The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รูปเล่มศิลปนิพนธ์ (นายปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Pateepat Duangkaew, 2023-04-16 13:32:38

รูปเล่มศิลปนิพนธ์ (นายปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว)

รูปเล่มศิลปนิพนธ์ (นายปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว)

การสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง Creative Mixed Media Paining : Lao Khrang way of life นายปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว รหัสนักศึกษา 6211306847 ศศ.บ.621(4)/13B ศิลปนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปกรรม แขนงวิชาออกแบบประยุกต์ศิลป์ ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ปีการศึกษา 2565


การสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง Creative Mixed Media Paining : Lao Khrang way of life นายปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว รหัสนักศึกษา 6211306847 ศศ.บ.621(4)/13B ศิลปนิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปกรรม แขนงวิชาออกแบบประยุกต์ศิลป์ ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ปีการศึกษา 2565


ก ชื่อหัวข้องานสร้างสรรค์(ภาษาไทย) : การสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง ชื่อหัวข้อโครงการ(ภาษาอังกฤษ) : Creative Mixed Media Paining : Lao Khrang way of life. ชื่อผู้สร้างสรรค์ : นายปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว สาขาวิชา : ศิลปกรรม (แขนงวิชาออกแบบประยุกต์ศิลป์) อาจารย์ที่ปรึกษา : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระชัย สุขสวัสดิ์ ปีการศึกษา : 2565 ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมอนุมัติศิลปนิพนธ์ เรื่องการ สร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต …………………………………………………………………….. (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระชัย สุขสวัสดิ์) กรรมการ ………./………/……… ………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………… (ผู้ช่วยศาสตราจารย์กรรัตน์ พ่วงพงษ์) (อาจารย์ไชยพันธุ์ ธนากรวัจน์) กรรมการ กรรมการ ………./………./………. ………./………./……… ……………………………………………………………………….. ………………………………………………………………………. (ผู้ช่วยศาสตราจารย์อดิสรณ์ สมนึกแท่น) (ผู้ช่วยศาสตราจารย์เกวรินทร์ พันทวี) กรรมการ กรรมการและเลขานุการ ………./………./………. ………./………./……….


ข ศิลปนิพนธ์เรื่อง : การสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง ผู้สร้างสรรค์ : นายปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว อาจารย์ที่ปรึกษา : ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระชัย สุขสวัสดิ์ ปีการศึกษา : 2565 บทคัดย่อ จากวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง และเพื่อผลิตผลงาน สร้างสรรค์ด้วยเทคนิคจิตรกรรมสื่อผสม ชุดวิถีลาวครั่ง นำแนวคิดมาจากเรื่องราววิถีชีวิตชนชาติพันธุ์ลาวครั่งที่ได้ อพยพมาจากเมืองเวียงจันทร์และหลวงพระบางประเทศลาว โดยได้รับวัฒนธรรมการใช้ชีวิตตามวิถีลาวครั่ง ทางด้านการทำเกษตรกรรม ภูมิปัญญาที่ได้รับถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น และเป็นเอกลักษณ์ประจำท้องถิ่นในอำเภอเดิม บางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ประกอบกับผู้สร้างสรรค์อยู่ในพื้นที่ของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่งจึงได้ถูกปลูกฝัง ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม พิธีกรรมต่าง ๆ ซึ่งทำให้ย่อมมีเรื่องราวที่ถูกถ่ายทอดให้เห็นถึงวิถีชีวิตของลาวครั่งที่สืบ สานมาจนถึงปัจจุบัน วิธีการดำเนินการสร้างสรรค์เริ่มจากการศึกษาที่มาและปัญหาของการสร้างสรรค์ได้แก่ ค้นคว้าหาข้อมูล วิธีการสร้างสรรค์ เริ่มจากการหาข้อมูลในการสร้างสรรค์ จากนั้นพัฒนาโครงร่างทางการสร้างสรรค์ จำนวน 3 ชิ้น จึงสรุปได้ว่าการสร้างสรรค์ในครั้งนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และสมมติฐานที่ตั้งเอาไว้ โดยการนำต้นแบบเรื่องราว กลุ่มวิถีชีวิตชนชาติพันธุ์ลาวครั่งมาสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรม สามารถทำได้ไม่ยากถ้าผู้สร้างสรรค์สืบค้นข้อมูลจน สามารถนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการสร้างสรรค์ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้สร้างสรรค์จึงได้สร้างสรรค์ผลงานและ ผ่านการประเมินจากผู้เข้าชมผลงานการสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง อยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด เฉลี่ยร้อยละ 80 ได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ได้ตั้งไว้


ค สาขาวิชาศิลปกรรม (แขนงวิชาออกแบบประยุกต์ศิลป์) ปีการศึกษา 2565 ลายมือชื่อนักศึกษา ………………………………………………………………. (นายปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว) ลายมือชื่ออาจารย์ที่ปรึกษาศิลปนิพนธ์ ………………………………………………………………. (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธีระชัย สุขสวัสดิ์)


ง Research Title : Creative Mixed Media Paining : Lao Khrang way of life. Creation : Mr. Pateepat Duangkaew Faculty Advisor : Asst.Prof.Teerachai Suksawas Academic Year : 2022 ABSTRACT The purpose is to study the creative process of mixed media painting, the Lao Khrang way of life, and to produce creative works using mixed media painting techniques. Lao Krang Traditional Dress The idea is taken from the story of the Lao Khrang ethnic life that immigrated from Vientiane and Luang Prabang, Laos. by receiving the culture of living according to the Lao Khrang way of life in terms of agriculture wisdom that has been passed down from generation to generationand is a local identity in Doem Bang Nang Buat District SuphanburiProvinceIn addition, the creators live in the area of the Lao Khrang ethnic group, so they have cultivated customs, cultures, and various rituals, which naturally have stories that have been conveyed to show the way of life of Lao Khrang that has been passed down to the present. The method of creative operation starts from the study of origins and problems of creativity, searching for information on creative methods. It starts with finding information on creativity. Then develop a creative framework for 3 pieces, so it can be concluded that this creation meets theobjectives. and assumptions setBy bringing the original story of the Lao Khrang ethnic group's way of life to create a painting. It can be done easily if the creator searches for information until the information obtained can be used in the creation which is unique to the creator.Therefore, he created his work and was evaluated by the visitors for the creation of mixed media painting, the Lao Khrang Way of Life, at the most satisfactory level, an average of 80 percent, meeting the set objectives.


จ Division of fine and Applied Art (Applied Art Design) Student’s Signature ……………………………………………………………….. (Mr. Pateepat Duangkaew) Art Thesis Advisor’s Signature ………………………………………………………………… (Asst. Prof. Teerachai Suksawas)


ฉ กิตติกรรมประกาศ การสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง จะสำเร็จลุล่วงไปด้วยมิได้ ขอขอบพระคุณ ผู้ช่วย ศาสตราจารย์ธีระชัย สุขสวัสดิ์ ที่ให้คำแนะนำและอบรมสั่งสอนให้ความรู้ รวมไปถึงเทคนิคและวิธีการต่าง ๆ ตลอดจนอาจารย์ในสาขาวิชาศิลปกรรมให้ความรู้และคำปรึกษา ช่วยชี้แนะแนวทางแหล่งศึกษาข้อมูลและแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในงานสร้างสรรค์จนทำให้งานสร้างสรรค์ชิ้นนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี อนึ่งขอขอบพระคุณบิดา - มารดา ที่คอยช่วยเหลือในเรื่องต่าง ๆ ทุกเรื่องและยังคอยให้กำลังใจเสมอมา จนโครงการครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี นายปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว ผู้สร้างสรรค์


ช คำนำ รายงานสร้างสรรค์ฉบับนี้เป็นเอกสารประกอบศิลปนิพนธ์ สาขาวิชาศิลปกรรม แขนงวิชาออกแบบ ประยุกต์ศิลป์ ประจำปีการศึกษา 2565 คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ใน หัวข้อ การสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ส่วนของผลงานที่สร้างสรรค์ จิตรกรรมสื่อผสม และส่วนของเอกสารการสร้างสรรค์ศิลปนิพนธ์ ซึ่งเป็นการรวบรวมขึ้นเพื่อใช้ในการประกอบ การศึกษา โดยมี 5 บท ดังนี้ 1. บทนำเพื่อแสดงถึงที่มาและวัตถุประสงค์ แนวความคิดและขอบเขตของผลงาน 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์3. วิธีการดำเนินการศึกษาค้นคว้า 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สรุป อภิปราย ผล และข้อเสนอแนะ เนื้อหาภายในเอกสารฉบับนี้ มีการเรียบเรียงเนื้อหาเป็นขั้นตอน และภาพประกอบอย่างชัดเจน สามารถ นำไปใช้ปฏิบัติได้จริงในการทำผลงานทางด้านจิตรกรรม และหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่สนใจในภายภาคหน้า ปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว ผู้สร้างสรรค์


ซ สารบัญ หน้า หน้าอนุมัติ ก บทคัดย่อภาษาไทย ข บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ง กิตติกรรมประกาศ ฉ คำนำ ช สารบัญ ซ สารบัญภาพ ฎ สารบัญตาราง ฐ บทที่ 1 บทนำ ความสำคัญและที่มาของการสร้างสรรค์ 1 วัตถุประสงค์ 2 สมมติฐานการสร้างสรรค์ 2 ขอบเขตการสร้างสรรค์ 2 ประโยชน์ที่ได้รับ 3 นิยามศัพท์เฉพาะ 3 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์ ความเป็นมากลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง 4 สื่อสัญลักษณ์แทนความหมาย (Symbolic Anthropology) 12 ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์จิตรกรรม 13 งานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง 17


ฌ สารบัญ (ต่อ) หน้า บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษาค้นคว้า ขั้นตอนการวางแผนก่อนการสร้างสรรค์ 20 การกำหนดแบบร่างทางความคิด 21 ขั้นตอนการพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงาน 21 ขั้นตอนหลังการสร้างสรรค์ผลงาน 22 ประชากรในการสร้างสรรค์ 22 เครื่องมือในการสร้างสรรค์ 22 ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล 23 บทที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล ขั้นตอนการวางแผนก่อนการสร้างสรรค์ 25 การกำหนดแบบร่างทางความคิด 29 ขั้นตอนการพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงาน 44 ขั้นตอนหลังการสร้างสรรค์ผลงาน 53 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ วัตถุประสงค์ของโครงการสร้างสรรค์ 56 วิเคราะห์ดำเนินการศึกษาค้นคว้า 56 สรุปผลการสร้างสรรค์ 57 อภิปรายผล 57 ข้อเสนอแนะ 59 บรรณานุกรม


ญ สารบัญ (ต่อ) หน้า ภาคผนวก ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ภาคผนวก ค ประวัติผู้สร้างสรรค์


ฎ สารบัญภาพ ภาพที่ หน้า 4.1 ภาพตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 1 ผลงานจิตรกรรมของอาจารย์เจษฎา คงสมมาศ 26 4.2 ภาพตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 2 ผลงานจิตรกรรมของคุณอิทธิพล พัฒรชนม์ 27 4.3 ภาพตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 3 ผลงานจิตรกรรมของคุณเดโช โกมาลา 28 4.4 ผ้าซิ่นตีนจก 29 4.5 ผ้าขาวม้า 5 สี 30 4.6 ขนบธรรมเนียมประเพณี : การไหว้ศาลประจำหมู่บ้าน 1 30 4.7 ขนบธรรมเนียมประเพณี : การไหว้ศาลประจำหมู่บ้าน 2 31 4.8 เครื่องจักสาน 31 4.9 หัวมันสำปะหลัง 32 4.10 รวงข้าว 32 4.11 แบบร่างแนวความคิด 1 โดยการร่างภาพด้วยดินสอ 33 4.12 แบบร่างแนวความคิด 2 โดยการร่างภาพด้วยดินสอ 33 4.13 แบบร่างแนวความคิด 3 โดยการร่างภาพด้วยดินสอ 34 4.14 แบบร่างแนวความคิด 4 โดยการร่างภาพด้วยดินสอ 34 4.15 แบบร่าง 1 โดยการร่างแบบด้วยดินสอสี 35 4.16 แบบร่าง 2 โดยการร่างแบบด้วยดินสอสี 36 4.17 แบบร่าง 3 โดยการร่างแบบด้วยดินสอสี 37 4.18 แบบร่าง 4 โดยการร่างแบบด้วยดินสอสี 38 4.19 แบบร่าง 5 โดยการร่างแบบด้วยดินสอสี 39 4.20 แบบร่าง 6 โดยการร่างแบบด้วยดินสอสี 40


