ความร้คู ืออะไร ความรู้ (Knowledge) หมายถึง การเรียนรู้
?? ที่เน้นถึงการจาและการระลึกได้ถึงความคดิ
วัตถุ และปรากฏการณ์ ต่ าง ๆ ซ่ึงเป็ น
ความจาที่เร่ิมจากสิ่งง่าย ๆ ท่ีเป็ นอิสระแก่
กนั ไปจนถึงความจาในสิ่งที่ยุ่งยากซับซ้อน
และมีความสัมพนั ธ์ระหว่างกนั
ระดับการเรียนรู้
Bloom’s Taxnomy
จา = การบอกความหมายได้
เข้าใจ = การอธิบาย สรปุ สาธิต ได้
นาไปใช้ = การประยุกต์ใช้ได้เหมาะสมถกู ต้อง
วิเคราะห์ = การจาแนก แยกแยะ การให้เหตผุ ล
สังเคราะห์ = นาส่วนต่างๆ มาประกอบเป็ นรปู แบบใหมไ่ ด้
ประเมนิ ค่า = วัดได้ และตัดสินได้ว่าอะไรถกู หรือผดิ
ประกอบการตัดสินใจบนพ้นื ฐานของเหตผุ ล
วิธีการ 1. ประสบการณ์
แสวงหา 2. แหล่งความรู้
ความรู้ 3. วิธีอนมุ าน
4. วิธีอุปมาน
5. วิธีวิทยาศาสตร์
ประสบการณ์
แหล่งความรู้
วิธีอนมุ าน
จะต้องมคี วามรู้หรอื ความจรงิ
ส่วนหนง่ึ เป็นทุนเดมิ อยู่ก่อนแลว้
และจากความรู้ทม่ี อี ยู่น้ี ใชห้ ลกั
เหตุผลแยกแยะออกเป็นความรู้
ส่วนย่อยออกไปอกี
ข้อเท็จจริงหลัก: ดาวเคราะห์ทกุ ดวงโคจรรอบดวงอาทิตย์
ข้อเท็จจริงย่อย: โลกเป็ นดาวเคราะห์ดวงหนึ่ง
ข้อสรปุ : โลกโคจรรอบดวงอาทิตย์
ขอ้ เทจ็ จรงิ ย่อย 1 โลกโคจรรอบดวงอาทติ ย์ วิธีอุปมาน
ขอ้ เทจ็ จรงิ ยอ่ ย 2 ดาวศุกร์โคจรรอบดวงอาทติ ย์
ขอ้ เทจ็ จรงิ ยอ่ ย N ดาวพุธโคจรรอบดวงอาทติ ย์ การศกึ ษาจาก องค์ความรู้
เมอื่ พจิ ารณาความเหมอื นและความต่างแลว้ จะเหน็ ว่าดาวต่าง ๆ ทโ่ีคจร ย่อย ๆ รวมกนั เขา้ แลว้ สรุปเป็น
รอบดวงอาทติ ย์ลว้ นแต่เป็นดาวเคราะห์ทง้ั นนั้ องค์ความร้หู ลกั หรอื เรม่ิ ศกึ ษา
ขอ้ สรปุ ดาวเคราะห์โคจรรอบดวงอาทติ ย์ ความร้คู วามจรงิ เฉพาะอย่าง
แลว้ นาไปสู่ความร้ทู เี่ป็นสากล
วิธีวิทยาศาสตร์ การใช้หลักเหตุผล ทฤษฎีต่าง ๆ และประสบการณ์ ใน
การคิดค้นหาสมมติฐาน
สรปุ ทกั ษะการแสวงหาความรู้ คอื การค้นคว้าหาความรู้ และ
สามารถสร้างความรู้ใหมเ่ พมิ่ เตมิ ได้ อาจจะมาจากการคดิ
