บำเหน็จบำนำญ
3. เงินสำรอง เงนิ สมทบ และเงินชดเชยข้ำรำชกำร
4. เงนิ สมทบของลกู จ้ำงประจำ

2. รำยจ่ำยงบกลำง หมำยถึง รำยจ่ำยท่ตี ัง้ ไว้เพ่ือจัดสรรใหส้ ่วนรำชกำรและรัฐวสิ ำหกิจโดยทั่วไปใช้จำ่ ยตำม
รำยกำรดังต่อไปนี้
1. “เงนิ เบ้ียหวัดบำเหนจ็ บำนำญ” หมำยควำมว่ำ รำยจ่ำยท่ีตัง้ ไว้เพื่อจ่ำยเป็นเงนิ บำนำญ

ขำ้ รำชกำร เงินบำเหน็จลูกจ้ำงประจำ เงินทำขวญั ข้ำรำชกำรและลกู จ้ำง เงนิ ทดแทนข้ำรำชกำรวสิ ำมญั เงินค่ำ
ทดแทนสำหรบั ผู้ได้รบั อันตรำยในกำรรักษำควำมมั่นคงของประเทศ

เงนิ ชว่ ยพเิ ศษข้ำรำชกำรบำนำญเสียชีวิต เงนิ สงเครำะห์ผปู้ ระสบภัยเนอ่ื งจำกกำรช่วยเหลอื

ข้ำรำชกำร กำรปฏิบัตงิ ำนของชำติหรือกำรปฏบิ ตั ติ ำมหน้ำท่ีมนุษยธรรม และเงินชว่ ยคำ่ ครองชีพผ้รู บั เบี้ยหวัดบำนำญ
2. “เงินช่วยเหลือขำ้ รำชกำร ลูกจำ้ ง และพนักงำนของรัฐ” หมำยควำมว่ำ รำยจำ่ ยทีต่ ้ังไวเ้ พอ่ื

จำ่ ยเปน็ เงนิ สวสั ดิกำรช่วยเหลอื ในด้ำนต่ำงๆ ให้แก่ข้ำรำชกำร ลูกจำ้ ง และพนักงำนของรัฐ ไดแ้ ก่ เงนิ ช่วยเหลือ
กำรศึกษำของบตุ ร เงนิ ช่วยเหลอื บุตร และเงินพิเศษในกำรณีตำยในระหวำ่ งรับรำชกำร

3. “เงนิ เล่ือนขน้ั เลอ่ื นอันดบั เงินเดือนและเงินปรับวุฒิขำ้ รำชกำร หมำยควำมวำ่ รำยจำ่ ยทตี่ ้ังไว้
เพอ่ื จำ่ ยเป็นเงินเล่อื นขนั้ เลือ่ นอนั ดบั เงินเดือนข้ำรำชกำรประจำปี เงินเลอื่ นขั้นเลอื่ นอนั ดับเงนเดอื นข้ำรำชกำรท่ีไดร้ บั
เล่อื นระดบั และหรอื แต่งต้ังให้ดำรงตำแหนง่ ระหว่ำงปแี ละเงินปรับวฒุ ิขำ้ รำชกำร

4. “เงินสำรอง เงนิ สมทบ และเงนิ ชดเชยของข้ำรำชกำร” หมำยควำมวำ่ รำยจำ่ ยทตี่ งั้ ไวเ้ พ่อื
จำ่ ยเปน็ เงินสำรอง เงินสมทบ และเงนิ ชดเชยทรี่ ฐั บำลนำสง่ เขำ้ กองทนุ บำเหนจ็ บำนำญข้ำรำชกำร

5. “เงินสมทบของลูกจ้ำงประจำ” หมำยควำมวำ่ รำยจำ่ ยท่ีตง้ั ไวเ้ พ่ือจ่ำยเปน็ เงินสมทบที่
รัฐบำลนำสง่ เข้ำกองทนุ สำรอง เล้ียงชพี ลกู จ้ำงประจำ

6. “ค่ำใชจ้ ำ่ ยเกี่ยวกับกำรเสด็จพระรำชดำเนและต้อนรับประมุขต่ำงประเทศ หมำยควำมว่ำ
รำยจำ่ ยทตี่ ้งั ไวเ้ พื่อเปน็ ค่ำใชจ้ ่ำยสนบั สนนุ พระรำชภำรกจิ ในกำรเสดจ็ พระรำชดำเนินภำยในประเทศ และหรือ
ตำ่ งประเทศ และคำ่ ใช้จ่ำยในกำรต้อนรบั ประมุขตำ่ งประเทศท่ีมำยำเยอื นประเทศไทย

7. “เงินสำรองจำ่ ยเพื่อกรณีฉุกเฉนิ หรือจำเปน็ ” หมำยควำมว่ำ รำยจำ่ ยทต่ี งั้ สำรองไวเ้ พ่อื
จัดสรรเปน็ ค่ำใช้จ่ำยในกรณฉี ุกเฉินหรือจำเป็น

8. “ค่ำใชจ้ ำ่ ยในกำรดำเนินกำรรักษำควำมม่ันคงของประเทศ” หมำยควำมว่ำ รำยจ่ำยที่ตั้งไว้
เพือ่ เปน็ ค่ำใชจ้ ำ่ ยในกำรดำเนินงำนรักษำควำมมั่นคงของประเทศ

9. “เงนิ รำชกำรลับในกำรรกั ษำควำมมั่นคงของประเทศ” หมำยควำมวำ่ รำยจ่ำยทต่ี ั้งไวเ้ พือ่
เบกิ จำ่ ยเปน็ เงนิ รำชกำรลับในกำรดำเนินงำนเพื่อรกั ษำควำมมั่นคงของประเทศ

10.“คำ่ ใช้จำ่ ยตำมโครงกำรอนั เน่ืองมำจำกพระรำชดำริ” หมำยควำมว่ำ รำยจ่ำยทต่ี ัง้ ไวเ้ พื่อ
เป็นค่ำใช้จำ่ ในกำรดำเนนิ งำนตำมโครงกำรอนั เน่ืองมำจำกพระรำชดำริ

11.“ค่ำใชจ้ ่ำยในกำรรำษำพยำบำลข้ำรำชกำร ลูกจ้ำง และพนักงำนของรัฐ” หมำยควำมว่ำ
รำยจ่ำยทตี่ งั้ ไวเ้ ปน็ คำ่ ใชจ้ ่ำยในกำรชว่ ยเหลอื คำ่ รักษำพยำบำลข้ำรำชกำร ลูกจำ้ งประจำ และพนักงำนของรัฐ

เงนิ นอกงบประมำณ

1. เงนิ รำยไดส้ ถำนศึกษำ
2. เงนิ ภำษหี กั ณ ที่จำ่ ย
3. เงินลูกเสือ เนตรนำรี
4. เงนิ ยวุ กำชำด
5. เงนิ ประกนั สัญญำ
6. เงนิ บรจิ ำคท่ีมีวตั ถปุ ระสงค์

เงนิ รำยได้สถำนศึกษำ หมำยถึง เงินรำยได้ตำมมำตรำ 59 แห่ง พ.ร.บ. กำรศกึ ษำแหง่ ชำติ พ.ศ. 2542
ซึ่งเกิดจำก
1. ผลประโยชน์จำกทรพั ย์สนิ ที่เปน็ รำชพัสดุ
2. คำ่ บรกิ ำรและค่ำธรรมเนยี ม ทไี่ ม่ขดั หรือแย้งนโยบำย วัตถปุ ระสงค์และภำรกจิ หลกั ของสถำนศึกษำ
3. เบ้ยี ปรับจำกกำรผดิ สัญญำลำศึกษำตอ่ และเบย้ี ปรบั กำรผิดสญั ญำซอื้ ทรัพยสินหรอื จ้ำงทำของจำกเงิน
งบประมำณ
4. คำ่ ขำยแบบรปู รำยกำร เงินอุดหนุน อปท. รวมเงนิ อำหำรกลำงวัน
5. คำ่ ขำยทรัพย์สินท่ีได้มำจำกเงินงบประมำณ

งำนพัสดุ

“กำรพัสดุ” หมำยควำมวำ่ กำรจัดทำเอง กำรซื้อ กำรจ้ำง กำรจำ้ งท่ปี รึกษำ กำรจำ้ งออกแบบและ
ควบคุมงำน กำรแลกเปล่ียน กำรเช่ำ กำรควบคุม กำรจำหนำ่ ย และกำรดำเนนิ กำรอ่ืนๆ ทกี่ ำหนดไวใ้ นระเบยี บนี้

“พัสด”ุ หมำยควำมวำ่ วัสดุ ครภุ ัณฑ์ ทีด่ นิ และส่ิงก่อสร้ำง ท่ีกำหนดไว้ในหนังสอื กำรจำแนกประเภท
รำยจ่ำยตำมงบประมำณของสำนกั งบประมำณ หรอื กำรจำแนกประเภทรำยจ่ำย ตำมสัญญำเงินกู้จำกตำ่ งประเทศ

“กำรซ้ือ” หมำยควำมว่ำ กำรซื้อพัสุทุกชนิดท้ังท่ีมีกำรติดตัง้ ทดลอง และบริกำรท่เี กี่ยวเนอ่ื งอ่ืนๆ แต่ไม่
รวมถงึ กำรจดั หำพสั ดุในลักษณะกำรจำ้ ง

“กำรจ้ำง” ให้หมำยควำมรวมถึง กำรจ้ำงทำของและกำรับขนตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณชิ ย์ และ
กำรจำ้ งเหมำบริกำร แต่ไม่รวมถงึ กำรจ้ำงลูกจำ้ งของสว่ นรำชกำรตำมระเบียบของกระทรวงกำรคลัง กำรบั ขนในกำร
เดนิ ทำงไปรำชกำรตำมกฎหมำยว่ำดว้ ยคำ่ ใชจ้ ่ำยในกำรเดินทำงไปรำชกำร กำรจ้ำงท่ีปรึกษ กำรจ้ำงออกแบบและ
ควบคมุ งำน และกำรจำ้ งแรงงำนตำมประมวลกฎหมำยแพ่งและพำณิชย์

ขอบข่ำยภำรกจิ
1. กฎหมำย ระเบียบ และเอกสดำรที่เกี่ยวข้อง
2. ระเบียบสำนักนำยกรฐั มนตรีว่ำดว้ ยกำรพสั ดุ พ.ศ. 2535 และแก้ไขเพ่ิมเติม
3. ระเบียบสำนกั นำยกรัฐมนตรวี ่ำด้วยกำรพสั ดุดว้ ยวธิ กี ำรทำงอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ พ.ศ. 2549
4. แนวทำงกำรปฏบิ ตั ิตำมระเบยี บสำนักนำยกรัฐมนตรี วำ่ ด้วยกำรพสั ดดุ ว้ ยวิธีกำรทำงอเิ ล็กทรอนิกส์ พ.ศ.

2549
หนำ้ ที่และควำมรับผดิ ชอบ
1. จัดวำงระบบและปฏิบัตงิ ำนเกี่ยวกับจดั หำ กำรซอ้ื กำรจำ้ ง กำรเก็บรกั ษำ และกำรเบิกพัสดุ กำรควบคมุ

และกำรจำหนำ่ ยพสั ดใุ ห้เป็นไปตำมระเบยี บท่ีเกยี่ วข้อง
2. ควบคุมกำรเบิกจ่ำยเงินตำมประเภทเงิน ให้เปน็ ไปตำมแผนปฏิบัติรำชกำรรำยปี
3. จดั ทำทะเบียนท่ดี ินและส่ิงก่อสรำ้ งทุกประเภทของสถำนศกึ ษำ
4. ประสำนงำนและวำงแผนในกำรใชพ้ น้ื ท่ขี องสถำนศึกษำ ให้เปน็ ไปตำมแผนพัฒนำกำรศึกษำ
5. กำหนดหลักเกณฑว์ ิธีกำรและดำเนินกำรเกยี่ วกบั กำรจดั หำประโยชน์ทรี่ ำชพัสดกุ ำรใชแ้ ละกำรขอใช้อำคำร

สถำนท่ีของสถำนศึกษำใหเ้ ป็นไปตำมกฎหมำยและระเบียบที่เกี่ยวข้องควบคุมดู ปรับปรงุ ซอ่ มแซม
บำรงุ รักษำครภุ ัณฑ์ ให้อย่ใู นสภำพเรียบร้อยต่อกำรใชง้ ำนและพัฒนำอำคำรสถำนที่ กำรอนุรกั ษ์พลังงำน
กำรรักษำสภำพแวดลอ้ ม และระบบสำธำรณูปโภคของสถำนศกึ ษำใหเ้ ป็นระเบียบและสวยงำม
6. จัดเวรยำมดูแลอำคำรสถำนที่ของสถำนศกึ ษำใหป้ ลอดภยั จำกโจรภัย อคั คภี ยั และภัยอ่นื ๆ
7. จดั วำงระบบและควบคมุ กำรใช้ยำนพำหนะ กำรเบิกจ่ำยน้ำมนั เชอื้ เพลิงกำรบำรุงรักษำและกำรพัสดตุ ่ำงๆ ท่ี
เกย่ี วกับยำนพำหนะของสถำนศึกษำใหเ้ ป็นไปตำมระเบียบทีเ่ กย่ี วข้อง
8. ใหค้ ำแนะนำ ชีแ้ จง และอำนวยควำมสะดวกแก่บคุ ลำกรในสถำนศึกษำเกี่ยวกับงำนในหน้ำที่
9. เกบ็ รกั ษำเอกสำรและหลักฐำนตำ่ งๆ ไว้เพ่ือกำรตรวจสอบและดำเนนิ กำรทำลำยเอกสำรตำมระเบยี บท่ี
เกยี่ วขอ้ ง
10.ประสำนงำนและให้ควำมร่วมมอื กบั หนว่ ยงำนตำ่ งๆ ท้ังภำยในและภำยนอกสถำนศึกษำ
11.เสนอโครงกำรและรำยงำนกำรปฏิบัตงิ ำนในหน้ำท่ตี ำมลำดับขัน้
12.ปฏบิ ตั อิ ืน่ ตำมท่ีได้รับมอบหมำย

สวสั ดกิ ำรและสิทธปิ ระโยชน์

1. คำ่ ใช้จำ่ ยในกำรเดนิ ทำงไปรำชกำร
1.1กฎหมำยและระเบียบทีเ่ ก่ยี วข้อง
1.2พระรำชกฤษฎกี ำคำ่ ใช้จ่ำยในกำรเดินทำงไปรำชกำร พ.ศ. 2526 และทีแ่ กไ้ ขเพ่ิมเติม
1.3ระเบียบกระทรวงกำรคลังว่ำด้วยกำรเบกิ คำ่ ใชจ้ ่ำยในกำรเดนิ ทำงไปรำชกำร พ.ศ. 2550

2. ค่ำใช้จ่ำยในกำรเดนิ ทำงไปรำชกำร
กำรอนุมัติเดนิ ทำงไปรำชกำร ผูม้ อี ำนำจอนุมตั ิใหเ้ ดินทำงไปรำชกำร อนมุ ัติระยะเวลำในกำรเดนิ ทำงลว่ งหน้ำ
หรอื ระยะเวลำหลังเสรจ็ ส้ินกำรปฏิบตั ริ ำชกำรได้ตำมควำมจำเป็น

3. กำรนบั เวลำเดนิ ทำงไปรำชกำรเพอื่ คำนวณเบย้ี เลี้ยง กรณีพักค้ำง
3.1ให้นบั 24 ชัว่ โมงเปน็ 1 วนั
3.2ถ้ำไม่ถงึ 24 ช่ัวโมงหรอื เกนิ 24 ชว่ั โมง และส่วนทีไ่ มถ่ ึงหรือเกิน 24 ชวั่ โมง นับได้เกิน 12 ช่ัวโง
ใหถ้ อื เปน็ 1 วนั

