7 หัวข้อวิจัย การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ระหว่างเทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) ผู้วิจัย นางสาวทิยา บัวมณี ปีการศึกษา 2564 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีจุดประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การคูณจำนวนเต็มก่อนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็มก่อนและหลังเรียนโดยใช้การสอนแบบบรรยาย3) เพื่อพัฒนาเทคนิคการสอน แบบร่วมมือเรื่องการคูณจำนวนเต็ม 4) เพื่อพัฒนาการสอนแบบบรรยายเรื่องการคูณจำนวนเต็ม 5) เพื่อ ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอน แบบบรรยายเรื่องการคูณจำนวนเต็ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2563โรงเรียน โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) หมู่ที่ 2 ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 2 กลุ่มเรียน ๆ ละ 41 คน ใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลประกอบด้วย 1)แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม 2) แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการคูณจำนวนเต็ม 3) แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดย ใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ และเทคนิคการสอนแบบโมเดซิปปา ผลการวิจัยพบว่า 1. การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเรื่องการคูณจำนวนเต็มหลังเรียนโดยใช้ เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ สรุปได้ว่า หลังจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ ค่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. การศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องเรื่องการคูณจำนวนเต็มหลังเรียนโดยใช้การ สอนแบบบรรยาย สรุปได้ว่า หลังจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบบรรยาย ค่าคะแนนเฉลี่ย ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. การศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ เรื่อง การคูณจำนวนเต็ม สรุปได้ว่า หลังจากการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือค่าคะแนนเฉลี่ย ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ เรื่องการคูณจำนวน เต็ม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.53 และการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบบรรยายค่าคะแนน เฉลี่ยความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้การสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.10
8 กิตติกรรมประกาศกิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ระหว่าง เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์)คมฉบับนี้สำเร็จลุล่วงอย่างสมบูรณ์ เนื่องจากได้ ด้วยความอนุเคราะห์อย่างดียิ่งจากคุณครูณัฏฐนิภา เสนทองแก้ว ครูพี่เลี้ยง คณะครูโรงเรียนวัดท่า ไทรดิตถานุเคราะห์ ตลอดจน ผอ.วณิชชา เดี่ยววาณิชย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนโรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถา นุเคราะห์) ที่กรุณาอุทิศเวลาให้กับข้าพเจ้าอย่างมากในการให้คำปรึกษาและคำแนะนำอย่างดียิ่งมา ตลอดเวลา ทั้งความรู้ภาคทฤษฎี ภาคปฏิบัติ ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ทำให้เกิดกระบวนการ เรียนรู้และการปฏิบัติงานการวิจัยอย่างเป็นระบบตามระเบียบวิธีการวิจัย ติดตามความก้าวหน้าและ แก้ไขอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างการทำวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญทุกท่านที่ได้สละเวลาให้ความช่วยเหลือและแนะนำในการแก้ไข เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยจนทำให้เครื่องมือมีความถูกต้องสมบรูณ์ ขอขอบคุณคุณครูประจำกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ที่ได้ให้ความอนุเคราะห์อำนวย ความสะดวก และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดียิ่งในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อทำการวิจัย และ ขอขอบใจนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนโรงเรียนวัดท่า ไทร(ดิตถานุเคราะห์) ที่ได้เป็นกลุ่มตัวอย่างในการหาคุณภาพของเครื่องมือและดำเนินการทดลองใน การวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณคุณครูโรงเรียนเคียนซาพิทยาคมทุกท่าน พี่ๆ เพื่อนๆ และน้องๆ คณะครู โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) ที่ให้ความช่วยเหลือและเป็นกำลังใจแก่ผู้วิจัยจนทำให้งานวิจัย ครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีรวมทั้ง ขอบคุณคุณบิดามารดาและสมาชิกในครอบครัวของผู้วิจัยที่อยู่เบื้องหลังในความสำเร็จ ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายที่คอยส่งเสริม สนับสนุนจนทำให้รายงาน การวิจัยฉบับนี้สำเร็จลงได้ นางสาวทิยา บัวมณี ผู้วิจัย
9 สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ ก กิตติกรรมประกาศ ค สารบัญ ง สารบัญตาราง ฉ บทที่ 1 บทนำ 1 ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา 1 จุดประสงค์ของการวิจัย 3 ขอบเขตของการวิจัย 3 เนื้อหา 4 ระยะเวลาในการดำเนินงานวิจัย 4 นิยามศัพท์เฉพาะ 4 สมมุติฐาน 5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 5 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง 6 หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 6 การคูณจำนวนเต็ม 9 เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย 14 แนวคิดและวิธีการสร้างแบบทดสอบ 23 ประสิทธิภาพของเทคนิคการสอนแบบร่วมมือ 24 ความพึงพอใจ 26 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 28 บทที่ 3 วิธีดำเนินการ 31 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 31 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 31 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 31 การสร้างและพัฒนาหาคุณภาพเครื่องมือ 32 แบบแผนที่ใช้ในการทดลอง 36 การเก็บรวบรวบข้อมูล 37
10 สารบัญ (ต่อ) เรื่อง หน้า การวิเคราะห์ข้อมูล 37 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 38 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 44 การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล 44 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล 45 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 49 สรุปผลการวิจัย 49 อภิปรายผล 50 ข้อเสนอแนะ 53 บรรณานุกรม 54 ภาคผนวก 58 ภาคผนวก ก 59 ภาคผนวก ข 160 ภาคผนวก ค 168 ประวัติผู้วิจัย 173
