การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านค่าเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ต่อสมถรรถนะ รายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ของนักศึกษาแผนกช่างยนต์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย THE DEVELOPMENT OF SKILL ON READING VERNIER CALIPER VALUES CONTINUING COURSE COMPETENCY OF THE AUTO- MECHANICS PRECISION MEASUREMENT JOB FOR 2ND YEAR AUTO-MECHANICS VOCATIONAL CERTIFICATE STUDENTS AT NONGKHAI TECHNICAL COLLEG เพชรนภา หล่อนจำปา วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านค่าเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ ต่อสมถรรถนะ รายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ของนักศึกษาแผนกช่างยนต์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย THE DEVELOPMENT OF SKILL ON READING VERNIER CALIPER VALUES CONTINUING COURSE COMPETENCY OF THE AUTO- MECHANICS PRECISION MEASUREMENT JOB FOR 2ND YEAR AUTO-MECHANICS VOCATIONAL CERTIFICATE STUDENTS AT NONGKHAI TECHNICAL COLLEG เพชรนภา หล่อนจำปา วิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566 ลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ชื่อเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านค่าเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ ต่อสมถรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ของนักศึกษาแผนกวิชา ช่างยนต์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย ผู้วิจัย เพชรนภา หล่อนจำปา อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชญานนท์ แสงมณี ครูพี่เลี้ยง สมบัติ อาสนานิ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2566 อาจารย์ควบคุมการวิจัยในชั้นเรียน คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี อนุมัติให้นับงานวิจัยฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต ................................................................. อาจารย์ที่ปรึกษา (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชญานนท์ แสงมณี) .................................................................. ครูพี่เลี้ยง ( คุณครูสมบัติ อาสนินิ)
ก ชื่อเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านค่าเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ ต่อสมถรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ของนักศึกษาแผนกวิชา ช่างยนต์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ผู้วิจัย เพชรนภาหล่อนจำปา อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชญานนท์ แสงมณี ครูพี่เลี้ยง สมบัติ อาสนานิ ปริญญา ครุศาสตรบัณฑิต ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่ แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2) เพื่อเปรียบเทียบ สมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวนนักเรียน 20 คน นวัตกรรมที่ใช้ ในการศึกษา คือ แบบฝึกทักษะ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานใช้ t-test Dependent Sample ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาสมรรถณะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 6.95 คิดเป็นร้อยละ 34.75 หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 16.95 คิดเป็นร้อยละ 84.75 และหลังเรียนเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 สูงกว่าเกณฑ์2) การ เปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
ข กิตติกรรมประกาศ รายงานวิจัยฉบับนี้ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านค่าเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ต่อสมถ รรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ของนักศึกษาแผนกวิชาช่างยนต์ ระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย ซึ่งรายงานวิจัยนี้สำเร็จลงได้ด้วยด้วยความกรุณาและ ความช่วยเหลือจาก รองศาสตราจารย์ ดร.สุนทร สุทธิบาก ประธานสาขาวิชาเครื่องกล ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ ดร.ชญานนท์ แสงมณีและ อาจารย์กมลรัตน์ ดีสภา อาจารย์ประจำสาขาวิชาเครื่องกล คณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานีโดยท่านได้ให้คำแนะนำและคำปรึกษาพร้อมทั้งได้ ตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบเนื้อหาตลอดจนการเก็บรวบรวมข้อมูลและการสรุปผลการวิจัยจน สำเร็จออกมาเป็นรูปเล่มมาในขณะนี้ผู้จัดทำรายงานการวิจัยจึงขอขอบคุณพระคุณท่านไว้ ณ ที่นี้เป็น อย่างสูง ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญคุณครูพนม แสงแก้ว รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ คุณครูสมบัติ อาสนานิ คุณครูพี่เลี้ยง และคุณครูสุดสาคร ผาติกบุตร หัวหน้าแผนกช่างยนต์ วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย จังหวัดหนองคาย ที่กรุณาตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือในการวิจัยของ ข้าพเจ้า และขอขอบคุณกลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ทุกคนที่ให้ความ ร่วมมือในการทำวิจัยในครั้งนี้ สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบพระคุณครอบครัว และทุกท่านที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้งานวิจัยฉบับนี้ สำเร็จไปได้ด้วยดี เพชรนภา หล่อนจำปา
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ ................................................................................................................................ ก กิตติกรรมประกาศ ................................................................................................................. ข สารบัญ .................................................................................................................................. ค สารบัญตาราง ........................................................................................................................ จ สารบัญภาพ ........................................................................................................................... ฉ บทที่ 1 บทนำ ........................................................................................................................... 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา........................................................................ 1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย............................................................................................... 2 สมมติฐานการวิจัย......................................................................................................... 2 ขอบเขตของการวิจัย..................................................................................................... 2 นิยามศัพท์เฉพาะ.......................................................................................................... 3 ประโยชน์ที่คาดว่าได้รับ................................................................................................ 4 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..................................................................................... 5 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 (ปรับปรุง พ.ศ.2565)……………… 5 ประเภทวิชา อุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างยนต์ แบบฝึกทักษะ............................................................................................................ 6 สมรรถนะรายวิชา.................................................................................................. 17 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง...................................................................................................... 26 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………………………………… 28
ง สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 3 วิธีการดำเนินการวิจัย.................................................................................................... 30 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง........................................................................................... 30 แบบแผนการทดลองที่ใช้ในการวิจัย............................................................................. 30 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย............................................................................................... 31 การสร้างและการหาคุณภาพของเครื่องมือ………………………………………………………….. 31 การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................................. 32 การวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................................... 33 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………….…………………..…... 33 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................................... 34 ตอนที่ 1 ผลการศึกษาสมรรถณะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ที่แก้ปัญหาด้วย แบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2…….............................. 62 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วย แบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลัง เรียน….......................................................................................................................... 67 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ.............................................................................. 37 สรุปผลการวิจัย………………………………………………………………......…….......…………...... 37 อภิปรายผล.................................................................................................................. 37 ข้อเสนอแนะ................................................................................................................ 39 เอกสารอ้างอิง......................................................................................................................... 40 ภาคผนวก............................................................................................................................... 44 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย..............…... 45 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย................................................................... 47 ภาคผนวก ค วิเคราะห์คุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย....................................... 77 ภาคผนวก ง ภาพบรรยากาศการสอนในคาบที่มีการใช้แผน................................. 86 ประวัติผู้วิจัย........................................................................................................................... 91
จ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ผลการศึกษาสมรรถณะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 …………………………………………………. 34 2 ผลการศึกษาสมรรถณะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 .................................................................... 35 3 ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึก ทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ..................................................................................................................................... 36 4 สรุปแบบประเมินความสอดคล้องคุณภาพของแผนจัดการเรียนรู้ โดยผู้เชี่ยวชาญ......................................................................................................... 72 5 สรุปค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนโดยผู้เชี่ยวชาญ………………………………………………………………………… 74 6 วิเคราะห์แสดงค่าความยากง่าย(p) และค่าอำนาจจำแนก(r) ของแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน……………………………………………………..………… 77
ฉ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย........................................................................................... 29
บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในอุตสาหกรรมการผลิตที่ต้องผลิตชิ้นส่วนหรือผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ๆ จำเป็นต้องมีการ ตรวจสอบและควบคุมขนาดให้ได้ตามมาตรฐานที่กำหนด จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมีระบบการวัด เพื่อควบคุมขนาดเพื่อเป็นหลักประกันว่า ชิ้นส่วนที่ผลิตสำเร็จออกมาแล้วนี้สามารถใช้สำหรับเป็น ชิ้นส่วนสับเปลี่ยนทดแทนกันได้ หรือเมื่อเกิดการชำรุด ก็สามารถที่จะสับเปลี่ยน หรือสามารถที่จะ สวมประกอบเข้ากันได้อย่างพอดี โดยในวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ เป็นการปฏิบัติงานเกี่ยวกับ การศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกบการใช้เครื่องมือวัดละเอียด การอ่านค่า การตรวจวัดและวิเคราะห์สภาพ ชิ้นส่วนการบำรุงรักษาเครื่องมือวัดละเอียดในงานช่างยนต์ (หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 (ปรับปรุง พ.ศ.2565), 2565: 48) ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าวิชานี้มีความสำคัญกับ ผู้ปฏิบัติงานเป็นช่างจะต้องศึกษาการใช้เครื่องมือวัดของแต่ละชนิดที่เกี่ยวข้อง เพื่อที่จะสามารถวัดหา ขนาดของชิ้นงานได้ถูกต้อง ผลการวิเคราะห์คะแนนจากแบบบันทึกผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ในรายวิชางานวัด ละเอียดช่างยนต์ของนักศึกษาชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย พบว่า เนื้อหา เรื่อง เวอร์เนียร์คาลิปเวอร์ ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละ 41.31 ซึ่งเท่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย, 2565) ซึ่งผู้วิจัยมองเห็นว่านักศึกษาสามารถพัฒนาคะแนนให้เพิ่มขึ้นอีก ได้ และนักศึกษาไม่สามารถอ่านค่าเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ได้อย่างถูกต้อง ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากผลการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่มีความหลากหลาย หรือจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ไม่สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน ซึ่งทำให้ผู้เรียนไม่ได้แสดงออกเท่าที่ควร ขาดการคิดวิเคราะห์ และอาจเป็น เพราะวิชางานประดับยนต์เป็นวิชาที่เนื้อหาบางเรื่องยากเกินที่จะอธิบายให้เข้าใจได้ง่าย จึงยากต่อการ จัดกิจกรรมการเรียนรู้และยากต่อการทำความเข้าใจอย่างรวดเร็ว จึงส่งผลให้นักศึกษามีสมรรถนะไม่ เป็นไปตามเป้าหมาย แบบฝึกทักษะ เป็นสื่อหรือนวัตกรรมที่จำเป็นอย่างหนึ่ง ที่จะทำใหการเรียนการสอน บรรลุผล ทั้งยังสามารถช่วยในการฝกทักษะผู้เรียนได้ดีจนเกิดความคิดรวบยอดในเรื่องที่ฝึกและ สามารถนําทักษะไปใชในการแกปญหาได้การนำแบบฝึกทักษะไปใช้ในการเรียนการสอน 1) ก่อนการ ฝึกครูควรให้ผู้เรียนเข้าใจเสียก่อน เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ และทราบเหตุผลที่ต้องฝึก การฝึก อย่างไม่เข้าใจความหมายอาจไม่ทำให้เกิดทักษะ 2) การฝึกควรให้ผู้เรียนได้รับการฝึกตามขั้นตอนที่
2 ถูกต้องภายใต้การแนะนำ ที่ดีถ้าการฝึกทักษะผิด ๆ จะทำให้เสียเวลาอย่างมากในการแก้ไข 3) ช่วงเวลาการฝึกสั้นๆ บ่อยๆ ด้วยแบบฝึกที่คัดเลือกแล้วเป็นอย่างดีจะมีประสิทธิภาพกว่าการฝึกช่วง ยาว ๆ ซึ่งผู้เรียนจะเบื่อหน่าย ไม่สนใจ 4) กิจกรรมการฝึกควรจะหลากหลาย นอกจากแบบฝึกหัดต่าง ๆ แล้ว อาจใช้เกมแก้ปัญหา หรือกิจกรรมอื่น ๆ บ้าง 5) การฝึกอย่างมีความมุ่งหมายจะเกิดประโยชน์ มาก ถ้าผู้เรียนเห็นคุณค่าและความจำเป็นของสิ่งที่เรียนหรือฝึกโดยอาจใช้การทดสอบหรือวิธีการอื่น ๆ เพื่อชี้ให้เห็นผลที่เกิดขึ้นภายหลังการฝึก 6) การฝึกควรสัมพันธ์กับความมีเหตุผล ขณะฝึกควรให้ ผู้เรียนใช้ความคิดหาเหตุผลควบคู่ไปด้วย สุดาพร บัวดก (2546 : 23) จากเหตุผลที่นำเสนอข้างต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาแบบฝึกทักษะ ว่าจะสามารถ แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้หรือไม่ จะทำให้นักศึกษาชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 มีสมรรถนะ รายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ เป็นไปตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 75 หรือไม่ และนักศึกษามี สมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่อย่างไร วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อศึกษาสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 2. เพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน สมมติฐานการวิจัย 1. นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 มีสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่าง ยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ หลังเรียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 75 2. นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 มีสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่าง ยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบทักษะ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของงานวิจัย 1. ประชากรในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 20 คน ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย ซึ่งจัด ห้องเรียนในแต่ละห้องเรียนเป็นแบบคละความสามารถ 2. ตัวแปรที่ศึกษา
3 2.1 ตัวแปรต้น คือ แบบฝึกทักษะ 2.2 ตัวแปรตาม คือ สมรรถนะวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ 3. เนื้อหาสาระ เนื้อหาสาระที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ เรื่อง เวอร์เนียร์คาลิป เปอร์ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 (ปรับปรุง พ.ศ.2565) ประเภทวิชา อุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างยนต์จำนวน 3 แผน รวม 12 ชั่วโมง รายละเอียดดังนี้ 3.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง เวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ จำนวน 4 ชั่วโมง 3.2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง เวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ จำนวน 4 ชั่วโมง 3.3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง เวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ จำนวน 4 ชั่วโมง 4. ระยะเวลาในการวิจัย -ปีการศึกษา2566 นิยามศัพท์เฉพาะ 1. แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนที่ช่วยฝึกให้นักเรียนมีทักษะการแก้ปัญหา ด้วย กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วย กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ จนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และเป็นระบบโดยมีส่วนประกอบด้วย ชื่อเรื่อง คำชี้แจง จุดประสงค์การเรียนรู้ คำแนะนำ การใช้แบบ ฝึกทักษะเนื้อหา ปัญหา แบบฝึกทักษะ เฉลยแบบฝึกทักษะ มีการเรียงลำดับเนื้อหาในการฝึกจากง่าย ไปหายากและมีแบบฝึกหัดให้นักเรียนได้ฝึกฝน มีขั้นตอนการนำแบบบฝึกทักษะไปใช้ในการจัด กิจกรรมการเรียนสอน ดังนี้ 1.1 ก่อนการทำแบบฝึกทักษะครูควรให้คำแนะนำ ให้ทราบถึงเหตุผลที่ต้องฝึก การ ฝึกอย่างไม่เข้าใจความหมายอาจไม่ทำให้เกิดทักษะ 1.2 การฝึกควรให้ผู้เรียนได้รับการฝึกตามขั้นตอนที่ถูกต้องและคำแนะนำที่ดี ถ้าการ ฝึกทักษะผิด ๆ จะทำให้เสียเวลาในการแก้ไข 1.3 ช่วงเวลาการฝึกสั้นๆ บ่อยๆ ด้วยแบบฝึกที่คัดเลือก จะมีประสิทธิภาพกว่าการ ฝึกช่วงยาว ๆ ซึ่งผู้เรียนจะเบื่อหน่าย ไม่สนใจ 1.4 กิจกรรมการฝึกควรหลากหลาย นอกจากแบบฝึกหัดต่าง ๆ อาจใช้เกมแก้ปัญหา หรือกิจกรรมอื่น ๆ ร่วมด้วย
4 1.5 การฝึกอย่างมีความมุ่งหมายจะเกิดประโยชน์มากกว่า ถ้าผู้เรียนเห็นคุณค่าและ ความจำเป็นของสิ่งที่เรียนหรือฝึกโดยอาจใช้การทดสอบหรือวิธีการอื่น ๆ เพื่อชี้ให้เห็นผลที่ เกิดขึ้นภายหลังการฝึก 1.6 การฝึกควรสัมพันธ์กับความมีเหตุผล ขณะฝึกควรให้ผู้เรียนใช้ความคิดหาเหตุผล ควบคู่ไปด้วย 2. ประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ หมายถึง ความสามรถในการอ่านค่าเวอร์เนียคาลิปเปอร์ ของแบบฝึกทักษะการเรียนรู้ในการทำให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ ที่ได้จากการทดสอบย่อย ในการทำกิจกรรมในระหว่างเรียนทุกกิจกรรม E2 แทน ประสิทธิ์ภาพของผลลัพธ์ หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ ที่ได้ จากการทดสอบหลังเรียน 3. สมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ หมายถึง ความสามารถในการประยุกต์ใช้ ความรู้ ความเข้าใจ ทักษะปฏิบัติและทักษะด้านความคิดในการปฏิบัติงานโดยให้ครอบคลุม 3 ด้าน คือ พุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย ตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ ประโยชน์ที่จะได้รับ 1. ผู้วิจัยได้แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ สำหรับ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 โดยใช้แบบฝึกทักษะ 2. นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ได้รับการพัฒนา และยกระดับสมรรถนะ วิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ด้วยวิธีการที่มีประสิทธิภาพ 3. เผยแพร่ผลการวิจัยให้ครูผู้สอนในรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ได้นำไปใช้แก้ปัญหา หรือพัฒนานักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ สูงสุด
5 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ศึกษา ทบทวนอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมการ เรียนรู้ ดังมีรายละเอียดดังนี้ 1. หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 (ปรับปรุง พ.ศ.2565) ประเภท วิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างยนต์ 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องของแบบฝึกทักษะ 3. สมรรถนะรายวิชา 4. ทักษะการปฏิบัติ 5. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6. ขั้นตอนการเรียนการสอนรูปแบบฝึกทักษะ หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 (ปรับปรุง พ.ศ.2565) ประเภทวิชา อุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างยนต์ สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ (2565: 36) กำหนดรายวิชางานวัดละเอียดช่าง ยนต์(Auto-mechanic Precision Measurements Job) ไวดังนี้ 1.จุดประสงค์รายวิชา เพื่อให้ 1.1 เข้าใจหลักการอ่าน การใช้และบำรุงรักษาเครื่องมือวัดละเอียด 1.2 สามารถใช้เครื่องมือวัดละเอียดตรวจวัดชิ้นส่วนในงานช่างยนต์ 1.3 มีกิจนิสัยที่ดีในการทำงานรับผิดชอบ ประณีตรอบคอบ ตรงต่อเวลา สะอาด ปลอดภัย และรักษาสภาพแวดล้อม 2.สมรรถนะรายวิชา 2.1 แสดงความรู้เกี่ยวกับหลักการและวิธีการใช้เครื่องมือวัดละเอียดในงานช่างยนต์ 2.2 ปรับตั้ง บำรุงรักษาเครื่องมือวัดละเอียดในงานช่างยนต์ 2.3 ตรวจวัดชิ้นส่วนในงานช่างยนต์ 2.4 วิเคราะห์สภาพของชิ้นส่วนในงานช่างยนต์ตามคู่มือ 3.คำอธิบายรายวิชา ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือวัดละเอียด การอ่านค่า การตรวจวัดและวิเคราะห์ สภาพชิ้นส่วนการบำรุงรักษาเครื่องมือวัดละเอียดในงานช่างยนต์
6 การวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้เลือกเนื้อหาสาระ เรื่อง เวอร์เนียคาลิปเปอร์ และมีการใช้เครื่องมือ วัดละเอียด การอ่านค่าเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ ซึ่งตรงกับสมรรถณะรายวิชา ข้อ 2.1 แสดงความรู้ เกี่ยวกับหลักการและวิธีการใช้เครื่องมือวัดละเอียดในงานช่างยนต์ เอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบฝึกทักษะ แบบฝึกทักษะ การฝึกเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ในการเรียนการสอน ดังนั้นการฝึกโดยการใช้แบบฝึก ก็เป็นการจัดสภาพการณ์เพื่อให้ผู้ฝึกเปลี่ยนพฤติกรรมจนสามารถปฏิบัติงานที่ได้รับมอบหมายได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ในการสร้างแบบฝึกต้องคำนึงถึงหลักการสร้างจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับแบบ ฝึกลักษณะของแบบฝึกที่ดี ประโยชน์ของแบบฝึก หลักการนำไปใช้ โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ความหมายของแบบฝึกทักษะ ถวัลย์ มาศจรัล (2546 : 18) ได้ให้ความหมายไว้ว่า แบบฝึกหัด หมายถึง กิจกรรมพัฒนทักษะ เรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเหมาะสม มีความหลากหลาย และปริมาณเพียงพอที่สามารถ ตรวจสอบและพัฒนาทักษะกระบวนการคิด กระบวนการเรียนรู้ สามารถนำผู้เรียนสู่การสรุปความคิด รวบยอดและหลักการสำคัญของสาระการเรียนรู้ รวมทั้งทำให้ผู้เรียนสามารถตรวจสอบความเข้าใจใน บทเรียนด้วยตนเองได้ บุญชม ศรีสะอาด (2546 : 51) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกว่า หมายถึง สื่อการเรียน การ สอนเป็นรายบุคคล เพื่อช่วยฝึกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในเนื้อหาสาระวิชาต่างๆ มีทักษะในด้านต่างๆ ราชบัณฑิตยสถาน (2554 : 687) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกหัดว่า แบบฝึกหัด หมายถึง แบบตัวอย่างปัญหาหรือคำสั่งที่ตั้งขึ้นเพื่อให้นักเรียนฝึกตอบ เป็นต้น เรือนใจ อิศรางกูร ณ อยุธยา (2554 : 18) กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทักษะ หมายถึง เครื่องมือ หรือสื่อการเรียนการสอนที่สร้างขึ้น เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติด้วยตนเอง เพื่อฝึก ทักษะเพิ่มเติมหลังจากที่ได้เรียน เนื้อหาจากแบบเรียนไปแล้วโดยมีลักษณะเป็นแบบฝึก ที่มีกิจกรรม ให้นักเรียนกระทำเพื่อให้ก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจ และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน สุคนธ์ สินธพานนท์ (2551 : 87) กล่าวว่า แบบฝึกเสริมทักษะเป็นสื่ออย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ ผู้เรียนมีความเข้าใจในบทเรียน หรือเรื่องที่กำลังเรียนซึ่งผู้สอนได้ออกแบบชุดการฝึก เพื่อฝึกทักษะ การเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ทำให้เกิดการเรียนรู้ตามศักยภาพของตน และมีความแม่นยำในเรื่องที่ต้องการ