ฏ สารบัญภาพ (ต่อ) ภาพที่ หน้า 4.21 ปรับปรุงแก้ไขแบบจนได้รูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสมพร้อมขยาย ชุดที่ 1 41 4.22 ปรับปรุงแก้ไขแบบจนได้รูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสมพร้อมขยาย ชุดที่ 2 42 4.23 ปรับปรุงแก้ไขแบบจนได้รูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสมพร้อมขยาย ชุดที่ 3 43 4.24 สีอะคริลิก 44 4.25 เฟรมผ้าใบ 44 4.26 เครื่องมือแกะไม้ 45 4.27 ฉลุไม้ พร้อมลงสีเก็บรายละเอียด 45 4.28 รองพื้นลงน้ำหนักพื้นหลังและเก็บรายละเอียด 46 4.29 ภาพผลงานศิลปนิพนธ์ ชิ้นที่ 1 47 4.30 ภาพผลงานศิลปนิพนธ์ ชิ้นที่ 2 48 4.31 ภาพผลงานศิลปนิพนธ์ ชิ้นที่ 3 49 4.32 ภาพการวิเคราะห์เรื่อง จุด 50 4.33 ภาพการวิเคราะห์เรื่อง เส้น 51 4.34 ภาพการวิเคราะห์เรื่อง รูปทรง 51 4.35 ภาพการวิเคราะห์เรื่อง น้ำหนัก อ่อน – แก่ 52 4.36 ภาพการวิเคราะห์เรื่อง สี 52 4.37 นำเสนอผลงานศิลปนิพนธ์สู่สาธารณชน 53 4.38 ภาพคณบดี อาจารย์เยี่ยมชมผลงานนิทรรศการศิลปนิพนธ์ 53 4.39 ภาพพิธีเปิดงานนิทรรศการศิลปนิพนธ์ “ Art – Sart ” 54


ฐ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 3.1 ตารางแสดงระยะเวลาในการเก็บข้อมูล 23 4.1 ขั้นตอนการวางแผนก่อนการสร้างสรรค์ 25 4.2 ตารางแสดงการประเมินผลสำรวจความคิดเห็นชิ้นงาน 54


1 บทที่ 1 บทนำ ความสำคัญและที่มาของการสร้างสรรค์ ลาวครั่งเป็นกลุ่มชนชาติพันธุ์ที่อพยพมาจากเมืองเวียงจันทร์และหลวงพระบาง ประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนลาวซึ่งอาศัยอยู่มากในบริเวณพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี จึงเกิดกลุ่มชนชาติพันธุ์ ลาวครั่งขึ้นมาจนถึงปัจจุบัน โดยได้รับวัฒนธรรมการดำเนินชีวิตจากรูปแบบการใช้ชีวิตตามวิถีของชาวลาวครั่ง ซึ่ง เน้นไปทางด้านการทำเกษตรกรรม ทำไร่ ทำสวน ทางด้านภูมิปัญญาที่ได้รับถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นเกิดเป็นงาน ผลิตภัณฑ์ เช่น ผ้าทอมือตีนจก ผ้าขาวม้า 5 สี จนมีชื่อเสียงจึงได้ถูกนำไปประพันธ์อยู่ในวรรคหนึ่งของบทคำขวัญ อำเภอเดิมบางนางบวช คือ “ ของฝากผ้าทอมือ ” รวมทั้งยังคงรักษาวิถีจารีตประเพณีของกลุ่มชนชาติพันธุ์ลาว ครั่งที่ได้สืบถอดกันมาอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน วัฒนธรรมของกลุ่มชนต่าง ๆ นั้นเป็นแรงบันดาลใจให้ศิลปินนำมาสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปกรรมเกิด ความหลากหลายประเภทแตกต่างกันไป ผู้สร้างสรรค์มีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานจิตรกรรม ดังที่ ราชบัณฑิตยสถาน (2541) กล่าวว่า “ภาพที่ศิลปินแต่ละบุคคลสร้างขึ้นด้วยประสบการณ์ทางสุนทรียภาพและ ความชำนาญโดยใช้สีต่าง ๆ เช่น สีน้ำ สีน้ำมัน สีอะคริลิก สีฝุ่น เป็นต้น เป็นสื่อกลางในการแสดงออกถึงเจตนาใน การสร้างสรรค์ เน้นหลักการจัดองค์ประกอบศิลป์” แสดงออกถึงอารมณ์ของผู้สร้างเพื่อที่นำมาพัฒนาให้งานศิลป์ อยู่ในรูปแบบเฉพาะของผู้สร้างสรรค์ ข้อมูลทั้งหมดที่กล่าวมา ผู้สร้างสรรค์เห็นถึงความสำคัญในการสร้างสรรค์ศิลปนิพนธ์จึงได้สร้างงาน จิตรกรรมโดยมีแรงบันดาลใจที่เกี่ยวกับวิถีชีวิตของกลุ่มชนชาติพันธุ์ลาวครั่งที่ผูกพันกับวิถีชีวิต ภูมิปัญญาชาวบ้าน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่บอกความหมาย และความรู้สึกถึงความเป็นวิถีชีวิตในชนบท จากแรงบันดาล ใจดังกล่าว ผู้สร้างสรรค์จึงต้องการถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้สึก ด้วยการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมสื่อผสมโดยใช้ เทคนิคจิตรกรรมมุ่งแสดงความเป็นอัตลักษณ์ทางศิลปะเฉพาะตน มีการแสดงกระบวนการสร้างสรรค์อย่างมีลำดับ ขั้นตอนเพื่อให้ได้บรรลุผลที่ตั้งไว้ ในชิ้นงานชุด วิถีลาวครั่ง


2 วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษากระบวนการสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง 2. เพื่อผลิตผลงานสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคจิตรกรรมสื่อผสม ชุดวิถีลาวครั่ง สมมติฐานของการสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง ถูกออกแบบโดยการสร้างสรรค์ในรูปแบบพื้นฐานงาน จิตรกรรมสื่อผสม โดยมีเทคนิคการฉลุไม้ให้เกิดลวดลาย การขูดขีดเส้นสีด้วยเทคนิคหยอดสีจากถุงพลาสติกให้ และ เทคนิคทางด้านจิตรกรรม องค์ประกอบศิลป์มาถ่ายถอดลงบนชิ้นงาน เกิดความหลากหลายของส่วนประกอบของ งานศิลปะ เพื่อให้เกิดเห็นเป็นรูปร่างของวัตถุ สิ่งของ และเกิดมิติของภาพชิ้นงาน จำนวน 3 ชิ้น พัฒนาให้งานศิลป์ ในรูปแบบเฉพาะของผู้สร้างสรรค์ ขอบเขตของการสร้างสรรค์ 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา การศึกษาข้อมูลและขอบเขตของเนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง เป็นงาน จิตรกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากวิถีชีวิตของกลุ่มชนชาติพันธุ์ลาวครั่ง โดยทำการศึกษาจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับเนื้อหาในส่วนนี้ เพื่อให้เข้าใจในรายละเอียดของบทเนื้อหาจากเรื่องราวการดำรงวิถีชีวิต จารีตประเพณี และงานผลิตภัณฑ์ในท้องถิ่น ที่ได้ถูกขยายภาพออกมาผสมผสานให้เข้ากับงานจิตรกรรมในเรื่องของการใช้เทคนิค งานจิตรกรรมในตัวงานศิลปะเพื่อที่จะนำมาพัฒนาให้งานศิลป์อยู่ในรูปแบบเฉพาะของผู้สร้างสรรค์ 2. ขอบเขตด้านเทคนิค กระบวนการสร้างสรรค์จิตรกรรมเทคนิคจิตรกรรมสื่อผสม โดยนำวัสดุไม้มาฉลุให้เกิดลวดลายที่ออกมา จากอารมณ์ของผู้สร้างสรรค์ และเทคนิคการหยอดเส้นสีจากถุงร้อนและการขูดพื้นผิวของสีโดยการใช้เข็มขูดให้เกิด พื้นผิวในผลงานการสร้างสรรค์ในรูปแบบเฉพาะของผู้สร้างสรรค์


3 ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้เข้าใจถึงกระบวนการสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง 2. ได้ผลงานสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง นิยามศัพท์เฉพาะ จิตรกรรมสื่อผสม คือ งานจิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง โดยใช้โดยการสร้างสรรค์ในรูปแบบพื้นฐาน งานจิตรกรรมสื่อผสม มีเทคนิคโดยการใช้เครื่องมือฉลุแกะไม้ให้เกิดลวดลาย การขูดขีดเส้นสีด้วยเทคนิค หยอดสีจากถุงพลาสติกให้ และเทคนิคทางด้านจิตรกรรม องค์ประกอบศิลป์มาถ่ายถอดลงบนชิ้นงาน จำนวน 3 ชิ้น ลาวครั่ง คือ เป็นคำเกิดใหม่ สันนิษฐานว่าเพี้ยนมาจาก ( คัง ) แต่จะมาจากไหนไม่มีข้อมูลที่แน่ชัด ลาว ครั่งอาศัยอยู่ในสุพรรณบุรี ๓ อำเภอ คือ เดิมบางนางบวช (ต.บ่อกรุ,หนองกระทุ่ม และ ป่าสะแก) อำเภอ ด่านช้าง (ต.หนองมะค่าโมง) และ อ.อู่ทอง ภูมิปัญญาท้องถิ่น คือ ทุกสิ่งทุกอย่างที่คนในพื้นถิ่นคิดได้เองและนำมาใช้ในการแก้ปัญหา เป็นองค์ความรู้ ทั้งกว้าง ทั้งลึกที่สามารถคิดเอง ทำเอง โดยอาศัยศักยภาพที่มีอยู่แก้ปัญหาการดำเนินวิถีชีวิตในท้องถิ่น อย่างทันสมัย


4 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์เรื่องการสร้างสรรค์จิตรกรรม ชุด วิถีลาวครั่ง มีปัจจัยหลายสิ่งมาประกอบกันขึ้น เพื่อทำให้ การมีความสมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ โดยสาระสำคัญของการสร้างสรรค์จะมีการศึกษาแรงบันดาลใจของ การสร้างสรรค์ในแก่นเรื่อง วิถีลาวครั่ง แล้วนำผลงานทั้งหมดมานำเสนอในรูปแบบนิทรรศการ ดังนั้น แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง มีดังนี้ 1. ความเป็นมากลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง 2. สื่อสัญลักษณ์แทนความหมาย (Symbolic Anthropology) 3. ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์จิตรกรรม 4. งานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง 1. ความเป็นมากลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง 1.1 วิถีชีวิต ได้มีผู้ให้ความหมายไว้มากมาย สารานุกรมเว็บสเตอร์ (Webster’s New World Dictionary, 1994 (อ้างถึงใน ศุภวรรณ เจริญชัยสมบัติ, 2554 : 31) ได้ให้ความหมายคำว่า วิถีชีวิต หมายถึง การดำเนินชีวิตโดยภาพรวมของบุคคลซึ่งสะท้อนให้เห็นถึง ลักษณะและค่านิยมของบุคคลนั้น องค์การอนามัยโลก (Who Health Education Unit, 1986 : 177) ได้ให้ความหมายของวิถีชีวิตว่า หมายถึง แบบแผนของการแสดงพฤติกรรมของบุคคลซึ่งเป็นไปตามสภาพสังคม เศรษฐกิจ และความสามารถใน การแสดงพฤติกรรมนั้น ศัพท์การจัดการความรู้ด้านการพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (2551) ได้ให้ความหมายของคำว่าวิถีชีวิตว่า หมายถึง แนวทางในการดำเนินชีวิตของบุคคล กลุ่ม ชุมชน สังคม ซึ่งมีอิทธิพลมาจากความเชื่อ ทัศนคติ จารีต ประเพณี


