ลักษณะเด่นของจำปีช้างที่แตกต่างจากชนิดอื่น คือใบรูปไข่ ผลมีขนาดใหญ่มาก เปลือกหนา
เมล็ดมีขนาดใหญ่ กลมแบน เปลือกหุ้มเมล็ดมีกล่ินฉุนรุนแรงเหมือนกล่ินตะไคร้ (ช่ือระบุชนิด citrata
หมายถงึ ตน้ ตะไคร้) นำ้ ยางจากเปลอื กหุ้มเมล็ดจะกัดผวิ หนงั รนุ แรงมาก
หลงั จากทมี่ กี ารคน้ พบจำปชี า้ งแลว้ วว. ไดท้ ำการวจิ ยั หาเทคโนโลยใี นการขยายพนั ธจุ์ ำปชี า้ ง พบวา่
การทาบก่ิงที่ใช้จำปาเป็นต้นตอ เป็นวิธีการท่ีได้ผลดี ประหยัด รวดเร็ว เหมาะสมตามแนวพระราชดำริ
เศรษฐกิจพอเพียง ต้นกล้าทไี่ ด้มลี กั ษณะทางพนั ธุกรรมเหมอื นตน้ แมพ่ นั ธ์ุ ไดม้ กี ารถา่ ยทอดเทคโนโลยวี ิธี
การขยายพันธ์ุจำปีช้างท่ีง่ายดายน้ีลงสู่เกษตรกร ช่วยให้เกษตรกรได้เรียนรู้ ฝึกปฏิบัติ สามารถนำไป
ขยายพันธุ์และจำหน่ายสร้างรายได้ให้กับครอบครัวในแต่ละพ้ืนที่ของประเทศ ช่วยให้มีจำนวนต้นกล้า
เพิ่มมากข้ึนอย่างรวดเร็ว ผู้สนใจสามารถหาซื้อได้อย่างสะดวกและมีราคาถูก จึงมีการนำไปปลูกกัน
ท่วั ประเทศอยใู่ นขณะน
้ี
สำหรบั พรรณไมใ้ นสกุลตอ่ ไปทจี่ ะกล่าวถงึ คือสกลุ ปาหนันชา้ ง จดั อยใู่ นวงศก์ ระดงั งา ซง่ึ ทัว่ โลก
มพี รรณไมใ้ นสกลุ ปาหนนั ชา้ งอยู่ 130 ชนดิ มอี ยใู่ นเมอื งไทย 25 ชนดิ ทร่ี จู้ กั กนั ดอี ยแู่ ลว้ ไดแ้ ก่ ปาหนนั ชา้ ง
ปาหนันพรุ บหุ งาลำเจียก ปาหนนั หยกิ ฯลฯ สำหรบั ปาหนนั 3 ชนิดใหม่ มีลกั ษณะดังน
ี้
ปาหนนั เมอื งกาญจน์
G
oniothalamus aurantiacus R.M.K. Saunders & Chalermglin
เปน็ พรรณไมถ้ นิ่ เดยี วของไทย ทขี่ นึ้ อยเู่ ฉพาะ
ในอำเภอสงั ขละบรุ แี ละทองผาภมู ิ จงั หวดั กาญจนบรุ ี
ทรี่ ะดบั ความสงู 600 เมตร มลี ำต้นสงู 5-9 เมตร
เปลือกลำต้นหนาและมีกล่ินฉุน ใบรูปรีจนถึงรูป
ไขก่ ลบั ออกดอกเดยี่ วตามลำตน้ และกง่ิ กลบี ดอกเรยี ง
2 ชน้ั ชน้ั ละ 3 กลบี กลบี ดอกชน้ั นอกสเี หลอื งนวล
หรือสีทอง รูปไข่ กว้าง 2-2.2 เซนติเมตร ยาว
1.8-2.8 เซนตเิ มตร กลบี ดอกชนั้ ในสชี มพอู อ่ น เมอื่ บาน
สง่ กลน่ิ หอมออ่ น มผี ลเปน็ ผลกลมุ่ มผี ลยอ่ ย 4-8 ผล
แตล่ ะผลรปู ทรงกระบอก ปลายผลเรยี วแหลม ผลยาว
2.7-3.4 เซนตเิ มตร ออกดอกในเดือนมนี าคม และ
ม
ผี ลแกใ่ นเดือนกันยายน
49
สวนและตน้ ไม้ 2553
ลักษณะเด่นของปาหนันเมืองกาญจน์ที่แตกต่างจากชนิดอื่น คือ ขึ้นอยู่ในท่ีร่ม เย็นและช้ืน
ออกดอกตามลำตน้ ดอกมสี ที องปนชมพู ผลรปู ทรงกระบอก ปลายผลเรียวแหลม
ปาหนันเมืองกาญจนช์ อบข้นึ อยู่ในท่รี ่ม มีความชืน้ ในอากาศและในดินสูง ชอบอากาศค่อนข้างเยน็
มีการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติโดยการงอกจากเมล็ด วว. ได้ทำการวิจัยหาเทคโนโลยีในการขยายพันธุ์ที่
ประหยัด ง่ายดาย รวดเร็วและเหมาะสมพร้อมที่จะถ่ายทอดลงสู่เกษตรกร พบว่าวิธีการเสียบยอดและ
การทาบกิ่ง เป็นวิธีการที่เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อนำต้นกล้ามาปลูกเป็นไม้ประดับตามบ้านเรือน
ในเขตกรงุ เทพมหานครและปรมิ ณฑล พบวา่ ตน้ กลา้ ยงั เจรญิ เตบิ โตไดไ้ มด่ นี กั ยงั ไมส่ ามารถปรบั ตวั เขา้ กบั
สภาพพ้ืนราบที่มีสภาพภูมิอากาศค่อนข้างร้อนและแห้งได้ จึงควรทำการพัฒนาให้ต้นกล้ามีการปรับตัว
ไดด้ ขี ึ้น หรือหาพนื้ ท่ีที่มสี ภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการปลูกเลย้ี งปาหนนั เมอื งกาญจน
์
ป
าหนนั แมว่ งก์
Goniothalamus maewongensis R.M.K. Saunders & Chalermglin
สำรวจพบครั้งแรกโดย ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น
เมอ่ื วนั ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2547 มีสถานภาพเปน็
พรรณไม้ถ่ินเดียวของไทย ที่ขึ้นอยู่เฉพาะในอุทยาน
แห่งชาติแม่วงก์ เขตจังหวัดกำแพงเพชร ท่ีระดับ
ความสงู 1,300 เมตร มีลำตน้ สงู ไดถ้ งึ 8 เมตร ใบ
รปู รจี นถึงรปู ไขก่ ลบั ออกดอกเดย่ี วตามลำตน้ และกง่ิ
กลีบดอกเรียง 2 ช้ัน ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกช้ัน
นอกสเี หลอื งนวล รูปไข่ กวา้ ง 1.5 เซนติเมตร ยาว
2 เซนติเมตร กลีบดอกช้ันในสีชมพูอ่อน เมอื่ บาน
สง่ กลนิ่ หอมออ่ น มผี ลเปน็ ผลกลมุ่ มผี ลยอ่ ย 4-8 ผล
แต่ละผลรูปกลมรี ผลยาว 2.1-3.5 เซนติเมตร มี
1-4 เมล็ด ออกดอกบานและมีผลแก่ช่วงเดียวกับ
ปาหนนั เมอื งกาญจน
์
ลกั ษณะเด่นของปาหนันแม่วงก์ทแี่ ตกต่างจากชนดิ อืน่ คอื ขนึ้ อยู่ในพนื้ ที่ระดับสูงที่รม่ เยน็ และชื้น
ออกดอกตามลำตน้ และก่ิง ดอกมสี เี หลอื งนวลปนชมพู ผลรปู กลมรี
ในการวิจัยหาเทคโนโลยีท่ีเหมาะสมในการขยายพันธุ์ ปลูกเลี้ยงและบำรุงรักษาปาหนันแม่วงก์
เพื่อพฒั นาเป็นไมด้ อกไมป้ ระดบั พบวา่ มีวิธกี ารทไี่ ด้ผลดแี ละเหมาะสมเชน่ เดยี วกับปาหนันเมืองกาญจน
์
50
สวนและตน้ ไม้ 2553
ป
าหนนั ร่องกล้า
G
oniothalamus rongklanus R.M.K. Saunders & Chalermglin
เป็นปาหนันชนิดสุดท้ายท่ีพบใหม่ สำรวจพบ
ครง้ั แรกโดย ดร.ปยิ ะ เฉลมิ กลนิ่ เมอ่ื วนั ท่ี 11 กมุ ภาพนั ธ์
พ.ศ. 2550 มสี ถานภาพเปน็ พรรณไมถ้ น่ิ เดยี วของไทย
ท่ีข้ึนอยู่เฉพาะในอุทยานแห่งชาติภูหินร่องกล้า จังหวัด
พิษณุโลก ท่ีระดับความสูง 1,300 เมตร และอุทยาน
แห่งชาติภูสอยดาว จังหวัดอุตรดิตถ์ ท่ีระดับความสูง
500-600 เมตร มีลำต้นสูง 4-8 เมตร มีใบและดอก
คล้ายคลึงกับปาหนันแม่วงก์ และมีขนาดใกล้เคียงกัน
แตก่ ลบี ชนั้ ในมสี ชี มพจู นถงึ สเี ทา มรี อ่ งกลางกลบี ดา้ นนอก
เดน่ ชัด เมื่อดอกบานมกี ลน่ิ หอมออ่ น มผี ลลกั ษณะและ
ขนาดใกล้เคียงกับปาหนันแม่วงก์ ออกดอกบานและมี
ผ
ลแกช่ ว่ งเดยี วกบั ปาหนนั เมอื งกาญจนห์ รอื ปาหนนั แมว่ งก
์
ปาหนันร่องกล้า ยังเป็นพรรณไม้ท่ีมีการปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในแหล่งพื้นที่ปลูกใหม่ได้
คอ่ นขา้ งยาก มกี ารเจรญิ เตบิ โตไดไ้ มด่ นี กั จงึ ยงั มคี วามจำเปน็ ทจ่ี ะตอ้ งทำการวจิ ยั และพฒั นาหาเทคโนโลยี
ท
เ่ี หมาะสม เพอ่ื ถา่ ยทอดลงสเู่ กษตรกร ในการสง่ เสรมิ การปลกู และใชป้ ระโยชนเ์ ปน็ ไมด้ อกไมป้ ระดบั ตอ่ ไป
สำหรับบุหรง เป็นพรรณไม้อีกสกุลหนึ่งของวงศ์กระดังงาเช่นเดียวกับกระดังงา การเวก ลำดวน
นมแมว สายหยดุ บุหงาเซิง บหุ งาลำเจยี ก ปาหนันชา้ ง ฯลฯ จากการปรับปรงุ รายชื่อ (revised) ลา่ สดุ
ในปี พ.ศ. 2552 มีบุหรงอยู่ทั่วโลก 30 ชนิด ส่วนใหญ่ข้ึนอยู่ในประเทศกลุ่มอาเซียน ต้องการอากาศ
ค่อนข้างร้อนชื้น กระจายพันธุ์ต้ังแต่ยอดเขาสูงลงมาจนถึงพ้ืนราบในระดับต่ำ รวมท้ังตามเกาะแก่ง
ในทะเล ในประเทศไทยพบเห็นอยทู่ ัว่ ประเทศทั้งหมด 12 ชนดิ
บหุ รงท่พี บในประเทศไทยจัดเป็นไม้พมุ่ หรอื ไมต้ น้ ขนาดเลก็ มีความสงู 1-5 เมตร สว่ นใหญ่จะ
สูง 1-2 เมตรเท่าน้ัน นานๆ จึงจะเห็นสูง 5 เมตรสักครั้งหน่ึง ส่วนมากด้านล่างของใบจะมีนวลสีขาว
เคลอื บหรอื ฉาบอยู่ ออกดอกทซี่ อกใบใกล้ปลายกิ่ง เปน็ ดอกสมบูรณ์เพศ คือมีท้ังเกสรเพศผูแ้ ละเพศเมยี
อยู่ในดอกเดียวกนั แตแ่ ปลกกว่าดอกไมส้ กุลอ่นื ในวงศก์ ระดังงาท่ีมกี ลีบดอก 6 กลีบ แต่บุหรงมกี ลีบดอก
3 กลบี กลีบหนาเรียวยาวประกบยดึ ติดกันเป็นแท่งสามเหล่ียม บางชนดิ มีปลายแท่งตรง บางชนิดมีปลาย
51
สวนและต้นไม้ 2553
บิดเป็นเกลียว คล้ายกับเหล็กขดู ชาฟท์ กลบี ดอกจะไมบ่ านแยกออกจากกนั เมอื่ เวลาดอกเจรญิ เตม็ ทหี่ รอื
ทเ่ี รยี กวา่ ดอกบาน ถ้าเป็นพรรณไม้ชนิดอ่ืนๆ กลีบดอกจะเบ่งบานออก เรียกกันว่าดอกไม้บาน แล้วกลีบ
ดอกก็จะโรยและรว่ งไปทลี ะกลบี แตใ่ นกลมุ่ ของบหุ รง เมอ่ื ดอกเจรญิ เตม็ ทก่ี จ็ ะมขี นาดใหญ่ กลบี หนาฉ่ำน้ำ
แล้วส่วนใหญ่จะเปล่ียนเป็นสีเหลืองนวล มีเพียงบางชนิดที่เปล่ียนเป็นสีแสด ส้ม ชมพู หรอื แดง โดยที่
แตล่ ะกลีบไม่บานแยกออกจากกัน แลว้ ดอกแกจ่ ะร่วงพร้อมกัน โดยที่กลีบดอกยังติดกันอยู่ หลายคนจึง
ไมท่ ราบว่า ดอกบหุ รงบานหรอื ยัง ดอกบานเมอ่ื ไร
บหุ รงเปน็ ดอกไมท้ มี่ เี สนห่ อ์ ยา่ งหนง่ึ ตรงทมี่ รี ปู รา่ งของดอกไมเ่ หมอื นพรรณไมอ้ ยา่ งอนื่ แลว้ ยงั มสี สี นั
หลากหลาย เมอื่ เปน็ ดอกตมู มสี เี ขยี ว แตพ่ อเปน็ ดอกแก่ (ไมบ่ าน) จะเปลย่ี นเปน็ สตี า่ งๆ หรอื บางครง้ั เปน็
ลายพราง หรือลายประ ถงึ แมว้ า่ ดอกแกข่ องบหุ รงจะไมห่ อมกต็ าม และนับวันดอกของบุหรงจะมีรูปร่าง
และสสี นั แปลกตามากขนึ้ เนอื่ งจากมกี ารผสมพันธห์ุ รือปรบั ปรงุ พนั ธ์กุ ันข้ึนมาเรอื่ ยๆ บหุ รงจึงไดร้ ับความ
นิยมปลูกเป็นไม้ประดับแพร่หลายมากข้ึนโดยลำดับ โดยหวังกันว่า สักวันหนึ่งจะมีสายพันธุ์ (variety)
ท่มี ีกลนิ่ หอมและออกดอกได้ตลอดป
ี
หลายคนสงสัยว่า กลีบดอกของบุหรงไม่บานแยกออกจากกัน ดังน้ัน เกสรเพศผู้และเพศเมียจึง
ผสมอยู่เฉพาะภายในดอกเดียวกัน ไม่มีโอกาสผสมข้ามดอก หรือข้ามต้น แต่เหตุการณ์จริงกลับไม่เป็น
เช่นนั้น เม่ือดอกบุหรงเจริญเต็มที่ ตามแนวเช่ือมของกลีบดอกตรงบริเวณโคนกลีบจะมีช่องเปิดเล็กๆ
หากสังเกตให้ดีจะพบเห็นตัวแมลงและพวกมดขนาดจิ๋วเดินเข้าเดินออกผ่านช่องน้ี แล้วทำหน้าที่ในการ
ผ
สมเกสรไปด้วย
