The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Gift Patt2aporn, 2021-01-13 03:51:04

ศาสนาซิกข์

ศาสนาซิกข์

ศาสนาซิกข์

ศาสนาซิกข์ เป็ นศาสนาแบบเอกเทวนิยม เนื่องจากหลกั

ความเช่ือของศาสนาซิกข์ คือ ศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียว คือ

“วาหคุรุ” ปฏบิ ัติสมาธิในนามของพระเจ้า และโองการ

ของพระเจ้า ศาสนิกชาวซิกข์จะนับถือหลกั คาสอนของคุรุ
ซิกข์ท้งั 10 หรือผู้นาผู้รู้แจ้ง และคมั ภรี ์ศักด์สิ ิทธ์ิ ทเี่ รียกว่า
“คุรุ ครันถ์ สาหิพ” ซึ่งเป็ นบทคดั สรรจากผู้เขยี นมากมาย ...

ศาสนาซิกข์ (ปัญจาบ: ਸ ੱਿ ਖੀ) ศาสนาสิข หรือศาสนาซิกข์

เป็ นศาสนาสาคญั หนึ่งของโลก โดยคาว่าสิขมาจากภาษา
สันสกฤต Sikh แปลว่าแนวทางหรือแบบแผน ศาสนาซิกข์
เป็ นศาสนาอนิ เดียท่ีมีต้นกาเนิดในแคว้นปัญจาบ ทางตอน
เหนือของอนุทวปี อนิ เดยี ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยคุรุ
ศาสดาพระองค์แรก คุรุนานัก และถูกนิยามว่าเป็ นท้งั ศาสนา
เอกเทวนิยม .





1. ประวตั คิ วามเป็ นมา
ศาสนาซิกข์ หรือสิกข์ เป็ นศาสนาใหม่ ถือกาเนิดขนึ้ ในประเทศอนิ เดีย

เมื่อ พ.ศ. 2012 โดยคดิ ตามปี ทเ่ี กดิ ของคุรุนานักผู้เป็ นปฐมศาสดานี้ คาว่า
ซิกข์ เป็ นภาษาปัญจาบี ตรงกบั ภาษาบาลวี ่า สิกขะ และตรงกบั ภาษา
สันสกฤตว่า ศิษยะ แปลว่า ศิษย์ หรือผู้ศึกษาเล่าเรียน ดังน้ันชาวซิกข์กค็ ือผู้
เป็ นศิษย์ของคุรุหรือศาสดาของศาสนาซิกข์ทุกองค์ ศาสนาซิกข์เกดิ ในช่วง
ท่ศี าสนิกของศาสนาพราหมณ์-ฮินดูกบั ศาสนิกของศาสนาอสิ ลาม
เผชิญหน้ากนั มปี ัญหากระทบกระทง่ั จนเกดิ การประหัตประหารกนั อยู่
เสมอ ทาให้นานักผู้มจี ิตใจสูงทนไม่ได้ เฝ้าครุ่นคดิ หาทางทจ่ี ะนาความสงบ
สุขคืนมาให้จงได้ จนเป็ นเหตุให้เกดิ ศาสนาซิกข์ขึน้ มา ด้วยเหตุนีศ้ าสนา
ซิกข์จงึ เป็ นศาสนาทปี่ ระนีประนอมศาสนาต่างๆ ในอนิ เดีย โดยเฉพาะ
ระหว่างศาสนาพราหมณ์-ฮินดูกบั ศาสนาอสิ ลาม

ศาสนาซิกข์นอกจากจะมีคาสอนทต่ี ้งั ขนึ้ ใหม่แล้ว ยงั ได้นาคาสอน
ดเี ด่นจากศาสนาต่างๆ โดยเฉพาะจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและ
ศาสนาอสิ ลามมาเป็ นคาสอนด้วย ส่วนอะไรทไ่ี ม่ดกี ต็ ดั ทิง้ ไป เช่น
เร่ืองการถือช้ันวรรณะ ความใจแคบและความมกี เิ ลสของพระเจ้า เป็ น
ต้น โดยให้ถือใหม่ว่าทุกคนเป็ นพน่ี ้องกนั ไม่แตกต่างกนั เพราะมาจาก
พระเจ้าองค์เดยี วกนั ดงั คาสอนทว่ี ่า พระเจ้ามีหลายพระนามเช่น
พระพรหม พระศิวะ พระวษิ ณุ อกาละ ปุรุขะ เอกะ และนิรเภา เป็ น
ต้น พระองค์เป็ นพระเจ้าของมนุษยชาตทิ ้งั มวล มไิ ด้ผูกขาดว่าเป็ น
พระเจ้าของฮินดู ของมุสลมิ หรือของศาสนาใด ทรงประทบั อยู่ทุก
แห่ง แต่ทรงชอบประทบั อยู่ในใจของคน

พระเจ้าถึงแม้จะประทบั อยู่ในทุกสิ่ง แต่ทุกสิ่งกไ็ ม่ใช่พระองค์ พระเจ้าไม่ใช่
เป็ นอย่างเดียว กบั ทุกส่ิง พระองค์ทรงเป็ นอกี อย่างต่างหาก เหมือนกลนิ่ หอม
มอี ยู่ในดอกไม้แต่ดอกไม้กไ็ ม่ใช่กลนิ่ หอม หรือการสะท้อนเงามีอยู่ในกระจก
แต่กระจกกไ็ ม่ใช่การสะท้อนเงาฉันน้ัน ดังน้ันพระเจ้าในทุกศาสนาเป็ นพระ
เจ้าองค์เดียวกนั จึงไม่ควรทใี่ ครจะผูกขาดว่าเป็ นพระเจ้าของตนหรือของ
ศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่พระองค์ทรงเป็ นพระเจ้าของทุกศาสนาและของ
มนุษยชาติ ท้งั ปวง ส่วนการทเี่ รียกช่ือพระเจ้าแตกต่างกนั ไป และเรียกศาสน
สถานทปี่ ระทบั ของพระเจ้าต่างกนั กเ็ ป็ นเพยี งความแตกต่างแห่งกาละและ
เทศะเท่าน้ัน ดังทค่ี ุรุโควนิ ทสิงห์กล่าวว่า สุเหร่า มณเฑยี ร วหิ าร เป็ นสถานที่
บาเพญ็ ธรรมของคนท้งั หลายเหมือนกนั ทเ่ี ห็นแตกต่างกนั กเ็ พราะความ
แตกต่างแห่งกาละและเทศะเท่าน้ัน

