The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pond.narongrittep1995, 2022-08-31 02:20:16

พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน

ตาชิลามะ ได้แก่ พระสังฆราช
ถืออานาจทางศาสนา อย่างที่ฝร่ัง
เรยี กวา่ Spiritual power

ถือกันวา่ ตาชิลามะ คือผู้ถืออานาจทางศาสนาน้ัน อวตารมาจากองค์พระอาทิพุทธะ
และดาไลลามะ คอื ผ้ถู อื อานาจทางบา้ นเมอื งนัน้ อวตารมาจากองคพ์ ระอวโลกิเตศวร

ฉะนั้น การแต่งต้ังบุคคลเข้ารับตาแหน่งท้ัง ๒ น้ี จึงมีวิธีการแปลกประหลาดมาก
เม่อื ดาไลลามะ หรอื ตาชลิ ามะ สนิ้ ชพี ลง ก็ต้องแสวงหาเด็กท่ีเชื่อวา่ อวตารลงมาจากองค์
พระอวโลกิเตศวร และพระอาทิพุทธะ เข้ามารับตาแหน่งสืบแทนต่อไป ด้วยเหตุน้ี เราจึง
ได้ยินอยู่เสมอว่า ผู้ท่ีรับตาแหน่งดาไลลามะในทิเบตน้ัน เป็นเด็ก ๆ ท้ังสิ้น การแสวงหา
เดก็ ท่จี ะให้เชื่อได้ว่าอวตารลงมาจากพระอาทิพุทธะ หรือพระอวโลกิเตศวรน้ัน บางทีก็หา
ยากมากฉะนัน้ ในบางครง้ั ตาแหนง่ ทงั้ ๒ นี้ จงึ ตอ้ งวา่ งอยูแ่ รมปีกวา่ จะหาได้

วิธีการหาเด็กนั้น คือสืบสวนและสดับตรับฟังว่ามี
เด็กคนไหนบ้าง ท่ีรู้ความลับในมหาสมบัติของลามะผู้
ยงิ่ ใหญท่ งั้ สอง หมายความวา่ ดาไลลามะก็ดี ตาชิลามะ
ก็ดี มีคลังสมบตั ิอันมีค่าอยา่ งสูง อาจจะเปน็ เคร่ืองทอง
และเพชรนลิ จินดา หรือเคร่ืองอุปโภคท่ีสาคัญเก็บรักษา
ไว้เป็นความลับ รู้กันแต่พวกลามะยิ่งใหญ่ชั้นเสนาบดี
หรือพระราชาคณะยิ่งใหญ่ คราวน้ีก็สืบสวนว่ามีเด็กท่ี
ไหนบ้าง สามารถจะบอกได้วา่ มหาสมบัติน้ันมีอะไรบ้าง
และบรรยายลักษณะได้ถูกต้องเพียงไร เด็กคนไหนรู้
มากทส่ี ุด บรรยายถกู ต้องมากที่สดุ กไ็ ดร้ ับเลอื ก

ลามะสูงสุดท้ัง ๒ ตาแหน่ง คือ
ดาไลลามะ ว่าการทางอาณาจักรและ ตาซิ
ลามะ ว่าการทางศาสนจักรน้ี ภายหลังได้
เหลอื แต่ตาแหนง่ เดียวคือ ดาไลลามะ ซึ่งว่า
การทง้ั ทางอาณาจักรและศาสนจักร

ประวัตแิ ละความเป็นมา
นกิ ายมาธยามกิ ะ

พุทธศาสนาสานักมาธยมิกะหรือศูนยวาท
เป็นสานักทางพุทธศาสนาแห่งท่ีหนึ่งก่อตั้งข้ึน
ในราวพุทธศตวรรษที่เจ็ด โดยบุคคลที่ได้รับ
การยอมรับนับถือในทางมหายานมากที่สุดท่าน
หนึ่งคือ คุรุนาคารชนุ มาธยมิกะ แปลว่า ทาง
สายกลาง

ดังน้ัน คาสอนของสานักนี้จึง
มุ่งช้ีให้เห็นหลักการที่เป็นทางสายกลาง
(มัชเฌนธรรม) แต่จะเข้าใจทางสาย
กลางได้จะต้องเข้าใจแนวคิดปฏิจจสมุป
บาทและสุญญตาด้วย ซ่ึงคาสอนเหล่าน้ี
ถือเป็นหลักธรรมที่ลึกซ้ึงและเป็นหัวใจ
ของพุทธศาสนา