7 ฝึก นอกจากนี้ยังเป็นการเสริมสร้างคุณลักษณะของผู้เรียนให้คิดเป็น มีความรับผิดชอบ และมีเจตคติ ที่ดีต่อการเรียนรู้ สรุปได้ว่า แบบฝึกทักษะ หมายถึง สื่อการเรียนที่ช่วยฝึกให้นักเรียนมีทักษะการแก้ปัญหา ด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วย กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ จนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และเป็นระบบโดยมีส่วนประกอบด้วย ชื่อเรื่อง คำชี้แจง จุดประสงค์การเรียนรู้ คำแนะนำ การใช้แบบ ฝึกทักษะเนื้อหา ปัญหา แบบฝึกทักษะ เฉลยแบบฝึกทักษะ มีการเรียงลำดับเนื้อหาในการฝึกจากง่าย ไปหายากและมีแบบฝึกหัดให้นักเรียนได้ฝึกฝน 2.ความสำคัญของแบบฝึกทักษะ มีนักการศึกษาหลายท่านกล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะไว้ ดังนี้ ถวัลย์ มาศจรัส (2546 : 21) กล่าวถึงประโยชน์ของแบบฝึก ดังนี้ 1 เป็นสื่อการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน 2. ผู้เรียนมีสื่อสำหรับฝึกทักษะด้านการอ่าน การคิด การวิเคราะห์ และการเขียน 3. เป็นสื่อการเรียนรู้สำหรับการแก้ไขปัญหาในการเรียนรู้ของผู้เรียน 4. พัฒนาความรู้ ทักษะ และเจตคติด้านต่าง ๆ ของผู้เรียน วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549 : 131) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของชุดฝึกหรือแบบฝึกทักษะ ไว้ ดังนี้ 1. ทำให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น 2. ทำให้ครูทราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน 3. ครูได้แนวทางในการพัฒนาการเรียนการสอน เพื่อช่วยให้นักเรียน เรียนรู้ได้ดีที่สุดตาม ความสามารถของตนเอง 4. ฝึกให้นักเรียนมีความเชื่อมั่น และสามารถประเมินผลงานของตนเองได้ 5. ฝึกให้นักเรียนได้ทำงานด้วยตนเอง 6. ฝึกให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับมอบหมาย 7. คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ฝึกทักษะของตนเอง โดยไม่ต้องคำนึงถึงเวลาหรือความกดดันอื่นๆ 8. ช่วยเสริมให้ทักษะทางภาษาคงทน ลักษณะการฝึกที่จะช่วยให้เกิดผลดังกล่าว ได้แก่ ฝึก ทันทีหลังเรียนเนื้อหา ฝึกช้าๆ ในเรื่องที่เรียน
8 สรุปได้ว่า แบบฝึกมีประโยชน์เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะ สามารถที่จะทบทวน ด้วยตนเองและเห็นความก้าวหน้าของตนเอง ยังสามารถช่วยลดภาวะของครูผู้สอนอีกด้วย 3.หลักจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึก การสร้างแบบฝึกทักษะจำเป็นมากที่จะต้องอาศัยหลักจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะแบบ ฝึกทักษะจะมีประสิทธิภาพและมีความน่าเชื่อถือตรงตามจุดประสงค์ของการฝึกได้นั้น การสร้างแบบ ฝึกทักษะต้องอาศัยหลักจิตวิทยาประกอบ เพื่อความเหมาะสมถูกต้อง ในการที่จะนำแบบฝึกไปใช้กับ นักเรียนตามวัย ความสามารถ ความสนใจความแตกต่างระหว่างบุคคลหลักจิตวิทยาการศึกษาที่ เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบฝึกมีดังนี้ (สำลี รักสุทธี. ม.ป.ป. : 34-36) 3.1 กฎการเรียนรู้ของ Thorndike ในการจัดการเรียนการสอนมีดังนี้ 3.1.1 กฎแห่งการฝึกฝน (Law of Exercise) คือ การให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดมากๆ จะทำให้ เกิดความคล่องและชำนาญ การสร้างแบบฝึกจึงช่วยให้ผู้เรียนทำแบบฝึกหัดที่เสริมจากแบบฝึกใน บทเรียนและมีหลายรูปแบบ 3.1.2 กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) คือ การให้ผู้เรียนมีความพร้อม ในการเรียน จะทำให้เกิดความพอใจในการเรียน 3.1.3 กฎแห่งผล (Law of Effect) คือ แบบฝึกต้องมีเนื้อเรื่องเป็นที่สนใจของผู้เรียนความ ยากง่ายต้องเหมาะสมกับวัย และสติปัญญา มีสิ่งกระตุ้นให้ผู้เรียนพอใจ ในการเรียน การประเมินผล ควรกระทำอย่างรวดเร็วหลังจากที่นักเรียนทำเสร็จแล้ว 3.2 ทฤษฎีการเรียนรู้ของกาเย่ ซึ่งเขามีความเห็นว่าการเรียนรู้มีลำดับขั้น และผู้เรียนจะต้อง เรียนรู้เนื้อหาที่ง่ายไปหายาก แนวคิดของกาเย่มีว่า การเรียนรู้มีลำดับขั้นตอน ดังนั้น ก่อนที่จะสอน เด็กแก้ปัญหาได้นั้น เด็กจะต้องเรียนรู้ความคิดรวบยอดหรือหลักเกณฑ์มาก่อน ซึ่งในการสอนให้เด็กได้ ความคิดรวบยอดหรือกฎเกณฑ์นั้น จะทำให้เด็กเป็นผู้สรุปความคิดรวบยอดด้วยตัวเองแทนที่ครูจะ เป็นผู้บอก การสร้างแบบฝึกจึงควรคำนึงถึงการฝึกตามลำดับขั้นจากง่ายไปยาก 3.3 แนวคิดของบลูม ซึ่งกล่าวถึงธรรมชาติผู้เรียนแต่ละคนว่ามีความแตกต่างกัน ผู้เรียนจะ สามารถเรียนรู้เนื้อหาในหน่วยย่อยต่าง ๆ ได้โดยใช้เวลาเรียนที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสร้างแบบฝึกจึง ต้องมีการกำหนดเงื่อนไขที่จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนสามารถผ่านลำดับขั้นตอนของทุกหน่วยการเรียนได้ ถ้านักเรียนได้เรียนตามอัตราเวลาเรียนของตนก็จะทำให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น 3.4 ทฤษฎีการเรียนรู้ ของ โฮเวิร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) เขาเชื่อว่ามีบุคคลมี เชาวน์ปัญญาแตกต่างกัน แต่ละคนจะมีความสามารถแตกต่างกัน คนหนึ่งอาจเรียนรู้ดนตรีได้ง่าย อีก คนเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้ดี ขณะที่อีกคนเรียนภาษาได้เก่ง เป็นต้น ครูควรคำนึงถึงนักเรียนแต่ละคนว่า
9 มีความรู้ ความถนัด ความสามารถและความสนใจที่แตกต่างกัน ดังนั้น การสร้างแบบฝึกจึงควร พิจารณาถึงความเหมาะสมกับบุคคล ไม่ยากและไม่ง่ายเกินไป ควรมีคละกันหลายแบบ สรุปได้ว่าหลักจิตวิทยาจะช่วยเป็นแนวทางในการสร้างแบบฝึกทักษะ ซึ่งต้องคำนึงถึงความ ยากง่ายของเนื้อหาความเหมาะสมกับวุฒิภาวะวัยพัฒนาการความสนใจสติปัญญาความแตกต่าง ระหว่างบุคคลและมีการจูงใจนักเรียนให้นักเรียนฝึกทำมากๆ ทำบ่อยๆ จนคล่องแม่นยำและเกิดความ ชำนาญเพื่อให้การเรียนรู้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ 4. หลักการสร้างแบบฝึกทักษะ มีนักการศึกษาหลายท่านกล่าวถึงความสำคัญของแบบฝึกทักษะไว้ ดังนี้ ถวัลย์ มาศจรัส (2546 : 20) ได้กล่าวถึงการสร้างและจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ 1. ศึกษาเนื้อหาสาระสำหรับการจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ 2. วิเคราะห์เนื้อหาสาระโดยละเอียด เพื่อกำหนดจุดประสงค์ในการจัดทำ 3. ออกแบบการจัดทำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะตามจุดประสงค์ 4. สร้างแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ และส่วนประกอบอื่นๆ เช่น แบบทดสอบก่อนฝึก บัตร คำสั่ง ขั้นตอนกิจกรรมที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติ แบบทดสอบหลังเรียน 5. นำแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ ไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 6. ปรับปรุง พัฒนา ให้สมบูรณ์ ฉวีวรรณ กีรติกร (2541 : 11-12) ได้กล่าวถึงหลักการสร้างชุดฝึกไว้ดังนี้ 1. แบบฝึกที่สร้างขึ้นต้องสอดคล้องกับจิตวิทยาพัฒนาการ และลำดับขั้นตอนการเรียนรู้ของ ผู้เรียน เด็กที่เริ่มเรียนมีประสบการณ์น้อยจะต้องสร้างชุดฝึกให้น่าสนใจและแรงจูงใจผู้เรียนด้วยการ เริ่มจากข้อที่ง่ายไปหายาก เพื่อให้ผู้เรียนมีกำลังใจทำชุดฝึก 2. สร้างชุดฝึกทักษะที่ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการฝึกและต้องมีเวลาเตรียมการไว้ล่วงหน้า อยู่เสมอ 3. ชุดฝึกทักษะควรมุ่งส่งเสริมนักเรียนแต่กลุ่มตามความสามารถที่แตกต่างกัน 4. ชุดฝึกทักษะแต่ละชุดควรมีคำชี้แจงง่ายๆ สั้นๆ เพื่อให้ผู้เรียนเข้าใจหรือมีตัวอย่างแสดงวิธี ทำจะช่วยให้นักเรียนเข้าได้ดียิ่งขึ้น 5. ชุดฝึกทักษะจะต้องถูกต้องครูต้องพิจารณาให้ดีอย่าให้มีข้อผิดพลาดได้ 6. ชุดฝึกทักษะควรมีหลายๆ แบบเพื่อให้ผู้เรียนให้แนวคิดที่กว้างไกล สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2540 : 145-146) กล่าวถึง ขั้นตอนการ สร้างแบบฝึกไว้ดังนี้
10 1. สำรวจปัญหาและความต้องการ เมื่อจัดกิจกรรมการเรียนการสอนไปแล้วครูผู้สอนย่อม ทราบดีว่าบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ รวบรวมปัญหาและความต้องการในการแก้ปัญหา หรือความ ต้องการที่จะพัฒนาการเรียนการสอนในแต่ละจุดประสงค์ 2. กำหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะให้ชัดเจนเพื่อตอบคำถามว่าสร้างแบบ ฝึกเพื่ออะไร ต้องการให้นักเรียนเป็นอย่างไร 3. วิเคราะห์คำที่เรียนในแต่ละจุดประสงค์ว่า ประกอบด้วยคำและความหมายอย่างไร คำใดที่ มักจะมีปัญหาในการอ่านและการเขียนให้รวบรวมคำเหล่านั้นไว้ 4. ศึกษาจิตวิทยาการเรียนรู้ จิตวิทยาการอ่านของนักเรียนในแต่ละชั้นว่าเด็กแต่ละวัยมีความ สนใจเรื่องอะไร องค์ประกอบที่จะทำการทำแบบฝึกได้ผลดีต้องประกอบไปด้วย 4.1 ความใกล้ชิด คือถ้าสิ่งเร้าและการตอบสนองเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน จนสร้าง ความพอใจให้แก่ผู้เรียน 4.2 การฝึกหัด ให้ทำช้าๆ เพื่อช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจที่แม่นยำ 4.3 กฎแห่งผล คือการที่ผู้เรียนได้ทราบผลในการทำงานของตนด้วยการเฉลยคำตอบจะ ช่วยให้ผู้เรียนทราบข้อบกพร่องเพื่อปรับปรุงแก้ไขและเป็นการสร้างความพอใจให้แก่ผู้เรียน 5. การจูงใจ คือ การจัดแบบฝึกเรียงลำดับจากแบบฝึกง่ายและสั้น ไปสู่เรื่องยาว และยาวขึ้น ควรมีภาพประกอบและมีหลายรูปแบบ เป็นต้น 6. กำหนดกรอบการสร้างแบบฝึกว่าควรประกอบไปด้วยเรื่องอะไร แต่ละเรื่องควรลักษณะ อย่างไร กิจกรรมมีอะไร มีความยาวเท่าไร จะนำเสนอโดยใช้แบบประกอบหรือไม่ 7. ลงมือเขียนแบบฝึกแต่ละชุด 8. นำแบบฝึกนั้นไปให้ผู้ชำนาญการตรวจสอบความถูกต้อง ความตรงตามเนื้อหา เช่น ครู ภาษาไทยที่มีประสบการณ์ ศึกษานิเทศก์ เป็นต้น หรือไปนำใช้กับนักเรียน จำนวน 1-5 คน เพื่อ รวบรวมข้อมูลมาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง 9. จัดพิมพ์แบบฝึก เพื่อให้นักเรียนนำไปใช้เสริมทักษะ วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549 : 133) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการสร้างชุดฝึก หรือแบบฝึกทักษะ ไว้ดังนี้ 1. ศึกษาปัญหาและความต้องการ โดยการศึกษาผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ และผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน หากเป็นไปได้ควรศึกษาความต่อเนื่องของปัญหาในทุกระดับชั้นเรียน 2. วิเคราะห์เนื้อหาหรือทักษะที่เป็นปัญหา ออกเป็นเนื้อหา หรือทักษะย่อย ๆ เพื่อใช้ในการ สร้างแบบทดสอบ และแบบฝึกหัด
11 3. พิจารณาวัตถุประสงค์ รูปแบบ และขั้นตอนการใช้ เช่น จะนำไปใช้อย่างไรในแต่ละชุด ประกอบด้วยอะไรบ้าง 4. สร้างแบบทดสอบ ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับเนื้อหาสาระ 5. สร้างแบบฝึกหัด เพื่อใช้พัฒนาทักษะย่อยแต่ละทักษะ 6. ให้คำตอบ หรือแนวทางการตอบแต่ละเรื่อง 7. สร้างแบบบันทึกความก้าวหน้า เพื่อใช้บันทึกผลการทดสอบ หรือผลการเรียน 8. นำไปทดลองใช้ แล้วหาข้อบกพร่อง คุณภาพของแบบฝึก และคุณภาพของแบบทดสอบ 9. ปรับปรุงแก้ไข 10. รวบรวมเป็นชุด จัดทำคำชี้แจง คู่มือการใช้ สารบัญ เพื่อประโยชน์ต่อไป สรุปได้ว่า หลักในการสร้างแบบฝึกควรสร้างให้ตรงกับจุดประสงค์ที่ต้องการฝึก มีความ เหมาะสมต่อพัฒนาการของผู้เรียน สนองความสนใจและคำนึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคล จัดทำ ให้จบเป็นเรื่อง ๆ การประเมินผลแจ้งผลความก้าวหน้าในการฝึกให้ผู้เรียนทราบทันทีทุกครั้ง 5. ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี ในการจัดทำแบบฝึกหัดให้บรรลุตามวัตถุประสงค์นั้นจำเป็นจะต้องอาศัยลักษณะและรูปแบบ ของแบบฝึกที่หลากหลายแตกต่างกัน ซึ่งขึ้นอยู่กับทักษะที่เราจะฝึก ดังนี้ 1. แบบฝึกที่ดีควรมีความชัดเจนทั้งคำสั่ง และวิธีทำคำสั่งหรือตัวอย่างแสดงวิธีทำที่ใช้ไม่ควร ยาวเกินไป เพราะจะทำให้เข้าใจยาก ควรปรับให้ง่ายและเหมาะสมกับผู้ใช้ ทั้งนี้เพื่อให้นักเรียนได้ ศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองได้ ถ้าต้องการ 2. แบบฝึกที่ดีควรมีความหมายต่อผู้เรียน และตรงตามจุดมุ่งหมายของการฝึก ลงทุนน้อย ใช้ได้นาน ๆ และทันสมัยอยู่เสมอ 3. ภาษาที่ใช้ในแบบฝึก ควรเหมาะสมกับวัย และพื้นฐานความรู้ 4. แบบฝึกที่ดีควรแยกฝึกเป็นเรื่อง ๆ แต่ละเรื่องไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมีกิจกรรมหลาย รูปแบบ เพื่อเร้าให้นักเรียนเกิดความสนใจ และไม่เบื่อหน่ายในการทำ เป็นการฝึกทักษะใดทักษะหนึ่ง จนเกิดความชำนาญ 5. แบบฝึกที่ดีควรมีทั้งแบบกำหนดคำตอบให้ และแบบโต้ตอบโดยเสรี การเลือกใช้คำ ข้อความหรือรูปภาพในแบบฝึกควรเป็นสิ่งที่นักเรียนคุ้นเคย และตรงกับความสนใจ ของนักเรียน เพื่อให้แบบฝึกที่สร้างขึ้นเกิดความเพลิดเพลินและพอใจแก่ผู้ใช้ ตรงกับหลักการเรียนรู้ ที่ว่า เด็กจะ เรียนรู้ได้เร็วถ้าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความพึงพอใจ
12 6. แบบฝึกที่ดีควรเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเอง ให้รู้จักค้นคว้า รวบรวมสิ่งที่พบ เห็นบ่อย ๆ หรือสิ่งที่ตนเองเคยใช้ จะทำให้นักเรียนเข้าใจในเรื่องนั้น ๆ มากยิ่งขึ้น และรู้จักนำความรู้ ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑ์และมองเห็นว่าสิ่งที่เขาได้ฝึกฝนนั้นมีความหมายต่อ เขาตลอดไป 7. แบบฝึกที่ควรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผู้เรียนแต่ละคนมีความ แตกต่างกัน ในหลาย ๆ ด้าน เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพร้อม ระดับสติปัญญา และประสบการณ์ ฯลฯ ฉะนั้นการจัดทำแบบฝึกแต่ละเรื่อง ควรจัดทำให้มากพอและมีทุกระดับ ตั้งแต่ง่าย ปานกลาง จนถึง ระดับค่อนข้างยาก เพื่อว่า ทั้งเด็กเก่ง เด็กอ่อน และเด็กปานกลาง จะได้เลือกทำตามความสามารถ ทั้งนี้เพื่อให้เด็กทุกคนประสบความสำเร็จในการทำแบบฝึก เพราะการเรียนรู้ เกิดจากความสำเร็จหรือ ความพอใจนั่นเอง 8. แบบฝึกที่ดีควรสามารถเร้าความสนใจของนักเรียนได้ ตั้งแต่ปกจนถึงหน้าสุดท้าย 9. แบบที่ดีควรได้รับการปรับปรุงควบคู่ไปกับหนังสือแบบเรียนอยู่เสมอและควรใช้ได้ดีทั้งใน และนอกห้องเรียน 10. แบบฝึกที่ดีควรเป็นแบบฝึกที่สามารถประเมิน และจำแนกความเจริญงอกงาม ของเด็กได้ ด้วย สำลี รักสุทธี (ม.ป.ป. : 31-32) ได้กล่าวถึง ลักษณะของแบบฝึกทักษะที่ดี มีดังนี้ 1. มีคำสั่งชัดเจน เข้าใจ เหมาะสมกับวัยเด็ก 2. มีตัวอย่างประกอบ ตัวอย่างที่ดีควรให้ผู้เรียนเกิดความคิดหลาย ๆ แนวคิด 3. มีตัวอย่างประกอบเพื่อดึงดุดความสนใจและสื่อความหมาย 4. มีเนื้อที่สำหรับเขียน เว้นให้มีขนาดเหมาะสมกับคำที่นักเรียนต้องการเขียน 5. การวางรูปแบบที่ดี จะทำให้เกิดความเรียบร้อย สวยงามและประหยัด 6. ควรบันทึกวีการสอนที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของแบบฝึกไว้ในคู่มือ ถวัลย์ มาศจรัส (2550 : 21) กล่าวถึงลักษณะของแบบฝึกที่ดี ประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้ 1. จุดประสงค์ที่จะให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ชัดเจน 2. สอดคล้องกับการพัฒนาทักษะและกระบวนการเรียนรู้ตามสาระการเรียนรู้ 3. เนื้อหาถูกต้องตามหลักวิชา ใช้ภาษาเหมาะสม 4. มีคำอธิบายและคำสั่งชัดเจน ง่ายต่อการปฏิบัติ 5. สามารถพัฒนาทักษะการเรียนรู้ นำผู้เรียนสู่การสรุปความคิดรวบยอด และหลักการสำคัญ ของกลุ่มสาระการเรียนรู้
13 6. เป็นไปตามขั้นตอนการเรียนรู้ สอดคล้องกับวิธีการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่าง บุคคล 7. มีคำถามและกิจกรรมท้าทาย ส่งเสริมทักษะกระบวนการเรียนรู้ของธรรมชาติวิชา 8. มีกลยุทธ์การนำเสนอ และการตั้งคำถามที่ชัดเจน น่าสนใจ ปฏิบัติได้ สามารถให้ข้อมูล ย้อนกลับเพื่อปรับปรุงการเรียนของผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่อง สรุปได้ว่า ลักษณะของแบบฝึกที่ดี ควรเป็นแบบฝึกสั้นๆ ฝึกหลายๆ ครั้ง มีหลายรูปแบบ การ ฝึกควรฝึกเฉพาะเรื่องเดียว และควรเป็นสิ่งที่ผู้เรียนพบเห็นอยู่แล้ว คำชี้แจงสั้นๆ ใช้เวลาเหมาะสม เป็นเรื่องที่ท้าทายให้แสดงความสามารถ เมื่อผู้เรียนได้ฝึกแล้วสามารถพัฒนาตนเองได้ดี จึงจะนับว่า เป็นแบบฝึกที่ดีและมีประโยชน์ 6. การหาประสิทธิภาพของแบบฝึกทักษะ สุกิจ ศรีพรหม (2541 : 70-71) ขั้นตอนการทดสอบประสิทธิภาพ เมื่อผลิตแบบฝึกเพื่อเป็น ต้นแบบแล้ว ต้องนำแบบฝึกไปทดสอบประสิทธิภาพตามขั้นตอนต่อไปนี้ ขั้นที่ 1 ขั้นทดสอบกับผู้เรียน 1 คน (One–To–One Testing) โดยเลือกผู้เรียนที่ยังไม่เคย เรียนเรื่องที่จะสอนมาก่อนเลยจำนวน 1 คน แล้วให้เรียนจากแบบฝึก โดยปฏิบัติดังนี้ 1. ตอบแบบทดสอบก่อนเรียน (Pretest) 2. เรียนจากแบบฝึกจนจบบทเรียน 3. ทำแบบฝึกหัดในบทเรียนไปพร้อมกันในขณะที่เรียน 4. ตอบแบบทดสอบหลังเรียน (Posttest) แล้วนำผลที่ได้รับมาพิจารณาปรับปรุงส่วนที่เห็นว่ายังบกพร่อง เช่น เนื้อหา สื่อต่างๆ แบบทดสอบต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น ขั้นที่ 2 ขั้นทดสอบกับกลุ่มเล็ก (Small Group Testing ) ใช้กับผู้เรียน 10 คน ที่ยังไม่เคย เรียนบทเรียนดังกล่าวมาก่อน ดำเนินการเช่นเดียวกับขั้นที่ 1 ทุกประการ และเมื่อเสร็จกระบวนการ แล้วนำแบบฝึกมาแก้ไขข้อบกพร่องอีกครั้งหนึ่งและนำผลคะแนนจากการทำแบบฝึกหัด และทำ แบบทดสอบหลังเรียนไปหาประสิทธิภาพของแบบฝึกหัดโดยใช้เกณฑ์ 80/80 ขั้นที่ 3 ขั้นทดลองภาคสนาม (Field Testing) โดยทดลองใช้กับผู้เรียนทั้งชั้นเรียน โดยใช้ วิธีการเช่นเดียวกับขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 แล้วนำผลไปหาประสิทธิภาพของแบบฝึกการคำนวณ ประสิทธิภาพของแบบฝึกนิยมตั้งไว้ 90/90 สำหรับเนื้อหาที่เป็นความรู้ความจำและเนื้อหาวิชาที่เป็น ทักษะหรือเจตคติไม่ต่ำกว่า 80/80 80 ตัวแรก คือ คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของกลุ่มในการทำแบบฝึก
14 80 ตัวหลัง คือ คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของกลุ่มในการทำแบบทดสอบหลังเรียน ถ้าปรากฏว่า ทั้งคะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละของกลุ่มในการทำแบบฝึกและการทำ แบบทดสอบหลังเรียนได้ไม่ต่ำกว่า 80 ทั้งคู่ ก็ถือว่าแบบฝึกที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ ใช้ได้ บุญชม ศรีสะอาด (2546 : 153) ได้ให้แนวทางในการหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้ ซึ่งมี 2 แนวทาง ดังนี้ 1. พิจารณาจากผู้เรียนจำนวนมาก (ร้อยละ 80) สามารถบรรลุผลในระดับสูง (ร้อยละ 80) กรณีนี้เป็นนวัตกรรมสั้น ๆ ใช้เวลาน้อยเนื้อหาที่สอนมีเรื่องเดียว เกณฑ์ 80/80 หมายถึงมีไม่ต่ำกว่า 80% ของผู้เรียนที่ทำได้ไม่ต่ำกว่า 80% ของ คะแนนเต็ม 2. พิจารณาจากผลระหว่างดำเนินการและผลเมื่อสิ้นสุดการดำเนินการโดยเฉลี่ย อยู่ใน ระดับสูง (เช่นร้อยละ 80) กรณีใช้การสอนหลายครั้ง มีเนื้อหาสาระมาก (เช่น 3 บทขึ้นไป) มีการ วัดผลระหว่างเรียน (Formative) หลายครั้ง เกณฑ์ 80/80 มีความหมายดังนี้ 80 ตัวแรก เป็นเกณฑ์ประสิทธิภาพกระบวนการ (E1) 80 ตัวหลัง เป็นประสิทธิภาพของผลรวมโดยรวม (E2) 1 x E 100 n A = เมื่อ E1 แทน ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำแบบฝึกหัด หรือแบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน x แทน คะแนนของแบบฝึกหัดหรือของแบบทดสอบย่อยทุกชุดรวมกัน A แทน คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชุดรวมกัน n แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด 1 y E 100 n B = เมื่อ E2 แทน ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยที่นักเรียนทั้งหมดทำแบบทดสอบ หลังเรียน y แทน คะแนนรวมของแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน n แทน จำนวนนักเรียนทั้งหมด
15 ประสิทธิภาพจึงเป็นร้อยละของค่าเฉลี่ย เมื่อเทียบกับคะแนนเต็มซึ่งต้องมีค่าสูงจึงจะชี้ถึง ประสิทธิภาพได้ ซึ่งแนวทางนี้ใช้ร้อยละ 80 80 ตัวแรกซึ่งเป็นประสิทธิภาพกระบวนการ เกิดจากการนำคะแนนที่สอบได้ระหว่างการ ดำเนินการ (นั่นคือระหว่างเรียน หรือระหว่างการทดลอง) มาหาค่าเฉลี่ยแล้วเทียบเป็นร้อยละ 80 ตัวหลัง ซึ่งเป็นประสิทธิภาพของผลรวม เกิดจากการนำคะแนนจากการวัดโดยรวม เมื่อ สิ้นสุดการสอนหรือสิ้นสุดการทดลอง แล้วมาหาค่าเฉลี่ยแล้วเปรียบเทียบเป็นร้อยละ ซึ่งต้องได้ไม่ต่ำ กว่าร้อยละ 80 สรุปได้ว่า การตรวจสอบหาประสิทธิภาพ สื่อที่พัฒนาขึ้น สามารถทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ใช้ กันอย่างแพร่หลาย คือ การกำหนดเกณฑ์มาตรฐาน ไว้ล่วงหน้า โดยจะเป็นเกณฑ์มาตรฐาน 75/75, 80/80 หรือ 90/90 ก็ได้ ขึ้นอยู่กับธรรมชาติการพัฒนาสื่อของวิชานั้น ๆ ซึ่งในการดำเนินการวิจัยครั้ง นี้ ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์มาตรฐานเท่ากับ 75/75 7.การนำแบบฝึกทักษะไปใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอน นฤดี ผิวงาม (2545 : 58) ได้เสนอวิธีการนำ แบบฝึกทักษะไปใช้ว่าการให้ฝึกปฏิบัติควรจะมา หลังการสอน เมื่อนักเรียนเข้าใจดีแล้ว และควรให้ฝึกทุกด้านโดยฝึกทำจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยากให้ ระยะเวลาสั้น ในการฝึกแต่บ่อยครั้งจะดีกว่าการฝึกติดต่อกันเป็นเวลานาน เนื่องจากเด็กแต่ละคน อาจจะใช้วิธิการทำที่แตกต่างกัน ดังนั้น ครูต้องติดตามผลการฝึกอยู่เสมอ ควรให้งานตาม ความสามารถ ตามความเหมาะสมเป็นกลุ่มครูควรจัดให้เด็กเก่งศึกษาปัญหาเพื่อเขาจะได้พสิ่งที่แปลก ใหม่ เป็นการเร้าความสนใจ ไม่ควรปล่อยให้ทำแบบฝึกมากทุกครั้งไป ครูต้องสร้างทัศนคติที่ดีต่อการ ใช้แบบฝึก โดยให้เด็กเห็นความสำคัญ และให้ใช้เป็นสิ่งแสดงความก้าวหน้า ของแต่ละคน ครูต้องดูแล และจัดการฝึกให้เหมาะสมกับนักเรียนซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และครูต้องสรรหา กิจกรรมที่ใช้ฝึกให้มีความหลากหลายให้นักเรียนได้ฝึก นิภา แก้วประทีป (2546 : 19) มีความเห็นว่ากฎแห่งการฝึกหัด การฝึกหัดบ่อย ๆ ย่อมนำ มา ซึ่งความถูกต้องสมบูรณ์ การฝึกหัดจะทำให้เกิดผลที่สมบูรณ์นั้น จะต้องตั้งบนรากฐานที่ว่าผู้กระทำ หรือ ผู้ฝึกหัดจะต้องมีความมั่น ใจ สนใจ มีแรงจูงใจ มีความตั้ง ใจ รู้เป้าหมายและคุณค่าของสิ่งที่ตน ทำ ซ้ำๆ นั้น การนำกฎนี้ไปใช้ในห้องเรียนได้ดังนี้ 1. หาโอกาสให้นักเรียนได้ใช้ความรู้อยู่เสมอ 2. ครูต้องทดสอบบ่อยๆ หรือ ตั้งคำถามให้มาก 3. ให้นักเรียนได้พบสถานการณ์ใหม่ หรือ กิจกรรมใหม่เสมอ
16 4. ให้นักเรียนเข้าใจและรู้ความหมายไปด้วยและเน้นให้นักเรียนประยุกต์ใช้ ความรู้นั้นในการ แก้ปัญหาต่างๆ กฎแห่งความพอใจในการสร้างบรรยากาศในการเรียนการสอนดังนี้ 4.1 มีครูที่ร่าเริง ยิ้มแย้ม สนุกสนานกับการทำงานของตน 4.2 งานที่ครูมอบหมายควรมีความหมาย มีคุณค่าสอดคล้องกับ การนำไปใช้ใน ชีวิตประจำวัน 4.3 ควรให้ผู้เรียนรู้ผลสำเร็จของตนเอง 4.4 แนะนำ ชมเชย และส่งเสริมความก้าวหน้าต่างๆ ให้เขาเกิดความพอใจ 4.5 หาอุปกรณ์ที่แปลกใหม่ น่าสนใจ สุดาพร บัวดก (2546 : 23) กล่าวถึงการนำแบบฝึกทักษะไปใช้ว่า 1. ก่อนการฝึกครูควรให้ผู้เรียนเข้าใจเสียก่อน เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจ และทราบเหตุผล ที่ต้องฝึก การฝึกอย่างไม่เข้าใจความหมายอาจไม่ทำให้เกิดทักษะ 2. การฝึกควรให้ผู้เรียนได้รับการฝึกตามขั้นตอนที่ถูกต้องภายใต้การแนะนำ ที่ดีถ้าการฝึก ทักษะผิดๆ จะทำให้เสียเวลาอย่างมากในการแก้ไข 3. ช่วงเวลาการฝึกสั้นๆ บ่อยๆ ด้วยแบบฝึกที่คัดเลือกแล้วเป็นอย่างดีจะมีประสิทธิภาพกว่า การฝึกช่วงยาว ซึ่งผู้เรียนจะเบื่อหน่าย ไม่สนใจ 4. กิจกรรมการฝึกควรจะหลากหลาย นอกจากแบบฝึกหัดต่างๆ แล้ว อาจใช้เกมแก้ปัญหา หรือกิจกรรมอื่นบ้าง 5. การฝึกอย่างมีความมุ่งหมายจะเกิดประโยชน์มาก ถ้าผู้เรียนเห็นคุณค่าและความจำเป็น ของสิ่งที่เรียนหรือฝึกโดยอาจใช้การทดสอบหรือวิธีการอื่น เพื่อชี้ให้เห็นผลที่เกิดขึ้นภายหลังการฝึก 6. การฝึกควรสัมพันธ์กับความมีเหตุผล ขณะฝึกควรให้ผู้เรียนใช้ความคิดหาเหตุผลควบคู่ไป ด้วย อัมพา ปัญญาคํา (2550 : 22) กล่าวว่า การนำแบบฝึกทักษะไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนว่า การให้ฝึกปฏิบัติควรจะมาหลังการสอน เมื่อนักเรียนเข้าใจดีแล้ว และควรให้ฝึกทุกด้าน โดยฝึกทำ จากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยาก ให้ระยะเวลาสั้น ในการฝึกแต่บ่อยครั้งจะดีกว่า การฝึกติดต่อกัน เป็นเวลานาน เนื่องจากเด็กแต่ละคนอาจจะใช้วิธิการทำที่แตกต่างกันดังนั้น ครูต้องคิดตามผลการฝึก อยู่เสมอ ควรให้งานตามความสามารถ ตามความเหมาะสมเป็นกลุ่ม ครูควรจัดให้เด็กได้สร้างสรรค์สิ่ง ที่แปลกใหม่เป็นการเร้าความสนใจ ไม่ควรปล่อยให้ทำแบบฝึกมากทุกครั้งไป ครูต้องสร้างทัศนคติที่ดี ต่อการให้แบบฝึกหัด โดยให้เด็กเห็นความสำคัญ และให้ใช้เป็นสิ่งแสดงความก้าวหน้า ของแต่ละคน ครูต้องดูแลและจัดการฝึกให้เหมาะสมกับนักเรียนซึ่งแตกต่างกันไป ในแต่ละบุคคล และต้องหา