ในศาสนาซิกข์ได้มีบทสวด (ชัปต)ิ แสดงถงึ การประนีประนอมนา
พระเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดูมาเป็ นศาสนาของตน เช่น เม่ืออยู่
ในคาแนะนาของคุรุกไ็ ด้ยนิ เสียงของพระเจ้า เมื่ออยู่ในคาแนะนา
ของคุรุกไ็ ด้ปัญญา เม่ืออยู่ในคาแนะนาของคุรุ มนุษย์กเ็ รียนรู้ว่า
พระเจ้ามีอยู่ในทท่ี ุกแห่ง คุรุเป็ นศิวะ คุรุเป็ นวษิ ณุ และพระพรหม
คุรุเป็ นพระนางปาราวตี ลกั ษมแี ละสุรัสวดี ข้อนีก้ เ็ ป็ นการจูงใจให้
ชาวฮินดูเห็นว่าพระเจ้าผู้ยงิ่ ใหญ่ท้งั สามองค์ของศาสนาพราหมณ์-
ฮินดูพร้อมมเหสีกม็ อี ยู่ในศาสนาซิกข์แล้ว

สรุปแล้วศาสนาซิกข์มีลกั ษณะประนีประนอมระหว่างศาสนา
ต่างๆ ในอนิ เดยี โดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนา
อสิ ลาม เพื่อสร้างความเป็ นเอกภาพหรือความเป็ นอนั เดยี วกนั ท้งั
ในเร่ืองพระเจ้า ศาสนาและมนุษยชาติ อนั จะนามาซ่ึงสันตภิ าพท่ี
แท้จริงมาสู่ โลกนี้ ส่วนความเป็ นไปของศาสนาซิกข์1) โดยย่อมี
ดงั นี้

คุรุนานัก (พ.ศ. 2012-2082) ศาสดาองค์ท่ี 1 ได้ออกเผยแผ่ศาสนาซิกข์

ทวั่ ทุกภาคของอนิ เดยี ท้งั ยงั ได้ออกไปเผยแผ่ศาสนาถงึ ต่างประเทศ เช่น ศรี
ลงั กา อฟั กานิสถาน ซาอดุ อิ ารเบยี เป็ นต้น เพ่ือสร้างความสามัคครี ะหว่าง
ชาวฮินดูและมุสลมิ พยายามสอนคนให้ เป็ นผู้ครองเรือนทดี่ ี และต้งั ม่ันใน
ศาสนาของตน อกี ท้งั ได้วางแบบให้ชาวซิกข์ปฏิบัติ ได้แก่ สังคตั คือ ให้ชาว
ซิกข์มาประชุมพบปะกนั ในเวลาเยน็ และปังคตั คือ ให้ชาวซิกข์มา
รับประทานอาหารร่วมกนั โดยไม่คานึงถึงความแตกต่างกนั ต่างฝ่ ายต่าง
ช่วยตัวเองและช่วยเหลือกนั เช่น ช่วยกนั ปัดกวาดทาความสะอาดสถานท่ี
และล้างถ้วยชาม เป็ นต้น ไม่มใี ครมอี ภสิ ิทธ์ิกว่ากนั นอกจากนี้ ยงั ได้ต้ัง
เมืองกรตารปุระในแคว้นปัญจาบอกี ด้วย

คุรุองั คทั เทพ (พ.ศ. 2047-2095) ศาสดาองค์ท่ี 2 ได้ปรับปรุงและ
ส่งเสริมอกั ขรวธิ ี คุรุมุขี สาหรับใช้ในศาสนา ท้งั ได้จดั ต้งั โรงครัวทาน
แจกจ่ายอาหารแก่คนยากจนตลอดท้งั ส่งเสริมหลกั การสังคตั และ
ปังคตั ของคุรุนานักให้มั่นคงอกี ด้วย

คุรุอมรทาส (พ.ศ. 2022-2117) ศาสดาองค์ที่ 3 ได้จัดให้มวี ัดซิกข์ (คุรุ
ทวาร) ตามหมู่บ้านซิกข์ ท้งั ได้ปฏริ ูปสังคม โดยคดั ค้านการคลมุ หน้า
ของสตรีและการกระโดดเข้า กองไฟเมื่อสามีตายทีเ่ รียกว่าพธิ ีสติ และ
สอนว่าสตรีกม็ สี ิทธิทจี่ ะหลดุ พ้นจากกเิ ลสได้

คุรุรามทาส (พ.ศ. 2077-2124) ศาสดาองคท์ ี่ 4 ไดจ้ ดั ให้

สร้างเมืองศูนยก์ ลางของศาสนาซิกข์ ข้ึนท่ีเมืองราม ทาสปุระ
โดยใหข้ ดุ สระน้าขนาดใหญ่ข้ึนมาใหช้ ่ือวา่ อมฤตสระ
(Immortal Pond) ท้งั ไดด้ าริจะสร้างวหิ ารข้ึนกลางสระน้าดว้ ย

คุรุอรชุนเทพ (พ.ศ. 2106-2149) ศาสดาองค์ท่ี 5 ได้สร้างวหิ ารขึน้ กลาง
สระนา้ ตามความประสงค์ของคุรุรามทาส โดยต้ังชื่อวหิ ารนีว้ ่า หริ
มณเฑยี ร ต่อมาพระราชารัญชิตซิงห์ (พ.ศ. 2323-2342) แห่งแคว้นปัญ
จาบและศาสนิกได้รวบรวมทองคาตีแผ่หุ้มหริมณเฑยี ร จงึ ได้นามวหิ าร
อกี นามหน่ึงว่า สุวรรณวหิ าร (Golden Temple) ซึ่งงดงามมาก เป็ น
ศิลปกรรม ช้ันเอกของโลกแห่งหน่ึง สุวรรณวหิ ารจะมปี ระตูทางเข้าอยู่ 4
ประตูด้วยกนั เพื่อเป็ นสัญลกั ษณ์ว่าศาสนสถานซิกข์ยนิ ดีต้อนรับทุกคน
ไม่มชี นช้ันวรรณะ

นอกจากนีค้ ุรุอรชุนเทพยงั ได้รวบรวมศาสโนวาทของคุรุองค์ท่ี 1
ถึงองค์ท่ี 4 และของตัวท่านเอง ตลอดท้งั คาสอนของนักปราชญ์
ในศาสนาอื่นทีส่ าคญั คือ รามนนั ทะ และกาบีร์ เข้าด้วยกนั เป็ น
คมั ภรี ์เรียกว่า อาทคิ รันถ์ ท้งั ได้ออกระเบยี บให้ชาวซิกข์ทุกคน
สละรายได้ 1 ใน 10 (ทศวนั ธ์) เข้าสมทบทุนกลางเพ่ือใช้ในการ
กศุ ล ต่อมาศาสดาองค์นีถ้ ูกพระเจ้าเยฮานครี ์