มลู เหตุของการเกิดขึ้นของสานกั มาธยมิกะ

ในสมัยพุทธกาล มีทิฏฐิหรือทัศนะต่าง ๆ เกิดขึ้น
มากมายนับได้ถึง ๖๒ ทิฏฐิ ในบรรดาทัศนะเหล่าน้ีมี
ปัญหาบางเรื่องที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบ ปัญหาที่พระ
พุทธองค์ไม่ทรงพยากรณ์ (คือไม่ทรงอธิบายให้ชัดเจน
เพราะย่ิงอธิบายก็ยิ่งทาให้เกิดความเข้าใจผิด) เรียกว่า
ปัญหาอัพยากฤต มีลักษณะเป็นเรื่องที่อธิบายได้ไม่สิ้นสุด
ใน โปฏฐปาทสูตร อธิบายทิฏฐิ ๑๐ ประการทพ่ี ระพุทธเจ้า
ไม่ทรงตอบ ได้แก่ โลกเที่ยงหรือไม่เท่ียง, โลกมีส้ินสุด
หรอื ไม่สิ้นสุด, ชีวะกับสรีระเปน็ อันเดียวกันหรือเป็นคนละ
อัน, สัตวต์ ายแล้วเกิดหรือไม่เกิด, สัตว์ตายแล้วทั้งเกิดทั้ง
ไม่เกดิ หรือวา่ เกดิ ก็ไมใ่ ช่ ไม่เกดิ ก็ไมใ่ ช่

นอกจากน้ียังมีคาถามในเรื่องภาวะของ

พระพุทธองค์ภายหลังปรินิพพานวา่ มีอยู่หรือไม่มีอยู่
ปัญหาเหล่านี้พระพุทธองค์ทรงน่ิงเฉยเม่ือถูกถาม
เนื่องจากไม่ช่วยให้ผู้ฟังพันทุกข์ ถือว่าไม่มีประโยชน์

กระนั้นก็เป็นที่สนใจของนักคิดทุกสมัย โดยเฉพาะ
ต่างก็คดิ ไปตา่ ง ๆ นา ๆ ในบรรดาความคิดทั้งหลาย
เหล่านั้น แบ่งออกเป็น ๔ พวก ๒ กลุ่มใหญ่คือ

กลุ่มท่ียืนยันการมีอยู่ของภาวะบางอย่าง เช่น
พราหมณท์ ี่เหน็ ว่าโลกเท่ียงหรืออัตตามีอยู่ และกลุ่ม
ท่ีปฏิเสธการมีอยู่ของภาวะบางอย่าง เช่น ลัทธิ
จารวาก เป็นต้น

ประวตั ิของนาคารชนุ

เป็นที่ทราบกันทั่วไปในหมู่นักศึกษาพุทธศาสนามหายานว่า
นาคารชุนคือผู้ท่ีก่อตั้งสานักมาธยมิกะในราวพุทธศตวรรษท่ีเจ็ด ท้ัง
เป็นผ้ทู ี่มีส่วนทาให้พุทธศาสนามหายานเจริญรุ่งเรืองไปในหมู่คนทุก
ชนช้ันอย่างรวดเร็ว บางตาราจึงยกย่องให้ท่านเป็นหนึ่งใน
คณาจารย์ผู้วางรากฐานให้กับคาสอนมหายาน ท่ีเหลืออีก ๓ ท่าน
ได้แก่ พระอัศวโฆษ พระอารยเทพ และพระกุมารภัทระ นาคารชนุ
หรือท่ีกลุ่มนักปราชญ์ตะวันออกนิยมเรียกว่า อารยนาคารชุน หรือ
คุรุนาคารชุน จัดเป็นนักปรัชญาและนักตรรกวิทยาท่ีย่ิงใหญ่ ท่านมี
อัจฉริยภาพในด้านพุทธปรัชญาเป็นอย่างย่ิงความปราดเปรื่องของ
ท่านเป็นท่ียอมรบั กระทั่งได้ฉายาวา่ เป็น “พระพุทธเจา้ องคท์ ส่ี อง”

ตานานของนาคารชุนเท่าที่มีการ
บันทึกไว้ในภาษาทิเบต ระบุไว้ว่าท่านได้

สละเพศฆราวาสต้ังแต่ยังเด็ก เพ่ือ
หลีกเล่ียงคาทานายว่าท่านจะอายุสั้น
เมื่อบวชแล้วก็ได้ศึกษาวิทยาการต่าง ๆ

จนรอบรู้แตกฉานท้ังในเรื่องการแพทย์
การเล่นแร่แปรธาตุ รวมทงั้ พทุ ธปรชั ญา

คร้งั หนึ่งได้รบั เชญิ จากพญานาคใหเ้ ดินทางลงไปยังบาดาลนครเพื่อสนทนาธรรม ท่ี
แหง่ นั้นเองที่ทา่ นไดพ้ บ พระสตู รมติ าสูตร จึงได้นากลับมาเผยแผย่ ังโลกมนุษย์ เพราะท่านมี
วชิ าความรู้มากจึงเป็นท่ีต้องการของกษัตริยแ์ ละบุดคลชนั้ สูง ท่านได้ชว่ ยให้บคุ คลเหล่านั้นมี
พลานามัยสมบูรณ์และอายุยืนยาว จนไม่เป็นท่ีพอพระทัยของพระโอรสบางพระองค์ ท่าน
เหล่านั้นจึงขอให้นาคารชุนสละชีวิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล นาคารชุนยินยอมทาตาม
หลังจากท่านสละชวี ิตแล้วดวงจิตไปอุบตั ิอยู่ในแดนสุขาวดี ของ พระอมิตาพุทธเจ้า รอคอย
เวลาท่ีจะได้กลับมาช่วยเหลือสรรพสัตว์ในอนาคตกาลต่อไป ซ่ึงในเวลานั้นก็ตรงกับยุคของ
พระพุทธเจ้าศรีอาริยเมตไตรย