4. กำรนับเวลำเดินทำงไปรำชกำรเพ่ือคำนวณเบี้ยเลย้ี งเดนิ ทำง กรณีไม่พักคำ้ ง
4.1หำกนบั ได้ไม่ถงึ 24 ชัว่ โมงและส่วนทีไ่ ม่ถงึ นับได้เกนิ 12 ชว่ั โมง ใหถ้ ือเป็น 1วัน
4.2หำกนับได้ไม่เกิน 12 ช่ัวโมง แตเ่ กิน 6 ชั่วโมงข้ึนไป ใหถ้ อื เปน็ ครึ่งวนั

5. กำรนบั เวลำเดินทำงไปรำชกำรเพื่อคำนวณเบีย้ เล้ียงเดินทำง
6. กรณลี ำกจิ หรือลำพักผ่อนกอ่ นปฏบิ ตั ิรำชกำร ให้นับเวลำตั้งแตเ่ ริ่มปฏิบตั ริ ำชกำรเปน็ ต้นไป
7. กรณลี ำกจิ หรือลำพักผอ่ นหลังเสร็จส้ินกำรปฏบิ ัตริ ำชกำร ให้ถอื ว่ำสิทธใิ นกำรเบิกจำ่ ยเบ้ียเล้ียงเดินทำงสิ้นสุด

ลงเมือ่ สิน้ สดุ เวลำกำรปฏิบตั ริ ำชกำร
8. หลกั เกณฑก์ ำรเบิกคำ่ เชำ่ ท่ีพักในประเทศ

กำรเบกิ คำ่ พำหนะ

1. โดยปกติให้ใช้ยำนพำหนะประจำทำงและใหเ้ บิกคำ่ พำหนะโดยประหยดั
2. กรณไี มม่ ยี ำนพำหนะประจำทำง หรือมแี ตต่ ้องกำรควำมรวดเรว็ เพือ่ ประโยชนแ์ ก่ทำงรำชกำร ให้
ใช้ยำนพำหนะอ่ืนได้ แตต่ อ้ งชแี้ จงเหตุผลและควำมจำเป็นไวใ้ นหลกั ฐำนขอเบกิ คำ่ พำหนะนนั้
3. ข้ำรำชกำรระดับ 6 ขึ้นไป เบกิ คำ่ พำหนะรบั จ้ำงได้ ในกรณีตอ่ ไปน้ี

3.1กำรเดนิ ทำงไป-กลบั ระหว่ำงสถำนท่ีอยู่ ท่ีพกั หรือสถำนท่ีปฏิบัตริ ำชกำรกบั สถำนี
ยำนพำหนะประจำทำง หรอื สถำนทจี่ ัดพำหนะท่ีใชเ้ ดินทำงภำยในเขตจงั หวัดเดยี วกนั
3.2กำรเดนิ ทำงไป-กลบั ระหวำ่ งสถำนท่ีอยู่ ที่พัก กับสถำนท่ีปฏิบัติรำชกำรภำยในเขตจังหวดั
เดยี วกนั วนั ละไมเ่ กนิ 2 เท่ียว
3.3กำรเดินทำงไปรำชกำรในเขตกรงุ เทพมหำนคร กรณเี ป็นกำรเดนิ ทำงข้ำมเขตจังหวดั ใหเ้ บิก

ตำมอตั รำที่กระทรวงกำรคลังกำหนด คอื ใหเ้ บิกตำมทีจ่ ่ำยจริง ดงั นี้ ระหวำ่ งกรุงเทพมหำนครกับเขต
จังหวดั ตดิ ตอ่ กรงุ เทพมหำนคร ไม่เกินเที่ยวล่ะ 400 บำท เดนิ ทำงข้ำมเขตจงั หวดั อื่นนอกเหนือกรณี
ดังกลำ่ วขำ้ งตน้ ไมเ่ กินเท่ยี วละ 300 บำท
3.4ผ้ไู มม่ สี ทิ ธเิ บกิ ถ้ำต้องนำสมั ภำระในกำรเดินทำง หรอื สิ่งของเคร่อื งใช้ของทำงรำชกำรไปดว้ ย
และเป็นเหตใุ ห้ไม่สะดวกที่จะเดนิ ทำงโดยยำนพำหนะประจำทำง ใหเ้ บกิ ค่ำพำหนะรบั จำ้ งได(้ โดยแสดงเหตุผล
และควำมจำเปน็ ไวใ้ นรำยงำนเดินทำง)
3.5กำรเดนิ ทำงล่วงหนำ้ หรอื ไม่สำมำรถกลับเมื่อเสร็จส้ินกำรปฏบิ ัติรำชกำรเพรำะมีเหตสุ ่วนตัว
(ลำกิจ - ลำพกั ผ่อนไว้) ใหเ้ บกิ ค่ำพำหนะเท่ำทีจ่ ำ่ ยจรงิ ตำมเสน้ ทำงที่ไดร้ ับคำสง่ั ใหเ้ ดนิ ทำงไปรำชกำร กรณี
มกี ำรเดนิ ทำงนอกเส้นทำงในระหว่ำงกำรลำนนั้ ใหเ้ บกิ ค่ำพำหนะได้เท่ำท่ีจ่ำยจริงโดยไม่เกนิ อัตรำตำมเส้นทำง
ท่ไี ดร้ บั คำส่ังใหเ้ ดินทำงไปรำชกำร
3.6กำรใชย้ ำนพำหนะส่วนตวั (ให้ขออนญุ ำตและได้รับอนุญำตแลว้ ) ให้ได้รบั เงนิ ชดเชย คือ
รถยนตก์ โิ ลเมตรละ 4 บำท

ค่ำใชจ้ ำ่ ยในกำรฝกึ อบรม

กำรฝึกอบรม หมำยถึง กำรอบรม ประชมุ /สมั มนำ (วชิ ำกำรเชงิ ปฏิบัตกิ ำร) บรรยำยพเิ ศษ ฝกึ งำน ดงู ำน
กำรฝึกอบรม ประกอบด้วย

1. หลกั กำรและเหตผุ ล
2. โครงกำร/หลักสูตร
3. ระยะเวลำจัดที่แนน่ อน
4. เพื่อพฒั นำหรอื เพ่ิมประสิทธภิ ำพในกำรปฏบิ ตั ิงำน

ค่ำรกั ษำพยำบำล

คำ่ รักษำพยำบำล หมำยถึง เงินทส่ี ถำนพยำบำลเรียกเก็บในกำรรักษำพยำบำลเพ่ือให้รำ่ งกำยกลบั สสู่ ภำวะ
ปกติ (ไม่ใช่เปน็ กำรป้องกนั หรือเพ่ือควำมสวยงำม)

1. ระเบยี บและกฎหมำยที่เก่ยี วข้อง
1.1พระรำชกฤษฎีกำเงนิ สวสั ดกิ ำรเกี่ยวกับกำรรักษำพยำบำล พ.ศ. 2523 และแก้ไขเพ่มิ เติม( 8 ฉบบั )
1.2ระเบียบกระทรวงกำรคลงั วำ่ ด้วยกำรเบิกจ่ำยเงินสวัสดกิ ำรเก่ียวกับกำรรักษำพยำบำล พ.ศ. 2545

2. ผ้ทู ี่มสี ิทธิรับเงนิ ค่ำรักษำพยำบำล คอื ผมู้ สี ทิ ธและบุคคลในครอบครวั
2.1บิดำ
2.2มำรดำ
2.3คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมำย

2.4บตุ รทช่ี อบดว้ ยกฎหมำย ซึง่ ยงั ไมบ่ รรลุนติ ิภำวะ หรือบรรลุนติ ิภำวะแลว้ แต่เป็นคนไร้ควำมสำมำรถ
หรอื เสมอื นคนไร้ควำมสำมำรถ(ศำลสั่ง) ไม่รวมบตุ รบญุ ธรรมหรือบุตรซงึ่ ได้ยกเป็นบุตรบญุ ธรรมบุคคลอื่น
แล้ว

3. ผู้มสี ิทธิ หมำยถงึ ข้ำรำชกำร ลกู จำ้ งประจำ ผุ้รบั เบี้ยหวัดบำนำญ และลกู จำ้ งชำวต่ำงประเทศซ่งึ ได้รับ
คำ่ จ้ำงจำกเงินงบประมำณ
คำ่ รกั ษำพยำบำบ แบง่ เป็น 2 ประเภท
ประเภทไข้นอก หมำยถึง เข้ำรบั กำรรกั ษำในสถำนพยำบำลของทำงรำชกำรโดยไมไ่ ดน้ อนพกั

รักษำตัว นำใบเสร็จรับเงินมำเบกิ จ่ำย ไมเ่ กนิ 1 ปี นับจำกวนั ทจี่ ่ำยเงนิ
ประเภทไขใ้ น หมำยถึง เข้ำรบั กำรรกั ษำในสถำนพยำบำลของเอกชน หรือสถำนพยำบำลของทำง

รำชกำร สถำนพยำบำลเอกชน ใช้ใบเสรจ็ รับเงนิ นำมำเบกิ จ่ำยเงิน พรอ้ มใหแ้ พทย์รับรอง “หำกผปู้ ่วยมิได้เจ้ำรับกำร
รกั ษำพยำบำลในทันทีทันใด อำจเปน็ อนั ตรำยถงึ ชีวติ ” และสถำนพยำบำลทำงรำชกำร ใชห้ นงั สอื รบั รองสิทธิ กรณี
ยงั ไม่ไดเ้ บิกจ่ำยตรง

กำรศึกษำบุตร

คำ่ กำรศึกษำของบุตร หมำยควำมวำ่ เงนิ บำรงุ กำรศึกษำ หรอื เงินค่ำเล่ำเรยี น หรือเงินอนื่ ใดท่สี ถำนศึกษำ
เรยี กเก็บและรัฐออกใหเ้ ปน็ สวสั ดิกำรกับขำ้ รำชกำรผู้มีสทิ ธิ

1. ระเบยี บและกฎหมำยท่ีเกีย่ วข้อง
1.1 พระรำชรำชกฤษฎีกำเงินสวสั ดกิ ำรเก่ียวกับกำรศึกษำของบุตร พ.ศ. 2523
1.2 ระเบียบกระทรวงกำรคลังว่ำด้วยกำรเบิกจำ่ ยเงนิ สวสั ดกิ ำรเกยี่ วกับกำรศึกษำของบุตร พ.ศ. 2547
1.3 หนังสือเวยี นกรมบัญชกี ลำง กค 0422.3/ว 161 ลงวนั ท่ี 13 พฤษภำคม 2552 เรอื่ ง
ประเภทและอัตรำเงนิ บำรงุ กำรศกึ ษำในสถำนศึกษำของทำงรำชกำร และคำ่ เล่ำเรยี นในสถำนศกึ ษำของ
เอกชน และกรมบญั ชีกลำง ที่ กค 0422.3/ว 226 ลงวนั ที่ 30 มิถนุ ำยน 2552 เร่อื งกำร
เบิกงินสวสั ดกิ ำรเก่ียวกับกำรศกึ ษ่ำของบุตร

2. ผทู้ ม่ี ีสทิ ธริ บั เงนิ คำ่ กำรศึกษำของบุตร
2.1 บุตรชอบโดยกฎหมำยอำยุไมเ่ กนิ 25 ปบี รบิ ูรณ์ ในวันที่ 1 พฤษภำคมของทกุ ปี ไมร่ วมบุตรบญุ ธรรม
หรือบตุ รซงึ่ ได้ยกให้เป็นบตุ รบุญธรรมคนอื่นแลว้
2.2 ใช้สทิ ธิเบิกได้ 3 คน เวน้ แตบ่ ตุ รคนที่ 3 เปน็ ฝำแฝดสำมำรถนำมำเบกิ ได้ 4 คน
2.3 เบกิ เงินสวสั ดกิ ำรเกยี่ วกบั ศึกษำบตุ รภำยใน 1 ปี นับต้งั แต่วันเปิดภำคเรยี นของแต่ละภำค
จำนวนเงนิ ท่เี บกิ ได้
1. ระดบั อนบุ ำลหรอื เทียบเทำ่ เบกิ ไดป้ ลี ะไมเ่ กนิ 4,650 บำท
2. ระดบั ประถมศึกษำหรือเทยี บเท่ำ เบิกได้ปลี ะไม่เกิน 3,200 บำท
3. ระดับมธั ยมศึกษำตอนต้น/มธั ยมศึกษำตอนปลำย/หลกั สตู รประกำศนยี บตั รวชิ ำชีพ(ปวช.) หรอื เทียบเท่ำ
เบกิ ได้ปลี ะไมเ่ กิน 3,900 บำท
4. ระดบั อนปุ ริญญำหรือเทยี บเท่ำ เบกิ ได้ปีละไม่เกนิ 11,000 บำท

ค่ำเชำ่ บำ้ น

1. ระเบียบและกฎหมำยท่ีเกยี่ วข้อง
1.1 พระรำชกฤษฎีกำคำ่ เชำ่ ช้ำนข้ำรำชกำร พ.ศ. 2550
1.2 ระเบยี บกระทรวงกำรคลังว่ำด้วยกำรเบิกจ่ำยเงนิ คำ่ เชำ่ บ้ำน พ.ศ. 2549

2. สิทธิกำรเบิกเงินค่ำเช่ำบ้ำน
2.1 ได้รบั คำสง่ั ใหเ้ ดินทำงไปประจำสำนกั งำนใหม่ในตำ่ งท้องท่ี เวน้ แต่
2.1.1 ทำงรำชกำรได้จัดที่พักอำศัยใหอ้ ยู่แลว้
2.1.2 มเี คหสถำนเปน็ ของตนเองหรือคสู่ มรส
2.1.3 ได้รับคำสง่ั ให้เดินทำงไปประจำสำนกั งำนใหม่ในตำ่ งท้องทต่ี ำมคำร้องขอของตนเอง
2.2 ขำ้ รำชกำรผู้ได้รับคำสงั่ ใหเ้ ดินทำงไปประจำสำนกั งำนในท้องทีท่ ่ีรับรำชกำรคร้ังแรกหรือท้องทท่ี ี่กลบั เขำ้
รบั รำชกำรใหม่ ใหม้ ีสทิ ธไิ ดร้ ับเงินค่ำเช้ำบ้ำน (พระรำชกฤษฎกี ำเชำ่ บ้ำน 2550 (ฉบับท่ี 2) มำตรำ
7)
2.3 ขำ้ รำชกำรมีสทิ ธิไดร้ บั เงินค่ำเชำ่ บ้ำนตง้ั แต่วันที่เชำ่ อย่จู รงิ แตไ่ ม่กอ่ นวนั ทร่ี ำยงำนตวั เพ่ือเข้ำรบั หนำ้ ท่ี
(พระรำชกฤษฎีกำคำ่ เช่ำบำ้ น 2547 มำตรำ 14)
2.4 ขำ้ รำชกำรซึ่งมีสทิ ธิไดร้ บั เงนิ ค่ำเชำ่ บำ้ นได้เช่ำซื้อหรือผ่อนชำระเงินกู้เพื่อชำระรำคำบ้ำนท่ีคำ้ งชำระอยู่ ใน
ทอ้ งท่ีที่ไปประจำสำนักงำนใหม่ มีสทิ ธินำหลกั ฐำนกำรชำระคำ่ เชำ่ ซื้อหรอื คำ่ ผอ่ นชำระเงินกฯู้ มำเบิกได้
(พระรำชกฤษฎีกำคำ่ เชำ่ บำ้ น 2547 มำตรำ 17)

กองทนุ บำเหน็จบำนำญข้ำรำชกำร (กบข.)