17 กิจกรรมที่ใช้ฝึกให้มีความหลากหลาย ให้นักเรียนได้ฝึกจากการนำแบบฝึกทักษะไปใช้จัดกิจกรรมการ เรียนการสอน สรุปได้ว่า การนำแบบฝึกทักษะไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนควรให้ผู้เรียนได้รับ การฝึกตามขั้นตอนที่ถูกต้อง หลากหลาย ได้พบสถานการณ์ใหม่หรือกิจกรรมใหม่เสมอ มีความ สอดคล้องกับ การนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน และควรคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล มีขั้นตอน การนำแบบบฝึกทักษะไปใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนสอน ดังนี้ 1. ก่อนการทำแบบฝึกทักษะครูควรให้คำแนะนำ ให้ทราบถึงเหตุผลที่ต้องฝึก การฝึก อย่างไม่เข้าใจความหมายอาจไม่ทำให้เกิดทักษะ 2. การฝึกควรให้ผู้เรียนได้รับการฝึกตามขั้นตอนที่ถูกต้องและคำแนะนำที่ดี ถ้าการ ฝึกทักษะผิดจะทำให้เสียเวลาในการแก้ไข 3. ช่วงเวลาการฝึกสั้นบ่อยๆ ด้วยแบบฝึกที่คัดเลือก จะมีประสิทธิภาพกว่าการฝึก ช่วงยาว ๆ ซึ่งผู้เรียนจะเบื่อหน่าย ไม่สนใจ 4. กิจกรรมการฝึกควรหลากหลาย นอกจากแบบฝึกหัดต่าง ๆ อาจใช้เกมแก้ปัญหา หรือกิจกรรมอื่นร่วมด้วย 5. การฝึกอย่างมีความมุ่งหมายจะเกิดประโยชน์มากกว่า ถ้าผู้เรียนเห็นคุณค่าและ ความจำเป็นของสิ่งที่เรียนหรือฝึกโดยอาจใช้การทดสอบหรือวิธีการอื่น เพื่อชี้ให้เห็นผลที่ เกิดขึ้นภายหลังการฝึก 6. การฝึกควรสัมพันธ์กับความมีเหตุผล ขณะฝึกควรให้ผู้เรียนใช้ความคิดหาเหตุผล ควบคู่ไปด้วย สมรรถนะรายวิชา 1. ความหมายของสมรรถนะ ธเนศ ขำเกิด (2555) ได้ให้ความหมายของสมรรถนะว่า หมายถึง คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่ ทำให้บุคลากรในองคกรปฏิบัติงานได้ผลโดดเด่นกว่าคนอื่น โดยบุคคลนั้นแสดงคุณลักษณะเชิง พฤติกรรมมากกว่าเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ สำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ (2561: 11) ได้ให้ความหมายของสมรรถนะ รายวิชาหมายถึง ข้อความที่แสดงความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ความเข้าใจ ทักษะปฏิบัติ และทักษะด้านความคิดในการปฏิบัติงานโดยให้เขียนครอบคลุม 3 ด้าน คือ พุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย แล้ว(กำหนดไวในหลักสูตร)
18 อานนท ศักดิ์วรวิชญ (2547: 61) ได้สรุปความหมายของสมรรถนะไว้ว่า สมรรถนะ คือ คุณลักษณะ ของบุคคล ซึ่งได้แก่ความรู้ทักษะ ความสามารถ และคุณสมบัติต่าง ๆ อันได้แก่ค่านิยม จริยธรรม บุคลิกภาพ คุณลักษณะทางกายภาพและอื่น ๆ ซึ่งจำเป็นและสอดคล้องกับความเหมาะสม กับองค์การ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องสามารถจำแนกได้ว่าผู้ที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานได้ต้อง มีคุณลักษณะเด่น ๆ อะไรหรือลักษณะสำคัญอะไรบ้างหรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือสาเหตุที่ทำงานแลวไม่ ประสบความสำเร็จเพราะ ขาดคุณลักษณะบางประการคืออะไร เป็นต้น จากการศึกษาข้อความข้างต้นของนักวิชาการ ผู้วิจัยจึงได้สรุปความหมายของสมรรถนะ รายวิชาหมายถึง ความสามารถในการประยุกต์ใช้ความรู้ความเข้าใจ ทักษะปฏิบัติและทักษะด้าน ความคิดในการปฏิบัติงานโดยให้ครอบคลุม 3 ด้าน คือ พุทธิพิสัย ทักษะพิสัย และจิตพิสัย ตามที่ หลักสูตรกำหนดไว้ 2. การประเมินสมรรถนะรายวิชา ในการประเมินสมรรถนะรายวิชา ผู้วิจัยสนใจวัดความรู้ความเข้าใจภายในรายวิชาของ นักศึกษาจึงได้ใช้การวัดพฤติกรรมทางการศึกษาด้านพุทธิพิสัย หรือวัดผลสัมฤทธิ์ โดยประเภทของ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ มีนักวิชาการได้อธิบายไว ดังนี้ ไพโรจน คะเชนทร (2556) ได้จัดประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบ่ง ออกเป็น 2 ประเภท คือแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง (Teacher made tests) และแบบทดสอบ มาตรฐาน (Standardized tests) ซึ่งทั้ง 2 ประเภทจะถามเนื้อหาเหมือนกัน คือถามสิ่งที่ผู้เรียนได้รับ จากการเรียนการสอนซึ่งจัดกลุ่มพฤติกรรมได้ 6 ประเภท คือ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การ นำไปใช้การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการประเมิน 1. แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเองเพื่อใชในการทดสอบผู้เรียนใน ชั้นเรียน แบงเป็น 2 ประเภท คือ 1.1 แบบทดสอบปรนัย (Objective tests) ได้แก่ แบบถูก - ผิด (True-false) แบบจับคู่ (Matching) แบบเติมคำให้สมบูรณ (Completion) หรือแบบคำตอบ สั้น (Short answer) และแบบ เลือกตอบ (Multiple choice) 1.2 แบบอัตนัย (Essay tests) ได้แก่ แบบจำกัดคำตอบ (Restricted response items) และแบบไม่จำกัดความตอบ หรือ ตอบอย่างเสรี (Extended response items)
19 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized tests) เป็นแบบทดสอบที่สร้าง โดยผู้เชี่ยวชาญที่ มีความรู้ในเนื้อหา และมีทักษะการสร้างแบบทดสอบ มีการวิเคราะห์หาคุณภาพของแบบทดสอบ มี คำชี้แจงเกี่ยวกับการดำเนินการสอบ การให้คะแนนและการแปลผล มีความเป็นปรนัย (Objective) มี ความเที่ยง ตรง (Validity) และความเชื่อมั่น (Reliability) สมนึก ภัททิยธนี (2546: 63) ได้แบ่งชนิดของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน แบ่ง ออกเป็น 2 ชนิด ได้แก 1. แบบทดสอบที่ครูสร้าง (Teacher Made Test) หมายถึง แบบทดสอบที่มุงวัดผลสัมฤทธิ์ ของนักเรียนเฉพาะกลุมที่ครูสอน จะไม่นำไปใช้กับนักเรียนกลุ่มอื่น เป็นแบบทดสอบที่ใชทั่ว ๆ ไปใน โรงเรียน 2. แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardized Test) หมายถึง แบบทดสอบ ที่มุ่งวัดผลสัมฤทธิ์ เช่น เดียวกับแบบทดสอบที่ครูสร้างแต่มีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบคุณภาพ ต่าง ๆ ของนักเรียนที่ ต่างกลุ่มกัน เช่น เปรียบเทียบคุณภาพของนักเรียนในโรงเรียนแห่งหนึ่งกับ นักเรียนกลุมอื่น ๆ ทั่ว ประเทศ(แบบทดสอบมาตรฐานระดับชาติ) หรือกับนักเรียนกลุมอื่น ๆ ทั้งจังหวัด (แบบทดสอบ มาตรฐานระดับจังหวัด) เป็นตน สมชาย วรกิจเกษมสกุล (2553 ก: 1 10-111) ได้สรุปประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ดังนี้ 1. จำแนกตามการสร้าง ได้แก่ 1.1 แบบทคสอบวัดผลสัมฤทธิ์ที่ครูสร้างขึ้น (Teacher-made Test) เป็น แบบทดสอบ วัด ผลสัมฤทธิ์ที่ครูผู้สอนได้สร้างขึ้นเอง เพื่อใช้กับนักเรียนที่ตนเองได้สอน เนื่องจาก สามารถสร้าง แบบทดสอบที่สอดคล้องกับจุดประสงค์และเนื้อหาที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ และจะมีความ ยากง่ายเหมาะสมกับกลุ่มผู้สอบ 1.2 แบบทดสอบมาตรฐาน (Standardize Test) เป็นแบบทคสอบวัด ผลสัมฤทธิ์ที่มีการ สร้าง เก็บไว้โดยได้ผ่านการตรวจสอบคุณภาพ มีมาตรฐานในการดำเนินการ ทดสอบและมีการแปล ความหมายของคะแนนที่ได้อย่างชัดเจน ที่จะทำให้คะแนนที่ได้รับจากแบบทดสอบประเภทนี้สามารถ นำไปเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มนักเรียนได้ แต่อาจไม่เหมาะสม สำหรับทุกสถานศึกษาที่มีจุดมุ่งหมาย การเรียนการสอนหรือหลักสูตรสถานศึกษาที่แตกต่างกัน 2. จำแนกตามรูปแบบคำถาม ได้แก่
20 2.1 แบบทดสอบอัตนัย (Subjective Test) เป็นแบบทดสอบ วัดผลสัมฤทธิ์ที่กำหนดให้ นักเรียนได้เขียนตอบ โดยแสดงความรู้ ความเข้าใจ เจตคติได้อย่างอิสระ เพิ่มความสามารถของตนเอง ที่ในการทดสอบครั้งหนึ่ง ๆ อาจมีคำถามเพียง 5-10 ข้อเทานั้น 2.2 แบบทดสอบปรนัย (Objective Test) เป็นแบบทคสอบที่กำหนดให้ตอบสั้น ๆ หรือให้ เลือกคำตอบที่ถูกตองเพียงคำตอบเคียวจากคำตอบที่กำหนดให้จำแนกเป็นดังนี้ 2.2.1 แบบทดสอบแบบถูก - ผิด (True-false Test) 2.2.2 แบบทคสอบแบบเติมคำ (Completion Test) 2.2.3 แบบทดสอบแบบจับคู่ (Matching Test) 2.2.4 แบบทดสอบแบบเลือกตอบ (Multiple Choice Test) 3. จำแนกตามการแปลผล ได้แก่ 3.1 แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm - Referenced Test) เป็นแบบทดสอบที่ มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างความรู้ความสามารถของผู้สอบ ดังนั้น แบบทคสอบอิงกลุ่มจึง สร้างและนำมาใช้เพื่อจำแนกระดับความรู้ความสามารถของผู้สอบที่แตกต่างกัน คะแนนสอบที่ได้จึง นำไปแปลผลโดยการเปรียบเทียบความรู้ความสามารถระหว่างกลุ่ มผู้สอบ ด้วยกัน 3.2 แบบทดสอบอิงเกณฑ์(Criterion - Referenced Test) เป็น แบบทดสอบที่มุ่งวัด ระดับผลการเรียนรู้ความรอบรู้ของนักเรียน ว่ามีความรู้ความสามารถอะไรบ้าง ดังนั้นแบบทคสอบ แบบอิงเกณฑ์จึงสร้างอย่างครอบคลุมความรู้ความสามารถที่สำคัญของการเรียนรูที่ต้องการให้เกิดขึ้น คะแนนที่ได้จึงนำมาแปลผล โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์หรือมาตรฐานที่ กำหนดไว้ สรุปได้ว่า ประเภทของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มี 2 ประเภท คือ แบบทดสอบที่ครูสร้างขึ้นเอง เป็นแบบทดสอบที่ใชวัดและประเมินผลการเรียนการสอนในห้องเรียน และแบบทดสอบมาตรฐาน เป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้น แล้วนำไปใช้ทดสอบและวิเคราะห์ผลการสอบ ตามวิธีการ เพื่อปรับปรุงคุณภาพและใชเป็นมาตรฐานในการทดสอบ ทั่วไปมีการหาเกณฑ์ปกติเพื่อใช้ เป็นหลักใน การเปรียบเทียบ ทักษะการปฏิบัติ 1. ความหมายของทักษะปฏิบัติ เกษมณี พุกหนา (2555: 31) ได้สรุปว่า ทักษะปฏิบัติงาน หมายถึง ความสามารถในการ กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้อย่างถูกต้อง คล่องแคล่ว ชำนาญ มีประสิทธิภาพ และความคงทน ผลของ
21 พฤติกรรมหรือการกระทำสามารถสังเกตได้จากความรวดเร็ว การฝึกปฏิบัติบ่อยๆ ทำมากๆ มีการ ฝึกฝนอยู่ตลอดเวลาและ ทำอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ นพระพี ชูน้ำเที่ยง (2557: 31) ได้สรุปว่า ทักษะเป็นความพัฒนาความสามารถของบุคคลให้ เกิดความชำนาญในการ ปฏิบัติกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งจะต้องใช้การปฏิบัติที่ต่อเนื่อง ทักษะของ บุคคลจะเกิดขึ้นได้ต้องใชการฝึกปฏิบัติบ่อยๆ ทำมากๆ และทำอย่างต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ บุสดี พงศาเจริญนนท (2558: 57) ได้สรุปว่า ทักษะปฏิบัติ หมายถึง ความสามารถในการ ทำงานได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง มีประสิทธิภาพ ซึ่งเกิดจากบุดคลได้สั่งสมประสบการณไว้ในตัวเองโดย การฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา จนเกิดความชำนาญในการปฏิบัติงาน พูลสวัสดิ์ มาลา (2559: 48) ได้สรุปว่า ทักษะปฏิบัติเป็นการพัฒนาความสามารถของบุคคล ให้เกิดความชำนาญ ในการปฏิบัติกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งจะตองใชการปฏิบัติที่ต่อเนื่อง ทักษะ ปฏิบัติของแต่ละบุคคลจะเกิดขึ้นได้ตองใชการฝึกปฏิบัติบ่อยๆ ทำมากๆ มีการฝึกฝนอยู่ตลอดเวลา และทำอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ อภิชาติ อนุกูลเวช (2551: 64) ได้สรุปว่า ทักษะปฏิบัติ หมายถึง ความสามารถ ความชำนาญ ทางกล้ามเนื้อ ที่กระทำออกมาอย่างถูกต้อง คล่องแคล่ว และรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยการฝึกหัดอย่าง เหมาะสมทำให้เกิดเป็นความชำนาญในการปฏิบัติงาน สรุปได้วา ทักษะปฏิบัติ หมายถึง ทักษะปฏิบัติเป็นการพัฒนาความสามารถของบุคคลให้เกิด ความชำนาญ คล่องแคล่ว และรวดเร็ว ซึ่งต้องอาศัยการฝึกหัดอย่างเหมาะสมทำให้เกิดเป็นความ ชำนาญในการปฏิบัติงาน 2. กระบวนการเกิดทักษะปฏิบัติ บุสดี พงศาเจริญนนท (2558: 58) ได้สรุปว่า กระบวนการเกิดทักษะปฏิบัติจะเริ่มจากความรู้ ความเข้าใจ ซึ่งอาจจะเกิด จากการสังเกต การสอนหรือการอธิบายของผู้อื่น จากนั้นจะเป็นการจัด ระเบียบกลไกกล้ามเนื้อ และกระบวนการที่มีทักษะอย่างสมบูรณ์สามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นอัตโนมัติ มาลินี จุฑะลพ (2537: 128) ได้กล่าวไว้ว่า กำหนดกระบวนการเกิดทักษะไว้3 ขั้นตอน ดังนี้ 2.1 ขั้นความรูความเข้าใจ (Cognitive Phase) ทักษะในขั้นตอนนี้เป็นขั้นที่ผู้เรียนทักษะจะ ทำความข้าใจ หรือเรียนรู้ธรรมชาติของทักษะ ปกติทักษะขั้นตอนนี้จะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องใช้เวลาฝึกฝน มาก ความรู้ความเข้าใจนั้นอาจเกิดจากการสังเกต จากการสอนหรือการอธิบายจากผู้อื่นการ เรียน
22 ทักษะในขั้นนี้ ผู้เรียนจะต้องสนใจเป็นพิเศษแต่จะมีความผิดพลาดได้ อาจจะทำให้การประสาทสัมผัส ทางกลไกยังไม่ดีหรือถูกรบกวนจากสิ่งแวดลอม 2.2 ขั้นของการจัดระเบียบกลไกกล้ามเนื้อ (Organization Phase) เป็นขั้นที่มีทักษะ ระดับกลางในขั้นตอนนี้อวัยวะที่ได้สัมผัส อวัยวะแสดงออกและการตรวจสอบความถูกต้องจากการ กระทำนั้นๆมีการประสานกันอย่างเป็นระเบียบ ซึ่งสามารถประกอบกิจกรรมได้ดีจนเกือบจะเป็น อัตโนมัติ เป็นขั้นที่ใช้กลไกกล้ามเนื้อมากกวาการใช้ความรู้ความเข้าใจการเกิดทักษะในขั้นนี้จะทำได้ดี แม้จะมีความเข้าใจน้อยสามารถตรวจสอบความถูกต้องหรือรู้ผลที่ทำได้รวดเร็ว และตอบสนองคงที่ สม่ำเสมอ 2.3 ขั้นที่มีทักษะอย่างสมบูรณ์(Perfecting Phase) ขั้นนี้ต้องใช้ความรู้นาน ซึ้งจะต้องผ่าน มาจากการเรียนขั้นที่ 1 และขั้นที่ 2 มาก่อน เป็นทักษะระดับความสามารถทำได้รวดเร็วและเป็นไป อัตโนมัติ โอกาสที่จะผิดพลาดมีน้อยมาก สรุปได้วา กระบวนการเกิดทักษะปฏิบัติจะเริ่มจากความรู้ความเข้าใจ ซึ่งอาจจะเกิด จาก การสังเกต และกระบวนการที่มีทักษะอย่างสมบูรณสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ถูกต้อง และเป็น อัตโนมัติ 3. การประเมินทักษะปฏิบัติ 3.1 ความหมายของการประเมินทักษะปฏิบัติ สุวิมล ว่องวานิช (2545: 45-47) ได้ให้ความหมายการประเมินทักษะปฏิบัติไว้ว่าการประเมิน ทักษะปฏิบัติประกอบด้วยลักษณะสำคัญ 4 ประการ ได้แก 1) ต้องมีการปฏิบัติงานหรือแสดง กระบวนการปฏิบัติงานให้ปรากฏ 2) การปฏิบัติงานตองอาศัยกลไกการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของ ร่างกายที่ประสานสัมพันธ์กัน 3) การปฏิบัติงานควรมีการกระทำซ้ำบ่อยครั้งและ 4) การปฏิบัติงาน เป็นกระบวนการทำให้เกิดการเรียนรู้ สมนึก ภัททิยธนี (2546: 50) ให้ความหมายของการประเมินทักษะปฏิบัติว่า เป็นการ ประเมินผลงานที่ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติ ซึ่งสามารถวัดได้ทั้งกระบวนการและผลงาน ในสภาพ ธรรมชาติหรือในสภาพที่กำหนดขึ้นเหมาะกับวิชาที่เนนการปฏิบัติมากกวาทฤษฎีและ สามารถ ประเมินคู่กับภาคทฤษฎีได้ 3.2 หลักการประเมินทักษะปฏิบัติ ปัญญา สังข์ภิรมย และสุนทร พานิชกุล (2550: 42) ได้นำเสนอถึง หลักการประเมินทักษะ ปฏิบัติว่า ในการประเมินทักษะปฏิบัตินั้น ครูควรประเมินผลงานของนักเรียนทุกๆ ขั้นแล้วเก็บคะแนน
