รายงานการวิจยั
เรือ่ ง : การพฒั นาชุดแบบฝึ กเสริมทกั ษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตรข์ ้นั พ้ ืนฐานเรือ่ งแรงและการเคลือ่ นทีใ่ นแนวตรง
กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
สาหรบั ช้นั มธั ยมศึกษาปี ที่ 2
ผูว้ ิจยั นางดวงใจ ภูยางตูม
ตาแหน่งครู วิทยฐานะชานาญการ
โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์
สานกั งานเขตพ้ ืนที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1
สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาข้นั พ้ ืนฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
กติ ติกรรมประกาศ
รายงานการศึกษาการพัฒนาชดุ แบบฝึกเสรมิ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ้นั พ้ืนฐาน
เรื่องแรงและการเคลื่อนทใ่ี นแนวตรง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาหรับนกั เรียนระดบั ชัน้ มัธยมศึกษา
ปที ี่ 2 ปกี ารศึกษา 2565 โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธ์ุ
เขต 1 สาเรจ็ ไดด้ ้วยดเี พราะคาแนะนาและใหค้ วามชว่ ยเหลือจากหลายท่านในการชว่ ยเหลอื ตรวจทานเอกสาร
ตรวจสอบขอ้ มูล ผูจ้ ัดทาขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนแี้ ละรวมถงึ คณะครทู ่ีใหก้ ารสนบั สนนุ ชว่ ยเหลือและให้
กาลังใจในการดาเนินการศึกษาและเก็บรวบรวมข้อมูล รวมทั้งนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรียนสะอาด
ประชาสรรพ์ สานักงานเขตพื้นทก่ี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 1 ทไ่ี ด้ใหค้ วามร่วมมอื ในการศึกษาใน
คร้ังนี้ เป็นอยา่ งดี
ขอขอบคณุ กาลงั ใจและการชว่ ยเหลือจากพ่นี ้องเพ่ือนครูและผู้ปกครองนกั เรยี นบางส่วนที่วยเหลอื
เก้อื กูล เอาใจใส่และเป็นกาลังใจด้วยดีตลอดมา
ข
ชอื่ เร่ือง รายงานการศึกษาการพฒั นาชดุ แบบฝกึ เสริมทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขั้นพนื้ ฐาน
เรอื่ งแรงและการเคลอ่ื นท่ีในแนวตรง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ สาหรับนักเรยี น
ผศู้ ึกษา ระดับช้นั มธั ยมศึกษา ปที ่ี 2 ปีการศกึ ษา โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ สานักงานเขตพนื้ ท่ี
ปกี ารศึกษา การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 1
นางดวงใจ ภูยางตมู
2565
บทคดั ย่อ
การศึกษาคร้ังนี้ 1)เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพื้นฐานโดยใช้ ชุด
แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพื้นฐาน เร่ืองแรงและ การเคล่ือนท่ีในแนวตรง กลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาหรับนักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษา ปีท่ี 2 โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ สานักงานเขต
พ้ืนท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 2)เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดแบบฝึกทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ขั้นพ้ืนฐาน เรื่องแรงและ การเคลื่อนท่ีในแนวตรง กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ สาหรับ
นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
กาฬสินธ์ุ เขต 1 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ของนักเรียน
ระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์
เขต 1 ทเี่ รยี นโดยการใช้ชุดแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขัน้ พื้นฐาน เรื่องแรงและ การเคลื่อนที่
ในแนวตรง
กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาคร้ังนี้คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565
โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 1 จานวน 1 ห้องมี
นักเรียนจานวน 18 คน ซ่ึงได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เคร่ืองมือที่ใช้ใน
การศึกษา คือ 1) ชุดแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ้ันพื้นฐาน เร่ืองแรงและ การเคลื่อนท่ี
ในแนวตรง ค่าความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.94 2) แผนจัดการเรียนรู้ที่ใชค้ วบคู่กับชุดแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพ้ืนฐาน เร่ืองแรงและการเคล่ือนท่ีในแนวตรง รวมทั้งสิ้น 16 แผน 3)
แบบทดสอบสัมฤทธิ์ทางการเรียน ชุดแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพ้ืนฐาน เรื่องแรง
และการเคล่ือนที่ในแนวตรง จานวน 40 ข้อค่าความสอดคล้อง (IOC) เท่ากับ 0.90 ค่าความยากง่ายอยู่
ระหว่าง 0.35-0.62 มคี า่ อานาจจาแนกอยรู่ ะหว่าง 0.42-0.64 และความเช่ือมัน่ ท้ังฉบับเท่ากบั 0.87 สถิติท่ีใช้
วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน การหาประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกเสริมทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ้ันพ้ืนฐาน ตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 (E1/E2) คา่ ดชั นปี ระสทิ ธผิ ล(E.I) และการ
ทดสอบคา่ ที (t-test)
ค
ผลการศึกษาพบวา่
1. ประสิทธภิ าพของชดุ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้นั พ้ืนฐาน เรอ่ื งแรงและ การ
เคล่อื นที่ในแนวตรง กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นักเรียนระดับชน้ั มัธยมศึกษา ปที ่ี 2 โรงเรียน
สะอาดประชาสรรพ์ สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธ์ุ เขต 1 ทผ่ี ู้ศึกษาไดส้ ร้างขนึ้ มี
ประสทิ ธิภาพ 83.98/83.75 สูงกว่าเกณฑ์ทก่ี าหนดไวค้ ือ 80/80
2. คา่ ดชั นีประสิทธิผลของชุดแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขน้ั พืน้ ฐาน เรอื่ ง
แรงและ การเคล่ือนที่ในแนวตรง กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นักเรียนระดับช้นั มัธยมศกึ ษา ปีที่
2 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ สานกั งานเขตพื้นทกี่ ารศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์ เขต 1 มีคา่ เทา่ กบั
0.6836 หรอื นักเรียนมคี วามรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 68.36
3. ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของนกั เรยี น ระดบั ชั้นมัธยมศึกษาปท่ี ่ี 2 ที่เรยี นโดยใช้
ชดุ แบบฝกึ เสริมทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ัน้ พ้นื ฐาน เร่ืองแรงและการเคลื่อนท่ีในแนวตรง คะแนน
ระหวา่ งก่อนเรียนสงู กว่าหลงั เรยี นมีความแตกต่างกัน อยา่ งมนี ัยสาคญั ทางสถิติท่รี ะดับ .01
ง
สารบญั
เร่ือง หน้า
กิตติกรรมประกาศ ก
บทคดั ย่อ ข
สารบญั ง
บทท่ี 1 บทนา 1
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปัญหา.............................................................. 1
วัตถุประสงคใ์ นการศึกษา..................................................................................... 5
สมมตุ ฐิ านการศึกษา............................................................................................. 5
ความสาคญั ของการศึกษา.................................................................................... 5
ขอบเขตการศึกษา................................................................................................ 6
กรอบแนวคิดของการศกึ ษา................................................................................. 8
นยิ าศพั ทเ์ ฉพาะ.................................................................................................... 10
ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั จากการศกึ ษา............................................................................ 14
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง 12
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร.์ ........................................................................ 12
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์.................................................................... 18
ชดุ ฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร.์ .......................................................... 25
องค์ประกอบของแบบฝึก...................................................................................... 26
ลักษณะของชดุ ฝกึ ท่ีดี........................................................................................... 28
หลกั การนาชุดฝกึ ไปใช้ในการเรยี นการสอน......................................................... 32
ประโยชน์ของชุดฝึกทักษะ................................................................................... 32
งานวจิ ัยทีเ่ กยี่ วขอ้ ง.............................................................................................. 34
บทท่ี 3 วธิ ีดาเนนิ การศกึ ษา 39
ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย............................................................................... 39
เครอ่ื งมอื ท่ีใช้ในการศึกษา................................................................................... 39
การสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพของเคร่ืองมอื ........................................................ 40
การดาเนินการศึกษาและการเกบ็ รวบรวมข้อมลู ................................................. 44
การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................. 46
สถิตทิ ีใ่ ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................ 46
จ
สารบญั (ตอ่ )
เรื่อง หน้า
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล 49
สญั ลกั ษณท์ ่ีใชใ้ นการเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล....................................................... 49
ลาดบั ข้นั ตอนการนาเสนอผลการศึกษา......................................................................... 50
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู .................................................................................................... 50
57
บทที่ 5 สรปุ ผล อภปิ ราบผล และข้อเสนอแนะ 57
สรปุ ผลการศกึ ษา........................................................................................................... 57
อภปิ รายผล.................................................................................................................... 60
ขอ้ เสนอแนะ...............................................................................................................
บรรณานกุ รม............................................................................................................................. .
สารบัญตาราง ฉ
ตาราง หน้า
1 รปู แบบการทดสอบ One Group Pre-test Post-test 45
2 ค่าเฉลยี่ คา่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ จากการเรยี นของ 51
นกั เรยี นในการ ทาแบบฝกึ เสริมทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ น้ั
พืน้ ฐาน เรื่องแรงและ การ เคล่ือนที่ในแนวตรง กลุม่ สาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นกั เรยี นระดบั ชนั้ มัธยมศึกษา ปที ่ี 1 ปกี ารศึกษา
2565 โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษา
ประถมศกึ ษากาฬสินธ์ุ เขต 1
3 ค่าเฉลยี่ คา่ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน และค่าร้อยละ จากการทา 52
แบบทดสอบวดั ผล สัมฤทธิท์ างการเรยี น ทงั้ ก่อนเรยี นและหลงั เรียน ของ
นกั เรียนทีเ่ รียนโดยใชช้ ดุ แบบฝึก เสริมทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ขนั้ พืน้ ฐาน เรอ่ื งแรงและการเคลอ่ื นทใ่ี นแนวตรง กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์ สาหรบั นักเรยี นระดับชนั้ มธั ยมศึกษา ปีท่ี 1 ปีการศกึ ษา
2565 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ สานักงานเขตพื้นท่ีการศกึ ษา
ประถมศกึ ษากาฬสินธุ์ เขต 1
4 แสดงค่าประสทิ ธภิ าพของชดุ แบบฝึก เสรมิ ทักษะกระบวนการทาง 54
วทิ ยาศาสตร์ขั้นพืน้ ฐาน เรือ่ งแรงและการเคลื่อนที่ในแนวตรง กล่มุ สาระ
การเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นกั เรยี นระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษา ปที ่ี 1 ปี
การศึกษา2565 โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ สานกั งานเขตพืน้ ที่การศกึ ษา
ประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1
5 การเปรยี บเทยี บคะแนนเฉลีย่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นระหว่างคะแนนก่อน 56
เรยี นและ คะแนนหลังเรยี น ของนักเรียนทเี่ รยี นโดยใช้ชดุ แบบฝึกเสริม
ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้นั พ้ืนฐาน เรื่องแรงและการเคล่ือนท่ี
ในแนวตรง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาหรบั นักเรยี นระดบั ช้นั
มัธยมศึกษา ปที ี่ 1 ปกี ารศึกษา2565 โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์
สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศึกษากาฬสนิ ธุ์ เขต 1
1
บทท่ี 1
บทนำ
ภูมหิ ลงั
ปัจจบุ นั ความเจริญกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ไดส้ ง่ ผลกระทบต่อวิถีการดารงชีวติ ของ
คนไทย ท้งั ทางด้านเศรษฐกิจ สงั คมวฒั นธรรม การเมืองและการปกครอง ตลอดจนการแข่งขันกบั นานาประเทศ
ในด้านต่างๆ รฐั บาลไดต้ ระหนักถงึ การจดั การศกึ ษา ทีผ่ า่ นมา ที่ไมส่ ามารถสนองต่อความต้องการ ใน
การพัฒนาชมุ ชนท้องถ่นิ และประเทศได้ ดังน้นั เพ่ือเปน็ การรองรับการเปล่ยี นแปลงท่ีรวดเรว็ รฐั บาลจงึ ไดป้ ฏริ ปู
การศึกษาเพอื่ ให้เปน็ กระบวนการสาคัญช่วยใหค้ นพัฒนาตนเองไดอ้ ยา่ งเตม็ ศักยภาพ ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญา
อารมณ์และสงั คม อนั เป็นการวางรากฐานการพฒั นาความเจริญความม่นั คง และการแก้ปัญหาต่างๆ ของบคุ คล
ครอบครวั ประเทศชาตแิ ละโลก (สานกั งานปฏริ ูปการศึกษา. 2544 : 3)
การจดั การศึกษาวทิ ยาศาสตรสาหรับหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โด
ยกลุมสาระการเรียนรูวิทยาศาสตรมงุ หวังใหนักเรียนไดเรยี นรูวทิ ยาศาสตรทเ่ี นน การเช่ือมโยงความรูกับ
กระบวนการ มีทักษะสาคัญในการคนควาและสราง องคความรู โดยใชกระบวนการในการสบื เสาะหาความรู
และการแกปญหาทีห่ ลากหลาย ใหนักเรียนมีสวนรวมในการเรียนรูทกุ ขน้ั ตอน มีการทากิจกรรมดวยการลงมือ
ปฏบิ ตั ิจรงิ อยางหลากหลาย เหมาะสมกับวยั และระดับชนั้ (กระทรวงศึกษาธกิ าร. 2551 : 94) การเรยี นรูวิชา
วทิ ยาศาสตรเปนการพฒั นานักเรยี นใหไดรบั ความรู กระบวนการและเจตคติ นักเรยี นทุกคน ควรไดรับการกระตุ
นสงเสรมิ ใหสนใจและ กระตือรือรนที่จะเรยี นวิทยาศาสตร มคี วามสงสัยเกดิ คาถามในส่ิง
ตาง ๆ ท่เี ก่ียวกบั โลก ธรรมชาตริ อบตวั มีความมุงมั่นและมคี วามสุขทจี่ ะศึกษาคนควาสืบเสาะหาความรู เพ่ือ
รวบรวมขอมลู อยางมเี หตผุ ล สามารถส่ือคาถาม คาตอบ ขอมูลและส่งิ ที่คนพบจากการเรียนรูใหผูอนื่ เขาใจได
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 จึงไดกาหนดคุณภาพของนกั เรยี นท่จี บการศกึ ษาขน้ั
พน้ื ฐาน 12 ป ไวดังน้ี เขาใจลักษณะเกี่ยวกับส่ิงมชี ีวติ กับกระบวนการดารงชวี ิต ความหลากหลายทางชีวภาพ
และความสัมพันธระหวางสงิ่ มีชวี ิตกบั สง่ิ แวดลอม เขาใจองคประกอบ และสมบตั ขิ องสารและการเปลย่ี นแปลง
ของสาร แรงเสียดทานและการเคล่ือนท่ี ความสัมพันธทางไฟฟา อเิ ล็กทรอนกิ ส เขาใจโครงสรางและสวน
ประกอบของโลก ความสาคัญของวทิ ยาศาสตร ทรพั ยากรธรรมชาติ ดาราศาสตรและอวกาศ โดยใช
กระบวนการสบื เสาะหาความรู กระบวนการแกปญหาในการเรยี นรูวทิ ยาศาสตรดวยการปฏบิ ัตจิ รงิ ศึกษาคนคว้า
สืบคนจากแหลงเรยี นรูทหี่ ลากหลาย สามารถเชื่อมโยงความรูความคิดกบั กระบวนการทางวิทยาศาสตร นาไปใช
ในการดารงชีวติ มีเจตคติทางวทิ ยาศาสตรหรอื จิตวิทยาศาสตร มคี ณุ ธรรมและคานิยมท่ีดตี อ วิทยาศาสตร
เทคโนโลยแี ละส่ิงแวดลอม (กรมวชิ าการ. 2545 : 4-5) ดังนน้ั เพ่ือใหการจัดการศึกษา ขัน้ พ้ืนฐานสอดคลอง
กับสภาพการเปล่ยี นแปลงทางสงั คม เศรษฐกจิ และความเจรญิ กาวหนา ทางวิทยาการและเปนการสรางกลยุทธ
ใหมในการพัฒนาคุณภาพการศกึ ษาใหสามารถตอบสนอง ความตองการของบุคคล สังคมไทย นักเรียนท่ีมี
ศกั ยภาพในการแขงขนั และรวม มืออยางสรางสรรค ในสังคมโลกเปนไปตามเจตนารมณของรฐั ธรรมนญู แหงราช
2
อาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 และพระราชบญั ญตั กิ ารศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 กระทรวงศึกษาธิการ
จึงใชหลกั สตู รแกนกลาง การศกึ ษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 โดยมุงพฒั นานกั เรียนใหเปนคนดี มีปญญา