เม่ือดอกบุหรงได้รับการผสมเกสรแล้ว กลีบดอกก็จะหลุดร่วงไป รังไข่ก็จะพัฒนาข้ึนมาเป็นผล
สว่ นไขอ่ ่อนกจ็ ะพฒั นาขน้ึ มาเป็นเมลด็ บหุ รงตดิ ผลจำนวนมาก เป็นผลกลุม่ (Aggregate fruit) มผี ลยอ่ ย
ไดม้ ากมายอาจถงึ 30 ผล แตล่ ะผลมรี ปู รา่ งคลา้ ยสายลกู ปดั (moniliform) เปลอื กผลคอดตามรอยเมลด็
คล้ายคลึงกับพชื ทอ่ี ยู่ในสกลุ สายหยดุ (Genus Desmos)
ในรายงานการสำรวจและตรวจสอบชื่อพรรณไม้ในสกุลบุหรงของประเทศไทย ฉบับล่าสุดเม่ือ
ปี พ.ศ. 2552 มบี ุหรงชนิดใหม่ของโลกทเี่ ปน็ ผลงานการต้ังชอ่ื ของ วว. อยู่ 2 ชนดิ คือ บหุ รงชา้ งและ
บ
หุ รงกลบี ทู่
มารู้จักบุหรงชนิดใหมท่ งั้ สองชนิด ว่ามรี ูปรา่ งอยา่ งไร แตกต่างหรอื เหมอื นกันตรงไหน
52
สวนและตน้ ไม้ 2553
บหุ รงชา้ ง
Dasymaschalon grandiflorum Jing Wang, Chalermglin & R.M.K. Saunders
พบในปา่ ดิบชื้นของอำเภอแว้ง จงั หวดั นราธวิ าส ท่ีระดับความสงู 300-500 เมตร มกี ารสำรวจพบ
คร้งั แรกโดย ดร.ปิยะ เฉลิมกลิ่น เมอ่ื วนั ท่ี 1 เมษายน พ.ศ. 2544 มกี ารตรวจสอบการตั้งชื่อและตีพิมพ์
รายงานในวารสาร Systematic Botany ปที ่ี 34 ฉบบั ที่ 2 หนา้ 252-265 ประจำปี พ.ศ. 2552 ซ่ึง
เป็นวารสารการจำแนกพรรณไม้นานาชาติที่ออกในประเทศสหรัฐอเมริกา ต้นแบบของตัวอย่างแห้ง
(Type specimen) เก็บอยู่ที่หอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช (BKF) นับเป็น
พรรณไมถ้ นิ่ เดียวของไทย
ลักษณะพิเศษของบุหรงช้าง เป็นบุหรงเพียงชนิดเดียวท่ีเป็นเถาเลื้อย (ชนิดอื่นทั้งหมดเป็นไม้พุ่ม)
และมีดอกและผลขนาดใหญ่ท่ีสุดในสกุลบุหรง เถาเลื้อยไปได้ไกลถึง 15 เมตร เถามีขนาดเส้นผ่าน
ศนู ยก์ ลาง 5 เซนตเิ มตร แผน่ ใบรปู ไขก่ ลบั หรอื รปู ขอบขนาน กวา้ ง 6-8 เซนตเิ มตร ยาว 15-20 เซนตเิ มตร
เน้ือใบหนา เรยี บ ด้านบนใบสีเขยี วเข้มเป็นมนั ด้านล่างมีนวลแปง้ สขี าวเคลอื บ มเี ส้นแขนงใบ 11-16 คู่
กา้ นใบยาว 1-1.5 เซนติเมตร ดอกออกตามเถาแก่ ก้านดอกยาว 8.5 เซนตเิ มตร กลบี เลีย้ งมี 3 กลบี
แยกจากกนั รปู กลมขนาด 6-7.5 มลิ ลเิ มตร กลบี ดอก 3 กลบี กวา้ ง 3.5 เซนตเิ มตร ยาว 17 เซนตเิ มตร
ขอบกลีบบรรจบกันเป็นแท่งสามเหลี่ยมคล้ายเหล็กขูดชาฟท์ ตอนปลายกลีบบิดเป็นเกลียว ผลกลุ่ม
ก้านผลรวมยาว 8-10 เซนตเิ มตร มีผลยอ่ ย 5-10 ผล แตล่ ะผลรูปทรงกระบอกยาว 3-6 เซนตเิ มตร
เม่ือแกม่ สี ีแดงเข้ม มี 3-6 เมลด็ ผลมีรอยคอดตามเมลด็ แต่ละเมลด็ กลม สีเหลืองอ่อน ออกดอกบาน
ในเดอื นกมุ ภาพนั ธ์ถงึ เดอื นเมษายน ผลแก่ในเดือนเมษายนถงึ เดือนมถิ นุ ายน
53
สวนและต้นไม้ 2553
D
บaุหsymรaงscดhaอlonกoทbtuู่ s
ipetalum Jing Wang, Chalermglin and R.M.K. Saunders
พบในป่าดิบเขาของอำเภอแม่ฟ้าหลวงและอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ที่ระดับความสูง 800-
1,600 เมตร มีการสำรวจพบมานานหลายปี และมีการตรวจสอบการต้ังชื่อและตีพิมพ์รายงานใน
วารสาร Systematic Botany ปที ี่ 34 ฉบบั ท่ี 2 หนา้ 252-265 ประจำปี พ.ศ. 2552 เชน่ เดยี วกบั บหุ รงชา้ ง
ต้นแบบของตัวอย่างแห้ง (Type specimen) เก็บอยู่ท่ีหอพรรณไม้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า
และพนั ธ์พุ ืช (BKF) และนบั เป็นพรรณไม้ถิ่นเดยี วของไทย
ลักษณะพิเศษของบุหรงดอกทู่ เป็นไม้พุ่ม สูง 4-6 เมตร ใบรูปรีหรือรูปขอบขนาน กว้าง 3-5
เซนติเมตร ยาว 12-17 เซนติเมตร เน้ือใบหนา ด้านบนใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ด้านล่างมีนวลแป้งสีขาว
เคลือบ มีเส้นแขนงใบ 8-14 คู่ ก้านใบยาว 5-7 มิลลิเมตร ดอกออกที่ปลายยอด ก้านดอกยาว
4.5 เซนติเมตร กลีบเล้ียงมี 3 กลีบ แยกจากกัน รูปกลมขนาด 2-4 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 3 กลีบ
กวา้ ง 1-1.5 เซนตเิ มตร ยาว 1.5-3 เซนตเิ มตร ขอบกลบี บรรจบกนั เปน็ แทง่ สามเหลย่ี ม ตอนปลายดอกทู่
และไมบ่ ิด ผลกลมุ่ ก้านผลรวมยาว 4.5-6 เซนตเิ มตร มผี ลย่อย 9-14 ผล แตล่ ะผลรูปทรงกระบอก
ยาว 2.5-6.5 เซนติเมตร เม่ือแกจ่ ะมีสีแดงเขม้ มี 1-4 เมล็ด ผลมรี อยคอดตามเมล็ด แต่ละเมลด็ กลมรี
สเี หลืองออ่ น ออกดอกบานในเดอื นพฤษภาคมถงึ มิถุนายน ผลแก่ในเดอื นกรกฎาคมถงึ สงิ หาคม
54
สวนและต้นไม้ 2553
พรรณไม้ชนิดใหม่ของโลกท่ีกล่าวมาทั้งหมดจำนวน 6 ชนิด จัดเป็นพรรณไม้
ถิ่นเดียวของไทย ท่ีมีขึ้นอยู่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น นับเป็นทรัพยากรธรรมชาต
ิ
ท่ีมีค่าย่งิ ของคนไทยทุกคน ที่จะตอ้ งรว่ มมือกันปกปักรักษา หวงแหน เป็นมรดกอนุรักษ์
ไว้ให้ลูกหลานในรุ่นต่อไป ในเวลาเดียวกัน นักวิจัยของไทยในแต่ละสาขาก็ควรจักได้
ประสานมือกนั เร่งรบี ทำการวจิ ยั และพัฒนาเพื่อนำมาใชป้ ระโยชน์ ให้มีคณุ ค่าต่อคนไทย
ได้อย่างรวดเร็วและมากที่สุด ก่อนท่ีนักวิจัยจากต่างชาติจะเข้ามาวิจัย แล้วแย่งชิง
ผลประโยชน์ไปจากคนไทย
55
สวนและตน้ ไม้ 2553
56
สวนและต้นไม้ 2553
การจัดสวนขนาดเล็ก
57
สวนและต้นไม้ 2553
การจดั สวนขนาดเลก็
วรวทิ ย์ องั สุหัสต์
สวนขนาดเล็ก หมายถึง สวนที่จัดอยู่ในพื้นท่ีขนาดเล็กซ่ึงไม่มีข้อกำหนดแน่นอนว่าขนาดเท่าใด
แต่จากการปฏิบัติจะอยู่ที่ 100 ตารางเมตรลงมา และเล็กที่สุดก็ไม่มีข้อจำกัด เพียงแต่ให้มีพื้นท
ี่
ที่สามารถจัดสวนได้เท่าน้ัน ขนาดของพื้นที่ท่ีจัดเป็นสวนขนาดเล็กดังกล่าวนั้น อาจอยู่ได้ในทุกท่ีของ
ตัวบ้านและบริเวณบ้าน เช่น พ้ืนที่สนามท่ีเหลืออยู่ พ้ืนท่ีท่ีกำหนดหรือเกิดจากสถาปัตยกรรม เช่น
ชนิดของสวนขนาดเล็กก
ระบะต้นไม้ พน้ื ทีใ่ นหอ้ งนำ้ ใตบ้ นั ได หรือพ้นื ทที่ ่เี กดิ จากแนวแบบภายในกับตวั บา้ นกับระเบียง
สวนขนาดเล็กสามารถเลอื กชนิดของสวนไดเ้ หมอื นกับขนาดใหญ่ ได้แก
่
สวนนำ้ คือ สวนท่ีมีบ่อน้ำ มนี ำ้ พุ นำ้ ตก
สวนกรวด คอื สวนหนิ แบบองั กฤษมหี นิ เปน็ องคป์ ระกอบหลกั มตี น้ ไมแ้ ละกรวดเปน็ องคป์ ระกอบรอง
แตถ่ า้ ไม่ใช้หินเสียเลย กรวดกจ็ ะเป็นองคป์ ระกอบหลัก
สวนในรม่ คอื สวนทจ่ี ดั ในทร่ี ม่ อาจใชไ้ มใ้ บ ไมเ้ ลอื้ ยทอ่ี ยใู่ นทร่ี ม่ ได้ หลายครงั้ พน้ื ทเี่ ลก็ ๆ มักเป็น
พนื้ ท่ีในรม่ สวนในร่มจงึ เปน็ สวนขนาดเลก็ อยูบ่ อ่ ยๆ
สวนพุ่ม คือ สวนไม้พุ่มท่ใี ช้ไม้ที่มกี ารตดั แตง่ ทรงพุ่ม เชน่ ไม้ดดั ไมแ้ คระ สวนเลก็ ๆ ที่ตกแตง่ ดว้ ย
พืชพนั ธ์ุดังกลา่ วก็เหมาะด
ี
58
สวนและต้นไม้ 2553
สวนน้ำ
สวนกรวด
สวนในรม่
59
สวนและต้นไม้ 2553
สวนพมุ่
สวนญีป่ นุ่
สวนประยุกต
์
สวนป่า ความจริงสวนป่าจะเป็นสวนขนาดใหญ่ แต่หลายคร้ังเราก็นำความคิดของสวนป่ามาใช้กับ
สวนขนาดเล็กได้ สวนแบบบาหลีน้ันมีบุคลิกเป็นท้ังสวนป่าและสวนในร่ม แต่สวนขนาดเล็กจะมีลักษณะ
อยา่ งสวนบาหลีก็ได
้
สวนญ่ีปุ่น ต้องยอมรับว่าสวนญี่ปุ่นเป็นสวนท่ียอมรับกันทั้งโลก โดยเฉพาะในยุโรปและอเมริกา
บ้านเราก็นำรูปแบบมาใช้กันเยอะ สวนญ่ีปุ่นมีหลายแบบ แต่ทุกแบบจะประกอบด้วยต้นไม้ กรวดและ
ก้อนหิน ถ้าเป็นสวนน้ำก็จะมีน้ำตก บ่อน้ำ (บ่อปลา) เป็นองค์ประกอบ สวนญ่ีปุ่นเป็นสวนที่จัดทำได้
ในพื้นท่ที ุกขนาด สวนขนาดเล็กจึงอาจทำเปน็ สวนญ่ีปนุ่ กไ็ ด
้
สวนประยุกต์ สวนประเภทนี้เป็นสวนแบบประยุกต์ของไทยเราเอง ซึ่งพบเห็นได้จากสวนในชนบท
หรือในสถานท่ีท่องเที่ยวธรรมชาติ มักนิยมใช้วัสดุท้องถิ่นมาเป็นองค์ประกอบ เช่น ตอไม้ แว่นไม้ โอ่ง
ไหดนิ เผา ลอ้ เกวยี น รางขา้ วหมู ฯลฯ ทมี่ กั นำมาจดั ตกแตง่ สวนขนาดเลก็ ไดเ้ ปน็ อยา่ งดี เพราะองคป์ ระกอบ
เหลา่ น้เี ปน็ จดุ เดน่ จงึ สร้างความงามและน่าสนใจในพื้นทขี่ นาดเล็ก (รวมถึงขนาดใหญ)่ ไดด้ ี
60
สวนและตน้ ไม้ 2553
วัสดอุ ุปกรณ์ทใี่ ชส้ ำหรบั จัดสวนขนาดเล็ก
องคป์ ระกอบพ้ืนฐานที่ต้องใชใ้ นการจัดสวน เช่น ปุย๋ ดินผสม ไม้ค้ำยนั เปน็ มาตรฐานทีต่ อ้ งใชใ้ น
การจดั สวนจึงไม่ขอกลา่ วถึง แตจ่ ะขอกลา่ วถึงวสั ดุอนื่ ๆ ดังนี้
ตน้ ไม้ แบ่งเปน็
1. ไม้ยืนต้น โดยท่ัวไปสวนขนาดเล็กจะไม่ใช้ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เพราะจะกินพื้นที่ หรือถ้าใช้ได้
ก็จะเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางหรือขนาดเล็ก เช่น จิกน้ำ ไทรคอมแพค พ้ีจั่น ปีบ (เล็ก) โมกมัน แต้ว
คอร์เดยี โมกซอ้ น แคนา
2. ไม้พุ่ม สวนขนาดเล็กต้องการไม้พุ่มท่ีเติบโตช้า หรือตัดแต่งได้ง่าย เพื่อให้คงรูปอยู่ได้นาน
จึงควรเลือกไม้ท่ีมีลักษณะดังกล่าว เช่น ชาดัด เทียนทองพุ่ม ปรง สิบสองปันนา เข็มชัชวาล
เข็มเชียงใหม่ พุดจีบ เข็มเหลืองภูเก็ต โกสนบางชนิด เล็บครุฑแคระ เล็บครุฑดำ ช้องนางขาว
พุดใบกหุ ลาบ สามกษัตริย์ แก้ว
ภาพตัวอยา่ ง ไมย้ นื ต้น
61
สวนและตน้ ไม้ 2553
ภาพตวั อยา่ ง ปรงและปาล์ม
ภาพตวั อย่าง ไมพ้ ุ่ม
ภาพตวั อย่าง ไม้คลมุ ดิน
62
สวนและตน้ ไม้ 2553
ภาพตัวอย่าง ไม้ในร่ม
ภาพตัวอย่าง ไม้น้ำ
3. ไม้คลุมดิน มีลักษณะเช่นเดียวกับไม้พุ่ม เช่น เข็มพิษณุโลก เฟิร์นทอง เฟิร์นใบมะขาม
เฟริ ์นขนนก เฟริ น์ นาคราช ฟ้าประดิษฐ์ ผกากรอง เทียนทอง เกลด็ แกว้ ผักขมแดง ผักเป็ด หลิวดอก