อีกตานานหนึ่งซึ่งมีข้อมูลใกล้เคียงกัน ระบุว่านาคารซุนถือกาเนิดในตระกูลพราหมณ์
เป็นบุตรของพราหมณ์ ซึ่งครั้งหน่ึงได้รับคาทานายว่าจะไม่สามารถมีบุตรได้ ถ้าไม่จัดพิธีเลี้ยง
นักบวช ๑๐๐ คน คาทานายยังมีต่อไปด้วยว่า หากจะได้บุตรมีอายุยืนยาวอยู่ได้ ๗ เดือนจะต้อง
จดั พธิ ีเลีย้ งนักบวชอีกครงั้ ที่ ๒ และถ้าจะให้บุตรมีอายุยืนยาวได้ ๗ ปี จะต้องจัดพิธีเลี้ยงนักบวช
อีกคร้ังที่สาม ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะมีอายุครบ ๗ ปี มารดาจึงตัดสินใจส่งท่านออกบวชและให้
เดินทางจาริกแสวงบุญ ท่านไดร้ อนแรมมาจนถึงมหาวิทยาลัยนาลนั ทา และไดฝ้ ากตัวเป็นศิษย์กับ
ท่าน ราหุลภัทระ ซ่ึงเป็นอธิการบดีของนาลันทา ในยุคนั้นท่านได้ศึกษาทั้งพระเวท พระไตรปฎิ ก
ตลอดจนถึงการเล่นแร่แปรธาตุ จนทาให้ภิกษุบางพวกไม่พอไจ วันหนึ่งขณะที่ท่านกาลังอธิปราย
ธรรมอยู่ ได้มีพญานาคแปลงกายเที่ยวเล่นอยู่บนโลกมนุษย์ เม่ือได้ยินก็รีบหนีไปยังเมืองบาดาล
นาคารชนุ ได้ตามลงไปและไดพ้ บคมั ภรี ์ ปรชั ญาปารมิตา ซงึ่ มถี งึ หนง่ึ แสนคาถาทน่ี นั่

ส่วนนาคารชุนในฐานะที่เป็นบคุ คลจริงในประวัติศาสตร์ และเป็นผู้ก่อตั้งนิกายมารยมิกะ
นั้น ถือกาเนิดที่วิทารภะ ในมหาโกศล ตรงกับสมัยพระเจ้าโคตรมีปุตระแห่งราชวงศ์อันธระ
ในช่วง ๖๐๐ - ๗๐๐ ปหี ลังการเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ส่วนเวลาดับขันธ์ของ
ท่านไม่ปรากฏชัด ซ้ายงั มลี ักษณะเป็นตานานไมน่ า่ เชอื่ ถือ เพราะข้อมูลหลายแห่งอ้างว่านาคาร
ชนุ มีอายทุ ีย่ นื มากนับไดเ้ ป็นร้อย ๆ ปี ข้อมูลบางแห่งชว้ี ่าในปัจฉิมวยั ท่านได้ดับขันธ์ลง ณ มหา
วหิ ารแห่งหนึ่งซ่งึ มีซากสถูปเจดียซ์ ื่อว่า นาคารชุนโกณฑะ ส่วนข้อมูลบางแห่งช้ีว่า ท่านใช้ชีวิต
ส่วนใหญ่ในบ้ันปลายท่ี วัดศรีปรวตะ แควันอันธระซ่ึงเป็นวัดที่กษัตริย์โคตมีปุตระและสหาย
ของท่านสร้างไวใ้ ห้

หลกั การของมาธยมกิ ะ

ในเบื้องตัน มีความเห็นร่วมกันในหมู่ผู้
ศึกษาพุทธศาสนามหายานว่า สานักมาธยมิกะ
เสนอหลักการสุญญตาข้ึนมาเพ่ือใช้แย้งแนวคิดใน
อภิธรรมท่ียอมรับแก่นหรือภาวะแท้ (สภาวะ) ของ
ธรรมท้ังหลาย เช่น ธาตุส่ี รูป จิต เจตสิก ตลอด
จนถึงพระนิพพานว่ามีอยู่จริงข้อความอภิธรรม
เสนอว่า นามรูปท้ังหลายน้ันจริงเพียงสมมติ เมื่อ
ทอนรูปนามลงไปจะไม่มีอะไรเป็นแก่นสารสาระให้
ยึดถือจับต้องได้ มีแต่เพียงกองขันธ์ห้าที่ประกอบ
กนั อยู่ ไม่ว่าจะเปน็ โลก ตวั เรา หรือวา่ สิ่งท้ังหลายที่
อย่รู อบตัวเรา ล้วนแต่เป็นมายาคอื ไมม่ ีอยูจ่ รงิ