มีความสุข มศี ักยภาพในการศกึ ษาตอและประกอบอาชีพ จงึ กาหนดเปนจุดหมายเพือ่ ใหเกิดกบั นักเรยี นเมื่อจบ
การศึกษาขัน้ พืน้ ฐาน โดยนกั เรียนตองมีคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและคานิยมที่พงึ ประส งค เห็นคุณคา ของตนเอง
และปฏบิ ตั ติ นตามหลักธรรมของพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาท่ตี นนับถือ ยึดหลักปรชั ญา ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
มีความรู ความสามารถในการสอ่ื สาร การคิด การแกปญหา การใช เทคโนโลยแี ละมีทักษะชีวิต มสี ขุ ภาพกาย
และสุขภาพจิตที่ดี มีสขุ นสิ ยั และรกั การออกกาลังกาย มีความรักชาติ มจี ติ สานึกในความเปนพลเมืองไทยและ
พลโลก ยดึ ม่ันในวิถชี วี ติ และการปกครอง ตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริยทรงเปนประมุข มี
จติ สานึกในการอนุรักษวฒั นธรรม และภมู ปิ ญญาไทย การอนุรักษและพัฒนาสงิ่ แวดลอม มจี ิตสาธารณะที่มุงทา
ประโยชนและสราง สิง่ ทด่ี ีงามในสงั คมและอยูรวมกันในสังคมอยางมคี วามสขุ (กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2551 :
2-3)
การจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนทีจ่ ะชวยใหนกั เรยี นไดมีโอกาสฝกทกั ษะอยางเป็นระบบ กาหนด
ลกั ษณะกจิ กรรมการเรียนการสอนที่เนนทักษะกระบวนการ วิธกี ารยทุ ธศาสตรการเรยี นรู ตาง ๆ ที่สงเสริมให
นักเรียนเรยี นรูจากการ ปฏิบตั ิดวยตนเองอยางสมดลุ และมีความสุข ควรจัดใหน้ ักเรยี นมีสวนรวมในการจัด
กิจกรรมใหมากทสี่ ุด ลงมอื ปฏิบัตจิ ริง ดวยตนเองจนเกิดทักษะ ความชานาญสอดคลองกับวถิ ีชวี ติ ของนักเรยี น
และตองใหนักเรียนมีความรูความเขาใจใน แนวความคดิ หลัก หลกั การ กฎ ทฤษฎีตาง ๆ ทางวทิ ยาศาสตรและ
สามารถนาไปใชประโยชนได ใหนักเรียนไดรบั การพฒั นาความคิดขนั้ สูง (Higher-ord er Thinking) มี
กระบวนการสบื เสาะหาความรู (Process of Learning) มคี วามสามารถในการแกปญหา มคี วามสามารถ ใน
การสอ่ื สาร และตัดสนิ ใจ มเี จตคตทิ างวิทยาศาสตร (Scientific Attitudes) และรวมมือรวมใจในการอนุรักษ
สิ่งแวดลอม ดงั นนั้ ในการจดั การเรียนการสอนจงึ ตองเนนใหนกั เรยี นเปนศูนยกลางการเรียนรู น่ันคือ ใหมสี วนร
วมในการเรยี นรูและใหเกิดการเรียนรูขึน้ ทีต่ วั นักเรียน ครจู ึงตอ้ งมีบทบาทในการอานวย ความสะดวกในการเรยี น
มากกวา่ เปนผูใหความรูแกนักเรยี น เพ่อื ใหนักเรยี นสรางและหาความรู ดวยตนเอง (สถา บนั สงเสรมิ การสอน
วิทยาศาสตรและเทคโนโลยี. 2546 : 219) ฉะนน้ั การเรียน การสอนทด่ี ีควรใหนกั เรยี นไดมโี อกาสฝกทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร โดยเฉพาะการลงมือ ปฏบิ ตั ิดวยตนเอง การท่นี ักเรียนจะเกดิ ทักษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตรจะตองมคี วามรูความ เขาใจ ในเน้ือหาเกี่ยวกบั ทกั ษะกระบวนการและการฝึกปฏบิ ัติอยูเสมอ ซงึ่
จะนาไปสูกระบวนการ เรยี นรูใหนักเรยี นไดพฒั นาการคดิ อยางมีระบบ สามารถตัดสินใจโดยใชกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ ใหมกี ารผสมผสานความรูความคิดมุงเนน
ขอมลู ทางวทิ ยาศาสตรและการสอนโดยใช กระบวนการสบื เสาะหาความรู (Inquiry Process) เปนกระบวนการ
เรียนรทู ใ่ี ห นกั เรยี นคนหาความรู ใหมดวยตนเอง โดยผานกระบวนการคิดและใชกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร
เปนเครือ่ งมอื (สถาบนั สงเสรมิ การสอนวิทยาศาสตรและเทคโนโลย.ี 2547 : 6) เปนการใชคาถามท่ีมี
ความหมาย เพื่อกระตุนใหนักเรยี นสืบคนหรอื คนหาคาตอบในประเด็นท่ีกาหนด เนนการใหนกั เรยี นรับผดิ ชอบ
การเรียนรูของตนเอง บทบาทครู คอื ผูใหความกระจางและผูอานวยความสะดวกซง่ึ จะชวยให นักเรียน “ค
นพบ” ขอมูลและจัดระบบความหมายขอมลู ของตนเอง (วฒั นาพร ระงบั ทุกข. 2543 : 18) สง่ิ ที่สาคัญที่
สามารถชวยใหนกั เรยี นเกดิ ความรูสึกหรอื ความตองการทจ่ี ะสบื คนหรือ เสาะแสวงหาความรูก็คือตวั ปญหา แตป
3
ญหานัน้ จะตองมลี ักษณะท่มี ีความหมายตอนักเรยี นและทา ทายเพยี งพอทจ่ี ะทาใหนักเรียนเกิดความตองการท่จี ะ
แสวงหาคาตอบ (ทศิ นา แขมมณี. 2548 : 41 ; อางองิ มาจาก Joyce and Weil. 1996 : 80-88)
จากการประเมินผลการใชหลักสูตร พบวาการสอนวทิ ยาศาสตรในปจจบุ ันยงั ไมประสบ ผลสาเร็จเท
าทค่ี วร ทง้ั น้อี าจเนื่องมาจากวธิ ีการแสวงหาความรูหรอื วธิ กี ารเรียนรูของนักเรียนไมใช แนวทาง ในการคนพบองค
ความรูตามแนวคิด ตลอดจนไมมีกิจกรรมท่ีแสดงใหเหน็ ความสัมพันธ ระหวางความรูกับการปฏิบัติ นอกจากนี้
นกั เรียนยงั ไมสามารถสรปุ ประเดน็ สาคญั จากการเรยี น ท้งั ภาคความรูและภาคปฏิบตั ิ จงึ มกั เกิดปญหาในการ
เรียนที่วาจะสงั เกตอะไร ปฏิบตั อิ ะไร แกปญหา อยางไร บันทึกอยางไร ไดอะไรจากการปฏิบตั ิจะนาไปใช้
ประโยชน์ อยางไร จึงทาใหมีผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรยี นอยูในระดับต่า ซง่ึ ปญหาดังกลาวแสดงใหเห็นวาการ
จัดการเรียนรูยังเปนปญหาสาหรับครู จากสภาพปญหาท่ีเกิดขึ้นการจดั การเรียนรูทีเ่ นนนักเรียน เปนสาคัญเพ่อื ให
นกั เรียนมีความกระตอื รือรนในการแสวงหาความรูดวยตนเอง กลาแสดงออก สามารถเชือ่ มโยงองคความรูจาก
เนื้อหาบทเรยี นและสรุปประเด็นท่สี าคัญจนสามารถนาไปใช ในชวี ติ ประจาวนั และแกปญหาได การจัดการเรยี นรู
ในลกั ษณะน้ีจงึ ตองเลือกใชรูปแบบการสอน วธิ สี อน เทคนิคการสอนและนวตั กรรมท่เี หมาะสม ผูศกึ ษาคนควา
คาดวารปู แบบการสอนโดยใช้ชุดแบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรจ์ ะชวยใหนักเรยี นเกดิ การเรียนรูไดดี
การสอนโดยใชชุดแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรเ์ ปนกระบวนการเรียนรูทีเ่ นนนักเรียนเป
นสาคัญ เปน็ การฝกใหนักเรียนเขาใจกระบวนการหาคาตอบโดยใช้กระบวนการ คิดแกปญหา มสี วนรวมใน
กจิ กรรม มีความกระฉบั กระเฉงกระตอื รือรนในการทีจ่ ะเรียนอยากรู อยากเห็นและแสวงหาความรูดวยตนเองโดย
การปฏบิ ตั จิ รงิ ซึง่ จะสงผลใหนักเรยี นมีผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรียนสงู ขึ้นและสามารถคิดและแกปญหาได ซง่ึ สอดคล
องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษา ข้ันพนื้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กลาวไดวาการจดั การศกึ ษา
วทิ ยาศาสตร มงุ เนนใหนกั เรยี นไดเรยี นรู วิทยาศาสตรทเ่ี นนกร ะบวนการไปสูการสราง
องคความรู โดยนักเรียนมสี วนรวมในการเรยี น ทุกขน้ั ตอน นักเรียนจะไดทากิจกรรมหลากหลาย ทั้งเปนกลุ
มและเปนรายบุคคลในการสังเกต สง่ิ ตาง ๆ รอบตัวตัง้ คาถามหรอื
ปญหาเกย่ี วกบั สง่ิ ท่จี ะศึกษาไดพัฒนากระบวนการคิดชัน้ สูง มกี าร คิด วางแผนและลงมือปฏบิ ตั ิการสารวจ
ตรวจสอบดวยกระบวนการที่หลากหลาย จากแหลงเรียนรู ทัง้ สากลและ
ทองถิ่นคิดและตดั สินใจเลือกขอมูลท่ีเปนประโยชนไปใชในการตอบคาถามหรือ แกปญหา ซึ่งจะนาไปสูองคความรู
และเกิดการพฒั นาเจตคติทางวิทยาศาสตร คณุ ธรรมและคานิยม ทีด่ ี
ตอวทิ ยาศาสตรโดยครูมบี ทบาทในการวางแผนการเรยี นรู กระตุน แนะนาชวยเหลือใหนักเรียน เกิดการเรยี นรู
(กระทร วงศึกษาธกิ าร. 2544 : 5) ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร ประกอบดวย 13 ทักษะ ตามที่
สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรและเทคโนโลยไี ดจัดแบงไว (วรรณทพิ า รอดแรงคา. 2542 : 3) ไดแก
ทกั ษะกระบวนการขั้นพืน้ ฐานประกอบด้วยทกั ษะการสังเกต การวัด การจาแนกประเภท การหา ความสาคญั
ระหวางสเปสกบั สเปสและสเปสกบั เวลา การจัดกระทาและสอ่ื ความหมายขอมูล การลงความคิดเห็นจากขอมูล
การคานวณ การพยากรณ ทักษะกระบวนการขั้นบรู ณาการประกอบด้วย การต้ังสมมติฐาน การกาหนดนิยาม
เชิงปฏิบตั กิ าร การกาหนดและควบคมุ ตัวแปรและการตีความหมายขอมูลและลงขอสรุป ดงั นัน้ การจัดการเรยี น
การสอนเพือ่ บรรลุจดุ มุงหมายในการเรยี นวิทยาศาสตรจงึ เปนหนาทีข่ องครทู จ่ี ะตองพฒั นาดานทกั ษะ กระบวนการ
วิทยาศาสตรไปใชในกจิ กรรมการเรยี นการสอน จากการศึกษางานวจิ ัยท่ีเก่ียวของกบั ผลของการจัดการเรียนรูโดย
4
ใชช้ ดุ แบบฝกึ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ พบวาทาใหผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนสงู ขึ้นสอดคลองกบั งานวจิ ัย
ของใกลรงุ นคราวนากุล (2547 : 95) ยพุ เยาว เมธยกุล (2547 : 92) รจนา วิเศษวงษา (2547 : 123)
สาหรับชุดฝกทักษะเปนนวัตกรรมทางการศึกษาทจ่ี ะชวยแกไขและปรับปรงุ การเรยี นรูใหกับนกั เรยี นไดเปนอยางดี
จะทาใหนักเรยี นไดฝกทักษะในดานการคดิ การแกปญหาและมคี วาม ชานาญในการปฏบิ ัติ เปนการปลูกฝงใหนกั
เรยี นใชวิธีคิดและวิธีการปฏบิ ัติซ่ึงจะนาไปสูการเกดิ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร (ปรีชา ธรฤทธิ.์
2529 : 57) นอกจากน้ชี ดุ ฝกยังชวยให นักเรียนไดศกึ ษาคนควาดวยตนเอง ชวยเพิ่มหรือเสริมความชานาญ
ความคลองแคลวใหแกนักเรยี น ไดประสบการณตรงจากการเรยี นรู เพราะไดลงมอื ปฏิบัติฝกฝนจรงิ ๆ และได
ปฏบิ ตั ิกิจกรรมเสรมิ เพมิ่ เติมจากบทเรียนทสี่ าคญั ชุดฝกเปนเครอ่ื งมือทีจ่ ะชวยใหครทู ราบผลการเรียนของ
นักเรียนได อยางชดั เจน การสอนโดยใชชดุ ฝกกิจกรรมท่นี ักเรยี นมโี อกาสไดรวม กิจกรรมต้งั แตการสงั เกต การ
เก็บรวบรวมขอมลู มาเปรยี บเทียบ วิเคราะหและสรุปจนเปนความรูไดดวยตนเอง โดยมีครู เปนผูใหการแนะนา
และกระตุนใหนักเรียนสนใจในบทเรยี น จากงานวิจัยของ นติ ยา วิชยั ดิษฐ (2538 : บทคัดยอ) พบวาการใช
ชุดฝกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรสามารถพัฒนาทักษะ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรของนักเรียนได ซง่ึ
สอดคลองกับการศึกษาของ นุจรี เทยี นลม (2542 : บทคดั ยอ) พบวาการเรียนโดยใชชดุ ฝกทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตรสงผลใหนกั เรียน ท่เี รียนดวยชดุ ฝกมีความกาวหนาทางการเรยี น
ดวยหลกั การและเหตุดงั กลาวนีจ้ ะเห็นวาการใชรปู แบบการสอนโดยใชช้ ุดแบบฝึกทกั ษะกระบวนการ
วิทยาศาสตร์ สงผลตอการสอนทกั ษะกระบ วนการทางวทิ ยาศาสตรของนกั เรยี นได ดังน้นั ผูศึกษาคนควาจึงสนใจ
ที่จะศึกษาการพัฒนาการจดั กิจกรรมการเรียนรูชดุ แบบฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตรก์ ลุมสาระการเรยี นรู
วิทยาศาสตร เรื่อง แรงและการเคล่อื นท่ีในแนวตรง ช้ันมัธยมศึกษาปที่ 1 เพื่อเปนการสงเสรมิ ใหนักเรยี นไดฝ
กฝนและมี
สวนรวมมากท่สี ุด ไดพัฒนาท้ังความรูและทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ควำมมุ่งหมำยของกำรวจิ ัย
การวิจยั คร้ังน้ผี วู้ ิจัยต้งั ความมุ่งหมายการวจิ ัยไวด้ ังนี้
1. เพือ่ พฒั นาการเรยี นรู้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขนั้ พนื้ ฐานโดยใช้ ชดุ แบบฝกึ ทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพ้ืนฐาน เรอื่ งแรงและ การเคลื่อนทใ่ี นแนวตรง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
สาหรบั นักเรยี นระดบั ชั้นมัธยมศกึ ษา ปที ี่ 2 โรงเรยี น…
สานกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษา…
2. เพ่อื หาค่าดัชนีประสิทธผิ ลของชุดแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขัน้ พ้ืนฐาน เรือ่ ง
แรงและ การเคลอื่ นทีใ่ นแนวตรง กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นักเรยี นระดับชน้ั มธั ยมศกึ ษา ปที ี่ 2
โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์
3. เพอื่ เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนระหวา่ งก่อนเรยี นและหลงั เรยี น ของนักเรียนระดบั ชน้ั
มธั ยมศกึ ษา ปีที่ 2 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ ท่เี รยี นโดยการใชช้ ดุ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ขน้ั พืน้ ฐาน เร่ืองแรงและ การเคล่อื นท่ีในแนวตรง
5
สมมตุ ิฐำนกำรศึกษำ
ในการศึกษาครงั้ นี้ ผู้ศึกษาได้กาหนดสมมตุ ิฐานการศึกษาไวด้ ังน้ี
1. ชดุ แบบฝกึ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขัน้ พ้นื ฐาน เรือ่ งแรงและ การเคล่ือนท่ีในแนว
ตรง กลมุ่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาหรับนกั เรยี นระดับช้ันมัธยมศกึ ษา ปีที่ 2 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์
ทผ่ี ้ศู กึ ษาได้สร้างขนึ้ มีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 80/80
2. คา่ ดัชนปี ระสทิ ธิผลของชดุ แบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ นั้ พืน้ ฐาน เรื่องแรงและ
การเคล่ือนท่ีในแนวตรง กลมุ่ สาระการเรียนรูว้ ิทยาศาสตร์ สาหรบั นักเรียนระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษา ปที ่ี 2 โรงเรียน
สะอาดประชาสรรพ์ สงู ข้ึนกวา่ กอ่ นเรียน
3. ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนก่อนเรยี นและหลังเรียน ของนักเรียนระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษา ปที ่ี 2
โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ ทเ่ี รียนโดยการใช้ชุดแบบฝกึ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ั้นพน้ื ฐาน เร่ืองแรง
และการเคล่อื นที่ในแนวตรง มคี วามแตกตา่ งกัน
ควำมสำคัญของกำรศึกษำ
ผลจากการพัฒนาพฤตกิ รรมด้านทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ั้นพน้ื ฐาน นักเรียนไดร้ ับการ
พัฒนาท้ังดา้ นความรู้ ความสามารถ เจตคติ ค่านยิ ม ทักษะชวี ติ และการเรยี นรตู้ ามขัน้ ตอนทางวิทยาศาสตร์
ซงึ่ ผู้ศกึ ษาได้สร้างขึ้นเปน็ ชดุ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ้ันพื้นฐาน เรือ่ งแรงและ การเคลื่อนทใ่ี น
แนวตรง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ สาหรบั นกั เรียนระดบั ชั้นมธั ยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนสะอาดประชา
สรรพ์ ส่งผลให้เกดิ ประโยชน์ดงั นี้
1. ผลของการศึกษาในคร้งั นี้ทาให้ผู้ศึกษาได้ทราบถึงประสิทธิภาพของการพัฒนาการเรียนรูข้ อง
นักเรียนด้วย ชุดแบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้ันพน้ื ฐาน เรอื่ งแรงและ การเคลอื่ นที่ในแนวตรง
กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ สาหรบั นักเรยี นระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษา ปีท่ี 2
2. เปน็ ประโยชน์ตอ่ ผศู้ กึ ษาและครผู ู้สอนทส่ี นใจในการศึกษาในการแกป้ ัญหานักเรียน ทม่ี ีผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี นตา่ รายวิชาวทิ ยาศาสตร์ ในดา้ นทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ข้นั พ้ืนฐานทสี่ าคญั 8 ประการ
โดยเฉพาะเร่ืองแรงและการเคลือ่ นทใี่ นแนวตรง
ขอบเขตของกำรศกึ ษำ
ในการศึกษาครัง้ น้ี ผูศ้ ึกษาได้กาหนดขอบเขตของการศกึ ษา ดังนี้
1. ประชำกรและกลมุ่ เป้ำหมำย
1.1 ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นกั เรยี นระดับช้ันมัธยมศึกษา ปีท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2565
โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ จานวน 1 ห้องมีนักเรียนจานวน 18 คน
6
1.2 กลมุ่ เป้าหมายท่ีใช้ในการศกึ ษาครัง้ นคี้ ือ นักเรียนระดับชน้ั มัธยมศกึ ษา ปีที่ 2 ปีการศกึ ษา
2565โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ จานวน 1 ห้องมนี กั เรียนจานวน 18 คน ซงึ่ ไดม้ าโดยการคัดเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive Sampling)
2. ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ
เนอื้ หำท่ใี ชใ้ นกำรศึกษำครง้ั น้ีคือ ชุดแบบฝึกเสรมิ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ั้นพื้นฐาน
เร่อื งแรงและ การเคล่อื นที่ในแนวตรง กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ปที ่ี
2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ จานวน 4 เลม่ ๆละ 5 แบบฝึก ดังน้ี
เลม่ ที่ 1 เร่ืองเวกเตอรข์ องแรง จานวน 5 แบบฝกึ
เล่มที่ 2 เรื่องประเภทของแรง จานวน 5 แบบฝกึ
เลม่ ที่ 3 เรอื่ งการเคลอ่ื นที่ในแนวตรง ระยะทางและการกระจัด จานวน 5 แบบฝกึ
เลม่ ที่ 4 เร่ืองอตั ราเรว็ และความเรว็ จานวน 5 แบบฝึก
3. ขอบเขตด้ำนตัวแปร
3.1 ตวั แปรอิสระ ได้แก่ การจดั กจิ กรรมการเรียนรู้ โดยการใชช้ ุดแบบฝึกเสรมิ ทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ข้ันพื้นฐาน เรื่องแรงและ การเคลือ่ นท่ีในแนวตรง กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ สาหรบั
นักเรยี นระดบั ชั้นมัธยมศึกษา ปีท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์
3.2 ตัวแปรตาม ได้แกป่ ระสิทธิภาพของชดุ แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ัน้
พนื้ ฐาน เร่ืองแรงและ การเคลอื่ นท่ใี นแนวตรง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ สาหรับนักเรียนระดับช้ัน
มัธยมศกึ ษา ปที ่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2565โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ .มปี ระสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
4. ขอบเขตด้ำนระยะเวลำในกำรศกึ ษำ