11 สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณจำนวนเต็ม 45 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ 2 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณจำนวนเต็ม 45 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบบรรยาย 3 ประสิทธิภาพ (E1/E2) ของเทคนิคการสอนแบบร่วมมือ เรื่องการคูณจำนวนเต็ม 46 ในการทดสอบภาคสนาม (1:100) 4 ประสิทธิภาพ (E1/E2) ของเทคนิคการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม 47 ในการทดสอบภาคสนาม (1:100) 5 การวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอน 48 แบบร่วมมือและเทคนิคการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม 6 ผลการวิเคราะห์ค่า IOC ของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบบรรยาย 103 เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ 6 โรงเรียนเคียนซาพิทยาคม 7 ผลการวิเคราะห์ค่า IOC ของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ 104 เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ 7 โรงเรียนเคียนซาพิทยาคม 8 ผลการวิเคราะห์ค่า IOC จากแบบทดสอบ ก่อนนำไปทดสอบแบบเดี่ยว(1:1) 105 9 ผลการวิเคราะห์ค่า IOC จากแบบทดสอบก่อนนำไปทดสอบแบบกลุ่ม (1:10) 107 10 ผลการวิเคราะห์ค่า IOC ของแบบสอบถามความพึงพอใจ 109 11 การแปลผลการวิเคราะห์ความยากง่ายและอำนาจจำแนก 111
12 บทที่ 1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผลเป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์ วางแผน ตัดสินใจ แก้ปัญหา และนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และศาสตร์อื่น ๆ จึงกล่าวได้ ว่าคณิตศาสตร์มีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิต ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา.2551 : 1) และเนื่องจากเป็นวิชาที่ ช่วยพัฒนาให้นักเรียนเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการแก้ปัญหา เพราะสภาพสังคมปัจจุบันต้อง เผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย จึงได้ถูกกำหนดให้เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้กลุ่มหนึ่งที่มีความสำคัญ ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่มุ่งให้นักเรียนรู้คุณค่าของคณิตศาสตร์ ฝึกฝนให้ เกิดทักษะ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ มีความสามารถในการแก้ปัญหา การให้เหตุผล สามารถสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร์ สามารถเชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ทางคณิตศาสตร์และเชื่อมโยงคณิตศาสตร์ กับศาสตร์อื่น ๆตลอดจนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ดังนั้นความสามารถในการแก้ปัญหาจึง เป็นทักษะหนึ่งที่ช่วยให้ปรับตัวอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การสอนการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ จึงเป็นแนวทางหนึ่งที่ช่วยให้นักเรียนรู้จักแก้ปัญหาและฝึกทักษะในการแก้ปัญหาไปพร้อม ๆ กัน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ได้เปิดโอกาสให้เยาวชนทุกคนได้เรียนรู้คณิตศาสตร์อย่าง ต่อเนื่องตามศักยภาพ โดยกำหนดสาระหลักที่จำเป็นสำหรับนักเรียนทุกคนประกอบด้วย 1) จำนวน และการดำเนินการ 2) การวัด 3) เรขาคณิต4) พีชคณิต5) การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น 6) ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ซึ่งเนื้อหาเรื่องเศษส่วนได้จัดอยู่ในสาระที่ 1 จำนวนและการ ดำเนินการ เศษส่วนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เราจะพบเจอเศษส่วนในชีวิตประจำวันของคนทุกคน เรามักจะได้ยินการสนทนาที่มีคำว่าแบ่งกันครึ่งหนึ่ง มีกี่ส่วน แบ่งบางส่วนมาให้บ้าง ไม่ว่าเราจะอยู่ใน สถานการณ์หรือเหตุการณ์ใด เรื่องของเศษส่วนจะมีให้เราใช้อยู่เสมอ (บุบผา เรืองรอง. 2559) แต่ การที่นักเรียนไม่ประสบผลสำเร็จในเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้โจทย์ ปัญหาคณิตศาสตร์นั้น อาจเนื่องมาจากหลายสาเหตุ ซึ่งสาเหตุที่สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การสอนไม่ ประสบผลสำเร็จ คือนักเรียนมักจะเดาวิธีทำ โดยไม่พิจารณาว่าโจทย์กำหนดอะไรมาให้บ้าง นักเรียน
13 จำนวนมากไม่ทราบว่าจะตั้งต้นคิดปัญหาอย่างไร ขาดความคิดรวบยอดในการแก้ปัญหา และยังเกี่ยวข้อง กับพฤติกรรมการสอนของครูคือขาดการพัฒนาด้านเทคนิคการสอน กระบวนการการจัดประสบการณ์ ไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้มีส่วนร่วม ขาดการพัฒนาสื่อที่ตอบสนองต่อความแตกต่างและความสนใจ ของนักเรียนเป็นรายบุคคล (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2539 : 1) ปัจจุบันการจัดกระบวนการเรียนรู้มักมุ่งเน้นความสำคัญที่ตัวนักเรียน โดยเปิดโอกาสให้เลือก เรียนตามความถนัดและความสนใจ ส่งเสริมให้มีส่วนร่วมในทุกกระบวนการเรียนรู้พัฒนาความสามารถ ในการแสวงหาความรู้และการนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ ดังนั้น การเรียนการสอนที่ตอบสนองความต้องการของนักเรียนได้ดีคือ การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นการส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้แบบมีส่วนร่วมซึ่งจะช่วยให้นักเรียนได้รับประสบการณ์ที่ สัมพันธ์กับชีวิตจริงได้รับการฝึกฝนทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้ ทักษะการบันทึกความรู้ ทักษะ การคิด ทักษะการจัดการกับความรู้ ทักษะการแสดงออกทักษะการสร้างความรู้ใหม่และทักษะการทำงาน เป็นกลุ่มจัดว่าเป็นวิธีเรียนที่สามารถนำมาประยุกต์ให้เหมาะสมกับการเรียนการสอนที่มีคุณภาพได้อีกวิธี หนึ่ง จึงนับว่าเป็นวิธีเรียนที่ควรนำมาใช้ได้ดีกับการเรียนการสอนปัจจุบันเพื่อให้การเรียนรู้ของนักเรียน เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ (ณัฐฎา แสงคำ. 2559) นอกจากนี้การเรียนแบบร่วมมือยังเป็นวิธีการเรียน ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ทำให้นักเรียนได้ทำงานร่วมกัน มีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะทำ ให้มีทักษะในการทำงาน (บัญญัติ ชำนาญกิจ. 2559) ซึ่งสอดคล้องกับความหมายที่คุณธนิตย์ สุวรรณเจริญได้กล่าวไว้ว่า การเรียนรู้แบบร่วมมือ คือกิจกรรมการเรียนการสอนที่แบ่งนักเรียน ออกเป็นกลุ่มย่อยๆ ส่งเสริมให้นักเรียนทำงานร่วมกัน โดยในกลุ่มประกอบด้วยสมาชิกที่มี ความสามารถแตกต่างกัน มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มีการช่วยเหลือพึ่งพาซึ่งกันและกัน และมี ความรับผิดชอบร่วมกัน ทั้งในส่วนตนและส่วนรวม เพื่อให้ตนเองและสมาชิกทุกคนในกลุ่มประสบ ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้(ธนิตย์ สุวรรณเจริญ. 2559) จากการศึกษานักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 2 กลุ่มเรียน โรงเรียนเคียนซาพิทยาคม 2 หมู่ 7 ตำบลเคียนซา อำเภอเคียนซา จังหวัดสุราษฎร์ธานี พบว่าในการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ เรื่อง การคูณจำนวนเต็ม นักเรียนบางคนไม่สามารถจำแม่สูตรคูณได้ และนักเรียนบางคนยังสับสนของ การใส่เครื่องหมายรถ จากสาเหตุดังกล่าวผู้วิจัยจึงเกิดแนวคิดที่จะนำวิธีการใหม่ ๆ มาใช้ในการเรียน การสอน เพื่อให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ที่สูงขึ้น จึงเลือกการเรียนการสอน โดยใช้เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ซึ่งเป็นวิธีสอนอีกวิธีหนึ่งที่สามารถช่วย ให้นักเรียนได้พัฒนาความสามารถของตนเอง ส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วมในทุกกระบวนการเรียนรู้ และการนำความรู้มาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มที่ โดยครูผู้สอนต้องมีส่วน ร่วมในการจัดการเรียนการสอนเพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงการเรียนการสอนกลุ่มสาระ คณิตศาสตร์ให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป
14 จุดประสงค์ของการวิจัย 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็มก่อนและหลังเรียนโดยใช้ เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็มก่อนและหลังเรียนโดยใช้ การสอนแบบบรรยาย 3) เพื่อพัฒนาเทคนิคการสอนแบบร่วมมือเรื่องการคูณจำนวนเต็ม 4) เพื่อพัฒนาการสอนแบบบรรยายเรื่องการคูณจำนวนเต็ม 5) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ ร่วมมือและการสอนแบบบรรยายเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ขอบเขตของการวิจัย ในการวิจัยการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม โดยใช้เทคนิคการสอน แบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 2 กลุ่มเรียน ๆ ละ 41 คน โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) ผู้วิจัยได้กำหนดขอบเขตการวิจัยไว้ดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2563โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุ เคราะห์) 325 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าทองใหม่อำเภอกาญจนดิษฐ์จังหวัดสุราษฎร์ธานีจำนวน 2 กลุ่มเรียน ๆ ละ 41 คน โดยนักเรียนกลุ่มที่ 1 คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2563โรงเรียน เคียนซาพิทยาคม จำนวน 41 คน นักเรียนกลุ่มที่ 2 คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ 2 ภาคเรียน ที่ 1/2563 โรงเรียนเคียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) จำนวน 41 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2563จำนวน 2 กลุ่มเรียน ๆ ละ 41 คน โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) 325 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าทองใหม่อำเภอกาญจนดิษฐ์จังหวัดสุ ราษฎร์ธานีโดยนักเรียนกลุ่มที่ 1 คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2563 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) จำนวน 41 คน นักเรียนกลุ่มที่ 2 คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ 2 ภาคเรียนที่ 1/2563 โรงเรียนเคียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) จำนวน 41 คน ใช้วิธีการเลือก ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง ตัวแปรที่ศึกษา
15 ตัวแปรต้น คือเทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยายเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ตัวแปรตาม คือ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม 2. ประสิทธิภาพของเทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย 3. ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ และการสอนแบบบรรยาย เนื้อหา ในการดำเนินงานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้กำหนดเนื้อหาในสาระวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องระบบจำนวน โดยจะสอนในเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ซึ่งตรงกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้น พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ สาระจำนวนและการดำเนินการ ระยะเวลาในการดำเนินงานวิจัย ในการดำเนินงานการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้กำหนดระยะเวลาไว้จำนวน 5 คาบ โดย แบ่งเป็นการทำแบบทดสอบก่อนเรียนจำนวน 1 คาบ ขั้นนำและขั้นเข้าสู่บทเรียนจำนวน 1 คาบ ขั้น สอน ทำกิจกรรมในชั้นเรียน และขั้นสรุปจำนวน 2 คาบ และทำแบบทดสอบหลังเรียนจำนวน 1 คาบ นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม หมายถึง ความสามารถหรือผลสำเร็จ ทางการเรียน เรื่องการคูณจำนวนเต็ม โดยวัดจากเเบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน และหลังเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น 2. เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่ครูผู้สอนแบ่งนักเรียน ออกเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 4-6 คน เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้โดยการทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกัน และกัน และร่วมกันรับผิดชอบในงานที่ได้รับมอบหมาย 3. การสอนแบบบรรยาย หมายถึง กระบวนการเรียนรู้ที่ผู้สอนเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้แก่ ผู้เรียนโดยการพูดบอกเล่าอธิบายเนื้อหาเรื่องราวที่ผู้สอนได้เตรียมการศึกษาค้นคว้ามาเป็นอย่างดี ผู้เรียนเป็นฝ่ายรับฟัง อาจจะมีการจดบันทึกสาระสำคัญในขณะที่ฟังการบรรยายหรืออาจมี โอกาสซักถามแสดงความคิดเห็นได้บ้างถ้าผู้สอนเปิดโอกาส วิธีจี้เหมาะกับผู้ฟังจำนวนมาก และ ผู้บรรยายมีความชำนาญในเรื่องนั้นๆ ต้องการนำเสนอเนื้อหาสาระจำนวนมากในลักษณะคมชัดลึก โดยใช้เวลาไม่มากนักจึงเป็นการเรียนรู้ที่ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย
16 4. ประสิทธิภาพ หมายถึง ผลการใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ของนักเรียนนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แล้วนักเรียนสามารถทำ แบบทดสอบผ่านเกณฑ์ 80/ 80 80 ตัวแรก หมายถึง คะแนนจากกิจกรรมระหว่างเรียนของทุกคนมารวมกัน หา ค่าเฉลี่ยแล้วเทียบเป็นค่าร้อยละ โดยให้มีค่าร้อยละ 80 ขึ้นไป 80 ตัวหลัง หมายถึง คะแนนจากการทำแบบทดสอบหลังเรียนของนักเรียนทุกคนมา รวมกัน หาค่าเฉลี่ยแล้วเทียบเป็นค่าร้อยละ โดยให้มีค่าร้อยละ 80 ขึ้นไป 5. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดหรือความชอบของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียน การสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยายที่แสดงออกมาเป็น 5 ระดับ คือ พอใจมากที่สุด พอใจมาก พอใจปานกลาง พอใจน้อย และพอใจน้อยที่สุด สมมุตฐาน 1. นักเรียนที่เรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยายมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน เรื่องการคูณจำนวนเต็มหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2. เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม มี ประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่า 80/80 3. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ ร่วมมือและการสอนแบบบรรยายเรื่องการคูณจำนวนเต็มระดับมาก ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็มที่ดีขึ้นหลังจากใช้เทคนิคการ สอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย 2. ครูผู้สอนได้แนวทางในการแก้ปัญหาในการเรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม
17 บทที่ 2 เอกสารที่เกี่ยวข้อง ในการศึกษาเรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณจำนวนเต็ม โดยใช้เทคนิคการ สอนแบบร่วมมือ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) ตำบลท่าทองใหม่อำเภอกาญจนดิษฐ์จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้ศึกษาได้ศึกษา เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2. การคูณจำนวนเต็ม 3. เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย 4. แนวคิดและวิธีการสร้างแบบทดสอบ 5. ประสิทธิภาพของเทคนิคการสอนแบบร่วมมือ 6. ความพึงพอใจ 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ คณิตศาสตร์มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาความคิดมนุษย์ทำให้มนุษย์มีความคิดสร้างสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผลเป็นระบบ มีแบบแผน สามารถวิเคราะห์ปัญหาหรือสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบ ช่วยให้คาดการณ์วางแผน ตัดสินใจแก้ปัญหาและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องเหมาะสม นอกจากนี้คณิตศาสตร์ยังเป็นเครื่องมือในการศึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและศาสตร์อื่น ๆ คณิตศาสตร์จึงมีประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น และสามารถอยู่ร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551: 56) 1.1. สาระสำคัญของกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เปิดโอกาสให้เยาวชนทุกคนได้เรียนรู้คณิตศาสตร์ อย่างต่อเนื่อง ตามศักยภาพ โดยกำหนดสาระหลักที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนทุกคนดังนี้ 1. จำนวนและการดำเนินการ ความคิดรวบยอดและความรู้สึกเชิงจำนวน ระบบ จำนวนจริง สมบัติเกี่ยวกับจำนวนจริง การดำเนินการของจำนวน อัตราส่วน ร้อยละ การแก้ปัญหา เกี่ยวกับจำนวน และการใช้จำนวนในชีวิตจริง 2. การวัด ความยาว ระยะทาง น้ำหนัก พื้นที่ ปริมาตรและความจุ เงินและเวลา หน่วยวัดระบบต่าง ๆ การคาดคะเนเกี่ยวกับการวัด อัตราส่วนตรีโกณมิติการแก้ปัญหาเกี่ยวกับการ วัด และการนำความรู้เกี่ยวกับการวัดไปใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ
18 3. เรขาคณิต รูปเรขาคณิตและสมบัติของรูปเรขาคณิตหนึ่งมิติสองมิติและสามมิติ การนึกภาพ แบบจำลองทางเรขาคณิต ทฤษฎีบททางเรขาคณิต การแปลงทางเรขาคณิต (geometric transformation) ในเรื่องการเลื่อนขนาน (translation) การสะท้อน (reflection) และการหมุน (rotation) 4. พีชคณิต แบบรูป (pattern) ความสัมพันธ์ฟังก์ชัน เซตและการดำเนินการของเซต การให้เหตุผล นิพจน์สมการ ระบบสมการ อสมการ กราฟ ลำดับเลขคณิต ลำดับเรขาคณิต อนุกรม เลขคณิต และอนุกรมเรขาคณิต 5. การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น การกำหนดประเด็น การเขียน ข้อคำถาม การกำหนดวิธีการศึกษา การเก็บรวบรวมข้อมูล การจัดระบบข้อมูล การนำเสนอข้อมูล ค่ากลางและ การกระจายของข้อมูล การวิเคราะห์และการแปลความข้อมูล การสำรวจความคิดเห็น ความน่าจะ เป็น การใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นในการอธิบายเหตุการณ์ต่าง ๆ และช่วยในการ ตัดสินใจในการดำเนินชีวิตประจำวัน 6. ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์การแก้ปัญหาด้วยวิธีการที่หลากหลาย การให้เหตุผล การสื่อสาร การสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรู้ ต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์และการเชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 1.2. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนดมาตรฐานการเรียนรู้ในกลุ่มสาระการ เรียนรู้คณิตศาสตร์จำนวน 14 มาตรฐาน ดังนี้ สาระที่1 จำนวนและการดำเนินการ มาตรฐาน ค 1.1 เข้าใจถึงความหลากหลายของการแสดงจำนวนและการใช้จำนวนใน ชีวิตจริง มาตรฐาน ค 1.2 เข้าใจถึงผลที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการของจำนวนและความสัมพันธ์ ระหว่างการดำเนินการต่าง ๆ และสามารถใช้การดำเนินการในการแก้ปัญหา มาตรฐาน ค 1.3 ใช้การประมาณค่าในการคำนวณและแก้ปัญหา มาตรฐาน ค 1.4 เข้าใจระบบจำนวนและนำสมบัติเกี่ยวกับจำนวนไปใช้ สาระที่2 การวัด มาตรฐาน ค 2.1 เข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับการวัด วัดและคาดคะเนขนาดของสิ่งที่ ต้องการวัด มาตรฐาน ค 2.2 แก้ปัญหาเกี่ยวกับการวัด สาระที่3 เรขาคณิต มาตรฐาน ค 3.1 อธิบายและวิเคราะห์รูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ มาตรฐาน ค 3.2 ใช้การนึกภาพ (visualization) ใช้เหตุผลเกี่ยวกับปริภูมิ (spatial reasoning) และใช้แบบจำลองทางเรขาคณิต (geometric model) ในการแก้ปัญหา สาระที่4 พีชคณิต มาตรฐาน ค 4.1 เข้าใจและวิเคราะห์แบบรูป (pattern) ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน
19 มาตรฐาน ค 4.2 ใช้นิพจน์ สมการ อสมการ กราฟ และตัวแบบเชิงคณิตศาสตร์แทน สถานการณ์ต่าง ๆ ตลอดจนแปลความหมาย และนำไปใช้แก้ปัญหา สาระที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น มาตรฐาน ค 5.1 เข้าใจและใช้วิธีการทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล มาตรฐาน ค 5.2 ใช้วิธีการทางสถิติและความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นในการ คาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผล มาตรฐาน ค 5.3 ใช้ความรู้เกี่ยวกับสถิติและความน่าจะเป็นช่วยในการตัดสินใจและ แก้ปัญหา สาระที่ 6 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ มาตรฐาน ค 6.1 มีความสามารถในการแก้ปัญหา การให้เหตุผล การสื่อสาร การสื่อ ความหมายทางคณิตศาสตร์และการนำเสนอ การเชื่อมโยงความรู้ต่าง ๆ ทางคณิตศาสตร์และ เชื่อมโยงคณิตศาสตร์กับศาสตร์อื่น ๆ และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 1.3. คุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 3 1. มีความคิดรวบยอดเกี่ยวกับจำนวนจริง มีความเข้าใจเกี่ยวกับอัตราส่วน สัดส่วน ร้อยละเลขยกกำลังที่มีเลขชี้กำลังเป็นจำนวนเต็ม รากที่สองและรากที่สามของจำนวนจริง สามารถ ดำเนินการเกี่ยวกับจำนวนเต็ม เศษส่วน ทศนิยม เลขยกกำลัง รากที่สองและรากที่สามของจำนวนจริง ใช้การประมาณค่าในการดำเนินการและแก้ปัญหา และนำความรู้เกี่ยวกับจำนวนไปใช้ในชีวิตจริงได้ 2. มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับพื้นที่ผิวของปริซึม ทรงกระบอก และปริมาตรของ ปริซึม ทรงกระบอก พีระมิด กรวย และทรงกลม เลือกใช้หน่วยการวัดในระบบต่าง ๆ เกี่ยวกับความ ยาว พื้นที่ และปริมาตรได้อย่างเหมาะสม พร้อมทั้งสามารถนำความรู้เกี่ยวกับการวัดไปใช้ในชีวิตจริง ได้ 3. สามารถสร้างและอธิบายขั้นตอนการสร้างรูปเรขาคณิตสองมิติโดยใช้วงเวียนและ สันตรงอธิบายลักษณะและสมบัติของรูปเรขาคณิตสามมิติซึ่งได้แก่ ปริซึม พีระมิด ทรงกระบอก กรวย และ ทรงกลมได้ 4. มีความเข้าใจเกี่ยวกับสมบัติของความเท่ากันทุกประการและความคล้ายของรูป สามเหลี่ยมเส้นขนาน ทฤษฎีบทพีทาโกรัสและบทกลับ และสามารถนำสมบัติเหล่านั้นไปใช้ ในการให้ เหตุผลและแก้ปัญหาได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับการแปลงทางเรขาคณิต (geometric transformation) ใ น เ ร ื ่ อ ง ก า ร เ ล ื ่ อ น ข น า น ( translation) ก า ร ส ะ ท ้ อ น ( reflection) แ ล ะ การหมุน (rotation) และนำไปใช้ได้ 5. สามารถนึกภาพและอธิบายลักษณะของรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ 6. สามารถวิเคราะห์และอธิบายความสัมพันธ์ของแบบรูป สถานการณ์หรือปัญหา และสามารถใช้สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร อสมการเชิงเส้นตัวแปร เดียว และกราฟในการแก้ปัญหาได้ 7. สามารถกำหนดประเด็น เขียนข้อคำถามเกี่ยวกับปัญหาหรือสถานการณ์ กำหนด วิธีการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลและนำเสนอข้อมูลโดยใช้แผนภูมิรูปวงกลม หรือรูปแบบอื่นที่ เหมาะสมได้