1. กฎหมำยท่ีเกยี่ วข้อง
1.1 พ.ร.บ.กองทนุ บำเหนจ็ บำนำญขำ้ รำชกำร พ.ศ. 2539
มำตรำ 3 ในพระรำชบัญญัติน้ี (สว่ นทีเ่ ก่ียวข้อง)
บำนำญ หมำยควำมวำ่ เงินทีจ่ ำ่ ยใหแ้ กส่ มำชกิ เป็นรำยเดือนเมื่อสมำชกิ ภำพของสมำชิกสนิ้ สดุ ลง
บำเหนจ็ ตกทอด หมำยควำมว่ำ เงินท่ีจำ่ ยใหแ้ กส่ มำชกิ โดยจำ่ ยใหค้ รั้งเดียวเมื่อสมำชิกภำพ

ของสมำชิกส้นิ สดุ ลง
บำเหน็จตกทอด หมำยควำมวำ่ เงนิ ท่จี ่ำยใหแ้ ก่ทำยำทโดยจำ่ ยให้คร้งั เดยี วในกรณที สี่ มำชิก

หรือผู้รับบำนำญถึงแก่ควำมตำย
1.2 พ.ร.บ.กองทุนบำเหนจ็ บำนำญข้ำรำชกำร (ฉบบั ที่ 2 ) พ.ศ. 2542

2. ขำ้ รำชกำรทุกประเภท (ยกเว้นรำชกำรทำงกำรเมือง) มสี ิทธิสมัครเป็นสมำชกิ กบข. ได้แก่ ขำ้ รำชกำรครู
ขำ้ รำชกำรใหม่ ได้แก่ ผ้ซู ึง่ เข้ำรับรำชกำรหรือโอนมำเป็นรำชกำรต้ังแตว่ นั ท่ี 27 มีนำคม 2540 เปน็ ตน้ จะต้อง
เปน็ สมำชกิ กบข. และสะสมเงนิ เขำ้ กองทนุ สมำชกิ ท่ีจ่ำยสะสมเข้ำกองทุนในอตั รำรอ้ ยละ 3 ของเงินเดือนเปน็
ประจำทุกเดือน รฐั บำลจะจ่ำยเงินสมทบใหก้ ับสมำชิกในอัตรำรอ้ ยละ 3 ของเงินเดือนเป็นประจำทุกเดอื น
เช่นเดียวกนั และจะนำเงนิ ดังกลำ่ วไปลงทนุ หำผลประโยชนเ์ พือ่ จ่ำยใหก้ ับสมำชิกเมื่อกอกจำกรำชกำร

ระเบียบสำนักงำนคณะกรรมกำรส่งเสริมสวัสดกิ ำรและสวัสดภิ ำพครูและบุคลำกรทำงกำรศกึ ษำว่ำ
ด้วยกำรฌำปนกจิ สงเครำะหเ์ พ่อื นครแู ละบคุ ลำกรทำงกำรศกึ ษำ(ช.พ.ค.)

ในระเบียบน้ี ช.พ.ค. หมำยควำมว่ำ กำรฌำปนกิจสงเครำะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำกำร
จดั ตง้ั ช.พ.ค. มคี วำมมุง่ หมำยเพอื่ เปน็ กำรกุศลและมีวตั ถุประสงค์ใหส้ มำชิกได้ทำกำรสงเครำะห์ซึ่งกันและกันในกำร
จัดกำรศพและสงเครำะห์ครอบครัวของสมำชิก ช.พ.ค. ทถี่ ึงแก่กรรมหลกั เกณฑแ์ ละวธิ ีกำรจำ่ ยเงินค่ำจดั กำรศพและ
เงินสงเครำะห์ครอบครวั ใหเ้ ป็นไปตำมทค่ี ณะกรรมกำร ช.พ.ค. กำหนด

ครอบครวั ของสมำชกิ ช.พ.ค หมำยถึง บุคคลตำมลำดบั ดังนี้
1. ค่สู มรสที่ชอบด้วยกฎหมำย บุตรทช่ี อบด้วยกฎหมำย บุตรบญุ ธรรม บตุ รนอกสมรสท่ีบดิ ำรับรองแล้ว
และบิดำมำรดำของสมำชกิ ช.พ.ค.
2. ผอู้ ยู่ในอปุ กำระอย่ำงบตุ รของสมำชกิ ช.พ.ค.
3. ผูอ้ ปุ กำระสมำชิก ช.พ.ค.
ผูม้ ีสิทธไิ ดร้ บั กำรสงเครำะห์ตำมวรรคหน่ึงยงั มีชวี ติ อยู่ หรือมีผ้รู บั มรดกยังไมข่ ำดสำยแล้วแตก่ รณีใน
ลำดับหนงึ่ ๆ บคุ คลท่ีอยูใ่ นลำดับถัดไปไม่มสี ิทธไิ ด้รับเงนิ สงเครำะห์ครอบครวั ระเบียบน้ี
กำรสงเครำะหค์ รอบครัวของสมำชิก ช.พ.ค. สำหรับบตุ รให้พจิ ำรณำใหบ้ ุตรสมำชิก ช.พ.ค. ไดร้ ับ
ควำมช่วยเหลือเปน็ เงนิ ทุนสำหรบั กำรศึกษำเล่ำเรยี นเปน็ ลำดับแรก
สมำชิก ช.พ.ค. ตอ้ งระบบุ คุ คลใดบุคคลหนึ่งหรือหลำยคน เป็นผ้มู สี ทิ ธิรับเงินสงเครำะห์
สมำชิก ช.พ.ค. มีหน้ำทีด่ ังต่อไปนี้
1. ตอ้ งปฏบิ ตั ติ ำมระเบียบนี้
2. ส่งเงินสงเครำะห์รำยศพ เมื่อสมำชกิ ช.พ.ค. อืน่ ถงึ แก่กรรมศพละหนง่ึ บำทภำยใตเ้ ง่ือนไขดงั ต่อไปนี้
3. สมำชิก ช.พ.ค. ทีเ่ ปน็ ขำ้ รำชกำรประจำ ขำ้ รำชกำรบำนำญและผ้ทู ่มี เี งนิ เดือนหรือรำยได้ รำยเดอื น ตอ้ ง

ยินยอมให้เจำ้ หน้ำทผี่ ู้จ่ำยเงินเดือนหรอื เงนิ บำนำญเป็นผ้หู ักเงินเพ่ือชำระเงนิ สงเครำะห์รำยศพ ณ ทจี่ ่ำยตำม
ประกำศรำยชอ่ื สมำชกิ ช.พ.ค. ที่ถงึ แก่กรรม

คำจำกดั ควำม

แผนกำรปฏิบัติงำน และแผนกำรใช้จ่ำยงบประมำณ หมำยถึง แผนแสดงรำยละเอียดกำรปฎิบัติงำน และ
แสดงรำยละเอยี ดกำรใชจ้ ่ำยงบประมำณรำยจำ่ ยตำมแผนกำรปฏบิ ัตงิ ำนของโรงเรยี นชุมชนหนองหินวิทยำคำร
ในรอบปงี บประมำณ

กำรใช้จ่ำยงบประมำณ หมำยถึง กำรใช้จ่ำยงบประมำณรำยจ่ำยของโรงเรียนชมุ ชนหนองหินวทิ ยำคำร เพ่ือ
ดำเนนิ ตำมแผนกำรปฏบิ ัติงำนในรอบปี

กำรจัดสรรงบประมำณ หมำยถึง กำรจัดสรรงบประมำณรำยจ่ำยตำมพระรำชบัญญัติงบประมำณรำยจ่ำย
ประจำปี หรือพระรำชบัญญัติงบประมำณรำยจ่ำยเพิ่มเติม ให้ส่วนรำชกำรใช้จ่ำยหรือก่อหน้ีผูกพัน ทั้งน้ี อำจ
ดำเนินกำรโดยใช้กำรอนุมัติเงินประจำงวดหรือโดยวิธกี ำรอน่ื ใดตำมทีส่ ำนกั งบประมำณกำหนด

เป้ำหมำยยุทธศำสตร์ หมำยถึง ผลสัมฤทธิ์ที่กำรใช้จ่ำยงบประมำณต้องกำรจะให้เกิดต่อนักเรียน บุคลำกร

โรงเรยี นชุมชนหนองหนิ วทิ ยำคำร

แผนกำรปฏิบัติงำน หมำยถึง แผนกำรปฏิบัติงำนของโรงเรียนชุมชนหนองหินวิทยำคำร ในรอบ

ปีงบประมำณ

แผนกำรใช้จ่ำยงบประมำณ หมำยถงึ แผนแสดงรำยละเอยี ดกำรใช้จำ่ ยงบประมำณรำยจำ่ ยสำหรับโรงเรียน

ชมุ ชนหนองหินวทิ ยำคำร เพือ่ ดำเนนิ งำนตำมแผนกำรปฏิบัติงำนในรอบปีงบประมำณ

โครงกำร หมำยถึง โครงกำรท่ีกำหนดขน้ึ เพ่ือใช้จ่ำยเงินเปน็ ไปตำมในระหวำ่ งปีงบประมำณ

งบรำยจ่ำย หมำยถึง กลุ่มวัตถุประสงค์ของรำยจ่ำย ท่ีกำหนดให้จ่ำยตำมหลักกำรจำแนกประเภทรำยจ่ำย

ตำมงบประมำณ

จำแนกงบรำยจ่ำยตำมหลักจำแนกประเภทงบประมำณตำมงบรำยจ่ำย ดังนี้

งบบุคลำกร หมำยถึง รำยจ่ำยที่กำหนดให้จ่ำยเพื่อกำรบริหำรงำนบุคคลภำครัฐ ได้แก่ รำยจ่ำยในลักษณะ

เงินเดือน ค่ำจ้ำงประจำ ค่ำจ้ำงชั่วครำว และค่ำตอบแทนพนักงำนรำชกำร รวมถึงรำยจ่ำยท่ีกำหนดให้จ่ำยจำกงบ

รำยจ่ำยอื่นในลกั ษณะดงั กล่ำว

งบดำเนินงำน หมำยถึง รำยจ่ำยท่ีกำหนดให้จ่ำยเพื่อกำรบริหำรงำนประจำ ได้แก่รำยจ่ำยท่ีจ่ำยในลักษณะ

ค่ำตอบแทน คำ่ ใช้สอย คำ่ วสั ดุ ค่ำสำธำรณปู โภค

งบลงทนุ หมำยถงึ รำยจ่ำยทีก่ ำหนดให้จ่ำยเพื่อกำรลงทุน ได้แก่ รำยจำ่ ยในลกั ษณะ คำ่ ครภุ ัณฑ์ ค่ำท่ีดนิ และ

สงิ่ กอ่ สรำ้ ง

งบเงินอุดหนุน หมำยถงึ รำยจำ่ ยทกี่ ำหนดให้จ่ำยเป็นค่ำบำรุง หรือเพือ่ ช่วยเหลือสนุบสนุนกำรดำเนินงำนของ

หน่วยงำนองค์กรตำมรัฐธรรมนูญ หรือหน่วยงำนของรัฐซ่ึงมิใช่ส่วนรำชกำรส่วนกลำงตำมพระรำชบัญญัติระเบียบ

บริหำรรำชกำรแผ่นดิน หน่วยงำนในกำกับของรัฐองค์กำรมหำชน รัฐวิสำหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน สภำตำบล

องค์กำรระหว่ำงประเทศบิติบุคคล เอกชนหรือกิจกำรอันเป็นสำธำรณประโยชน์ รวมถึง เงินอุดหนุนงบ

พระมหำกษัตรยิ ์ เงินอดุ หนุนกำรศำสนำ และรำยจ่ำยทสี่ ำนักงบประมำณกำหนดใหจ้ ่ำยในงบรำยจ่ำยนี้

งบรำยจ่ำยอ่ืน หมำยถึง รำยจ่ำยที่ไม่เข้ำลักษณะประเภทงบรำยจ่ำยใดงบรำยจ่ำยหน่ึง หรือรำยจ่ำยท่ี

สำนักงบประมำณกำหนดใหใ้ ช้จำ่ ยในงบรำยจำ่ ยนี้ เช่น

(1) เงินรำชกำรลับ

(2) เงินค่ำปรับท่ีจำ่ ยคืนใหแ้ ก่ผขู้ ำยหรอื ผ้รู ับจ้ำง

(3) ค่ำจ้ำงท่ีปรึกษำเพ่ือศึกษำ วิจัย ประเมินผล หรือพัฒนำระบบต่ำงๆซ่ึงมิใช่เพ่ือกำรจัดหำ หรือปรับปรุง

ครุภณั ฑท์ ด่ี นิ หรอื ส่ิงก่อสร้ำง

(4) ค่ำใชจ้ ่ำยในกำรเดนิ ทำงไปรำชกำรต่ำงประเทศช่ัวครำว

(5) ค่ำใชจ้ ำ่ ยสำหรับหน่วยงำนองคก์ รตำมรัฐธรรมนูญ (ส่วนรำชกำร)

(6) คำ่ ใชจ้ ำ่ ยเพอ่ื ชำระหน้เี งินกู้

(7) ค่ำใชจ้ ำ่ ยสำหรับกองทุน หรอื เงนิ ทุนหมุนเวียน

หน้ำที่ควำมรบั ผดิ ชอบ

กลุ่มกำรบริหำรงบประมำณ

นำงชณำพรรณ งำมสม ปฏิบัติหน้ำที่หวั หน้ำกลุม่ บริหำรงบประมำณ มหี นำ้ ทีด่ แู ล กำกับติดตำม กลน่ั กรอง
อำนวยควำมสะดวก ให้คำแนะนำปรึกษำกำรปฏิบัติงำนของเจ้ำหน้ำที่ท่ีปฏิบัติงำนในกลุ่มบริหำรงบประมำณ ตำม
ขอบข่ำยและภำรกิจกำรบริหำรงบประมำณ ปฏิบัติหน้ำท่ีท่ีเก่ียวข้องกับกำรจัดระบบบริหำรองค์กรกำรประสำนงำน
และให้บริกำรสนับสนุน ส่งเสริมให้ฝ่ำยบริหำรงบประมำณต่ำงๆ ในโรงเรียนสำมำรถบริหำรจัดกำรและดำเนนิ กำรตำม
บทบำทภำรกิจ อำนำจหน้ำที่ด้วยควำมเรยี บร้อยตลอดจนสนับสนุนและให้บริกำรข้อมูล ข่ำวสำร เอกสำร ส่ือ อุปกรณ์
ทำงกำรศึกษำและทรัพยำกรที่ใช้ในกำรจัดกำรศึกษำแก่เจ้ำหน้ำท่ีของแต่ละฝ่ำยงำนเพ่ือให้ฝ่ำยงำนบริหำรจัดกำรได้
อย่ำงสะดวกคล่องตวั มีคุณภำพและเกิดประสิทธผิ ล
ขอบขำ่ ยกลมุ่ กำรบรหิ ำรงบประมำณ มีดังน้ี
1. กำรจดั ทำแผนงบประมำณและคำขอตง้ั งบประมำณเพื่อเสนอต่อเลขำธกิ ำรคณะกรรมกำรศึกษำข้ันพื้นฐำน

