The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pond.narongrittep1995, 2022-08-31 02:20:16

พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

พระพุทธศาสนา
ฝ่ายมหายาน

วิทยาลัยสงฆ์ชยั ภมู ิ

กลุ่มผู้จัดทา

๑. พระณรงค์ฤทธ์ิเทพ ฐานิสสสรร
๒. พระอธิการวีระ กุสลจิตสรต
๓. พระครูใบฎีการอสถ ตนสติปารล
๔. พระพิสิษฐ์ สุทสธจิตสรต
๕. พระสรรัชต์ กนสตสีรล

คณะพุทธศาสตร์ สาขาพระพุทธศาสนา
ช้ันปีที่ ๒ ภาคการศึกษาที่ ๓ ประจาปีการศึกษา ๒๕๖๔

วทิ ยาลยั สงฆ์ชัยภมู ิ

นาเสนอ

พระอาจารย์ไพศาล จนสทธมสรม, ดร.

อาจารย์ประจาวิชาสัมมนาทางพระพุทธศาสนา
ภาคการศึกษาที่ ๓ ประจาปีการศึกษา ๒๕๖๔

วิทยาลัยสงฆ์ชัยภูมิ

ประวัตแิ ละความเป็นมา

พระพทุ ธศาสนาฝ่ายมหายาน

มูลเหตกุ ารณส์ งั คายนาคร้งั ท่ี ๑

การสังคายนาพระธรรมวินัย ในขณะท่ีพระมหากัสสปะ
เดินทางจากนครปาวามากุสินารา พร้อมด้วยพระสงฆ์บริวาร
ของท่านน้ัน พระภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก เกิดความสลดรันทด
ใจ ที่ไดท้ ราบข่าวปรนิ ิพพานของพระพุทธเจ้า มีเปน็ อันมากท่ี
ถึงกับร้องไห้ แต่ก็มีอยู่รูปหนึ่งชอื่ “สุภัททะ” นัยว่าบวชเม่ือ
แก่แล้ว พูดข้ึนวา่ “พระพุทธเจ้านิพพานเสียก็ดีแล้ว ต่อไปนี้
จะได้ไม่มีผู้บังคับกวดขันจุกจิก” พระมหากัสสปได้ยินความ
ขอ้ นี้ กก็ ลา่ วห้ามสุภัททะภกิ ษุไมใ่ หพ้ ดู อยา่ งนัน้

เมื่อเสร็จการถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระแล้ว พระมหากัสสปะจึงปรารภขึ้นในท่ีประชุม
สงฆ์ เล่าเรื่องสุภัททะภิกษุนั้นให้ฟังและกล่าวว่า เพียงแต่พระพุทธเจ้านิพพานได้ ๗ วัน ยังมี
ภกิ ษุสาวกเองพูดอย่างนไี้ ด้ ขนื ปลอ่ ยนานวนั ไป ความเสอ่ื มโทรมของพระศาสนาก็จะมีมากขึ้นทุก
ที จึงชักชวนให้มีการทาสังคายนาพระธรรมวินัย เพ่ือรักษาความถูกต้องถ่องแท้แห่งพุทโธวาท
และพทุ ธบญั ญัตไิ ว้เสมอ

ในที่ประชุมปฐมสังคายนา ได้หยิบยกเร่ืองการเพิกถอน
สิกขาบทข้อเล็กน้อยข้ึนมาพิจารณา ซึ่งพระอานนท์แถลงว่า
“พระพุทธเจ้ามิได้ตรัสไว้ว่า สิกขาบทข้อใด เป็นข้อเล็กน้อยท่ี
ประทานพุทธานุญาตให้ยกเลิกเพิกถอนได้ สงฆ์ไม่มีอานาจวินิจฉัย
พุทธบัญญัติว่า ข้อใดใหญ่ ข้อใดเล็ก ข้อใดสาคัญ ข้อใดไม่สาคัญ
เม่ือถือปฏิบัติกันมาทุกข้อได้ ในเวลาท่ีพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์
อยู่ ก็ควรถือปฏิบัติกันต่อไป ถ้ายอมให้ยกเลิกได้ ก็จะยกเลิกกัน
ใหญ่ ลงท้ายจะไม่มีอะไรเหลือ” ท่ีประชุมปฐมสังคายนาลงมติ
เห็นชอบ ตามความเห็นของพระอานนท์ว่า “ไม่ยอมให้ยกเลิกเพิก
ถอนสิกขาบท ต้องประพฤตปิ ฏบิ ัตติ ามพุทธบญั ญตั ิทุกประการ”

แ ต่ พ ว ก ที่ เ ห็ น ค ว ร ล ด ห ย่ อ น ย ก เ ลิ ก
สิกขาบทท่ีจุกจิกเสียบ้าง ก็ถือว่าการท่ีที่ประชุม
ปฐมสังคายนาวินิจฉัยอย่างน้ัน ไม่ใช่พุทธ
บัญญัติ เพราะพุทธบัญญัติอนุญาตให้แก้ไขได้
มติที่ว่าไม่ให้แก้ไขเลยนั้น ภิกษุสงฆ์บางหมู่
ยอมรับเป็นเพียง “คาของผู้ใหญ่” เรียกว่า
“เถรวาทะ” คาว่า “เถรวาทะ” เกิดมีข้ึนด้วย
ประการฉะน้ีเม่ือเป็นเพียงเถรวาทะ ไม่ใช่พุทธ
วจนะ

พระภิกษุบางหมู่จึงถือว่าจะปฏิบัติตามหรือไม่ปฏิบัติตามก็ได้ นับแต่น้ันมา การประพฤติ
ปฏิบัติในสิกขาบทบางประการก็ย่อหย่อนลงไป ความย่อหย่อนอันน้ีคงจะได้มีมาช้านาน
จนกระทั่งพระภิกษุชั้นอุปัชฌาย์อาจารย์ก็ย่อหย่อนลงไปด้วย ภิกษุรุ่นหลังจึงย่อหย่อนตาม
กันลงมา จนเกิดมีความคิดเห็นกันข้ึนอีกอย่างหน่ึงว่า การปฏิบัติอันใด แม้จะผิดเพี้ยนปจาก
พุทธบัญญตั ิ ถ้าอุปัชฌาย์อาจารย์เคยปฏิบัติมาแลว้ บรรดาลกู ศิษยก์ ็ถือปฏบิ ตั ติ ามได้