20 8. เข้าใจค่ากลางของข้อมูลในเรื่องค่าเฉลี่ยเลขคณิต มัธยฐาน และฐานนิยมของ ข้อมูลที่ยังไม่ได้แจกแจงความถี่ และเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งใช้ความรู้ในการพิจารณาข้อมูล ข่าวสารทางสถิติ 9. เข้าใจเกี่ยวกับการทดลองสุ่ม เหตุการณ์ และความน่าจะเป็นของเหตุการณ์ สามารถใช้ความรู้เกี่ยวกับความน่าจะเป็นในการคาดการณ์และประกอบการตัดสินใจในสถานการณ์ ต่าง ๆ ได้ 10. ใช้วิธีการที่หลากหลายแก้ปัญหา ใช้ความรู้ ทักษะและกระบวนการทาง คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ให้เหตุผล ประกอบ การตัดสินใจ และสรุปผลได้อย่างเหมาะสม ใช้ภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการ สื่อสารการสื่อความหมาย และการนำเสนอ ได้อย่างถูกต้อง และชัดเจน เชื่อมโยงความรู้ต่างๆ ใน คณิตศาสตร์และนำความรู้หลักการ กระบวนการทางคณิตศาสตร์ไปเชื่อมโยงกับศาสตร์อื่น ๆ และมี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ จากข้างต้น สรุปได้ว่า หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์ประกอบด้วย สาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนทุกคน 6 สาระ ได้แก่ สาระที่ 1 จำนวนและการดำเนินการ สาระที่2 การวัด สาระที่ 3 เรขาคณิต สาระที่ 4 พีชคณิต สาระ ที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น สาระที่ 6 ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ อีก ทั้งยังประกอบไปด้วยมาตรฐานการเรียนรู้จำนวน 14 มาตรฐานและคุณภาพของผู้เรียนเมื่อจบชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3จะต้องมีความรู้ความเข้าใจ สามารถรวบรวมข้อมูล อภิปรายประเด็นต่างๆและใช้ วิธีการที่หลากหลายแก้ปัญหา ตามสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ 2. การคูณ การคูณ คือการดำเนินการทางคณิตศาสตร์อย่างหนึ่ง ทำให้เกิดการเพิ่มหรือลดจำนวน จำนวนหนึ่งเป็นอัตรา การคูณเป็นหนึ่งในสี่ของการดำเนินการพื้นฐานของเลขคณิตมูลฐาน (การ ดำเนินการอย่างอื่นได้แก่การบวก การลบ และการหาร) การคูณสามารถนิยามบนจำนวนธรรมชาติว่าเป็นการบวกที่ซ้ำๆ กัน ตัวอย่างเช่น 3 คูณด้วย 4 (หรือเรียกโดยย่อว่า 3 คูณ 4) หมายถึงการบวกจำนวน 4 เข้าไป 3 ชุด ดังนี้ 4+4+4=12
21 สำหรับการคูณของจำนวนตรรกยะ (เศษส่วน) และจำนวนจริง ก็นิยามโดยกรณีทั่วไปที่เป็น ระบบของแนวความคิดพื้นฐานดังกล่าว การคูณอาจมองได้จากการนับวัตถุที่จัดเรียงกันเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (สำหรับจำนวน ธรรมชาติ) หรือการหาพื้นที่ของรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าโดยการหนดความยาวของด้านมาให้ (สำหรับ จำนวนทั่วไป) ส่วนกลับของการคูณคือการหาร ในเมื่อ 3 คูณด้วย 4 เท่ากับ 12 ดังนั้น 12 หารด้วย 4 ก็จะเท่ากับ 3 เป็นต้น การคูณสามารถนิยามให้ขยายไปบนจำนวนชนิดอื่นเช่นจำนวนเชิงซ้อน และมีโครงสร้างที่ เป็นนามธรรมมากขึ้นเช่นเมทริกซ์ สัญกรณ์และคำศัพท์เฉพาะทาง โดยทั่วไปการคูณสามารถเขียนโดยใช้เครื่องหมายคูณ (×) ระหว่างจำนวนทั้งสอง (ใน รูปแบบสัญกรณ์เติมกลาง) ตัวอย่างเช่น อย่างไรก็ตามก็ยังมีการใช้สัญกรณ์อื่นๆ แทนการคูณโดยทั่วไป อาทิ • ใช้จุดกลาง (·) หรือไม่ก็มหัพภาค (.) อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น 5 · 2 หรือ 5 . 2 การใช้จุดกลาง เป็นมาตรฐานในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และประเทศอื่นๆ ที่ใช้มหัพภาคเป็นจุด ทศนิยม แต่ในบางประเทศที่ใช้จุลภาคเป็นจุดทศนิยม จะใช้มหัพภาคเป็นการคูณแทน • ใช้ดอกจัน (*) เช่น 5*2 มักใช้ในภาษาโปรแกรมเพราะเครื่องหมายนี้ปรากฏอยู่บนทุก แป้นพิมพ์และสามารถดูได้ง่ายบนจอมอนิเตอร์รุ่นเก่า การใช้เครื่องหมายนี้แทนการคูณเริ่มมี ขึ้นตั้งแต่ภาษาฟอร์แทรน ลูกบอลวางแถวละ 4 ลูก จำนวน 3 แถว จึงมีลูกบอลทั้งหมด 12 ลูก นั่นคือ 3 × 4 = 12
22 • ในพีชคณิต การคูณที่เกี่ยวกับตัวแปรมักจะเขียนให้อยู่ติดกัน เรียกว่า juxtaposition ตัวอย่างเช่น xy หมายถึง x คูณ y และ 5x หมายถึง 5 คูณ x เป็น ต้น สัญกรณ์เช่นนี้สามารถใช้กับจำนวนที่ครอบด้วยวงเล็บ เช่น 5(2) หรือ (5)(2) ก็จะ หมายถึง 5 คูณ 2 • ในการคูณเมทริกซ์มีความแตกต่างระหว่างการใช้สัญลักษณ์กากบาทกับจุด กากบาทใช้แทน การคูณเวกเตอร์ ในขณะที่จุดใช้แทนการคูณสเกลาร์ ดังนั้นการตั้งชื่อเรียกจึงแตกต่างกันคือ ผลคูณไขว้และผลคูณจุดตามลำดับ จำนวนที่ถูกคูณโดยทั่วไปเรียกว่า ตัวประกอบ (factor) หรือ ตัวตั้งคูณ (multiplicand) ส่วน จำนวนที่นำมาคูณเรียกว่า ตัวคูณ (multiplier) ตัวคูณของตัวแปรหรือนิพจน์ในพีชคณิตจะ เรียกว่า สัมประสิทธิ์(coefficient) ซึ่งจะเขียนไว้ทางซ้ายของตัวแปรหรือนิพจน์ เช่น 3 เป็น สัมประสิทธิ์ของ 3xy2 ผลลัพธ์ที่เกิดจากการคูณเรียกว่า ผลคูณ (product) หรือเรียกว่า พหุคูณ (multiple) ของตัว ประกอบแต่ละตัวที่เป็นจำนวนเต็ม ตัวอย่างเช่น 15 คือผลคูณของ 3 กับ 5 และในขณะเดียวกัน 15 ก็เป็นทั้งพหุคูณของ 3 และพหุคูณของ 5 ด้วย สมบัติ 1. สมบัติการสลับที่ ถ้า a และ b เป็นจำนวนเต็มบวกใด ๆ แล้ว a b = b a เช่น 6 4 = 24 และ 4 6 = 24 ดังนั้น 6 4 = 4 6 2. สมบัติการเปลี่ยนกลุ่ม ถ้า a , b และ C เป็นจำนวนเต็มบวก ใด ๆ แล้ว ( เช่น และ ดังนั้น 3. สมบัติการแจกแจง สมบัตินี้ใช้เชื่อมระหว่างการบวกและการคูณ ถ้า a , b และ C เป็นจำนวนเต็มบวก ใด ๆ แล้ว เช่น และ ดังนั้น ข้อสังเกต 1. การลบจะไม่มีคุณสมบัติการเปลี่ยนกลุ่ม เช่น (10 - 5) - 4 = 5 - 4 = 1 แต่ 10 - (5 - 4) = 10 - 1 = 9
23 2. การหารจะไม่มีสมบัติการเปลี่ยนกลุ่ม เช่น แต่ ดังนั้น การคูณจำนวนเต็ม 1. การคูณจำนวนเต็มบวกด้วยจำนวนเต็มบวก การคูณจำนวนเต็มบวกด้วยจำนวนเต็มบวก คือการคูณจำนวนนับด้วยจำนวน นับ เช่น 3 × 4 = 4 + 4 + 4 = 12 4 × 5 = 5 + 5 + 5 + 5 = 20 5 × 2 = 2 + 2 + 2 + 2 + 2 = 10 การคูณจำนวนเต็มบวกด้วยจำนวนเต็มบวก จะได้คำตอบเป็นจำนวนเต็มบวกที่มีค่า สัมบูรณ์ของสองจำนวนนั้น 2. การคูณจำนวนเต็มบวกด้วยจำนวนเต็มลบ การคูณจำนวนเต็มบวกด้วยจำนวนเต็มลบ สามารถหาผลคูณโดยใช้ความหมายของ การคูณและการบวกจำนวนเต็มลบ เช่น 3 × (-4) = (-4) + (-4) + (-4) = -12 2 × (-6) = (-6) + (-6) = -12 5 × (-8) = (-8) + (-8) + (-8) + (-8) + (-8) = -40 การคูณจำนวนเต็มบวกด้วยจำนวนเต็มลบ จะได้คำตอบเป็นจำนวนเต็มลบที่มีค่า สัมบูรณ์เท่ากับผลคูณของค่าสัมบูรณ์ของสองจำนวนนั้น 3. การคูณจำนวนเต็มลบด้วยจำนวนเต็มบวก จำนวนเต็มมีสมบัติการสลับที่สำหรับการคูณ ดังนั้นในการคูณจำนวนเต็มลบด้วย จำนวนเต็มบวกจึงหาผลคูณได้โดยใช้สมบัติการสลับที่ เช่น (-4) × 2 = 2 × (-4) = -8 (-12) × 3 = 3 × (-12) = -36 (-7) × 8 = 8 × (-7) = -56 การคูณจำนวนเต็มลบด้วยจำนวนเต็มบวกได้คำตอบเป็นจำนวนเต็มลบที่มีค่า สัมบูรณ์เท่ากับผลคูณของค่าสัมบูรณ์ของสองจำนวนนั้น 4. การคูณจำนวนเต็มลบด้วยจำนวนเต็มลบ การคูณจำนวนเต็มลบด้วยจำนวนเต็มลบจะได้คำตอบเป็นจำนวนเต็มบวกที่มีค่า สัมบูรณ์เท่ากับผลคูณของค่าสัมบูรณ์ของสองจำนวนนั้น เช่น (-3) × (-6) = 18 (-4) × (-8) = 32
