40
7.9.2 ร่วมจัดทำแผนฝึกอาชีพ พร้อมแนวการวัดและประเมินผลในแต่ละรายวิชากับ
สถานประกอบการ รฐั วสิ าหกจิ หรือหน่วยงานของรัฐที่ร่วมจัดการศึกษาระบบทวภิ าคี เพื่อนาํ ไปใช้ใน
การฝกึ อาชพี และดำเนนิ การวัดและประเมินผลเปน็ รายวิชา
7.9.3 จัดแผนการเรียนระบบทวิภาคีตามความพร้อมของสถานประกอบกา ร
รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ ที่จัดการศึกษาระบบทวิภาคีร่วมกัน โดยอาจนํารายวิชาอื่นที่
สอดคล้องกับลักษณะงานของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐนั้นๆ ไปจัดร่วม
ด้วยก็ได้
7.10 การเข้าเรียน
ผูเ้ ข้าเรียนต้องสำเร็จการศึกษาไม่ตำ่ กว่าระดับมัธยมศึกษาปีท่ี 3 หรือเทียบเทา่ และมี
คุณสมบัติ เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศกึ ษา และการประเมินผลการ
เรยี นตามหลกั สตู รประกาศนียบัตรวชิ าชีพ
7.11 การประเมนิ ผลการเรียน
เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย
การจดั การศึกษา และการประเมินผลการเรียนตามหลกั สูตรประกาศนียบตั รวิชาชีพ
7.12 การสำเร็จการศกึ ษาตามหลักสตู ร
7.12.1 ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามท่ี
กำหนดไว้ในหลกั สูตร แต่ละประเภทวชิ าและสาขาวิชา และตามแผนการเรียนทส่ี ถานศกึ ษากำหนด
7.12.2 ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 12.3 ผ่านเกณฑ์การประเมิน
มาตรฐานวิชาชพี
7.12.3 ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษา
กำหนด และ “ผา่ น” ทกุ ภาคเรยี น
7.13 การพัฒนารายวชิ าในหลกั สูตร
7.13.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถ
พัฒนารายวิชาเพิ่มเติม ในแต่ละกลุ่มวิชาเพื่อเลือกเรียนนอกเหนือจากรายวิชาท่ีกำหนดให้เป็นวิชา
บังคับได้ โดยสามารถพัฒนาเป็นรายวิชา หรือลักษณะบูรณาการ ผสมผสานเนื้อหาวิชาที่ครอบคลุม
สาระของกลุ่มวิชาภาษาไทย กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชาคณติ ศาสตร์
41
กลุ่มวิชาสังคมศึกษา กลุ่มวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา ในสัดส่วนท่ีเหมาะสม โดยพิจารณาจาก
มาตรฐานการเรยี นร้ขู องกลุ่มวิชานนั้ ๆ เพอื่ ใหบ้ รรลุจดุ ประสงค์ของหมวดวชิ า สมรรถนะแกนกลาง
7.13.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถ
เพิ่มเติมรายละเอียดของรายวิชาในแต่ละกลุ่มวิชาในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และสามารถ
พัฒนารายวิชาเพิ่มเติมในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือกได้ ตามความต้องการของสถานประกอบการ
หรือยุทธศาสตรข์ องภมู ิภาคเพอื่ เพม่ิ ขีดความสามารถในการแข่งขนั ของประเทศ ท้งั นี้ ตอ้ งพิจารณาให้
สอดคล้องกับจดุ ประสงค์สาขาวชิ า และสมรรถนะวิชาชพี สาขางานด้วย
7.13.3 หมวดวิชาเลือกเสรี สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถพัฒนา
รายวิชาเพิ่มเติมได้ ตามความต้องการของสถานประกอบการ ชุมชน ท้องถิ่น หรือยุทธศาสตร์ของ
ภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และหรือเพื่อการศึกษาต่อ ทั้งนี้ การ
กำหนดรหสั วชิ า จำนวนหนว่ ยกิตและจำนวนชัว่ โมงเรยี นใหเ้ ปน็ ไปตามทีห่ ลกั สูตรกำหนด
7.14 การปรับปรงุ แก้ไข พัฒนารายวิชา กลมุ่ วิชาและการอนุมตั หิ ลักสตู ร
7.14.1 การพัฒนาหลักสูตรหรือการปรับปรุงสาระสำคัญของหลักสูตรตามเกณฑ์
มาตรฐานคณุ วุฒิอาชีวศกึ ษา ระดบั ประกาศนยี บัตรวชิ าชีพ ใหเ้ ปน็ หนา้ ทขี่ องสำนักงานคณะกรรมการ
การอาชีวศึกษา สถาบันการอาชีวศึกษา และสถานศึกษา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการการ
อาชวี ศึกษา
7.14.2 การอนุมัติหลักสูตร ให้เป็นหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการการ
อาชีวศึกษา โดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
7.14.3 การประกาศใชห้ ลักสตู ร ให้ทำเป็นประกาศกระทรวงศกึ ษาธิการ
7.14.4 การพัฒนารายวชิ าหรือกลุ่มวิชาเพ่มิ เตมิ สถานศึกษาอาชวี ศกึ ษาหรอื สถาบัน
สามารถดำเนินการได้ โดยต้องรายงานให้สำนกั งานคณะกรรมการการอาชวี ศึกษาทราบ
7.15 การประกันคณุ ภาพของหลกั สูตรและการจดั การเรียนการสอน
ให้ทุกหลักสูตรกำหนดระบบประกันคุณภาพของหลักสูตร และการจัดการเรียนการ
สอนไว้ให้ชดั เจน อย่างน้อยประกอบด้วย 4 ดา้ น คอื
7.15.1 หลกั สูตรทย่ี ดึ โยงกบั มาตรฐานอาชีพ
7.15.2 ครู ทรพั ยากรและการสนับสนนุ
7.15.3 วิธกี ารจัดการเรียนรู้ การวดั และประเมนิ ผล
42
7.15.4 ผู้สำเรจ็ การศึกษา
ให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาสถาบันการอาชีวศึกษาและสถานศึกษา
จดั ให้มกี ารประเมิน และรายงานผลการดำเนนิ การหลกั สูตร เพอื่ พฒั นาหรือปรับปรุงหลักสูตรท่ีอยู่ใน
ความรบั ผิดชอบอย่างต่อเน่อื ง อยา่ งน้อยทกุ 5 ปี
8. หลักสตู รประกาศนียบตั รวิชาชีพช้ันสงู พทุ ธศกั ราช 2563
8.1 หลักการของหลกั สูตร
8.1.1 เป็นหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง เพื่อพัฒนากำลังคนระดับ
เทคนิคให้มีสมรรถนะมีคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ สามารถประกอบอาชีพได้ตรง
ตามความต้องการของตลาดแรงงานและการประกอบอาชีพอสิ ระ สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจ
และสงั คมแห่งชาติและแผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นไปตามกรอบคุณวฒุ ิแห่งชาติ มาตรฐานการศึกษา
ของชาติ และกรอบคุณวุฒอิ าชีวศกึ ษาแห่งชาติ
8.1.2 เป็นหลักสูตรที่เปิดโอกาสให้เลือกเรียน ได้อย่างกว้างขวาง เน้นสมรรถนะ
เฉพาะด้านด้วยการปฏิบัติจริง สามารถเลือกวิธีการเรียนตามศักยภาพและโอกาสของผู้เรียน เปิด
โอกาสใหผ้ ูเ้ รยี นสามารถเทยี บโอนผลการเรียน สะสมผลการเรียน เทยี บโอนความรู้และประสบการณ์
จากแหล่งวทิ ยาการ สถานประกอบการและสถานประกอบอาชพี อิสระ
8.1.3 เป็นหลกั สูตรที่มุ่งเน้นให้ผู้สำเร็จการศึกษามีสมรรถนะในการประกอบอาชีพ มี
ความร้เู ตม็ ภมู ิปฏิบัติไดจ้ ริง มีความเปน็ ผูน้ าํ และสามารถทำงานเปน็ หมู่คณะได้ดี
8.1.4 เป็นหลักสูตรที่สนับสนุนการประสานความร่วมมือในการจัดการศึกษาร่วมกัน
ระหว่างหนว่ ยงาน และองคก์ รทเ่ี กี่ยวข้องทงั้ ภาครัฐและเอกชน
8.1.5 เป็นหลักสูตรทีเ่ ปิดโอกาสให้สถานศึกษา สถานประกอบการชุมชนและท้องถนิ่
มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงตามความต้องการและสอดคล้องกับสภาพยุทธศาสตร์ของ
ภมู ภิ าค เพือ่ เพ่มิ ขีดความสามารถในการแข่งขนั ของประเทศ
8.2 จุดหมายของหลักสตู ร
8.2.1 เพื่อให้มีความรู้ทางทฤษฎีและเทคนิคเชิงลึกภายใต้ขอบเขตของงานอาชีพ มี
ทักษะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อใช้ในการดำรงชีวิตและงานอาชีพ สามารถศึกษา
ค้นคว้าเพมิ่ เติมหรือศึกษาต่อในระดับทีส่ งู ข้ึน
43
8.2.2 เพ่ือให้มที กั ษะและสมรรถนะในงานอาชีพตามมาตรฐานวิชาชพี สามารถบรู ณา
การความรู้ทักษะจากศาสตร์ต่างๆ ประยุกต์ใช้ในงานอาชีพ สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทาง
เทคโนโลยี
8.2.3 เพื่อให้มีปัญญา มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการคิด วิเคราะห์
วางแผน บริหารจัดการตดั สินใจ แก้ปญั หา ประสานงานและประเมินผลการปฏิบัติงานอาชีพ มีทักษะ
การเรียนรู้ แสวงหา ความรู้และแนวทางใหม่ๆ มาพัฒนาตนเองและประยุกต์ใช้ในการสร้างงานให้
สอดคลอ้ งกบั วชิ าชพี และการพฒั นางานอาชพี อย่างต่อเนอื่ ง
8.2.4 เพื่อให้มีเจตคตทิ ่ีดตี ่ออาชีพ มคี วามม่ันใจและภาคภูมใิ จในงานอาชีพรักงาน รัก
หนว่ ยงาน สามารถทำงาน - เปน็ หมคู่ ณะไดด้ ี มคี วามภาคภมู ใิ จในตนเองต่อการเรยี นวชิ าชีพ
8.2.5 เพื่อให้มบี ุคลิกภาพท่ีดี มีคุณธรรม จริยธรรม ซื่อสัตย์ มีวินัย มีสุขภาพสมบูรณ์
แขง็ แรงทง้ั ร่างกายและจิตใจเหมาะสมกับการปฏิบัตงิ านในอาชีพน้ันๆ
8.2.6 เพื่อให้เป็นผูม้ ีพฤติกรรมทางสงั คมที่ดีงาม ต่อต้านความรุนแรงและสารเสพติด
ทัง้ ในการทำงาน การอย่รู ว่ มกันมคี วามรบั ผดิ ชอบต่อครอบครัว องคก์ ร ทอ้ งถ่ินและประเทศชาติ อุทิศ
ตนเพื่อสังคมเข้าใจและเห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย ภูมิปัญญาท้องถิ่น ตระหนักในปัญหาและ
ความสำคัญของสิ่งแวดลอ้ ม
8.2.7 เพื่อให้ตระหนักและมีส่วนร่วมในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของ
ประเทศ โดยเปน็ กำลงั สำคญั ในด้านการผลติ และให้บรกิ าร
8.2.8 เพื่อให้เห็นคุณค่าและดำรงไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
ปฏบิ ตั ิตนในฐานะพลเมืองดีตามระบอบประชาธิปไตย อันมพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุข
8.3 หลักเกณฑก์ ารใช้ หลกั สูตรประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชั้นสูง พุทธศกั ราช 2563
8.3.1 การเรยี นการสอน
8.3.1.1 การเรียนการสอนตามหลักสูตรนี้ ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนเรียนได้
ทุกวิธีเรียนที่กำหนด และนําผลการเรียนแต่ละวิธีมาประเมินผลร่วมกันได้ สามารถขอเทียบโอนผล
การเรยี น และขอเทียบโอนความรู้ และประสบการณไ์ ด้
8.3.1.2 การจัดการเรียนการสอนเน้นการปฏิบัติจริง สามารถจัดการเรียนการ
สอน ได้หลากหลายรูปแบบ เพือ่ ให้ผู้เรียนมคี วามรู้ ความเขา้ ใจในหลักการ วิธีการและการดำเนินงาน
มที กั ษะการปฏบิ ัติงานตามแบบแผน และปรบั ตวั ไดภ้ ายใต้ความเปล่ยี นแปลง สามารถบรู ณาการและ
44
ประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะทางวิชาการท่ีสัมพันธ์กับวิชาชีพ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ในการตัดสินใจ วางแผน แก้ปัญหาบริหาร จัดการ ประสานงานและประเมินผลการดำเนินงานได้
อย่างเหมาะสม มีส่วนร่วมในการวางแผนและพัฒนา ริเริ่มสิ่งใหม่ มีความรับผิดชอบต่อตนเองผู้อ่ืน
และหมคู่ ณะ รวมทัง้ มีคณุ ธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณวชิ าชีพ เจตคตแิ ละกจิ นิสัยท่ีเหมาะสมในการ
ทำงาน
8.3.2 การจดั การศึกษาและเวลาเรยี น
8.3.2.1 การจัดการศึกษาในระบบปกติสำหรับผู้เข้าเรียนท่ีสำเร็จการศึกษา
ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าในประเภทวิชาและสาขาวิชาตามที่หลักสูตร