มลู เหตุการณ์สังคายนาคร้งั ท่ี ๒

ภายหลังที่พระพุทธเจ้านิพพาน และพระ
สาวกได้ทาปฐมสังคายนาแล้ว เรื่องราวเกี่ยวกับ
พระพุทธศาสนาได้เงียบหายไปราวร้อยปี ใน
ระหว่างเวลาเกือบร้อยปี ภายหลังการนิพพานนี้
ไม่มีเร่ืองราวอันใดท่ีนับว่าสาคัญ เร่ืองสาคัญมา
เกิดข้ึนเม่ือราว พ.ศ. ๑๐๐ คือเรื่องพระภิกษุวัชชี
บุตรถือวัตถุ ๑๐ ประการ อันเป็นต้นเหตุแห่งการ
สังคายนาคร้งั ท่ี ๒

สาเหตุที่นาไปสู่การสังคายนา คือ ภิกษุชาวแคว้นวัชชีจานวนมากจงใจ
ละเมิดพระวนิ ัย คือ สกิ ขาบทอนั มมี าในพระปาตโิ มกข์ ๑๐ ประการคือ

๑. สงิ คโิ ลณกัปปะ เก็บเกลอื เอาไว้ปรุงอาหารฉนั ได้ (ผิด เพราะสะสมอาหาร ปรบั อาบัติปาจิตตีย)์
๒. ทวังคุลกัปปะ ฉนั โภชนะเมอ่ื เวลาบ่ายตอนท่ีตะวันลว่ งไปแล้ว ๒ องคุลไี ด้ (ผิด เพราะฉนั โภชนะในเวลาวิกาล ปรบั อาบตั ิปาจติ ตยี ์)
๓. คามนั ตรกปั ปะ ภกิ ษุฉันเสรจ็ แลว้ เขา้ ไปในละแวกบา้ น ฉนั โภชนะอีกซงึ่ เป็นอาหารเหลอื ได้ (ผดิ เพราะฉันอาหารพร่าเพรอ่ื คอื ฉันแลว้ ฉนั อกี ปรบั อาบัตปิ าจติ ตยี ์)
๔. อาวาสกปั ปะ มีสมี าเดียวกัน แต่ทาอุโบสถไมพ่ ร้อมกันได้ (ผดิ เพราะไม่สามัคคีกนั ปรบั อาบตั ิทุกกฏ)
๕. อนุมติกปั ปะ สงฆ์ยงั ไมพ่ ร้อม อาจทาสงั ฆกรรมไปก่อนได้ ผมู้ าทีหลังจึงขออนมุ ัติ (ผดิ เพราะใหท้ าฉนั ทะมาก่อนแลว้ ยจึงทาสงั ฆกรรม ปรับอาบัติทกุ กฎ)
๖. อาจิณณกัปปะ ประพฤตติ นตามธรรมเนยี มทอ่ี าจารยเ์ คยประพฤติมาได้ (ผิด เพราะความประพฤติบางอย่างถือวา่ ไมส่ มควร)
๗. อมถิตกปั ปะ นมสดท่ีแปรสภาพแตย่ งั ไม่ถงึ ความเป็นนมสม้ ภกิ ษุฉันอาหารแล้วจะด่มื นมอันเป็นของเหลอื (อนตริ ติ ตะ) ได้ (ผดิ เพราะโภชนะอนั เป็นอนตริ ติ ตะ)
๘. ชโลคงิ ปาตุง ด่ืมสรุ าอยา่ งออ่ นทีย่ งั ไม่ถึงความเป็นนา้ เมาได้ (ผดิ เพราะดม่ื สุราและเมรยั ปรบั อาบตั ปิ าจิตตยี ์)
๙. อทสกัง นสิ ที นัง ใช้ผ้าปูทีน่ ั่งไมม่ ีชายได้ (ผิด เพราะละเมิดบญั ญัติท่ีให้ภิกษตุ ้องน่งั ผา้ ปทู ีม่ ีชาย ปรับอาบตั ปิ าจติ ตีย์)
๑๐. ชาตรูปรชตงั รับเงนิ และทองได้ (ผิด เพราะห้ามมใิ หภ้ ิกษุรับเงนิ และทอง ปรับอาบัตปิ าจิตตีย์)

เรื่องวัตถุ ๑๐ ประการ ของพระภิกษุวัชชีบุตร
น้ี แสดงชัดว่าความโน้มเอยี งในทางแตกแยกได้มีขึ้น
ทันที หรือในเวลาอันใกล้ ภายหลังปฐมสังคายนา
น้ันเอง เพราะเรื่องพระภิกษุวัชชีบุตรถือวัตถุ ๑๐
ประการน้ัน ไม่ใช่เป็นเรื่องประกาศโครมคราม หรือ
ตั้งลัทธิกันข้ึนในทันที แต่เป็นเรื่องของทางปฏิบัติที่
ค่อย ๆ ย่อหย่อนลงไป โดยถือว่า พระพุทธเจ้าได้
ประทานพุทธานุญาตไวว้ ่า “สิกขาบทเล็ก ๆ น้อย ๆ
ท่ีเป็นเร่ืองจุกจิกยากแก่การปฏิบัติน้ัน ถ้าสงฆ์
เห็นสมควรกใ็ หป้ ระกาศยกเลิกเสยี ได้”