24 (-9) × (-3) = 27 การคูณจำนวนเต็มใดๆ ด้วยศูนย์กรือการคูณศูนย์ด้วยจำนวนเต็มมใดๆ จะได้ คำตอบเป็นศูนย์ นั่นคือ a × 0 = 0 × a = 0 เมื่อ a แทนจำนวนเต็มใดๆ การคูณจำนวนเต็มใดๆ ด้วยหนึ่งหรือการคูณหนึ่งด้วยจำนวนเต็มใดๆ จะได้คำตอบ เป็นจำนวนเต็มนั้นเสมอ นั่นคือ a × 1 = 1 × a = a เมื่อ a แทนจำนวนเต็มใดๆ เมื่อ a และ b แทนจำนวนใดๆ ในทางคณิตศาสตร์อาจเขียนแทน a × b ด้วย a • b หรือ ab หรือ (a)(b) เช่น 8 • 6 หมายถึง 8 × 6 3(-4)(-2) หมายถึง 2 × (-4) × (-2) ตัวอย่างที่ 1 จงหาผลคูณ (-15) × (-7) วิธีทำ (-15) × (-7) = 105 = 105 ตอบ 105 ตัวอย่างที่ 2 จงหาผลคูณ (-13) • 10 วิธีทำ (-13) • 10 = -130 = -130 ตอบ -130 ตัวอย่างที่ 3 จงหาผลคูณ [(-20)(-2)](-3) วิธีทำ [(-20)(-2)](-3) = 40(-3) = -120 ตอบ 120 ตัวอย่างที่ 4 จงหาผลคูณ 7(-6m) เมื่อแทน m ด้วย -3 วิธีทำ 7(-6m) = 7[(-6)(-3)] = 7 × 18 = 126 ตอบ 126 สรุป การคูณระหว่างจำนวนเต็มสองจำนวน อาศัยเรื่องผลคูณของค่าสัมบูรณ์ของจำนวนทั้ง สอง โดยมีเครื่องหมาย ดังนี้ (+) x (+) = + (+) x (–) = – (–) x (+) = – (–) x (–) = +
25 3. เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือและเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา 3.1 เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2544 : 15) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือนับว่าเป็นการ จัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยใช้กระบวนการกลุ่มให้ผู้เรียนได้มีโอกาสทำงาน ร่วมกันเพื่อผลประโยชน์และเกิดความสำเร็จร่วมกันของกลุ่ม ซึ่งการเรียนแบบร่วมมือมิใช่เป็นเพียงจัด ให้ผู้เรียนทำงานเป็นกลุ่ม เช่น ทำรายงาน ทำกิจกรรมประดิษฐ์หรือสร้างชิ้นงาน อภิปราย ตลอดจน ปฏิบัติการทดลองแล้ว ผู้สอนทำหน้าที่สรุปความรู้ด้วยตนเองเท่านั้น แต่ผู้สอนจะต้องพยายามใช้กล ยุทธ์วิธีให้ผู้เรียนได้ใช้กระบวนการประมวลสิ่งที่มาจากการทำกิจกรรมต่างๆ จัดระบบความรู้สรุปเป็น องค์ความรู้ด้วยตนเองเป็นหลักการสำคัญ ดังนั้น การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือผู้สอนจะต้องเลือก เทคนิคการจัดการเรียนที่เหมาะสมกับผู้เรียน และผู้เรียนจะต้องมีความพร้อมที่จะร่วมกันทำกิจกรรม รับผิดชอบงานของกลุ่มร่วมกัน โดยที่กลุ่มจะประสบความสำเร็จได้ เมื่อสมาชิกทุกคนได้เรียนรู้บรรลุ ตามจุดมุ่งหมายเดียวกัน นั่นคือ การเรียนเป็นกลุ่มหรือเป็นทีมอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง 1 ความหมายของการเรียนแบบร่วมมือ สำหรับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือได้มีนักวิชาการให้ความหมายไว้หลายท่าน ดังนี้ ไสว ฟักขาว (2544 : 192) ได้ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือว่า หมายถึง วิธีการจัดการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ โดยทั่วไปมีสมาชิกกลุ่มละ 4 คน สมาชิกกลุ่มมีความสามารถในการเรียนต่างกัน สมาชิกในกลุ่มจะรับผิดชอบในสิ่งที่ได้รับการสอน และช่วยเพื่อนสมาชิกให้เกิดการเรียนรู้ด้วย มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยมีเป้าหมายในการ ทำงานร่วมกัน คือ เป้าหมายของกลุ่ม อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550 : 121) ได้กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือหรือแบบ มีส่วนร่วม หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถต่างกัน ได้ร่วมมือกัน ทำงานกลุ่มด้วยความตั้งใจและเต็มใจรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ในกลุ่มของตน ทำให้งานของกลุ่ม ดำเนินไปสู่เป้าหมายของงานได้ จากความหมายของการเรียนรู้แบบร่วมมือข้างต้น สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้ แบบร่วมมือ หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่ผู้สอนจัดให้ผู้เรียนแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ประมาณ 4-6 คน เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้โดยการทำงานร่วมกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และร่วมกันรับผิดชอบงาน ในกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย เพื่อให้เกิดเป็นความสำเร็จของกลุ่ม 2 องค์ประกอบสำคัญของการเรียนแบบร่วมมือ อาภรณ์ ใจเที่ยง (2550 : 122) กล่าวถึงองค์ประกอบของการจัดการเรียนแบบร่วมมือ ไว้ว่า ต้องคำนึงถึงองค์ประกอบในการให้ผู้เรียนทำงานกลุ่ม ดังข้อต่อไปนี้
26 1. มีการพึ่งพาอาศัยกัน (Positive Interdependence) หมายถึง สมาชิกในกลุ่มมี เป้าหมายร่วมกัน มีส่วนรับความสำเร็จร่วมกัน ใช้วัสดุอุปกรณ์ร่วมกัน มีบทบาทหน้าที่ทุกคนทั่วกัน ทุกคนมีความรู้สึกว่างานจะสำเร็จได้ต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 2. มีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดในเชิงสร้างสรรค์(Face to Face Promotive Interaction) หมายถึงสมาชิกกลุ่มได้ทำกิจกรรมอย่างใกล้ชิด เช่น แลกเปลี่ยนความคิดเห็น อธิบายความรู้แก่กัน ถามคำถาม ตอบคำถามกันและกัน ด้วยความรู้สึกที่ดีต่อกัน 3. มีการตรวจสอบความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน (Individual Accountability) เป็นหน้าที่ของผู้สอนที่จะต้องตรวจสอบว่า สมาชิกทุกคนมีความรับผิดชอบต่องานกลุ่มหรือไม่ มาก น้อยเพียงใด เช่น การสุ่มถามสมาชิกในกลุ่ม สังเกตและบันทึกการทำงานกลุ่ม ให้ผู้เรียนอธิบายสิ่งที่ ตนเรียนรู้ให้เพื่อนฟัง ทดสอบรายบุคคล เป็นต้น 4. มีการฝึกทักษะการช่วยเหลือกันทำงานและทักษะการทำงานกลุ่มย่อย (Interdependence and Small Groups Skills) ผู้เรียนควรได้ฝึกทักษะที่จะช่วยให้งานกลุ่มประสบ ความสำเร็จ เช่น ทักษะการสื่อสาร การยอมรับและช่วยเหลือกัน การวิจารณ์ความคิดเห็น โดยไม่ วิจารณ์บุคคล การแก้ปัญหาความขัดแย้ง การให้ความช่วยเหลือ และการเอาใจใส่ต่อทุกคนอย่างเท่า เทียมกัน การทำความรู้จักและไว้วางใจผู้อื่น เป็นต้น 5. มีการฝึกกระบวนการกลุ่ม (Group Process) สมาชิกต้องรับผิดชอบต่อการ ทำงานของกลุ่ม ต้องสามารถประเมินการทำงานของกลุ่มได้ว่า ประสบผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด เพราะเหตุใด ต้องแก้ไขปัญหาที่ใด และอย่างไร เพื่อให้การทำงานกลุ่มมีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม เป็นการฝึกกระบวนการกลุ่มอย่างเป็นกระบวนการ จากองค์ประกอบสำคัญของการเรียนรู้แบบร่วมมือ จึงสรุปได้ว่าการเรียนรู้แบบ ร่วมมือนั้นมีองค์ประกอบ 5 ประการด้วยกัน คือ 1. มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน 2. มีปฏิสัมพันธ์ กันอย่างใกล้ชิดในเชิงสร้างสรรค์3. มีความรับผิดชอบของสมาชิกแต่ละคน 4. มีการใช้ทักษะ กระบวนการกลุ่มย่อย 5. มีการใช้กระบวนการกลุ่ม ซึ่งในการเรียนการสอนผู้สอนจะต้องคำนึงถึง องค์ประกอบเหล่านี้เพื่อให้ผู้เรียนสามารถทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม 3 เทคนิคที่ใช้ในการเรียนแบบร่วมมือ พิมพันธ์เดชะคุปต์(2541 : 41) ได้กล่าวไว้ว่า เทคนิคการเรียนแบบร่วมมือมี2 แบบ คือ เทคนิคที่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนและเทคนิคที่ไม่ได้ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอน ในที่นี้ผู้วิจัยสนใจที่จะเลือกใช้เทคนิคที่ไม่ใช้ตลอดกิจกรรมการเรียนการสอนในแต่ละชั่วโมงอาจใช้ใน ขั้นนำหรือจะสอดแทรกในขั้นสอนตอนใดก็ได้หรือใช้ในขั้นสรุป ขั้นทบทวน ขั้นวัดผลของคาบเรียนใด คาบเรียนหนึ่งตามที่ครูผู้สอนกำหนดเทคนิควิธีเรียนแบบร่วมมือที่มีลักษณะต่าง ๆ ดังนี้