กำหนดใชร้ ะยะเวลา 2 ปกี ารศกึ ษา ส่วนผเู้ ข้าเรยี นท่ีสำเร็จการศกึ ษาระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลายหรือ
เทียบเท่า และผู้เข้าเรียนท่ีสำเร็จการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่าง
ประเภทวชิ าและสาขาวิชาที่กำหนด ใช้ระยะเวลาไมน่ อ้ ยกว่า 2 ปกี ารศกึ ษา และเปน็ ไปตามเงื่อนไขที่
หลกั สตู รกำหนด
8.3.2.2 การจัดเวลาเรียนให้ดำเนินการ ดังนี้
8.3.2.2.1 ในปีการศึกษาหนึ่ง ๆ ให้แบ่งภาคเรียนออกเป็น 2 ภาค
เรยี นปกติหรือระบบทวภิ าค ภาคเรยี นละ 18 สัปดาห์ รวมเวลาการวัดผล โดยมเี วลาเรียนและจำนวน
หน่วยกิตตามที่กำหนด และ สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันอาจเปิดสอนภาคเรียนฤดูรอ้ นได้อีก
ตามที่เหน็ สมควร
8.3.2.2.2 การเรียนในระบบชนั้ เรียน ให้สถานศึกษาอาชวี ศึกษาหรือ
สถาบันเปดิ ทำการสอนไม่น้อยกว่า สัปดาหล์ ะ 5 วนั ๆ ละไมเ่ กนิ 7 ชว่ั โมง โดยกำหนดให้จัดการเรียน
การสอนคาบละ 60 นาที
8.4 การคดิ หนว่ ยกติ
ให้มีจำนวนหน่วยกิตตลอดหลักสูตร ไม่น้อยกว่า 83 - 90 หน่วยกิต การคิดหน่วยกิต
ถอื เกณฑ์ ดังน้ี
8.4.1 รายวิชาทฤษฎีที่ใช้เวลาในการบรรยายหรืออภิปราย 1 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ
18 ชว่ั โมงต่อภาคเรยี น รวมเวลาการวดั ผล มีคา่ เท่ากบั 1 หน่วยกิต
8.4.2 รายวิชาปฏิบัติท่ใี ชเ้ วลาในการทดลองหรือฝกึ ปฏบิ ัติในห้องปฏิบัติการ 2 ชว่ั โมง
ต่อสปั ดาห์ หรอื 36 ช่ัวโมงต่อภาคเรียน รวมเวลาการวดั ผล มคี า่ เท่ากับ 1 หนว่ ยกิต
45
8.4.3 รายวิชาปฏิบัติที่ใช้เวลาในการฝึกปฏิบัติในโรงฝึกงานหรือภาคสนาม 3 ชั่วโมง
ตอ่ สปั ดาห์ หรอื 54 ช่ัวโมงต่อภาคเรยี น รวมเวลาการวัดผล มีคา่ เท่ากับ 1 หนว่ ยกติ
8.4.4 การฝึกอาชีพในการศกึ ษาระบบทวิภาคี ที่ใช้เวลาไม่นอ้ ยกว่า54 ชั่วโมงต่อภาค
เรยี น รวมเวลาการวดั ผล มีค่าเท่ากบั 1 หน่วยกิต
8.4.5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพในสถานประกอบการ ที่ใช้เวลาไม่น้อย
กวา่ 4 ชั่วโมงตอ่ ภาคเรียน รวมเวลาการวัดผล มีค่าเทา่ กับ 1 หน่วยกติ
8.4.6 การทำโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพที่ใช้เวลาไม่น้อยกว่า4ชั่วโมงต่อภาค
เรยี น รวมเวลาการวดั ผล มีค่าเท่ากับ 1 หน่วยกติ
8.5 โครงสร้างหลักสูตร
โครงสร้างของหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พุทธศักราช 2563 แบ่งเป็น 3
หมวดวิชา และกิจกรรมเสรมิ หลกั สตู ร ดังน้ี
8.5.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ไมน่ อ้ ยกว่า 21 หนว่ ยกติ
8.5.1.1 กล่มุ วชิ าภาษาไทย
8.5.1.2 กลุ่มวิชาภาษาต่างประเทศ
8.5.1.3 กลุ่มวชิ าวทิ ยาศาสตร์
8.5.1.4 กล่มุ วชิ าคณิตศาสตร์
8.5.1.5 กลุ่มวชิ าสังคมศาสตร์
8.5.1.6 กลุ่มวิชามนษุ ยศาสตร์
8.5.2 หมวดวชิ าสมรรถนะวชิ าชีพ ไมน่ ้อยกว่า 56 หน่วยกติ
8.5.2.1 กลุ่มสมรรถนะวชิ าชพี พืน้ ฐาน
8.5.2.2 กลุม่ สมรรถนะวิชาชพี เฉพาะ
8.5.2.3 กลุ่มสมรรถนะวชิ าชพี เลือก
8.5.2.4 ฝึกประสบการณส์ มรรถนะวิชาชีพ
8.5.2.5 โครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชีพ
8.5.3 หมวดวิชาเลอื กเสรี ไมน่ อ้ ยกว่า 6 หน่วยกิต
8.5.4 กจิ กรรมเสริมหลกั สตู ร (2 ชว่ั โมง/สปั ดาห)์ - หนว่ ยกิต
หมายเหตุ
46
1) จำนวนหน่วยกิตของแต่ละหมวดวิชาและกลุ่มวิชาในหลักสูตร ให้เป็นไปตามท่ี
กำหนดไวใ้ นโครงสรา้ งของแต่ละประเภทวิชาและสาขาวิชา
2) การพัฒนารายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพ
เฉพาะจะเป็นรายวิชาบังคับ ที่สะท้อนความเป็นสาขาวิชาตามมาตรฐานการศึกษาวิชาชีพ ด้าน
สมรรถนะวชิ าชพี ของสาขาวิชา ซง่ึ ยึดโยงกับมาตรฐานอาชีพ จงึ ตอ้ งพัฒนากลุ่มรายวิชาใหค้ รบจำนวน
หนว่ ยกิตที่กำหนด และผู้เรียนต้องเรียนทกุ รายวิชา
3) สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถจัดรายวิชาเลือกตามที่กำหนดไว้ใน
หลักสูตร และหรือพัฒนาเพิ่มตามความต้องการเฉพาะด้านของสถานประกอบการหรือตาม
ยทุ ธศาสตรภ์ ูมภิ าค เพอ่ื เพ่ิม ขดี ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทัง้ น้ี ต้องเปน็ ไปตามเง่อื นไข
และมาตรฐานการศกึ ษาวชิ าชีพท่ีประเภทวชิ าสาขาวชิ าและสาขางานกำหนด
8.6 การฝึกประสบการณส์ มรรถนะวิชาชพี
เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือ
สถาบันกับภาคการผลิต และหรือภาคบรกิ ารหลังจากที่ผู้เรยี นได้เรียนร้ภู าคทฤษฎีและการฝึกหัดหรือ
ฝึกปฏิบัติเบื้องต้นในสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันแล้วระยะเวลาหนึ่ง ทั้งนี้เพื่อเปิดโอกาสให้
ผูเ้ รียนไดเ้ รียนรู้จากประสบการณ์จริง ได้สัมผสั กับการปฏิบัติงานอาชีพเครื่องมือ เคร่ืองจักร อุปกรณ์
ที่ทันสมัย และบรรยากาศการทำงานร่วมกันส่งเสริมการฝึกทักษะกระบวนการคิดการจัดการ การ
เผชิญสถานการณ์ ซ่ึงจะช่วยใหผ้ ู้เรียนทำไดค้ ิดเป็นทำเปน็ และเกิดการใฝ่รู้อยา่ งตอ่ เนื่องตลอดจนเกดิ
ความมั่นใจและเจตคติที่ดีในการทำงานและการประกอบอาชีพอิสระ โดยการจัดฝึกประสบการณ์
สมรรถนะวิชาชีพต้องดำเนินการ ดังนี้
8.6.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจดั ให้มีการฝึกประสบการณส์ มรรถนะ
วิชาชีพ ในรูปของการฝึกงานในสถานประกอบการแหล่งวิทยาการรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ
ในภาคเรียนที่ 3 และหรือ ภาคเรียนที่ 4 โดยใช้เวลารวมไม่น้อยกว่า 320 ชั่วโมง กำหนดให้มีค่า
เทา่ กับ 4 หนว่ ยกิต
กรณีสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องการเพิ่มพูนประสบการณ์สมรรถนะ
วิชาชีพ สามารถนํารายวิชาที่ตรงหรือสัมพันธ์กับลักษณะงานไปเรียนหรือฝึกในสถานประกอบการ
รัฐวิสาหกิจหรือ หน่วยงานของรัฐในภาคเรียนที่จัดฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพได้ รวมไม่น้อย
กว่า 1 ภาคเรยี น
47
8.6.2 การตัดสนิ ผลการเรยี นและให้ระดับผลการเรียน ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับรายวิชา
อืน่
8.7 โครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชีพ
เป็นรายวิชาที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า บูรณาการความรู้ ทักษะและ
ประสบการณ์ จากสิ่งที่ได้เรียนรู้ ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองตามความถนัดและความสนใจ ตั้งแต่การ
เลือกหัวข้อหรือเรื่อง ที่จะศึกษา ทดลอง พัฒนาและหรือประดิษฐ์คิดค้น โดยการวางแผนกำหนด
ขั้นตอนกระบวนการดำเนินการ ประเมินผล สรุปและจัดทำรายงานเพื่อนําเสนอ ซึ่งอาจทำเป็น
รายบุคคลหรือกลุ่มก็ได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับลักษณะของโครงงานนั้นๆ โดยการจัดทำโครงงานพัฒนา
สมรรถนะวชิ าชพี ดังกล่าวตอ้ งดำเนนิ การ ดังน้ี
8.7.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้ผู้เรียนจัดทำโครงงานพัฒนา
สมรรถนะวิชาชีพที่สัมพันธ์หรือสอดคล้องกับสาขาวิชา ในภาคเรียนที่ 3 และหรือภาคเรียนที่ 4 รวม
จำนวน 4 หน่วยกิตใช้เวลา ไม่น้อยกว่า 216 ชั่วโมง ทั้งนี้สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัด
ให้มีชั่วโมงเรียน 4 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ กรณีที่กำหนดให้เรียนรายวิชาโครงงาน 4 หน่วยกิต หากจัดให้
เรียนรายวิชาโครงงาน 2 หน่วยกิต คือ โครงงาน 1 และ โครงงาน 2 ให้สถานศึกษา อาชีวศึกษาหรือ
สถาบันจัดให้มีชว่ั โมงเรียนตอ่ สัปดาห์ทีเ่ ทยี บเคียงกบั เกณฑ์ดังกล่าวข้างต้น
8.7.2 การตัดสินผลการเรยี นและให้ระดับผลการเรียน ให้ปฏิบัติเชน่ เดยี วกับรายวิชา
อ่ืน
8.8 กิจกรรมเสรมิ หลกั สตู ร
8.8.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้มีกิจกรรมเสริมหลักสูตรไม่น้อย
กว่า 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ทุกภาคเรียน เพื่อส่งเสริมสมรรถนะแกนกลางและหรือสมรรถนะวิชาชีพ
ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม ระเบียบวินัย การต่อต้านความรุนแรงสารเสพติดและการทุจริต
เสริมสร้างการเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ในด้านการรักชาติเทิดทูนพระมหากษัตริย์ ส่งเสริมการ
ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ทะนุบํารุงศาสนา ศิลปะ
วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทย ปลูกฝังจิตสำนึกและจิตอาสาในการอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมและทำประโยชน์
ต่อชุมชนและท้องถิ่น ทั้งน้ี โดยใช้กระบวนการกลุ่ม ในการวางแผน ลงมือปฏิบัติ ประเมินผล และ
ปรบั ปรุงการทำงาน สำหรบั นักเรียนอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี ใหเ้ ข้ารว่ มกจิ กรรมทีส่ ถานประกอบการ
จดั ข้นึ
48
8.8.2 การประเมินผลกิจกรรมเสริมหลักสูตร ให้เป็นไปตามระเบียบ
กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการ จัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร
ประกาศนียบตั รวชิ าชีพชั้นสงู
8.9 การปรบั พน้ื ฐานวชิ าชีพ
8.9.1 สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันต้องจัดให้ผู้เข้าเรียนหลักสูตร
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าและผู้เข้า
เรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่าต่างประเภทวิชาและ
สาขาวิชาที่กำหนดเรียนรายวิชาปรับพื้นฐานวิชาชีพที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแต่ละประเภทวิชา
สาขาวชิ า เพอ่ื ให้มคี วามรู้และทกั ษะพื้นฐานทจี่ ำเป็นสำหรบั การเรียนในสาขาวิชานั้น
8.9.2 การจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลการเรียนรายวิชาปรับพื้นฐาน
วิชาชีพ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการ
เรยี นตามหลักสูตรประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชัน้ สูง
8.9.3 กรณีผู้เข้าเรียนที่มีความรู้และประสบการณ์ในรายวิชาปรับพื้นฐานวิชาชีพที่
หลักสูตรกำหนดมาก่อนเข้าเรียน สามารถขอเทียบโอนผลการเรียนรู้ได้ โดยปฏิบัติตามระเบียบ
กระทรวง ศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษา และการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร
ประกาศนยี บตั รวชิ าชพี ชน้ั สูง
8.10 การจัดแผนการเรียน
เป็นการกำหนดรายวชิ าตามโครงสร้างหลักสตู รทจ่ี ะดำเนนิ การเรียนการสอนในแต่ละ
ภาคเรียน โดยจัดอัตราส่วนการเรียนรู้ภาคทฤษฎีต่อภาคปฏิบัติในหมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพ
ประมาณ 40 : 60 ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับลักษณะหรือกระบวนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละสาขาวิชา ซึ่งมี
ข้อเสนอแนะดังนี้
8.10.1 จัดรายวิชาในแต่ละภาคเรียน โดยคำนึงถึงรายวิชาที่ต้องเรียนตามลำดับ
ก่อน-หลัง ความง่าย-ยาก ของรายวิชาความต่อเนื่องและเชื่อมโยงสัมพันธ์กันของรายวิชา รวมทั้ง
รายวิชาที่สามารถบูรณาการจัดการเรียนรู้ร่วมกันในลักษณะของงาน โครงงานและหรือชิ้นงานในแต่
ละภาคเรยี น
49
8.10.2 จัดใหผ้ ู้เรยี นเรียนรายวชิ าบังคับในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง หมวดวิชา
สมรรถนะวิชาชีพ ในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐานและกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ และกิจกรรม
เสริมหลกั สตู รใหค้ รบ ตามท่ีกำหนดใน โครงสรา้ งหลักสตู ร
8.10.3 การจัดรายวิชาในหมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง ควรจัดกระจายทุกภาค
เรยี น
8.10.4 การจัดรายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพพื้นฐาน โดยเฉพาะรายวิชาที่เป็น
พนื้ ฐานของการเรียนวชิ าชีพควรจัดใหเ้ รียนในภาคเรียนท่ี 1
8.10.5 การจัดรายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเฉพาะ ควรจัดให้เรียนก่อนรายวิชา
ในกลุม่ สมรรถนะ วชิ าชพี เลอื กและรายวิชาในหมวดวชิ าเลอื กเสรี
8.10.6 จัดให้ผู้เรียนได้เลือกเรียนรายวิชาในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลือกและหมวด
วชิ าเลอื กเสรี ตามความถนดั ความสนใจ เพอื่ สนบั สนนุ การประกอบอาชีพหรือศึกษาต่อ โดยคำนึงถึง
ความสอดคลอ้ งกบั มาตรฐานการศกึ ษาวิชาชพี ด้านสมรรถนะวชิ าชพี ของสาขาวชิ าและสาขางาน
8.10.7 จัดรายวิชาทวิภาคีที่นําไปเรียนและฝึก ในสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ
หรือหน่วยงานของรัฐ โดยประสานงานร่วมกับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรฐั
เพื่อพิจารณากำหนดภาคเรียน ที่จัดฝึกอาชีพ รวมทั้งกำหนดรายวิชาหรือกลุ่มวิชาที่ตรงกับลักษณะ
งานของสถานประกอบการ รฐั วสิ าหกิจ หรอื หน่วยงานของรฐั ทน่ี าํ ไปร่วมฝกึ อาชพี ในภาคเรียนนัน้ ๆ
8.10.8 จัดรายวิชาฝึกงานในภาคเรียนที่ 3 หรือ 4 ครั้งเดียว จำนวน 4 หน่วยกิต
320 ชั่วโมง (เฉลี่ย 20 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ต่อภาคเรียน) หรือ จัดให้ลงทะเบียนเรียนเป็น 2 ครั้ง คือ
ภาคเรียนที่ 3 จำนวน 2 หน่วยกิต และ ภาคเรียนที่ 4 จำนวน 2 หน่วยกิต รายวิชาละ 160 ชั่วโมง
(เฉลี่ย 10 ชว่ั โมงตอ่ สปั ดาหต์ ่อภาคเรียน) ตามเงื่อนไข ของหลักสูตรสาขาวชิ าน้ัน ๆ
ในภาคเรียนที่จัดฝึกงานนี้ ให้สถานศึกษาพิจารณากำหนดรายวิชาหรือกลมุ่
วิชาที่ตรงกับลักษณะงานของสถานประกอบการรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพื่อนําไปเรียน
และฝกึ ปฏบิ ตั ิในภาคเรียนท่ีจัดฝึกงานดว้ ย
การจัดฝึกงานในภาคเรยี นฤดูร้อนสามารถทำไดโ้ ดยต้องพิจารณาระยะเวลา
ในการฝึกให้ครบตามทหี่ ลกั สตู รกำหนด
8.10.9 จัดรายวิชาโครงงานในภาคเรียนที่ 3 หรือ 4 ครั้งเดียว จำนวน 4 หน่วยกิต
(12 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ต่อภาคเรียน) หรือ จัดให้ลงทะเบียนเรียนเป็น 2 ครั้ง คือ ภาคเรียนที่ 3 และ
50
ภาคเรียนท่ี 4 รวม 4 หนว่ ยกิต (6 ชั่วโมงตอ่ สปั ดาห์ต่อภาคเรยี น) ตามเง่อื นไขของหลักสูตรสาขาวิชา
น้นั ๆ
8.10.10 จัดกิจกรรมเสริมหลักสูตรในแต่ละภาคเรียน ภาคเรียนละไม่น้อยกว่า 2
ชั่วโมงตอ่ สัปดาห์
8.10.11 จดั จำนวนหน่วยกิตรวมในแตล่ ะภาคเรยี น ไม่เกนิ 22 หนว่ ยกิต สำหรบั การ
เรียนแบบเตม็ เวลา และไม่เกิน 12 หน่วยกิต สำหรับการเรยี นแบบไม่เต็มเวลา ส่วนภาคเรียนฤดูร้อน
จัด ได้ไม่เกิน 12 หน่วยกิต ทั้งนี้ เวลาในการจัดการเรียนการสอนในภาคเรียนปกติและภาคเรียนฤดู
ร้อน โดยเฉลี่ยไม่ควรเกิน 35 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ ส่วนการเรียนแบบไม่เต็มเวลาไม่ควรเกิน 25 ชั่วโมง
ต่อสัปดาห์
หากสถานศึกษาอาชวี ศึกษาหรือสถาบันมีเหตผุ ลและความจำเปน็ ในการจัดหน่วยกิต
และเวลา ในการจัดการเรียนการสอนแตล่ ะภาคเรียนที่แตกต่างไปจากเกณฑ์ข้างตน้ อาจทำได้แต่ต้อง
ไม่กระทบตอ่ มาตรฐานและคุณภาพการศกึ ษา
8.11 การศึกษาระบบทวภิ าคี
เป็นรูปแบบการจัดการศึกษาที่เกิดจากข้อตกลงร่วมกันระหว่างสถานศึกษา
อาชีวศึกษาหรือสถาบันกับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ โดยผู้เรียนใช้เวลา
ส่วนหนึ่งในสถานศึกษาอาชีวศึกษา หรือสถาบัน และเรียนภาคปฏิบัติในสถานประกอบการ
รฐั วสิ าหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพ่อื ให้การจัดการศึกษาระบบทวภิ าคีสามารถเพิ่มขีดความสามารถ
ดา้ นการผลิตและพฒั นากำลังคนตรงตามความต้องการของผู้ใช้และเป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตร
ทั้งน้ี สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรอื สถาบนั ตอ้ งดำเนินการดงั น้ี
8.11.1 นํารายวิชาทวิภาคีในกลุ่มสมรรถนะวิชาชีพเลอื ก รวมไม่น้อยกว่า 12 หน่วย
กิต ไปร่วมกำหนด รายละเอียดของรายวชิ ากบั สถานประกอบการ รัฐวิสาหกจิ หรือหน่วยงานของรฐั
ที่ร่วมจัดการศึกษาระบบทวิภาคี ได้แก่ จุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชา คำอธิบายรายวิชา
เวลาที่ใช้ฝึกและจำนวนหน่วยกิตให้สอดคล้องกับ ลักษณะงานของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ
หรือหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งสมรรถนะวิชาชีพของสาขางาน ทั้งนี้ การกำหนดจำนวนหน่วยกิตและ
จำนวนช่วั โมงทีใ่ ช้ฝึกอาชีพของแตล่ ะรายวชิ าทวิภาคใี ห้เป็นไปตามที่ หลักสตู รกำหนด และใหร้ ายงาน
การพฒั นารายวิชาดังกลา่ วให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษาทราบด้วย
51
8.11.2 ร่วมจัดทำแผนฝึกอาชีพ พร้อมแนวการวัดและประเมินผลในแต่ละรายวิชา
กับสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่ร่วมจัดการศึกษาระบบทวิภาคี เพ่ือ
นําไปใชใ้ นการฝกึ อาชพี และดำเนนิ การวดั และประเมินผลเปน็ รายวิชา
8.11.3 จัดแผนการเรียนระบบทวิภาคีตามความพร้อมของสถานประกอบการ
รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐที่จัดการศึกษาระบบทวิภาคีร่วมกัน โดยอาจนํารายวิชาอื่นท่ี
สอดคล้องกับลักษณะงานของสถานประกอบการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐนั้น ๆ ไปจัดร่วม
ด้วยก็ได้
8.12 การเข้าเรยี น
ผู้เข้าเรียนต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพหรือเทียบเทา่
หรือระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า และมีคุณสมบัติเป็นไปตามระเบียบ
กระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตามหลักสูตร
ประกาศนยี บตั รวชิ าชีพชนั้ สงู
8.13 การประเมินผลการเรียน
เน้นการประเมินสภาพจริง ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย
การจดั การศึกษา และการประเมินผลการเรียนตามหลักสตู รประกาศนียบัตรวิชาชพี ช้นั สูง
8.14 การสำเรจ็ การศกึ ษาตามหลกั สตู ร
8.14.1 ได้รายวิชาและจำนวนหน่วยกิตสะสมในทุกหมวดวิชา ครบถ้วนตามท่ี
กำหนดไวใ้ นหลกั สตู ร แตล่ ะประเภทวิชาและสาขาวชิ า และตามแผนการเรยี นทสี่ ถานศกึ ษากำหนด
8.14.2 ได้ค่าระดับคะแนนเฉลี่ยสะสมไม่ต่ำกว่า 2.00 13.3 ผ่านเกณฑ์การประเมิน
มาตรฐานวชิ าชีพ
8.14.3 ได้เข้าร่วมปฏิบัติกิจกรรมเสริมหลักสูตรตามแผนการเรียนที่สถานศึกษา
กำหนด และ “ผา่ น” ทุกภาคเรยี น
8.15 การพัฒนารายวชิ าในหลกั สตู ร
8.15.1 หมวดวิชาสมรรถนะแกนกลาง สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถ
พัฒนารายวิชาเพิ่มเติม ในแต่ละกลุ่มวิชาเพื่อเลือกเรียนนอกเหนือจากรายวิชาท่ีกำหนดให้เป็นวิชา
บังคับได้ โดยสามารถพัฒนาเป็นรายวิชา หรือลักษณะบูรณาการ ผสมผสานเนื้อหาวิชาที่ครอบคลุม
สาระของกลุ่มวิชาภาษาไทย กลุ่มวิชาภาษาตา่ งประเทศ กลุ่มวิชาวิทยาศาสตร์ กลุ่มวิชาคณิตศาสตร์
52
กลุ่มวิชาสังคมศาสตร์ กลุ่มวิชามนุษยศาสตร์ ในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากมาตรฐานการ
เรยี นรขู้ องกลมุ่ วชิ าน้นั ๆ เพ่อื ใหบ้ รรลุจดุ ประสงค์ของหมวดวชิ าสมรรถนะแกนกลาง
8.15.2 หมวดวิชาสมรรถนะวิชาชีพสถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถ
เพิ่มเติมรายละเอียด ของรายวิชาในแต่ละกลุ่มวิชาในการจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ และสามารถ
พัฒนารายวิชาเพิ่มเติมในกลุ่มสมรรถนะ วิชาชีพเลือกได้ตามความต้องการของสถานประกอบการ
หรือยุทธศาสตร์ของภูมิภาค เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ ต้องพิจารณา
ให้สอดคลอ้ งกบั จุดประสงคส์ าขาวชิ าและสมรรถนะวชิ าชพี สาขางานด้วย
8.15.3 หมวดวิชาเลือกเสรี สถานศึกษาอาชีวศึกษาหรือสถาบันสามารถพัฒนา
รายวิชาเพิ่มเติมได้ ตามความต้องการของสถานประกอบการ ชุมชน ท้องถิ่น หรือยุทธศาสตร์ของ
ภูมิภาคเพื่อเพ่ิมขดี ความสามารถ ในการแขง่ ขันของประเทศ และหรอื เพอื่ การศึกษาต่อ
ทง้ั นี้ การกำหนดรหัสวิชาจำนวนหน่วยกติ และจำนวนชวั่ โมงเรียนของรายวิชาท่ีพัฒนา
เพิ่มเตมิ ให้เป็นไปตามท่ีหลกั สูตรกำหนด
9. งานวจิ ัยท่เี กย่ี วข้อง
- เตือนใจ อารีโรจนนุกูล (2561,บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการ
ตัดสินใจเลือกศึกษาต่อสายอาชีพ ของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัย
เทคโนโลยีพายัพและบริหารธรุ กจิ การวจิ ัยครง้ั นีม้ ีวัตถปุ ระสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาจำนวน สภาพท่ัวไป
ของนักเรียนระดับชั้น ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยีพายัพและบริหารธุรกิจ
2) เพื่อศึกษาปัจจัยท่ีมีอิทธิพลต่อการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพของนักเรียน ระดับช้ันประกาศนียบัตร
วชิ าชีพชัน้ ปีท่ี 1 วทิ ยาลยั เทคโนโลยพี ายัพและบริหารธุรกจิ
กลุม่ ตัวอยา่ งที่ใชใ้ นงานวิจัย ไดแ้ ก่ นกั เรยี นท่ีศึกษาต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันปี
ที่ 1 วิทยาลยั เทคโนโลยพี ายัพและบรหิ ารธรุ กิจ จำนวน 169 คน โดยการสุ่มแบบแยกชัน้ (Stratified
Random Sampling) ซึ่งใช้ตารางมาตรฐานว่าด้วยขนาดประชากรและกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie
and Morgan (อา้ งถงึ ใน ธานินทร์ ศิลป์จาร.ุ 2548 : 51) ทร่ี ะดบั ความเชอื่ มั่น 95%
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนระดับชั้น
ประกาศนียบตั รวชิ าชีพช้นั ปีท่ี 1 เกยี่ วกบั เร่ือง ปัจจัยทมี่ ผี ลต่อการเลือกศึกษาต่อของนักเรียน 4 ด้าน
คือ ด้านเหตุผล ส่วนตัวของผู้เรียน , ด้านผู้ปกครอง , ด้านกลุ่มเพื่อน , ด้านสภาพแวดล้อมหรือ
53
ค่านิยมทั่วไป และแบบสัมภาษณ์ เพื่อยืนยันประเด็นคำถามปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกศึกษาต่อ
สายอาชพี สถติ ิท่ใี ช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่ารอ้ ยละ คา่ เฉล่ีย สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย
1. สภาพทั่วไปของนักเรียนระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคโนโลยี
พายัพและบริหารธุรกิจ พบว่านกั ศึกษาท่ีศึกษาต่อในสายอาชีพมเี กรดเฉลี่ยมากทส่ี ุดอยใู่ นระดบั 2.01
– 2.50 ประเภทของสถานศึกษาที่จบการศึกษาชั้น ม.3 มากที่สุดคือประเภทโรงเรียนขยายโอกาส
รายได้เฉลี่ยของผู้ปกครองมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 0 – 15,000 บาท ระดับการศึกษาของผู้ปกครอง
มากที่สุดคอื จบการศึกษา ระดบั ช้ัน ประถมศึกษาปที ่ี 5-6
2. ปจั จัยที่มอี ิทธพิ ลต่อการเลอื กศกึ ษาตอ่ สายอาชพี ของนกั เรียน ทัง้ 5 ปจั จัย พบวา่ ปจั จัย
ดา้ นตวั ผู้เรียนเปน็ ปัจจยั ทม่ี ีอิทธิพลมากท่ีสุดเปน็ อนั ดับ 1 แสดงใหเ้ หน็ วา่ ผ้เู รียนมีการตง้ั เป้าหมายของ
ตนเองในอนาคตไว้อย่างอย่างชัดเจนแล้วว่าจะประกอบอาชีพอะไร จึงได้ตัดสินใจเลือกตามอาชีพที่
ตนเองได้กำหนดไว้ในอนาคต ส่วนปัจจัยด้านอื่นมีอิทธิพลเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ปัจจัย
ด้านสภาพแวดล้อมและจุดเด่นของสถานศึกษา ปัจจัยด้านผู้ปกครอง ปัจจัยด้านครูแนะแนว และ
ปัจจัยด้านเพ่ือนและรนุ่ พี่ ตามลำดบั
- เตือนใจ อารีโรจนนุกูล (2558,บทคัดย่อ) ได้ทำการวิจัยเรื่อง การศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพล
ต่อการไม่เลือกศึกษาตอ่ สายอาชีพของนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 ในโรงเรยี นประเภทขยาย
โอกาสที่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาจำนวน สภาพ
ทั่วไป ของนักเรียนท่ีจบการศึกษาระดับช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2558 จากโรงเรยี น
ขยายโอกาสที่อยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการไม่เลือกศึกษาต่อสาย
อาชีพของนักเรียนที่จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2558 จากโรงเรียน
ขยายโอกาสทอ่ี ยูใ่ นเขตจังหวดั เชยี งใหม่
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ นักเรียนที่จบการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเฉพาะกลุ่มนักเรียนทีจ่ บการศึกษาระดับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3
ที่ไม่เลือกศึกษาต่อในสายอาชีพ ประจำปีการศึกษา 2558 จากโรงเรียนที่อยู่ในเขตจังหวัดเชียงใหม่
จำนวน 100 คน
เครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย ได้แก่ แบบสอบถามความคิดเห็นของนกั เรยี นระดบั ชัน้ มธั ยมศึกษา
ปีที่ 3 โดยสอบถามในหัวข้อปัจจัยที่มีผลต่อการไม่เลือกศึกษาต่อสายอาชีพ ทั้ง 4 ด้าน คือ ด้าน
54
ความรู้ ความสามารถของตัวผู้เรียน , ด้านอุปนิสัยส่วนตัวของผู้เรียน , ด้านค่านิยม ความเข้าใจ ใน
สายอาชีพ และด้านตัวผู้ปกครองและแบบสัมภาษณ์ ซ่ึงมีโครงสร้างสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ไดแ้ ก่ คา่ ร้อยละ ค่าเฉล่ยี ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
ผลการวิจยั
1. สภาพทั่วไปท่ีสำคัญของนักเรียนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่เลือกเรียน
ต่อสายอาชีพ พบว่า นักเรียนที่เลือกเรียนต่อสายสามัญส่วนใหญ่มีเกรดเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ในระดับ
3.01 – 3.50 รายได้เฉลี่ยของผู้ปกครองมากที่สุด อยู่ในระดับไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ระดับ
การศึกษาของผปู้ กครองโดยเฉลย่ี อยใู่ นระดบั ประถมศกึ ษาปีท่ี 5-6 และมัธยมศึกษาปีท่ี 4-6
2. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตดั สินใจไม่เลือกเรียนต่อสายอาชีพของนกั เรยี นที่จบการศึกษา
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนขยายโอกาสที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ทั้ง 4 ด้าน พบว่า ปัจจัยที่มี
อิทธิพลมากที่สุดได้แก่ ด้าน ความรู้ความสามารถของตัวผู้เรียน (̅X = 3.11) รองลงมาได้แก่ ด้าน
อุปนิสัยส่วนตัว (̅X= 2.99) ด้านค่านิยม ความเข้าใจสายอาชีพ (̅X = 2.60) และน้อยที่สุด คือด้านตัว
ผู้ปกครอง (̅X = 2.42)
บทท่ี 3
วิธดี ำเนินการศกึ ษา
การดำเนินโครงการศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ในครั้งนี้
ผู้ศึกษาได้ดำเนินงานตามลำดบั ข้นั ตอนดังต่อไปนี้
1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
2. เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ศกึ ษา
3. ขั้นตอนในการสร้างเคร่อื งมือ
4. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
5. วธิ ีการวเิ คราะห์ขอ้ มลู และสถิตตทิ ่ีใช้ในการศึกษา
1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
1.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครู ในสำนักงาน
เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 1,566 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบ
เจาะจง (Purposive Sampling)
1.2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่
การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 67 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกสุ่มแบบยกกลุ่ม
(Cluster Random Sampling)
2. เครอ่ื งมอื ทีใ่ ชศ้ กึ ษา
แบบสอบถามเพื่อทราบข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพ้นื ที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชงิ เทรา เขต 2
แบ่งออกเป็น 5 ด้าน คือ ด้านความรู้และความสามารถ (Knowledge and Ability) ด้านพฤติกรรม
(Behavioral) ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม (Social and Environment) ด้านความต้องการของ
ตลาดแรงงาน (Labor Market Demand) ด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา (Curriculum
and Educational Outcomes)
56
3. ข้นั ตอนในการสร้างเคร่ืองมอื
เครอื่ งมือทีใ่ ช้ในการสอบถามความคิดเหน็ แบง่ ออกเปน็ 3 ส่วน ดังน้ี
1. การศึกษาข้อมูลท่วั ไป เพศ อายุ ระดับการศกึ ษา วิทยฐานะ อำเภอท่ตี ้งั ของสถานศกึ ษา
2. การศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของ
ข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ผู้จัดทำใช้แบบสอบ
ถาม โดยดำเนินการสรา้ งแบบสอบถามตามข้นั ตอน ดงั น้ี
2.1 ศึกษาค้นคว้าความรู้ทางวิชาการภายใต้กรอบแนวคิดที่จะศึกษา เพื่อนำมาเป็น
แนวทางในการสรา้ งแบบสอบถาม
2.2 กำหนดขอบเขตของแบบสอบถาม โดยใช้วัตถุประสงค์ของโครงการเป็นหลักการ
ตั้งคำถามจะมุ่งเน้นให้ได้คำตอบที่สามารถบรรลุเป้าหมายตามวัตถุประสงค์ของโครงการ โดยแบ่ง
รายละเอียดออกเป็น 3 ตอนคือ
ตอนที่ 1 ขอ้ มลู พ้ืนฐานทั่วไป
- เพศ
- อายุ
- ระดบั การศึกษา
- วทิ ยฐานะ
- อำเภอท่ีตง้ั ของสถานศกึ ษา
ตอนท่ี 2 แบบสอบถามเพื่อทราบขอ้ มลู เกีย่ วกบั ทศั นคติในการเลอื กศึกษาต่อสาย
อาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ฉะเชิงเทรา เขต 2 แบ่งออกเป็น 5 ด้าน คือ ด้านความรู้และความสามารถ (Knowledge and
Ability) ด้านพฤติกรรม (Behavioral) ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม (Social and Environment)
ด้านความต้องการของตลาดแรงงาน (Labor Market Demand) ด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการ
ศกึ ษา (Curriculum and Educational Outcomes) 5 ระดบั โดยแบ่งแบบสอบถามออกเปน็ 5 ดา้ น
1. ด้านความรู้และความสามารถ ได้แก่ ผลการเรียน ความรู้เฉพาะทาง ความ
ถนดั ในการเรยี น
2. ดา้ นพฤตกิ รรม ได้แก่ ความรับผิดชอบ ความขยันหมน่ั เพยี ร
57
3. ดา้ นสงั คมและสภาพแวดล้อม ไดแ้ ก่ สภาพแวดล้อมสถานศึกษา สภาพแวดล้อม
ทางด้านเพ่ือน
4. ด้านความต้องการของตลาดแรงงาน ได้แก่ ความสำคัญต่อตลาดแรงงาน
ความตอ้ งการของสถานประกอบการ การสนบั สนนุ จากรฐั บาล
5. ด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา ได้แก่ คุณภาพของหลักสูตรและ
การศกึ ษา โอกาสในการศึกษาต่อในระดบั ปรญิ ญาตรี โอกาสประสบความสำเร็จในอนาคต
ตอนที่ 3 เป็นคำถามปลายเปิด ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็น การศึกษาทัศนคติใน
การเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
4. การดำเนนิ การและเก็บรวบรวมขอ้ มูล
4.1 ผู้จัดทำทำการรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามท่ีแจกให้ประชากรกลุ่มเปา้ หมาย
4.2 ผู้จดั ทำทำการรวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ทฤษฎี และงานวิจัยท่ีเกีย่ วข้อง
5. การวเิ คราะห์ข้อมูลและสถิตทิ ใ่ี ช้ในการศึกษา
การวิเคราะห์ข้อมลู ประกอบดว้ ย 2 สว่ น ดงั นี้
5.1 การวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะของผู้ตอบแบบสอบถาม สถิติที่ใช้เป็นร้อยละ
(Percentage) ค่าเฉลี่ย (Arithmetic Mean) ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation S.D.)