ผ้รู ับผิดชอบ นำงสำวภัสรำ มีรัตน์ หนำ้ ที่รบั ผดิ ชอบปฏิบตั ิงำนดังนี้
1) จดั ทำข้อมูลสำรสนเทศทำงกำรเงนิ ของสถำนศึกษำ ได้แก่ แผนชั้นเรียน ขอ้ มูลครนู ักเรียน และสิ่ง
อำนวยควำมสะดวกของสถำนศึกษำ โดยควำมรว่ มมือของสำนกั งำนเขตพืน้ ที่กำรศึกษำ
2) จัดทำกรอบงบประมำณรำยจ่ำยลว่ งหนำ้ และแผนงบประมำณ
3) เสนอแผนงบประมำณขอควำมเห็นชอบต่อคณะกรรมกำรสถำนศึกษำขั้นพ้ืนฐำนเพื่อใช้เป็นคำขอ
ต้ังงบประมำณตอ่ สำนักงำนเขตพ้นื ท่ีกำรศกึ ษำ
2. กำรจัดทำแผนปฏิบัติกำรใช้จ่ำยเงิน ตำมท่ีได้รับจัดสรรงบประมำณจำกสำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้ัน
พน้ื ฐำนโดยตรง
ผ้รู ับผดิ ชอบ นำงสำวภสั รำ มรี ตั น์ หน้ำที่รับผิดชอบปฏิบัติงำนและผูร้ บั ผิดชอบโครงกำรฯ ดงั นี้
1) จัดทำแผนปฏิบัติกำรประจำปีและแผนกำรใช้จ่ำยงบประมำณภำยใต้ควำมร่วมมือของสำนักงำน
เขตพ้ืนที่กำรศึกษำ
2) ขอควำมเหน็ ชอบแผนปฏิบัตงิ ำนและแผนกำรใชจ้ ำ่ ยงบประมำณต่อคณะกรรมกำรสถำนศึกษำข้ัน
พ้นื ฐำน
3. กำรอนมุ ตั ิกำรใช้จำ่ ยงบประมำณท่ไี ดร้ ับจดั สรร
ผู้รบั ผดิ ชอบ นำงสำวภสั รำ มรี ตั น์ หนำ้ ทีร่ บั ผดิ ชอบเสนอโครงกำรดังนี้
- ผู้อำนวยกำรสถำนศึกษำอนุมัติกำรใช้จ่ำยงบประมำณตำมงำน/โครงกำรที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติ
กำรประจำปี และแผนกำรใชจ้ ำ่ ยเงินภำยใตค้ วำมร่วมมือของสำนกั งำนเขตพื้นทีก่ ำรศกึ ษำ
4. กำรขอโอนและกำรขอเปลยี่ นแปลงงบประมำณ
ผ้รู ับผดิ ชอบ นำงสำวภัสรำ มรี ัตน์ หนำ้ ทีร่ ับผดิ ชอบปฏิบตั งิ ำนดังน้ี
1) ตรวจสอบรำยละเอียดรำยกำรงบประมำณท่ีจำเป็นต้องขอโอนหรือเปล่ียนแปลงเช่นเดียวกับ
สถำนศึกษำประเภทที่ 1 เสนอควำมเห็นชอบคณะกรรมกำรสถำนศึกษำขั้นพื้นฐำน แล้วเสนอ ขอโอนหรือ
เปลยี่ นแปลงรำยกำรงบประมำณตอ่ สำนกั งำนเขตพ้นื ท่ีกำรศึกษำ เพ่อื ดำเนินกำรตอ่ ไป
5. กำรรำยงำนผลกำรเบกิ จ่ำยงบประมำณ
ผู้รับผดิ ชอบ นำงสำวภัสรำ มรี ัตน์ หน้ำที่รบั ผดิ ชอบปฏิบัติงำนดงั นี้
1) รำยงำนผลกำรดำเนินงำน ผลกำรใช้จ่ำยเงินงบประมำณประจำปี ไปยังสำนักงำนเขต
พืน้ ท่ีกำรศกึ ษำ
6. กำรตรวจสอบ ติดตำมและรำยงำนกำรใชง้ บประมำณ
ผู้รับผิดชอบ นำงสำวภสั รำ มรี ัตน์ หน้ำทร่ี ับผดิ ชอบปฏิบตั ิงำนดังน้ี

1) จัดกำรให้มีกำรตรวจสอบและติดตำมให้ กลุ่ม ฝ่ำยงำน ในสถำนศึกษำ รำยงำนผลกำรปฏิบตั ิงำน
และผลกำรใช้จ่ำยงบประมำณ เพื่อจัดทำรำยงำนผลกำรปฏิบัติงำนและผลกำรใช้จ่ำยงบประมำณตำมแบบที่สำนัก
งบประมำณกำหนด และจัดส่งไปยังสำนักงำนเขตพ้ืนที่กำรศึกษำทุกไตรมำส ภำยในระยะเวลำที่สำนักงำนเขตพื้นที่
กำรศึกษำกำหนด

2) จัดทำรำยงำนประจำปีท่ีแสดงถึงควำมสำเร็จในกำรปฏิบัติงำน และจัดส่งให้สำนักงำนเขตพ้ืนท่ี
กำรศึกษำภำยในระยะเวลำท่สี ำนกั งำนเขตพืน้ ที่กำรศึกษำกำหนด
7. กำรตรวจสอบ ติดตำมและรำยงำนกำรใช้ผลผลิตจำกงบประมำณ

ผู้รบั ผิดชอบ นำงสำวภัสรำ มรี ัตน์ หน้ำทีร่ ับผดิ ชอบปฏบิ ัตงิ ำนดังน้ี
1) ประเมนิ คุณภำพกำรปฏบิ ตั ิงำนตำมที่ไดร้ ับมอบหมำย
2) วำงแผนประเมนิ ประสิทธภิ ำพ และประสิทธิผลกำรดำเนินงำนของสถำนศกึ ษำ
3) วิเครำะห์และประเมินควำมมีประสิทธิภำพ ประหยัด และควำมคุ้มค่ำในกำรใช้ทรัพยำกรของ
หน่วยงำนในสถำนศกึ ษำ
8. กำรระดมทรพั ยำกรและกำรลงทนุ เพ่อื กำรศึกษำ
ผ้รู ับผดิ ชอบ นำงสำวภัสรำ มีรตั น์ หนำ้ ทีร่ บั ผดิ ชอบปฏิบตั ิงำนดังนี้
1) วำงแผน รณรงค์ ส่งเสรมิ กำรระดมทุนกำรศึกษำและทุนเพ่ือกำรพัฒนำกำรศึกษำให้ดำเนินงำนได้
อย่ำงมปี ระสทิ ธิภำพและเกดิ ประสทิ ธผิ ล คมุ้ ค่ำ และมคี วำมโปรง่ ใส
2) จัดทำข้อมูลสำรสนเทศ และระบบกำรรับจ่ำยทุนกำรศึกษำและเพ่ือกำรพัฒนำกำรศึกษำให้
ดำเนินงำนได้อย่ำงมปี ระสิทธิภำพและเกิดประสทิ ธผิ ล คุ้มคำ่ และมคี วำมโปร่งใส
3) สรุป รำยงำน เผยแพร่ และเชิดชูเกียรติผู้สนับสนุนทุนกำรศึกษำและทุนเพื่อกำรพัฒนำ
สถำนศกึ ษำ โดยควำมชอบของคณะกรรมกำรสถำนศกึ ษำขน้ั พ้ืนฐำน

9. กำรบรหิ ำรจดั กำรทรัพยำกรเพ่อื กำรศึกษำ
ผู้รับผดิ ชอบ นำงชณำพรรณ งำมสม หนำ้ ที่รับผิดชอบปฏิบตั ิงำนดังน้ี
1) จัดทำรำยกำรทรัพยำกรเพื่อเป็นสำรสนเทศได้แก่แหล่งเรียนรู้ภำยในสถำนศึกษำ แหล่งเรียนรู้ใน

ท้องถ่ินทั้งท่ีเป็นแหล่งเรียนรู้ธรรมชำติและภูมิปัญญำท้องถ่ิน แหล่งเรียนรู้ที่เป็นสถำนประกอบกำร เพ่ือกำรรับรู้ของ
บุคลำกรในสถำนศึกษำ นกั เรยี นและบคุ คลทว่ั ไปจำไดเ้ กดิ กำรใช้ทรพั ยำกรรว่ มกนั ในกำรจัดกำรศึกษำ

2) วำงระบบหรือกำหนดแนวปฏิบัติกำรใช้ทรัพยำกรร่วมกันกับบุคคล หน่วยงำนรัฐบำลและเอกชน
เพ่อื ใหเ้ กดิ ประโยชนส์ ูงสดุ

3) กระตุ้นให้บุคคลในสถำนศึกษำร่วมใช้ทรัพยำกรภำยในและภำยนอก รวมท้ังให้บริกำรกำรใช้
ทรพั ยำกรภำยในเพื่อประโยชน์ตอ่ กำรเรียนรู้และส่งเสรมิ กำรศึกษำในชุมชน

4) ประสำนควำมรว่ มมือกับผูร้ บั ผิดชอบแหล่งทรัพยำกรธรรมชำติ ทรพั ยำกรทม่ี นุษย์สรำ้ งทรัพยำกร
บคุ คลทม่ี ศี ักยภำพให้กำรสนับสนุนกำรจดั กำรศึกษำ

5) ดำเนินกำรเชิดชูเกียรติบุคคลและหน่วยงำนท้ังภำครัฐและเอกชน ที่สนับสนุนกำรใช้ทรัพยำกร
ร่วมกันเพื่อกำรศึกษำของสถำนศกึ ษำ
10. กำรวำงแผนพสั ดุ

ผู้รับผดิ ชอบ นำงสำวภสั รำ มรี ัตน์ หน้ำทร่ี ับผิดชอบปฏิบตั งิ ำนดงั น้ี
1) กำรวำงแผนพัสดุล่วงหน้ำ 3 ปี ใหด้ ำเนินกำรตำมกระบวนกำรของกำรวำงแผนงบประมำณ

2) กำรจัดทำแผนกำรจัดหำพัสดุให้ฝ่ำยที่ทำหน้ำที่จัดซื้อจัดจ้ำงเป็นผู้ดำเนินกำร โดยให้ฝ่ำย
ทตี่ ้องกำรใชพ้ สั ดุ จดั ทำรำยละเอยี ดพัสดุทีต่ ้องกำร คือรำยละเอยี ดเกยี่ วกับปรมิ ำณ รำคำ คณุ ลักษณะเฉพำะ หรือแบบ
รูปรำยกำรและระยะเวลำที่ต้องกำรน้ีต้องเป็นไปตำมแผนปฏิบัติกำรประจำปี (แผนปฏิบัติงำน) และตำมท่ีระบุไว้ใน
เอกสำรประกอบพระรำชบัญญัติงบประมำณรำยจ่ำยประจำปี ส่งให้ฝ่ำยท่ีทำหน้ำท่ีจัดซ้ือจัดจ้ำงเพ่ือจัดทำแผนกำร
จดั หำพสั ดุ

3) ฝ่ำยท่ีจัดทำแผนกำรจัดหำพัสดุทำกำรรวบรวมข้อมูลรำยละเอียดจำกฝ่ำยท่ีต้องกำรใช้พัสดุโดยมี
กำรสอบทำนกับแผนปฏิบัติงำนและเอกสำรประกอบพระรำชบัญญัติงบประมำณรำยจ่ำยประจำปี และควำมเหมำะสม
ของวิธีกำรจัดหำว่ำควรเป็นกำรซื้อ กำรเช่ำหรือกำรจัดทำเองแล้วจำนำข้อมูลที่สอบทำนแล้วมำจัดทำแผนกำรจัดหำ
พสั ดใุ นภำพรวมของสถำนศึกษำ
11. กำรกำหนดแบบรูปรำยกำรหรอื คุณลักษณะเฉพำะของครุภัณฑ์หรอื ส่ิงก่อสร้ำงท่ีใช้เงินงบประมำณเพื่อสนอง
ต่อเลขำธิกำรคณะกรรมกำรกำรศึกษำขั้นพ้ืนฐำน

ผูร้ บั ผิดชอบ นำงสำวภสั รำ มีรตั น์ หน้ำท่ีรับผดิ ชอบปฏบิ ัติงำนดังน้ี
1) กำหนดแบบรูปรำยกำรหรือคุณลักษณะเฉพำะเพื่อประกอบกำรขอตั้งงบประมำณ ส่งให้สำนักงำน
เขตพนื้ ที่กำรศกึ ษำ
2) กรณที เี่ ปน็ กำรจัดหำจำกเงินนอกงบประมำณให้กำหนดแบบรูปรำยกำรหรือคุณลักษณะเฉพำะได้
โดยให้พิจำรณำจำกแบบมำตรฐำนก่อนหำกไม่เหมำะสมก็ให้กำหนดตำมควำมต้องกำรโดยยึดหลักควำมโปร่งใส เป็น
ธรรมและเป็นประโยชนก์ ับทำงรำชกำร
12. กำรจดั หำพัสดุ
ผรู้ บั ผดิ ชอบ นำงสำวภัสรำ มีรัตน์ หน้ำทีร่ ับผิดชอบปฏิบัติงำนดงั น้ี
1) กำรจัดหำพัสดุถือปฏิบัติตำมระเบียบว่ำด้วยกำรพัสดุของส่วนรำชกำรและคำส่ังมอบอำนำจของ
สำนกั งำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำขัน้ พ้ืนฐำน
2) กำรจดั ทำพัสดถุ ือปฏิบตั ิตำมระเบยี บกระทรวงศึกษำว่ำด้วยกำรใหส้ ถำนศึกษำรับจัดทำรบั บริกำร

13. กำรควบคมุ ดแู ล บำรุงรกั ษำและจำหนำ่ ยพสั ดุ
ผู้รับผดิ ชอบ นำงสำวภัสรำ มรี ตั น์ หนำ้ ที่รับผิดชอบปฏิบัติงำนดงั น้ี
1) จดั ทำทะเบยี นคมุ ทรัพยส์ นิ และบญั ชีวสั ดุไม่วำ่ จะได้มำดว้ ยกำรจดั หำหรอื กำรรับบริจำค
2) ควบคุมพสั ดุใหอ้ ยู่ในสภำพพรอ้ มกำรใชง้ ำน
3) ตรวจสอบพัสดุประจำปี และให้มีกำรจำหน่ำยพัสดุที่ชำรุด เส่ือมสภำพหรือไม่ใช้ในรำชกำรอีก

ตอ่ ไป
4) พัสดุที่เป็นที่ดินหรือส่งิ ก่อสรำ้ ง กรณีท่ีได้มำด้วยเงินงบประมำณให้ดำเนินกำรขึ้นทะเบียน เป็น

รำชพัสดุ กรณที ีไ่ ด้มำจำกกำรรับบรจิ ำคหรือจำกเงนิ รำยได้สถำนศกึ ษำใหข้ น้ึ ทะเบียนเป็นกรรมสิทธ์ิของสถำนศึกษำ
14. กำรรบั เงิน กำรเกบ็ รักษำเงิน และกำรจำ่ ยเงนิ

ผู้รับผิดชอบ นำงสำวภสั รำ มรี ัตน์ หน้ำทร่ี บั ผิดชอบปฏิบตั ิงำนดงั น้ี
1) กำรปฏิบัติเกี่ยวกับกำรรับเงิน และกำรจ่ำยเงินให้ปฏิบัติตำมระเบียบที่กระทรวงกำรคลังกำหนด
คือ ระเบียบกำรเก็บรักษำเงินและกำรนำเงินส่งคลังในหน้ำที่ของอำเภอ พ.ศ. 2520 โดยสถำนศึกษำสำมำรถกำหนด
วธิ ปี ฏบิ ตั ิเพิ่มเติมได้ตำมควำมเหมำะสมแตต่ อ้ งไมข่ ดั หรือแยง้ กับระเบียบดังกล่ำว
2) กำรปฏิบัติเกี่ยวกับกำรเก็บรักษำเงินให้ปฏิบัติตำมระเบียบท่ีกระทรวงก ำรคลังกำหนด
คอื ระเบยี บกำรเกบ็ รกั ษำเงินและกำรนำเงนิ ส่งคลงั ในสว่ นของรำชกำร พ.ศ. 2520 โดยอนโุ ลม

15. กำรนำเงินส่งคลงั
ผรู้ ับผิดชอบ นำงสำวภสั รำ มีรตั น์ หนำ้ ที่รับผดิ ชอบปฏิบตั งิ ำนดังน้ี
1) กำรนำเงินส่งคลังให้นำส่งต่อสำนักงำนเขตพื้นที่กำรศึกษำภำยในระยะเวลำท่ีกำหนดไว้ตำม

ระเบียบกำรเก็บรักษำเงินและกำรนำเงินส่งคลังในหน้ำท่ีของอำเภอพ.ศ. 2520 หำกนำส่งเป็นเงินสดให้ต้ัง
คณะกรรมกำรนำสง่ เงนิ ดว้ ย

16. กำรจดั ทำบญั ชีกำรเงนิ
ผรู้ บั ผดิ ชอบ นำงสำวภัสรำ มีรตั น์ หน้ำที่รับผดิ ชอบปฏบิ ัตงิ ำนดังนี้
1) ให้จัดทำบัญชีกำรเงินตำมระบบที่เคยจัดทำอยู่เดิม คือ ตำมระบบท่ีกำหนดไว้ในคู่มือกำรบัญชี

หน่วยงำนยอ่ ย พ.ศ. 2515 หรือตำมระบบกำรควบคุมกำรเงนิ ของหนว่ ยงำนยอ่ ย พ.ศ. 2544 แลว้ แตก่ รณี
17. กำรจดั ทำรำยงำนทำงกำรเงนิ และงบกำรเงิน