การศกึ ษา การทดลอง การค้นคว้า หรอื ปฏบตั ดิ ้วยตนเอง แลว้
นามาวเิคราะห์เพอ่ื ใหเ้ กดิ ความรู้ใหม่ ซง่ึ สมั พนั ธ์กบั ความร้เู ดมิ ทม่ี อี ยู่
โดยการศกึ ษาค้นคว้านน้ั ไมจ่ ากดั ว่าจะมาจากแหลง่ ความร้ใู ด อาจ
เป็นความรู้ในหอ้ งเรยี น ความรู้ตามป้ายสถานทต่ี ่างๆไปจนสอ่ื อน่ื ๆ
นกั เรยี นสามารถฝึ กฝนทกั ษะการแสวงหาความร้ไู ด้ โดยเรมิ่ จาก
ความสนใจหรอื ความต้องการของตนเอง แลว้ อาจปรกึ ษาหรอื ขอ
ความช่วยเหลอื จากบุคคลอน่ื ๆ เช่น ครปู ระจาชน้ั ครูทปี่ รกึ ษา
ครแู นะแนว ผูป้ กครอง เพอื่ ใหไ้ ด้ขอ้ มูลทสี่ นใจหรอื ต้องการ
ประโยชนข์ อง เป็นเทคนิคสำคญั ในกำรเสำะแสวงหำ
ควำมรู้ทีม่ ีประสิทธิภำพ
การใชค้ าถาม
เป็นกลวิธีกำรสอนที่กอ่ ให้เกิดกำรเรียนรู้
ท่ีพฒั นำทกั ษะกำรคดิ กำรตคี วำม กำร
ไตร่ตรอง กำรถ่ำยทอดควำมคิด
สำมำรถนำไปสกู่ ำรเปลี่ยนแปลงและ
ปรับปรุงกำรจดั กระบวนกำรเรียนรู้ได้
เป็นอยำ่ งดี
ประโยชนข์ อง กำรถำมเป็นสว่ นหน่ึงของกระบวนกำร
เรียนรู้ ชว่ ยให้ผ้เู รียนสร้ำงควำมรู้ ควำม
การใชค้ าถาม
เข้ำใจ และพฒั นำควำมคิดใหม่ ๆ
สง่ เสริมควำมอยำกรู้อยำกเหน็ และเกิด
ควำมท้ำทำย
การสงั เกต
(Observation)
วิธีการทางวิทย าศาส ตรม์ ักจะเ ริ่มจากการสังเ กต
ปรากฏการณต์ ่างๆ ทอี่ ยู่รอบๆ ตวั เรา เมอื่ ไดข้ อ้ สงั เกตบางอย่างที่
เราสนใจจะทาใหไ้ ดส้ งิ่ ทตี่ ามมาคอื ปัญหา (Problem)
เช่น การสังเกต ตน้ หญ า้ ใ ต ้
ตน้ ไมใ้ หญ่ หรอื ตน้ หญา้ ที่อยู่ใตห้ ลังคา
มกั จะไม่งอกงาม ส่วนตน้ หญา้ ในบรเิ วณ
ใกลเ้ คยี งกนั ทไี่ ดร้ บั แสงเจรญิ งอกงามดี
การตัง้ ปัญหา
"การตัง้ ปญั หานั้นสาคัญกว่าการแกป้ ัญหา"
เพราะ การต้ังปัญหาท่ดี แี ละชัดเจนจะทาให้ผู้ต้ังปัญหาเกดิ ความเข้าใจและมองเหน็ ลู่ทาง
ของการค้นหาคาตอบเพ่ือแก้ปัญหาท่ตี ้งั ข้ึน ดงั น้นั จึงต้องหม่ันฝึกการสงั เกตส่งิ ท่สี งั เกตน้ัน
เป็ น เกดิ ข้ึน เกดิ ข้ึนท่ี เกดิ ข้ึนได้ ทาไมจึงเป็ นเช่นน้ัน?
อะไร? เม่ือไร? ไหน? อย่างไร?