ผ้ศู กึ ษาได้เริ่มทาการทดลอง ในภาคเรียนที่ 1 .ปีการศึกษา 2565 .โดยใชช้ ุดแบบฝึกเสรมิ ทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขั้นพนื้ ฐาน เรอ่ื งแรงและ การเคลือ่ นท่ีในแนวตรง กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
สาหรบั นกั เรยี นระดบั ช้นั มัธยมศึกษา ปีท่ี 2 จานวน 4 เลม่ โดยทาการทดลองต้งั แต่วนั ท่ี 16 พฤษภาคม .ถงึ วันที่
30 กันยายน รายละเอยี ดดังน้ี
เล่มที่ 1 เรื่องเวกเตอร์ของแรง จานวน 5 แบบฝกึ ใชแ้ ผนจัดการเรียนร้จู านวน 4 แผน ๆ
ละ 1ชั่วโมง รวมเวลา 4 ชั่วโมง
เล่มท่ี 2 เรื่องประเภทของแรง จานวน 5 แบบฝึก ใช้แผนจัดการเรียนรูจ้ านวน 4 แผน ๆ
ละ 1ช่ัวโมง รวมเวลา 4 ช่ัวโมง
เลม่ ที่ 3 เรือ่ งการเคลื่อนทใี่ นแนวตรง ระยะทางและการกระจดั จานวน 5 แบบฝึก ใช้
แผนจัดการเรยี นรู้จานวน 4 แผน ๆ ละ 1 ชว่ั โมง รวมเวลา 4 ชัว่ โมง
เลม่ ที่ 4 เรื่องอัตราเรว็ และความเร็ว จานวน 5 แบบฝึก ใชแ้ ผนจัดการเรียนรูจ้ านวน 4 แผน ๆ
ละ 1 ช่ัวโมง รวมเวลา 4 ชว่ั โมง
7
5. เคร่อื งมือท่ใี ชใ้ นกำรศกึ ษำ
5.1 ชดุ แบบฝึกเสรมิ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขน้ั พ้ืนฐาน เร่อื งแรงและ การ
เคลอื่ นทใ่ี นแนวตรง กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ สาหรบั นักเรียนระดับชนั้ มธั ยมศึกษา ปีที่ 2
ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ จานวน 4 เล่ม ๆละ 5 แบบฝึกรวมท้งั ส้ิน 20 แบบฝึกคะแนน
เต็ม 200 คะแนน
5.2 แผนจัดการเรยี นรู้ทีใ่ ช้ควบคู่กบั ชดุ แบบฝึกเสริมทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขน้ั
พน้ื ฐาน เรื่องแรงและ การเคลอ่ื นที่ในแนวตรง กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ สาหรับนกั เรียนระดบั ชน้ั
มธั ยมศกึ ษา ปที ี่ 2 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์
5.3 แบบทดสอบสมั ฤทธทิ์ างการเรียน ชดุ แบบฝกึ เสรมิ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ้ัน
พน้ื ฐาน เรอ่ื งแรงและ การเคลอ่ื นทใี่ นแนวตรง กลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นักเรยี นระดับชนั้
มธั ยมศึกษา ปีที่ 2 โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ จานวน 40 ขอ้ ที่ผ้ศู ึกษาสร้างขึ้นตามหลกั สูตรแกนกลาง
การศึกษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พทุ ธศกั ราช 2560 ) และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียน
สะอาดประชาสรรพ์ กลุม่ สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
กรอบแนวคดิ ของกำรศึกษำ
ในการศึกษาครั้งน้ี ผศู้ ึกษาได้ศกึ ษาหลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
(ฉบบั ปรับปรงุ พุทธศกั ราช 2560 ) และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ พุทธศักราช 2560
กลุ่มสาระการเรียนรูว้ ทิ ยาศาสตร์ จติ วทิ ยาการสอนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขัน้ พืน้ ฐานที่สาคญั 8
ประการ เทคนคิ การสอนในรูปแบบต่าง ๆ เอกสารและวารสารทางการศกึ ษา งานวจิ ยั ท่ีเกี่ยวข้องก่อน จึงได้
ลงมือสรา้ งนวัตกรรม คอื ชดุ แบบฝึกเสรมิ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขัน้ พ้ืนฐาน เรอ่ื งแรงและ การ
เคลอื่ นทใ่ี นแนวตรง กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ สาหรับนกั เรยี นระดับชนั้ มธั ยมศึกษา ปีท่ี 1 รวมทง้ั เทคนิค
วิธีการและแนวทางในการสร้างแผนจดั การเรยี นรู้ทเ่ี ป็นลาดับขน้ั ตอน ซงึ่ เป็นการพัฒนานกั เรียนในเร่ืองตอ่ ไปนี้
1. นักเรยี นได้เรยี นรู้ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขัน้ พ้นื ฐาน เร่ืองแรงและ การเคล่อื นท่ใี น
แนวตรง อยา่ งเปน็ ระบบ มีลาดับขั้นตอนการเรียนรตู้ ามทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ้นั พน้ื ฐาน ที่
ประกอบด้วยทกั ษะท่สี าคญั ท้ัง 8 ประการ
2. นกั เรียนระดับช้นั มธั ยมศึกษา ปที ี่ 2 สะอาดประชาสรรพ์ มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นในรายวชิ า
วิทยาศาสตรเ์ รอื่ งแรงและ การเคลอื่ นทใี่ นแนวตรง สงู ข้ึน
3. นักเรียนระดับชน้ั มธั ยมศึกษา ปที ี่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ มเี จตคติ
ที่ดีในการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ มีความสุขในการเรยี นรู้ และมีความพงึ พอใจในการเรียนวทิ ยาศาสตร์ ดขี นึ้
8
นกั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมศึกษา ปี ที่ 2 ปี การศึกษา 2565 โรงเรียนสะอาดประชา
สรรพ์ มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง แรงและ
การเคล่ือนที่ในแนวตรง ต่ากวา่ เกณฑม์ าตรฐานการศึกษาที่สถานศึกษากาหนด
ศึกษาหลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน นกั เรียนช้นั
พุทธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พทุ ธศกั ราช 2560 ) มธั ยมศึกษา ปี ที่ 2 ปี การศึกษา 2565
และหลกั สูตรสถานศึกษา โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์
พุทธศกั ราช 2560 กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์
จิตวทิ ยาการสอนวทิ ยาศาสตร์ และงานวจิ ยั ที่เกี่ยวขอ้ ง - ก่อนเรียน
- หลงั เรียน
ชุดแบบฝึกเสริมทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ข้นั พ้ืนฐาน เรื่องแรงและ การเคลื่อนที่ในแนวตรง
ใชค้ วบคู่กบั แผนจดั การเรียนรู้ที่ผศู้ ึกษาสร้างข้ึน
จดั กิจกรรมการเรียนการสอน
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน ท่ีใชท้ ดสอบ ตรวจสอบประสิทธิภาพ
ในการเรียนรู้ชุดแบบฝึกเสริมทกั ษะกระบวนการทาง ตามเกณฑ์ 80/80
วทิ ยาศาสตร์ข้นั พ้ืนฐาน เรื่องแรงและ การเคล่ือนท่ี
ในแนวตรง ท่ีผศู้ ึกษาสร้างข้ึน
นิยำมศพั ทเ์ ฉพำะ
ภาพประกอบ 1 กรอบความคิดของการวจิ ยั เชิงปฏิบตั ิการแบบมีส่วนร่วม
9
ความหมายของคาศัพทท์ ี่ใชใ้ นการวิจยั เร่อื งชดุ แบบฝกึ เสริมทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ น้ั
พ้นื ฐาน เรอ่ื งแรงและ การเคล่ือนทใ่ี นแนวตรง กลุ่มสาระการเรยี นร้วู ิทยาศาสตร์ สาหรับนักเรียน
ระดับชัน้ มัธยมศึกษา ปีท่ี 2 ผู้วิจัยไดก้ าหนดนิยามศัพทไ์ ว้ดงั น้ี
1. โรงเรียน หมายถงึ โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ อาเภอเมือง สานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษา
ประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1
2. นักเรียน หมายถงึ นักเรียนระดับช้ันมัธยมศึกษา ปีท่ี 2 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ จานวน 1
หอ้ ง มีนกั เรียนจานวน 18 คน
3. แบบฝกึ เสริมทกั ษะ หมายถงึ สือ่ หรอื นวตั กรรมที่ใช้คาบคกู่ บั แผนการจดั การเรยี นรู้เกย่ี วกับ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ้ันพน้ื ฐานเร่ืองแรงและ การเคลื่อนท่ีในแนวตรง กลุ่มสาระการเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์ สาหรับนักเรียนระดบั ชนั้ มัธยมศึกษา ปีที่ 2 มีทง้ั หมด 4 เลม่
เลม่ ท่ี 1 เรอ่ื งเวกเตอรข์ องแรง
เล่มที่ 2 เรอ่ื งประเภทของแรง
เลม่ ที่ 3 เร่ืองการเคลื่อนท่ใี นแนวตรง ระยะทางและการกระจดั
เล่มท่ี 4 เรื่องอตั ราเรว็ และความเร็ว
4. แผนจัดกำรเรยี นรู้ หมายถงึ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนร้ทู ี่มเี นอื้ หาสาระเกย่ี วกับ ทกั ษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขัน้ พ้ืนฐานเร่ืองแรงและ การเคลอ่ื นท่ใี นแนวตรง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
สาหรับนกั เรียนระดับช้นั มธั ยมศกึ ษา ปที ี่ 2 ใชเ้ วลาในการจัดกิจกรรมแผนการเรียนรลู้ ะ 1 ช่วั โมง รวมทัง้ สนิ้ 16
ชั่วโมง ดังนี้
แผนจดั การเรยี นรทู้ ี่ 1-4 เรื่องเวกเตอร์ของแรง
แผนจดั การเรยี นรู้ท่ี 5-8 เรื่องประเภทของแรง
แผนจัดการเรียนรทู้ ่ี 9-12 เร่ืองการเคล่อื นท่ีในแนวตรง ระยะทางและการกระจัด
แผนจัดการเรียนรทู้ ่ี 13-16 เรือ่ งอัตราเรว็ และความเรว็
5. แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ ำงกำรเรียน หมายถึง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ทีผ่ ู้
ศึกษาสร้างขน้ึ เพือ่ ประเมนิ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนกั เรียน เฉพาะเร่ือง คือ การเรยี นรู้โดยใช้ชุดแบบฝึกเสริม
ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขัน้ พื้นฐาน เรื่องแรงและ การเคล่ือนทีใ่ นแนวตรง กลมุ่ สาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นกั เรียนระดับช้ันมธั ยมศึกษา ปที ่ี 2
6. ประสิทธภิ ำพของชุดแบบฝกึ เสรมิ ทักษะ หมายถึง ชุดแบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรข์ นั้ พนื้ ฐาน เร่อื งแรงและ การเคลื่อนทใ่ี นแนวตรง กลมุ่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นกั เรียน
ระดับช้นั มัธยมศึกษา ปที ่ี 2 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ จานวนทงั้ หมด 4 เลม่ มีประสิทธภิ าพตามเกณฑ์
80/80
80 ตวั แรก หมายถึง คะแนนเฉลี่ยของนักเรียนท่ีประเมินจากการทากจิ กรรมตามแบบฝกึ เสรมิ
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขั้นพนื้ ฐาน เร่ืองแรงและ การเคลื่อนทใ่ี นแนวตรง แตล่ ะเล่ม โดยนาคะแนน
ของนักเรียนท้ังหมดมารวมกัน คิดเฉลย่ี ร้อยละ 80 ข้ึนไป
10
80 ตวั หลงั หมายถึง คะแนนเฉล่ียของนักเรียนที่ประเมนิ จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนหลงั เรยี น โดยนาคะแนนของนกั เรยี นท้ังหมดมารวมกนั คิดเฉลี่ยร้อยละ 80 ข้ึนไป
7. ผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรยี น หมายถงึ คะแนนของนักเรียนกลุ่มเปา้ หมายที่ได้จากการทาแบบทดสอบ
วัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น ท่ีเรยี นรู้โดยใช้แบบฝกึ เสรมิ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้นั พื้นฐาน เร่ืองแรง
และ การเคล่ือนท่ีในแนวตรง สาหรับนักเรยี นระดับช้ันมธั ยมศึกษา ปที ่ี 2 เป็นการเปรียบเทยี บระหวา่ งคะแนน
กอ่ นเรียนกบั คะแนนหลังเรยี น
8. คำ่ ดัชนปี ระสิทธิผล หมายถึง คา่ ที่คานวณไดจ้ ากการเปรยี บเทยี บอัตราความก้าวหน้าในการ
เรยี นรู้ โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขนั้ พน้ื ฐาน เรอื่ งแรงและ การเคล่ือนทีใ่ นแนวตรง
สาหรบั นักเรียนระดบั ช้นั มัธยมศึกษา ปที ี่ 2 ทผ่ี ศู้ ึกษาสร้างขึ้นใชค้ วบค่กู บั แผนการจดั การเรียนรู้ โดยการ
เปรยี บเทียบคะแนนท่ีเพิ่มขน้ึ จากคะแนนทดสอบก่อนเรยี น กบั คะแนนท่ีไดจ้ ากการทดสอบหลงั เรียน
9. ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตรข์ ้ันพื้นฐำน หมายถงึ การเรยี นรูข้ องนักเรียนกลุ่มเปา้ หมาย
อยา่ งเปน็ ระบบตามทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้นั พื้นฐาน เร่อื งแรงและ การเคล่อื นท่ใี นแนวตรง ซึ่ง
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้นั พ้ืนฐานประกอบด้วยทกั ษะทีส่ าคัญ 8 ประการดังน้ี
ทักษะท่ี 1 กำรสงั เกต (Observing)
ทกั ษะท่ี 2 กำรวดั (Measuring)
ทกั ษะ ท่ี 3 กำรคำนวณ (Using numbers)
ทักษะที่ 4 กำรจำแนกประเภท (Classifying)
ทกั ษะท่ี 5 กำรหำควำมสมั พนั ธ์ระหว่ำงสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลำ (Using space/Time
relationships)
ทักษะที่ 6 การจัดกระทา และสื่อความหมายข้อมลู (Communication)
ทกั ษะท่ี 7 การลงความเห็นจากข้อมูล (Inferring)
ทกั ษะที่ 8 การพยากรณ์ (Predicting)
11
บทท่ี 2
เอกสำรและงำนวิจัยท่ีเก่ียวข้อง
ในการวจิ ัยเรอ่ื ง “การพฒั นาชดุ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เร่ืองแรงและการเคล่ือนท่ี
ในแนวตรงท่มี ีผลต่อผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 2” โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ ผูศ้ ึกษาได้
ศกึ ษาเนื้อหาเอกสาร และงานวจิ ยั ทเ่ี ก่ยี วข้อง โดยนาเสนอตามหัวขอ้ ดังนี้
1.เอกสารท่ีเกยี่ วกับหลกั สตู รโรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ พทุ ธศักราช 2561 แนวทางตามหลักสตู ร
แกนกลางการศึกษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พทุ ธศักราช 2560)
1.1 หลกั สูตรกลมุ่ สาระการวิทยาศาสตร์
1.2 จดุ เน้นของกลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์
2. ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2.1 ความหมายของทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2.2 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ 13 ทักษะ
3. ชุดฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
3.1 ความหมายของชุดฝึกทกั ษะ
3.2 หลกั จิตวิทยาเกีย่ วกบั ชดุ ฝกึ ทกั ษะ
3.3 องค์ประกอบของแบบฝึก
3.4 ลักษณะของชดุ ฝกึ ท่ีดี
3.5 หลกั ในการสรา้ งชดุ ฝกึ ทักษะ
3.6 หลกั การนาชดุ ฝึกไปใชใ้ นการเรยี นการสอน
3.7 ประโยชน์ของชดุ ฝึกทักษะ
4. งานวิจัยท่ีเกย่ี วข้อง
4.1 งานวจิ ัยในประเทศ
4.2 งานวจิ ัยต่างประเทศ
1. เอกสำรท่เี กี่ยวกับหลกั สูตรโรงเรยี นสะอำดประชำสรรพ์ พุทธศกั รำช 2561 แนวทำงตำมหลักสตู ร
แกนกลำงกำรศกึ ษำข้นั พน้ื ฐำน พทุ ธศักรำช 2551 (ฉบับปรับปรงุ พุทธศักรำช 2560)
1.1 หลักสตู รกลุ่มสำระกำรวทิ ยำศำสตร์
หลกั สูตรโรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ พุทธศกั ราช 2561 ไดจ้ ดั ทาขนึ้ โดยใช้กรอบและแนวทางที่
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551(ฉบบั ปรับปรงุ พุทธศกั ราช 2560) ได้วางไวโ้ ดยให้
ท้องถ่นิ ได้มสี ่วนร่วมในการกาหนดทิศทางการพัฒนาหลักสูตรรว่ มกนั เพื่อสนองเจตนารมณข์ องหลักสตู รแกนกลาง
12
ท่ีม่งุ เน้นใหเ้ ด็ก และเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศกึ ษาข้ันพนื้ ฐานมีคุณภาพดา้ นความรแู้ ละทกั ษะที่จาเปน็
สาหรบั การดารงชีวติ ในสงั คมท่ีมีการเปลย่ี นแปลงและแสวงหาความรเู้ พ่ือพัฒนาตนเองอยา่ งต่อเน่ืองตลอดชวี ติ
วิสัยทัศน์
โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ ม่งุ พฒั นาผูเ้ รียนทุกคน ซ่งึ เป็นกาลังของชาตใิ หเ้ ป็นมนษุ ย์ทม่ี ีความ
สมดลุ ทงั้ ร่างกาย จติ ใจ ความรู้ คุณธรรม จรยิ ธรรมและคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ มีความสานึกในการเป็น
พลเมืองไทยและเป็นพลโลก ยึดม่นั ในการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมุข
มคี วามรูแ้ ละทกั ษะพืน้ ฐาน รกั ภูมใิ จ ในท้องถน่ิ และมคี วามเปน็ ไทย ดารงชีวิตพอเพียงและมจี ติ สาธารณะ
รวมทั้งเจตคติทจ่ี าเป็นตอ่ การศกึ ษาต่อการประกอบอาชพี และการศึกษาตลอดชวี ิต โดยมงุ่ เน้นผเู้ รียนเป็นสาคญั
ผเู้ รียนสามารถเรียนรู้ และพัฒนาตนเองไดเ้ ต็มตามศักยภาพ
วสิ ัยทัศน์กำรเรยี นรูว้ ิทยำศำสตร์
การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เปน็ การเรยี นรเู้ กย่ี วกับธรรมชาติ โดยมนษุ ย์ใช้กระบวนการสงั เกต สารวจ
ตรวจสอบ และการทดลองเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ และนาผลมาจัดระบบ หลกั การแนวคิดต่างๆ
ดงั นัน้ การเรยี นการสอนวิทยาศาสตรจ์ ึงมุ่งเน้นใหผ้ เู้ รียนได้เปน็ ผ้เู รียนรแู้ ละค้นพบดว้ ยตนเองมากท่สี ุด นนั่ คือให้ได้
ทงั้ กระบวนการและองคค์ วามรู้
หลกั กำร
หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ ได้ใช้หลกั การพัฒนาหลกั สูตรตามแบบของหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐานซ่ึงมีหลักการทีส่ าคญั ดังนี้
1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ
เรียนรู้ เปน็ เปา้ หมายสาหรบั พัฒนาเด็กและเยาวชนใหม้ ีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพ้ืนฐาน ของความ
เป็นไทยควบคู่กับความเปน็ สากล
2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ทีป่ ระชาชนทกุ คนมีโอกาสไดร้ ับการศกึ ษาอยา่ งเสมอภาค และมี
คุณภาพ
3. เปน็ หลกั สตู รการศึกษาที่สนองการกระจายอานาจ ให้สงั คมมีสว่ นร่วมในการจัดการศึกษา
ใหส้ อดคล้องกับสภาพและความตอ้ งการของท้องถิน่
4. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลาและการ
จดั การเรยี นรู้
5. เปน็ หลกั สตู รการศึกษาที่เน้นผูเ้ รียนเป็นสาคญั
6. เปน็ หลกั สูตรการศกึ ษาสาหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทกุ
กลมุ่ เปา้ หมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์
13
จดุ หมำย
หลกั สตู รสถานศกึ ษามีความมุ่งหมายในการพัฒนาผเู้ รียนให้เป็นคนดี มปี ัญญา มีความสุขมศี ักยภาพ
ในการศึกษาต่อ และประกอบอาชพี จงึ กาหนดเปน็ จุดหมายเพ่ือให้เกิดกับผเู้ รียน เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ดงั น้ี
1. มคี ุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่พงึ ประสงค์ เหน็ คณุ ค่าของตนเอง มีวนิ ัยและปฏบิ ัติตนตาม
หลักธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรอื ศาสนาทตี่ นนับถอื ยดึ หลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง
2. มีความรู้ ความสามารถในการสือ่ สาร การคิด การแกป้ ัญหา การใช้เทคโนโลยี และมที ักษะ
ชวี ิต
3. มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตทีด่ ี มีสขุ นิสยั และรักการออกกาลังกาย
4. มคี วามรักชาติ มจี ติ สานกึ ในความเป็นพลเมอื งไทยและพลโลก ยึดมั่นในวถิ ีชีวติ และการ
ปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
5. มีจติ สานกึ ในการอนรุ กั ษว์ ัฒนธรรมและภูมปิ ัญญาไทย การอนรุ ักษ์และพฒั นาสงิ่ แวดลอ้ ม มีจิต
สาธารณะที่มุ่งทาประโยชน์และสรา้ งสง่ิ ทีด่ ีงามในสังคม และอยรู่ ว่ มกนั ในสังคมอย่างมคี วามสขุ
สมรรถนะสำคญั ของผูเ้ รียน
โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ มงุ่ พฒั นาผู้เรียน ให้เกดิ สมรรถนะสาคัญ ดงั น้ี
1. ควำมสำมำรถในกำรสอ่ื สำร เป็นความสามารถในการรับและสง่ สาร มวี ฒั นธรรมในการใช้
ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สกึ และทศั นะของตนเองเพื่อแลกเปล่ยี นข้อมูลขา่ วสารและ
ประสบการณ์อนั จะเปน็ ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้งั การเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหา
ความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้
วธิ กี ารสอ่ื สาร ท่ีมีประสทิ ธิภาพโดยคานึงถงึ ผลกระทบท่มี ตี ่อตนเองและสังคม
2. ควำมสำมำรถในกำรคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสงั เคราะห์ การคดิ
อย่างสร้างสรรค์ การคิดอยา่ งมวี ิจารณญาณ และการคดิ เปน็ ระบบ เพอ่ื นาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพ่อื
การตดั สินใจเก่ยี วกบั ตนเองและสังคมไดอ้ ย่างเหมาะสม
3. ควำมสำมำรถในกำรแกป้ ญั หำ เปน็ ความสามารถในการแก้ปัญหาและอปุ สรรคตา่ ง ๆ ท่เี ผชิญ
ได้อย่างถกู ต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลกั เหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสมั พันธแ์ ละการ
เปลี่ยนแปลงของเหตกุ ารณต์ า่ ง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใชใ้ นการป้องกันและแก้ไขปญั หา
และมกี ารตัดสนิ ใจที่มปี ระสทิ ธิภาพโดยคานงึ ถึงผลกระทบท่ีเกดิ ขนึ้ ต่อตนเอง สงั คมและสิ่งแวดล้อม
4. ควำมสำมำรถในกำรใชท้ ักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนากระบวนการตา่ ง ๆ ไปใช้ในการ
ดาเนนิ ชวี ิตประจาวนั การเรยี นรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทางาน และการอย่รู ว่ มกนั ในสังคมดว้ ย
การสร้างเสริมความสมั พันธอ์ นั ดรี ะหวา่ งบุคคล การจดั การปัญหาและความขัดแย้งตา่ ง ๆ อยา่ งเหมาะสม การปรบั ตวั
ใหท้ นั กับการเปลีย่ นแปลงของสงั คมและสภาพแวดล้อม และการรจู้ กั หลกี เลีย่ งพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ทส่ี ง่ ผล
กระทบต่อตนเองและผอู้ ืน่
14
5. ควำมสำมำรถในกำรใชเ้ ทคโนโลยี เปน็ ความสามารถในการเลือก และใช้ เทคโนโลยีด้านตา่ ง ๆ
และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพือ่ การพฒั นาตนเองและสงั คม ในดา้ นการเรยี นรู้ การสื่อสาร การทางาน การ
แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ถูกตอ้ ง เหมาะสม และมีคุณธรรม
คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์
โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ ม่งุ พัฒนาผู้เรียนให้มีคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ เพือ่ ใหส้ ามารถอยู่
รว่ มกับผอู้ ่นื ในสังคมได้อย่างมีความสขุ ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั ริย์
2. ซ่ือสตั ยส์ ุจริต
3. มวี นิ ัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยู่อย่างพอเพียง
6. มงุ่ มน่ั ในการทางาน
7. รักความเป็นไทย
8. มีจิตสาธารณะ
1.2 จุดเนน้ ของกลุ่มสำระกำรเรียนร้วู ทิ ยำศำสตร์
ควำมสำคัญของสำระกำรเรยี นรู้วทิ ยำศำสตร์
วิทยาศาสตร์มบี ทบาทสาคัญย่ิงในสงั คมโลกปจั จบุ นั และอนาคต เพราะวทิ ยาศาสตรเ์ ก่ยี วข้องกบั
ทุกคนทง้ั ในชวี ติ ประจาวันและการงานอาชีพตา่ ง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เคร่ืองมือเครื่องใชแ้ ละผลผลติ ตา่ ง ๆ ท่ี
มนษุ ยไ์ ด้ใช้ เพ่อื อานวยความสะดวกในชีวิต และการทางาน เหล่าน้ีล้วนเปน็ ผลของความรู้วิทยาศาสตร์ ผสมผสานกบั
ความคดิ สร้างสรรคแ์ ละศาสตรอ์ นื่ ๆ วทิ ยาศาสตร์ชว่ ยใหม้ นุษยไ์ ดพ้ ัฒนาวิธีคดิ ทั้งความคดิ เป็นเหตเุ ป็นผล คดิ
สรา้ งสรรค์ คดิ วเิ คราะห์ วจิ ารณ์ มีทักษะสาคญั ในการค้นคว้าหาความรู้ มคี วามสามารถในการแกป้ ัญหาอย่าง
เปน็ ระบบ สามารถตดั สินใจโดยใช้ข้อมูลทหี่ ลากหลายและมีประจักษ์พยานทต่ี รวจสอบได้ วทิ ยาศาสตร์เป็น
วัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึง่ เปน็ สงั คมแห่งการเรียนรู้ ( knowledge-based society) ดังน้ันทุกคนจึงจาเป็นต้องได้รับ
การพัฒนาใหร้ ูว้ ทิ ยาศาสตร์ เพอื่ ทจี่ ะมีความรคู้ วามเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีทม่ี นษุ ย์สรา้ งสรรคข์ ึน้
สามารถนาความรู้ไปใช้อย่างมเี หตุผล สรา้ งสรรค์ และมีคุณธรรม
สำระสำคญั ของกลุม่ สำระกำรเรยี นรู้วิทยำศำสตร์
กลุ่มสาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรม์ ุ่งหวงั ใหผ้ ้เู รียน ไดเ้ รียนรวู้ ทิ ยาศาสตรท์ ี่เนน้ การเช่อื มโยงความรกู้ บั
กระบวนการ มีทักษะสาคัญในการคน้ คว้าและสร้างองค์ความรู้ โดยใชก้ ระบวนการในการสบื เสาะหาความรู้ และ
การแกป้ ัญหาท่ีหลากหลาย ให้ผู้เรียนมีส่วนรว่ มในการเรยี นรู้ทุกขน้ั ตอน มีการทากิจกรรมด้วยการลงมือปฏิบัติ
จริงอย่างหลากหลาย เหมาะสมกับระดบั ชัน้ โดยไดก้ าหนดสาระสาคัญไวด้ งั น้ี
15
สิ่งมีชีวติ กับกระบวนกำรดำรงชีวติ ส่งิ มชี ีวติ หนว่ ยพ้ืนฐานของสิง่ มีชีวิต โครงสร้างและหนา้ ทีข่ อง
ระบบต่าง ๆ ของส่ิงมีชวี ิต และกระบวนการดารงชีวิต ความหลากหลายทางชวี ภาพ การถ่ายทอดทางพนั ธกุ รรม
การทางานของระบบต่าง ๆ ของสิ่งมีชวี ติ ววิ ัฒนาการและความหลากหลายของสิง่ มชี ีวติ และเทคโนโลยีชวี ภาพ
ชีวิตกบั สงิ่ แวดล้อม สิ่งมีชีวติ ที่หลากหลายรอบตวั ความสัมพันธร์ ะหวา่ งสิ่งมีชวี ิตกบั ส่ิงแวดล้อม
ความสัมพนั ธข์ องสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนเิ วศ ความสาคญั ของทรพั ยากรธรรมชาติ การใช้และจัดการ
ทรพั ยากรธรรมชาติ ในระดบั ท้องถ่ิน ประเทศ และโลก ปจั จัยท่มี ีผลตอ่ การอยรู่ อดของสิ่งมชี ีวิตในสภาพแวดล้อม
ตา่ ง ๆ
สำรและสมบัติของสำร สมบตั ขิ องวสั ดแุ ละสาร แรงยึดเหน่ยี วระหวา่ งอนภุ าค การเปล่ยี นสถานะ
การเกดิ สารละลายและการเกิดปฏิกิริยาเคมีของสาร สมการเคมี และการแยกสาร
แรงและกำรเคลือ่ นท่ี ธรรมชาติของแรงแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า แรงโน้มถ่วง แรงนิวเคลียร์ การออกแรง
กระทาตอ่ วตั ถุ การเคลื่อนท่ีของวตั ถุ แรงเสียดทาน โมเมนต์การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ในชีวิตประจาวัน
พลงั งำน พลงั งานกบั การดารงชีวติ การเปลี่ยนรูปพลงั งาน สมบัตแิ ละปรากฏการณข์ องแสง เสยี ง
และวงจรไฟฟา้ คลื่นแม่เหลก็ ไฟฟา้ กัมมนั ตภาพรังสแี ละปฏิกริ ยิ านิวเคลียร์ ปฏสิ มั พันธร์ ะหว่างสารและพลงั งาน
การอนุรักษ์พลังงาน ผลของการใชพ้ ลงั งานต่อชีวติ และสงิ่ แวดล้อม
กระบวนกำรเปล่ียนแปลงของโลก โครงสรา้ งและองค์ประกอบของโลก ทรัพยากรทางธรณี สมบัติ
ทางกายภาพของดิน หิน นา้ อากาศ สมบัติของผวิ โลก และบรรยากาศ กระบวนการเปลย่ี นแปลงของเปลือกโลก
ปรากฏการณ์ทางธรณี ปัจจยั ท่มี ีผลตอ่ การเปลีย่ นแปลงของบรรยากาศ
ดำรำศำสตร์และอวกำศ ววิ ฒั นาการของระบบสุริยะ กาแลก็ ซี เอกภพ ปฏิสัมพนั ธ์และผลต่อ
สิ่งมีชวี ิตบนโลก ความสัมพันธข์ องดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และโลก ความสาคัญของเทคโนโลยีอวกาศ
ธรรมชำตขิ องวทิ ยำศำสตรแ์ ละเทคโนโลยี กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ การสบื เสาะหาความรู้
การแก้ปัญหา และจิตวิทยาศาสตร์
สำระและมำตรฐำนกำรเรียนรู้
สำระท่ี 1: วิทยำศำสตร์ชีวภำพ
มาตรฐาน ว 1.1 เขา้ ใจความหลากหลายของระบบนิเวศ ความสมั พันธ์
ระหวา่ งสิ่งไม่มีชีวิต กบั สิ่งมีชีวติ และความสัมพนั ธ์ระหว่างส่ิงมชี ีวิตกับส่ิงมีชวี ติ ต่าง ๆ ในระบบนเิ วศ การถ่ายทอด
พลังงาน การเปล่ียนแปลงแทนท่ีในระบบนิเวศ ความหมายของ ประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม
รวมทั้งนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัตขิ องสิง่ มชี วี ิต หน่วยพ้นื ฐานของส่ิงมีชวี ติ การ
ลาเลียงสารเข้า และออกจากเซลล์ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ี
ทางานสมั พันธก์ ัน ความสัมพันธข์ องโครงสร้าง และหน้าท่ี ของอวยั วะตา่ งๆ ของพชื ทีท่ างานสัมพันธ์กัน รวมท้งั นา
ความรู้ไปใช้ประโยชน์
16
มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคญั ของการถา่ ยทอดลักษณะ
ทางพนั ธกุ รรม สารพันธุกรรม การเปลยี่ นแปลงทางพนั ธุกรรมทม่ี ผี ลต่อสิง่ มชี วี ติ ความหลากหลาย ทางชวี ภาพและ
ววิ ัฒนาการของสงิ่ มชี วี ติ รวมท้งั นาความรไู้ ปใช้ประโยชน์
สำระที่ 2: วิทยำศำสตรก์ ำยภำพ
มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบตั ิของสสาร องคป์ ระกอบของสสาร ความสมั พันธ์
ระหว่างสมบัติของ สสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค หลักและธรรมชาติ ของการเปล่ียนแปลง
สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิด ปฏิกิริยาเคมี
มาตรฐาน ว 2.2 เขา้ ใจธรรมชาตขิ องแรงในชีวติ ประจาวัน ผลของแรงที่
กระทาตอ่ วตั ถุลักษณะ การเคลอ่ื นท่ีแบบต่าง ๆ ของวัตถุรวมท้งั นาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลงั งาน การเปล่ียนแปลงและการถ่าย
โอนพลังงาน ปฏสิ มั พันธ์ ระหว่างสสารและพลงั งาน พลังงานในชวี ติ ประจาวนั ธรรมชาติของ คลน่ื ปรากฏการณ์ที่
เก่ยี วข้องกับเสยี ง แสง และคลืน่ แม่เหล็กไฟฟ้า รวมทั้ง นาความร้ไู ปใช้ประโยชน์
สำระที่ 3: วิทยำศำสตร์โลก และอวกำศ
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองคป์ ระกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และ
ววิ ฒั นาการของเอกภพ กาแล็กซดี าวฤกษแ์ ละระบบสรุ ยิ ะ รวมทง้ั ปฏสิ มั พันธ์ภายในระบบสรุ ยิ ะ ทส่ี ง่ ผลต่อสงิ่ มีชวี ติ
และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอวกาศ
มาตรฐาน ว 3.2 เขา้ ใจองค์ประกอบและความสัมพันธข์ องระบบโลก
กระบวนการเปล่ียนแปลง ภายในโลก และบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปลี่ยนแปลงลมฟ้า อากาศและ
ภูมอิ ากาศโลก รวมทง้ั ผลตอ่ สิ่งมชี วี ิตและส่งิ แวดลอ้ ม
สำระที่ 4: เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 เขา้ ใจแนวคดิ หลกั ของเทคโนโลยีเพอ่ื การดารงชีวติ ในสังคม
ที่มีการเปล่ียนแปลง อย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์คณิตศาสตร์และ ศาสตร์อ่ืน ๆ เพื่อ
แก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยี
อยา่ งเหมาะสม โดยคานึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชวี ติ สงั คม และสิ่งแวดลอ้ ม
มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชงิ คานวณในการแกป้ ญั หาที่พบใน
ชีวิตจริงอย่างเป็น ข้ันตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารในการเรียนรู้ การทางาน และ
การแกป้ ัญหาไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ ร้เู ทา่ ทนั และมีจรยิ ธรรม
2.ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์
2.1 ควำมหมำยของทกั ษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง แนวทางท่ีนักวทิ ยาศาสตรใ์ ชใ้ นการค้นหาความรู้
ใหม่ๆ หรือคน้ หาส่ิงทีย่ ังไม่รู้หรอื ใชใ้ นการแก้ไขปัญหา กระบวนการนี้ไม่มรี ู้แบบทแ่ี น่นอนว่าในการแก้ไขปัญหา
หนง่ึ ๆ นั้นจะเริม่ ต้นจากกระบวนการข้ันใดต่อไปยังขั้นใด และสน้ิ สุดในขัน้ ใด แต่เปน็ กระบวนการทางปัญญาท่ีต้อง
อาศยั ความคดิ ระดบั ตา่ งๆทาการแก้ปัญหา
17
วิทยาศาสตร์เปน็ วชิ าทป่ี ระกอบด้วยความรู้และกระบวนการแสวงหาความรู้ ในการแสวงหา
ความรใู้ นทางวิทยาศาสตรน์ ัน้ นกั วิทยาศาสตร์ได้ใชว้ ิธกี ารทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทางวทิ ยาศาสตรด์ ้วย
นกั วทิ ยาศาสตร์ท่ีทางานตามขน้ั ตอนวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์นั้นจะประสบความสาเรจ็ หรอื ล้มเหลวข้ึนอยู่กบั
ความสามารถและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วธิ กี ารหน่ึงท่ีไดม้ าซ่ึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ คือการ
ค้นควา้ และทดลองในขณะที่ทาการทดลองผูท้ ดลองมีโอกาสฝึกฝนทั้งทางด้านการปฏิบัติและทางด้านการพฒั นา
ความคดิ ดว้ ย เชน่ ฝึกการสงั เกต การทดลองผล เปน็ ต้น พฤติกรรมท่ีเกดิ จากการปฏบิ ัติและฝึกฝนความคิดอย่างมี
ระบบนี้ เรียกว่า ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
2.2 ทกั ษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 13 ทักษะ ประกอบด้วยทกั ษะพ้นื ฐาน (Basic Science
Process Skill) มี 8 ทักษะและทักษะขัน้ พืน้ ฐานผสมผสานหรือขั้นบูรณาการ (Integrated Basic Science
Process Skill) มี 5 ทกั ษะดงั น้ี (ภพ เลาหไพบลู ย์. 2537 : 14-29)
ทักษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ข้ันพน้ื ฐำน
1. ทกั ษะการสงั เกต
2. ทักษะทางการวดั
3. ทักษะการจาแนกประเภท
4. ทกั ษะการหาความสมั พนั ธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกบั เวลา
5. ทักษะการคานวณ
6. ทกั ษะการจดั การกระทาและสื่อความหมายข้อมูล
7. ทักษะการลงความคดิ เหน็ จากขอ้ มลู
8. ทกั ษะการพยากรณ์
ทกั ษะกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตรข์ ัน้ บรู ณำกำร
9. ทักษะการต้ังสมมติฐาน
10. ทักษะการกาหนดนิยามเชงิ ปฏิบัติการ
11. ทกั ษะการกาหนดและความคุมตวั แปร
12. ทกั ษะการทดลอง
13. ทักษะการตีความหมายขอ้ มูลและลงข้อสรปุ ข้อมลู
ทกั ษะกำรสังเกต (Obsertion)
การสงั เกต หมายถงึ การใช้ประสาทสมั ผสั ท้งั 5 คือ หู ตา จมูก ลิน้ ผิวสัมผัสเขา้ ไปสมั ผัสกบั วัตถุ
สิ่งของหรือสถานการณ์ต่างๆ ให้มากทีส่ ุด เพ่ือจะไดท้ ราบรายละเอียดละข้อมูลอย่างชดั เจนโดยผูส้ ังเกตจะไมใ่ ส่
ความคิดเห็นสว่ นตัวลงไป ข้อมูลทไี่ ด้จากการสังเกตมี 3 ประเภท คอื
1. ข้อมูลเชงิ คุณภาพ เชน่ สี ขนาด รูปร่าง รส กล่นิ อน่ื ๆ
2. ขอ้ มูลเชิงปรมิ าณ เชน่ การบอกน้าหนัก การบอกความกวา้ ง ความยาว ความสงู บอก
ปรมิ าตร จะมหี น่วยอ้างอิงเชน่ กิโลเมตร กโิ ลกรมั เมตร เซนติเมตร เปน็ ต้น
3. ขอ้ มูลที่เกีย่ วกับการเปลยี่ นแปลง เชน่ การเปลีย่ นแปลงของน้าเมอื่ ไดร้ บั ความร้อน
หลายอย่าง 18
กำรสังเกต ต้องคำนงึ ถึง
1. การสังเกตแตล่ ะคร้ังตอ้ งใชป้ ระสาทสมั ผัสมากท่สี ุด
2. การสังเกตต้องสังเกตเชิงคุณภาพและการเปล่ยี นแปลง
พฤตกิ รรมทีแ่ สดงวำ่ เกดิ ทกั ษะกำรสงั เกต คือ
1. ช้ีบ่งและบรรยายสมบตั ิของวัตถุได้ โดยการใช้ประสาทสมั ผัสอยา่ งใดอย่างหน่งึ หรือ
2. บรรยายสมบตั เิ ชงิ ปริมาณของวตั ถไุ ดโ้ ดยการกะประมาณ
3. บรรยายการเปล่ียนแปลงของสง่ิ ท่ีสงั เกตได้
ทกั ษะกำรวัด (Measurement)
การวดั หมายถงึ การเลอื กและการใชเ้ ครือ่ งมือทาการหาปริมาตรของสง่ิ ของต่างๆออกมาเป็นตวั
เลขทแ่ี นน่ อนอย่างเหมาะสมและถกู ต้อง โดยมีหน่วยกากับเสมอ ความสามารถในการวดั คอื สามารถเลอื ก
เครอื่ งมือในการวดั ได้อยา่ งเหมาะสม บอกเหตุผลในการวัดได้ ตลอดจนทาการวดั ความกวา้ ง ความยาว อุณหภูมิ
ปริมาตร น้าหนักและอืน่ ๆ ได้ถูกต้อง
เคร่ืองมอื ท่ีใชใ้ นการวัด เช่น ไมบ้ รรทัด ไมเ้ มตร ตลบั เมตร ไม้โปรแทรกเตอร์ สายวัด เทอร์
มอมเิ ตอร์ เครื่องช่งั
ประโยชน์ของการวดั ใชใ้ นการการสงิ่ ของ การตัดเย็บเสอ้ื ผ้า การนาตัวเลขมาคานวณ การตคี วามหมาย
ข้อมูลทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละการลงข้อสรปุ
พฤตกิ รรมที่แสดงวำ่ เกิดทกั ษะกำรวัด คือ
1. เลอื กเคร่ืองมือไดเ้ หมาะสมกับสิ่งท่จี ะวดั
2. บอกเหตผุ ลในการเลือกเครื่องมือวัดได้
3. บอกวิธีการวัดและวธิ ใี ชเ้ ครื่องมอื วดั ได้
4. ทาการวดั ความกวา้ ง ความยาว อณุ หภูมิ ปรมิ าตร น้าหนักและอืน่ ๆ ไดถ้ ูกต้อง
5. ระบหุ นว่ ยของตวั เลขได้อยา่ งถูกต้อง
ทักษะกำรจำแนกประเภท (Classification)
การจาแนกประเภท หมายถึง กระบวนการท่ีใช้จดั จาพวกวัตถุหรือปรากฏการณต์ ่างๆทีต่ ้องการ
ศึกษาออกเปน็ หมวดหมู่ โดยจัดสิง่ ทม่ี ีคุณสมบัตบิ างประการรวมกันให้อยูใ่ นกลุ่มเดยี วกันในการจาแนกประเภท
เป็นพวกนั้นต้องมเี กณฑใ์ นการจาแนก เกณฑใ์ นการจดจา ได้แก่ ลกั ษณะความเหมือน ความแตกตา่ ง หรือ
ความสัมพนั ธ์อย่างหน่งึ อย่างใดกไ็ ด้ เช่น
1. การท่ีนกั เคมแี บ่งสารออกเป็นสารเนื้อเดียวและสารเน้ือผสม โดยอาศัยลกั ษณะของเน้ือ
สาร
2. การแบง่ ประเภทของผลไม้ โดยใช้ลกั ษณะความแตกต่างของดอก แบง่ เป็นผลเด่ยี ว
ผลรวม และผลกล่มุ
3. การแบง่ ประเภทของสตั ว์โดยการออกลกู เป็นตัวละออกลกู เปน็ ไข่ เปน็ ตน้
19
พฤติกรรมทแี่ สดงว่ำเกดิ ทกั ษะกำรจำแนกประเภท คอื
1. เรยี งลาดับหรือแบง่ กลมุ่ ต่างๆ โดยใชเ้ กณฑ์ทต่ี นเองหรือเกณฑท์ ี่คนอื่นกาหนดได้
2. บอกเกณฑ์ทผ่ี อู้ ืน่ เรยี งลาดบั หรอื จาแนกได้
