The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การดำเนินงานการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพ ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (E-PLC) ร่วมกับกระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย
ประจำปี ๒๕๖๕
คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by , 2022-03-01 04:41:17

การดำเนินงานการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพ ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (E-PLC) ร่วมกับกระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษา หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครูวิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย

การดำเนินงานการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพ ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (E-PLC) ร่วมกับกระบวนการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษา
หลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยบัณฑิตเอเชีย
ประจำปี ๒๕๖๕
คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย

Keywords: คู่มือการดำเนินงาน E-PLC ประจำปี 2565,คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย

บทท่ี ๑ สารบัญ หนา้

บทนำ ๑
๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ๕
๑.๒ วตั ถุประสงค์

บทท่ี ๒ ๑.๓ ขอบเขตการวิจยั ๕
๑.๔ นิยามศัพทเ์ ฉพาะ ๕
บทที่ ๓ ๑.๕ ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะได้รับ ๑๑
บรรณานกุ รม เอกสารและงานวิจยั ที่เก่ยี วข้อง ๑๒
ภาคผนวก ๒.๑ ความสําคญั ของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการปฏิรูปประเทศดา้ น
๑๒
การศกึ ษา ตามรฐั ธรรมนูญ แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ๑๓
๒.๒ จิตวิญญาณความเปน็ ครู
๒.๓ อํานาจหน้าทีค่ รุ สุ ภาตามพระราชบัญญตั สิ ภาครแู ละบุคลากรทางการ ๒๓
๒๓
ศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖ ๒๕
๒.๔ แนวคดิ เก่ียวกบั ชมุ ชนการเรียนรูท้ างวิชาชีพ ๒๙
๒.๕ องคป์ ระกอบของชมุ ชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพในบริบทสถานศึกษา ๓๓
๒.๖ การนาํ กระบวนการ PLC ไปสู่การปฏิบตั ใิ นสถานศึกษา ๓๕
๒.๗ การบรู ณาการหลักการท่ีสําคญั ร่วมกัน ๓ ประการ ในโครงการ E-PLC
๒.๘ การนิเทศแบบรว่ มมือโดยใช้การสะท้อนคิดของชุมชนการเรียนรแู้ หง่ ๓๖

วิชาชพี ๓๘
๒.๙ กระบวนการนิเทศแบบร่วมมอื โดยใชก้ ารสะท้อนคดิ ของชมุ ชนแห่งการ ๓๙
๔๔
เรียนรวู้ ิชาชีพ ๔๗
๒.๑๐ รปู แบบการจดั กิจกรรมส่งเสรมิ กระบวนการชมุ ชนแหง่ การเรยี นรู้ เพื่อ ๔๗
๔๗
พฒั นาจรรยาบรรณวิชาชพี ครูผ่านระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ ๕๕
๒.๑๑ งานวจิ ยั ทเี่ กย่ี วข้อง ๕๗
๒.๑๒ กรอบแนวคดิ การวจิ ยั ๕๘
วิธีดำเนนิ การวิจัย ๖๑
๓.๑ กลมุ่ เปา้ หมาย ๖๔
๓.๒ รปู แบบการวิจัย ๖๕
๓.๓ บทบาทหนา้ ทีข่ องผู้ทีเ่ ก่ียวขอ้ งในทีม E-PLC บทบาท ผ้ทู ี่เกีย่ วขอ้ ง
๓.๔ การรายงานผลการดาํ เนินงาน
๓.๕ ปฏิทนิ การดาํ เนินงาน

ตวั อย่างการสร้างแผนการดําเนนิ งาน

สารบญั (ต่อ) หนา้

ภาคผนวก (ตอ่ ) ๖๖
ตัวอยา่ งผลงานการสรา้ งทีมปี ๒๕๖๒
คลิปวดิ ีโอแนะนำ ตวั อย่างการสรา้ งแผนการดำเนนิ งานและการสรา้ งทมี ๖๗
E-PLC ๖๗
คลิปวดิ ีโอแนะนำ การดำเนนิ งาน E-PLC วงรอบท่ี ๑ ๖๘
คลปิ วดิ ีโอแนะนำ การดำเนนิ งาน E-PLC วงรอบที่ ๒ ๖๙
คลปิ วดิ ีโอแนะนำ การดำเนนิ งาน E-PLC วงรอบท่ี ๓ ๗๐
คลิปวดิ ีโอแนะนำ การดำเนินงาน E-PLC วงรอบที่ ๔ ๗๑
คลปิ วิดโี อแนะนำ การดำเนนิ งาน E-PLC วงรอบท่ี ๕ ๗๒
การเรยี นออนไลน์ ในยุค COVID-๑๙ ๗๕
หลกั การการเรียนเรยี นรู้ออนไลน์ ๗๖
แนวทางการรับมอื ในอนาคต เพ่อื เตรยี มความพรอ้ มใหก้ ับนักเรียน ๗๗
แพลตฟอรม์ ออนไลน์ภมู ทิ ัศน์ใหม่ของการเรียนรู้ ๗๙
ทฤษฎีทเ่ี กีย่ วข้องเกี่ยวกบั การเรียนรูอ้ อนไลน์ ๘๐
กระบวนการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ๘๓
การวัดและประเมนิ ผลการจดั การเรียนการสอน ๘๔
อุปสรรคในการจดั การเรยี นรู้ออนไลน์ ๘๖
สรุปการจดั การเรียนการสอนออนไลน์

บทท่ี ๑
บทนำ

๑.๑ ความเปน็ มาและความสำคญั ของปญั หา
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๘ ได้ให้ความสำคัญแก่ครูและ

บุคลากรทางการศึกษา ในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ข้อ จ. ด้านการศึกษา (๓) ว่า “ให้มีกลไกและระบบ
การผลิตคัดกรอง และพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ให้ได้มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความรู้
ความสามารถอย่างแท้จริง...” ครูที่ดีจึงจำเป็นต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู จึงจะสามารถอบรมสั่งสอน
ศิษย์ให้เป็นคนดีได้ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการปลูกฝัง ส่งเสริมและพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นครูตั้งแต่
กระบวนการผลติ การเข้าสู่วิชาชีพและระหวา่ งการประกอบวิชาชีพทางการศึกษาอย่างต่อเนือ่ ง จึงจะได้ครูดมี ี
คุณภาพนา่ เคารพนบั ถือ เป็นทีร่ กั ของศิษย์ สามารถพฒั นาใหเ้ ป็นคนดี เปน็ ทรพั ยากรทีมีคุณภาพในการพัฒนา
ประเทศชาติ การมีจิตวญิ ญาณของความเป็นครจู ึงสะท้อนถึงการมี “หวั ใจเพือ่ ศิษย์” กล่าวคอื การตระหนักถึง
บทบาทหน้าที่ท่ีต้องเปน็ แบบอย่างทดี่ ี การเสียสละ ทมุ่ เท มุง่ ม่นั พฒั นางานให้ทันกับความกา้ วหน้าทางวิชาการ
ทสี่ ำคญั ด้วยการประพฤตติ นตามจรรยาบรรณของวชิ าชพี ด้วยจิตวิญญาณความเป็นครู

ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) เป็นการรวมตัวกันของ
กลุ่มบุคคลเพื่อยกระดับวิชาชีพของตนเองด้วยกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันในวิชาชีพทางการศึกษาจะเป็น
กระบวนการสร้างการเรียนรู้จากการรวมตัวกันของครูเพื่อร่วมกันและสนับสนุนซึ่งกันและกัน เพื่อพัฒนาและ
วางเป้าหมายการเรียนรู้ของผู้เรยี น ร่วมกันตรวจสอบและแลกเปลี่ยนผลการปฏิบตั ิงานที่สะท้อนถึงการเรียนรู้
ในลักษณะต่าง ๆ ได้แก่ การมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาผู้เรียนให้สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างเต็ม
ศักยภาพ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในชั้นเรียน การร่วมเรียนรู้และส่งเสริมให้เกิดการสร้าง
การเปลี่ยนแปลงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การวิพากษ์และสะท้อนผลการทำงานเพื่อพัฒนาผูเ้ รียน และการสรา้ ง
ความคาดหวงั ทีจ่ ะยกระดบั วชิ าชีพทีส่ ่งผลต่อการพัฒนาคณุ ภาพผู้เรยี นอย่างแท้จริง

PLC เป็นเคร่ืองมือในการพัฒนา โดยการรวมตัว รว่ มใจ รว่ มพลงั ร่วมทำ และรว่ มเรียนรู้ร่วมกันของ
ครู ผบู้ ริหารและนกั การศกึ ษา บนพ้ืนฐานวัฒนธรรมความสมั พันธแ์ บบกลั ยาณมติ ร สูค่ ณุ ภาพการจัดการเรียนรู้
ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิผลของผู้เรียนเป็นสำคัญ และความสุขของการทำงานร่วมกันของสมาชิก
ในชุมชนด้วยความเชื่อว่าการเรียนรู้ของครูนำไปสู่การเรียนรู้ของผู้เรียน แม้ว่าครูจะมีความแตกต่างกันเมื่อมี
กระบวนการแลกเปลยี่ นเรียนรู้รว่ มกนั ก็จะสามารถพฒั นาศักยภาพของผเู้ รยี นให้บรรลุเป้าหมายได้

การรวมตัวกันเป็นชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพของบุคลากรทางการศึกษาจะเน้นสถานศึกษา
เป็นชุมชนการเรียนรู้ที่ทุกคนรับผิดชอบต่อการพัฒนาผู้เรียนที่ทุกคนจะต้องมีบรรทัดฐานและค่านิยมร่วมกัน
(Shared values and vision) ร่วมกันรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของนักเรียน (Collective responsibility for
students learning) การสะท้อนผลเชิงวิชาชีพ (Reflective professional inquiry) และการรวมพลัง
สร้างความร่วมมือของทุกฝ่าย (Collaboration) กระทรวงศึกษาธิการ มีแนวทางส่งเสริมให้มีการอบรม
“ชมุ ชนการเรียนรทู้ างวชิ าชีพ” ให้แก่ครแู ละผบู้ ริหารสถานศึกษาท่ัวประเทศ

แนวคิดของการอบรม PLC คอื การนำครมู าอยู่รวมกนั เกดิ การเรียนรู้และแบ่งปนั ความรู้กันระหว่าง
ผู้เข้าร่วมอบรม จนกระทั่งเกิดการสะท้อนความคิดในด้านต่าง ๆ ที่จะเป็นแนวทางการพัฒนาทางวิชาชีพ
ให้กา้ วหน้าและทันสมยั



“จรรยาบรรณวชิ าชพี ครู” เป็นกฎแห่งความประพฤติสำหรับสมาชกิ วิชาชีพครู ซง่ึ องค์กรวิชาชีพครู
เป็นผู้กำหนด และสมาชิกในวิชาชีพทุกคนต้องถือปฏิบัติโดยเคร่งครัด หากมีการละเมิดจะมีการลงโทษตาม
กฎระเบียบ ขอ้ บงั คับที่ได้กำหนด อาชีพครูซ่ึงเป็นวชิ าชีพชั้นสูงอาชีพหนึ่ง จึงต้องมีจรรยาบรรณวิชาชีพครูด้วย
ในฐานะครูต้องประพฤตปิ ฏิบตั ิตนเป็นแบบอย่างท่ดี แี ก่ศษิ ย์ ต้องมีกริ ิยามารยาททีง่ ดงาม ครูตอ้ งมจี รรยาบรรณ
และวินัยในตนเอง เพื่อเป็นกรอบและแนวทางในการปฏิบัติตาม ความประพฤติหรือกิริยาอาการที่ผู้ประกอบ
วิชาชีพครู ควรประพฤติปฏิบัติเพื่อให้เกิดความดีงามขึ้นแก่ตนเองและวิชาชีพครู โดยมาตรฐานวิชาชีพครูเป็น
แนวทางการดำเนินงานการควบคุม และรักษาการประกอบวิชาชีพ โดย “คุรุสภา” ได้กำหนดให้มีการกำหนด
มาตรฐานวิชาชีพ ออกและเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ กำกับดูแลการปฏิบัติตามมาตรฐานและ
จรรยาบรรณของวิชาชีพ รวมทง้ั การพัฒนาวิชาชีพ มาตรฐานวชิ าชพี ครเู ปน็ ข้อกำหนดเก่ยี วกบั คุณลักษณะและ
คุณภาพที่พึงประสงค์ที่ต้องการให้เกิดขึ้นในการประกอบวิชาชีพครู โดยผู้ประกอบวิชาชีพจะต้องนำมาตรฐาน
วิชาชีพเป็นหลักเกณฑ์ในประกอบวิชาชีพ คุรุสภาซึ่งเป็นองค์กรวิชาชีพครูตามพระราชบัญญั ติสภาครูและ
บุคลากรทางการศึกษาได้กำหนดไว้ ๓ ด้าน ได้แก่ ๑) มาตรฐานด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ
๒) มาตรฐานด้านการปฏิบัติงาน และ ๓) มาตรฐานด้านการปฏบิ ตั ิตน

สำหรับมาตรฐานด้านการปฏิบัติตน ตามจรรยาบรรณของวิชาชีพทางการศึกษาที่สภาวิชาชีพ
(คุรุสภา) กำหนดซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ ๕ ด้าน ๙ ข้อ ดังนี้ ๑) จรรยาบรรณต่อตนเอง ข้อที่ ๑ ผู้ประกอบ
วิชาชีพทางการศึกษาต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการ
พัฒนาทางวิทยาการเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ ๒) จรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ข้อที่ ๒ ผู้ประกอบ
วชิ าชีพทางการศกึ ษา ตอ้ งรกั ศรทั ธา ซือ่ สัตยส์ จุ รติ รบั ผดิ ชอบตอ่ วชิ าชพี และเป็นสมาชิกท่ีดีขององค์กรวิชาชีพ
๓) จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ข้อที่ ๓ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ
ส่งเสริมใหก้ ำลังใจแก่ศิษย์และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าท่โี ดยเสมอหน้า ข้อที่ ๔ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการ
ศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกดิ การเรยี นรู้ ทกั ษะ และนสิ ยั ทถี่ กู ต้องดีงามแก่ศิษย์และผรู้ ับบริการ ตามบทบาทหน้าท่ี
อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ ข้อที่ ๕ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องประพฤติปฏิบัติตน
เป็นแบบอย่างท่ีดี ทั้งทางกายวาจา และจิตใจ ข้อที่ ๖ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระทำตนเป็น
ปฏิปักษ์ต่อความเจริญ ทางกายสติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ และผู้รับบริการ และข้อที่ ๗
ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับหรือยอมรับ
ผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ ๔) จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ ข้อที่ ๘
ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงช่วยเหลือเก้ือกูลซ่ึงกันและกันอย่างสรา้ งสรรคโ์ ดยยึดมั่นในระบบคุณธรรม
สร้างความสามัคคีในหมู่คณะ และด้านสุดท้าย ๕) จรรยาบรรณต่อสังคม ข้อที่ ๙ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการ
ศึกษา พึงประพฤติปฏิบัติตนเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม
ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี
พระมหากษตั รยิ ท์ รงเป็นประมุข

ในส่วนของความสำคัญของระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือระบบอิเล็กทรอนิกส์
ต่อการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ ทักษะแห่งอนาคตใหม่ในยุคเทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาระบบงานเทคโนโลยี
ให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาเพื่อการเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญลำดับต้น ๆ ที่หน่วยงานทางการศึกษาต้องเร่ง
ดำเนินการพัฒนาระบบงานคอมพิวเตอร์เพื่อการประมวลผลข้อมูลเพื่อเกิดความเชื่อมโยงและคล่องตัวในการ
บริการ ทั้งภายในและภายนอกองค์กร และฐานข้อมูล Big Data ซึ่งถูกยกเป็นภารกิจหลักสำคัญในการ
ขับเคลื่อนองค์กร โดยการริเริ่มระบบการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง (CPD) สร้างเครือข่ายผู้ประกอบวิชาชีพ
ให้เข้มแข็ง ส่งเสริมการจัดทำสื่อต้นแบบผ่านระบบออนไลน์เพื่อการเข้าถึงการเรียนรู้จากครูที่มีคุณภาพ
ดำเนินการรับรองปริญญาตามมาตรฐานวิชาชีพ การรับรองหลักสูตรการพัฒนาครู และการจัดทำระบบการ



สะสมคะแนนเพื่อการต่อใบอนุญาต พัฒนาระบบงานบริการที่ตอบสนองความต้องการของผู้ประกอบวิชาชีพ
และหนว่ ยงานทเี่ ก่ยี วข้องโดยการปรับระบบบริการการข้ึนทะเบียนและการต่อใบอนุญาตผา่ นระบบดจิ ิทัล และ
สื่อออนไลน์ต่าง ๆ จัดระบบการสร้างนวัตกรรมทางการศึกษาของครูและผู้บริหารสถานศึกษา กำกับดูแล
ผู้ประกอบวิชาชีพให้ปฏิบัติตามมาตรฐานและจรรยาบรรณวิชาชีพเป็นที่ยอมรับของสังคม ส่งเสริมการพัฒนา
สมรรถนะของครูด้านภาษาเพื่อการสื่อสารและทักษะการใช้ ICT ยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพ
สนับสนุนกจิ กรรมมูลนธิ ิรางวัลสมเดจ็ เจ้าฟ้ามหาจักรี และการดำเนนิ งานของสถาบันครุ พุ ัฒนา เรง่ รดั การปฏริ ูป
คุรุสภาให้เป็นองค์กรวิชาชีพที่เข้มแข็ง เชื่อมโยงกับทิศทางการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ
ปรับปรุงข้อบังคับระเบียบต่าง ๆ ให้มีความเหมาะสม สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับ
ครูและบุคลากรทางการศึกษา และพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ
ปรับสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาให้เป็น E-office และใช้ระบบ E-service ในภารกิจของคุรุสภา รวมถึงการ
สร้างระบบฐานข้อมูลครู (big data) เพื่อเชื่อมระบบและข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยแนวคิดการนำ
PLC มาเป็นเครอื่ งมือในการพัฒนาครใู นดา้ นตา่ ง ๆ ครุ ุสภาจึงได้พัฒนา PLC มาใช้ในการส่งเสรมิ จรรยาบรรณ
วิชาชีพครู ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งจะสามารถสร้าง
เครือข่ายเชื่อมโยงระหว่าง ผู้ประกอบวิชาชีพให้ตระหนักถึงการประพฤติผิดจรรยาบรรณได้อย่างกว้างขวาง
ครอบคลุมครูในทุกสังกัดและกลุ่มเป้าหมายโดยความร่วมมือของสถาบันการศึกษา ส่งผ่านกิจกรรมด้วยระบบ
อิเล็กทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพต่อการพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือระบบ
อิเล็กทรอนิกส์ สู่ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศ (Ethics in Professional Learning Community: E-PLC)

จากประมวลจรรยาบรรณที่คุรุสภาบังคับใช้เพื่อให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ได้แก่ ครู
ผู้บริหารสถานศึกษา ผู้บริหารการศึกษา และศึกษานิเทศก์ ต้องปฏิบัติตามจรรยาบรรณของวิชาชีพพัฒนา
สู่กระบวนการส่งเสริมให้นิสิต นักศึกษาครู และครูประจำการได้มีโอกาสนำประเด็นการปฏิบัติตนตาม
จรรยาบรรณฯนำมาบูรณาการกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนและมีกระบวนการพัฒนาการ
จัดกิจกรรมด้วยกระบวนการชุมชนการเรียนรู้วิชาชีพ (Professional Learning Community) จะเป็นการ
สร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้แก่นิสิต นักศึกษาครู และครู จากนั้นนำการเรียนรู้ร่วมกันนำเสนอผ่าน
ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นการลดการใช้กระดาษให้น้อยที่สุดและเป็นสร้างทักษะการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศที่สอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ โดยระบบปฏิบัติการพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพครูหรือ
E - PLC มีหลักการที่นำมาบูรณการร่วมกันในการดำเนินการ โดยมีลักษณะที่สำคัญ ๕ ประการ ประกอบด้วย
การสร้างบรรทัดฐานและค่านิยมร่วมกัน (Shared values and norms) การปฏิบัติที่มีเป้าหมายร่วมกัน
คือ การเรียนรู้ของผู้เรียน (Collective focus on students learning) การร่วมมือรวมพลังของสมาชิก
ชุมชนวิชาชีพ (Collaboration) การเปิดรับการชี้แนะการปฏิบัติและการร่วมเรียนรู้ ณ บริบทจริง (Expert
advice and study visit) การสนทนาที่มุ่งสะท้อนผลการปฏิบัติงาน (Reflection dialogue) และใช้การ
ปฏิบัติการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยใช้ Google classroom application ที่มี
บริการอยูใ่ นระบบ Google app for education โดยกระบวนการดังกล่าวดำเนินการเพื่อพฒั นาผู้เตรียมเข้าสู่
วิชาชีพทางการศึกษา และผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาด้านคุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณของ
วิชาชีพ เสมือนเป็นการเตรียมความพร้อมสู่การปฏิบัติวิชาชีพอย่างผู้มีจรรยาบรรณ มุ่งเน้นไปสู่การนำไปใช้
ปฏิบัติในวิถีชีวิตประจำวันได้ เพื่อสร้างประสบการณ์ และมีการบูรณาการหลักจรรยาบรรณวิชาชีพครูสู่การ
ปฏิบัติการสอน โดยยึดการปฏิบัติจริงให้เกิดเป็นตัวอย่างและเกิดเป็นชุมชนการเรียนรู้ร่วมกัน ส่งเสริมการ
ปฏิบัติตามจรรยาบรรณร่วมกัน ทั้งในชั้นเรียนโดยเป็นการดำเนินการร่วมกันแบบดูแลซึ่ง กันและกัน



มีครูประจำการเป็นผูน้ ำและกำกับดูแลเป็นแบบอย่างแห่งชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หลักการ E-PLC มีดังนี้
๑. เป็นกระบวนการบรู ณาการระหวา่ งกระบวนการผลติ ครูและกระบวนการพัฒนาครู ใหส้ ง่ เสริม

สนบั สนนุ ซ่งึ กันและกันอยา่ งกลมกลืน
๒. เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือในการทำงานอย่างเป็นระบบและ

ประหยัดทรัพยากร
๓. ตอบสนองต่อการปฏริ ปู การจัดกิจกรรมการเรียนร้โู ดยใชห้ ้องเรียนเป็นฐาน
๔. สร้างสรรคว์ ัฒนธรรมการทำงานร่วมกนั ระหว่างครูท่ีเปน็ ผู้ประกอบวิชาชีพ กับนิสิต นักศึกษา

ครูทกี่ ำลังจะเข้าส่วู ิชาชพี
๕. เปน็ กระบวนการพัฒนาจรรยาบรรณวชิ าชีพโดยใช้ปฏสิ มั พันธร์ ะหวา่ งมนุษย์กับมนุษย์โดยมี

เทคโนโลยสี ารสนเทศเป็นเคร่ืองมือบันทกึ รอ่ งรอยอยา่ งเปน็ วิทยาศาสตร์
คุรุสภาได้สนับสนุน ส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ

รวมทั้งการส่งเสริม สนับสนุน ยกย่องและผดุงเกียรติผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติ
สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๖ มาตรา ๙(๕) และ (๖) ในฐานะองค์กรวิชาชีพที่มีระบบและ
กลไกในการส่งเสริม สนับสนุน เชื่อมโยง การผลิต การคัดกรองและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชพครูและบุคลากร
ทางการศึกษาทีม่ ีคุณภาพได้มาตรฐานสากล จึงมีการดำเนินกจิ กรรมสง่ เสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้
ทางวิชาชีพเพอื่ พฒั นาจรรยาบรรณวชิ าชีพผา่ นระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ(Ethics in Professional Learning
Community: E-PLC) โดย “ครู” เป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญต่อการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับผู้เรียนและเป็น
ปัจจยั ตัวชีว้ ัดทส่ี ำคัญทจี่ ะทำให้การเรียนรู้ของผู้เรียนมีคุณภาพ การสง่ เสริมให้ครมู โี อกาสทบทวนการประพฤติ
ปฏิบตั ิตนตามจรรยาบรรณของวชิ าชีพจะส่งผลสะท้อนกลับไปยงั ผ้เู รียน ซ่งึ จะเป็นการชว่ ยยกระดับภาพลักษณ์
วิชาชพี ครูวา่ ยังเป็นวชิ าชพี ทีค่ วรเคารพ ยกยอ่ ง นบั ถอื นอกจากนี้ นักศึกษาครูท่ีมีคุณภาพย่อมเป็นหลักประกัน
ที่มั่นใจได้วา่ ประเทศจะมีคนที่กำลังจะเขา้ สู่วชิ าชพี ครูทีเ่ ป็นคณุ ภาพประกอบด้วย ความรู้ ความสามารถ และ
จติ วิญญาณความเปน็ ครูอันจะสง่ ผลตอ่ การพัฒนาเยาวชนไทยใหเ้ ปน็ คนไทยทมี่ คี ุณภาพ

ดังนั้น แนวคิดการพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นครูที่สำนักงานคุรุสภาดำเนินการในครั้งนี้จึงอยู่
บนฐานคิด “การเรียนรู้จากตัวแบบโดยมีครูพี่เลี้ยงเป็นแบบอย่างที่ดี” โดยเฉพาะนักศึกษาครูที่ต้องออกไป
ฝึกประสบการณ์วิชาชีพในโรงเรียน ซึ่งการฝึกประสบการณ์วิชาชีพตลอดระยะเวลา ๑ ปีนั้นนับเป็นโอกาสดี
ทค่ี รปู ระจำการท่ีเปน็ ครูท่ีมีประสบการณ์และพร้อมจะเป็น “ครพู ีเ่ ล้ยี ง” ของนกั ศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
หรอื แม้กระทงั่ ครผู ้ชู ่วยทก่ี ำลงั ปฏบิ ัติการสอนอยู่ในสถานศกึ ษาก็จะไดเ้ รียนรู้จากครตู ้นแบบหรือครูพ่ีเล้ียงที่เป็น
แบบอย่างของครูที่ดีอีกดว้ ย นอกจากนั้นยังมี “อาจารย์นิเทศก์” จากวิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย ที่จะต้องเดินทาง
ไปสังเกตการสอนของลูกศิษย์ในห้องเรยี นจริงท่ีโรงเรียน ดงั นน้ั การทํางานรว่ มกนั ระหว่าง ครูผู้ช่วย ครูพี่เลี้ยง
อาจารยน์ ิเทศก์ นกั ศึกษาครู ผบู้ รหิ ารโรงเรียน และคนอืน่ ๆ ท่เี ก่ียวขอ้ ง คณะศกึ ษาศาสตรแ์ ละศิลปศาสตร์
วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย ตระหนักถึงความสำคัญดังกลา่ ว จึงได้นํากระบวนการชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชีพ
มาเป็นกระบวนการในการทํางานร่วมกนั โดยมีเป้าหมายการพฒั นาท้ังทักษะการจัดการเรียนการสอนและการ
ประพฤติปฏิบัติตนตามจรรยาบรรณของวชิ าชพี ครูโดยมีการเรยี นรูจ้ ากครูพีเ่ ลี้ยงและอาจารย์นเิ ทศก์ ที่จะต้อง
ปฏิบัติตนและสะท้อนภาพออกมาให้เห็นเป็นแบบอย่างที่ดี (Role model) แก่นักศึกษาครูที่ฝึกประสบการณ์
วิชาชีพและครูผู้ช่วยที่กําลังปฏิบัติการสอนอยู่ รวมเป็นทีมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ด้วยเหตุน้ีคณะ
ศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย จึงได้ดำเนินการวิจัยและพัฒนาเรื่อง การพัฒนา
รูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่าน
ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศของนักศึกษาหลกั สูตรประกาศนียบตั รบัณฑิตวชิ าชพี ครู วิทยาลยั บัณฑิตเอเซีย
ภายใต้แนวคิดของสำนักงานคุรุสภา โดยมุ่งหมายว่าจะเป็นกิจกรรมสาคัญที่จะช่วยเสริมสร้างและพัฒนา



จรรยาบรรณของวิชาชีพครูให้เกิดขึ้นกับครูพี่เลี้ยงที่เป็นครูประจําการอยู่แล้วหรือครูผู้ช่วยที่กําลังปฏิบัติการ
สอนอยู่ และจะมผี ลสะท้อนไปถึงนกั ศึกษาครทู ปี่ ระสงคจ์ ะเป็นผปู้ ระกอบวิชาชีพครตู ่อไปในอนาคต

๑.๒ วตั ถปุ ระสงค์
๑.๒.๑ เพื่อพัฒนานักศึกษาครูที่ฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาด้าน

คุณธรรมจริยธรรมและจรรยาบรรณ ของวิชาชีพครู มุ่งเน้นไปสู่การนําไปใช้ปฏิบัติในวิถีชีวิตประจีา
วนั ได้อย่างเปน็ รูปธรรม

๑.๒.๒ เพือ่ พัฒนาความรู้ ความเข้าใจในจรรยาบรรณของวชิ าชีพครขู องนักศึกษาครูท่ีฝกึ
ประสบการณว์ ชิ าชีพ ผ่านกระบวนการชุมชนแหง่ การเรยี นรทู้ างวิชาชพี ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ

๑.๒.๓ เพื่อสร้างประสบการณ์การบูรณาการหลักจรรยาบรรณของวิชาชีพครูสู่การปฏิบัติการสอน
ในชั้นเรียนของผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครูโดยมีครูประจําการเป็นผู้นําและ กํากับดูแลเป็นแบบอย่าง

๑.๒.๔ เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้
เพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตร
บณั ฑิตวชิ าชีพครู วทิ ยาลยั บัณฑิตเอเชีย

๑.๓ ขอบเขตการวจิ ัย

๑.๓.๑ ขอบเขตดา้ นกลุ่มเป้าหมาย

กลมุ่ เปา้ หมายแบง่ ออกเป็น ๒ กลมุ่ ประกอบด้วย

๑) กลุ่มผ้ปู ระกอบวิชาชพี ทางการศกึ ษา

๑.๑ ครผู ชู้ ่วย จำนวน ๓๒ คน

๑.๒ ครูพเี่ ลยี้ ง จำนวน ๑๗๐ คน

๑.๓ ผู้บริหารสถานศึกษา (ในสถานศึกษาที่เป็นโรงเรียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หรือสถานศึกษา

ที่ครผู ้ชู ว่ ยปฏิบตั กิ ารสอน) จำนวน ๑๓๓ คน

๑.๔ ศึกษานเิ ทศก์ จำนวน ๙๕ คน

๒) กลุ่มผ้เู ตรยี มเข้าสู่วชิ าชีพครู หมายถึง นกั ศกึ ษาครูทก่ี ําลงั ฝึกประสบการณว์ ชิ าชพี หลักสตู ร

ประกาศนียบตั รบณั ฑติ วชิ าชีพครู วทิ ยาลัยบัณฑิตเอเซีย รุน่ ที่ ๘ จำนวน ๑๘๐ คน

๑.๓.๒ ขอบเขตด้านเนอ้ื หา (ระบใุ นนยิ ามศัพท์เฉพาะ)

๑.๓.๓ ขอบเขตด้านระยะเวลา

เดอื น พฤษภาคม ๒๕๖๕ ถงึ ตลุ าคม ๒๕๖๕ รวมระยะเวลา ๖ เดือน

๔. นยิ ามศัพท์เฉพาะ
๑.๔.๑ หลักการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community :

PLC) โดยคณะกรรมการพัฒนาเครือข่ายวิชาชีพ สํานักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้กําหนดลักษณะที่สําคัญของ
ชุมชน แหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชีพ มี ๕ ประการ คอื

(๑) การสร้างบรรทัดฐานและคา่ นิยมรว่ มกนั (Shared values and norms)
(๒) การปฏิบัติที่มีเป้าหมายร่วมกัน คือ การเรียนรู้ของผู้เรียน (Collective focus on
students learning)
(๓) การร่วมมอื รวมพลงั ของสมาชิกชมุ ชนวิชาชพี (Collaboration)