ให้นกั เรียนลองต้งั ประเดน็ ปัญหาจาก การตั้งปญั หา
รปู ภาพต่อไปน้ี
“แสงแดดมีส่วนเกีย่ วขอ้ งกบั การเจริญ
งอกงามของตน้ ไมห้ รือไม่ ”
“ ตน้ หญา้ ทีอ่ ยู่ใตต้ น้ ไมม้ กั จะไม่งอกงาม ส่วนตน้ หญา้
ในบริเวณใกลเ้ คียงกนั ทีไ่ ดร้ บั แสงเจริญงอกงามดี ”
"แสงแดดมีส่วนเกีย่ วขอ้ งกบั การเจริญ
งอกงามของตน้ ไมห้ รือไม่ "
ระดับของการต้ังคาถาม
คาถามระดบั พื้นฐาน คาถามระดบั สูง
คาถามให้สังเกต คาถามใหอ้ ธบิ าย คาถามเพอ่ื ให้
คาถามทบทวนความจา คาถามให้เปรียบเทยี บ เลอื กทางเลอื ก
คาถามทใ่ี ห้บอก คาถามให้วเิ คราะห์
ความหมาย คาถามใหย้ กตวั อยา่ ง คาถามให้สรา้ ง
คาถามบง่ ช้หี รอื ระบุ คาถามให้สรปุ หรอื คิดคน้ ส่ิง
คาถามใหป้ ระยุกต์ ใหม่ๆ
คาถามให้สงั เกต
เปน็ คำถำมทใ่ี ห้ผูเ้ รยี นคดิ ตอบจำกกำรสงั เกต เปน็ คำถำมทต่ี อ้ งกำร
ใหผ้ เู้ รียนใช้ประสำทสัมผัสทั้งหำ้ ในกำรสืบคน้ หำ
คำตอบ คอื ใชต้ ำดู มือสมั ผสั จมูกดมกลนิ่ ล้นิ ชมิ รส และหูฟังเสียง
ตัวอย่ำงคำถำม เชน่
- เมื่อนักเรียนฟงั เพลงนี้แลว้ รู้สกึ อยำ่ งไร
- ภำพนี้มีลกั ษณะอย่ำงไร
- สำรเคมีใน 2 บีกเกอร์ ตำ่ งกันอยำ่ งไร
คาถามทบทวนความจา
เปน็ คำถำมที่ใชท้ บทวนควำมรเู้ ดมิ ของผู้เรยี น เพอื่ ใชเ้ ช่อื มโยงไปสู่
ควำมรใู้ หม่ก่อนเรม่ิ บทเรียน
ตวั อยำ่ งคำถำม เช่น
- วันวสิ ำขบูชำตรงกบั วันใด
- ดำวเครำะหด์ วงใดท่มี ีขนำดใหญท่ ส่ี ดุ
- ใครเป็นผู้แต่งเรื่องอิเหนำ
คาถามท่ใี หบ้ อกความหมาย
เปน็ กำรถำมควำมเขำ้ ใจ โดยกำรใหบ้ อกควำมหมำยของ
ขอ้ มูลต่ำง ๆ ตัวอย่ำงคำถำม เช่น
- คำว่ำสิทธมิ นษุ ยชนหมำยควำมวำ่ อย่ำงไร
- ภำษเี งินได้บุคคลธรรมดำ คอื อะไร
- สถิติ (Statistics) หมำยควำมวำ่ อย่ำงไร
คาถามบ่งชี้หรือระบุ
เป็นคำถำมที่ให้ผเู้ รยี นบ่งช้ีหรือระบคุ ำตอบจำกคำถำมใหถ้ ูกตอ้ ง
ตัวอยำ่ งคำถำม เช่น
- ประโยคท่ปี รำกฏบนกระดำนประโยคใดบำ้ งทเ่ี ปน็ Past
Simple Tense
- คำใดต่อไปนี้เปน็ คำควบกล้ำไม่แท้
- ระบุชื่อสตั ว์ท่ีมีกระดกู สนั หลัง
คาถามให้อธบิ าย
เป็นกำรถำมโดยใหผ้ ู้เรยี นตคี วำมหมำย ขยำยควำม โดยกำร
ให้อธบิ ำย แนวคิดของขอ้ มลู ต่ำง ๆ ตัวอยำ่ งคำถำม เชน่
- เพรำะเหตุใดใบไม้จงึ มีสีเขยี ว