สนเล้ือย หีบไม้งาม ไทรเล้ือย ไทรใบกลม การะเกด หนวดปลาดุก รางทอง กำแพงเงิน ซุ้มกระต่าย
เศรษฐีไซง่ อ่ น
4. ไม้ในร่ม ไมใ้ นรม่ สว่ นใหญ่ใชก้ บั สวนขนาดเล็กได้แทบท้งั สิน้ ทน่ี ิยมใช้หรือนำมาใชไ้ ดง้ า่ ย ดูแล
รักษาง่าย เช่น ม้าลาย สโนว์ดรอป ปาล์มชวา (เล็ก) เดหลีใบมัน คล้า นกกระทา ไพล็อต ข่าด่าง
ขงิ ด่าง เฟริ น์ ข้าหลวง ล้ินมงั กร กุหลาบหนิ
5. ไม้น้ำ ไดแ้ ก่ บัวชนิดต่างๆ คล้าน้ำ กกชนิดต่างๆ อเมซอน กระจบั จอก
63
สวนและต้นไม้ 2553
หนิ และกรวด
หินและกรวดเป็นวัสดุหลักท่ีใช้ในการจัดสวนขนาดเล็ก
เพราะหลายคร้ังเราจะไม่ใช้หญ้า (เน่ืองจากพ้ืนที่มีขนาดเล็ก)
ซ่ึงจะเป็นภาระในการดูแล ดังน้ัน เราจึงอาจใช้กรวดโรยแทน
หญ้า ในขณะท่ีก้อนหินจะใช้เป็นสิ่งประดับบริเวณพ้ืนกรวด
และใช้เป็นวัสดุหลักประกอบกับต้นไม้โดยเฉพาะกับการจัด
ส
วนญปี่ ุ่น
หนิ มหี ลายชนดิ ทน่ี ยิ มใช้ อาทิ หนิ ไขน่ กกระทา หนิ ทรายเหลอื ง ทรายแดง หนิ ระเบดิ (หนิ กอ่ สรา้ ง)
หินบ่อพลอย หินโชว์ (หินขาว ดำ เทา) ที่ถูกกัดเซาะตามธรรมชาติจนผิวเรียบเนียนรูปทรงแหว่งเว้า
เปน็ รปู ตามธรรมชาติ นอกนน้ั เปน็ พวกหินสนั หนิ ชน้ั หนิ ผุ (ใชใ้ ส่ตู้ปลา)
กรวด มีอยู่ 2 ชนิดใหญ่ๆ คือ กรวดบกกับกรวดน้ำ กรวดบก คือกรวดทั่วไป แหล่งที่นำมาขาย
อยู่แถบนครพนม หนองคาย กรวดแม่น้ำมาจากหลายแห่ง บางชนิดก้อนแบนใหญ่ สวยงาม มีหลายสี
มักนำมาจากริมแม่น้ำโขง กรวดท่ีใช้จะมีหลายขนาด โดยเรียกเป็นเบอร์ ขนาดเล็กสุดนิยมใช้เบอร์ 5
ถ้าใหญ่ขึ้นเบอร์จะน้อยลงตามลำดับ เช่น เบอร์ 4, 3, 2 และ เบอร์ 1 จะเป็นกรวดขนาดใหญ่สุด
กรวดมหี ลายสี เช่น ขาว เทา ดำ นำ้ ตาล ชมพู เหลือง ครีม ฟา้ ขาวใส (แกว้ )
วัสดแุ ตง่ สวน ในทนี่ ข้ี อแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ
1. วัสดุแปรรูปจากธรรมชาติ ได้แก่ ตอไม้ ตะเกียงหิน (ญี่ปุ่น) แท่งเสาหินทราย ลูกกลม
กองหินทราย งานแกะสลกั หินทราย รางข้าวหมู ท่รี อ่ นขา้ ว โม่แป้ง อา่ งหิน
2. วสั ดผุ ลติ สำเรจ็ รปู จากธรรมชาติ ไดแ้ ก่ โอง่ ไหดนิ เผา โอง่ ไหดนิ เผาเคลอื บ ลอ้ เกวยี น รม่ ผา้ ฝา้ ย
ร
ม่ กระดาษสา รูปปั้นเซรามิก รูปป้ันเรซนิ ม้านัง่ โตะ๊ ม้าน่ังไม้ ไมไ้ ผก่ ระดก (ไผ่ไลก่ วาง)
นอกจาก 2 กลุ่มนี้ หากผู้จัดมีไอเดียและสามารถนำของต่างๆ มาตกแต่งสวนได้ ดูดี ไม่ขัดตา
กส็ ามารถนำมาใชไ้ ด้ทัง้ ส้ิน
64
สวนและตน้ ไม้ 2553
เ
ทคนคิ การออกแบบและจดั สวนเบอื้ งตน้
ประกอบดว้ ยตัวแปรทใี่ ชใ้ นการออกแบบสวน ได้แก่
1. ขนาดและสภาพพื้นท่ี เราต้องทราบขนาดพื้นท่ีเพื่อกำหนดชนิดของสวนและกำหนดแบบสวน
ไดถ้ ูกต้อง สภาพของพนื้ ทก่ี ม็ ีผลตอ่ การกำหนดแบบสวน เชน่ อยูใ่ นทรี่ ่ม แดดรำไร ลมแรง ทส่ี งู หรือต่ำ
หรือมีองค์ประกอบอื่นๆ มาเกี่ยวข้องหรือไม่ เช่น อยู่ใกล้คอยล์ร้อนของเครื่องปรับอากาศ สภาพพ้ืนท่ี
มนี ำ้ ทว่ ม หรอื มอี งคป์ ระกอบสถาปตั ยกรรมเขา้ มาเกยี่ วขอ้ ง เชน่ อยบู่ รเิ วณใตบ้ นั ได ชายคา อยใู่ นหอ้ งนำ้
หรือหอ้ งรับแขก เปน็ ตน้
2. รูปแบบของสวน เมื่อพิจารณาขนาดและสภาพพื้นท่ีจากข้อ 1. จะทำให้เรากำหนดรูปแบบของ
สวนหรอื มีเหตุผลในการเลือกใช้รูปแบบของสวนไดง้ า่ ยขึ้น
3. วตั ถุดิบในการจัดสวน ในทนี่ ี้ย่อมรวมถึงเครื่องมือสวนท้งั หมด ต้งั แตจ่ อบ เสียม บุ้งกี๋ พลั่วเลก็
ปยุ๋ ดนิ ผสม ตน้ ไม้และพชื พนั ธ์ุตา่ งๆ ซ่งึ มหี ลายประเภทตามทก่ี ล่าวมาแล้ว รวมไปถึงวัสดตุ กแต่งสวนที่
กล่าวมาแลว้ เช่นกนั แต่ในขัน้ ตอนการออกแบบนั้น เราไมต่ ้องใชว้ ัสดอุ ปุ กรณท์ ุกประเภท แตจ่ ะขน้ึ อยูก่ ับ
รูปแบบและการกำหนดลงไปในการออกแบบสวน
ตวั แปรหลักท้งั 3 ประเภทน้ีเปน็ หวั ใจของการออกแบบและจดั สวน ทเี่ ราจะตอ้ งนำหลักการจัดองค์
ประกอบทัง้ หมดมาทำใหเ้ กิดความงามด้วย
ข
้นั ตอนการวางองคป์ ระกอบของสวน
ควรดำเนินการ ดังน้
ี
1. กำหนด หรือวางไมย้ นื ตน้ ก่อน เพราะเป็นไมป้ ระธาน หรือ
ไม้หลัก ท่มี ีจุดเดน่ ซ่งึ มักจะมขี นาดสูงเดน่ เปน็ พ่มุ เด่น
2. กำหนดหรือวางไม้พุ่ม ซึ่งเป็นองค์ประกอบรองลงมากับ
ไมป้ ระธานน้นั มกั จะมตี งั้ แต่หนงึ่ ชนดิ ขึน้ ไป
3. กำหนดหรือวางไม้คลุมดินเป็นองค์ประกอบกับไม้พุ่ม
มหี ลายชนดิ ได
้
4. กำหนดหรือวางองค์ประกอบอ่ืนๆ เช่น ก้อนหิน หินแผ่น
กรวด ตอไม้ โอ่ง ไห ตกุ๊ ตาประดบั
โดยการวางองค์ประกอบท้ัง 4 อย่างดังกล่าวก็อาศัยหลัก
การจัด ดังต่อไปนี ้
65
สวนและตน้ ไม้ 2553
การจดั สวนในพน้ื ทข่ี นาดและรปู ร่างตา่ งๆ
จากหลักการข้างต้นน้ันเราต้องพิจารณาถึงพ้ืนที่ด้วยว่าเหมาะหรือเป็นข้อกำหนดให้ต้องจัดสวน
ในลกั ษณะใด ซึง่ พ้นื ท่ีจัดสวนน้ันอาจจะแบง่ ได้ 5 ลักษณะ คอื
1. รูปสเี่ หลย่ี มจตั ุรัส
2. รูปส่เี หลยี่ มผืนผา้ ทวั่ ไป หรือรูปสีเ่ หล่ียมผืนผา้ แคบยาว
3. รปู สามเหลย่ี ม
4. รูปวงกลม
5. รูปทรงอสิ ระ
รูปร่างท่ีเราพบมากท่ีสุด ก็คือ รูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัส รูปส่ีเหล่ียมผืนผ้าท่ัวไป หรือรูปส่ีเหลี่ยมผืนผ้า
แคบยาว และรูปทรงอิสระ ซึ่งรูปร่างที่ถือว่าจัดสวนได้ยากที่สุด คือ รูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัส เนื่องจากจะม
ี
รูปด้านเท่ากันท้ัง 4 ด้าน จึงต้องดูมุม หรือหน้าสวนให้ดูได้โดยรอบ ในขณะท่ีรูปสี่เหล่ียมผืนผ้าจะจัด
ได้เหมาะที่สุด แต่สี่เหล่ียมผืนผ้าแคบยาวซ่ึงมักจะเป็นพื้นท่ีริมกำแพง หรือริมตัวบ้านนั้นจะมีข้อจำกัด
ถ้าแคบมากกม็ กั จะใชต้ ้นไม้ 1-2 ชนิด ปลูกเป็นแถวแนว หรืออาจใชต้ ้นไม้ยืนต้นทีต่ ดั แตง่ เป็นแทง่ มาปลกู
เป็นระยะกไ็ ด้
ข้อพิจารณาสำคัญ คอื ต้องพิจารณาว่าสวนทจ่ี ัดนั้น มองเหน็ ได้รอบตวั หรือไม่ ถ้าไม่ ซ่งึ มักจะเปน็
สวนที่มีผนังอาคารเป็นฉากหลัง การจัดสวนก็จะทำได้ง่ายขึ้น คือเป็นสวนมองจากด้านเดียว แต่ถ้าเป็น
ท่ีโล่งจะยากเพราะต้อง “วางต้นไม้” ให้สวยงามได้โดยรอบ หลักการง่ายๆ ก็คือ ให้ดูสวยทุกด้าน ซ่ึง
โดยทวั่ ไปมหี ลกั คอื ไมย้ นื ตน้ ตอ้ งมองไดส้ วยรอบตวั ไมว่ า่ จะมองทก่ี อ หรอื ทรงพมุ่ และไมพ้ มุ่ กเ็ ชน่ เดยี วกนั
คือ ควรมองได้สวยรอบตัว แต่อาจต้องปลูกหลายกลุ่ม เพ่ือมองให้ได้ทุกด้าน ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ
ใชห้ ลักการเดียวกัน ยกเว้นองค์ประกอบหนึ่งเดยี วซ่งึ ไดแ้ ก่ โอง่ ไห ตุ๊กตาประดบั จะตอ้ งจัดวางตามหลัก
และมองเห็นได้ทุกมุม ส่วนการจัดวางต้นไม้ต่างๆ นั้น จะต้องพิจารณาเพ่ิมเติมด้วยว่าเมื่อเติบโตแล้ว
66
จะมลี กั ษณะการขยายก่ิงก้านหรอื ทรงพุ่มอย่างไร
สวนและตน้ ไม้ 2553
การจัดสวนไม้ในร่ม นอกจากหลักการเบื้องต้นแล้ว ไม้ในร่มจะมีบุคลิกพิเศษท่ีต้องพิจารณา
ประกอบ คือ
• มักเปน็ ไมใ้ บทีม่ ีความงามจาก รูปใบ พ่มุ ใบ และสขี องใบ เราต้องใช้ตวั แปรนเ้ี ป็นจุดเดน่
• ไมใ้ บมกั จะเติบโตในทางสูง จงึ ตอ้ งเลอื กประเภททใี่ หบ้ คุ ลิกของไม้ยนื ตน้ ไมพ้ มุ่ ใหด้
ี
• ต้องใชไ้ มข้ นาดโตเพอื่ นำมาใชเ้ ปน็ ไม้ประเภทต่างๆ ได้ทันที ทัง้ นี้ เพือ่ ให้เหน็ ความแตกตา่ ง
ระหว่างไมพ้ ุ่มและไม้ยนื ตน้
การวางหนิ โรยกรวด และอปุ กรณอ์ นื่ ๆ
• หินท่ีนำมาใช้เป็นจุดเด่นประกอบกับต้นไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่ม มักเป็นหินทรงสูงหากเป็น
หินแบนมักใช้เป็นแนวทางเดนิ หรอื เน้นนำสายตา
• กรวดมักใช้โรยผิวพ้ืนเพื่อเน้นต้นไม้พุ่ม หรือไม้คลุมดินให้เด่นขึ้น หรือโรยในบริเวณท่
ี
ปลกู หญา้ ไมไ่ ด้ หรือโรยเพื่อจบงาน
• การวางหิน มักจะต้องขุดดินฝังหินลงไปเพื่อให้สมดุล หากเป็นก้อนอาจจะวางลงไป
ตามธรรมชาต
ิ
• มกั จะต้องวางตาข่ายพวี ซี ีรองพ้ืนกอ่ นโรยกรวดเพ่ือไม่ให้กรวดค่อยๆ จมดินไปในท่สี ุด
• โอ่ง ไห ที่วางตกแต่งต้องให้ได้ระดับราบเพราะหลายคร้ังเราจะใส่น้ำ วิธีการท่ีง่าย คือ
ทำดนิ ตรงนน้ั ใหแ้ นน่ วางหนิ แผ่น หรืออิฐต่างๆ เป็นฐานแลว้ จงึ วางโอ่ง ไห ทัง้ นเี้ พอ่ื ป้องกัน
การทรุดตัวลงด้วย
• ตอไม้ ตุ๊กตาประดับ จะใชว้ ิธฝี งั ดนิ หรอื วางเหมอื นโอ่ง ไห กไ็ ด้
67
สวนและตน้ ไม้ 2553
68
สวนและต้นไม้ 2553
ผเี ส้อื กลางกรุง
69
สวนและตน้ ไม้ 2553
ผเี ส้อื กลางกรุง
ไพรัตน์ ไพธรรมโชตวิ ัฒน์*
อทุ ยานผเี สอื้ และแมลงกรงุ เทพฯ กลมุ่ งานวชิ าการสวนและตน้ ไม้ สำนกั งานสวนสาธารณะ
สำนักส่ิงแวดล้อม เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ทำการเพาะเลี้ยงและจัดแสดงผีเสื้อมีชีวิต
ในเชิงอนุรักษ์ ด้วยพ้ืนท่ีกรงจัดแสดงขนาด 1,168 ตารางเมตร และด้วยวัตถุประสงค์
เพื่อให้ผู้สนใจได้เข้าชมความงามของผีเสื้อชนิดต่างๆ ทั้งยังใช้เป็นแหล่งศึกษาทางธรรมชาติ
นอกห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนและประชาชนผู้สนใจได้เข้ามาเรียนรู้วงชีวิตของผีเสื้อที่ผลิตได
้
อยา่ งใกลช้ ดิ ซงึ่ ในแตล่ ะปมี ผี เู้ ขา้ ชมมากถงึ 140,000 คนตอ่ ปี นบั วา่ เปน็ แหลง่ พกั ผอ่ นหยอ่ นใจ
ในเมืองที่มผี ู้ใหค้ วามสนใจเป็นอยา่ งมาก โดยอุทยานฯ ได้ทำการรวบรวมพันธ์ผุ เี สอื้ จากแหล่ง
