โครงการศึกษาทศั นคติในการเลอื กศึกษาตอ่ สายอาชีพนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3
ของข้าราชการครู ในสำนกั งานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศกึ ษา ฉะเชงิ เทรา เขต 2
จัดทำโดย
นางสาวกนกภรณ์ พลู สวัสดิ์ เลขท่ี 1 รหัสนกั ศึกษา 63302010001
นางสาวกนกกานต์ พลู สวัสด์ิ เลขท่ี 3 รหัสนักศึกษา 63302010003
เสนอ
อาจารยน์ ิพร จุทัยรัตน์
รายงานโครงการน้เี ปน็ ส่วนหนึง่ ของการศกึ ษาตามหลกั สตู รประกาศนียบตั รวิชาชีพช้ันสูง
สาขาวชิ าการบัญชี ประเภทวชิ าบริหารธรุ กิจ
ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2564
วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาชลบรุ ี
โครงการศึกษาทัศนคติในการเลอื กศึกษาตอ่ สายอาชีพนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3
ของขา้ ราชการครู ในสำนักงานเขตพ้นื ทีก่ ารศึกษาประถมศกึ ษา ฉะเชงิ เทรา เขต 2
จัดทำโดย
นกั ศกึ ษาประกาศนียบตั รวิชาชีพชน้ั สูงปที ี่ 2 กลุม่ 1 แผนกวิชาการบญั ชี
นางสาวกนกภรณ์ พูลสวัสด์ิ เลขที่ 1 รหสั นักศกึ ษา 63302010001
นางสาวกนกกานต์ พลู สวัสดิ์ เลขที่ 3 รหัสนกั ศึกษา 63302010003
อาจารย์ทปี่ รึกษา/อาจารย์ประจำวชิ าโครงการ
อาจารยน์ ิพร จทุ ัยรัตน์
รายงานโครงการนี้เป็นส่วนหนง่ึ ของการศกึ ษาตามหลักสตู รประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชนั้ สงู
สาขาวิชาการบญั ชี ประเภทวชิ าบริหารธุรกิจ
ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2564
วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาชลบุรี
ใบรับรองโครงการ
วทิ ยาลัยอาชีวศกึ ษาชลบุรี
เรื่อง ศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาตอ่ สายอาชีพนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ของข้าราชการครู
ในสำนักงานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษา ฉะเชงิ เทรา เขต 2
จดั ทำโดย นางสาวกนกภรณ์ พลู สวัสด์ิ
นางสาวกนกกานต์ พูลสวสั ดิ์
ได้รับการรับรองให้นับเปน็ ส่วนหน่ึงของการศกึ ษาตามหลักสตู รประกาศนยี บัตรวิชาชีพชั้นสูง
(ปวส.2) สาขาวิชาการบญั ชี ประเภทวิชาบริหารธรุ กิจ
....................................หวั หนา้ แผนกวชิ า ...............................รองผู้อำนวยการฝา่ ยวชิ าการ
. (นางนิพร จทุ ัยรตั น)์ (นายยรรยง ประกอบเกื้อ)
วันท.่ี ......เดอื น..................พ.ศ............ วันท่.ี ......เดือน.....................พ.ศ.............
คณะกรรมการการสอบโครงการ
..............................................ประธานกรรมการ (อาจารย์ที่ปรึกษาโครงการ)
(............................................)
..............................................กรรมการ
(............................................)
..............................................กรรมการ
(............................................)
..............................................กรรมการ
(............................................)
ชอ่ื โครงการ โครงการศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียน
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนกั งานเขตพื้นที่
ผจู้ ดั ทำ การศกึ ษา ประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
นางสาวกนกภรณ์ พูลสวัสด์ิ
สาขาวิชา นางสาวกนกกานต์ พลู สวสั ด์ิ
ประเภทวิชา การบัญชี
ปกี ารศึกษา บริหารธุรกจิ
สถานศกึ ษา 2564
วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาชลบุรี
บทคัดยอ่
วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งน้ี เพอ่ื ศกึ ษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา
เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 67 คน เครื่องมือที่ใช้ศึกษา คือ แบบสอบถาม โดยแบ่ง
แบบสอบถามออกเป็น 3 ตอน ได้แก่ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 แบบ
สอบถามทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู
ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะ ข้อมูลเกี่ยว
กับความคิดเห็น แบ่งเป็น 5 ด้าน คือ ด้านความรู้และความสามารถ (Knowledge and Ability)
ด้านพฤติกรรม (Behavioral) ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม (Social and Environment)
ด้านความต้องการของตลาดแรงงาน (Labor Market Demand) และด้านหลักสูตรและผลลัพธ์
ทางการศึกษา (Curriculum and Educational Outcomes) และสถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ
1. ร้อยละ (Percentage) 2. ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) 3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation S.D.)
ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อยู่ในช่วงอายุ 31 - 35 ปี สำเร็จ
การศึกษาระดับปริญญาตรี ตำแหน่งวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษ สถานศึกษาตั้งอยู่ที่อำเภอ
สนามชัยเขต ความคิดเห็นทม่ี ตี อ่ การเลือกศกึ ษาต่อสายอาชีพทั้ง 5 ด้าน โดยรวมอยูใ่ นระดบั มาก และ
ค
เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านแล้ว พบว่า ความคิดเห็นในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยม
ศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 อยู่
ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความต้องการของตลาดแรงงาน ด้าน
สังคมและสภาพแวดล้อม ด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา ด้านความรู้และความสามารถ
และดา้ นพฤติกรรม
คำสำคัญ : ทศั นคติ การศึกษาภาคบังคบั สายอาชีพ
กิตติกรรมประกาศ
การศึกษาโครงการเรื่อง ศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีท่ี 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ในครั้งน้ี
สามารถสำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ด้วยความเมตตา จากอาจารย์นิพร จุทัยรัตน์ ที่ปรึกษาโครงการที่ให้
คำปรึกษาแนะนำแนวทางท่ีถูกต้อง และเอาใจใส่ด้วยดีตลอดระยะเวลาในการทำโครงการ ผู้จัดทำรู้สึก
ซาบซึง้ เป็นอย่างยงิ่ จึงขอกราบขอบพระคุณเปน็ อย่างสูงมา ณ โอกาสนี้
ขอขอบพระคุณบิดา มารดา และเพื่อน ๆ ทุกคนที่ได้ให้คำแนะนำช่วยเหลือสนับสนุนผู้จัดทำ
โครงการมาตลอด โครงการจะสำเรจ็ ลลุ ว่ งไปไม่ได้ หากไมม่ ีบุคคลดงั กลา่ วในการจดั ทำโครงการ
คุณค่าและประโยชน์ของโครงการน้ี ผู้จัดทำขอมอบเป็นกตัญญูกตเวทิตาแด่บุพการี บูรพาจารย์
และผู้มีพระคุณทุกท่านทั้งในอดีตและปัจจุบัน ที่ได้อบรม สั่งสอน ชี้แนะแนวทางในการศึกษา จนทำให้
ผจู้ ัดทำประสบความสำเร็จมาจนตราบทกุ วันนี้
กนกภรณ์ พูลสวัสด์ิ
กนกกานต์ พูลสวัสดิ์
สารบญั หนา้
ใบรับรองโครงการ ก
บทคัดย่อ ข
กติ ติกรรมประกาศ ง
สารบญั จ
สารบญั ตาราง ช
สารบัญภาพ ซ
บทท่ี 1 บทนำ 1
1
1. ความเป็นมาและความสำคัญของโครงการ 1
2. วัตถุประสงคข์ องการศกึ ษา 2
3. ขอบเขตของการศึกษา 2
4. ประโยชน์ทีค่ าดวา่ จะได้รับ 3
5. นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ 4
บทที่ 2 เอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4
1. จดุ ประสงคร์ ายวชิ า สมรรถนะรายวิจยั และคำอธบิ ายรายวิชา 5
2. ทฤษฎีทศั นคติ 10
3. แนวคิดพืน้ ฐานของค่านยิ ม 12
4. ทฤษฎีการศึกษา 17
5. ทฤษฎีการศึกษาในประเทศไทย 26
6. ทฤษฎีระบบการศึกษาไทย 32
7. หลักสูตรประกาศนยี บตั รวิชาชพี พทุ ธศักราช 2562 42
8. หลักสูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ชั้นสูง พุทธศักราช 2563 52
9. งานวิจัยที่เก่ยี วขอ้ ง 55
บทท่ี 3 วธิ กี ารดำเนินงานโครงการ 55
1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
สารบญั (ตอ่ ) ฉ
2. เครื่องมือทใ่ี ชศ้ ึกษา หน้า
3. ขัน้ ตอนในการสรา้ งเคร่ืองมือ
4. การเก็บรวบรวมข้อมลู 55
5. วธิ ีการวเิ คราะหข์ อ้ มลู และสถิตตทิ ่ีใชใ้ นการศกึ ษา 56
บทท่ี 4 ผลการดำเนนิ งานโครงการ 57
1. สัญลกั ษณ์ท่ีใชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู 57
2. การนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล 59
บทท่ี 5 สรุปผลการศึกษา อภิปราย และข้อเสนอแนะ 59
1. สรุปผลการศึกษา 59
2. อภิปรายผล 73
3. ข้อเสนอแนะ 73
บรรณานกุ รม 75
ภาคผนวก 77
78
ภาคผนวก ก แบบขออนุมัติโครงการ/แบบเสนอโครงการ 79
ภาคผนวก ข วิธีเกบ็ รวบรวมข้อมลู และวิธกี ารดำเนินโครงการ 80
ภาคผนวก ค แบบสอบถาม 88
ประวัติผู้จัดทำ 96
101
สารบญั ตาราง
หน้า
ตารางท่ี 1 แสดงความถีแ่ ละร้อยละของกลุ่มตวั อยา่ งจำแนกตามเพศ 60
ตารางท่ี 2 แสดงความถ่ีและร้อยละของกลมุ่ ตัวอยา่ งจำแนกตามช่วงอายุ 61
ตารางท่ี 3 แสดงความถแ่ี ละร้อยละของกลุ่มตวั อย่างจำแนกตามระดับการศกึ ษา 62
ตารางท่ี 4 แสดงความถแ่ี ละร้อยละของกลมุ่ ตัวอย่างจำแนกตามวทิ ยฐานะ 63
ตารางที่ 5 แสดงความถีแ่ ละร้อยละของกลุ่มตวั อย่างจำแนกตามอำเภอท่ีตง้ั ของสถานศึกษา 64
ตารางที่ 6 แสดงคา่ เฉลี่ย และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานดา้ นความรู้และความสามารถ 65
ตารางท่ี 7 แสดงคา่ เฉล่ยี และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐานด้านพฤติกรรม 66
ตารางที่ 8 แสดงคา่ เฉลีย่ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานดา้ นสังคมและสภาพแวดลอ้ ม 68
ตารางท่ี 9 แสดงค่าเฉล่ยี และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐานด้านความต้องการของตลาดแรงงาน 69
ตารางท่ี 10 แสดงคา่ เฉล่ยี และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานด้านหลักสูตรและผลลัพธท์ างการศึกษา 71
สารบญั ภาพ
หน้า
ภาพท่ี 1 แผนภมู แิ ผนภมู ิแสดงความถี่และรอ้ ยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามเพศ 60
ภาพท่ี 2 แผนภูมิแสดงความถ่ีและร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามช่วงอายุ 61
ภาพท่ี 3 แผนภูมแิ สดงความถี่และร้อยละของกลมุ่ ตวั อยา่ งจำแนกตามระดับการศึกษา 62
ภาพที่ 4 แผนภมู แิ สดงความถ่ีและร้อยละของกลมุ่ ตวั อย่างจำแนกตามวทิ ยฐานะ 63
ภาพที่ 5 แผนภูมิแสดงความถี่และร้อยละของกลุ่มตัวอยา่ งจำแนกตามอำเภอท่ีตัง้ ของสถานศกึ ษา 64
ภาพท่ี 6 แผนภูมิแสดงคา่ เฉลี่ย และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานดา้ นความรู้และความสามารถ 66
ภาพที่ 7 แผนภูมิแสดงค่าเฉลี่ย และสว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐานด้านพฤติกรรม 67
ภาพท่ี 8 แผนภมู ิแสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐานดา้ นสังคมและสภาพแวดล้อม 69
ภาพท่ี 9 แผนภมู ิแสดงค่าเฉล่ีย และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐานด้านความต้องการของตลาดแรงงาน 70
ภาพที่ 10 แผนภมู ิแสดงค่าเฉล่ยี และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐานดา้ นหลกั สตู รและ 72
ผลลัพธ์ทางการศกึ ษา
ภาพท่ี 11 ศึกษาค้นคว้าข้อมูล 89
ภาพที่ 12 ศึกษาคน้ คว้าข้อมูล 89
ภาพท่ี 13 ศึกษาค้นคว้าข้อมูล 89
ภาพท่ี 14 ศึกษาคน้ คว้าข้อมูล 90
ภาพที่ 15 นำเสนอโครงการ 90
ภาพที่ 16 วางแผนการดำเนนิ งานโครงการ 90
ภาพที่ 17 จดั ทำแบบสอบถาม 91
ภาพท่ี 18 จัดทำแบบสอบถาม 91
ภาพที่ 19 กลุม่ ตวั อย่างตอบแบบสอบถามความคิดเห็นต่อโครงการ 91
ภาพที่ 20 กลมุ่ ตวั อยา่ งตอบแบบสอบถามความคิดเหน็ ตอ่ โครงการ 92
ภาพที่ 21 กลมุ่ ตวั อย่างตอบแบบสอบถามความคิดเห็นต่อโครงการ 92
ภาพท่ี 22 กลมุ่ ตัวอยา่ งตอบแบบสอบถามความคิดเหน็ ตอ่ โครงการ 92
ภาพท่ี 23 จดั ทำรปู เลม่ โครงการ 93
สารบัญภาพ (ต่อ) ฌ
ภาพท่ี 24 จดั ทำรูปเลม่ โครงการ หน้า
ภาพท่ี 25 เตรยี มการนำเสนอโครงการ 93
ภาพที่ 26 เตรียมการนำเสนอโครงการ 93
ภาพที่ 27 นำเสนอผลการดำเนินการโครงการ 94
ภาพที่ 28 นำเสนอผลการดำเนินการโครงการ 94
ภาพที่ 29 นำเสนอผลการดำเนนิ การโครงการ 94
95
บทที่ 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของโครงการ
ระบบการศึกษาไทยเมื่อสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3) จะมีทางเลือก
สำหรบั การศกึ ษาต่อ 2 ทาง คอื สายสามญั และสายอาชีพ ซึง่ ในปัจจุบนั สายสามญั คงเป็นทางเลือกท่ี
นักเรียนส่วนใหญ่เลือกที่จะศึกษาต่อ ด้วยค่านิยมของคนส่วนมากในสังคมไทยปฏิเสธไม่ได้เลยว่า
คนไทยส่วนมากมีค่านิยมที่ไม่ดีต่อการศึกษาต่อในสายอาชีพ เนื่องด้วยภาพลักษณ์ที่ผ่านมา คนไทย
ได้รับข่าวสารจากสื่อข่าวเป็นไปในทางที่ไม่ดี จนทำให้เกิดทัศนคติที่ไม่ดีต่อนักเรียน นักศึกษา สาย
อาชีพ และเกิดเป็นค่านิยมท่ียากจะเปล่ียนแปลงของคนไทยในปัจจุบัน และผู้ปกครองส่วนใหญ่ยงั ยดึ
ติดกบั ใบปรญิ ญา และมคี วามเชื่อวา่ ถ้าเรียนจบในสายอาชีพจะไม่สามารถเรยี นต่อจนจบปริญญาตรีได้
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามผลักดันหรือสนับสนุนมากเพียงใดก็เป็นเรื่องยากที่จะสร้างค่านิยมใหม่ใน
สังคมไทย
ในการเลือกศึกษาต่อในสายสามัญ หรือสายอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 น้ัน
ย่อมมีปัจจัยหรืออิทธิพลที่นอกเหนือจากตัวนักเรียนเอง โดยเฉพาะบุคคลรอบตัว เช่น พ่อแม่