- นักเรียนควรมบี ทบำทหนำ้ ทใ่ี นโรงเรยี นอย่ำงไร
- ชำวพทุ ธท่ีดีควรปฏิบัตติ นอยำ่ งไร
คาถามให้เปรยี บเทยี บ
เป็นกำรต้งั คำถำมใหผ้ เู้ รยี นสำมำรถจำแนกควำมเหมือน –
ควำมแตกต่ำงของขอ้ มูลได้ ตัวอยำ่ งคำถำม เชน่
- พชื ใบเลยี้ งคู่ตำ่ งจำกพชื ใบเล้ยี งเดย่ี วอย่ำงไร
- จงเปรยี บเทยี บวถิ ชี วี ิตของคนไทยในภูมภิ ำคตำ่ ง ๆ ของ
ประเทศไทย
- DNA กับ RNA แตกต่ำงกันหรอื ไม่ อยำ่ งไร
คาถามใหว้ ิเคราะห์
เปน็ คำถำมใหผ้ ู้เรียนวเิ ครำะห์ แยกแยะปัญหำ จัดหมวดหมู่
วจิ ำรณ์แนวคิด หรือบอกควำมสัมพันธแ์ ละเหตุผล ตวั อยำ่ งคำถำม เช่น
- อะไรเปน็ สำเหตุทท่ี ำใหเ้ กิดภำวะโลกรอ้ น
- วฒั นธรรมแบ่งออกเป็นก่ปี ระเภท อะไรบำ้ ง
- สำเหตใุ ดทีท่ ำใหน้ ำงวนั ทองถูกประหำรชวี ิต
คาถามใหย้ กตวั อยา่ ง
เป็นกำรถำมให้ผูเ้ รียนใชค้ วำมสำมำรถในกำรคดิ นำมำ
ยกตัวอย่ำง ตัวอย่ำงคำถำม เช่น
- ร่ำงกำยขบั ของเสียออกจำกสว่ นใดบำ้ ง
- ยกตัวอยำ่ งกำรเคลอ่ื นท่แี บบโปรเจกไตล์
- หนิ อคั นีสำมำรถนำไปใช้ประโยชน์ได้อยำ่ งไรบ้ำง
คาถามใหส้ รุป
เปน็ กำรใชค้ ำถำมเมอ่ื จบบทเรยี น เพอ่ื ใหท้ รำบวำ่ ผู้เรียนได้รับ
ควำมรูห้ รือมคี วำมกำ้ วหน้ำในกำรเรยี นมำกน้อยเพยี งใด และเปน็ กำร
ช่วยเนน้ ย้ำควำมรู้ทไี่ ด้เรยี นไปแล้ว ทำใหส้ ำมำรถจดจำเนอื้ หำได้ดียิ่งขน้ึ
ตวั อย่ำงคำถำม เช่น
- จงสรปุ เหตุผลที่ทำให้พระเจ้ำตำกสนิ ทรงยำ้ ยเมืองหลวง
- เม่อื นักเรียนอำ่ นบทควำมเรอ่ื งนแ้ี ลว้ นักเรียนได้ข้อคิด
อะไรบำ้ ง
- จงสรปุ แนวทำงในกำรอนรุ ักษท์ รพั ยำกรน้ำเพื่อให้เกดิ คุณ
คำ่ สงู สุด
คาถามให้ประยุกต์
เปน็ กำรถำมใหผ้ เู้ รยี นใช้พืน้ ฐำนควำมรู้เดมิ ทีม่ อี ยู่มำ
ประยกุ ตใ์ ชใ้ นสถำนกำรณใ์ หมห่ รอื ในชีวิตประจำวนั ตวั อยำ่ งคำถำมเชน่
- นกั เรียนมวี ิธีกำรประหยดั พลังงำนอยำ่ งไรบำ้ ง
- เม่ือนักเรียนเหน็ เพอ่ื นในหอ้ งขำแพลง นกั เรียนจะทำกำร
ปฐมพยำบำลอย่ำงไร
- นักเรียนนำปรชั ญำของเศรษฐกจิ พอเพียงไปประยกุ ต์ใช้ใน
กำรดำเนินชีวติ ประจำวนั อย่ำงไรบ้ำง
คาถามเพื่อให้เลือก
ทางเลือก
เปน็ กำรใช้คำถำมท่ีใหผ้ ้เู รยี นเปรยี บเทยี บหรอื ใช้
วิจำรณญำณในกำรตดั สนิ ใจเลือกทำงเลอื กทห่ี ลำกหลำย ตัวอย่ำง
คำถำมเช่น