สั่งให้ประหารชีวติ แต่ก่อนทจี่ ะถูกจบั มาประหารชีวติ ท่านได้
ประกาศให้ศาสนาซิกข์แยกตวั ออกจากศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
และศาสนาอสิ ลาม ประกาศว่าท่านไม่ใช่ฮินดูหรือมุสลมิ ประกาศ
ไม่ให้ศาสนิกบาเพญ็ พรตอดอาหารอย่างท้งั 2 ศาสนา ไม่ยอม
นมสั การร่วมกบั ฮินดู ไม่จาริกไปยงั เมืองเมกกะ ไม่สวดมนต์ต่อ
หน้ารูปเคารพ และไม่สวดบทสวดของมุสลมิ

คุรุหริโควนิ ท์ (พ.ศ. 2138-2188) ศาสดาองค์ท่ี 6 ผู้เป็ นบุตรของคุรุอรชุน
เทพ ศาสดาผู้นีเ้ ป็ นองค์แรกทส่ี ะพายดาบ และจัดต้ังกองทหารม้า 2,200
คน เน่ืองจากถูกทางบ้านเมืองคุกคาม และแม้จะมีทหารม้าเพยี ง 2,200
คน แต่กส็ ามารถเอาชนะกองทพั ฝ่ ายพระเจ้า ชาหัชฮันได้ทุกคร้ัง และ
เน่ืองจากสถานการณ์บังคบั จงึ เป็ นศาสดาองค์แรกทใ่ี ช้ดาบสาหรับ ปก
ปักษ์รักษาบ้านเมืองและศาสนา ท้งั ได้ใช้กานา้ และดาบเป็ นสัญลกั ษณ์
แห่งอานาจทางโลก และทางธรรมรวมกนั สัญลกั ษณ์นีไ้ ด้ถือมาตลอดใน
หมู่ชาวซิกข์จนถงึ ปัจจุบัน

คุรุหริไร (พ.ศ. 2173-2204) ศาสดาองค์ที่ 7 ท่านผู้นีไ้ ด้ส่งเสริมกอง
ทหารม้า ได้ต้ังโรงพยาบาลตามจุดต่างๆ อกี ท้งั ขยายโรงครัวทานอกี ด้วย
ศาสดาผู้นีม้ เี มตตาจิตสูง ชอบ ช่วยเหลือคนยากจน และทาให้ภคตั ภค
วนั นักบวชฮินดูเปลยี่ นมานับถือศาสนาซิกข์อกี ด้วย

คุรุหริกฤษัน (พ.ศ. 2199-2207) ศาสดาองค์ที่ 8 ท่านได้รับสถาปนาเป็ น
ศาสดาเมื่อมอี ายุเพยี ง 5 ปี 6 เดือนเท่าน้ัน ข้อนีแ้ สดงว่าอายุน้อยไม่
จาเป็ นต้องมคี วามสามารถน้อย เสมอไป โดยเฉพาะเรื่องจติ ใจ อย่างเช่น
พราหมณ์คนหน่ึงมาลองดีท้าโต้วาทกี นั คุรุหริกริซันให้พราหมณ์ผู้น้ันไป
พาใครมากไ็ ด้ แล้วท่านจะให้ผู้น้ันเป็ นตัวแทนโต้วาทกี บั พราหมณ์
พราหมณ์น้ันจึงได้นาศูทรคนหน่ึงช่ือ ชัจจู ซึ่งเป็ นทรี่ ู้จักกนั ว่าโง่เขลา
เป็ นทส่ี ุดมาให้ คุรุหริกฤษัน ได้ใช้ไม้เท้าของท่านแตะทตี่ วั ศูทรคนน้ัน
แล้วพดู ว่า ชัจจู เจ้าจงเป็ นบณั ฑติ จงเป็ นผู้เช่ียวชาญในการแปลภควทั คี
ตา จงตอบคาถามของพราหมณ์ผู้นี้ เป็ นทนี่ ่าอศั จรรย์ว่าชัจจูกลายเป็ น
บณั ฑิต เฉลยี วฉลาดขึน้ มาทนั ทโี ต้ตอบกบั พราหมณ์ได้เป็ นอย่างดี

คุรุเตฆพหทุระ (พ.ศ. 2164-2218)
ศาสดาองคท์ ี่ 9 ท่านไดอ้ อกเผยแผศ่ าสนา

ทวั่ ทุกภาคในอินเดียเจริญรอยตามคุรุนา
นกั ท้งั ไดช้ ่วยหยา่ ศึกทพั หลวงจากกรุง
เดลฮีกบั ทพั ของราชาธิบดีรามรัยแห่งไทย
อาหม (พ.ศ. 2212) ไดส้ าเร็จ แต่บ้นั ปลาย
ถูกพระเจา้ ออรังเซบประหารชีวิต

คุรุโควนิ ทสิงห์ (พ.ศ. 2209-2251) ศาสดาองค์ที่ 10 ซ่ึงเป็ นบุตรชาย
ของคุรุองค์ ท่ี 9 ท่านเป็ นศาสดาเม่ืออายุได้ 9 ปี ศาสดาผู้นีไ้ ด้รับ
การศึกษาอย่างดี รู้หลายภาษา เช่น ภาษาองั กฤษ สันสกฤต และ
เปอร์เซีย เป็ นต้น ท่านเป็ นกวี เป็ นนักรบและนักปกครอง อย่างเช่น
ท่านได้จัดระบบป้องกนั เมืองอานันทปุระจากการถูกโจมตีได้สาเร็จ
ท่านได้ปฏิวตั ิจิตใจชาวซิกข์ให้กล้าหาญ ท้งั ได้บญั ญัตกิ ฎระเบยี บให้
ชาวซิกข์ปฏิบตั ิ เช่น ไม่ให้โกนผมโกนหนวดเครา ตลอดชีวิต เป็ น
ต้น จะได้แตกต่างจากคนทว่ั ไป จะทาให้ชาวซิกข์ผนึกกาลงั ต่อสู้กบั
ศัตรู และช่วยเหลือซ่ึงกนั และกนั คุรุโควนิ ทสิงห์สอนว่าอานาจและ
ธรรมเป็ นของคู่กนั หากมแี ต่ธรรมไม่มอี านาจรองรับกไ็ ม่มี
ประสิทธิผล ขาดการป้องกนั รักษา