อันที่จริงก็มิใชเ่ จตนาร้าย ท่ีจะทาลายพุทธบัญญัติ ท่ีเป็นเช่นน้ันก็โดยถือว่า พระพุทธเจ้า
ได้ประทานพุทธานุญาตให้ยกเลิกสิกขาบทบางประการที่เป็นข้อจุกจิกเล็กน้อยได้ การท่ี
พระพุทธเจ้ามิได้ทรงระบุไวว้ ่าข้อใดเล็กน้อย ก็โดยพุทธประสงค์ให้พระสาวกวินิจฉัยได้เอง ครูบา
อาจารย์ก็เป็นผู้ใหญ่ มีความรู้ความคิดมาก พอที่จะวินิจฉัยงดเว้นสิกขาบทบางข้อโดยไม่
กระทบกระเทือนถึงหลักการ หรือทาความเสียหายแก่พระศาสนา เม่ือครูบาอาจารย์ถือปฏิบัติ
หรือบอกเล่าสั่งสอนว่ากระไรก็อาจจะเช่ือฟังปฏิบัติตามได้ พระภิกษุวัชชีบุตรจึงถือเป็นข้อหนึ่งใน
วัตถุ ๑๐ ประการว่า “แม้จะเป็นการกระทาที่คลาดเคลื่อนจากพระวินัย ถ้าอุปัชฌาย์อาจารย์เคย
ทามาก่อนแล้ว ก็ย่อมทาได้” (วัตถุ ๑๐ ประการ ข้อ ๖) การถือเช่นนี้ได้ก่อกาเนิดลัทธิใหม่ เป็น
ลัทธิถือตามครูบาอาจารยเ์ รียกวา่ “อาจริยวาทะ”

ในการสังคายนาคร้ังที่ ๒ พระภิกษุวัชชี
และผู้ท่ีเห็นชอบในการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ก็
ประชุมกันทาสังคายนาอีกทางหนึ่ง และต่อ
จากนี้พระภิกษุสงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ก็
แยกกันเป็นสองนิกายอย่างแท้จริง ทางท่ีไม่
ยอมเปล่ียนแปลงแก้ไขสิกขาบท คือ ทางที่ถือ
เถรวาทะเป็นนิกายหนึ่งเรียกชื่อว่า “สถวีระ”
ทางท่ีเห็นชอบในการเปล่ียนแปลงแก้ไขคือ
ทางท่ีถืออาจริยวาทะ เป็นอีกนิกายหนึ่ง
เรียกชือ่ วา่ “มหาสังฆกิ ะ”

มหาสังฆิกะ เป็นบรรพบุรุษของมหายาน
แล้วเงียบมาอีกต้ัง ๑๐๐ ปี เหมือนกัน เงียบอย่าง
น้านิ่งไหลลึก สถวีระ กับ มหาสังฆิกะ ต่างฝ่าย
ต่างดาเนินไปในทางของตนความแตกต่างระหว่าง
ฐานะของนิกายทั้งสองนี้ คือ สถวีระได้ความ
อุปถัมภ์ของทางราชการ และพระมหากษัตริย์
ส่ ว น ม ห า สั ง ฆิ ก ะ ไ ม่ ไ ด้ ค ว า ม อุ ป ถั ม ภ์ อ ย่ า ง น้ั น
สถวีระเป็นประหนึ่งนิกายของทางราชการ และ
มหาสังมกิ ะเป็นประหนึ่งนิกายของประชาชน

ความแตกต่างกันในฐานะอย่างน้ี ย่ิงช่วยให้นิกาย
มหาสังฆกิ ะได้จานวนผู้ถือมากขน้ึ และพระภิกษุในนิกาย
มหาสังฆิกะก็ทาความพยายามอย่างยิ่งยวด ในอันจะ
เผยแพร่ลัทธิของตนออกไป ความพยายามหาจานวนผู้
นับถอื ให้มากที่สุดท่ีจะหาได้นี้เอง ทาให้คณะมหาสังฆิกะ
คิดประดิษฐ์หลักการต่าง ๆ ท่ีเห็นว่าคนชอบ เก็บจาก
ลัทธิพราหมณ์บ้าง ลัทธิอื่น ๆ เช่น ศาสนาเชนบ้าง
อะไรท่ีเห็นว่าดีและคนชอบก็เอามาใส่ ทาให้เกิดความ
สบั สนปนเปขนึ้ เปน็ อันมาก

เมื่อถึงสมัย พระเจ้าอโศกมหาราช การแบ่งแยกเป็นฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ได้ขยายตัว
ออกไป และเป็นการแบง่ แยกท่ีมีรากฐานมั่นคง ดาเนินไปคนละทางห่างไกลกันออกไปทุกที ใน
สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชนี้ นิกายเหนือกับนิกายใต้ ได้เป็นปีกแผ่นมั่นคงลงแล้ว มีเรื่องว่า
พระเจ้ากาลาโศก เป็นพระเจ้าแผ่นดินองค์แรกท่ีเลื่อมใสทางนิภายฝ่ายเหนือ คือ มหาสังฆิกะ
แต่เผอิญพระกนิษฐภคินีบวชเป็นภิกษุณีอยู่ทางนิกายฝ่ายใต้ ทรงพระนามว่า นันทเถรี มาทูล
อธิบายให้พระเจ้ากาลาโศกเปล่ียนพระทัย สนับสนุนนิกายฝ่ายใต้ พระเจ้ากาลาโศกน้ีคือ อโศก
มหาราช นั้นเอง ได้ทรงสนับสนุนนิกายฝ่ายใต้ ทรงทาสังคายนาครั้งท่ี ๓ และพยายามแผ่
พระพทุ ธศาสนาออกไป จนกระทั่งถงึ ยโุ รปและอียปิ ต์

เป็นอันว่าในสมยั อโศกมหาราชนั้น การแตกแยก
เป็นนิกายฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ เป็นการแยกกันอย่าง
แน่นอน และต้ังเป็นค่ายม่ันอยู่แล้ว ๒ ค่าย แต่
การณ์ภายในแต่ละค่ายนั้นเอง ก็ยังแตกแยกกัน
ออกเป็นหลายนิกาย บางคร้ังก็รวมกันเข้ามาใหม่
บางคร้ังก็แยกกันไปในสมัยหนึ่งพวกเถรวาทะ คือ
นิกายฝ่ายใต้ ได้แยกกันออกเป็นนิกายย่อยถึง ๑๑
นิกาย และพวกอาจริยวาทะ หรือมหาสังฆิกะ คือ
ฝา่ ยเหนอื แยกกันออกเปน็ นิกายย่อยถึง ๙ นกิ าย