(๔) การเปดิ รับการชแ้ี นะการปฏบิ ตั งิ าน (Expert advice and study visit)
(๕) การสนทนาทีม่ ุง่ สะท้อนผลการปฏบิ ตั ิงาน (Reflection dialogue)
๑.๔.๒ การพัฒนารูปแบบ หมายถงึ กระบวนการพฒั นารูปแบบการจัดกิจกรรมสง่ เสริมกระบวนการ
ชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพ่อื พฒั นาจรรยาบรรณวชิ าชีพครูผ่านระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศของนักศึกษาหลักสูตร
ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลยั บณั ฑติ เอเชีย โดยมวี งรอบปฏิบัตแิ บง่ เป็น ๓ วงรอบ และมีกิจกรรม
ดังนี้
๑. การประชุมเชิงปฏิบตั ิการ
๒. การประชุมเสวนา
๓. การสง่ เสริมคุณธรรมจรยิ ธรรม และจรรยาบรรณวชิ าชีพครู
๔. ได้ model รูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนา
จรรยาบรรณวชิ าชพี ครผู ่านระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศของนกั ศกึ ษาหลกั สูตรประกาศนียบตั รบัณฑิตวชิ าชีพครู
๑.๔.๓ กระบวนการชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชีพ หมายถึง ขั้นตอนการพัฒนาการจัดกิจกรรม
การเรยี นการสอนเพ่ือแกป้ ัญหาในช้ันเรียน มขี ั้นตอน ดังนี้
๑) การสรา้ งแผนการดำเนินงาน
นักศึกษา คือ ผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู มีบทบาทเป็น “ครูผู้สอน (Model Teacher)”
ซึ่งเป็นเจ้าของทีมต้องปรึกษาหารือกันกับสมาชิกภายในทีม E-PLC “โดยเฉพาะอาจารย์นิเทศก์ และครู
พี่เลี้ยง” เพื่อร่วมวางแผนการดำเนินงานในกระบวนการต่าง ๆ ให้ครบ ๓ วงรอบ และส่งชิ้นงานในระบบ
ออนไลน์ จำนวน ๕ ชิ้นงาน ภายในระยะเวลาดำเนินการโครงการ แผนการดำเนินงานน้สี รา้ งเพียงครงั้ เดียว
๒) การสร้างทมี E-PLC จำนวน ๕-๗ คน ประกอบดว้ ยสมาชกิ ดังน้ี

๑. ครูผู้สอน (Model Teacher) จำนวน ๑ คน คือ ผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู หลักสูตร
ประกาศนียบตั รบัณฑติ วชิ าชพี ครู

๒. ครเู พือ่ นรว่ มเรียนรู้ (Buddy Teacher) จำนวน ๑ – ๒ คน ประกอบด้วย
๒.๑ ผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู (นักศึกษาครูที่ปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา อาจจะเป็น

เพ่อื นสถาบนั เดยี วกัน หรือต่างสถาบนั ) หรือ
๒.๒ ครูผู้ชว่ ย

๓. ครพู เี่ ลีย้ ง (Mentor) จำนวน ๑ คน
๔. ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา (Administrator) จำนวน ๑- ๒ คน อาจจะเป็นหัวหน้าระดับช้ัน
หรอื หวั หนา้ กลุ่มสาระ หรือครอู าวโุ ส หรอื ผูอ้ านวยการ หรือรองผู้อานวยการ
๕. ผู้เชย่ี วชาญ (Expert) จำนวน ๒ – ๓ คน ประกอบด้วย

๕.๑ อาจารย์นิเทศก์ จากสถาบันอุดมศกึ ษา จำนวน ๑ – ๒ คน
๕.๒ ศกึ ษานเิ ทศก์ จำนวน ๑ คน
๖. ครผู ู้สร้างแรงบันดาลใจ (Inspirator) จำนวน ๑ คน หมายถงึ ครูผเู้ คยไดร้ บั รางวัลของ
คุรุสภา หรอื ครตู น้ แบบ หรอื ครูผไู้ ด้รับรางวัลจากหน่วยงานอื่น ๆ
๓) การดําเนินงาน E-PLC ๓ วงรอบ หมายถงึ
การดาํ เนินงาน วงรอบท่ี ๑ ประกอบดว้ ย ๔ ข้นั ตอน ดงั น้ี
(๑) วิเคราะหช์ ้ินงานนกั เรยี น
(๒) การออกแบบแผนการจดั การเรียนรู้
(๓) การเปิดช้ันเรียน
(๔) การประชมุ สะท้อนคิดหลงั เปิดชั้นเรยี น



การดำเนินงาน E-PLC วงรอบที่ ๒ และวงรอบที่ ๓ หมายถึง การดําเนินงาน E-PLC ในวงรอบ
ที่ ๒ และวงรอบที่ ๓ โดยให้นักศึกษาในฐานะ“ครูผู้สอน (Model Teacher)” กระทําซ้ำ ในลักษณะเดิมโดย
นําความคิดเห็นที่ได้จากสมาชิกในทีม มาเป็นข้อมูลในการออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้รอบใหม่ (ใช้ปัญหา
เดิม) แล้วดําเนินการเปิดชั้นเรียน และมีการสะท้อนผลโดยจะดําเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นวงรอบที่ ๒ และ
วงรอบท่ี ๓ ของการปฏบิ ตั กิ ารด้วยกระบวนการชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชพี (๓ Cycles of PLC)

การสรุปงาน ทัง้ ๓ วงรอบ
หลังจากดําเนินงาน E-PLC ครบทั้ง ๓ วงรอบ เรียบร้อยแล้ว ให้นักศึกษาในฐานะ “ครูผู้สอน
(Model Teacher)” สรุปงานท้งั ๓ วงรอบ โดยสรปุ ประเดน็ ดังต่อไปนี้
๑. ปญั หา/ประเด็นเปา้ หมายทจ่ี ะพฒั นานกั เรยี น ๑ เร่ือง คอื อะไร
๒. แผนการจัดการเรียนรู้ทั้ง ๓ แผน มีความเหมือนกันและแตกต่างกันอย่างไร และแผนการ
จดั การ เรยี นรอู้ ันไหนดที ี่สดุ
๓. แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practice) หรือตัวอย่างที่ดี (Good Sample) ที่ได้จากการ
จัดการเรยี นรู้ เพ่อื พฒั นานกั เรียนคืออะไรบ้าง
๔. การดาํ เนนิ งาน E-PLC ของครผู ้สู อน (Model Teacher) ทงั้ ๓ วงรอบ สง่ ผลให้ครูเกดิ ความ
ตระหนัก ในการประพฤตปิ ฏบิ ตั ติ นตามจรรยาบรรณของวชิ าชพี ครูอยา่ งไรบา้ ง
กรณที ี่มีศกึ ษานเิ ทศก์ และครูตน้ แบบหรอื ครผู ูท้ ี่ไดร้ ับรางวัลตา่ ง ๆ เขา้ รว่ มกิจกรรม
๑.๔.๔ หลักการสะท้อนคิด (Reflection Dialogue) หมายถึง การมุ่งเน้นให้สะท้อนคิดอย่าง
สุนทรียะด้วยความเป็นกัลยาณมิตรโดยเริ่มจากครูผู้สอน (Model Teacher) ก่อนเป็นลําดับแรก ร่วมกับครู
เพื่อนร่วมเรียนรู้ (Buddy Teacher) ครูพี่เลี้ยง (Mentor) ผู้บริหารสถานศึกษา (Administrator)
ผูเ้ ชีย่ วชาญ (Expert) และครูผู้สร้างแรงบันดาลใจ (Inspirator)
๑.๔.๕ จรรยาบรรณวิชาชีพครู หมายถงึ จรรยาบรรณของวชิ าชีพทางการศึกษาทสี่ ภาวิชาชพี
ตามขอ้ บงั คบั ครุ สุ ภาวา่ ด้วยจรรยาบรรณ ของวิชาชพี พ.ศ. ๒๕๕๖

๑) จรรยาบรรณต่อตนเอง ผู้ประกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ตอ้ งมีวินยั ในตนเอง พัฒนาตนเอง
ด้านวชิ าชีพ บคุ ลิกภาพ และวสิ ัยทัศน์ ให้ทนั ต่อการพฒั นาทางวทิ ยาการ เศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งอยู่เสมอ

๒) จรรยาบรรณต่อวชิ าชีพ ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ตอ้ งรกั ศรัทธา ซ่ือสตั ยส์ ุจรติ
รับผดิ ชอบต่อวิชาชพี และเปน็ สมาชกิ ท่ดี ขี ององคก์ รวิชาชีพ

๓) จรรยาบรรณต่อผู้รบั บรกิ าร
(๑) ผ้ปู ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตอ้ งรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริม ให้

กาํ ลังใจแกศ่ ษิ ย์และผู้รับบริการ ตามบทบาทหนา้ ทีโ่ ดยเสมอหนา้
(๒) ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ตอ้ งสง่ เสริมใหเ้ กดิ การเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยที่

ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์ และผรู้ บั บรกิ าร ตามบทบาทหน้าทอี่ ย่างเต็มความสามารถ ดว้ ยความบริสุทธิ์ใจ
(๓) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ตอ้ งประพฤตปิ ฏิบตั ติ นเป็นแบบอยา่ งที่ดี ทัง้ ทางกาย

วาจา และจิตใจ
(๔) ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา ตอ้ งไมก่ ระทาํ ตนเป็นปฏิปักษต์ ่อความเจริญ ทางกาย

สติปญั ญา จติ ใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ และผ้รู บั บริการ
(๕) ผปู้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการดว้ ยความจรงิ ใจและเสมอภาค โดยไม่

เรยี กรบั หรอื ยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตําแหน่งหน้าทโ่ี ดยมชิ อบ
๔) จรรยาบรรณตอ่ ผ้รู ว่ มประกอบวิชาชีพ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศกึ ษา พงึ ชว่ ยเหลือ

เกอ้ื กลู ซึง่ กนั และกันอยา่ งสร้างสรรค์ โดยยึดมน่ั ในระบบคุณธรรม สร้างความสามคั คีในหมู่คณะ



๕) จรรยาบรรณตอ่ สงั คม ผ้ปู ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา พึงประพฤติ
๑.๔.๖ การปฏิบัติการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง การปฏิบัติการผ่านระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารโดยใชก้ ระบวนการดำเนินงาน E-PLC in Action ในระบบออนไลน์ของคุรุ
สภา โดยบริษัท วิสดอมไวด์ จำกดั เป็นผู้จดั ทำแพลตฟอร์มออนไลน์ TrainFlix และสร้างบทเรยี นออนไลน์เพื่อ
พัฒนาจรรยาบรรณวชิ าชีพครู และการจดั รายงานความกา้ วหนา้ ในระบบอนไลน์ มหี ลักเกณฑ์ ดังนี้

๑) เป็นกระบวนการบูรณาการระหว่างกระบวนการผลิตและพัฒนาครู ให้ส่งเสริมสนับสนุนซ่ึง
กนั และกัน

๒) เป็นการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือในการทำงานอย่างเป็นระบบและ
ประหยดั ทรพั ยากร

๓) การปฏริ ปู การจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยใช้หอ้ งเรียนเปน็ ฐาน
๔) สร้างสรรค์วัฒนธรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้
๕) เป็นกระบวนการพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพโดยใช้หลักปฏิสัมพันธ์โดยมีเทคโนโลยี
สารสนเทศเปน็ เครอื่ งมือบนั ทกึ อยา่ งเป็นระบบ
๑.๔.๗ กิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพครู
ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยบัณฑิต
เอเซีย หมายถึง การดำเนินกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนา
จรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ethics in Professional Learning Community: E-
PLC) ของนักศกึ ษาประกาศนียบัตรบัณฑิตวชิ าชพี ครู วทิ ยาลัยบณั ฑติ เอเซยี โดยแบ่งเปน็ ๒ ลกั ษณะ ดงั นี้
๑) การศึกษาบทเรียนจรรยาบรรณวิชาชีพออนไลนคุรุสภา อย่างน้อย ๓ บทเรียน
จากทั้งหมด ๙ บทเรยี น โดยมีอาจารยน์ ิเทศก์เปน็ ผ้กู ำกับดแู ลการจดั การเรียนรู้
๒) การพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
๓ วงรอบ โดยคณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย พัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่าน
กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยให้นักศึกษาผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู เป็น “ครูผู้สอน”
(Model Teacher) ปรึกษาหารือกันกับสมาชิกภายในทีม E-PLC ของแต่ละคน แต่ละโรงเรียน โดยมีสมาชิก
E-PLC โดยเฉพาะอาจารย์นิเทศก์และครูพี่เลี้ยงรว่ มกันวางแผนการดำเนินงานพัฒนาผู้เรียนในด้านทักษะต่าง ๆ
ตามธรรมชาติวิชา โดยใช้รูปแบบการวิจัยเป็นฐานในการพัฒนาในกระบวนการต่าง ๆ ให้ครบ ๓ วงรอบ และ
ส่งชิ้นงานในระบบออนไลน์ จำนวน ๕ ชิ้นงาน ตามขั้นตอนการดำเนินงานใน E-PLC in Action ตามที่คุรุสภา
กำหนด
๑.๔.๘ ประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ
เพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ethics in Professional Learning
Community: E-PLC) หมายถึง ผู้บริหาร ครู นักเรียน และนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบณั ฑิตวชิ าชีพ
ครูไดร้ บั การพฒั นาและได้แนวทางรูปแบบการจดั กจิ กรรมสง่ เสริมกระบวนการชมุ ชนแห่งการเรยี นรู้ เพ่อื พัฒนา
จรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ สู่การปฏิบัติวิชาชีพอย่างผู้มีจรรยาบรรณ มุ่งเน้นการ
นำไปปฏิบัตจิ รงิ สรา้ งประสบการณก์ ารบูรณาการสูก่ ารเรยี นการสอนด้วยหลักการเรยี นรู้ทางวิชาชีพเพ่ือพัฒนา
จรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (Ethics in Professional Learning Community:
E-PLC)



๑.๔.๙ การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนา
จรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต
วชิ าชพี ครู วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย หมายถึง การการพฒั นารูปแบบการจัดกิจกรรมสง่ เสริมกระบวนการชุมชน
แห่งการเรียน เพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศึกษาหลักสูตร
ประกาศนียบตั รบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยบณั ฑติ เอเชีย โดยมีวงรอบปฏบิ ตั ิแบง่ เป็น ๓ วงรอบ และมีกิจกรรม
ดงั นี้

๑. การประชุมเชงิ ปฏิบัตกิ าร
๒. การประชมุ เสวนา
๓. การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และจรรยาบรรณวชิ าชีพครู
๔. ได้ model รูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนา
จรรยาบรรณวชิ าชีพครูผา่ นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของนักศกึ ษาหลักสตู รประกาศนยี บตั ร
๑.๔.๑๐ กระบวนการนิเทศแบบร่วมมือโดยใช้การสะท้อนคิดของชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ
หมายถึง การนิเทศแบบ ร่วมมือโดยใช้การสะท้อนคิดของชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ เป็น
การนิเทศที่ใช้กระบวนการทำงานร่วมกัน อย่างต่อเนื่องของครูและนักการศึกษาในวงจรของการร่วมกันตั้ง
คำถาม และการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยส่งเสริมให้ครูคิดวิเคราะห์ด้วยหลักการและเหตุผล รวมท้ั งการ
ทบทวนและสะท้อนการทำงานของตน (Reflective Practice) เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้จาก
ประสบการณ์ เกิดความคิดและมุมมอง ใหม่ ๆ และหากลวิธีในการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น ส่งผลให้ครูสามารถ
ปรับปรุงการปฏิบัติงานของตนเองเพื่อให้ ผู้เรียนบรรลุผลการเรียนรู้ที่ดขี ึ้น ประกอบด้วยการสนทนาเพื่อสะท้อน
คิดเกีย่ วกบั การปฏิบัตกิ ารสอนเปน็ ๓ ระยะ ดังน้ี
ระยะที่ ๑ การสนทนาเก่ียวกับการวางแผนจดั การเรียนรู้ (Planning Conversation)
หมายถึง ขน้ั ตอนท่ีผนู้ เิ ทศสนับสนนุ ใหค้ รูไดร้ ะบุเปา้ หมายการเรียนรู้ และอธิบายหรือสาธิตเกี่ยวกับสิ่ง
ที่จะสอน โดยผู้นิเทศใช้คาถามนาเพื่อให้ครูได้ไตร่ตรองเกี่ยวกับการสอนของตนเองก่อนที่จะนำไปปฏิบัติการสอนใน
ชั้นเรียน ผู้นิเทศก์จำเป็นต้องช่วยให้ครูเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้เกี่ยวกับเป้าหมายในการสอนของตนเอง
นอกจากนี้ผู้นิเทศก์ต้องส่งเสริมให้ครูได้เห็นความ เชื่อมโยงระหว่างพฤติกรรมการสอน พฤติกรรมของผู้เรียนที่
คาดหวัง จุดมุ่งหมายของบทเรียน และผลการเรียนรู้ที่ต้องการการดาเนินการสนทนาเกี่ยวกับการวางแผนจัดการ
เรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ โดย การทําความเข้าใจเกี่ยวกับเป้าหมายการเรียนรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้
การระบุเนื้อหาสาระและวิธีการทีจะสอน การกำหนดกระบวนการ กิจกรรมและสื่อการเรียนการสอน
การกําหนดหลักฐานการเรียนรู้วิธีการวัดและประเมินผล การระบุประเภทของข้อมูลที่จะใช้สาหรับการสะท้อนคิด
เกีย่ วกับการปฏบิ ัติการสอน และการทดลองใช้แผนการจดั การเรียนรกู้ อ่ นการนาไปใช้สอนในชัน้ เรียน
ระยะที่ ๒ การสังเกตและการรวบรวมข้อมูลสาหรับการนิเทศ (Coaching Observation and
Data Gathering)
หมายถึง การสังเกตและการรวบข้อมลู เพื่อนำไปใช้ในการนเิ ทศเป็นขั้นตอนที่ผู้นิเทศทำการสังเกตการ
สอนในชั้นเรียนของครูและรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ครูนาไปใช้ในการสะท้อนคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติการสอนของตนเอง
ข้อมูลสำหรับการนเิ ทศ จะต้องเป็นข้อมลู ทีใ่ ช้สาหรับการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทักษะที่ต้องการ และเปน็
ข้อมลู เพอ่ื การปรบั ปรงุ การปฏิบัติงาน การนเิ ทศ ๒ วธิ ี ดงั น้ี
๑. การบันทึกวาจาของครูและผู้เรียนตามที่ต้องการ (Selective Verbatim) หมายถึง ครูและ
ผู้นิเทศก์ตกลงร่วมกันก่อนว่า ครูต้องการข้อมูลเกี่ยวกับคำพูดของครูและผู้เรียนในเรื่องใดบ้าง และเทคนิคนี้จะมี
ประโยชน์อย่างยิ่งในกรณีที่ครูต้องการทบทวน ไตร่ตรองเกี่ยวกับการใช้คาถามของตนเอง ระดับการคิดของ ผู้เรียน
หรือสงั เกตปรมิ าณการพูดของครูในชั้นเรยี นว่ามีมากน้อยเพียงใด

๑๐

๒. การบันทึกเสียงหรือบันทึกวีดิทัศน์ (Audio or Video Recording) หมายถึง การบันทึก
ส่ิงทเ่ี กิดข้ึนทั้งหมดในช้นั เรียน การบนั ทกึ เหตุการณ์บางส่วน หรือบนั ทึกเฉพาะประเด็นที่ครูต้องการทราบหรือ
สนใจเก่ียวกับการปฏบิ ตั ิการสอนของตน เช่น การปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งครกู ับผู้เรยี น พฤตกิ รรมของผ้เู รยี น

๓. การสนทนาเพื่อสะท้อนคิด (Reflecting Conversation) หมายถึง การสะท้อนคิด
เกี่ยวกับสิ่งที่ได้ปฏิบัติไปแล้วและเป็นการเริ่มการ สนทนาเกี่ยวกับการวางแผนการจัดการเรียนรู้สาหรับคร้ัง
ตอ่ ไป ผู้นเิ ทศก์สนบั สนนุ ใหก้ ารสนทนามบี รรยากาศท่ีผ่อนคลาย และจัดเตรยี มขอ้ มลู ท่ีได้จากการสังเกตเพื่อให้
ครูนำมาใช้ในการวิเคราะห์และเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติการสอนของตนเองในการสนทนาเพื่อสะท้อนคดิ
ใช้คำถามเพื่อกระตุ้นให้ครู ได้ไตร่ตรองเกี่ยวกับการสอนของตน ให้ครูทบทวนและทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดข้ึน
วิเคราะหส์ าเหตุของสิง่ ตา่ ง ๆ ทเ่ี กดิ ข้นึ และพิจารณาว่าจะนำข้อมลู ท่ีสังเกตได้ไปใช้อย่างไร และสนบั สนุนให้ครู
ใช้กลวิธีต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ครูได้สะท้อนคิดเกี่ยวกบั การสอนของตนเอง ให้ครูสรุปและสะท้อนสิง่ ที่เกิดขึ้นขณะ
สอน บอกวิธีการประเมินผล เปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นกับสิง่ ทีว่ างแผนไว้ ระบุผลกระทบของพฤติกรรม
การสอนที่ มตี ่อการเรยี นรู้ของผเู้ รยี น บอกสิ่งที่จะนาไปใช้ในการวางแผนการจัดการเรียนรู้ในครั้งต่อไป

ระยะท่ี ๓ สรปุ รายงานผลการดำเนินงาน PLC หมายถงึ การสรปุ รายงานผลการดำเนินงาน
PLC และร่วมกันแลกเปลย่ี นเรยี นรู้

๑.๔.๑๑ รูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนา
จรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หมายถึง ระบบปฏิบัติการพัฒนาจรรยาบรรณ
วชิ าชีพครู มหี ลักการทน่ี ำมาบรู ณาการร่วมกนั ในการดำเนนิ การ ดังน้ี

๑) กรอบจรรยาบรรณวชิ าชีพครู จะเน้นที่ประเด็นการเสริมสร้างวินยั ในตนเองของครู และนักศึกษา
ครู รวมถึงการคำนงึ ถงึ การสง่ มอบบริการทีด่ ที ส่ี ดุ ให้แกล่ กู ศษิ ย์ คือ การอบรม ให้ความรลู้ กู ศิษยด์ ว้ ยจติ ใจท่เี ปย่ี มดว้ ย
ความรัก ความเมตตา อดทนที่จะอธบิ ายให้ลกู ศิษย์ทอี่ าจจะมีความสามารถในการเรยี นรู้ท่ีแตกต่างกัน

๒) หลักการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวชิ าชพี โดยมีลักษณะทสี่ ำคัญ ๕ ประการ ดงั น้ี
๒.๑ การสรา้ งบรรทัดฐานและคา่ นิยมรว่ มกนั (Shared values and norms)
๒.๒ การปฏบิ ตั ทิ ่ีมเี ป้าหมายร่วมกัน คือ การเรียนรขู้ องผู้เรียน (Collective focus on

students learning)
๒.๓ การร่วมมือรวมพลงั ของสมาชกิ ชุมชนวิชาชีพ (Collaboration)
๒.๔ การเปดิ รับการชแี้ นะการปฏิบัติ และการร่วมเรียนรู้ ณ บริบทจรงิ (Expert advice

and study visit)
๒.๕ การสนทนาทมี่ ุง่ สะท้อนผลการปฏิบตั งิ าน (Reflection dialogue)

๓) การดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานใน E-PLC in Action ในระบบออนไลน์และ
การส่งงาน ๕ ชิ้น ในระบบออนไลน์ ดังน้ี

๓.๑ การสร้างแผนการดำเนินงานและการสร้างทีม E-PLC
(๑) การสร้างแผนการดำเนินงาน
(๒) การสร้างทมี E-PLC

๓.๒ การดำเนินงาน E-PLC วงรอบที่ ๑
(๑) วิเคราะห์ชน้ิ งานนกั เรียน (กำหนด ๑ ปญั หา)
(๒) ออกแบบแผนการจดั การเรยี นรู้
(๓) เปดิ ช้ันเรียน
(๔) ประชุมสะทอ้ นคิดหลังเปดิ ชั้นเรยี น

๑๑

๓.๓ การดำเนินงาน E-PLC วงรอบท่ี ๒
(๑) วิเคราะหช์ ิ้นงานนกั เรียน (กำหนด ๑ ปญั หา)
(๒) ออกแบบแผนการจดั การเรยี นรู้
(๓) เปิดชัน้ เรยี น
(๔) ประชุมสะทอ้ นคิดหลังเปิดชั้นเรียน (บันทกึ การประชมุ สรุปงาน)

๓.๔ การดำเนินงาน E-PLC วงรอบที่ ๓
(๑) วิเคราะห์ช้ินงานนักเรียน (กำหนด ๑ ปญั หา)
(๒) ออกแบบแผนการจดั การเรยี นรู้
(๓) เปดิ ชน้ั เรียน
(๔) ประชุมสะท้อนคดิ หลังเปดิ ชัน้ เรียน (บนั ทึกการประชมุ สรุปงาน)

๓.๕ การสรุปงาน ทั้ง ๓ วงรอบ

๑.๕. ประโยชนท์ ่ีคาดว่าจะได้รบั
๑.๕.๑ นักศึกษาครูที่กําลังฝึกประสบการณ์วิชาชีพหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู

วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย และผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้รับการพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริม
กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านคุณธรรม
จริยธรรมและจรรยาบรรณ ของวชิ าชพี ครู มุ่งเน้นไปส่กู ารนําไปใชป้ ฏิบัติในวถิ ีชวี ิตประจําวันไดอ้ ยา่ งเปน็ รปู ธรรม

๑.๕.๒ นักศึกษาครูที่กําลังฝึกประสบการณ์วิชาชีพหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู
วิทยาลัยบณั ฑติ เอเซีย และผูป้ ระกอบวิชาชีพทางการศึกษาได้รับการพัฒนาความรู้ ความเข้าใจในจรรยาบรรณ
ของวชิ าชีพครขู องนักศึกษาครูที่ฝึกประสบการณ์วชิ าชพี ผา่ นกระบวนการชุมชนแหง่ การเรยี นรู้ทางวิชาชีพด้วย
ระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ

๑.๕.๓ นักศึกษาครูที่กําลังฝึกประสบการณ์วิชาชีพหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู
วิทยาลัยบัณฑติ เอเซีย และผ้ปู ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษาได้รับประสบการณ์การบูรณาการหลักจรรยาบรรณ
ของวิชาชีพครูสู่การปฏิบัติการสอนในชั้นเรียนของผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู โดยมีครูประจําการเป็นผู้นําและ
กํากับดแู ลเป็นแบบอยา่ ง

๑๒

บทที่ ๒
เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกยี่ วขอ้ ง

ในการดำเนินการวิจัยและพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมส่งสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้
ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศร่วมกับกระบวนการ
ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูของนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย
มเี อกสารและงานวิจยั ท่ีเกี่ยวข้อง ดังน้ี

๑. ความสําคัญของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาตาม
รฐั ธรรมนญู แห่งราชอาณาจกั รไทย พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐

๒. จิตวญิ ญาณความเป็นครู
๓. อาํ นาจหน้าที่ครุ ุสภาตามพระราชบัญญตั สิ ภาครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖
๔. แนวคดิ เกีย่ วกบั ชุมชนการเรยี นรทู้ างวิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC)
๕. องค์ประกอบของชุมชนการเรียนรทู้ างวชิ าชพี ในบริบทสถานศึกษา
๖. การนํากระบวนการ PLC ไปส่กู ารปฏิบัตใิ นสถานศกึ ษา
๗. การบูรณาการหลกั การทส่ี ําคญั รว่ มกัน ๓ ประการ ในโครงการ E-PLC
๘. การนิเทศแบบรว่ มมอื โดยใช้การสะทอ้ นคิดของชุมชนการเรียนรแู้ ห่งวิชาชพี
๙. กระบวนการนเิ ทศแบบร่วมมอื โดยใชก้ ารสะท้อนคดิ ของชมุ ชนแหง่ การเรียนร้วู ชิ าชีพ
๑๐. รูปแบบการจัดกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาจรรยาบรรณ
วิชาชพี ครผู า่ นระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
๑๑. งานวิจยั ทีเ่ ก่ยี วขอ้ ง
๑๒. กรอบแนวคดิ การวจิ ยั

๒.๑ ความสําคัญของครูและบุคลากรทางการศึกษาในการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ตามรัฐธรรมนูญ
แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐

มาตรา ๒๕๕๘ ข้อ จ. ด้านการศึกษา (๓) “ให้มีกลไก และระบบ การผลิต คัดกรอง และพัฒนา
ผปู้ ระกอบวิชาชพี ครแู ละอาจารย์ให้ไดผ้ มู้ จี ิตวิญญาณ ของความเป็นครู มคี วามรู้ ความสามารถอย่างแท้จรงิ ”

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ มาตรา ๒๕๘ ได้ให้ความสําคัญแก่ครู และ
บุคลากรทางการศึกษา ในการดําเนินการปฏิรูปประเทศ ข้อ จ. ด้านการศึกษา (๓) ว่า “ให้มีกลไกและระบบ
การผลิตคัดกรอง และพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและอาจารย์ ให้ได้ผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู มีความรู้
ความสามารถอย่างแท้จริง..” ครูที่ดีจึงจําเป็นต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครู จึงจะสามารถอบรมสั่งสอน
ศิษย์ ให้เป็นคนดีได้ ซึ่งจําเป็นต้องได้รับการปลูกฝัง ส่งเสริม และพัฒนาจิตวิญญาณของความเป็นครู ตั้งแต่
กระบวนการผลิต การเขา้ สูว่ ิชาชพี และระหว่างประกอบวชิ าชีพทางการศึกษาอย่างต่อเน่ือง จึงจะได้ครูดี ครูมี
คณุ ภาพ น่าเคารพนบั ถอื เป็นที่รักของศิษย์ สามารถพฒั นาผู้เรยี นให้เปน็ คนดี เป็นทรพั ยากรที่มีคุณภาพในการ
พัฒนาประเทศชาติ การมีจิตวิญญาณของความเป็นครูจึงสะท้อนถึงการมี “หัวใจเพื่อศิษย์” กล่าวคือ การ
ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ ที่จะต้องเป็นแบบอย่างที่ดี การเสียสละ ทุ่มเท มุ่งมั่นพัฒนางานให้ทันกับ
ความก้าวหน้าทางวิชาการ การมีความเมตตาและหวังดีต่อศิษย์ ครูในศตวรรษที่ ๒๑ จึงจําเป็นต้องมีค่านิยม
และคุณลักษณะความเป็นครูที่สําคัญด้วยการประพฤติ ปฏิบัตติ นตามจรรยาบรรณของวิชาชีพดว้ ยจิตวิญญาณ
ของความเปน็ ครู

๑๓

๒.๒ จติ วิญญาณความเปน็ ครู
วิชาชีพครูถือเป็นวิชาชีพชั้นสูงที่มีความสำคัญและ เป็นกลไกหลักในพัฒนาทรัพยามนุษย์ให้แก่

ประเทศชาติ ผู้ประกอบวชิ าชีพจะต้องใช้องค์ความรู้ในสาขาวิชาเฉพาะและวิชาชีพครรู ่วมกบั คุณลักษณะความ
เป็นครูที่สะท้อนการเป็นผู้มีจิตวิญญาณความเป็นครู จึงจะสามารถสั่งสอนอบรมศิษย์ให้เป็นคนดี คนเก่ง
มีความสุขและใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต รวมทั้งสร้างเสริมให้ผู้เรียน สามารถพัฒนาคุณลักษณะตามที่สังคมต้องการ
ได้ อย่างเต็มศักยภาพของผู้เรียนแต่ละบุคคล ดังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร
มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร ที่ได้พระราชทานแก่ครูอาวุโสในโอกาสเข้ารับพระราชทาน
เขม็ เคร่ืองหมายเชดิ ชเู กยี รติ ซึ่งมลี กั ษณะของครูท่ดี ี ตอนหน่ึงวา่