และอานาจทปี่ ราศจากธรรมกเ็ ป็ นทารุณกรรม นอกจากนีท้ ่าน
ยงั ได้แต่งคมั ภรี ์ขนึ้ อกี คมั ภรี ์หนง่ึ โดยรวบรวมคาสอนของคุรุที่
ผ่านมาบางท่าน และของท่านเองเข้าด้วยกนั เรียกว่าคมั ภรี ์ท
สมครัมถ์ ศาสดาองค์นีเ้ ป็ นองค์สุดท้าย เพราะก่อนสิ้นชีวติ
ท่านไม่ได้แต่งต้งั ใครแทน ให้คมั ภรี ์ครัมถซาฮิบเป็ นศาสดา
แทน และหลงั จาก คุรุองค์ท่ี 10 แล้ว ศาสนาซิกข์กเ็ จริญบ้าง
เสื่อมบ้างตามแต่ผู้มอี านาจในบ้านเมืองจะพงึ เห็นอย่างไร แต่
ส่วนใหญ่กค็ ่อยเจริญมาตามลาดบั จนมศี าสนิกมากกว่าศาสนิก
ของศาสนาเชนและโซโรอสั เตอร์ รวมกนั เสียอกี

2. ประวตั ศิ าสดา2)
2.1 ชาติกาเนิดและปฐมวยั

ผู้ให้กาเนิดศาสนาซิกข์ คือ คุรุนานัก นานักเกดิ ณ หมู่บ้านตลั วนั ทิ
(Talvandi) ซ่ึงเป็ นหมู่บ้านเลก็ ๆ ปัจจุบนั เรียกว่า นังกานา ซาฮิบทาง
ทิศตะวนั ตกเฉียงใต้เมืองละฮอร์ บนฝั่งแม่นา้ ราวี ประเทศปากสี ถาน
เมื่อวันท่ี 15 เมษายน พ.ศ. 2012 ตระกลู เป็ นฮินดู วรรณะพราหมณ์ บิดา
ช่ือกลุ หรือเมห์ตากลั ยาดาส มารดาช่ือตริปตะ มฐี านะยากจน มารดา
เป็ นผู้เคร่งครัดในศาสนามาก ส่วนบิดาเป็ นข้าราชการช้ันผู้น้อย
เงนิ เดือนต่า คอยรับใช้ผู้ว่าราชการเมือง

เม่ือนานักเจริญวยั อายุได้ 7 ขวบ กไ็ ด้รับการศึกษาในสานักของครูทเ่ี ป็ น
มุสลมิ ตามประวตั กิ ล่าวว่านานักเป็ นคนมีสตปิ ัญญา และช่างคดิ อ่านต้ังแต่
อยู่ในวยั เยาว์ สามารถแสดงปัญญาความสามารถไต่ถามความรู้เรื่องพระ
เจ้าต่อครูอาจารย์ ได้ศึกษาศาสนาพราหมณ์-ฮินดู มคี วามรู้แตกฉานใน
คมั ภีร์พระเวท ต่อมาอกี 2 ปี ได้ศึกษาภาษาเปอร์เซีย (อหิ ร่าน) เพ่ือเรียนรู้
ลทั ธิคาสอนของโซโรอสั เตอร์ ผู้เป็ นศาสดาของศาสนาโซโรอสั เตอร์
ยงั ผลให้นานักสามารถแสดงวาทะโต้ตอบหลกั ศาสนากบั คณาจารย์ผู้ใหญ่
ได้ต้ังแต่ยงั เป็ นเด็กอย่างเป็ นที่ น่าอศั จรรย์ จนชาวซิกข์มคี วามเชื่อกนั ใน
ตอนหลงั ว่า ท่านคุรุนานักศาสดาของตนสามารถ สั่งสอนคนได้ต้ังแต่อายุ
9 ขวบ

นานักเป็ นคนมนี สิ ัยกว้างขวางอารีอารอบ ท้งั ทตี่ นเองกไ็ ม่ใช่ว่า
เป็ นคนร่ารวย ชอบแบ่งปันข้าวของเงนิ ทองแก่ผู้อ่ืน จนเป็ นที่
รู้จกั กนั อย่างกว้างขวางในสังคมยคุ น้ัน ใฝ่ การศึกษาเร่ืองศาสนา
เป็ นชีวติ จติ ใจ ไม่ชอบเป็ นนักรบ หรือค้าขาย หรือแม้แต่
ตาแหน่งราชการช้ันสูงทที่ างบ้านเมืองเสนอให้กป็ ฏเิ สธ ท้งั นี้
อาจเป็ นเพราะมคี วามมุ่งมนั่ ทจ่ี ะใช้หลกั ศาสนาเข้าแก้ไขสังคมท่ี
แตกแยกขาดความสามัคคี พยายามทจี่ ะค้นหาคาสอน
เปรียบเทยี บคาสอน และแก้ไขคาสอนให้ใช้ได้เหมาะสมกับ
สถานการณ์ในขณะน้ัน โดยได้รับแรงสนับสนุนช่วยเหลือใน
เรื่องนีจ้ ากพวกญาติพน่ี ้องและเพ่ือนๆ เป็ นอย่างดี

2.2 ชีวติ สมรส
เม่ืออายุ 14 ปี ได้สมรสกบั หญงิ ผู้เป็ นกลุ สตรีชาวตัลวนั ทชิ ่ือ สุลขั นี เม่ือ

แต่งงานแล้วประมาณ 10 ปี มบี ุตร 2 คน คือ ศรีจันท และลกั ษมิทาส
ปรากฏว่าชีวติ สมรสช่วงหลงั ๆ หา ความสุขได้ยาก เพราะนานักและ
ภรรยามนี ิสัยและรสนิยมคนละแบบ นานักชอบความสงบ แต่ภรรยาชอบ
สนุกแบบโลกยิ วสิ ัย ส่วนนานักมีอธั ยาศัยโน้มน้อมไปในทางศาสนา พอใจ
แต่งบทเพลงสรรเสริญพระเจ้า มีใจเมตตากรุณาโอบอ้อมอารีต่อคน
ยากจน โดยแบ่งปันสิ่งของ ทม่ี อี ยู่ให้เป็ นทานเสมอๆ เม่ือหาความสงบที่
บ้านไม่ได้ ในทส่ี ุดจึงตัดสินใจหนีภรรยาและลกู ออกไปหาความสงบทาง
ใจในป่ า เมื่ออายุ 36 ปี

2.3 ได้ประสบการณ์ทางจิต
เม่ือนานักหนีลกู และภรรยาเข้าไปอยู่ในป่ าเพ่ือเข้าสมาธหิ าความสงบ