เม่ือธรรมท้ังปวงไม่มีแก่นแท้ เกิดด้วยตัวเองไม่ได้ มันจึงวา่ งเปล่า ไม่วา่ นาม
ก็ดี รูปก็ดี หรือธรรมก็ดี ทั้งหมดต่างเป็นเพียงปัจจัยท่ีเอื้อต่อกัน ธรรมน้ันอยู่ในภาวะ
สัมพัทธ์ คือเปล่ียนเม่ือธรรมอ่ืนเปลี่ยนเปน็ ส่วนหน่ึงอยูใ่ นกระแสต่อเน่ืองเช่นเดียวกับ
นามรูป โดยความเข้าใจแบบนี้ สานักมาธยมิกะยืนยันจุดยืนท่ีเกินกว่าอภิธรรมไป ๑
ก้าวคือ ในขณะที่อภิธรรมเห็นว่ารูปเป็นสุญญะ ส่วนธรรมท่ีเป็นฐานของนามรูปมีอยู่
จริงและมีลักษณะแน่นอนบางอย่าง (ยกตัวอย่างนิพพานซ่ึงอภิธรรมระบุว่ามีอยู่จริง
ไม่ว่าจะมีใครรับรู้ได้หรือไม่) แต่สานักมาธยมิกะเห็นว่ารูปเปน็ สุญญะ ส่วนธรรมท่ีเป็น
ฐานของนามรูปก็ว่างเปล่าไร้แก่นสารเช่นเดียวกัน ถ้าจะถือว่าธรรมเช่นนิพพานมีอยู่
การมอี ยขู่ องนพิ พานก็จะเปน็ ความจริงในระดบั สมั พทั ธ์เทา่ นัน้

“สุญญตา” หรือความว่าง เป็นอีกตาหน่ึงที่ถูก

นาไปใช้บ่อยมากและความหมายที่ใช้ก็แตกต่างกัน
ออกไป สาหรับนาคารชุนและมาธยมิกะในช่วงต้น
สุญญตาเป็นคาที่ใช้เรียกการที่ส่ิง (หรือภาวะ)
ทั้งหลายไม่มีลักษณะแก่นสารในตัวเอง ไม่มี
ภาวะใตท่ีเรียกได้วา่ มีอย่จู ริง ๆ เปน็ อิสระจากภาวะ
อ่ืน (คือไม่มีสวภาวะ) ไม่มีลักษณะมูลฐาน ท่ีดารง

อยู่ลอย ๆ แยกขาดต่างหากจากลักษณะอ่ืน ทุกส่ิง
มีอยู่ได้โดยอาศัยเหตุปจั จัยปรุงแต่ง ความมีอยู่ของ
สง่ิ ๆ หนึ่งต้องขนึ้ กบั ความมอี ย่ขู องส่งิ อ่นื ๆ

ทางสายกลางในทัศนะของมาธยมิกะ

คือการมองเห็นว่าทุกสิ่ง (หรือทุกภาวะ)
ไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่อาศัยปัจจัยรอบข้าง
ปรุงแตง่ ให้เกิดส่งิ สิง่ หน่ึงอาศัยส่ิงอื่นในการ
มีอยู่ของตัวเองสภาพท่ีว่าน้ีคือความว่าง

และการหย่ังเห็นความว่างก็คือหยั่งรู้ทาง
สายกลาง ความว่าง (สญุ ญตา) กับทางสาย
กลางจึงเป็นเร่ืองเดียวกัน นอกจากนี้ การ

อาศัยกันและกันเกิดขึ้น ในทางพุทธคือ
ปฏจิ จสมุปบาท

ในงานอรรถกถาท่ีมีชื่อเสียงที่สุด คือ มูล
มาธยมกิ การิกา เจา้ ของผลงานคือท่านนาคารชุน
ระบุไว้ชัดเจนว่า “ส่ิงซ่ึงไม่อาศัยกันเกิดไม่มี (ไม่
ปรากฏ) ด้วยเหตุผลเดียวกันน้ีสิ่งซ่ึงไม่ใช่สูญญ
ตาก็ไม่มี (ไม่ปรากฏ) ตามนัยยะนี้อธิบายได้ว่า
ส่ิงใดที่อิงอาศัยกันและกันเกิดข้ึน สิ่งน้ันเป็น
สุญญตา ในทางกลับกัน ส่ิงใดเรียกว่าสุญญตา
หมายความว่าส่ิงน้ันอิงอาศัยกันและกันเกิดขึ้น
สูญญตากบั ปฏิจจสมฺปบาทจงึ เปน็ เรือ่ งเดยี วกนั ”

“นาคารชุน ช้ีเฉพาะอย่างยิ่งในการประกาศว่า
ปฏิจจสมุปบาทกับสุญญตามีความหมายเหมือนกัน...ไม่
เ พี ย ง แ ต่ สุ ญ ญ ต า จ ะ ส อ ด ค ล้ อ ง อ ย่ า ง ส ม บู ร ณ์