ผปู้ กครอง ครู อาจารย์ เพอ่ื น รวมถึงส่ือขา่ วตา่ งๆ เป็นตน้
ดังนั้นจากข้อมูลข้างต้น คณะผู้จัดทำจึงมีความสนใจที่จะศึกษาอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มี
อิทธิพลต่อการเลือกศึกษาต่อในสายสามัญ หรือสายอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ซึ่งคือ
ครูอาจารย์ เพราะครูอาจารยเ์ ป็นบุคคลทน่ี ักเรียนให้ความเคารพ และมกั จะเป็นบุคคลท่ีให้คำปรึกษา
แก่นักเรียนในเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ หากครูอาจารย์มีทัศนคติที่ดีต่อการศึกษาต่อในสายอาชีพ จะให้
คำแนะนำในเชิงสนับสนุนให้ศึกษาต่อในสายอาชีพ แต่ในทางตรงกันขา้ มหากครูอาจารย์มที ัศนคติไม่ที่
ดีต่อการศึกษาตอ่ ในสายอาชพี กจ็ ะใหค้ ำแนะนำในเชงิ สนับสนนุ ให้ศกึ ษาต่อในสามัญแทน
วัตถุประสงค์ของโครงการ
เพื่อศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของ
ขา้ ราชการครู ในสำนกั งานเขตพน้ื ท่ีการศกึ ษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
2
ขอบเขตของโครงการ
1. ขอบเขตด้านเนื้อหา ได้แก่ เพื่อศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียน
ช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ของขา้ ราชการครู ในสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
2. ขอบเขตด้านประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง
2.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศกึ ษา ฉะเชงิ เทรา เขต 2 จำนวน 1,566 คน
2.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ ข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 67 คน
3. ขอบเขตดา้ นเวลาและสถานที่
3.1 ด้านเวลา ต้ังแตว่ ันที่ 1 มิถนุ ายน พ.ศ. 2564 ถึง 1 ตุลาคม พ.ศ. 2564
3.2 ด้านสถานท่ี สำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ที่อยู่ 209/1
หมู่ที่ 3 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จังหวดั ฉะเชงิ เทรา 24120
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะได้รบั
ได้ทราบทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู
ในสำนกั งานเขตพนื้ ที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชงิ เทรา เขต 2
นิยามศัพท์เฉพาะ
ทัศนคติ หมายถึง แนวความคิดเห็น, ความรู้สึกนกึ คิดท่ีบุคคลมีต่อส่ิงต่าง ๆ รวมทั้งตนเอง
โดยมีเหตผุ ลประกอบ
การศกึ ษาภาคบังคบั หมายถึง การศกึ ษาชั้นปีท่ีหนง่ึ ถึงชั้นปีท่ีเกา้ ของการศกึ ษาขั้นพ้ืนฐาน
ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ (มาตรา 4) กำหนดให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาตาม
กฎหมายวา่ ดว้ ยการศึกษาแห่งชาติหรือองค์กรปกครองสว่ นท้องถ่ินทม่ี สี ถานศึกษาอยใู่ นสังกดั แล้วแต่
กรณีประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งเด็กซึ่งมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก
เว้นแต่เด็กที่สอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้วให้เข้าเรียนในสถานศึกษาที่จัดการศึกษา
ภาคบังคับ และการจัดสรรโอกาสเข้าศึกษาต่อระหว่างสถานศึกษาที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับ
โดยให้ปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ิน
และสถานศึกษา รวมทั้งต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ปกครองซึ่งตามพระราชบัญญัตินี้หมายถึง
3
บิดามารดา หรือบิดา หรือมารดา ซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามประมวล
กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และหมายความรวมถึงบุคคลที่เด็กอยู่ด้วยเป็นประจำหรือที่เด็กอยู่รับใช้
การงานของเด็กทราบกอ่ นเดก็ เข้าเรยี นในสถานศึกษาเปน็ เวลาไม่น้อยกว่าหน่ึงปี (มาตรา 5)
สายอาชีพ หมายถึง การเรียนต่อในระดับประกาศนียบตั รวิชาชีพ หรือ ปวช. เปน็ การเรยี น
ในหลักสูตรที่ไม่ได้เน้นการเรียนวิชาพื้นฐานเหมือนกับสายสามัญ มีระยะเวลาในการเรียน 3 ปี โดย
หากเรียนจบแล้วจะมีทางเลือกในการเรียนต่อ 2 ทางเลือกใหญ่ๆ คือ 1. การเรียนต่อในระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง หรือ (ปวส.) ใช้เวลาเรียน 2 ปี หลังจากจบแล้วสามารถเรียนต่อ
ปริญญาตรี อีก 2 ปี 2. การเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย (ระดับปริญญาตรี) ใช้เวลาเรียน 4 – 5 ปี
แลว้ แต่คณะวิชาท่เี ลอื ก
สายสามัญ หมายถึง การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยให้
ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอน 8 กลุ่มสาระ และสาระ โดยการจัดการศึกษาสายสามัญ
แบ่งออกเป็น ระดับประถมศึกษาตอนต้น ระดับประถมศึกษาตอนปลาย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถทุกด้าน ตามลำดับขั้นและ
หลักสูตรของสถานศึกษา และหลักสูตรของกระทวงศึกษากำหนดไว้ ว่าแต่ละระดับควรพัฒนาด้าน
ใดบ้าง และเพมิ่ เตมิ ความรู้ ความสามารถในดา้ นใด
ค่านิยม หมายถึง วิธีจัดรูปพฤติกรรมของมนุษย์ที่ฝังแน่นอยู่ในตัวคน และเป็นสิ่งที่เรา
ยึดถือปฏิบัติกันต่อๆ มา หรืออาจหมายถึง การยอมรับนับถือและพร้อมที่จะปฏิบัติตามคุณค่าที่คน
หรือกลุ่มคนที่มีอยู่ตอ่ ส่ิงต่างๆ ซึ่งอาจเป็นวัตถุ มนุษย์ สิ่งมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งการกระทำด้านเศรษฐกิจ
สงั คม จรยิ ธรรม และสนุ ทรยี ภาพ โดยไดป้ ระเมนิ ค่าจากทศั นคติตา่ งๆ อยา่ งถีถ่ ว้ นและรอบคอบแลว้
ภาพลักษณ์ หมายถงึ ภาพท่เี กิดจากความนกึ คิดหรือที่คิดวา่ ควรจะเป็นเชน่ นน้ั
ปจั จยั หมายถงึ เหตอุ ันเป็นทางใหเ้ กดิ ผล, หนทาง
อิทธิพล หมายถึง กำลังที่ยังผลให้สำเร็จ อำนาจซึ่งแฝงอยู่ในบุคคลหรือรัฐ ซึ่งสามารถ
บันดาลให้เป็นไปตามความประสงค์ อำนาจที่สามารถบันดาลให้ผู้อื่นต้องคล้อยตามหรือทำตาม
อำนาจท่สี ามารถบนั ดาลใหเ้ ป็นไปได้ต่าง ๆ
บทที่ 2
เอกสาร ทฤษฎี และงานวจิ ยั ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง
การดำเนินการโครงการศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยม
ศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
ณ สำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ท่อี ยู่ 209/1 หมู่ 3 ตำบลเกาะขนุน
อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา 24120 ระหว่างวันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2564 ถึง 1 ตุลาคม
พ.ศ. 2564 ผู้ดำเนินโครงการได้รวบรวม เอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วข้องมีหัวขอ้ ต่อไปนี้
1. จดุ ประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิจัย และคำอธิบายรายวิชา
2. ทฤษฎีทัศนคติ
3. แนวคดิ พนื้ ฐานของคา่ นยิ ม
4. ทฤษฎีการศึกษา
5. ทฤษฎีการศึกษาในประเทศไทย
6. ทฤษฎีระบบการศกึ ษาไทย
7. หลักสตู รประกาศนยี บัตรวิชาชพี พุทธศกั ราช 2562
8. หลกั สตู รประกาศนยี บตั รวชิ าชีพช้นั สูง พทุ ธศกั ราช 2563
9. งานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
1. จุดประสงคร์ ายวชิ า สมรรถนะรายวจิ ยั และคำอธบิ ายรายวชิ า
1.1 จุดประสงค์รายวชิ า
1.1.1 เข้าใจหลกั การและกระบวนการวางแผนจัดทำโครงการสร้างและพฒั นางาน
1.1.2 ประมวลความรู้และทักษะในการสร้างและหรือพัฒนางานในสาขาวิชาชีพตาม
กระบวน การวางแผน ดำเนนิ งาน แกป้ ญั หา ประเมนิ ผล ทำรายงานและนำเสนอผลงาน
1.1.3 มีเจตคติและกิจนิสัยในการทำงานด้วยความรับผิดชอบ มีวินัย คุณธรรม
จรยิ ธรรม ความคิด ริเริม่ สร้างสรรค์และสามารถทำงานรว่ มกบั ผอู้ ่นื
1.2 สมรรถนะรายวิชา
5
1.2.1 แสดงความรู้เก่ียวกบั การจัดทำโครงการและการนำเสนอผลงาน
1.2.2 ดำเนินการจัดทำโครงการ
1.2.3 รายงานผลการปฏิบตั ิงาน
1.3 คำอธบิ ายรายวชิ า
ศึกษาและปฏิบัติเกี่ยวกับ หลักการจัดทำโครงการ การวางแผน การดำเนินงาน การ
แก้ไขปัญหา การประเมินผล การจัดทำรายงานและการนำเสนอผลงาน โดยปฏิบัติจัดทำโครงสร้าง
และหรือพัฒนางานที่ใชค้ วามรู้และทักษะในระดับฝีมือสอดคล้องกับสาขาวิชาชีพที่ศึกษา ดำเนินการ
เปน็ ราย บุคคลหรอื กลุ่มตามลักษณะของงานให้แล้วเสรจ็ ในระยะเวลาที่กำหนด
2. ทฤษฎที ศั นคติ
2.1 ความหมายของทัศนคติ
ทัศนคติ เป็นแนวความคิดที่มีความสำคัญมากแนวหนึ่งทางจิตวิทยาสังคม และการ
ส่อื สาร และมกี ารใช้คำน้ีกนั อย่างแพร่หลาย สำหรับการนิยามคำวา่ ทัศนคติ น้ันไดม้ นี กั วิชาการหลาย
ทา่ นให้ความหมายไว้ ดังน้ี
2.1.1 กอร์ดอน อัลพอร์ท (Gordon Allport , 1975) ได้ให้ความเห็นเรื่องทัศนคตวิ ่า
อาจเกิดขนึ้ จากสิ่งตา่ งๆ ดังนี้
เกิดจากการเรียนรู้เด็กเกิดใหม่จะได้รับการอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับวัฒนธรรม
และประเพณีจากบิดามารดาทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม ตลอดจนได้เห็นแนวการปฏิบัติของพ่อแม่
แลว้ รบั มาปฏบิ ตั ิตามต่อไป
เกิดจากความสามารถในการแยกแยะความแตกต่าง คือ แยกสิ่งใดดี ไม่ดี เชน่
ผใู้ หญ่กบั เด็กจะมกี ารกระทำทีแ่ ตกตา่ งกนั
เกิดจากประสบการณ์ของแต่ละบุคคล ซึ่งแตกต่างกันออกไป เช่น บางคนมี
ทัศนคติไม่ดีต่อครูเพราะเคยตําหนิตน แต่บางคนมีทัศนคติที่ดีต่อครูคนเดียวกันนั้นเพราะเคยเชยชม
ตนเสมอ
เกดิ จากการเลียนแบบหรือรับเอาทัศนคติของผู้อนื่ มาเป็นของตน เชน่ เด็กอาจ
รบั ทัศนคติของบดิ ามารดา หรือครทู ต่ี นนยิ มชมชอบมาเป็นทัศนคติของตนได้
2.1.2 เครช และครัทช์ฟิลด์ (Krech and Crutchfield, 1948) ได้ให้ความเห็นว่า
ทศั นคติ อาจเกดิ ขึ้นจากการตอบสนองความต้องของบุคคล นัน่ คือ สิง่ ใดตอบสนองความต้องการของ
6
ตนได้ บุคคลนั้นก็มีทศั นคติที่ดีต่อสิ่งน้ัน หากสิ่งใดตอบสนองความต้องการของตนไม่ได้บุคคลนั้นก็จะ
มที ศั นคติ ไมด่ ตี อ่ ส่ิงน้นั การได้เรียนรู้ความจรงิ ต่างๆ อาจโดยการอา่ นหรอื จากคำบอกเล่าของผู้อื่นก็ได้
ฉะน้ันบางคนจึงอาจเกิดทัศนคติไม่ดีต่อผู้อ่ืน จากการฟังคำตฉิ ินท่ีใครๆ มาบอกไว้ก่อนก็ได้ การเข้าไป
เปน็ สมาชกิ หรอื สังกัดกลุม่ ใดกลุม่ หนง่ึ คนส่วนมากมกั ยอมรับเอาทัศนคติของกลมุ่ มาเป็นของตน หาก
ทศั นคตินั้นไม่ขัดแย้งกับทศั นคติของตนเกินไป ทศั นคติสว่ นสำคัญกับบุคลิกภาพของบุคคลนั้นด้วยคือ
ผู้ท่มี บี คุ ลิกภาพสมบูรณ์มักมองผู้อน่ื ในแงด่ ี สว่ นผปู้ รับตัวยากจะมีทัศนคติในทางตรงขา้ มคือมักมองว่า
มคี นคอยอิจฉารษิ ยาหรอื คดิ ร้ายตา่ งๆ ต่อตน
2.1.3 ประภาเพ็ญ สุวรรณ ( 2540 : 64 – 65) กล่าวถึงการเกิดทัศนคติว่าทัศนคติ
เป็นสิ่งทเี่ กดิ จากการเรียนรู้ (Learning) จากแหลง่ ทศั นคติ(Source of Attitude) ต่างๆ ทอ่ี ยมู่ ากมาย
และแหลง่ ทท่ี ำให้คนเกดิ ทศั นคตทิ สี่ ำคัญ คอื
2.1.3.1 ประสบการณ์เฉพาะอย่าง (Specific Experience) เมื่อบุคคลมี
ประสบการณ์ เฉพาะอย่างต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในทางที่ดีหรือไม่ดี จะทำให้เขาเกิดทัศนคติต่อสิ่งนั้นไป
ในทางท่ีดีหรือไมด่ ี จะทำให้เกิดทัศนคติตอ่ สิ่งนน้ั ไปในทิศทางทเ่ี ขาเคยมีประสบการณม์ ากอ่ น
2.1.3.2 การติดต่อสื่อสารจากบุคคลอื่น (Communication from others)
จะทำให้เกิดทัศนคติจากการรับรู้ข่าวสารต่างๆจากผู้อื่นได้ เช่น เด็กที่ได้รับการสั่งสอนจากผู้ใหญ่จะ
เกิดทัศนคตติ ่อ การกระทำตา่ งๆ ตามทเี่ คยรบั รู้มา
2.1.3.3 สิ่งที่เป็นแบบอย่าง (Models) การเลียนแบบผู้อื่นทำให้เกิดทัศนคติ
ขึ้นได้ เช่น เด็กท่ีเคารพเชื่อฟังพ่อแม่จะเลียนแบบการแสดงท่าชอบหรอื ไมช่ อบตอ่ สิง่ หนึง่ ตามไปด้วย
2.1.3.4 ความเกี่ยวข้องกับสถาบัน (Institutional Factors) ทัศนคติหลาย
อย่างของบุคคลเกิดขึ้น เนื่องจากความเกี่ยวข้องกับสถาบัน เช่น ครอบครัว โรงเรียน หรือหน่วยงาน
เปน็ ต้น
2.1.4 ธงชัย สันติวงษ์ (2539: 166 – 167) กล่าวว่าทัศนคติก่อตัวเกิดขึ้นมาและ
เปลี่ยนแปลงไป เนอื่ งจากปจั จัยหลายประการดว้ ยกัน คอื
2.1.4.1 การจูงใจทางร่างกาย (Biological Motivation) ทัศนคติจะเกิดข้ึน
เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งกำลังดำเนินการตอบสนองตามความต้องการ หรือแรงผลักดันทางร่างกาย
ตัวบุคคลจะสร้างทัศนคติ ที่ดีต่อบุคคลหรือสิ่งของ ที่สามารถช่วยให้เขามีโอกาสตอบสนองความ
ตอ้ งการของตนได้
7
2.1.4.2 ข่าวสารข้อมูล (Information) ทัศนคติจะมีพื้นฐานมาจากชนิดและ
ขนาดของข่าวสารท่ี ได้รับรวมทั้งลักษณะของแหล่งที่มาของข่าวสารด้วยกลไกของการเลือกเฟ้นใน
การมองเห็นและเข้าใจปัญหาต่างๆ (Selective Perception) ข่าวสารข้อมูลบางสว่ นทีเ่ ข้ามาสู่บุคคล
น้นั จะทำให้บุคคลนน้ั เก็บไปคดิ และสรา้ งเปน็ ทัศนคติขนึ้ มาได้
2.1.4.3 การเข้าเกี่ยวข้องกับกลุ่ม (Group Affiliation) ทัศนคติบางอย่างอาจ
มาจากกลุ่มต่างๆ ที่บุคคลเกี่ยวข้องอยู่ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม เช่น ครอบครัว วัด กลุ่มเพื่อน
รว่ มงาน กล่มุ กีฬา กล่มุ สังคมต่างๆ โดยกล่มุ เหลา่ น้ไี ม่เพยี งแตเ่ ป็นแหล่งรวมของคา่ นยิ มต่างๆ แต่ยังมี
การถ่ายทอดข้อมูลให้แก่บุคคลในกลุ่ม ซึ่งทำให้สามารถสร้างทัศนคตขิ ้ึนได้ โดยเฉพาะครอบครัวและ
กลุ่มเพื่อนร่วมงานเป็นกลมุ่ ที่สำคญั ทส่ี ดุ (Primary Group) ทจี่ ะเปน็ แหลง่ สรา้ งทศั นคตใิ ห้แกบ่ ุคคลได้
2.1.4.4 ประสบการณ์ (Experience) ประสบการณ์ของคนที่มีต่อวัตถุสิ่งของ