ผรู้ บั ผิดชอบ นำงสำวภัสรำ มีรัตน์ หนำ้ ท่รี ับผดิ ชอบปฏบิ ตั ิงำนดงั นี้
1) จัดทำรำยงำนตำมที่กำหนดในคู่มือกำรบัญชีสำหรับหน่วยงำนย่อย พ.ศ. 2515 หรือ ตำมระบบ
กำรควบคมุ กำรเงินของหน่วยงำนยอ่ ยพ.ศ. 2515 แลว้ แต่กรณี
2) จัดทำรำยงำนกำรรับจ่ำยเงินรำยได้สถำนศึกษำ ตำมท่ีสำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้ัน
พ้ืนฐำนกำหนด คือ ตำมประกำศสำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศึกษำข้ันพ้ืนฐำนว่ำด้วยหลักเกณฑ์ อัตรำและวิธีกำรนำ
เงินรำยได้สถำนศึกษำไปจ่ำยเป็นคำ่ ใช้จำ่ ยในกำรจดั กำรศึกษำของสถำนศึกษำท่ีเป็นนิตบิ ุคคลรำยได้สถำนศึกษำไปจ่ำย
เปน็ ค่ำใช้จำ่ ยในกำรจดั กำรของสถำนศึกษำท่เี ป็นนิติบุคคลในสงั กัดเขตพน้ื ที่กำรศึกษำ

18. กำรจดั ทำและจดั หำแบบพิมพบ์ ัญชี ทะเบียนและรำยงำน
ผู้รับผดิ ชอบ นำงสำวภสั รำ มรี ตั น์ หน้ำทร่ี ับผิดชอบปฏบิ ตั งิ ำนดงั น้ี
1) แบบพิมพ์บัญชี ทะเบียนและแบบรำยงำนให้จัดทำตำมแบบท่ีกำหนดในคู่มือกำรบัญชีสำหรับ

หน่วยงำนยอ่ ย พ.ศ. 2515 หรือตำมระบบกำรควบคมุ กำรเงนิ ของหนว่ ยงำนยอ่ ย พ.ศ. 2544

กำรบรหิ ำรงำนบุคคล

หมำยถึง กำรหำทำงใชค้ นที่อยู่รว่ มกันในองค์กรน้นั ๆใหท้ ำงำนไดผ้ ล ดีที่สดุ ส้นิ เปลอื งค่ำใช้จ่ำยน้อยท่สี ดุ ใน
ขณะเดียวกันกส็ ำมำรถทำให้ผ้รู ว่ มงำนมคี วำมสุขมคี วำมพอใจ ทจี่ ะใหค้ วำมรว่ มมือและทำงำนรว่ มกบั ผบู้ ริหำร เพ่ือให้

งำนขององค์กรนั้นๆ สำเร็จลุลว่ งไปดว้ ยดี

แนวคดิ
1) ปจั จยั ทำงกำรบรหิ ำรทั้งหลำยคนถอื เปน็ ปัจจัยทำงกำรบรหิ ำรที่สำคญั ทีส่ ุด
2) กำรบรหิ ำรงำนบุคคลจะมีประสิทธิภำพและประสทิ ธิผลผู้บรหิ ำรจะต้องมีควำมรู้ ควำมเขำ้ ใจและมี

ควำมสำมำรถสงู ในกำรบริหำรงำนบคุ คล
3) กำรจดั บคุ ลำกรใหป้ ฏิบตั งิ ำนไดเ้ หมำะสมกบั ควำมรู้ควำมสำมำรถจะมีส่วนทำให้บุคลำกร มขี วัญกำลังใจ มี

ควำมสุขในกำรปฏิบัติงำน สง่ ผลให้งำนประสบผลสำเรจ็ อย่ำงมปี ระสทิ ธิภำพ
4) กำรพฒั นำบุคลำกรใหม้ ีควำมรคู้ วำมสำมำรถอยำ่ งสม่ำเสมอและตอ่ เน่ืองจะทำใหบ้ ุคลำกร เปลีย่ นแปลง

พฤติกรรมและกระตอื รือรน้ พัฒนำงำนใหด้ ียิ่งขนึ้
5) กำรบรหิ ำรงำนบุคคลเนน้ กำรมีสว่ นร่วมของบคุ ลำกรและผู้มีส่วนไดเ้ สียเปน็ สำคัญ

ขอบขำ่ ยงำนบุคลำกร
1. สง่ เสริมและพฒั นำระบบกำรบรหิ ำรจัดกำรให้มปี ระสิทธิภำพ
2. สง่ เสรมิ ให้บุคลำกรในโรงเรยี นปฏิบัตติ ำมในหน้ำทต่ี ำมมำตรฐำนวิชำชพี และจรรยำบรรณวชิ ำชีพครู
3. ส่งเสริมกำรประชำสัมพันธ์ขอ้ มูลขำ่ วสำรของบุคลำกรภำยในโรงเรียนแก่ผูเ้ กี่ยวข้องอยำ่ งทว่ั ถึง และมี
ประสิทธิภำพ
4. สง่ เสรมิ และสนับสนุนใหค้ รูและบุคลำกรไดร้ ับกำรพัฒนำตำมสมรรถนะวิชำชีพครู
5. ประสำนควำมร่วมมอื ระหว่ำงโรงเรยี น ผู้ปกครอง และชมุ ชน ในกำรพัฒนำ โรงเรียน
6. ส่งเสริมให้คณะครปู ฏบิ ตั ิหนำ้ ทด่ี ว้ ยควำมซ่ือสัตย์สุจริต
7. สง่ เสริมใหค้ ณะครูปฏิบตั ติ นในกำรดำเนินชีวิตโดยยึดหลักเศรษฐกจิ พอเพยี ง
เปำ้ หมำย (Goals) ปีกำรศึกษำ 2558 – 2562
1. สง่ เสรมิ และพัฒนำระบบกำรบริหำรจัดกำรใหม้ ปี ระสทิ ธิภำพ
2. สง่ เสรมิ ให้บคุ ลำกรในโรงเรียนปฏบิ ตั ติ ำมในหนำ้ ที่ตำมมำตรฐำนวิชำชีพ และจรรยำบรรณวชิ ำชีพครู
3. สง่ เสริมกำรประชำสัมพนั ธข์ อ้ มูลขำ่ วสำรของบุคลำกรภำยในโรงเรียนแก่ผเู้ ก่ยี วข้องอยำ่ งทวั่ ถงึ และมี
ประสทิ ธภิ ำพ
4. ส่งเสริม และสนับสนุนให้ครแู ละบุคลำกรไดร้ ับกำรพัฒนำตำมสมรรถนะวิชำชพี ครู
5. ประสำนควำมร่วมมือระหวำ่ งโรงเรยี น ผปู้ กครอง และชุมชน ในกำรพฒั นำ โรงเรียน
6. ส่งเสรมิ ให้คณะครูปฏิบัติหนำ้ ที่ด้วยควำมซ่ือสตั ยส์ จุ ริต
7. ส่งเสริมใหค้ ณะครปู ฏิบัติตนในกำรดำเนินชีวติ โดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพยี ง

วำงแผนอตั รำกำลัง/กำรกำหนดตำแหน่ง
มีหน้ำท่ี

1. จัดทำแผนงำน/โครงกำร แผนปฏบิ ตั งิ ำนประจำปแี ละปฏทิ ินปฏบิ ัตงิ ำน
2. จัดทำแผนงำนอัตรำกำลงั ครู / กำรกำหนดตำแหน่งและควำมตอ้ งกำรครูในสำขำทโ่ี รงเรียนมีควำม

ต้องกำร
3. จัดทำรำยงำนอตั รำกำลังครูต่อหนว่ ยงำนต้นสงั กดั

กำรสรรหำและบรรจแุ ต่งตั้ง
มีหน้ำท่ี

1. วำงแผนดำเนนิ กำรสรรหำและเลอื กสรรและกำหนดรำยละเอียดแผนปฏบิ ัติงำน
2. กำหนดรำยละเอยี ดเกี่ยวกับกำรสรรหำกำรเลอื กสรรคุณสมบตั ขิ องบุคคลท่ีรับสมคั ร
3. จดั ทำประกำศรับสมัคร
4. รับสมคั ร
5. กำรตรวจสอบคุณสมบัตผิ ูส้ มัคร
6. ประกำศรำยชื่อผ้มู สี ทิ ธริ บั กำรประเมิน
7. แตง่ ต้ังคณะกรรมกำรดำเนนิ กำรสรรหำและเลอื กสรร
8. สอบคัดเลอื ก
9. ประกำศรำยช่ือผู้ผ่ำนกำรเลือกสรร
10.กำรเรยี กผ้ทู ผี่ ่ำนกำรคดั เลือกมำรำยงำนตวั
11.จัดทำรำยตอ่ หน่วยงำนตน้ สังกัด

กำรพัฒนำบคุ ลำกร
มหี นำ้ ที่

1. จดั ทำแผนงำน/โครงกำร/แผนปฏบิ ัติกำรประจำปี
2. สำรวจควำมตอ้ งกำรในกำรพัฒนำครูและบุคลำกรในโรงเรียน
3. จดั ทำแผนพัฒนำตนเองของครแู ละบคุ ลำกรในโรงเรียน
4. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ครูและบคุ ลำกรได้รบั กำรพฒั นำ
5. จดั ทำแฟ้มบุคลำกรในโรงเรียน
6. ติดตำม ประเมินผล สรุปรำยงำนผลกำรปฏบิ ตั งิ ำนเสนอผู้อำนวยกำร
7. งำนอ่นื ๆ ท่ีไดร้ บั มอบหมำย

กำรเลื่อนขั้นเงินเดอื น
มหี น้ำท่ี

1. จัดทำแผนงำน/โครงกำร/แผนปฏบิ ัตกิ ำรประจำปี
2. นเิ ทศ ตดิ ตำมผลกำรปฏิบตั งิ ำนของครูและบุคลำกรในโรงเรยี น
3. ประชุมคณะกรรมกำรในกำรพิจำรณำเลื่อนขั้นเงินเดือนประจำปี
4. จัดทำบญั ชีผูท้ ่ีไดร้ บั กำรพิจำรณำเล่อื นขนั้ ประจำปีโดยยึดหลักควำมโป่รงใส คุณธรรมจรยิ ธรรมและกำร

ปฏิบัติงำนทร่ี บั ผิดชอบ
5. แตง่ ตัง้ ผทู้ ่ีไดร้ ับกำรเล่ือนขนั้ เงินเดือนรำยงำนต่อตน้ สงั กัด

เครื่องรำชอสิ รยิ ำภรณ์
มหี น้ำท่ี

1. จัดรวบรวมเอกสำรในกำรเสนอขอพระรำชทำนเครื่องรำชอิสริยำภรณ์
2. สำรวจควำมตอ้ งกำรขอพระรำชทำนเคร่อื งรำชอสิ รยิ ำภรณ์ของคณะครูและบคุ ลำกร
3. สง่ เสรมิ และสนับสนุนขอพระรำชทำนเครื่องรำชอสิ รยิ ำภรณข์ องคณะครูและบุคลำกรในโรงเรยี น
4. จดั ทำแฟ้มข้อมลู กำรได้รับพระรำชทำนเครื่องรำชอสิ รยิ ำภรณข์ องคณะครูและบุคลำกรในโรงเรยี น

วินัยและกำรรักษำวินัย
มีหน้ำที่

1. จัดรวบรวมเอกสำรเกย่ี ววินยั และกำรรักษำวนิ ัยของข้ำรำชกำรครูและบคุ ลำกรในโรงเรียน
2. จดั ทำแฟ้มข้อมลู เกีย่ วกบั กำรทำผดิ เกย่ี วกบั วินยั ของข้ำรำชกำรครแู ละบุคลำกรในโรงเรียน

สวสั ดกิ ำรครู
มีหน้ำที่

1.วำงแผนดำเนินงำนเก่ียวกบั สวัสดกิ ำรของครแู ละบุคลำกรในโรงเรยี น
2. มอบของขวญั เปน็ กำลงั ใจในวันสำคัญต่ำงๆ วันเกิด แสดงควำมยินดที ีผ่ ่ำนกำรประเมินครูชำนำญกำร
พเิ ศษ ของครแู ละบุคลำกรในโรงเรยี น
3. ซ้ือของเย่ียมไขเ้ ม่ือเจ็บป่วยหรือนอนพักรักษำตัวในโรงพยำบำล

สำมะโนนกั เรียน/รบั นกั เรยี น
มีหนำ้ ท่ี

1. วำงแผนในกำรจัดทำสำมะโนนกั เรียน
2. สำมะโนนักเรียนในเขตหมู่ 4 , 5 และหมู่ 6 ซ่ึงเปน็ เขตบรกิ ำรของโรงเรียน
3. จัดทำเอกสำรกำรรับสมัครนกั เรยี น เดก็ เล็ก ชั้นอนบุ ำล 1 ประถมศึกษำปีท่ี 1 และชั้นมธั ยมศึกษำปที ี่

1
4. เปิดรบั สมคั รนักเรียน เด็กเล็ก ช้ันอนบุ ำล 1 ประถมศึกษำปที ่ี 1 และชนั้ มธั ยมศึกษำปที ่ี 1
5. จดั ทำแฟ้มนักเรยี น เด็กเล็ก ชนั้ อนบุ ำล 1 ประถมศึกษำปีที่ 1 และชนั้ มัธยมศึกษำปที ี่ 1
6. สรปุ กำรจัดทำสำมะโนนักเรียนรำยงำนหน่วยงำนตน้ สังกดั

กำรปฏบิ ตั ิรำชกำรของขำ้ รำชกำรครู

1. กำรลำ กำรลำแบ่งออกเป็น 9 ประเภท คือ
1.กำรลำป่วย
2.กำรลำคลอดบตุ ร
3.กำรลำกจิ ส่วนตวั
4.กำรลำพักผอ่ น
5.กำรลำอปุ สมบทหรือกำรลำไปประกอบพธิ ฮี ัจย์
6.กำรลำเขำ้ รบั กำรตรวจเลือกหรือเข้ำรบั กำรเตรียมพล
7.กำรลำไปศกึ ษำ ฝึกอบรม ดงู ำน หรอื ปฏบิ ัตกิ ำรวิจัย
8.กำรลำไปปฏิบัตงิ ำนในองค์กำรระหว่ำงประเทศ
9. กำรลำตดิ ตำมคู่สมรส

กำรลำป่วย ข้ำรำชกำรซึ่งประสงค์จะลำปว่ ยเพ่ือรกั ษำตวั ใหเ้ สนอหรือจัดสง่ ใบลำต่อผบู้ ังคบั บญั ชำตำมลำดับ
จนถึงผู้มีอำนำจอนญุ ำตก่อนหรือในวนั ทีล่ ำเวน้ แต่ในกรณีจำเปน็ จะเสนอหรือจัดสง่ ใบลำ ในวนั แรกที่มำปฏิบตั ิรำชกำรก็
ได้ ในกรณีท่ขี ำ้ รำชกำรผขู้ อลำมอี ำกำรปว่ ยจนไม่สำมำรถจะลงช่ือในใบลำได้จะให้ผอู้ น่ื ลำแทนก็ได้ แต่เม่ือสำมำรถลง
ชื่อไดแ้ ลว้ ให้เสนอหรือจัดสง่ ใบลำโดยเรว็ กำรลำป่วยต้งั แต่ 30 วันขึ้นไป ตอ้ งมีใบรับรองของแพทย์ซึ่งเปน็ ผู้ทีไ่ ด้ขึน้
ทะเบียนและ รับใบอนญุ ำตเป็นผู้ประกอบวชิ ำชพี เวชกรรมแนบไปกบั ใบลำดว้ ย ในกรณีจำเปน็ หรือเหน็ สมควรผู้มี
อำนำจอนุญำตจะส่งั ใหใ้ ชใ้ บรับรองของแพทยซ์ ่ึงผู้มีอำนำจอนุญำตเห็นชอบแทนก็ได้ กำรลำป่วยไม่ถงึ 30 วนั ไม่วำ่
จะเป็นกำรลำครั้งเดียวหรือหลำยคร้ังตดิ ต่อกนั ถ้ำผู้มีอำนำจ อนุญำตเห็นสมควร จะส่งั ใหม้ ใี บรับรองแพทยต์ ำมวรรค
สำมประกอบใบลำ หรอื สง่ั ให้ผูล้ ำไปรับกำร ตรวจจำกแพทยข์ องทำงรำชกำรเพื่อประกอบกำรพิจำรณำอนุญำตก็ได้