โดยรวบรวมข้อมลู การหาคา่ สถติ ิพ้ืนฐาน คือ รอ้ ยละ ค่าเฉล่ยี และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐานของคะแนน
ทไี่ ดโ้ ดยใชส้ ตู รดงั นี้
5.1.1 ค่าร้อยละ
P = F×100
n
เม่ือ P แทน รอ้ ยละ
F แทน ความถท่ี ีต่ ้องการแปลงคา่ ให้เป็นรอ้ ยละ
n แทน จำนวนความถที่ ั้งหมด
58
5.1.2 คา่ เฉลย่ี ∑X
̅X = N
เม่อื ̅X
แทน คา่ เฉล่ีย
∑X
N แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมดในกลมุ่
5.1.3 สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน แทน จำนวนคะแนนในกลุ่ม
S.D. = √N∑X2−(∑X)2
N(N−1)
เมอ่ื S.D. แทน ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน
∑X แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตวั
N แทน จำนวนคะแนนในกลุม่
5.2 วเิ คราะห์ขอ้ มูลเกี่ยวกับทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรยี นชัน้ มัธยมศึกษา
ปีท่ี 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 แบ่งออก
เป็น 5 ด้าน คือ คือ ด้านความรู้และความสามารถ (Knowledge and Ability) ด้านพฤติกรรม
(Behavioral) ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม (Social and Environment) ด้านความต้องการของ
ตลาดแรงงาน (Labor Market Demand) ด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา (Curriculum
and Educational Outcomes) โดยแบง่ ระดับการแปลผลเปน็ 5 ระดบั ดงั น้ี
คะแนนคา่ เฉลย่ี ระดบั การแปลผล
4.21 - 5.00 หมายถึง มีระดับความเหน็ ด้วยมากท่ีสุด
3.41 - 4.20 หมายถงึ มีระดับความเหน็ ดว้ ยมาก
2.61 - 3.40 หมายถงึ มรี ะดับความเห็นด้วยปานกลาง
1.81 - 2.60 หมายถงึ มีระดบั ความเห็นด้วยน้อย
1.00 - 1.80 หมายถงึ มรี ะดบั ความเห็นด้วยนอ้ ยทส่ี ดุ
บทที่ 4
ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล
การดำเนินโครงการศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ในครั้งนี้
ผู้ศกึ ษาเสนอตามลำดับ ดงั น้ี
4.1 สัญลกั ษณ์ทีใ่ ช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มูล
n แทน จำนวนคนในกลมุ่ ตวั อย่าง
X̅ แทน คะแนนเฉลย่ี
S.D. แทน สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
4.2 การนำเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
การวิเคราะห์ขอ้ มลู ในการศกึ ษาครงั้ นี้ ผู้จดั ทำไดด้ ำเนินการวิเคราะหอ์ อกเป็น 3 ตอนดงั นี้
ตอนท่ี 1 ข้อมูลทวั่ ไปของผตู้ อบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 ศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของ
ข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 แบ่งเป็น 5 ด้าน คือ
ด้านความรู้และความสามารถ (Knowledge and Ability) ด้านพฤติกรรม (Behavioral) ด้านสังคม
และสภาพแวดล้อม (Social and Environment) ด้านความต้องการของตลาดแรงงาน (Labor
Market Demand) และด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา (Curriculum and Educational
Outcomes)
60
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู
ตอนที่ 1 ข้อมลู ท่วั ไปของผูต้ อบแบบสอบถาม
ตารางท่ี 1 แสดงความถีแ่ ละร้อยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามเพศ
สถานภาพ กลมุ่ ตัวอย่าง n = 67
จำนวน รอ้ ยละ
เพศ
ชาย 18 26.87
หญิง 49 73.13
รวม 67 100.00
จากตารางที่ 1 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ
73.13 และเพศชาย จำนวน 18 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 26.87
ภาพที่ 1 แผนภูมแิ สดงความถแี่ ละรอ้ ยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามเพศ
61
ตารางที่ 2 แสดงความถแี่ ละร้อยละของกลมุ่ ตวั อย่างจำแนกตามชว่ งอายุ
สถานภาพ กลมุ่ ตวั อย่าง n = 67
จำนวน รอ้ ยละ
อายุ
ต่ำกวา่ 22 ปี 0 0.00
22 - 25 ปี 1 1.49
26 - 30 ปี 5 7.46
31 - 35 ปี 13 19.40
36 - 40 ปี 6 8.96
41 - 45 ปี 11 16.42
46 - 50 ปี 7 10.45
51 - 55 ปี 9 13.43
56 - 60 ปี 10 14.93
60 ปีขึน้ ไป 5 7.46
รวม 67 100.00
จากตารางที่ 2 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 31 - 35 ปี จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ
19.40 รองลงมาอายุ 41 - 45 ปี จำนวน 11 คน คิดเป็นร้อยละ 16.42 อายุ 56 - 60 ปี จำนวน
10 คน คิดเป็นร้อยละ 14.93 อายุ 51 - 55 ปี จำนวน 9 คน คิดเป็นร้อยละ 13.43 อายุ 46 - 50 ปี
จำนวน 7 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 10.45 อายุ 36 - 40 ปี จำนวน 6 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 8.96 อายุ 26 - 30
ปี จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 7.46 อายุ 60 ปีขึ้นไป จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 7.46 และอายุ
22 - 25 ปี จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.49
ภาพที่ 2 แผนภูมิแสดงความถ่แี ละรอ้ ยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามชว่ งอายุ
62
ตารางท่ี 3 แสดงความถแี่ ละรอ้ ยละของกลุ่มตวั อย่างจำแนกตามระดบั การศึกษา
สถานภาพ กลุ่มตัวอย่าง n = 67
จำนวน ร้อยละ
ระดับการศกึ ษา
ตำ่ กว่าปรญิ ญาตรี 1 1.50
ปริญญาตรี 37 55.22
ปรญิ ญาโท 29 43.28
ปรญิ ญาเอก 0 0.00
อน่ื ๆ(ระบ)ุ ................. 0 0.00
รวม 67 100.00
จากตารางท่ี 3 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 37
คน คิดเป็นร้อยละ 55.22 รองลงมาคือระดับปริญญาโท จำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 43.28 และ
ระดับตำ่ กว่าปรญิ ญาตรี จำนวน 1 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 1.50
ภาพท่ี 3 แผนภูมิแสดงความถ่ีและร้อยละของกลุ่มตัวอยา่ งจำแนกตามระดบั การศกึ ษา
63
ตารางท่ี 4 แสดงความถี่และรอ้ ยละของกลมุ่ ตวั อยา่ งจำแนกตามวทิ ยฐานะ
สถานภาพ กลุ่มตวั อย่าง n = 67
จำนวน รอ้ ยละ
วทิ ยฐานะ
ครผู ู้ชว่ ย 8 11.94
ครู คศ.1 12 17.91
ครูชำนาญการ 12 17.91
ครูชำนาญการพเิ ศษ 33 49.26
ครูเชย่ี วชาญ 1 1.49
ครเู ชีย่ วชาญพิเศษ 1 1.49
รวม 67 100.00
จากตารางท่ี 4 พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีตำแหน่งวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษ
จำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 49.26 รองลงมาคือครู คศ.1 จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 17.91
ครูชำนาญการ จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 17.91 ครูผู้ช่วย จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 11.94
ครเู ชย่ี วชาญ จำนวน 1 คน คดิ เป็นร้อยละ 1.49 และครูเช่ยี วชาญพเิ ศษ จำนวน 1 คน คดิ เป็นร้อยละ
1.49
ภาพที่ 4 แผนภูมิแสดงความถแี่ ละรอ้ ยละของกลุ่มตัวอยา่ งจำแนกตามวทิ ยฐานะ
64
ตารางที่ 5 แสดงความถ่ีและร้อยละของกลมุ่ ตวั อย่างจำแนกตามอำเภอที่ต้ังของสถานศึกษา
สถานภาพ กล่มุ ตัวอย่าง n = 67
จำนวน รอ้ ยละ
อำเภอท่ีต้ังของสถานศึกษา
พนมสารคาม 18 26.87
ราชสาสน์ 3 4.48
บางคล้า 2 2.99
คลองเขือ่ น 0 0.00
สนามชยั เขต 22 32.84
แปลงยาว 10 14.93
ทา่ ตะเกียบ 12 17.91
รวม 67 100.00
จากตารางที่ 5 พบวา่ กลุ่มตวั อยา่ งส่วนใหญ่สถานศึกษาต้ังอยู่ท่ีอำเภอสนามชัยเขต จำนวน
22 คน คิดเป็นร้อยละ 32.84 รองลงมาคืออำเภอพนมสารคาม จำนวน 18 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 26.87
อำเภอท่าตะเกียบ จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 17.91 อำเภอแปลงยาว จำนวน 10 คน คิดเป็น
รอ้ ยละ 14.93 อำเภอราชสาสน์ จำนวน 3 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 4.48 และอำเภอบางคลา้ จำนวน 2 คน
คดิ เปน็ ร้อยละ 2.99
ภาพที่ 5 แผนภูมแิ สดงความถีแ่ ละรอ้ ยละของกลุ่มตัวอย่างจำแนกตามอำเภอที่ตัง้ ของสถานศึกษา
65
ตอนที่ 2 ข้อมูลความคิดเห็นทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 แบ่งเป็น 5 ด้าน
คือ ด้านความรู้และความสามารถ (Knowledge and Ability) ด้านพฤติกรรม (Behavioral) ด้าน
สังคมและสภาพแวดล้อม (Social and Environment) ด้านความตอ้ งการของตลาดแรงงาน (Labor
Market Demand) และด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา (Curriculum and Educational
Outcomes)
ตารางท่ี 6 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างในการเลือกศึกษา
ตอ่ สายอาชีพนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ของขา้ ราชการครู ในสำนักงานเขตพน้ื ท่ีการศึกษาประถม
ศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
ด้านความร้แู ละความสามารถ
รายการประเมนิ ระดบั ความคิดเหน็
X̅ S.D. ระดับแปรผล
1. นกั เรียน นกั ศกึ ษา สายอาชีพเป็นผเู้ รยี นท่ีมผี ลการเรยี นดี 3.46 0.61 มาก
2. นกั เรยี น นกั ศึกษา สายอาชีพเป็นผู้เรียนที่มคี วามรู้ 4.21 0.69 มากทีส่ ุด
เฉพาะทาง 4.33 0.70 มากที่สุด
3. นกั เรียน นักศกึ ษา สายอาชพี มีความถนดั ในการเรียน
ปฏิบตั ิมากกวา่ การเรียนทฤษฎี
รวม 4.00 0.48 มาก
จากตารางที่ 6 พบว่าความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างจากการศึกษาทัศนคติในการเลือก
ศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ด้านความรู้และความสามารถ โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก
(̅X = 4.00 และ S.D. = 0.48) และเมอ่ื พิจารณาเป็นรายข้อแล้ว นักเรียน นักศึกษา สายอาชีพมีความ
ถนดั ในการเรียนปฏบิ ตั มิ ากกวา่ การเรยี นทฤษฎี มคี วามคิดเห็นในระดับมากท่สี ดุ (̅X = 4.33 และ S.D.
= 0.70) รองลงมาคือนักเรียน นักศึกษา สายอาชีพเป็นผู้เรยี นทีม่ ีความรู้เฉพาะทาง มีความคิดเหน็ ใน
ระดบั มากที่สุด (̅X = 4.21 และ S.D. = 0.69) และนกั เรียน นกั ศกึ ษา สายอาชพี เปน็ ผูเ้ รยี นที่มีผลการ
เรียนดี มีความคิดเห็นในระดบั มาก (X̅ = 3.46 และ S.D. = 0.61) ตามลำดับ
66
5.00 4.21 4.33
4.00 3.46
3.00
2.00
1.00 0.61 0.69 0.7
0.00 สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
คา่ เฉลยี่
นกั เรยี น นกั ศกึ ษา สายอาชพี เป็นผเู้ รียนท่มี ีผลการเรียนดี
นกั เรยี น นักศึกษา สายอาชีพเปน็ ผเู้ รียนท่มี ีความรู้เฉพาะทาง
นักเรยี น นักศกึ ษา สายอาชีพมคี วามถนัดในการเรยี นปฏบิ ัตมิ ากกว่าการเรียนทฤษฎี
ภาพที่ 6 แผนภูมิแสดงคา่ เฉลยี่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ด้านความรู้และความสามารถ
ตารางที่ 7 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างในการเลือกศึกษา
ต่อสายอาชีพนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนกั งานเขตพื้นที่การศึกษาประถม
ศกึ ษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
ดา้ นพฤตกิ รรม
รายการประเมนิ ระดบั ความคดิ เห็น
̅X S.D. ระดบั แปรผล
1. นกั เรียน นักศึกษา สายอาชพี เป็นผู้เรียนทม่ี ี 3.75 0.79 มาก
ความรบั ผดิ ชอบในการเรียน
3.69 0.78 มาก
2. นกั เรยี น นกั ศกึ ษา สายอาชพี เปน็ ผเู้ รยี นท่มี ี
ความขยนั หมัน่ เพียร 3.79 0.71 มาก
3. นกั เรียน นกั ศึกษา สายอาชีพเปน็ ผ้เู รียนท่มี ีพฤติกรรมดี
รวม 3.74 0.68 มาก
67
จากตารางที่ 7 พบว่าความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างจากการศึกษาทัศนคติในการเลือก
ศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ดา้ นพฤติกรรม โดยรวมมีความคิดเหน็ ในระดับมาก (̅X = 3.74 และ
S.D. = 0.68) และเมือ่ พจิ ารณาเป็นรายข้อแลว้ นักเรียน นักศกึ ษา สายอาชพี เป็นผู้เรยี นทมี่ ีพฤติกรรม
ดี มีความคิดเห็นในระดับมาก (̅X = 3.79 และ S.D. = 0.71) รองลงมาคือนักเรียน นักศึกษา สาย
อาชีพเป็นผู้เรยี นที่มีความรับผิดชอบในการเรียน มีความคิดเห็นในระดับมาก (X̅ = 3.75 และ S.D. =
0.79) และนักเรียน นักศึกษา สายอาชีพเป็นผู้เรียนที่มีความขยันหมั่นเพียร มีความคิดเห็นในระดับ
มาก (̅X = 3.69 และ S.D. = 0.78) ตามลำดบั
5.00
4.00 3.75 3.69 3.79
3.00
2.00
1.00 0.79 0.78 0.71
0.00 ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน
คา่ เฉล่ยี
นกั เรียน นักศกึ ษา สายอาชพี เปน็ ผู้เรียนทีม่ คี วามรับผิดชอบในการเรียน
นกั เรียน นักศกึ ษา สายอาชพี เป็นผู้เรยี นที่มคี วามขยันหม่นั เพยี ร
นกั เรียน นักศกึ ษา สายอาชีพมีความถนดั ในการเรียนปฏบิ ตั มิ ากกวา่ การเรยี นทฤษฎี
ภาพที่ 7 แผนภูมิแสดงคา่ เฉลีย่ และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน ด้านพฤตกิ รรม
68
ตารางที่ 8 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างในการเลือกศึกษา