“ครูที่แท้นั้น ต้องเป็นผู้กระทำแตค่ วามดี ต้องหมั่นขยันและอุตสาหะ พากเพียร ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่
และ เสียสละ ต้องหนักแน่น อดกลั้น และอดทน ต้องสำรวม ระวังความประพฤติของตนเอง ตนให้อยู่ใน
ระเบียบแบบแผนอันดีงาม ต้องปลกี ตวั ปลีกใจออกจากความสบาย และความสนุกรื่นเริง ทีไ่ มค่ วรแก่เกียรติภูมิ
ต้องตั้งใจให้ มั่นคงและแน่วแน่ ต้องซื่อสัตย์ รักษาความจริงใจ ต้องเมตตา หวังดี ต้องวางใจเป็นกลางไม่ปล่อย
ไปตามอำนาจ อคติ ต้องอบรมปญั ญาใหเ้ พ่มิ พนู สมบูรณ์ขน้ึ ท้งั ในด้านวทิ ยาการ และความรูใ้ นเหตุผล”

แนวคดิ ทฤษฎีจติ วญิ ญาณความเปน็ ครู
คำว่าจิตวิญญาณ Spiritual หรือSpirituality มีรากศัพท์มาจากคำว่า Spiritus ในภาษาลาติน

หมายถึง ลมหายใจผสมกับคำว่า Enthousiasmos มาจากรากศัพท์ของคำว่า Enthusiasm ที่หมายถึง
The god within หรอื พลงั อำนาจศกั ดสิ์ ิทธิข์ องชวี ิต (โกมาตร จงึ เสถียรทรพั ย์,๒๕๔๙)

ดงั นัน้ คำวา่ “จิตวิญญาณ” มาจากคำว่า “จิต” และ “วญิ ญาณ” โดยสรุปหมายถึงสิ่งท่ีอยู่ในตน
ทำใหเ้ ป็นบุคคลขนึ้ เปน็ ความรู้แจ้งความรสู้ กึ ตวั จิตใจ (ราชบัณฑติ ยสถาน, ๒๕๔๖)

นักวิชาการได้จำแนกความหมายของจิตวญิ ญาณไวเ้ ปน็ ๓ ประการ
๑. ความเป็นเอกตั ตาหรือปัจเจกบุคคล หมายถึง ความเป็นตัวตนท่ีมลี ักษณะเฉพาะของแต่ละ

บุคคล ซึ่งเกิดจากการหยั่งรู้นำไปสู่การปฏิบัติและการเกิดศรัทธาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง (ศุภลักษณ์ ทัดศรี และ
อารยา พรายแย้ม. ๒๕๕๔ : ๖๑)

๒. ความมีคุณค่าสูงส่ง หมายถึง ปัญญาหลักการของชีวิต เช่น ความดี บุญกุศล คุณธรรม
จริยธรรม การรู้จกั ผิดชอบช่วั ดีมจี ติ ใจสูงขึน้ (ประเวศ วะสแี ละ ประสิทธ์ิ อนุ่ หนองกุง่ . ๒๕๕๕ : ๑๒)

๓. ความเป็นนามธรรม หมายถึง โครงสร้างหนึ่งของมนุษย์ที่นอกเหนอื จากร่างกายและจติ ใจ
จับต้องไม่ได้พัฒนามาจากความผูกพันด้านจิตใจของมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม เป็นแหล่งของความหวัง พลังใจท่ี
เข้มแข็ง เป็นขมุ พลงั ของชีวติ ที่ทำให้ประสบความสำเรจ็ และมีความสุข (พชั นี สมกำลัง, ๒๕๕๖ : ๙๓)

ประเวศ วะสี (๒๕๕๔ : ๑) ได้ให้ความหมายของจิตวิญญาณว่า “จิตวิญญาณ หรือจิตสูงน้ันหมายถงึ
ความดี การลดความเห็นแก่ตัวการเข้าถึงสิ่งสูงสุด สิ่งสูงสุดทางพุทธ คือพระนิพพานหรือปัญญาหรือวิชชา
ศาสนาอ่ืน หมายถึง พระผูเ้ ปน็ เจา้ ” สถานะของมติ ิทางจติ วญิ ญาณ

รัตติกรณ์ จงวิศาล และคณะ(๒๕๕๗ : ๑) ได้ให้ความหมายของจิตวิญญาณว่า จิตวิญญาณ
เป็นคำศัพท์ที่พบว่ามีความแตกต่างกันตามวัฒนธรรม ศาสนา ภาษาและประวัติศาสตร์อย่างไรก็ตาม
มีลักษณะร่วมกันบางประการ และมีความแตกต่างกันไปตามภาษาและวัฒนธรรมรวมทั้ง พบความคล้ายคลึ ง
สอดคล้องกันอยู่ในความต่างเหล่านั้น เรื่องจิตวิญญาณนี้เป็นกระแสความคิดที่มีมาอย่างต่อเนื่อง
ตามประวัติศาสตร์ของมนุษย์ โดยมีจุดสูงสุดของความรู้ท่ีให้ความสำคัญกับมิติทางจิตวิญญาณกค็ ือศาสนธรรม
ต่างๆ

๑๔

จากความหมายที่กล่าวมาข้างต้น สามารถสรุปความหมายของจิตวิญญาณ ได้ว่า ลักษณะของจิต
อันสูงส่งของบุคคลมีความกล้าท่ีจะยนื หยัดทำในส่ิงที่ถูกตอ้ ง มีความเมตตากรุณา ลดความเห็นแก่ตัว รู้จักการ
ให้อภยั และมกี ารตระหนกั รู้ รวมทั้งการมีความเช่ือและศรทั ธาในตัวบุคคลนั้นๆ ดว้ ยจิตใจอนั บรสิ ทุ ธ์ิ

ความหมายของจิตวิญญาณความเป็นครู
คำว่า จิตวิญญาณความเป็นครู (Teacher spirituality ) ในประเทศไทยนั้นเราใช้กันมาก

ในวงการศึกษา แต่อย่างไรก็ตาม ทางด้านจิตวิทยา Snyder และLopez (๒๐๐๗) ได้ให้ความหมายของคำว่า
Spirituality ว่าเป็นการหาหนทางที่นำไปสู่การเป็นที่ยอมรับและภาคภูมิในตนเอง นอกจากนี้ PaJak และ
Blaise (๑๙๘๙) กล่าวว่า จิตวิญญาณความเป็นครูจะทำให้ครูประกอบอาชีพครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ
ครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครู มักจะมีความเป็นมิตร ดูแลเอาใจใส่ เข้าใจและยอมรับและอดทนต่อนักเรียน
ของตน ดงั นั้นการปฏิบัติตามจรรยาบรรณครทู ั้ง ๙ ประการ จงึ เป็นหนทางสู่การพัฒนาจิตวิญญาณความเป็นครู
(ธวัชชัย เพ็งพินิจ, ๒๕๕๐) จิตวิญญาณความเป็นครูจึงเป็นความตระหนักถึงหน้าที่ในความเป็นครูของตนเอง
เพื่อพัฒนานักเรียนและวิชาชีพ ดังนั้นคำว่า จิตวิญญาณ จึงแตกต่างจาก คำว่าอุดมการณ์ เพราะอุดมการณ์
หมายถึงหลักการที่วางระเบียบไว้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ ดังนั้นอุดมการณ์จึงเป็น
ระบบแห่งความเชื่อในเรื่องใดเรื่องหนึ่งท่ี สมาชิกของสังคมนั้นๆยึดถือร่วมกัน อุดมการณ์ความเป็นครูจึงเป็น
เป้าหมายทคี่ รูมรี ว่ มกนั ในวชิ าชีพครู (ณฏั ฐภรณ์ หลาวทอง และปยิ วรรณ วิเศษสวุ รรณภมู ิ, ๒๕๕๓: ๒)

๑. ความหมายของคำว่าครู
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔ อธิบายว่าครคู ือผูส้ ัง่ สอนศษิ ย์ผู้ถ่ายทอดความรู้

ให้แก่ ศิษย์ ในปัจจุบันคำว่า ครูจะค่อนข้างหมายถึงอาชีพประการหนึง่ ในสังคมมากกว่าจะหมายถึง บุคคล ครู
มีรากศัพท์เป็นภาษาบาลี มาจากคำว่า ครุ (คะรุ) ซึ่งแปลว่าหนักแน่น และสันสกฤตว่า คุรุ (คุ-รุ) ซึ่งแปลว่า
ผู้ชี้แสงสว่าง แต่โดยความหมายในภาษาไทยก็คือครูผู้สอนประสิทธิ์ประสาทความรู้ อบรมบ่มนิสัยศิษย์ให้เป็น
คนดียกระดับวิญญาณความรู้ดีชั่วให้แยกแยะความดีความชั่ว และรู้จักการดำรงชีวิตในแนวทางที่ถูกต้องมี
คุณธรรม

พุทธทาสภิกขุ (๒๕๕๗) ได้ให้ความหมายของครู ว่าครูในสมัยโบราณในประเทศอินเดีย ซึ่งเป็น
เจ้าของคำน้ี เป็นคำที่สูงมาก เป็นผู้เปิดประทางตูวิญญาณ แล้วก็นำไปเดินทางวิญญาณไปสู่คุณธรรมเบื้องสูง
เปน็ เรอ่ื งทางจิต โดยเฉพาะ มิได้หมายถึงเร่ืองวตั ถุหรือมรรยาท หรอื แม้แต่อาชีพ จงึ มนี ้อยมาก ครูนั้นมักจะไป
ทำหน้าที่เป็นปุโรหิต ของพระราชาหรืออิสระชนซึ่งมีอำนาจวาสนา มีหน้าที่การงานอันใหญ่หลวง คำว่าครู
มักแปลกันมาแต่เพียงว่าเป็น ผู้ควรเคารพ หรือมีความหนักที่เป็นหนี้อยู่เหนือศีรษะ เป็นเจ้าหนี้อยู่บนเหนือ
ศีรษะของทุกคน แต่เดี๋ยวนี้กลายมาเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอย่างหนึ่ง จากคำอธิบายดังกล่าวนั้นครูในอดีตเป็น
ตำแหน่งที่สังคมยกย่องเป็นผู้เปิดประตู ทางวิญญาณ วิญญาณศิษย์ทัง้ หลายที่ยังปิดด้วยอวิชชาเปน็ การช่วยให้
ศิษย์ทำลายอวิชชาทั้งหลายเพื่อได้พัฒนา ความเป็นมนุษย์ มีชีวิตจิตใจที่สูงกว่าสัตว์ทั้งหลายนั้นเอง ในแง่ของ
ความหมายนี้

ธรรมนันทกิ า แจ้งสว่าง (๒๕๕๔ : ๗) ได้ใหค้ วามหมายของครู ว่าเป็นบุคลากรวิชาชพี ที่ทำหน้าที่ใน
การสั่งสอนศิษย์หรือถ่ายทอดความรู้ให้กับศิษย์มีหน้าที่หลักทางด้านการเรียนการสอนและการส่งเสริมการ
เรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการต่างๆ ในสถานศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรอบรู้เจริญก้าวหน้าและพัฒนา
ในทุกๆ ด้าน รวมทั้งให้เป็นผู้ที่มีศลี ธรรม จริยธรรม ตามที่สังคมปรารถนา จากความหมายของครูทีไ่ ด้กล่าวมา
ข้างต้น สามารถสรุปความหมายของครูได้ว่า ครูเป็นบุคคลผู้ประสิทธ์ิ ประสาทความรู้ อบรมบ่มนิสัยศิษย์
ให้เป็นคนดี โดยการสั่งสอนให้รู้จักการแยกแยะความดีความชั่ว และรู้จักการดำรงชีวิตในแนวทางท่ี ถูกต้อง
มีคุณธรรม

๑๕

๒. ความหมายของจิตวญิ ญาณความเปน็ ครู
เมื่อนําความหมายของจิตวิญญาณ มารวมกับคําว่าครู สรุปได้ว่า จิตวิญญาณความเป็นครู

หมายถึง จิตสํานึกตามกรอบคุณธรรมจรยิ ธรรมซึ่งทําให้เกิดการใฝรู้ คน้ หาสร้างสรรค์ ถา่ ยทอด ปลกู ฝังและเป็น
แบบอย่างที่ดีทั้งของศิษย์ เพื่อนร่วมงานและคนในสังคม นอกจากนี้ยังมีนักวิชาการได้ให้ความหมายของคําว่า
จิตวิญญาณความเป็นครู ไว้ ดังนี้

ณัฏฐภรณ์ หลาวทอง และปยิ วรรณ วเิ ศษสุวรรณภมู ิ (๒๕๕๓: ๓๗) ได้ใหค้ วามหมายของจิตวิญญาณ
ความเป็นครูว่าเปน็ คุณลกั ษณะของบุคคลในการมีจิตใจที่ปฏบิ ัติตนเพื่อนําไปสู่การเป็นที่ยอมรับและภาคภูมใิ จ
ในการถา่ ยทอดความรู้ให้แก่บุคคลอืน่ ซง่ึ คณุ ลกั ษณะดังกล่าวประกอบด้วย ความรับผดิ ชอบในหน้าที่ ความรัก
ในอาชพี ความรกั และเมตตาเพอื่ นมนุษย์ ความเสยี สละ ความอดทน ความยุติธรรม และการเปน็ แบบอยา่ งทดี่ ี

ธรรมนันทิกา แจ้งสว่าง (๒๕๕๔ : ๘) ได้ให้ความหมายของจิตวิญญาณความเป็นครูว่าเป็น
คุณลักษณะทางจิตและพฤติกรรมการทํางานที่สะท้อนถึงการเปน็ ครูที่ดี จิตวิญญาณความเป็นครูที่ปรากฏเป็น
คุณลักษณะทางจิตนี้จะ เกี่ยวข้องกับความคิดที่มีต่อวิชาชีพครู ประกอบด้วยการเห็นคุณค่าของบทบาทหน้าที่
การมีศรทั ธา ในวิชาชพี และยึดมั่นต่ออดุ มการณ์ในการทํางานเป็นครู มคี วามเขา้ ใจท้งั ตนเองและผู้อื่น ในขณะท่ี
จิตวิญญาณความเป็นครูที่ปรากฏเป็นพฤติกรรมประกอบด้วย การปฏิบัติต่อนักเรียนด้วยความเมตตา
ชว่ ยเหลือ เสียสละ อดทน การเป็น แบบอย่างท่ดี ี รวมทง้ั การพฒั นาตนเองโดยการแสวงหาความรเู้ พม่ิ เตมิ

สุพัตรา ไวทยะพิศาล(๒๕๕๔: ๘) กล่าวถึงจิตวิญญาณความเป็นครู คือ ครูที่ทําแต่ความดี คือ ต้อง
ขยันหมั่นเพียรและอุตสาหะพากเพียร ต้องเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และเสียสละ ต้องหนักแน่นอดทน และอดกล้ัน
สาํ รวม ระวังความประพฤตปิ ฏิบัตขิ องตนใหอ้ ยู่ในระเบยี บ แบบแผนทีด่ ีงาม รวมทง้ั ตอ้ งซ่ือสัตย์

สุพิชญา โคทวี(๒๕๕๗: ๕๐) ได้กล่าวว่า จิตวิญญาณความเป็นครู คือการเป็นครู ด้วยใจรัก มีความ
เมตตาตอ่ ศิษย์ มีความอดทน มคี ุณธรรมจรยิ ธรรม และเป็นผูท้ มี่ ีความเสยี สละ เพ่อื ประโยชนส์ ่วนรวม

จุมพล พูลภัทรชีวิน (๒๕๕๘ :๙) ให้ความหมายของจิตวิญญาณครูและจิตวิญญาณของผู้ที่ประกอบ
วิชาชีพ อื่น หมายถึง จิตสํานึก ความคิด ทัศนคติ พฤติกรรมการแสดงออกที่ดี ลุ่มลึกสงบเย็น ตาม กรอบของ
จริยธรรม คุณธรรม ค่านิยม จารีตประเพณี วัฒนธรรม และความคาดหวังของสังคม อันเป็นองค์รวม ธาตุแท้
ของบุคคลผู้ใฝ่รู้ คน้ หา สรา้ งสรรค์ ถา่ ยทอด ปลูกฝัง และเป็นแบบอย่างทด่ี ขี องสังคมซงึ่ มีขน้ึ ได้ในทุกคน

ธวชั ชยั เพง็ พินจิ (๒๕๕๘ :๑) กลา่ ววา่ จิตวิญญาณครูมีคุณลักษณะที่บ่งบอกใหเ้ ห็นถึง พฤตกิ รรมการ
ก้าวข้ามขีดจํากดั ของบรบิ ททางสังคมและสิ่งแวดล้อมของบุคคล ในการก้าวเขา้ สู่มิติทางวญิ ญาณ ท่ีเปดิ กวา้ งต่อ
ความคิด จิตใจ มโนธรรมและภาพมายาคตขิ องวาทกรรมแห่งอัตลักษณ์ทั้งปวง

กล่าวโดยสรุปจิตวิญญาณความเป็นครู หมายถึง คุณลักษณะที่แสดงถึงพฤติกรรมที่เป็น ประจักษ์
นา่ ช่ืนชมและเปน็ ทยี่ อมรับในการปฏิบัติหน้าที่ครู ท้ังทเี่ ป็นทางการและไมเ่ ป็นทางการ ดว้ ยคุณธรรม จริยธรรม
และความปรารถนาดี มีความเข้าใจท่จี ะพัฒนาศิษยต์ ามศกั ยภาพด้วยความจรงิ ใจเสยี สละอย่างมีความสขุ

องคป์ ระกอบและตัวบ่งชีจ้ ิตวญิ ญาณความเป็นครู
จากการศกึ ษาเอกสารและผลการวิจยั ท่เี ก่ียวข้องจิตวญิ ญาณความเปน็ ครูมอี งคป์ ระกอบและตวั บง่ ชี้
จติ วญิ ญาณความเป็นครู ดังน้ี
กติ ินนั ท์ โนสุและเสริมศักด์ิ วศิ าลาภรณ์ (๒๕๕๘ : ๖๐-๖๑) ได้กล่าวถงึ องค์ประกอบของจิตวิญญาณ
ความเป็นครู ดังน้ี

(๑) องคป์ ระกอบดา้ นการพฒั นาตนเอง ประกอบดว้ ย
๑) การใฝ่หาความรูเ้ พ่อื พฒั นาตนเองอย่เู สมอ
๒) มีความขยนั หมัน่ เพียรแสวงหาความรู้ใหม่ๆ

๑๖

๓) มีการแลกเปลย่ี นเรยี นรกู้ ับผู้อ่นื เพ่ือการพฒั นาตนเองทกุ ครั้งท่ีมีโอกาส
๔) มกี ารพฒั นาตนเองเพื่อสรา้ งความก้าวหน้าในวชิ าชพี จนได้รบั อนุมตั ใิ ห้มีหรือเลื่อนวิทย
ฐานะ
๕) มีความพยายามแสวงหาโอกาสเข้ารับการอบรม เพื่อนําความรู้มาพัฒนางานใน หน้าที่ให้
เจรญิ ก้าวหนา้
๖) มกี ารพฒั นางานในวิชาชีพหรอื ได้รบั การยกย่องชมเชย หรือรางวลั ทเ่ี กย่ี วกับวิชาชพี ครู
๗) มกี ารสรา้ งสรรคผ์ ลงานทางวิชาการเพ่อื บรกิ ารสงั คม
๘) มีความกระตือรือรน้ ในการค้นควา้ หาความรู้เพ่มิ เติมเพื่อพฒั นาศิษย์
๙) มีการพฒั นาตนเองให้ทันต่อการพัฒนาทางวิทยาการ เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองอยู่
เสมอ
๑๐) มกี ารสํารวจและปรับปรงุ แก้ไขตนเองอยู่เสมอ
(๒) องคป์ ระกอบด้านความมเี มตตาในการปฏิบตั ิงาน ประกอบด้วย
๑) การยอมรับความแตกตา่ งทางวัฒนธรรม ความคดิ และความเชื่อ
๒) การสนบั สนนุ ความคิดรเิ รมิ่ ในทางที่ถกู ตอ้ งของเพ่ือนรว่ มงาน
๓) การใช้แนวทางในการแก้ปญั หา โดยวธิ กี ารทางปญั ญาและสันตวิ ธิ ี
๔) ปฏิบัตงิ านโดยอาศัยหลกั แห่งเหตผุ ล ปราศจากอคติ
๕) การยอมรบั ผลท่ีเกิดจากการกระทาํ ของตน ดว้ ยความเต็มใจ
๖) มคี วามเป็นประชาธิปไตย
๗) การใชห้ ลักการและเหตุผลในการตดั สินใจแกป้ ญั หา
๘) การยอมรับความคิดทม่ี เี หตุผลโดยคาํ นงึ ถงึ ประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลกั
๙) ปฏบิ ตั งิ านโดนไม่เพิกเฉยในเหตุการณ์ท่จี ะทาํ ใหเ้ กิดผลเสียตอ่ งานในหน้าที่
(๓) องค์ประกอบดา้ นความคิดรเิ รม่ิ สรา้ งสรรค์ ประกอบดว้ ย
๑) มีการติดตามและประเมนิ ผลผู้เรยี นในรปู แบบทหี่ ลากหลาย
๒) การใชแ้ หลง่ เรยี นรู้ทงั้ ในและนอกสถานศึกษามาเปน็ ส่วนหน่ึงในการจัดการเรยี นการสอน
๓) การแก้ไข ปรบั ปรงุ ข้อบกพร่องทเี่ กดิ ขนึ้ จากการเรียนการสอน
๔) การใช้ผลการวิเคราะห์วิจัย เพอื่ พัฒนางานในหนา้ ท่อี ยูเ่ สมอ
๕) การสรา้ งโอกาสให้ผู้เรยี นสามารถเชื่อมโยงความร้ทู ี่ไดร้ ับจากการเรียนร้กู บั ประสบการณ์ชวี ติ จริง
๖) การคิดค้นการสร้างส่ือ นวัตกรรม การเรยี นการสอนในรปู แบบใหมๆ่
๗) การแสวงหาแนวทาง วธิ กี ารปรบั ปรงุ งาน ที่รับผดิ ชอบอยเู่ สมอ
๘) มคี วามกลา้ มุง่ มน่ั ในการกระทาํ สิง่ ตา่ งๆ ด้วยวธิ กี ารที่แตกต่างจากเดมิ
(๔) องค์ประกอบดา้ นการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพ ประกอบด้วย
๑) การใหค้ วามร่วมมอื ในกิจการของสถาบนั เปน็ อย่างดี
๒) การอุทิศตนเพ่ือประโยชน์ต่อวชิ าชีพครู
๓) มคี วามต้ังใจปฏบิ ัติงานเพื่อให้วิชาชีพครูเป็นทีย่ กย่อง
๔) มคี วามจริงใจในความรบั ผิดชอบตอ่ วิชาชพี ครู
๕) การให้เกยี รติแกผ่ ูร้ ว่ มวชิ าชีพครู
๖) การธาํ รงเกียรตแิ กผ่ รู้ ว่ มวิชาชพี ครู
(๕) องค์ประกอบดา้ นวริ ิยะ อตุ สาหะ ประกอบดว้ ย
๑) มคี วามขยนั ตง้ั ใจในการทาํ งานท่ีไดร้ บั มอบหมาย

๑๗

๒) มคี วามกระตือรอื รน้ ในการทาํ งาน
๓) มีความเต็มใจอุทศิ เวลาในการปฏิบัตหิ นา้ ท่ี
๔) การรจู้ ักหน้าที่และปฏบิ ัติหน้าท่ีอย่างเตม็ ความสามารถ
๕) ปฏบิ ัติงานการสอนตรงเวลาเสมอๆ
(๖) องคป์ ระกอบด้านความเมตตา กรุณา ประกอบด้วย
๑) มีความปรารถนาดตี ่อศษิ ย์
๒) มคี วามเอ้ือเฟอ้ื อาทรตอ่ ศิษย์
๓) มคี วามเมตตาตอ่ ศิษย์
๔) การยดึ มน่ั ในคุณธรรม จริยธรรม ตามหลกั ศาสนา
(๗) องค์ประกอบดา้ นความซื่อสัตย์ตอ่ วชิ าชีพ ประกอบดว้ ย
๑) การใหเ้ กยี รติผู้อนื่ ทางวิชาการ โดยไมน่ ําผลงงานของผู้ใดมาแอบอา้ งเปน็ ของตน
๒) มคี วามตระหนกั ในคุณค่าศกั ดิ์ศรีของความเปน็ มนษุ ย์ โดยไม่คํานึงถงึ เช้ือชาติ ศาสนา และ
สถานภาพของบคุ คล
๓) ไมย่ อมใหน้ าํ ผลงานทางวิชาการของตนไปใช้ในทางทุจริต
๔) ไมแ่ สวงหาผลประโยชนจ์ ากศิษย์ในการปฏิบตั หิ นา้ ที่
๕) ตอ้ งปฏิบตั ติ ่อศษิ ย์ทุกคนด้วยความเสมอภาค
(๘) องคป์ ระกอบด้านความดี ประกอบดว้ ย
๑) มคี วามสุภาพอ่อนโยน
๒) มีความเอือ้ เฟ้ือ เผื่อแผ่ ชว่ ยเหลอื ผอู้ นื่
๓) มคี วามเสยี สละ
๔) มีความเห็นอกเห็นใจผู้อืน่
(๙) องคป์ ระกอบดา้ นความรัก ศรทั ธาในวิชาชีพ ประกอบด้วย
๑) มีความรกั ในวิชาชีพครยู ่งิ กวา่ วชิ าชีพใด
๒) มคี วามศรัทธาในวิชาชีพครูมากกวา่ วชิ าชีพอืน่
๓) มีความมงุ่ มน่ั ตง้ั ใจมาเปน็ ครเู ปน็ อนั ดบั แรก
(๑๐) องคป์ ระกอบดา้ นการปฏิบตั ิการสอน ประกอบดว้ ย
๑) การได้รับการยกย่องนับถือในเชงิ ภมู ิปัญญา และเชาวน์ไหวพริบในดา้ นการอบรมสัง่ สอน
๒) การคิดค้น วิธกี ารจดั การเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากขึน้
๓) สามารถประยุกต์ความร้ทู ่ีมีอยู่ จดั การเรยี นการสอนได้อยา่ งเหมาะสมกบั ศักยภาพของผู้เรียน
ณฏั ฐภรณ์ หลาวทองและปยิ วรรณ วิเศษสุวรรณภมู ิ (๒๕๕๓ ๔๖-๔๗) ไดก้ ล่าวเกย่ี วกับองค์ประกอบ
ของจติ วญิ ญาณความเป็นครู ประกอบด้วย ๔ องค์ประกอบ ดังนี้
องค์ประกอบที่ ๑ การปฏิบัติหน้าที่ครู เป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างเต็ม
ความสามารถ ได้แก่ การอบรมสั่งสอนศิษย์โดยคํานึงถึงการพัฒนาศิษย์ได้อย่างเต็มตามศักยภาพแนะ
นอกจากนี้ยงั ตอ้ งมคี วามรกั ในอาชพี และปฏบิ ัติตนเปน็ แบบอยา่ งท่ีดแี กผ่ ู้ร่วมอาชีพ
องค์ประกอบที่ ๒ การปฏิบัติต่อศิษย์โดยเสมอภาค เป็นการปฏิบัติต่อศิษย์ทุกคนอย่าง ยุติธรรม
และมี เหตผุ ล โดยไม่คาํ นึงถึงอามสิ สนิ จ้าง หรอื ความสมั พันธ์ส่วนบคุ คล
องค์ประกอบที่ ๓ ความเชื่อมั่นในศักยภาพของมนุษย์ เป็นความเชื่อมั่นและศรัทธาว่า มนุษย์ทุก
คนเปน็ คน ดี และมีศกั ยภาพในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง

๑๘

องค์ประกอบที่ ๔ การเสียสละในงานครู เป็นการปฏิบัติหน้าที่สอนศิษย์อย่างเต็มใจ โดยไม่
คํานึงถึง ประโยชน์สว่ นตนเปน็ หลัก

อมรรัตน์ แก่นสาร (๒๕๕๘) ศึกษาเรื่อง การพัฒนาตัวบ่งชี้จิตวิญญาณความเป็นครูของครู สังกัด
สํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า จิตวิญญาณความเป็นครูของครู สังกัดสํานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน ประกอบดว้ ย ๗ องคป์ ระกอบหลกั คอื

๑) การปฏบิ ตั ิตามบทบาทหนา้ ที่
๒) การมีมนุษยสมั พนั ธท์ ่ดี ีและมคี วามเป็นกลั ยาณมิตร
๓) การเปน็ แบบอย่างทด่ี ี
๔) การมีจิตวทิ ยาในการสอน
๕) ความรกั และศรัทธาในวิชาชีพ
๖) การมคี ณุ ธรรมและจรยิ ธรรม
๗) ความผกู พัน ระหวา่ งครูกบั ศษิ ย์
จากองค์ประกอบของจิตวิญญาณความเป็นครูข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า จิตวิญญาณความเป็นครูมี
องค์ประกอบ ๕ ด้าน ประกอบด้วย ๑) คุณลักษณะส่วนตัวและการมีคุณธรรม จริยธรรม ได้แก่ ความวิริยะ
อุตสาหะ เมตตากรุณา ซื่อสัตย์ มีเหตุผล ๒) การตระหนักรู้และปฏิบัติตนบนวถิ ีความเป็นครู ได้แก่ การปฏิบัติ
ตนตาม จรรยาบรรณวิชาชีพครู การทํางานเพื่อเด็ก การเป็นแบบอย่างที่ดี ๓) รักและศรัทธาในวิชาชีพครู ๔)
ความ เชย่ี วชาญในการสอน และ ๕) การพฒั นาตนเองอย่างตอ่ เนื่อง
แนวทางการพฒั นาจติ วิญญาณความเปน็ ครู
นกั วชิ าการไดเ้ สนอแนวทางทเ่ี ก่ียวข้องกับการพัฒนาจติ วิญญาณความเป็นครู ดงั นี้
ธวัชชัย เพ็งพินิจ (๒๕๕๘ :๑) กล่าวถึงวิธีปฏิบัติสู่ความถึงพร้อมแห่งจิตวิญญาณที่ช่วยในการ
เสรมิ สรา้ งความ ดีอนั เจรญิ งอกงามให้มขี น้ึ ท้งั ต่อบุคคลและสังคมอยา่ งย่ังยนื ประกอบดว้ ย

(๑) มีความเจริญและสมดลุ ทงั้ ด้าน IQ และ EQ (๑.๒. ย่อมาจาก Intelligence Quotient
หมายถึงความ เฉลียวฉลาดทางสติปัญญา ส่วน E.Q. ย่อมาจาก Emotional Quotient หรือ Emotional
Intelligence หมายถึง ความฉลาดทางอารมณ์) ซึ่ง IQ นั้นเกิดจากการศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ พินิจพิจารณา
สร้างความรู้ให้มีขึ้นในตัวเอง ส่วน EQ นั้นเกิดจากการฝึกฝนและพัฒนาภายในตัวตนของบุคคล ซึ่งคนที่มี IQ
สูงหรือมีอัจฉริภาพเพียงอย่าง เดียวนั้นอาจไม่ประสบความสําเร็จในชีวิตได้ เพราะภาวะสังคมที่เป็นพิษ ทําให้
จิตใจคนแปรเปลี่ยนไป สมอง เฉื่อยชา ไม่รู้จักจัดระบบให้กับตัวเอง ทั้งนี้คนที่ประสบความสําเร็จใ นชีวิต EQ
มักจะนาํ IQ ดังน้นั ในความเปน็ ครู ทงั้ สองนี้ต้องสมดุลกัน มฉิ ะนน้ั จะเปน็ ไปไดย้ ากท่จี ะพัฒนาผูอ้ ่ืนได้

(๒) ยึดหลักศาสนธรรม ทั้งนี้เพราะศาสนธรรมเป็นหลักพื้นฐานในการดํารงชีวิตร่วมกับ
ผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ มรรค ๘ (อัฏจังคิกมรรค) พรหมวิหาร ๔ อิทธิบาท ๔ หิริ โอตัปปะ (ความละอายเกรง
กลวั ตอ่ บาป) เปน็ ตน้ เพ่ือใหก้ ารดาํ เนินชีวิตไปดว้ ยความสุขุมลุ่มลกึ มีสติ และขดั เกลาจิตใจให้มีความนบน้อม
อ่อนโยน เมตตาจติ มี จิตประภัสสร เชื่อม่นั ในเรอื่ งผลแห่งกรรม (การกระทํา) ดงั พุทธพจนท์ ีว่ ่า “ธม. โม สุจิณ.
โณ สขุ มา วหาติ ผู้ ประพฤติดแี ล้วย่อมนาํ ความสขุ มาให”้