กั บ ป ฏิ จ จ ส มุ ป บ า ท แ ต่ ยั ง เ ป็ น ผ ล ลั พ ธ์ ใ น ทั น ที
ของปฏิจจสมุปบาทด้วย ดังนั้นภาพท่ีสมบูรณ์และไม่
บิดเบือนของปรัชญามาธยมิกะจะต้องรวมเอา ๒

ประการน้ีในการอธิบายจุดยืนทางปรากฏการณ์และ
ปรมัตถ์ของมาธยมิกะความจริงแล้ว นาคารชุนได้
ประกาศหลายคร้ังแล้วว่า อะไรก็ตามท่ีอิงอาศัยกันและ
เกิดข้นึ เหลา่ นนั้ เป็นสุญญตา”

หลกั การเรอ่ื งสญุ ญตา

นอกจากสุญญตาจะมีนัยยะบ่งว่าธรรมท้ังปวง
ไม่มีสาระกาหนดตัวเองไม่ได้ แล้ว สุญญตายังหมายถึง
ความจริงปรมัตถ์ คือ จริงเสมอในทุกกรณีตราบเท่าที่
เราใช้ปัญญาวิเคราะห์ความมีอยู่ของสรรพสิ่งสุญญตา
เป็นตวั ทาลายทิฏฐิ (ความเหน็ ) ทงั้ หลายในเร่ืองเก่ียวกับ
สิ่งหรือภาวะ แต่เราไม่อาจจัดให้สุญญตาเป็นทิฏฐิอีก
อันหน่ึงแยกเฉพาะต่างหาก สุญญตาไม่ใช่ความเชื่อหรือ
ทฤษฎีอะไร ถ้าใครมองว่าสุญญตาเป็นเร่ืองของ
ความคิดอีกรูปแบบหน่ึง เท่ากับว่าเขาผู้นั้นไม่เข้าใจ
หลักการเรอื่ งสุญญตาเกิดการตีดวามไปอย่างผิด ๆ

จึงกล่าวได้ว่าสุญญตาน้ันถูกใช้
เพ่ือปฏิเสธทฤษฎีท้ังหมด (ทั้งทางโลก
และเหนือโลก) แต่ตัวมันเองกลับไม่ใช่
ทฤษฎีหน่ึง ๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อลัมทฤษฎี
อ่ืน สุญญตาเป็น “วิถี” หรือ “อุบาย”
เพื่อใช้ในการวิพากษ์ไม่ใช่เป้าหมาย
หรือมเี นื้อหาสาระใด ๆ

ใน คัมภรี ป์ ญั จวงิ สติ กลา่ วถงึ ลกั ษณะ ๒๐ ประการ
ทีถ่ ือวา่ เป็นสุญญตา คอื ไมม่ ีอยจู่ ริง ไดแ้ ก่

๑. ความไมม่ อี ยจู่ ริงของอัตตา
๒. ความไม่มีอยู่จริงของสรรพสิ่งภายนอก
๓. ความไม่มีอยู่จริงท้ังของอัตตาและสรรพสิง่ ภายนอก
๔. ความไม่มีอยู่จริงของความร้เู กี่ยวกบั สญุ ญตา
๕. ความไมม่ อี ยจู่ รงิ ของอวกาศอันกว้างใหญไ่ พศาล
๖. ความไม่มอี ยจู่ รงิ ของนพิ พาน
๗. ความไมม่ ีอยู่จรงิ ของ สังขตธรรม
๘. ความไมม่ อี ยู่จรงิ ของอสังขตธรรม
๙. ความไมม่ ีอย่จู ริงของสง่ิ ทีจ่ ากดั ไม่ได้
๑๐. ความไมม่ ีอยจู่ ริงของสิง่ ไม่มเี บือ้ งตันเบือ้ งปลาย

๑๑.ความไม่มีอยจู่ ริงของสิ่งท่ีปฏิเสธไม่ได้
๑๒. ความไมม่ อี ย่จู รงิ ของส่ิงท้งั ปวง
๑๓. ความไมม่ ีอยจู่ รงิ ของประกฤติ

๑๔. ความไมม่ ีอยูจ่ รงิ ของคณุ ลักษณะ
๑๕. ความไม่มอี ยจู่ ริงของอดตี ปัจจบุ นั และอนาคต
๑๖. ความไมม่ ีอยู่จริงของความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งอภาวะกบั สวภาวะ

๑๗. ความไมม่ ีอยู่จริงของภาวะ
๑๘. ความไมม่ อี ยู่จรงิ ของอภาวะ
๑๙. ความไมม่ ีอย่จู รงิ ของสงิ่ ที่ตง้ั อยู่ได้ด้วยตัวเอง - สวภาวะ

๒๐. ความไมม่ อี ยจู่ ริงของสิ่งท่ีอาศัยส่ิงอืน่ เกดิ ขนึ้ ต้งั อยู่

แนวคดิ เรือ่ งการเกดิ ข้ึน (หรือการเปน็ เหตุเปน็ ผล)
ของสง่ิ (หรอื ภาวะ)