ตอ่ สายอาชีพนักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถม
ศกึ ษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
ดา้ นสังคมและสภาพแวดล้อม
รายการประเมิน ระดบั ความคดิ เห็น
X̅ S.D. ระดับแปรผล
1. สภาพแวดล้อมการเรยี นสายอาชพี เปน็ สภาพแวดล้อม 3.88 0.77 มาก
ท่ีดี และเหมาะสมแกก่ ารเรียน
4.36 0.67 มากท่สี ุด
2. สภาพแวดลอ้ มการเรียนสายอาชพี จะทำให้นักเรียน
นกั ศึกษา มีประสบการณ์เหมอื นการปฏบิ ัตงิ านจริง 4.37 0.67 มากท่ีสุด
3. สภาพแวดลอ้ มทางด้านเพ่ือน มีสว่ นสำคญั ท่ีจะทำให้
นกั เรยี น นกั ศึกษา มีพฤติกรรมที่เปล่ยี นแปลงไป
รวม 4.20 0.52 มาก
จากตารางที่ 8 พบว่าความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างจากการศึกษาทัศนคติในการเลือก
ศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก
(̅X = 4.20 และ S.D. = 0.52) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้ว สภาพแวดล้อมทางด้านเพื่อนมีส่วน
สำคญั ท่จี ะทำให้นักเรียน นกั ศกึ ษา มีพฤตกิ รรมท่ีเปลี่ยนแปลงไป มีความคิดเหน็ ในระดบั มากที่สุด (̅X
= 4.37 และ S.D. = 0.67) รองลงมาคอื สภาพแวดลอ้ มการเรยี นสายอาชพี จะทำให้นกั เรยี น นักศึกษา
มีประสบการณ์เหมือนการปฏิบัติงานจริง มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด (̅X = 4.36 และ S.D. =
0.67) และสภาพแวดล้อมการเรียนสายอาชีพเป็นสภาพแวดล้อมที่ดี และเหมาะสมแก่การเรียน
มีความคดิ เหน็ ในระดับมาก (X̅ = 3.88 และ S.D. = 0.77) ตามลำดบั
69
5.00 3.88 4.36 4.37
4.00
3.00
2.00 0.77 0.67 0.67
1.00
0.00 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ค่าเฉลย่ี
ภาพท่ี 8 แผนภมู ิแสดงคา่ เฉลยี่ และส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม
ตารางที่ 9 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทัศนคติของกลุ่มตัวอย่างในการเลือกศึกษา
ต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 ของขา้ ราชการครู ในสำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถม
ศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
ดา้ นความตอ้ งการของตลาดแรงงาน
รายการประเมนิ ระดับความคิดเหน็
̅X S.D. ระดบั แปรผล
1. ตลาดแรงงานของประเทศไทยต้องการนักเรียน 4.51 0.59 มากทสี่ ดุ
นกั ศกึ ษาท่ีเรียนจบในสายอาชพี มากกว่าสายสามัญ
4.60 0.52 มากท่สี ุด
2. นกั เรียน นักศกึ ษา สายอาชพี มีความสำคัญตอ่
ตลาดแรงงานไทยในปจั จุบนั และอนาคต 4.16 0.79 มาก
3. ปจั จุบันรัฐบาลให้การสนับสนนุ นักเรียน นกั ศกึ ษา 4.49 0.64 มากทสี่ ดุ
ท่ีเรียนสายอาชีพใหม้ ตี ลาดแรงงานและสถาน
ประกอบการรองรับ
4. ความรทู้ ไ่ี ดร้ บั จากการศึกษาต่อในสายอาชีพสามารถ
นำไปต่อยอดในการปฏิบัติงานจรงิ ไดใ้ นอนาคต
รวม 4.44 0.50 มากทสี่ ดุ
70
จากตารางที่ 9 พบว่าความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างจากการศึกษาทัศนคติในการเลือก
ศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ดา้ นความต้องการของตลาดแรงงาน โดยรวมมีความคดิ เหน็ ในระดับ
มากที่สุด (̅X = 4.44 และ S.D. = 0.50) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้ว นักเรียน นักศึกษา
สายอาชีพมีความสำคัญต่อตลาดแรงงานไทยในปัจจุบันและอนาคต มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด
(X̅ = 4.60และ S.D. = 0.52) รองลงมาคือตลาดแรงงานของประเทศไทยต้องการนักเรียน นักศึกษา
ที่เรียนจบในสายอาชีพมากกว่าสายสามัญ มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.51 และ S.D. =
0.59) ความรู้ที่ได้รับจากการศึกษาต่อในสายอาชีพสามารถนำไปต่อยอดในการปฏิบัติงานจริงได้ใน
อนาคต มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.49 และ S.D. = 0.64) และปัจจุบันรัฐบาลให้การ
สนับสนุน นักเรียน นักศึกษาที่เรียนสายอาชีพ ให้มีตลาดแรงงานและสถานประกอบการรองรับ
มีความคดิ เหน็ ในระดับมาก (X̅ = 4.16 และ S.D. = 0.79) ตามลำดับ
5.00 4.51 4.60 4.16 4.49
4.00
3.00
2.00
1.00 0.59 0.52 0.79 0.64
0.00 สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
ค่าเฉลีย่
ภาพท่ี 9 แผนภมู ิแสดงค่าเฉล่ยี และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้านความต้องการของตลาดแรงงาน
71
ตารางที่ 10 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทัศนคติของกลุ่มตัวอยา่ งในการเลือกศึกษา
ต่อสายอาชีพนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ของขา้ ราชการครู ในสำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถม
ศกึ ษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
ด้านหลักสตู รและผลลพั ธท์ างการศกึ ษา
รายการประเมนิ ระดบั ความคิดเห็น
X̅ S.D. ระดบั แปรผล
1. หลักสูตรและการศึกษาสายอาชพี ในปัจจุบันของ 3.82 0.74 มาก
ประเทศไทย มีคุณภาพเทียบเท่าระดบั สากล
4.04 0.71 มาก
2. หลกั สตู รและการศึกษาสายอาชพี ในปัจจุบัน 4.39 0.76 มากทส่ี ดุ
สอดคลอ้ งกบั ความต้องการของตลาดแรงงาน
4.43 0.70 มากทีส่ ดุ
3. นักเรยี น นักศึกษา สายอาชีพมโี อกาสศกึ ษาตอ่ และ
ได้รับปรญิ ญาบตั รเช่นเดียวกับนกั เรียน นกั ศึกษาท่ี
เรยี นต่อสายสามัญ
4. นกั เรยี น นักศกึ ษา ท่ีเรียนตอ่ ในสายอาชพี มีโอกาส
ประสบความสำเรจ็ ในอนาคตเช่นเดียวกบั นกั เรียน
นกั ศึกษา ที่เรยี นต่อในสายสามญั
รวม 4.17 0.57 มาก
จากตารางที่ 10 พบว่าความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างจากการศึกษาทัศนคติในการเลือก
ศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา โดยรวมมีความคิดเห็นใน
ระดับมาก (X̅ = 4.17 และ S.D. = 0.57) และเมอื่ พิจารณาเป็นรายข้อแลว้ นกั เรียน นักศกึ ษา ทีเ่ รียน
ต่อในสายอาชีพ มีโอกาสประสบความสำเร็จในอนาคตเช่นเดียวกับนักเรียน นักศึกษา ที่เรียนต่อใน
สายสามัญ มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.43 และ S.D. = 0.70) รองลงมาคือนักเรียน
นักศึกษา สายอาชีพมีโอกาสศึกษาต่อและได้รบั ปริญญาบัตรเช่นเดียวกับนักเรียน นักศึกษาท่ีเรียนต่อ
สายสามัญ มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด (̅X = 4.39 และ S.D. = 0.76) หลักสูตรและการศึกษา
สายอาชีพในปัจจุบัน สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน มีความคิดเห็นในระดบั มาก (̅X =
4.04 และ S.D. = 0.71) และหลกั สตู รและการศึกษาสายอาชีพในปจั จบุ ันของประเทศไทย มีคุณภาพ
เทยี บเทา่ ระดับสากล มคี วามคดิ เหน็ ในระดบั มาก (̅X = 3.82 และ S.D. = 0.74) ตามลำดับ
72
5.00 3.82 4.04 4.39 4.43
4.00
3.00
2.00
1.00 0.74 0.71 0.76 0.70
0.00 สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
ค่าเฉลย่ี
ภาพท่ี 10 แผนภูมิแสดงคา่ เฉล่ีย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ด้านหลกั สูตรและผลลัพธ์ทางการศกึ ษา
บทที่ 5
สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
การดำเนินโครงการศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรยี นชั้นมัธยมศึกษาปี
ท่ี 3 ของขา้ ราชการครู ในสำนกั งานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 วัตถุประสงค์
การศึกษา เพื่อศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของ
ข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ใน
การศึกษาคร้งั น้ี ไดแ้ ก่ ข้าราชการครู ในสำนกั งานเขตพืน้ ทีก่ ารศึกษาประถมศึกษา ฉะเชงิ เทรา เขต 2
จำนวน 67 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกสุ่มแบบยกกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้
ศึกษา คือ แบบสอบถามเพื่อทราบข้อมูลเกี่ยวกับทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชน้ั
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
แบ่งออกเป็น 5 ด้าน คือ ด้านความรู้และความสามารถ (Knowledge and Ability) ด้านพฤติกรรม
(Behavioral) ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม (Social and Environment) ด้านความต้องการของ
ตลาดแรงงาน (Labor Market Demand) ด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา (Curriculum
and Educational Outcomes) สถิติที่ใช้ในการศึกษา คือ 1. ร้อยละ (Percentage) 2. ค่าเฉลี่ย
(Arithmetic Mean) 3. ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation S.D.)
สรุปผลการศกึ ษา
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลในศกึ ษาครง้ั น้ี สรุปได้ดังนี้
ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าข้าราชการครูส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง
จำนวน 49 คน คิดเป็นร้อยละ 73.13 และเพศชาย จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 26.87 อยู่ใน
ช่วงอายุ 31 - 35 ปี จำนวน 13 คน คิดเป็นร้อยละ 19.40 รองลงมาอายุ 41 - 45 ปี จำนวน 11 คน
คิดเปน็ รอ้ ยละ 16.42 อายุ 56 - 60 ปี จำนวน 10 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 14.93 อายุ 51 - 55 ปี จำนวน
9 คน คิดเป็นร้อยละ 13.43 อายุ 46 - 50 ปี จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อยละ 10.45 อายุ 36 - 40 ปี
จำนวน 6 คน คิดเปน็ ร้อยละ 8.96 อายุ 26 - 30 ปี จำนวน 5 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 7.46 อายุ 60 ปีขึ้น
ไป จำนวน 5 คน คิดเป็นร้อยละ 7.46 และอายุ 22 - 25 ปี จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.49
ส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี จำนวน 37 คน คิดเป็นร้อยละ 55.22 รองลงมาคือระดับ
74
ปริญญาโทจำนวน 29 คน คิดเป็นร้อยละ 43.28 และระดับต่ำกว่าปริญญาตรี จำนวน 1 คน คิดเป็น
ร้อยละ 1.50 ตำแหน่งวิทยฐานะเป็นครูชำนาญการพิเศษ จำนวน 33 คน คิดเป็นร้อยละ 49.26
รองลงมาคือครู คศ.1 จำนวน 12 คน คิดเป็นร้อยละ 17.91 ครูชำนาญการ จำนวน 12 คน คิด
เป็นร้อยละ 17.91 ครูผู้ช่วย จำนวน 8 คน คิดเป็นร้อยละ 11.94 ครูเชี่ยวชาญ จำนวน 1 คน คิด
เป็นร้อยละ 1.49 และครูเชี่ยวชาญพิเศษ จำนวน 1 คน คิดเป็นร้อยละ 1.49 ส่วนใหญ่สถานศึกษา
ตั้งอยู่ที่อำเภอสนามชัยเขต จำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 32.84 รองลงมาคืออำเภอพนมสารคาม
จำนวน 18 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 26.87 อำเภอท่าตะเกยี บ จำนวน 12 คน คดิ เป็นร้อยละ 17.91 อำเภอ
แปลงยาว จำนวน 10 คน คิดเป็น ร้อยละ 14.93 อำเภอราชสาส์น จำนวน 3 คน คิดเป็น
ร้อยละ 4.48 และอำเภอบางคลา้ จำนวน 2 คน คิดเป็นรอ้ ยละ 2.99
ตอนท่ี 2 ข้อมลู ความคิดเห็นทศั นคตใิ นการเลือกศกึ ษาต่อสายอาชพี นักเรยี นช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 แบ่งเป็น 5
ด้าน คือ ด้านความรู้และความสามารถ (Knowledge and Ability) ด้านพฤติกรรม (Behavioral)
ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม (Social and Environment) ด้านความต้องการของตลาดแรงงาน
(Labor Market Demand) และด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา (Curriculum and
Educational Outcomes)
ด้านความรู้และความสามารถ โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก (̅X = 4.00 และ S.D.
= 0.48) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้ว นักเรียน นักศึกษา สายอาชีพมีความถนัดในการเรียน
ปฏิบัติมากกว่าการเรียนทฤษฎี มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด (̅X = 4.33 และ S.D. = 0.70)
รองลงมาคือนักเรยี น นกั ศกึ ษา สายอาชพี เป็นผู้เรียนทม่ี ีความรเู้ ฉพาะทาง มีความคิดเห็นในระดับมาก
ที่สุด (X̅ = 4.21 และ S.D. = 0.69) และนักเรียน นักศึกษา สายอาชีพเป็นผู้เรียนที่มีผลการเรียนดี
มีความคดิ เห็นในระดับมาก (X̅ = 3.46 และ S.D. = 0.61) ตามลำดับ
ด้านพฤติกรรม โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก (̅X = 3.74 และ S.D. = 0.68) และ
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้วทุกข้อมีความคิดเห็นในระดับมาก นักเรียน นักศึกษา สายอาชีพเป็น
ผู้เรียนที่มีพฤติกรรมดี (̅X = 3.79 และ S.D. = 0.71) รองลงมาคือนักเรียน นักศึกษา สายอาชีพเป็น
ผู้เรียนท่ีมีความรับผิดชอบในการเรียน (̅X = 3.75 และ S.D. = 0.79) และนักเรียน นักศึกษา สาย
อาชพี เป็นผเู้ รียนทีม่ คี วามขยันหม่นั เพียร (̅X = 3.69 และ S.D. = 0.78) ตามลำดับ
ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก (̅X = 4.20 และ S.D.