(๓) เคารพตนเองและผู้อื่น เชื่อมั่นในสิ่งที่ทํา มองเห็นคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้ รวมทั้งมีสํานึกดีต่อสังคม มุ่งมั่นในการทําความดีในทุก
ขณะ มองโลกในแงด่ ี ศรทั ธาในพุทธพจน์ท่วี ่า “ทาํ ดีไดด้ ี ทาํ ช่ัวไดช้ วั่ ”

(๔) ใช้ชีวิตอยู่ทั่วจักรวาล มีคํากล่าวว่า มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่อยู่ทั่วจักรวาล ทั้งน้ี
เพราะ มนุษย์มีอดีต มี ปัจจุบัน และมีอนาคต ดังนั้น ครูจะต้องเชื่อมโยงทั้ง ๓ มิตินี้เข้าด้วยกนั โดยนําเอาอดตี

๑๙

มาเรียงรอ้ ยประสานเข้ากับ ปัจจุบัน แล้วมองภาพอนาคต (Scenario) ที่พงึ ปรารถนาให้เห็น โดยมสี มมติฐานวา่
อนาคต ท่ดี มี าจากการ วางรากฐานของปจั จบุ นั ที่พฒั นามาจากประสบการณ์ของอดีต

(๕) ครึ่งหนึ่งของชีวิตอุทิศเพื่อสังคม คนเราไม่ได้เกิดมาด้วยตัวคนเดียวโดดๆ แต่ชีวิตคือ
ผลรวมของความ มุ่งมั่นจากสิ่งรอบตัวเพราะฉะนั้นชีวิตแต่ละชีวิตต่างติดหนี้สังคมอยู่ครึ่งชีวิต การกระทําที่
ยุติธรรมทั้งต่อตนเองและ บุคคลอื่นคือ การแบ่งผลประโยชน์ครึ่งหนึ่งของชีวิตคืนให้สังคม เปิดกระบวนทัศน์
(Paradigm) ของตัวเองให้พ้น กรอบของความเห็นแก่ตัว ความยึดมั่นถือมั่น และการไขว่คว้าเพื่อสนองตัณหา
เฉพาะในช่วงชวี ิตของตวั เอง ตอ้ ง ระลึกอยูเ่ สมอวา่ มนษุ ย์ชาตนิ ้ันมรี ะยะเวลาทยี่ าวไกลมากนัก เราในฐานะ
“ผ้มู าเยือน” จะหลงเหลืออะไรไวบ้ า้ ง นนั่ จะเปน็ คํา“ขอบคณุ ” หรอื “ประณาม”

(๖) ครคู อื ผู้สรา้ งคา่ นิยมกระแสสังคม การกระทาํ ใดๆ จะตอ้ งใส่ใจและรับผิดชอบต่อสังคม
ไม่ใช่เพื่อ สนองตอบต่อมายาคติของตนเองเท่านั้น ทั้งนี้เพราะบทบาทของครูนั้นมีอิทธิพลต่อการกําหนด
ค่านิยม ทศั นคติ และกระแสสงั คมอย่างหลีกเล่ียงไมไ่ ด้ ดังน้ันตวั อยา่ งท่ดี ียอ่ มมคี วามสําคัญเสมอ

เหตทุ ่ีจิตวญิ ญาณความเป็นครูเป็นคณุ ลักษณะสําคัญของครูมอื อาชพี
ศตวรรษที่ ๒๑ เป็นยุคแห่งเทคโนโลยี จึงทําให้วิธีเรียน วิธีสอน และสื่อการสอนเปลี่ยนแปลงไป

ครูจะใช้ วิธีสอนแบบเดิม ที่มีครูเป็นบุคคลสําคัญ (Teacher-centered Approach) คือการถ่ายทอดความรู้
ความจํา จากครูไปสู่นักเรียนแบบที่เคยทํามาในอดีตไม่ได้ เพราะการเรียนของคนในปัจจบุ ันเกิดขึน้ ได้ทุกที่ ทุก
เวลาและไร้ ขอบเขตจํากัด ดังนั้นครูจําเป็นต้องพัฒนาตนเอง ให้สามารถสร้างหรือผลิตสื่อการสอนที่ใช้
วิทยาการสมัยใหม่และสามารถดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้นานขึ้น เช่น สื่อผสม (Multimedia) เป็นต้น
ครูต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของตนมาเป็น “ผู้สนับสนุนหรือผู้เอื้ออํานวย” (Facilitator) ให้นักเรียนเกิด การ
เรียนรู้โดยนักเรียน มีบทบาทใน การแสวงหาความรู้ด้วยตนเองเพิ่มมากขึ้นหรือที่เรียกว่า การสอนแบบยึด
นักเรียนเป็นสําคัญ (Student-centered Approach) ครูที่ปรับเปลี่ยนความคิดและวิธีทํางานได้ดังกล่าว
ข้างต้น เชื่อแน่ว่านักเรียนจะมีผลสัมฤทธิ์ ทางการ เรียนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนและครูก็จะได้ชื่อว่า “เป็นมือ
อาชีพ” อย่างไรก็ตามการมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้นก็ มิได้เป็นเปาหมายหลักประการเดียวของการจัด
การศึกษาของชาติ หากแต่ ตอ้ งมี “คุณลักษณะทพ่ี ึงประสงค์” หรอื “เป็นคนด”ี อีกด้วย

อาชีพครูเปน็ อาชพี ที่ทํางานกบั คนเพ่ือพฒั นาหรือยกระดบั ศักยภาพและสภาพจิตของคนการสร้าง
คนดี คนที่มีลักษณะพึงประสงค์ จาํ เปน็ ต้องมีแบบอย่าง (Model) ท่ดี ี ตอ้ งใชเ้ วลาหลอ่ หลอม ปรับแต่งยาวนาน
ต่อเนื่อง ด้วยจิตที่มุ่งมั่นอดทน ไม่ละทิ้งอุดมการณ์ หรือหน้าที่ในการพัฒนาศิษย์ ด้วยเหตุดังกล่าวครูมืออาชพี
จึงต้อง เป็นมืออาชีพทัง้ ด้านวิชาการและด้านการปฏิบัติหน้าท่ีดว้ ยจิตวิญญาณในอันที่จะพัฒนาศษิ ย์อย่างรอบ
ด้าน เพื่อให้เป็นคนดี คนเก่ง และสามารถดํารงชีวิตได้อย่างมีความสุข การที่จะเป็นครูมืออาชีพนั้น ใจหรือจิต
และวิญญาณ จะต้องมาเป็นอันดับแรก เมื่อมีใจให้กับงานสอน งานพัฒนานักเรียน ก็จะเกิดความรัก
ความศรัทธาและการยึดมั่น ในอุดมการณ์แห่งวิชาชีพ การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องให้มีความรู้และทักษะ
ในการสอน ประพฤติตัวดี เป็นแบบอย่างที่ดี เอาใจใส่ดูแลและหวังดีต่อศิษย์ การปฏิบัติ ดังกล่าวเรียกได้ว่า
การปฏิบัติด้วยจิตวิญญาณความ เป็นครู เป็นที่ทราบกันดีว่าการปฏิบัติหน้าที่ด้วยใจ ด้วยจิตและวิญญาณจะ
ทําให้เกิดความตระหนักและมุ่งมั่น ทุ่มเทในการทํางาน พยายามรักษา เกียรติและศักดิ์ศรีแห่งตนและวิชาชีพ
(วัลนิกา ฉลากบาง, ๒๕๕๙: ๓) ซึ่ง สอดคล้องกับกัญญา โพธิวัฒน์ (๒๕๕๔) ที่ว่า สมรรถนะที่สําคัญของครูมอื
อาชีพคือความศรัทธาในวชิ าชีพครู การมี ความสุขในการสอน การมงุ่ ม่นั พฒั นาตนเองและ การแสวงหาความรู้
ใหม่อย่เู สมอ ดังนัน้ จติ วญิ ญาณความเป็นครู จึงเปน็ คณุ ลกั ษณะสาํ คญั ของครูมืออาชีพ

คณุ สมบตั ิของครูตามแนวคดิ จติ วญิ ญาณความเป็นครู
ครตู ้องเด่นในเร่ืองวิชาการ รลู้ ึก รจู้ ริง รู้กว้าง ครูตอ้ งมศี ลิ ปะในการถ่ายทอดความรู้ และครูต้องมี

ใจเมตตา ต่อศิษย์ รักศิษย์ดังลูก ซึ่ง สุเทพ ธรรมะตระกูล (๒๕๕๕, หน้า ๒๔-๒๗) ได้กล่าวถึงคุณสมบัติ ดังน้ี

๒๐

๑. บุคลิกภาพดี การมีบุคลิกภาพที่ดี ไม่ว่าจะประกอบอาชีพการงานใด ก็เปรียบเสมือน ได้
ประสบ ความสําเร็จไปแลว้ ครึ่งหน่ึง อาชพี ครกู ็เป็นอีกอาชีพหน่ึงท่ีต้องอาศยั บุคลิกภาพ เพื่อก้าวไปสู่ความเป็น
ครูมืออาชีพ ที่กล่าววา่ บคุ ลิกภาพสามารถนาํ ไปสู่การเปน็ ครมู ืออาชีพไดน้ น้ั กเ็ พราะว่า นอกจากบุคลิกภาพท่ีดี
จะสามารถ สร้างความมั่นใจให้กับตัวครูเองแล้ว ยังสามารถสร้างความประทับใจแรกพบ (First impression)
ให้กับผู้พบเห็น โดยทั่วไปอีกด้วย โดยครูกับบุคลิกภาพ ที่ดีจะต้องเริ่มจากการพัฒนาส่วนต่าง ๆ คือ
๑) การพัฒนาพฤติกรรม ภายนอกหรือรูปสมบัติ ได้แก่ รูปร่างหน้าตา การแต่งกาย กิริยาท่าทาง น้ำเสียงและ
การพูด ๒) การพัฒนา พฤติกรรมภายใน หรือคุณสมบัติประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ดังนี้ ความเชื่อมั่นในตนเอ ง
รวมไปถึงการมีความเช่ือมัน่ ในการแต่งกายและการวางตวั ท่ีเหมาะสม ความแนบเนียน บางครั้งครูจาํ เป็นต้อง
ใช้จิตวิทยาในการพูดกับนักเรียน ความกระตือรือร้น ความไว้วางใจได้ ครูต้องมีความจําที่ดี ความยับยั้งชั่งใจ

ดังนน้ั บุคลกิ ภาพท่ีดกี บั อาชีพครูจงึ ขาดกนั เสียมิได้ จงึ อาจกล่าวไดว้ า่ ครูคนใดมีบุคลิกภาพ
ท่ีดีกส็ ามารถ ประสบความสําเร็จไปแลว้ ครึ่งหนง่ึ ที่เหลอื อกี คร่งึ หนึ่งกน็ ่าจะเป็นความรู้ความสามารถเฉพาะตัว
ของบคุ คลนัน้ ๆ ที่ จะหลอมรวมกัน เพอ่ื สร้างความสาํ เรจ็ ในชีวิตใหก้ ับตนเอง

๒. มีความเมตตาต่อศิษย์ ครูคือผู้มีเมตตาความเมตตาเป็นคุณธรรมที่สําคัญอีกประการหน่งึ
ของครูทีจ่ ะ ขาดเสยี มิได้ ครูทส่ี อนศษิ ย์ดว้ ยความเมตตาจะอย่ใู นดวงใจของศิษย์ทุกคน

๒.๑ เมตตาต่อศิษย์ ครคู วรมเี มตตาต่อศิษย์ทกุ คน และควรถอื ว่าศิษย์ทุกคนเปน็ เสมือนลูก
เสมือน หลาน ความเมตตาที่มีต่อศิษย์จะทําให้ครูมีความกระตือรือร้นในการสอน และสอน ด้วยความสุข
เพราะในดวงจิต ของครูมแี ต่ความปรารถนาดที ี่ต้องการให้ศิษย์มีความรู้ และมอี นาคตท่ีดีในภายภาคหน้า ครูที่
มเี มตตาจะพูดกบั ศิษยด์ ้วยคาํ พดู ทีม่ คี วามไพเราะสภุ าพ และออ่ นโยน และจะใหก้ ําลงั ใจศษิ ยอ์ ยู่เสมอ

๒.๒ เมตตาต่อญาติ ครูควรมีเมตตาต่อญาติพี่น้องด้วยการช่วยเหลือ อนุเคราะห์และ
สนับสนุนให้ทุกคนมีการศึกษามีความก้าวหน้าในชีวิตและการงาน และช่วยเหลือในการไกล่เกลี่ย ข้อพิพาท
บาดหมางระหว่างเครือ ญาติ มีเมตตาต่อญาติพี่น้องจะทําให้ครูเป็นแบบอย่างที่ดีของศิษย์และของคนทุกคน

๒.๓ เมตตาตอ่ มิตร โดยธรรมชาตขิ องอาชีพครู ครูจะมแี ตผ่ ู้ท่ีเปน็ มิตรท้งั ทรี่ ู้จัก และไม่รู้จัก
ดังนั้น ครูจึงต้องมีเมตตาต่อมิตรทุกคน ด้วยการช่วยเหลือ การให้คําแนะนํา และอื่น ๆ ตามอัตภาพ การมี
เมตตาต่อมติ รจะบง่ บอกถงึ การมมี นษุ ย์สัมพนั ธ์ท่ดี ีของครู ทําใหค้ รเู ปน็ ท่ีรัก และเคารพแก่ศิษย์ แกบ่ คุ คลท่ัวไป

๒.๔ เมตตาตอ่ ศตั รู การมีเมตตาตอ่ ศัตรูถือเป็นคณุ ธรรมขนั้ สูงที่ครูทุกคนพึงมี เนอื่ งจากครู
เป็นปูชนียบุคคล หมายความว่าเป็นบุคคลที่น่านับถือ ที่สําคัญคือครูเป็นตัวอย่างที่ดีของศิษย์หากครูเป็นคน
วู่วาม ใจร้อน และชอบผูกพยาบาท ครูก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีไม่ได้ การมีเมตตา ต่อศัตรู คือการไม่โกรธ ไม่ผูก
พยาบาท และการให้อภัย

๒.๕ เมตตาต่อคนทุกคน เมื่อครูคือผู้ที่มีหน้าที่อบรมสั่งสอน ครูจึงต้องมีความเมตตา ต่อ
คนทกุ คนโดย ไม่เลอื กชนั้ วรรณะบทบาทของครคู ือ บทบาทในการเผยแพรค่ วามเมตตาตอ่ ชาวโลกทัง้ มวล

๓. รอบรู้ในสายวิชาชีพ ครผู สู้ อนมีความรอบรู้ในทุกศาสตร์ เข้าใจ มีความเป็นครูอยู่ในตัวตน
มีความเปน็ ครทู ่ีมีเจตจํานงอยากสอนศิษย์และเป็นมืออาชีพทส่ี ามารถชีช้ ัดในวชิ าการ และครูต้องสามารถชวน
ลูกศิษย์ให้ลง มือปฏิบัติได้ และต้องรู้จักเสียสละทุ่มเทและประยุกต์ งานต่าง ๆ เพื่อให้นวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นมา
ทั้งนี้ครูต้องกล้าที่จะให้โอกาสศิษย์ ต้องกล้าหาญในเชิงจริยธรรมที่สําคัญต้องปลูกฝังให้ศิษย์ร่าเริง เบิกบาน
แจม่ ใส

๔. เทคนิคการสอนดี เทคนิควธิ กี ารสอนและการปฏิบัตติ นทีด่ ี ๑๐ ประการสาํ หรับครู มดี งั นี้
๔.๑ ใหค้ วามรกั แกน่ ักเรียน พรอ้ ม ๆ ไปกับเน้อื หาวิชาเรียน ครคู วรแนะนาํ วิธีเรยี นรู้ให้แก่เด็ก

ดูแลและเอาใจใสน่ ักเรียน ทําให้การเรียนการสอนนั้นมคี วามหมายขึน้ มาจนเกดิ เป็นความผูกพันระหวา่ งครูกบั
ศิษย์

๒๑

๔.๒ สอนใหน้ กั เรียนเชอ่ื มโยงกับชีวติ จรงิ และฝึกใหน้ ักเรียนคดิ ใหบ้ ่อยทส่ี ุด ใหผ้ ู้เรียนเข้าใจวา่
ความรู้ ไม่ได้จํากัดอยู่แต่ในเฉพาะหนังสือเท่านั้น ครูยังควรเชื่อมช่องว่างระหว่าง ทฤษฎีและการปฏิบัติทําให้
นักเรียนเกิด ความชํานาญในเรื่องที่นักเรียนสนใจ โดยครูให้คําปรึกษา ช่วยเหลือในการปฏิบัติ และเชื่อมโยง
สภาพชวี ติ ในชมุ ชน ของนักเรียนกับความรู้ที่ศกึ ษาในโรงเรียน

๔.๓ ตัง้ ใจฟังนกั เรยี น ครูตอ้ งรู้จักตง้ั คาํ ถาม สามารถตอบข้อสงสยั แก่นกั เรียนได้และควรระลึก
อยู่เสมอ ว่านักเรียนแต่ละคนในชั้นเรียนมีความแตกต่างกัน ครูควรกระตุ้นการตอบสนอง การเรียนรู้และการ
พัฒนาทักษะ การส่ือสารใหแ้ กน่ กั เรยี นด้วย

๔.๔ การจดั การเรียนรตู้ อ้ งยดื หยุ่นเปล่ียนแปลงได้มกี ารทดลอง การสอนที่หลากหลายและ ครู
ควร ปรับการสอนบ้างเม่ือมีวิธีการช่วยใหน้ กั เรียนบางคนเรียนรู้ไดด้ ีขึน้ และควรสร้างสมดุลระหวา่ งเนื้อหาและ
ความ ยดื หยนุ่ ในการสอน

๔.๕ สรา้ งบรรยากาศเป็นกนั เอง ต้องทําให้นักเรียนเกดิ ความรสู้ กึ มีส่วนร่วม
๔.๖ มีอารมณ์ขัน พยายามอย่าทําตัวให้เครียด การมีอารมณ์ขันจะช่วยทลายกําแพง

ระหวา่ งครกู ับนกั เรยี นได้ ครคู วรเรยี นรทู้ ี่จะผ่อนคลายบรรยากาศในห้องเรียน
๔.๗ เตรียมตัวให้พร้อม มีความเอาใจใส่ และอุทิศเวลาให้แก่การค้นคว้าหาวิธีถ่ายทอด

ความรูด้ ้านตา่ ง ๆ ใหแ้ กน่ ักเรยี น ครูดีตอ้ งมีการเตรยี มการสอนมาอย่างดี มสี ื่อการสอนที่พร้อมและวิธีการสอน
ท่ีนา่ สนใจ

๔.๘ ต้องไดร้ บั การสนับสนุนอยา่ งจริงจังจากผู้บริหารทงั้ ถึงในดา้ นทรัพยากรและ บุคลากร
ผู้บริหารควร ให้การเสริมแรงครอยู่อย่างต่อเนือ่ ง เพื่อให้เกิดกําลังใจในการปฏิบัติหน้าที่และสามารถทํางานได้
อย่างปราศจาก อุปสรรคปัญหา

๔.๙ รู้จักทํางานร่วมกับเพื่อนครู เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดการเรียนการสอน
ตลอดจนการแกป้ ญั หาต่าง ๆ ของครูแต่ละคน

๔.๑๐ มีจินตนาการ จะเป็นครูที่ดีได้จะต้องรู้จักใช้จินตนาการบ้าง เพราะจะมีผลต่อ
ความคิดริเริ่ม ใหม่ๆ ลองจ้องไปที่นักเรียนแถวหลังสุด นึกถึงเส้นประสาทที่เชื่อมต่อกันและ ประกอบกันมี
รูปร่างรวมตัวเป็น มนุษย์ การเรียนรู้ของคนเราคงจะพัฒนาไปเรื่อย ๆ อย่างไม่หยุดยั้ง หากครูไม่หยุดนิ่งที่จะ
เรียนรู้และพัฒนา ความสามารถของทั้งตนเองและนักเรียนไปพร้อม ๆ กัน ครู คือ วิศวกรสังคมที่มีส่วนสําคัญ
ยง่ิ ในการสร้างคนรุ่นใหมท่ ่ีสมบูรณข์ ้นึ มา

๕. มีจิตอาสา จิตอาสา คือ หัวใจของการบริการวิชาการ การที่คนเราจะประสบผลสาํ เร็จ ไม่
ว่าในอาชีพการงานหรือสิ่งที่มุ่งหวังได้ มิใช่แค่เพียงเกิดจากความสามารถของตนเองเท่านั้น หากแต่เกิดจาก
การฟมู ฟักของ พ่อแมแ่ ละครูบาอาจารย์ทพี่ ร่าอบรมบ่มนิสยั และถ่ายทอดวิชาความรู้ ตลอดจน ประสบการณ์ที่
สะสมมา ลองนกึ ยอ้ นกลับไปจะพบว่า บูรพาจารยข์ องเรา ท่านไม่ได้ทําหน้าท่ี แคส่ อนหนังสือเทา่ นั้น แตท่ า่ นยัง
ทําหน้าที่เสมือนญาติผู้ใหญ่และเป็นพี่เลี้ยงให้กับศิษย์อีกด้วย เพราะท่านมีหัวใจของการบริการอยู่ตลอดเวลา
แต่คนที่มีจิตวิญญาณเป็นครู ท่านทําไปโดยไม่คิดหวังผลตอบแทนใด นอกจากอยากเห็นความก้าวหน้า
เจรญิ รงุ่ เรืองของศิษย์ท่านก็ปล้ืม ใจแลว้ ดว้ ยท่านมจี ติ เมตตาและมีจิตอาสา ท่ีไม่รูจ้ ักคาํ วา่ เหน็ดเหน่ือยทั้งนี้จิต
อาสาของครูสัมฤทธิ์ผลและมีประสิทธิภาพในการให้บริการวิชาการ มีองค์ประกอบของ ๕ ย.ร่วมด้วย คือ ยิ้ม
แยม้ ยกยอ่ ง ยอมแพ้ ยดื หยุ่น ยืนหยดั

ยนต์ ชมุ่ จติ (๒๕๕๓, หน้า๑๓๘-๑๓๙) ไดศ้ กึ ษาคุณสมบัตขิ องครทู ี่มีจติ วิญญาณความเป็นครู ควร
ประกอบด้วย ความประพฤติเรียบร้อย ความรู้ดี บุคลิกลักษณะและการแต่งกายดี สอนดี ตรงเวลา มีความ
ยตุ ิธรรม หาความรอู้ ยเู่ สมอ รา่ เริงแจ่มใส ซื่อสตั ย์ และเสียสละ

๒๒

จึงสรุปไดว้ า่ คณุ สมบัติของครูที่มีจิตวิญญาณความเป็นครนู ้ัน ประกอบด้วย ๑) ความมีเมตตาต่อ
ศิษย์ที่รวมถึงพฤติกรรมที่นักศึกษาได้รับรู้จากครู/อาจารย์ และนําไปใช้เป็นแบบอย่างในด้านการปลูกฝัง ดูแล
เอาใจใส่ลูก ศิษย์ ให้ความช่วยเหลือ เป็นกันเอง รับฟังความคิดเห็นของนกั ศึกษา และแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ
ให้กับนักศึกษา ๒) บุคลิกภาพดีคือ พฤติกรรมที่นักศึกษาแสดงออกด้วยความม่ันใจ มีการแต่งกายถูกต้องตาม
กฎระเบยี บ เปน็ แบบอยา่ งทดี่ ีแกศ่ ิษยท์ งั้ กาย วาจา และใจ ระมัดระวงั คําพดู ของตนเอง ปรับตัวและรบั ฟงั ความ
คิดเห็นของผู้อนื่ ๓) ความรอบรู้ โดยนักศึกษามีความรอบรู้ในวชิ าชีพครูในรายวชิ าเอกและมีความกระตือรือร้น
ในการเรียน มีความ เอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือผู้อื่น ค้นคว้าหาความรู้อยู่เสมอ๔) เทคนิคการสอนดีและ มีความ
หลากหลาย และ ๕) ความสามารถถ่ายทอดข้อมูลได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นําความรู้และประสบการณ์จาก
การร่วมกิจกรรม/ โครงการต่าง ๆ สู่บุคคลอื่น ๆ ที่รู้จักได้ และ ๖) มีจิตอาสา มีหัวใจของการบริการอยู่
ตลอดเวลา

ผลสมั ฤทธิข์ องจิตวิญญาณความเปน็ ครมู อื อาชีพ
จิตวิญญาณความเป็นครู จะเกิดผลตอ่ ตัวครูที่ปฏิบัติงานด้วยความเสียสละ อุทิศตนเพื่อการเรยี น

การสอน หรอื เพื่อการบรหิ าร เนน้ ทป่ี ระโยชน์ของส่วนรวมและผลทจี่ ะเกดิ ขนึ้ กับลกู ศิษย์ สังคม และผลสัมฤทธ์ิ
จติ วิญญาณความเป็นครู จะเกดิ ขน้ึ จากการปฏิบัตงิ านจริง ๆ ไม่ไดเ้ กดิ ข้ึนการมอบหมายหรอื การมอบอานาจแต่
อย่างใด ดงั นั้น ผลสัมฤทธจิ์ ะเกดิ ตอ่ ครู ดงั น้ี

๑. ช่วยพฒั นาหรือยกระดบั ความคิดและทกั ษะทจี่ ําเป็นในการเรียนการสอน
๒ มีคณุ ธรรมจรยิ ธรรม ศลี ธรรม ความรับผดิ ชอบตอ่ หน้าที่ และงานท่ีไดร้ บั มอบหมาย
๓. มีความยืดหยุน่ และเขา้ ใจในความเปลยี่ นแปลงของสังคม
๔. มองนักเรยี นว่ามีศักดศิ์ รคี วามเปน็ มนษุ ยแ์ ละมีศักยภาพ
๕ มีความสุขและมคี วามภาคภูมใิ จในอาชพี ครู
๖. ไดร้ ับการยอมรับและความศรัทธาจากสังคมและลกู ศิษย์
กล่าวโดยสรุปว่า การพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องให้มีความรู้ โดยเฉพาะทักษะการใช้เทคโนโลยี
และทักษะ ในการสอน ประพฤติเป็นแบบอย่างทด่ี ี เอาใจใส่ และหวงั ดีตอ่ ศษิ ย์ ปรารถนาใหศ้ ษิ ยท์ กุ คนได้มีการ
งานที่ดีทําและเป็นคนดีของสังคม การปฏิบัติงานของครูลักษณะดังกล่าวเรียกได้ว่าการปฏิบัติด้วย “จิต
วิญญาณความเป็นครู” การปฏบิ ตั ิหน้าที่ ของครูด้วยความวริ ยิ ะ มุ่งมั่นและทุ่มเทดว้ ยจติ และวิญญาณ อทุ ศิ ตน
เพื่อการสอน และมีการพัฒนาสื่อการสอนตลอด ก็จะทาให้เกิดความตระหนักและมุ่งมั่นทุ่มเทในการ ทํางาน
พยายามรกั ษาศักดิ์ศรแี ห่งตน และวชิ าชพี และทีส่ าํ คัญคือ ความศรทั ธาในวิชาชีพครู มุ่งมนั่ พัฒนาตนเอง ฉะน้ัน
จิตวิญญาณความเปน็ ครู จึงเป็นคุณลกั ษณะสําคัญของครูมอื อาชพี
ครูจะต้องมีการพัฒนาตนเอง และครูจะประสบผลดีต้องเกิดจากการพัฒนานั้น คือ “ใจ” หรือ
“จติ สาํ นกึ ” มีใจรกั ต่ออาชีพครู และใจต้องพร้อม ยอ่ มประสบความสาเร็จตามเปา้ หมาย ครูท่ีได้รับการพัฒนา
จะ มีมากน้อยเพียงใด ส่วนหนึง่ ก็ขึน้ กบั ต้นสังกัด จะให้โอกาสครูเหล่านี้ไดม้ ีโอกาศพัฒนาตนเองดา้ นการศกึ ษา
หรือไม่อย่างไร สังคมกําลังต้องการครูที่มีสานึกในความเป็นครู เสียสละ อดทน อุทิศตนในการสอนหรือการ
บรหิ ารกน็ ับวา่ เป็น “ครทู ม่ี ีจติ วญิ ญาณความเป็นครู” ปฏบิ ตั ิหนา้ ท่แี ละพฒั นาตนเองอย่างต่อเนื่องระมัดระวัง
การประพฤตปิ ฏิบัติให้อยู่ในหลักศีลธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ ซ่งึ ลกั ษณะ ดังกลา่ ว จะนาํ ไปสู่การเป็น “ครู
มอื อาชีพ” ควร มลี ักษณะ ๓ ประการ ดังนี้ ๑) แสวงหาความรู้ พัฒนาตนเองตลอดเวลา เนน้ เจตนาท่จี ะให้
ผ้รู ว่ มงานประสบ ความสําเรจ็ ด้วยกนั ๒) ความปรารถนาดี เปน็ ความคดิ ทอี่ ยเู่ หนือระดับเหตุผลและตรรกะ
เป็นความคิดที่มาจากจิต วิญญาณหรือจิตใต้สํานึก ๓) สร้างความเชื่อมั่นในตนเอง มุ่งมั่นในการทํางาน
และศรัทธาในผลสําเร็จที่เกิดจากการ ปฏิบัติงาน หากครูปฏิบัติงานด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น และประพฤติตนตาม

๒๓

หลักจรรยาบรรณวิชาชีพ โดยที่ครูจะต้อง ดําเนินการเรียนการสอนโดยการยึดจรรยาบรรณต่อวิชาชีพ ต่อ
ผ้เู รยี น และต่อตนเอง

๒.๓ อาํ นาจหน้าทีค่ รุ ุสภาตามพระราชบัญญัตสิ ภาครูและบคุ ลากรทางการศกึ ษา พ.ศ. ๒๕๔๖
มาตรา ๙ (๕) และ (๖) “สนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนา วิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพ และ

จรรยาบรรณของวชิ าชพี รวมทง้ั การสง่ เสริมสนบั สนุนยกย่อง และผดงุ เกียรติ ผปู้ ระกอบวชิ าชพี ทางการศึกษา
คุรุสภามีหน้าที่สนับสนุน ส่งเสริมและพัฒนาวิชาชีพตามมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของ

วชิ าชพี รวมทง้ั การส่งเสริมสนบั สนุนยกย่องและผดงุ เกยี รตผิ ปู้ ระกอบวิชาชพี ทางการศึกษาตามพระราชบัญญัติ
สภาครแู ละบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๖ มาตรา ๑๕ (๕) และ (๖) ในฐานะองค์กรวชิ าชีพทีม่ ีระบบและ
กลไกในการส่งเสริมสนับสนุนเชื่อมโยงการผลิตการคัดกรอง และพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพครูและบุคลากร
ทางการศึกษาที่มีคุณภาพได้มาตรฐานสากล ซึ่งมีพันธกิจ (Mission) ข้อ ๒.๒ พัฒนาวิชาชีพ และสงเสริม ครู
และบุคลากรทางการศึกษา ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพ ตามยุทธศาสตร์ที่ ๑ ในแผนปฏิบัติงาน ๔ ปี
(พ.ศ. ๒๕๑๑ – ๒๕๖๔) สํานักนโยบายและแผนสาํ นกั งานเลขาธกิ ารครุ ุสภา โดยมเี ป้าหมาย คือ

เปา้ หมายที่ ๑ ผ้เู รียนไดเ้ รียนรู้กับผปู้ ระกอบวชิ าชีพครแู ละบุคลากรทางการศึกษา ท่มี จี ิตวญิ ญาณ
ของ ความเป็นครู มีความร้คู วามสามารถอย่างแทจ้ รงิ

เป้าหมายที่ ๒ ผเู้ ขา้ สวู่ ิชาชีพครแู ละบุคลากรทางการศึกษาเป็นผู้มีจิตวิญญาณของความเป็นครู
มคี วามรคู้ วามสามารถอย่างแท้จริง