- กำรวำ่ ยน้ำกับกำรวง่ิ เหยำะ อยำ่ งไหนเป็นกำรออกกำลัง
กำยท่ดี ีกวำ่ กัน เพรำะเหตใุ ด
- ระหวำ่ งนำ้ อดั ลมกบั นมอยำ่ งไหนมีประโยชน์ต่อร่ำงกำย
มำกกว่ำกนั เพรำะเหตุใด
คาถามใหส้ ร้างหรือคิดค้นส่งิ
ใหม่ๆ
เป็นลกั ษณะกำรถำมให้ผ้เู รียนคดิ สร้ำงสรรค์ผลงำนใหม่ ๆ
ที่ไม่ซ้ำกบั ผ้อู ื่นหรอื ทีม่ อี ยู่แลว้ ตัวอยำ่ งคำถำมเชน่
- กระดำษหนังสือพิมพ์ท่ีไม่ใชแ้ ล้ว สำมำรถนำไปประดษิ ฐ์
ของเลน่ อะไรไดบ้ ้ำง
- กลอ่ งหรอื ลังไมเ้ ก่ำ ๆ สำมำรถดัดแปลงกลบั ไปใชใ้ หเ้ กดิ
ประโยชน์ไดอ้ ยำ่ งไร
สรุป
การตัง้ คาถามระดับสงู จะทาให้นักเรียนเกิดทักษะ
การคิดระดับสูง และเป็นคนมีเหตุผล นักเรียนไม่เพียงแต่
จดจาความรู้ ข้อเท็จจริงได้อย่างเดียวแต่สามารถนาความรู้ไป
ใชใ้ นการแก้ปญั หา วเิ คราะห์ และประเมินส่งิ ที่ถามได้
1. นักเรยี นจะทำกำรส่งข้อควำม แบบฝกึ หดั
ผ่ำนทำงอเี มลลไ์ ด้อยำ่ งไร
คาถามให้ประยุกต์
2. สงั คมเมืองกับสงั คมชนบทเหมือน
และต่ำงกันอย่ำงไร คาถามให้เปรยี บเทยี บ
คาถามทบทวน
3. เมื่อเกดิ อำกำรแพย้ ำควร ความจา
โทรศัพทไ์ ปทเ่ี บอรใ์ ด
4. จงสรุปขนั้ ตอนกำรทำผ้ำบำตคิ คาถามใหส้ รุป
แบบฝกึ หัด คาถามบง่ ชี้หรือระบุ
5. ประเทศใดบ้ำงทีเ่ ปน็ คาถามทีใ่ ห้บอก
สมำชกิ APEC ความหมาย
6. จงบอกควำมหมำยของ Passive คาถามเพอ่ื ใหป้ ระเมิน
Voice และเลือกทางเลอื ก
7. ดนิ รว่ นดินทรำยและดินเหนียวดิน คาถามใหว้ ิเคราะห์
ชนิดใดเหมำะแก่กำรปลกู มะม่วง
มำกกวำ่ กันเพรำะเหตุใด
8. กำรตดิ ยำเสพติดของเยำวชนเกิด
จำกสำเหตุใด
สมมตฐิ าน (Hypothesis)
หมายถึง ความเชอื่ ของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรอื ของ
กล่มุ ใดกลุ่มหนึ่งหรอื อาจกล่าวไดว้ ่า สมมตฐิ านเป็ นสงิ่ ทบี่ ุคคล
หรอื กลุ่มบุคคลคาดว่าจะเกดิ ขนึ้ โดยทคี่ วามเชอื่ หรอื สงิ่ ทคี่ าด
น้ันจะเป็ นจรงิ หรอื ไม่ก็ได ้
สรปุ คือ สิง่ ทีบ่ ุคคลหรือกล่มุ บุคคล คาดว่าจะเกดิ ข้ ึนโดยที่ความเชือ่
หรือสงิ่ ทีค่ าดน้นั จะเป็ นจริงหรือไม่ก็ได้
ความแตกต่างของ
สมมติฐาน กับ การพยากรณ์
การต้งั สมมติฐาน การพยากรณ์
การทานายผลล่วงหน้าโดยไม่ทราบ การทานายผลล่วงหน้าโดยการ
ความสมั พันธเ์ ก่ยี วข้องระหว่าง ทราบความสมั พันธร์ ะหว่างข้อมูลท่ี