5 สรุปได้ว่า วิถีชีวิต หมายถึง การดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของผู้คน บนพื้นฐานวัฒนธรรม ประเพณี และค่านิยมความเชื่อ “วิถีชีวิตชุมชน” จึงหมายถึง การดำเนินชีวิตความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของคน ในแต่ละชุมชน บนพื้นฐานวัฒนธรรม ประเพณี และค่านิยมความเชื่อของชุมชนนั้น 1.2 ความหมายของ คำว่า “ลาว” คำว่า “ลาว” มีผู้สันนิษฐานและให้ความหมายไว้ต่างกัน ดังนี้ บุญช่วย ศรีสวัสดิ์ (ม.ป.ป : 6) ได้กล่าวว่า “ลาว” หมายถึง ชนชาติ “ละว้า” หรือ “ลั่ว” เป็นเจ้าของถิ่น เดิมอยู่ที่ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นดินแดนของชาวละว้าหรือลั่วแต่ภายหลังมาเพี้ยนเป็น “ลาว” ศาสตราจารย์วิลเลี่ยม คลิฟตัน (William) หมอสอนศาสนาชาวอเมริกัน กล่าวไว้ว่า “ลาว” แปลว่า “ใหญ่” หรือ “คนใหญ่” หมายความว่า ชาติลาวเป็นชาติใหญ่มีคนมากและความเจริญ หรือเป็นชาติที่มีอารยธรรม สูงในสมัยโบราณ (อ้างถึงใน บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, ม.ป.ป : 7) ท่านเจ้าคุณพระธรรมธีรราชมหามุนี (ธีร์ ปุณฺณโก) (อ้างถึงใน สิลา วีระวงส์, 2540 : 15) กล่าวว่า “ลาว” อาจเพี้ยนมาจาก คำว่า “ดาว” ซึ่งหมายความว่า “ฟ้า” หรือ “สูงสุด” เพราะพวกลาวมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่ราบสูงใน ประเทศจีนและถือตัวว่าเป็นพวกที่มีความเจริญ สืบเชื้อสายมาจาก “แถน” คำว่า “แถน เทียน ไท หรือ ไท้” ก็ หมายความว่า “ฟ้า” เช่นเดียวกัน สิลา วีรวงส์ (2540 : 15) กล่าวว่า “ลาว” อาจเพี้ยนมาจากคำว่า “หล้ง , ลี , ลุง , ลวง” และคำว่า “ลวง” เพี้ยนมาเป็น “หลวง” ก็เป็นได้ ดังนั้น “ลาว” จึงหมายความว่า “ใหญ่” หรือ “เจริญ” ตามพงศาวดารฝ่ายลาวได้กล่าวไว้ว่า การอพยพของชนชาติลาวเข้ามาอยู่ในสุวรรณภูมินั้น เริ่มจาก “อ้าย ขุนลอ” ซึ่งเป็นราชโอรสองค์ใหญ่ของขุนบรม หรือบางแห่งเรียกว่า “ขุนบูลม” ได้มาสร้างอาณาจักรเมืองลาวขึ้น ครั้งแรก ณ ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงบริเวณที่เรียกว่า เมืองชะวา เดิมให้ชื่อเมืองนี้ว่า เมืองเชียงดงเชียงทอง (บางฉบับ เรียกเชียงคงเชียงทอง ซึ่งทางทิศใต้ของเมืองมีน้ำดงจึงน่าจะเรียกเชียงดงเชียงทองมากกว่า) เมื่อ พ.ศ.1299 ต่อมา เมื่อนำเอาพระบางไปประดิษฐานจึงเปลี่ยนชื่อของเมืองมาเป็นเมืองหลวงพระบาง และตั้งเป็นราชธานีของลาว ครั้นพลเมืองหนาแน่นเข้าไม่มีที่ทำมาหากินก็พากันเคลื่อนย้ายลงไปทางใต้แถบเมืองเวียงจันทร์ เมืองสุวรรณเขต และเมืองจำปาศักดิ์ ซึ่งบางพวกได้ข้ามแม่น้ำโขงมาตั้งหลังแหล่งบริเวณภาคอีสานของไทยในปัจจุบันนี้ ชนชาติไทย เหล่านี้จึงถูกชนชาติเพื่อนบ้านใกล้เคียงเรียกว่า “ลาว” (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, ม.ป.ป : 16)


6 จารุวรรณ ธรรมวัตร (2541 : 182) กล่าวว่า กลุ่มชาติพันธุ์ลาวเป็นชนชาวอุษาอาคเนย์ที่พูดภาษาไทยกลุ่ม ลาว - ไทย ตั้งถิ่นฐานในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและบางส่วนในภาคกลางของประเทศไทยและในสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว กลุ่มชาติพันธุ์ลาวนี้มีพัฒนาการทางสังคมร่วมกับไทลื้อ ไทยวน ชาวข่า ชาวเขมร ชาว เวียต ชาวฮ่อ ชาวม้ง ชาวพม่า ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 18 มาจนถึงช่วงสงครามปลดปล่อยเพื่อเอกราชในอินโดจีน กลุ่มชาติพันธุ์ลาวในส่วนที่เรียกว่า “ลาวเดิม” เช่น ไทยโว่ง ไทดำ ไทขาว และผู้ไท ตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมือง แถง เมืองไล และเมืองอื่น ๆ ในบริเวณสิบสองจุไทย และหัวพันทั้งห้าทั้งหกในส่วนที่เรียกว่า “ลาวใหม่” ได้แก่ ลาว หลวงพระบาง ลาวพวน ลาวเวียง ลาวจำปาศักดิ์ ตั้งถิ่นฐานในแขวงหลวงพระบาง เชียงขวาง เวียงจันทร์ และจำปา ศักดิ์ ในเขตที่ราบลุ่มฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงก่อนที่เคลื่อนย้ายมายังฝั่งขวาแม่น้ำโขงในประเทศไทยบริเวณภาค ตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสาน และบางส่วนของภาคกลางแถบปราจีนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี นครนายก กลุ่มชาติพันธุ์ลาวมีแบบแผนการดำเนินชีวิตที่เป็นเอกลักษณ์ทั้งในเรื่องคติความเชื่อ หัตถกรรม สถาปัตยกรรม เวชกรรม วรรณกรรม และภาษา แบบแผนการดำเนินชีวิตเหล่านี้ มีการเปลี่ยนแปลงน้อยกว่ากลุ่ม ชนที่พูดภาษาไทยและไตกลุ่มอื่น ๆ จึงได้รับความสนใจในหมู่นักวิชาการตะวันออกและตะวันตก ในการศึกษาแบบ แผนชีวิต แบบแผนชุมชนดั้งเดิมของชนชาติไท จิตร ภูมิศักดิ์ (2524 : 508 – 602) ศึกษาคำและความหมายของกลุ่มชาติพันธุ์ในสังคมเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ และได้ให้คำและความหมายของคำว่า “ลาว” ไว้ดังนี้ “ลาวล้านช้างโบราณเคยใช้ไทเป็นชื่อฐานันดรของประชาชนในสังคม คือใช้เรียกผู้ที่มิได้เป็นไพร่ ชนชาติ ลาวใช้คำเรียกตนเองว่าลาวรู้สึกจะไม่ได้แปลว่าคนเฉย ๆ ในความหมายที่แยกจากสัตว์ หากมีการให้ความหมายถึง อารยชนหรือคนผู้เป็นนายเราจะเห็นว่า ลาว ขุน ท้าวพญา เป็นคำแสดงฐานอำนาจทางสังคมโดยเฉพาะทางด้าน การปกครอง ลาวมีความหมายว่า ผู้ทรงอำนาจสูงสุดหรือผู้เป็นใหญ่ด้วยเหตุที่ว่าลาวในอดีตมีความหมายสูงส่งและ มีฐานันดรเป็นเหนือสังคม ฉะนั้นชนชาติลาวจึงไม่ค่อยติดอกติดใจคำว่าไทเท่าใดนักแต่มีความภาคภูมิใจในฐานะ เป็นลาวและเป็นชนชาติลาว” ในช่วงสมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยกรุงธนบุรี และสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ แม่ทัพไทยเคยยกขึ้นไปทางเหนือ ภาค อีสาน และเวียงจันทร์ ซึ่งเป็นราชอาณาจักรลาว และได้ทำการกวาดต้อนผู้คนพลเมืองไปไว้ ณ จังหวัด นครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี ราชบุรี เพชรบุรี จันทรบุรี ชลบุรี สระบุรี ฯลฯ (บุญช่วย ศรีสวัสดิ์, ม.ป.ป : 4)


7 วัลลียา วัชราภร (2534 : 11) ได้กล่าวว่า ในสมัยกรุงธนบุรีอาณาจักรล้านช้างแบ่งแยกเป็น 3 ส่วน คือ อาณาจักรล้านช้างหลวงพระบาง อาณาจักรล้านช้างเวียงจันทร์ และอาณาจักรล้านช้างจำปาศักดิ์ อาณาจักรล้าน ช้างหลวงพระบางและจำปาศักดิ์ ดำเนินนโยบายผูกพันกับไทย ส่วนอาณาจักรล้านช้างเวียงจันทร์ผูกพันกับพม่า และญวน ดังนั้นเมื่อไทยมีบทบาทควบคุม การปกครองอาณาจักรล้านช้างทั้งหมด จึงเพ่งเล็งควบคุมเฉพาะเวียง จันทร์เป็นสำคัญ และจากหลักฐานเกี่ยวกับชื่อชนชาติ พบว่า “ลาวเวียงจันทร์” คือ “ลาวกลาง” ส่วน “ลาวจำปา ศักดิ์” คือ “ลาวใต้” และ “ลาวหลวงพระบาง” คือ “ลาวเหนือ” สุมิตร ปิติพัฒน์ และเสมอชัย พูลสุวรรณ (2542 : 189) ได้ให้ความหมายคำว่า “ลาว” มีลักษณะเป็น สรรพนามที่คนไทยสยามแต่โบราณใช้เรียกกลุ่มคนที่พูดภาษาตระกูลไทหลายกลุ่มที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือและ ตะวันออกเฉียงเหนือของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาอย่างเช่น “ลาวพุงดำ” ได้แก่พลเมืองในหัวเมืองล้านนา ซึ่งผู้ชายนิยม การสักรอบตัว ตั้งแต่บริเวณหน้าท้องลงไปถึงต้นขาด้วยหมึกดำ “ลาวพุงขาว” หมายถึง ลาวจากอาณาจักรหลวง พระบาง เวียงจันทร์และนครจำปาศักดิ์ ซึ่งไม่นิยมการสักในลักษณะดังกล่าว ส่วน “ลาวเวียง” เป็นกลุ่มย่อยของ ลาวพุงขาวที่มาจากเวียงจันทร์และ “ลาวพวน” พวกผู้ไทจากเมืองพวน เป็นต้น ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เมื่อลาวตกเป็นประเทศราชของสยาม ได้เกิดสงครามระหว่างประเทศหลาย ครั้งด้วยกัน สมัยเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทร์ (พ.ศ. 2369) ซึ่งคิดจะกอบกู้เอกราชเพื่อแยกการปกครองเป็นอิสระจาก กรุงสยาม จึงได้ยกกำลังจากนครจำปาศักดิ์ และยกทัพมายึดเมืองนครราชสีมาไว้ อีกทั้งยังให้เจ้าราชวงศ์ยกทัพไป กวาดต้อนราษฎรในเมืองสระบุรีกลับไปนครเวียงจันทร์ แต่ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดให้ทหารยกกองทัพขึ้นไปปราบในปี พ.ศ. 2370 โดยการตีเวียงจันทร์แตกถึงสองครั้งและได้ตรัสสั่งให้ทำลาย เวียงจันทร์เสียเพื่อมิให้ชาวล้านช้าง (ลาวทั้งประเทศ) ตั้งตัวได้อีกและโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกอาณาจักรเวียงจันทร์ เสียและรวมอาณาจักรดังกล่าวเข้ากับอาณาจักรสยามประเทศ จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวลาวกลุ่มต่าง ๆ ทั้ง จากอาณาจักรเวียงจันทร์ และอาณาจักรหลวงพระบางต้องถูกกวาดต้อนให้เข้ามาอยู่ตามหัวเมืองใกล้บางกอก เพื่อ เป็นการเสริมกำลังให้แก่พระนคร ซึ่งนอกจากลาวทรงดำ และลาวพวน ยังมีลาวเวียง ลาวยวน (ลาวพุงดำ) และ ลาวภูครั่ง เป็นต้น (สุมิตร ปิติพัฒน์ และเสมอชัย พูลสุวรรณ, 2542 : 192) ทางราชการสมัยนั้นจึงได้มีนโยบายให้ ลาวพวกเดียวกันตั้งหลักแหล่งอยู่ด้วยกันเป็นหมวดหมู่ เพื่อให้สะดวกในการปกครอง และได้เลือกบริเวณที่อยู่ให้มี สภาพภูมิประเทศใกล้เคียงกับถิ่นเดิมที่พวกเขาเหล่านั้นได้จากมาเพื่อจะได้คุ้นเคยและไม่คิดหลบหนีกลับบ้านเดิม


8 ดังนั้นคนลาวกลุ่มต่าง ๆ จึงแยกกระจายกันอยู่ในที่หลายแห่ง เช่น เมืองสระบุรี เมืองลพบุรี เมืองพนัสนิคม เมือง นครชัยศรี และเมืองสุพรรณ สนั่น เมืองวงษ์ (อ้างถึงใน สิวพร ฮาซันนารี, 2543 : 15) ได้กล่าวไว้ว่า การอพยพของคนลาวจากเมืองต่าง ๆ ในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (ปัจจุบัน) เข้ามาตั้งถิ่นฐานในบริเวณภาคกลางของประเทศ ไทยแบ่งเป็น 3 ครั้งด้วยกัน คือ 1) ในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีประเทศลาวแบ่งการปกครองออกเป็น 3 เขต ได้แก่ เขตหลวงพระบางซึ่ง อยู่ทางตอนเหนือ เขตเวียงจันทร์อยู่ทางตอนกลาง และเขตจำปาศักดิ์อยู่ทางตอนใต้ เจ้าผู้ครองนครทั้ง 3 เขตนี้ ได้ มีการแก่งแย่งอำนาจ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีจึงมีรับสั่งให้เจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกและเจ้าพระยาสุรสีห์ยก กองทัพไปตีได้ทั้ง 3 เขต แล้วกวาดต้อนผู้คนเข้ามาเป็นเชลยศึก 2) ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในปี พ.ศ. 2334 เจ้าผู้ครองหลวงพระบางคิดกบฏ ต่อไทยไปเข้าฝ่ายพม่า พระองค์จึงโปรดให้ยกทัพไปตีเมืองหลวงพระบาง แล้วกวาดต้อนผู้คนมาเป็นเชลย 3) สมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าอนุวงศ์ผู้ครองนครเวียงจันทร์ คิดกบฏขึ้นอีก เนื่องจากได้ทูลขอเชลยศึกที่ถูกกวาดต้อนมาตั้งแต่สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีคืน แต่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัวไม่พระราชทานคืนให้ ดังนั้นจึงคิดการกบฏขึ้น พระองค์จึงโปรดให้พระราชสุภาวดีคุมทัพไปตีเมืองเวียง จันทร์ แล้วกวาดต้อนผู้คนเข้ามาไว้ในประเทศไทย สำหรับประวัติความเป็นมาของลาวครั่งนั้น จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ พบว่าบรรพบุรุษสืบเชื้อสาย มาจากหลวงพระบางพร้อมกับลาวกลุ่มต่าง ๆ ได้อพยพเข้ามาสู่ประเทศไทยในบริเวณภาคกลาง ได้แก่ จังหวัด นครปฐม และจังหวัดใกล้เคียง เช่น จังหวัดราชบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท อุทัยธานี ฯลฯ ด้วยเหตุผลทางการเมือง และเป็นเชลยศึกยามสงคราม ชนัญ วงศ์วิภาค (2529 : 11) ได้กล่าว ประวัติความเป็นมาของลาวครั่งว่าประเทศลาวในช่วง ปี พ.ศ. 2255 ประกอบด้วยอาณาจักรเวียงจันทร์ และหลวงพระบางหรือเรียกรวมกันว่า “ศรีสัตนคนหุต” ในเวลานั้นหลวง พระบางอยู่ภายใต้การปกครองของพระเจ้ากิงกิสสะ (พ.ศ. 2254 – 2265) อาณาจักรหลวงพระบางมีลักษณะภูมิ ประเทศเป็นภูเขา มีป่าไม้และที่ราบ ประชากรส่วนใหญ่จะตั้งถิ่นฐานอยู่ตามแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ของแต่ละ ท้องถิ่น และมีชนกลุ่มหนึ่งได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ร่วมกันเป็นหมู่ใหญ่ในเขตเทือกเขาแห่งหนึ่งมีชื่อเรียกว่า “ภูคัง” มี การดำรงชีพด้วยการหาของป่าล่าสัตว์และทำไร่เลื่อนลอย