= 0.52) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้ว สภาพแวดล้อมทางด้านเพื่อนมีส่วนสำคัญที่จะทำให้
75
นักเรียน นักศึกษา มีพฤติกรรมท่ีเปลี่ยนแปลงไป มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด (̅X = 4.37 และ
S.D. = 0.67) รองลงมาคือสภาพแวดล้อมการเรียนสายอาชีพจะทำให้นักเรียน นักศึกษา มี
ประสบการณ์เหมือนการปฏิบัติงานจริง มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.36 และ S.D. =
0.67) และสภาพแวดล้อมการเรียนสายอาชีพเป็นสภาพแวดล้อมที่ดี และเหมาะสมแก่การเรียน
มีความคิดเห็นในระดบั มาก (X̅ = 3.88 และ S.D. = 0.77) ตามลำดบั
ดา้ นความต้องการของตลาดแรงงาน โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมากท่ีสดุ (̅X = 4.44
และ S.D. = 0.50) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้ว นักเรียน นักศึกษา สายอาชีพมีความสำคัญต่อ
ตลาดแรงงานไทยในปัจจุบันและอนาคต มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.60และ S.D. =
0.52) รองลงมาคือตลาดแรงงานของประเทศไทยต้องการนักเรียน นักศึกษา ที่เรียนจบในสายอาชีพ
มากกว่าสายสามัญ มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด (̅X = 4.51 และ S.D. = 0.59) ความรู้ที่ได้รับ
จากการศึกษาต่อในสายอาชีพสามารถนำไปต่อยอดในการปฏิบัติงานจริงได้ในอนาคต มีความคิดเห็น
ในระดับมากที่สุด (X̅ = 4.49 และ S.D. = 0.64) และปัจจุบันรัฐบาลให้การสนับสนุน นักเรียน
นักศึกษา ที่เรียนสายอาชีพให้มีตลาดแรงงานและสถานประกอบการรองรับ มีความคิดเห็นในระดับ
มาก (X̅ = 4.16 และ S.D. = 0.79) ตามลำดับ
ด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก (X̅ = 4.17
และ S.D. = 0.57) และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้ว นักเรียน นักศึกษา ที่เรียนต่อในสายอาชีพ
มีโอกาสประสบความสำเรจ็ ในอนาคตเช่นเดยี วกับนักเรียน นักศึกษา ที่เรียนต่อในสายสามัญ มีความ
คิดเห็นในระดับมากที่สุด (̅X = 4.43 และ S.D. = 0.70) รองลงมาคือนักเรียน นักศึกษา สายอาชีพมี
โอกาสศึกษาต่อและได้รับปริญญาบัตรเช่นเดียวกับนักเรียน นักศึกษาที่เรียนต่อสายสามัญ มีความ
คิดเห็นในระดับมากทส่ี ุด (X̅ = 4.39 และ S.D. = 0.76) หลักสตู รและการศึกษาสายอาชีพในปัจจุบัน
สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน มีความคิดเห็นในระดับมาก (̅X = 4.04 และ S.D. =
0.71) และหลักสูตรและการศึกษาสายอาชีพในปัจจุบันของประเทศไทย มีคุณภาพเทียบเท่าระดับ
สากล มีความคิดเหน็ ในระดับมาก (̅X = 3.82 และ S.D. = 0.74) ตามลำดบั
การอภิปรายผล
การอภิปรายผล ซึ่งมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
ฉะเชิงเทรา เขต 2 แบ่งเป็น 5 ด้าน คือ ด้านความรู้และความสามารถ (Knowledge and Ability)
76
ด้านพฤติกรรม (Behavioral) ด้านสงั คมและสภาพแวดลอ้ ม (Social and Environment) ดา้ นความ
ต้องการของตลาดแรงงาน (Labor Market Demand) ด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา
(Curriculum and Educational Outcomes)
ด้านความรู้และความสามารถ โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.00 และ
และเม่ือพิจารณาเปน็ รายข้อแล้ว นกั เรยี น นกั ศึกษา สายอาชพี มีความถนัดในการเรยี นปฏบิ ตั ิมากกว่า
การเรยี นทฤษฎี มคี วามคิดเห็นในระดบั มากทส่ี ดุ มคี ่าเฉลยี่ 4.33 รองลงมาคือนกั เรยี น นกั ศึกษา สาย
อาชีพเป็นผู้เรียนที่มีความรู้เฉพาะทาง มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด และนักเรียน นักศึกษา สาย
อาชพี เป็นผเู้ รยี นท่มี ผี ลการเรียนดี มีความคิดเหน็ ในระดับมาก
ด้านพฤติกรรม โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 3.74 และเมื่อพิจารณา
เป็นรายข้อแล้ว ทุกข้อมีความคิดเห็นในระดับมาก นักเรียน นักศึกษา สายอาชีพเป็นผู้เรียนที่มี
พฤตกิ รรมดี มคี ่าเฉลยี่ 3.79 รองลงมาคอื นักเรยี น นักศึกษา สายอาชีพเป็นผ้เู รยี นท่ีมีความรับผิดชอบ
ในการเรยี น และนักเรียน นักศกึ ษา สายอาชพี เปน็ ผเู้ รยี นท่มี ีความขยนั หมั่นเพียร
ด้านสังคมและสภาพแวดล้อม โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.20 และ
เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้ว สภาพแวดล้อมทางด้านเพื่อนมีส่วนสำคัญที่จะทำให้นักเรียน นักศึกษา
มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.37 รองลงมาคือ
สภาพแวดล้อมการเรียนสายอาชีพจะทำให้นักเรียน นักศึกษา มีประสบการณ์เหมือนการปฏิบัติงาน
จริง มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด และสภาพแวดล้อมการเรียนสายอาชีพเป็นสภาพแวดล้อมที่ดี
และเหมาะสมแก่การเรยี น มีความคดิ เห็นในระดบั มาก
ด้านความต้องการของตลาดแรงงาน โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมากที่สดุ มีค่าเฉลี่ย
4.44 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้ว นักเรียน นักศึกษา สายอาชีพมีความสำคัญต่อตลาดแรงงาน
ไทยในปัจจุบันและอนาคต มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.60 รองลงมาคือ
ตลาดแรงงานของประเทศไทยต้องการนักเรียน นักศึกษา ที่เรียนจบในสายอาชีพมากกว่าสายสามัญ
ความรทู้ ไ่ี ด้รับจากการศึกษาต่อในสายอาชีพสามารถนำไปต่อยอดในการปฏบิ ัติงานจริงได้ในอนาคต มี
ความคิดเห็นในระดับมากที่สุด และปัจจุบันรัฐบาลให้การสนับสนุน นักเรียน นักศึกษาที่เรียนสาย
อาชีพ ให้มีตลาดแรงงานและสถานประกอบการรองรบั มีความคิดเห็นในระดบั มาก
ด้านหลักสูตรและผลลัพธ์ทางการศึกษา โดยรวมมีความคิดเห็นในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย
4.17 และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อแล้ว นักเรียน นักศึกษา ที่เรียนต่อในสายอาชีพ มีโอกาสประสบ
77
ความสำเร็จในอนาคตเช่นเดยี วกับนักเรียน นักศึกษา ที่เรียนต่อในสายสามัญ มีความคิดเห็นในระดับ
มากที่สุด มีค่าเฉลี่ย 4.43 รองลงมาคือนักเรียน นักศึกษา สายอาชีพมีโอกาสศึกษาต่อและได้รับ
ปริญญาบัตรเช่นเดียวกับนักเรียน นักศึกษาที่เรียนต่อสายสามัญ มีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด
หลักสูตรและการศึกษาสายอาชีพในปัจจุบัน สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน และ
หลักสูตรและการศึกษาสายอาชีพในปัจจุบันของประเทศไทย มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล มีความ
คิดเห็นในระดับมาก ซึ่งสอดคล้องกับ เตือนใจ อารีโรจนนุกูล (2561) ที่กล่าวไว้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลตอ่
การเลือกศึกษาต่อสายอาชีพของนักเรียน ทั้ง 5 ปัจจัย พบว่า ปัจจัยด้านตัวผู้เรียนเป็นปัจจัยที่มี
อิทธิพลมากที่สุดเป็นอันดับ 1 แสดงให้เห็นว่าผู้เรียนมีการตั้งเป้าหมายของตนเองในอนาคตไว้อย่าง
อย่างชัดเจนแล้วว่าจะประกอบอาชีพอะไร จึงได้ตัดสินใจเลือกตามอาชีพที่ตนเองได้กำหนดไว้ใน
อนาคต สว่ นปัจจัยดา้ นอื่นมีอิทธิพลเรยี งลำดบั จากมากไปหาน้อย ดงั น้ี ปจั จัยดา้ นสภาพแวดล้อมและ
จุดเด่นของสถานศึกษา ปัจจัยด้านผู้ปกครอง ปัจจัยด้านครูแนะแนว และ ปัจจัยด้านเพื่อนและรุ่นพี่
ตามลำดับ และเตือนใจ อารีโรจนนุกูล (2558) ที่กล่าวไว้ สภาพทั่วไปท่ีสำคัญของนักเรียนที่จบ
การศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ไม่เลือกเรียนต่อสายอาชีพ พบว่า นักเรียนที่เลือกเรียนต่อสาย
สามัญส่วนใหญ่มีเกรดเฉลี่ยมากที่สุดอยู่ในระดับ 3.01 – 3.50 รายได้เฉลี่ยของผู้ปกครองมากที่สุด
อยู่ในระดับไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ระดับ การศึกษาของผู้ปกครองโดยเฉลี่ยอยู่ในระดับ
ประถมศึกษาปีที่ 5-6 และมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจไม่เลือกเรียนต่อสาย
อาชีพของนกั เรียนทจ่ี บการศึกษามธั ยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรียนขยายโอกาสที่ตงั้ อยใู่ นจงั หวดั เชียงใหม่
ทั้ง 4 ด้าน พบวา่ ปจั จยั ทีม่ ี อิทธิพลมากทส่ี ุดได้แก่ ดา้ น ความรูค้ วามสามารถของตัวผู้เรยี น รองลงมา
ได้แก่ ด้านอปุ นิสัยสว่ นตัว ดา้ นค่านิยม ความเขา้ ใจสายอาชพี และนอ้ ยท่สี ุด คอื ด้านตวั ผู้ปกครอง
ข้อเสนอแนะ
1. ควรส่งเสริมด้านอาชีพให้มากขึ้น และเสริมสร้างทัศนคติทีด่ ีในการประกอบอาชีพให้แก่
ผเู้ รยี น มกี ารตดิ ตามและประเมนิ ผลดา้ นต่างๆ อย่างต่อเนอื่ ง
2. นักเรียนควรไดร้ บั การแนะแนวที่เหมาะกับความสนใจและความตอ้ งการของตนเอง
78
บรรณานุกรม
เตอื นใจ อารโี รจนนกุ ูล. การศึกษาปจั จยั ที่มีอทิ ธิพลต่อการไมเ่ ลอื กศึกษาต่อสายอาชพี ของนกั เรียน
ระดบั ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 ในโรงเรยี นประเภทขยายโอกาสทตี่ ัง้ อยใู่ นเขตจังหวดั เชยี งใหม่.
สบื คน้ เมอ่ื 18 กรกฎาคม 2564. จาก http://www.payaptechno.ac.th/
เตอื นใจ อารีโรจนนกุ ลู . ปจั จัยที่มีอิทธพิ ลต่อการตัดสินใจเลือกศกึ ษาต่อสายอาชีพของ
นักเรียนระดบั ช้ันประกาศนียบัตรวชิ าชีพชน้ั ปที ี่ 1 วทิ ยาลัยเทคโนโลยีพายพั และบริหารธุรกิจ.
สบื ค้นเมอื่ 22 กรกฎาคม 2564. จาก http://www.payaptechno.ac.th/
แพรภทั ร ยอดแกว้ . ทศั นคติหรอื เจตคติ (Attitude). สบื ค้นเม่ือ 25 กรกฎาคม 2564.
จาก https://www.gotoknow.org/posts/280647
วกิ พิ ีเดยี สารานุกรม. การศึกษา. สบื ค้นเม่ือ 25 กรกฎาคม 2564.
จาก https://th.wikipedia.org/wiki/
วกิ พิ ีเดียสารานกุ รม. การศึกษาในประเทศไทย. สบื ค้นเมื่อ 26 กรกฎาคม 2564.
จาก https://th.wikipedia.org/wiki/
สำนักมาตรฐานการอาชวี ศกึ ษาและวิชาชีพ. หลกั สตู รประกาศนียบัตรวชิ าชพี พุทธศกั ราช 2562.
สบื คน้ เม่อื 31 กรกฎาคม 2564. จาก https://bsq.vec.go.th/th-th/
สำนกั มาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชพี . หลักสูตรประกาศนยี บัตรวชิ าชพี ช้ันสงู พุทธศกั ราช 2563.
สืบค้นเมอื่ 31 กรกฎาคม 2564. จาก https://bsq.vec.go.th/th-th/
อำพร เรอื งศรี. ระบบการศึกษาไทย. สืบคน้ เม่ือ 1 สงิ หาคม 2564.