ในสมัยของนาคารชุน มีแนวคิดเก่ียวกับการเกิดขึ้นของส่ิงต่าง ๆ มากมาย แม้แต่ใน
สานักต่าง ๆ ของพระพุทธศาสนาเองก็มีทัศนะท่ีหลากหลาย ในเร่ืองท่ีว่าสิ่งท้ังปวงย่อมมีสาเหตุ
เป็นตัวผลักดันให้เกิดเราอาจสรุปทัศนะท่ีเกี่ยวกับการเกิดข้ึนของสิ่ง (หรือภาวะ) ออกเป็นส่ี
ประเด็นหลัก ๆ ดงั นี้

๑. สง่ิ (หรอื ภาวะ) ทัง้ ปวงเกิดขน้ึ จากตัวเอง
๒. สิ่ง (หรือภาวะ) ท้ังปวงอาศยั สง่ิ (หรอื ภาวะ)อื่นทาใหเ้ กดิ ขนึ้
๓. ส่งิ (หรอื ภาวะ) ทั้งปวงเกดิ ข้นึ เอง และอาศัยสิง่ (หรอื ภาวะ) อื่นทาใหเ้ กิดขนึ้
๔. ส่งิ (หรอื ภาวะ) ทง้ั ปวงเกดิ ขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ

นาคารชุนโต้แย้งทั้ง ๔ ทัศนะเพราะถือว่า
ต่างเป็นพวกท่ียังมีอุปาทานยึดถือใน “สิ่งที่เป็นอยู่
ได้ด้วยตัวเอง” กล่าวคือ ทัศนะแรกท่ีถือว่าสิ่งทั้ง
ปวงเกิดข้ึนได้เองน้ัน ขัดกับหลักปัจจยาการท่ี
พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ ถ้าทุกสิ่งสามารถเกิดข้ึน
เองได้อย่างอิสระ พระพุทธองค์ท่านคงไม่จาต้อง
บัญญัติความรู้เรื่องกรรม เร่ืองปฏิจจสมุปบาท
เร่ืองอริยสัจจส่ี หรือธรรมใด ๆ เพ่ืออธิบายความ
เป็นไปของภาวะทั้งหลาย อีกท้ังความสัมพันธ์
ระหวา่ งภาวะท้ังหลายกไ็ ม่จาเป็นต้องมอี กี ต่อไป

ทศั นะทีส่ องกับสามก็สืบเนอื่ งตอ่ จากทัศนะ
แรก นั่นคือ เราเห็นแล้วว่าความเกิดขึ้นของสิ่ง
สิ่งหน่ึงไม่ได้ ดังน้ัน ส่ิงอื่นที่เกิดต่อเน่ืองมาจาก
ส่ิงสิ่งนี้ก็ยอ่ มถือว่ามีไม่ได้เหมือนกันยกตัวอย่าง
เช่น หนวดเต่าหรือเขากระต่ายย่อมไม่อาจเป็น
สาเหตหุ รือผลลัพธ์ของอะไรได้ทั้งสิ้นหรือตัวฉัน
ย่อมเกิดเมื่อมีการเรียกขานทาความรู้จักกัน
เท่าน้ัน เม่ือการเกิดไม่มีจริง การรวมของสิ่งที่
เกิดมีไมไ่ ดก้ ย็ ่อมเป็นส่งิ สญู ดว้ ย

สาหรับทัศนะท่ีสี่ถือว่าส่ิงท้ังหลายเกิดข้ึนโดยไม่มีสาเหตุ โดยสามัญ
สานึกของคนท่ัวไปก็ยากที่จะยอมรับได้อยแู่ ล้ว หากสิ่งท้ังหลายเกิดขึ้นโดยไร้เหตุ
โลกท่ีเราอยู่น้ีหรือแม้แต่ตัวเราก็จะกลายเป็นส่ิงบังเอิญ แน่นอนว่า ทารกที่เกิด
จากครรภ์ของหญิงคนหน่ึงยอ่ มไม่ใช่บตุ รของเธอคนน้ันเช่นนี้แล้ว ความยุ่งเหยิง
ย่อมปรากฎทุกหนทุกแห่งความสัมพันธ์ระหว่างภาวะต่าง ๆย่อมไม่มี หรือกล่าว
อีกนยั หนงึ่ ก็คือ มไี มไ่ ด้ กรรมย่อมเปน็ เรื่องเหลวไหลเพราะไม่มีผรู้ ับผลความทุกข์
จะเกิดหรือไม่เกิดกับใครก็ได้ อยูท่ ี่ความบงั เอิญ ถ้ามาเกิดกับเราก็คงถือได้ว่าโชค
ร้าย มนุษย์รวมท้ังสิ่งต่าง ๆ ก็จะมีความแตกต่างกันเราอาจจะเป็นตัวฉันคนนี้
หรือคนนน้ั ก็ไดใ้ นทานองเดยี วกนั คนอน่ื กอ็ าจเป็นตัวฉนั คนน้หี รือคนไหนกไ็ ด้