9 กลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง ก็คือประชาชนที่มีเชื้อสายมาจากประเทศลาว ที่เรียกตัวเองว่า ลาวครั่งหรือลาว ภูคัง ซึ่งมีถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองภูคัง ปรากฏในหลักฐานเพียงว่าตั้งอยู่ฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง กองทัพไทยเคยยกไปตั้ง ชั่วคราวเมื่อทำสงครามกับญวนสมัยรัชกาลที่ 3 เมื่อกวาดต้อนชาวลาวเมืองภูคังเข้ามาแล้วได้ส่งไปอยู่ที่เมือง สุพรรณบุรีและเมืองนครชัยศรี ในเอกสารสมัยนั้นเรียกว่า “ลาวภูคัง หรือ ลาวครั่ง” (จดหมายเหตุรัชกาลที่ 3 หอสมุดแห่งชาติ, สมุดไทยดำ เส้นดินสอขาว, เลขที่ 18 ร่างตราเจ้าพระยาจักรี ตอนเมืองสุพรรณ จ.ศ. 1202 พ.ศ. 2383) (อ้างถึงใน ชนัญ วงศ์วิภาค, 2529 : 11) ในบรรดาเชลยที่ถูกกวาดต้อนมาในครั้งนั้นมีคนลาวจากแถบเทือกเขา “ภูคัง” ปะปนมาด้วย เนื่องจากการ อพยพมาจากถิ่นดังกล่าวทำให้คนทั่วไปเรียกกลุ่มคนลาวเหล่านั้นว่า “ลาวภูคัง” แต่ต่อมาก็เรียกชื่อเพี้ยนไปอีก เช่น “ลาวขี้ครั่ง” หรือ “ลาวครั่ง” บางคนก็เรียกว่า “ลาวเต่าเหลือง” เพราะนิสัยของลาวพวกนี้ชอบอยู่เป็นอิสระตาม ป่าเขาเสมือนเช่นเดียวกับเต่าภูเขาที่มีกระดองสีเหลืองส่วนที่อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ก็มีประชากรลาวกลุ่มนี้อยู่ มาก คนส่วนใหญ่จึงเรียกคนลาวกลุ่มนี้ว่า “ลาวด่าน” ตามชื่อถิ่นที่อยู่ดังกล่าว หรือบ้างก็เรียกตามชื่อตำบลที่อยู่ เช่น ลาวโนนปอแดง ในอำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ หรือบ้างก็เรียกในลักษณะล้อเลียนเสียงพูดซึ่งคน ลาวครั่งชอบลงท้ายด้วยประโยคที่ว่า “ก๊ะล่ะ” จึงเรียกกันว่า “ลาวก๊ะล่ะ” หรือ “ลาวล่อก๊อ” ซึ่งไม่อาจสันนิฐาน ได้เลยว่าเสียงภาษาพูดดังกล่าวว่าจะมีความสัมพันธ์อย่างไรกับลาวครั่ง (ชนัญ วงศ์วิภาค, 2529 : 11 – 12) ท้าวคำผุย พงสะหวัด (อ้างถึงใน เอมอร เชาว์สวน, 2537 : 27) กล่าวว่า ชื่อ “ลาวครั่ง” ที่ว่าอาจจะมา จากคำว่า “ภูฆัง” ซึ่งบางท่านเขียน “ภูครัง” หรือ “ภูคัง” แล้วเปลี่ยนแปลง มาเป็น “ฆัง ครั่ง หรือ ขี้คั่ง” เมื่อ สังเกตการออกเสียงของลาวครั่ง คำว่า “ภูฆัง” กับ “ขี้ครั่ง” นั้นไม่เหมือนกัน แต่ถ้ามองในเรื่องของการ เปลี่ยนแปลงทางเสียงอาจเป็นไปได้ “ภูฆัง ภูคัง” เมื่อได้สอบถามถึงชื่อภูเขาชื่อ ภูระฆังหรือภูคัง ในภาค ตะวันออกเฉียงเหนือของหลวงพระบางปรากฏว่าไม่ทราบว่ามีหรือไม่ สิริวัฒน์ คำวันสา (2529 : 20) ได้กล่าวว่า ลาวครั่งเป็นชื่อของภาษา และกลุ่มผู้มีเชื้อสายลาวกลุ่มหนึ่ง ซึ่ง อาศัยอยู่ในบริเวณภาคกลางของประเทศไทย เช่น ในจังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรีจังหวัดอุทัยธานี ลาวครั่ง มักจะเรียกตนเองว่า “ลาวขี้ครั่ง” หรือ “ลาวคั่ง” ความหมายของคำว่า “ขี้ครั่งหรือครั่ง” ยังไม่ทราบความหมายที่ แน่ชัด บางท่านสันนิษฐานว่ามาจากคำว่า “ภูฆัง” ซึ่งเป็นชื่อภูเขาที่มีลักษณะคล้ายระฆังอยู่ทางด้าน ตะวันออกเฉียงเหนือของหลวงพระบางในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวอันเป็นที่ตั้งถิ่นฐานเดิมของลาว ครั่ง


10 วัลลียา วัชราภรณ์ (2534 : 11 – 12) ได้สรุปจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์เชื่อแน่ว่าชาวลาวครั่งคงถูก กวาดต้อนเข้ามาในประเทศไทยในรัชสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ปีพุทธศักราช 2321 และในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ในปีพุทธศักราช 2334 ปีใดปีหนึ่งอย่างแน่นอน เพราะไทยยก ทัพไปตีเมืองหลวงพระบาง และกวาดต้อนครอบครัวชาวลาวมาในช่วงนี้ ส่วนหลักฐานทางภาษาศาสตร์เชื่อว่า ภาษาลาวกลุ่มหลวงพระบาง และจากคำบอกเล่าของชาวลาวครั่งที่ว่าบรรพบุรุษของพวกเขาอพยพมาจากหลวง พระบาง ลักษณะโดยทั่วไปของคนลาวครั่ง คือ รูปร่างค่อนไปทางสูงหรืออันทัดทั้งหญิงและชาย ผิวค่อนข้างเหลือง ตาสองชั้น ใบหน้าไม่เหลี่ยมมาก จมูกมีสัน ผมยาวเหยียดตรง ชอบนุ่งผ้าซิ่นคลุมเข่านิยมสวมกำไลมือและกำไลเท้า นุ่งซิ่นหมี่ มีดอก มีผ้าคาดอก (เอมอร เชาว์สวน, 2537 : 36) ลาวครั่งมีเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมในการทอผ้า (ต่ำ หูก) เพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน และใช้ประกอบในประเพณีหรือพิธีกรรมต่าง ๆ มีทั้งการทอผ้าฝ้ายและผ้าไหม การทำ หมอนเก็บ (ขิด) และการจก ทำลวดลายต่าง ๆ เช่น ลายช้าง ลายม้า ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันชาวลาวครั่งยังชอบนุ่งซิ่นตีน แดงในงานเทศกาลสำคัญ ๆ จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เป็นลายลักษณ์อักษรนั้นยังไม่พบว่าได้มีการกล่าวถึงลาวครั่งเลย แต่จาก เอกสารของนักวิจัยที่ทำการศึกษาค้นคว้า อาจสรุปได้ คำว่า “ครั่ง” สามารถแยกออกได้เป็น 2 ประเด็น คือ ประการแรกเป็นชื่อของภูเขาที่พลเมืองในเขตอาณาจักรหลวงพระบางอาศัยอยู่และมีรูปลักษณะเหมือนระฆังจึงทำ ให้การเรียกตามชื่อนั้น ๆ ประการที่สองก็สันนิษฐานได้ว่าสาเหตุที่ใช้เรียกชื่อกลุ่มของตนเองมาแต่โบราณว่าเป็น การเรียกตามสีของเครื่องแต่งกายเนื่องจากพวกนี้นิยมใช้สีแดงจากครั่งมาใช้ในการย้อมเสื้อผ้าสีแดงเป็นหลักซึ่ง แตกต่างจากกลุ่มอื่น ๆ ดังนั้นสำหรับลาวครั่งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภาคกลางของไทย ได้อพยพมาจากหลวงพระ บางส่วนหนึ่งในรัชสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เนื่องจากแพ้สงครามจึงถูกกวาดต้อนมาเป็นเชลย และช่วยส่ง ส่วยกองลาวในการก่อสร้างกำแพงรักษาพระนคร และช่วยประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำนาปลุกข้าว และต่อมา ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 และรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 ได้มีการยกทัพขึ้นไปปราบเจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทร์ที่คิดกบฏต่อสยาม เมื่อได้ชัยชนะจึงได้ กวาดต้อนชาวลาวครั่งที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่าง ๆ ในเขตหลวงพระบางและเวียงจันทร์มาอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับ ชาวลาวกลุ่มอื่น ๆ และได้ส่งไปให้อยู่อาศัยกับกลุ่มลาวครั่งเดิมที่นครชัยศรี จังหวัดนครปฐม เมื่อสงครามสงบลง กลุ่มชาวลาวครั่ง และกลุ่มลาวอื่น ๆ ที่อาศัยอยู่จึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้อาศัยอยู่ในประเทศสยามได้อย่าง


11 อิสระ แต่เนื่องจากชาวลาวครั่งมีนิสัยชอบอาศัยอยู่ตามสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าเขา และมีความไม่แน่นอนในชีวิต จึงอาศัยอยู่ตามภูเขา ที่ราบสูง รวมถึงได้อพยพย้ายถิ่นไปตามแนวเขาที่สูงในเขตจังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนี้ก็ได้ แยกย้ายกันออกเป็นหลายกลุ่ม อาศัยอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ในเขตภาคกลางของประเทศไทย เช่น จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี อุทัยธานี ชัยนาท และนครสวรรค์ 1.3 ผ้าทอ วัฒนธรรมลาวครั่ง กมรวรรณ รุ่งพันธุ์(2565) ตำบลบ่อกรุ เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี ที่มี ต้นทุนทางด้านวัฒนธรรมชุมชน อันมาจากชาติพันธุ์ลาวครั่ง ซึ่งได้มีการอนุรักษ์ รักษา และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนถึงปัจจุบัน ตำบลบ่อกรุได้มีพิพิธภัณฑ์ศูนย์วัฒนธรรมลาวครั่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่วัดบ่อกรุ หมู่ที่ 1 บ้านบ่อกรุ จึง เป็นความภาคภูมิใจและต้องการที่ให้วัฒนธรรมนี้ยังคงไว้ตลอดไปชั่วลูกชั่วหลาน เนื่องจากชาติพันธุ์หรือวัฒนธรรม ลาวครั่ง ไม่ได้เป็นเพียงแค่วัฒนธรรมแต่มีที่มาซึ่งความเจริญด้านเศรษฐกิจของชุมชนด้วยสินค้าอันเป็นเอกลักษณ์ ของลาวครั่ง นั่นคือ ผ้าพื้นเมืองที่ทอด้วยมือ รวมทั้งด้านการท่องเที่ยวชุมชนที่มีนักท่องเที่ยวมาชื่นชมชีวิตความ เป็นอยู่แบบวัฒนธรรมลาวครั่ง มาชมสินค้าผลิตภัณฑ์ของชุมชน ซึ่งแต่เดิมนั้นองค์การบริหารส่วนตำบลบ่อกรุได้มี การสนับสนุนตลอดมาแต่ด้วยเนื่องจากในระยะหลังผู้ดำเนินงานหลักของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง เริ่มมีอายุมากขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังอยู่ในวัยที่ยังคงทำงานได้อยู่ แต่เมื่อได้พิจารณาแล้วควรที่จะมีคนรุ่นใหม่ เด็กรุ่นใหม่เข้ามารับช่วงต่อ เพื่อให้ยังรักษาวัฒนธรรมนี้ไว้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการเปลี่ยนแปลงทางสังคม จึงควรที่จะมีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง ในทุก ๆ รูปแบบของการดำเนินงานด้านวัฒนธรรม สินค้าและการท่องเที่ยวต่าง ๆ ให้ทันต่อสังคม ดังนั้น การ ส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมลาวครั่งจึงได้เป็นทางเลือกหนึ่งในการพัฒนาอาชีพของชุมชน ด้วยเนื่องจากมีกลุ่ม การท่องเที่ยวชุมชน มีกลุ่มคนที่ขายของกินของใช้ สินค้าพืชผลทางการเกษตรที่เชื่อมโยงเกี่ยวข้องกันกับวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว การส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมลาวครั่ง ประชุมหารือร่วมระหว่างผู้นำท้องถิ่น ผู้นำกลุ่มวัฒนธรรมลาว ครั่ง เพื่อร่วมกันค้นหาแนวทางการพัฒนา จึงทำให้พบว่าต้นทางแห่งการพัฒนาควรจะทำให้คนในชุมชนมีความ ตระหนักในการที่จะพัฒนาตนเอง จึงเป็นเหตุที่มาของการอบรมให้กับผู้นำชุมชน ผู้นำกลุ่มองค์กร คณะทำงานกลุ่ม วัฒนธรรมลาวครั่ง และพนักงานท้องถิ่นได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยใช้ทุนในชุมชน ที่มีอยู่เป็นตัวตั้งต้น และเกิดการเชื่อมโยงกัน รวมทั้งการพัฒนาด้านข้อมูลของชุมชนเพื่อประชาสัมพันธ์ทั้งด้านการ ท่องเที่ยว ด้านผลิตภัณฑ์ และประวัติความเป็นมาของชุมชนแต่ละหมู่บ้านซึ่งเป็นการดำเนินงานของคนทั้งตำบล