ทางจิตได้ไม่นาน วนั หนึ่งเมื่อได้อาบนา้ ชาระร่างกายให้สะอาด จติ ใจ
ปลอดโปร่งดแี ล้ว ได้น่ังสมาธิหาความสงบ ขณะทน่ี ั่งสงบอยู่น้ัน นานัก
ได้ประสบการณ์ทางจติ ว่า ได้ดื่มนา้ ทพิ ย์ถ้วยหน่ึงจากพระเจ้า ข้อความ
ในคมั ภรี ์ครันถ์ได้กล่าวเอาไว้ว่า พระเจ้าได้ประทานนา้ ทิพย์ถ้วยหน่ึง
ซ่ึงนานักได้รับด้วยความสานึกในพระคุณ แล้วพระเจ้าได้รับส่ังกบั นา
นักว่า เราจะอยู่กบั เจ้า เราจะทาให้เจ้ามคี วามสุขสงบ และจะทาทุกคนท่ี
นับถือเราในเจ้ามคี วามสุขไปด้วย เจ้าจงออกจากทแี่ ห่งนีไ้ ป จงไป
ข้างหน้า นึกถงึ เรา ส่ังสอนคนท้งั หลายเช่นเดยี วกบั ทเ่ี จ้า

กระทาอยู่ จงทาโลกให้สะอาด ระลกึ ถึงการท่องบ่นนามของเราไว้เป็ นนิตย์ จงเป็ น
ผู้มเี มตตา เป็ นผู้สะอาด บูชาและกระทาใจให้เป็ นสมาธิ ต่อไปเจ้าจงเป็ นคุรุ (ครู)
ของคนท้งั หลายนานักได้รับประสบการณ์ทางจิตดงั กล่าว กเ็ กดิ ความม่ันใจใน
ตนเอง ท้งั โสมนัสเป็ นอย่างยงิ่ และได้ชื่นชมกบั ประสบการณ์น้ัน โดยอยู่ในป่ าต่อ
อกี 3 วนั จึงเดนิ ทางออกจากป่ ากลบั ไปยงั หมู่บ้านเดมิ ของตน

2.4 ออกสั่งสอนคน
เมื่อเดินทางถึงบ้านแล้ว นานักได้บริจาคทานแก่คนยากจนเป็ น

การใหญ่ ท้งั ช่วยเหลือคนเจ็บไข้ได้ป่ วยด้วยการให้ยา และช่วย
รักษาพยาบาลเป็ นบุรพกจิ หลงั จากน้ันกไ็ ด้ครองเคร่ืองแบบเป็ น
นักพรตเทย่ี วสอนคนยงั ถ่ินต่างๆ และเหตุการณ์ในสมัยน้นั การ
ปกครองบ้านเมือง กเ็ ลวร้ายไม่มีระเบียบ ไม่มีความยุตธิ รรม ผู้มี
อานาจข่มเหงผู้น้อย ศาลสถติ ยุตธิ รรมไม่มีความทรงธรรม ผู้ครอง
เมืองเป็ นนักประหาร ความสัตย์ไม่มใี นหมู่ชน โรคภัยไข้เจ็บ
ระบาด ความสุขและความสงบไม่มี นานักต้ังตวั เป็ นครูเทย่ี วส่ัง
สอนคน ต้ังตัวเป็ นแพทย์พยาบาลคน และเทย่ี วแนะนาให้ความ
ยุตธิ รรมแก่คนท้งั หลาย ให้คนท้งั หลายมีศีล

ธรรม มีความจงรักภกั ดีตอ่ พระเจา้ พระองคเ์ ดียว
การปฏิบตั ิต่อมา คุรุนานกั เป็นท้งั มุสลิมและฮินดู แสดงตวั เป็นมสุ ลิมและฮินดูใน
ขณะเดียวกนั เห็นไดจ้ ากเครื่องแต่งตวั ในเวลาออกส่ังสอนคน คุรุนานกั สวมเส้ือสี
หมากสุก อนั เป็นสีสาแดงอิสรภาพตามศาสนาพราหมณ์-ฮินดู แขวนลูกประคาทาดว้ ย
กระดูกไวท้ ี่คอ และเจิมหนา้ ดว้ ยหญา้ ฝร่ันตามแบบของฮินดู แตข่ ณะเดียวกนั สวม
หมวกตามแบบมุสลิม เคร่ืองหมายการ แต่งตวั ที่นานกั แสดงดงั น้ี เพอ่ื นอ้ มนาศาสนิก
ท้งั สองฝ่ ายไดร้ ับคติเป็นกลางไม่ยดึ เอาศาสนาใดศาสนาหน่ึง อนั เป็นเหตุแห่งการ
รังเกียจเคียดแคน้ ท้งั สองฝ่ าย คุรุนานกั สอนวา่ ซิกขเ์ ป็นศาสนาของคนท้งั หลาย พระ
เจา้ เป็นผปู้ ราศจากภยั ปราศจากเวร ไม่ใช่เป็นผทู้ าลาย เป็นผสู้ ร้าง เราไม่มีพระเจา้
สาหรับชาวมุสลิม เรามีพระเจา้ องคเ์ ดียวองคห์ น่ึงผเู้ ป็นเจา้ โลกท้งั สิ้น พระองคไ์ ม่ทรง
โปรดวรรณะหรือสี หรือลทั ธิอนั แยกบญั ญตั ิออกไปแต่ละอยา่ ง พระองคไ์ ม่มีการ
เกลียด ไม่มีการแช่ง ทรงสาป เหมือนพระเจา้ องคอ์ ่ืนๆ

“พระเจ้าของเรา พระองค์ไม่มี (อายุ) จากดั พระองค์ยงั ทรงความ
เป็ นอยู่จริงแม้ในเวลาปัจจุบัน พระองค์ไม่มกี าเนิด ทรงดารงอยู่โดย
ลาพงั พระองค์เอง เราย่อมเข้าถึงพระองค์ด้วยความอนุเคราะห์ของครูบา
อาจารย์ (ได้แก่ ตวั คุรุนานักเป็ นปฐม)”

“พระเจ้าของเราไม่มใี ครทรงแต่งต้งั พระองค์ประทบั อยู่โดยลาพงั
พระองค์เดยี ว ไม่มีสิ่งใดครอบงา พระองค์ปราศจากความตาย ปราศจาก
ความเกดิ ปราศจากชาติตระกลู เป็ นผู้ซ่ึงใครหยง่ั รู้มไิ ด้ ปราศจากรูปและ
ลกั ษณะ ข้าพเจ้าเข้าหาพระองค์กไ็ ด้พบพระองค์ภายในส่ิงอนั
ประกอบด้วยรูปทุกอย่าง”