กำรลำคลอดบตุ ร ข้ำรำชกำรซึง่ ประสงค์จะลำคลอดบตุ ร ใหเ้ สนอหรือจัดสง่ ใบลำต่อผู้บังคับบญั ชำตำมลำดบั
จนถงึ ผูม้ ีอำนำจอนญุ ำตก่อนหรอื ในวนั ท่ลี ำ เวน้ แตไ่ มส่ ำมำรถจะลงชอ่ื ในใบลำได้ จะให้ผู้อื่นลำแทน ก็ได้ แตเ่ มือ่
สำมำรถลงชอ่ื ได้แล้วใหเ้ สนอหรือจัดสง่ ใบลำโดยเร็ว และมีสิทธิลำคลอดบตุ รโดยไดร้ ับ เงินเดือนครงั้ หนึง่ ได้ กำรลำ
คลอดบุตรจะลำในวันทคี่ ลอดก่อนหรือหลงั วนั ทีค่ ลอดบุตรก็ได้ แต่เม่ือรวมวันลำแล้ว ต้องไมเ่ กิน 90 วัน

กำรลำกิจส่วนตวั ขำ้ รำชกำรซ่งึ ประสงคจ์ ะลำกิจส่วนตัว ใหเ้ สนอหรอื จดั ส่งใบลำต่อผูบ้ ังคบั บญั ชำตำมลำดับ
จนถึงผมู้ อี ำนำจอนุญำต และเม่อื ได้รับอนญุ ำตแล้วจึงจะหยุดรำชกำรได้ เว้นแต่มเี หตุจำเปน็ ไม่สำมำรถรอรับอนญุ ำตได้
ทนั จะเสนอหรือจดั สง่ ใบลำพร้อมด้วยระบเุ หตุจำเปน็ ไว้แลว้ หยุดรำชกำร ไปก่อนก็ได้ แต่จะตอ้ งช้แี จงเหตุผลให้ผู้มี
อำนำจอนุญำตทรำบโดยเร็ว ในกรณมี เี หตุพเิ ศษที่ไม่อำจเสนอหรอื จัดสง่ ใบลำก่อนตำมวรรคหนง่ึ ได้ ให้เสนอหรือจัดส่ง
ใบลำพร้อมท้งั เหตผุ ลควำมจำเปน็ ตอ่ ผูบ้ ังคบั บญั ชำตำมลำดับจนถงึ ผู้มีอำนำจอนุญำตทันทใี นวนั แรก ท่มี ำปฏบิ ตั ิ
รำชกำร ขำ้ รำชกำรมีสทิ ธิลำกจิ ส่วนตวั โดยไดร้ ับเงินเดอื นปีละไม่เกนิ 45 วันทำกำร ข้ำรำชกำรทีล่ ำคลอดบตุ รตำม
ข้อ 18 แล้ว หำกประสงค์จะลำกจิ สว่ นตวั เพ่อื เลยี้ งดูบุตรให้มี สิทธิลำตอ่ เน่อื งจำกกำรลำคลอดบตุ รได้ไมเ่ กนิ 150 วัน
ทำกำร โดยไม่มสี ิทธิไดร้ บั เงินเดอื นระหวำ่ งลำ

กำรลำพักผ่อน ขำ้ รำชกำรมีสทิ ธิลำพักผอ่ นประจำปีในปหี น่ึงได้ 10 วนั ทำกำร
เว้นแต่ข้ำรำชกำรดังต่อไปนี้ ไมม่ ีสิทธลิ ำพักผ่อนประจำปใี นปที ่ไี ดร้ ับบรรจุเข้ำรบั รำชกำรยงั ไม่ถึง 6 เดือน

1. ผู้ซึ่งได้รบั บรรจเุ ขำ้ รับรำชกำรเปน็ ข้ำรำชกำรครัง้ แรก ผู้ซึ่งลำออกจำกรำชกำรเพรำะเหตสุ ่วนตวั แล้วต่อมำ
ได้รับบรรจุเข้ำรบั รำชกำรอีก

2. ผซู้ ง่ึ ลำออกจำกรำชกำรเพื่อดำรงตำแหนง่ ทำงกำรเมือง หรือเพ่ือสมคั รรบั เลือกตั้ง
แลว้ ต่อมำได้รับบรรจุเขำ้ รบั รำชกำรอีกหลัง 6 เดือน นับแตว่ นั ออกจำกรำชกำร

3. ผซู้ ึ่งถูกส่งั ให้ออกจำกรำชกำรในกรณีอ่ืน นอกจำกกรณีไปรบั รำชกำรทหำรตำมกฎหมำย ว่ำดว้ ยกำรรับ
รำชกำรทหำรและกรณีไปปฏบิ ัติงำนใด ๆ ตำมควำมประสงค์ของทำงรำชกำร แลว้ ต่อมำ ไดร้ ับบรรจเุ ขำ้ รับรำชกำรอีก
ถำ้ ในปใี ดขำ้ รำชกำรผู้ใดมิได้ลำพกั ผ่อนประจำปหี รือลำพักผ่อนประจำปี แลว้ แต่ไม่ครบ 10 วนั ทำกำร ให้สะสมวนั ทีย่ ัง
มิไดล้ ำในปีนั้นรวมเขำ้ กับปีต่อ ๆไปได้ แต่วนั ลำพกั ผ่อน สะสมรวมกับวันลำพกั ผ่อนในปปี ัจจุบนั จะตอ้ งไมเ่ กนิ 20 วัน
ทำกำร สำหรบั ผู้ที่ไดร้ ับรำชกำรติดต่อกนั มำแล้วไม่น้อยกวำ่ 10 ปี ใหม้ ีสิทธนิ ำวนั ลำพักผ่อนสะสม รวมกบั วนั ลำ
พักผ่อนในปปี ัจจบุ ันได้ไมเ่ กนิ 30 วันทำกำร

กำรลำอปุ สมบทหรอื กำรลำไปประกอบพิธฮี จั ย์ ขำ้ รำชกำรซง่ึ ประสงค์จะลำอุปสมบทในพระพทุ ธศำสนำ
หรอื ขำ้ รำชกำรทน่ี บั ถือศำสนำ อสิ ลำมซึ่งประสงคจ์ ะลำไปประกอบพธิ ีฮัจย์ ณ เมืองเมกกะประเทศซำอุดีอำระเบยี ให้
เสนอหรือจัดส่งใบลำต่อผบู้ ังคับบญั ชำตำมลำดับจนถงึ ผู้มอี ำนำจพิจำรณำหรืออนุญำตก่อนวันอุปสมบท หรอื ก่อนวนั
เดนิ ทำงไปประกอบพธิ ีฮัจย์ไม่น้อยกวำ่ 60 วนั ในกรณมี ีเหตุพเิ ศษไม่อำจเสนอหรือจดั สง่ ใบลำก่อนตำมวรรคหนงึ่ ให้
ชีแ้ จงเหตุผลควำม จำเป็นประกอบกำรลำ และให้อยู่ในดุลพนิ จิ ของผู้มีอำนำจที่จะพิจำรณำให้ลำหรือไม่ก็ได้
ขำ้ รำชกำรท่ีไดร้ บั พระรำชทำนพระบรมรำชำนุญำตใหล้ ำอุปสมบทหรอื ไดร้ ับอนุญำตใหล้ ำไป ประกอบพธิ ฮี จั ย์แล้ว
จะต้องอปุ สมบทหรือออกเดนิ ทำงไปประกอบพิธีฮัจย์ภำยใน 10 วัน นบั แต่ วนั เรมิ่ ลำ และจะต้องกลบั มำรำยงำนตัว
เข้ำปฏิบัติรำชกำรภำยใน 5 วัน นบั แต่วันท่ีลำสกิ ขำ หรอื วันทีเ่ ดินทำงกลับถงึ ประเทศไทยหลงั จำกกำรเดินทำงไป
ประกอบพธิ ีฮัจย์

กำรลำเข้ำรบั กำรตรวจเลอื กหรอื เข้ำรบั กำรเตรยี มพล ข้ำรำชกำรทไ่ี ด้รับหมำยเรียกเข้ำรับกำรตรวจเลอื ก ให้
รำยงำนลำต่อผูบ้ ังคับบัญชำก่อนวนั เขำ้ รับกำรตรวจเลือกไมน่ ้อยกวำ่ 48 ชัว่ โมง ส่วนขำ้ รำชกำรท่ีได้รบั หมำยเรียกเข้ำ
รบั กำรเตรียมพล ให้รำยงำนลำต่อผู้บังคับบัญชำภำยใน 48 ชว่ั โมง นับแตเ่ วลำรบั หมำยเรยี กเปน็ ต้นไป และให้ไปเข้ำ
รบั กำรตรวจเลอื กหรือเขำ้ รับกำรเตรียมพลตำมวนั เวลำในหมำยเรียกนั้นโดยไมต่ ้องรอรับคำสั่ง อนุญำต และให้
ผู้บังคับบญั ชำเสนอรำยงำนลำไปตำมลำดบั จนถึงหัวหนำ้ ส่วนรำชกำร หรอื หวั หนำ้ สว่ นรำชกำรขึน้ ตรง

กำรลำไปศกึ ษำ ฝึกอบรมดูงำน หรอื ปฏบิ ัตกิ ำรวิจัย ขำ้ รำชกำรซง่ึ ประสงค์จะลำไปศึกษำฝกึ อบรม ดงู ำน
หรือปฏบิ ัติกำรวจิ ัย ณ ต่ำงประเทศ ใหเ้ สนอหรือจัดสง่ ใบลำตอ่ ผบู้ ังคบั บัญชำตำมลำดับจนถงึ ปลัดกระทรวงหรือหัวหน้ำ
ส่วนรำชกำรขน้ึ ตรงเพ่ือพิจำรณำอนญุ ำตสำหรับกำรลำไปศึกษำฝกึ อบรมดูงำน หรือปฏิบัติกำรวจิ ยั ในประเทศให้เสนอ
หรอื จัดส่ง ใบลำตำมลำดับจนถงึ หัวหนำ้ ส่วนรำชกำร หรอื หวั หนำ้ สว่ นรำชกำรข้ึนตรงเพื่อพจิ ำรณำอนญุ ำต เวน้ แต่
ข้ำรำชกำรกรุงเทพมหำนครให้เสนอหรือจดั สง่ ใบลำต่อปลัดกรุงเทพมหำนคร สำหรบั หัวหน้ำ ส่วนรำชกำรใหเ้ สนอหรอื
จัดสง่ ใบลำตอ่ ปลัดกระทรวง หวั หนำ้ สว่ นรำชกำรขึ้นตรงและข้ำรำชกำร ในรำชบัณฑติ ยสถำนใหเ้ สนอหรือจดั ส่งใบลำ
ต่อรัฐมนตรเี จ้ำสังกัด
ส่วนปลดั กรุงเทพมหำนครให้เสนอ หรอื จดั ส่งใบลำต่อผู้ว่ำรำชกำรกรงุ เทพมหำนคร เพ่ือพจิ ำรณำอนุญำต

กำรลำไปปฏิบตั งิ ำนในองคก์ ำรระหว่ำงประเทศ ข้ำรำชกำรซ่งึ ประสงคจ์ ะลำไปปฏบิ ัติงำนในองค์กำรระหวำ่ ง
ประเทศ ให้เสนอหรอื จัดส่งใบลำ ต่อผูบ้ งั คับบญั ชำตำมลำดับจนถึงรัฐมนตรเี จ้ำสังกัดเพื่อพิจำรณำ โดยถือปฏบิ ัตติ ำม
หลักเกณฑ์ ท่กี ำหนด

กำรลำตดิ ตำมคสู่ มรส ข้ำรำชกำรซงึ่ ประสงคต์ ดิ ตำมคูส่ มรสให้เสนอหรือจดั สง่ ใบลำต่อผู้บงั คบั บญั ชำ
ตำมลำดับ จนถงึ ปลัดกระทรวงหรอื หวั หน้ำส่วนรำชกำรขน้ึ ตรงแลว้ แต่กรณี เพ่ือพจิ ำรณำอนญุ ำตให้ลำได้ไมเ่ กนิ สองปี
และในกรณีจำเป็นอำจอนุญำตใหล้ ำได้อีกสองปี แต่เม่ือรวมแลว้ ต้องไม่เกนิ ส่ีปี ถ้ำเกนิ ส่ีปี ให้ลำออกจำกรำชกำรสำหรบั
ปลดั กระทรวง หวั หน้ำส่วนรำชกำรขึน้ ตรง และขำ้ รำชกำร ในรำชบณั ฑิตยสถำนให้เสนอหรือจดั สง่ ใบลำต่อรฐั มนตรี
เจ้ำสังกัด ส่วนปลดั กรงุ เทพมหำนครให้เสนอ หรือจดั ส่งใบลำตอ่ ผู้ว่ำรำชกำรกรุงเทพมหำนครเพื่อพจิ ำรณำอนญุ ำต

วินยั และกำรดำเนินกำรทำงวนิ ัย
วินยั : กำรควบคมุ ควำมประพฤติของคนในองค์กรใหเ้ ป็นไปตำมแบบแผนท่ีพึงประสงค์
วินัยขำ้ รำชกำรครูและบคุ ลำกรทำงกำรศกึ ษำ : ขอ้ บัญญตั ทิ ี่กำหนดเป็นข้อห้ำมและ ข้อปฏบิ ตั ิตำม
หมวด 6 แห่งพระรำชบัญญัติระเบยี บข้ำรำชกำรครูและบคุ ลำกรทำงกำรศกึ ษำ พ.ศ. 2547 และทแี่ ก้ไขเพิม่ เติมฉบบั ท่ี
2 พ.ศ. 2551
โทษทำงวินัย มี 5 สถำน คอื
วนิ ัยไมร่ ำ้ ยแรง มีดงั น้ี
1. ภำคทณั ฑ์
2. ตดั เงนิ เดอื น
3. ลดข้นั เงินเดอื น
วินยั ร้ำยแรง มีดังน้ี
4. ปลดออก
5. ไลอ่ อก
กำรวำ่ กล่ำวตักเตือนหรอื กำรทำทัณฑบ์ นไมถ่ ือวำ่ เป็นโทษทำงวินยั ใช้ในกรณีท่เี ป็นควำมผิด เลก็ น้อยและมีเหตุ
อันควรงดโทษ กำรวำ่ กลำ่ วตกั เตือนไมต่ ้องทำเปน็ หนังสือ
แตก่ ำรทำทณั ฑบ์ นต้องทำเป็นหนังสือ(มำตรำ 100 วรรคสอง)
โทษภำคทณั ฑ์
ใชล้ งโทษในกรณีที่เปน็ ควำมผิดเล็กนอ้ ยหรือมเี หตุอนั ควรลดหย่อน โทษภำคทัณฑ์ไมต่ ้องหำ้ มกำรเลื่อนข้ันเงนิ เดอื น
โทษตดั เงินเดือนและลดขัน้ เงินเดือน
ใช้ลงโทษในควำมผิดท่ีไม่ถงึ กับเปน็ ควำมผดิ รำ้ ยแรง และไม่ใช่กรณีทเี่ ปน็ ควำมผดิ เลก็ น้อย
โทษปลดออกและไล่ออก
ใชล้ งโทษในกรณีท่เี ป็นควำมผิดวินยั ร้ำยแรงเท่ำน้นั
กำรลดโทษควำมผดิ วินัยร้ำยแรง
ห้ำมลดโทษตำ่ กวำ่ ปลดออก ผ้ถู กู ลงโทษปลดออกมสี ทิ ธิได้รบั บำเหนจ็ บำนำญเสมือนลำออก
กำรส่ังใหอ้ อกจำกรำชกำรไม่ใชโ่ ทษทำงวนิ ยั
วนิ ัยไม่รำ้ ยแรง ไดแ้ ก่
1. ไมส่ นับสนุนกำรปกครองในระบอบประชำธิปไตยอันมีพระมหำกษัตริยเ์ ปน็ ประมุข ตำมรัฐธรรมนูญแหง่
รำชอำณำจักรไทยดว้ ยควำมบรสิ ุทธใิ์ จ
2. ไม่ปฏบิ ัตหิ นำ้ ทร่ี ำชกำรดว้ ยควำมซอื่ สตั ย์สจุ ริต เสมอภำค และเทย่ี งธรรม ต้องมีควำมวริ ยิ ะ อุตสำหะ
ขยนั หมน่ั เพียร ดูแลเอำใจใส่ รักษำประโยชนข์ องทำงรำชกำร และต้องปฏบิ ตั ติ น ตำมมำตรฐำนและจรรยำบรรณ
วิชำชีพ
3. อำศัยหรือยอมให้ผอู้ น่ื อำศัยอำนำจและหน้ำทร่ี ำชกำรของตนไม่ว่ำจะโดยทำงตรง หรือ ทำงอ้อมหำ
ประโยชน์ให้แกต่ นเองและผ้อู ่ืน
4. ไมป่ ฏบิ ตั หิ น้ำที่รำชกำรให้เปน็ ไปตำมกฎหมำยระเบียบแบบแผนของทำงรำชกำรและ หน่วยงำนกำรศกึ ษำ
มติครม. หรอื นโยบำยของรฐั บำลโดยถอื ประโยชนส์ งู สดุ ของผู้เรียน และไม่ให้ เกิดควำมเสยี หำยแกร่ ำชกำร