12 บ่อกรุ ถึงแม้ว่าการส่งเสริมและสนับสนุนพิพิธภัณฑ์ศูนย์วัฒนธรรมลาวครั่ง จะเป็นการสนับสนุนจากสำนักงาน เทศบาลตำบลบ่อกรุก็ตาม แต่ความสัมพันธ์ความเป็นเชื้อชาติพันธุ์ลาวครั่งไม่มีพรมแดนกั้น สุดท้ายส่วนใหญ่ได้เห็น จุดแข็งชุมชน นั่นคือวัฒนธรรมลาวครั่ง ผ้าทอพื้นเมือง ผลิตภัณฑ์ชุมชน และการท่องเที่ยวชุมชน จึงได้มีแนวทาง ในการพัฒนาระบบข้อมูลเพื่อรองรับการท่องเที่ยวการสร้างมัคคุเทศก์น้อย การพัฒนาการสื่อสารโดยใช้วัฒนธรรม ลาวครั่งเป็นเครื่องมือหรือเป็นตัวนำร่อง และเชื่อมโยงสู่การพัฒนาด้านอื่น ๆ 2. สื่อสัญลักษณ์แทนความหมาย (Symbolic Anthropology) 2.1 ความหมายของคำว่า “สัญลักษณ์แทนความหมาย” คำว่า “สัญลักษณ์แทนความหมาย” มีผู้สันนิษฐานและให้ความหมายไว้ต่างกัน ดังนี้ นักปรัชญาเอิร์นส คาสซิเรอร์ กล่าวไว้ว่า ความจริงทางกายภาพถูกทำให้กลายเป็นการกระทำเชิง สัญลักษณ์ของมนุษย์ มนุษย์จะเปลี่ยนความหมายของตัวเองให้เป็นสัญลักษณ์ ซึ่งถ่ายทอดออกมาเป็นภาษางาน ศิลปะ สัญลักษณ์เกี่ยวกับตำนาน หรือ พิธีกรรมทางศาสนา สัญลักษณ์เหล่านี้มองไม่เห็นด้วยตาเปล่านอกจากจะใช้ เครื่องมือที่ประดิษฐ์ขึ้นมาเป็นเครื่องมือถ่ายทอด (ออนไลน์, https://www.sac.or.th/.) เลสลี่ ไวท์อธิบายว่า พฤติกรรมของมนุษย์ประกอบด้วยการใช้สัญลักษณ์ สัญลักษณ์ คือ จักรวาลของ มนุษยชาติในขณะที่สัญลักษณ์ คือ ประสบการณ์ที่แจ่มชัดของมนุษย์ แต่การเข้าใจเกี่ยวกับสัญลักษณ์เป็นสิ่งที่ คลุมเคลือ การศึกษาในทางปรัชญาและศิลปะพยายามหยั่งรู้และตรวจสอบความหมายของสัญลักษณ์ตลอดเวลา แนวคิดโรแมนติกที่เกิดขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 18 – 19 พยายามที่จะศึกษาระบบสัญลักษณ์โดยเชื่อว่า ความหมายปรากฏขึ้นกับวัตถุต่าง ๆ อารมณ์เป็นสิ่งที่ปกคลุมสติปัญญา และความลึกลับมีอยู่ในเรื่องสำคัญ สิ่ง เหล่านี้ก่อให้เกิดสัญลักษณ์ที่ท้าทายให้เกิดการศึกษา (ออนไลน์, https://www.sac.or.th/.) โทมัส คาร์ไลล์ อธิบายว่า สัญลักษณ์บางอย่างเกิดขึ้น และดำรงอยู่อย่างถาวร โจฮันน์ จาค็อบ บาโชเฟ่น ได้ศึกษาระบบสัญลักษณ์เกี่ยวกับความตาย ชี้ให้เห็นว่าพลังอำนาจของสัญลักษณ์ก่อให้เกิดการสร้างสำนึกในเชิง จิตวิทยาได้ศึกษาสัญลักษณ์ในเชิงทฤษฎีและการรับรู้ อธิบายว่าสัญลักษณ์ คือ การแสดงออกของกระบวนการแห่ง จิตใต้สำนึก ในเรื่อง Interpretaion of Dreams ของฟรอยด์ ในปี ค.ศ. 1900 อธิบายว่าความฝันเปรียบเสมือน สัญลักษณ์ซึ่งเกิดขึ้นกับความคิด (ออนไลน์, https://www.sac.or.th/.)


13 ในทางมานุษยวิทยา อธิบายสัญลักษณ์แตกต่างออกไปโดยเฉพาะในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง นัก มานุษยวิทยาพยายามอธิบายลักษณะของสัญลักษณ์มากกว่าการสร้างทฤษฎีแบบฟรอยด์ เช่น การศึกษาของลิวอิส เฮนรี มอร์แกน อธิบายระบบสัญลักษณ์ในพิธีกรรม White Dog ของชนเผ่า Iroquois การศึกษาของเฟรนซ์โบ แอล อธิบายว่างานศิลปะของชนพื้นเมืองมิได้สร้างขึ้นมาเพื่อความงาม หากแต่เป็นสัญลักษณ์ทางความคิดโบแอส ชี้ให้เห็นว่าแบบแผนและความหมายในงานศิลปะของชนพื้นเมืองในเขตอเมริกาเหนือมีความแตกต่างกัน ถึงแม้จะมี รูปลักษณ์ที่คล้ายกันก็ตาม (ออนไลน์, https://www.sac.or.th/.) มานุษยวิทยาสายวัฒนธรรม อธิบายว่า วัฒนธรรม คือ สัญลักษณ์ในตัวเอง และมิใช่การสร้างความหมาย เพียงหนึ่งหรือเป็นเรื่องสำคัญ จากการศึกษาวัฒนธรรมหลายแห่งจะพบความแตกต่างของความหมาย คลิฟฟอร์ด เกียร์ต กล่าวว่า ระบบความคิดประกอบด้วยสัญลักษณ์ที่ใช้สื่อความหมายต่าง ๆ สัญลักษณ์นี้สร้างมาจากการ กระทำและใช้สำหรับสื่อสารความหมายในประสบการณ์ชีวิต ระบบสัญลักษณ์ที่มีการจัดระเบียบไว้แล้วก็คือ แบบ แผนทางวัฒนธรรม ซึ่งไม่อาจควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ได้ เนื่องจากการกระทำต่าง ๆ และอารมณ์ของมนุษย์ ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่คงที่และปรวนแปร (ออนไลน์, https://www.sac.or.th/.) 3. ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์จิตรกรรม ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์จิตกรรม ดังนี้ 3.1 ทฤษฎีความหมายของจิตรกรรม (Painting) “จิตรกรรม” (Painting) มีผู้ให้ความหมายไว้ ดังนี้ ราชบัณฑิตยสถาน (2541 : 178) กล่าวว่า จิตรกรรม คือ ภาพที่ศิลปินแต่ละบุคคลสร้างขึ้นด้วย ประสบการณ์ทางสุนทรียภาพและความชำนาญ โดยใช้สีต่าง ๆ เช่น สีน้ำ สีน้ำมัน สีฝุ่น เป็นต้น เป็นสื่อกลางใน การแสดงออกถึงเจตนาในการสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์จิตรกรรมจะสร้างบนพื้นระนาบเป็นส่วนใหญ่ เช่น กระดาษ ผ้า แผ่นไม้ ผนัง เพดาน ซึ่งศิลปินอาจเลือกเขียนภาพบุคคล พืช สัตว์ ทิวทัศน์ เหตุการณ์ เป็นต้น ใน รูปแบบต่าง ๆ เช่น แบบสัจนิยม แบบอุดมคติ หรือแบบนามธรรม จิตรกรรมตามความหมายโดยตรง หมายถึง เฉพาะงานที่ใช้ แปรง พู่กันหรือเกรียงเป็นเครื่องมือในการป้ายหรือระบายสี แต่ปัจจุบันได้พัฒนาไปใช้เครื่องพ่นสี และเครื่องมืออื่น ๆ เพื่อสร้างสรรค์งานให้ก้าวหน้าต่อไปไม่สิ้นสุด


14 สุธี คุณาวิชยานนท์ (2549 : 47) กล่าวว่า จิตรกรรมนอกเหนือไปจากการเป็นภาพเขียนบนแผ่นระนาบ แบนแล้ว หัวใจสำคัญอีก 2 อย่างของจิตรกรรม คือ ประการแรกเป็นงานทักษะฝีมือ ที่ทำจากมืออย่างประณีต บรรจง ประการที่ 2 ทำให้จิตรกรรมกลายเป็นศิลปะ หัวใจสำคัญนี้เกี่ยวกับความเป็นหนึ่งเดียว เป็นต้นแบบและ ความเป็นฉบับ สรุป ความหมายของจิตรกรรม คือ เป็นศิลปะที่ใช้วิธีการวาด ระบายสี หรือ ขุด ขีด เขียน ลงบนพื้นที่ ระนาบด้วยวัสดุอุปกรณ์ที่เหมาะสม ผลงานจะมีลักษณะเป็น 2 มิติ คือ กว้างกับยาว แต่มิติที่ 3 คือ ปริมาตรและ ความลึกนั้น เกิดจากการใช้ เส้น สี น้ำหนัก และพื้นผิว สร้างความลวงตาให้ดูลึกลงไป โดยมีการเลือกแสดงออก ทางรูปแบบ (Form) และเนื้อหา (Content) ได้อย่างกว้างขวางตามแต่เจตนาของศิลปิน โดยหัวใจสำคัญ ประการ หนึ่งก็คือ จิตรกรรมจะต้องมีความเป็นต้นแบบ และมีความเป็นต้นฉบับ 3.2 ทฤษฎีส่วนประกอบที่ทำให้เกิดเป็นผลงานจิตรกรรม การสร้างสรรค์งานจิตรกรรม มีส่วนประกอบสำคัญ ดังนี้ 3.2.1 ศิลปินผู้สร้างงาน (Artist) ในส่วนประกอบของการสร้างงานจิตรกรรมนี้ “ ศิลปิน ” นับว่าเป็น ส่วนที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์ เขาจะอยู่ท่ามกลางสิ่งที่กระตุ้นปลุกเร้าที่จะทำให้เกิด ความรู้สึกต่าง ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นธรรมชาติ สภาพสังคม เศรษฐกิจ การเชื่อถือศรัทธาเทพเจ้า หรือศาสนาก็ตาม แต่ ถ้าหากขาดศิลปินไป ส่วนประกอบอื่นใดก็จะไม่บังเกิดขึ้น ศิลปินเป็นบุคคลที่ โกสุม สายใจ (2544 : 8) ได้อธิบาย ลักษณะเฉพาะไว้ ดังนี้ 1) มีความรู้ทางศิลปะในสาขาที่ถนัด 2) เป็นผู้มีความไวต่อการรับรู้ (Sensitive) 3) มีใจรักหรือศรัทธาในความเป็นศิลปิน 4) เป็นบุคคลอัจฉริยะ 5) เป็นผู้ดูที่ชื่นชอบผลงานศิลปะ 6) เป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์อยู่เสมอ 3.2.2 แรงบันดาลใจ (Inspiration) แรงบันดาลใจ หรือ แรงดลใจให้คิดซึ่งเป็นความรู้สึกที่ศิลปินได้ สัมผัสสิ่งแวดล้อมที่มีความงาม ความประทับใจ ความศรัทธา ความสะเทือนใจ หรือแม้แต่ความสยดสยอง การ