27 1. เทคนิคการพูดเป็นคู่ (Rally robin) เทคนิคการพูดเป็นคู่ (Rally robin) เป็น เทคนิควิธีเรียนแบบร่วมมือที่นักเรียนแบ่งเป็นกลุ่มย่อย แล้วครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้พูด ตอบ แสดงความคิดเห็นเป็นคู่ ๆ แต่ละคู่จะผลัดกันพูด และฟังโดยใช้เวลาเท่าๆ กัน 2. เทคนิคการเขียนเป็นคู่ (Rally table) เป็นเทคนิคคล้ายกับการพูดเป็นคู่ ต่างกัน เพียงแต่ละคู่ผลัดกันเขียนหรือวาดแทนการพูด 3. เทคนิคการพูดรอบวง (Round robin) เป็นเทคนิคที่เปิดโอกาสให้นักเรียนใน กลุ่มผลัดกันพูด ตอบ อธิบาย ซึ่งเป็นการพูดที่ผลัดกันทีละคนตามเวลาที่กำหนดจนครบ 4 คน 4. เทคนิคการเขียนรอบวง (Round table) เป็นเทคนิคที่เหมือนกับการพูดรอบวง แตกต่างกันที่เน้นการเขียนแทนการพูด เมื่อครูถามปัญหาหรือให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น นักเรียน จะผลัดกันเขียนลงในกระดาษที่เตรียมไว้ทีละคนตามเวลาที่กำหนด 5. เทคนิคการเขียนพร้อมกันรอบวง (Simultaneous round table) เทคนิคนี้ เหมือนการเขียนรอบวง แตกต่างกันที่เน้นให้สมาชิกทุกคนในกลุ่มเขียนคำตอบพร้อมกัน 6. เทคนิคคู่ตรวจสอบ (Pairs check) เป็นเทคนิคที่ให้สมาชิกในกลุ่มจับคู่กัน ทำงาน เมื่อได้รับคำถามหรือปัญหาจากครู นักเรียนคนหนึ่งจะเป็นคนทำและอีกคนหนึ่งทำหน้าที่ เสนอแนะหลังจากที่ทำข้อที่ 1 เสร็จ นักเรียนคู่นั้นจะสลับหน้าที่กัน เมื่อทำเสร็จครบแต่ละ 2 ข้อ แต่ละคู่จะนำคำตอบมาและเปลี่ยนและตรวจสอบคำตอบของคู่อื่น 7. เทคนิคร่วมกันคิด (Numbered heads together) เทคนิคนี้แบ่งนักเรียน เป็นกลุ่มด้วยกลุ่มละ 4 คน ทีมีความสามารถคละกัน แต่ละคนมีหมายเลขประจำตัวแล้วครูถาม คำถาม หรือมอบหมายงานให้ทำ แล้วให้นักเรียนได้อภิปรายในกลุ่มย่อยจนมั่นใจว่าสมาชิกในกลุ่มทุก คนเข้าใจคำตอบ ครูจึงเรียนหมายเลขประจำตัวผู้เรียน หมายเลขที่ครูเรียกจะเป็นผู้ตอบคำถาม ดังกล่าว 8. เทคนิคการเรียงแถว (Line-ups) เป็นเทคนิคที่ง่าย ๆ โดยให้นักเรียนยืนแถว เรียงลำดับภาพ คำ หรือสิ่งที่ครูกำหนดให้เช่น ครูให้ภาพต่าง ๆ แก่นักเรียน แล้วให้นักเรียนยืน เรียงลำดับภาพขั้นตอนของวงจรชีวิตของแมลง ห่วงโซ่อาหาร เป็นต้น 9. เทคนิคการแก้ปัญหาด้วยจิ๊กซอ (Jigsaw problem solving) เป็นเทคนิคที่ สมาชิกแต่ละคนคิดคำตอบของตนไว้ แล้วนำคำตอบของแต่ละคนมารวมกัน เพื่อแก้ปัญหาให้ได้ คำตอบที่สมบูรณ์เหมาะสมที่สุด 10. เทคนิควงกลมซ้อน (Inside–outside circle) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนนั่ง หรือยืนเป็นวงกลมซ้อนกัน 2 วง จำนวนเท่ากัน วงในหันหน้าออก วงนอกหันหน้าเข้านักเรียนที่อยู่ ตรงกับจับคู่กันเพื่อสัมภาษณ์ซึ่งกันและกัน หรืออภิปรายปัญหาร่วมกัน จากนั้นจะหมุนเวียนเพื่อ เปลี่ยนคู่ใหม่ไปเรื่อย ๆ ไม่ซ้ำคู่กัน โดยนักเรียนวงนอกและวงในเคลื่อนไปในทิศทางตรงข้ามกัน
28 11. เทคนิคแบบมุมสนทนา (Corners) เป็นเทคนิควิธีที่ครูเสนอปัญหา และ ประกาศมุมต่าง ๆ ภายในห้องเรียนแทนแต่ละข้อ แล้วนักเรียนแต่ละกลุ่มย่อยเขียนหมายเลขข้อที่ ชอบมากกว่า และเคลื่อนเข้าสู่มุมที่เลือกไว้ นักเรียนร่วมกันอภิปรายภายในกลุ่มตามมุมต่าง ๆ หลังจากนั้นจะเปิดโอกาสให้นักเรียนในมุมใดมุมหนึ่งอภิปรายเรื่องราวที่ได้ศึกษาให้เพื่อนในมุมอื่นฟัง 12. เทคนิคการอภิปรายเป็นคู่ (Pair discussion) เป็นเทคนิคที่ครูกำหนดหัวข้อ หรือคำถาม แล้วให้สมาชิกทีนั่งใกล้กันร่วมกันคิดและอภิปรายเป็น 13. เทคนิคเพื่อนเรียน (Partners) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนในกลุ่มจับคู่เพื่อ ช่วยเหลือนักเรียนในบางครั้งคู่หนึ่งอาจไปขอคำแนะนำ คำอธิบายจากคู่อื่น ๆ ที่คาดว่าจะมีความ เข้าใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวดีกว่าและเช่นเดียวกันเมื่อนักเรียนคู่นั้นเกิดความเข้าใจที่แจ่มชัดแล้ว ก็จะ เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้นักเรียนคู่อื่น ๆ ต่อไป 14. เทคนิคการคิดเดี่ยว คิดคู่ ร่วมกันคิด (Think – pair - share) เป็นเทคนิคที่ เริ่มจากปัญหาที่ครูผู้สอนกำหนดนักเรียนแต่ละคนคิดหาคำตอบด้วยตนเองก่อนแล้วนำคำตอบไป อภิปรายกับเพื่อน ที่เป็นคู่จากนั้นจึงนำคำตอบของแต่ละคู่มาอภิปรายพร้อมกัน 4 คน เมื่อมั่นใจว่า คำตอบของตนถูกต้องหรือดีทีสุด จึงนำคำตอบเล่าให้เพื่อนทั้งชั้นฟัง 15. เทคนิคการทำเป็นกลุ่ม ทำเป็นคู่และทำคนเดียว (Team - pair - solo) เป็นเทคนิคที่ครูกำหนดปัญหาหรืองานให้แล้วนักเรียนทำงานร่วมกันทั้งกลุ่มจนงานสำเร็จจากนั้นจะ แยกทำงานเป็นคู่จนงานสำเร็จ สุดท้ายนักเรียนแต่ละคนแยกมาทำเองจนสำเร็จได้ด้วยตนเอง 16. เทคนิคการอภิปรายเป็นทีม (Team discussion) เป็นเทคนิคที่ครูกำหนด หัวข้อหรือคำถาม แล้วให้นักเรียนทุกคนในกลุ่มร่วมกันระดมความคิด และพูดอภิปรายพร้อมกัน 17. เทคนิคโครงงานเป็นทีม (Team project) เป็นเทคนิคที่เหมาะสมกับวิชา วิทยาศาสตร์มาก เทคนิคนี้เริ่มจากครูอธิบายโครงงานให้นักเรียนเข้าใจก่อนและกำหนดเวลา และ กำหนดบทบาทที่เท่าเทียมกันของสมาชิกในกลุ่ม และมีการหมุนเวียนบทบาท แจกอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันทำโครงงานที่ได้รับมอบหมาย จากนั้นจะมีการนำเสนอโครงงานของแต่ ละกลุ่ม 18. เทคนิคสัมภาษณ์เป็นทีม (Team – interview) เป็นเทคนิคที่มีการกำหนด หมายเลขของสมาชิกแต่ละคนในกลุ่ม แล้วครูผู้สอนกำหนดหัวข้อและอธิบายหัวข้อให้นักเรียนทั้งชั้น สุ่มหมายเลขของนักเรียนในกลุ่มยืนขึ้นแล้วให้เพื่อนๆ ร่วมทีมเป็นผู้สัมภาษณ์และผลัดกันถาม โดย เรียงลำดับเพื่อนให้ทุกคนมีส่วนร่วมเท่า ๆ กัน เมื่อหมดเวลาตามที่กำหนด คนที่ถูกสัมภาษณ์นั่ง ลง และนักเรียนหมายเลขต่อไปนี้และถูกสัมภาษณ์หมุนเวียนเช่นนี้เรื่อยไปจนครบทุกคน