ยอ่ มเป็นสว่ นสำคญั ท่ีจะทำใหบ้ คุ คลตา่ งๆ ตคี า่ สง่ิ ทีเ่ ขาได้มีประสบการณ์มาจนกลายเปน็ ทศั นคตไิ ด้
2.1.4.5 ลักษณะท่าทาง (Personality) ลักษณะท่าทางหลายประการต่างก็มี
ส่วนทางออ้ มทสี่ ำคญั ในการสร้างทัศนคติใหก้ ับตวั บคุ คล
2.1.5 นิวคอมบ์ (Newcomb) กล่าวว่า ทัศนคติของบุคคลขึ้นอยู่กับลักษณะของ
สง่ิ แวดลอ้ มท่บี คุ คลได้รบั อาจจะแสดงออกมาทางพฤตกิ รรมใน 2 ลักษณะ คือ
2.1.5.1 ทัศนคติทางบวก (positive attitude) แสดงออกในลักษณะพึงพอใจ
และเห็นด้วยหรือชอบ จะทำให้บคุ คลอยากกระทำอยากได้ อยากเข้าใกล้สง่ิ นน้ั
2.1.5.2 ทัศนคติทางลบ (negative attitude) แสดงออกในลักษณะไม่พึงพอ
ใจ และไมเ่ หน็ ด้วยหรือไมช่ อบ จะทำให้บคุ คลเกดิ ความเบ่อื หนา่ ย ชงิ ชงั ตอ้ งการหนใี ห้หา่ งจากสิ่งน้นั
จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่าคำว่า “ทัศนคติ” เป็นระบบความคิดที่มีอารมณ์เป็น
สว่ นประกอบ ซง่ึ ทำให้เกิดความพร้อมที่จะมปี ฏิกิรยิ าโต้ตอบไม่ว่าจะเป็นในรปู แบบของการแสดงออก
ทางกายภาพ หรือการแสดงออกทางความคิดที่จะออกมาได้ทั้งในทางบวกและในทางลบต่อ สิ่งใด
สง่ิ หนึ่ง
2.2 องคป์ ระกอบของทศั นคติ (Attitude components)
จากความหมายของทัศนคติข้างต้น สามารถแยกทัศนคติออกเป็นองค์ประกอบต่าง ๆ
ได้ 3 องคป์ ระกอบดว้ ยกนั ได้แก่
2.2.1 องคป์ ระกอบทางด้านความคดิ (Cognitive Component)
8
เปน็ ผลมาจากการรับรู้ของบุคคลต่อสิ่งของ หรือเหตกุ ารณ์ตา่ งๆ ถ้าเกิดความรู้
ความเข้าใจอยา่ งดีอยา่ งแท้จรงิ จะเกิดทัศนคติไปในทางท่ดี ี แต่ในทางตรงกันขา้ มถา้ เกิดการรับรู้ในทาง
ทไี่ มเ่ ขา้ ใจ ไม่รูเ้ รื่องยากไปกจ็ ะมีทศั นคติไมด่ ตี ่อสง่ิ น้ันๆ
2.2.2 องค์ประกอบทางดา้ นความรสู้ กึ (Affective components)
อารมณห์ รือความร้สู ึกกับความคดิ จะมีความสัมพนั ธเ์ กย่ี วขอ้ งกบั องค์ประกอบ
ทางด้านนี้จึงประกอบด้วยการประเมินความรู้สึก ความชอบหรือการตอบสนองทางอารมณ์ที่มีต่อ
สิ่งของหรือบุคคล โดยจะออกมาในลักษณะความชอบหรือไม่ชอบหรือมีความรู้สึกในทางที่ดีหรือไม่ดี
องค์ประกอบทางดา้ นความรสู้ กึ จึงถูกแบง่ ออกเปน็ 2 ประเภท คอื
2.2.2.1 ความรู้สึกทางบวก (ความพึงพอใจ) เช่น ความเคารพนับถือ
ความชอบพอ ความเห็นอกเห็นใจ เปน็ ตน้
2.2.2.2 ความรู้สึกทางลบ (ความไม่พึงพอใจ) เช่น ความกลัว ความรู้สึก
รงั เกียจ ดถู ูก ขยะแขยง เป็นต้น
2.2.3 องคป์ ระกอบทางด้านพฤตกิ รรม (Behavioral component)
เป็นความพรอ้ มทจ่ี ะกระทำเปน็ พฤติกรรมภายนอกของบุคคล ที่แสดงออกโดย
ต่อสิ่งของหรือบุคคล องค์ประกอบทางด้านพฤติกรรมจะมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับองค์ประกอบ
ทางด้านความรู้สึกความคิดและความรู้สึก เราจึงอนุมานได้ว่าทัศนคติของบุคคลนัน้ ได้มาจากสิง่ ที่เขา
พูดหรือสิง่ ท่เี ขาทำเสมอ
2.3 หน้าทขี่ องทศั นคติ
2.3.1 หน้าที่ในการปรบั ตวั (Adjustment function)
ทัศนคติช่วยให้เราปรับตัวเข้าหาสิ่งที่ทำให้ได้รับความพึงพอใจหรือได้รางวัล
ขณะ เดียวกันก็หลีกเลี่ยงต่อสิ่งที่ไม่ปรารถนาไม่พอใจหรือให้โทษ นั่นคือยึดแนวทางที่ก่อให้เกิด
ประโยชน์ตอ่ ตนเองมากทีส่ ุด และหลกี เล่ียงส่ิงที่เป็นโทษใหเ้ กดิ น้อยท่ีสดุ ซ่ึงช่วยในการปรับตัวของแต่
ละบุคคลให้เข้ากับสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นเกิดความพอใจ คือ เมื่อเราเคยมี
ประสบการณ์ ต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาก่อน และเราได้ประสบกับสิ่งนั้นอีก เราจะพัฒนาการตอบสนอง
ของเราในทิศทางท่ีเราต้องการ
2.3.2 หน้าท่ใี นการป้องกนั ตน (Ego–defensive function)
9
ทศั นคตชิ ว่ ยปกป้องภาพลักษณ์แห่งตน (ego or self image) ต่อความขัดแย้ง
ท่เี กิดข้ึนภายในจติ ใจ และแสดงออกมาเป็นกลไกท่ปี ้องกนั ตนเอง ใชใ้ นการปกป้องตัวเองโดยการสร้าง
ความนยิ มนับถอื ตนเอง หลกี เล่ยี งจากส่งิ ท่ีไม่พอใจ หรอื สรา้ งทศั นคติขึ้นมาเพ่ือรักษาหน้า
2.3.3 หน้าทใ่ี นการแสดงออกของค่านิยม (Value expressive function)
ในขณะที่ทัศนคติที่ปกป้องตนเอง ได้สร้างขึ้นเพื่อปกป้องภาพลักษณ์ของ
ตนเอง หรือเพื่อปิดบังทัศนคติที่แท้จริงไม่ให้ปรากฎ แต่ทัศนคติที่ทำหน้าที่แสดงออกถึงค่านิยมจะ
พยายามแสดงลักษณะที่แท้จริงของตนเอง ทำหน้าที่ให้บุคคลแสดงค่านิยมของตนเอง เป็นการ
แสดงออกทางทัศนคติที่จะสร้างความพอใจให้กับบุคคลที่แสดงทัศนคตินั้นออกมา เพราะเป็นการ
แสดงคา่ นิยมพ้นื ฐานทแี่ ตล่ ะบุคคลพอใจ
2.3.4 หนา้ ทใ่ี นการแสดงออกถงึ ความรู้ (Knowledge function)
มนุษย์ต้องการเกี่ยวข้องกับวัตถุต่างๆรอบข้าง ดังนั้น จึงต้องแสวงหาความ
ม่นั คง ความหมาย ความเข้าใจเกยี่ วกบั สิง่ เหล่านั้น ทศั นคติจะเปน็ สิ่งที่ใช้ประเมนิ และทำความเข้าใจ
เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม และเป็นมาตรฐานเพื่อเปรียบเทียบ หรือเป็นขอบเขตแนวทางสำหรับอ้างอิง
เพ่อื หาทางเข้าใจ ใหส้ ามารถเข้าใจโลกและสิ่งแวดล้อมไดง้ ่ายๆ ข้นึ เพราะคนเราไดร้ ับรู้แล้วครั้งหนึ่งก็
จะเก็บประสบการณเ์ หลา่ น้ันๆ ไวเ้ ปน็ ส่วนๆ เมอื่ เจอส่ิงใหมจ่ ะนำประสบการณ์ทีม่ ีอยู่เดิมมาเป็นกรอบ
อา้ งองิ วา่ สิง่ ใดควรรับรู้ สงิ่ ใดควรหลกี เลี่ยง ซ่งึ ทศั นคติชว่ ยให้คนเราเขา้ ใจส่งิ แวดล้อมต่างๆ รอบตวั เรา
โดยเราสามารถตีความ หรือประเมินค่าสิง่ ที่อย่รู อบตัวเราได้
2.4 ประเภทของทศั นคติ
การแสดงออกทางทศั นคติสามารถแบง่ ได้เปน็ 3 ประเภท ดงั น้ี
2.4.1 ทัศนคติในทางบวก (Positive Attitude) คอื ความรู้สึกต่อส่ิงแวดล้อมในทางที่
ดหี รอื ยอมรับ ความพอใจ เชน่ นักศึกษาท่ีมีทัศนคตทิ ี่ดีต่อการโฆษณา เพราะวชิ าการโฆษณาเป็นการ
ให้บุคคลไดม้ ีอสิ ระทางความคดิ
2.4.2 ทัศนคติในทางลบ (Negative Attitude) คือ การแสดงออก หรือความรู้สึกต่อ
สิ่งแวดล้อมในทางที่ไม่พอใจ ไม่ดี ไม่ยอมรับ ไม่เห็นด้วย เช่น นิดไม่ชอบคนเลี้ยงสัตว์ เพราะเห็นว่า
ทารุณสตั ว์
2.4.3 การไม่แสดงออกทางทัศนคติ หรือมีทัศนคติเฉยๆ (Negative Attitude) คือ
มีทัศนคติเป็นกลางอาจจะ เพราะว่าไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ หรือในเรื่องนั้นๆ เราไม่มี
10
แนวโนม้ ทัศนคติอยู่เดมิ หรอื ไม่มีแนวโน้มทางความรูใ้ นเรื่องน้ันๆ มาก่อน เช่น เรามที ศั นคตทิ ี่เป็นกลาง
ต่อตไู้ มโครเวฟ เพราะเราไมม่ คี วามรเู้ กีย่ วกบั โทษหรอื คุณของตู้ไมโครเวฟมาก่อน
2.5 การก่อตัวของทศั นคติ (The Formation of Attitude)
การเกิดทัศนคติแต่ละประเภทนั้น จะก่อตัวขึ้นมา และเปลี่ยนแปลงไปได้เนื่องจาก
ปัจจัยหลายประการด้วยกัน ซึ่งในความเป็นจริงปัจจัยต่าง ๆ ของการก่อตัวของทัศนคติ ไม่ได้มีการ
เรียง ลำดับตามความสำคัญแต่อย่างใด ทั้งนี้เพราะแต่ละปัจจัย ปัจจัยใดมีความสำคัญมากกว่าขึ้นอยู่
กับการอ้างอิงเพื่อก่อตัวเป็นทัศนคตินั้น บุคคลดังกล่าวได้เกี่ยวข้องกับสิ่งของ หรือแนวความคิดที่มี
ลักษณะแตกต่างกันไปอย่างไร ซึ่ง Newsom และ Carrell ได้กล่าวถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิทัศนคติ และ
อธิบายว่า การเกดิ ทัศนคติประกอบด้วยองคป์ ระกอบหลัก ได้แก่
2.5.1 พืน้ ฐานของแต่ละบคุ คลหรือเบ้ืองหลังทางประวัติศาสตร์ (Historical Setting)
หมายถึง ลักษณะทางด้านชีวประวัติของแต่ละคน ได้แก่ สถานที่เกิด สถานที่เจริญเติบโต สถานภาพ
ทางเศรษฐกิจ สงั คม และการเมืองที่ผา่ นมาจะเปน็ ตวั หล่อหลอมบุคลิกภาพของบุคคล และเป็นปัจจัย
นำไปส่กู ารเกิด ทศั นคตขิ องคนน้ัน ๆ
2.5.2 สิ่งแวดล้อมทางสังคม (Social environment) ได้แก่ การปฏิสัมพันธ์ของ
มนุษย์ที่มีต่อกนั และกัน เช่น การเปิดรับขา่ วสารกลุ่ม และบรรทัดฐานของกลุ่ม สภาพการณ์ต่าง ๆ ท่ี
เกดิ ขน้ึ กับบุคคล และประสบการณ์
2.5.3 กระบวนการสร้างบุคลิกภาพ (Personality Process) และสิ่งที่เกิดขึ้นมาก่อน
(Predispositions) เป็นกระบวนการขัน้ พนื้ ฐานในการสรา้ งทศั นคตขิ องแตล่ ะบคุ คล
3. แนวคิดพ้ืนฐานของคา่ นยิ ม
ค่านิยมเป็นส่วนประกอบสำคญั ในการดำเนินชีวิต เพราะเป็นตัวบ่งชีใ้ นการแสดงพฤติกรรม
ตามทางเลือกที่แต่ละคนยึดถือและต้องการ ค่านิยมของแต่ละคนจึงมีความแตกต่างกัน ซึ่งสามารถ
สรุปแนวคิดพ้ืนฐานได้ ดงั น้ี
3.1 ความหมายของคา่ นิยม
ค่านิยม หมายถึง สิ่งที่บุคคลชื่นชอบ พอใจ เชื่อถือ เห็นว่ามีคุณค่า และยอมรับนำมา
ปฏิบตั ติ ามแนวทางนนั้ ๆ อยา่ งสม่ำเสมอจนเป็นแนวทางในการดำเนินชีวติ ของตนเอง
3.2 ทมี่ าของค่านยิ ม
11
ความคิด เป็นกระบวนการการรับรู้ การรับรู้ความรู้สึก ความมีจิตสำนึก และ
จินตนาการ โดยการแปลความหมายสิ่งต่างๆ ไปตามความหมายที่เข้าใจหรือเชื่อมโยงไปถึงความ
ต้องการ แล้ว เกิดพฤติกรรมตามความคดิ นน้ั ๆ
ทัศนคติ เป็นความรู้สึกชอบ-ไม่ชอบ ที่เป็นผลของความรู้สึกพอใจและกระตุ้นให้เกิด
พฤติกรรม
ความเชื่อ เป็นการยอมรับว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นความจริง โดยอาศัยประสบการณ์ตรง
การไตร่ตรอง หรอื การใชค้ วามคิดเพ่ือหาข้อสรปุ แล้วเกดิ พฤติกรรมตามความเชื่อนั้นๆ
ดังนั้น ความคิด ทัศนคติ และ ความเชื่อ ต่างก็เป็นตัวกำหนดการกระทำอันนำไปสู่
พฤติกรรม ของมนษุ ย์ และแปรเปลี่ยนเปน็ “คา่ นยิ ม” ของคนในสังคม
3.3 ความสำคญั ของค่านิยม
3.3.1 ความสำคญั ต่อบุคคล ค่านิยมเป็นสิง่ ทีม่ อี ิทธพิ ลต่อพฤติกรรมคนทั้งทางร่างกาย
และจิตใจ มนุษย์จะใช้ค่านิยมเป็นเครือ่ งมือประเมินเหตุการณ์ หรือพฤติกรรมของคนอ่ืน แล้ววนิ ิจฉยั
ว่าดี หรอื เลว น่าพอใจหรอื ไม่พอใจ อะไรถูกหรืออะไรผดิ อะไรควรทำหรือไมค่ วรทำ
3.3.2 ความสำคัญต่อองค์กร ค่านิยมเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาองค์กร โดยเป็น
รากฐานของการกำหนดวิสัยทัศน์ ค่านิยมร่วมของบุคลากร ตลอดจนแนวทางในการกำหนดทิศทาง
และการกระทำ ของบุคคลให้เกิดผลตามเป้าหมายท่ีองค์กรตั้งไว้ อีกทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้าง
บรรยากาศขององคก์ ร ใหเ้ กิดสภาวะทีส่ นบั สนนุ การทำงานของบคุ ลากรและช่วยให้การทำงานเป็นทมี
3.3.3 ความสำคัญต่อสังคม ค่านิยมเป็นตัวชี้นำเป้าหมายและทิศทางของสังคม
ค่านิยมในสงั คมเป็นแบบไหน สงั คมก็จะเป็นแบบน้ัน ถ้าสังคมมีบคุ คลที่มคี ่านิยมทเี่ หมาะสม สงั คมน้ัน
ก็จะอยู่อย่างปกตสิ ุข แตถ่ า้ สังคมใดมีบุคคลทม่ี ีค่านิยมที่ไม่เหมาะสมสังคมนนั้ ก็เสื่อม เกิดปัญหาต่างๆ
ขึ้น ค่านิยมจึงมีส่วนทำให้ชีวิต สังคม ประเทศ ดีหรือไม่ดี เจริญหรือเสื่อมได้ รวมทั้งเป็นตัวกำหนด
ความเจริญและความเส่ือมของสงั คมและความมน่ั คงของประเทศชาติได้
3.4 ประเภทของคา่ นยิ ม
นักวิชาการหลายท่านได้แบ่งประเภทของค่านิยมไว้อย่างหลากหลาย แต่สำหรับการ
นำมาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาสามารถแบ่งโดยนำจำนวนประชากรที่ยึดถือ ค่านิยมมาเป็นเกณฑ์ใน
การจดั ซึ่งสามารถแบง่ ประเภทของคา่ นยิ มได้ 3 ประเภท ดงั นี้
12
3.4.1 ค่านิยมส่วนบุคคล เป็นค่านิยมท่ีแต่ละคนยึดถือและนำมาปฏิบัติอย่างอิสระไม่
เกี่ยวขอ้ งกับผู้อน่ื โดยตรง
3.4.2 คา่ นยิ มในองคก์ ร เปน็ คา่ นยิ มทบ่ี ุคคลในองค์กรสว่ นใหญย่ ึดถือและนำมาปฏิบัติ
มานานจนเป็นวัฒนธรรมขององคก์ รน้ันๆ
3.4.3 ค่านิยมของสังคม เป็นค่านิยมทีค่ นส่วนใหญ่ในสังคมยึดถือและนำมาปฏิบัตจิ น
เปน็ ทีย่ อมรับของสงั คมนัน้ ๆ
จากข้อความข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า แนวคิดพื้นฐานของค่านิยม มีประโยชน์ต่อการ
เข้าใจ วิเคราะห์ และสร้างการตระหนักในความสำคัญของค่านิยมที่มีผลกระทบต่อตนเอง องค์กร
และสังคม ในการปรบั เปลีย่ นพฤตกิ รรมตนเองใหเ้ ป็นมีคา่ นิยมท่ีเหมาะสม เขา้ ใจคา่ นยิ มของบุคคลท่ีมี
ความแตกตา่ ง และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ เพอื่ การพฒั นาตนเอง องค์กรและสังคมตอ่ ไป
4. ทฤษฎีการศกึ ษา
การศึกษา ในความหมายทั่วไปอยา่ งกว้างท่สี ดุ เป็นวธิ ีการสง่ ผ่านจดุ มุ่งหมายและธรรมเนียม
ประเพณีให้ดำรงอยู่จากรุ่นหนึ่งสู่อีกรุ่นหนึ่ง โดยทั่วไปการศึกษาเกิดขึ้นผ่านประสบการณ์ใดๆ ซึ่งมี
ผลกระทบเชิงพัฒนาต่อวิธีที่คนคนหนึ่งจะคิด รู้สึกหรือกระทำ แต่ในความหมายเทคนิคอย่างแคบ
การศึกษาเป็นกระบวนการอย่างเป็นทางการ ซึ่งสังคมส่งผ่านความรู้ ทักษะ จารีตประเพณีและ
ค่านิยมที่สั่งสมมาจากรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่ง นั่นคือ การสอนในสถานศึกษา สำหรับปัจจุบันนี้มีการ
แบ่งระดับช้ันทางการศึกษาออกเป็นข้ันๆ เช่น การศึกษาปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ทั้งนี้รวม
ไปถงึ ระดบั อาชวี ศกึ ษา อุดมศึกษา และการฝึกงาน
การปลูกฝังในหอ้ งเรียนการรวมเน้ือหาทางการเมอื งไว้ในเอกสารประกอบการเรียน หรือครู
ที่ละเมิดบทบาทของตนในการปลูกฝังนักเรียนขัดต่อวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่แสวงหาเสรภี าพใน
การคดิ และการคิดเชิงวิพากษ์
สำหรับประเทศไทย มีกฎหมายบังคับให้ประชาชนไทยทุกคนต้องจบการศึกษาภาค
บังคับ และสามารถเรียนได้จนจบการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ในปัจจุบันยัง
เปิดโอกาสให้มกี ารเรียนการสอนโดยผูป้ กครองทบี่ ้านหรอื ทเ่ี รยี กวา่ โฮมสคลู
คำว่า "education" เป็นศัพท์จากภาษาลาติน ēducātiō ("การปรับปรุง,การอบรม") จาก