5. ไม่ปฏิบตั ิตำมคำสงั่ ของผู้บังคับบัญชำซึ่งสงั่ ในหน้ำท่รี ำชกำรโดยชอบดว้ ยกฎหมำยและ ระเบียบของทำง
รำชกำรแตถ่ ้ำเหน็ ว่ำกำรปฏิบัตติ ำมคำส่งั นั้นจะทำใหเ้ สียหำยแกร่ ำชกำร หรือจะ เปน็ กำรไมร่ กั ษำประโยชนข์ องทำง
รำชกำรจะเสนอควำมเหน็ เป็นหนงั สือภำยใน 7 วัน เพอื่ ให้ผ้บู ังคับ บัญชำทบทวนคำส่งั ก็ได้ และเมื่อเสนอควำมเห็น
แลว้ ถำ้ ผ้บู ังคับบัญชำยืนยนั เปน็ หนงั สอื ให้ปฏิบตั ิ ตำมคำสั่งเดมิ ผ้อู ยู่ใตบ้ ังคบั บัญชำต้องปฏบิ ตั ิตำม

6. ไม่ตรงตอ่ เวลำ ไม่อทุ ิศเวลำของตนใหแ้ ก่ทำงรำชกำรและผเู้ รยี น ละทง้ิ หรือทอดท้งิ หน้ำที่ รำชกำรโดยไม่มี
เหตผุ ลอันสมควร

7. ไม่ประพฤติตนเป็นแบบอย่ำงทด่ี แี กผ่ เู้ รยี นชมุ ชน สงั คม ไม่สภุ ำพเรยี บร้อยและรักษำ ควำมสำมัคคี ไม่
ช่วยเหลือเกอ้ื กูลต่อผู้เรยี นและขำ้ รำชกำรด้วยกนั หรือผรู้ ว่ มงำนไม่ตอ้ นรบั หรือ ให้ควำมสะดวก ให้ควำมเปน็ ธรรมต่อ
ผู้เรียนและประชำชนผู้มำติดตอ่ รำชกำร

8. กล่ันแกล้ง กล่ำวหำ หรอื รอ้ งเรียนผู้อนื่ โดยปรำศจำกควำมเป็นจริง
9. กระทำกำรหรือยอมให้ผอู้ ื่นกระทำกำรหำประโยชนอ์ นั อำจทำให้เส่ือมเสยี ควำมเท่ยี งธรรม หรอื เส่ือมเสยี
เกียรตศิ ักด์ิในตำแหน่งหน้ำท่ีรำชกำรของตน
10. เปน็ กรรมกำรผ้จู ัดกำร หรือผ้จู ดั กำร หรอื ดำรงตำแหน่งอนื่ ใดทมี่ ลี ักษณะงำนคลำ้ ยคลงึ กันนั้น ในห้ำง
หนุ้ ส่วนหรือบริษัท
11. ไมว่ ำงตนเป็นกลำงทำงกำรเมืองในกำรปฏบิ ัตหิ นำ้ ที่ และในกำรปฏิบัติกำรอ่ืนที่เก่ียวขอ้ ง กับประชำชน
อำศัยอำนำจและหน้ำที่รำชกำรของตนแสดงกำรฝักใฝ่สง่ เสริม เกื้อกูล สนบั สนุนบุคคล กลุ่มบุคคลหรือพรรคกำรเมือง
ใด
12. กระทำกำรอนั ใดอันได้ช่ือว่ำเปน็ ผู้ประพฤติชั่ว
13. เสรมิ สรำ้ งและพฒั นำให้ผู้อยูใ่ ตบ้ งั คับบัญชำมีวนิ ยั ไม่ป้องกนั มใิ หผ้ ู้อยู่ใต้บังคบั บญั ชำ กระทำผดิ วินัย หรือ
ละเลย หรอื มีพฤติกรรมปกป้อง ชว่ ยเหลือมิให้ผูอ้ ยู่ใต้บงั คับบญั ชำถูกลงโทษทำงวินยั หรือปฏิบัตหิ นำ้ ทด่ี งั กล่ำวโดยไม่
สจุ รติ
วนิ ัยร้ำยแรง ไดแ้ ก่
1. ทจุ รติ ตอ่ หนำ้ ทรี่ ำชกำร
2. จงใจไม่ปฏบิ ัติตำมกฎหมำยระเบียบแบบแผนของทำงรำชกำรและหนว่ ยงำนกำรศึกษำมตคิ รม.หรือนโยบำย
ของรฐั บำลประมำทเลนิ เล่อหรือขำดกำรเอำใจใส่ระมดั ระวังรักษำประโยชน์ ของทำงรำชกำรอนั เปน็ เหตุให้เกิดควำม
เสียหำยแกร่ ำชกำรอยำ่ งรำ้ ยแรง
3. ขัดคำสั่งหรือหลีกเล่ยี งไมป่ ฏบิ ตั ิตำมคำสง่ั ของผบู้ ังคับบญั ชำซึง่ สงั่ ในหนำ้ ที่รำชกำร
โดยชอบดว้ ยกฎหมำยและระเบยี บของทำงรำชกำรอนั เป็นเหตใุ ห้เสียหำยแก่รำชกำรอยำ่ งร้ำยแรง
4. ละทงิ้ หน้ำที่หรือทอดทงิ้ หน้ำทร่ี ำชกำร โดยไม่มเี หตุผลอันสมควรเป็นเหตุให้เสียหำยแก่รำชกำรอยำ่ ง
รำ้ ยแรง
5. ละทงิ้ หนำ้ ทร่ี ำชกำรตดิ ต่อในครำวเดียวกันเป็นเวลำเกินกวำ่ 15 วัน โดยไมม่ เี หตุผลอันสมควร
6. กล่นั แกลง้ ดูหมิน่ เหยยี ดหยำม กดขี่ หรือขม่ เหงผเู้ รียนหรือประชำชนผ้มู ำติดต่อรำชกำร อยำ่ งร้ำยแรง
7. กล่ันแกลง้ กลำ่ วหำ หรอื รอ้ งเรยี นผูอ้ ่ืนโดยปรำศจำกควำมเปน็ จรงิ เปน็ เหตใุ ห้ผูอ้ ่ืนได้รับ ควำมเสยี หำย
อยำ่ งรำ้ ยแรง
8. กระทำกำรหรือยอมใหผ้ ู้อ่ืนกระทำกำรหำประโยชนอ์ ันอำจทำให้เส่ือมเสียควำมเท่ยี งธรรม หรอื เสอื่ มเสยี

เกียรติศกั ด์ิในตำแหน่งหน้ำท่ีรำชกำรโดยมงุ่ หมำยจะใหเ้ ป็นกำรซ้ือขำยหรอื ใหไ้ ดร้ บั แต่งต้งั ให้ดำรงตำแหน่งหรอื วิทย
ฐำนะใดโดยไมช่ อบดว้ ยกฎหมำย หรอื เปน็ กำรกระทำอันมลี ักษณะ เป็นกำรใหห้ รือไดม้ ำซ่ึงทรพั ยส์ นิ หรอื สิทธปิ ระโยชน์
อื่นเพื่อให้ตนเองหรือผู้อ่ืนไดร้ ับกำรบรรจแุ ละ แต่งตง้ั โดยมิชอบ

9. คัดลอกหรือลอกเลยี นผลงำนทำงวิชำกำรของผอู้ ่ืนโดยมิชอบหรือนำเอำผลงำนทำงวิชำกำรของผอู้ ื่น หรือ
จ้ำงวำน ใช้ผู้อนื่ ทำผลงำนทำงวชิ ำกำรเพือ่ ไปใช้ในกำรเสนอขอปรับปรงุ กำรกำหนดตำแหนง่ กำรเลอ่ื นตำแหน่ง กำร
เลื่อนวทิ ยฐำนะ หรอื กำรใหไ้ ดร้ บั เงินเดือนในระดับทส่ี ูงขน้ึ

10. ร่วมดำเนินกำรคัดลอกหรือลอกเลียนผลงำนของผู้อ่ืนโดยมิชอบ หรือรบั จดั ทำผลงำนทำงวชิ ำกำร ไม่วำ่
จะมคี ำ่ ตอบแทนหรอื ไมเ่ พอ่ื ใหผ้ อู้ ืน่ นำผลงำนน้ันไปใชป้ ระโยชน์เพอ่ื ปรบั ปรงุ กำรกำหนดตำแหนง่ เลอื่ นตำแหน่ง เลอื่ น
วทิ ยฐำนะ หรือใหไ้ ดร้ บั เงินเดอื นในอันดบั ท่สี ูงขน้ึ

11. เข้ำไปเกีย่ วข้องกับกำรดำเนนิ กำรใด ๆ อนั มลี ักษณะเป็นกำรทุจริตโดยกำรซ้ือสทิ ธิหรอื ขำยเสียงในกำร
เลือกต้ังสมำชกิ รฐั สภำ สมำชกิ สภำทอ้ งถ่ิน ผบู้ รหิ ำรทอ้ งถ่ินหรอื กำรเลือกตง้ั อน่ื ท่ีมีลกั ษณะเป็นกำรส่งเสรมิ กำร
ปกครองในระบอบประชำธิปไตยรวมทั้งกำรส่งเสรมิ สนบั สนุน หรือ ชกั จงู ให้ผอู้ ่ืนกระทำกำรในลักษณะเดยี วกนั

12. กระทำควำมผดิ อำญำจนได้รับโทษจำคุก หรือโทษทีห่ นักกว่ำจำคุกโดยคำพิพำกษำถึงท่สี ุด ให้จำคุกหรือ
ให้รับโทษที่หนกั กวำ่ จำคุก เว้นแต่เปน็ โทษสำหรบั ควำมผิดท่ีไดก้ ระทำโดยประมำท หรือลหุโทษ หรอื กระทำกำรอ่ืนใด
อนั ไดช้ ่ือวำ่ เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่ำงร้ำยแรง

13. เสพยำเสพติด หรือสนับสนนุ ให้ผอู้ นื่ เสพยำเสพตดิ
14. เลน่ กำรพนนั เปน็ อำจณิ
15. กระทำกำรล่วงละเมดิ ทำงเพศต่อผูเ้ รยี นหรอื นักศึกษำไม่วำ่ จะอยู่ในควำมดูแลรับผิดชอบ ของตนหรือไม่

กำรดำเนนิ กำรทำงวนิ ัย
กำรดำเนนิ กำรทำงวินัย กระบวนกำรและขัน้ ตอนกำรดำเนินกำรในกำรออกคำสั่งลงโทษ ซงึ่ เป็นขัน้ ตอนท่มี ี
ลำดับกอ่ นหลงั ต่อเนื่องกัน อันไดแ้ ก่ กำรตั้งเรอื่ งกลำ่ วหำกำรสืบสวนสอบสวน กำรพิจำรณำควำมผดิ และกำหนดโทษ
และกำรสงั่ ลงโทษรวมทั้งกำรดำเนินกำรตำ่ ง ๆ ในระหวำ่ งกำรสอบสวนพิจำรณำ เชน่ กำรส่ังพัก กำรสั่งใหอ้ อกไว้ก่อน
เพือ่ รอฟังผลกำรสอบสวนพิจำรณำ
หลกั กำรดำเนินกำรทำงวินัย
1. กรณีทผ่ี ู้บังคบั บัญชำพบว่ำผใู้ ต้บงั คับบญั ชำผใู้ ดกระทำผิดวินัยโดยมีพยำนหลกั ฐำนในเบ้อื งตน้ อยูแ่ ลว้
ผู้บงั คับบัญชำก็สำมำรถดำเนินกำรทำงวินัยได้ทนั ที
2. กรณที ี่มกี ำรร้องเรยี นด้วยวำจำใหจ้ ดปำกคำ ให้ผู้ร้องเรียนลงลำยมือชือ่ และวนั เดือน ปี พรอ้ มรวบรวม
พยำนหลกั ฐำนอ่ืนๆ ประกอบกำรพิจำรณำแลว้ ดำเนนิ กำรใหม้ ีกำรสบื สวนขอ้ เท็จจรงิ โดยตง้ั กรรมกำรสืบสวนหรือส่ังให้
บุคคลใดไปสืบสวนหำกเห็นวำ่ มมี ลู กต็ ง้ั คณะกรรมกำรสอบสวน ต่อไป
3. กรณมี ีกำรรอ้ งเรยี นเป็นหนงั สอื ผ้บู ังคบั บญั ชำต้องสบื สวนในเบื้องตน้ กอ่ นหำกเหน็ วำ่ ไมม่ ีมลู ก็สงั่ ยุติเรื่องถ้ำ
เหน็ ว่ำมีมลู ก็ตง้ั คณะกรรมกำรสอบสวนต่อไป กรณหี นงั สือร้องเรียนไมล่ ง ลำยมือช่ือและที่อยขู่ องผู้รอ้ งเรยี นหรือไม่
ปรำกฏพยำนหลักฐำนท่ีแน่นอนจะเขำ้ ลักษณะของบัตร สนเท่ห์ มติครม.หำ้ มมิใหร้ ับฟังเพรำะจะทำใหข้ ำ้ รำชกำรเสีย
ขวัญในกำรปฏิบัตหิ นำ้ ที่

ขนั้ ตอนกำรดำเนนิ กำรทำงวนิ ยั

1. กำรตั้งเร่อื งกลำ่ วหำเป็นกำรต้ังเร่อื งดำเนินกำรทำงวินยั แกข่ ้ำรำชกำรเมอ่ื ปรำกฏ

กรณีมีมลู ท่ีควรกลำ่ วหำว่ำ กระทำผิดวนิ ัยมำตรำ 98 กำหนดให้ผบู้ ังคบั บญั ชำแต่งตัง้ คณะกรรมกำรสอบสวนเพื่อ
ดำเนนิ กำร สอบสวนใหไ้ ดค้ วำมจรงิ และควำมยุตธิ รรมโดยไม่ชักช้ำผตู้ ง้ั เร่อื งกล่ำวหำคือผู้บังคับบญั ชำของผู้ถูก กลำ่ วหำ
ควำมผดิ วนิ ยั ไม่รำ้ ยแรง ผบู้ งั คับบัญชำชนั้ ต้นคือ ผู้อำนวยกำรสถำนศึกษำสำมำรถแตง่ ต้ัง กรรมกำรสอบสวนข้ำรำชกำร
ในโรงเรยี นทกุ คนควำมผดิ วินยั รำ้ ยแรง ผ้บู งั คบั บญั ชำผู้มีอำนำจบรรจุ และแตง่ ต้ังตำมมำตรำ 53 เป็นผู้มอี ำนำจบรรจุ
และแตง่ ตั้งคณะกรรมกำรสอบสวน