ท้งั นี้ เพราะต้องการให้มุสลมิ และฮินดูซ่ึงกาลงั ววิ าทกนั ด้วยเรื่องเชื้อชาติและ
ศาสนาประสานความสัมพนั ธ์เข้าด้วยกนั ในฐานะทตี่ นเป็ นฮินดู คุรุนานักจงึ
พยายามสอนให้พวกมุสลมิ เลื่อมใสในโอวาทของตนให้มากทส่ี ุด คุรุนานักได้
ศิษย์มุสลมิ สาคญั คนหน่ึงชื่อ มารทาน (Mardana) ซึ่งเคยเป็ นนักดนตรี ศิษย์
ผู้นีใ้ ช้ศิลปะดนตรีเป็ นกาลงั หลกั ในการสั่งสอน อาจารย์กบั ศิษย์ออกเดินทาง
ไปตามหัวเมืองต่างๆ ในอนิ เดียภาคเหนือ อนั เป็ นแหล่งกลางของศาสนา
พราหมณ์-ฮินดู จนขนึ้ ไปถึงแคว้นแคชเมยี ร์ในปัจจุบนั สั่งสอนคนตามเมือง
ต่างๆ ตลอดเวลา 12 ปี มีผู้เล่ือมใสนับถือเป็ นอนั มาก นับว่าได้ผลตามความมุ่ง
หมาย ได้กลบั มาและส่ังสอนผู้คนทถ่ี ิ่นกาเนิดระยะหน่ึง แล้วได้ออกเดนิ ทางสู่
อนิ เดียภาคใต้จนถึงแคว้นมทั ราช อนั เป็ นศูนย์กลางของศาสนาเชน ข้ามไปถงึ
เกาะลงั กา นอกจากนี้

ยงั มแี หล่งสาคญั ทสี่ ุดทคี่ ุรุนานัก เดนิ ทางไปส่ังสอนลทั ธิ ”สามคั คี เสมอ
ภาค ศรัทธา และความรัก” ของตน คือ ประเทศซาอดุ อิ ารเบยี คุรุนานัก
เดินทางไปสั่งสอนถงึ นครเมกกะ อนั เป็ นศูนย์กลางของศาสนาอสิ ลาม

คุรุนานักได้ช่ือว่าเป็ นศาสดาชาวอนิ เดียคนแรกทเี่ ดินธดุ งค์ไปถึงนคร
เมกกะ ออกจากนครเมกกะ กเ็ ดนิ ทางสั่งสอนเรื่อยไปถงึ นครเมดนิ ะ ผ่าน
เข้าไปจนถงึ นครแบกแดดในแผ่นดนิ อริ ัก ทนี่ ่ันคุรุนานักส่ังสอนอกี คร้ัง
หนึ่ง ผู้ฟังท้งั หมดเป็ นมุสลมิ ระหว่างส่ังสอนมีผู้ตะโกนถามว่า ท่านเป็ น
ใคร ท่านนับถือศาสนาประเภทไหน คุรุนานักตอบว่า

”ข้าพเจ้าคือ คุรุ ข้าพเจ้าเดนิ ทาง มาถงึ ทน่ี ี่เพื่อนาส่ิงสวสั ดมี าให้ประชาชน ข้าพเจ้า
ปฏเิ สธนิกายในศาสนาต่างๆ ท้งั หมด ข้าพเจ้าไม่นับถือนิกายใด พระเจ้าองค์หน่ึงองค์
เดยี วเท่าน้ันเป็ นทนี่ ับถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้านับถือพระองค์ในแผ่นดนิ นี้ ในสวรรค์
และในทที่ ้งั ปวง”

ในระหว่างการเดนิ ทางไปสั่งสอนนี้ คุรุนานักเคยผจญภยั เคยถูกทาร้าย และเคย
ได้รับโทษจากผ้มู อี านาจ แม้จะเผชิญกบั อปุ สรรคเหล่านีส้ ักปานใดกต็ าม กม็ ไิ ด้ย่อท้อ
เป็ นผู้ประกอบด้วยขันตธิ รรมและเมตตาธรรมตลอดมา นับเป็ นเวลานานถงึ 35 ปี
สามารถทาให้ชาวมุสลมิ และชาวฮินดูเคารพเล่ือมใสเป็ นจานวนมาก ทาให้เขาเหล่าน้ัน
มคี วามรักสงบและมคี วามสมัครสมานสามคั คกี นั เป็ นการบรรลวุ ตั ถุประสงค์สมความ
มุ่งหมายดงั หลกั คาสอนเร่ือง สามคั คี ความรัก ศรัทธา และเสมอภาค ทศี่ าสนานีเ้ น้น
มาก

2.5 บ้นั ปลายชีวติ
ในบ้นั ปลายแห่งชีวติ ของคุรุนานัก แม้ว่าคุรุนานักจะนุ่งห่มแบบ

นักพรต แต่กม็ ไิ ด้ดาเนินชีวติ นักบวช (ศาสนาซิกข์ไม่มีนักบวช) ท่าน
ยงั คงอยู่กบั บุตรภรรยาของท่าน เม่ืออายุได้ 71 ปี สภาพร่างกายสังขารดู
เหมือนจะเปลยี่ นแปลงไปมาก จนกระทงั่ คุรุนานักรู้ตวั ว่าจะอยู่ ต่อไปอกี
ไม่นาน อวสานแห่งชีวติ กค็ ืบคลานเข้ามาใกล้ทุกขณะ คมั ภรี ์ครันถ์ได้
พรรณนา ช่วงชีวติ ตอนนีไ้ ว้ว่า คุรุนานักรู้อวสานของตน เมอื่ เวลาใกล้
เข้ามา ได้มอบธุระการงานให้แก่ อคั รสาวกคนหน่ึงช่ือ ลาหินา บางแห่ง
เรียกว่า ไภลาห์นา ความจริงคุรุนานักมคี วามต้ังใจ จะมอบงานต่างๆ ให้
บุตรชาย แต่บุตรชายเป็ นผู้มบี าป เคร่งครัดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ไม่
สามารถเปลย่ี นใจมานับถือลทั ธิของบิดาได้ นับว่าเป็ นเหตุหนึ่งทท่ี าให้
คุรุนานักไม่ค่อยสบายใจ เท่าไรนักเมื่อใกล้จะถงึ อวสานกาล

ในคมั ภีร์ครันถ์ได้แสดงความในลกั ษณะปาฏิหาริย์ไว้ว่า คุรุนานักเหน่ือย
อ่อนมาก ได้เข้าไปพกั ใต้ต้นพฤกษาต้นหน่ึงทตี่ าบลคาเตปุระ แคว้น
ปัญจาบ ขณะน้ันพฤกษาแตกดอกออกใบเขียวสดไปเต็มต้น ต้อนรับและ
บูชาท่านให้เห็นเป็ นอศั จรรย์ มีสาวกทเี่ ป็ นมุสลมิ และฮินดูเข้าประชุมกนั
คบั คงั่ เพ่ือคอยพยาบาล เม่ือไม่มหี วงั ว่าชีวติ ของอาจารย์จะยืนยาวต่อไป
สาวกฝ่ ายมุสลมิ จึงกล่าวขึน้ ว่า ถ้าอาจารย์ถงึ อวสานจะนาศพไปฝังตามพธิ ี
มุสลมิ สาวกฝ่ ายฮินดูได้ยนิ กไ็ ม่ยอม ค้านว่าจะขอเป็ นเจ้าภาพประกอบพธิ ี
ศพของอาจารย์ตามธรรมเนียมของฮินดู คือ เผา ท่านได้ยนิ สาวกโต้เถยี ง
กนั จงึ ห้ามมใิ ห้ววิ าทกนั ขอให้พวกสาวกฝ่ ายฮินดูนาดอกไม้มาวางไว้ข้าง
ศพเบื้องขวา ให้พวกมุสลมิ นาดอกไม้ไว้ข้างซ้าย รอไปจนถงึ รุ่งขึน้ จาก
เวลาสิ้นลม ดอกไม้ของใครบานก่อนให้ศพตกเป็ นของฝ่ ายน้ัน