จาก https://www.gotoknow.org/posts/174101
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก
แบบขออนุมตั โิ ครงการ/แบบเสนอโครงการ
81
แบบขออนุมัติโครงการ
รายวิชา โครงการ รหัสวชิ า 30201-8501 ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2564
วทิ ยาลัยอาชีวศึกษาชลบุรี
ชือ่ โครงการ ศกึ ษาทัศนคติในการเลอื กศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3
ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพน้ื ที่การศึกษาประถมศกึ ษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
ระยะเวลาดำเนนิ การ วนั ท่ี 1 มถิ นุ ายน 2564 - 1 ตุลาคม 2564
สถานทดี่ ำเนนิ การ วทิ ยาลยั อาชีวศึกษาชลบุรี
ประมาณการคา่ ใช้จา่ ย -
ผูร้ บั ผดิ ชอบโครงการ 1. นางสาวกนกภรณ์ พลู สวัสดิ์ ชัน้ ปวส. 2/1 แผนกวิชาการบญั ชี
2. นางสาวกนกกานต์ พลู สวสั ดิ์ ช้นั ปวส. 2/1 แผนกวิชาการบัญชี
ลงชอื่ ..........................................ผู้รับผิดชอบโครงการ
(นางสาวกนกภรณ์ พลู สวสั ด์ิ)
…………………./……………../………………….
ลงชื่อ..........................................ผูร้ บั ผดิ ชอบโครงการ
(นางสาวกนกกานต์ พลู สวสั ดิ์)
…………………./……………../………………….
ความเหน็ ของครูประจำวิชา
................................................................................................................................................................
………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงช่ือ..........................................ครูผูส้ อน
(นางนพิ ร จทุ ัยรัตน์)
…………./……………../……………
82
ความเห็นของหวั หนา้ แผนกวิชา
............................................................................................................................. ...................................
............................................................................................................................. ...................................
ลงชื่อ...................................หวั หนา้ แผนกวชิ า
(นางนิพร จทุ ัยรตั น์)
…………./……………../……….
83
แบบเสนอโครงการ
รายวิชา โครงการ รหสั วชิ า 30201 – 8501 ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2564
วิทยาลัยอาชวี ศึกษาชลบรุ ี
โครงการ ศกึ ษาทศั นคติในการเลอื กศกึ ษาตอ่ สายอาชีพนักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 3
ของข้าราชการครู ในสำนกั งานเขตพน้ื ที่การศกึ ษาประถมศกึ ษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
ผวู้ จิ ยั 1. นางสาวกนกภรณ์ พูลสวัสด์ิ ระดับชั้น ปวส.2 สาขาวิชา การบัญชี หอ้ ง 1
2. นางสาวกนกกานต์ พลู สวัสด์ิ ระดบั ช้นั ปวส.2 สาขาวิชา การบญั ชี หอ้ ง 1
ความเปน็ มาและความสำคัญของปญั หา
ระบบการศึกษาไทยเม่ือสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ (ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3) จะมีทางเลือก
สำหรับการศึกษาต่อ 2 ทาง คือ สายสามัญ และสายอาชพี ซึ่งในปจั จุบนั สายสามัญคงเป็นทางเลอื กท่ี
นักเรียนส่วนใหญ่เลือกท่ีจะศึกษาต่อ ด้วยค่านิยมของคนส่วนมากในสังคมไทยปฏิเสธไม่ได้เลยว่า
คนไทยส่วนมากมีค่านิยมท่ีไม่ดีต่อการศึกษาต่อในสายอาชีพ เนื่องด้วยภาพลักษณ์ที่ผ่านมา คนไทย
ได้รับข่าวสารจากส่ือข่าวเป็นไปในทางท่ีไม่ดี จนทำให้เกิดทัศนคติท่ีไม่ดีต่อนักเรียน นักศึกษา สาย
อาชีพ และเกิดเป็นค่านิยมท่ียากจะเปล่ียนแปลงของคนไทยในปัจจุบัน และผปู้ กครองส่วนใหญ่ยังยึด
ตดิ กับใบปริญญา และมคี วามเชื่อวา่ ถา้ เรียนจบในสายอาชีพจะไม่สามารถเรียนต่อจนจบปรญิ ญาตรไี ด้
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามผลักดันหรือสนับสนุนมากเพียงใดก็เป็นเรื่องยากที่จะสร้างค่านิยมใหม่ใน
สงั คมไทย
ในการเลือกศึกษาต่อในสายสามัญ หรือสายอาชีพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 น้ัน
ย่อมมีปัจจัยหรืออิทธิพลท่ีนอกเหนือจากตัวนักเรียนเอง โดยเฉพาะบุคคลรอบตัว เช่น พ่อแม่
ผ้ปู กครอง ครู อาจารย์ เพ่ือน รวมถงึ ส่ือข่าวต่างๆ เปน็ ต้น
ดังนั้นจากข้อมูลข้างต้น คณะผู้จัดทำจึงมีความสนใจท่ีจะศึกษาอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มี
อิทธิพลต่อการเลือกศึกษาต่อในสายสามัญ หรือสายอาชีพของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ซ่ึงคือ
ครูอาจารย์ เพราะครูอาจารย์เป็นบุคคลที่นักเรียนให้ความเคารพ และมักจะเป็นบุคคลท่ีให้คำปรึกษา
แก่นักเรียนในเรื่องต่างๆ อยู่เสมอ หากครูอาจารย์มีทัศนคติที่ดีต่อการศึกษาต่อในสายอาชีพ จะให้
คำแนะนำในเชงิ สนับสนุนให้ศึกษาต่อในสายอาชีพ แตใ่ นทางตรงกันข้ามหากครูอาจารย์มีทัศนคตไิ มท่ ่ี
ดตี อ่ การศึกษาต่อในสายอาชีพ ก็จะให้คำแนะนำในเชิงสนบั สนุนให้ศึกษาต่อในสามญั แทน
84
วัตถปุ ระสงคข์ องโครงการ
เพื่อศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ของ
ขา้ ราชการครู ในสำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2
ขอบเขตของโครงการ
1. ขอบเขตด้านเนื้อหา ได้แก่ เพื่อศึกษาทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ของข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา
เขต 2
2. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
2.1 ประชากรที่ใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี คือ ข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 จำนวน 1,566 คน
2.2 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาคร้ังน้ี คือ ข้าราชการครู ในสำนักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาประถมศกึ ษา ฉะเชงิ เทรา เขต 2 จำนวน 50 คน
3. ขอบเขตดา้ นเวลาและสถานท่ี
3.1 ด้านเวลา ตั้งแตว่ นั ที่ 1 มถิ นุ ายน พ.ศ. 2564 ถงึ 1 ตลุ าคม พ.ศ. 2564
3.2 ด้านสถานที่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ฉะเชิงเทรา เขต 2 ที่อยู่
209/1 หมู่ท่ี 3 ตำบลเกาะขนุน อำเภอพนมสารคาม จงั หวดั ฉะเชิงเทรา 24120
วธิ ีดำเนินโครงการ
1. รปู แบบการศึกษา
2. เคร่ืองมือทใี่ ชใ้ นการศึกษา
2.1 เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบสอบถาม
2.2 เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวม ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย (̅X) และส่วน
เบีย่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)
3. การรวบรวมขอ้ มลู
รวบรวมขอ้ มูลจากแบบสอบถาม
4. การวเิ คราะห์ข้อมูล
สรปุ จากแบบสอบถาม
85
ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ ับ
ได้ทราบทัศนคติในการเลือกศึกษาต่อสายอาชีพนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3
ของขา้ ราชการครู ในสำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศึกษา ฉะเชงิ เทรา เขต 2
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ
ทัศนคติ หมายถึง แนวความคิดเห็น, ความรู้สึกนึกคิดท่ีบุคคลมีต่อส่ิงต่าง ๆ รวมท้ังตนเอง
โดยมีเหตุผลประกอบ
การศกึ ษาภาคบังคับ หมายถึง การศึกษาช้ันปีที่หนึง่ ถงึ ชั้นปีท่ีเกา้ ของการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน
ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ (มาตรา 4) กำหนดให้คณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษาตาม
กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแหง่ ชาติหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ ทีม่ ีสถานศึกษาอยู่ในสังกัด แลว้ แต่
กรณีประกาศรายละเอียดเกี่ยวกับการส่งเด็กซ่ึงมีอายุย่างเข้าปีที่เจ็ดจนถึงอายุย่างเข้าปีที่สิบหก เว้น
แต่เด็กท่ีสอบได้ชั้นปีที่เก้าของการศึกษาภาคบังคับแล้วให้เข้าเรียนในสถานศึกษาที่จัด การศึกษาภาค
บังคับ และการจัดสรรโอกาสเข้าศึกษาต่อระหว่างสถานศึกษาที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับโดย
ให้ปิดประกาศไว้ ณ สำนักงานเขตพ้ืนที่การศึกษา สำนักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ
สถานศึกษา รวมทั้งต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้ปกครองซึ่งตามพระราชบัญญัติน้ีหมายถึง บิดามารดา
หรือบิดา หรือมารดา ซ่ึงเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและ
พาณิชย์ และหมายความรวมถึงบุคคลท่ีเด็กอยู่ด้วยเป็นประจำหรือท่ีเด็กอยู่รับใช้การงานของเด็ก
ทราบกอ่ นเดก็ เข้าเรียนในสถานศกึ ษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (มาตรา 5)
สายอาชีพ หมายถึง การเรียนต่อในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ หรือ ปวช. เป็นการ
เรียนในหลักสูตรท่ีไม่ได้เน้นการเรียนวิชาพ้ืนฐานเหมือนกับสายสามัญ มีระยะเวลาในการเรียน 3 ปี
โดยหากเรียนจบแล้วจะมีทางเลือกในการเรียนต่อ 2 ทางเลือกใหญ่ๆ คือ 1. การเรียนต่อในระดับ
ประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง หรือ (ปวส.) ใช้เวลาเรียน 2 ปี หลังจากจบแล้วสามารถเรียนต่อ
ปริญญาตรี อีก 2 ปี 2. การเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย (ระดับปริญญาตรี) ใช้เวลาเรียน 4 – 5 ปี
แล้วแต่คณะวิชาท่ีเลอื ก
สายสามัญ หมายถึง การจัดการศึกษาขั้นพ้ืนฐานตามกระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยให้
ความสำคัญกับการจัดการเรียนการสอน 8 กลุ่มสาระ และสาระ โดยการจัดการศึกษาสายสามัญ
แบ่งออกเป็น ระดับประถมศึกษาตอนต้น ระดับประถมศึกษาตอนปลาย ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถทุกด้าน ตามลำดับขั้นและ
86
หลักสูตรของสถานศึกษา และหลักสูตรของกระทวงศึกษากำหนดไว้ ว่าแต่ละระดับควรพัฒนาด้าน
ใดบ้าง และเพ่มิ เตมิ ความรู้ ความสามารถในดา้ นใด
ค่านิยม หมายถึง วิธีจัดรูปพฤติกรรมของมนุษย์ท่ีฝังแน่นอยู่ในตัวคน และเป็นส่ิงที่เรา
ยึดถือปฏิบัติกันต่อๆ มา หรืออาจหมายถึง การยอมรับนับถือและพร้อมที่จะปฏิบัติตามคุณค่าที่คน
หรือกลุ่มคนที่มีอยู่ต่อส่ิงต่างๆ ซ่ึงอาจเป็นวัตถุ มนุษย์ ส่ิงมีชีวิตอื่นๆ รวมทั้งการกระทำด้านเศรษฐกิจ
สังคม จริยธรรม และสนุ ทรยี ภาพ โดยได้ประเมินคา่ จากทัศนคตติ ่างๆ อยา่ งถี่ถ้วนและรอบคอบแลว้
ภาพลกั ษณ์ หมายถงึ ภาพที่เกดิ จากความนกึ คดิ หรือท่คี ดิ วา่ ควรจะเป็นเช่นนน้ั
ปัจจยั หมายถึง เหตอุ ันเปน็ ทางให้เกิดผล, หนทาง
อิทธิพล หมายถึง กำลังที่ยังผลให้สำเร็จ อำนาจซึ่งแฝงอยู่ในบุคคลหรือรัฐ ซ่ึงสามารถ
บันดาลให้เป็นไปตามความประสงค์ อำนาจที่สามารถบันดาลให้ผู้อื่นต้องคล้อยตามหรือทำตาม
อำนาจทส่ี ามารถบนั ดาลให้เปน็ ไปได้ตา่ ง ๆ
แผนการดำเนนิ โครงการ
กจิ กรรม สัปดาห์ที่
1-2 3-4 5-6 6-7 7-8 9-10 11-12 13-14 15-16 17-18
1. ศกึ ษาข้อมลู
2. เสนอโครงการ
3. วางแผนการดำเนินงาน
โครงการ
4. ตดิ ตอ่ /ประสานงาน
5. ลงมอื ปฏบิ ัติ
6. ทดสอบการทำงาน/
ประเมนิ ผล
7. จดั ทำรายงานโครงการ
8. นำเสนอโครงการ
87
เอกสารอา้ งอิง
http://www.ccs2.go.th/index1.php
https://dictionary.sanook.com/search/dict-th-th-royal-institute
https://dict.longdo.com/search/
https://www.yuvabadhanafoundation.org/th/highschool/studyplan/item4-2/
https://sites.google.com/site/karnloveicemark/kar-reiyn-say-samay
ภาคผนวก ข
วิธีการเกบ็ รวมรวบขอ้ มูลและวธิ ีการดำเนินโครงการ
89
1. ข้ันเตรียมการ
ภาพท่ี 11 ศึกษาคน้ คว้าข้อมูล
ภาพที่ 12 ศึกษาคน้ ควา้ ข้อมูล
ภาพที่ 13 ศึกษาคน้ คว้าข้อมูล