ทกั ษะกำรหำควำมสัมพันธร์ ะหวำ่ งสเปสกบั สเปสและสเปสกับเวลำ (Space/Space Relationship
and Space-time Relationship )
สเปส หมายถึง ทว่ี ่าง สเปสของวตั ถุ หมายถงึ ที่ว่างที่วัตถุนนั้ ครองท่ีหรือกนิ ทีอ่ ยู่ เชน่ สเปสของ
กอ้ นอฐิ คือ ท่ีวา่ งทกี่ ้อนอฐิ นั้นครองท่ีอยู่ ซ่ึงมรี ปู รา่ งเหมือนกอ้ นอฐิ น้ัน คือ มีความกวา้ ง ความยาว ความสูง เรา
จัดว่ากอ้ นอิฐเป็นวัตถุทม่ี ี 3 มิติ ภาพวาดหรอื แผ่นกระดาษจะมี ความกว้าง ความยาว และความหนาน้อยมาก เรา
จดั ว่ากระดาเปน็ วัตถทุ ่ีมี 2 มิติ เส้นลวดทองแดงมีความยาว แต่มีเสน้ ผา่ นศนู ย์กลางน้อยมาก เราถือวา่
เสน้ ลวดทองแดง มี 1 มิติ เพราะมแี ต่ความยาว
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งสเปสกับสเปส หมายถึง ความสมั พันธ์ระหว่างวัตถหุ นึง่ กับอีกวัตถุหน่งึ
ความสัมพันธข์ องนา้ หนักแก้วทว่ี า่ ง เมือ่ เทน้าใส่แก้ว น้าสามารถแทนทอ่ี ากาศในแกว้ ได้หรือวาดภาพดอกไมจ้ าก
ดอกไมจ้ ริง (จาก 3 มิติ เป็น 2 มติ ิ)
ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสเปสกับเวลา หมายถงึ ความสัมพันธร์ ะหวา่ งการเปลย่ี นตาแหนง่ ของวัตถุ
กับเวลา หรอื ความสัมพนั ธ์ระหว่างตาแหน่งของวตั ถทุ ่ีเปลี่ยนไปกบั เวลาที่ใช้
ประโยชน์ของความสัมพนั ธ์ระหว่างสเปสกับสเปสและสเปสกับเวลา คอื ทาใหท้ ราบความสัมพันธ์
ระหว่างปรากฏการณต์ ่างๆทีเ่ กิดขนึ้ กับเวลาทเ่ี ปลี่ยนไป การวางสิ่งของตา่ งๆใหเ้ หมาะสมสวยงาม
พฤติกรรมที่แสดงว่ำเกิดทักษะควำมสมั พนั ธร์ ะหว่ำงสเปสกับสเปสและสเปสกบั เวลำคือ
1. ชบ้ี ่ง/วาดรูป 2 มิตแิ ละวตั ถุ 3 มิติทีก่ าหนดให้ได้
2. วาดรปู 2 มิตจิ ากวัตถหุ รือรปู 3 มิติท่ีกาหนดใหไ้ ด้
3. บอกชื่อของรปู ทรงและรูปทรงเลขาคณิตได้
4. บอกความสัมพนั ธ์ระหว่าง 2 มิติ กับ 3 มิติได้
5. บอกตาแหนง่ หรือทิศทางของวตั ถไุ ด้
6. บอกความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งส่ิงท่ีอยหู่ นา้ กระจกและสิ่งท่ีอยู่ในกระจกได้
7. บอกได้ว่าวตั ถหุ นงึ่ อยใู่ นตาแหน่งหรอื ทศิ ใดของอีกวตั ถุหน่งึ
8. บอกความสมั พนั ธ์ระหว่างการเปล่ยี นแปลงตาแหนง่ ที่อยกู่ ับเวลาได้
9. บอกความสัมพนั ธ์ระหวา่ งการเปลีย่ นแปลงขนาดหรือปริมาณของสงิ่ ตา่ งๆกับเวลาได้
ทักษะกำรคำนวณ (Using Number)
การคานวณ หมายถึง การนาคา่ ทไ่ี ด้จากการสังเกตเชงิ ปริมาณ การวัด การทดลอง และจาก
แหลง่ อน่ื ๆ มาจัดกระทาให้เกิดคา่ ใหม่ โดยการนับ การบวก ลบ คูณ หาร
และการหาค่าเฉลยี่ ยกกาลังสองหรือถอดรากและใชใ้ นการแปลความหมายและข้อสรุป
20
ประโยชน์การคานวณ ทาใหท้ ราบคา่ หรือรายละเอียดของข้อมูลและนาผลท่ีได้ไปใช้ในการแปล
ความหมาย นาข้อมูลท่ีไดจ้ ากการคานวณมาใชใ้ นการแกป้ ัญหา หรอื ใช้ในการค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ได้อยา่ ง
เหมาะสม
พฤตกิ รรมทแ่ี สดงวำ่ เกดิ ทักษะกำรคำนวณ คือ
1. การนบั ไดแ้ ก่
1.1 นบั จานวนสิ่งของไดถ้ ูกต้อง
1.2 ใช้ตัวเลขแสดงจานวนท่ีนับได้
1.3 ตัดสนิ ได้วา่ ส่ิงในแตล่ ะกลุ่มมีจานวนเทา่ กันหรอื ต่างกนั
1.4 ตัดสินได้วา่ ของในกล่มุ ใดมจี านวนเทา่ กันหรอื ตา่ งกัน
2. การหาค่าเฉล่ยี ไดแ้ ก่
2.1 บอกวิธหี าค่าเฉล่ยี
2.2 หาคา่ เฉล่ียได้
2.3 แสดงวิธหี าค่าเฉล่ียได้
ทกั ษะกำรจดั กระทำส่ือและควำมหมำยข้อมลู (Organizing Data and Communication)
ทักษะการจัดกระทาสือ่ และความหมายข้อมูล หมายถึง การนาขอ้ มูลทไ่ี ดจ้ ากการ สงั เกต
การวัด การทดลองและจากแหล่งอ่นื ๆ มาเปลีย่ นแปลงใหอ้ ยู่ในรปู ใหมใ่ หเ้ ข้าใจดี เพื่อความชดั เจน รัดกมุ สะดวก
และรวดเร็ว เช่น อาจแสดงในรูปการเขียนแผนภาพ แผนที่ ตาราง กราฟ ตลอดจนสร้างสิ่งอน่ื ๆ เพ่ือประกอบการ
พดู หรือการเขียน เพ่ือใหผ้ อู้ ืน่ เขา้ ใจในสิง่ ที่ต้องการ การใชภ้ าษาควรเป็นคาพดู หรือการเขียนดว้ ยขอ้ ความงา่ ยๆ ส่อื
ความหมายทช่ี ัดเจน
ประโยชน์ของการสอื่ ความหมายข้อมลู คือ ใชใ้ นการติดต่อส่อื สาร ใช้ในการจราจร การทาแผนท่ี
ใชใ้ นการรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตรใ์ หเ้ ป็นระเบียบ สะดวกต่อการศึกษาค้นควา้
พฤตกิ รรมที่แสดงวำ่ เกดิ ทักษะกำรจดั กระทำส่ือและควำมหมำยข้อมูล คือ
1. เลือกรูปแบบทใี่ ชใ้ นการนาเสนอข้อมูลได้อย่างเหมาะสม
2. บอกเหตุผลในการเลือกรูปแบบที่ใชใ้ นการนาเสนอข้อมลู ได้
3. ออกแบบการนาเสนอข้อมลู ตามรูปแบบท่เี ลือกไว้ได้
4. เปลี่ยนแปลงข้อมลู ใหอ้ ยู่ในรูปแบบใหม่ท่เี ขา้ ใจไดด้ ขี น้ึ
5. บรรยายลกั ษณะของสงิ่ ใดส่งิ หนึ่งดว้ ยข้อความท่ีเหมาะสม กะทัดรัดจนสื่อความหมายให้
ผู้อืน่ เขา้ ใจได้
6. บรรยายหรอื วาดแผนผงั แสดงตาแหน่งของภาพทต่ี นสือ่ ความหมายใหผ้ ้อู นื่
เขา้ ใจ
ทักษะกำรลงควำมคิดเหน็ จำกข้อมลู (Inferring)
ทกั ษะการลงความคิดเหน็ จากข้อมลู หมายถึง ความชานาญในการอธบิ ายสรปุ ข้อมูลทีไ่ ด้จากการ
สังเกต การวดั หรอื การทดลองอย่างมีเหตุผล โดยอาศยั ประสบการณเ์ ดิมและความรู้เดิมมาชว่ ย
ประโยชน์ของการลงความคิดเห็นจากข้อมลู
21
1. ช่วยใหข้ อ้ มูลที่ได้จากการสังเกตมคี วามหมายยิง่ ขนึ้ สมบรู ณข์ ้นึ มีประโยชน์มากข้ึน
2. ชว่ ยในการพิจารณาเหตุการณ์อย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนตดั สนิ ใจและมีความรอบคอบมาก
ย่ิงขึน้
พฤตกิ รรมทีแ่ สดงวำ่ เกดิ ทักษะกำรลงควำมคิดเห็นจำกข้อมูล คือ อธบิ ายหรอื สรปุ โดยเพิ่ม
ความคิดเหน็ ให้กบั ข้อมูลท่ีได้จากการสังเกต การวัดหรอื การทดลอง โดยใชค้ วามรูห้ รือประสบการเดมิ มาช่วย
ทกั ษะกำรพยำกำรณ์ (Prediction)
การพยากรณ์ คือ การทานาย คอื การคาดคะเนสง่ิ ทีเ่ กดขน้ึ ลว่ งหนา้ โดยอาศยั ประสบการณ์ท่ี
เกิดขึน้ ซ้าๆ หลักการ กฎ หรือทฤษฎีในเรอ่ื งน้ันมาช่วย การทานายมี 2 แบบ คือ การทานายในขอบเขตขอ้ มลู และ
การทานายนอกขอบเขตข้อมูล การทานายหรือการพยากรณ์จะมีความเท่ยี งตรงและแม่นยาไดก้ ็ต่อเมื่อมีการสังเกต
อยา่ งละเอียดรอบคอบและระมัดระวงั
การพยากรณท์ ่ีได้ผล คือ การพยากรณ์ท่ตี ัวแปรอื่นถกู ควบคมุ หมด และมกี ารเปลย่ี นแปลง
เฉพาะตัวแปรทเี่ ราต้องการทดลองเท่าน้นั การพยากรณ์ในขอบเขตข้อมูลน่าเชอ่ื ถือมากกว่าการพยากรณ์นอก
ขอบเขตข้อมูล
ประโยชน์ของการพยากรณ์ คือ ชว่ ยในการเตรยี มเหตุการณ์ท่จี ะเกิดขนึ้ ในอนาคต เชน่ เตรียม
ปอ้ งกนั ฝนตก นา้ ท่วม การทอ่ งเที่ยว การทานายเหตูการณ์ต่างๆ
พฤตกิ รรมทแี่ สดงวำ่ เกิดทกั ษะกำรพยำกรณ์ คอื
1. การพยากรณ์ทว่ั ไป เช่น การคาดคะเนผลท่จี ะเกิดขน้ึ ภายในขอบเขตทีเ่ ปน็ หลักการ กฎ
หรอื ทฤษฎีที่มีอยู่
2. การพยากรณ์ข้อมูลเชงิ ปริมาณ เช่น คาดคะเนผลท่ีเกดิ ขนึ้ ภายในขอบเขตของข้อมลู เชงิ
ปรมิ าณที่มอี ยู่ไดแ้ ละคาดคะเนท่ีจะเกิดขึ้นภายนอกขอบเขตของข้อมลู เชงิ ปริมาณทีม่ ีอยู่
ทกั ษะกำรตั้งสมมติฐำน (Formulation Hypothesis)
ทกั ษะการตั้งสมมตฐิ าน หมายถึง การคิดหาคาตอบล่วงหน้าก่อนจะทาการทดลองโดยการสงั เกต
ความรแู้ ละประสบการณเ์ ดิมเป็นพืน้ ฐาน คาตอบทค่ี ิดลว่ งหนา้ น้ียงั ไม่ทราบหรอื ยงั ไม่มหี ลักการ กฎ หรือทฤษฎีมา
ก่อน สมมตฐิ านหรือคาตอบที่คิดไว้ลว่ งหนา้ มักกลา่ วไว้เปน็ ข้อความทบี่ อกความสัมพนั ธ์ระหว่างตัวแปรตน้ กบั ตัว
แปรตาม สมมตฐิ านทตี่ ง้ั ไว้อาจถกู หรือผดิ ก็ได้ ซึ่งจะทราบภายหลังการทดลองหาคาตอบเพื่อสนับสนุนหรือคัดค้าน
สมมติฐานที่ตัง้ ไว้
พฤตกิ รรมที่แสดงวำ่ นักเรยี นเกิดทกั ษะกำรตั้งสมมติฐำน คอื จะต้องมีความสามารคในการหา
คาตอบล่วงหนา้ ก่อนการทดลองโดยอาศัยการสงั เกตความรู้และประสบการณ์เดิม
ทกั ษะกำรกำหนดนิยำมเชิงปฏบิ ตั ิกำร (Defining Operationally)
การกาหนดเชงิ ปฏบิ ัติการ หมายถึง การกาหนดความหมายและขอบเขตของคาต่างๆ ที่อย่ใู น
สมมติฐานท่ีต้องการทดลองใหเ้ ขา้ ใจตรงกันและสามารถสงั เกตหรอื วัดได้
การกาหนดนยิ ามเชงิ ปฏิบัตกิ าร มปี ระโยชนใ์ นการตคี วามระเบยี บข้อบังคับและบัญญัตเิ ฉพาะวิชาตา่ งๆ
22
พฤตกิ รรมทแี่ สดงว่ำนักเรยี นเกิดทักษะกำรกำหนดนิยำมเชงิ ปฏิบตั กิ ำร คือ จะต้องมี
ความสามารถในเรอ่ื งการกาหนดความหมายและขอบเขตของคาหรือตวั แปรตา่ งๆให้สังเกตได้และวดั ได้
ทกั ษะกำรกำหนดและควบคุมตัวแปร (Identifying and Controlling Variables)
การกาหนดตัวแปรควบคมุ หมายถึง การกาหนดสว่ นทเ่ี ปน็ ตน้ เหตุ ส่วนที่เป็นผลของการทดลอง
ตามทต่ี ้ังสมมติฐานไว้ และทาการควบคมุ สว่ นทเี่ ป็นตน้ เหตุสว่ นอื่นๆ ทเ่ี ก่ยี วข้องกบั การทดลองน้ันๆ แต่เรายังมา
สนใจที่จะศึกษาผลของต้นเหตนุ ้ันๆ ในขณะนน้ั
ตวั แปร แบง่ ออกได้ 3 ประเภท คอื
1. ตัวแปรต้นหรอื ตวั แปรอสิ ระ คือ ตวั แปรทเี่ ป็นตัวตน้ เหตุและเราต้องทดลองดูวา่ มนั สง่ ผล
ให้เกิดเหตุการณ์นนั้ หรือไม่
2. ตวั แปรตาม คือ ผลโดยตรงทเ่ี กิดขนึ้ จากตัวแปรตน้
3. ตวั แปรควบคมุ คือ ตัวแปรอิสระทเี่ ราไมส่ นใจที่จะศึกษาผลของมนั ในขณะนั้น จงึ
จาเปน็ ต้องควบคมุ ให้คงที่ไว้ช่วั คราวกอ่ น ทงั้ น้ีเพ่ือเพ็งเลง็ ดูผลของตวั แปรอิสระท่ีกาลงั ศึกษา
การกาหนดค่าตวั แปร หมายถึง การบง่ ชีต้ ัวแปรอิสระ ตวั แปรตามและตวั แปรอสิ ระทีเ่ ราตอ้ งการ
ควบคมุ ในสมมติฐานหนึ่งๆ
การควบคมุ ตัวแปร หมายถึง การควบคุมสิง่ อื่นๆ นอกเหนือจากตวั แปรอสิ ระท่ีจะทาให้ผลการ
ทดลองคาดเคล่ือน ถ้าหากไม่ควบคุมให้เหมือนๆกัน
การกาหนดและควบคุมตวั แปร มีประโยชนใ์ นการทดลองวิจัยหาคาตอบของปญั หาทส่ี งสัย
ตรวจสอบสมมตฐิ านท่ีตัง้ ไวแ้ ละการคน้ หาสว่ นท่เี ปน็ ต้นเหตุหรือส่วนท่เี ปน็ ผลของการทดลองในกรณีที่ทราบ
เฉพาะตัวใดตัวหนึ่ง
พฤติกรรมทีแ่ สดงวำ่ เกดิ ทกั ษะกำรกำหนดและกำรควบคุมตวั แปร คอื สามารถบง่ ชแ้ี ละ
กาหนดตวั แปรอิสระ ตัวแปรตามและตวั แปรที่ตอ้ งควบคุมได้
ทักษะกำรทดลอง (Experimenting)
การทดลอง หมายถงึ กระบวนการทน่ี าเอากระบวนการข้ันพ้ืนฐานหลายๆกระบวนการมา
ผสมผสานกันเพ่ือทดลองสมมติฐาน
การทดลอง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คอื แบบแบ่งกลุ่มเปรียบเทียบ แบบไม่แบ่งกล่มุ
เปรียบเทยี บและแบบลองผิดลองถูก
การทดลองเพื่อทดสอบสมมติฐาน ทาไดห้ ลายวธิ ีข้นึ อยู่กบั ลกั ษณะของปัญหานน้ั ๆ การทดลองมี
ขน้ั ตอนท่ีสาคัญ คือ แผนการทดลองและข้ันตอนการทดลอง กระบวนการข้ันตอนการทดลองใช้เป็นประโยชนใ์ น
การพสิ ูจนข์ ้อเทจ็ จริงและหาข้อยุติของปัญหาต่างๆ
พฤตกิ รรมทแ่ี สดงว่ำนักเรยี นเกิดทักษะกำรทดลองแล้ว คือ
1. การออกแบบการทดลองโดย
1.1 กาหนดวิธีการทดลองได้ถูกต้อง
1.2 ระบุอปุ กรณท์ ่ีตอ้ งใชใ้ นการทดลองได้
2. ปฏิบตั ิการทดลองและใชอ้ ุปกรณ์ได้ถูกต้องและเหมาะสม
23
3. บันทึกผลการทดลองไดค้ ล่องแคลว่ และถูกตอ้ ง
ทกั ษะกำรตคี วำมหมำยจำกข้อมูลและกำรลงขอ้ สรุป (Interpreting Data and Conclusion)
การตคี วามหมายจากขอ้ มูลและการลงข้อสรปุ เป็นการรวบรวมความหมายของขอ้ มลู ที่ได้ เพื่อ
นาไปสคู่ าตอบของปัญหาซึ่งเป็นจุดเร่มิ ต้นของการทดลอง ผลสรุปท่ไี ด้อาจเป็นปฏิเสธหรือยอมรับสมมตฐิ านกไ็ ด้
กระบวนการจีความจากข้อมูลและการลงข้อสรุป คือ กระบวนการลงขอ้ คิดเห็นข้ันสดุ ยอด
หลงั จากพิจารณาข้อมูลทุกแง่ทกุ มมุ และพจิ ารณาถึงความหนกั แน่นของหลกั ฐานทีส่ นับสนุนหรือขัดแยง้ ข้อมูลนน้ั
โดยนาเอามวลประสบการณ์และหลักตรรกวิทยามาเปน็ เครือ่ งมือในการตคี วามจากข้อมูลและการลงข้อสรุปอย่าง
สมเหตุสมผล
พฤตกิ รรมท่ีแสดงวำ่ นักเรียนเกิดทกั ษะกำรตีควำมหมำยจำกขอ้ มูลและกำรสรุป คือ
1. แปลความหมายหรือบรรยายลักษณะและสมบตั ขิ องข้อมลู ท่มี อี ยู่ได้ (การตีความหมาย
ขอ้ มลู ท่ีตอ้ งอาศัยทกั ษะการคานวณ)
2. ความสมั พันธข์ องข้อมลู ทีม่ ยี ู่ได้
3. ชุดแบบฝึกทกั ษะกระบวนกำรทำงวทิ ยำศำสตร์
3.1 ควำมหมำยของชุดฝกึ ทักษะทำงวิทยำศำสตร์
แบบฝกึ มคี วามสาคญั และจาเปน็ ต่อกระบวนการเรยี นการสอน เพราะชว่ ยให้นกั เรยี นไดฝ้ ึกฝนจาก
แบบฝึกหดั ท่ีนักเรยี นสร้างข้นึ จึงมีผใู้ ห้ความหมายของแบบฝกึ ไวด้ งั ต่อไปน้ี
สุรสิงห์ นริ ธร (2537:7)ไดใ้ ห้ความหมายของแบบฝกึ หัดนี้ว่า แบบฝึกเปน็ การจัดสถานการณแ์ บบฝกึ ฝน
ทบทวนต่างๆ ให้ได้เรียนในชั่วโมงเพื่อใหเ้ กดิ ความรูเ้ รอื่ งน้นั ๆ นอกจากนี้แบบฝกึ หัดจะเป็นการตรวจสภาพความ
เข้าใจของตนเองและเปน็ การแกไ้ ขข้อบกพรอ่ งตา่ งๆ
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ (2537:470)ได้ให้ความหมายแบบฝกึ ปฏิบตั ไิ ว้วา่ หมายถึง คู่มือนักเรียน ท่ีนักเรียน
ตอ้ งใชก้ บั การเรยี นการสอนจากชดุ การสอนส่วนทนี่ ักเรยี นบนั ทึกสาระสาคัญและทาแบบฝกึ หัดดว้ ย มีลักษณะ
คลา้ ยกับ “แบบฝึกหดั ” แต่ครอบคลุมกิจกรรมท่ผี เู้ รียนพึงกระทามากกว่าแบบฝึกหดั อาจกาหนดแยกเป็นแต่ละ
หนว่ ยเรยี กว่า “Worksgeet” หรอื “กระดาษคาตอบ” ซ่ึงผเู้ รียนต้องถือติดตัวเวลาประกอบกิจกรรมตา่ งๆ หรือ
อาจรวมเปน็ เลม่ เรียกวา่ “Workbook” โดยเย็บรวมเรียงตามลาดับ ต้ังแตห่ นว่ ยที่ 1 ข้ึนไป แบบฝึกปฏิบัติเปน็
สมบัตสิ ว่ นตัวของผ้เู รียนแต่ต้องเกบ็ ไว้ท่ีชุดการสอนเป็นตัวอย่าง 1 ชดุ เสมอ
อจั ฉรา ชีวพันธ์ และคนอ่ืนๆ(นยิ า วิชยั ดษิ ฐ.์ 2538:53;อา้ งอิงมาจาก อัจฉรา อจั ฉรา ชีวพันธ์ และคนอ่นื ๆ.
2532:102)ได้กลา่ วว่า แบบฝึกหัด หมายถงึ สง่ิ ทส่ี รา้ งขึน้ เพอื่ เสรมิ สร้างความเข้าใจ และเสรมิ สรา้ งเนอ้ื หาบางสว่ น
ที่ช่วยให้นกั เรียนไดป้ ฏิบัตแิ ละนาเอาความรู้ไปใชไ้ ด้อย่างแมน่ ยา ถูกต้องและคล่องแคล่ว
วรรณ แกว้ แพรก (วชริ นุช สินธุชยั . 25541:35; อ้างองิ มาจาก วรรณ แก้วแพรก.2526;86) ได้กล่าวถงึ
แบบฝกึ หดั เสริมทักษะว่าเป็นแบบฝึกหัดท่ีครจู ัดข้นึ ได้แก่ นกั เรยี น ใหน้ ักเรียนได้มีทักษะเพ่ิมขน้ึ โดการกจิ กรรม
อย่างใดอย่างหน่งึ ด้วยความสนใจ และพอใจ หลงั จากท่นี ักเรียนได้เรียนรู้เรื่องนัน้ ๆ มาบา้ งแลว้
สมศักดิ์ สนิ ธรุ ะเวชญ์(2540:106) กลา่ ววา่ ชุดแบบฝึกทักษะ คือ การจัดประสบการณก์ ารฝึกให้นกั เรยี นรู้
และเกดิ การศึกษาด้วยตนเองและสามารถแกป้ ญั หาได้อย่างถูกต้องอยา่ งหลากหลายและแปลกใหม่
24
จากการให้ความหมายดังกลา่ วสรุปได้วา่ แบบฝึก หมายถึง ส่อื หรือสิ่งเรา้ ทางการเรยี นทส่ี รา้ งข้นึ เพ่ือเสริม
ทกั ษะให้แก่นักเรยี น มีลักษณะที่เป็นแบบฝึกทมี่ ีกจิ กรรมให้ให้นักเรยี นกระทาโดยมีจดุ มุ่งหมายเพื่อพฒั นาความ
สมารถของนักเรียน แบบฝึกเป็นกิจกรรมท่ีมปี ระโยชนต์ อ่ การเรียนการสอนเพราะชว่ ยให้ผู้เรยี นแก้ไขปญั หา
ข้อบกพร่องทางการเรยี นด้วยการฝึกจากแบบฝึกหัดที่ครสู ร้างขนึ้
3.2 หลักจติ วทิ ยำท่ีเกี่ยวข้องกับชดุ ฝกึ
สุจริต เพยี รชอบ และสายใจอินทรัมพรรค์ (2523:52-67)กลา่ วถึงการสรา้ งชุดฝึกไวว้ า่ ต้องยดึ
หลกั ทฤษฎกี ารเรียนรทู้ างจติ วิทยา ดงั น้ี
1. กฎการเรียนรขู้ องธอรน์ ไดค์ เก่ียวกบั กฎแหง่ การฝึก ซง่ึ กล่าวว่า ส่ิงใดทม่ี กี ารฝึกจะมี
ความคล่องตัวและสามารถทาได้ดีในทางตรงกนั ขา้ มกับสิ่งท่ีเราไม่ไดร้ ับการฝกึ หรือทอดทิ้งไปนานแลว้ ย่อมจะทาได้
ไม่ดี
2. ความแตกต่างระหวา่ งบุคคล ควรคานึงว่านกั เรียนแต่ละคนมีความร้คู วามเข้าใจแตกต่าง
กัน ฉะนน้ั ในการสร้างชดุ ฝึกควรพจิ ารณาถงึ ความเหมาะสมไม่ยากหรืองา่ ยจนเกนิ ไปและควรมหี ลายๆแบบ
3. การจูงใจนกั เรียนโดยการจัดชุดฝึกจากง่ายไปหายาก เพ่ือดงึ ดูดความสนใจของนักเรียน
ซ่งึ ทาให้เกิดผลสาเรจ็ ในการฝึกแล้วช่วยย่วั ยใุ ห้อยากฝึกต่อไป
4. ใช้ชดุ ฝึกส้นั ๆ เพื่อไม่ให้เกดิ ความเบื่อหนา่ ย
ประสิทธิ์ เดชครอง (2539:19) สรปุ ลกั ษณะของชุดฝกึ ว่า จะต้องใช้ภาษาทเ่ี หมาะสมกบั นกั เรยี นและ
สร้างโดยใช้หลักจิตวทิ ยาในการตอบสนอง ดังนี้
1. ใช้ชดุ ฝกึ หลาย ๆ ชนิด เพื่อเร้าใหน้ ักเรยี นเกดิ ความสนใจ
2. ชดุ ฝกึ ที่เกดิ ข้นึ น้ันต้องใหน้ ักเรียนสามารถแยกออกมาพิจารณาได้วา่ แต่ละแบบ แตล่ ะข้อ
ต้องการใหท้ าอะไร
3. ใหน้ ักเรียนไดฝ้ ึกการตอบชุดฝึกแต่ละชนดิ แตล่ ะรูปแบบว่ามีวธิ ีการตอบอยา่ งไร
4. ให้นักเรียนมโี อกาสตอบสนองสิ่งเรา้ ดังกลา่ วดว้ ยการแสดงออกทางความสามารถ
5. ใหน้ กั เรียนไดน้ าสิ่งทีเ่ รยี นรูจ้ ากการเรียนมาตอบในชุดฝกึ ให้ตรงเปา้ หมายมากทส่ี ุด
3.3 องค์ประกอบของแบบฝกึ
กิดานันท์ มลทิ อง (2536: 181) กล่าววา่ แบบฝกึ จะประกอบด้วย
1. คู่มอื สาหรบั ครูผสู้ อนในการใช้ชดุ การสอน และคมู่ ือสาหรับนักเรยี น
ใช้ชดุ การเรียนอยา่ งชดั เจน
2. คาส่ังเพ่ือกาหนดแนวทางในการสอนหรอื การเรียน
3. เนื้อหาสาระบทเรยี นจะจัดอยู่ในรปู ของสไลด์ฟลิ ์ม เทปบันทกึ เสียง วีดโี อเทป หนงั สือ
บทเรียน เป็นตน้
4. กิจกรรมการเรยี นการสอน เป็นการให้นกั เรยี นทารายงานกิจกรรม
ทีก่ าหนดให้หรือค้นควา้ ตอ่ จากทเ่ี รยี นไปแล้ว เพ่ือองค์ความรูท้ ี่กวา้ งขวางขึ้น
25
5. การประเมินผล เปน็ แบบทดสอบเกยี่ วกบั เน้ือหาบทเรยี นนั้นๆ
จากองค์ประกอบของแบบฝึกตามท่นี กั วชิ าการ ได้กลา่ วแล้วข้างตน้ สามารถนามาสรปุ
ได้ว่า องค์ประกอบของแบบฝึกทีด่ ีนนั้ ควรจะประกอบไปดว้ ย
1. คู่มือสาหรบั นักเรยี นและครูผสู้ อน
1.1 บตั รคาแนะนา เพื่อชแี้ จงข้อมูลสาหรบั นกั เรยี นและครผู ู้สอน
เช่น วิธใี ช้แบบฝึกซ่อมเสริม วิธีใช้แผนการสอนซ่อมเสรมิ ระยะเวลา ชนิดของสอื่ เปน็ ต้น
1.2 คมู่ อื สาหรบั นักเรยี นประกอบด้วย
1.2.1 ชอ่ื แบบฝึกเสริมทักษะ
1.2.2 จุดประสงค์การเรยี นรู้