15 สัมผัสนี้ อาจจะเป็นการสัมผัสที่เป็นรูปธรรม หรือนามธรรมก็ได้ แล้วเกิดแรงบันดาลใจขึ้น โดยแรงบันดาลใจนี้อาจ ได้มาจาก 2 ลักษณะ (ประภาพร ศุภตรัยวรพงศ์, 2562 : 13) 1) แรงบันดาลใจภายนอก เป็นแรงบันดาลใจที่เราได้สัมผัสจากสิ่งเร้าภายนอกจิตใจของศิลปิน เช่น จากธรรมชาติ สังคม สิ่งแวดล้อม ผลงานศิลปะในอดีต เป็นต้น เหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเป็นแรงบันดาล ใจในการสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ 2) แรงบันดาลใจภายใน เป็นแรงบันดาลใจที่อาจค้นพบด้วยการฉุกคิดขึ้นมาเองโดยสำนึก ซึ่งอาจ เกิดจากผลของการตกผลึกทางประสบการณ์ หรืออาจเป็นการค้นพบโดยบบังเอิญจากการทำงานศิลปะที่ไม่ได้ ตระเตรียมเป้าหมายอะไรไว้ล่วงหน้า 3.2.3 จินตนาการ (Imagination) จินตนาการนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ผลงานจิตรกรรมก่อรูป ออกมาเช่นไร เป็นภาพที่อยุ่ในมโนภาพของความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน จินตนาการเป็นเรื่องเฉพาะในตัวบุคคล ที่จะสั่งสมประสบการณ์ชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน ดังนั้นจินตนาการจึงเป็นเรื่องที่ไม่อาจจินตนาการแทนกัน ได้ จินตนาการจึงเป็นสิ่งสำคัญมากในการสร้างสรรค์งานจิตรกรรม หรือศิลปะทุกแขนง เพราะเป็นเหมือนแผนที่ที่ จะทำให้ศิลปินเดินทางไปได้อย่างถูกต้อง (ประภาพร ศุภตรัยวรพงศ์, 2562 : 14) 3.2.4 การลงมือทำ (Man Made) การลงมือทำเป็นขั้นตอนการถ่ายทอดจินตนาการที่อยู่ภาพในให้ ปรากฏออกมาให้เป็นสิ่งที่มองเห็นได้เป็นรูปธรรม ขั้นตอนนี้ศิลปินผู้สร้างงานแต่ละคนอาจมีวิธีการโดยมมีการ วางแผน การทำแบบร่าง ( Idea Sketch ) แล้วลงมือทำไปตามที่ร่างไว้ หรือไม่ก็ลงมือทำโดยไม่ต้องร่างแบบก็ได้ เช่นกัน ซึ่งโดยทั่วไปจะพบวิธีการนี้อยู่ในการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมแบบใช้เทคนิคเป็นตัวนำ โดยศิลปินจะมีความ เป็นอิสระในตัวเอง และอาจมีการทำร่วมกับการใช้ความคิดจินตนาการควบคุมคู่กันไปพร้อม ๆ กัน (ประภาพร ศุภ ตรัยวรพงศ์, 2562 : 14) 3.2.5 ผลงานจิตรกรรม (Work of Painting) ผลงานจิตรกรรมจะอยู่ในรูปของสิ่งที่เป็นรูปธรรม อัน เป็นวัตถุทางศิลปะที่สำเร็จแล้วสามารถจับต้องได้ มีลักษณะเป็น 2 มิติ กล่าวคือ มีความกว้างกับความยาว ซึ่ง เนื้อหาสาระของงานจิตรกรรมจะถูกถ่ายทอดด้วยสีบนพื้นระนาบที่จะผสานกันเป็นรูปร่าง ผ่านเนื้อหาเรื่องราวด้วย วัสดุชนิดต่าง ๆ ตามที่ศิลปินถนัด (ประภาพร ศุภตรัยวรพงศ์, 2562 : 14) 3.2.6 การนำเสนอผลงานสู่สังคม (Presentation) การนำเสนอผลงานจิตรกรรมศิลปกรรมอื่น ๆ จะ เป็นการนำเสนอที่ควรจะอยู่ในรูปของการแสดงผลงานด้วยการติดตั้งในที่สาธารณชนที่ผู้คนสามารถเข้าไปดูของ


16 จริงได้ และสถานที่นั้นก็ต้องมีความเหมาะสม มีความพร้อมที่จะเป็นตัวหนุนนำให้ผลงานสามารถสื่อสารอารมณ์ ความรู้สึกในผลงานงานออกมาได้อย่างเต็มศักยภาพของมันดังเช่นที่เรารู้จักกันในนาม “หอศิลป์” หรือ ไม่ก็ห้อง แสดงภาพเฉพาะที่เรียกว่า แกลเลอรี (Gallery) เป็นต้น การนำเสนอผลงานศิลปะสู่สังคมเป็นเรื่องจำเป็นมากทั้ง กับศิลปิน และประชาชนในสังคมเพราะงานจิตรกรรม หรือศิลปะทั้งมวลจะเป็นตัวสื่อสารความสุนทรีย์ให้แก่ผู้ดู อันจะนำไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะด้านจิตใจของผู้คน ซึ่งนับเป็นสิ่งงสำคัญอันหนึ่งที่ต้องตระหนักถึง ความสำคัญร่วมกัน (ประภาพร ศุภตรัยวรพงศ์, 2562 : 13) 3.3 ทฤษฎีรูปแบบของศิลปะ ในผลงานศิลปะ มีลักษณะรูปแบบทางศิลปะ ที่มีการสื่อสารทางความรู้สึกที่ถ่ายทอดด้วยรูปแบบของงาน ศิลปะอันเป็นตัวกลาง มีความแตกต่างกันไปตามลักษณะเชื้อชาติ ภาษา ความเชื่อ ศาสนา และสิ่งแวดล้อม แต่ สามารถแยกลักษณะรูปแบบได้ 3 ลักษณะ คือ (ประภาพร ศุภตรัยวรพงศ์, 2562 : 9) 3.3.1 ศิลปะรูปลักษณ์ (Figurative Art) หรือศิลปะแสดงลักษณ์หรือเรียกว่าศิลปะรูปธรรม (Realissm) มีความหมายตรงกันข้ามกับศิลปะนามธรรม (Abstract Art) 3.3.2 ศิลปะไร้รูปลักษณ์ (Non – Figurative Art) หรือศิลปะนามธรรม (Abstract Art) 3.2.3 ศิลปะกึ่งไร้รูปลักษณ์ (Non – Figurative Art and Semi – Figurative) หรือกึ่งนามธรรม (Semi – Abstract) 3.4 ทฤษฎีองค์ประกอบศิลป์ การสร้างสรรค์งานจิตรกรรมที่จะกระทำให้เป็นผลงานปรากฏแก่สายตาออกมานั้น ศิลปินจะนำความรู้ ความเข้าใจในทฤษฎีองค์ประกอบศิลป์มาใช้เป็นแนวทางในการสร้างสรรค์ และในส่วนของทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ การสร้างสรรค์งานจิตรกรรม ชุดนี้ มีดังนี้ 3.4.1 การทำให้เกิดดุลยภาพ ดุลยภาพ นับเป็นเป้าหมายหลักที่ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะต้องไปให้ถึง ดุลยภาพมีอยู่ด้วยกัน 3 รูปแบบ ดังที่พีระพงษ์ กุลพิศาล (2546 : 109) ได้อธิบายไว้ดังนี้ 1) แบบซ้ายขวาเหมือนกันหรือคล้ายกัน (Symmetrical Balance or Formal Balance) ดุลย ภาพแบบซ้ายขวาเหมือนกันหรือคล้ายกันนี้ เป็นการจัดวางโดยมีรูปร่าง รูปทรงหรือน้ำหนัก ฯลฯ ให้มีลักษณะ จำนวน หรือขนาดเท่า ๆ กันเหมือนการส่องกระจก หรือเป็นแบบที่มีความคล้ายคลึงกันได้ ดุลยภาพในลักษณะนี้ เป็นการแสดงออกง่าย ๆ หากแต่ในความง่ายนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์กับเป้าหมายที่เป็นเอกภาพของผงงานด้วย


17 ดุลยภาพแบบนี้ให้ความรู้สึกสง่างาม มั่นคง แข็งแรง เป็นทางการ หยุดนิ่ง (Static) เช่น ภาพใบหน้าคน หรือภาพ คนกำลังนั่งสมาธิที่มองจากด้านหน้าตรง เป็นนต้น ดังนี้ 2) แบบซ้ายขวาไม่เหมือนกัน (Asymmetrical or Informal Balance) ดุลยภาพแบบซ้ายขวา ไม่เหมือนกันนี้จะมีรูปทรง หรือมูลฐานอื่น ๆ ใดใน 2 ข้าง ที่ไม่เท่ากัน หรือไม่เหมือนกันจากการเปรียบเทียบโดย การมองผ่านเส้นแกนสมมติ แต่ในความไม่เท่ากัน หรือไม่เหมือนกันนี้สามารถที่จะเกิดดุลยภาพได้โดยการใช้ทิศทาง ของข้อมูลต่าง ๆ เป็นตัวช่วย หรือการวางสัดส่วนทิ้งปริมาณ ขนาด เพื่อให้เกิดความสมดุลกันได้ 3) ดุลยภาพแบบรัศมี (Redial Balance) ดุลยภาพแบบรัศมีนี้ เป็นดุลยภาพที่คล้ายกับดุลยภาพ แบบแรก แต่มีความต่างตรงที่มีจุดศูนย์กลางแล้วมีมูลฐานของศิลปะอย่างใดอย่างหนึ่งมากกว่า ทำหน้าที่สัมพันธ์ กับจุดศูนย์กลาง โดยอาจมีลักษณะแผ่กระจายออกจากจุดศูนย์กลางนั้นดังเหมือนกับดุลยภาพแบบแรก ซึ่งอาศัย จำนวน ลักษณะ และขนดที่เหมือนกัน เท่ากัน หรือคล้ายกับเมื่อนำเส้นแกนสมมติมาเป็นเส้นแบ่งเพื่อการ เปรียบเทียบ 4. งานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง ประภาพร ศุภตรัยวรพงศ์(2562) การสร้างสรรค์จิตรกรรม ชุด รูปรอยจากความพอเพียงที่แสดงออกใน แก่นเรื่องทางเกษตรกรรมที่เป็นการดำเนินชีวิตของคนทั่วไปในชนบทที่ได้แสดงออกผ่านรูปทรงของผลผัก เครื่องมือเกษตรกรรมของในแก่นเรื่องดังกล่าว ผู้สร้างสรรค์ได้นำมาเป็นสิ่งที่มากำหนดขอบเขตของการสร้างสรรค์ จิตรกรรม คือ ขอบเขตของแก่นเรื่อง ขอบเขตของรูปแบบ ขอบเขตของเทคนิคกระบวนการ และสร้างสรรค์ผลงาน จิตรกรรม อำพร แสงไชยา (2557) การสร้างสรรค์ผลงานจิตรกรรมประยุกต์บนไม้เก่า ชุด ความงามของดอกไม้ พื้นบ้านอีสาน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพันธุ์ไม้ดอกที่เกิดในพื้นถิ่นอีสานเป็นจำนวนมากโดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างพันธุ์ ไม้ดอก คือ ดอกสะเลเต ดอกกระเจียว ดอกคูณ ดอกจาน และดอกติ้ว เก็บรวบรวมข้อมูลจากภาคสนาม ภาพถ่าย และเอกสารที่เกี่ยวข้องนำมาวิเคราะห์ข้อมูลจัดเป็นหมวดหมู่สู่ขั้นตอนการสังเคราะห์เป็นภาพร่างต้นแบบ ปฏิบัติการสร้างสรรค์ผลงานจริงเสร็จสมบูรณ์ วินัย สุขวิน (2562) จิตรกรรมสร้างสรรค์ ชุด สีสันแห่งป่าฮาลา-บาลา เป็นการถ่ายทอดความงามของผืน ป่าดิบชื้นที่มีความกว้างใหญ่ที่สุดในภาคใต้ของประเทศไทยทั้งยังเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าและพันธ์ไม้


18 นานาขนิด โดยเฉพาะนกเงือกหลากหลายสายพันธุ์ที่เป็นตัวบ่งชี้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่า ผู้สร้างสรรค์จึงได้ นำเรื่องราวเหล่านี้มาสื่อสารผ่านงานจิตรกรรมรูปแบบสัจนิยมในลักษณะเฉพาะตน โดยใช้เทคนิคการพ่นด้วย สเปรย์และการระบายด้วยสีอะคริลิกบนผ้าใบ ซึ่งได้นำใบไม้ที่มีอยู่ในผืนป่าแห่งนี้มาเป็นแบบในการพ่นเพื่อสร้าง องค์ประกอบในส่วนของพื้นภาพและวาดรูปทรงของนกเงือกเป็นจุดเด่นของภาพ ทั้งยังตัดทอนบางส่วนเพื่อให้เกิด สีสันงดงามเป็นเอกภาพด้วยเทคนิคที่แปลกใหม่ตามวัตถุประสงค์ของผู้สร้างสรรค์