๒.๔ แนวคิดเกีย่ วกับชุมชนการเรยี นร้ทู างวิชาชพี (Professional Learning Community : PLC)
ความหมายของคาํ ว่า E-PLC
การสง่ เสรมิ กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรทู้ างวิชาชพี เพือ่ พฒั นาจรรยาบรรณวิชาชีพผา่ น

ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื E-PLC ซึ่งย่อมาจากภาษาอังกฤษว่า Ethics in Professional Learning
Community

ตัว “E” ย่อมาจากภาษาอังกฤษว่า Ethics หมายถึง จรรยาบรรณ หรือจรรยาบรรณของวิชาชพี
ซึ่งเปน็ มาตรฐานการปฏิบตั ิตนที่กําหนดขึ้นเป็นแบบแผนในการประพฤตติ นซง่ึ ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา
ต้องปฏิบัติตาม เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาให้เป็น
ทเ่ี ชื่อถือศรัทธาแก่ผูร้ ับบริการ และสังคมอันจะนํามาซึง่ เกียรติและศักดิศ์ รีแหง่ วิชาชพี

สว่ นคาํ วา่ “PLC” ย่อมาจากภาษาอังกฤษวา่ Professional Learning Community คือ ชุมชน
แห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ หมายถึง การที่กลุ่มนักการศึกษาได้มาตกลงที่จะร่วมมือกันทํางาน โดยใช้การ
สืบเสาะ และกระบวนการวิจัยปฏิบัติการเพื่อค้นหาวิธีการที่ดีที่สุดที่จะนํามาจัดให้กับผู้เรียน การทํางาน
ดังกล่าวอยู่บนข้อตกลงเบื้องต้นที่ว่าจะกระทําอย่างต่อเนื่อง และทําให้นักการศึกษาเกิดการเรียนรู้และ
เชีย่ วชาญจากการทํางานคร้ังนี้ร่วมกนั (Richard DuFour สรปุ ความโดย มนตรี แยม้ กสกิ ร, ๒๕๖๔)

ดังนั้น E-PLC จึงเป็นเครื่องมอื ในการพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านกระบวนการชุมชนแหง่ การ
เรียนรู้ทางวชิ าชีพ โดยการรวมตัว ร่วมใจ รว่ มพลงั ร่วมทํา และร่วมเรียนรรู้ ่วมกนั ของครู ผบู้ รหิ าร และนักการ
ศึกษา บนพื้นฐานวัฒนธรรมความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร สู่คุณภาพการจัดการเรียนรูท้ ี่เน้นความสําเรจ็ หรือ
ประสิทธผิ ลของ ผเู้ รียนเปน็ สาํ คญั และความสขุ ของการทํางานรว่ มกนั ของสมาชิกในชุมชนดว้ ยความเช่ือว่าการ
เรยี นรู้ของครูนําไปสู่การ เรยี นรู้ของผเู้ รียน แมว้ ่าครูจะมีความแตกต่างกนั เม่ือมีกระบวนการแลกเปล่ียนเรียนรู้
รว่ มกนั ก็จะสามารถพัฒนา ศกั ยภาพของผูเ้ รียนใหบ้ รรลุเป้าหมายได้

ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC: Professional Learning Community) มีพื้นฐานแนวคิด
มาจากภาคธุรกิจเกี่ยวกับความสามารถขององค์กรในการเรียนรู้ (Thompson, Gregg, & Niska, ๒๐๐๔)

๒๔

เป็น การนําแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้มา ประยุกต์โดยอธิบายว่า การอุปมาที่เปรียบเทียบให้โรงเรียนเป็น
“องค์กร” นั้น น่าจะไม่เหมาะสมและถูกต้อง แท้จริงแล้วโรงเรียน มีความเป็น “ชุมชน” มากกว่าความเป็น
องค์กร ซึ่งความเป็น “องค์กร” กับ “ชุมชน”มีความแตกตา่ งกันท่ีความเปน็ ชุมชน จะยึดโยงภายในต่อกันด้วย
ค่านิยม แนวคิด และความผูกพันร่วมกันของทุกคนที่เป็นสมาชิก ซึ่งเป็นแนวคิดตรงกันข้ามกับ “ความเป็น
องค์กร” ที่มีความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในลักษณะที่ยึดตามระดับลดหลั่นกันลงมา มีกลไกการควบคุมและ
มีโครงสรา้ งแบบตงึ ตวั ทเ่ี ตม็ ไปด้วยกฎระเบยี บและวฒั นธรรมของการใช้อํานาจเปน็ หลกั ในขณะที่ “ชมุ ชน” จะ
ใช้อิทธิพลที่เกิดจากการมีค่านิยม และวัตถุประสงค์ร่วมกันเป็นความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเชิงวิชาชีพ
มีความเป็นกัลยาณมิตรเชิงวิชาการ และยึดหลักต้องพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน แบบผนึกกําลังกันในการ
ปฏิบัติงานที่มุ่งสู่พัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสําคัญ นอกจากนี้ “องค์กร” ยังทําให้เกิดคุณลักษณะ
บางอย่างขึ้น เช่นลดความเป็นกันเองต่อกันลงมีความเป็นราชการมากขึ้น และถูกควบคุมจากภายนอก
ให้ต้องรักษาสถานภาพเดิมของหน่วยงานไว้ จึงเห็นว่าถ้ามองโรงเรียนในฐานะแบบองค์กรดังกล่าวแล้ว
กจ็ ะทาํ ให้โรงเรียนมคี วามเป็นแบบทางการท่ีสร้างความรู้สกึ หา่ งระหว่างบุคคลมากยิ่งขน้ึ มีกลไกทบ่ี งั คบั ควบคุม
มากมายและมักมีจุดเน้นในเรื่องที่เป็นงานด้านเทคนิคเป็นหลักในทางตรงข้ามถ้ายอมรับว่า โรงเรียนมี ฐานะ
แบบที่เป็นชุมชนแล้วบรรยากาศที่ตามมาก็คือสมาชิกมีความผูกพันต่อกันด้วยวัตถุประสงค์ร่วม มีการสร้าง
สมั พันธภาพท่ีใกล้ชดิ สนทิ สนม และเกดิ การรว่ มสร้างบรรยากาศท่ีทุกคนแสดงออกถึง ความห่วงหาอาทรต่อกัน
และช่วยดูและสวสั ดิภาพร่วมกนั (Sergiovanni, ๑๙๙๔) โดยที่ใส่ใจร่วมกันถึง การเรียนรู้และความรับผิดชอบ
หลักรว่ มกันของชมุ ชนนัน้ คือพฒั นาการการเรียนรขู้ องผูเ้ รียน

ด้านความสําคัญของ PLC จากผลการวิจัยโดยของ Hord (๑๙๙๗) ที่ยืนยันว่า การดําเนินการ
ในรูปแบบ PLC นําไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพทั้งด้านวิชาชีพและผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนจากการ
สังเคราะห์รายงานการวิจัยเกี่ยวกับโรงเรียนที่มี การจัดตั้ง PLC โดยใช้คําถามว่า โรงเรียนดังกล่าวมีผลลัพธ์
อะไรบา้ งที่แตกต่างไปจากโรงเรยี นทัว่ ไปที่ไมม่ ชี ุมชนแห่งวชิ าชีพ และถา้ แตกตา่ งแลว้ จะมีผลดีต่อครูผู้สอนและ
ต่อนักเรียนอยา่ งไรบ้าง ซึ่งมผี ลสรปุ ๒ ประเด็น ดงั นี้

ประเด็นที่ ๑ ผลดีต่อครูผู้สอน พบว่า PLC ส่งผลต่อครูผู้สอน กล่าวคือลดความรู้สึกโดดเดี่ยว
งานสอนของครเู พ่ิมความร้สู ึกผูกพันต่อพันธะกิจและเป้าหมายของโรงเรยี นมากข้ึน โดยเพมิ่ ความกระตือรือร้น
ที่จะปฏิบัติให้บรรลุพันธะกิจอย่างแข็งขันจนเกิดความรู้สึกว่าต้องการร่วมกันเรียนรู้และรับผิดชอบต่อ
พฒั นาการโดยรวมของนักเรียน ถือเป็น “พลังการเรยี นรู้” ซ่ึงสง่ ผลใหก้ ารปฏิบัติการสอน ในชั้นเรียนให้มีผลดี
ยิ่งขึ้น กล่าวคือ มีการค้นพบความรู้และความเชื่อที่เกี่ยวกับวิธีการสอน และตัวผู้เรียน ซึ่งที่เกิดจากการคอย
สังเกตอย่างสนใจ รวมถึงความเข้าใจในด้านเนื้อหาสาระที่ต้องจัดการเรียนรู้ได้แตกฉาน ยิ่งขึ้นจนตระหนักถึง
บทบาทและพฤติกรรมการสอนที่จะช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด อีกทั้ง การรับทราบข้อมูล
สารสนเทศต่างๆ ที่จําเป็นต่อวิชาชีพได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็วขึ้นส่งผลดีต่อ การปรับปรุงพัฒนางาน
วิชาชีพได้ตลอดเวลา เป็นผลให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะพัฒนาและอุทิศตนทางวิชาชีพเพื่อศิษย์ซึ่งเป็นทั้งคุณคา่
และขวัญกําลังใจต่อการปฏิบัติงานให้ดียิ่งขึ้นที่สําคัญ คือยังสามารถลดอัตราการลาหยุดงานน้อยลงเมื่อ
เปรียบเทียบกับโรงเรยี นแบบเก่ายังพบว่ามคี วามก้าวหน้าในการปรับเปลี่ยนวิธีการ จัดการเรียนรู้ ให้สอดคล้อง
กับ ลักษณะผู้เรียนได้อย่างเด่นชัด และรวดเร็วกว่าที่พบในโรงเรียนแบบเก่า มีความผูกพันที่จะสร้างการ
เปลย่ี นแปลงใหม่ ๆ ใหป้ รากฏ อย่างเดน่ ชดั และย่งั ยนื

ประเดน็ ที่ ๒ ผลดีตอ่ ผเู้ รียน พบว่า PLC ส่งผลต่อผูเ้ รียน กลา่ วคอื สามารถลดอตั ราการตกซ้ำชั้น
และจํานวนชั้นเรียนที่ต้องเลื่อนหรือชะลอการจัดการเรียนรู้ให้น้อยลง อัตราการขาดเรียนลดลง มีผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวิชาการอ่านที่สูงขึ้นอย่างเด่นชัด เมื่อเทียบกับโรงเรียน
แบบเก่า สุดท้าย คือ มีความแตกต่างด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ระหว่างกลุ่มนักเรียนที่มีภูมิหลัง ไม่

๒๕

เหมือนกันและลดลงชดั เจน
สรุปคือ PLC มีพัฒนาการมาจากกลยุทธ์ระดับ องค์กรที่มุ่งเน้นให้องค์กรมีการปรับตัวต่อกระแส

การเปลี่ยนแปลง ของสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเริ่มพัฒนาจากแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ และ
ปรบั ประยกุ ตใ์ หม้ คี วามสอดคล้องกับบรบิ ทของโรงเรียนและการเรยี นรูร้ ่วมกนั ในทางวิชาชพี ทีม่ หี นา้ งานสําคัญ
คือ ความรับผิดชอบการเรียนรู้ของผู้เรียนร่วมกันเป็นสําคัญ จากการศึกษาหลายโรงเรียนในประเทศ
สหรัฐอเมริกาที่ดําเนินการในรูปแบบ PLC พบว่าเกิดผลดีทั้งวิชาชีพครูและผู้เรียน ที่มุ่งพัฒนาการของผู้เรียน
เปน็ สาํ คญั

๒.๕ องค์ประกอบของชุมชนการเรยี นรู้ทางวิชาชีพในบริบทสถานศกึ ษา
PLC ในระดับสถานศึกษา หรือระดับผู้ประกอบวิชาชีพ นําเสนอเป็นองค์ประกอบ ของ PLC ที่มาจาก

ข้อมูลที่รวบรวม และวิเคราะหจ์ ากเอกสารท้ังในประเทศไทยและต่างประเทศ นําเสนอเป็น ๖ องค์ประกอบของ PLC
ในบริบทสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วย วิสัยทัศน์ร่วมทีมร่วมแรงร่วมใจ ภาวะผู้นําร่วม การเรียนรู้และการพัฒนา
วชิ าชีพ ชุมชนกลั ยาณมติ ร และโครงสร้างสนบั สนุน ชุมชนนําเสนอ จากการสังเคราะห์แนวคดิ ต่างๆ และรายละเอียด
ต่อไปนี้

องคป์ ระกอบท่ี ๑ วิสัยทัศนร์ ว่ ม (Shared Vision)
วสิ ยั ทัศนร์ ่วมเป็นการมองเหน็ ภาพ เปา้ หมาย ทิศทาง เส้นทาง และสง่ิ ที่จะเกดิ ข้ึนจริงเป็นเสมือน

เข็มทิศในการขับเคลื่อน PLC ที่มีทิศทางร่วมกัน โดยมีวิสัยทัศน์เชิงอุดมการณ์ทางวิชาชีพร่วมกัน
(Sergiovanni, ๑๙๙๔) คือพัฒนาการ การเรียนรขู้ องผู้เรยี นเป็นภาพความสําเรจ็ ที่มุง่ หวังในการนําทางร่วมกัน
(Hord, ๑๙๙๗) อาจเป็นการมองเริ่ม จากผู้นําหรือกลุ่มผู้นําที่มี วิสัยทัศน์ทําหน้าที่เหนี่ยวนําให้ผู้ร่วมงานเห็น
วิสัยทัศนน์ ั้นร่วมกัน หรือ การมองเห็นจากแตล่ ะปจั เจกที่มีวิสัยทัศน์เห็นในสิ่งเดียวกัน วิสัยทัศน์ร่วมมลี กั ษณะ
สําคญั ๔ ประการ (๔ Shared) มีรายละเอียดสําคัญ ดังนี้

๑) การเห็นภาพและทิศทางร่วม (Shared Vision) จากภาพความเชื่อมโยงให้เห็นภาพ
ความสําเร็จร่วมกันถึงทิศทางสําคัญของการทํางานแบบมอง “เห็นภาพเดียวกัน” (Hord, ๑๙๙๗; Hargreaves,
๒๐๐๓)

๒) เป้าหมายรว่ ม (Shared Goals) เปน็ ทั้งเปา้ หมาย ปลายทาง ระหวา่ งทาง และเป้าหมาย
ชีวิตของสมาชิกแต่ละคนที่ สัมพันธ์กันกับเปา้ หมายร่วมของชมุ ชนการเรียนรู้ฯ ซึ่งเป็นความเชื่อมโยงให้เหน็ ถงึ
ทิศทางและเป้าหมายในการทํางานร่วมกัน โดยเฉพาะเป้าหมายสําคัญ คือพัฒนาการการเรียนรู้ของผู้เรียน
(Hargreaves, ๒๐๐๓; Schmoker, ๒๐๐๔; DuFour, ๒๐๐๖)

๓) คุณค่าร่วม (Shared Values) เป็นการเห็นทั้งภาพเป้าหมาย และที่สําคัญเมื่อเห็นภาพ
ความเชื่อมโยงแล้ว ภาพดังกล่าวมีอิทธิพลกับการตระหนักถึงคุณค่าของตนเองและของงานจนเชื่อมโยง
เป็นความหมายของงานที่เกิดจากการตระหนัก รู้ของสมาชิกใน PLC จนเกิดเป็นพันธะสัญญาร่วมกัน ร่วมกัน
หลอมรวมเป็น “คุณค่าร่วม” ซึ่งเป็นขุมพลังสําคัญที่จะเกิดพลังในการไหลรวมกันทํางานในเชิงอุดมการณ์
ทางวิชาชพี รว่ มกนั (Hord, ๑๙๙๗; DuFour, ๒๐๐๖; Hargreaves, ๒๐๐๓)

๔) ภารกจิ ร่วม (Shared Mission) เป็นพนั ธกิจแนวทางการปฏบิ ัติร่วมกนั เพื่อใหบ้ รรลุ ตาม
เป้าหมายรว่ ม รวมถึงการ เรยี นรขู้ องครใู นทุกๆ ภารกิจ สิ่งสาํ คญั คือ การปฏริ ูปการเรยี นรู้ ที่ม่งุ การเรียนรู้ ของ
ผู้เรียนเป็นหัวใจสําคัญ (Hord, ๑๙๙๗) โดยการเริ่มจากการรับผิดชอบในการพัฒนาวิชาชีพเพื่อศิษย์ ร่วมกัน
ของครู (Louis & Kruse, ๑๙๙๕; Sense, ๒๐๐๐; DuFour, ๒๐๐๖)

องค์ประกอบท่ี ๒ ทีมร่วมแรงรว่ มใจ (Collaborative Teamwork)
ทีมร่วมแรงร่วมใจ เป็นการพัฒนามาจากกลุ่มที่ทํางาน ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ ลักษณะการ

๒๖

ทํางานร่วมกันแบบมีวิสัยทัศน์ คุณค่า เป้าหมาย และพันธกิจร่วมกัน รวมกันด้วยใจ จนเกิดเจตจํานงในการ
ทํางานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้บรรลุผลที่การเรียนรู้ของผู้เรียน (Louis, Kruse, & Marks, ๑๙๙๖)
การเรียนรู้ของทีม และการเรียนรู้ของครู บนพื้นฐานงานที่มี ลักษณะต้องมีการคิดร่วมกัน วางแผนร่วมกัน
ความเข้าใจร่วมกัน ข้อตกลงร่วมกัน การตัดสินใจร่วมกัน แนวปฏิบัติร่วมกัน การประเมินผลร่วมกัน และการ
รับผิดชอบร่วมกัน จากสถานการณ์ ที่งานจริงถือเป็นโจทยร์ ว่ ม (Hargreaves, ๒๐๐๓; Stol & Louis, ๒๐๐๗)
ให้เห็นและรู้เหตุปัจจัย กลไก ในการ ทํางานซึ่งกันและกัน แบบละวางตัวตนให้มากที่สุด ( There's no I
in team) (DuFour, ๒๐๐๖) จนเห็นและรู้ ความสามารถของแต่ละคนร่วมกัน เห็นและรับรู้ถึงความรู้สึก
ร่วมกัน ในการทํางานจนเกิดประสบการณ์ หรือความสามารถในการทํางาน และพลังในการร่วมเรียนรู้ร่วม
พัฒนาบนพื้นฐานของพันธะร่วมกันที่เน้น ความสมัครใจ และการสื่อสารที่มีคุณภาพบนพื้นฐานการรับฟังและ
ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม การที่ PLC เน้นการขับเคลื่อน ด้วยการทํางานแบบทีมร่วมแรง
ร่วมใจที่ทําให้ลงมือทําและเรียนรู้ไปด้วยกัน ด้วยใจอย่างสร้างสรรค์ต่อเนื่องนั้น ซึ่งมีลักษณะพิเศษของการ
รวมตัวทเ่ี หนียวแนน่ จากภายใน นน่ั คอื การเปน็ กัลยาณมิตรทาํ ให้เกิดทีมใน PLC อยูร่ ่วมกนั ด้วยความสมั พันธ์ท่ี
ต่างช่วยเหลือเกื้อกูล ดูแลซึ่งกัน จึงทําให้การทํางานเต็มไปด้วยบรรยากาศที่มีความสุข ไม่โดดเดี่ยว
(Sergiovanni, ๑๙๙๔; Fullan, ๑๙๙๙) ซึ่งรูปแบบของ ทีมจะมีเป็นเช่นไรนั้นข้ึนอยู่กบั เป้าประสงค์ หรือพันธ
กิจในการดาํ เนินการของชุมชนการเรยี นรู้ เช่น ทีมรว่ มสอน ทีมเรยี นรู้ และกล่มุ เรยี นรู้ เป็นตน้ (วิจารณ์ พานิช,
๒๕๕๔; Olivier &Hipp, ๒๐๐๖; Little & McLaughlin, ๑๙๙๓)

องคป์ ระกอบท่ี ๓ ภาวะผ้นู าํ รว่ ม (Shared Leadership)
ภาวะผนู้ ําร่วมใน PLC มีนยั สําคัญ ๒ ลกั ษณะสําคญั คอื ภาวะผู้นําผสู้ รา้ งใหเ้ กิดการนําร่วม และ

ภาวะผนู้ ําร่วมกนั ใหเ้ ปน็ PLC ที่ขบั เคล่ือนด้วยการนาํ รว่ มกัน รายละเอยี ดดงั นี้
๑) ภาวะผู้นําผู้สร้างใหเ้ กิดการนําร่วมเป็นผูน้ ําทีส่ ามารถทําให้สมาชกิ ใน PLC เกิดการเรียนรู้

เพือ่ การเปลยี่ นแปลงทง้ั ตนเองและวิชาชีพ (Kotter& Cohen, ๒๐๐๒) จนสมาชิกเกิดภาวะผู้นาํ ในตนเองและ
เป็นผู้นําร่วมขับเคลื่อน PLC ได้โดยมี ผลมาจากการเสริมพลังอํานาจจากผู้นําทั้งทางตรง และทางอ้อม
โดยเฉพาะการเป็นผู้นําท่ีเร่ิมจากตนเองก่อนดว้ ยการลงมือทํางาน อย่างตระหนกั รู้ และใส่ใจ ให้ความสําคัญกับ
ผู้ร่วมงานทกุ ๆ คน (Olivier & Hipp, ๒๐๐๖) จนเป็นแบบที่มีพลงั เหนยี วนาํ ให้ ผู้ร่วมงาน มีแรงบันดาลใจและ
มีความสุขกับการทํางานด้วยกันอย่างวิสัยทัศน์ร่วม (Hargreaves, ๒๐๐๓) รวมถึงการนํา แบบไม่นํา โดยทํา
หนา้ ทผี่ ู้สนบั สนนุ และเปดิ โอกาสใหส้ มาชกิ เติบโตด้วยการสร้างความเปน็ ผ้นู าํ ร่วม ผู้นาํ ทจี่ ะ สามารถสรา้ งใหเ้ กิด
การนําร่วมดังกล่าว ควรมีคุณลักษณะสําคัญ ดังนี้ มีความสามารถในการลงมือทํางานร่วมกัน การเข้าไปอยู่ใน
ความรู้สึกของผู้อื่นได้ การตระหนักรู้ในตนเอง ความเมตตากรุณา การคอยดูแล ช่วยเหลือ เกื้อกูลกัน การโค้ช
ผู้ร่วมงานได้ การสร้างมโนทัศน์ การมวิสัยทัศน์การมีความมุ่งมั่นและทุ่มเท ต่อการเติบโตของผู้อ่ื น เป็นต้น
(Thompson, Gregg, &Niska, ๒๐๐๔)

๒) ภาวะผู้นําร่วมกันเป็นผู้นําร่วมกันของสมาชิก PLC ด้วยการกระจายอํานาจ เพิ่มพลัง
อํานาจซึ่งกันและกันให้สมาชิก มีภาวะผู้นําเพิ่มขึ้น จนเกิดเป็น “ผู้นําร่วมของครู” (Hargreaves, ๒๐๐๓) ใน
การขบั เคลอื่ น PLC ม่งุ การพฒั นาการจดั การเรียนรู้ ทเ่ี น้นผูเ้ รียนเปน็ สาํ คัญ โดยยดึ หลกั แนวทางบริหาร จัดการ
ร่วม การสนับสนุน การกระจายอํานาจ การสร้างแรงบันดาลใจของครู โดยครูเป็นผู้ลงมือกระทํา หรือครูทํา
หน้าที่เป็นประธาน” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้ไม่ใช่ “กรรม” หรือ ผู้ถูกกระทํา และ
ผู้ถูกให้กระทํา (วิจารณ์ พานิช, ๒๕๕๔) ซึ่งผู้นําร่วมจะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อมีบรรยากาศส่งเสริมให้ครูสามารถ
แสดงออกด้วย ความเต็มใจ อิสระปราศจากอํานาจครอบงําที่ขาดความเคารพ ในวิชาชีพ แต่ยึดถือปฏิบัติ
รว่ มกันใน PLC นั้นคอื “อํานาจทางวิชาชีพ” (Hargreaves, ๒๐๐๓) เปน็ อาํ นาจเชิงคุณธรรมท่ีมีข้อปฏิบัติท่ีมา
จากเกณฑ์และมาตรฐานที่เห็นพ้องตรงกันหรือกําหนดร่วมกันเพื่อยึดถือเป็นแนวทางร่วมกันของผู้ประกอบ

๒๗

วชิ าชีพครทู ้งั หลายในPLC (Thompson etal.,๒๐๐๔)
สรุป คือ ภาวะผูน้ ํารว่ มดังที่กล่าวมา มีหัวใจสําคญั คอื นําการเรยี นรู้เพื่อการเปล่ียนแปลงตนเอง

ของแต่ละคน ทั้งสมาชกิ และผ้นู ําโดยตาํ แหนง่ เมื่อใดทบี่ ุคคลนน้ั เกดิ การเรยี นรู้ ทง้ั ด้านวิชาชีพและชีวิตจนเกิด
พลังการเปลี่ยนแปลงท่ีส่งผลต่อ ความสุขในวิชาชพี ของตนเอง และผู้อื่น ภาวะผู้นําร่วมจะเกิดผลต่อความเป็น
PLC

องค์ประกอบที่ ๔ การเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพ (Professional learning and development)
การเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพใน PLC มีจุดเน้นสําคัญ ๒ ด้าน คือ การเรียนรู้ เพื่อพัฒนา

วชิ าชพี และการเรยี นรู้เพื่อจิตวิญญาณความเปน็ ครู รายละเอียดดงั นี้
๑) การเรียนรู้เพื่อพัฒนาวิชาชีพ หัวใจสําคัญการเรียนรู้ บนพื้นฐานประสบการณ์ตรงในงาน

ที่ลงมือปฏิบัติจริง ร่วมกันของ สมาชิก จะมีสัดส่วนการเรียนรู้มากกว่าการอบรมจากหน่วยงานภายนอก
อ้างถงึ แนวคิดของ Dale (๑๙๖๙) แนวคิดกรวย ประสบการณ์ (Cone of Experience) ยนื ยัน อยา่ งสอดคล้อง
ว่าการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรงจะส่งผลต่อประสิทธิภาพ และประสิทธิผล การเรียนรู้ได้มากที่สุด ด้วย
บริบท PLC ที่มีการ ทํางานร่วมกันเป็นทีม (Sergiovanni, ๑๙๙๔) จึงทําให้ การเรียนรู้จากโจทย์และ
สถานการณ์ที่ครูจะต้องจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสําคัญ เป็นการร่วมเห็น ร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมรับผิดชอบ
(Dufour, ๒๐๐๖) ทําให้บรรยากาศการพัฒนาวิชาชีพของครูรู้สึกไม่โดดเดี่ยว คอยสะท้อนการเรียนรู้และ
ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถือเป็นพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกันที่ใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น สะท้อนการ เรียนรู้
สุนทรียะสนทนา การเรียนรู้สืบเสาะแสวงหา การสร้างมโนทัศน์ ริเริ่มสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ๆ การคิดเชิงระบบ
การ สร้างองค์ความรู้ การเรียนรู้บนความเข้าใจการทํางานของสมอง และ การจัดการความรู้ เป็นต้น (สุรพล
ธรรมรม่ ดี และคณะ, ๒๕๕๓, Stol & Louis, ๒๐๐๗)

๒) การเรียนรู้เพื่อจิตวิญญาณความเป็นครู เป็นการเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเองจากข้างใน หรือ
วุฒิภาวะความเป็นครู ให้เป็นครูที่สมบูรณ์ โดยมีนัยสําคัญ คือ การเรียนรู้ตนเอง การรู้จักตนเองของครู เพื่อที่จะ
เข้าใจมิติของผู้เรียนที่มากกว่าความรู้ แต่เป็นมิติของความเป็นมนุษย์ ความฉลาด ทางอารมณ์ เมื่อครูมี ความเข้าใจ
ธรรมชาติตนเองแลว้ จึงสามารถมองเห็นธรรมชาติของ ศิษย์ตนเอง อย่างถ่องแท้ จนสามารถสอน หรือจัดการเรียนรู้
โดยยึด การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นสําคัญได้ รวมถึงการเรียนรู้ร่วมกันของ สมาชิกในชุมชน (Hargreaves, ๒๐๐๓)
ที่ต้องอาศัยการตระหนักรู้ สติ การฟัง การใคร่ครวญ เป็นต้น จิตที่สามารถเรียนรู้และเป็นครู ได้อย่างแท้จริงนั้นจะ
เป็นจิตที่เต็มไปด้วยความรัก ความเมตตา การ กรุณา และความอ่อนน้อม เห็นศิษย์เป็นครู เห็นตนเองเป็นผู้เรียนรู้
มีพลังเรียนรู้ในทุกสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น การเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง การเรียนรู้
อย่างใครค่ รวญ และการฝึกสติ เป็นต้น (สรุ พล ธรรมร่มดี และคณะ, ๒๕๕๓)

สรุปการเรียนรู้และการพัฒนาวิชาชีพของ PLC นั้นมีหัวใจสําคัญคือการเรียนรู้ร่วมกัน
อยา่ งมคี วามสุขของ ทีมเรยี นรู้ เปน็ บรรยากาศที่เปิดพื้นที่การเรียนรูแ้ บบนําตนเองของครูเพื่อการเปลี่ยนแปลง
พัฒนาตนเองและวิชาชีพอย่างตอ่ เนื่องเปน็ สําคัญ

องค์ประกอบท่ี ๕ ชุมชนกลั ยาณมิตร (Caring community)
กลุ่มคนที่อยู่ร่วมโดยมีวิถีและวัฒนธรรมการอยู่ร่วมกัน ในชุมชน มีคุณลักษณะคือ มุ่งเน้นความ

เป็นชุมชนแห่งความสุข สุขทั้งการทํางานและการอยู่ร่วมกันที่มีลักษณะวัฒนธรรมแบบ “วัฒนธรรมแบบ
เปิดเผย” ที่ทุกคน มีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของตนเป็นวิถีแห่งอิสรภาพ และเป็นพื้นที่ให้ความรู้สึก
ปลอดภัย หรือ ปลอดการใช้อํานาจกดดันบนพื้นฐานความไว้วางใจ เคารพซึ่งกันและกัน มีจริยธรรมแห่งความ
เอื้ออาทร เป็นพลังเชิงคุณธรรม คุณงามความดีที่สมาชิกร่วมกันทํางานแบบอุทิศตนเพื่อวิชาชีพโดยมีเจตคติ
เชงิ บวกต่อการศึกษาและผู้เรยี นสอดคลอ้ งกับ Sergiovanni (๑๙๙๔) ทว่ี า่ PLC เปน็ กลมุ่ ทมี่ วี ิทยสมั พันธ์ต่อกัน
เป็นกลุ่มที่เหนียวแน่นจากภายใน ใช้ความเป็นกัลยาณมิตรเชงิ วิชาการต่อกัน ทําให้ลดความโดดเดี่ยว ระหว่าง

๒๘

ปฏิบัติงานสอนของครู เช่ือมโยงปฏิสัมพันธ์กันทั้งในเชิงวิชาชีพ และชีวิต มีความศรัทธาร่วม อยู่ร่วมกันแบบ
“สังฆะ” ถือศลี หรอื หลกั ปฏิบัตริ ว่ มกัน โดยยึดหลกั พรหมวิหาร ๔ เมตตา กรุณา มฑุ ิตา อเุ บกขา เป็นชุมชนท่ี
ยึดหลักวินัยเชิงบวก เชื่อมโยงการพัฒนา PLC ไปกับวิถีชีวิตตนเองและวิถีชีวิตชุมชน อันเป็นพื้นฐานสําคัญ
ของ สังคมฐานการพึ่งพาตนเอง (สุรพล ธรรมร่มดี และคณะ, ๒๕๕๓) มีบรรยากาศของ “วัฒนธรรมแบบ
เปิดเผย” ทุกคนมีเสรีภาพที่จะแสดงความคิดเห็นของตน เป็นวิถี แห่งอิสรภาพ ยึดความสามารถ และสร้าง
พื้นที่ปลอดการใช้อํานาจกดดัน (Boyd, ๑๙๙๒) ดังกล่าวนี้ สามารถ ขยายกรอบให้กว้างขวางออกไปจนถึง
เครือขา่ ยทส่ี ัมพันธ์กบั ชุมชนตอ่ ไป