กระทั่งเม่ือส้ินบุญพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว กษัตริย์
วงศ์โมริยะ คือ วงศ์ของอโศกที่ต้ังขึ้นโดยจันทรคุปต์ ได้
ปกครองแคว้นมคธต่อมาอีก ๖ องค์ แต่เป็นกษัตริย์ท่ีอ่อนแอ
หย่อนสมรรถภาพ มาถึง พ.ศ. ๓๕๙ กษัตริย์เชื้อสายของอโศก
มหาราชองค์สุดท้าย ถูกแม่ทัพของพระองค์เองปลงพระชนม์
ชงิ ราชสมบตั ิ บคุ คลผู้นี้ชอ่ื “ปุสิยมิตร” ตั้งตนเป็นกษัตริยค์ รอง
แคว้นมคธ ตั้งราชวงศ์ใหม่ ช่ือ วงศ์สุงคะ ตั้งเมืองหลวงอยู่ท่ี
ปาฏลีบุตร ปุสิยมิตรถือศาสนาพราหมณ์ และทาตนเป็นศัตรูกับ
พระพทุ ธศาสนาอยา่ งแรงร้ายและทาลายพระสถูป พระวหิ าร ท่ี
พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างไว้ และฆ่าพระภิกษุสงฆ์เสียเป็น
อนั มาก กษัตรยิ ์วงศ์ใหมน่ ี้ ครองแควน้ มคธอยไู่ ด้ถงึ ๑๑๒ ปี

แต่ในเวลาใกล้ ๆ กันนี้ ในขณะท่ี
พระพุทธศาสนาถูกทาลายทางแคว้นมคธ ก็ไป
งอกงามขึ้นทางเหนือ โดยท่ีเช้ือสายของพวก
ข้าหลวงกรีก ซึ่งอเล็กชานเดอร์มหาราช ทรง
แต่งต้ังให้ปกครองดินแดนฝ่ายเหนือของอินเดีย
ต้ังแต่คร้ังกระโน้น ได้เล่ือมใสในพระพุทธศาสนา
หรืออย่างน้อยก็สนใจเนื่องจากที่นิกายฝ่ายเหนือ
ได้นาเอาอารยธรรมของกรีก เข้ามาประสม
ประสานกบั พระพทุ ธศาสนา

รปู ปั้นในชดุ เกราะของซีซาร์ลูเซยี ส ประมาณ 200 ปีกอ่ น ค.ศ. - ค.ศ. 200 เชน่ ถ้าการลา, นาสิก, มนั โมดรี ะบวุ ่าชาวกรกี เปน็
ค.ศ. 2 ศตวรรษท่ี 2 เจ้าภาพผู้อุปถมั ภท์ า้ บญุ สรา้ งวัดถา้ จ้านวนมาก

กาเนิดนิกายมหายาน (มหาสงั ฆิกะ)

พระเจ้ากนษิ กะอยใู่ นราชสมบตั ิ ๓๓ ปี คือตงั้ แต่ พ.ศ. ๖๑๓
ถึง ๖๔๕ ทรงต้ังราชธานีอยู่ที่เมือง บุรุษปุระ ซึ่งเวลาน้ีเรียกว่า
เปชวาร์ อยู่ในแคว้น กัษมิระ หรือ แคชเมียร์ ทรงถือนิกายฝ่าย
เหนือแท้ ทรงทาสังคายนาพระไตรปิฎกของนิกายฝ่ายเหนือ ซึ่ง
ทางมหายานถือว่าเป็นการสังคายนาครั้งท่ี ๓ (มหายานถือการ
สังคายนาภายหลังท่ีพระพุทธเจ้านิพพานเป็น ครั้งที่ ๑ และการ
สังคายนาท่ีพระภิกษุวัชชีบุตรทาในเวลาใกล้ ๆ กับการ
สังคายนาครั้งท่ี ๒ ซ่ึงทาโดยพระสัพพกามี และพระเรวัตนั้น
เป็นสังคายนา คร้ังท่ี ๒ ของเขา และถือการสังคายนาในสมัย
พระเจา้ กนษิ กะนเี้ ป็นสังคายนา ครัง้ ท่ี ๓ ของมหายาน)

ในสมยั พระเจา้ กนิษกะนเ้ี อง ที่ลทั ธิมหายานไดก้ าเนิดขน้ึ อยา่ ง
แท้จริงเนอื่ งจากการสังคายนาท่ีพระเจา้ กนิษกะไดท้ รงกระทา

การสงั คายนาครง้ั ท่ี ๓ ของมหายาน ภายใต้ความอุปถัมภ์ของ
พระเจ้ากนิษกะนี้ ตานานทางมหายานกล่าวว่าหาพระอรหันต์ได้
๔๔๙ องคแ์ ละไดพ้ ระวสุมิตรเปน็ ประธานในการสังคายนารวมเปน็
๕๐๐ องค์ พระวสุมิตรยังไม่สาเร็จอรหันต์ แต่เป็นพหูสูตมีความรู้
มาก ทานองเดยี วกับพระอานนท์ซ่ึงเมื่อสังคายนาคร้ังท่ี ๑ นั้นก็ยงั
ไม่สาเร็จอรหันต์เหมือนกัน ข้อแตกต่างมีอยู่ว่า พระอานนท์ยังไม่
สาเร็จอรหนั ต์ แตก่ ็มไิ ดเ้ ป็นประธานในสังคายนาครั้งท่ี ๑ น้ัน ส่วน
พระวสมุ ติ ร ซ่ึงยงั ไมส่ าเร็จอรหนั ตเ์ หมือนกัน แตไ่ ด้เปน็ ประธานใน
การทาสังคายนา ความจริงในเร่ืองนี้จะมีอยู่เพียงไรก็ตามท่ี แต่
เปน็ การแสดงอย่างหนึง่ ว่า มหายานไมถ่ ืออรหันตผลเปน็ สาคญั

พระพุทธศาสนานิกายฝ่ายเหนือ หรือมหายาน ได้แผ่
เข้าไปในประเทศจีน ในรัชกาลของ พระเจ้าหมิงตี้
(ราชวงศ์ฮ่ันตะวันออก) ซึ่งครองประเทศจีนอยู่ใน
ระหว่าง พ.ศ. ๖๐๑ ถึง ๖๑๘ การที่แผ่เข้าไปได้ ก็เพราะ
ในตอนน้ี ทางจีนได้เปิดการคมนาคมติดต่อกับอินเดีย มี
คนนาพระพุทธรูปและคัมภีร์บางฉบบั ของนิกายฝา่ ยเหนือ
เข้าไปถวายพระเจ้าหมิงต้ี ลัทธินิกายฝ่ายเหนือหรือ
มหายานน้ีเป็นที่ถูกนิสัยของชาวจีน เพราะมีลักษณะ
ใกล้เคียงกับลัทธิศาสนาดั้งเดิมของจีนอยู่แล้ว จึงฝัง
รากฐานมั่นคง และแผไ่ พศาลออกไปได้รวดเร็ว