19 บทที่ 3 วิธีการดำเนินการศึกษาค้นคว้า จากการศึกษาแนวคิดทฤษฎีงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องพบว่ากระบวนการออกแบบ และการสร้างสรรค์ ของผลงานในครั้งนี้จำเป็นต้องดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ภายใต้สมมุติฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งกำหนดตามแผนของ ระบบงานสร้างสรรค์เป็น 4 ขั้นตอนหลัก คือ ขั้นตอนการวางแผนก่อนการสร้างสรรค์ ขั้นตอนการกำหนดแบบร่าง ทางความคิด ขั้นตอนการพัฒนาและการสร้างสรรค์รวมไปถึงขั้นตอนหลังการสร้างสรรค์โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. ขั้นตอนการวางแผนก่อนการสร้างสรรค์ 1.1 กำหนดสมมติฐาน (All The Assumptions) 1.2 ศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) 1.3 การศึกษาจากกรณีศึกษา (Case Study) 2. การกำหนดแบบร่างทางความคิด การพัฒนาแบบตามวัตถุประสงค์และสมมติฐาน 2.1 การสร้างสรรค์แบบทางความคิด (Idea Sketch) 2.2 การปรับปรุงแก้ไขแบบจนได้รูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสม 3. ขั้นตอนการพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงาน 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการสร้างสรรค์ 3.2 ขั้นตอนของวิธีสร้างสรรค์ตามวัตถุประสงค์และสมมติฐานที่กำหนด 3.3 ผลงานการสร้างสรรค์ 3.4 การวิเคราะห์ผลงานโดยรวม 4. ขั้นตอนหลังการสร้างสรรค์ผลงาน 1.1 นำเสนอผลงานศิลปะนิพนธ์สู่สาธารณชน 1.2 การจัดทำแบบประเมินและสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงาน 1.3 การวิเคราะห์และสรุปผลงาน 5. ประชากรในการสร้างสรรค์ 5.1 ชุมชนลาวครั่งบ้านบ่อกรุ


20 5.2 จัดทำเอกสารรูปเล่มรวมงานสรุปผลการสร้างสรรค์ 6. เครื่องมือในการสร้างสรรค์ 6.1 เฟรมผ้าใบ 6.2 สีอะคริลิก 6.3 เครื่องมือแกะลายไม้ 7. ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล เดือน มกราคม 2566 ถึง เดือน มีนาคม 2566 1. ขั้นตอนการวานแผนก่อนการสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง จำนวน 3 ชิ้น มีกระบวนการศึกษาดังต่อไปนี้ 1.1 การกำหนดสมมติฐาน การกำหนดสมมติฐาน จากการทบทวนทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมากำหนดเป็นประเด็นต่าง ๆ เพื่อทำให้ ผู้สร้างสรรค์ศึกษาการสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง ถูกออกแบบให้ดูสดใสและเพิ่มความน่าสนใจ ให้กับงานจิตรกรรมมากขึ้น โดยการนำเรื่องราววิถีชีวิตของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่งมาสร้างสรรค์ในรูปแบบพื้นฐาน งานจิตรกรรมโดยใช้เทคนิคงานจิตรกรรม เพื่อที่จะนำมาพัฒนาให้งานศิลป์อยู่ในรูปแบบเฉพาะของผู้สร้างสรรค์ 1.2 การศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นข้อมูลจากหนังสือเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องกับการ สร้างสรรค์แบ่งข้อมูลการศึกษาดังนี้ 1.2.1 ความเป็นมากลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง 1.2.2 สื่อสัญลักษณ์แทนความหมาย 1.2.3 ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์จิตรกรรม 1.2.4 งานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง 1.3 การศึกษาตัวอย่างจากกรณีศึกษา เป็นการศึกษางานจิตรกรรม เพื่อที่จะนำไปพัฒนาและนำเทคนิคต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในงาน


21 2. การกำหนดแบบร่างทางความคิด การพัฒนาแบบตามวัตถุประสงค์และสมมติฐาน การสร้างสรรค์จิตรกรรม ชุด วิถีลาวครั่ง เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับความเป็นวิถีของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง เพื่อวิเคราะห์กระบวนการออกแบบ รูปแบบลวดลาย วัสดุ ที่ทำให้งานจิตรกรรมสมบูรณ์และให้ผู้คนสนใจ จำนวน 3 ชิ้น โดยการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมตามแนวความคิดที่วางแผนไว้ พร้อมวิเคราะห์แบบและแก้ไขในส่วนที่ไม่ เหมาะสม 2.1 ภาพแบบร่างทางความคิดโดยออกแบบตามแนวความคิดที่วางไว้ ภาพแบบร่างทางความคิดโดยออกแบบตามแนวคิดที่วางไว้มีข้อมูลต่าง ๆ คือ การสร้างสรรค์จิตรกรรม ชุด วิถีลาวครั่ง 2.2 การปรับปรุงแก้ไขแบบจนได้รูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสม จากการทำแบบร่างหลายแบบ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนรูปแบบการสร้างสรรค์จิตรกรรมมาเป็นรูปแบบที่ วางตามที่ได้กำหนดไว้ตามสมมติฐาน 3. ขั้นตอนการพัฒนาและการสร้างสรรค์ผลงาน 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการสร้างสรรค์ เป็นการเตรียมวัสดุและอุปกรณ์ ในการทำตามสมมติฐานที่วางไว้ซึ่งอุปกรณ์แต่ละอย่างมีข้อมูลและมี ประโยชน์เพื่อความสะดวกต่อการสร้างสรรค์ในรูปแบบเฉพาะของผู้สร้างสรรค์ ดังนี้ 3.1.1 สีอะคริลิก 3.1.2 เฟรมผ้าใบ 3.1.3 เครื่องมือแกะลายไม้ 3.2 ขั้นตอนของวิธีสร้างสรรค์ตามวัตถุประสงค์และสมมติฐานที่กำหนด เข้าสู่กระบวนการผลิตผลงานจริงโดยการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมและต่อยอดให้ตรงตามสมมติฐานตามที่ กำหนดไว้ 3.3 ผลงานการสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง จำนวน 3 ชิ้น


22 4. ขั้นตอนหลังการาร้างสรรค์ผลงาน ทำการติดตั้งผลงานในสถานที่ที่ได้กำหนด นำผลงานที่เสร็จสมบูรณ์ไปในสถานที่ที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการ นำไปติดตั้งซึ่งผลงานที่ได้ตรงตามแนวความคิดโดยตัวงานที่ได้สร้างสรรค์สามารถต่อยอดได้ตามต้องการ 4.1 นำเสนอผลงานศิลปะนิพนธ์สู่สาธารณชน 4.2 การจัดทำแบบประเมินและสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงาน การทำแบบประเมินผลเพื่อสอบถามความคิดเห็นจากประชากรที่เป็นผู้บริโภค ซึ่งแบบประเมินนี้เป็นแบบ ประเมินค่าโดยกำหนดให้ผู้ตอบเลือกตามระดับความพึงพอใจที่แตกต่างกัน 4.3 การวิเคราะห์และสรุปผลงาน ขั้นตอนสุดท้าย เพื่อสรุปผลงานทั้งหมดที่ได้สร้างสรรค์ออกมาและวิเคราะห์ว่ามีความสอดคล้องกับ สมมติฐานและวัตถุประสงค์หรือไม่พร้อมข้อเสนอแนะอื่น ๆ ที่ผู้สร้างสรรค์ได้จากการทำการสร้างสรรค์ครั้งนี้ 5. ประชากรในการสร้างสรรค์ 5.1 ชุมชนชาติพันธุ์ลาวครั่งบ้านบ่อกรุ ตำบลบ่อกรุ อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่งเป็นแหล่งข้อมูลให้ความรู้ทางด้านการผลิตผ้าทอมือ ด้านวิถีชีวิตจารีต ประเพณีที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายได้เป็นอย่างดี 5.2 จัดทำเอกสารรูปเล่มรวมงานสรุปผลการสร้างสรรค์ จากที่ได้ทำการออกแบบและจัดทำผลงานจริงเรียบร้อยแล้วได้ดำเนินการจัดทำเอกสารรูปเล่มรวมงาน สรุปผลการสร้างสรรค์เพื่อนำไปเผยแพร่ผ่านทางช่องทางอินเทอร์เน็ต 6. เครื่องมือในการสร้างสรรค์ 6.1 เฟรมผ้าใบ 6.2 สีอะคริลิก 6.3 เครื่องมือแกะลายไม้


23 7. ระยะเวลาในการเก็บข้อมูล แบ่งเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนการวางแผนก่อนการสร้างสรรค์การกำหนดแบบร่างทางความคิดการ พัฒนาแบบตามวัตถุประสงค์และสมมติฐาน ขั้นตอนการพัฒนาและการสร้างสรรค์รวมไปถึงขั้นตอนหลังการ สร้างสรรค์โดยใช้เวลาทั้งสิ้น จำนวน 3 เดือน ตั้งแต่เดือน มกราคม 2566 - มีนาคม 2566 ตารางที่ 3.1 แสดงระยะเวลาในการเก็บข้อมูล กิจกรรม / ขั้นตอนการดำเนินงาน ระยะเวลา ม.ค. ก.พ. มี.ค. 1. ขั้นตอนการวางแผนก่อนการสร้างสรรค์ (preproduction stage) 2. การกำหนดแบบร่างทางความคิดการพัฒนาแบบตาม วัตถุประสงค์และสมมติฐาน 3. ขั้นตอนการพัฒนาและการสร้างสรรค์(development and preproduction stage) 4. รวมไปถึงขั้นตอนหลังการสร้างสรรค์(postproduction stage)


24 บทที่ 4 การวิเคราะห์ข้อมูล จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้องทำให้พบว่ากระบวนการออกแบบ และการ ผลิตของการสร้างสรรค์ในครั้งนี้ จำเป็นต้องดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ภายใต้สมมติฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งกำหนด ตามแผนของระบบงานสร้างสรรค์เป็น 4 ขั้นตอนหลักคือ ขั้นตอนการวางแผ่นก่อนการสร้างสรรค์ขั้นตอนการ กำหนดแบบร่างทางความคิด ขั้นตอนการพัฒนาและการสร้างสรรค์รวมไปถึงขั้นตอน ตอนหลังการสร้างสรรค์โดย มีรายละเอียดดังนี้ 1. ขั้นตอนการวางแผนก่อนการสร้างสรรค์ 1.1 กำหนดสมมติฐาน (All The Assumptions) 1.2 ศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสาร (Documentary Research) 1.3 การศึกษาจากกรณีศึกษา (Case Study) 2. การกำหนดแบบร่างทางความคิด การพัฒนาแบบตามวัตถุประสงค์และสมมติฐาน 2.1 การสร้างสรรค์แบบทางความคิด (Idea Sketch) 2.2 การปรับปรุงแก้ไขแบบจนได้รูปแบบที่ถูกต้องและเหมาะสม 3. ขั้นตอนการพัฒนาการสร้างสรรค์ผลงาน 3.1 เครื่องมือที่ใช้ในการสร้างสรรค์ 3.2 ขั้นตอนของวิธีสร้างสรรค์ตามวัตถุประสงค์และสมมติฐานที่กำหนด 3.3 ผลงานการสร้างสรรค์ 3.4 การวิเคราะห์ผลงานโดยรวม 4. ขั้นตอนหลังการสร้างสรรค์ผลงาน 4.1 นำเสนอผลงานศิลปะนิพนธ์สู่สาธารณชน 4.2 การจัดทำแบบประเมินและสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับผลงาน 4.3 การวิเคราะห์และสรุปผลงาน


25 1. ขั้นตอนการวางแผนก่อนการสร้างสรรค์ 1.1 กำหนดสมมติฐาน การกำหนดสมมติฐาน (Hypothesis) จากการทบทวนทฤษฎีที่เกี่ยวข้องเพื่อนำมากำหนดประเด็นของ ปัญหาในการสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง เพื่อสร้างสรรค์ผลงานอย่างสมบูรณ์ นำมาผสมผสานผ่าน กระบวนการใช้สอยในเชิงประยุกต์ศิลป์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคและดึงดูดความสนใจ 1.1.1 แสดงขั้นตอนการวางแผนการทำงานในการสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง ตารางที่ 4.1 ขั้นตอนการวางแผนก่อนการสร้างสรรค์ 1.2 ศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสาร ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งที่เป็นข้อมูลจากหนังสือ จากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง กับการออกแบบโดยแบ่งข้อมูลการศึกษาดังนี้ 1.2.1 ความเป็นมากลุ่มชาติพันธุ์ลาวครั่ง 1.2.2 สื่อสัญลักษณ์แทนความหมาย (Symbolic Anthropology) 1.2.3 ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์จิตรกรรม 1.2.4 งานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง ศึกษาค้นคว้าข้อมูล (Study) แบบร่างแนวความคิด สร้างสรรค์ผลงาน ภาพร่าง วิเคราะห์ผลงานสร้างสรรค์ ประเมินผล