ข้อมูล เก่ยี วข้องในการทานายล่วงหน้า
หลักการต้งั สมมตุ ฐิ าน
• สมมติฐำนต้องเป็นข้อควำมที่บอกควำมสมั พนั ธ์ระหว่ำง
ตวั แปรต้น กบั ตวั แปรตำม
• ในสถำนกำรณ์หนงึ่ ๆ อำจตงั้ หนงึ่ สมมตฐิ ำนหรือหลำยสมมติฐำนก็ได้
สมมตฐิ ำนท่ีตงั้ ขนึ ้ อำจจะถกู หรือผิดก็ได้ ดงั นนั้ จำเป็นต้องมีกำรทดลอง
เพื่อตรวจสอบวำ่ สมมตฐิ ำนท่ีตงั้ ขนึ ้ นนั้ เป็นที่ยอมรับหรือไมซ่ ง่ึ จะทรำบ
ภำยหลงั จำกกำรทดลองหำคำตอบแล้ว
ตวั อย่างการต้ังสมมตฐิ าน
คำถำม : อะไรมีผลตอ่ ควำมเรว็ รถ (ควำมเรว็ รถขึ้นอย่กู บั ปัจจัยอะไรบ้ำง)
โดยสมมติว่า นกั เรียนเลอื กขนาดของยางรถยนต์ เปน็ ตวั แปรที่ต้องการทดสอบ
กอ็ าจตัง้ สมมติฐานไดว้ า่ ....
กำรตั้งสมมตฐิ ำน : เมื่อขนำดของยำงรถยนตใ์ หญข่ ้นึ ควำมเร็วของรถยนต์จะลดลง
(ตัวแปรตน้ : ขนาดของยางรถยนต์)
(ตัวแปรตำม : ความเร็วของรถยนต)์
การตั้งสมมติฐานท่ีดี ควรมลี ักษณะดังนี้
✘ เปน็ สมมตฐิ านท่ีเขา้ ใจง่าย มกั นิยมใชว้ ลี “ถา้ …ดังนั้น”
✘ เปน็ สมมติฐานทแ่ี นะลทู่ างทจ่ี ะตรวจสอบได้
✘ เปน็ สมมตฐิ านท่ีตรวจได้โดยการทดลอง
✘ เปน็ สมมตฐิ านที่สอดคล้องและอยู่ในขอบเขตขอ้ เทจ็ จริงที่ไดจ้ ากการสงั เกตและสัมพนั ธ์
กบั ปัญหาทต่ี งั้ ไว้
✘ ใชภ้ าษาทง่ี า่ ยๆ มคี วามหมายชดั เจน
ตัวอยา่ งการตัง้ สมมตฐิ าน
ขอ้ สงสัย : “นักเรียนช้ันมัธยมศึกษำปีท่ี 4/6 ชอบอำ่ นหนงั สือประเภทใด”
ประเดน็ ปญั หำ : “ศกึ ษาพฤติกรรมการเลอื กอา่ นหนงั สอื ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4/6”
กำรตั้งสมมติฐำน :
“ถ้ำนกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีท่ี 4/6 มีนิสยั ชอบเพ้อฝัน
ดงั นนั้ นกั เรียน ชนั้ มธั ยมศกึ ษำปีที่4/6
ชอบอำ่ นหนงั สอื นวนิยำย”
ตัวอยา่ งการตั้งสมมติฐาน
ข้อสงสัย : “ทำไมหญ้ำบริเวณใตต้ น้ ไม้จึงไมง่ อกงำมเทำ่ หญ้ำทีอ่ ยกู่ ลำงแจ้ง”
ประเด็นปัญหำ : “แสงแดดมสี ่วนเก่ยี วข้องกบั การเจรญิ งอกงามของตน้ หญ้าหรอื ไม่”
กำรตัง้ สมมตฐิ ำน :
“ถ้ำแสงแดดมีสว่ นเก่ียวข้องกบั กำรเจริญงอกงำมของต้นหญ้ำ ดงั นนั้ ต้นหญ้ำ
บริเวณท่ีไม่ได้รับแสงแดดจะไม่งอกงำมหรือตำยไป” หรือ “ถ้ำแสงแดดมี
สว่ นเก่ียวข้องกบั กำรเจริญงอกงำมของต้นหญ้ำ ดงั นนั้ ต้นหญ้ำบริเวณที่ได้รับ