ēdūcō ("ฉนั รู้, ฉันฝกึ ")
13
สำหรับการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มี 3 รูปแบบ คือ
การศกึ ษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และ การศึกษาตามอธั ยาศัย
4.1 การศึกษาในระบบ
การศึกษาในระบบ (formal education) เป็นการศึกษาที่กำหนดจุดมุ่งหมาย วิธี
การศึกษาหลกั สูตร ระยะเวลาของการศึกษา การวดั และการประเมินผล ซึ่งเปน็ เง่อื นไขของการสำเร็จ
การศกึ ษาทีแ่ น่นอน โดยการศกึ ษาในระบบ สามารถแบง่ ออกได้ ดงั น้ี
4.1.1 ระดบั ปฐมวยั
ระดับปฐมวัยเป็นการจัดการศึกษาให้เด็กก่อนวัยที่ต้องศึกษาการศึกษาขั้น
พื้นฐานโดยเป็นการวางรากฐานชีวิตเพื่อปูพื้นฐานที่ดีก่อนการเรียนในระดับต่อไป โดยทั่วไปแล้วผู้ท่ี
เขา้ ศึกษาในระดับน้ีมกั มีอายุตัง้ แต่ 4 - 8 ปี การเรยี นการสอนในระดับน้ีจะเนน้ การสอนทเ่ี กีย่ วข้องกับ
จติ วิทยาพฒั นาการของเด็ก ซึ่งเน้นในด้านการพฒั นารา่ งกาย จติ ใจ สังคม สติปญั ญาและอารมณ์ของ
เดก็ นอกจากนี้ยังเนน้ ให้เดก็ เรียนรู้ทักษะตา่ งๆ ผา่ นกจิ กรรมการเลน่ และกจิ กรรมเกมส์ เพ่ือเสริมสร้าง
ความสมั พนั ธ์ทางสังคม และเกดิ การเรียนรู้ผา่ นกิจกรรมเหลา่ นี้อีกด้วย ซ่ึงการใช้เกมส์และการเล่นถือ
ได้วา่ เป็นวธิ ีการหลักสำหรับสอนเดก็ ในระดับปฐมวยั โครงสร้างหลกั สตู รการศึกษาปฐมวัยจะมีจุดเน้น
ทัง้ ส้นิ 2 ดา้ นคือ ด้านประสบการณ์สำคัญ ประกอบไปดว้ ย ดา้ นร่างกาย ด้านอารมณ์จติ ใจ ด้านสังคม
และด้านสติปัญญา อีกด้านหนึ่งคือสาระที่ควรเรียนรู้ ประกอบไปด้วย เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเด็ก
เร่อื งราวเก่ียวกบั บุคคลและสถานทรี่ อบตวั เดก็ ธรรมชาตริ อบตวั และส่งิ ต่างๆ รอบตัวเด็ก
4.1.2 ระดบั ประถมศกึ ษา
ประถมศึกษาเป็นการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยทั่วไปแล้ว
การศึกษาในระดับประถมศึกษาจะมีระยะเวลาในการเรียนประมาณ 5 - 8 ปี ขึ้นอยู่กับการวางแผน
จดั การศึกษาของแตล่ ะประเทศ สำหรับประเทศไทยมจี ดั การเรยี นการสอนในระดบั ชน้ั ประถมศกึ ษา 6
ปี ตงั้ แตใ่ นระดบั ประถมศกึ ษาปีท่ี 1 ถงึ ประถมศึกษาปที ี่ 6 โดยผู้เขา้ ศึกษาในระดับประถมศึกษามักจะ
มีอายุประมาณ 6-7 ปี โดยในปัจจุบันนี้ยังมีเด็กกว่า 61 ล้านคนที่ไม่มีโอกาสได้เรียนในระดับ
ประถมศึกษา ซึ่ง 47% ในจำนวนนี้จะหมดโอกาสการเข้าศึกษาต่ออย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม ยูเนส
โก้ ได้พยายามสนับสนุนให้เกิดการศึกษาสำหรับทกุ คน โดยได้ดำเนินการที่เรียกว่าการศึกษาเพื่อปวง
ชน ซึ่งทุกประเทศจะต้องประสบความสำเร็จในด้านจำนวนคนเข้าศึกษาในระดับประถมศึกษาตาม
14
ประกาศของ ยูเนสโก้ ภายในปี พ.ศ. 2558 หลังจากนักเรียนจบชั้นประถมศึกษาแล้วจะสามารถเข้า
ศึกษาต่อในระดบั ชน้ั มัธยมศกึ ษาได้ ซึ่งนักเรียนเหล่าน้ีมกั จะมีอายปุ ระมาณ 11 - 13 ปี
4.1.3 ระดับมธั ยมศกึ ษา
มัธยมศึกษาเป็นการจัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยจัด
การศึกษาให้กับนักเรียนที่จบในระดับประถมศึกษามาแล้ว สำหรับผู้เรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษา
มักจะมีอายุประมาณ 11 - 18 ปี สำหรับการจัดการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา มีจุดประสงค์เพื่อ
เสริมสร้างความรู้และทักษะกระบวนการเฉพาะด้าน เพื่อนำไปใช้ในการศึกษาระดับสูงต่อไป สำหรับ
ประเทศโดยส่วนใหญ่แล้วการศึกษาในระดับชั้นมธั ยมศึกษาถือได้ว่าเป็นการศึกษาภาคบงั คับ สำหรับ
ประเทศไทย นักเรียนจะต้องจบการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จึงจะถือว่าจบการศึกษา
ภาคบงั คบั อย่างไรก็ตามหลงั จากจบระดับช้ันมธั ยมศึกษาตอนตน้ แล้ว นกั เรยี นสามารถเลอื กท่ีจะหยุด
เรียนแล้วออกไปประกอบอาชีพ หรือ เรียนต่อก็ได้ ในกรณีที่เรียนต่อจะมี 2 ระบบให้เลือกเรียน
ระหว่างสายสามัญ ซึ่งเป็นการเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยมีการจัดการเรียนการ
สอนที่เป็นพื้นฐานสำหรับการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษา และสายอาชีพ ซึ่งจะสอนเกี่ยวกับอาชีพ
ทางด้านต่างๆ เช่น งานช่าง และเกษตรกรรม เป็นต้น โดยทั้งหมดนี้รัฐบาลไทยจะเป็นผู้ดำเนินการ
ทางด้านคา่ ใช้จ่ายทว่ั ไปจนจบระดบั ช้ันมธั ยมศกึ ษา
4.1.4 ระดบั อาชวี ศึกษา
อาชีวศึกษาเป็นการศึกษาเพื่อเตรียมคนสำหรับการประกอบอาชีพในอนาคต
ทั้งในด้านของงานช่างฝีมือ งานธุรกิจ งานวิศวกรรม และงานบัญชี โดยเป็นการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียน
สามารถปฏิบัติงานได้จริงๆ ซึ่งแตกต่างจากการศึกษาในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายที่เน้นให้มี
ความรู้พื้นฐานมากเพียงพอสำหรับศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย การศึกษาในระดับอาชีวศึกษาจะ
เน้นให้มีการฝึกงาน เพื่อเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีประสบการณ์มากยิ่งขึ้น สำหรับประเทศไทยเริ่มมีการ
จัดการเรียนการสอนในสายอาชีพตง้ั แต่ปี พ.ศ. 2452 โดยในสมัยนนั้ เน้นจดั การเรียนการสอนทางด้าน
แพทย์ ผดุงครรภ์ ภาษาอังกฤษ พาณิชยการ และครู
4.1.5 ระดบั อุดมศกึ ษา
การศึกษาในระดับอุดมศึกษา (tertiary, third stage,post secondary
education) เป็นการศึกษาที่ไม่ได้บังคับว่าต้องจบการศึกษาในระดับนี้ การศึกษาในระดับนี้เป็น
การศึกษาที่สูงขึ้นมาจากการศึกษาในระดับมัธยมศึกษา การศึกษาในระดับอุดมศึกษานั้นแบ่งได้
15
ออกเป็น 2 ระดับคือระดับปริญญาบัณฑิตและระดับบัณฑิตศึกษา สำหรับการจัดการศึกษาใน
ระดับอุดมศึกษาเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินการ หากผู้เข้าศึกษาใน
ระดับอุดมศึกษาเรยี นจบแลว้ จะได้รับปริญญาบตั รเป็นสัญลกั ษณ์บง่ บอกถงึ การผ่านหลกั สูตรน้ันๆ
การทีจ่ ะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาได้นัน้ จำเป็นต้องผ่านการสอบคัดเลือก
เข้าศึกษาต่อก่อน ส่งผลให้วิธีการนี้ทำให้มีทั้งผู้ที่ได้สิทธิ์ศึกษาต่อและผู้ที่ไม่ได้สิทธิ์ศึกษาต่อ สำหรับ
การศึกษาในระดับอุดมศึกษามีความสำคัญมากในการสมัครงาน เพราะมักมีการกำหนดวฒุ กิ ารศึกษา
ขั้นต่ำในระดับปริญญาตรี นอกจากน้ยี ังมีความสำคัญในการพฒั นากำลงั คนในการพัฒนาประเทศชาติ
อกี ดว้ ย
ในปัจจุบันมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยมีทั้งมหาวิทยาลัยที่เป็นของรัฐ
มหาวทิ ยาลยั ในกำกับของรัฐ และมหาวทิ ยาลยั เอกชน
4.2 การศึกษาพเิ ศษ
การศึกษาพิเศษ เป็นการจัดการศึกษาสำหรับผู้ที่มีความต้องการพิเศษ ดังนั้นรัฐบาล
จำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณและสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อสนับสนุนการศึกษาในรูปแบบน้ี โดย
กลุ่มที่มีความต้องการพิเศษแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เด็กที่มีปัญญาเลิศ ซึ่งจะเน้นการพัฒนา
ความสามารถและความถนัดเฉพาะของบุคคล อีกประเภทหนึ่งคือเด็กที่มีความบกพร่องทางด้าน
ร่างกายหรือสติปัญญา โดยการจัดการศึกษาจะเน้นการเรียนการสอนรายบุคคล ควบคู่ไปกับการ
เรียนรู้ในหอ้ งเรียนปกติ รวมไปถึงพฒั นาทกั ษะการดำรงชวี ติ ให้กับผู้ที่มีความต้องการพิเศษให้สามารถ
ดำรงชีวิตในสงั คมได้
4.3 การศกึ ษานอกระบบโรงเรียน
ตามความในพระราชบัญญตั ิการศึกษาแหง่ ชาติ พุทธศกั ราช 2542 ได้ใหน้ ยิ ามเก่ียวกับ
การศึกษานอกระบบโรงเรียน ความว่าเป็นการศึกษาที่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย
รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาของการศึกษา การวัดและประเมินผล ซึ่งเป็นเงื่อนไข สำคัญ
ของการสำเร็จการศึกษา โดยเนื้อหาและหลักสูตรจะต้องมีความเหมาะสมสอดคล้องกับสภาพปัญหา
และความต้องการของบุคคลแต่ละกลุ่ม ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนนอกระบบโรงเรียนจะเป็น
การจดั ให้กบั ผู้ท่ีไม่ได้อยใู่ นระบบโรงเรยี นหรือผ่านจากระบบโรงเรียนมาแล้ว โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ที่เข้า
ศึกษานอกระบบโรงเรียนมักเป็นผู้ใหญ่เป็นส่วนมาก เพื่อเรียนรู้การอ่านออกเขียนได้และนำความรู้ที่
ได้ไปประยุกต์ใช้กับอาชีพของตัว สำหรับประเทศไทยมีการจัดการเรียนการสอนรูปแบบการศึกษา
16
นอกโรงเรียนอยู่เป็นจำนวนมาก โดยนิยมจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ชุมชนหรือศูนย์การเรียนรู้นอกระบบ
โรงเรยี น เพอ่ื ให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ได้ โดยภายในศูนย์จะมีอาจารย์ประจำและอาจารยอ์ าสาสมัคร
เป็นผจู้ ดั กจิ กรรมการเรียนการสอน นอกจากนแ้ี ล้วการศึกษานอกระบบโรงเรียนยังมีการจัดการศึกษา
ในรปู แบบอนื่ ๆด้วย เช่น การศกึ ษาผ้ใู หญ่ การศกึ ษาชุมชน เป็นตน้
4.4 การศึกษาตามอธั ยาศยั
การศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education) โดยพระราชบัญญัติการศึกษา
แห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้ให้ความหมายของการศึกษาตามอัธยาศัยว่าเป็นการศึกษาที่ผู้เรียนได้
เรียนรู้ด้วยตนเอง ตามความสนใจ ศักยภาพ ความพร้อมและโอกาส โดยศึกษาจากบุคคล
ประสบการณ์ สังคม สิ่งแวดล้อม สือ่ หรอื แหล่งความรู้อ่ืน ดังนน้ั ถอื ไดว้ า่ การศึกษาตามอัธยาศัยเป็น
การเรียนรู้ตลอดชีวิตได้เช่นเดียวกัน สำหรับการเรียนรู้ตามอัธยาศัยสามารถจำแนกออกได้เป็น 3
ประเภท คือ การเรียนรู้ด้วยการนำตัวเอง การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญและการเรียนรู้ใน
ชวี ิตประจำวัน
การศกึ ษาตามอัธยาศยั มักเปน็ การศึกษาท่เี กดิ ขน้ึ ภายนอกห้องเรยี น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ
หลักสูตรโดยเฉพาะเจาะจงและมักเกิดขึ้นโดยความบังเอิญ ดังนั้นส่งผลให้การศึกษาในประเภทนี้
เกดิ ขน้ึ ไดใ้ นทุกๆ สถานที่ ทงั้ ที่บา้ น โรงเรียนและท่ีอ่ืนๆ ซง่ึ เป็นการศกึ ษาเพยี งรูปแบบเดียวของมนุษย์
เท่านน้ั ทจี่ ำเปน็ ต้องเรียนรู้ตลอดชวี ิต
4.5 การศกึ ษาในรปู แบบอื่นๆ
การศึกษาทางเลือกเป็นการศึกษาที่มีความแตกต่างจากการศึกษาในกระแสหลัก โดย
ยดึ ความตอ้ งการของชุมชนในท้องถน่ิ เปน็ หลัก ใช้กระบวนการสอนท่ีมีความหลากหลายรูปแบบ และ
หยิบยกปรัชญาการศึกษาหลายๆ ปรัชญาเข้ามาประยุกต์ใช้ โดยการศึกษาในรูปแบบนี้ถือได้ว่าเป็น
การศึกษาทีเ่ ป็นอดุ มคติ และลดบทบาทของการจัดการศึกษาในรูปแบบของโรงเรยี นลง สำหรบั การจดั
การศึกษาทางเลือกนั้นมีทั้งรูปแบบที่เรียนในโรงเรียนการศึกษาทางเลือก โฮมสคูล รวมไปถึงรูปแบบ
อันสคูลล่ิง สำหรับโรงเรียนการศกึ ษาทางเลือกในประเทศไทยยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนรุ่งอรณุ เป็นต้น
นักการศึกษาท่ีมแี นวคดิ เร่ืองการศกึ ษาทางเลือกและได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง
ยกตวั อยา่ ง เชน่ รดู อรฟ์ สไตเนอร์ และมาเรยี มอนเตสเซอรี
17
5. ทฤษฎีการศึกษาในประเทศไทย
การศึกษาในประเทศไทย เป็นการศึกษาที่จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยโดย
ภาครัฐจะเข้ามาดูแลโดยตรง และเปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมในการศึกษาตั้งแต่ระดับการศึกษา
ปฐมวัยจนถึงระดับอุดมศึกษา สำหรับการศึกษาภาคบังคับในประเทศไทยนั้นได้กำหนดให้พลเมือง
ไทยตอ้ งจบการศึกษาอย่างน้อยทีส่ ุดในระดบั ชน้ั มัธยมศึกษาตอนตน้ และต้องเข้ารบั การศกึ ษาอย่างช้า
สุดเมื่ออายุ 7 ปี ซึ่งการศึกษาภาคบังคับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ซึ่งแบ่งออกเป็น
ระดับชั้นประถมศึกษา 6 ปีและมัธยมศึกษา 6 ปี นอกจากนี้แล้วการศึกษาขั้นพื้นฐานยังรวมถึง
การศึกษาปฐมวัยอีกดว้ ย ทั้งนี้รฐั จะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคณุ ภาพโดยไมเ่ ก็บค่าใช้จ่ายตามความ
ในรฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2550 ส่วนการบรหิ ารและการควบคุมการศึกษาใน
ระดับอุดมศึกษาจะดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ซึ่งเป็นแผนกหนึ่งของ
กระทรวงศึกษาธิการ ในปัจจุบันการศึกษาในประเทศไทยมีทั้งสิ้น 3 รูปแบบ คือ การศึกษาในระบบ
การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั
อย่างไรก็ตามการจัดการศึกษาของประเทศไทยนั้นถูกมองว่าล้าหลังและล้มเหลวเสมอมา
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2554 ว่า เด็กไทยมีระดับ
เชาวน์ปัญญา 98.59 ซึ่งต่ำกว่าค่ามัธยฐานของเชาวน์ปัญญาทั้งโลกที่ระดับ 100 โดยเด็กไทยภาค
ตะวนั ออกเฉียงเหนือมสี ติปญั ญาน้อยท่สี ดุ สูงขน้ึ มาจึงเป็นภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลางตามลำดับ
5.1 ระบบโรงเรียน
สำหรับระบบการศึกษาในโรงเรียนของประเทศไทยนั้นจะแบ่งการศึกษาออกเป็น 4
ช่วงชนั้ คือ ช่วงชัน้ ที่ 1 ตั้งแต่ระดับชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 1-3 ชว่ งช้นั ที่ 2 ต้ังแต่ระดับช้ันประถมศึกษา
ปีที่ 4-6 ช่วงชั้นที่ 3 คือระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (มัธยมศึกษาปีที่ 1-3) และช่วงชั้นที่ 4 คือ
ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4-6) โดยในช่วงชั้นที่ 4 นั้นนอกจากจะมีการจัด
การศึกษาในสายสามัญแล้ว ยังมีการจัดการศึกษาในสายอาชีพด้วย ซึ่งในระดับชั้น ปวช.1-3 นั้นจะ