23 ไว้การประเมินผลครูต้องกำหนดหลักการของงานไว้เลยว่างานนั้นมีขั้นตอนใดที่สำคัญควรให้นักเรียน ทุกคนทำให้ถูกวิธีและแจ้งให้ทราบวาผลงานที่ทำถูกวิธีจะเป็นอย่างไรและทำไม่ถูกวิธีจะมีลักษณะ อย่างไร เมื่อผลงานแต่ละกลุ่มออกมาต่างกัน ครูต้องบอกได้วาผลงานของกลุ่มใดใกล้เคียงมาตรฐาน มากที่สุดเพราะเหตุใด การประเมินทักษะปฏิบัติควรประเมินใน 2 หัวข้อ ดังนี้ 1. วิธีการปฏิบัติจริง เป็นกระบวนการของการทำงานตามขั้นตอนผู้ประเมิน ต้องสังเกตการณ์ ปฏิบัติงานตั้งแต่ขั้นเตรียมวัสดุอุปกรณ์ เครื่องใช้การทำความสะอาด การปอก หั่น สับ เตรียม เครื่องปรุง พิจารณาการทำงานเป็นขั้น ๆ ขั้นตอนใดทำไม่ถูกต้องก็ให้คำแนะนำแก้ไขทันที 2. ผลผลิต คือ ผลงานสำเร็จรูป ควรพิจารณาในด้านปริมาณและคุณภาพสิ่งที่ผลิต นั้นเป็นไป ตามมาตรฐานหรือตามขอกำหนดที่วางไว้หรือไม่เพียงใด ส.วาสนา ประวาพฤกษ (2537: 1-2) ได้นำเสนอหลักการประเมินทักษะปฏิบัติ ว่าในการ ประเมินทักษะปฏิบัติตองประเมินใน 2 ประการ ดังนี้ 1. การประเมินวิธีการ เป็นการประเมินที่ครูจะต้องใช้เวลาและใช้เทคนิคการสังเกต โดย จะต้องตั้งจุดหมายว่าเราจะดูอะไรบ้าง โดยเน้นประสิทธิภาพและความแม่นยำของการ ดำเนินการพึง ระลึกอยู่เสมอว่าเมื่อจะประเมินเกี่ยวกับการดำเนินงานนั้นผู้ประเมินจะต้องให้ผู้ถูกประเมินอยู่ใน สภาวะที่เป็นธรรมชาติที่สุด 2. การประเมินผลงาน งานแต่ละชนิดจะตองมีเกณฑ์ในการประเมินต่างกัน ซึ่งจะตองมี มาตรฐานหรือเกณฑ์ที่ยอมรับกันได้เช่น การทำเค้กอาจจะดูความนิ่ม ความฟูของเค้ก 3.3 การวัดและการประเมินผลทักษะปฏิบัติ สุคนธ์สินธพานนท์(2550: 123) ได้นำเสนอว่า การวัดและประเมินผลการจัดการเรียนรูที่ เน้นทักษะกระบวนการทำงาน มีดังนี้ 1. การวัดกระบวนการเรียนรู้ผู้สอนสามารถวัดได้จากการทำแบบทคสอบชนิดต่างๆการตอบ คำถาม การสัมภาษณ์ 2. การวัดพฤติกรรมด้านจิตพิสัย ผู้สอนสามารถประเมินได้จากการสังเกต พฤติกรรมที่เป็น จริง สถานการณ์จำลอง จากแบบสอบถาม 3. การวัดความสามารถหรือทักษะในการทำงาน ผู้สอนอาจวัดได้ 3 วิธี ดังนี้ 3.1 การวัดหรือประเมินโดยการสังเกตในสถานการณที่เป็นจริง ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของ นักเรียน ขณะที่นักเรียนดำเนินกิจกรรมนั้น ๆ วาทำงานเป็นระบบเป็นขั้นตอน หรือไม่ โดยมีแบบ ประเมินหรือแบบสังเกตที่ผู้สอนสามารถสรางแบบประเมินได้เอง
24 3.2 สอบวัดในสถานการณ์จำลอง เช่น ให้นักเรียนจัดนิทรรศการ จัดแสดงละคร หรือ บทบาทสมมติ เป็นต้น ผู้สอนสร้างแบบประเมินกระบวนการให้นักเรียนประเมินตนเอง เพื่อนกลุ่มอื่น หรือผู้สอนประเมินได้ 3.3 วัดหรือประเมินการปฏิบัติงานของนักเรียนจากภาระงานที่กำหนดให้นักเรียนวางแผน การทำงาน ปฏิบัติงานจนสำเร็จและรายงานขั้นตอนการปฏิบัติงาน โดยผู้สอน สังเกตกระบวนการ การทำงานระหว่างทำงาน และสังเกตการณนำกระบวนการไปใชนเกิดเป็นนิสัย สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา (2551: 127-153) ได้เสนอการประเมินการ ปฏิบัติ (Performance assessment) ว่าเป็นวิธีการประเมินงานหรือกิจกรรมที่ผู้สอนมอบหมาย ให้ผู้เรียน ปฏิบัติงาน เพื่อให้ทราบถึงผลการพัฒนาของผู้เรียน การประเมินลักษณะนี้ผู้สอนต้อง เตรียมสิ่งสำคัญ 2 สิ่ง คือภาระงาน (Tasks) หรือกิจกรรมที่จะให้ผู้เรียนปฏิบัติ เช่น การทำโครงการ การสำรวจการ นำเสนอ การสร้างแบบจำลอง เป็นตน และเกณฑ์การใหคะแนน (Scoring Rubrics) ที่ใช้ประเมินการ ปฏิบัติอาจจะปรับเปลี่ยนไปตามลักษณะงานหรือประเภทกิจกรรม ดังนี้ 1. ภาระงานหรือกิจกรรมที่เน้นขั้นตอนการปฏิบัติและผลงาน เช่น การทดลองวิทยาศาสตร์ การจัดนิทรรศการ การแสดงละคร การแสดงเคลื่อนไหว การประกอบอาหาร การประดิษฐ์ การ สำรวจ การนำเสนอ การจัดแบบจำลอง เป็นต้น ผู้สอนจะต้องสังเกตประเมินวิธีการทำงานที่เป็น ขั้นตอนและผลงานของผู้เรียน 2. ภาระงานหรือกิจกรรมที่มุ่งเนนการสร้างลักษณะนิสัย เช่น การรักษาความสะอาด การ รักษาสาธารณสมบัติสิ่งแวดล้อม กิจกรรมนำเสาธง เป็นต้น ผู้สอนจะประเมิน ด้วยวิธีการสังเกต จด บันทึกเหตุการณเกี่ยวกับผู้เรียน 3. ภาระงานที่มีลักษณะเป็นโครงงาน เป็นกิจกรรมที่เน้นขั้นตอนการปฏิบัติ และผลงานที่ต้อง ใช้เวลาในการดำเนินการ จึงควรมีการประเมินเป็นระยะ ๆ เช่น ระยะก่อนดำเนิน โครงงาน โดย ประเมินความพร้อม การเตรียมการและความเป็นไปได้ ในการปฏิบัติงานระหว่าง ดำเนินโครงงาน จะ ประเมินการปฏิบัติจริงตามแผน วิธีการและขั้นตอนที่กำหนดไว้และการปรับปรุงระหว่างการปฏิบัติ สำหรับระยะสิ้นสุดการดำเนิน โครงงานจะประเมินผลงานผลกระทบ และวิธีการนำเสนอผลการ ดำเนินโครงงาน 4. การะงานที่เน้นผลผลิตมากกว่ากระบวนการขั้นตอนการทำงาน เช่น การจัดทำแผนผัง แผนที่ แผนภูมิ กราฟ ตาราง ภาพ แผนผังความคิด เป็นต้น อาจประเมินเฉพาะคุณภาพ ของผลงานก็ ได้ ในการประเมินการปฏิบัติงาน ผู้สอนต้องสร้างเครื่องมือเพื่อใช้ประกอบการประเมิน เช่น แบบ มาตราสวนประมาณค่า แบบบันทึกพฤติกรรม แบบบันทึกผลการปฏิบัติ เป็นต้น
25 3.4 การพิจารณากำหนดระดับผลการประเมินผลทักษะ ในการพิจารณาการกำหนดการปฏิบัติงาน ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้า ดังนี้ สมชาย วรกิจเกษมสกุล (2553: 305-309) ได้นำเสนอไว้ว่า ในการพิจารณาเพื่อตัดสินผลการ เรียนจะต้องมีการกำหนดกรอบการอ้างอิงที่ใช้เป็นแนวทางในการพิจารณาระดับคุณภาพของการ ปฏิบัติงาน ดังนี้ 1. กรอบการอ้างอิงแบบอิงกลุม (Norm -reference) เป็นการนำผลการประเมินมา เปรียบเทียบกับสมาชิกในกลุ่มเดียวกันว่าเป็นอย่างไร เพื่อที่จะจำแนกผู้เรียนออกจากกัน ในการ สรุปผล จะใช้การกระจายของคะแนนของกลุ่มในการพิจารณากล่าวคือ ถ้าคะแนนที่ได้มีการ กระจาย แบบโคงปกติ การให้ระดับผลการเรียนจะขึ้นกับคะแนนเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ของกลุ่มแต่ ถ้าคะแนนของกลุ่มไม่กระจายแบบโคงปกติจะใช้คะแนนมัธยฐานและขนาดของส่วนเบี่ยงเบนไว้ พิจารณา 2. กรอบการอ้างอิงแบบอิงเกณฑ์(Criterion- reference) เป็นการนำผลการประเมินมา เปรียบเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด เพื่อใช้ประเมินความก้าวหน้า โดยที่ผลการประเมินจะระบุ ข้อบกพร่องของผู้ปฏิบัติงานที่สามารถนำผลการประเมินไปปรับปรุงการปฏิบัติงาน กรณีใช้กรอบการ อ้างอิงแบบอิงเกณฑ์จะใช้คุณภาพหรือคะแนนร้อยละของผลงานที่กำหนดขึ้นเป็นเกณฑ์ในการ พิจารณา และรายงานผล โดยการระบุวัตถุประสงค์ที่วัดด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ระดับผลการเรียน A หมายถึง ผลการปฏิบัติงานดีเยี่ยม มีทักษะการปฏิบัติงานที่ถูกต้องมี ความคิดสร้างสรรค์คุณภาพของงานมีความสวยงาม ระดับผลการเรียน B หมายถึง ผลการปฏิบัติงานดี มีทักษะการปฏิบัติงานที่ถูกต้องคุณภาพ ของงานมีความสวยงามแต่ยังไม่มีความคิดสร้างสรรค์ของตนเองเท่าที่ควร ระดับผลการเรียน C หมายถึง ผลการปฏิบัติงานเป็นที่พอใจ มีทักษะการปฏิบัติงานที่ถูกต้อง คุณภาพของงานพอใช้ ระดับผลการเรียน D หมายถึง ผลการปฏิบัติงานเป็นที่พอใจน้อย ยังต้องปรับปรุงการ ปฏิบัติงานยังมีสิ่งผิดพลาด คุณภาพของงานยังไม่ดีเท่าที่ควร ระดับผลการเรียน F หมายถึง ผลการปฏิบัติงานไม่เป็นที่พอใจ ยอมรับไม่ได้การปฏิบัติงาน ผิดพลาด ผลงานยังใช้ไม่ได้ 3. กรอบการอ้างอิงแบบอิงตนเอง (Self- reference) เป็นการนำผลการประเมินมา เปรียบเทียบกับความสามารถเพื่อพิจารณาพัฒนาการและใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับ ให้ผู้ปฏิบัติงานได้มี ความตั้งใจในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น จะใช้พัฒนาการของผู้เรียนที่มีอัตราความก้าวหน้าที่สูงสุดเป็น
26 เกณฑในการพิจารณา มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นใหผู้เรียนเกิดแรงจูงใจในการเรียนมากกว่าที่เป็นการ สรุปผลในการประเมิน ผู้วิจัยใช้แบบประเมินการปฏิบัติงาน กระบวนการทำงานเป็นแบบสังเกตพฤติกรรม เพื่อใช้ สังเกตพฤติกรรมนักศึกษาขณะปฏิบัติงาน นักศึกษามีกระบวนการทำงานเป็นระบบ เป็นขั้นตอนมีการ วางแผนการทำงานที่เป็นขั้นตอน มีการวางแผนการแก้ปญหาและปฏิบัติงานจนสำเร็จหรือไม่อย่างไร โดยใช้แบบสังเกตชนิดมาตราสวนประมาณคาแบบตัวเลข ซึ่งกำหนดพฤติกรรมออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ 4 หมายถึง ผลการปฏิบัติงานดีเยี่ยม 3 หมายถึง ผลการปฏิบัติงานดี 2 หมายถึง ผลการปฏิบัติงานพอใช้ 1 หมายถึง ผลการปฏิบัติงานควรปรับปรุงแก้ไข งานวิจัยที่เกี่ยวของ 1.1 งานวิจัยในประเทศ ซ่อนกลิ่น กาหลง (2559: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้ปัญหาด้วย กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ผลการวิจัยพบว่า จัดการ เรียนการสอนโดยเน้นให้นักเรียนมีโอกาสฝึกปฏิบัติแก้ปัญหาจากสถานการณ์ที่หลากหลาย แบบฝึก ทักษะต้องมีความน่าสนใจ เนื้อหาระบุถึงขั้นตอนในการแก้ปัญหา ตัวอย่างสถานการณ์และแนว ทางแก้ไขปัญหา ควรเป็นเรื่องใกล้ตัว จัดกิจกรรมเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเนื้อหา พร้อมทั้งวัดและ ประเมินผลตามสภาพจริง มีเครื่องมือวัดและเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน แบบฝึกทักษะการแก้ปัญหา ที่พัฒนาขึ้น แบ่งออกเป็น 6 เล่ม คือ การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ จำนวน 1 เล่ม การถ่ายทอดความคิดในการแก้ปัญหา จำนวน 1 เล่ม และภาษาคอมพิวเตอร์ จำนวน 4 เล่ม มี ประสิทธิภาพเท่ากับ 80.72/80.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 75/75 นักเรียนที่เรียนรู้ด้วยแบบฝึก ทักษะมีผลคะแนนทักษะการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ ระดับ .05 และผลการประเมินความพึงพอใจของนักเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X= 4.50, S.D. = 0.66) อนุรักษ์ เร่งรัด (2557: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง การประยุกต์ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการ
27 แก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนและครูกลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์เห็นความสำคัญต่อการใช้แบบฝึกทักษะประกอบการจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็น ฐาน เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหา ประกอบด้วยชื่อเรื่อง คำนำ คำชี้แจง สารบัญ วัตถุประสงค์ แบบทดสอบก่อนเรียน แบบฝึกทักษะ จำนวน 4 เล่ม ได้แก่ เรขาคณิต สะกิดใจ จำนวนนับหรรษา ร้อยละในชีวิตประจำวันและโจทย์ปัญหาชวนคิด และ แบบทดสอบหลังเรียน 2) แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์เรื่องการประยุกต์ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เพื่อ ส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 80.37 /82.21 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 3) ทดลองใช้แบบฝึกทักษะ จำนวน 4 เล่ม 8 แผนการเรียนรู้ รวม 16 ชั่วโมง และจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน 5 ขั้นตอน 4) ความสามารถในการแก้ปัญหา ก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการประยุกต์ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ ปัญหาเป็นฐาน พบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ.05 5) ความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อแบบฝึกทักษะ วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการประยุกต์ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบปัญหาเป็นฐาน เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปี ที่ 1 พบว่า โดยภาพรวมนักเรียนมีความคิดเห็นอยู่ในระดับดี และนักเรียนมี ความคิดเห็นว่าการทำแบบฝึกทักษะ ทำให้สามารถแกโจทย์ปัญหาได้มากขึ้น เข้าใจง่าย เป็นต้น จิราพร บุดอีอ้วน (2564: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง มาตรา ตัวสะกดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนประโยคของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองบัวงาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึง กาฬ ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีค่าเท่ากับ 89.44/85.63 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ที่ตั้งไว้ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .01 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการ เรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อยู่ในระดับมากที่สุด วันนิสา คลังคนเก่า (2563: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการใช้ชุดฝึกทักษะเรื่องการคูณที่มีต่อ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปี ที่ 3 โรงเรียนวัดมณฑลประสิทธิ์ (อาจธวัช ประชานุกูล) ผลการวิจัย พบว่าการใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ เรื่องการคูณ ทำให้นักเรียนมี ผลสัมฤทธิ์ทางกาเรียนสูงขึ้น ดูจากผลการทดสอบก่อนเรียนจากคะแนนเต็ม 20 คะแนน ได้คะแนน เฉลี่ย 12 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 6.89 คิดเป็นร้อยละ 60 ผลการทดสอบหลังเรียนจากคะแนนเต็ม