แสงแดดจะเจริญงอกงำม”
หมำยเหตุ การวิจยั เชงิ สารวจไม่ต้องตั้งสมมติฐานกไ็ ด้
ประเภทของสมมตฐิ านทางการวิจยั
สมมติฐำนแบบมที ิศทำง สมมตฐิ ำนแบบไมม่ ที ิศทำง
(Directional hypothesis) (Nondirectionnal hypothesis)
เป็นสมมติฐานทเี่ ขยี นโดยสามารถระบุ เป็นสมมตฐิ านท่ีเขียนโดยไม่ได้ระบุ
ได้แน่นอน ถึงทศิ ทางของความสมั พนั ธ์ ทิศทางของความสมั พนั ธ์ของตัวแปร
ของตัวแปรวา่ สัมพนั ธ์ในทางใด (บวก หรือทิศทางของความแตกต่างเพยี งระบุ
หรือลบ) ก็สามารถระบุได้ถงึ ทศิ ทาง วา่ ตวั แปร 2 ตัวน้ันมีความสัมพนั ธห์ รอื
ของความแตกต่าง เชน่ “ดีกว่า” ถ้าเป็นการเปรยี บเทียบก็ ระบเุ พียงวา่
หรอื “สูงกวา่ ” หรอื “ตา่ กวา่ ” หรือ สองกลมุ่ นน้ั มีคณุ ลักษณะแตกต่างกนั
“นอ้ ยกว่า” ในสมมตฐิ านน้ันๆ หรือระบุ เท่านั้น เช่น “มอี ทิ ธิพลต่อ” “สง่ ผล
ทศิ ทางของความสัมพนั ธ์ โดยมีคาวา่ ต่อ” “มีความสัมพันธก์ บั ” “แปรผนั กบั ”
“ทางบวก” หรือ “ทางลบ” ใน
สมมตฐิ านนน้ั ๆ
ตวั อยา่ งสมมติฐานทางการวิจยั
สมมตฐิ ำนแบบมีทิศทำง สมมตฐิ ำนแบบไม่มีทิศทำง
(Directional hypothesis) (Nondirectionnal hypothesis)
• ครปู ระจำกำรมีควำมสำมำรถในกำรใช้ • สภำพแวดล้อมทำงกำยภำพ มี
คอมพวิ เตอร์มำกกวำ่ ครูฝกึ สอน ควำมสมั พันธ์ กับ ประสิทธิผลใน
กำรทำงำน
• นักเรียนในกรงุ เทพฯจะมีทัศนะคติ
ทำงวิทยำศำสตร์ดกี ว่ำนกั เรยี นใน • ควำมต้องกำรใชเ้ ครื่องไฟฟำ้ ของ
ชนบท บคุ คลในชมุ ชนชนบทและชุมชน
เมอื งแตกต่ำงกนั
ประโยชนข์ องสมมติฐาน
• ทำหน้ำที่เหมือน • สมมตฐิ ำนต้องตอบ • สำมำรถทดสอบและ
ทิศทำง และแนวทำง วตั ถปุ ระสงค์ของกำร วดั ได้ด้วยข้อมลู และ
ในกำรวจิ ยั วิจยั ได้อยำ่ งครบถ้วน วิธีกำรทำงสถิติ
ONE TWO THREE
แบบฝกึ หดั
จงตอบวำ่ สมมตฐิ ำนท่ีกำหนดต่อไปนี้เปน็ สมมตฐิ ำนประเภทใด
1. ค่ำแรงในกำรทำงำนมีผลต่อ สมมติฐานไม่มที ิศทาง
ประสิทธิภำพในกำรทำงำน
2. ค่ำแรงในกำรทำงำนมีผลทำให้ สมมติฐานมีทศิ ทาง
ประสิทธิภำพกำรทำงำนดีขึ้น
3.สบู บุหรี่เปน็ โรคมำกกวำ่ ผู้ทไี่ ม่สบู บหุ ร่ี สมมติฐานมีทิศทาง
4. นกั เรียนท่ีไดร้ ับกำรอบรมเลย้ี งดูดว้ ย สมมติฐานไม่มที ศิ ทาง
วิธีกำรที่แตกตำ่ งกนั จะมวี นิ ัยในตนเอง
ต่ำงกัน