ส่วนทางประเทศอินเดียเอง พระพุทธศาสนา
นิกายมหายานก็ยังรุ่งเรืองอยู่ และถึงแม้ว่าจะได้แผ่
เข้าไปในประเทศจีนแล้ว ปราชญ์คนสาคัญ ๆ ท่ีจะ
บัญญัติลัทธิ หรือหลักการของมหายานน้ัน ก็ยังเป็น
ชาวอินเดยี อยู่ เช่น พระนาคารชุนะ เปน็ คนสมัยราว
พ.ศ. ๗๐๐ เป็นบุตรพราหมณ์ชาวเมืองวิทรรภ ได้
แต่งคัมภีร์และวางหลักลัทธิที่ทางมหายานนับถือกัน
มาก

ในราว พ.ศ. ๑๐๐๐ มีปราชญ์ยิ่งใหญ่อีกสองท่าน
ที่ทางมหายานให้ความนับถืออย่างสูง องค์หนึ่งชื่อ
อสังคะ อีกองค์หนึ่งช่ือ วสุพันธุ เป็นพระภิกษุท้ังสอง
องค์ และเป็นพ่ีน้องกัน เดิมก็อยู่ในนิกายฝ่ายใต้ แต่
ภายหลงั พระอสังคะ พ่ีชาย มาเลอื่ มใสในลัทธิมหายาน
และแตง่ คมั ภีร์แสดงหลักวิชาขึ้นใหม่เรียกว่า โยคาจาร
หรือ วิชญาณวาท ซึ่งเป็นตาราสาคัญที่แสดง ลัทธิ
โยคะ เม่ือพระอสงั คะพ่ีชาย ได้ชือ่ เสียงเปน็ ท่ีนิยมของ
คนท้ังหลายในลัทธิมหายานมากอยู่แล้ว น้องชาย คือ
พระวสุพนั ธุ ยังถอื นกิ ายฝ่ายใตอ้ ยู่

ในราว พ.ศ. ๑๑๕๐ พระมหากษัตริย์อินเดียผู้มีอานาจ
ราชศักดิ์ย่ิงใหญ่อีกองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า สีลาทิตย์ มี
ช่อื เสียงในทางอุปถัมภ์บารุงพระพุทธศาสนานิกายมหายาน
อยา่ งแท้จรงิ ในรัชกาลของพระเจ้าสลี าทติ ยน์ ้ที ีห่ ลวงจีนชอ่ื
ยวนฉาง หรือ ฮ่องเจียง หรือ พระถังสาจ๋ัง ได้เดินทางเช้า
มาประเทศอินเดีย ได้การต้อนรับอย่างดีจากพระเจ้าสีลา
ทิตย์ ซึ่งตานานทางมหายานเรียกชื่อว่า ศรีหรรษวรรธนะ
และจดหมายเหตุทางจีน ก็ได้กล่าวสรรเสริญพระเจ้าสีลา
ทิตย์ หรอื พระเจา้ ศรหี รรษวรรธนะขนึ้ ไวเ้ ป็นอันมาก

Kingdom of Dali (937 - 1253)
This painting records the Buddha worship scene of

Duan Zhixing (1149 - 1200), king of Dali



พระพุทธศาสนานิกายมหายาน ได้แผ่
ไพศาลออกไปทางทิศตะวันออกโดยลาดับ
จากประเทศจีนเข้าไปสู่เกาหลี และจาก
เกาหลีข้ามไปถึงเกาะญ่ีปุ่นประวัติศาสตร์
ใหศ้ กั ราชแนน่ อนว่า พระพทุ ธศาสนาได้แผ่
เข้าไปในประเทศญ่ีปุ่นเป็นคร้ังแรกเมื่อปี
พ.ศ. ๑๐๙๕ โดยที่พระเจ้าแผ่นดินเกาหลี
ได้ส่งพระพุทธรูปไปถวายพระเจ้า กิมเมอี
พระเจา้ แผน่ ดนิ ญปี่ นุ่

ต่อมาเกาหลีก็ส่งพระภิกษุเข้าไปในประเทศ
ญี่ปุ่นเป็นจานวนมาก ลัทธินิกายมหายานจึงได้
ดินแดนในเกาะญี่ปุ่นอีกท้ังประเทศ มาถึงรัชกาล
พระนางเจ้า ซุยโกะ ซึ่งครองประเทศญี่ปุ่นใน
ระหวา่ ง พ.ศ. ๑๑๓๖ ถึง ๑๑๗๑ ทางราชการของ
ญ่ีปุ่นก็ประกาศเอาพระพุทธศาสนาเป็นศาสนา
ประจาชาตญิ ป่ี ุ่น แทนศาสนาชินโต ซ่ึงเป็นศาสนา
ดัง้ เดิม

การแตกแยกนกิ ายในมหายานเอง

ก. ในประเทศจนี

๑. ลูจุง นิกายวินัย ซ่ึงนัยว่า มีลัทธิวิธีการใกล้มาทางเถรวาทะ หรือนิกายฝ่ายใต้มาก
ลทั ธิของนกิ ายนี้ ไดเ้ ปน็ รากฐานของการปฏิบตั ิในวัดตา่ ง ๆ ของจนี เป็นอันมาก

๒. เชงซจิ ุง เป็นนิกายเกา่ ซึ่งตั้งข้ึนในเวลาใกล้ ๆ กบั ลูจุง แต่มีความสาคัญนอ้ ยกว่า
๓. ซังลุน สืบเนื่องมาจากลัทธิมัธยมิกของพระนาคารชุนะ มีคัมภีร์ ๓ คัมภีร์ ซ่ึงถือว่า
เป็นคัมภีร์ท่ีพระนาคารชุนะไปได้มาจากเมืองบาดาล คาว่า ซังลุน ก็แปลว่า คัมภีร์ทั้งสาม
นิกายซังลนุ ของจนี นี้ ไดไ้ ปกลายเปน็ ชังรอน ในญี่ป่นุ ซง่ึ นับถือพระนาคารชนุ ะเปน็ สาคัญ
๔. ฮัวเยนจงุ ซึ่งไปกลายเป็น เกงอน ในญป่ี ่นุ