28 20 คะแนน ได้คะแนนเฉลี่ย14.09ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 9.49 คิดเป็นร้อยละ 74.81 เพิ่มขึ้น ร้อย ละ 14.09 ซึ่งพบว่า ผลการเรียนรู้หลังเรียนสูงกว่า ผลการเรียนรู้ก่อนเรียน เมื่อนำไปคำนวณหาค่า T ใน ตารางนั้นนคะแนนทดสอบหลัง เรียนมีค่ามากกว่า ทดสอบก่อนเรียน มีค่าสถิติที่ได้ เท่ากับ 1.147 ขั้นตอนวิธีการจัดการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกทักษะ จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยจึงได้นำเสนอการจัดการเรียนรู้ ด้วยแบบบฝึกทักษะมาสอนนักศึกษาเกิดทักษะปฏิบัติ โดยมีขั้นตอนในการสอน 6 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้ 1. ก่อนการทำแบบฝึกทักษะครูควรให้คำแนะนำ ให้ทราบถึงเหตุผลที่ต้องฝึก การฝึก อย่างไม่เข้าใจความหมายอาจไม่ทำให้เกิดทักษะ 2. การฝึกควรให้ผู้เรียนได้รับการฝึกตามขั้นตอนที่ถูกต้องและคำแนะนำที่ดี ถ้าการ ฝึกทักษะผิดๆ จะทำให้เสียเวลาในการแก้ไข 3. ช่วงเวลาการฝึกสั้นๆ บ่อยๆ ด้วยแบบฝึกที่คัดเลือก จะมีประสิทธิภาพกว่าการฝึก ช่วงยาวๆ ซึ่งผู้เรียนจะเบื่อหน่าย ไม่สนใจ 4. กิจกรรมการฝึกควรหลากหลาย นอกจากแบบฝึกหัดอาจใช้เกมแก้ปัญหา หรือ กิจกรรมอื่นร่วมด้วย 5. การฝึกอย่างมีความมุ่งหมายจะเกิดประโยชน์มากกว่า ถ้าผู้เรียนเห็นคุณค่าและ ความจำเป็นของสิ่งที่เรียนหรือฝึกโดยอาจใช้การทดสอบหรือวิธีการอื่น เพื่อชี้ให้เห็นผลที่ เกิดขึ้นภายหลังการฝึก 6. การฝึกควรสัมพันธ์กับความมีเหตุผล ขณะฝึกควรให้ผู้เรียนใช้ความคิดหาเหตุผล ควบคู่ไปด้วย
29 ภาพที่ 2 ขั้นตอนการนำแบบฝึกทักษะใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนสอน ขั้นที่ 1 ก่อนการทำแบบ ฝึกทักษะ ขั้นที่ 2 ฝึกตามขั้นตอนที่ ถูกต้อง ครูควรให้คำแนะนำให้ทราบถึงเหตุผลที่ต้องฝึก การฝึกอย่าง ไม่เข้าใจความหมายอาจไม่ทำให้เกิดทักษะ การฝึกควรให้ผู้เรียนได้รับการฝึกตามขั้นตอนที่ถูกต้องและ คำแนะนำที่ดี ถ้าการฝึกทักษะผิดๆ จะทำให้เสียเวลาในการ แก้ไข กิจกรรมการฝึกควรหลากหลาย นอกจากแบบฝึกหัดต่างๆ อาจใช้เกมแก้ปัญหา หรือกิจกรรมอื่นร่วมด้วย การฝึกอย่างมีความมุ่งหมายจะเกิดประโยชน์มากกว่า ถ้า ผู้เรียนเห็นคุณค่าและความจำเป็นของสิ่งที่เรียนหรือฝึกโดย อาจใช้การทดสอบหรือวิธีการอื่น ๆ เพื่อชี้ให้เห็นผลที่เกิดขึ้น ภายหลังการฝึก ช่วงเวลาการฝึกสั้นๆ บ่อยๆ ด้วยแบบฝึกที่คัดเลือก จะมี ประสิทธิภาพกว่าการฝึกช่วงยาวๆ ซึ่งผู้เรียนจะเบื่อหน่าย ไม่สนใจ ขั้นที่ 3 เวลาการฝึกสั้นๆ ขั้นที่ 4 กิจกรรมการฝึก ควรหลากหลาย ขั้นที่ 5 การฝึกอย่างมี ความมุ่งหมาย การฝึกควรสัมพันธ์กับความมีเหตุผล ขณะฝึกควรให้ผู้เรียน ใช้ความคิดหาเหตุผลควบคู่ไปด้วย ขั้นที่ 6 การฝึกควร สัมพันธ์กับความ มีเหตุผล
30 บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียด ช่างยนต์ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ที่เรียนโดยแบบฝึกทักษะและเพื่อศึกษา สมถรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ เรื่อง การอ่านค่าเวอร์เนียร์คาลิปอร์ ของนักศึกษา ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ที่เรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะ โดยมีหัวข้อในการดำเนินการวิจัยดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การ วิเคราะห์ข้อมูล และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากร เป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 จำนวน 2 ห้องเรียน จำนวน 40 คน ภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย ซึ่งจัดห้องเรียนในแต่ ละห้องเรียนเป็นแบบคละความสามารถ 2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 จำนวน 20 คน ภาค การเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) แบบแผนการวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีแบบแผนการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pretest-Posttest Design) สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนการทดลอง T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน X แทน แบบฝึกทักษะ T2 แทน การทดสอบหลังเรียน
31 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้แบบฝึกทักษะ จำนวน 3 แผน 1.2 แบบทดสอบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ เป็นแบบทดสอบแบบ เลือกตอบ จำนวน 20 ข้อ 2. การสร้างและพัฒนาเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาเครื่องมือ ที่ใช้ในการวิจัยดังนี้ 2.1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ใช้แบบฝึกทักษะ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาดังนี้ 2.1.1 ศึกษาและวิเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี และการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ นวัตกรรมการเรียนรู้ 2.1.2 ศึกษาหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 (ปรับปรุง พ.ศ.2565) ประเภทวิชาอุตสาหกรรม สาขาวิชาช่างยนต์ 2.1.3 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาของวิทยาลัยเทคนิคหนองคาย 2.1.4 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาวิชางานวัดละเอียดช่าง ยนต์ 2.1.5 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะจำนวน 2 แผน รวม 8 ชั่วโมง 2.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ไปหาคุณภาพจากการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ (ความ เที่ยงตรงตามเนื้อหา) ความเที่ยงตรงจากค่าความสอดคล้องอยู่ที่ 1.00 2.1.7 นำแผนจัดการเรียนรู้ที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับนักศึกษากลุ่มเล็ก 2.1.8 ปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้แล้วนำไปใช้ทดลองจริง 2.2 แบบทดสอบวัดสมรรถนะวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ของนักศึกษาประกาศนียบัตร วิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างและพัฒนาดังนี้ 2.2.1 ศึกษาทฤษฎี วิธีสร้างเทคนิคการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ คู่มือการจัดการ เรียนรู้วิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 (ปรับปรุง พ.ศ.2565) 2.2.2 สร้างตารางวิเคราะห์จุดประสงค์การเรียนรู้และเนื้อหาสาระวิชางานวัด ละเอียดช่างยนต์ เรื่อง การอ่านค่าเวอร์เนียคาลิปเปอร์
32 2.2.3 สร้างแบบ แบบทดสอบแบบเลือกตอบ ชนิด 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ให้ ครอบคลุมเนื้อหาสาระและผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2.2.4 นำแบบทดสอบไปหาคุณภาพ พบว่า ความเที่ยงตรงจากค่าความสอดคล้อง ระหว่างผู้เชี่ยวชาญอยู่ระหว่าง 0.67 -1.00 ความเชื่อมั่นมีค่า 0.71 ค่าความยากมีค่าอยู่ระหว่าง 0.3 – 0.73 อำนาจจำแนกมีค่าอยู่ระหว่าง 0.4 – 0.8 2.2.5 นำแบบทดสอบที่ได้ไปวัดสมรรถนะวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ของกลุ่ม ตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล 1. ก่อนการทดลองให้นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างทำ แบบทดสอบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ 2. ดำเนินการสอนนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นจำนวน 3 แผน โดยให้นักศึกษาได้ปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ ตามขั้นตอน ตาม แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ 3. เมื่อสิ้นสุดการทดลองแล้ว นำแบบทดสอบวัดสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ชุด เดิมไปทดสอบนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 อีกครั้งแล้วให้นักศึกษาทำแบบวัด สมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์จากนั้นนำผลที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติต่อไป การวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้วิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ โดยใช้นวัตกรรมการ เรียนรู้ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ดังนี้ 1. ศึกษาประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนรู้ สมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์หา คะแนนเฉลี่ย ส่วนเบี่ยง เบนมาตรฐาน และร้อยละ 2. เปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ของคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test For Dependence Sample) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. สถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย ( X ) ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยใช้โปรแกรม สำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทางสังคมศาสตร์
33 2. สถิติที่ใช้ทดสอบความแตกต่างของสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ระหว่างก่อน เรียนกับหลังเรียน คือ การทดสอบที่แบบไม่อิสระโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติสำหรับข้อมูลทาง สังคมศาสตร์
34 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง การพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านค่าเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ ต่อสมถรรถ นะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ของนักศึกษาแผนกวิชาช่างยนต์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้น ปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะเพื่อศึกษาสมรรถนะรายวิชา งานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้น ปีที่ 2 และเพื่อเพื่อเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึก ทักษะ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ของ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ซึ่งผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังรายละเอียดต่อไปนี้ ตอนที่ 1 ผลการศึกษาสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ตารางที่ 1 ผลการศึกษาสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 นักเรียน ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน(20) ร้อยละ คะแนน(20) ร้อยละ 1 9 45 17 85 2 6 30 15 75 3 4 20 18 90 4 5 25 19 95 5 5 25 16 80 6 6 30 15 75 7 6 30 14 70 8 4 20 16 80 9 5 25 16 80 10 11 55 16 80 11 8 40 14 70
35 นักเรียน ก่อนเรียน หลังเรียน คะแนน(20) ร้อยละ คะแนน(20) ร้อยละ 12 8 40 16 80 13 12 60 15 75 14 9 45 18 90 15 9 45 14 70 16 10 50 16 80 17 5 25 15 75 18 5 25 17 85 19 6 30 16 80 20 6 30 17 85 X 6.95 34.75 16.00 80 S.D 2.37 - 1.38 - จากตารางที่ 1 พบว่าสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 6.95 คิดเป็นร้อยละ 34.75 หลัง เรียนมีค่าเฉลี่ย 16.00 คิดเป็นร้อยละ 80 ตารางที่ 2 ผลการศึกษาสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของ นักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t Sig. 16.00 1.38 6.49 .00 จากกตารางที่ 2 พบว่าสมรรถณะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึก ทักษะของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 หลังเรียนเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 75 สูงกว่าเกณฑ์
36 ตอนที่ 2 ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึก ทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ตารางที่ 3 ผลการเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึก ทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน คะแนน ค่าเฉลี่ย ส่วน เบี่ยงเบน มาตรฐาน t df Sig. ก่อนเรียน 6.95 2.37 13.49** 19 .00 หลังเรียน 16.00 1.38 จากตารางที่ 3 พบว่า สมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึก ทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 หลังเรียนเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนเรียน หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01