2. กำรแจ้งขอ้ กลำ่ วหำ มำตรำ 98 กำหนดไว้ว่ำ ในกำรสอบสวนจะต้องแจง้ ข้อกลำ่ วหำและสรุป
พยำนหลกั ฐำน ทีส่ นับสนุนข้อกล่ำวหำเท่ำทมี่ ใี หผ้ ู้ถูกกลำ่ วหำทรำบ โดยระบุหรือไม่ระบุชือ่ พยำนก็ได้เพ่ือให้ ผ้ถู ูก
กล่ำวหำมีโอกำสช้ีแจงและนำสบื แกข้ ้อกลำ่ วหำ

3. กำรสอบสวน คือ กำรรวบรวมพยำนหลกั ฐำนและกำรดำเนินกำรทง้ั หลำยอนื่ เพอื่ จะทรำบขอ้ เทจ็ จริง และ
พฤติกำรณ์ตำ่ ง ๆ หรือพิสูจน์เกีย่ วกับเรือ่ งที่กลำ่ วหำเพื่อใหไ้ ดค้ วำมจรงิ และยุติธรรม
และ เพื่อพิจำรณำวำ่ ผู้ถูกกล่ำวหำไดก้ ระทำผิดวินยั จริงหรือไมถ่ ้ำผิดจริงก็จะไดล้ งโทษ ขอ้ ยกเว้น กรณที เี่ ป็นควำมผิดท่ี
ปรำกฏชัดแจ้งตำมท่ีกำหนดในกฎ ก.ค.ศ.จะดำเนินกำร ทำงวินยั โดยไมส่ อบสวนกไ็ ด้

ควำมผิดที่ปรำกฏชดั แจ้งตำมท่ีกำหนดในกฎ ก.ค.ศ. ว่ำด้วยกรณคี วำมผิดท่ีปรำกฏชดั แจ้ง พ.ศ.
2549
ก. กำรกระทำผิดวนิ ัยอยำ่ งไม่รำ้ ยแรงทเี่ ป็นกรณีควำมผิดท่ปี รำกฏอยำ่ งชัดแจง้ ได้แก่

(1) กระทำควำมผดิ อำญำจนต้องคำพิพำกษำถงึ ท่สี ดุ ว่ำผนู้ ั้นกระทำผิดและผู้บังคับ บญั ชำเห็นวำ่ ข้อเท็จจรงิ
ตำมคำพพิ ำกษำประจักษช์ ดั

(2) กระทำผดิ วินัยไมร่ ้ำยแรงและไดร้ บั สำรภำพเปน็ หนังสือต่อผบู้ งั คบั บัญชำหรือให้ถ้อยคำรับสำรภำพต่อผมู้ ี
หนำ้ ทีส่ บื สวนหรือคณะกรรมกำรสอบสวนโดยมกี ำรบันทกึ ถ้อยคำเปน็ หนงั สือ
ข. กำรกระทำผิดวินยั อย่ำงร้ำยแรงที่เป็นกรณีควำมผดิ ที่ปรำกฏชัดแจ้ง ไดแ้ ก่

(1) กระทำควำมผดิ อำญำจนไดร้ บั โทษจำคุกหรอื โทษทหี่ นักกวำ่ จำคุกโดยคำพิพำกษำถึงที่สุดให้จำคกุ หรือ
ลงโทษท่ีหนักกวำ่ จำคุก

(2) ละท้งิ หน้ำทร่ี ำชกำรตดิ ต่อในครำวเดียวกันเปน็ เวลำเกินกวำ่ 15 วนั ผู้บงั คับบัญชำ สืบสวนแลว้ เห็นว่ำไม่มี
เหตุผลสมควร หรอื มีพฤตกิ ำรณอ์ นั แสดงถงึ ควำมจงใจไม่ปฏบิ ตั ติ ำมระเบยี บ ของทำงรำชกำร

(3) กระทำผิดวินัยอยำ่ งรำ้ ยแรงและได้รบั สำรภำพเป็นหนงั สือตอ่ ผบู้ งั คบั บญั ชำหรือให้ ถ้อยคำรับสำรภำพตอ่ ผู้
มีหน้ำที่สบื สวนหรอื คณะกรรมกำรสอบสวนโดยมีกำรบันทึกถอ้ ยคำเปน็ หนงั สือ

กำรอทุ ธรณ์
มำตรำ 121 และมำตรำ 122 แห่งพระรำชบญั ญัติระเบียบขำ้ รำชกำรครูและบุคลำกร ทำงกำรศึกษำ พ.ศ.

2547 บัญญัติใหผ้ ูถ้ ูกลงโทษทำงวินยั มีสทิ ธอิ ทุ ธรณ์คำส่งั ลงโทษตอ่ อ.ก.ค.ศ. เขตพนื้ ที่กำรศกึ ษำ อ.ก.ค.ศ.ท่ี ก.ค.ศ. ต้ัง
แล้วแตก่ รณี ภำยใน 30 วัน
เงื่อนไขในกำรอทุ ธรณ์

ผูอ้ ุทธรณ์ ตอ้ งเปน็ ผูท้ ี่ถูกลงโทษทำงวนิ ัยและไมพ่ อใจผลของคำสัง่ ลงโทษผ้อู ุทธรณ์ ต้องอทุ ธรณ์เพ่อื
ตนเองเท่ำน้นั ไม่อำจอุทธรณ์แทนผู้อ่นื ได้

ระยะเวลำอุทธรณ์ ภำยใน 30 วนั นับแตว่ นั ท่ีได้รับแจง้ คำสัง่ ลงโทษต้องทำเป็นหนงั สือ
กำรอทุ ธรณ์โทษวินัยไม่รำ้ ยแรง กำรอทุ ธรณ์คำส่งั โทษภำคทัณฑ์ ตดั เงินเดือน หรือลดขั้นเงินเดือนที่
ผบู้ งั คับบญั ชำส่ังด้วยอำนำจของตนเอง ต้องอุทธรณ์ตอ่ อ.ก.ค.ศ. เขตพนื้ ที่กำรศกึ ษำหรือ อ.ก.ค.ศ.สว่ นรำชกำร
เว้นแต่ กำรส่งั ลงโทษตำมมติให้อุทธรณต์ ่อ ก.ค.ศ.
กำรอทุ ธรณโ์ ทษวนิ ยั รำ้ ยแรง กำรอทุ ธรณ์คำสั่งลงโทษปลดออกหรือไลอ่ อกจำกรำชกำรตอ้ งอุทธรณต์ ่อก.ค.ศ.
ท้ังน้กี ำรร้องทุกขค์ ำส่ังใหอ้ อกจำกรำชกำรหรอื คำส่ังพักรำชกำรหรือให้ออกจำกรำชกำรไว้ก่อนกต็ ้องร้องทุกขต์ ่อก.ค.ศ.
เช่นเดยี วกัน
กำรร้องทกุ ข์ หมำยถึงผูถ้ ูกกระทบสิทธิหรือไม่ไดร้ ับควำมเป็นธรรมจำกคำสั่งของฝำ่ ยปกครอง
หรือคับข้องใจจำกกำรกระทำของผู้บังคบั บัญชำใช้สทิ ธิรอ้ งทุกข์ขอควำมเป็นธรรมขอใหเ้ พิกถอนคำสง่ั หรอื ทบทวนกำร
กระทำของฝ่ำยปกครองหรือของผู้บังคบั บัญชำ
มำตรำ 122 และมำตรำ 123 แห่งพระรำชบัญญัติระเบยี บข้ำรำชกำรครแู ละบคุ ลำกร ทำงกำรศึกษำพ.ศ.
2547บญั ญตั ใิ หผ้ ถู้ กู สัง่ ให้ออกจำกรำชกำรมีสิทธิร้องทกุ ข์ต่อก.ค.ศ.และผูซ้ ึ่งตน เหน็ ว่ำตนไมไ่ ดร้ ับควำมเปน็ ธรรมหรือมี
ควำมคบั ข้องใจเน่ืองจำกกำรกระทำของผ้บู ังคับบัญชำหรอื กรณถี ูกต้งั กรรมกำรสอบสวนมสี ิทธิร้องทุกข์ต่ออ.ก.ค.ศ.เขต
พืน้ ทก่ี ำรศกึ ษำอ.ก.ค.ศ.ท่กี .ค.ศ.ตั้งหรือก.ค.ศ.แลว้ แต่กรณภี ำยใน30วนั
ผู้มสี ทิ ธิร้องทุกข์ ได้แก่ ขำ้ รำชกำรครู และบุคลำกรทำงกำรศึกษำ
เหตุทจ่ี ะร้องทุกข์
(1) ถูกสั่งให้ออกจำกรำชกำร
(2) ถกู สง่ั พกั รำชกำร
(3) ถูกสั่งให้ออกจำกรำชกำรไว้ก่อน
(4) ไม่ไดร้ ับควำมเป็นธรรม หรอื คับข้องใจจำกกำรกระทำของผู้บงั คับบัญชำ
(5) ถกู ต้ังกรรมกำรสอบสวน

กำรเลอ่ื นข้ันเงินเดือน
ขำ้ รำชกำรครูและบุคลำกรทำงกำรศึกษำจะไดร้ บั กำรพิจำรณำเล่ือนข้ันเงนิ เดือนในแต่ละคร้งั ตอ้ งอยู่ในเกณฑ์

ดังนี้
1. ในครงึ่ ปีทแี่ ลว้ มำมีผลกำรปฏบิ ตั งิ ำน ควำมประพฤติในกำรรักษำวินัย คุณธรรม จรยิ ธรรม และจรรยำบรรณ

วชิ ำชีพอยู่ในเกณฑท์ ่ีสมควรไดเ้ ลอ่ื นข้นั เงินเดือน
2. ในคร่งึ ปที ่ีแล้วมำจนถงึ วนั ออกคำสง่ั เลื่อนขั้นเงินเดอื นไมถ่ ูกลงโทษทำงวินัยทหี่ นักกว่ำโทษ ภำคทณั ฑ์ หรือ

ถกู ลงโทษในคดีอำญำใหล้ งโทษในควำมผดิ ที่เกย่ี วกับกำรปฏิบัติหน้ำท่รี ำชกำร หรือ ควำมผิดท่ีทำใหเ้ ส่ือมเสยี เกยี รติ
ศักด์ขิ องตำแหน่งหน้ำท่ีรำชกำรของตน ซึ่งไม่ไช่ควำมผดิ ทีไ่ ดก้ ระทำ โดยประมำทหรอื ควำมผดิ ลหุโทษ

3. ในครึ่งปที ่แี ลว้ มำต้องไม่ถกู ส่ังพกั รำชกำรเกนิ กวำ่ สองเดือน
4. ในคร่งึ ปีทแี่ ลว้ มำต้องไม่ขำดรำชกำรโดยไม่มีเหตุผลอนั สมควร
5. ในครึง่ ปีทีแ่ ลว้ มำไดร้ บั กำรบรรจุเข้ำรับรำชกำรมำแลว้ เปน็ เวลำไมน่ อ้ ยกว่ำสเ่ี ดือน

6. ในครึง่ ปีทแี่ ล้วมำถ้ำเปน็ ผูไ้ ดร้ ับอนุญำตไปศึกษำในประเทศฝกึ อบรมและดงู ำน ณ

ต่ำงประเทศต้องได้ปฏิบตั หิ น้ำท่ีรำชกำรในคร่ึงปีที่แล้วมำเปน็ เวลำไมน่ ้อยกวำ่ สเี่ ดือน
7. ในครึง่ ปที ี่แล้วมำต้องไมล่ ำหรอื มำทำงำนสำยเกินจำนวนครง้ั ท่ีหวั หนำ้ สว่ นรำชกำรกำหนด
8. ในคร่งึ ปที ่แี ล้วมำต้องมีเวลำปฏิบัติรำชกำรหกเดอื นโดยมวี นั ลำไม่เกินยสี่ บิ สำมวัน

แตไ่ มร่ วมวันลำ ดังต่อไปน้ี
1) ลำอุปสมบทหรือลำไปประกอบพิธฮี ัจย์
2) ลำคลอดบุตรไมเ่ กนิ เกำ้ สิบวนั
3) ลำปว่ ยซึง่ จำเปน็ ตอ้ งรักษำตวั เป็นเวลำนำนไมว่ ำ่ ครำวเดียวหรอื หลำยครำวรวมกนั

ไมเ่ กินหกสบิ วนั ทำกำร
4) ลำป่วยเพรำะประสบอนั ตรำยในขณะปฏิบตั ิรำชกำรตำมหน้ำทีห่ รือในขณะเดนิ ทำงไป หรอื กลบั จำกกำร

ปฏิบัตริ ำชกำรตำมหน้ำที่
5) ลำพักผอ่ น
6) ลำเข้ำรบั กำรตรวจเลอื กหรอื เข้ำรบั กำรเตรยี มพล
7) ลำไปปฏิบตั ิงำนในองค์กำรระหวำ่ งประเทศ

กำรฝกึ อบรมและลำศกึ ษำต่อ
กำรฝึกอบรม หมำยควำมวำ่ กำรเพ่ิมพูนควำมรูค้ วำมชำนำญ หรอื ประสบกำรณ์ด้วยกำรเรียน หรือกำร

วิจัยตำมหลักสตู รของกำรฝกึ อบรม หรือกำรสมั มนำอบรมเชงิ ปฏบิ ตั ิกำร กำรดำเนินงำนตำม โครงกำรแลกเปลย่ี นกบั
ต่ำงประเทศ กำรไปเสนอผลงำนทำงวิชำกำร และกำรประชุมเชงิ ปฏิบัตกิ ำร ทง้ั นีโ้ ดยมิได้มีวตั ถปุ ระสงคเ์ พ่ือให้ไดม้ ำซ่ึง
ปริญญำหรือประกำศนยี บตั รวชิ ำชีพที่ ก.พ.รบั รอง และหมำยควำมรวมถึงกำรฝกึ ฝนภำษำและกำรรบั คำแนะนำก่อน
ฝกึ อบรมหรือกำรดูงำนท่ีเปน็ สว่ นหนง่ึ ของกำรฝึกอบรมหรือต่อจำกกำรฝึกอบรมนน้ั ด้วย

กำรดงู ำน หมำยควำมว่ำ กำรเพ่ิมพนู ควำมรู้และประสบกำรณ์ด้วยกำรสังเกตกำรณ์ และกำร
แลกเปลีย่ นควำมคิดเหน็ (กำรดูงำนมรี ะยะเวลำไมเ่ กิน 15 วัน ตำมหลกั สตู รหรือโครงกำร หรือแผนกำรดูงำนใน
ต่ำงประเทศ หำกมรี ะยะเวลำเกนิ กำหนดให้ดำเนินกำรเปน็ กำรฝึกอบรม)

กำรลำศกึ ษำตอ่ หมำยควำมว่ำ กำรเพมิ่ พูนควำมรดู้ ว้ ยกำรเรียนหรือกำรวิจัยตำมหลกั สูตรของสถำบนั
กำรศึกษำ หรือสถำบนั วชิ ำชพี เพ่ือใหไ้ ด้มำซึง่ ปริญญำหรือประกำศนยี บตั รวิชำชพี ที่ ก.พ.รบั รองและหมำยควำมรวมถึง
กำรฝกึ ฝนภำษำและกำรไดร้ ับคำแนะนำก่อนเขำ้ ศกึ ษำและกำรฝกึ อบรม หรอื กำรดูงำนท่ีเปน็ สว่ นหนึง่ ของกำรศึกษำ
หรอื ตอ่ จำกกำรศึกษำนน้ั ดว้ ย
กำรออกจำกรำชกำรของข้ำรำชกำรครแู ละบุคลำกรทำงกำรศึกษำ

ขำ้ รำชกำรครแู ละบุคลำกรทำงกำรศึกษำออกจำกรำชกำรเมื่อ(มำตรำ 107พ.ร.บ.ระเบยี บขำ้ รำชกำรครูฯ)
1) ตำย
2) พ้นจำกรำชกำรตำมกฎหมำยวำ่ ดว้ ยบำเหนจ็ บำนำญข้ำรำชกำร
3) ลำออกจำกรำชกำรและได้รบั อนุญำตใหล้ ำออก
4) ถกู สง่ั ให้ออก
5) ถกู ส่ังลงโทษปลดออกหรอื ไลอ่ อก


Click to View FlipBook Version