ทศั นะเก่ียวกับความจรงิ

เมือ่ ทกุ สงิ่ อาศยั กนั และกันเกิดข้ึน สิ่งทั้งหลายจึง
เป็นเพียงปรากฏการณ์ ปรากฏการณ์ เกิดจากเงื่อนไขซ่ึงก็
คอื เหตปุ ัจจยั ปรุงแต่งข้นึ มา อาจเปรียบได้กับความฝันภาพ
มายาอันเกิดจากการเล่นกล หรือภาพลวงตา สิ่งทั้งหลาย
เหล่านี้มีอยู่แต่ไร้ซ่ึงแก่นสารรับรู้ไม่ได้เพราะไม่มีลักษณะ
สามัญ แต่เราก็จาเป็นต้องมีความรู้ในส่ิงต่าง ๆ เช่น สี
รปู ร่าง หรอื คุณสมบัติ เปน็ ตนั ความรู้ท่ีเรายอมรับกันนี้ถ้า
นับว่าเป็นความจริง ก็ถือว่าเป็นความจริงในระดับสมมติ
ขึ้นเพ่อื บรรลุเปา้ หมายเฉพาะบางอย่างเทา่ น้นั

ความจริงในระดับสมมติน้ี หมายถึง
การท่ีเรารับรู้สิ่งต่าง ๆ ว่ามีแก่นสารได้จาก

กระบวนการของความคิด กระบวนการ
ของความคิดในการเข้าใจของผู้เขียนเป็น
อันเดียวกับอวิชชา และสังขาร เพราะ

ป ร า ก ฏ กิ จ ก ร ร ม ท า ง จิ ต ที่ เ น่ื อ ง อ ยู่ กั บ
สัญชาตญาณข้ึนก่อนจะรู้เจตนาของตนเอง
เสียอีก กิจกรรมทางจิตที่กล่าวถึงน้ีก็คือ

กระบนการสร้างความคดิ น่ันเอง

ในระดับความจริงสมมติ สุญญตาอาจมี
ความหมายเหมือนกับมายา คือไม่มีอะไรที่เป็น
จรงิ นยั ยะของการใช้คาวา่ “สุญญตา” ก็เปน็ ไป
ในเชิงปฏิเสธตลอด จึงมีผูโ้ จมตีสานักมาธยมิกะ
ว่า หากภาวะท้ังหลายรวมทั้งทฤษฎีความรู้เป็น
สุญญตา ก็เท่ากับว่าในโลกนี้เราเชื่อถืออะไร
ไม่ได้ ดวามรู้ทุกอย่างท่ีมนุษย์มีจะต้องถูกละทิ้ง
ซึ่งจะต้องรวมถึงคาสอนในพุทธศาสนาด้วย ถ้า
เป็นเช่นนั้นก็หมายความว่า แม้แต่คาสอนของ
พระพุทธเจ้าก็เชอ่ื ถือไมไ่ ด้

ในระดับปรากฏการณ์ หลักคาสอนของ

พระพุทธเจ้าถูกบัญญัติข้ึนเพื่อให้เราเกิดปัญญา
หยั่งเห็นความเป็นจริง มาธยมิกะช้ีว่าความใน
เรื่องเหล่าน้ีมีไว้เพื่อปล่อยวาง ไม่ให้ยึดถือ

ทฤษฎีอะไร อันจะนามาสู่มานะทิฏฐิ (เห็นว่า
เป็นตัวเราของเรา) ต่างจากเถรวาทตรงที่
มาธยมิกะมองว่าคาสอนท้ังหลายแม้เห็นว่าจริง
ก็ยึดถือเป็นจริงไม่ได้ เพราะเหล่าน้ีเป็นเพียง

อุบายวิธีหรืออุปกรณ์เพ่ือช่วยให้เราถึงที่หมาย
คือเกดิ ญาณทศั นะอันเออ้ื ตอ่ การหลดุ พ้น

อาจเปรียบความรู้ต่าง ๆ เป็นเช่นตะเกียงหรือแพ โดยลาพังตัว
ตะเกียงหรือแพนั้นช่วยให้เราพันทุกข์ไม่ได้ ถ้าเรามัวแต่ใส่ใจวา่ ตะเกียงหรือแพ
เปน็ ของจริงหรือไม่ และมีลักษณะเชน่ ไร ประโยชน์ที่ได้รับจากตะเกียงหรือแพ
จะไม่ปรากฏ ในทานองเดียวกัน ถ้าเราไปยึดถือหลักธรรมท้ังหลายวา่ มีแก่นสาร
สาระเป็นจริงอย่างแน่นอนตายตัว แทนที่จะใช้หลักธรรมน้ันก่อนให้เกิด
ประโยชนค์ ือพันจากทกุ ข์ เราอาจจะยดึ มั่นในหลักธรรมนั้นจนลืมเปา้ หมาย แล้ว
สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงทุ่มเทไปอย่างมากมายเพื่อเวไนยสัตว์ก็จะไร้ค่า ดังนั้น
หลักธรรมของพุทธในทัศนะแบบมาธยมิกะจึงเป็น “วิถี” หรือ “อุบาย”
มากกวา่ เป็นเนอ้ื หาของความจริง