องคป์ ระกอบที่ ๖ โครงสร้างสนับสนนุ ชมุ ชน (Supportive structure)
โครงสร้างที่สนับสนุนการก่อเกิดและคงอยู่ของ PLC มีลักษณะ ดังนี้ ลดความเป็นองค์การที่ยึด

วฒั นธรรมแบบราชการ หนั มาใช้ วฒั นธรรมแบบกัลยาณมติ รทางวิชาการแทน และเปน็ วฒั นธรรมทสี่ ่งเสรมิ วิสัยทัศน์
การดําเนินการที่ต่อเนื่อง และ มุ่งความยั่งยืน จัดปัจจัยเงื่อนไขสนับสนุนตามบริบทชุมชนมี โครงสร้างองค์การแบบ
ไม่รวมศูนย์ (Sergiovanni, ๑๙๙๔) หรือ โครงสร้างการปกครองตนเองของชุมชน เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างครู
ผู้ปฏิบัติงานสอนกับฝ่ายบริหารให้น้อยลง มีการบริหารจัดการ และการปฏิบัติงานในสถานศึกษาที่เน้นรูปแบบ
ทีมงาน เป็นหลัก (Hord, ๑๙๙๗) การจัดสรรปัจจัยสนับสนุนให้เอื้อต่อการดําเนินการของ PLC เช่น เวลา วาระ
สถานที่ ขนาดชั้นเรียน ขวัญกําลังใจ ข้อมูลสารสนเทศ และอื่นๆ ที่ตามความจําเป็นและบริบท ของแต่ละชุมชน
(Boyd, ๑๙๙๒) โดยเฉพาะการเอาใจใส่สิ่งแวดล้อม ให้เกิดบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และ อยู่ร่วมกันอย่างมี
ความสุข (สรุ พล ธรรมรม่ ดี และคณะ, ๒๕๕๓) มีรูปแบบการ สือ่ สารดว้ ยใจ เปิดกว้างใหพ้ ้ืนที่ อิสระในการสร้างสรรค์
ของชุมชน เน้นความคล่องตัวในการดําเนินการจัดการกับเงื่อนไขความแตกแยก และมีระบบสารสนเทศของชุมชน
เพ่อื การพัฒนาวชิ าชีพ (Eastwood & Louis, ๑๙๙๒)

สรุปทั้ง ๖ องค์ประกอบของ PLC ในบริบทสถานศึกษา กล่าวคือ เอกลักษณ์สําคัญของความเป็น PLC
แสดงให้เห็นว่าความเป็น PLC จะทําให้ความเป็น “องค์กร” หรือ “โรงเรียน” มีความหมายที่การพัฒนาการเรียนรู้
ของผู้เรียนอยา่ งแทจ้ ริง ซึ่งเป็นหวั ใจสําคัญของ PLC ด้วยกลยุทธ์การสร้างความร่วมมอื ที่ยดึ เหนี่ยวกันดว้ ยวสิ ยั ทัศน์
ร่วม มุ่งการเรียนรู้ของผู้เรียน การเรียนรู้และพัฒนา วิชาชีพ และชุมชนกัลยาณมิตร แสดงถึงการรวมพลังของครูและ
นักการศึกษา ที่เป็นผู้นําร่วมกันทํางาน ร่วมกัน แบบทีมร่วมแรงร่วมใจ มุ่งเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง พัฒนาวิชาชีพ
ภายใต้โครงสร้างอํานาจทางวิชาชพี ของตนได้ตลอดเวลา ครูเกิดแรงบันดาลใจที่จะสร้างแรงบันดาลใจ ต่อการเรียนรู้
ใหแ้ ก่นกั เรียนต่อไป

๒.๖ การนํากระบวนการ PLC ไปสกู่ ารปฏิบตั ิในสถานศกึ ษา
ในการพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ได้นั้น ปัจจัยที่สําคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่จะ

ขาด มิได้ก็คือ จะต้องมี “ชุมชนแห่งวิชาชีพ หรือ Professional Community” เกิดขึ้นในโรงเรียนนั้น เพื่อให้
เป็นสถานทีส่ ําหรับการปฏิสัมพันธ์ของมวลสมาชิกผู้ประกอบวิชาชีพครูของโรงเรียน เกี่ยวกับเร่ืองการให้ความ
ดูแลและพูดถึงการปรับปรุงผลการเรียนของนักเรียน ตลอดจนงานทางวิชาการของโรงเรียน และเนื่องจากครู
สว่ นใหญ่ในแทบทุกประเทศมักเกิดความรสู้ ึกโดดเดียวในการปฏิบัติงานสอนของตน ดงั นัน้ การมี “ชุมชนแห่ง
วิชาชีพ” เกิดขึ้นในโรงเรียนจึงช่วยคลี่คลายปัญหาดังกล่าว เพราะทําให้ครูมีโอกาสพูดคุยกับบุคคลผู้มีส่วนได้
เสียกับงานของครู (เช่น ผู้ปกครอง สมาชิกอื่นๆ ของชุมชน เป็นต้น) แต่แน่นอนว่า เหตุการณ์ ทําน องนี้จะ
เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อต้องมีการเปลี่ยนด้านโครงสร้างของโรงเรียน ตลอดจนจําเป็นที่จะต้อง เปลี่ยนแปลง
วัฒนธรรมของโรงเรียนอกี ด้วย โดยกจิ กรรมของชุมชนแหง่ วชิ าชพี ในโรงเรยี นควรประกอบด้วย ๑) การมีโอกาส
เสวนาใคร่ครวญ (Reflective dialogue) ระหว่างกัน ๒) การเปิดกว้างให้มีการปฏิสัมพนั ธ์ ในหมู่ครูผูส้ อนมาก
ข้นึ เพือ่ ลดความรู้สึกโดดเดย่ี ว (DE privatization) ในงานสอนของครู ๓) การรวมกลุ่ม เพอ่ื เนน้ เรอื่ งการเรียนรู้

๒๙

ของนักเรียน ๔) การร่วมมือร่วมใจกันในหมู่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ๕) การแลกเปลี่ยนในประเด็น
ทเี่ ปน็ ค่านิยมและปทสั ถานรว่ ม (Shared values and norms) ดังจะกล่าวในแต่ละประเดน็ ดงั นี้

๑. กิจกรรมทีจ่ ําเป็นตอ่ ความเป็นชมุ ชนแหง่ วชิ าชพี ในสถานศกึ ษา
๑) การมีโอกาสเสวนาใคร่ครวญ (Reflective dialogue) ระหว่างกันซึ่งเป็นการนําเอา

ประเด็น ปัญหาที่พบเห็น จากการปฏิบัติงานด้านการเรียนการสอนของครูขึ้นมาพูดคุยแลกเปลี่ยนระหว่างกัน
ช่วยให้ แต่ละคนได้วิเคราะห์และสะท้อนมุมมองของตนในประเด็นนั้นต่อกลุ่มเพื่อนร่วมงาน ทําให้ทุกคนได้มี
โอกาส เกิดการเรียนรู้ และได้ข้อสรุปต่อปัญหาจากหลากหลายมุมมองยิ่งขึ้น บรรยากาศเช่นนี้ก่อให้เกิดความ
ร่วมมือ ร่วมใจขึ้นในหมู่ครูผู้สอน เพื่อช่วยกันปรับปรุงด้านการเรียนการสอนให้มีผลดียิ่งขึ้น แต่กิจกรรมนี้จะ
สําเร็จราบรืน่ ได้กต็ ่อเมื่อแต่ละคนต้องยอมเปิดใจกว้าง รับฟังการประเมนิ จากเพื่อร่วมกลุม่ ระหว่างการสนทนา
เชิงสรา้ งสรรคด์ ังกล่าว

๒) การลดความโดดเด่ียวระหว่างปฏบิ ัตงิ านสอนของครู (DE privatization of instructional
practices) เป็นกิจกรรมทีช่ ว่ ยเสริมสร้างสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครู กล่าวคือ ครูมีโอกาสแสดงบทบาทท้งั เป็น
ผู้ใหข้ ้อมลู และได้แสดงบทบาทการเป็นทป่ี รกึ ษา (Advisor) การเปน็ พเี่ ลี้ยง (Mentor) หรอื อาจเป็น ผู้เชีย่ วชาญ
(Specialist) ก็ได้ ในระหว่างทีใ่ หค้ วามชว่ ยเหลือเพ่ือนด้วยกนั ท้ังนีเ้ ป็นที่ทราบกนั อยู่แลว้ ว่า วิชาชีพครแู ตกตา่ ง
กบั วิชาชีพอ่นื ตรงที่ ผ้ปู ฏบิ ตั ิมักทํางานในลักษณะโดดเด่ียวตามลาํ พงั ซงึ่ เป็นผลใหค้ รูไมส่ ามารถท่ีจะเรียนรู้จาก
ผู้อื่นได้ และขาดประโยชน์ที่จะได้รับผลการวิเคราะห์และการให้ข้อมูลป้อนกลับด้าน การสอนจากผู้อื่นที่มีต่อ
งานสอนของตน ด้วยเหตุนี้ ถ้าผู้นําสถานศึกษาต้องการให้เกิดกิจกรรมการเสวนา ใคร่ครวญระหว่างครูขึ้น ก็
จาํ เปน็ ตอ้ งพจิ ารณาให้มกี ารเปล่ยี นแปลงวัฒนธรรมการโดดเด่ียวในการสอนของครใู ห้ได้เสียก่อน

๓) รวมกลุ่มเพอ่ื มุ่งเนน้ ที่การเรยี นรู้ของนกั เรยี น (Collective focus on student learning)
เป็นกิจกรรมที่ดีมากแต่ยุ่งยากตรงประเด็นให้ครูเกิด “จุดมุ่งเน้น” อย่างไรก็ตาม ถ้าถือว่า การมีชุมชนแห่ง
วิชาชีพคือ ลักษณะสําคัญของโรงเรียนแห่งการเรียนรู้ ที่มีเจตจํานงมุ่งสร้างผลลพั ธ์คือการ เรียนรู้ของนักเรียน
ใหส้ ูงขน้ึ แล้ว กต็ ้องใหค้ วามสําคญั อันดับแรกกบั กิจกรรมท่ีสร้างความงอกงามของผู้เรยี น ซึง่ ค่อนข้างยากลาํ บาก
อยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ การที่ชุมชนแห่งวิชาชีพมีกิจกรรมให้ครูได้มาเสวนาใคร่ครวญ (Reflective dialogue)
เพือ่ อภิปรายและวิเคราะห์ดา้ นหลักสตู รและกลยทุ ธ์ด้านการสอนของครู ซง่ึ แม้จะใชเ้ วลามากกต็ าม แต่ทง้ั หลาย
ทั้งปวงก็เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ผลดียิ่งขึ้น และเพื่อที่จะเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนานักเรียนให้เป็นผู้
สามารถเรียนรู้ดว้ ยตนเอง (Self-starting learners) ได้ตอ่ ไป

๔) สร้างจุดเริ่มแห่งความร่วมมือร่วมใจ (Collaboration starts) เมื่อครูหลุดพ้นจากสภาพ
การตอ้ งทาํ งานแบบโดดเดยี่ วและสามารถแสวงหาความเชย่ี วชาญ จากเพอื่ นคนอนื่ ทีอ่ ยู่ในชมุ ชนวิชาชีพของตน
ไดแ้ ล้วก็ตาม แตค่ วามเปน็ มอื อาชีพของครูกอ็ าจไมส่ ามารถบรรลุได้ถ้าครยู ังขาดการปรับปรงุ และพฒั นาตนเอง
อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ดังนั้นความร่วมมือร่วมใจทางวิชาชีพต่อกันของครู จะก่อให้เกิดพลังในการร่วม
วิเคราะหป์ ญั หา และความต้องการอันซบั ซ้อนของผู้เรียนแต่ละคน ได้ บรรยากาศแห่งความร่วมมือร่วมใจกันนี้
จะชว่ ยเสริมการปฏบิ ัติงานประจําวันของครูแต่ละคนไดอ้ ย่างถาวร

๕) ทําการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ด้านค่านิยม และปทัสถานร่วม (Shared values and norms)
เมื่อบุคคลตา่ งๆ ในวิชาชีพท้ังครูผู้สอน ครูแนะแนว ครูนิเทศ และผู้บริหารมาร่วมกันในชมุ ชน แห่งวิชาชพี แลว้
ในประเด็นนี้ (Sergiovanni, ๑๙๙๒) เห็นว่าการสร้างค่านิยมและปทัสถานร่วมกันของคนในวิชาชีพที่อยู่ใน
โรงเรียนแห่งการเรียนรู้ดังกล่าว ด้วยความเป็นมืออาชีพของบุคคลเหล่านี้จะพัฒนาสิ่งที่เรียกว่า อํานาจ
เชิงคุณธรรม (Moral authority)ขึ้นเป็นแนวทางของการอยู่ร่วมกันแทนที่การใช้อํานาจเชิงกฎหมาย หรือ
อาํ นาจโดยตําแหนง่ (Position authority) ซึ่งไมเ่ หมาะสมกบั ชุมชนแหง่ วชิ าชพี นัก

๓๐

๒. ความจาํ เปน็ ต้องปรับโครงสร้างใหมข่ องโรงเรียนแห่งการเรยี นรู้ใหส้ ามารถรองรับการเกิดชุมชน
แห่งวิชาชีพ เนื่องจากโรงเรียนส่วนใหญ่ถูกออกแบบโครงสร้างเป็นแบบราชการ (Bureaucratic organization)
ที่มีสายงานบังคับบัญชาด้วยอํานาจโดยตําแหน่งที่ลดหลั่นตามลําดับลงมา กล่าวคือมีกฎระเบียบ ข้อบังคับต่างๆ
มามากมายทต่ี อ้ งปฏิบตั ิตาม ซึ่งเป็นโครงสรา้ งที่มีลักษณะตึงตวั และใช้ได้ดีในอดีตทีเ่ ป็นโลกยคุ อุตสาหกรรม แต่กลับ
เป็นอุปสรรคสําคัญในโลกแห่งยุคเศรษฐกิจฐานความรู้ที่ต้องการมีโครงสร้างองค์การที่ยืดหยุ่นคล่องตัวได้สูง
พร้อมที่จะรองรับต่อการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อความเป็นไปได้
ของชุมชนแห่งวิชาชีพที่จะเกิดขึ้นในโรงเรียนได้นั้น โครงสร้างองค์การของโรงเรียนแห่งการเรียน จึงจําเปน็ ต้องได้รับ
การปรบั ปรุงแกไ้ ข ได้แกป่ ระเดน็ ตอ่ ไปนี้ (Louis et al., ๑๙๙๔)

๑) การกําหนดตารางเวลาว่างเพื่อการพบปะถกปัญหา (Time to meet and discuss)
มีผลการวิจัยเรื่องความมีประสิทธิผลของโรงเรียนและครูผู้สอน ชี้ชัดว่า การจัดสรรเวลาพิเศษเพื่อให้ครูได้
ปรึกษาหารือระหว่างกันเป็นสิ่งที่จําเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้เพราะปกติของการจัดชั่วโมงสอน เม่ือหมดการสอนแต่ละ
คาบเวลา ครูจะต้องเคลื่อนย้ายการสอนจากห้องหนึ่งไปอีกห้องหนึ่งตลอดเวลา จึงไม่มีโอกาสที่ครูจะได้พบปะเพื่อ
แสวงหาความร่วมมอื ทางวิชาชีพซึ่งกนั และกันได้ ทง้ั ท่ีครูเหลา่ นจ้ี ําเปน็ ตอ้ งรว่ มกันพิจารณาหากลยุทธ์ใหม่ๆด้านการ
สอน ที่เหมาะสม ด้วยเหตุนี้ การจัดตารางเวลาที่ว่างตรงกันเพื่อให้ ครูได้ปฏิสัมพันธ์ จึงเป็นเงื่อนไขที่จําเป็นถ้า
ต้องการใหค้ วามรว่ มมอื รว่ มใจของครเู กดิ ขึ้น

๒) การกําหนดขนาดของชั้นเรียน (Class Size) มีผลงานวจิ ัยระบุว่า ถ้าจํานวนนักเรยี นในชั้นเรียน
น้อยลงได้เท่าไรก็ยิ่งเพิ่มประสิทธิผลของ การเรียนรู้ยิ่งขึ้น ทั้งนี้ในห้องเรียนที่มีครูเพียงหนึ่งคนนั้น ครูสามารถที่จะ
ดูแลนกั เรยี นไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิผลได้ในจํานวนทจี่ าํ กดั แมว้ ่าจะไมส่ ามารถกาํ หนดจาํ นวนนักเรียนทีเ่ หมาะสมแน่นอน
แต่การขยายจํานวนนักเรียนต่อชั้นมากขึ้น ย่อมเพิ่มภาระและความยากลําบากแก่ครูที่จะดูแลช่วยเหลือนักเรียนได้
อย่างทวั่ ถงึ

๓) การเพิ่มอํานาจความรบั ผิดชอบแก่ครู และการให้อิสระแกโ่ รงเรยี น (Teacher empowerment
and school autonomy) การเพิ่มอํานาจความรับผิดชอบแก่ครูเป็นปัจจัยที่จําเป็น เนื่องจากช่วยสร้างความรู้สึก
มั่นใจต่อ การปฏิบัติงานในชั้นเรียนที่ตนรับผิดชอบได้ดีขึ้น การเพิ่มอํานาจความรับผิดชอบแก่ครู ยังสอดคล้องกับ
แนวทางบริหารจัดการร่วม (Shared governance) ซึ่งเป็นคุณลักษณะหนึ่งที่จําเป็นของโรงเรียนแห่งการเรียนรู้
ในขณะเดยี วกันโรงเรยี นแตล่ ะแห่งของเขตพ้ืนท่ีการศึกษากค็ วรมคี วามอสิ ระ (Autonomy) อย่างเพียงพอที่จะจัดการ
กับปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียนได้อย่างคล่องตัวและรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้เขต พื้นที่การศึกษาจึงควรร่วมกับ
โรงเรียนต่างๆ ในการจัดทําวิสัยทัศน์เป้าหมาย และวัตถุประสงคร์ วมแบบกวา้ ง ของเขตพ้ืนท่ีการศึกษา จากนั้นจึงให้
อิสระแตล่ ะโรงเรยี นไปจัดทํารายละเอยี ดทีส่ อดคลอ้ งกับบริบทของ โรงเรยี น และความต้องการของครผู ู้สอน และผู้นํา
สถานศกึ ษาแตล่ ะแหง่ ท่ีจะริเร่ิม ส่ิงใหมเ่ พื่อเพมิ่ ประสิทธผิ ลต่อการเรยี นรขู้ องนักเรยี นของตน ในเร่อื งน้ีนักการศกึ ษา
ส่วนใหญเ่ ชื่อวา่ ไมม่ ีวธิ ีสอนใดหรือวิธี บริหารจดั การใดท่ดี ที ่สี ุด แตพ่ บว่า จากการใช้เทคนคิ วธิ ีในการเสวนาใคร่ครวญ
(Reflective dialogue) การทํางานแบบร่วมมือร่วมใจ (Collaboration) และการสร้างปทัสถานและค่านิยมร่วม
(Shared norms and values)แล้วจะช่วยส่งเสริมความสามารถในการรับมอบอํานาจความรับผิดชอบของครูต่อการ
ปฏบิ ตั ิงานได้ดขี ้ึน เช่นเดยี วกบั การให้อิสระแกน่ กั เรยี นหรอื ทีเ่ รยี กว่า “การบริหารจดั การโดยใชโ้ รงเรียนเป็นฐาน หรือ
Site- based management” เพอื่ ความอสิ ระในการตัดสินใจต่างๆ ของโรงเรียนได้เองนัน้ เปน็ มาตรการท่ีควรได้ระบุ
ชัดเจนในกรอบนโยบายของเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษา ทัง้ นี้มไิ ด้หมายความวา่ จะต้องให้อิสระ แกโ่ รงเรียนและครู โดยสนิ้ เชงิ
แต่ควรจัดทําเป็นแนวปฏิบัติร่วมกันที่อยู่ภายใต้กรอบนโยบายรวมของเขตพื้นที่การศึกษา และขึ้นอยู่ที่ขีดระดับ
ความสามารถของครูในแต่ละโรงเรียนที่จะสามารถสนองตอบและรับผิดชอบต่อการเรียนรู้ของนักเรียนได้ดีเพียงไร
ดว้ ย

๓๑

๓. เงื่อนไขด้านการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์การ (Professional community Culture)
วฒั นธรรมองค์การเป็นระบบความเชื่อทีส่ มาชกิ ขององค์การยึดถือร่วมกัน ตวั อยา่ งเช่น ถ้าครผู สู้ อนทุกคนและผู้นํา
ของโรงเรียนมีความเช่ือว่า “มนุษยท์ ุกคนมศี ักยภาพเพียงพอท่ีจะเรียนรู้ได้” ความเชื่อเช่นน้ีจะทําให้สมาชิกของ
โรงเรียนพยายามที่จะสร้างสภาพแวดล้อมและแสวงวิธีการเรียนการสอนใหม่ๆ อย่างหลากหลาย เพื่อให้สามารถ
ตอบสนองต่อนักเรียนแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน ให้สามารถ เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนได้สูงสุด
เป็นต้น ในชุมชนแห่งวิชาชีพก็เช่นกัน สมาชิกแต่ละคนจะยึด เหนี่ยวต่อกันด้วยระบบค่านิยม ความเชื่อและ
ปทัสถานร่วมกัน ให้เกิดการดํารงอยู่ของชุมชนแห่งวิชาชีพของตน อย่างไรก็ตาม มีวัฒนธรรมองค์การแบบเดิม
หลายประการท่ีควรไดร้ ับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงใหเ้ หมาะ ตอ่ การเป็นชมุ ชนแห่งวิชาชพี ได้แก่

๑) ลดความเป็นองค์การที่ยึด “วัฒนธรรมแบบราชการ หรือ Bureaucratic culture”
ที่ใช้กฎระเบียบคําสั่งต่างๆ แบบตึงตัวในการปฏิบัติงาน และการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกผู้ปฏิบัติงาน
ไปสู่ การเน้น “วัฒนธรรมแบบกัลยาณมิตรทางวิชาการหรือ Collegial Culture” ซึ่งเน้นวิธีปฏิสัมพันธ์
ระหว่างสมาชิกที่ยึดถือค่านิยมเชิงคุณธรรมจริยธรรม (Moral and ethical cultures) เช่น การเอื้ออาทร
หว่ งใย ช่วยเหลอื และรว่ มมือตอ่ กันในการปฏบิ ตั งิ าน และการดาํ เนินชวี ิตประจาํ วันของสมาชิก เปน็ ตน้

๒) สร้างเสริมวัฒนธรรมแห่ง “ความไว้วางใจ (Trust) และความนับถือ (Respect)”
ต่อกัน ในมวลหมู่สมาชิกของชมรมแห่งวิชาชีพ กล่าวคือ ความนับถือ หมายถึง การรู้จักให้เกียรติและยอมรับ
ในความรู้ความสามารถและความเชี่ยวชาญของผู้อื่น ส่วนความไว้วางใจ หมายถึง ระดับคุณภาพของ
ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลของมวลสมาชิก ทั้งนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกเป็นผลที่มาจากการที่สมาชิก
ได้มีกิจกรรมการเสวนาอย่างใคร่ครวญ (Reflective dialogue) และการร่วมมือร่วมใจ (Collaboration)
ระหว่างกัน ดังนั้นการสร้างความไว้วางใจและความนับถือต่อกันจึงเป็นปัจจัยพื้นฐานสําคัญต่อการสร้าง
สมั พันธภาพอันดีระหวา่ งสมาชกิ โดยแนวคิดดงั กล่าวนส้ี ามารถขยายกรอบใหก้ วา้ งขวางออกไปจนครอบคลุมถึง
ผมู้ ีส่วนไดเ้ สีย (Stakeholders) ท้งั หลาย เชน่ ผบู้ ริหารสถานศึกษา ผ้ปู กครอง ตลอดจนสมาชกิ ของ หน่วยงาน
ทั้งหลายที่เป็นชุมชนแวดล้อมของโรงเรียน เป็นต้น โดยที่บุคคลเหล่านี้ให้การยอมรับว่า การศึกษา และการ
เรียนรเู้ ปน็ ความรบั ผิดชอบรว่ มของทุกๆ คนในชมุ ชน

๓) การสร้างวัฒนธรรมการใช้ทักษะด้านการคิดและใช้สติปัญญาเป็นฐาน (A Cognitive skill
base) วิชาชีพครูเป็นวิชาชีพชั้นสูง (Profession) ที่ต้องใช้ความรู้ การคิดและการใช้สติปัญญาเป็นเครื่องมือ
สาํ คัญในการประกอบวชิ าชพี ครผู ู้สอนจงึ ต้องเรียนรอู้ ยตู่ ลอดเวลาต้องเปน็ Life - long learners และตอ้ งเป็น
ผู้เรียนรู้ร่วมไปกับนักเรียนที่ตนทําการสอน ด้วยเหตุนี้วัฒนธรรมเชิงความคิดของครูที่ต้องปรับปรุง ใหม่
ก็คอื เปล่ยี นความเชื่อทีว่ า่ ตนเปน็ ผู้ทําการสอน (Teaching) ไปเป็นผ้เู รียนรู้ (Learning) แทน จึงตอ้ งปรับเปลย่ี น
พฤติกรรมของตนจากผู้ถ่ายทอดความรู้ไปเป็นผู้จัดสรรประสบการณ์ การเรียนรู้ที่หลากหลาย ให้กับผู้เรียน
พร้อมทั้งพยายามสร้างความตระหนัก ให้ผู้เรียนรู้จักรับผิดชอบในการใฝ่หาความรู้ด้วยตนเองอยู่ เนืองนิตย์
เพ่อื ใหส้ ามารถบรรลุเปา้ หมายการเรียนของตน

๔) สร้างวัฒนธรรมการขอบริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ (Openness to innovation) ในชุมชน
แห่งวิชาชีพสมาชิกทุกคนต้องส่งเสริมสนับสนุนซึ่งกันและกันในการค้นคว้าและริเริ่มสิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น
โดยเฉพาะต้องเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ใหม่ (Knowledge creation) กล่าวคือ ครูผู้สอนจะต้องได้รับการ
สนับสนุนในการออกแบบการสอนใหม่ ๆ ที่เหมาะสมกับภาวะแวดล้อมที่ข้อมูลสารสนเทศเกิดขึ้นมากมาย
อย่างรวดเร็ว ต้องค้นหาว่าจะมีวิธีการเรียนรู้ได้ดีที่สุดในภาวะเช่นนี้ได้อย่างไร ข้อมูลสารสนเทศที่เกิดข้ึน
มากมายจะส่งผลกระทบต่อหลักสูตรและความต้องการของผู้เรียนซึ่งเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเช่นกันได้
อย่างไร การที่จะทําให้สมาชิกเป็นผู้ริเริ่มสร้างสรรค์ใหม่ๆ ได้นั้น ผู้นําองค์การจําเป็นต้องสร้างวัฒนธรรม

๓๒

การกล้าเสี่ยง (Taking risks) ชอบการทดลอง (Experiment) เพื่อหาแนวทางปรับปรุงการเรียนรู้ของนักเรียน
ทั้งนี้สมาชิกของชุมชนแห่งวิชาชีพต้องไม่ถือว่าความผิดพลาดที่ได้จากการทดลองคือความล้มเหลว แต่ต้องถือ
ว่าข้อผิดพลาดที่ได้ดังกล่าวเปน็ โอกาสดีที่จะได้เกิดการเรียนรู้ใหม่เพิ่มเติมและ “ถือว่าผิดเป็นครู” ไม่เป็นเรื่อง
ที่ควรตําหนิ แต่เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนให้กําลังใจเพื่อจะได้ค้นหาคําตอบที่เหมาะสมต่อไป นอกจากนี้ควร
ปรับปรุงระบบเน้นการให้ความดีความชอบแก่สมาชิกที่ชอบทดลองค้นค้าหานวัตกรรมและริเริ่มสร้างสรรค์
สงิ่ ใหม่ๆ ใหแ้ ก่โรงเรียนอีกด้วย

๕) ต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากผู้นํา (Supportive leadership) การที่ครูผู้สอน
และผู้นําสถานศึกษาได้ทํางานร่วมกันในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพแล้ว ก็มี คําถามตามมาว่า แล้วจะเพ่ิม
จํานวนโรงเรียนที่มีชุมชนดังกล่าวให้มากขึ้นได้อย่างไร กระบวนทัศน์ทาง การศึกษาที่เปลี่ยนไปบ่งชี้ว่า
ทงั้ บรรดาครผู ้สู อนท้ังหลายและสาธารณชน จําเปน็ ต้องร่วมกนั กําหนดบทบาทใหม่ท่เี หมาะสมของครู โดยต้อง
ทบทวนที่ต้องให้ครูใช้เวลาส่วนใหญ่ในแต่ละวันอยู่หน้าชั้นเรียน และอยู่กับนักเรียนตลอดเวลาน้ัน
ได้มีการศึกษาเปรียบเทียบเรือง การใช้เวลาของครูผู้สอนในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ปรากฏผลออกมาชัดเจนวา่
ในหลายประเทศ เช่น ในญีป่ ุ่น พบว่า ครมู ีชัว่ โมงสอนน้อยลง และมีโอกาสได้ใช้ เวลาทเ่ี หลอื สว่ นใหญ่ไปกบั การ
จัดทําแผนเตรียมการสอน การประชุมปรึกษาหารือกับเพื่อนร่วมงาน การให้คําปรึกษาและทํางานกับนักเรียน
เป็นรายบุคคล การแวะเยยี่ มชน้ั เรียนอนื่ เพื่อสงั เกตการณ์เรยี นการสอน และการได้ใชเ้ วลาไปเพ่ือกจิ กรรมต่างๆ
ด้านการพฒั นาวิชาชพี ของครูมากข้ึน (Darling-ammond,๑๙๙๔,๑๙๙๖) เป็นตน้ การท่จี ะใหก้ ารเปล่ยี นแปลง
ดังกล่าวเกิดขึน้ ไดน้ ั้น จําเป็นต้องสร้างความตระหนัก และให้มุมมองใหม่ ต่อสาธารณชน และวงการวิชาชีพครู
ที่ต้องเน้นและเห็นคุณคา่ ของความจําเป็นตอ้ งพัฒนาครูให้มคี วามเป็นมอื อาชีพยิ่งขึ้น ถ้าหากต้องการคุณภาพ
การศึกษาของนักเรียน ดังที่มีผู้กล่าวว่า “ครูต้องเป็นบุคคลแรกที่ต้องเป็นนักเรียน ( Teacher are the first
Learners) โดยผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมในชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ซึ่งจะส่งผลให้การปฏิบัติงานมี
ประสิทธิผลมากขึ้น และชว่ ยใหผ้ ลสมั ฤทธ์ิทางการศกึ ษาของนักเรียนสูงตามไปดว้ ย นนั่ คอื ความปรารถนาใฝ่ฝัน
ของบคุ คลฝา่ ยที่มิอาจปฏิเสธได้

ข้ันตอนการนาํ PLC ไปสกู่ ารปฏบิ ตั ิในสถานศกึ ษา
๑. การรวมกลุ่ม PLC รวมกลุ่มครูที่มีปัญหา/ความต้องการเดียวกัน เช่น ครูกลุ่มสาระเดียวกัน