1.2.3 ส่อื การเรยี น
1.2.4 กิจกรรมการจัดการเรยี นการสอน
1.2.5 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
1.3 คมู่ อื สาหรับครผู สู้ อนประกอบดว้ ย
1.3.1 ชอ่ื วิชา, ระดับชั้น
1.3.2 ช่ือเร่ืองท่ีทาการสอน
1.3.3 สาระการเรยี นรู้
1.3.4 จุดประสงค์การเรยี นรู้
1.3.5 เนื้อหา/สาระการเรียนรู้
1.3.6 กระบวนการเรียนรู้
1.3.7 สื่อการเรียนรู้
1.3.8 การประเมนิ ผล
1.3.9 เกณฑ์การประเมนิ ผล
1.4 สอ่ื ทีใ่ ช้ในกระบวนการเรียนการสอนทั้งหมด
1.5 การประเมินผลประกอบด้วย
1.5.1 การประเมินผลก่อนเรียน กอ่ นการใช้แบบฝึกเสริมทกั ษะ
1.5.2 การประเมินผลระหว่างการใช้แบบฝกึ เสริมทักษะ
1.5.3 การประเมินผลหลงั เรยี น การใช้แบบฝกึ เสรมิ ทักษะ
26
ศิรพิ งศ์ พะยอมแย้ม (2533: 148) กล่าวว่า องคป์ ระกอบของแบบฝกึ โดยท่วั ไปจะต้อง
ประกอบด้วยสงิ่ ตา่ งๆ ดงั น้ี
1. คูม่ ือครู เพื่อทาหนา้ ท่ชี แี้ จง ลกั ษณะและวธิ กี ารใช้แบบฝึก
2. คาสั่งหรือการมอบงาน เพ่ือกาหนดแนวทางการเรยี นให้นกั เรยี น
3. เนอ้ื หาสาระและสอ่ื โดยจัดใหอ้ ยูใ่ นรูปของส่ือการสอนแบบประสม
และกจิ กรรมการเรียนการสอนแบบกลุ่มและรายบุคคลตามวตั ถปุ ระสงค์เชิงพฤติกรรม
4. การประเมนิ ผลเปน็ การประเมินผลของกระบวนการ ได้แก่
แบบฝึกหัด รายงานการค้นคว้า และผลการเรยี นรใู้ นรปู ของแบบสอบถามตา่ งๆ
3.4 ลกั ษณะของชุดฝึกทด่ี ี
ในการสร้างชุดฝึกสาหรับเด็ก มีองค์ประกอบหลายประการซง่ึ นกั การศึกษาหลายท่านไดใ้ ห้
ขอ้ เสนอแนะเกย่ี วกบั ชดุ ฝึกทักษะทด่ี ีไว้ ดังน้ี
รเิ วอร์ (ละดา ดอนหงษา 2531 : 28 ; อา้ งอิงมาจาก River. 1968 : 97-105) ได้สรปุ ลกั ษณะของชุดฝึก
ไว้ดงั น้ี
1. ตอ้ งมีการฝกึ นักเรยี นมากพอสมควรในเร่ืองหนึ่ง ๆก่อนที่จะมกี ารฝกึ เรอื่ ง อ่ืน ๆต่อไป
ทั้งนีท้ าขนึ้ เพ่ือสอนไม่ใชท่ าข้ึนเพอ่ื ทดสอบ
2. ฝึกโครงสร้างใหม่กบั ส่งิ ที่เรยี นรู้แล้ว
3. แตล่ ะชุดควรใชป้ ระโยชนเ์ พียงหนง่ึ แบบเท่าน้นั
4. ประโยคและคาศัพท์ควรเปน็ รูปแบบท่ใี ช้ในชวี ติ ประจาวัน
นติ ยา ฤทธโ์ิ ยธี (2520 : 1)สรุปลักษณะชุดฝึกทดี่ ีไว้ดังน้ี
1. เกย่ี วข้องกบั บทเรียนทเ่ี รยี นมาแล้ว
2. เหมาะสมกับวยั ระดบั หรือความสามารถของนักเรยี น
3. มีคาชีแ้ จงสัน้ ๆ ที่ทาใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจวิธที าไดง้ ่าย
4. ใช้เวลาเหมาะสม คือ ไม่นานหรือเรว็ เกินไป
5. เป็นส่ิงที่นา่ สนใจและท้าทายใหแ้ สดงความสามารถ
ศศธิ ร สุทธแิ พทย์ (2528 : 72) ไดศ้ ึกษาพบวา่ ชุดฝึกท่ีนา่ สนใจและกระตอื รือรน้ ทจี่ ะทาน้ันตอ้ งมีลักษณะ
ดังน้ี
1. ใชห้ ลกั จติ วทิ ยา
2. สานวนภาษาง่าย
3. ใหค้ วามหมายต่อชวี ติ
4. คิดไดเ้ ร็วและสนกุ
5. ปลุกความสนใจ
6. เหมาะสมกบั วัยและความหมาย
7. อาจศึกษาด้วยตนเอง
27
8. ให้สอดคล้องกบั หลักจติ วิทยาและพัฒนาการของเด็ก
จากหลักการดังกล่าวจะเหน็ ไดว้ ่า สามารถนาเอาหลักการของชดุ ฝกึ มาสรา้ งชุดฝึกทกั ษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ได้ ซ่ึงจะชว่ ยให้นกั เรยี นเกิดการเรยี นรูจ้ ากการปฏบิ ตั ิด้วยตัวเองได้ฝึกทกั ษะเพ่ิมเตมิ จากเนื้อหาโดยมี
ครูเปน็ ผชู้ ้แี นะชว่ ยเพม่ิ พนู ความร้ทู างวทิ ยาศาสตร์และทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้ สรุปได้ว่า ลกั ษณะ
ของชุดฝึกทีด่ ีและมปี ระสิทธิภาพน้นั มีลักษณะดังนี้
1. ชดุ ฝกึ ตอ้ งเรยี งลาดบั จากง่ายไปหายาก
2. รูปแบบการฝกึ ต้องเรา้ ความสนใจ
3. ชดุ ฝึกตอ้ งใชเ้ วลาที่เหมาะสมไมน่ านเกนิ ไป
4. ชุดฝกึ ตอ้ งมีหลายรปู แบบเพื่อไม่ใหน้ ักเรยี นเบอ่ื หนา่ ย
5. ชดุ ฝกึ ตอ้ งเหมาะสมกับวัยและความสมารถของนักเรียน
6. มีคาชี้แจงส้ัน ๆ ศกึ ษาด้วยตนเองได้
ประสิทธ์ิ เดชครอง (2539 : 20) สรปุ ประโยชน์ของชดุ ฝึกวา่ ชดุ ฝกึ ชว่ ยในการฝึกหรอื เสริมทกั ษะทาง
การศกึ ษาของภาษา การใช้ภาษาของนกั เรียนสามารถนามาฝกึ ซ้าทบทวนบทเรียนและนักเรียนสามารถทบทวน
ตนเอง จดจาเน้ือหาได้คงทน ชดุ ฝึกถอื เป็นอุปกรณก์ ารสอนอย่างหน่ึงซึ่งสามารถทดสอบความรู้ วดั ผลการเรียนรู้
และประเมินผลนักเรยี นก่อนเรยี นและหลงั เรยี นได้เป็นอยา่ งดี ทาให้ครทู ราบปญั หาความบกพร่องของนักเรยี น
เฉพาะจดุ ได้ นักเรยี นทราบผลความก้าวหน้าของตนเอง ครูประหยัดเวลา ค่าใช้จา่ ยและลดภาระไดม้ าก
ประทีป แสงเป่ยี มสุข (2538: 53 –56) ได้แนะลักษณะของแบบฝกึ ทกั ษะไวด้ ังน้ี
1. ประเภทเลือกตอบ
1.1 เลือกระบายสีคาพวกเดียวกนั
1.2 เลือกคาทม่ี ีความหมายตรงกับขอ้ ความ
1.3 เลอื กตัวพยัญชนะใส่ในกล่มุ
1.4 เลือกคาทีส่ ะกดการนั ตถ์ ูกต้อง
1.5 เลือกคาพวกเดยี วกัน
2. ประเภทเตมิ คา
2.1 เติมพยญั ชนะในคาท่ีกาหนดให้
2.2 เติมคาลงในขอ้ ความที่กาหนด
2.3 เตมิ คาลงในขอ้ ความของคาให้เป็นคาทีม่ ีความหมาย
2.๔ เติมคาให้มีความหมายตรงกับภาพ
2.5 เติมอักษรลงในช่องว่างใหเ้ ป็นคาซ่งึ มีความหมายตรงกับคาอ่านที่กาหนดให้
3. ประเภทจบั คู่
3.1 จับคูพ่ ยางคก์ บั คาทอี่ ่านต่อกัน
3.2 จับคคู่ ากับข้อความท่ีมีความหมายตรงกนั
3.3 จับค่คู าพวกเดียว
4. ประเภทสรา้ งคา
28
4.1 สรา้ งคาจากภาพ
4.2 สร้างคาจากภาพและความหมายทีก่ าหนดให้
4.3 สรา้ งคาโดยเรียงตวั อกั ษรท่ีกาหนดให้
4.4 นาคามาประสมใหเ้ กดิ คาใหม่
4.5 สรา้ งคาจากตวั อักษรที่สลบั ท่ีกันอยู่
5. ประเภทสรา้ ง ประโยชน์
5.1 สร้างประโยคจากคาท่ีกาหนดให้
5.2 เลอื กคาเติมลงในประโยคให้ได้ใจความ
5.3 สร้างประโยคจากภาพทกี่ าหนด
6. ประเภทเขยี นคา
6.1 เขยี นคาอา่ นจากคาที่กาหนด
6.2 เขยี นคาจากคาอา่ นและความหมายทกี่ าหนด
6.3 แก้คาท่ีสะกดผดิ
7. ประเภทแยกสว่ นประกอบของคา
8.ประเภทหาความหมายของคา
รเิ วอร์ (River, 1970: 103 – 104) ได้กลา่ วว่า ลักษณะของแบบฝกึ ควรประกอบด้วย
1. ต้องมกี ารฝกึ นักเรียนมากพอควรในเรอ่ื งหนงึ่ ๆ ก่อนจะมกี ารฝกึ เร่ือง
อ่ืนๆ ต่อไป ทั้งนี้ทาเป็นเพือ่ การสอนไม่ใช่เพื่อการทดสอบ
2. แตล่ ะบทควรฝึกโดยใช้เพียงหน่งึ แบบเท่านัน้
3. ฝึกโครงสรา้ งใหม่กับสิ่งท่ีเรียนรู้แลว้
4. ประโยคทฝี่ ึกเปน็ ประโยคสั้นๆ
5. ประโยคและคาศัพทค์ วรเป็นแบบที่ใชพ้ ูดกันในชีวติ ประจาวนั
ท่ีนักเรียนร้จู กั ดีแลว้
6. เปน็ แบบฝึกที่นักเรียนใชค้ วามคดิ ดว้ ย
7. แบบฝกึ ควรมีหลายๆ แบบเพือ่ ไมใ่ ห้นักเรียนเกิดความเบ่ือหนา่ ย
8. ควรฝึกให้นกั เรยี นสามารถใชส้ ่งิ ที่เรียนไปแล้วไปใช้ในชีวิตประจาวนั ได้
บิลโลว์ (Billow, 1๙๗๐: ๘๗) กลา่ วถึงลักษณะทีด่ ขี องแบบฝึกไวว้ า่ แบบฝกึ ทีด่ จี ะต้องเหมาะกบั
ความสนใจและสมาธขิ องเด็ก เรียงลาดับจากงา่ ยไปหายาก เปดิ โอกาสใหเ้ ด็กฝกึ เฉพาะอย่าง ภาษาเหมาะกับวยั
วฒั นธรรมประเพณี ภมู หิ ลังทางภาษาของเด็ก แบบท่ดี ีควรจะเปน็ แบบฝึกเสริมสาหรบั เด็กเกง่ และซอ่ มเสริม
สาหรับเดก็ ท่ีอ่อนได้ในขณะเดียวกัน นอกจากน้ีควรใชห้ ลายๆ ลกั ษณะและมคี วามหมายต่อผ้ฝู ึกอีกด้วย
29
3.5 หลกั ในกำรสรำ้ งชกุ ฝึกทักษะ
นอกจากหลกั จิตวิทยาที่ต้องคานึงถงึ ในการสรา้ งชดุ ฝกึ แลว้ ได้มนี ักศึกษาเสนอหลักในการสร้าง
ชดุ ฝึกเพิ่มเติมดังน้ี
วรนารถ พ่วงสวุ รรณ (2518 : 34 - 37) ไดอ้ ธิบายหลักการสรา้ งชุดฝกึ เพ่อื ให้ได้ชดุ ฝึกทดี่ ีและสามารถ
นาไปใช้ใหต้ รงตามวัตถุประสงค์ ดงั น้ี
1. ต้ังวัตถปุ ระสงค์
2. ศกึ ษาเกี่ยวกบั เนื้อหา
3. ขั้นตอนในการสร้างชดุ ฝึก
3.1 ศกึ ษาปัญหาในการสอน
3.2 ศึกษาจิตวิทยาเกยี่ วกับการเรียนการสอน
3.3 ศึกษาเนื้อหาวชิ า
3.4 ศกึ ษาลักษณะชดุ ฝกึ
3.5 วางโครงเร่อื งและรปู แบบของการฝึกใหส้ ัมพนั ธก์ บั โครงเรื่อง
3.6 เลือกเน้ือหาตา่ งๆทีเ่ หมาะสมมาบรรจุในชดุ ฝึกให้ครบตามท่ีกาหนดไว้
บาร์เนตท์ และคนอนื่ ๆ (นิตยา วิชยั ดษิ ฐ.์ 2538 : 57 ; อ้างองิ มาจาก Barnet and others. 1969 :11)
ไดใ้ ห้คาแนะนาเกย่ี วกับการสรา้ งชดุ ฝกึ วา่ ชุดฝึกทด่ี คี วรมีขอ้ แนะนาการใชค้ วรให้มตี ัวเลือกท้ังแบบตอบจากัดและ
แบบเสรีคาส่ังหรอื ตัวอย่างท่ียกมาหรอื เปน็ ชดุ ฝกึ ไม่ควรยาวเกินไปหรืออยากแก่การเขา้ ใจ ถ้าต้องการให้ศึกษาดว้ ย
ตนเอง ชดุ ฝึกนน้ั ควรมีหลานรูปแบบและให้ความหมายแกผ่ ู้ฝกึ ทา
บัทม์ (Butts. 1974 : 85)เสนอหลักการสร้างชุดฝึกทางด้านวทิ ยาศาสตรไ์ ว้ดังนี้
1. ก่อนท่ีจะสรา้ งชุดฝึกจะต้องกาหนดโครงร่างไวค้ ร่าวๆก่อนว่าจะเขียนชดุ ฝึกเกี่ยวกบั เรื่อง
อะไร มวี ัตถุประสงค์อะไร
2. ศกึ ษางานดา้ นวิทยาศาสตรแ์ ละเอกสารทีเ่ กย่ี วข้องกับเรื่องที่ทา
3. เขียนวตั ถุประสงค์เชงิ พฤติกรรมและเน้ือหาให้สอดคลอ้ งกัน
4. แจ้งวัตถปุ ระสงค์เชิงพฤตกิ รรมออกเปน็ กิจกรรมย่อยโดยคานงึ ถงึ ความเหมาะสมของ
นักเรียน
5. กาหนดอปุ กรณ์ที่ใชใ้ นกจิ กรรมแต่ละตอนให้เหมาะสมกบั ชุดฝึก
6. กาหนดเวลาทใี่ ช้ในชดุ ฝกึ แต่ละตอนใหเ้ หมาะสม
7. ประเมนิ ผลจะประเมินกอ่ นหรอื หลังเรยี น
เนอ่ื งจากชุดฝึกมีความสาคญั ดงั กลา่ วมาแล้ว จึงจาเปน็ อย่างยง่ิ ท่ีครูจะต้องศกึ ษาหาความรใู้ นการสรา้ ง
ชุดฝึกทักษะให้แกน่ ักเรียนและครูจะตอ้ งเลือกเฟ้นหรือสร้างชดุ ทกั ษะท่ีมีคุณภาพสูงและมีคุณภาพกบั ผู้เรยี นมาก
ท่สี ุด หลกั สาคญั ในการสร้างชดุ ฝกึ คือ ต้องกาหนดวัตถปุ ระสงคท์ จี่ ะฝึกใหแ้ นน่ อนวา่ จะฝึกนักเรยี นเร่ืองอะไร แลว้
จดั หาเนือ้ หาให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์นนั้
ฉวีวรรณ กรี ตกิ ร ( 2537 : 11-12 ) ได้อธบิ ายหลักในการสรา้ งชุดฝึกไวด้ งั นี้
30
1. ชดุ ฝกึ ท่สี รา้ งขึ้นมีความสอดคล้องกบั หลักจิตวิทยาพฒั นาการและลาดับขนั้ ตอนการ
เรียนรขู้ องนักเรียนจะสร้างชุดทกั ษะทน่ี า่ สนใจและเร่มิ จากง่ายไปหายาก เพอื่ ใหน้ กั เรียนมีกาลงั ใจในการทาชุดฝกึ
ทกั ษะ
2. ใหช้ ุดทกั ษะสอดคลอ้ งกบั จุดประสงค์ทีต่ ้องการฝึก
3. ชุดฝึกทักษะควรมุ่งส่งเสรมิ ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มตามความสามารถทแี่ ตกต่างกัน
4. ชุดฝึกทักษะแตล่ ะชุดควรมีคาชแี้ จงสนั้ ๆ ง่าย ๆ เพือ่ ใหน้ ักเรยี นเขา้ ใจ
5. ชุดฝึกทักษะท่ีถกู ต้องครูจะต้องพจิ ารณาให้ดอี ย่าใหม้ ีข้อผิดพลาด
3.6 หลักกำรนำชุดฝกึ ไปใช้ในกำรเรียนกำรสอน
บทั ม์ (Butt. 1974 :2 )ไดเ้ สนอแนะหลักในการนาชดุ ฝึกไปใช้ในการเรียนการสอนดงั นี้
1. อา่ นและศึกษาวัตถปุ ระสงค์ให้เข้าใจก่อน
2. ลองทากจิ กรรมในชดุ ฝึกดูว่าทาได้หรือไม่
3. พจิ ารณาเนื้อหาและกิจกรรมของชุดฝึกว่าสอดคลอ้ งกนั หรือไม่
4. พจิ ารณาจดุ ประสงค์ของชุดฝึกและกิจกรรมการเรยี นการสอนวา่ สอนคล้องกันหรือไม่
5. ชดุ ฝกึ นั้นเหมาะสมกบั นกั เรยี นหรอื ไม่
6. เตรียมอปุ กรณ์ท่ีใช้ในชดุ ฝึกให้เหมาะสมและสอดคลอ้ งกับกิจกรรม
7. พิจารณาที่ใช้ในการฝึกวา่ เหมาะสมหรือไม่
8. อภปิ รายรว่ มกับนกั เรยี นหลังจากทีน่ กั เรยี นไดท้ าชดุ ฝึกแล้ว เพ่ือศึกษาปฏกิ ิรยิ า
ตอบสนองของนกั เรียนวา่ เข้าใจ
จากเอกสารทเี่ กย่ี วขอ้ งกับชุดฝึกพบว่าชดุ ฝึกทว่ั ๆ ไปน้ันประกอบดว้ ยสว่ นสาคัญ 3 สว่ น คือ สว่ นทเ่ี ป็นคา
ช้แี จง ส่วนทเ่ี ปน็ การฝึก และส่วนทเ่ี ปน็ การประเมินผล สาหรบั การศึกษาค้นควา้ คร้ังนี้ ผู้ศกึ ษาคน้ คว้าได้สร้าง
ชดุ ฝกึ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ซ่งึ ประกอบด้วยวัตถปุ ระสงค์ สอื่ กิจกรรมการเรยี นการสอน ซึง่ เป็น
กิจกรรมทนี่ าไปสู่ทักษะกระบวนทางวทิ ยาศาสตร์ เวลาท่ีใช้ในการปฏิบตั ิกจิ กรรม การประเมินผล การฝกึ ปฏิบัติ
กิจกรรม มีลาดบั ข้ันตอนในการฝึก ดัง้ นี้
1. นกั เรียนอา่ นรายละเอียดของชุดฝกึ กอ่ นฝึกปฏิบตั ิกิจกรรมทกุ ครั้ง
2. นักเรยี นปฏบิ ัตติ ามคาสง่ั และคาถามในกจิ กรรมทุกข้อ
3. เม่ือเสรจ็ สิ้นการปฏบิ ตั ิกจิ กรรมแล้ว ครเู ฉลยและร่วมอภิปรายกับนกั เรยี นเกี่ยวกบั
คาตอบของชุดฝกึ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3.7 คุณประโยชน์ของแบบฝึก
ออ้ มน้อย เจรญิ ธรรม (2๕3๔: 1๐๘) ไดส้ รุปไวว้ า่ ในการจดั กจิ กรรมการเรียน การสอนวชิ าภาษาไทย
นั้น แบบฝกึ นอกจากจะทาให้นกั เรียนเกดิ ทักษะความชานาญแลว้ ยงั ชว่ ยให้นักเรียนและตวั ผูเ้ ก่ยี วข้องไดร้ ู้จัก
ตนเอง มีความสามารถเข้าใจบทเรยี นไดด้ ีแต่ก็ขน้ึ อยู่กับตัวนักเรยี นไดม้ ีการ ฝกึ ฝนสมา่ เสมออกี ดว้ ย
กรรณกิ าร์ ศุกรเวทยส์ ิริ (2๕33: ๕๔) ได้สนับสนุนแนวคดิ ดา้ นคณุ ประโยชน์
ของแบบฝึกการใช้แบบฝึกทางภาษาเปน็ การฝึกทกั ษะ ทาใหน้ ักเรยี นได้รบั ประสบการณ์ตรง เขา้ ใจเรียนงา่ ยขึ้น
นอกจากนยี้ ังทาให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มตี ่อบทเรียน และ หาแนวทางแก้ไขปรับปรงุ การเรยี นการ
31
สอนให้นกั เรยี นไดเ้ รยี นอย่างดีทีส่ ุดตามความสามารถของแต่ละคนอันจะทาใหเ้ กิดความเชอ่ื มั่น สามารถ
ประเมินผลงานของตนเองได้ ตลอดจนฝกึ ให้นักเรียนมคี วามคดิ รบั ผดิ ชอบต่องานท่ไี ดร้ ับมอบหมาย สามารถ
ทางานด้วยตนเองได้ โดยลาพัง
เพ็ดต้ี (Petty,1971 : 469 – 472) ไดก้ ล่าวถึงประโยชนข์ องแบบฝึกไว้ทั้งหมด 10 ประการ
คอื
1. เป็นส่วนเพมิ่ เติมหรือเสรมิ สร้างในการเรยี นทักษะเป็นอุปกรณก์ ารสอน
ทช่ี ่วยลดภาระของครไู ด้มาก เพราะแบบฝกึ เปน็ ส่ิงทจี่ ัดทาขึ้นอย่างเป็นระบบหรอื มรี ะเบยี บ
2. ช่วยเสริมทกั ษะการใชภ้ าษา แบบฝกึ หดั เปน็ เคร่ืองมือท่ีช่วยเดก็ ในการ
ฝึกฝนการใช้ทกั ษะการใชภ้ าษาใหด้ ีข้นึ แตท่ ้ังนจ้ี ะต้องอาศยั การสง่ เสรมิ และเอาใจใสจ่ าก
ครูผสู้ อนดว้ ย
3. ช่วยในเรอื่ งความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล เน่ืองจากเด็กมคี วามสามารถ
ทางภาษาท่ีแตกต่างกัน การใหเ้ ดก็ ทาแบบฝึกที่เหมาะสมกับความสามารถของตนเอง จะชว่ ยใหเ้ ดก็ ประสบ
ผลสาเรจ็ ในด้านจติ ใจมากขนึ้ ดงั น้ันแบบฝึกจงึ ไมใ่ ชส่ มุดฝกึ ทคี่ รจู ะจดั ใหเ้ ดก็ อยา่ งบทเรยี นหรอื หนา้ ต่อหนา้ แต่
เปน็ แหล่งประสบการณเ์ ฉพาะเด็กที่ต้องการความชว่ ยเหลือพิเศษ และเป็นเครื่องช่วยสอนท่มี ีคา่ ของครูที่จะสนอง
ความต้องการรายบุคคลในชั้น
4. แบบฝกึ ชว่ ยสอนใหท้ ักษะทางภาษาอยคู่ งทน ลักษณะการฝึกเพื่อช่วยให้เกิดผลดงั กล่าว เช่น
4.1 ฝึกทนั ทหี ลังจากทเี่ ดก็ เรยี นรู้ในเรอ่ื งน้ันๆ
4.2 ฝึกซา้ หลาย ๆ คร้ัง
4.3 เน้นเฉพาะเรอื่ งที่ผิด
5. แบบฝึกทีใ่ ช้จะเป็นเครื่องวดั ผลการเรียนหลังจากจบบทเรยี นในแตล่ ะครั้ง
6. แบบฝึกที่จดั ทาข้นึ เป็นรปู เลม่ เด็กจะสามารถเก็บรกั ษาไวใ้ ช้เป็นแนวทาง
เพ่ือทบทวนตนเองได้ต่อไป
7. การให้เด็กทาแบบฝึกหัดช่วยใหค้ รมู องเหน็ จดุ เดน่ หรอื ปญั หาต่างๆ ของเด็กได้ชดั เจนชว่ ยให้
ครดู าเนินการปรับปรุงแก้ไขปัญหานนั้ ๆ ได้ทันท่วงที
8. แบบฝึกท่จี ัดข้นึ นอกเหนอื จากทอี่ ยู่ในแบบเรยี น จะช่วยให้เดก็ ได้ฝึกฝนทกั ษะอยา่ งเต็มที่ตาม
ความสามารถของตน
9. แบบฝึกท่จี ัดพิมพไ์ วเ้ รียบร้อยแล้วจะช่วยทาใหค้ รูประหยดั ท้งั แรงงาน
และเวลาในการจะตอ้ งเตรยี มการสร้างแบบฝกึ อยเู่ สมอ ในดา้ นผเู้ รยี นกไ็ ม่ตอ้ งเสยี เวลาในการลอกแบบฝกึ หดั
จากตาราเรียนหรือกระดานดาทาใหม้ เี วลาและโอกาสในการฝกึ ทกั ษะต่างๆได้ มากขึ้น
10. แบบฝกึ ช่วยประหยัดค่าใชจ้ า่ ยและการจดั พิมพข์ น้ึ เปน็ รปู เลม่ ทีแ่ นน่ อน
คณุ ประโยชนข์ องแบบฝึกได้มีนกั วชิ าการ และนักการศึกษาค้นคว้าไดเ้ สนอแนะความคดิ เห็น
ของแบบฝกึ เกย่ี วกับคุณประโยชน์ในการเรียนรูข้ องนักเรียน ในการฝกึ ทักษะให้เกิดความชานาญและการ
ปลูกฝงั คุณค่า และคณุ ลักษณะนสิ ยั ทีถ่ ูกตอ้ งหลายประการ หากแตค่ รผู สู้ อนจะต้องรจู้ ักนาไปใชอ้ ย่างถูกวธิ ีใน
32
หลายๆ รปู แบบ หลายๆ คร้ัง เหมาะสมกับวัย เวลาและความสามารถของนักเรยี นแต่ละคนก็จะทาให้แบบฝกึ
เกดิ คุณประโยชน์ต่อการเรยี นการสอนอยา่ งแท้จรงิ
4. งำนวจิ ัยท่เี กยี่ วข้อง
4.1งำนวจิ ัยในประเทศ
พนัดดา สหุ ญา้ นาง ( 2547 : 74 ) ได้ศึกษาผลการพฒั นาชุดฝกึ กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื ง
บรรยากาศ ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ของนักเรยี นโรงเรยี นบ้านซามูลนาก
จังหวดั ชัยภมู ิ จานวน 23 คน พบว่า ชดุ ฝึกทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์มปี ระสิทธภิ าพ 86.80/86.07
นกั เรยี นทเี่ รียนโดยใชช้ ุดฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรยี นเพ่มิ ข้ึนจากก่อนเรียนอย่างมีนยั สาคญั
ทางสถิติท่ี ระดบั .01
ศักด์ิศรี ทองศรี ( 2547 : 56 )ไดศ้ ึกษาผลการพฒั นาแผนการจดั การเรยี นร้แู ละชุดฝึกกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 2 ของโรงเรยี นบ้านตะเคียน จังหวัดสุรินทร์
จานวน 35 คน พบวา่ แผนการจดั การเรียนรูแ้ ละชุดฝกึ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรม์ ปี ระสทิ ธิภาพเท่ากบั
81.15/75.72 ซ่ึงสงู กว่าเกณฑ์ 75/75 ท่ีตงั้ ไว้ มดี ชั นีประสทิ ธิผลเท่ากับ0.5572 หมายถึง นกั เรียนมคี วามรเู้ พม่ิ ข้นึ
ร้อยละ 55.72 นักเรียนมคี ะแนนทดสอบหลังการเรียนเพิ่มข้ึนก่อนก่อนเรยี นอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถิติท่ีระดบั .01
เจรญิ วรนาถนฤมล ( 2547 : 81 )ได้ศกึ ษาผลการพัฒนาชุดฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ชัน้
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 โรงเรียนชมุ ชนบ้านช่อระกา จงั หวดั นครราชศรีมา จานวน 30 คน พบว่า ชดุ ฝกึ ทกั ษะมี