พระธรรมสตู รฝ่ายมหายาน

พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานไม่ได้ปฏิเสธ
พระไตรปิฎกดังเดิม หากแต่ถือว่าอาจยังไม่
เพียงพอ มหายานถือว่ามนุษย์ทุกคนมี พุทธธาตุ
เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า หากมีกิเลสอวิชชาบดบัง
ธาตพุ ุทธะจงึ ไมป่ รากฏ หากกิเลสอวชิ ชาเบาบางลง
เ ท่ า ใ ด ธ า ตุ พุ ท ธ ะ ก็ จ ะ ป ร า ก ฏ ม า ก ขึ น เ ท่ า นั น
มหายานมีแนวคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีสิทธิและมี
ความสามารถที่จะบ้าเพ็ญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์
และสามารถตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าได้ หากฝึกฝน
ช้าระจิตใจจนบริสุทธ์ิผุดผ่องด้วยบารมีทัง ๑๐
ประการ

ในพุทธศาสนามหายานจึงมีคัมภีร์สาคัญ
ระดับเดียวกับพระไตรปิฎกเพิ่มข้ึนเป็นอันมาก เพ่ือให้
เหมาะสมกับจริตและอินทรีย์ของสรรพสัตว์แต่ละ
จาพวก อีกท้ังเพื่อเป็นกุศโลบายในการส่ังสอนพุทธ

ธรรม ทั้งน้ีก็เพ่ือเจตจานงจะเกื้อกูลสรรพชีวิตท้ังมวล
ให้ถึงพุทธธรรมและบรรลุความหลุดพ้นจากสังสารวัฏ
คัมภีร์ของมหายานด้ังเดิมเขียนข้ึนด้วยภาษาสันสกฤต
แต่ก็มิใช่สันสกฤตแท้ หากเป็นภาษาสันสกฤตที่ปะปน

กับภาษาปรากฤตตลอดจนภาษาบาลีและภาษาท้องถ่ิน
อื่นๆ เรียกวา่ ภาษาสนั สกฤตทางพทุ ธศาสนา

คัมภีร์เหล่านี้กล่าวในฐานะเป็นพระธรรม
เทศนาของพระพุทธเจ้าบ้าง คาสอนพระโพธิสัตว์
บ้าง หรือแม้แต่ทวยเทพต่างๆ โดยมีเนื้อหา

หลากหลาย สันนิษฐานว่าพระสูตรปรัชญาปารมิตา
เปน็ พระสตู รมหายานรนุ่ เก่าทสี่ ดุ และได้มีการเขียน
พระสตู รขึ้นต่อมาอีกอย่างต่อเน่ืองจนถึงสมัยคุปตะ

พระสตู รบางเรอ่ื งกเ็ กดิ ขึ้นในประเทศจีน และในหมู่
คณาจารย์ของมหายานเองก็เขียนคัมภีร์ที่แสดง
หลักปรัชญาอันลึกซึ้งของตน เรียกว่าศาสตร์ซ่ึง
เทียบได้กับอภิธรรมของฝ่ายเถรวาท ที่มีช่ือเสียง

คือ มาธยมกศาสตร์, โยคาจารภูมิศาสตร์, อภิธรรม
โกศศาสตร์, มหายานศรทั โธตปาทศาสตร์ เปน็ ตน้

วงั โปตาลาได้รับการขน้ึ ทะเบียนเปน็ มรดกโลกขององคก์ ารยเู นสโก ในปี ค.ศ. 1994
ภายในวังฯ เปน็ แหล่งรวบรวมคมั ภรี ล์ า้ คา่ เอกสารทางประวตั ิศาสตร์ และ
โบราณวัตถทุ รงคุณค่า ไม่วา่ จะเปน็ รปู ป้ัน ภาพวาด จติ รกรรมฝาผนงั

ม นุ ษ ย์ ทุ ก ค น มี ธ า ตุ พุ ท ธ ะ ร่ ว ม กั บ
พระพุทธเจ้า ถ้ามีกิเลสมาบดบังธาตุพุทธะก็ไม่

ปรากฏ มนุษยท์ ุกคนจึงมีศักยภาพที่จะเป็นพระ
โพธิสัตว์ได้เช่นเดียวกับพระพุทธเจ้า ถ้าได้รับ
การฝึกฝนชาระจิตใจจนบริสุทธิ์ พระโพธิสัตว์
จึงมีจานวนมหาศาล และมีหน้าที่ส่งเสริมงาน

ของพระพุทธเจ้า คาสอนของพระโพธิสัตว์จึงมี
น้าหนักเท่ากับพระไตรปิฎก ด้วยสานึก เช่นน้ี
ฝ่ายมหายานจึงมีคัมภีร์เกิดขึ้นมากมาย และให้

ความเคารพเทียบเท่าพระไตรปฎิ ก

จบ
การ
นาเสนอ


Click to View FlipBook Version