ต่อจากน้ันส่ังให้สาวกสาธยายมนต์ ส่วนตนเองชักผ้ารองพืน้ คลุมร่างมิดชิด
ต้งั สตมิ ุ่งหน้าต่อพระผู้เป็ นเจ้า มีอคั รสาวกน่ังอยู่ข้างๆ พร้อมด้วยสาวก
เหล่าอื่น จนกระทง่ั รุ่งเช้าสาวกเปิ ดผ้าคลุมน้ันออก ปรากฏว่าร่างของ
อาจารย์หายไป และดอกไม้ท้งั ซ้ายขวาบานขึน้ พร้อมกนั เป็ นอศั จรรย์ สาวก
2 ฝ่ ายทาพธิ ีโดยปราศจากศพอาจารย์ ก่ออนุสาวรีย์เป็ นปูชนียสถานไว้ตรง
บริเวณอวสานของอาจารย์แห่งหน่ึง และทฝี่ ่ังแม่นา้ ราวอี นั เป็ นแหล่งกาเนิด
ของอาจารย์อกี แห่งหน่ึง

เพ่ือให้มีศาสดาสืบทอดกนั มา ไภลาห์นาหรือลาหินา ซึ่งได้รับมอบหมายจาก
คุรุนานัก ปฐมศาสดาให้เป็ นผู้รับช่วง กไ็ ด้เป็ นศาสดาองค์ที่ 2 มชี ่ือว่า คุรุ
องั คทั ต่อจากคุรุองั คทั กไ็ ด้ท่าน คุรุอมรทาสเป็ นศาสดาองค์ที่ 3 ต่อจากคุรุ
อมรทาสกม็ ีศาสดาองค์ที่ 4 คือ คุรุรามทาส ต่อจากคุรุรามทาสกม็ ีศาสดาองค์
ท่ี 5 คือ คุรุอรชุน ถัดจากคุรุอรชุนกไ็ ด้ท่านคุรุหริโควนิ ท์เป็ นศาสดาองค์ท่ี 6
ถดั จากศาสดาองค์ที่ 6 กไ็ ด้ท่านคุรุหริไรเป็ นศาสดาองค์ท่ี 7 ถัดจากองค์ท่ี 7
เป็ นคุรุองค์ที่ 8 คือ คุรุหริกฤษันเป็ นศาสดา ถดั จากองค์ท่ี 8 กไ็ ด้ท่านคุรุ
เตฆพหทุระเป็ นศาสดาองค์ ที่ 9 และต่อมาได้ท่านคุรุโควนิ ทสิงห์เป็ นศาสดา
องค์ท่ี 10 และเป็ นองค์สุดท้าย ต่อจากน้ันก็ ไม่ได้มกี ารแต่งต้งั ใครเป็ นศาสดา
อกี และได้ถือเอาคมั ภีร์ครันถ์ หรือครันถะ เป็ นศาสดาแทนสืบต่อมา
จนกระทงั่ ทุกวนั นี้

ถ้าว่าโดยปี พ.ศ. แห่งการดารงตาแหน่งศาสดาของศาสนาซิกข์ท้งั 10 องค์ มีดงั นี้
1. คุรุนานัก เป็ นศาสดาระหว่าง พ.ศ. 2046 - 2081 (นับแต่ปี ทอ่ี อกสั่งสอน)
2. คุรุองั คทั เป็ นศาสดาระหว่าง พ.ศ. 2081 - 2095
3. คุรุอมรทาส เป็ นศาสดาระหว่าง พ.ศ. 2095 - 2117
4. คุรุรามทาส เป็ นศาสดาระหว่าง พ.ศ. 2117 - 2124
5. คุรุอราชุน เป็ นศาสดาระหว่าง พ.ศ. 2124 - 2149
6. คุรุหริโควนิ ท์ เป็ นศาสดาระหว่าง พ.ศ. 2149 - 2181
7. คุรุหริไร เป็ นศาสดาระหว่าง พ.ศ. 2181 - 2207
8. คุรุหริกฤษัน เป็ นศาสดาระหว่าง พ.ศ. 2207 - 2218
9. คุรุเตฆพหทุระ เป็ นศาสดาระหว่าง พ.ศ. 2218 - 2229
10. คุรุโควนิ ทสิงห์ เป็ นศาสดาระหว่าง พ.ศ. 2229 - 2250

ต้งั แต่ปี พ.ศ. 2250 จนกระทงั่ ปัจจุบัน ถือคมั ภรี ์ครันถ์เป็ นศาสดา



พระมหาคมั ถีร์ คุรุ ครันถะสาหิพ (เดมิ เรียกว่า พระมหาคมั ภีร์ อดิ ครันธ์) ได้ถูกรวบรวม
โดยพระศาสดาองค์ทหี่ ้าของศาสนาซิกข์ คือ ท่าน คุรุ อรชุนเทพ ซึ่งในสมยั น้ัน พชี่ ายของ
ท่าน คุรุ อรชุนเทพ ซ่ึงกค็ ือ ท่าน ปริธิ จันทร์ และคนอื่นๆ ต่างกเ็ ริ่มพยายามเผยแผ่หลกั คา
สอนทพ่ี วกเขาแต่งกนั ขนึ้ มาเอง แต่อ้างว่าเป็ นคาสอนของพระศาสดา ดงั น้ันหาก
สถานการณ์เป็ นเช่นนีต้ ่อไป อาจจะนาความเส่ือมเสียมาให้ยงั ศาสนาซิกข์ได้ ท่าน คุรุ
อรชุนเทพ จงึ ได้เลง็ เห็นถึงความสาคญั ของการรวบรวมหลกั ธรรมคาสอนของพระศาสดา
ท้งั หลาย ท่านจึงได้เร่ิมทาการรวบรวมหลกั คาสอนต่างๆ ซึ่งได้แต่งไว้เป็ นบทเพลงของพระ
ศาสดาก่อนหน้าพระองค์ท้งั หมด โดย ท่านคุรุ อรชุนเทพ ได้ส่งลูกศิษย์ทที่ ่านไว้ใจ คือ ท่าน
หบาย แปร่า และ ท่าน หบาย กรุ ดาส และ ท่าน บาบา บุดดา ไปยงั ดนิ แดนต่างๆ เพื่อค้นหา
และรวบรวมบทเพลงทเี่ ป็ นหลกั ธรรมและคาสอนต่างๆ ท้งั หมด นอกจากนี้ ท่าน คุรุ อรชุน
เทพ ยงั ได้เดนิ ทางไปยงั เมืองโกองิ วลั และเมืองคาดูร และเมืองการ์ตาร์ปรู เพ่ือไปเยยี่ ม
ครอบครัวของท่านพระศาสดาองค์ก่อนหน้าท้ังหลาย โดยท่านได้รวบรวมบทเพลงคาสอน
ของพระศาสดาองค์ก่อนจากท่านโมฮัน (ลูกชายของ ท่าน คุรุ อมรทาส ย)ิ และ ท่านดาโธ
(ลกู ชายของ ท่าน คุรุ องั ขดั เดว ย)ิ และ ท่าน ศรี จนั ทร์ (ลูกชายของ ท่าน คุรุ นานัก เดว ย)ิ
อกี ด้วย