37 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยการพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านค่าเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ต่อสมถรรถนะ รายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ของนักศึกษาแผนกวิชาช่างยนต์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคหนองคาย เพื่อศึกษาสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วย แบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 และเพื่อเพื่อเปรียบเทียบ สมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 ระหว่างก่อนเรียนกับหลังเรียน ที่กำลังศึกษาในปีการศึกษา 2566 จำนวน 2 ห้องเรียน นักเรียน 20 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)นวัตกรรมที่ใช้ในการศึกษาคือ แบฝึกทักษะ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการ เรียนรู้ จำนวน 3 แผน รวม 12 ชั่วโมงและแบบวัดสมรรถนะทางการเรียน จำนวน 20 ข้อ มีความ เชื่อมั่นเท่ากับ 0.71 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ทดสอบสมมติฐานใช้ค่า t-test Dependent Sample สรุปผลการวิจัย 1. การศึกษาสมรรถณะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของ นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 พบว่า ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 6.95 คิดเป็นร้อยละ 34.75 หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 16.95 คิดเป็นร้อยละ 84.75 และหลังเรียนเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อย ละ 75 สูงกว่าเกณฑ์ 2. การเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อภิปรายผล จากการวิจัยเรื่องการพัฒนาแบบฝึกทักษะ เรื่อง การอ่านค่าเวอร์เนียร์คาลิปเปอร์ ต่อสมถรรถนะ รายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ของนักศึกษาแผนกวิชาช่างยนต์ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคหนองคายมีข้อควรนำมาอภิปรายผล ดังนี้ 1. การศึกษาสมรรถณะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของ
38 นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 พบว่า ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ย 6.95 คิดเป็นร้อยละ 34.75 หลังเรียนมีค่าเฉลี่ย 16.95 คิดเป็นร้อยละ 84.75 และหลังเรียนเมื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อย ละ 75 สูงกว่าเกณฑ์ ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 1 อาจเนื่องมาจากกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็น นักเรียนที่จบระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และไม่เคยเรียนวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์มาก่อน อีกทั้ง เนื้อหาวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการวัดขนาดของชิ้นงาน ซึ่งเน้นให้นักเรียนสาม รถอ่านค่าที่วัดได้ทำให้ไม่สามารถที่จะนำความรู้ในชีวิตประจำวันมาใช้ในการทำแบบทดสอบก่อน เรียน ได้ จึงทำให้สมรรถนะทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด และเมื่อนำ วิธีการสอน โดยใช้แบบฝึกทักษะมาให้นักเรียนได้เรียนพบว่า สมรรถนะทางการเรียนของนักเรียนหลัง เรียนสูงขึ้น เนื่องจาก ในการเรียนการสอนด้วยแบบฝึกทักษะวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ เรื่อง เวอร์ เนียร์คาลิเปอร์ มีส่วนกระตุ้นให้นักเรียนมีความตั้งใจและสนใจเรียน กล่าวคือ ในการจัดการเรียนการ สอนได้มีการใช้สื่อของจริงเป็นเน้นจุดสำคัญในเนื้อหาที่ต้องการสื่อความหมายกับผู้เรียน ในส่วนของ แบบฝึกทักษะ ได้ผ่านการหาประสิทธิภาพอย่างเป็นขั้นเป็นตอนรวมถึงใบเนื้อหาที่ทำให้นักเรียน สามารถศึกษาเนื้อหาในหัวข้อเรื่องต่างๆ ไปพร้อมกับการสอนของครู ซึ่งสอดคล้องกับผลงานวิจัยของ กริช เตียนพลกรัง (2548 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดกการสอนวิชางการวัด ละเอียด ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 วิทยาลัยการอาชีพกาญจนบุรี ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 2. การเปรียบเทียบสมรรถนะรายวิชางานวัดละเอียดช่างยนต์ ที่แก้ปัญหาด้วยแบบฝึกทักษะ ของนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 2 พบว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 อาจเนื่องมาจากมีการจัดกิจกรรมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนเกิดความสนใจ มี ความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติจริงร่วมกับการทำแบบฝึกทักษะให้ผู้เรียนได้ฝึกแก้ปัญหา กระตุ้น ให้นักเรียนได้พัฒนาความคิดและทำความเข้าใจในเรื่องที่เรียนด้วยตนเอง ใช้เวลาในการเรียนรู้ให้ พอเหมาะจัดกิจกรรมเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนที่เหมาะสมกับเนื้อหา พร้อมทั้งวัดและประเมินผล ตามสภาพจริง มีเครื่องมือวัด และเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน สอดคล้องกับ สมใจ บุญถึง (2558 : 126-128) ที่ได้ศึกษาเรื่อง การวิจัยและพัฒนาชุดฝึกทักษะการอ่านสำหรับเด็กที่มีความบกพร่อง ทางการเรียนรู้ ระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น พบว่า แนวทางการพัฒนาทักษะการอ่านของนักเรียนที่ มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ คือ วิธีการที่ครูควรใช้เพื่อแก้ไขหรือช่วยให้นักเรียนเกิดทักษะการอ่าน ได้แก่ การฝึกซ่อมเสริม การฝึกบ่อย ๆ หรือฝึกทุกวัน โดยใช้รูปแบบการฝึกต่าง ๆ ที่คิดพัฒนาขึ้นด้วย ตนเอง นอกจากนี้ครูต้องใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องเพื่อเป็นแบบอย่างแก่นักเรียน ต้องสร้างบรรยากาศใน
39 ชั้นเรียน สร้างแรงจูงใจให้นักเรียนสนใจ มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนภาษาไทย และควรสร้างนวัตกรรม เพื่อใช้พัฒนาแก้ปัญหาด้านการอ่าน จิราพร บุดดีอ้วน (2564 : บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การ พัฒนาแบบฝึกทักษะเรื่อง มาตราตัวสะกดกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียน ประโยคของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองบัวงาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริม ทักษะเรื่องมาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ข้อเสนอแนะ 1. ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ 1.1 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูควรทบทวนคำสั่งให้ผู้เรียนเข้าใจก่อนจะลงมือทำ แบบฝึกเสริมทักษะ 1.2 การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ควรให้เวลาผู้เรียนในการทำกิจกรรมตาม ความสามารถของผู้เรียนแต่ละคนและมีการเสริมแรงโดยการให้คำชมเชย 1.3 ในการนำแบบฝึกเสริมทักษะไปใช้นั้น ครูผู้สอนควรมีขั้นตอนในการใช้ให้เข้าใจ รวมทั้งเนื้อหาและข้อความที่อยู่ในแบบฝึกเสริมทักษะต้องสั้น กระชับและได้ใจความและมีการกำหนด กิจกรรมการฝึกที่แน่นอน ทำการฝึกอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ การจัดกิจกรรมโดยใช้แบบฝึกเสริม ทักษะจึงจะเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง 1.4 ในการทำแบบฝึกเสริมทักษะแต่ละครั้งไม่ควรจะมากเกินไป ควรให้เหมาะกับวัย และความสนใจของนักเรียน เพื่อไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย 2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการสร้างแบบฝึกเสริมทักษะการใช้เครื่องมือวัดละเอียดในเนื้อหาอื่น ๆ ที่ หลากหลาย และควรทำการเปรียบเทียบทัศนคติ และความคงทนในการเรียนรู้ระหว่างนักเรียนที่เรียน ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะกับนักเรียนที่เรียนในชั้นเรียนที่มีการสอนด้วยวิธีอื่น ๆ 2.2 ควรมีการศึกษาพื้นฐานความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กในห้องเรียน เพื่อนำ ข้อมูลที่ได้มาสร้างแบบฝึกเสริมทักษะตามระดับความสามารถของเด็ก 2.3 ควรมีการสร้างและพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะอื่น ๆ ในวิชา งานวัดละเอียดช่างยยนต์ ได้แก่ ไมโคมิเตอร์ ไอดัลเกจ และ บอเกจ เพราะเป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ สามารถทำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
40 เอกสารอ้างอิง เกษมณี พุกหน้า. (2555). ผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันเสริมด้วย เทคนิคระดมสมองต่อทักษะปฏิบัติงานผลงานความคิดสร้างสรรค์และผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนลาระงานประดิษฐ์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุสตร์ มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. จิราพร บุอดีอ้วน. (2564). การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะเรื่อง มาตราตัวสะกด กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย เพื่อส่งเสริมทักษะการเขียนประโยค ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบ้านหนองบัวงาม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาบึงกาฬ. ค.ม. (การบริหารและพัฒนาการศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. ฉวีวรรณ กีรติกร. (2541). เอกสารการสอนชุดวิชาสื่อการสอนระดับประถมศึกษา สาขาวิชา ศึกษาศาสตร์ หน่วยที่ 4 : สื่อการสอนกลุ่มทักษะคณิตศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัย ธรรมาธิราช. กรุงเทพฯ : ฝ่ายการพิมพ์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. ซ่อนกลิ่น กาหลง. (2559). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้ปัญหาด้วยกระบวนการ เทคโนโลยีสารสนเทศ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5. ค.ม. (วิจัยและประเมินผล การศึกษา) มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม. ถวัลย์ มาศจรัล. (2546). นวัตกรรมการศึกษาชุด แบบฝึกหัด-แบบฝึกเสริมทักษะ. กรุงเทพฯ : ธารอักษร. ________. (2550). นวัตกรรมการศึกษาชุด แบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ เพื่อพัฒนาผู้เรียนและการ จัดทำผลงานทางวิชาการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. กรุงเทพฯ :ธารอักษร. ธเนศ ขำเกิด. (2555). สมรรถนะ คือ อะไร. สืบค้นเมื่อ 25 มกราคม 2566, จาก https://www.gotoknow.org/posts/30162. ทรูปลูกปัญญา. (2563). มารู้จักหลักการสอน 9 ขั้นของกาเย่ (Gagne). สืบค้นเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2566, จาก https://www.trueplookpanya.com/education/content/82909/- teamet-. นิภา แก้วประทีป. (2546). การสร้างแบบฝึกการเขียนคำที่มีตัวสะกดไม่ตรงตามมาตราสำหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 3. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชา ประถมศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยชียงใหม่.
41 นฤดี ผิวงาม. (2545). การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเรื่องวิชาภาษาไทยสำหรับนักเรียน ประถมศึกษาปี ที่ 5. วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการนิเทศ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. นพระพี ชูน้ำเที่ยง. (2557). ผลของรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยเทคนิคเพื่อน ช่วยเพื่อนและการใช้วิดิทัศน์ที่มีต่อทักษะนาฎศิลปีและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตร และการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. บุสดี พงศาเจริญนนท์. (2558). ผลของการเรียนตามรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของซิมพ์ซันเสริม ด้วยเทคนิคการใช้คำถามตามแนวคิดหมวกหกใบต่อทักษะปฏิบัติการประดิษฐ์บายศรีและ ความสามารถในการคิดแก้ปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน มหาวิทยาลัยราชภัฏ อุดรธานี. บุญชม ศรีสะอาด. (2546). การวิจัยสำหรับครู. กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. ปัญญา สังข์ภิรมย์ และสุนทร พานิชกุล. (2550). สุดยอดวิธีสอนการงานอาชีพและเทคโนโลยี: นำไปสู่การจัดการเรียนรู้ของครูยุคใหม่. นนทบุรี: บริษัทไทยร่มเกล้าจำกัด. ไพโรจน์ คะเชนทร์. (2556). การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน. สืบค้นเมื่อ 24 มกราคม 2566, จาก www.attoongpel.com/Sarawichakarn/wichakarn/1-10 การวัดผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน 10.pdf. พูลสวัสดิ์ มาลา. (2559). ผลของรูปแบบการเรียนการสอนทักษะปฏิบัติของเดวีส์เสริมด้วยแบบฝึก ทักษะปฏิบัติต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะปฏิบัติคอมพิวเตอร์ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการ สอน มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี. มาลินี จุฑะลพ. (2537). จิตวิทยาการเรียนการสอน. กรุงเทพฯ: อักษรพิพัฒน์. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : ราชบัณฑิตยสถาน. เรือนใจ อิศรางกูร ณ อยุธยา. (2554). ผลการใช้แบบฝึกเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะ การเขียนสะกดค าพื้นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ ค.ม.บุรีรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์. วันวิสา คลังคนเก่า. (2563). การใช้ชุดฝึกทักษะเรื่องการคูณที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