เทียบเท่ากบั ระดับชัน้ มัธยมศึกษาตอนปลาย โดยนักเรียนท่ีเลือกสายสามัญมักมีความต้ังใจท่ีจะศึกษา
ต่อในระดับมหาวิทยาลัย ส่วนนักศึกษาที่เลือกสายอาชีพมักวางแผนเพื่อเตรียมพร้อมสู่การจ้างงาน
และศกึ ษาเพมิ่ เติม
ในการเข้าศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมัธยมศึกษาต อนต้น
มัธยมศึกษาตอนปลาย รวมไปถึงอาชีวศึกษาจำเป็นต้องมีการสอบข้อเขียนซึ่งจัดสอบโดยโรงเรียน
18
ส่งผลให้ในบางครั้งอาจมีปัญหานักเรียนไม่มีที่เรียนได้ นอกจากนักเรียนจะต้องสอบข้อเขียนของ
โรงเรียนแล้ว นักเรียนจำเป็นต้องมีคะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติ (ONET) ซึ่งมีการจัด
สอบในช่วงปลายภาคเรียนที่ 2 ของชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และปลายภาคเรียนที่ 2 ของชั้นมัธยม
ศกึ ษาปีท่ี 3 ยืน่ ประกอบในการพิจารณา ส่วนการทดสอบระดับชาตขิ องนักเรยี นระดับชั้นมัธยมศึกษา
ปที ่ี 6 จะนำไปใชใ้ นการรบั บุคคลเข้าศกึ ษาในสถาบันอดุ มศึกษาในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทยนั้นมีการแบ่งโรงเรียนออกเป็น 2 รูปแบบ คือ โรงเรียนรัฐและ
โรงเรียนเอกชน โดยโรงเรียนรัฐนัน้ จะบริหารจดั การโดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
หรือหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ได้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นต้น
ส่วนโรงเรียนเอกชนจะบริหารจัดการโดยกลุม่ บุคคลหรือมูลนิธิตา่ งๆ ที่มีใบอนุญาตจัดตัง้ ซึ่งโดยส่วน
ใหญแ่ ลว้ มกั เปน็ โรงเรยี นทม่ี ีส่วนเกี่ยวเน่ืองกับศาสนาครสิ ต์ และศาสนาอสิ ลามเปน็ หลัก ในเขตชนบท
ของประเทศไทยนั้นหลายๆโรงเรียนมีลักษณะเป็นโรงเรียนขยายโอกาส คือ มีการจัดการเรียนการ
สอนระดับชั้นประถมศึกษา - มัธยมศึกษาตอนต้น หรืออาจมีการจัดการเรียนการสอนในระดับ
การศึกษาปฐมวยั ดว้ ยกไ็ ด้
เน่อื งจากการขาดแคลนงบประมาณทางการศึกษาแก่โรงเรียนชนบท สง่ ผลให้นักเรียน
ที่อาศัยอยู่ในเขตชนบทเลือกที่จะเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนเอกชนมากกว่าโรงเรียนของรัฐ เนื่องจากมี
ความเชื่อมั่นว่าคณุ ภาพการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนอยูใ่ นระดับมาตรฐานทีด่ ี หรือเข้าศึกษา
ตอ่ ในเขตเมืองของจงั หวัดน้ัน ๆ
5.2 ระดับชน้ั
การจดั การศึกษาในประเทศไทยในระดบั ช้ันประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา และในระดับ
อาชีวศึกษาจะแบ่งออกเป็น 2 ภาคการศึกษา โดยภาคการศึกษาแรกจะจัดการเรียนการสอนระหว่าง
วันที่ 16 พฤษภาคม ถึงวันที่ 11 ตุลาคมของทุกปี ในขณะที่ภาคการศึกษาปลายจะเริ่มวันท่ี
1 พฤศจิกายน ถึงวันที่ 1 เมษายน อย่างไรก็ตามมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนเวลาการเปิดภาค
การศึกษาใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มประเทศอาเซียน แต่กระทรวงศึกษาธิการยังคงยืนยันที่จะ
กำหนดวนั เปิดปดิ ภาคเรียนตามเดิม สำหรบั ในระดับอดุ มศึกษานั้นมีการจัดการเรยี นการสอนออกเป็น
ทวิภาค ยกเว้นหลักสูตรนานาชาติที่จัดการเรียนการสอนแบบไตรภาค โดยมีภาคฤดูร้อนให้นิสิต/
นกั ศกึ ษาสามารถเข้ามาศกึ ษาได้ สำหรบั ประเทศไทยไดแ้ บ่งระดบั ชัน้ การศึกษาไว้ดังตารางด้านล่างน้ี
19
ระดบั ชน้ั อายุ
สายสามัญ สายอาชพี 2-3
3-5
การศกึ ษาปฐมวยั
6-7
เตรยี มอนบุ าล 7-8
8-9
อนุบาล 9 - 10
10 - 11
ประถมศกึ ษา 11 - 12
ประถมศึกษาปีที่ 1 12 - 13
13 - 14
ประถมศกึ ษาปที ี่ 2 14 - 15
ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 15 - 16
16 - 17
ประถมศกึ ษาปที ี่ 4 17 - 18
ประถมศึกษาปีที่ 5 สายอาชวี ศึกษา
ประกาศนยี บตั รวิชาชพี ชั้นสูงปี 1
ประถมศกึ ษาปีท่ี 6 ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชั้นสูงปี 2
มธั ยมศึกษาตอนตน้
มธั ยมศึกษาปีท่ี 1
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 2
มัธยมศึกษาปที ี่ 3
มธั ยมศกึ ษาตอนปลายและอาชวี ศกึ ษา
มัธยมศกึ ษาปีที่ 4 ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ปี 1
มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ปี 2
มัธยมศึกษาปีที่ 6 ประกาศนียบัตรวิชาชีพปี 3
อดุ มศึกษาและเทยี บเท่า
สายตรงทวั่ ไป สายอนปุ ริญญา
บณั ฑติ ปี 1 อนปุ ริญญาปี 1
บณั ฑิตปี 2 อนปุ รญิ ญาปี 2
บัณฑิตปี 3 ตอ่ เนอ่ื งปี 1
บัณฑติ ปี 4 - 6 ตอ่ เนื่องปี 2 - 4
บณั ฑิต (ปรญิ ญาตรี)
มหาบณั ฑติ (ปรญิ ญาโท)
ดษุ ฎบี ณั ฑติ (ปริญญาเอก)
20
การเรยี นในระดับอุดมศึกษาระดบั บัณฑติ (ป.ตร)ี แบง่ สายทางการศึกษาได้ 3 ประเภท
ดังตารางข้างต้น และเมื่อหลักสูตรใดกำหนดให้ต้องศึกษาระยะเวลาเท่าใดอยู่ที่กำหนดการของหลัก
สูตรนั้น และสถาบันอุดมศึกษานั้นที่เปิดสอน ผู้เรียนต้องศึกษารายละเอียดของหลักสูตรนัน้ ให้เข้าใจ
สมมตุ ผิ ้เู รียนตอ้ งการศกึ ษาหลกั สูตรบณั ฑิต 4 ปี
5.2.1 ผู้เรยี นสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาหรอื ประกาศนยี บตั รวิชาชพี ศึกษาต่อ
บัณฑิต 4 ปี ในสถานศึกษาน้นั จนครบหลกั สตู ร กจ็ ะเป็นไปตามตารางสายตรงทั่วไป
5.2.2 ผูเ้ รยี นสำเรจ็ การศกึ ษาระดับมธั ยมศึกษาหรือประกาศนียบตั รวชิ าชพี ศกึ ษาต่อ
อนุปริญญา เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับอนปุ ริญญาแล้ว ก็สามารถเทียบโอนผลการศกึ ษาเขา้ ศึกษาตอ่
หลักสูตรบัณฑิตในสถานศึกษาอื่น ๆ อีก 2 ปี ก็จะเป็นไปตามตารางสายอนุปริญญา หลักสูตร
อนปุ รญิ ญานี้เปิดสอนท่ีสถาบันวิทยาลัยชมุ ชนและสถานศกึ ษาอื่นๆ ทใี่ หอ้ นปุ ริญญาได้
5.2.3 ผเู้ รยี นสำเร็จการศึกษาระดบั มัธยมศึกษาหรอื ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพ ศกึ ษาต่อ
อาชีวศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษาระดับอาชีวศึกษาแล้วจะได้รับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง (ปวส.)
ก็สามารถเทียบโอนผลการศึกษาเขา้ ศึกษาต่อหลักสูตรบัณฑิตใสถานศึกษาอืน่ ๆ อกี 2 ปี ก็จะเป็นไป
ตามตารางสายอาชีวศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงนี้เปิดสอนที่ สถาบันด้าน
อาชวี ศึกษาหรือเรยี กกนั วา่ "สายอาชพี " ทั้งรฐั และเอกชน
5.3 ระดบั การศกึ ษาในมัธยมศกึ ษา
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ เป็นการจดั การศกึ ษาให้แกผ่ ้เู รียนอายุระหว่าง 12 ถึง 14 ปี
ทสี่ ำเรจ็ การศึกษาระดับประถมศึกษาแล้ว ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้นจัดการเรียนการสอน 3 ปี ระดับ
มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย เป็นการจดั การศกึ ษาใหแ้ ก่ผ้เู รียนอายรุ ะหวา่ ง 15 ถงึ 17 ปี ท่ีสำเร็จการศึกษา
ระดับมัธยมศึกษา แล้วโดยจัดการเรียนการสอน 3 ปี โดยการเรียนการสอนมี 2 ประเภท แบ่งออก
ดังน้ี
5.3.1 การศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน
มัธยมศึกษาปีที่ 4 – 6 ใช้เวลาในการศึกษาตามหลักสูตรคือ 3 ปีโดยแบ่ง
การศกึ ษาออกเปน็ กลุ่มสาระตา่ งๆ ตามความถนดั และความสนใจของผูเ้ รยี น ดังนี้
5.3.1.1 กลมุ่ ทีเ่ น้นการเรยี นรูด้ ้าน วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ (วทิ ย์-คณิต)
5.3.1.2 กลุ่มทีเ่ น้นการเรียนรู้ดา้ น ศิลปศาสตร์-คณิตศาสตร์ (ศิลป์-คำนวณ)
5.3.1.3 กลมุ่ ท่ีเนน้ การเรียนรดู้ า้ น ศลิ ปศาสตร์-ภาษา (ศิลป์-ภาษา)
21
5.3.1.4 กลมุ่ ทเ่ี น้นการเรยี นรดู้ า้ น ศลิ ปศาสตร์-สงั คม (ศลิ ป์-สังคม)
5.3.2 การศึกษาต่อสายอาชวี ศึกษา
การศึกษาต่อสายอาชีวศึกษา เป็นการศึกษาตามหลักสูตรประกาศนียบัตร
วชิ าชพี (ปวช.) 3 ปี โดยสำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา มีหนา้ ทโ่ี ดยตรงในการจัดการศึกษา
วิชาชีพ เพื่อพัฒนากำลังคนเฉพาะสาขาวิชาชีพ (ระดับเทคนิค) ให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน สภาพ
เศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม เทคโนโลยีและส่ิงแวดล้อม สามารถเปน็ ผู้ปฏิบตั ิงานหัวหน้างานหรือเป็น
ผู้ประกอบการ และการประกอบอาชีพอิสระได้โดยเน้นการแก้ปัญหาสร้างองค์ความรู้ในอาชีพ
มีบคุ ลกิ ภาพ คณุ ธรรมและเจตคติทีด่ ี หลังจากศึกษาจบแลว้ สามารถศกึ ษาต่อในระดับประกาศนียบัตร
วิชาชีพชนั้ สูง (ปวส.) อกี 2 ปี หรอื อาจจะศกึ ษาตอ่ ในระดับปริญญาตรี 4 ปกี ็ไดเ้ ช่นกัน โดยเมอื่ ผูเ้ รียน
จบการศึกษาระดับชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 สามารถเลอื กเรียนทางดา้ นสายอาชีพอาชีวศึกษาได้
5.4 หลกั สูตรในสายอาชีวศกึ ษา
5.4.1 ประเภทวชิ าอตุ สาหกรรม
5.4.1.1 สาขาวิชาเครื่องกล แบ่งออกเป็น สาขางานยานยนต์ เครื่องกล
อตุ สาหกรรม เครอ่ื งกลเรือ เคร่ืองกลเกษตร ตวั ถังและสรี ถยนต์
5.4.1.2 สาขาวิชาเครื่องมือกลและซ่อมบำรุง แบ่งออกเป็น สาขางาน
เครื่องมือกล ซ่อมบำรุงเครื่องจักรกล เขียนแบบเครื่องกล ชิ้นส่วนเครื่องจักรกลเกษตร แม่พิมพ์
พลาสตกิ แมพ่ ิมพโ์ ลหะ
5.4.1.3 สาขาวิชาโลหะการแบ่งออกเป็น สาขางานเชื่อมโลหะ อุตสาหกรรม
ต่อตวั ถังรถโดยสาร
5.4.1.4 สาขาวิชาไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แบ่งออกเป็น สาขางานไฟฟ้า
กำลงั อิเล็กทรอนิกส์ โทรคมนาคม เมคคาทรอนกิ ส์ เทคนคิ คอมพวิ เตอร์
5.4.1.5 สาขาวิชาการก่อสร้างแบ่งออกเป็น สาขางานก่อสร้าง โยธา
สถาปัตยกรรม เคร่อื งเรือน และการตกแต่งภายในสำรวจ
5.4.1.6 สาขาวิชาการพิมพ์ แบง่ ออกเป็น สาขางานการพมิ พ์
5.4.1.7 สาขาวชิ าแว่นตาและเลนส์ แบ่งออกเป็น สาขางานแวน่ ตาและเลนส์
5.4.1.8 สาขาวิชาการต่อเรือ แบ่งออกเป็น สาขางานต่อเรือโลหะ ต่อเรือไม้
ต่อเรือไฟเบอรก์ ล๊าส นาวาสถาปัตย์ ซอ่ มบำรุงเรือ
22
5.4.1.9 สาขาวชิ าผลิตภัณฑย์ าง แบง่ ออกเปน็ สาขางานผลติ ภัณฑย์ าง
5.4.2 ประเภทวิชาพณชิ ยกรรม/บริหารธุรกจิ
5.4.2.1 สาขาวิชาพณิชยการ แบ่งออกเป็น สาขางานการบัญชี การขาย การ
เลขานุการ คอมพิวเตอร์ธุรกิจ ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสถานพยาบาล การประชาสัมพันธ์
ภาษาต่างประเทศ งานสำนักงานสำหรบั ผพู้ ิการทางสายตา
5.4.2.2 สาขาวิชาธุรกิจบริการ แบ่งออกเป็น สาขางานการจัดการความ
ปลอดภัย การจดั การความสะอาด
5.4.3 ประเภทวิชาศิลปกรรม
5.4.3.1 สาขาวิชาศิลปกรรมแบ่งออกเป็น สาขางาน วิจิตรศิลป์ การออกแบบ
ศิลปหัตถกรรม อุตสาหกรรมเครื่องหนัง เครื่องเคลือบดินเผา เทคโนโลยีการถ่ายภาพฯ
เครื่องประดับอัญมณี ช่างทองหลวง เทคโนโลยีศิลปกรรม การพิมพ์สกรีน คอมพิวเตอร์กราฟิก
ศิลปหัตถกรรมโลหะ รูปพรรณและเครอื่ งประดับ ดนตรสี ากล เทคโนโลยีนิเทศศลิ ป์ ช่างทนั ตกรรม
5.4.4 ประเภทวชิ าคหกรรม
5.4.4.1 สาขาวิชาผ้าและเครื่องแต่งกายแบ่งออกเป็น สาขางาน ผลิตและ
ตกแตง่ สง่ิ ทอ ออกแบบเสอื้ ผ้า ตดั เย็บเสอ้ื ผ้า อุตสาหกรรมเส้ือผา้ ธุรกจิ เสอ้ื ผา้
5.4.4.2 สาขาวิชาอาหารและโภชนาการแบ่งออกเป็น สาขางาน อาหารและ
โภชนาการ แปรรปู อาหาร ธุรกิจอาหาร
5.4.4.3 สาขาวิชาคหกรรมศาสตร์แบ่งออกเป็น สาขางาน คหกรรมการผลิต
คหกรรมการบรกิ าร ธรุ กจิ คหกรรม คหกรรมเพื่อการโรงแรม
5.4.4.4 สาขาวชิ าเสรมิ สวยแบง่ ออกเป็น สาขางาน เสริมสวย
5.4.5 ประเภทวิชาเกษตรกรรม
5.4.5.1 สาขาวิชาเกษตรศาสตร์แบ่งออกเป็น สาขางาน พืชศาสตร์
สตั วศาสตร์ อตุ สาหกรรมเกษตร ช่างเกษตร เกษตรทัว่ ไป การประมง
5.4.6 ประเภทวชิ าประมง
5.4.6.1 สาขาวชิ าเพาะเล้ยี งสตั วน์ ำ้ แบ่งออกเปน็ สาขางานเพาะเล้ยี งสตั วน์ ำ้
5.4.6.2 สาขาวชิ าแปรรปู สตั วน์ ้ำ แบ่งออกเป็น สาขางาน แปรรปู สตั วน์ ้ำ การ
ผลติ ซรู มิ ิและผลิตภัณฑ์
23
5.4.6.3 สาขาวชิ าประมงทะเล แบง่ ออกเปน็ สาขางาน ประมงทะเล
5.4.7 ประเภทวิชาอตุ สาหกรรมทอ่ งเทยี่ ว
5.4.7.1 สาขาวชิ าการโรงแรมและการทอ่ งเทีย่ ว แบง่ ออกเป็น สาขางาน การ
โรงแรม การท่องเทีย่ ว
5.4.8 ประเภทวชิ าอตุ สาหกรรมสง่ิ ทอ
5.4.8.1 สาขาวชิ าเทคโนโลยสี ง่ิ ทอ แบง่ ออกเปน็ สาขางาน เทคโนโลยสี ่ิงทอ
5.4.8.2 สาขาวิชาเคมสี ิง่ ทอ แบ่งออกเป็น สาขางาน เคมีสง่ิ ทอ
5.4.8.3 สาขาวิชาอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป แบ่งออกเป็น สาขางาน
อุตสาหกรรม เส้ือผ้าสำเรจ็ รูป
5.4.9 ประเภทวชิ าเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่อื สาร
5.4.9.1 สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ แบ่งออกเป็น สาขางาน เทคโนโลยี
สารสนเทศ
5.4.9.2 สาขาวิชาเทคโนโลยีระบบเสียง แบ่งออกเป็น สาขางาน เทคโนโลยี
ระบบเสยี ง
5.4.10 หลกั สตู รประกาศนียบตั รครูเทคนิคชัน้ สูง (ปทส.) 2551
5.4.10.1 สาขาวิชาคอมพวิ เตอร์ธุรกจิ วิชาเอก คอมพิวเตอรธ์ รุ กจิ
5.4.10.2 สาขาวชิ าเครอื่ งกล วชิ าเอก เทคนคิ ช่างยนต์
5.4.10.3 สาขาวิชาเทคนิคการผลิต วิชาเอก เช่ือมและประสาน
5.4.10.4 สาขาวชิ าโยธา วชิ าเอก เทคนิคโยธา
5.4.10.5 สาขาวชิ าไฟฟ้า วชิ าเอก เทคนคิ ไฟฟา้ กำลงั
5.4.10.6 สาขาวชิ าไฟฟ้า วชิ าเอก เทคนคิ ไฟฟา้ สื่อสาร
5.5 เครอ่ื งแบบและทรงผมนักเรยี นนกั ศึกษา
ประเทศไทยเป็นประเทศหน่ึงทีก่ ำหนดให้นักเรยี นแตง่ เคร่ืองแบบนักเรียนตั้งแต่ระดบั
ก่อนประถมศึกษาถึงมัธยมศึกษา ในพระราชบัญญัติเครื่องแบบนักเรียน พ.ศ. 2551 โดยสถานศึกษา