๕. เทยี นไทจงุ ซ่งึ ไปกลายเปน็ เทนได ในญ่ปี ุ่นถอื คมั ภีร์ สทั ธรรมปุณฑรกิ เปน็ หลัก
๖. ธรรมลกั ษณะ ซึ่งไปกลายเป็น ฮสโส ในญ่ีปุ่น เป็นนิกายท่ีพระสมณะถังสาจั๋งได้
ตั้งขึน้ ภายหลงั ทกี่ ลบั มาจากอินเดยี
๗. เชนเยน ซ่ึงไปกลายเป็น ชิงงอน ในญ่ีปุ่นเรียกในภาษาสันสกฤตว่า มันตรยาน
พระภกิ ษุชาวอินเดยี นาความคิดไปจากอินเดยี ชาวจนี เล่ือมใสเลยต้งั เปน็ นิกายนขี้ ้ึน
๘. ฌาน ซ่ึงไปกลายเป็น เซน ในญ่ปี ่นุ

ดังได้กล่าวมาแล้วนอกจากนีย้ งั มีอกี มากหลาย แต่มีความสาคัญน้อย

ข. ในประเทศญี่ป่นุ

ในสมัยท่ีพระพุทธศาสนาแผ่เข้าไปในประเทศ
ญ่ปี ุ่น และเร่ิมรุ่งเรืองแพร่ไพศาลในเกาะญี่ปุ่นน้ัน
ราชธานีของญ่ีปุ่นต้ังอยู่ท่ีกรุงนารา กรุงนาราจึง
เป็นแหล่งกลางของการศึกษา คิดค้นทาง
พระพุทธศาสนายิ่งกว่าที่ใด ๆ ในประเทศญ่ีปุ่น
นิกายต่าง ๆ ของญ่ีปุ่นก็เกิดขึ้นในกรุงนาราเป็น
ส่วนมาก

ช่ือนิกายต่าง ๆ ทางญี่ปุ่น เทา่ ท่ีพอจะนามาเสนอ มดี งั ตอ่ ไปนี้

๑. กชุ า ถือคมั ภรี ์ท่วี ่า “อภิธรรมโกษาศาสตร์” คาว่า กชุ า กเ็ พี้ยนมาจากโกษา
๒. โชชิตสึ ซ่งึ เพ้ียนมาจากคาสันสกฤตว่า สัตยาสทิ ธิ
๓. ริตสึ ซึ่งแปลว่า นิกายวินัย สืบเน่ืองมาจากนิกาย ลูจุง ของจีน ซึ่งกล่าวไว้ในนิกาย
หมายเลข ๑ ของจนี
“ท้งั ๓ นิกายนี้ มีลัทธแิ ละวธิ กี ารใกล้เคียงทางเถรวาทะมากกว่าทางมหายาน”
๔. ฮสโส ซึ่งมาจากนิกายธรรมลักษณะของจีนดังกล่าวมาในข้อ ๖ ของจีน แต่ก็มาผสม
ปะปนกบั ลทั ธิโยคาจารของพระอสงั คะ และนับถอื พระอสังคะกับพระวสุพนั ธเุ ปน็ สาคญั

๕. ซังรอน ซ่งึ มาจาก ซนั ลุน (หมายเลข ๓) ของจนี เป็นลทั ธิมัธยมิก นบั ถอื พระนาคารชนุ ะ
๖. เกงอน ซ่ึงกลายมาจาก ฮัวเยนจุง (หมายเลข ๔) ของจีน เป็นมหายานแท้ หลักการใน
นกิ ายนเ้ี รียกช่ืออีกอยา่ งหน่ึงว่า ชชิ ิมุเง

นกิ ายที่ ๔ กบั ที่ ๕ น้ี นักค้นคว้าทั้งหลาย
อธิบายวา่ เปน็ มหายานแตเ่ พียงครึ่ง ๆ คือ กึ่ง
มหายาน ก่ึงหีนยาน หลักลัทธิเป็นมหายาน
แต่ภิกษุสงฆ์ในสองนิกายนี้ถือหลักปฏิบัติ
คล้ายคลึงทางหีนยานมาก

นิกายเหล่านี้ตั้งข้ึนในกรุงนารา และเมื่อมีมากหลาย
นิกายอย่างนี้เรื่องของศาสนาก็กลายเป็นเรื่องของ
การเมือง คือ ความเกี่ยงแย่งแข่งดีระหว่างนิกายได้
ลุกลามมาถึงทางการเมืองด้วย พวกพระยามหาอานาจ
ทางการเมืองเข้าช่วย พวกการเมืองพยายามเอาอิทธิพล
พระเข้าช่วย เป็นเร่ืองท่ีก่อความยุ่งยากมาไม่หยุดหย่อน
จนกระทั่งถึง พ.ศ. ๑๓๒๗ พระจักรพรรดิกัมมุ ของ
ญี่ปุ่น ตกลงย้ายเมืองหลวงหนีพระ, จึงได้สร้างเมือง
หลวงใหม่เลียนแบบกรุงฉางอานของจีนในสมัยราชวงศ์
ถัง ต้งั ขึ้นเป็นเมืองหลวงใหม่ชอ่ื วา่ เกียวโต