ตา่ งๆ นำมาเพาะเลยี้ งในกรงเพาะเลย้ี งและจดั แสดงทมี่ กี ารปรบั ปรงุ ภมู ทิ ศั น์ใหม้ คี วามสมบรู ณ์
ของระบบนิเวศน์เหมาะสมกับการเป็นอยู่และการเจริญเติบโตของผีเส้ือ ซึ่งการเพาะเล้ียง
เพ่ิมปริมาณของผีเส้ือหลายชนิดน้ี ได้มีการปล่อยคืนบางส่วนสู่ธรรมชาติ และผีเส้ือท่ีถูก
ปล่อยคืนน้ีเองจะโบยบินไปยังแหล่งท่ีมีความสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ท่ีอยู่ห่างไกลออกไป
เพอื่ วางไข่ และขยายสายพนั ธขุ์ องมนั สบื ตอ่ ไป จงึ นบั ไดว้ า่ การเพาะเลย้ี งผเี สอื้ ดงั กลา่ วเปน็ การ
เพาะเล้ียงเชงิ อนุรักษเ์ พ่อื คืนความสมดลุ ทางธรรมชาตไิ ปในเวลาเดยี วกัน
*นักวิชาการเกษตร 7 ว กลุ่มงานวชิ าการสวนและตน้ ไม้ สำนกั งานสวนสาธารณะ
70
สวนและตน้ ไม้ 2553
แต่ในปัจจุบัน ด้วยสภาพดินฟ้าอากาศที่เปล่ียนแปลงไป และฤดูกาลมีผลโดยตรงต่อ
การเจริญเติบโตของพันธ์ุไม้ที่ปลูกไว้ ส่งผลให้ปริมาณพืชอาหารและพืชดอกที่ให้น้ำหวานแก่
ผีเสื้อ อาจมีไม่เพียงพอในบางช่วงของการเพาะเลี้ยง การปรับปรุงระบบนิเวศน์ภายในพ้ืนที่
กรงจัดแสดง เพ่ือให้มีความสมบูรณ์และเหมาะสมกับความเป็นอยู่ของผีเส้ือ ซ่ึงมีพื้นท่ีจำกัด
เม่ือเปรียบเทียบกับปริมาณจำนวนผีเสื้อท่ีปล่อยเข้าไปในกรง จึงเป็นส่ิงท่ีทำได้ยากย่ิง ด้วย
อุปสรรคท่ีเกิดจากสภาวะโลกร้อน ที่ส่งผลให้อากาศร้อนมากยิ่งขึ้นทุกปี โดยเฉพาะอย่างย่ิง
ในพน้ื ทเ่ี ขตเมอื งยอ่ มมอี ณุ หภมู สิ งู กวา่ ในเขตพนื้ ทป่ี า่ ในธรรมชาติ ดงั นน้ั จงึ จำเปน็ อยา่ งยงิ่ ทต่ี อ้ ง
พัฒนาและปรับปรุงภูมิทัศน์ สภาพอากาศและบรรยากาศให้คล้ายคลึงกับบรรยากาศของ
ผืนป่าในธรรมชาติท่ีมีแหล่งผีเสื้อ ซ่ึงการปรับสภาพบรรยากาศภายในกรงจัดแสดงสามารถ
ทำได้ด้วยการปลูกพันธ์ุไม้ให้ร่มเงา และการเพ่ิมความช้ืนด้วยระบบพ่นหมอก ทั้งน้ี เพื่อให้มี
ความช้ืนในกรงจดั แสดงผีเส้อื สงู ข้นึ อนั จะสง่ ผลให้อุณหภมู ิในกรงจดั แสดงผเี ส้อื ลดลงด้วย ซงึ่
ลักษณะดังกล่าวนี้จะทำให้ผีเสื้อสามารถรักษาความชุ่มช้ืนภายในตัวของมันไว้ได้ ทำให้
ลดปริมาณการตายจากสภาวะอุณหภูมิสูงลงได้ อยา่ งไรกต็ ามการปรบั ปรุงระบบนิเวศน์เฉพาะ
ภายในกรงจัดแสดงน้ันยังไม่เพียงพอ ทางอุทยานฯ จึงทำการปลูกต้นไม้นานาชนิดภายนอก
กรงจัดแสดงผีเสื้ออีกด้วย เพ่ือให้มีระบบนิเวศน์ที่สมบูรณ์ มีความละม้ายคล้ายคลึงกับผืนป่า
71
สวนและตน้ ไม้ 2553
ในธรรมชาตทิ ม่ี คี วามตอ่ เนอื่ งกนั เกดิ เปน็ ผนื ปา่ ขนาดที่ใหญข่ นึ้ รอบๆ กรงจดั แสดง บรรยากาศ
และความชื้นที่เกิดขึ้นจากผืนป่าน้ีจะประสานกับระบบนิเวศน์ภายในกรงและยังช่วยเป็น
แ
นวปอ้ งกนั การสญู เสียความชื้นในกรงอีกดว้ ย
นอกจากอุปสรรคในเรื่องดังกล่าวแล้ว ในปีหน่ึงๆ อุทยานฯ ยังมีช่วงฝ่าวิกฤติที่จะต้อง
ดำเนินงานผ่านไปให้ได้ ท่ีกล่าวเช่นนี้ เน่ืองเพราะวิกฤตการณ์ทางธรรมชาติมีผลโดยตรงกับ
การเพาะเล้ียงผีเส้ือ โดยมี 2 ระยะสำคัญๆ คือระยะแรก เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายน-
กุมภาพันธ์ ด้วยอากาศท่ีแห้งแล้งจากลมตะวันออกเฉียงเหนือได้พัดพาเอาความเยน็ และความ
แห้งแล้งมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ความช้ืนในบรรยากาศลดลง ต้นไม้จะผลัดใบมากจนทำให้
ไม่มีร่มเงาเพียงพอ อีกทั้งจะทยอยกันพักตัว ซ่ึงต้นไม้ที่อยู่ในระยะพักตัวจะไม่แตกยอดอ่อน
หรือใบอ่อน ทำให้ปริมาณแหล่งอาหารของหนอนผีเส้ือลดลงอย่างมาก การรักษาสมดุลทาง
ธรรมชาตริ ะหว่างปรมิ าณผเี ส้อื กับแหลง่ อาหารในระยะน้ีจึงนบั ว่ายากท่ีสดุ ในรอบปี
72
สวนและตน้ ไม้ 2553
ส่วนอีกช่วงหนึ่งที่นับว่าเป็นวิกฤติสำหรับการเพาะเลี้ยงผีเสื้อในเมืองก็คือ ในช่วงฤดูร้อน
ที่อากาศร้อนถึงร้อนจัด ตามปกติแล้วในช่วงน้ีผีเส้ือจะแสวงหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อ
ให้ความชื้นและความเย็นซึมผ่านผิวซ่ึงจะช่วยรักษาความชื้นภายในตัวของมันไว้ เม่ือสภาพ
อากาศร้อน ผีเส้ือมักจะไมบ่ ิน แตจ่ ะหลบในบริเวณทที่ ม่ี รี ่มเงา เช่น ตามพมุ่ ไม้ กอไม้ หรอื
ผืนดินทม่ี ีความช่มุ เย็น ตามแหล่งนำ้ ซง่ึ โดยสภาพธรรมชาติมักเปน็ ตามลำธาร นำ้ ตก บริเวณ
ทม่ี ลี ำนำ้ ไหลเยน็ หรอื บรเิ วณทม่ี คี วามชน้ื สงู ดงั นน้ั ในสภาวะทข่ี าดแคลนอาหารตามธรรมชาติ
และสภาพแวดลอ้ มไมเ่ หมาะสม มวลผเี สอื้ กจ็ ะอพยพไปยงั แหลง่ ทมี่ คี วามสมบรู ณท์ างธรรมชาติ
ท
่มี สี ภาพแวดลอ้ มเหมาะสม เพื่อใหม้ ันมีอาหาร มที ่วี างไข่ และสบื เผา่ พันธุ์ของมันต่อไปได ้
จะเหน็ ไดว้ า่ นบั เปน็ ภาระอนั ยง่ิ ใหญท่ เี ดยี วในการทจ่ี ะสรา้ งปา่ ทมี่ คี วามสมบรู ณ์ในเขตเมอื ง
ที่ระบบนิเวศน์ไม่เหมาะสมสำหรับความเป็นอยู่ของผีเส้ือให้ประสบความสำเร็จ แต่ความ
พยายามน้ีได้เริ่มเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น เมื่อต้นไม้ท่ีปลูกไว้รอบกรงจัดแสดงเจริญเติบโต
มากข้ึนและมากขึ้น ซึ่งในแต่ละปีจะพบว่าผีเส้ือที่ปล่อยคืนสู่ธรรมชาตินั้น บางส่วนน้ันไม่ได้
อพยพไปไหน แต่อาศัยอยู่ในผืนป่าขนาดเล็กแห่งน้ีและขยายพันธ์ุเพ่ิมปริมาณมากข้ึนจน
สังเกตได้ ซ่ึงผีเสื้อที่พบเห็นอยู่เป็นประจำ ได้แก่ ผีเส้ือแพนซีสีตาล ผีเส้ือแพนซีเทา ผีเส้ือ
หนอนใบรัก ผีเสื้อหนอนคูณ ผีเสื้อหนอนใบรักฟ้าแถบกว้าง ผีเสื้อหนอนกาฝากธรรมดา
ผีเสื้อหางต่ิงธรรมดา ผีเสื้อปีกไข่ใหญ่ ผีเสื้อหนอนละหุ่ง ผีเส้ือหนอนกะทกรกธรรมดา
ผีเส้ือหนอนจำปีธรรมดา เป็นต้น ซ่ึงผีเส้ือเหล่านี้ได้อาศัยป่าละเมาะในการจับคู่ ผสมพันธ์ุ
วางไข่ลงบนใบพืชอาหารท่ีปลูกไว้ ตัวหนอนท่ีเกิดออกมาจากไข่ จะกัดกินใบไม้และเจริญ
เติบโตขึ้นเร่ือยๆ จนเข้าดักแด้และมีการพัฒนาจนกระท่ังถึงระยะเวลาออกเป็นผีเส้ือโบยบิน
ใ
ห้เหน็
ในตอนเช้าตรู่ของทุกวัน เหล่าเจ้าหน้าที่อาสาสมัครอุทยานผีเส้ือและแมลง จะเข้าไป
เก็บตัวอ่อนของหนอนผีเส้ือจากป่า โดยตัวหนอนท่ีได้จะถูกนำไปเพาะเลี้ยงในกรงเพาะเลี้ยง
เพ่ือให้รอดพ้นอันตรายจากสัตว์ต่างๆ ที่เป็นศัตรู เช่น นก ต่อ แตน ก้ิงก่า จิ้งเหลน หรือ
แ
มลงหำ้ ทก่ี นิ ตัวหนอนเปน็ อาหารหรอื นำตัวหนอนไปให้ลกู ของมันกิน
เจ้าหน้าที่อาสาสมัครท่ีมีสายตาดี จึงมองเห็นตัวหนอนขนาดจ๋ิวจากยอดอ่อนๆ ของพืช
อาหารผีเสื้อ แล้วนำไปเล้ียงในกรงเพาะเลี้ยง เทคนิคพิเศษท่ีทำให้สามารถพบตัวหนอน
ในแปลงปลูกพืชอาหารท่ีมีสภาพเป็นป่า ซึ่งยากต่อการมองหาหนอนตัวขนาดจิ๋วได้ ก็คือการ
รู้จักพันธุ์ไม้ว่าเป็นพืชอาหารของหนอนผีเส้ือชนิดใด และเมื่อมองเห็นต้นพืชชนิดน้ันๆ แล้ว
73
สวนและตน้ ไม้ 2553
ก็ให้มองที่ยอดอ่อน หรือใบอ่อน หากพบตัวหนอนกำลังกัดกินใบไม้ชนิดน้ันๆ ก็จะทำให้เรา
ทราบได้ทันทีว่า นั่นคือพืชอาหารของแมลงหรือผีเสื้อชนิดใดชนิดหนึ่งแน่นอน และเมื่อนำ
หนอนมาเล้ียงจนครบวงชีวิตซ่ึงใช้ระยะเวลาประมาณ 1-2 เดือน ก็จะทราบชนิดของแมลง
หรือผีเสื้อที่นำมาเลี้ยงนั้นได้ และจากหลักเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างพืชอาหารกับผีเส้ือ
น้ีเองที่ทำให้เราสามารถเรียนรชู้ นดิ ของพืชอาหารของผเี สอื้ และเรียนรู้ชนิดของผเี สอ้ื ท่ีวางไข่
บนพืชชนิดนั้นๆ ได้ ซึ่งทางอุทยานฯ ก็ได้นำองค์ความรู้น้ีมาใช้ในการผลิตผีเสื้อให้มีชนิด
และปรมิ าณเพมิ่ ข้นึ ได้
มีสิ่งหนึ่งท่ีพบจากการสร้างป่าในเมืองคือ ป่าเป็นกลไกทางธรรมชาติที่เรียกคืนความ
สมดุลและความสมบูรณ์ให้เกิดข้ึน กล่าวคือ จากการสำรวจผีเส้ือในสวนป่าขนาดเล็กที่สร้าง
ข้ึนน้ี ได้พบผีเส้ือหลายชนิดที่อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ และขยายพันธ์ุเพิ่มจำนวนขึ้น โดยผีเส้ือ
ที่กล่าวถึงนี้เป็นสายพันธ์ุท่ีเคยเพาะเล้ียง แต่สำรวจไม่พบ ณ ช่วงเวลาหน่ึง เน่ืองจากพืช
อาหารขาดแคลน และมีบางชนิดที่ไม่เคยเพาะเลี้ยงมาก่อนเลย แต่อพยพเข้ามาอยอู่ าศยั เปน็
แหลง่ พำนกั เพอื่ จบั คผู่ สมพนั ธุ์ วางไข่ สบื ตอ่ เผา่ พนั ธข์ุ องมนั ตอ่ ไป เชน่ ผเี สอ้ื ถงุ ทองธรรมดา
ผเี สอื้ บารอนเขยี วแดง ผเี สอ้ื หางตงิ่ นางระเวง ผเี สอ้ื อารช์ ดคุ๊ และผเี สอื้ ตาลหนามดำ
74
สวนและตน้ ไม้ 2553
ผีเสื้อในกลุ่มที่อพยพมาเองนี้จัดได้ว่า เป็นชนิดที่หาได้ยากในเขตเมืองซึ่งมีสภาพไม่
เหมาะสมกับการอยู่อาศัยของผีเสื้อเลย แต่กลับพบได้ แม้จะมีเพียงปริมาณเล็กน้อยก็ตาม
จึงนับว่าเป็นนิมิตหมายอันดีท่ีแสดงให้เห็นว่าแรงกายแรงใจและทรัพยากรที่ทุ่มเทลงไปใน
ผืนป่านบ้ี งั เกิดผล ทำให้เกิดมี “ผเี สอ้ื ในเมือง” ข้ึนอย่างแท้จรงิ นัน่ ยอ่ มเป็นส่งิ แสดงใหเ้ ห็นวา่
เมื่อปลูกป่าข้ึนจนเกิดความอุดมสมบรูณ์ของธรรมชาติ ย่อมก่อให้เกิดการเก้ือกูลกันเองของ
ส
ิ่งมชี วี ติ ในธรรมชาติ ซ่ึงสามารถฟ้นื ฟูสว่ นทีข่ าดหายไปได้หากลงมอื ทำอย่างตอ่ เน่อื ง
จากประสบการณ์งานท่ีผ่านมา พบว่า การเลี้ยงผีเส้ือเชิงอนุรักษ์ของอุทยานฯ เป็นอีก
แนวทางหนงึ่ ทจี่ ะคนื ผเี สอ้ื ใหก้ ลบั มาสปู่ า่ หรอื คนื ผเี สอ้ื ใหก้ บั แหลง่ ตา่ งๆ ทเี่ คยมีผีเสื้อ โดยใช้
แนวทางการฟื้นฟูและการรักษาสมดุลทางธรรมชาติ ซ่ึงแนวทางดังกล่าวน้ีจะเกิดข้ึนได้ต้อง