ครูทสี่ อนในระดบั ช้นั เดยี วกนั เป็นตน้
๒. คน้ หาปัญหา ความต้องการ
๑) ร่วมกนั เสนอปัญหา/ความต้องการ
๒) จัดกลมุ่ ปัญหา
๓) จดั ลาํ ดับความจําเป็นเรง่ ด่วน
๔) เลือกปัญหาเพียง ๑ ปัญหาโดยการพจิ ารณาร่วมกนั
๓. รว่ มกันหาแนวทางในการแก้ปญั หา
๑) เร่อื งเล่าเร้าพลัง/บอกเลา่ ประสบการณท์ ี่แกป้ ญั หาได้สําเรจ็
๒) ค้นหาตวั อย่าง/รปู แบบที่ประสบความสําเร็จ
๓) ร่วมกันตดั สนิ ใจเลอื กรูปแบบ/วธิ ีการ/นวตั กรรมในการแก้ปัญหา
๔. ออกแบบกิจกรรมการแก้ปัญหา ออกแบบกิจกรรมตามวิธีการ/นวัตกรรมที่กลุ่มเลือก
๕. แลกเปลีย่ นเสนอแนะ
นาํ เสนอกจิ กรรมการแก้ปัญหา ให้ผ้เู ช่ียวชาญหรอื ผทู้ ีม่ ปี ระสบการณ์ให้ขอ้ เสนอแนะ
๖. นําสู่การปฏบิ ัติ /สงั เกตการสอน
๑) นาํ กจิ กรรมไปใชใ้ นการแกป้ ัญหา

๓๓

๒) ผ้สู ังเกตการณเ์ ขา้ ร่วมสังเกตในการจดั กจิ กรรมการเรียนการสอน
๗. สะทอ้ นผล

๑) สรปุ ผลการนาํ รปู แบบ/วธิ ีการ ในการนําไปแกป้ ัญหา
๒) อภปิ รายผลการแก้ปญั หา เสนอแนะแนวทางในการพฒั นา

๒.๗ การบูรณาการหลกั การทส่ี ําคัญรว่ มกนั ๓ ประการ ในโครงการ E-PLC
การส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนาจรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบ

เทคโนโลยีสารสนเทศ หรอื E-PLC จึงเปน็ การนําหลักการที่สาํ คัญมาบรู ณาการรว่ มกัน ๓ ประการ ดังน้ี
๑. จรรยาบรรณของวิชาชพี (Professional Ethics) ตามข้อบังคับคุรุสภาว่าดว้ ยจรรยาบรรณ

ของวิชาชีพ พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งเป็นมาตรฐานการปฏิบัติตนที่กําหนดขึ้นเป็นแบบแผนในการประพฤติตนซึ่งผู้
ประกอบวิชาชีพทางการ ศึกษาต้องปฏิบัติตาม เพื่อรักษาและส่งเสริมเกียรติคุณชื่อเสียงและฐานะของผู้
ประกอบวชิ าชพี ทางการศึกษาให้เป็นท่ี เชอ่ื ถือศรัทธาแกผ่ ู้รับบริการและสังคมอนั จะนํามาซง่ึ เกยี รติและศักดิ์ศรี
แห่งวชิ าชพี มี ๕ ดา้ น ดงั ต่อไปนี้

๑) จรรยาบรรณต่อตนเอง
ผ้ปู ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ตอ้ งมีวินัยในตนเอง พฒั นาตนเองด้านวิชาชพี บุคลิกภาพ

และวสิ ยั ทศั น์ ใหท้ นั ต่อการพัฒนาทางวทิ ยาการ เศรษฐกจิ สงั คม และการเมอื งอยู่เสมอ
๒) จรรยาบรรณตอ่ วชิ าชพี
ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก ศรัทธา ซื่อสัตย์สุจรติ รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และ

เปน็ สมาชิกท่ดี ขี ององค์กรวิชาชพี
๓) จรรยาบรรณตอ่ ผรู้ บั บรกิ าร
(๑) ผ้ปู ระกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ สง่ เสรมิ ใหก้ ําลงั ใจ

แก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหนา้ ทโ่ี ดยเสมอหนา้
(๒) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยท่ี

ถูกตอ้ ง ดงี ามแก่ศิษย์ และผ้รู ับบริการ ตามบทบาทหน้าท่ีอยา่ งเต็มความสามารถ ด้วยความบรสิ ุทธใิ์ จ
(๓) ผูป้ ระกอบวชิ าชีพทางการศึกษา ตอ้ งประพฤติปฏบิ ัตติ นเปน็ แบบอยา่ งที่ดี ท้ังทางกาย

วาจา และจิตใจ
(๔) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องไม่กระทําตนเป็นปฏิปักษต์ ่อความเจริญทางกาย

สตปิ ัญญา จติ ใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์ และผรู้ บั บรกิ าร
(๕) ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่

เรยี กรบั หรอื ยอมรับผลประโยชน์จากการใชต้ าํ แหน่งหน้าทโ่ี ดยมชิ อบ
๔) จรรยาบรรณต่อผูร้ ว่ มประกอบวิชาชพี
ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จึงช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันอย่างสร้างสรรค์โดยยดึ

มน่ั ในระบบคณุ ธรรม สรา้ งความสามัคคีในหมูค่ ณะ
๕) จรรยาบรรณตอ่ สงั คม
ผู้ประกอบวชิ าชีพทางการศึกษา พึงประพฤติปฏิบตั ิตนเป็นผนู้ ําในการอนุรักษ์ และพัฒนา

เศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวมและยึดมั่นใน
การปกครอง ระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษตั ริย์ทรงเปน็ ประมุข

๓๔
๒. หลักการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community :
PLC) โดยคณะกรรมการพัฒนาเครือข่ายวิชาชีพ สํานักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้กําหนดลักษณะที่สําคัญของ
ชุมชน แห่งการเรียนรทู้ างวชิ าชพี มี ๕ ประการ คือ

(๑) การสรา้ งบรรทัดฐานและค่านยิ มรว่ มกนั (Shared values and norms)
(๒) การปฏิบัติที่มีเป้าหมายร่วมกัน คือ การเรียนรู้ของผู้เรียน (Collective focus on
students learning)
(๓) การรว่ มมอื รวมพลังของสมาชิกชมุ ชนวชิ าชพี (Collaboration)
(๔) การเปดิ รบั การชแ้ี นะการปฏบิ ัตงิ าน (Expert advice and study visit)
(๕) การสนทนาที่ม่งุ สะท้อนผลการปฏิบัติงาน (Reflection dialogue)

๓. การปฏิบัติการผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and
Communication Technology: ICT) โดยการส่งเสริมและพัฒนาจรรยาบรรณของวิชาชีพครูผ่านระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสารจะสามารถสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบวิชาชีพทางการ
ศึกษาให้ตระหนักในจรรยาบรรณ ของวิชาชีพครูได้อย่างกว้างขวาง ครอบคลุมครูในทุกสังกัดและทุก
กลุ่มเป้าหมาย ประหยัดทรพั ยากร และเป็นการสร้าง ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศทีส่ อดคล้องกบั ทกั ษะ
ในศตวรรษที่ ๒๑ ทกุ คนสามารถเรยี นรู้ไดท้ กุ เวลา และทกุ สถานท่ี (Learn for all : anyone, anywhere and
anytime)

๓๕

ด้วยหลักการดังกล่าว สํานักงานเลขาธิการคุรุสภาจึงได้พัฒนา PLC มาใช้ในการส่งเสริม
จรรยาบรรณ ของวิชาชีพครูผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยที่ผู้ประกอบวิชาชีพทางการ
ศกึ ษาจะตอ้ งประพฤตปิ ฏบิ ัติ ตามจรรยาบรรณของวชิ าชีพ พัฒนาส่กู ระบวนการสง่ เสรมิ ให้ผเู้ ตรยี มเขา้ สวู่ ชิ าชีพ
ครู (นิสติ นักศึกษาครู) และครปู ระจําการ ไดม้ ีโอกาสนําประเด็นการปฏบิ ัติตนตามจรรยาบรรณของวิชาชีพครู
นํามาบูรณาการกับการออกแบบกิจกรรมการจัดการ เรียนรู้ และมีกระบวนการพัฒนาการจัดกิจกรรม ด้วย
กระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (Professional Learning Community) จะเป็นการสร้าง
ประสบการณ์ท่ีมคี วามหมายให้นิสิต นักศึกษาครู และผู้ประกอบวิชาชีพครู และนําการ เรียนรู้ร่วมกันนําเสนอ
ผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อเป็นการลดการใช้กระดาษให้น้อยที่สุด และเป็นการสร้างทักษะการ ใช้
เทคโนโลยสี ารสนเทศทสี่ อดคล้องกับทักษะในศตวรรษท่ี ๒๑ โดยกระบวนการดังกล่าวดาํ เนินการเพ่ือพัฒนา
ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ด้านคุณธรรมจริยธรรม และตามจรรยาบรรณของวิชาชีพครู พร้อมท้ัง
พัฒนาผู้เตรียม เข้าสู่วิชาชีพครูได้เรียนรู้จากต้นแบบของความเป็นครูที่ดีจากครูพี่เลี้ยง เสมือนเป็นการ
เตรียมความพร้อมสู่การปฏิบัติ วิชาชีพอย่างผู้มีจรรยาบรรณ มุ่งเน้นไปสู่การนําไปใช้ปฏิบัติในวิถี
ชีวิตประจําวันได้ เพื่อสร้างประสบการณ์ และมีการบูรณาการหลักจรรยาบรรณของวิชาชีพครูสู่การ
ปฏบิ ตั กิ ารสอน โดยยดึ การปฏิบตั ิจริงให้เกิดเป็นตัวอย่าง และเกดิ เปน็ ชมุ ชนแห่งการเรียนรูร้ ่วมกัน โดยมีครู
ประจําการเป็นผู้นําและกํากับดูแลเป็นแบบอย่าง ซึ่งหลักการ E-PLC (Ethics in Professional Learning
Community) มีดงั น้ี

๑. เป็นกระบวนการบูรณาการระหว่างกระบวนการผลิตครูและกระบวนการพัฒนาครู ให้
สง่ เสรมิ สนับสนนุ ซ่ึงกันและกนั อยา่ งกลมกลนื

๒. เป็นการบรู ณาการเทคโนโลยีสารสนเทศมาเป็นเคร่ืองมือในการทํางานอย่างเป็นระบบและ
ประหยดั ทรัพยากร

๓. ตอบสนองต่อการปฏิรูปการจดั กจิ กรรมการเรยี นร้โู ดยใช้หอ้ งเรียนเป็นฐาน
๔. สร้างสรรค์วัฒนธรรมการทํางานร่วมกันระหว่างครูที่เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ กับนิสิต
นักศึกษาครทู ก่ี าํ ลังจะ เข้าสูว่ ชิ าชีพ
๕. เปน็ กระบวนการพฒั นาจรรยาบรรณวิชาชีพโดยใช้ปฏิสัมพนั ธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์โดย
มีเทคโนโลยี สารสนเทศเป็นเครือ่ งมอื บนั ทกึ ร่องรอยอยา่ งเป็นวทิ ยาศาสตร์
เมื่อมีการนําหลักการและกระบวนการ PLC มาพัฒนาจรรยาบรรณของวิชาชีพครูผ่านระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศ คุรุสภาในฐานะองค์กรวิชาชีพ และคณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิต
เอเซีย ได้เห็นความสาํ คญั ของการพัฒนาวิชาชีพครู โดยมุ่งพฒั นาครแู ละบคุ ลากร ทางการศึกษาให้มีการพัฒนา
ตนเองพร้อมด้วยวิชาชีพเป็นการพัฒนาวิชาชีพที่เน้นให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันทําความเข้าใจ และมีการพัฒนา
ต่อยอดด้วยระบบ E-PLC เพื่อเสริมสร้างจรรยาบรรณของวิชาชีพให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพที่มีจิตวิญญาณ
ความเป็นครูอย่างแท้จริง ซึ่งจะทําให้การจัดการเรียนรู้ของครูส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนให้มีสมรรถนะทั้งดา้ น
ความรู้ คุณธรรมจริยธรรม ตามจรรยาบรรณของวิชาชพี

๒.๘ การนิเทศแบบรว่ มมอื โดยใช้การสะท้อนคิดของชมุ ชนการเรียนรูแ้ ห่งวิชาชพี
กระบวนทศั น์ของการนิเทศแบบรว่ มมอื
การร่วมมือ (Collaboration) เป็นทักษะที่ช่วยให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดการให้และ

การรับข้อมูลป้อนกลับ รวมถึงการนาความรู้ไปประยุกต์เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กําหนด การร่วมมือจึงเป็น
ทักษะการเรียนรู้ที่ช่วยให้การเรียนรู้และการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนให้ครูได้ทางา นร่วมกับ
บุคคลอื่นจะทำให้ครูได้พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ (Creativity) การคิดไตร่ตรอง (Reflection) การยอมรับ

๓๖

นับถือบุคคลอื่น การชื่นชมความสําเร็จของกลุ่ม และพัฒนาการรับรู้เกี่ยวกับความสามารถของตนเอง
(Self-Efficacy) ซึ่งเป็นทักษะที่จาเป็นที่จะช่วยให้ครูสามารถพัฒนาการสอนและการเรียนรู้ของตนเองและ
เพื่อนร่วมวิชาชีพได้ การนิเทศแบบร่วมมือจึงเป็นการนิเทศทางเลือกสาหรับการพัฒนาคุณภาพการปฏิบตั ิการ
สอนและการเรียนรู้ ของครูในศตวรรษที่ ๒๑ จากการศึกษาและเปรียบเทียบกระบวนทัศน์ของการนิเทศใน
ศตวรรษที่ ๒๐ และ ๒๑ พบว่า มีลักษณะสําคัญหลายประการที่ต่างกัน กล่าวคือการนิเทศในศตวรรษที่ ๒๐
เป็นการนิเทศที่เน้นการชี้นำ (Directing) การประเมินผล (Evaluation) การควบคุม (Controlling)
การฝึกอบรม (Giving training) การนําวิธีการต่าง ๆ มาใช้ (Implementing Procedures) และการถ่ายทอด
ข้อมูลและความรู้ (Relaying Information) ของผู้นิเทศ ส่วนการนิเทศในศตวรรษที่ ๒๑ เป็นการนิเทศที่เน้น
การร่วมมือกัน (Coordinating) การชี้แนะ (Coaching) การช่วยเหลือ (Supporting) การเรียนรู้โดยการ
แลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ (Sharing learning) การสร้างวิธีการต่าง ๆ เพื่อนาไปใช้ (Reinventing
Work) และ การแลกเปล่ียนข้อมลู และความรู้ (Sharing Information) จะเห็นไดว้ ่าการนิเทศในศตวรรษที่ ๒๑
ผนู้ ิเทศก์จําเปน็ ต้องใช้ความสัมพันธ์แบบรว่ มมอื (Collaborative Relationships) การตัดสนิ ใจแบบมีส่วนร่วม
(Participatory Decision Making) การฟังและการปฏิบัติเพื่อสะท้อนคิด (Reflective Listening and
Practice) (Sullivan & Glanz, ๒๐๐๐) ผู้เขียนเช่ือว่า การปรบั เปลย่ี นกระบวนทศั น์ในการนิเทศจะชว่ ยให้ การ
นิเทศตอบสนองความตอ้ งการของผู้ปฏบิ ัติงานและพัฒนาวชิ าชพี ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิผล

๒.๙ กระบวนการนิเทศแบบร่วมมือโดยใช้การสะท้อนคดิ ของชุมชนแหง่ การเรียนรู้วชิ าชพี
ความหมายของการนิเทศแบบร่วมมือโดยใช้การสะท้อนคิดของชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ

ในที่นี้เป็นการนิยามจากการศึกษาความหมายของการสะท้อนคิด (Schon, ๑๙๘๗; Knowles, Cole & Press
Wood, ๑๙๙๔; Johns, ๒๐๐๐) และความหมายของชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ สรุปได้ว่า การนิเทศแบบ
ร่วมมือโดยใช้การสะท้อนคิดของชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ เป็นการนิเทศที่ใช้กระบวนการทำงานร่วมกัน
อย่างต่อเนื่องของครูและนักการศึกษาในวงจรของการร่วมกันตั้งคำถาม และการทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดย
ส่งเสริมให้ครูคิดวิเคราะห์ด้วยหลักการและเหตุผล รวมทั้งการทบทวนและสะท้อนการทำงานของตน
(Reflective Practice) เพื่อให้เกิดความเข้าใจและเกิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ เกิดความคิดและมุมมอง
ใหม่ ๆ และหากลวิธีในการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น ส่งผลให้ครูสามารถปรับปรุงการปฏิบัติงานของตนเองเพื่อให้
ผูเ้ รียนบรรลผุ ลการเรียนรทู้ ่ีดขี ้นึ

Kition และ Todnem (๑๙๙๑) ได้นาํ เสนอกระบวนการสะท้อนคิดเปน็ วงจรท่ีมี ๓ ระยะ ประกอบด้วย
๑) การสะท้อนคิดสาหรับการปฏบิ ัติ (Reflection for Action) เปน็ การทบทวนเกยี่ วกบั สิ่งที่ทำแลว้

ประสบความสาํ เร็จ และระบแุ นวทางทจี่ ะนาไปใชเ้ พือ่ ใหป้ ระสบความสาํ เรจ็ ในการปฏบิ ตั งิ านตอ่ ไปในอนาคต
๒) การสะท้อนคิดในขณะปฏิบัติ (Reflection in Action) เป็นกระบวนการที่บุคคลต้องควบคุม

ความ ต้ังใจและการปฏบิ ัติของตนเอง
๓) การสะท้อนคิดหลังการปฏิบัติ (Reflection on Action) เป็นการ ย้อนกลับไปพิจารณาสิ่งที่ทำ

สำเร็จแล้ว และทบทวนเกี่ยวกับความคิด การกระทำและผลงาน เป็นการประเมินตนเอง (Self-Evaluation)
และมีปฏิกิริยาตอบสนองกับการปฏิบัติด้วยตนเอง (Self-Reaction) ซึ่ง Dunne และ Vitani (๒๐๐๗) ได้นำ
กระบวนการสะท้อนคิดดังกล่าวมาใช้ในกระบวนการนิเทศแบบร่วมมือ ประกอบด้วยการสนทนาเพื่อสะท้อนคิด
เกย่ี วกบั การปฏบิ ตั ิการสอนเป็น ๓ ระยะ ดังน้ี

ระยะที่ ๑ การสนทนาเกี่ยวกับการวางแผนจัดการเรยี นรู้ (Planning Conversation)
การสนทนาเกย่ี วกบั การวางแผนจัดการเรยี นรู้ เป็นขนั้ ตอนทผี่ ูน้ เิ ทศสนับสนุนใหค้ รไู ดร้ ะบเุ ปา้ หมาย

การเรียนรู้ และอธิบายหรือสาธิตเกีย่ วกบั สิ่งที่จะสอน โดยผู้นิเทศใช้คาถามนาเพือ่ ให้ครูได้ไตร่ตรองเกี่ยวกับการสอน

๓๗

ของตนเองก่อนที่จะนำไปปฏิบัติการสอนในชั้นเรียน ผู้นิเทศก์จำเป็นต้องช่วยให้ครูเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้
เกีย่ วกบั เปา้ หมายในการสอนของตนเอง นอกจากน้ีผนู้ ิเทศก์ต้องส่งเสริมให้ครไู ด้เห็นความ เช่ือมโยงระหว่างพฤติกรรม
การสอน พฤตกิ รรมของผเู้ รียนทคี่ าดหวัง จุดมุ่งหมายของบทเรยี น และผลการเรียนรทู้ ี่ตอ้ งการการดาเนินการสนทนา
เกี่ยวกับการวางแผนจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ผู้นิเทศก์จึงจำเป็นต้องใช้คาถามเพื่อให้ครูได้ไตร่ตรองเกี่ยวกบั
การดาเนนิ การในเรอื่ งตอ่ ไปนี้

๑. การทาํ ความเข้าใจเกยี่ วกบั เป้าหมายการเรยี นรู้และจุดประสงค์การเรียนรู้
๒. การระบุเนอื้ หาสาระและวิธกี ารทจ่ี ะสอน
๓. การกำหนดกระบวนการ กจิ กรรม และสือ่ การเรยี นการสอน
๔. การกําหนดหลกั ฐานการเรียนร้วู ธิ กี ารวดั และประเมนิ ผล
๕. การระบปุ ระเภทของขอ้ มูลทีจ่ ะใชส้ าหรับการสะทอ้ นคดิ เก่ยี วกับการปฏบิ ตั กิ ารสอน
๖. การทดลองใชแ้ ผนการจัดการเรียนร้กู อ่ นการนาไปใช้สอนในชนั้ เรียน
ระยะที่ ๒ การสังเกตและการรวบรวมข้อมูลสาหรับการนิเทศ (Coaching Observation and
Data Gathering)
การสังเกตและการรวบข้อมูลเพื่อนาไปใช้ในการนิเทศเป็นขั้นตอนที่ผู้นิเทศทาการสังเกตการสอน
ในชั้นเรียนของครูและรวบรวมข้อมูลเพื่อให้ครูนาไปใช้ในการสะท้อนคิดเกี่ยวกับการปฏิบัติการสอนของตนเอง
ข้อมูลสำหรับการนิเทศ จะต้องเป็นข้อมูลที่ใชส้ าหรับการแลกเปลี่ยนเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทักษะที่ต้องการ และเปน็
ข้อมูลเพื่อการปรับปรุงการปฏิบัติงาน และในที่นี้ขอยกตัวอย่างวิธีการรวบรวมข้อมูลสําหรับการนิเทศ ๒ วิธี ดังนี้
๑. การบันทึกวาจาของครูและผู้เรียนตามที่ต้องการ (Selective Verbatim) โดยครูและผู้
นิเทศก์ควรตกลงร่วมกันก่อนว่า ครูต้องการข้อมูลเกี่ยวกับคำพูดของครูและผู้เรียนในเรื่องใดบ้าง และเทคนิคนี้จะมี
ประโยชน์อย่างยิ่งในกรณีที่ครูต้องการทบทวน ไตร่ตรองเกี่ยวกับการใช้คาถามของตนเอง ระดับการคิดของ ผู้เรียน
หรือสังเกตปริมาณการพูดของครใู นชั้นเรยี นวา่ มีมากนอ้ ยเพยี งใด
๒. การบันทึกเสียงหรือบันทึกวีดิทัศน์ (Audio or Video Recording) อาจเป็นการ
บันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในชั้นเรียน การบันทึกเหตุการณ์บางส่วน หรือบันทึกเฉพาะประเด็นที่ครูต้องการ
ทราบหรือ สนใจเกี่ยวกับการปฏิบัติการสอนของตน เช่น การปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน พฤติกรรมของ
ผู้เรยี น
๓. การสนทนาเพื่อสะท้อนคิด (Reflecting Conversation) การสนทนาในขั้นตอนน้ี
เปน็ ทง้ั การสะท้อนคดิ เกี่ยวกับสงิ่ ที่ได้ปฏิบัติไปแลว้ และเปน็ การเรมิ่ การ สนทนาเก่ียวกับการวางแผนการจัดการ
เรียนรู้สาหรบั ครั้งต่อไป ผู้นิเทศควรสนบั สนุนใหก้ ารสนทนามีบรรยากาศท่ีผ่อนคลาย และจัดเตรยี มขอ้ มูลทีไ่ ด้
จากการสังเกตเพื่อให้ครูนามาใช้ในการวิเคราะห์และเกิดการเรียนรู้จากการปฏิบัติการสอนของตนเองในการ
สนทนาเพื่อสะท้อนคิด ผู้นิเทศต้องใช้คาถามเพื่อกระตุ้นให้ครู ได้ไตร่ตรองเกี่ยวกับการสอนของตน
ให้ครูทบทวนและทาความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น วิเคราะห์สาเหตุของสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น และพิจารณาว่าจะนำ
ข้อมูลที่สังเกตได้ไปใช้อย่างไร และผู้นิเทศควรสนับสนุนให้ครูใช้กลวิธีต่าง ๆ เพื่อช่วยให้ครูได้ สะท้อนคิด
เกี่ยวกับการสอนของตนเอง เช่น ให้ครูสรุปและสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นขณะสอน บอกวิธีการประเมินผล
เปรียบเทยี บระหว่างสิ่งที่เกดิ ขึ้นกับส่งิ ท่วี างแผนไว้ ระบุผลกระทบของพฤติกรรมการสอนท่ี มีตอ่ การเรียนรู้ของ
ผู้เรียน บอกสง่ิ ทจี่ ะนาไปใชใ้ นการวางแผนการจัดการเรยี นรใู้ นครั้งต่อไป
ระยะที่ ๓ สรุปรายงานผลการดำเนนิ งาน PLC
สรปุ รายงานผลการดำเนินงาน PLC และรว่ มกนั แลกเปลี่ยนเรียนรู้

๓๘

๒.๑๐ รูปแบบการจดั กจิ กรรมส่งเสรมิ กระบวนการชุมชนแหง่ การเรียนรู้ เพอ่ื พัฒนาจรรยาบรรณวชิ าชีพครู
ผา่ นระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ

๑) กรอบจรรยาบรรณวิชาชีพครู จะเน้นที่ประเด็นการเสริมสร้างวินัยในตนเองของครู และนักศึกษาครู
รวมถึงการคำนึงถึงการส่งมอบบริการที่ดีที่สุดให้แก่ลูกศิษย์ คือ การอบรม ให้ความรู้ลูกศิษย์ด้วยจิตใจที่เปี่ยมด้วย
ความรัก ความเมตตา อดทนที่จะอธบิ ายให้ลกู ศษิ ย์ทีอ่ าจจะมคี วามสามารถในการเรยี นรู้ที่แตกตา่ งกนั

๒) หลักการชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชพี โดยมีลกั ษณะทสี่ ำคัญ ๕ ประการ ดังน้ี
๒.๑ การสรา้ งบรรทดั ฐานและค่านยิ มรว่ มกนั (Shared values and norms)
๒.๒ การปฏบิ ตั ิทม่ี ีเปา้ หมายร่วมกนั คอื การเรยี นรขู้ องผูเ้ รียน (Collective focus on

students learning)
๒.๓ การรว่ มมอื รวมพลังของสมาชิกชุมชนวชิ าชีพ (Collaboration)
๒.๔ การเปิดรบั การชแ้ี นะการปฏบิ ัติ และการรว่ มเรยี นรู้ ณ บริบทจริง (Expert advice and

study visit)
๒.๕ การสนทนาทมี่ ุ่งสะทอ้ นผลการปฏิบัตงิ าน (Reflection dialogue)

๓) การดำเนินการตามขั้นตอนการดำเนินงานใน E-PLC in Action ในระบบออนไลน์และ
การส่งงาน ๕ ช้ิน ในระบบออนไลน์ ดงั นี้

๓.๑ การสร้างแผนการดำเนนิ งานและการสรา้ งทีม E-PLC
(๑) การสร้างแผนการดำเนนิ งาน
(๒) การสร้างทมี E-PLC

๓.๒ การดำเนนิ งาน E-PLC วงรอบที่ ๑
(๑) วเิ คราะหช์ น้ิ งานนกั เรียน (กำหนด ๑ ปัญหา)
(๒) ออกแบบแผนการจดั การเรยี นรู้
(๓) เปิดชั้นเรยี น
(๔) ประชุมสะทอ้ นคิดหลงั เปดิ ชน้ั เรียน

๓.๓ การดำเนนิ งาน E-PLC วงรอบที่ ๒
(๑) วเิ คราะห์ชน้ิ งานนกั เรียน (กำหนด ๑ ปัญหา)
(๒) ออกแบบแผนการจัดการเรยี นรู้
(๓) เปิดชนั้ เรียน
(๔) ประชมุ สะทอ้ นคดิ หลังเปิดชั้นเรียน (บันทกึ การประชุมสรุปงาน)

๓.๔ การดำเนินงาน E-PLC วงรอบที่ ๓
(๑) วเิ คราะห์ชนิ้ งานนักเรยี น (กำหนด ๑ ปญั หา)
(๒) ออกแบบแผนการจดั การเรยี นรู้
(๓) เปดิ ช้นั เรียน
(๔) ประชมุ สะท้อนคดิ หลังเปดิ ชน้ั เรยี น (บนั ทึกการประชมุ สรปุ งาน)

๓.๕ การสรุปงาน ท้ัง ๓ วงรอบ
๓) นักศึกษาครู จะต้องทำหน้าที่รวบรวมความคิดเหน็ ที่สมาชิกในทีมได้ให้ความเห็นมาแลว้ สรุปเป็น
ภาพรวมของผลการสะท้อนคิด สำหรบั การดำเนินการกระบวนการชมุ ชนการเรียนร้วู ชิ าชีพ วงรอบท่ี ๑
๔) การดำเนินการปฏิบัติการใหม่ วงรอบที่ ๒ วงรอบที่ ๓ กระทำซํ้าในลักษณะเดิมโดยนำ
ขอ้ ความเห็นท่ีได้มาจากสมาชิกในทีมมาเปน็ ข้อมูลในการออกแบบแผนการปฏิบัติการรอบใหม่ แล้วดำเนินการ
สู่การปฏบิ ตั กิ ารการสงั เกตหน้างานจริง ตามบรบิ ทจริง และมีการสะท้อนผล

๓๙

ระบบการปฏิบัติการเพื่อการเสริมสร้างการปฏิบัติตามจรรยาบรรณวิชาชีพครูผ่านระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศ

ศึกษานิ เทศก์ นักศึกษาครู

ผ้บู ริหาร เพ่ือน
สถานศึกษา นักศกึ ษา

ครพู ี่เลีย้ ง ครู

ครผู ้ไู ดร้ บั อาจารย์
รางวลั คุรสุ ภา นิ เทศก์

อธิการบดี
คณบดี

เมื่อมีการนำหลักการและกระบวนการ PLC มาพัฒนาการดำเนินงาน “คุรุสภา” ในฐานะองค์กร
วชิ าชพไดเ้ ห็นความสำคัญของการปรับปรุงวชิ าชีพครู โดยม่งุ พัฒนาอาจารย์พร้อมกับบุคลากรทางการศึกษาให้
มกี ารพฒั นาตนเองพร้อมดว้ ยวิชาชพี เปน็ การปรบั ปรุงท่เี นน้ ใหท้ ุกฝ่ายร่วมมือกนั ทำความเข้าใจและมีการพัฒนา
ต่อยอดด้วยระบบ E-PLC เพื่อเสริมสร้างจรรยาบรรณของวิชาชีพให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพที่มีจิตวญิ ญาณความ
เปน็ ครูอย่างแท้จริง

สรุปได้ว่า E-PLC เป็นแนวทางสำคัญที่คุรุสภาได้ริเริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๐
เป็นต้นไปเพื่อมุ่งให้เกดิ ระบบพัฒนาวิชาชีพ ตามแนวคิด PLC และเน้นพัฒนาส่งเสรมิ จรรยาบรรณวิชาชพี ผา่ น
ระบบอิเล็กทรอนิกส์ โดยเริ่มจากกลุ่มเป้าหมายที่เป็นนิสิต นักศึกษาครู ได้มีกิจกรรมร่วมกับค รูซึ่งเป็นครู
ประจำการและอาจารย์นเิ ทศก์ ทำให้ผูป้ ระกอบวิชาชพี ไดต้ ระหนกั และเห็นความสำคัญของการประพฤติปฏิบัติ
ตามจรรยาบรรณวชิ าชีพ มีการแลกเปลย่ี นเรยี นรูด้ ว้ ยระบบเครือข่าย ซึง่ จะทำใหก้ ารจัดการเรียนรู้ของครูส่งผล
ต่อการพฒั นาผ้เู รยี นให้มีสมรรถนะท้งั ด้านความรู้ คุณธรรม จริยธรรม ตามจรรยาบรรณวชิ าชีพต่อไป

๒.๑๑ งานวิจยั ที่เกยี่ วขอ้ ง
ชีวัน เขียววิจิตร รุ่งทิวา แย้มรุ่งและลัดดาวัลย์ เกษมเนตร (๒๕๖๐) ได้ทำวิจัย เรื่อง