พระมหาคมั ภีร์ คุรุ ครันถะสาหิพ เป็ นพระคมั ภรี ์เดยี วในโลกทไ่ี ด้ถูกทา
การรวบรวมโดยท่านพระศาสดาซึ่งเป็ นผู้ก่อต้ังศาสนาด้วยพระองค์เอง
ในศาสนาซิกข์น้ัน พระมหาคมั ภรี ์ คุรุ ครันถะสาหิพ นี้ เปรียบเสมือน
กบั เป็ นพระศาสดานิรันดร์กาลของชาวซิกข์ทุกคน พธิ ีกรรมทางศาสนา
ต่างๆ จะถือว่าสมบูรณ์กต็ ่อเม่ือได้กระทาต่อหน้าพระมหาคมั ภีร์ คุรุ
ครันถะสาหิพ เท่าน้ัน โดยชาวซิกข์ท้งั หลายจะเข้ามากราบนมัสการ
พระมหาคมั ภีร์นี้ และถวายสิ่งของหรือเงินเพ่ือเป็ นการทาบุญทาทาน
ซ่ึงสิ่งของหรือเงนิ เหล่านีจ้ ะถูกนาไปใช้ในกจิ การงานทางศาสนาและ
ช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากต่อไป

พระมหาคมั ภรี ์ คุรุ ครันถะสาหิพ จะจดั วางไว้บนแท่นบัลลงั ก์ที่
ประทบั ซ่ึงจดั ไว้ในบริเวณทส่ี ูง แล้วคลุมด้วยผ้าสะอาด และจะมี
การสร้างฉัตรไว้เหนือพระคมั ภรี ์นีเ้ สมอ เพื่อแสดงถงึ ความเคารพ
ศรัทธาท่ีชาวซิกข์มตี ่อพระมหาคมั ภรี ์นิรันดร์กาลฉบับนี้ ในตอนเช้า
ของทุกวนั พระมหาคมั ภรี ์ นีจ้ ะถูกอนั เชิญมาไว้ยงั แท่นท่ปี ระทบั ใน
บริเวณห้องโถงที่จดั ไว้เป็ นสถานที่ในการประกอบพธิ ีกรรมทาง
ศาสนาต่างๆ และในตอนกลางคืนจะได้รับการอนั เชิญเข้าไปเก็บไว้
ยงั ห้องทจ่ี ดั ไว้โดยเฉพาะ ซึ่งเปรียบเสมือนกบั ว่าพระมหาคมั ภรี ์นีก้ ็
คือพระศาสดาผู้ศักด์สิ ิทธ์ิ มใิ ช่เป็ นเพยี งแค่พระคมั ภรี ์เท่าน้ัน







หลกั ธรรมในการอยู่ร่วมกนั ของศาสนาสิข

หลกั ความเช่ือของศาสนาซิกข์ คือ ศรัทธาในพระเจา้ องค์
เดียว คือ "วาหคุรู" ปฏิบตั ิสมาธิในนามของพระเจา้ และ
โองการของพระเจา้ ศาสนิกชาวซิกขจ์ ะนบั ถือหลกั คา
สอน ของคุรุซิกขท์ ้งั 10 หรือผนู้ าผรู้ ู้แจง้ และคมั ภีร์
ศกั ด์ิสิทธ์ิ ที่เรียกวา่ "คุรุ ครันถ์ สาหิพ"
ศาสดาของศาสนาสิกข์ หรือเรียกวา่ "คุรุ" มีท้งั หมด 11
องค์ องคแ์ รก และมีความสาคญั ท่ีสุด ช่ือ คุรุนา
นกั

คมั ภีร์ คือ พระมหาคมั ภีร์ของศาสนาสิกขค์ ือ อาดิครันถ์ เป็ นที่รวมของ
พระธรรม บทสวดภาวนา สดุดีพระผเู้ ป็นเจา้ โดยพระศาสดาของสิกข์
และนกั บวช นกั บุญ และนกั ปราชญ์ ของอินเดียในสมยั น้นั ประดุจศูนย์
รวมของขอ้ ปฏิบตั ิทางศาสนาและจิตใจ
หลกั คาสอน

ความเช่ือถือพ้นื ฐานของสิกข์ คือ ?มูลมนั ตระ- บทสวดข้นั มูลฐาน?
(ขอ้ มูลแห่งมนตรประเสริฐ) บท สวดน้ีเป็นบทสวดปฐม บทแรกเร่ิมตน้
ในพระมหาคมั ภีร์คุรครันถซ์ าฮิบ ประพนั ธโ์ ดยพระศาสดาคุรุนานกั เป็น
บทสรุปและรากฐานแห่งความเช่ือถือของชาวสิกข์ ชาวสิกขจ์ ะสวด
ภาวนาบทสวดน้ีทุกวนั

พธิ ีกรรม ผู้ทน่ี ับถือศาสนาสิกข์ ในระยะแรกต้องประกอบพธิ ี "ปาหุล"
ก่อน แล้วจะได้นามพเิ ศษต่อท้ายช่ือว่า "สิงห์" หรือ "ซิงห์" และจะ
ได้รับ 5 สิ่ง ทเี่ รียกว่า "กกะ" คือ
1.เกศ คือ การไว้ผมยาว โดยไม่ต้องตัดเลย
2.กงั ฆา คือ หวีขนาดเลก็
3.กฉา คือ กางเกงขาส้ัน
4.กรา คือ กาไลมือทาด้วยเหลก็
5.กฤปาน คือ ดาบ


Click to View FlipBook Version