จะต้องกำหนดเครื่องแบบให้ตรงตามระเบียบของกระทรวงศึกษาธิการ หรืออาจใช้เครื่องแบบอ่ืน
ตามที่สถานศึกษากำหนดก็ได้ โดยเครื่องแบบต่างๆ ของทุกระดับชั้นจะถูกกำหนดโดยระเบียบ
กระทรวงศึกษาธิการวา่ ดว้ ยเครื่องแบบนกั เรียน พ.ศ. 2551
24
สำหรับในระดับอุดมศึกษา ประเทศไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศของโลกที่บังคับใช้
เครื่องแบบในระดับอุดมศึกษา อีกสามประเทศคือ ประเทศลาว ประเทศกัมพูชาและประเทศ
เวยี ดนาม สำหรบั เคร่อื งแบบในระดบั อดุ มศกึ ษานนั้ ยังเป็นทวี่ ิพากษว์ จิ ารณ์ในดา้ นตา่ งๆ อย่างไรก็ตาม
จากการสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 1,293 คน ระหว่าง
วนั ที่ 14-17 กันยายน 2556 พบว่า ร้อยละ 94.44 มีความคิดเห็นวา่ เครอ่ื งแบบยังมีความจำเป็นอยู่
ระหว่างการประทว้ งในประเทศไทย พ.ศ. 2563 กระทรวงศึกษาธกิ ารประกาศวา่ จะมี
การเปลีย่ นแปลงกฎระเบียบเรอ่ื งเครื่องแบบและทรงผมของนกั เรียนนกั ศกึ ษา แต่ยังไมป่ ระกาศกรอบ
ระยะเวลา
5.6 ขอ้ วิพากษ์วจิ ารณ์การศึกษาไทยในปจั จุบัน
การศึกษาไทยได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหา และความล้มเหลวที่เกิดขึ้น จากการ
จัดอันดับตามรายงานของ World Economic Forum ในปี พ.ศ. 2555 - 2556 ระบุว่าประเทศไทย
มีอันดับคุณภาพทางการศึกษาลำดับสุดท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้รับการจัดอันดับ โดยคนไทย
กว่าร้อยละ 87 เชื่อว่าการศึกษาไทยอยู่อันดับสุดท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนจริง ซึ่งมูลเหตุท่ีสำคัญ
มาจากปัญหาท่ีสะสมมานานหลายประการอันเกิดมาจากระบบการเรียนการสอน หลกั สตู ร ครูผู้สอน
โอกาสการเขา้ ถึงการศกึ ษา รวมไปถึงคณุ ภาพของนักเรยี นไทย
ประเทศไทยเป็นประเทศที่ใช้งบประมาณทางการศึกษาสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับ
ประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่การบริหารจัดการยังไม่ดีมากนักโดยพบว่า
งบประมาณส่วนใหญ่ทุม่ เทไปท่ีการศึกษาขั้นพ้ืนฐานโดยมีการใช้งบประมาณแบบตำน้ำพริกละลายใน
แม่น้ำเป็นส่วนมาก (นำไปใช้ไม่ตรงจุดสำคัญที่ควรได้รับการพัฒนา หรือนำไปจัดการแต่ละเรื่องมาก
เกินกว่าผลผลิตคุณภาพที่ได้ไม่คุ้มค่า และถ้าหากได้รับงบน้อยก็จะส่งผลต่อนักเรียนทีไ่ ด้รับโอกาสไม่
เท่ากันมากขึ้น) อีกทั้งเป็นไปในสัดส่วนที่มากกว่าอาชีวศึกษาค่อนข้างมาก ส่งผลให้การจัดการเรียน
การสอนในระดับอาชีวศึกษายังไม่มีประสิทธิภาพสูงมากนัก และไม่สอดคล้องกับบริบทของประเทศ
ไทยในปัจจุบันยุคสังคมเทคโนโลยีที่มีการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมต่างๆ มากขึ้น นอกจากนี้แม้จะ
จัดสรรงบประมาณให้กับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นจำนวนมาก แต่ยังพบ
ปัญหาโอกาสการศึกษาที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้มีฐานะและผู้ไม่มีฐานะ ยิ่งมองให้ลึกไปถึงผู้บริหาร
ระดบั สูงไม่มีความรูด้ ้านวิชาการอย่างลึกซงึ้ จึงพึ่งพิงบุคลากรระดับการจัดการงบประมาณ หรือนักจัด
การเงิน/จัดจ้างเป็นสำคัญ (ผู้ใช้งบประมาณไม่เข้าใจเชิงวิชาการการจัดการศึกษาเชิงรุกอย่างลึกซึ้ง
25
นักวิชาการไม่มีโอกาสลงลึกถึงงานการพัฒนาคุณภาพการศึกษา) และหรือผู้ที่เข้าใจระบบการจัดการ
การศึกษาอยา่ งมคี ณุ ภาพ (นกั วชิ าการทกุ ระดบั ความคดิ ปจั จุบันยงั ใช้ความคดิ ของนกั การศกึ ษาในยุค
เก่าและหรือดำเนินการพัฒนาคุณภาพแบบโยนหินถามทาง และไม่กล้าสู้ปัญหาแบบกล้าคิดกล้าทำที่
สมควรบุกเบิกการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างจริงจัง) ผู้รู้หรือนักวิชาการอิสระที่มีความคิดเห็น
แบบตรงไปตรงมาไม่มีโอกาสเข้าร่วมให้ข้อคิดหรือข้อเสนอแนะแบบประชาพิจารณ์ร่วม รวมไปถึง
ปัญหาอันเกี่ยวเนื่องกับหลักสูตรและการสอนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยหลักสูตรของไทยไม่
เอื้อต่อการพัฒนาศกั ยภาพท่ีตรงตามความสามารถของผู้เรียน เมื่อรวมเข้ากับค่านิยมของสังคมทำให้
การจัดหลักสตู รของไทยไม่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน
ในระดบั อุดมศึกษาและมัธยมศกึ ษาบางสว่ น มกี ารรับน้องโดยใชร้ ะบบโซตัส ซง่ึ ทำให้
มีผู้เสยี ชวี ติ ทุกปี
5.7 การศกึ ษาหลงั รฐั ประหารในประเทศไทย พ.ศ. 2557
ในเดือนกันยายน 2557 มีข่าวว่า ชื่อของอดีตนายกรัฐมนตรี พันตำรวจโททักษิณ
ชินวัตร ถกู ลบออกจากแบบเรยี นของกระทรวงศึกษาธิการ วนิ ัย รอดจ่าย เป็นประธานคณะกรรมการ
พัฒนาการเรยี นการสอนวิชาประวัติศาสตร์และหน้าทีพ่ ลเมอื ง แบบเรียนประวตั ิศาสตร์ใหมไ่ ม่ กล่าว
ถึงรัฐบาลทักษิณและยิ่งลักษณ์ เพียงแต่ระบุว่ามีรัฐบาลหนึ่งที่ "ได้ความนิยมจากประชาชนผ่าน
งบประมาณมหาศาล" แต่กล่าวถงึ การคัดค้านการปกครองของทักษณิ โดยอธิบายการประท้วงซึง่ เกิด
กอ่ นการโคน่ อำนาจเขาว่าเปน็ "ขบวนการประชาชนตอ่ อำนาจเผดจ็ การ การทจุ รติ และการยักยอก"
ภายใต้หลักสตู รใหม่ นกั เรยี นจะได้เรียนเก่ียวกับความหมายและสญั ลักษณ์นิยมของธง
ไตรรงค์ และจะเปิดเพลงอย่างสรรเสริญพระบารมีในโรงเรียน เด็กนักเรียนจะถูกฝึกให้เป็นทูตจิต
วิญญาณรักชาติ โดยยกตัวอย่างนักเรียนตักเตือนผู้ใหญ่ที่ไม่ยืนตรงเคารพธงชาติ จะมีการติด
ป้ายขนาดใหญ่ซึ่งมีค่านิยม 12 ข้อของคณะรักษาความสงบแห่งชาติทั่วประเทศ นอกจากน้ี
กระทรวงศึกษาธิการยังริเริ่ม "พาสปอร์ตความดี" ซึ่งนักเรียนต้องบันทึกพฤติกรรมและเจตคติ และ
การสอบยูเน็ตในระดับอดุ มศกึ ษาดว้ ย
ในวนั ท่ี 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 บริษัท เอสไอบไี อ จำกดั (มหาชน) ได้จดทะเบียน
เข้าตลาดหลักทรัพย์นับเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นบริษัทแรก ที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับ
การศกึ ษา โดยเปน็ ผรู้ บั ใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรยี นในระบบ ตามพรบ.โรงเรยี นเอกชน ประเภทโรงเรียน
นานาชาติ
26
6. ทฤษฎีระบบการศึกษาไทย
6.1 ความหมายและแนวคดิ
ระบบการศึกษา หมายถึง การกำหนดหลักสูตร จุดมุ่งหมาย แนวนโยบาย ระบบ
การจัด และแนวทางในการจัดการศึกษา เพื่อให้การศึกษาช่วยพัฒนาชีวิตของคนไปในแนวทางที่
พึงประสงค์
การศึกษาเป็นกระบวนการสร้างและพัฒนาประชากรของประเทศให้มีพลัง มี
ความสามารถที่จะพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าอย่างมีสันติสุข การศึกษาจึงเป็นเครื่องมือ
พฒั นาประชากรและประเทศชาติ และการท่ีจะดำเนินไปได้อย่างมีคุณภาพ และประสิทธิภาพจะต้อง
อาศยั กระบวนการศึกษาทไ่ี ด้รบั การพัฒนามดี ีแลว้
การศึกษามีส่วนสำคัญ และจำเป็นในการพัฒนาประเทศให้รุ่งเรืองทั้งทางด้าน
เศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และวัฒนธรรม เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการพัฒนา
ทรัพยากรมนษุ ย์ เปน็ การถ่ายทอดวัฒนธรรม และสรา้ งภมู ิปญั ญาให้แกส่ ังคม
ระบบการศึกษาที่มีประสิทธิภาพต้องมีเนื้อหาสาระ และกระบวนการเรียนการสอนที่
สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ มีหลักการที่ดี และจำเป็นต้องอาศัยการบริหารที่กระจายอำนาจให้ผู้ที่มี
สว่ นเกี่ยวขอ้ ง และชุมชนไดเ้ ข้ามามีส่วนรว่ มใหม้ ากทีส่ ุด
ระบบการศึกษาได้รับการพัฒนามาตลอด แต่ยังไม่สามารถบรรลุผลตามที่กำหนดไว้
เท่าใดนัก เพราะยังมีปัญหาด้านคุณภาพของผลผลิต ด้านการกระจายโอกาสทางการศึกษา ด้านการ
บริหารการศึกษา และด้านการระดมสรรพกำลงั เพ่ือจัดการศึกษา
ความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการศึกษาให้สอดคล้องกับเงื่อนไข และการ
เปลย่ี นแปลงดา้ นเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมอยา่ งเปน็ ระยะๆ เป็นสง่ิ ท่ีผทู้ ่ีเก่ียวข้องต้องตระหนัก
ทั้งนี้เพื่อให้สามารถพัฒนาประเทศได้อย่างเหมาะสมกับสภาพ และความต้องการของประเทศใน
อนาคต
ดังนั้น การพัฒนาพลเมืองของประเทศให้เป็นผู้มีปัญญา มีคุณธรรม มีความสามารถ
พื้นฐานหรอื ศกั ยภาพที่จะพัฒนาตนเองและสังคมต่อไป กอปรท้งั ใหค้ วามสามารถประกอบอาชีพหรือ
เป็นแรงงานสำหรบั พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศจำเป็นต้องอาศยั กระบวนการศึกษาท่ีดี
ระบบการศึกษาที่ดีจะต้องมีความยืดหยุ่น ให้ผู้เรียนได้เรียนตามความสนใจ ความ
พร้อม ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาและตลอดชีวิต มีเครือข่ายการเรียนรู้ที่สามารถถ่ายทอดความรู้
27
ประเภทต่างๆ จากแหล่งต่างๆ ไปยังผู้เรียนได้อย่างต่อเนื่องโดยอาศัยทั้งระบบโรงเรียน นอกระบบ
โรงเรยี น และถึงระบบโรงเรยี น
6.2 ระบบการศกึ ษาทด่ี ี
ระบบการศึกษามีบทบาทสำคัญยิ่งในการจัดการศึกษาของประเทศ ถ้าระบบ
การศึกษาที่กำหนดไว้ดี สอดคล้องกับสภาพ ปัญหา และความต้องการของทั้งส่วนตนและประเทศก็
จะส่งผลดีต่อชวี ิตความเปน็ อยขู่ องพลเมือง เพราะการศกึ ษาเป็นรากฐานของการพัฒนา
ก่อ สวัสดิ์พาณิชย์ และคณะ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ 2524) ได้
เสนอแนวคดิ และหลกั การปรับปรงุ ระบบการศกึ ษาไวพ้ อสรุปได้ ดงั น้ี
เนือ่ งจากระบบการศึกษามีผลเกยี่ วโยงถึงด้านกำลงั คน หรือกำลังแรงงานของประเทศ
ในระดับต่างๆ เพราะระบบการศึกษาเป็นกระบวนการผลิตกำลังคนท่ีสำคัญยิ่ง ดังนั้นจึงควรอยู่ใน
กรอบแนวคิดตอ่ ไปนี้
6.2.1 กำหนดความมุ่งหมายในการจัดการศึกษา โดยเน้นความมุ่งหมาย
หลัก 3 ประการ คือ
6.2.1.1 ต้องจัดการศึกษาเพื่อให้เป็นคนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผล มีระเบียบวินัย
และขยันขันแขง็ ในอาชีพการงาน
6.2.1.2 ต้องจัดการศึกษาให้มีทักษะในวิชาชีพ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีท่ี
เหมาะสม
6.2.1.3 ต้องจัดการศึกษาโดยระดมสรรพกำลังจากภาคเอกชน สถาน
ประกอบการและหน่วยงานของรฐั เข้ามามสี ว่ นรว่ มในการจัดการศึกษาอบรม
6.2.2 จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับการเกษตรแผนใหม่ท่ีประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และ
การจัดการที่เหมาะสม เพราะเกษตรกรรมเป็นอาชีพหลักของคนส่วนใหญ่ ดังนั้นระบบการศึกษา
จะต้องพัฒนาบุคคลให้มีทักษะในวิชาชีพอย่างแท้จริง และนำเอาการศึกษานอกระบบโรงเรียน และ
การฝกึ ปฏิบตั กิ ารมาใช้
6.2.3 จดั ระบบการศกึ ษาให้สอดคล้องกบั การประกอบอาชีพ โดยการนำเทคนคิ วทิ ยา
มาใช้กอปรทงั้ ใหร้ ู้ถึงการจัดการ การตลาด และการวจิ ยั คน้ ควา้
6.2.4 จัดแก้ไขปัญหาการผลิตกำลังคน โดยการขยายสวัสดิการสังคม การส่งแรงงาน
ไปทำงานตา่ งประเทศ และการสร้างงานใหม่ๆ
28
6.2.5 จัดระบบการศึกษาที่ส่งเสริมการจัดวิชาชีพทั้งในระบบโรงเรียน นอกระบบ
โรงเรยี น การสง่ เสรมิ อาชพี ตลอดท้ังการวิจัย และส่งเสรมิ กิจกรรมพฒั นาชนบท
ในการพจิ ารณาปรบั ปรุงระบบการศกึ ษานนั้ ควรยึดหลักการตอ่ ไปน้ี
6.2.5.1 การศึกษาต้องสร้างเสริมให้บุคคลคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็นและ
สามารถดำรงตนอย่ใู นสงั คมได้อยา่ งตามอตั ภาพ
6.2.5.2 การศึกษาจะต้องสอดคล้องกับสภาพท้องถนิ่ และการประกอบอาชีพ
ในทอ้ งถน่ิ
6.2.5.3 การศึกษาจะต้องสร้างบุคคลให้มีพื้นฐานความรู้ทางด้านวิชาชีพที่
เหมาะสมกบั วัย และระดับการศึกษา
6.2.6 การจัดการศกึ ษาจะตอ้ งปลูกฝังและสรา้ งบุคคลใหม้ ีความสำนกึ รับผดิ ชอบและ
มสี ่วนร่วมตอ่ การพฒั นาท้องถ่นิ อันเปน็ แหลง่ ภูมลิ ำเนาของตน
6.2.7 ในการจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนจะต้องให้เอกชน สถาน
ประกอบการ และท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการจัดการศึกษาทางด้านวิชาชีพการเลี้ยงดู
อบรมเดก็ และการรักษาดลุ ยภาพของสงั คมในดา้ นกำลังคน
ดงั นัน้ แนวการจัดระบบการศกึ ษาควรพิจารณาดำเนนิ การ ดงั น้ี
6.2.7.1 ควรจัดเป็นระบบคู่ขนานระหว่างในระบบโรงเรียนและนอกระบบ
โรงเรียนเพ่อื ใหโ้ อกาสแก่ทกุ คนในทุกสถานการณ์ และสอดคลอ้ งกบั ความจำเป็น
6.2.7.2 ควรเปิดโอกาสให้หน่วยงานและสถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วม
ฝกึ อบรมบุคลากรตามความต้องการของตน และสังคม
6.2.7.3 จะต้องสอดคล้องกับอาชีพของแต่ละท้องถิ่น และความเป็นจริงใน
สงั คม
6.2.7.4 จะต้องเบ็ดเสร็จในตัวเองทุกระดับ เพื่อให้คนออกสู่ตลาดแรงงาน
มากกว่าการเรยี นตอ่ ในระดบั สูง
6.2.7.5 จะต้องชกั จงู ให้คนสามารถประกอบอาชีพสว่ นตวั ได้
6.2.7.6 จะต้องเป็นการศึกษาที่มุ่งปรับปรุงตน เพื่อให้สามารถพัฒนาอาชีพ
พืน้ บา้ นด้วยการใช้เทคโนโลยีและวธิ ีการท่ีเหมาะสม และเป็นการศึกษาท่คี วรใหผ้ ู้เข้ารับการศึกษาอยู่
ในท้องถิน่ มากกว่าตวั เมอื ง
29
6.2.7.7 จะต้องเป็นการศึกษาที่สามารถปรับปรุงมาตรฐานการดำรงชีวิตและ
การประกอบอาชพี ดว้ ยการพิจารณา และเรม่ิ ตน้ จากสิ่งทเ่ี ขาเปน็ อยู่ และมอี ยู่
6.2.7.8 จะต้องเน้นการปฏบิ ัตคิ วบคู่ไปกบั การเรยี นทางวชิ าการ
6.2.7.9 การฝึกอาชีพและการฝึกบุคคลให้เป็นพลเมืองดีจะต้องจัดทำควบคู่
กันไป ไม่ควรแยกหา่ งจากกัน
6.2.7.10 ระบบการศึกษาและระบบอื่นๆ ของสังคม จะต้องประสานสัมพันธ์
เก้ือหนุนกัน และไมค่ วรแยกชนบทและเมอื งออกจากกัน
6.2.7.11 ระบบโรงเรียนทุกประเภทและระดับจะต้องประสานสัมพันธ์กัน
และเกื้อหนุนกนั
6.3 พฒั นาการของระบบการศึกษาไทย
ระบบการศึกษาของไทยมีวิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาอันยาวนาน ซึ่ง
อาจแบง่ ออกเปน็ 4 สมัย คอื
- สมัยสุโขทัยจนถึงต้นกรงุ รตั นโกสินทร์
- สมัยรัชกาลท่ี 5 จนถงึ การเปลีย่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
- สมยั หลังการเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถึง พ.ศ. 2534
- สมัยปัจจุบันตามแผนการศกึ ษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2535
ลกั ษณะของระบบการศกึ ษาทง้ั 4 สมัย ดังกลา่ ว พอประมวลสรปุ ไดด้ งั น้ี
6.3.1 สมัยสโุ ขทัยจนถงึ ตน้ กรุงรัตนโกสนิ ทร์
ลักษณะของระบบการศึกษาในช่วงนี้ยังไม่เป็นแบบแผนชัดเจน ส่วนใหญ่เป็น
การศกึ ษาสำหรับเด็กชาย ซงึ่ เปน็ การศึกษาหาความรู้ด้านวชิ าการและศลิ ปะ สถานท่กี ารศกึ ษามักเป็น
ที่วัด ราชสำนัก และบ้านเจ้านายชั้นสูง การศึกษาด้านวิชาชีพจะมีสอนและถ่ายทอดภายในวงศ์
ตระกูล และในหมู่เครือญาติ ส่วนเด็กหญิงจะมีการฝึกงานบ้านในครอบครัว ราชสำนัก และบ้าน
เจ้านายชั้นสูง ประชาชนนิยมนำบุตรหลานไปไว้กับเจ้านายและผู้มีศักดินาสูงเพื่อให้ใช้สอย และ
ฝกึ งานเพอ่ื คาดหมายวา่ จะได้มโี อกาสเข้ารบั ราชการ ไดย้ ศถาบรรดาศกั ดิต์ ่อไป
อย่างไรก็ดี ประเทศตะวันตกเริ่มเข้ามามีบทบาทในการศึกษาไทยในสมัย
อยุธยา โดยเฉพาะประเทศโปรตุเกสเข้ามาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช และต่อจากนั้นก็มี
ประเทศอืน่ ๆ ติดตามมา
30
6.3.2 สมัยรัชกาลท่ี 5 จนถึงการเปลย่ี นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475
ลักษณะการศึกษาในช่วงนี้เริ่มเป็นระบบแบบแผน แต่ยังไม่เป็นมาตรฐานนัก
นับเป็นช่วงที่การศึกษาเจริญรุ่งเรืองมาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเล็งเห็น
ความสำคัญของการศึกษาในฐานะที่เป็นรากฐานของความสำเร็จในทุกด้าน ผู้ได้รับการศึกษาใน
วิชาการสมัยใหม่จะสามารถนำความรู้เหล่านั้นมาพัฒนาบ้านเมือง ดังนั้น จึงทรงส่งเสริมให้จัด
การศึกษาแบบตะวันตก คณะสอนศาสนาชาวอเมริกันมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา
ของไทยเป็นอย่างมาก เริ่มมีการตั้งโรงเรียนเพื่อฝึกคนเข้ารับราชการ มีการจัดตั้งโรงเรียน สำหรับ
ราษฎรทว่ั ไป สถาปนามหาวทิ ยาลยั แหง่ แรกข้ึน คือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในช่วงนี้มีโครงการศึกษาและแผนการศึกษาขึ้นหลายฉบับ อย่างไรก็ดี ในแต่
ละฉบับมิได้ระบุจุดมุ่งหมายไว้อย่างชัดเจน นอกจากนั้นยังมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติ
ประถมศกึ ษาขนึ้ เมอื่ พ.ศ. 2464 เพื่อให้ประชาชนเขา้ รับการศึกษาโดยถว้ นหน้า
6.3.3 สมัยหลังการเปลีย่ นแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 จนถงึ พ.ศ. 2534
ในช่วงนี้การศึกษาของไทยมีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด มีแผนการศึกษาชาติ
และแผนการศึกษาแห่งชาตเิ กิดขึ้นหลายฉบับจนถึงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520 ในแต่ละแผน
มคี วามสำคัญตอ่ การพฒั นาการศึกษาในแตล่ ะยุคแตล่ ะสมัยโดยทุกแผนระบจุ ุดมุ่งหมายของการศึกษา
เป็นลายลักษณ์อักษรไว้ชัดเจน และเปลี่ยนแปลงไปตามการเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม และ
การเมือง ลักษณะของการศึกษาค่อนข้างเอนเอียงไปตามแนวคิดด้านการศึกษาของอเมริกา โดย
ปรากฏชัดเจนในแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2503 เหตกุ ารณใ์ นเดือนตลุ าคม พ.ศ. 2516 ก่อให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงทางความคิดด้านการศึกษามาก โดยมุ่งเน้นการใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือพัฒนาคน
ในการออกไปรับใช้สังคม และประเทศชาติ ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูปการศึกษา พ.ศ. 2517 ซึ่งเน้น
การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม ข้อสังเกตของระบบการศึกษาในช่วงนี้ก็คือ ส่วนใหญ่เน้นการศึกษาใน
ระบบโรงเรียน เมื่อมีประกาศใช้แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2520 การศึกษาจะเน้นหนักให้เป็น
การศึกษาเพื่อชีวิตและสังคม เป็นกระบวนการต่อเนื่องกันตลอดชีวิต มุ่งพัฒนาคุณภาพพลเมืองให้
สามารถดำรงชวี ิต ทำประโยชนแ์ กส่ ังคม
แผนการศึกษาแหง่ ชาตฉิ บับน้ีแบ่งระบบการศกึ ษาเป็น 2 ระบบชดั เจน คือ
- การศึกษาในระบบโรงเรยี น และ
- การศึกษานอกโรงเรยี น
31
การศึกษาในระบบโรงเรียนมี 4 ระดับ คือ ก่อนประถมศึกษา ประถมศึกษา
มัธยมศึกษา และอุดมศึกษา โดยการจัดการมีลักษณะและประเภทต่างๆ เพื่อให้เกิดความเสมอภาค
ทางการศึกษา
6.4 สมัยปจั จุบันตามแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2535
แผนการศึกษา พ.ศ. 2535 ทใ่ี ช้อย่ปู จั จุบนั มีลกั ษณะทปี่ รากฏหลายประการ ได้แก่
6.4.1 กำหนดหลักการ ทสี่ ำคญั 4 หลกั การ
- หลักการสร้างความเจริญงอกงามและหลักความสมดุลระหว่างความเจริญ
ทางจิตใจกับทางวตั ถุและเศรษฐกจิ
- หลกั การกลมกลืนและเกอ้ื กูลซ่งึ กนั และกันระหว่างมนษุ ย์กับสง่ิ แวดล้อม
- หลักการความก้าวทันกับความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการสมัยใหม่ ซึ่ง
ควบคู่ไปกบั คณุ คา่ ทางภูมปิ ญั ญา ภาษา และวัฒนธรรมดง้ั เดิมของทอ้ งถิน่ และสังคมไทย
- หลักความสมดุลระหว่างการพงึ พาอาศัยกันกบั การพ่ึงพาตนเอง
6.4.2 กำหนดจุดมุ่งหมาย ที่ครอบคลุมทั้งด้านปัญญา ด้านจิตใจ ด้านร่างกายและ
ดา้ นสงั คม
6.4.3 วางระบบการศึกษา ซึ่งให้บุคคลได้ศึกษาและเรียนรู้ต่อเนื่องไปตลอดชีวิตเพ่ือ
พัฒนาตนเองทั้ง 4 ด้านอย่างสมดุล และสามารถสร้างเสริมความเจริญก้าวหน้าให้แก่ประเทศภายใต้
ระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเปน็ ประมขุ กล่าวคือ
- เปิดโอกาสให้บุคคลเรียนรเู้ พอื่ พัฒนาตนเองได้เหมาะสมกับวยั
- แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระดับ คือ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับ
ประถมศกึ ษา ระดับมัธยมศกึ ษา (มี 2 ตอน คอื ตอนต้นและตอนปลาย) และระดบั อดุ มศึกษา
- จัดการศึกษาประเภทต่างๆ ได้ตามความเหมาะสม และตามความต้องการ
ของกล่มุ เปา้ หมาย ชุมชน และประเทศ ได้แก่ การฝึกหัดครู การศึกษาวิชาชีพ การศกึ ษาวิชาชพี พิเศษ
การศึกษาวิชาชีพเฉพาะกิจหรือเฉพาะบุคคลบางกลุ่ม การศึกษาพิเศษ และการศึกษาของภิกษุ
สามเณร นกั บวช และบคุ ลากรทางศาสนา
6.4.4 กำหนดแนวนโยบายการศึกษา ไว้ 19 ประการเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติให้
ชดั เจน เช่น
- ให้การศกึ ษาระดบั มธั ยมศกึ ษาเป็นการศึกษาขั้นพืน้ ฐานของปวงชน
32
- ปฏริ ูปการฝกึ หัดครู และการพฒั นาครูประจำการ
- สง่ เสริมให้มีการศกึ ษาภาษาต่างประเทศที่เอ้ือต่อการพัฒนาอย่างกว้างขวาง
7. หลกั สตู รประกาศนยี บตั รวิชาชพี พุทธศักราช 2562
7.1 หลกั การของหลกั สูตร
7.1.1 เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหลังมัธยมศึกษาตอนต้นหรือ
เทียบเท่าด้านวิชาชพี ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ
เป็นไปตามกรอบคุณวฒุ ิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษาของชาติ และกรอบคุณวุฒิอาชวี ศึกษาแห่งชาติ
เพอื่ ผลิตและพัฒนากำลังคนระดับฝมี ือ ให้มสี มรรถนะ มคี ณุ ธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ
สามารถประกอบอาชพี ไดต้ รงตามความตอ้ งการ ของสถานประกอบการและการประกอบอาชพี อสิ ระ
7.1.2 เป็นหลักสตู รที่เปิดโอกาสใหเ้ ลือกเรียน ได้อยา่ งกว้างขวางเน้นสมรรถนะเฉพาะ
ด้านด้วยการปฏิบัติจริง สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียน เปิดโอกาสให้
ผูเ้ รียนสามารถเทยี บโอนผลการเรยี น สะสมผลการเรียน เทียบโอนความรแู้ ละประสบการณจ์ ากแหล่ง
วิทยาการ สถานประกอบการ และสถานประกอบอาชีพอิสระ
7.1.3 เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกัน
ระหวา่ งหน่วยงาน และองคก์ รท่ีเกย่ี วขอ้ งทัง้ ภาครฐั และเอกชน
7.1.4 เปน็ หลักสูตรที่เปดิ โอกาสใหส้ ถานศึกษา สถานประกอบการ ชมุ ชนและท้องถิ่น
มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการ โดยยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพและ
สอดคลอ้ งกบั สภาพยทุ ธศาสตรข์ องภูมิภาค เพือ่ เพมิ่ ขดี ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
7.2 จุดหมายของหลักสูตร
7.2.1 เพื่อให้มีความรู้ ทักษะและประสบการณ์ในงานอาชีพสอดคล้องกับมาตรฐาน
วชิ าชีพสามารถนําไปประยุกตใ์ ช้ในการปฏิบตั ิงานอาชีพได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ เลือกวถิ ีการดำรงชีวิต
และการประกอบอาชีพได้อย่างเหมาะสมกับตนสร้างสรรค์ความเจริญต่อชุมชน ท้องถิ่นและ
ประเทศชาติ
7.2.2 เพื่อให้เป็นผู้มีปัญญา มีความคิดริเร่ิมสร้างสรรค์ ใฝ่เรียนรู้ เพื่อพัฒนาคุณภาพ
ชวี ิตและการประกอบอาชีพมที ักษะการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต
ทักษะการคิด วิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ทักษะด้านสุขภาวะและความปลอดภัย ตลอดจนทักษะ
การจัดการ สามารถสร้างอาชีพและพัฒนาอาชพี ใหก้ า้ วหนา้ อยู่เสมอ
33
7.2.3 เพื่อให้มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพมีความมั่นใจ และภาคภูมิใจในวิชาชีพที่เรียนรัก
งานรกั หนว่ ยงาน สามารถทำงานเป็นหมูค่ ณะไดด้ ี โดยมคี วามเคารพในสิทธิและหนา้ ทีข่ องตนเองและ
ผ้อู ่ืน
7.2.4 เพื่อให้เป็นผู้มีพฤติกรรมทางสังคมที่ดีงาม ทั้งในการทำงานการอยู่ร่วมกัน
การต่อต้านความรุนแรงและสารเสพติด มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว หน่วยงาน ท้องถิ่นและ
ประเทศชาติ ดำรงตนตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง เข้าใจและเห็นคุณค่าของการอนุรักษ์
ศิลปวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถ่ินมีจิตสาธารณะ และจิตสำนึกในการอนุรักษ์ทรพั ยากรธรรมชาติ
และสร้างส่ิงแวดลอ้ มท่ดี ี
7.2.5 เพื่อให้มีบุคลิกภาพที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์ มีคุณธรรม จริยธรรม และวินัยใน
ตนเอง มสี ุขภาพอนามยั ทีส่ มบูรณ์ท้ังรา่ งกายและจิตใจ เหมาะสมกบั งานอาชีพ
7.2.6 เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
ของประเทศและโลกมีความรักชาติ สำนึกในความเป็นไทย เสียสละเพื่อส่วนรวม ดำรงรักษาไว้ซึ่ง
ความมั่นคงของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษัตริย์ทรงเปน็ ประมขุ
7.3 หลกั เกณฑก์ ารใช้ หลักสตู รประกาศนยี บตั รวิชาชพี พุทธศักราช 2562
7.3.1 การเรยี นการสอน
7.3.1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้
ทุกวิธีเรียนที่กำหนด และนําผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถขอเทียบโอนผล
การเรียน และขอเทยี บโอนความรู้ และประสบการณ์ได้
7.3.1.2 การจัดการเรยี นการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการ
สอนได้หลากหลายรูปแบบ เพื่อให้ผู้เรียนมคี วามรู้ ความเข้าใจในหลักการ วิธีการและการดำเนินงาน
มีทักษะการปฏิบัตงิ านตามแบบแผน ในขอบเขตสำคัญและบรบิ ทต่างๆ ที่สัมพันธ์กันซึ่งส่วนใหญ่เปน็
งานประจำ ให้คำแนะนําพื้นฐานที่ต้องใช้ในการ ตัดสินใจ วางแผนและแก้ไขปัญหาโดยไม่อยู่ภายใต้
การควบคุมในบางเรื่อง สามารถประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะทางวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการ
สื่อสารในการแก้ปัญหาและการปฏิบัติงานในบริบทใหม่ รวมทั้งรับผิดชอบต่อตนเอง และผู้อ่ืน
ตลอดจนมคี ุณธรรม จรยิ ธรรม จรรยาบรรณวิชาชพี เจตคติและกิจนสิ ยั ท่เี หมาะสมในการทำงาน
7.3.2 การจดั การศกึ ษาและเวลาเรยี น
34
การจัดการศึกษาในระบบปกติ ใช้ระยะเวลา 3 ปีการศึกษา การจัดเวลาเรียน
ให้ดำเนนิ การ ดังนี้
7.3.2.1 ในปีการศึกษาหนึ่งๆ ใหแ้ บ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาคเรียนปกติหรือ
ระบบทวิภาค ภาคเรียนละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมีเวลาเรียนและจำนวนหน่วยกิตตาม
ที่กำหนด และสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบัน อาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูร้อนได้อีกตามท่ี
เหน็ สมควร
7.3.2.2 การเรยี นในระบบชนั้ เรียน ให้สถานศกึ ษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบนั เปิด
ทำการสอนไม่น้อยกว่า สัปดาห์ละ 5 วันๆ ละไม่เกิน 7 ชั่วโมง โดยกำหนดให้จัดการเรียนการสอน
คาบละ 60 นาที
7.3.3 การคดิ หน่วยกิต
ให้มีจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตรไม่น้อยกว่า 103 - 110 หน่วยกิต การคิด
หนว่ ยกติ ถอื เกณฑ์ดังนี้
7.3.3.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อ
สัปดาห์ หรือ 18 ช่ัวโมงต่อภาคเรยี น รวมเวลาการวัดผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกติ
7.3.3.2 รายวิชาปฏบิ ตั ทิ ี่ใช้เวลาในการทดลองหรือฝึกปฏบิ ตั ใิ นห้องปฏบิ ตั กิ าร
2 ชวั่ โมงต่อสัปดาห์ หรือ 36 ชัว่ โมงต่อภาคเรยี น รวมเวลาการวัดผล มคี า่ เท่ากบั 1 หนว่ ยกติ
7.3.3.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม
3 ชวั่ โมงต่อสัปดาห์ หรอื 54 ช่ัวโมงตอ่ ภาคเรียน รวมเวลาการวดั ผล มคี ่าเท่ากบั 1 หนว่ ย
7.3.3.4 การฝึกอาชีพในการศึกษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4
ชวั่ โมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวดั ผล มคี ่าเท่ากับ 1 หน่วยกติ
7.3.3.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้
เวลาไม่น้อยกวา่ 4 ชวั่ โมงตอ่ ภาคเรียน รวมเวลาการวดั ผล มีคา่ เทา่ กบั 1 หนว่ ยกติ
7.3.3.6 การทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า 4
ชว่ั โมงต่อภาคเรยี น รวมเวลาการวดั ผล มีค่าเทา่ กบั 1 หนว่ ยกิต
7.4 โครงสรา้ งหลกั สูตร
โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 แบ่งเป็น 3 หมวด
วิชา และกิจกรรมเสริมหลกั สตู ร ดังนี้
35
7.4.1 หมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง ไม่น้อยกว่า 22 หน่วยกิต
7.4.1.1 กล่มุ วิชาภาษาไทย
7.4.1.2 กลุ่มวชิ าภาษาต่างประเทศ
7.4.1.3 กลมุ่ วชิ าวทิ ยาศาสตร์
7.4.1.4 กลุ่มวชิ าคณติ ศาสตร์
7.4.1.5 กลมุ่ วชิ าสังคมศกึ ษา
7.4.1.6 กลุม่ วิชาสุขศึกษาและพลศกึ ษา
7.4.2 หมวดวิชาสมรรถนะวชิ าชพี ไมน่ ้อยกว่า 71 หนว่ ยกติ
7.4.2.1 กลมุ่ สมรรถนะวชิ าชพี พ้นื ฐาน
7.4.2.2 กลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ
7.4.2.3 กลมุ่ สมรรถนะวิชาชพี เลอื ก
7.4.2.4 ฝกึ ประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพ
7.4.2.5 โครงงานพฒั นาสมรรถนะวชิ าชพี
7.4.3 หมวดวิชาเลอื กเสรี ไมน่ ้อยกว่า 10 หน่วยกิต
7.4.4 กจิ กรรมเสรมิ หลักสูตร (2 ช่วั โมง/สปั ดาห์) - หน่วยกติ
หมายเหตุ
1) จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชา และกลุ่มวิชาในหลักสูตร ให้เป็นไปตามท่ี
กำหนดไว้ ในโครงสรา้ งของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา
2) การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพ
เฉพาะจะเป็นรายวิชาบังคับ ที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพด้าน
สมรรถนะวิชาชีพของสาขาวชิ า ซ่ึงยดึ โยงกับมาตรฐานอาชพี จงึ ตอ้ งพัฒนากลุ่มรายวชิ าใหค้ รบจำนวน
หน่วยกิตที่กำหนด และผู้เรียนต้องเรยี นทุกรายวชิ า
3) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ใน
หลักสูตรและหรือพัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตายุทธศาสตร์
ภมู ิภาค เพอื่ เพม่ิ ขีดความสามารถในการแขง่ ขนั ของประเทศ ท้ังน้ี ตอ้ งเป็นไปตามเง่ือนและมาตรฐาน
การศกึ ษาวิชาชีพ ที่ประเภทวิชา สาขาวชิ าและสาขางานกำหนด
7.5 การฝึกประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชพี
36
เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือ
สถาบันกบั ภาคการผลิต และหรือภาคบรกิ าร หลังจากท่ผี เู้ รยี นไดเ้ รียนรู้ภาคทฤษฎแี ละการฝึกหัดหรือ
ฝึกปฏิบัติเบื้องต้นในสถานศึกษา อาชีวศึกษาหรือสถาบันแล้วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้
ผเู้ รียนไดเ้ รียนรจู้ ากประสบการณ์จริง ไดส้ มั ผัสกับการปฏิบตั งิ านอาชพี เครือ่ งมือ เครอื่ งจกั ร อุปกรณ์
ที่ทันสมัย และบรรยากาศการทำงานร่วมกัน ส่งเสริมการฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ
การเผชิญสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนทำได้ คิดเป็น ทำเป็นและเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง
ตลอดจนเกิดความมั่นใจ และเจตคติที่ดีในการทำงานและการประกอบ อาชีพอิสระ โดยการจัดฝึก
ประสบการณส์ มรรถนะวชิ าชพี ต้องดำเนนิ การ ดังน้ี
7.5.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีการฝึกประสบการณ์สมรรถนะ
วชิ าชีพ ในรูปของ การฝกึ งานในสถานประกอบการ แหลง่ วทิ ยาการ รัฐวิสาหกจิ หรือหนว่ ยงานของรัฐ
ในภาคเรียนที่ 5 และหรือ ภาคเรียนที่ 6 โดยใช้เวลารวมไม่น้อยกว่า 320 ชั่วโมง กำหนดให้มีค่า
เท่ากบั 4 หน่วยกิต
กรณีสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องการเพิ่มพูนประสบการณ์
สมรรถนะวิชาชีพ สามารถนํารายวิชาที่ตรงหรือสัมพันธ์กับลักษณะงานไปเรียนหรือฝึกในสถาน
ประกอบการ รฐั วสิ าหกจิ หรือ หน่วยงานของรัฐในภาคเรียนท่ีจัดฝึกประสบการณส์ มรรถนะวิชาชีพได้
รวมไมน่ อ้ ยกว่า 1 ภาคเรียน
7.5.2 การตัดสินผลการเรยี นและใหร้ ะดับผลการเรยี น ให้ปฏิบัติเชน่ เดียวกับรายวิชา
อืน่
7.6 โครงงานพัฒนาสมรรถนะวชิ าชีพ
เป็นรายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า บูรณาการความรู้ ทักษะและ
ประสบการณ์ จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความถนัดและความสนใจ ตั้งแต่การ
เลือกหัวข้อหรือเรื่อง ที่จะศึกษา ทดลอง พัฒนาและหรือประดิษฐ์คิดค้น โดยการวางแผน กำหนด
ขั้นตอนกระบวนการ ดำเนินการ ประเมินผล สรุปและจัดทำรายงานเพื่อนําเสนอ ซึ่งอาจทำเป็น
รายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับ ลักษณะของโครงงานนั้นๆ โดยการจัดทำโครงงานพัฒนา
สมรรถนะวชิ าชพี ดงั กล่าวต้องดำเนินการ ดงั นี้
7.6.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้ผู้เรียนจัดทำโครงงานพัฒนา
สมรรถนะวชิ าชีพ ทสี่ ัมพนั ธ์หรอื สอดคล้องกับสาขาวิชา ในภาคเรียนที่ 5 และหรอื ภาคเรียนท่ี 6 รวม
37
จำนวน 4 หน่วยกิต ใชเ้ วลา ไม่น้อยกวา่ 216 ช่ัวโมง ท้งั น้ี สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัด
ให้มีชั่วโมงเรยี น 4 ชั่วโมงต่อสปั ดาห์ กรณีท่ีกำหนดใหเ้ รียนรายวิชาโครงงาน 4 หน่วยกติ
หากจัดใหเ้ รยี นรายวิชาโครงงาน 2 หนว่ ยกิต คอื โครงงาน 1 และ โครงงาน 2
ให้สถานศึกษา อาชีวศึกษาหรือสถาบันจัดให้มีชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์ที่เทียบเคียงกับเกณฑ์ดังกล่าว
ขา้ งตน้
7.6.2 การตัดสนิ ผลการเรียนและใหร้ ะดบั ผลการเรียน ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับรายวิชา
อน่ื
7.7 กจิ กรรมเสริมหลักสตู ร
7.7.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีกิจกรรมเสริมหลักสูตรไม่น้อย
กว่า 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทุกภาคเรียน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะแกนกลางและหรือสมรรถนะวิชาชีพ
ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ระเบียบวินัย การต่อต้านความรนุ แรง สารเสพติดและการทุจรติ
เสริมสร้างการเป็นพลเมืองไทยและพลเมืองโลก ในด้านการรักชาติ เทิดทูนพระมหากษัตริย์ ส่งเสริม
การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทะนุบํารุงศาสนา ศิลปะ
วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย ปลูกฝังจิตสำนึกและจิตอาสาในการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมและทำประโยชน์
ต่อชุมชนและท้องถิ่น ทั้งนี้ โดยใช้กระบวนการกลุ่ม ในการวางแผน ลงมือปฏิบัติ ประเมินผล และ
ปรับปรุงการทำงานสำหรับนักเรยี นอาชีวศึกษาระบบทวภิ าคี ให้เขา้ ร่วมกจิ กรรมทสี่ ถานประกอบการ
จัดขน้ึ
7.7.2 การประเมินผลกิจกรรมเสริมหลักสูตร ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวง
ศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษา และการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตรประกาศนียบัตร
วชิ าชพี
7.8 การจดั แผนการเรยี น
เป็นการกำหนดรายวิชาตามโครงสร้างหลักสูตรท่ีจะดำเนินการเรียนการสอนในแต่ละ
ภาคเรียน โดยจัดอัตราส่วนการเรียนรู้ภาคทฤษฎีต่อภาคปฏิบัติในหมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ
ประมาณ 20 : 80 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะหรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละสาขาวิชา ซึ่งมี
ขอ้ เสนอแนะดังนี้
7.8.1 จัดรายวิชาในแต่ละภาคเรียน โดยคำนึงถึงรายวิชาที่ต้องเรียนตามลำดับก่อน-
หลัง ความง่าย-ยาก ของรายวิชา ความตอ่ เนือ่ งและเชือ่ มโยงสมั พันธ์กันของรายวชิ า รวมท้ังรายวิชาที่
38
สามารถบูรณาการจัดการเรียนรู้ ร่วมกันในลักษณะของงาน โครงงานและหรือชิ้นงานในแต่ละภาค
เรียน
7.8.2 จัดให้ผู้เรียนเรียนรายวิชาบังคับในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง หมวดวิชา
สมรรถนะวิชาชีพ ในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ และกิจกรรม
เสรมิ หลักสูตรใหค้ รบ ตามท่ีกำหนดในโครงสร้างหลกั สตู ร
7.8.2.1 การจัดรายวิชาในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ควรจัดกระจายทุก
ภาคเรยี น
7.8.2.2 การจดั รายวชิ าในกลุ่มสมรรถนะวชิ าชีพพ้ืนฐาน โดยเฉพาะรายวิชาที่
เปน็ พื้นฐานของ การเรยี นวิชาชพี ควรจัดให้เรยี นในภาคเรียนที่ 1
7.8.2.3 การจัดรายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ ควรจัดให้เรียนก่อน
รายวิชาในกล่มุ สมรรถนะ วิชาชีพเลือกและรายวิชาในหมวดวชิ าเลอื กเสรี
7.8.3 จัดให้ผู้เรยี นได้เลือกเรยี นรายวิชาในกลุม่ สมรรถนะวิชาชีพเลือกและหมวดวิชา
เลอื กเสรี ตามความถนดั ความสนใจ เพอื่ สนบั สนนุ การประกอบอาชพี หรือศึกษาต่อ
7.8.4 จัดรายวิชาทวิภาคีที่นําไปเรียนและฝึกในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือ
หน่วยงานของรฐั โดยประสานงานร่วมกับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพ่ือ
พิจารณากำหนดภาคเรียนที่จัดฝึกอาชีพ รวมทั้งกำหนดรายวิชาหรือกลุ่มวิชาที่ตรงกับลักษณะงาน
ของสถานประกอบการ รัฐวสิ าหกิจ หรือหนว่ ยงานของรฐั ทนี่ าํ ไปรว่ มฝกึ อาชีพในภาคเรยี นน้ัน ๆ
7.8.5 จัดรายวิชาฝึกงานในภาคเรียนที่ 5 หรือ 6 ครั้งเดียว จำนวน 4 หน่วยกิต 320
ชั่วโมง (เฉลี่ย 20 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ต่อภาคเรียน) หรือ จัดให้ลงทะเบียนเรียนเป็น 2 ครั้ง คือ ภาค
เรียนที่ 5 จำนวน 2 หน่วยกิต และภาคเรียนที่ 6 จำนวน 2 หน่วยกิต รายวิชาละ 160 ชั่วโมง (เฉล่ีย
10 ชั่วโมงตอ่ สัปดาหต์ อ่ ภาคเรยี น) ตามเงือ่ นไข ของหลักสตู รสาขาวิชานั้น ๆ
ในภาคเรียนที่จัดฝึกงานนี้ ให้สถานศึกษาพิจารณากำหนดรายวิชาหรือกลุ่ม
วิชาที่ตรงกับลักษณะงาน ของสถานประกอบการรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐเพื่อนําไปเรียน
และฝกึ ปฏิบัติในภาคเรยี นท่ีจัดฝึกงานดว้ ย
การจัดฝึกงานในภาคเรียนฤดูร้อนสามารถทำไดโ้ ดยต้องพจิ ารณาระยะเวลาใน
การฝึกใหค้ รบ ตามท่หี ลกั สตู รกำหนด
39
7.8.6 จัดรายวิชาโครงงานในภาคเรยี นที่ 5 หรอื 6 คร้งั เดยี ว จำนวน 4 หน่วยกติ (12
ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ต่อภาคเรียน) หรือจัดให้ลงทะเบียนเรียนเป็น 2 ครั้ง คือ ภาคเรียนที่ 5 และภาค
เรียนท่ี 6 รวม 4 หนว่ ยกติ (6 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ต่อภาคเรยี น)ตามเงื่อนไขของหลักสตู รสาขาวชิ านน้ั ๆ
7.8.7 จดั กิจกรรมเสรมิ หลักสูตรในแต่ละภาคเรียน ภาคเรียนละไมน่ ้อยกว่า 2 ชั่วโมง
ต่อสปั ดาห์
7.8.8 จัดจำนวนหน่วยกิตรวมในแต่ละภาคเรียน ไม่เกิน 22 หน่วยกิต สำหรับการ
เรียนแบบเต็มเวลา และไม่เกิน 12 หน่วยกิต สำหรับการเรียนแบบไมเ่ ตม็ เวลา ส่วนภาคเรียนฤดูร้อน
จัดได้ไม่เกิน 12 หน่วยกิต ทั้งนี้ เวลาในการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนปกติและภาคเรียนฤดู
รอ้ น โดยเฉลยี่ ไม่ควรเกนิ 35 ช่วั โมง ตอ่ สปั ดาห์ สว่ นการเรยี นแบบไมเ่ ต็มเวลา ไม่ควรเกิน 25 ชั่วโมง
ต่อสัปดาห์
ทั้งนี้ หากสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันมเี หตุผลและความจำเป็นในการ
จัดหน่วยกิตและเวลาในการจัดการเรียนการสอนแต่ละภาคเรยี นทีแ่ ตกต่างไปจากเกณฑ์ข้างต้น อาจ
ทำไดแ้ ตต่ ้องไม่กระทบต่อมาตรฐานและคณุ ภาพการศึกษา
7.9 การศกึ ษาระบบทวิภาคี
เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่เกิดจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างสถานศึกษา
อาชีวศึกษาหรือสถาบัน กบั สถานประกอบการ รัฐวสิ าหกจิ หรอื หนว่ ยงานของรัฐ โดยผูเ้ รยี น ใช้เวลา
ส่วนหนึ่งในสถานศึกษาอาชีวศึกษา หรือสถาบัน และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ
รัฐวสิ าหกิจ หรอื หนว่ ยงานของรฐั เพือ่ ใหก้ ารจัดการศึกษาระบบทวิภาคสี ามารถเพิ่มขีดความสามารถ
ดา้ นการผลิตและพฒั นากำลังคนตรงตามความต้องการของผู้ใช้ และเปน็ ไปตามจุดหมายของหลักสูตร
ทั้งน้ี สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาหรือสถาบนั ต้องดำเนินการ ดังน้ี
7.9.1 นํารายวิชาทวิภาคีในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือกรวมไม่น้อยกว่า 18 หน่วยกติ
ไปรว่ มกำหนดรายละเอียดของรายวชิ ากบั สถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหนว่ ยงานของรัฐท่ีร่วม
จดั การศึกษาระบบทวภิ าคี ไดแ้ ก่ จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวชิ า คำอธบิ ายรายวชิ า เวลาที่ใช้
ฝึกและจำนวนหน่วยกิตให้สอดคล้องกับ ลักษณะงานของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือ
หน่วยงานของรัฐ รวมทั้งสมรรถนะวิชาชีพของสาขางาน ทั้งนี้ การกำหนดจำนวนหน่วยกิตและ
จำนวนชว่ั โมงที่ใช้ฝึกอาชีพของแต่ละรายวิชาทวิภาคีให้เป็นไปตามที่หลักสูตรกำหนด และให้รายงาน
การพฒั นารายวชิ าดงั กลา่ วให้สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาทราบด้วย