ประกอบไปด้วยหลายปจั จัย ไดแ้ ก่
1. การฟ้ืนฟูสถานภาพของป่าให้สมบูรณ์ โดยต้องอาศัยหน่วยงานต่างๆ ท่ีมีส่วน
เกี่ยวข้อง เช่น อุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตห้ามล่าสัตว์ป่า ท้ังนี้เพื่อช่วยกัน
อนุรกั ษ์และคุม้ ครองพืช สัตว์ และแมลงในเขตรบั ผิดชอบ รวมถงึ ปอ้ งกันไฟป่าและรักษากล่มุ
พชื ท่เี ปน็ แหลง่ ที่อยู่ ทวี่ างไขแ่ ละแหลง่ อาหารของผเี สอื้ ไว้
75
สวนและต้นไม้ 2553
2. การปราบปรามการจบั ผเี สอ้ื การมีไว้ในครอบครอง และการซอื้ ขายซากผเี สอื้ ทง้ั หมดน้ี
ควรมบี ทลงโทษตามพระราชบัญญตั คิ มุ้ ครองสตั ว์ปา่ อย่างเปน็ รูปธรรม
3. ต้องมกี ารศกึ ษาสภาพแวดล้อมทเ่ี หมาะสมกับการเป็นอย่ขู องผีเส้อื แตล่ ะชนิด ท้งั การ
ปลูกพืชอาหาร พืชให้น้ำหวานของผีเส้ือ ซึ่งเม่ือมีแหล่งอาหารสมบูรณ์ข้ึน ชนิดและปริมาณ
ของผเี สอื้ ก็จะขยายตวั เพ่ิมมากขน้ึ ตามไปดว้ ย
4. ผเี สอื้ ชนดิ ทยี่ งั ไม่ไดร้ บั การคมุ้ ครองตามพระราชบญั ญตั คิ มุ้ ครองสตั วป์ า่ แตม่ แี นวโนม้
ทจี่ ะลดปรมิ าณลง หรอื ถกู จบั ไปขายมากขน้ึ ควรไดร้ บั การคมุ้ ครองดว้ ยเชน่ เดยี วกนั เนอื่ งจาก
การประกาศชนิดและพันธ์ุท่ีอยู่ในบัญชีคุ้มครองนั้นล่าช้าเกินกว่าจะแก้สถานการณ์ที่แท้จริง
ได้ทันท่วงท
ี
5. สนับสนุนให้มีการสร้างสวนผีเส้ือเชิงอนุรักษ์ให้เกิดขึ้นอีกหลายๆ แห่ง โดยเฉพาะ
ในพื้นที่ท่ีมีสภาพแวดล้อมเหมาะสม เพื่อสร้างโอกาสให้ประชากรผีเสื้อชนิดท่ีหายาก หรือ
ใกลส้ ญู พนั ธ์ุได้เพิม่ ปริมาณขึน้ และกลบั คนื สูธ่ รรมชาต
ิ
6. ควรประชาสัมพันธ์และสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนได้เข้าใจ และมีความหวงแหน
ธรรมชาติอันพึงสงวนให้อยู่ในระดับจิตใจของทุกคน จนมีแรงผลักดันเพียงพอเพ่ือให้เกิด
76
สวนและตน้ ไม้ 2553
กลมุ่ คนตอ่ ตา้ นการทำลายลา้ งทรพั ยากรธรรมชาติ ทง้ั ในระดบั ชมุ ชนและภมู ภิ าค รวมทง้ั กำจดั
ค่านิยมบางอย่างท่ีอาจเกิดขึ้นเพราะสภาพเศรษฐกิจตกต่ำและทำให้คนหันมานิยมบรโิ ภคดกั แด้
ของ
ผเี สอื้ กนั มากขนึ้ มกี ารเกบ็ ดกั แดผ้ เี สอื้ มาขาย เชน่ ดกั แดข้ องผเี สอ้ื หนอนคณู เป็นตน้
ทั้งหมดนี้แม้ว่าอุทยานผีเส้ือและแมลงกรุงเทพฯ จะดำเนินการปรับปรุงระบบนิเวศน์และ
สร้างสวนป่าเพ่ือคืนสภาพธรรมชาติให้แก่เมืองด้วยภารกิจการเพาะเล้ียงผีเส้ือเชิงอนุรักษ ์
แต่ก็ยังมีภารกิจอีกมากมายที่เก่ียวข้องและยังต้องใช้ทรัพยากรอีกมากในการทำให้ป่าแห่งน้ีมี
ความสมบูรณ์ ชุ่มช้ืนตลอดปี มีแมกไม้นานาพันธุ์ มีระบบนิเวศน์ท่ีเหมาะสมกับการเป็นอยู่
ของผีเส้ือหลากหลายชนิด เพ่ือรองรับการเข้าชมของผู้คนกว่า 140,000 คน/ปี แต่นั่นก็มิใช่
เป้าหมายอันสูงสุดของการดำเนินการ เป้าหมายท่ีแท้จริงและเป็นปณิธานอันแรงกล้าก็คือ
การทำให้ผู้เข้าชมทุกคนมีจิตใจเป็นนักอนุรักษ์ผีเสื้ออย่างแท้จริง ด้วยการมี “ผีเส้ืออยู่ในใจ”
ของทุกคนนน่ั เอง
77
สวนและตน้ ไม้ 2553
78
สวนและต้นไม้ 2553
กลว้ ยไมด้ ิน
79
สวนและต้นไม้ 2553
กลว้ ยไมด้ ิน
อามดั สาและเนาะ*
กล้วยไมด้ ินเปน็ พืชพนื้ เมืองของประเทศไทย และประเทศในแถบเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้ นยิ มเรยี ก
กนั วา่ “กลว้ ยไมด้ นิ ใบหมาก” มชี อ่ื ทางวทิ ยาศาสตรว์ า่ Spathoglottis มที ม่ี าจากภาษากรกี spathe ซงึ่
แ
ปลวา่ blade หรอื ใบมดี และ glotta แปลวา่ ลนิ้ หรอื ปาก เปน็ พชื ในวงศ์ Orchidaceae
กลว้ ยไมด้ ินมีประมาณ 45 ชนิด กระจายพันธุอ์ ยทู่ ่วั ไปตั้งแต่อนิ เดยี จนถงึ เอเชยี ตะวนั ออกเฉยี งใต้
จีน ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย นิวกินี ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิกบางเกาะ ส่วนในประเทศไทยพบมี
5 ชนดิ ในภาคเหนอื ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก เปน็ พวกดอกสเี หลือง หรือขาวนวล ส่วนทพี่ บทาง
ภ
าคใต้มีดอกสมี ่วง
กล้วยไม้ดินมีความหลากหลายตั้งแต่สายพันธ์ุที่สามารถปลูกได้กลางแจ้ง และปลูกในที่มีแสงน้อย
รวมทั้งสีดอก ขนาดดอก ช่อดอก การเรียงตัวของดอก จำนวนดอก ทรงพุ่ม ขนาดใบ ก็ต่างกัน ท้ังนี้
ข้ึนอยู่กับสายพันธุ์ของกล้วยไม้ดิน
กลว้ ยไม้ดนิ สามารถจำแนกชนิดออกเป็น 2 ประเภท คอื
กล้วยไม้ดินใบหมากประเภทผลัดใบตามฤดูกาล เป็นกล้วยไม้ที่มีการเจริญของหน่อและใบอ่อน
หลังจากฤดูพักตัวได้ผ่านพ้นไปแล้ว ฤดูเริ่มการเจริญเติบโตคือปลายฤดูแล้ง หรือก่อนถึงต้นฤดูฝน
จะสงั เกตเหน็ หนอ่ อ่อนเจริญออกมาจากสว่ นใกลโ้ คนของหวั เดิม เมอ่ื เข้าฤดฝู นหนอ่ ใหม่ทเี่ กดิ ขน้ึ จะแตกใบ
มกี ารเจรญิ เตบิ โตเตม็ ที่ และออกดอกเมอื่ ฤดฝู นผา่ นไปแลว้ กลว้ ยไมด้ นิ ประเภทนจ้ี ะทง้ิ ใบหมด เหลอื แตเ่ พยี ง
หัวซึ่งพักตัวอยู่บนพื้นดิน หัวมีลักษณะค่อนข้างแบนตามระดับพ้ืนดิน ชนิดที่พบเสมอๆ ในป่า ได้แก่
* ศูนยส์ ง่ เสรมิ และพฒั นาอาชีพการเกษตร จังหวดั สมุทรสาคร
80
สวนและตน้ ไม้ 2553
Spathoglottis affinis (ดอกสีเหลอื ง) และ Spathoglottis eburnea (ดอกสีขาว) พบในปา่ แถบจังหวดั
ป
ราจีนบุรี และนครนายก
กลว้ ยไมด้ นิ ใบหมากประเภทไมผ่ ลดั ใบตามฤดกู าล การเจรญิ ของหนอ่ ใหมข่ องกลว้ ยไมด้ นิ ประเภทนี้
จะออกมาจากตาทอ่ี ยใู่ กลโ้ คนของหวั เดมิ มกี ารเจรญิ เตบิ โตคลา้ ยกบั ประเภทผลดั ใบ เมอ่ื ผา่ นฤดฝู นไปแลว้
หวั ทเ่ี กดิ ใหมก่ เ็ จรญิ เตม็ ทแ่ี ตจ่ ะไมท่ ง้ิ ใบ แมว้ า่ จะมกี ารออกดอกหรอื ออกดอกไปแลว้ ก็ตาม ใบและกาบใบ
จะติดอยู่กับหัวต่อไปเร่ือยๆ ถ้ามีสภาพแวดล้อมท่ีอุดมสมบูรณ์และมีการดูแลเอาใจใส่ดี กล้วยไม้ดิน
ป
ระเภทนท้ี ่ีพบ คือ Spathoglottis plicata ซง่ึ พบตามเนนิ เขาในภาคใตข้ องประเทศไทย
กลว้ ยไม้ดินมกี ารเจรญิ เตบิ โตแบบ sympodium มลี ำลูกกล้วยปอ้ ม ซ่ึงเรามกั นิยมเรยี กกันวา่ “หัว”
ทีห่ วั มขี อ้ ถๆี่ ลำหนึ่งหรอื หัวหน่ึงมใี บอยู่ 2-4 ใบ กลว้ ยไมด้ ินใบหมากมีลำตน้ แบบเหงา้ เลอื้ ย (creeping
rhizome) อยู่ใต้ดิน ซ่ึงเจริญแบบด้านข้าง (sympodium) ลำลูกกล้วย (psudobulb) เจริญจากลำต้น
ใตด้ นิ โผล่เหนอื ดนิ เปน็ จุดกำเนดิ ใบ ใบยาวและมเี สน้ ใบท่ีเปน็ รอยพับจบี ตามยาว โคนใบเปน็ กาบใบรอบๆ
ลำต้น เม่ือเล็กใบจะตั้งตรงและมีรอ่ ง เมอ่ื แก่ปลายใบเรียวแหลมและโค้งห้อยปลายลง
ชอ่ ดอกกลว้ ยไมด้ นิ เกดิ ดา้ นขา้ งของหวั ดอกเกดิ ทปี่ ลายชอ่ ชอ่ ดอกแบบชอ่ กระจะ (racemose) ดอก
บานจากดา้ นลา่ งขนึ้ ดา้ นบน จำนวน 10-30 ดอกตอ่ ชอ่ กลบี เลย้ี ง (sepals) และกลบี ดอก (petals) มรี ปู รา่ ง
คลา้ ยกนั และกางออกเกอื บอยใู่ นระนาบเดยี วกนั กลบี ปาก (labellum, lip) ชว่ งกลางมักคอด ชว่ งปลาย
กว้าง หรือเรียวแคบ และปลายมักจะหยักเว้า ส่วนโคนมีหูกลีบปาก (side lobe) พับต้ังขึ้นท้ัง 2 ข้าง
บางชนดิ ไมม่ หี กู ลบี ปาก ปลายปาก (mid lobe) ผายออก ความกวา้ งแลว้ แตช่ นดิ เสา้ เกสรผอม สว่ นโคน
ยาว โค้งเลก็ นอ้ ย กลุ่มเรณูมี 2 ชุด ชุดละ 4 กล่มุ แตล่ ะกลุ่มรูปคลา้ ยกระบอง
(กdลoบี rเsลa้ยี lงบseนp
al)
กลบี ดอก (petal)
กลีบดอก (petal)
ตอ่ มเนื้อเยอ่ื (calli)
ห(sกู iลdบีeปlาoกb
e)
(lateกrtลaีบlเลseี้ยpงขaา้ lง)
ก(lลaบีteเลrีย้taงขl า้sงe
pal)
กลบี ปากส่วนกลาง (mid-lobe)
สว่ นตา่ งๆ ของดอกสกลุ กลว้ ยไมด้ นิ ใบหมาก (Spathoglottis)
81
สวนและตน้ ไม้ 2553
กลว้ ยไมด้ ินพนั ธ์ุพ้ืนเมืองทพี่ บในประเทศไทย
1. Spathoglottis affinis de Vriese (ช่ือไทย: เหลืองพศิ มร
เอื้องหัวข้าวเหนียว) หัวมีขนาดเล็ก ค่อนข้างแบนและทรงแป้น
มีรูปร่างไม่แน่นอน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5-3.0 เซนติเมตร
ผิวเรียบมีเย่ือบางใสคลุม เป็นกล้วยไม้ชนิดที่ท้ิงใบหมด คงเหลือ
แต่หัวอยู่กับดินซึ่งพักตัวในฤดูแล้ง ใบกว้างประมาณ 1.5-3.0
เซนตเิ มตร และยาวประมาณ 20-30 เซนตเิ มตร ปลายแหลม กา้ น
ชอ่ ดอกยาวเรยี วและตง้ั ความยาวประมาณ 20-30 เซนตเิ มตร มดี อก
หลายดอกออกโดยรอบและเรียงเว้นระยะห่าง ดอกมีสีเหลืองขนาด
ค่อนข้างเล็ก 2.5-3.0 เซนติเมตร ประเทศไทยพบบริเวณป่าโปร่ง
หรือชายป่า ตามลาดหินท่ีมีน้ำซับเกือบทุกภาคของประเทศ ยกเว้น
ภาคกลาง ออกดอกประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจกิ ายน
2. Spathoglottis hardingiana Par. & Rchb.f. (ชื่อไทย:
ชมพพู ศิ มร) หวั มขี นาดเลก็ ทรงกลม ใบยาวประมาณ 15 เซนตเิ มตร
ช่อดอกเล็กยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ขนาดดอกกว้างประมาณ
2.5 เซนตเิ มตร สดี อกมีความหลากหลายจากสีแดงเลือดนกถึงสีแดง
ม่วงอ่อน (pale mauve) กลีบเลี้ยงและกลีบดอกแคบ หูกลีบปาก
ทั้งสองข้างสั้นมาก (สังเกตเห็นได้ยาก) กลีบปากแคบมีต่อมเน้ือเย่ือ
(calli) รูปกระบอก พบทางภาคใต้ของประเทศไทย ขึ้นอยู่ตาม
โขดหินปูน ใกลก้ บั ฝัง่ ทะเล
3. Spathoglottis eburnea Gagnep. (ชื่อไทย: บานดึก)
หัวและใบคล้ายเอ้ืองหัวข้าวเหนียวและเอื้องดินลาว (Spathoglottis