ประสิทธิภาพ 78.18/75.06 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 ท่ตี งั้ ไว้และมีค่าดรรชนีประสทิ ธผิ ลรอ้ ยละ 55.00 นักเรียนที่
เรียนดว้ ยการใช้ชุดฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรม์ ีคะแนนเฉลย่ี สูงกวา่ ก่อนฝกึ ทักษะอยา่ งมนี ยั สาคญั ทาง
สถิตทิ รี่ ะดบั .01 และเหน็ ว่าชุดฝึกทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรม์ ีความเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง
ชาญวทิ ย์ เทียมบญุ ประเสริฐ (2549 : 152) ไดศ้ ึกษาเปรยี บเทียบทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ธรวิโรฒ จานวน 76 คน พบวา่
นกั เรยี นที่ได้รบั การฝึกจากชดุ ฝึกมีทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรส์ ูงกว่านักเรยี นที่ได้รับการฝกึ ตามคูม่ ือครู
อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .01 นักเรียนมเี จตคติต่อวิทยาศาสตรแ์ ละเพศต่างกันมีทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ทแ่ี ตกตา่ งกนั อย่างมีนัยสาคัญทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05
สมใจ ปรมาธกิ ุล (2550 : 91 ) ได้ศกึ ษาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปี
ที่ 1 ของโรงเรียนเมืองชุมพรบ้านเขาถลม่ จงั หวัดชุมพร ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2550 จานวน 30 คน ได้มา
โดยวิธีการเลอื กแบบเจาะจง เคร่ืองมอื ที่ใช้ในการวิจยั ไดแ้ ก่ แผนการสอนชุดฝึกทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ ชดุ ฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 จานวน 6 ชุด แบบทดสอบวดั
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ จานวน 1 ชุด ผลการวิจยั พบว่าชกุ ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ่ี
สร้างขนึ้ มปี ระสิทธิภาพ 95.61/84.11 ซ่ึงสูงกวา่ ค่าทีต่ ้ังไว้ 80/80 ชดุ ฝกึ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ชัน้
มัธยมศึกษาปที ่ี 1 มีประสิทธิผล 0.72 ซงึ่ ได้ผลตามเกณฑป์ ระสิทธิผลทตี่ งั้ ไว้มีคา่ ดรรชนีประสิทธิผลมากกวา่ 0.50
ขน้ึ ไป คะแนนเฉลี่ยผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนของนักเรียนหลงั การเรยี นดว้ ยชุดฝกึ ทกั ษะกระบวนการทาง
33
วทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 มีคา่ มากกวา่ คะแนนก่อนเรียนอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดับ .01
มกี ารคดิ วิพากษ์วจิ ารณห์ ลังการเรยี นโดยรวมและเปน็ รายด้าน 4 ดา้ นและมีการคดิ การแกป้ ญั หาทาง
วิทยาศาสตร์หลงั เรยี นโดยรวมเปน็ รายด้าน 3 ด้านมากกวา่ กอ่ นเรยี นอย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่ีระดบั .05
ดรุณี สีนอร์ (2550 : บทคดั ย่อ) ได้ศกึ ษาการพฒั นาแบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ้นั
พน้ื ฐาน เร่อื งการดารงชีวิตของพชื กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 4 โรงเรียนบา้ นหนอง
สรวง สานกั งานเขตพื้นทก่ี ารศกึ ษายโสธร เขต 1
ผลการวิจัยปรากฏผลดงั นี้
1. ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ัน้ พน้ื ฐาน เรื่องการดารงชวี ิตของพชื กล่มุ สาระการ
เรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ช้นั ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 มีจานวน 10 ฉบับ ใชเ้ วลาฝึกตามแผนการจัดการเรยี นรู้ ฉบบั ละ 2
ชว่ั โมง มคี วามเหมาะสมในระดบั มากที่สดุ (ค่าเฉล่ีย = 4.63)
2. ผลการตรวจสอบประสทิ ธิภาพและประสิทธิผลพบว่า
2.1 เมอื่ ลองทดลองโดยผวู้ จิ ัย แบบทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ น้ั พนื้ ฐาน
เรอ่ื งการดารงชวี ิตของพืช กลุ่มสาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4 มปี ระสทิ ธภิ าพ 83.32/83.33
สูงกวา่ เกณฑ์ 80/80 จากก่อนการทดลอง นักเรียนมีคะแนนเฉลยี่ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขนั้ พนื้ ฐาน
หลงั การทดลองสูงกว่า
2.2 เม่ือทดลองโดยครผู สู้ อนโรงเรียนบ้านหนองเรือ แบบฝกึ ทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรข์ น้ั พ้นื ฐาน เร่อื งการดารงชีวิตของพชื กลุม่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปที ี่4 มี
ประสิทธภิ าพ 80.94/81.88 เป็นไปตามเกณฑท์ ่ีกาหนดไว้ คอื 80/80
นสุ รนิ อุบลศรี ( 2554 : บทคดั ย่อ )ได้รายงานผลการสร้างและพฒั นาแบบฝึกทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ เรือง พืช สาหรับนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียน แมท่ ะพัฒนศึกษา อาเภอ
แม่ทะ จังหวัดลาปาง สานกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษามธั ยมศึกษา เขต 35ปกี ารศกึ ษา 2554 ผลการศกึ ษาพบว่า
1. แบบฝกึ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขัน้ พ้นื ฐาน เรือ่ ง พืช สาหรับนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี
ที่ 1 มปี ระสิทธภิ าพ 83.01/84.90สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กาหนดไว้ คือ 80/80
2. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรยี นท่เี รียนโดยใช้ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้น
พน้ื ฐาน เรอ่ื ง พชื หลังการเรยี นสงู กว่าก่อนการเรียน แตกต่างกันอย่างมนี ยั สาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ 0.1
3. พึงพอใจทม่ี ีต่อแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขั้นพ้นื ฐาน เรอื่ ง พชื อยใู่ นระดับมาก
ท่ีสดุ
ราไพ มะปะเต (2553 : บทคัดยอ่ ) ได้ศกึ ษาการพัฒนาแบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ น้ั
พ้ืนฐาน เร่อื ง ชวี ติ กับสิง่ แวดล้อม กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ชิ าวทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 ของโรงเรียนบา้ น
ดงยาง อาเภอนาดนู จงั หวัดมหาสารคาม ปีที่พมิ พ์ 2553ผลการศกึ ษาค้นควา้ ปรากฏดังนี้
1. แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขน้ั พื้นฐาน เรื่อง ชีวติ กบั ส่งิ แวดล้อมกลมุ่ สาระการ
เรียนร้วู ชิ าวิทยาศาสตร์ ชั้นประถมศกึ ษาปที ่ี 6 มปี ระสิทธิภาพ 85.89/81.67 เปน็ ไปตามเกณฑ์ 80/80
2. แบบฝกึ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขน้ั พ้ืนฐาน เรอื่ ง ชวี ิตกับสิ่งแวดลอ้ มกล่มุ สาระการ
34
เรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 6 มีคา่ ดรรชนปี ระสทิ ธิผล 0.5279 แสดงว่าผู้เรียนมีความรูเ้ พ่ิมข้นึ
หลังจากที่เรียนดว้ ยแบบฝกึ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทผี่ ู้ศกึ ษาคน้ ควา้ สร้างขึน้ ร้อยละ 52.79
3. ผูเ้ รยี นมีผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน หลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรยี น อย่างมนี ยั สาคัญทางสถติ ิท่ี
ระดับ .01
4. นกั เรียนมีความพงึ พอใจในการเรยี นด้วยแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขนั้
พนื้ ฐาน เรือ่ ง ชีวิตกับสิ่งแวดล้อม มีค่าเฉล่ยี โดยรวม เทา่ กบั 4.57 อยูใ่ นระดบั ท่เี หมาะสมมากทสี่ ุด
โดยสรปุ แบบฝกึ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ทผี่ ศู้ ึกษาค้นคว้าพัฒนาขน้ึ ให้นกั เรยี นมคี วามรู้
ความเข้าใจ มีส่วนร่วมในการปฏิบัตกิ ิจกรรมการเรยี นวิ ทยาศาสตร์มากขนึ้ และส่งผลให้ผเู้ รียนมที กั ษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์เพมิ่ มากขนึ้ สามารถนาไปใช้ในการพัฒนาการเรยี นการสอนในรายวชิ าอ่ืนๆต่อไปได้
พนัดดา สุหญา้ นาง (2547 : บทคดั ย่อ)ได้ศกึ ษา การพัฒนาแบบฝึกหดั ทกั ษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ เรื่องบรรยากาศช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3ของ มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม ปที ี่พิมพ์ 2547 ผลการศกึ ษา
ค้นคว้าปรากฏดงั น้ี
1.แบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ มีประสทิ ธภิ าพ 86.80/86.07
2.นกั เรยี นท่ีเรยี นโดยใช้แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรม์ ีทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์หลังเรียนเรียนเพ่ิมข้ึนจากก่อนเรยี นอย่างมีนัยสาคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดบั .01
3.ดชั นปี ระสทิ ธผิ ลแบบฝกึ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์มีค่าเท่ากับ 0.5857
แบบฝกึ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เรอ่ื งบรรยากาศ ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ไี ด้พัฒนาขึ้นมปี ระสิทธิภาพสงู
กวา่ เกณฑท์ ่ตี ้ังไวแ้ ละมีดัชนีประสิทธผิ ล รอ้ ยละ 58.57 เม่ือนาไปใชก้ ับนักเรยี นพบวา่ นักเรยี นมที กั ษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตรห์ ลังเรียนสงู กว่ากอ่ นเรียน
โดยสรุป จึงเห็นควรนาแบบฝกึ หดั นี้ไปใชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรยี นการสอน
วิชาวทิ ยาศาสตร์ เพ่อื พัฒนาผู้เรียนใหใ้ หม้ ีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรได้
นฤมล สังข์พุทธินันทน์ (2546 : บทคัดย่อ)ได้ศึกษา การพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ ชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1 เรอื่ ง ระบบนิเวศของ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม ปีที่พิมพ์ 2546
ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฏดังน้ี แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วิชา
วิทยาศาสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1 เรือ่ งระบบนิเวศ มปี ระสิทธภิ าพ 82.87/80.93 ซง่ึ สูงกวา่ เกณฑ์ที่ตัง้ ไว้ และดัชนี
ประสทิ ธิผลของแบบฝกึ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เท่ากบั 0.65 สรปุ ไดว้ า่ แบบฝึกทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ท่ผี ูศ้ ึกษาค้นควา้ พฒั นาขน้ึ สามารถนาไปใช้ในการพัฒนาทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนได้
แกว้ อุดร เช้ือหาญ (2545 : บทคดั ย่อ)ได้ศกึ ษา การพฒั นาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
กลุม่ สร้างเสรมิ ประสบการณช์ ีวติ ช้ันประถมศึกษาปีที่ 6 ของ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม ผลการศึกษาค้นควา้
พบว่า แบบฝกึ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 6 มปี ระสทิ ธิภาพ 78.18/75.06 สงู
ใกลเ้ คียงเกณฑ์ 80/80 ทต่ี ง้ั ไว้ และมีคา่ ดชั นปี ระสทิ ธผิ ลเท่ากับร้อยละ 55.00 นกั เรยี นที่เรยี นดว้ ยการใชแ้ บบฝกึ
ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีคะแนนเฉลี่ยสูงกวา่ กอ่ นฝกึ อยา่ งน้อยมนี ัยสาคัญทางสถิติทรี่ ะดบั .01 และ
เหน็ วา่ แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรม์ ีความเหมาะสมอยู่ในระดับปลานกลาง
35
เจรญิ วรนาถนฤมล (2547 : บทคัดยอ่ )ได้ศึกษา การพัฒนาแบบฝึกทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ขน้ั พ้ืนฐาน ของนกั เรียนช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1ของ มหาวิทยาลยั มหาสารคาม
ผลการศึกษาคน้ ควา้ พบว่า
1. แบบฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ้นั พ้นื ฐานมีประสทิ ธิภาพ 75.40/78.77 สงู กว่า
เกณฑ์ 70/70 ท่ีต้งั ไว้
2. แบบฝกึ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขนั้ พื้นฐานมดี ัชนปี ระสทิ ธผิ ลเท่ากับ 0.6340 แสดง
ว่า นกั เรยี นมคี วามรู้เพิ่มขนึ้ ร้อยละ 63.40
3. นกั เรยี นมีความคดิ เหน็ ตอ่ กระบวนการเรยี นโดยใช้แบบฝกึ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ขน้ั พืน้ ฐานอยู่ในระดับเหมาะสมมากทส่ี ุด
โดยสรุป แบบฝกึ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขัน้ พน้ื ฐานท่ีผูศ้ ึกษาคน้ ควา้ พฒั นาข้นึ ให้
นกั เรยี น มีความรคู้ วามเขา้ ใจ มสี ่วนร่วมในการจดั กจิ กรรมการเรยี นวทิ ยาศาสตร์มากขึ้นและส่งผลใหผ้ ู้เรียนมที ักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์เพม่ิ ข้นึ สามารถนาไปใช้ในการพัฒนาการเรยี นการสอนในวิชาอน่ื ๆต่อไปได้
งำนวจิ ัยต่ำงประเทศ
ชารแ์ มน (Sharman. 2006 : 715-726) ได้ศกึ ษาเกย่ี วกบั อทิ ธิพลของการพฒั นา
การสอนทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ จากการศึกษาพบวา่ การเรียนทักษะกระบวน การทาง
วิทยาศาสตรใ์ น 1 ภาคเรียน ทาใหก้ ารพฒั นาการในการรบั รูท้ างด้านเน้ือหาทางวิทยาศาสตร์สงู ขน้ึ
แอกแกลโลโกน (Accalogoun. 2004 : 1227-A) ไดศ้ ึกษาการใช้การออนไลน์
ในการอภปิ รายการเรยี นการสอนวทิ ยาศาสตรแ์ บบสืบเสาะหาความรู้ด้วยการทาปฏิบตั ิการ
ผลการวิจัยพบว่าการสอนแบบสบื เสาะหาความรมู้ ีการจดั ประสบการณ์ให้นักเรียน เป็นการพัฒนานักเรียนโดยใช้
วธิ ีการโตต้ อบกบั ครู นักเรียนอธบิ าย อภิปราย การออนไลน์ การสบื คน้ ความรู้การรายงาน การทีน่ ักเรียนมสี ่วนร่วม
ในกิจกรรมวิทยาศาสตร์ นกั เรียนนาผลที่ไดศ้ ึกษาเกบ็
ในแฟ้มสะสมผลงานของนักเรียนแสดงถึงการมสี ่วนรว่ มในการเรยี นการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ ครูนาผลการ
สังเกตพฤตกิ รรมของนักเรยี นขณะเรยี น อภิปราย มาพฒั นาปรบั ปรงุ วิธี การสอนแบบสบื เสาะหาความรู้
ไวท์ (White. 1999 : 1896-A) ได้ศกึ ษาตวั แปรตา่ งๆ ได้แก่ ความสามารถทางทักษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์และเจตคติต่อวิทยาศาสตรแ์ ละระดบั ความคาดหวงั ของผปู้ กครองต่อบุตรในการเรียน
วทิ ยาศาสตร์ ซึง่ อาจจะกระทบต่อการศกึ ษาวิทยาศาสตร์ สาหรับนกั เรียนเพศชายกบั เพศหญิงในช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี
1 และชัน้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 กลุม่ ตัวอยา่ งประกอบด้วยนักเรียนชั้นดงั กลา่ ว จานวน 543 คน และผ้ปู กครองจานวน
474 คน จากโรงเรียนมธั ยมศึกษาตอนตน้ ของรฐั บาลในชนบท จานวน 6 โรง ในรฐั มสิ ซิสซปิ ปี่ตอนใต้ ผลการศึกษา
พบว่า นกั เรียนที่เรยี นในระดบั ชน้ั ตา่ งกัน มีทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ปฏิสมั พนั ธ์ระหวา่ งชัน้ กับเพศตอ่
การมที ักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ แตน่ ักเรยี นในระดบั ช้นั แตกต่างกนั และนกั เรยี นท่มี เี พศตา่ งกนั มที ักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์แตกต่างกัน แต่ไม่มปี ฏิสมั พนั ธ์ระหว่างช้นั กับเพศต่อการมที กั ษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ แตน่ ักเรยี นในระดบั ชนั้ ตา่ งกันมีความคาดหวงั ของผูป้ กครองต่างกันและมีปฏสิ ัมพนั ธ์ระหวา่ ง
ระดับชนั้ กบั เพศต่อความคาดหวงั ของผ้ปู กครอง นกั เรียนชายมี เจตคตติ ่อวิทยาศาสตร์ในเรอ่ื งความสนกุ กบั การ
36
เรียนวิทยาศาสตร์ลดลงจากระดับชนั้ ต่าไปยังระดบั ชน้ั ท่สี ูงผูป้ กครองท่ีมีเพศต่างกันหรือนักเรียนทีม่ ีเพศต่างกันมี
เจตคติตอ่ วิทยาศาสตร์ไมแ่ ตกตา่ งกนั
ลอว์รี (Lawry. 1978 : 817-A อ้างถึงใน มีฉตั ร ศรีเที่ยง. 2552 : 51-52) ไดศ้ กึ ษาผลการใชช้ ุดฝึก
ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรก์ บั นักเรยี นระดบั 1 ถึงระดบั 3 จานวน 87 คน ผลปรากฏคือ ชดุ ฝึกทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เปน็ เครอ่ื งมอื ท่ีชว่ ยนกั เรียนในการเรียนรู้ นักเรยี นท่ีได้รบั การฝกึ โดยใช้ชดุ ฝกึ มี
คะแนนการทดสอบหลงั การทาชดุ ฝกึ ทกั ษะมากกวา่ คะแนนกอ่ นการทาชดุ ฝึกทักษะ ชุดฝกึ ทักษะช่วยในเรอื่ งความ
แตกต่างระหว่างบคุ คล เนอ่ื งจากนักเรยี นมีความสามารถแตกตา่ งกันการนาชดุ ฝกึ ทักษะมาใช้จงึ เปน็ การช่วยให้
นกั เรยี นประสบผลสาเรจ็ ในการเรียนเพมิ่ ข้นึ
37
บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ กำร
การพัฒนาชุดแบบฝึกเสรมิ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ้นั พน้ื ฐาน เร่ืองแรงและ การเคลือ่ นที่
ในแนวตรง กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์ สาหรบั นกั เรยี นระดับชนั้ มัธยมศึกษา ปที ี่ 2 ปกี ารศึกษา……
โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ ผศู้ ึกษาไดด้ าเนินการตามขน้ั ตอน ดงั ต่อไปนี้
1. ประชากรและกลุ่มเป้าหมาย
2. เครอื่ งมือท่ีใช้ในการศึกษา
3. การสรา้ งและการหาประสิทธภิ าพของเครื่องมือ
4. การดาเนินการศึกษาและเกบ็ รวบรวมข้อมลู
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
6. สถิตทิ ีใ่ ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ประชำกรและกลุ่มเป้ำหมำย
1. ประชากรท่ีใชใ้ นการศกึ ษาครั้งนคี้ ือ นกั เรียนระดบั ช้นั มธั ยมศึกษา ปที ่ี 2 ปีการศึกษา 2565
โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ จานวน 1 หอ้ งมนี ักเรียนจานวน 18 คน
2. กลุ่มเป้าหมายท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังน้ีคือ นกั เรยี นระดบั ช้นั มัธยมศกึ ษา ปีที่ 2 ปีการศึกษา 2565
โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ จานวน 1 หอ้ งมีนักเรยี นจานวน 18 คน ซง่ึ ได้มาโดยการคัดเลือกแบบเจาะจง
(Purposive Sampling)
เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นกำรศึกษำ
1. ชุดแบบฝกึ เสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขั้นพื้นฐาน เร่ืองแรงและ การเคลือ่ นทีใ่ นแนว
ตรง กลุ่มสาระการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ สาหรับนักเรยี นระดับชน้ั มัธยมศึกษา ปที ี่ 2 ปีการศึกษา 2565 โรงเรยี น
สะอาดประชาสรรพ์ จานวน 4 เลม่ ๆละ 5 แบบฝกึ รวมทง้ั ส้นิ 20 แบบฝึกคะแนนเตม็ 200 คะแนน
2. แผนจัดการเรียนรทู้ ่ใี ช้ควบคู่กบั ชดุ แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขัน้ พ้นื ฐาน
เร่อื งแรงและ การเคลือ่ นที่ในแนวตรง กลมุ่ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ สาหรับนักเรียนระดบั ช้นั มัธยมศึกษา ปที ่ี
2 ปกี ารศึกษา 2565 โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์
3. แบบทดสอบสัมฤทธ์ิทางการเรียน ชดุ แบบฝกึ เสรมิ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขั้น
พืน้ ฐาน เรอื่ งแรงและ การเคลือ่ นท่ใี นแนวตรง กลมุ่ สาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ สาหรบั นักเรียนระดับชั้น
มธั ยมศึกษา ปีที่ 2 ปีการศกึ ษา 2565 โรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ จานวน 40 ข้อ ท่ีผู้ศึกษาสรา้ งขึน้ ตาม
38
หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ) และหลกั สูตร
สถานศึกษาโรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ พุทธศักราช 2560 กลุม่ สาระการเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตร์
กำรสร้ำงและกำรหำประสทิ ธภิ ำพของเคร่อื งมือ
การสร้างและการหาประสิทธภิ าพของเคร่ืองมือผศู้ กึ ษาได้ดาเนนิ การตามขนั้ ตอน ดังตอ่ ไปนี้
1. การสรา้ งชดุ แบบฝกึ เสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ้นั พืน้ ฐาน เร่ืองแรงและการ
เคลื่อนท่ใี นแนวตรง
1.1 ศกึ ษาหลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
พุทธศักราช 2560 ) และหลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนสะอาดประชาสรรพ์ พุทธศักราช 2560 กลมุ่ สาระการ
เรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ เอกสารคู่มอื ครู มาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้แกนกลาง ตัวชีว้ ดั หรอื จดุ ประสงค์
การเรยี นรู้ สมรรถนะท่สี าคัญของผ้เู รยี น คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงคข์ องผ้เู รยี นตามหลักสตู รกาหนด เพ่ือกาหนด
ของเขตสาระการเรยี นรูแ้ ละหน่วยการเรียนรู้ ที่จะทาการทดลองกบั กล่มุ เป้าหมาย
1.2 ศกึ ษารายละเอียดเกี่ยวกับหลกั การ เทคนิคและวิธกี ารสรา้ งแบบฝึกเสริมทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขัน้ พ้ืนฐาน จากหนังสือและเอกสารท่ีเกี่ยวข้องเพ่ือเปน็ แนวทางในการสร้างชุดแบบ
ฝึกเสริมทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ ัน้ พ้ืนฐาน ให้ถกู ต้องตามขั้นตอนอย่างเป็นระบบ
1.3 วเิ คราะหห์ ลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบบั ปรับปรงุ
พุทธศักราช 2560 ) และหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ พุทธศักราช 2560 กลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ วิเคราะห์แลว้ ปรบั รายละเอยี ดมาตรฐานการเรยี นรู้ สาระการเรียนรู้แกนกลาง กจิ กรรมการ
เรียนรู้ ส่อื นวัตกรรมและแหล่งการเรียนรู้
1.4 กาหนดโครงสรา้ งหนว่ ยการเรียนรู้
1.5 นาสาระการเรียนรทู้ ก่ี าหนดมาออกแบบ โดยการสร้างชุดแบบฝกึ เสริมสรา้ งทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพ้นื ฐาน เรอ่ื งแรงและการเคล่ือนทใี่ นแนวตรง กลุ่มสาระการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์
จานวน 4 เลม่ ๆ ละ 5 แบบฝกึ ดงั นี้
เล่มท่ี 1 เรือ่ งเวกเตอร์ของแรง จานวน 5 แบบฝกึ
เล่มท่ี 2 เร่อื งประเภทของแรง จานวน 5 แบบฝกึ
เลม่ ที่ 3 เรื่องการเคลื่อนท่ีในแนวตรง ระยะทางและการกระจัด
จานวน 5 แบบฝึก
เลม่ ที่ 4 เรอ่ื งอตั ราเร็วและความเรว็ จานวน 5 แบบฝึก
1.6 ในการสรา้ งชดุ แบบฝกึ เสริมทักษะไดส้ ร้างตามขอบเขตของเนื้อหาท่ีได้กาหนดไว้ โดยยึด
หลกั การในการสร้างแบบฝึกเสริมทกั ษะตามหลักจติ วทิ ยา ซงึ่ แบบฝกึ เสรมิ สร้างทกั ษะแต่ละชุดประกอบด้วย
39
1.6.1 คาชี้แจงสาหรับครู
1.6.2 คาชแี้ จงสาหรับนกั เรยี นและลาดับขัน้ ตอนในการใช้ชุดแบบฝึเสรมิ ทักษะ
1.6.3 ตวั ช้วี ดั หรือจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1.6.4 แบบทดสอบก่อนเรียน
1. 6.5 ใบความรู้ ซงึ่ เป็นเนื้อหาที่เก่ยี วข้องตามกรอบความรู้ของเนอ้ื หาท่ี
ใชใ้ นการศึกษาในครั้งน้ี
1.6.5 กจิ กรรมฝึกทักษะตามชุดแบบฝกึ เสรมิ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขั้น
พืน้ ฐาน เรือ่ งแรงและการเคล่ือนที่ในแนวตรง จานวน 4 เล่ม
1.6.6 แบบทดสอบหลังเรียน
1.8 จดั พิมพช์ ดุ แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้ันพนื้ ฐาน เร่ืองแรงและการ
เคลือ่ นทใ่ี นแนวตรง แล้วไปทดลองใชก้ ับนักเรยี นท่ีไม่ใช่กลุ่มเปา้ หมาย คือนักเรยี นชนั้ ม.2 โรงเรยี นสะอาดประชา
สรรพ์
1.9 ปรับปรุงแกไ้ ขชุดแบบฝึกเสรมิ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ัน้ พน้ื ฐาน เรื่องแรงและ
การเคล่อื นที่ในแนวตรง ตามขอ้ เสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับสาระการเรียนรู้และข้อคาถามตามชุดแบบฝกึ
เสรมิ ทกั ษะทุกเลม่ หลงั จากนน้ั จึงจัดพิมพ์ชดุ แบบฝึกเสรมิ ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขนั้ พ้นื ฐาน เร่ือง
แรงและการเคล่ือนทใี่ นแนวตรง ฉบับจริงและนาไปใชก้ ับนักเรียนกลุ่มเป้าหมาย คอื นักเรยี นระดบั ช้นั มัธยมศึกษา
ปีท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2565 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ จานวน 18 คน แล้วนาคะแนนท่ีได้จากการทดลองมา
วิเคราะหห์ าประสิทธิภาพ (E1/E2) ซง่ึ ตง้ั เกณฑไ์ วท้ ่ี 80/80
2. จดั ทาแผนการจดั การเรียนรทู้ ใี่ ช้ควบคกู่ ับ ชดุ แบบฝึกเสริมทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ขน้ั พืน้ ฐาน เร่ืองแรงและการเคลอื่ นทใี่ นแนวตรง สาหรับนกั เรียนระดับชั้นมัธยมศกึ ษา ปีท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2565
โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ รวมท้ังสนิ้ 16 แผน ใช้เวลาแผนจดั การเรียนรลู้ ะ 1 ช่วั โมง รวมท้ังส้ิน 16 ชั่วโมง
โดยไม่นบั รวมเวลาที่ทาการทดสอบก่อนเรยี นและหลงั เรยี น ในการจัดทาแผนการจดั การเรียนร้นู นั้ ผูศ้ กึ ษาได้
วเิ คราะห์ตวั ชว้ี ัดชั้นปีหรอื จดุ ประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรยี นรู้และเวลาเรียนเพ่ือจดั ทาแผนการจัดการเรียนรู้
ตามกรอบเวลาที่กาหนดอยา่ งชัดเจน
2.1 นาแผนการจัดการเรียนรู้ทีผ่ ้ศู กึ ษาสร้างขน้ึ จานวน 16 แผน ไปเสนอใหผ้ เู้ ชี่ยวชาญทงั้ 5
ท่าน ตรวจสอบความเทีย่ งตรงเชงิ เนื้อหาและโครงสรา้ ง โดยใช้แบบประเมนิ แผนการจัดการเรยี นรู้ ที่มลี กั ษณะ
เปน็ มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ของลเิ คิร์ท(Likert) 5 ระดบั
5 ถกู ตอ้ งเหมาะสมในระดับมากทส่ี ดุ
4 ถูกต้องเหมาะสมในระดบั มาก
3 ถูกตอ้ งเหมาะสมในระดบั ปานกลาง
40
2 ถกู ต้องเหมาะสมในระดบั น้อย
1 ถกู ตอ้ งเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด
2.2 ปรบั ปรงุ แก้ไขแผนการจัดการเรยี นรู้ ตามทผี่ ู้เช่ียวชาญท้งั 5 ท่านไดเ้ สนอแนะ
2.3 นาแผนจดั การเรียนรู้ ท่ผี ้ศู กึ ษาได้สร้างขึน้ ไปทดลองสินกับนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 2
ทไ่ี มใ่ ช่กล่มุ เปา้ หมาย จานวน 3 โรงเรียน ไดแ้ ก่ โรงเรียนปลาเคา้ วทิ ยาคาร โรงเรยี นคาปลาฝาโนนชัย,โรงเรียน
ชุมชนหนองสอวทิ ยาคาร สานกั งานเขตพ้นื ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 1 เพื่อศึกษาหาข้อบกพร่อง
เกี่ยวกับเวลาท่ใี ชใ้ นการจดั กระบวนการเรียนรู้ ความเหมาสมของสอื่ และนวตั กรรม อุปกรณต์ ่างๆ การวัดผล
ประเมนิ ผลและปัญหาดา้ นอน่ื ๆ โดยผู้ศกึ ษาได้ปรับกระบวนการเรยี นรบู้ ้างในบางกจิ กรรม เชน่ กจิ กรรมเพื่อนช่วย
เพ่อื น เพือ่ ใหเ้ หมาะสมตามคาแนะนาของผเู้ ชีย่ วชาญ
2.4 หลังจากน้นั ผู้ศึกษาได้นาแผนการจดั การเรียนรู้ ท่ใี ช้ควบคู่ชุดแบบฝกึ เสริมทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขั้นพ้ืนฐาน เรอ่ื งแรงและการเคล่ือนทีใ่ นแนวตรง สาหรบั นกั เรียนระดบั ชน้ั
มัธยมศกึ ษา ปที ี่ 2 ปีการศกึ ษา2565 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ ไปใช้กับนักเรยี นกลุ่มเหมายต่อไป
3. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น เกี่ยวกบั ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ขนั้ พ้ืนฐานเรือ่ งแรงและการเคลื่อนที่ในแนวตรง สาหรับนักเรียนระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษา ปที ี่ 2 ปกี ารศึกษา2565
โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ ผู้ศึกษาไดด้ าเนินการสรา้ งและหาประสทิ ธภิ าพ ดงั นี้
3.1 ศึกษาวิธกี ารสรา้ งแบบทดสอบ การหาคา่ จาแนก และความเชือ่ มัน่ ของแบบทดสอบ
จากหนังสอื วจิ ัยเบอื้ งต้น ของบญุ ชม ศรีสะอาด(2545 :59-65.90-96)
3.2 ศึกษาเอกสารหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับ
ปรับปรุง พุทธศักราช 2560 ) และระเบียบว่าดว้ ยการวัดผลประเมนิ ผล ตามแนวทางหลกั สูตรแกนกลาง
การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 (ฉบับปรบั ปรุง พุทธศักราช 2560 ) กลุ่มสาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์
3.3 สรา้ งแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน ทม่ี ีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์ขนั้ พน้ื ฐานเร่ืองแรงและการเคล่ือนที่ในแนวตรง สาหรับนกั เรยี นระดบั ชั้นมธั ยมศึกษา ปีท่ี 2 ปี
การศกึ ษา 2565 โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ แบบปรนัยชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก
3.4 นาแบบทดสอบท่ีปรับปรุงแกไ้ ขเรียบร้อยแล้ว พรอ้ มแบบประเมินเสนอผ้เู ช่ียวชาญชุด
เดมิ เพื่อประเมินความสอดคล้องระหว่างข้อสอบ แตล่ ะข้อกับตัวชี้วดั หรือจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้ ตามเกณฑ์
มาตรฐานที่กาหนด โดยใชส้ ูตร IOC (สมนกึ ภัททิยธนี. 2544 : 221) ซึง่ มีเกณฑ์ในการประเมนิ ดงั นี้
+1 ถ้าแนใ่ จว่าจดุ ประสงคเ์ ชิงพฤติกรรมสอดคลอ้ งกับเนื้อหา
0 ถา้ ไมแ่ น่ใจว่าจดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรมสอดคลอ้ งกับเน้ือหา
-1 ถา้ แนใ่ จวา่ จดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรมไม่สอดคล้องกับเนื้อหา
41
ผลการประเมินพบว่า ขอ้ สอบมีคา่ IOC ตงั้ แต่ 0.6 ถงึ 1.00 จานวน 40 ขอ้ และขอ้ สอบท้งั ฉบบั มีคา่
ความสอดคล้องเท่ากบั 0.90
3.5 นาแบบทดสอบไปทดสอบ (Try-out) กบั นกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2 ที่ไมใ่ ช่
กลมุ่ เปา้ หมาย ไดแ้ ก่ โรงเรียนปลาเค้าวทิ ยาคาร โรงเรยี นคาปลาฝาโนนชยั ,โรงเรยี นชุมชนหนองสอวทิ ยาคาร
สานกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษากาฬสินธุ์ เขต 1
3.6 นากระดาษคาตอบท่ีได้มาตรวจคะแนนโดยใหข้ ้อถูกได้ 1 คะแนน ข้อผดิ หรือไม่ตอบหรือ
ตอบเกนิ 1 ข้อ ได้ 0 หลังจากการตรวจกระดาษคาตอบและรวบรวมคะแนนแล้ว นามาวิเคราะหค์ ุณภาพของ
แบบทดสอบ ดังนี้
3.7.1 วิเคราะห์หาความยากง่าย (P) และค่าอานาจจาแนก(B) เป็นรายข้อโดยใชว้ ธิ ี
Brennan (บญุ ชม ศรีสะอาด. 2545 : 90 ) คัดเลือกข้อสอบทีม่ คี ่าความยากง่ายอยรู่ ะหวา่ ง 0.20-0.80 และค่า
อานาจจาแนก (B) ตงั้ แต่ 0.20 ขนึ้ ไป ได้แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นจานวน 40 ข้อ ซงึ่ ได้ความยาก
ง่ายอยรู่ ะหว่าง 0.35-0.62 และค่าอานาจจาแนก อยู่ระหวา่ ง 0.42-0.64
3.7.2 วิเคราะหห์ าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบท้งั ฉบับตามวิธีของ Lovett (บญุ ชม
ศรสี ะอาด. 2545 : 96 ) ได้ความเชื่อมัน่ ของแบบทดสอบทั้งฉบับเท่ากับ 0.87
3.7.3 จัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน ฉบับจรงิ เพ่อื ใชก้ บั นกั เรียน
กลุ่มเป้าหมายต่อไป
กำรดำเนินกำรศึกษำและเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
การศกึ ษาค้นคว้าในคร้ังนเ้ี ปน็ การวิจัยทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test Design (ล้วน
สายยศ และอังคณา สายยศ. 2538 : 248-249)
ตาราง 1 แบบแผนการทดลองแบบ One Group Pre-test Post-test
Pre-test Treatment Post-test
T1 X T2
สัญลกั ษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการศึกษาคน้ ควา้
T1 หมายถงึ ทดสอบก่อนการทดลอง (Pre-test)
T2 หมายถงึ ทดสอบหลังการทดลอง (Post-test)
42
X หมายถึง การสอนโดยใช้ชดุ แบบฝกึ เสรมิ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ข้ันพนื้ ฐาน
เรือ่ งแรงและการเคลอ่ื นที่ในแนวตรง สาหรับนักเรียนระดบั ชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 2 ปกี ารศึกษา 2565 โรงเรยี น
สะอาดประชาสรรพ์ สานักงานเขตพืน้ ท่กี ารศึกษาประถมศึกษากาฬสินธ์ุ เขต 1
ข้นั ตอนในกำรดำเนินกำรศึกษำ
การศกึ ษาในครัง้ นีผ้ ูศ้ กึ ษาดาเนนิ การทดลองตามขั้นตอนดงั นี้
1. การทดลองในคร้งั นี่ผศู้ ึกษาดาเนินการสอนและทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนดว้ ยตวั เอง
2. ทดสอบก่อนเรียน (Pre-test) โดยใชแ้ บบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนที่ผู้ศกึ ษาได้สรา้ งขน้ึ
3. ดาเนนิ การสอนตามแผนจัดการเรียนรู้ของชดุ แบบฝึกเสริมทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ นั้
พน้ื ฐาน เรือ่ งแรงและการเคลื่อนท่ีในแนวตรง สาหรับนักเรยี นระดับชนั้ มัธยมศึกษา ปีที่ 2 ปีการศกึ ษา 2565
โรงเรยี นสะอาดประชาสรรพ์ สานกั งานเขตพ้ืนท่ีการศึกษาประถมศกึ ษากาฬสนิ ธุ์ เขต 1
3.1 ครูผสู้ อนชีแ้ จงและอธิบายวิธีการใช้ ชุดแบบฝกึ เสรมิ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์
ขน้ั พน้ื ฐาน เรือ่ งแรงและการเคลื่อนทีใ่ นแนวตรง ให้นักเรียนเขา้ ใจอย่างชัดเจน
3.2 ใหน้ ักเรียนศึกษาใบความรู้ เอกสารเพ่ิมเตมิ ท่ีครแู จกให้ก่อนลงมือปฏิบตั ิกิจกรรม ใบ
งาน ตามลาดบั ขัน้ ตอนของชุดแบบฝกึ เสรมิ ทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ขนั้ พื้นฐาน เรอื่ งแรงและการ
เคล่ือนทใี่ นแนวตรง จนครบทกุ แบบฝกึ ทัง้ 4 เล่ม
3.3 ทดสอบหลังเรยี น (Post-test) โดยใช้แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นฉบบั
เดยี วกันกบั ที่ใช่ในการทดสอบก่อนเรยี น
วเิ ครำะหข์ อ้ มูล
ผศู้ ึกษานาข้อมูลทไี่ ด้ มาดาเนินการตามลาดบั ขนั้ ตอนดังต่อไปนี้
1. คา่ ท่ไี ด้จากแบบทดสอบ วิเคราะหโ์ ดยการหาค่าเฉล่ียและส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานของ
คะแนน
2. วเิ คราะหห์ าค่าประสทิ ธิภาพของ ชุดแบบฝกึ เสริมทกั ษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตรข์ ัน้ พนื้ ฐาน เร่อื งแรงและการเคลื่อนท่ใี นแนวตรง ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (การหาคา่ E1/E2)
3. วิเคราะห์หาค่าดัชนปี ระสิทธิผลของ ชดุ แบบฝึกเสริมทกั ษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรข์ ั้นพ้นื ฐาน เร่อื งแรงและการเคลื่อนทใ่ี นแนวตรง (The Effectiveness Index : E.I)
4. วิเคราะหเ์ ปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นระหว่างก่อนเรียนและหลงั เรียนโดยใช้ t-
test (Dependent Sample) (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2545 : 112 )
43
สถิตทิ ใ่ี ช้ในกำรวิเครำะหข์ ้อมลู
ในการวเิ คราะห์ข้อมูล ผู้วจิ ัยไดใ้ ช้สถติ ิในการวเิ คราะหข์ ้อมูล ดังน้ี
1. สถิตพิ ้นื ฐำน
1.1 รอ้ ยละ
1.2 ค่าเฉล่ีย
X X
N
X คา่ เฉลย่ี ของคะแนน
X ผลรวมของคะแนน
N จานวน
2. การหาประสิทธิภาพ
2.1 สถิตทิ ใ่ี ช้ในการหาประสิทธภิ าพสูตร E1/E2 (ชยั ยงค์ พรหมวงษ์. 2537 : 495)
ประสทิ ธิภาพของกระบวนการ (E1)
X
สูตร E1 = n x100
A
เมือ่ E1 = ประสทิ ธภิ าพของกระบวนการ
X = คะแนนรวมของการทาชุดแบบฝกึ เสริมทักษะกระบวนการทาง
วิทยาศาสตรข์ ัน้ พ้นื ฐาน เรื่องแรงและการเคลื่อนทใ่ี นแนวตรง ทุกเลม่
A = คะแนนเต็มของชดุ แบบฝึกเสริมทกั ษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ขน้ั พ้ืนฐาน
n = จานวนนกั เรียนทงั้ หมด
f
สตู ร E2 = n x100
B
E2 = ประสิทธิภาพของผลลพั ธ์
f = คะแนนรวมของแบบทดสอบหลงั เรยี น
B = คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลงั เรยี น
n = จานวนนักเรียนทง้ั หมด
: 81-96 ) 2.2 การวิเคราะห์หาคณุ ภาพของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น (บุญชม ศรีสะอาด. 2545
2.2.1 การหาคา่ ความยาก (p) ของแบบทดสอบวดั ผลการเรียนรู้แตล่ ะข้อ