26 1.3 การศึกษาตัวอย่างจากกรณีศึกษา (Case Study) เป็นการศึกษางานจิตรกรรม เพื่อที่จะนำไปพัฒนาและนำเทคนิคต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ เช่น เรื่องการสร้างสรรค์งานจิตรกรรม รูปแบบ รูปทรง เทคนิค วิธีการ เพื่อนำมาสรุปเป็นแนวทางการออกแบบ ดังต่อไปนี้ 1.3.1 ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 1 ผลงานจิตรกรรมของ อาจารย์เจษฎา คงสมมาศ ภาพที่4.1 ภาพตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 1 ผลงานจิตรกรรมของอาจารย์เจษฎา คงสมมาศ ที่มา : (FB-Jessada Kongsommart, 2566) 1) อิทธพลด้านแก่นเรื่อง ได้ใช้แก่นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนชนบทอีสาน ซึ่งศิลปินได้แสดงออกเป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ สิ่งของเครื่องใช้ อาหาร ที่สะท้อนให้ความรู้สึกสูงส่ง มีคุณค่าต่อการ ดำรงชีวิตที่เรียบง่าย มีวัฒนธรรมที่สืบต่อมาอย่างยาวนานของคนชนบท 2) อิทธิพลด้านรูปแบบ เจษฎา คงสมมาศ ใช้รูปแบบกึ่งรูปลักษณ์ (Semi – Figurative art) มีการนำเอาสัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น สิ่งของเครื่องใช้ อาหาร เช่น กระบุง ตะกร้า กระติบข้าว หมวกสาน


27 หมอนขิด มาจัดเป็นกลุ่มใหญ่ 1 กลุ่มแสงการผูกมัด เรียบเรียง แบบไม่ยึดความเป็นระเบียบ การจัดองค์ประกอบ ศิลป์โดยใช้หลักการดุลยภาพแบบอสมมาตร โดยกำหนดกลุ่มรูปทรงประธานจัดวางไว้ตรงกลาง มีอากาศเอียงบิด เล็กน้อย มีการถ่ายทอดอย่างใส่ใจในการเก็บรายละเอียดมาก 3) อิทธิพลด้านเทคนิค เจษฎา คงสมมาศ ใช้เทคนิคสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ มีวิธีการโดยรวม คือ การระบายแบบลงพื้นรวม ๆ ทั้งภาพ แล้วมาเก็บรายละเอียดมีทั้งวิธีป้ายเช็ด และขูดขีดผสมกัน 1.3.2 ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 2 ผลงานจิตรกรรมของคุณอิทธิพล พัฒรชนม์ ภาพที่4.2 ภาพตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 2 ผลงานจิตรกรรมของคุณอิทธิพล พัฒรชนม์ ที่มา : (อิทธิพล พัฒรชนม์ม, 2566) 1) อิทธพลด้านแก่นเรื่อง ได้ใช้แก่นเรื่องเกี่ยวกับคำสอนในพระพุทธศาสนา อีกทั้ง คำบอก เล่าต่าง ๆ จากบรรพบุรุษจากรุ่นสู่รุ่นสืบเนื่องต่อกันมา ซึ่งสะท้อนคุณค่าและแนวทางในการสร้างสรรค์ผลงาน จิตรกรรมบนศาสนสถานเพื่อให้แทนคำสอน ให้เข้าใจได้โดยง่าย


28 2) อิทธิพลด้านรูปแบบ ใช้รูปแบบกึ่งรูปลักษณ์ (Semi – Figurative art) มีการนำเอา สัญลักษณ์ต่าง ๆ เช่น คำสอนในพระพุทธศาสนา ความประทับใจในวิถีชีวิตพื้นถิ่นอีสานที่ได้สัมผัสมาถ่ายทอดและ สร้างงานจิตรกรรมที่แสดงความรู้สึกถึงความเป็นศิลปะพื้นถิ่น ตามลักษณะการแสดงออกส่วนตัว เพื่อให้เห็น ถึง คุณค่าของจิตรกรรมที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กับวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น 3) อิทธิพลด้านเทคนิค อิทธิพล พัฒรชนม์ใช้เทคนิคสีอะคริลิกทองคำเปลว 1.3.3 ตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 3 ผลงานจิตรกรรมของคุณเดโช โกมาลา ภาพที่4.3 ภาพตัวอย่างกรณีศึกษาที่ 3 ผลงานจิตรกรรมของคุณเดโช โกมาลา ที่มา : (เดโช โกมาลา, 2566) 1) อิทธพลด้านแก่นเรื่อง ได้ใช้แก่นเรื่องเกี่ยวกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ทรัพยากร การดำรง ชีพ ศิลปวัฒนธรรมของคนพื้นถิ่นทางภาคใต้ โดยเฉพาะในจังหวัดนครศรีธรรมราชซึ่งเป็นภูมิลำเนาดั้งเดิมของเขา รวมไว้ในรูปทรงขนาดใหญ่ 2) อิทธิพลด้านรูปแบบ ใช้รูปแบบกึ่งรูปลักษณ์ (Semi – Figurative art) มีการนำเสนอ ภาพชีวิตอันเรียบง่ายและอุดมสมบูรณ์ของท้องงถิ่นผ่านลักษณะเฉพาะของอาคารบ้านเรือน สิ่งของเครื่องใช้ และ


29 ทรัพยากรธรรมชาติที่บ่งบอกถึงอัตลักษณ์เฉพาะ เป็นสภาพแวดล้อมที่ล้วนถูกสร้างสรรค์ขึ้นในรูปทรงอิสระที่ให้ ความรู้สึกสนุกสนาน มีชีวิตชีวา ภายใต้องค์ประกอบของภาพที่รูปทรงต่าง ๆ ถูกจัดวางเข้าด้วยกัน 3) อิทธิพลด้านเทคนิค ใช้เทคนิควิธีการตัด ต่อ และฉลุไม้ตามรูปทรงต่าง ๆ ผสมผสานกับ การสร้างสรรค์พื้นผิวด้วยเทคนิคทางจิตรกรรมช่วยสร้างมิติให้รูปทรง ขณะเดียวกันยังสร้างมิติโดยรวมหรือความ ลึกตื้นของภาพโดยอาศัยความแตกต่างกันของน้ำหนักมือ-สว่าง มีการสอดแทรกวัสดุจำพวกตาข่ายหรือชิ้นส่วนของ เครื่องจักสานปะติดเข้าไปเป็นส่วนประกอบหนึ่งของงาน 2. การกำหนดแบบร่างทางความคิด การพัฒนาแบบตามวัตถุประสงค์และสมมติฐาน การสร้างสรรค์งานการสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง เป็นการสร้างสรรค์และพัฒนาผลงาน จริง จำนวน 3 ชิ้น เพื่อศึกษาวิเคราะห์กระบวนการการสร้างสรรค์ รูปแบบ เทคนิค วัสดุ โดยการสร้างสรรค์ผลงาน ตามแนวความคิดที่วางแผนไว้ เมื่อทำการร่างภาพแบบสี พร้อมกับวิเคราะห์แบบและแก้ไขในส่วนที่ไม่เหมาะสม 2.1 การสร้างสรรค์แบบทางความคิด (Idea Sketch) จากการค้นคว้าศึกษาข้อมูล แรงบันดาลใจและ ปัญหาที่พบ จึงมีความคิดที่จะสร้างสรรค์จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากที่เกี่ยวกับวิถี ชีวิตของกลุ่มชนชาติพันธุ์ลาวครั่ง เหล่านี้ล้วนเป็นสัญลักษณ์ที่บอกความหมาย ความเป็นวิถีชีวิตในชนบท 2.1.1 แรงบันดาลใจ เป็นการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มวิถีลาวครั่ง ในอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัด สุพรรณบุรี ผ้าซิ่นตีนจก เป็นผ้าทอมือประจำท้องถิ่นของลาวครั่ง ซึ่งผู้สร้างสรรค์ได้นำลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ลายนาค ลายนกคู่ ลายนกคาบ มาสร้างสรรค์ในผลงาน ภาพที่ 4.4 ผ้าซิ่นตีนจก ที่มา : (เพจFB - ลูกหลานลาวครั่ง,ลาวคั่ง ลาวขี้ครั่ง Lao Khung people in Thailand, 2566)


30 ผ้าขาวม้า 5 สี เป็นผ้าทอประจำท้องถิ่น ซึ่งมีลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะมีที่เดียวในกลุ่มชนชาติพันลาวครั่ง ผู้สร้างสรรค์ได้เลือกนำลวดลายและสีของผ้าขาวม้ามาสร้างสรรค์เป็นพื้นงานของการส้รางสรรค์ ภาพที่ 4.5 ผ้าขาวม้า 5 สี ที่มา : (เพจFB - ลูกหลานลาวครั่ง,ลาวคั่ง ลาวขี้ครั่ง Lao Khung people in Thailand, 2566) ศาลประจำหมู่บ้าน เป็นสถานที่ที่คนในหมู่บ้านเคารพนับถือ กราบไหว้ เคารพบูชา ผู้สร้างสรรค์เลยถอด ภาพความเคารพนับถือของคนในหมู่บ้านด้วยการนำเสนอการสร้างสรรค์ด้วยดอกบัวเป็นสิ่งที่แสดงความเคารพนับ ถือ ภาพที่ 4.6 ขนบธรรมเนียมประเพณี : การไหว้ศาลประจำหมู่บ้าน ที่มา : (เพจFB - ลูกหลานลาวครั่ง,ลาวคั่ง ลาวขี้ครั่ง Lao Khung people in Thailand, 2566)


31 ศาลประจำหมู่บ้าน เป็นสถานที่ที่คนในหมู่บ้านเคารพนับถือ กราบไหว้ เคารพบูชา ผู้สร้างสรรค์เลยถอด ภาพความเคารพนับถือของคนในหมู่บ้านด้วยการนำเสนอการสร้างสรรค์ด้วยดอกบัวเป็นสิ่งที่แสดงความเคารพนับ ถือ ภาพที่ 4.7 ขนบธรรมเนียมประเพณี : การไหว้ศาลประจำหมู่บ้าน ที่มา : (เพจFB - ลูกหลานลาวครั่ง,ลาวคั่ง ลาวขี้ครั่ง Lao Khung people in Thailand, 2566) เครื่องมือจักสานเป็นงานสานมือที่ใช้กันภายในชุมชน โดยเฉพาะเครื่องมือจับสัตว์น้ำที่ใช้การล่าสัตว์เพื่อ มาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของคนในครอบครัว ผู้สร้างสรรค์จึงได้นำเครื่องจักสานมาสร้างสรรค์งานโดยผ่าน กระบวนการแกะไม้ ภาพที่ 4.8 เครื่องจักสาน ที่มา : (เพจFB - ลูกหลานลาวครั่ง,ลาวคั่ง ลาวขี้ครั่ง Lao Khung people in Thailand, 2566)


32 หัวมันสำปะหลัง เป็นพืชผลที่นิยมเพาะปลูกในบริเวณพื้นที่ของลาวครั่ง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ ผู้สร้างสรรค์ จึงได้นำมาถ่ายทอดลงบนชิ้นงาน ภาพที่ 4.9 หัวมันสำปะหลัง ที่มา : (FB - กิ่งกมล คนพิสดาร, 2566) รวงข้าว เป็นพืชผลที่นิยมเพาะปลูกในบริเวณพื้นที่ของลาวครั่ง ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจ ผู้สร้างสรรค์จึงได้ นำมาถ่ายทอดลงบนชิ้นงาน ภาพที่ 4.10 รวงข้าว ที่มา : (FB - Tom Time, 2566)


33 2.1.2 แบบร่างแนวความคิด จากการค้นคว้าศึกษาข้อมูลแรงบันดาลใจ จึงมีความคิดที่จะสร้างสรรค์ จิตรกรรมสื่อผสม ชุด วิถีลาวครั่ง โดยได้แรงบันดาลใจจากการศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มวิถีชีวิตลาวครั่ง ภาพที่ 4.11 แบบร่างแนวความคิด 1 โดยการร่างภาพด้วยดินสอ ที่มา : (ปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว, 2566) ภาพที่ 4.12 แบบร่างแนวความคิด 2 โดยการร่างภาพด้วยดินสอ ที่มา : (ปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว, 2566)


34 ภาพที่ 4.13 แบบร่างแนวความคิด 3 โดยการร่างภาพด้วยดินสอ ที่มา : (ปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว, 2566) ภาพที่ 4.14 แบบร่างแนวความคิด 4 โดยการร่างภาพด้วยดินสอ ที่มา : (ปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว, 2566)


35 2.1.3 แบบร่าง ภาพที่ 4.15 แบบร่าง 1 โดยการร่างแบบด้วยดินสอสี ที่มา : (ปาตีพัฒน์ ดวงแก้ว, 2566) แนวความคิด คือ การเล่าเรื่องราวของเอกลักษณ์ในกลุ่มวิถีชีวิตของลาวครั่งที่ได้ดึงเอาเอกลักษณ์ออกมาถ่ายทอด ผ่านสื่อแทนความหมาย โดยได้จัดวางองค์ประกอบภาพให้ดูเคลื่อนไหวของตัววัตถุ


Click to View FlipBook Version