pubescens Lindl.) ชอ่ ดอกตงั้ ตรงยาว 20-30 เซนตเิ มตร จำนวนดอก
ในชอ่ นอ้ ย ทยอยบาน ครง้ั ละ 1-2 ดอก กา้ นดอกยาว 2-3 เซนตเิ มตร
ขนาดดอกประมาณ 3 เซนตเิ มตร ดอกมสี นี วลอมเหลอื งหรอื เกอื บขาว
กลีบปากมีส่วนท่ีคอดเว้าสั้นมาก (ไม่เห็นคอกลีบปากชัด) มีสันตรง
แนวกลาง ประเทศไทยพบเปน็ หยอ่ มกระจายตามทงุ่ หญา้ ภาคเหนอื และ
ภาคตะวันออกเฉียงใต้ ออกดอกประมาณเดอื นตุลาคม-พฤศจิกายน
82
สวนและต้นไม้ 2553
4. Spathoglottis plicata Blume (ช่อื ไทย: วา่ นจกุ เอ้อื งดนิ )
กล้วยไม้ชนิดน้ีมีกลีบเล้ียงท้ังสามกลีบคล้ายคลึงกัน และกางทำมุมได้
ระเบยี บ สว่ นกลบี ในทง้ั คกู่ วา้ งกวา่ กลบี นอกเลก็ นอ้ ย และมปี ลายมนกวา่
กลบี นอกเลก็ นอ้ ย แตม่ สี คี ลา้ ยกบั กลบี นอก กลบี ปากมลี กั ษณะคอ่ นขา้ ง
จะสลับซับซ้อน โคนปากแคบต่อกับฐานของเส้าเกสร ตัวเส้าเกสรโค้ง
ปลายลง หูกลีบปากทั้งสองข้างแบนและโคง้ ต้งั ขน้ึ ปลายโค้งเขา้ หากัน
เลก็ นอ้ ย แผน่ ปากแคบ (คอดเปน็ คอกลบี ) ปลายกวา้ ง สว่ นโคนดา้ นขา้ ง
มเี ขยี้ วแหลมสน้ั ๆ ขา้ งละเขยี้ ว ดา้ นบนมตี ง่ิ สองตง่ิ สเี หลอื ง และมจี ดุ เลก็ ๆ
สแี ดงประปราย ทเ่ี ขย้ี วเลก็ ๆ สองขา้ งนนั้ ถา้ สงั เกตจะเหน็ วา่ มขี นออ่ นๆ
เส้นละเอียดอยู่ด้านบน เข้ียวน้ีบางพันธ์ุก็ช้ีออกด้านข้าง แต่บางพันธุ์ก
็
ช
ป้ี ลายลงดา้ นล่าง
หัวหรอื ลำลกู กล้วยมักจะฝงั อยอู่ ย่างลอยๆ บนพ้ืนดิน ปลอ่ ยให้ใบ
และชอ่ ดอกชสู งู ขน้ึ มา ใบยาวและกวา้ งพอสมควร มรี อยจบี พบั หลายรอย
ขนานชดิ กนั จากโคนถงึ ปลายใบ ชอ่ ดอกยาวประมาณ 50-100 เซนตเิ มตร
มีดอกบานไล่จากข้างล่างขึ้นไปหาปลายช่อ ออกดอกชิดกันเป็นกลุ่ม
ท
ปี่ ลายชอ่ กลีบดอกมสี ีม่วงหรอื มีแต้มสขี าว
Spathoglottis plicata สามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 3 พวกใหญๆ่ คอื
4.1 พวกดอกมีสมี ว่ งสด
4.2 พวกดอกมสี ว่ นสีขาวหรอื ใกลเ้ คยี ง
4.3 พวกดอกมีสมี ่วงชมพู (mauve) เขม้ หรอื จาง
5. Spathoglottis pubescens Lindley (ชอ่ื ไทย: บานจว้ น เออื้ งดนิ
ลาว) หัวมีลักษณะแบน เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2.5 เซนติเมตร
มีใบประมาณ 2-3 ใบ ใบยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร กว้าง
1.5-2 เซนตเิ มตร ชอ่ ดอกยาวประมาณ 50 เซนตเิ มตร มดี อก 2-8 ดอก
สีเหลืองเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3-4 เซนติเมตร ตุ่มเน้ือเยื่อบน
กลบี ปากคอ่ นขา้ งแบน บรเิ วณดา้ นหลงั กลบี เลย้ี งมขี น กลบี ปากคอ่ นขา้ ง
ยาว มีลักษณะโค้งคลา้ ยเคยี ว พบในป่าโปร่ง และบนทุ่งหญา้ ท่ีระดับ
ความสงู จากนำ้ ทะเลประมาณ 700-2,000 เมตร
83
สวนและต้นไม้ 2553
ภาพกลว้ ยไมด้ นิ ใบหมากลูกผสมใหม่
พนั ธจุ์ ุฬาลกั ษณ์ พนั ธุเ์ หลอื งกลาง
พนั ธุ์ Chandada Pink Toy พนั ธุ์ Spa. kimbaliana x Spa. Kunning
พนั ธ์ุแดงโกมล พันธ์พุ ราวชมพู
84
สวนและต้นไม้ 2553
ภาพกลว้ ยไมด้ นิ ใบหมากลูกผสมใหม
่
พันธุ์จฬุ าลักษณ์ พนั ธุ์เหลอื งกลาง
พนั ธ์ุ Chandada Pink Toy พนั ธุ์ Spa. kimbaliana x Spa. Kunning
พนั ธุแ์ ดงโกมล พันธุ์พราวชมพู
85
สวนและต้นไม้ 2553
การปลูกกล้วยไม้ดนิ
แปลงปลูกกล้วยไมด้ ินใบหมาก
ภายในโรงเรือนตาขา่ ยพรางแสง
แปลงปลูกกลว้ ยไมด้ นิ ใบหมาก
ชนดิ Spathoglottis plicata
กลางแจง้ จังหวดั กาญจนบุรี
86
สวนและตน้ ไม้ 2553
ก
ารปลกู และการดแู ลรักษา
กลว้ ยไมด้ นิ ใบหมากบางชนดิ สามารถปลกู กลางแจง้ ได้ ไดแ้ ก่ Spathoglottis plicata แตก่ ลว้ ยไมด้ นิ
ใบหมากชนดิ อนื่ ๆ และลกู ผสมสว่ นใหญจ่ ะปลกู ไดด้ เี มอ่ื ปลกู ในโรงเรอื น ซงึ่ พรางแสงประมาณรอ้ ยละ 50
และมอี ากาศถา่ ยเทสะดวก
โรงเรือน โรงเรือนที่ใช้ปลูกเลี้ยงกล้วยไม้ดินควรสูงประมาณ 2.50-3.00 เมตร หลังคาพรางแสง
ด้วยซาแรน 60% หากใช้ซาแรน 50% จะทำให้ใบมีขนาดเล็กลง ก้านช่อดอกส้ัน บางพันธุ์สีของดอกจะ
เ
ข้มขน้ึ และใบเปล่ียนเปน็ สีแดง
โต๊ะวาง ควรมีขนาดกว้าง 1.20 เมตร ความยาวแล้วแต่ขนาดโรงเรือน พ้ืนโต๊ะวางด้วยแผน่ โฟม
เนอื่ งจากราคาถกู และเบา ความสงู โตะ๊ ประมาณ 70 เซนตเิ มตร ทางเดนิ กวา้ ง 1 เมตร
ต้นพันธุ์ ตอ้ งใชต้ น้ พันธจุ์ ากการเพาะเมลด็ เพาะเลยี้ งเน้อื เยื่อ หรอื แยกหน่อ
กระถางและวสั ดปุ ลูก อาจใชก้ ระถางพลาสตกิ ขนาด 6 น้ิว 8 นิว้ และ 11 น้ิว สว่ นวสั ดปุ ลกู สำหรบั
ใช้ในการย้ายต้นกล้าจากขวดลงกระบะ อาจใช้กาบมะพร้าวสับ ทรายผสมถ่านแกลบ หรือทรายและ
ขยุ มะพรา้ ว อตั ราสว่ น 1:1 เปน็ วสั ดปุ ลกู และคลมุ ดว้ ยถงุ พลาสตกิ เพอื่ เพิ่มความช้ืน สว่ นวัสดปุ ลูกสำหรบั
การปลูกในกระถางใหญ่ 4-6 นิว้ แนะนำให้ใช้กาบมะพร้าวสับ
การใหน้ ำ้ นำ้ เปน็ ปจั จยั ทสี่ ำคญั สำหรบั การปลกู กลว้ ยไม้ คา่ ความเปน็ กรด-ดา่ ง (คา่ pH) ทเ่ี หมาะสม
คอื 5.2-6.2 สว่ นชว่ งเวลาการใหน้ ำ้ ควรให้น้ำวันละ 1 คร้ัง ในช่วงเช้า แตห่ ากฝนตกควรงดใหน้ ้ำจนกว่า
เคร่อื งปลกู จะแห้ง ส่วนในฤดแู ลง้ อาจต้องให้นำ้ มากกวา่ วันละ 1 ครง้ั
วธิ กี ารใหน้ ำ้ การใชแ้ รงงานคนโดยใชส้ ายยางรด และการใหน้ ำ้ ดว้ ยระบบสปรงิ เกอร
์
การให้ปุ๋ย ควรให้ปุ๋ยละลายช้า สูตร 14-14-14 อัตรา 1 กรัมต่อต้น และให้ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ
สตู ร 21-21-21 อตั รา 3 กรมั ตอ่ ลติ ร ทกุ 2 สปั ดาห์ ทง้ั นกี้ ารใหป้ ยุ๋ ในปรมิ าณนอ้ ย แตใ่ หบ้ อ่ ยๆ จะทำให้
ต
น้ กลว้ ยไมด้ ินใบหมากเจรญิ เติบโตอย่างสมำ่ เสมอ
สำหรับระยะเวลาการผลิตกล้วยไม้ดิน จะใช้เวลาประมาณ 10-12 เดือน ต้ังแต่ย้ายปลูกจากขวด
จนถงึ ระยะจำหน่ายในกระถางพลาสติกขนาด 6 น้ิว โดยยา้ ยปลูกจากขวดลงกระบะ และเลี้ยงในกระบะ
ประมาณ 3 เดอื น จากนั้นยา้ ยลงกระถางพลาสตกิ 3 นิ้ว และเล้ียงเปน็ เวลาประมาณ 3 เดอื น จงึ ยา้ ย
ปลกู ในกระถาง 6 นวิ้ และเลยี้ งเปน็ เวลา 4-6 เดอื น กอ่ นจำหนา่ ย
87
สวนและตน้ ไม้ 2553
โรคและแมลงศัตรูพชื
Pโรhคyเtนopา่ ดhtำhoโรraคยpอaดlmเนiv่าoหraรอื (โBรuคtlเ)นB่าเuขtา้l.ไ
ส
้
1. โรคเนา่ ดำ หรอื โรคยอดเนา่ หรอื โรคเนา่ เขา้ ไส้ (Black rot)
สาเหตุ เชอ้ื รา Phytophthora palmivora (Butl) Butl.
ลักษณะอาการ เกิดได้ทุกส่วนตั้งแต่ ราก ใบ ยอด
และดอก ถ้าเช้ือราเข้าทำลายทางรากจะทำให้รากเน่าแห้ง ซ่ึง
จะมีผลทำให้ใบเหลืองและเน่า ถ้าเข้าทำลายทางยอดจะทำให้
ยอดเน่าเปน็ สนี ้ำตาลเมอื่ จบั จะหลดุ ติดมอื ออกมาโดยงา่ ย
การปอ้ งกนั กำจดั
1. ปรบั สภาพโรงเรอื นใหโ้ ปรง่ อยา่ ปลกู กลว้ ยไมห้ รอื วางกระถางชดิ แนน่ เกนิ ไป
2. ถ้าพบโรคน้ีในระยะกลา้ ใหแ้ ยกกระถางท่เี ป็นโรคออกจากโรงเรอื น นำไปเผาทำลาย
3. ไม่ควรใหน้ ำ้ ตอนเยน็ ใกล้ค่ำ โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว
4. สารป้องกนั กำจดั โรคพืชที่ใช้สำหรบั โรคนมี้ ีอยูห่ ลายชนิดด้วยกนั คือ
• ฟอสฟอรสั แอซดิ (phosphorous acid) อตั รา 30 มล. ตอ่ นำ้ 20 ลติ ร พน่ ชว่ งแดดไมจ่ ดั
สารนีใ้ ช้ไดด้ ีในแงข่ องการปอ้ งกนั
• เมทาแลกซลิ (metalaxyl) อตั รา 20 กรมั ตอ่ นำ้ 20 ลติ ร ใชไ้ ดผ้ ลดใี นกรณกี ารกำจดั เชอ้ื
แตเ่ พอื่ ไมใ่ หเ้ ชอ้ื ดอ้ื สารเคมเี รว็ ตอ้ งพน่ สลบั กบั สารเคมีชนดิ อ่นื เช่น แคปแทน (captan)
หรอื โปรพิเนบ (propineb) เปน็ ต้น
88
สวนและต้นไม้ 2553
2. โรคใบจุด หรอื ใบไหม้ (Leaf spot or Leaf blight)
สาเหตุ เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides
(Penz.) Sacc. และ Sphaceloma sp.
ลักษณะอาการ ปรากฏให้เห็นหลายลักษณะ ซึ่งสามารถ
สังเกตอาการของโรคไดด้ งั ตอ่ ไปน
ี้
อาการทด่ี อก บนกลบี ดอกชนั้ นอก (sepal) 3 กลบี กลบี ดอก
ชั้นใน (petal) และส่วนของเกสรตัวผู้เกสรตัวเมีย ท่ีอยู่รวมกัน
ในส่วนกลางของดอกซึ่งเรียกว่า “เส้าเกสร” (column) เป็นจุด
แผลสีเทาอมดำ ยุบตัว บุ๋มลึกจากเน้ือเยื่อปกติ ขอบแผลอาจม
ี โรคใบจดุ หรอื ใบไหม้ เกดิ จากเช้ือรา
สีน้ำตาลเข้มรอบแผลน้นั มักเกิดบนดอกท่บี านแลว้ ต่อมา 2-3 วัน Collectotrichum gloeosporioides (Penz.) sacc.
แผลเหล่าน้ันจะแหง้ ตดิ อยทู่ เี่ สา้ เกสร ลกั ษณะอาการน้เี กดิ จากเชอ้ื รา
Colletotrichum gloeosporioides (Penz.) Sacc.
กลีบดอก จะเกิดแผลจุดสีน้ำตาลกลมหรือรี ตรงกลางแผล
จะมีจุดสีน้ำตาลเข้ม บนกลีบดอกช้ันนอก (sepal) กลีบดอกชั้นใน
(petal) แผลจะเกดิ เดย่ี วๆ เหน็ ไดช้ ดั เจนบนดอกทบี่ านเตม็ ทแ่ี ลว้ ตอ่ มา
เมอ่ื สภาพแวดล้อมเหมาะสมภายใน 2-3 วัน ในชว่ งฤดูฝนทมี่ ฝี นตก
ตดิ ตอ่ กนั นานๆ หลายวนั แผลเหลา่ นน้ั จะขยายใหญข่ นึ้ ขนาด 0.1-0.4 มม.
ทำใหก้ ลบี ดอกไหมแ้ หง้ เปน็ สเี ทาหรอื ดำ ลกั ษณะอาการนเ้ี กดิ จากเชอื้ รา
Sphaceloma sp.
โเกริดคจใบากจดุเช้อืหรราอื ใSบpไhหaมc้
eloma sp.
ใบ ลักษณะอาการเดียวกับโรคแอนแทรคโนสบนกลีบดอก ท่ีเกิดจากเช้ือรา Colletotrichum
gloeosporioides ได้กล่าวรายละเอียดไว้แล้ว แต่เมื่อทำการแยกเช้ือสาเหตุมักพบ Sphaceloma sp.