แต่ก็หนีพระไม่พ้น การย้ายเมืองหลวงแทนที่จะทาให้ความแตกแยกของพระนิกายต่าง
ๆ สงบระงับไป กลับต้องมีนิกายข้ึนใหม่ โดยความพยายามของทางรัฐบาล ที่จะรวบรวม
คณะสงฆ์ให้เป็นอันหน่ึงอันเดียวกันหรือให้มีจานวนนิกายน้อยลง แต่ความพยายามในทางน้ี
มักจะได้ผลตรงกันข้าม ยิ่งพยายามรวม ย่ิงเพ่ิมข้ึน ในการทาความพยายามที่จะรวมคณะ
สงฆ์น้ัน รัฐบาลญป่ี นุ่ ครง้ั กระนั้น ไดส้ ง่ นกั ปราชญ์ทางศาสนาคนหนึ่ง ซ่ึงเรียกชอื่ กันว่า เดงกิ
โยไดชิ ให้ไปศึกษาการศาสนาในประเทศจีน เพื่อค้นคว้าหาหลักพระพุทธศาสนาที่แท้จริง
และท่ีควรจะถือเป็นหลักประจาชาติบุคคลผู้นี้ได้ไปศึกษาอยู่ในสานัก เทียนไทจุง (หมายเลข
๕) ของจีน ซ่ึงถือคัมภีร์สัทธรรมปุณฑริกเป็นหลัก เมื่อกลับมาถึงญี่ปุ่นอีก ก็ได้รับความ
สนับสนนุ ของทางราชการ ให้ต้ังนกิ ายใหม่ ช่ือว่า เทนได นับเป็นนิกายที่ ๗

พระพุทธศาสนาในทเิ บต

พระพทุ ธศาสนาในทเิ บตทิเบตเป็นแดนสูง สูงจนเรียก
กันว่า หลังคาของโลก อยู่ในแถบด้านหลังของภูเขาหิมาลัย
พื้นที่ส่วนมากท่ีสุดอยู่สูงกว่าระดับน้าทะเลต้ัง ๕,๐๐๐ เมตร
เป็นท่ีกว้างใหญ่ไพศาล แต่หามนุษย์ได้ยาก โดยมากเป็นแต่
ความเปล่าเปล่ียวลึกลับ ความคิดเห็นของคนในดินแดนอันน้ี
จึงเปน็ ไปในทางลกึ ลับเสมอ อะไรทีเ่ ปน็ ความสว่างกระจ่างแจ้ง
ในท่ีอื่นถ้าเข้าไปสู่ดินแดนทิเบตก็กลายเป็นเร่ืองลึกลับไป
พระพทุ ธศาสนาซึง่ เป็นแสงสว่างส่องโลก ให้ความสว่างไสวดับ
ความมืดมนมาทุกแห่ง พอย่างเข้าไปในทิเบต ก็กลายเป็นของ
ลกึ ลบั ไปดว้ ย



พระพุทธศาสนาในทิเบตเป็น มหายาน แต่ได้ถูก
เปลี่ยนแปรไปมาก นักค้นควา้ เรียกพระพุทธศาสนาในทิเบตว่า
เป็นพระพุทธศาสนาท่ีได้รับการถือปฏิบัติอย่างดีที่สุด ที่ว่า
อย่างดีที่สุดก็คือ พระพุทธศาสนาในทิเบตเป็นนิกายมีเกียรติ
ทส่ี ุด เพราะไดพ้ ระทิเบตกาลงั อ่านคมั ภรี พ์ รอ้ มส่นั กระด่ิง เป็น
ศาสนาประจาชาติ เป็นพระศาสนาที่ปกครองประเทศ ได้รับ
การถือปฏิบตั ิจากบุคคลช้ันสูงสุด และประมุขของประเทศกับ
ประมขุ ของศาสนาเปน็ คนเดียวกัน พระเจ้าแผ่นดินถือเพศเปน็
สมณะ เสนาบดีข้าราชการผู้ใหญ่ก็เป็นพระ แปลว่า ทิเบตอยู่
ภายใต้การปกครองของพระพุทธศาสนา ไม่มีดินแดนแห่งใด
ในโลก ทพ่ี ระพทุ ธศาสนาจะได้รับความเชิดชถู ึงปานน้ัน

พระพทุ ธศาสนาได้เขา้ ไปสู่ทิเบตไม่เร็วนัก
คือเข้าไปเมื่อราว พ.ศ. ๑๐๐๐ เศษ สมัยเดียวกับท่ี
เข้าไปในประเทศญี่ปุ่น และพระพุทธศาสนาที่เข้า
ไปสู่ทิเบตน้ัน เป็นลัทธินิกายท่ีเรียกว่า “พุทธ
ตนั ตระ” คือ นกิ ายพุทธที่ถูกลัทธิฮินดเู ขา้ มาปะปน
จนวิบัติไป ฮินดูมีลัทธินิกายอันหนึ่ง ซึ่งเรียกว่า
“ตันตระ” เป็นลัทธิเลขยันต์คาถาอาคม เป็นลัทธิ
บูชาเจา้ แม่ ซ่ึงเรียกวา่ “ศักติ” ลัทธิอันน้ี ได้แทรก
ซึมเข้ามาในพระพุทธศาสนา เกิดเป็นนิกายขึ้นใหม่
เรียกว่า พุทธตันตระ คือ เป็นลัทธิเลขยันต์
คาถาอาคม

ในสมัยนั้นทิเบตมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นคฤหัสถ์
อย่างประเทศอื่นทั้งหลาย พระเจ้าแผ่นดินองค์
หนึ่งทรงพระนามว่า สรองเจน กัมโป มีชายาสอง
องค์ องค์หนึ่งเป็นชาติจีน อีกองค์หน่ึงเป็นชาว
เนปาล พระชายาท้ังสององค์เป็นพุทธศาสนิก
นิกายมหายาน พระเจ้าสรองเจน กัมโป จึงได้
ประกาศเอาพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจาชาติ
ทิเบต ด้วยเหตุน้ี ชนชาวทิเบตจึงเคารพนบนอบ
ถวายเกียรติแก่ พระเจ้าสรองเจน กัมโป ว่าเป็นผู้
ฝังรากพระพุทธศาสนาในทเิ บต

ในปี พ.ศ. ๑๒๙๐ พระเจ้าแผ่นดินทิเบตได้ทรง
แสวงหาปราชญ์ทางพุทธตันตระ เพื่อไปต้ังสานักสอนใน
ทิเบต ได้ปราชญ์คนหนึ่งจากอินเดียชื่อ ปัทมสัมภวะ
เป็นชาวเมืองนาลันทะ อันเป็นเมืองวิทยาลัยทาง
พระพุทธศาสนา ปัทมสัมภวะเป็นคณาจารย์อยู่แล้ว มี
ภริยาสองคน ซึ่งเลือกเอาแต่หมู่ศิษย์ของตนน้ันเอง
ปัทมสัมภวะได้เข้ามาทิเบตพร้อมด้วยคัมภีร์ทางพุทธ
ตันตระ และแปลออกเป็นภาษาทิเบต พระพุทธศาสนา
ทิเบตจึงกลายเป็นศาสนาเวทมนตรอ์ ย่างเตม็ ที่