กระบวนการพัฒนาต้นแบบครูพี่เลี้ยงของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อ ๑) ศึกษา
องค์ประกอบการพัฒนาตน้ แบบครูพ่ีเล้ียงของนิสติ ฝึกประสบการณ์วชิ าชีพครูในโรงเรียนสาธติ มหาวิทยาลยั ศรี
นครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ๒) เพื่อพัฒนากระบวนการพัฒนาต้นแบบครูพี่เลี้ยงของนิสิตฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
ครูด้านการจัดการเรียนรู้ตามแนวการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน เพื่อเตรียมความพร้อมครูพี่เลี้ยงให้มีสมรรถนะ
ด้านความรู้และทักษะที่เหมาะสมเพื่อส่งเสริมความเป็นมืออาชีพ และเพื่อสร้างเครือข่ายชุมชนการเรียนรู้ทาง
วิชาชีพ (Professional Learning Community: PLC) การดำเนินงานวิจัยแบ่งเป็น ๒ ระยะ ได้แก่ ระยะที่ ๑
ร่างองค์ประกอบของต้นแบบครูพี่เลี้ยง และระยะที่ ๒ ออกแบบกระบวนการพัฒนาต้นแบบครูพี่เลี้ยง
เคร่อื งมือทใี่ ช้ในการวจิ ัย ไดแ้ ก่ แบบประเมนิ ตนเองของครูพีเ่ ล้ยี งด้านสมรรถนะการจัดการเรียนรู้และการนิเทศ

๔๐

ด้วยกระบวนการพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) แบบวัด เจตคติที่มีต่อการนิเทศด้วยกระบวนการ
พี่เลย้ี ง วิเคราะห์ขอ้ มลู ด้วยคา่ เฉลย่ี ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน และการวเิ คราะหเ์ นอื้ หา

ผลการวจิ ยั พบวา่ การพฒั นาต้นแบบครูพเี่ ลีย้ งของนสิ ิตฝึกประสบการณว์ ชิ าชีพครูตามแนวการพัฒนา
บทเรียนร่วมกันที่พัฒนาขึ้นมีดังน้ี ๑) องค์ประกอบของต้นแบบครูพี่เลี้ยง มีดังต่อไปน้ี ๑.๑) ด้านความรู้ของ
ครูพ่ีเลี้ยง ประกอบด้วย การจัดการเรยี นรู้ การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ส่อื การเรยี นรู้และนวัตกรรมทาง
การศึกษาการวัดและการประเมินผลการเรียนรู้ ๑.๒) ด้านทักษะ การนิเทศด้วยกระบวนการพี่เลี้ยง
ประกอบดว้ ย การใหค้ ำปรึกษาและการสอนงาน การสังเกตและการจดบันทกึ ๑.๓) เจตคตทิ มี่ ตี อ่ การนเิ ทศด้วย
กระบวนการพี่เลี้ยง ๒) ออกแบบกระบวนการพัฒนาต้นแบบครูพี่เลี้ยง ประกอบด้วยขั้นตอนดังต่อไปนี้ ๒.๑)
กำหนดเป้าหมายการพัฒนาบทเรียนร่วมกันระหว่างผู้วิจัย ครูพี่เลี้ยงกลุ่มเป้าหมายและผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ .๒)
วางแผนบทเรียนและพัฒนาบทเรียนรว่ มกันระหว่างผ้วู ิจัย ครูพเี่ ลย้ี งกลุ่มเป้าหมายและผู้ทรงคุณวุฒิ ๒.๓) การ
นิเทศด้วยกระบวนการพี่เลี้ยง (Coaching and Mentoring) ๒.๔) สะท้อนความคิดจากการทดลองใช้
บทเรียน ๒.๕) ปรับปรุงแก้ไขบทเรียน ๒.๖) แลกเปลี่ยนเรียนรู้พร้อมทั้งนำบทเรียนไปใช้และเผยแพร่เพื่อ
สร้างเครือขา่ ยชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ (Professional Learning Community: PLC) โดยเน้นทักษะกระบวนการ
ทำงานร่วมกัน การร่วมมือรวมพลังเพื่อความก้าวหน้าในวิชาชีพครู ผลจากการประเมินสมรรถนะการจัดการ
เรียนรู้และการนิเทศด้วยกระบวนการพี่เลี้ยงของครูพี่เลี้ยง พบว่า ด้านความรู้ ด้านทักษะการนิเทศด้วย
กระบวนการพี่เลี้ยง และเจตคติที่มีต่อการนิเทศด้วยกระบวนการพี่เลีย้ งค่าดัชนีความสอดคล้องรายข้อมีค่าอยู่
ระหว่าง ๐.๖๗ – ๑.๐๐ ซ่งึ มคี ่าสงู กว่าเกณฑ์ที่กำหนด

ปิยณัฐ กุสุมาลย์ และภมรพรรณ์ ยุระยาตร์ (๒๕๖๐) ได้ทำวิจัย เรื่อง แนวทางการพัฒนาครูโดย
ใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในการจัดการเรียนรู้ สำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต
พื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต ๒๗ โดยมีความมุ่งหมายเพื่อ ๑) ศึกษาองค์ ประกอบและตัวชี้วัดการพัฒนา
ครู โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในการจัดการเรียนรู้ ๒) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพ
ที่พึงประสงค์ ของการพัฒนาครูโดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในการจัดการเรียนรู้ และ
๓) พัฒนาแนวทางการพัฒนาครูโดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในการจัดการเรียนรู้ ส ำหรับ
สถาน ศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๗ โดยใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา
๓ ระยะ คอื ระยะที่ ๑ ศึกษาองค์ประกอบและตวั ชี้วดั ประเมินความเหมาะสมโดยผทู้ รงคุณวฒุ ิ จำนวน ๗ คน
ระยะท่ี ๒ ศกึ ษาสภาพปัจจบุ ันและสภาพที่พึงประสงค์ กลมุ่ ตัวอยา่ งได้แก่ ครู จำนวน ๓๓๗ คน และระยะท่ี ๓
วิเคราะห์ PNImodified ศึกษาสถานศึกษาที่มีวิธีปฏิบัติที่ดีเยี่ยม ร่างแนวทางการพัฒนาครู และประเมินแนวทาง
โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน ๗ คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบ ด้วย แบบประเมิน
แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน

ผลการวจิ ัยพบวา่
๑. องค์ประกอบและตัวชี้วัดการพัฒนาครู โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในการ

จัดการเรียนรู้ สำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๗ ประกอบด้วย
๖ องค์ประกอบ คอื ๑) การมีภาวะผู้นำรว่ ม มี ๘ ตัวบ่งช้ี ๒) การมีวสิ ยั ทศั น์และเป้าหมายรว่ ม กัน มี ๗ ตวั บ่งช้ี
๓) การมีระบบทีมร่วมมือร่วมใจ มี ๘ ตัวบ่งชี้ ๔) การทบทวนไตร่ตรองผล มี ๘ ตัว บ่งชี้ ๕) การสนับสนุน
มี ๘ ตัวบ่งชี้ ๖) การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ มี ๘ ตัวบ่งชี้ ผลการประเมิน โดยผู้ทรงคุณวุฒิ พบว่า
องค์ประกอบและตัวช้วี ัด มีความเหมาะสมอย่ใู นระดับมากทส่ี ุด

๒. สภาพปัจจุบันของการพัฒนาครูโดย ใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในการจัดการ
เรียนรู้ สำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๗ โดยรวมอยู่ในระดับมาก

๔๑

เรียงลำดับจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด ดังนี้ ๑) การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ ๒) การทบทวนไตร่ตรองผล
๓) การสนับสนุน ๔) การมวิสัยทัศน์ และเป้าหมายร่วมกัน ๕) การมีภาวะผู้นำร่วม และ ๖) การมีระบบทีม
ร่วมมือร่วมใจ ตามลำดับ และสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาครู โดยใช้แนวคิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ทาง
วิชาชีพในการจัดการเรียนรู้ สำหรับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๗
โดยรวม อยู่ในระดับมากที่สุด เรียงลำดับจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด ดังนี้ ๑) การสนับสนุน ๒) การมีภาวะผู้นำ
ร่วม ๓) การเรียนรู้และพัฒนาวิชาชีพ ๔) การ ทบทวนไตร่ตรองผล ๕) การมีระบบทีมร่วมมือ ร่วมใจ และ
๖) การมีวสิ ยั ทศั นแ์ ละเปา้ หมายร่วม กนั ตามลำดบั

๓.แนวทางการพัฒนาครโู ดยใช้แนวคิด ชมุ ชนแหง่ การเรียนรู้ทางวิชาชีพในการจัดการเรียนรู้
สำหรับสถานศกึ ษา สงั กดั สำนักงานเขต พน้ื ท่ีการศึกษามธั ยมศึกษา เขต ๒๗ มีแนวทาง การดำเนนิ งานดังน้ี

๓.๑ ส่งเสริม สนับสนุน และสร้างความ เข้าใจแก่ครูในโรงเรียนเกีย่ วกับชุมชนแห่งการเรยี นรู้
ทางวิชาชีพ และการจัดการเรียนรู้โดยใช้แนวคิด ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สำหรับสถานศึกษา เพื่อให้
เกิดความรู้ความเข้าใจที่ตรงกัน โดย อาจพาไปศึกษาดูงาน แนะนำแนวคิดหรือวิธีปฏิบัติ ที่เป็นเลิศจากสื่อ
อเิ ลก็ ทรอนกิ สห์ รอื วดี ทิ ศั น์ พูดคยุ เสวนาปรกึ ษาหารือ แนะนำบทความหรอื หนังสอื เพอื่ กระตนุ้ การคดิ

๓.๒ จัดครูให้ทำงานจัดการเรียนรู้ร่วมกัน ดำเนินการตามการพัฒนาครูโดยใช้แนวคิดชุมชน
แห่งการเรียนรู้ทางวชิ าชพี ในการจัดการเรยี นรู้ ๖ ด้าน ประกอบด้วย

๑. ด้านการมีภาวะผู้นำรว่ ม โดยผู้ บริหารจัดใหค้ รูมีส่วนร่วมในการกำหนดวัตถุประสงค์
การจัดการเรียนรู้ ครูมีอิสระในการเลือกใช้วธิ ีการ จัดกจิ กรรมการเรียนร้ทู ่ีเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญตามความถนัด
ของผู้เรียน ครูท่ีสอนกลุม่ สาระการเรียน ร้หู รอื ระดบั เดียวกนั เข้าร่วมและให้ความสำคัญกับ การกำหนดเนื้อหา
ในการจัดการเรียนรู้ร่วมกัน ครูเข้าร่วมและให้ความสำคัญกับการวางแผน ออกแบบ การจัดการเรียนรู้รว่ มกัน
ครูจัดช่วงเวลาให้ผู้เรียน ทำกิจกรรมหรือเรียนรู้ด้วยตนเอง อาจเป็นงานเดี่ยว งานคู่ หรืองานกลุ่มตามความ
เหมาะสม ครูมีอิสระในการเลือกใช้วิธีการวัดและประเมินผลผู้เรียนอย่าง เหมาะสม ครูมีอิสระในการกำหนด
รายละเอียดของ การประเมินเพ่ือพัฒนาผู้เรยี น ผูบ้ ริหารสามารถทำหนา้ ที่เปน็ ผนู้ ำในการสะท้อนผลการจัดการ
เรยี นรู้ ของครู ครทู ำหน้าท่ีเป็นผอู้ ำนวยความสะดวกใน การเรียนรูข้ องผเู้ รยี น

๒. ด้านการมีวสิ ัยทัศน์และเป้าหมาย ร่วมกัน โดยผ้บู ริหารและครูทุกคนทราบและเข้าใจ
ถึงวัตถุประสงค์ของแนวทางการจัดการเรียนรู้ของ โรงเรียน ครูศึกษาผู้เรียนของตนเองเป็นรายบุคคล เพื่อนำ
ข้อมูลผู้เรียนไปช่วยเหลือ พัฒนาด้านการ จัดการเรียนรู้ เสริมสร้างความมั่นใจก่อนเรียนในชั้นจริง ครูทุกคนมี
ส่วนรับผิดชอบในการกำหนดความ รู้และทกั ษะท่ีจำเป็นสำหรับผเู้ รียนของตนเอง ครูมี วิธกี ารจัดการเรียนรู้ให้
ผเู้ รยี นสามารถสรุปและสรา้ งองค์ความรไู้ ด้ดว้ ยตนเอง ครูใช้วธิ กี ารจดั กจิ กรรม การเรยี นรูท้ ่ีเนน้ กระบวนการคิด
ของผู้เรียน ครู ทุกคนรับผิดชอบในการสร้างเครื่องมือการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ผู้บริหาร
เปิดใจ ครหู รอื รว่ มกันสร้างเปน็ วัฒนธรรมองคก์ รในการ พัฒนาผลการเรียนร้ขู องผู้เรียน

๓. ด้านการมีระบบทีมร่วมมือร่วมใจ โดยครูร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการจัดการเรียน
รู้ทต่ี อ้ งการให้เกดิ ขนึ้ กบั ผเู้ รียน ครูร่วมกนั ค้นหาส่ิง ทผ่ี ้เู รยี นสนใจ เพอ่ื นำมาประกอบการออกแบบกิจกรรมการ
เรียนรู้ ครูร่วมกันวิเคราะห์สาเหตุของ ปัญหาผู้เรียนเพื่อกำหนดทางเลือกในการแก้ปัญหา ครูที่สอนกลุ่มสาระ
การเรียนร้หู รือระดับเดยี วกัน รว่ มกันเลอื กเน้ือหาทจ่ี ะวางแผนออกแบบการ จัดการเรยี นรู้ ครูท่ีสอนกลุ่มสาระ
การเรยี นรหู้ รอื ระดับเดียวกนั รว่ มกันออกแบบวธิ ีการในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ ครนู ำวิธกี ารหรอื นวตั กรรม
ที่ ร่วมกันวางแผน ออกแบบ ไปใช้กับผู้เรียนชั้นของ ตนเอง ครู ทำงานประเมินผลการจั ดการเรียนรู้ เป็นทีม
โดยใช้แบบประเมินเดียวกันที่ร่วมกันพัฒนาขึ้น การสะท้อนผลการจัดการเรียนรู้ของครูเป็น แบบกัลยาณมิตร
ผูบ้ รหิ ารลงมาร่วมมอื ใหค้ รมู า ทำงานจัดการเรียนรูร้ ่วมกัน

๔๒

๔. ด้านการทบทวนไตร่ตรองผล โดย ครูมีการนำข้อมูลการประเมินผลจากการสอนครั้ง
ที่ผ่านมา มาใช้ในการกำหนดเป้าหมาย ครูเก็บ รวบรวมข้อมูลจากการสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการ และผลที่
เกิดขึ้นกับผู้เรียน ครูร่วมกันค้นหาเนื้อหาที่ ผ่านมาผู้เรียนเข้าใจได้ยาก แล้ววิเคราะห์แยกสาเหตุ ของปัญหา
พร้อมหาแนวทางแก้ไข ครูมีหลักฐาน แสดงการประเมินจากการเรียนครั้งก่อนหน้า แล้วนำข้อมูลมาใช้ในการ
วางแผนการจดั การเรียนรู้ ครู ใหผ้ เู้ รียนบนั ทึกความรู้ ความเขา้ ใจหรือเก็บหลัก ฐาน ชนิ้ งานของผู้เรียนในสมุด
บันทึกหรือ portfolio ของตนเอง ครู สามารถระบุประเด็นปัญหาต่างๆ ที่ เกิดขึ้นในชั้นเรียน ครูนำข้อมูลผล
การประเมินไป ปรับปรุง แก้ไข และพัฒนาการจัดการเรียนรู้ ครู ร่วมกันอภิปรายสรุปในแต่ละแง่มุมหลังจาก
เสรจ็ สน้ิ การจัด การเรียนรู้ เพอ่ื พฒั นากระบวนการ วิธี การในการจดั กจิ กรรมให้ดีข้นึ อีก

๕. ด้านการสนับสนนุ โดยสถานศกึ ษา มกี ารสนับสนุนขอ้ มลู สารสนเทศเพ่ือให้ครนู ำไปใช้
ในการกำหนดวัตถุประสงค์การจัดการเรียนรู้ สถาน ศึกษามกี ารสนับสนุนให้ครูจัดทำสารสนเทศของ ผู้เรียนให้
ถูกต้องครบถ้วนเป็นปัจจุบัน ผู้บริหาร สนับสนุนให้ครูบูรณาการเนื้อหาสาระภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้
เดียวกันและต่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ ผู้บริหารสนับสนุนให้ครูไปศึกษาเรียนรู้ ฝึกอบรม เพื่อพัฒนาความรู้ใน
การจัดการเรียนรู้ของตนเอง ผู้บริหารสนับสนุนครูในด้านงบประมาณ วัสดุ อุปกรณ์และอื่น ๆ ที่ใช้ในการจัด
กจิ กรรมการเรยี นรู้อย่างเพียงพอ ครแู ละผู้บริหารร่วมกนั ตดั สนิ ใจเร่ือง การวัดและประเมินผลตามแนวทางของ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ผู้บริหารจัดให้มีการสะท้อนผลการจดั การเรียนรู้
อย่างสม่ำเสมอ ผู้บริหารจัดระบบสนับสนนุ ให้ครู เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเน่ือง ผู้บริหาร สร้างขวัญ
และกำลงั ใจในการทำงานจัดการเรียนรู้ แกค่ รู ผบู้ ริหารสนบั สนุนและสง่ เสริมการอ่านให้ ครเู ป็นนักอ่านทั้งงาน
วชิ าการและวรรณกรรม

๖. ด้านการเรียนรูแ้ ละพฒั นาวิชาชีพ โดยครวู เิ คราะหว์ ัตถุประสงคใ์ นการเรียนรู้ท่ี
สามารถบูรณาการรว่ มกันได้ ครูมีการสง่ ต่อข้อมลู ของผ้เู รยี นเม่ือเลือ่ นระดบั ชั้น เพ่ือเปน็ การศึกษาผูเ้ รยี น อย่าง
ต่อเนื่อง ครูทุกคนรว่ มกันคิด รว่ มกันแลกเปลย่ี นประเด็นปัญหาเกี่ยวกบั เนื้อหาทีต่ ้องการ พฒั นา ครูออกแบบ
กจิ กรรมการเรยี นรู้ใหก้ ับผเู้ รยี นอยา่ งหลากหลาย ครูมกี ารศึกษาเรียนรสู้ ่ิงใหม่ๆเพ่ือเสริมทกั ษะความรอบร้ใู น
การพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ครูมกี ารประเมนิ พัฒนาการในการเรียนรู้ของผเู้ รยี นแต่ละคนอยา่ งต่อเน่ือง ครูได้
บนั ทึกการสะท้อนผลเพ่ือนำไปเปน็ ข้อมลู ในการปรับปรงุ แผนการจัดการเรียนรู้ ครูมรี ่องรอยหรอื หลกั ฐานท่ี
สะท้อนใหเ้ ห็นถึงการปรบั ปรุงและพัฒนาแผนการ จดั การเรียนรู้

๓.๓ ประเมินความก้าวหน้าการดำเนินงาน ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยนิเทศ
ติดตาม การทำงานจัดการเรยี นรูร้ ว่ มกันของครอู ยา่ งเป็นระบบ ใช้การเสวนาสะท้อนผลหลังการปฏบิ ตั งิ าน หรือ
AAR เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้และพัฒนา ประสิทธิภาพการดำเนินงานและพัฒนาครูอย่าง สม่ำเส มอและ
ต่อเนื่อง ประเมินผลการดำเนินงานเป็นรายเดือน รายภาคเรียนและปีการศึกษา รายงานผลผู้ทีม่ ีสว่ นเกี่ยวข้อง
ตามความเหมาะสม เพื่อให้ได้ข้อมูลในการปรับปรุงแก้ไขหรือพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และประชาสัมพันธ์ผลการ
ดำเนนิ งานชุมชนแห่งการเรียนรทู้ างวชิ าชีพของโรงเรยี น

ยุพาภรณ์ ตีรไพรวงศ์ และกรองทอง ออมสิน (๒๕๖๑) ได้ทำบทความวิชาการ เรื่อง การ
พัฒนาการจดั การเรยี นการสอนผา่ นชุมชนแหง่ การเรียนรู้ทางวชิ าชพี : แนวทางการพฒั นาผู้สอนและผู้เรียน
สรุปได้ว่า ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ คือ กระบวนการในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนร่วมกันในเชิง
วิชาชีพระหว่างอาจารย์ ผู้สอน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน การพัฒนาบทเรียนร่วมกันเป็นแนวทางที่ดี
แนวทางหนึ่งในการพัฒนาชุมชนการเรียน รู้ทางวิชาชีพในสถาบันการศึกษา โดยการนำกระบวนการของการ
วิจัยเชิงปฏบิ ัติการ มาใช้ในการพัฒนาบทเรียนร่วมกัน ได้แก่ ขั้นวิเคราะห์ ขั้นวางแผน ขั้นลงมือและสังเกตผล
การปฏิบัติ ขั้นสะท้อนผล และขั้นตอนการปรับปรุงใหม่ ซึ่งจะสามารถ พัฒนาทั้งสมรรถนะของผู้สอน และผล

๔๓

การเรียนรูข้ องผู้เรยี นได้ บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพือ่ นำเสนอแนวคิดของชุมชนแห่ง การเรียนรูท้ างวิชาชีพ
และแนวทางการพัฒนาการจดั การเรยี นการสอนรว่ มกันผ่านชมุ ชนแห่งการเรยี นรเู้ พ่ือพัฒนาอาจารย์
ผ้สู อนใหส้ ามารถจัดการเรยี นรใู้ หแ้ กผ่ ูเ้ รียนไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

ณริดา เวชญาลักษณ์ และคณะ(๒๕๖๒) ได้ทำวิจัย เรื่อง แนวทางการพัฒนาครูพี่เลี้ยงและ
อาจารย์นิเทศ เกี่ยวกับการหนุนเสริมด้วยการ “Coaching” ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยมี
วตั ถุประสงค์เพ่ือ ๑) ศกึ ษาข้อมลู เก่ยี วกับการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือกับผบู้ ริหาร/ผดู้ ูแลนักศึกษาฝึก
ประสบการณ์วิชาชีพครู ๒) ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาครูพีเ่ ล้ียงและอาจารย์นิเทศเกี่ยวกับการหนุนเสริม
ด้วยการ Coaching และ PLC และ ๓) ศึกษาแนวทางในการสนับสนุน/ส่งเสริม ให้เกิดชุมชนการเรียนรู้ทาง
วิชาชีพครู (Professional Learning Community) ของอาจารย์นิเทศ ครูพี่เลี้ยง และนักศึกษาฝึก
ประสบการณว์ ิชาชีพครู คณะครุศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภฏั พิบลู สงคราม กลุม่ ผู้ให้ขอ้ มูลได้จากการเลือกแบบ
เจาะจง คือ ผู้บริหารโรงเรียนและบุคลากรในโรงเรียน จำนวนทั้งสิ้น ๑๒ คน ครูพี่เลี้ยง จำนวนทั้งสิ้น ๕๐ คน
และนักศึกษาครู ชั้นปีที่ ๕ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๐ จำนวน ๕๐ คน ผลการวิจัยพบว่า ๑) ผู้บริหาร
แต่ละโรงเรียนมีประสบการณ์และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการหนุนเสริมด้วยการ Coaching ตระหนักและ
พร้อมจะร่วมมือและพัฒนาครูพี่เลี้ยง ๒) การพัฒนาครูพี่เลี้ยงและอาจารย์นิเทศเกี่ยวกับการ Coaching และ
PLC โดยมกี ารกำหนดเปา้ หมายร่วมกัน มงุ่ เนน้ การพัฒนาผ้เู รียนด้านพทุ ธิพสิ ัย จติ พิสัย และทักษะพิสัย โดยใช้
กระบวนการจิตตปัญญาศึกษา ๓) การพัฒนาสู่ชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพโดยผู้บริหารสถานศึกษาต้องเป็น
ผู้นำในการสร้างวิสัยทัศน์การเรยี นรู้และการพัฒนาวิชาชีพการสร้างชุมชนกัลยาณมติ รและโครงสรา้ งสนับสนนุ
ชมุ ชนทจ่ี ะสง่ ผลตอ่ การเปน็ ชุมชนการเรยี นรทู้ างวชิ าชีพ สร้างทมี งานที่มปี ระสิทธิภาพ

ไพโรจน์ บริบูรณ์ และคณะ (๒๕๖๓) ได้ทำวิจัยเรื่อง การพัฒนารูปแบบการนิเทศภายในโดยใช้
ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สำหรับอาจารย์นิเทศหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพครู โดยมี
วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศนักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตร
บัณฑิตวชิ าชพี ครู พัฒนารปู แบบและประเมนิ ประสิทธิภาพของการใช้รปู แบบการนิเทศภายในโดยใช้ชุมชนการ
เรียนรู้ทางวิชาชีพ รูปแบบที่ใช้เป็นการวิจัยวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&D) กลุ่ม
ตวั อยา่ ง คือ อาจารย์นเิ ทศและกรรมการหลักสูตร เครอ่ื งมอื เป็นนวัตกรรม คอื ค่มู ือการดำเนินงานรูปแบบการ
นเิ ทศภายในโดยใชช้ มุ ชนการเรียนรู้ทางวชิ าชีพ เครื่องมือในการเก็บขอ้ มลู ไดแ้ ก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์
แบบมีโครงสร้าง แบบประเมิน และแบบทดสอบ สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
เทคนคิ Priority Needs Index (PNImodified) ค่าประสทิ ธภิ าพกระบวนการและของผลลัพธ์ความรู้ (E๑/E๒)
และ ค่า t-test (แบบ Dependent Samples) ผลการวิจัยพบว่า ๑) สภาพปัจจุบันของการนิเทศ โดยรวมอยู่
ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของการนิเทศ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ความต้องการจำเป็นของการ
พัฒนาทั้ง ๖ ด้าน โดยรวมมีค่า PNImodified เท่ากับ ๐.๒๓ เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านการปฏิบัติการ มี
ความต้องการจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องพัฒนาก่อน มีค่า PNImodified เท่ากับ ๐.๒๙ ๒) รูปแบบการนิเทศภายในโดย
ใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ โดยรวม มีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และมี
ความเป็นประโยชนอ์ ยูใ่ นระดับมากทส่ี ุด มกี ารบรู ณาการรูปแบบการนเิ ทศ ๖ ขน้ั ตอน คือ ๑) ขั้นเตรยี มการ ๒)
ขั้นวางแผน ๓) ขั้นปฏิบัตกิ าร ๔) ขั้นสะท้อนผลปรับปรงุ และประเมินผล ๕) ขั้นสร้างขวัญกำลังใจ และ ๖) ข้ัน
สรุปและรายงานผล และมี ๒๕ กิจกรรมย่อย ๓) ประสิทธิภาพของรูปแบบหลังทดลองใช้ตามกลุ่มเป้าหมาย
พบว่า ๓.๑) อาจารย์นิเทศและกรรมการหลักสูตร มีประสิทธิภาพของกระบวนการภาคปฏิบัติต่อผลลัพธ์ของ
ภาคความรู้ (E๑ / E๒) เทา่ กบั ๘๓.๑๐/๙๓.๑๐ ๓.๒) อาจารย์นิเทศและกรรมการหลักสตู ร มคี วามพึงพอใจต่อ
รูปแบบการนิเทศโดยใช้ชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ โดยรวม อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน ข้ัน
วางแผน มีคา่ เฉลี่ยมากท่สี ุด

๔๔

๒.๑๒. กรอบแนวคดิ การวิจยั
จากที่นำเสนอทั้งหมดสามารถกำหนดเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย และกรอบกระบวนการพัฒนา

กิจกรรมแบบบูรณาการการส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพื่อพัฒนาจรรยาบรรณ
วชิ าชพี ผ่านระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ วทิ ยาลัยบณั ฑติ เอเซยี (ดังภาพประกอบท่ี ๑ และ ๒)

๔๕

๔๖

๔๗

บทท่ี ๓
วิธดี ำเนินการวิจยั

ลักษณะการวิจัยจะเป็นแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) แบ่งเป็น ๓ วงรอบ

โดยวิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย ได้ดำเนินการตามแนวทางที่คุรุสภากำหนด โดยมีกระบวนการการจัดกิจกรรม

สง่ เสริมกระบวนการชมุ ชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ เพอื่ พัฒนาจรรยาบรรณวชิ าชีพผา่ นระบบเทคโนโลยี

สารสนเทศ (Ethics in Professional Learning Community: E-PLC) ตามลำดับดังน้ี

๓.๑ กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วย

๓.๑.๑ นกั ศกึ ษาหลักสูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพครวู ิชาชีพครู จำนวน ๑๘๐ คน

๓.๑.๒ ครูผู้ชว่ ย จำนวน ๓๒ คน

๓.๑.๓ ครพู ่ีเลีย้ ง จำนวน ๑๗๐ คน

๓.๑.๔ ผู้บรหิ ารสถานศกึ ษา จำนวน ๑๓๓ คน

๓.๑.๕ ศึกษานิเทศก์ จำนวน ๙๕ คน

๓.๑.๖ อาจารยน์ เิ ทศก์ จำนวน ๑๘ คน

๓.๒ รปู แบบการวิจัย เป็นแบบวิจัยเชงิ ปฏบิ ตั กิ าร (Action Research) แบ่งเปน็ ๒ ระยะ ดังน้ี

ระยะที่ ๑ ดําเนินกิจกรรมส่งเสริมกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพเพื่อพัฒนา

จรรยาบรรณวิชาชีพผ่านระบบเทคโนโลยสี ารสนเทศ (Ethics in Professional Learning Community:

E-PLC) โดยมอบหมายให้นักศึกษาทุกคนศึกษาบทเรียนจรรยาบรรณวิชาชีพออนไลน์ อย่างน้อย ๓ บทเรียน

ขึ้นอยกู่ บั ความสนใจของแตล่ ะคน อาจจะศกึ ษามากกวา่ น้กี ็ได้

ระยะท่ี ๒ พฒั นาจรรยาบรรณวิชาชีพผา่ นกระบวนการชุมชนแห่งการเรยี นรู้ทางวิชาชีพ

ดงั มรี ายละเอียดขัน้ ตอน ตามลำดับดังนี้

๑. ศึกษาบทเรยี นจรรยาบรรณวชิ าชีพออนไลน์ อย่างน้อย ๓ บทเรียน

คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ กำหนดให้นักศึกษาหลักสูตรประกาศนียบัตร

บัณฑิตวิชาชีพครู จำนวน ๑๘๐ คน ซึ่งเป็นผู้เตรียมเข้าสู่วิชาชีพครู/ครูผู้ช่วยทุกคนท่ีเข้าร่วมกิจกรรม เลือก

ศกึ ษาบทเรียนจรรยาบรรณวชิ าชีพออนไลน์ อยา่ งนอ้ ย ๓ บทเรยี น จากทงั้ หมด ๙ บทเรยี น โดยมีอาจารย์นิเทศก์

หรืออาจารย์คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์ วิทยาลัยบัณฑิตเอเซีย เป็นผู้กำกับดูแลจัดการเรียนรู้ ซึ่ง

บทเรียนนี้เป็นบทเรียนที่ผลิตขึ้นเพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนักในการประพฤติปฏิบัติ

ตนตามจรรยาบรรณของวชิ าชีพดว้ ยจติ วิญญาณความเป็นครู โดยนำเสนอประเด็นจรรยาบรรณของวชิ าชีพ ทั้ง

๕ ดา้ น ดังนี้

(๑) จรรยาบรรณตอ่ ตนเอง

(๒) จรรยาบรรณตอ่ วิชาชพี

(๓) จรรยาบรรณต่อผรู้ ับบรกิ าร

(๔) จรรยาบรรณต่อผู้รว่ มประกอบวิชาชีพ

(๕) จรรยาบรรณตอ่ สังคม

ซึ่งอาศัยเทคโนโลยีมัลติมีเดียและการมีปฏิสัมพันธ์ของบทเรียนออนไลน์ (Interactive)

ทีม่ ีประสทิ ธิภาพในการเรียนรู้ โดยใหน้ ักศกึ ษาได้มกี ารสะทอ้ นคิดต่อเหตุการณ์ หรือเรือ่ งราวที่อยู่ในสื่อน้ันด้วย

ความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เชิงจริยธรรม มีเหตุมีผล สร้างความตระหนักรู้และเป็นการเสริมสร้างวินัยและ

ความรับผิดชอบต่อตัวเอง อันนำไปสู่กระบวนการเรียนรู้คุณธรรม จริยธรรมและจรรยาบรรณของวิชาชีพครูท่ี

ย่ังยืนในอนาคต และเป็นการพัฒนาคุณภาพผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ใหม้ คี ุณธรรม จริยธรรม พร้อมท้ัง


Click to View FlipBook Version