ปนเปื้อนอยดู่ ว้ ย
การปอ้ งกนั กำจดั
1. ใช้ต้นพนั ธุท์ ่ปี ราศจากโรคไปปลูก
2. เกบ็ รวบรวมใบ ดอก ตน้ ซากพชื ที่เปน็ โรคนำออกไปเผาทำลาย
3. พน่ สารปอ้ งกันกำจดั โรคพืชกลุ่มไทอะเบนดาโซล (thiabendazole) อตั รา 40 กรมั ตอ่ นำ้
20 ลติ ร หรอื โพรคลอราซ (prochloraz Mn.) อตั รา 30 กรมั ตอ่ นำ้ 20 ลติ ร ในชว่ งฤดฝู น
พน่ สารดงั กล่าวถี่กวา่ ปกติ
4. พน่ สารปอ้ งกนั กำจดั โรคพชื กลมุ่ ไอโปรไดโอน (iprodione) อตั รา 30 กรมั ตอ่ นำ้ 20 ลติ ร ใน
ชว่ งฤดฝู น สลบั สารกลมุ่ แคปแทน (captan) หรอื สารกลมุ่ แมนโคเซบ (mancozeb) อตั รา
40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือนำต้นหรือส่วนขยายพันธุ์ แช่สารเคมีดังกล่าวก่อนปลูก เพื่อ
ป้องกันโรคใบจดุ และใบไหม้
89
สวนและต้นไม้ 2553
3. โรคต้นเนา่ แห้ง หรอื โรคเมลด็ ผักกาด (Stem rot)
สาเหตุ เกดิ จากเชือ้ รา Sclerotium rolfsii Sacc.
ลักษณะอาการ เชื้อราจะเข้าทำลายบริเวณรากหรือ
โคนตน้ แลว้ ลกุ ลามไปยงั สว่ นของลำตน้ ขนึ้ ไปสสู่ ว่ นใบ ยอด บรเิ วณ
ที่ถูกทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองและน้ำตาลตามลำดับ เน้ือเย่ือ
จะผุเป่ีอย ถ้าความช้ืนภายในพ้ืนที่ปลูกและโรงเรือนสูงมากจะพบ
เสน้ ใยสขี าวแผป่ กคลมุ บรเิ วณโคนตน้ พรอ้ มกบั มเี มด็ กลมขนาดเลก็
สีขาวต่อมาเปล่ียนเป็นสีเหลืองและสีน้ำตาลคล้ายเมล็ดผักกาด
Sโรcคleตro้นtเiนu่าmแหrง้olfหsiรiอื Sโaรcคcเม.
ลด็ ผกั กาด
เกาะอยตู่ ามโคนตน้ บางครง้ั จะแสดงอาการทใี่ บ ทำใหใ้ บเนา่ เปน็
สนี ำ้ ตาล เมอื่ อากาศแหง้ จะเหย่ี วและรว่ ง ตน้ กลว้ ยไมต้ ายไปในทสี่ ดุ
การปอ้ งกนั กำจดั
1. หม่ันตรวจดูสวนเสมอๆ ถ้าพบว่าเป็นโรคน้ีอย่าปล่อยท้ิงไว้ ให้เก็บรวบรวมแล้วนำออกไป
เผาทำลาย มฉิ ะนนั้ จะเป็นแหลง่ แพร่เชื้อ
2. ราดดว้ ยสารปอ้ งกนั กำจดั โรคพชื เชน่ คารบ์ อกซนิ (carboxin) อตั รา 20 กรมั ตอ่ นำ้ 20 ลติ ร
หรอื อิทรไิ ดอะโซล (etridiazole) อตั รา 20 กรมั ตอ่ นำ้ 20 ลิตร
3. พบวา่ การใชส้ ารดดู ซมึ กลมุ่ เบโนมลิ (benomyl) ตดิ ตอ่ กนั เปน็ เวลานานๆ จะเปน็ ตวั กระตนุ้ ใหเ้ กดิ
โรคราเมลด็ ผกั กาดในสวนกลว้ ยไมไ้ ดง้ า่ ย เพราะฉะนนั้ การใชส้ ารเบโนมลิ (benomyl) ตอ้ งไมใ่ ช
้
เดยี่ วๆ ควรจะผสมกบั สารชนดิ อนื่ รว่ มดว้ ย เชน่ แคปแทน (captan) หรอื แมนโคแซบ (mancozeb)
4. วัสดุปลูกที่ใช้เป็นเครื่องปลูกต้องสะอาดปราศจากโรค โดยเฉพาะเครื่องปลูกไม่ควรวาง
บนผวิ ดินในช่วงฤดฝู น จะทำใหเ้ ชอื้ ราทอ่ี ยู่บรเิ วณผวิ ดนิ ตดิ มากับเครื่องปลูกเหล่านนั้ ได้
5. ใชต้ น้ พนั ธจ์ุ ากการแยกหนอ่ หวั และลำตน้ ทปี่ ราศจากโรคไปปลกู และไมค่ วรปลกู กลว้ ยไม
้
ในขณะอากาศแปรปรวน หรือกำลังเปล่ียนฤดูกาล ควรแช่ต้นพันธ์ุท่ีแยกมาจากต้นเก่า
และเครือ่ งปลูก เช่น กาบมะพร้าวสับ ดว้ ยสารคารบ์ อกซนิ (carboxin) อตั รา 40 กรมั ต่อ
น้ำ 20 ลติ รก่อนปลูก เพอื่ ป้องกันเชื้อสาเหต
ุ
4. เพลยี้ หอย (Scale insect)
สาเหตุ Parlatoria proteus Curtis
ลักษณะการทำลาย เพลี้ยหอยหรือเพล้ียเกล็ด เป็นแมลงชนิดปากดูดน้ำเล้ียงพืช อยู่เป็นกลุ่ม
โดยเกาะแนน่ ตามใบ ซอกกาบใบ ลำตน้ หรอื แมก้ ระทงั่ ราก ทำให้พืชชะงักการเจริญเตบิ โต ทรุดโทรม
ใบมสี เี หลอื ง ชอ่ ดอกสนั้ ขนาดดอกเลก็ ลงอยา่ งมาก และถา้ มกี ารทำลายมากๆ พชื อาจเหยี่ วจนถงึ ตายได
้
90
สวนและต้นไม้ 2553
การปอ้ งกนั กำจัด
1. ใชย้ าฆา่ มดเพอ่ื ไมใ่ หม้ กี ารเคลอื่ นยา้ ยของเพลยี้ หอย เชน่ สารพวกคารบ์ ารลิ หรอื ไดอะซนิ อน
ฉีดพน่ หรือราดตามรงั มด
2. ถา้ มกี ารระบาดทำลายไมม่ ากนกั ทำการรดู เพลย้ี หอยออกจากพชื แลว้ เผาทำลาย และฉดี พน่
สารฆ่าแมลง หรือถา้ มีการระบาดทำลายค่อนข้างมาก ใช ้
• white oil (ไวทอ์ อยล)์ 20 มล. ตอ่ น้ำ 20 ลิตร
• imidacloprid (อมิ ดิ าโคลพริด) 10 มล. ต่อนำ้ 20 ลติ ร
• acephate (อะซีเฟต) 20 กรัมตอ่ น้ำ 20 ลิตร
5. ไรแดงเทียมกลว้ ยไม้ (mite)
สาเหตุ Tenuipalpus pacificus Baker
ลักษณะการทำลาย เป็นศัตรูสำคัญของกล้วยไม้ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้เกิด
แผลสนี ำ้ ตาลทก่ี าบใบ ลำตน้ ราก และชอ่ ดอก ทำใหม้ ลี กั ษณะเปน็ จดุ ดา่ งขาวเลก็ และคราบสขี าวของไร
กระจายท่ัวไปคล้ายฝุ่นจับ ผิวใบท่ีถูกทำลายจะยุบแล้วเปล่ียนเป็นสีน้ำตาล ใบจะแห้งร่วงในเวลาต่อมา
ถา้ ทำลายดอก ดอกจะเปน็ ขก้ี ลาก หลงั ดอกเป็นตมุ่ หนา มีขนาดเล็ก บิดเบยี้ ว คุณภาพของดอกเสยี
การป้องกันกำจดั
1. รวบรวมชิ้นสว่ นถกู ทำลาย นำไปเผา
2. วางกระถางกล้วยไม้ให้ห่างกันพอสมควร
3. หลกี เลีย่ งการปลกู พชื อาศยั เชน่ เฟริ น์
4. ใช้สารกำจัดแมลงตามคำแนะนำ เช่น amitraz (อะมิทราซ) ตามอัตราและระยะเวลาท
ี่
ระบุไวบ้ นฉลากบรรจุ
เอกสารอ้างองิ
ครรชติ ธรรมศริ .ิ 2550. กลว้ ยไมไ้ ทย: การอนรุ กั ษแ์ ละการใชป้ ระโยชนก์ ลว้ ยไมอ้ ยา่ งยง่ั ยนื . สำนกั งานคณะกรรมการ
วจิ ยั แห่งชาต,ิ กรงุ เทพฯ.
ระพี สาครกิ . 2516. การเพาะปลกู กลว้ ยไมใ้ นสภาพแวดลอ้ มของประเทศไทย. โรงพิมพช์ วนพมิ พ,์ กรุงเทพฯ.
เศรษฐพงศ์ เลขะวฒั นะ, ทวพี งศ์ สุวรรณโร, ไพสฐิ เกตุสถติ , กนกวรรณ ถนอมจติ ร, พชั รียา บุญกอแกว้
และศุภฤกษ์ สุขสมาน. 2548. รายงานการวิจัยเรื่อง ศูนย์นำร่องวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต
และการจดั การผลผลติ กล้วยไม้กระถางเพ่ือการส่งออก. สำนักงานคณะกรรมการวจิ ัยแห่งชาติ.
หัสชยั บุญเนอื ง. 2549. บันทึกจากไพรพฤกษ์. หลอแอนด์เลง้ พบั ลิชชงิ่ , กรุงเทพฯ.
อบฉนั ท์ ไทยทอง. 2543. กล้วยไมเ้ มอื งไทย. สำนกั พิมพ์บา้ นและสวน, กรุงเทพฯ.
91
สวนและต้นไม้ 2553
92
สวนและต้นไม้ 2553
เรื่อง (เลา่ )
จาก...สวนสวย
93
สวนและตน้ ไม้ 2553
จ
เราือ่ กง..(.เสลว่าน) ส
วย
นนทยา นชุ นารถ*
หากใครเคยไปเยือนสวนหลวง ร.๙ สวนระดับนครย่านชานเมืองท่ีมีชื่อเสียงของกรุงเทพมหานคร
ในราวๆ ต้นเดือนธันวาคมของทุกปี จะพบว่าภายในสวนแห่งนี้ได้ถูกตกแต่งประดับประดาไปด้วยบรรดา
ไม้ดอกไม้ประดับนานาชนิดท่ีมีสีสันสวยงาม ด้วยบรรยากาศของการจัดงานพรรณไม้งามอร่ามสวนหลวง
ร.๙ ท่ีกรุงเทพมหานครรว่ มกบั มลู นธิ สิ วนหลวง ร.๙ จดั ขนึ้ เปน็ ประจำในชว่ งเวลาดงั กลา่ ว ซงึ่ กวา่ จะเหน็
สวยงามได้อย่างน้ี ผู้อยู่เบื้องหลังหลายสิบชีวิต ล้วนต้องตระเตรียมงานกันมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า
4-5 เดอื น ดังนั้น เม่อื มีโอกาส ผ้เู ขยี นจงึ ขอนำบางส่วนของประสบการณจ์ ากการเตรียมงานพรรณไม้ฯ
มาเลา่ สกู่ นั ฟงั เพอื่ ใหผ้ อู้ า่ นไดท้ ราบถงึ ขนั้ ตอนของการเตรยี มงานประจำปที ยี่ ง่ิ ใหญใ่ นครงั้ น้ี โดยในแตล่ ะปี
ท่ีผ่านมา กว่าท่ีจะเห็นสวนสวยงามละลานตาไปด้วยพรรณไม้ต่างๆ นั้น ทางสวนฯ ต้องผลิตไม้ดอก
ไม้ประดบั เพอื่ ใช้ในงานนีไ้ มต่ ำ่ กวา่ 500,000 ตน้ ต่อปี และกอ่ นท่จี ะปลอ่ ยให้ไม้ดอกไม้ประดบั แต่ละชนดิ
มาอวดโฉมในงานได้ กจ็ ะตอ้ งมกี ารทดลองการเพาะเมลด็ และปลกู เลยี้ ง เพอ่ื คดั เลอื กวา่ ไมด้ อกไมป้ ระดบั
ชนิดใดท่ีพอจะมีศักยภาพในการปลูกประดับ เน่ืองจากเปน็ ที่ทราบกันว่าสภาพอากาศในกรงุ เทพมหานคร
ไม่เหมาะสมนักสำหรับการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ โดยเฉพาะไม้เมืองหนาว นอกจากนั้น ยังต้องมีการ
เตรียมการวางแผนการผลิตเพื่อให้ได้ไม้ดอกไม้ประดับท่ีมีคุณภาพ ได้จำนวนตามความต้องการ และ
สามารถให้ดอกได้พร้อมกันในช่วงที่กำหนดซึ่งก็คือช่วงการจัดงานพรรณไม้ฯ น่ันเอง โดยในการผลิตน้ัน
จะต้องเร่ิมจาก
*นกั วิชาการเกษตร 7 ว สวนหลวง ร.๙ สำนักงานสวนสาธารณะ สำนักสงิ่ แวดลอ้ ม
94
สวนและต้นไม้ 2553
ขนั้ ตอนแรก การเพาะเมลด็ โดยปกตจิ ะอยใู่ นชว่ งเดอื นสงิ หาคม-ตลุ าคม ซงึ่ นอกเหนอื ไปจากวธิ กี าร
เพาะเมลด็ ทถ่ี กู ตอ้ งแลว้ สง่ิ สำคญั ไมน่ อ้ ยไปกวา่ กนั กค็ อื การกำหนดระยะเวลาในการเพาะเมลด็ เนอื่ งจาก
ในการผลิตตอ้ งใชพ้ ันธ์ุไมจ้ ำนวนหลายชนดิ และแต่ละชนิดย่อมใชร้ ะยะเวลาตงั้ แต่เร่ิมเพาะเมลด็ ไปจนถึง
ระยะเวลาท่ีให้ดอกที่ไม่เท่ากัน ดังน้ัน คำถามก็คือ จะเริ่มเพาะชนิดใด เม่ือไหร่ เพ่ือให้แต่ละชนิดน้ัน
ออกดอกบานสะพรง่ั พรอ้ มกนั ในชว่ งเวลางาน คำตอบกค็ อื จะตอ้ งรวู้ า่ ชนดิ ไหนใชเ้ วลาใหด้ อกแรกบานกว่ี นั
น่ันคือเราจะต้องนับวันโดยเริ่มต้ังแต่เริ่มปลูก จนเมื่อต้นไม้ชนิดน้ันออกดอกเป็นครั้งแรก ซ่ึงโดยส่วนตัว
ของผู้เขียนเองจะแบ่งไม้ดอกไม้ประดับที่ผลิตเพ่ือใช้งานในช่วงงานพรรณไม้ฯ ออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ
คือ กลุ่มที่ให้ดอกแรกบานเมื่อต้นมีอายุมากกว่า 80 วัน กลุ่มที่ให้ดอกแรกบานเมื่อต้นมีอายุระหว่าง
60-80 วนั และกลุม่ ที่ใหด้ อกแรกบานเมื่อต้น มีอายนุ ้อยกว่า 60 วนั โดยกลุม่ ท่ใี ชเ้ วลาในการออกดอก
นานกว่าจะถูกเพาะก่อนไม้ดอกกลุ่มอ่ืน สำหรับภาชนะท่ีใช้ในการเพาะเมล็ด มีทั้งกระถางดินเผา ซ่ึงใช้