ต่อมาอีกราว ๔๐๐ ปี มีพระมหายานรูปหน่ึงช่ือ
อทิศะ มาจากอินเดีย และเป็นคณาจารย์ในลัทธิ
ตันตระเหมอื นกัน เขา้ มาปรับปรงุ การศาสนาในทิเบต
ใหม่เรียกว่า ลามะ แปลว่า ผู้อยู่เบ้ืองสูง คราวน้ีท้ัง
ทางราชการและประชาชนเล่ือมใสมาก ได้มีการ
ก่อสร้างโบสถ์วิหาร แปลคัมภีร์ตาราทางอินเดีย
ศกึ ษากันเป็นการใหญ่

ต่อมามีอาจารย์คนสาคัญอีก ๒ คนคนหน่ึงชื่อ
มารปา อีกคนหนึ่งช่ือ มิลาเรปา มาประกาศและสอน
หลักวิชาแบบฌานสมาธิ และทาส่ิงมหัศจรรย์ให้คนเห็น
พร้อมท้ังให้คาสั่งสอนทางศีลธรรมด้วยพระพุทธศาสนา
ในทิเบตก็ก่อรูปใหม่ของตนเอง ซึ่งไม่มีที่ใดเหมือน
อาจารย์ที่ชื่อว่า มิลาเรปา นั้น เป็นผ้มู ีอิทธิพลยง่ิ ใหญ่ใน
ดวงใจของชาวทิเบต และได้รับความนิยมนับถือมาก
ท่านผู้นี้เป็นท้ังมายาการและนักบุญ เป็นกวี เป็นนัก
ประพันธ์เพลง ถ้อยคาของท่านเป็นที่เช่ือถือ ถึงกับคน
ทัง้ หลายนาไปพูดไปอ้างอย่างเปน็ พุทธพจน์ทเี ดียว

ต่อมาอีกราว ๓๐๐ ปี มีคนสาคัญข้ึนมา
อีกคนหน่ึงช่ือ จงกาปา คราวนี้มาจากประเทศจีน
ได้นาเอาลัทธิพระพุทธศาสนามหายานท่ีแท้จริง
เข้ามาให้ และให้หลักการท่ีใกล้เคียงทางเถรวาทะ
คือนิกายฝ่ายใต้เป็นอันมากโดยเฉพาะอย่างย่ิง
คือวินัยของพระภิกษุ ท่านผู้น้ีได้เผยแพร่ส่ังสอน
แบบเถรวาทะมากท่ีสุด เม่ือเป็นเช่นนี้ ศาสนาใน
ทิเบตเองก็เกิดมีข้ึนเป็น ๓ พระ ใน ๓ ลัทธิก็มีวิธี
ทาความแตกต่างอย่างชดั เจน

พวกโบน คือศาสนาเจ้าของถิ่นเดิม ใส่
หมวกสีดา เรียกว่า “โบนป่า” พวกท่ีพระอทิศะ
มาปรับปรุงและมีอาจารย์มารปา กับมิลาเรปา
ช่วยทาให้มีความสาคัญย่ิงใหญ่ข้ึนนั้นใส่หมวก
แดงเรยี กวา่ “เกลกุ ปา” และพวกทีพ่ ระจงกาปา
(จีน) มาปรบั ปรุงใหม่ ใส่หมวกเหลือง เปน็ อันว่า
ทเิ บตมี ๓ นกิ าย คือ โบนปา หมวกดา, เกลุกปา
หมวกแดง และ จงกาปา หมวกเหลือง แต่
นิกายเกลุกปา (หมวกแดง) ยังมีความสาคัญ
มากทีส่ ดุ เพราะเป็นนกิ ายทางราชการ

ทิเบตมีพระอาทิพุทธะเหมือนมหายานทั่วไป
และมีพระพุทธเจ้าเป็นบริวารของพระอาทิพุทธะอยู่
๗ องค์ มีพระอามิตาภะ (ซึ่งทิเบตเรียก โอปาเม)
เป็นองค์สาคัญที่สุด พระโคดมพุทธเจ้าเป็นองค์หน่ึง
ในบรรดาบริวาร ๗ องค์ของพระอาทิพุทธะ ต่อจาก
พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ถึงพระโพธิสัตว์ตามแบบ
มหายานท่ัวไป พระโพธิสัตว์ย่ิงใหญ่ คือพระอวโลกิ
เตศวร ซ่ึงทิเบตเรียกว่า เชนเรสี (อาจจะมาจาก
พระชินสีห์) อีกองค์หนึ่ง คือ พระเมตไตรย ซึ่งถือ
กนั ว่าจะมาตรสั เป็นพระพทุ ธเจ้าองคต์ อ่ ไป

ในราว พ.ศ. ๑๘๐๐ ได้มีผู้นา
พระพุทธศาสนาแบบทิเบตเข้าไปสู่ดินแดน
มองโกเลีย พระภิกษุที่นาพระพุทธศาสนา
แบบทิเบตเข้าไปในมองโกเลียนั้น เป็น
พระภกิ ษุในนกิ าย เกลกุ ปา

พร้อมกับความเปลี่ยนแปลง และคล่ีคลายข
ย่ายตัวของพระพุทธศาสนาในทิเบต ทาง
บ้านเมืองก็เปล่ียนแปลงวิธีการปกครอง ให้ทิเบต
เป็นอาณาจักรที่อยู่ใต้พุทธจักร ผู้ปกครองตั้งแต่
พระมหากษัตริย์ลงมาเป็น ลามะ คือเป็นพระ
ฐานันดรอันสูงสุดในทิเบตมีอยู่ ๒ ตาแหน่ง คือ
ดาไลลามะ และ ตาซิลามะ

ดาไลลามะ ถอื อานาจทางอาณาจกั ร เปน็ ประมขุ ทางอาณาจกั ร คอื เปน็ พระมหากษตั รยิ ์


Click to View FlipBook Version