เพาะเมล็ดท่ีมีขนาดเล็ก เชน่ กล็อกซเี นยี แววมยุรา บีโกเนีย เป็นตน้ และอีกชนดิ คือ กระบะพลาสตกิ
จะใช้กับเมล็ดที่มีขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ท้ังน้ี การเลือกภาชนะในการเพาะเมล็ดท่ีเหมาะสมกับขนาด
ของเมล็ดจะช่วยให้สามารถควบคุมความช้ืนท่ีให้กับเมล็ดได้ดีย่ิงขึ้น โดยกระถางดินเผามีข้อดีตรงระบาย
ความร้อนได้ดี ในขณะท่ีกระบะพลาสติกมีน้ำหนักเบาและทนทานกว่า ส่วนวัสดุเพาะ ทางสวนฯ จะใช้
พที มอสทขี่ ยจ้ี นละเอยี ดผสมกบั เวอรม์ คิ ไู ลทข์ นาดกลางในอตั ราสว่ น 2:1 สำหรบั เพาะเมลด็ ไมด้ อกขนาดเลก็
สว่ นเมลด็ ไมด้ อกขนาดกลางและใหญ่ จะใชข้ ยุ มะพรา้ วผสมทราย หรอื พที มอสผสมเวอรม์ คิ ไู ลทข์ นาดกลาง
ในอตั ราสว่ น 2:1 ใส่ลงในกระบะพลาสติก โดยความแตกตา่ งของการเลอื กใชข้ ยุ มะพรา้ วผสมทรายหรือ
พีทมอสผสมเวอร์มิคูไลท์ จะข้ึนอยู่กับความต้องการความช้ืนในการงอกของเมล็ด หากเมล็ดต้องการ
ความชื้นในการงอกสูง หรือเมล็ดมีลักษณะเป็นขนหรือไม่เรียบ เปลือกหนา ยากต่อการสัมผัสกับวัสดุ
เพาะเมล็ด ทางสวนจะเลือกใช้พีทมอสผสมเวอร์มิคูไลท์ เช่น เมล็ดดัลเบิร์กเดซี่ เกลลาร์เดีย และ
ผ
ักเสี้ยนฝรงั่ เป็นตน้
95
สวนและตน้ ไม้ 2553
ขั้นตอนต่อไป คือ งานย้ายกล้า ข้ันตอนนี้จำเป็นอย่างยิ่งท่ีจะต้องปฏิบัติ โดยเฉพาะการย้ายกล้า
ภายหลังการเพาะเมล็ด และเน่ืองจากต้นกล้าท่ีได้จะมีขนาดเล็กมาก จึงจำเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องใช้
ผู้มีประสบการณ์ มีความชำนาญและความประณีต ท้ังนี้ เพื่อลดเปอร์เซ็นต์การตายของต้นกล้านั่นเอง
โดยการยา้ ยกลา้ ไมจ้ ะทำด้วยกนั 2 ครัง้ คือ ย้ายกล้าจากกระบะเพาะลงถุง 4 นวิ้ และย้ายจากถุง 4 นิว้
ลงถุง 8 นวิ้ ซึ่งโดยปกติจะทำเมื่อต้นกลา้ มใี บจรงิ ประมาณ 2 ค่ใู บหรอื เจริญเติบโตเต็มถุงแลว้ ซง่ึ การ
ย้ายกล้าไม้ท้ัง 2 ระยะน้ี สามารถลดข้ันตอนใดขั้นตอนหน่ึงได้ แต่ข้อดีของการย้ายปลูกเป็นระยะๆ
นั่นคือ จะทำให้เราสามารถควบคุมความชื้นให้อยู่ในระดับท่ีเหมาะสมได้ง่ายกว่า และหากเป็นไปได้ควร
ทำการย้ายกล้าในช่วงเวลาเช้า หรือเวลาที่แสงแดดไม่แรง นอกจากน้ัน การให้น้ำกับกล้าไม้ท่ีย้ายใหม่
เป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะความช้ืนจะทำให้ต้นกล้าฟื้นตัว หรือต้ังตัวได้เร็วข้ึน ลดการสูญเสียต้นกล้า
ไดเ้ ป็นอย่างดี สำหรบั กล้าไม้ดอกเมืองหนาว การพรางแสงใหม่นับเป็นสง่ิ ทไ่ี ม่ควรมองขา้ ม ท้ังน้ี เพือ่ ให้
ต้นกล้ามกี ารปรับตัวเขา้ กับสภาพแวดลอ้ มใหม่ได้อยา่ งรวดเร็ว
การดูแลอื่นๆ ในช่วงเวลาหลังจากที่ได้ย้ายกล้าลงถุงขนาด 8 น้ิวแล้ว ก็จะเป็นการดูแลรักษา
โดยท่ัวไปเพื่อให้ต้นมีความสมบูรณ์แข็งแรง พร้อมใช้งาน อาทิ การใส่ปุ๋ย ซ่ึงส่วนใหญ่การผลิตไม้ดอก
ไม้ประดบั ในสวนหลวง ร.๙ จะใชป้ ุ๋ยเม็ดสูตร 16-16-16 ใหห้ ลงั จากยา้ ยปลกู ลงถงุ พลาสติกขนาด 8 นว้ิ
ประมาณ 1 สัปดาห์ และปยุ๋ เกล็ดสตู ร 15-30-15 จะใชฉ้ ดี พ่นในช่วงท่ีต้องการเร่งใหม้ กี ารเจริญในสว่ น
ของดอก นอกจากน้ี การพรวนดินก็เปน็ สงิ่ ทข่ี าดไมไ่ ด้ โดยเฉพาะหากตน้ กลา้ ยงั เลก็ และอยใู่ นชว่ งฤดฝู น
มกั จะพบตน้ กลา้ เกดิ อาการเนา่ บรเิ วณคอดนิ เป็นจำนวนมาก ดังน้ัน การพรวนดินจึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่
จะช่วยให้น้ำบริเวณผิวหน้าดินมีการระเหยได้ดีขึ้น และยังเป็นการเพิ่มออกซิเจนให้กับดินด้วย แต่มีข้อ
ควรระวังคือ ไม่ควรพรวนดินลึกจนเกินไป เพราะอาจกระทบกระเทือนระบบรากได้ ในไม้ดอกบางชนิด
การดูแลท่ีต้องทำอีกประการหนึ่งก็คือ การเด็ดยอด โดยแนะนำให้เด็ดยอดในช่วงเช้า ด้วยเหตุผลที่ว่า
สามารถเด็ดได้ง่าย เน่ืองจากต้นยังไม่ได้รับแสงแดดเต็มที่จึงมีความอวบน้ำและเปราะอยู่มาก ระยะท่ี
96
สวนและต้นไม้ 2553
เหมาะสำหรบั การเดด็ ยอด คอื ชว่ งทม่ี ใี บจรงิ จำนวน 3 คู่ นอกจากนนั้ การตดั ดอกโรยกเ็ ปน็ สงิ่ พงึ กระทำใน
ไมด้ อกทีส่ ามารถใหด้ อกชดุ ใหม่ไดต้ ลอดอายขุ องการปลกู เช่น พทิ เู นยี ดาวกระจาย ซัลเวีย และบานชน่ื
เป็นต้น ประโยชน์ของการตัดดอกโรยท่ีนอกจากเพ่ือให้ต้นยังคงความสวยงามแล้ว ยังเป็นการช่วยให้
ไมด้ อกไมโ่ ทรมเร็ว ชว่ ยกระตุ้นให้เกดิ ตาดอกชุดใหมแ่ ละยงั ชว่ ยลดการสะสมของโรค-แมลงไดอ้ กี ดว้ ย
จากท่ีกล่าวมาล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลการเตรียมและการผลิตไม้ดอกในภาพรวม คราวน้ีเราลองมาดู
ไม้ดอกท่ีน่าสนใจบางชนิดที่สามารถปลูกเล้ียงได้ในกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้เขียนได้เลือกมาแนะนำ เพ่ือ
แบง่ ปันประสบการณ์ในการปลกู เลยี้ งและดูแล ดงั น้ี
ก
ล็อกซเิ นีย
กล็อกซิเนีย มีช่ือวิทยาศาสตร์คือ Sinningia speciosa (Ker-Gawler) Hiern. ส่วน Gloxinia
เป็นช่ือสามัญ จัดอยู่ในวงศ์ Gesneriaceae มีถิ่นกำเนิดอยู่ในประเทศบราซิล จัดเป็นไม้เนื้ออ่อนล้มลุก
พุ่มสูงประมาณ 8-10 นิ้ว มีหัวอยู่ใต้ดิน ใบเป็นรูปไข่ ขอบหยักมน หนา มีสีเขียวเข้ม บริเวณใบมีขน
ปกคลมุ อยทู่ ง้ั หนา้ และหลงั ใบ การจดั เรยี งใบเปน็ แบบตรงกนั ขา้ ม ดอกเปน็ รปู ระฆงั (Bell-shape) กา้ นดอก
อวบยาว ชดู อกขน้ึ เหนอื พมุ่ ตน้ และใบ จำนวนดอกทอี่ อกคราวหนง่ึ ๆ ประมาณ 1-12 ดอก ดอกมที ง้ั ดอกซอ้ น
และดอกช้ันเดียว ส่วนสีของดอกมีทั้งสีเดียวและสองสีในดอกเดียวกัน กล็อกซิเนียสามารถปลูกได
้
ทกุ ฤดูกาล แตห่ ากปลูกในท่มี ีอากาศเยน็ ดอกท่ไี ดจ้ ะมขี นาดใหญแ่ ละสามารถบานได้นานกว่า
97
สวนและตน้ ไม้ 2553
ลกั ษณะของกลอ็ กซเิ นยี ทดี่ นี นั้ การจดั เรยี งตวั ของใบและดอกตอ้ งไดส้ ดั สว่ นกนั คอื ใบตอ้ งกางแผอ่ อก
ปกขอบกระถาง ดอกมสี สี ด เนอ้ื กลบี ละเอยี ดเหมอื นกำมะหย่ี จำนวนดอกรนุ่ แรกเมอื่ เพาะจากเมลด็ จะมี
ตงั้ แต่ 1-12 ดอกตอ่ ตน้ และทยอยบานนานนบั เดอื น การปลกู เลยี้ งกลอ็ กซเิ นยี จำเปน็ ตอ้ งนำเรอื่ งของแสง
เขา้ มาพจิ ารณารว่ มดว้ ย โดยพบว่า หากกล็อกซิเนยี ได้รบั แสงมากเกินไปจะทำใหป้ ลายใบแห้งหรอื ไหมไ้ ด้
หากจบั ใบดจู ะรสู้ กึ สาก ใบเปน็ สเี หลอื ง ตน้ ใหด้ อกเรว็ ผดิ ปกติ ดอกทไ่ี ดม้ ขี นาดเลก็ ไมส่ มบรู ณ์ ถา้ พบอาการ
เหลา่ นีค้ วรนำซาแรนมาพรางแสงใหอ้ กี ชน้ั หนึง่ แตห่ ากกลอ็ กซิเนียได้รบั แสงน้อยเกนิ ไป ใบจะมีสีเขยี วจัด
บรเิ วณยอดมสี เี ขยี วคล้ำ เน้ือใบนม่ิ ขอบใบลา่ งลู่ลงดูไม่แข็งแรง ดงั นัน้ จงึ ควรตัง้ กลอ็ กซิเนยี ไวใ้ นบริเวณ
ทม่ี อี ากาศถา่ ยเทได้ดี เมือ่ กล็อกซิเนียเริม่ โทรมให้งดการให้ปุ๋ยและนำ้ เพ่อื ใหเ้ กดิ การสะสมอาหารไวท้ หี่ ัว
จนดินแห้งจึงขุดหัวข้ึนมาเก็บไว้ในห้องเย็น และสามารถนำมาปลูกใหม่ได้อีกในฤดูกาลหน้า สำหรับการ
ปลกู เลย้ี งกลอ็ กซเิ นยี ของสวนหลวง ร.๙ พบว่า ภายหลังการเพาะเมล็ด กลอ็ กซิเนียมจี ำนวนวนั ทใ่ี ชง้ อก
7
-10 วัน สามารถย้ายปลกู ลงกระถางไดภ้ ายใน 70 วัน และให้ดอกแรกเมอ่ื อายุ 105 วนั
สำหรับเทคนิคในการปลูกเล้ียงท่ีสำคัญ คือ ในการให้น้ำกล็อกซิเนีย เพ่ือป้องกันไม่ให้ดอกช้ำให้
ทำการถอดหวั บวั รดนำ้ ออก แลว้ จงึ ใหน้ ำ้ ลงไปยงั บรเิ วณผวิ ดนิ โดยตรง ระวงั อยา่ ใหน้ ำ้ โดนดอกกลอ็ กซเิ นยี
จะชว่ ยยดื อายกุ ารบานของดอกใหน้ านขนึ้ ได้ และเพอื่ ใหไ้ ดก้ ลอ็ กซเิ นยี ทมี่ ที รงพมุ่ สวยงาม ควรยกกระถาง
ใหส้ งู จากระดบั พนื้ ดนิ และเวน้ ระยะหา่ งระหวา่ งกระถางเลก็ นอ้ ย วธิ นี จ้ี ะชว่ ยใหใ้ บของกลอ็ กซเิ นยี ไมห่ กั งอ
ปลายใบไมต่ ดิ พืน้ และมที รงพมุ่ คลุมกระถางสวยงามอีกด้วย
ก
าซาเนีย
ชื่อวิทยาศาสตร์ของกาซาเนีย คือ Gazania rigens (L.) Gaertn. ส่วนชื่อสามัญ คือ Gazania
หรอื Treasure Flower จดั อยใู่ นวงศ์ Asteraceae (Compositae) มถี น่ิ กำเนดิ ในแอฟรกิ าใต้ ชอ่ื Gazania นนั้
ตงั้ ขนึ้ เพอ่ื เป็นเกยี รติแก่ Theodoro Gaza (1398-1478) ชาวกรีก ผู้แปลงานเขยี นทางพฤกษศาสตร์และ
ประวตั ขิ องพชื ที่ Theophrastus เขยี นไวเ้ ปน็ ภาษากรกี เมอ่ื ศตวรรษที่ 3 ใหเ้ ปน็ ภาษาละตนิ ซงึ่ ผลงานชน้ิ น้ี
ทำขนึ้ เมอื่ ครงั้ ทลี่ ภี้ ยั ไปอยอู่ ติ าลใี นสมยั ทชี่ าวเตอรก์ ชิ บกุ ประเทศกรซี สว่ นในประเทศไทยเราอาจรจู้ กั กาซาเนยี
ในชื่อ พระจนั ทรท์ รงกลด
กาซาเนียมีกลีบดอกช้ันเดียว บางพันธ์ุมีสีพ้ืน บางพันธุ์มีสองสี ดอกมีขนาดใหญ่ สีสันสะดุดตา
ตน้ เปน็ กอสงู ประมาณ 6-12 นวิ้ ใบคอ่ นขา้ งหนา สเี ขยี วเขม้ หลงั ใบมสี ขี าวเงนิ ใบยาวประมาณ 6-9 นว้ิ
กาเซเนยี สามารถปลกู ไดใ้ นทรี่ อ้ น แหง้ หรอื กลางแจง้ ทม่ี แี ดดจดั โดยอาจปลกู เปน็ แปลงหรอื เปน็ ไมก้ ระถาง
บ
างชนดิ สามารถปลกู เปน็ ไมก้ ระถางแขวนไดด้ ว้ ย
ลักษณะเฉพาะของกาซาเนีย คือ ดอกจะบานและหุบตามความเข้มของแสงและอุณหภูมิเหมือนกับ
แพรเซ่ียงไฮ้ กาซาเนียพันธุ์เก่าๆ จะบานตอนใกล้เที่ยง คือจะบานเฉพาะตอนที่มีแดดจัด และเร่ิมหุบ
98
สวนและต้นไม้ 2553