29 19. เทคนิคบัตรคำช่วยจำ (Color-coded co-op cards) เป็นเทคนิคที่ฝึกให้ นักเรียนจดจำข้อมูลจากการเล่นเกมที่ใช้บัตรคำถาม บัตรคำตอบ ซึ่งนักเรียนแต่ละกลุ่มที่เตรียมบัตร มาเป็นผู้ถาม และมีการให้คะแนนกับกลุ่มที่ตอบได้ถูกต้อง 20. เทคนิคการสร้างแบบ (Formations) เป็นเทคนิคที่ครูผู้สอนกำหนด วัตถุประสงค์หรือสิ่งที่ต้องการให้นักเรียนสร้าง แล้วให้นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันอภิปรายและทำงาน ร่วมกันเพื่อสร้างชิ้นงาน หรือสาธิตงานที่ได้รับมอบหมาย เช่น ให้นักเรียนสาธิตว่าฤดูกาลเกิดขึ้นได้ อย่างไร สาธิตการทำงานของกังหันลม สร้างวงจรของห่วงโซ่อาหาร หรือสายใยอาหาร 21. เทคนิคเกมส่งปัญหา (Send- a-problem) เป็นเทคนิคที่นักเรียนสนุกกับเกม โดยนักเรียนทุกคนในกลุ่มตั้งปัญหาด้วยตัวเองคนละ 1 คำถามไว้ด้านหน้าของบัตรและคำตอบซ่อนอยู่ หลังบัตร นักเรียนแต่ละคนในกลุ่มกำหนดหมายเลขประจำตัว 1-4 เริ่มแรกนักเรียนหมายเลข 4 ส่ง ปัญหาของกลุ่มให้หมายเลข 1 ในกลุ่มถัดไป ซึ่งจะเป็นผู้อ่านคำถามและตรวจสอบคำตอบส่วนสมาชิก คนอื่นในกลุ่มตอบคำถามในข้อถัดไปจะหมุนเวียนให้สมาชิกหมายเลขอื่นตามลำดับ คือ นักเรียน หมายเลข 2 เป็นผู้อ่านคำถาม และตรวจคำตอบจนครบทุกคนในกลุ่ม แล้วเริ่มใหม่ในลักษณะเช่นนี้ ไปเรื่อย ๆ ในรอบต่อ ๆ ไป 22. เทคนิคแลกเปลี่ยนปัญหา (Trade-a-problem) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนแต่ ละคู่ตั้งคำถามเกี่ยวกับหัวข้อที่เรียนและเขียนคำตอบเก็บไว้จากนั้นให้นักเรียนแต่ละคู่แลกเปลี่ยน คำถามกับเพื่อนคู่อื่น แต่ละคู่จะช่วยกันแก้ปัญหาจนเสร็จ แล้วนำมาเปรียบเทียบกับวิธีการแก้ปัญหา ของเพื่อนเจ้าของปัญหานั้น 23. เทคนิคแบบเล่นเลียนแบบ (Match mine) เป็นเทคนิคที่ให้นักเรียนกลุ่มหนึ่ง เรียงวัตถุที่กำหนดให้เหมือนกัน โดยผลัดกันบอกซึ่งแต่ละคนจะทำตามคำบอกเท่านั้นห้ามไม่ให้ ดูกัน วิธีนี้ใช้ประโยชน์ในการฝึกทักษะด้านการสื่อสารให้แก่นักเรียนได้ 24. เทคนิคเครือข่ายความคิด (Team word – webbing) เป็นเทคนิคที่ให้ นักเรียนเขียนแนวคิดหลัก และองค์ประกอบย่อยของความคิดหลักพร้อมกับแสดงความสัมพันธ์ ระหว่างความคิดหลักกับองค์ประกอบย่อยบนแผ่นกระดาษลักษณะของแผนภูมิความรู้ ดังที่กล่าวมาสรุปได้ว่าจากเทคนิคที่ใช้ในการเรียนรู้แบบต่าง ๆ นั้น จะมีองค์ประกอบที่ สำคัญคล้าย ๆ กัน ได้แก่ ความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในทางบวก การปฏิสัมพันธ์ที่ส่งเสริมกันและกัน ความ รับผิดชอบของสมาชิกแต่ละบุคคล การใช้ทักษะระหว่างบุคคล การทำงานกลุ่มย่อย และกระบวนการกลุ่ม ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ทำให้การเรียนรู้แบบร่วมมือแตกต่างออกไปจากการเรียนรู้เป็นกลุ่มแบบดั้งเดิม กล่าวคือ การเรียนเป็นกลุ่มแบบดั้งเดิมนั้น เป็นเพียงการแบ่งกลุ่มการเรียน เพื่อให้นักเรียนปฏิบัติงาน ร่วมกัน แบ่งงานกันทำ สมาชิกในกลุ่มต่างทำงานเพื่อให้งานสำเร็จ เน้นที่ผลงานมากกว่ากระบวนการ ในการทำงาน ดังนั้นนักเรียนบางคนอาจมีความรับผิดชอบในตนเองสูง แต่นักเรียนบางคนอาจไม่มี
30 ความรับผิดชอบ ขอเพียงมีชื่อในกลุ่ม มีผลงานออกมาเพื่อส่งครูเท่านั้น ซึ่งต่างจากการเรียนเป็นกลุ่ม แบบร่วมมือที่ผู้เรียนแต่ละคนต้องมีความรับผิดชอบทั้งต่อตนเองและต่อเพื่อนสมาชิกในกลุ่มด้วย ดังนั้น การเลือกเทคนิคแต่ละลักษณะมาใช้นั้นผู้สอนควรคำนึงถึงความเหมาะสมกับนักเรียนและกิจกรรมการ เรียนการสอนที่จัดขึ้นด้วย 2.4 ประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือ การเรียนแบบร่วมมือเป็นวิธีการเรียนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ทำให้นักเรียนได้ ทำงานร่วมกัน มีเป้าหมายในการทำงานร่วมกัน ซึ่งจะทำให้มีทักษะในการทำงานกลุ่ม ซึ่งมีนักการ ศึกษาได้กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือไว้ ดังนี้ จอห์นสัน และจอห์นสัน (Johnson and Johnson. 2010: 27 อ้างถึงใน ณัฐฎา แสงคำ. 2559) กล่าวถึงประโยชน์ของการเรียนแบบร่วมมือไว้ สรุปได้ 9 ประการ ดังนี้ 1. นักเรียนเก่งที่เข้าใจคำสอนของครูได้ดี จะเปลี่ยนคำสอนของครูเป็นภาษา พูดของนักเรียน แล้วอธิบายให้เพื่อนฟังได้และทำให้เพื่อนเข้าใจได้ดีขึ้น 2. นักเรียนที่ทำหน้าที่อธิบายบทเรียนให้เพื่อนฟัง จะเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้น 3. การสอนเพื่อนเป็นการสอนแบบตัวต่อตัวทำให้นักเรียน ได้รับความเอาใจใส่ และมีความสนใจมากยิ่งขึ้น 4. นักเรียนทุกคนต่างก็พยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เพราะครูคิดคะแนน เฉลี่ยของทั้งกลุ่มด้วย 5. นักเรียนทุกคนเข้าใจดีว่าคะแนนของตน มีส่วนช่วยเพิ่มหรือลดค่าเฉลี่ยของ กลุ่ม ดังนั้นทุกคนต้องพยายามปฏิบัติหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้กลุ่มประสบ ความสำเร็จ 6. นักเรียนทุกคนมีโอกาสฝึกทักษะทางสังคมมีเพื่อนร่วมกลุ่มและเป็นการ เรียนรู้วิธีการทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากเมื่อเข้าสู่ระบบการทำงานอันแท้จริง 7. นักเรียนได้มีโอกาสเรียนรู้กระบวนการกลุ่ม เพราะในการปฏิบัติงานร่วมกัน นั้นก็ต้องมีการทบทวนกระบวนการทำงานของกลุ่มเพื่อให้ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน หรือคะแนน ของกลุ่มดีขึ้น 8. นักเรียนเก่งจะมีบทบาททางสังคมในชั้นมากขึ้น เขาจะรู้สึกว่าเขาไม่ได้เรียน หรือหลบไปท่องหนังสือเฉพาะตน เพราะเขาต้องมีหน้าที่ต่อสังคมด้วย 9. ในการตอบคำถามในห้องเรียน หากตอบผิดเพื่อนจะหัวเราะ แต่เมื่อทำงาน เป็นกลุ่ม นักเรียนจะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ถ้าหากตอบผิดก็ถือว่าผิดทั้งกลุ่ม คนอื่น ๆ อาจจะให้ ความช่วยเหลือบ้าง ทำให้นักเรียนในกลุ่มมีความผูกพันกันมากขึ้น
31 จากข้อมูลข้างต้นสรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ ทำให้นักเรียนที่เรียนเก่ง ช่วยเหลือนักเรียนที่เรียนอ่อน เพื่อต้องการให้กลุ่มมีคะแนนเฉลี่ยที่สูงขึ้น ทำให้บรรยากาศในการเรียน เต็มไปด้วยการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีการแบ่งปันกัน และทำให้ได้เรียนรู้วิธีการทำงานเป็นกลุ่ม ซึ่ง วิธีการนี้จะเป็นประโยชน์กับนักเรียนอย่างมาก 3.2เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบแบบบรรยาย ความหมาย การบรรยาย คือ กระบวนการที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ ที่ กำหนด โดยการเตรียมเนื้อหาสาระ แล้วบรรยาย คือ พูด บอก เล่า อธิบายเนื้อหาสาระหรือสิ่งที่ ต้องการสอนแก่ผู้เรียน ให้ผู้เรียนซักถามแล้วประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วยวิธีการอย่างใด อย่าง หนึ่ง (ทิศนา แขมมณี, 2544, หน้า 13) การ บรรยายเป็นวิธีถ่ายทอดความรู้ที่ใช้กันมานานในการเรียนการสอนในระดับอุดม ศึกษาเนื่องจาก เป็นวิธีที่สะดวก สามารถสอนหรือบรรยายให้ผู้ฟังได้ทีละมากๆ โดยทั่วไปจะใช้ในกรณีที่ต้องการ นำเสนอความรู้ครั้งละมากๆ โดยใช้เวลาไม่มากนักจึงจัดเป็นวิธีสอนที่ประหยัดเวลาในการเรียนการ สอนได้ เป็นอย่างดี วิธีนี้จะเหมาะสมมากหากผู้บรรยายมีความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ มีความรู้ใน เนื้อหานั้นเป็นพิเศษ และต้องการให้ผู้ฟังได้คำอธิบายขยายความ หรือแนวคิดที่แปลกใหม่เป็นข้อมูลที่ หาอ่านจากเอกสารทั่วไปไม่ได้ วัตถุประสงค์ 1. เพื่อผู้เรียนที่มีจำนวนมากได้เรียนเนื้อหาสาระความรู้ที่มีจำนวนมากในเวลาที่จำกัด 2. เพื่อให้ความรู้ประสบการณ์ใหม่แก่ผู้เรียนซึ่งค้นหายากหรือเป็นประสบการณ์เฉพาะของ ผู้สอนเอง 3. เพื่อช่วยนำทางในการศึกษาด้วยตนเอง 4. เพื่อช่วยสรุปประเด็นสำคัญ องค์ประกอบของการสอน 1. มีเนื้อหาสาระ หรือ ข้อความรู้ที่ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ 2. มีการบรรยาย (พูด บอก เล่า อธิบาย) 3. มีผลการเรียนรู้ของผู้เรียนที่เกิดจาการบรรยาย ความมุ่งหมายของวิธีสอนแบบบรรยาย 1. เป็นการสอนที่เน้นเนื้อหาสาระที่นำเสนอโดยครูผู้สอน ผู้บรรยายจะเสนอปัญหาวิธีการ ต่างๆในการแก้ปัญหา และสรุปด้วยว่าวิธีการใดเป็นวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดตามหลักการ 2. เพื่อให้ผู้เรียนได้รับความรู้หลายๆแนวคิดก่อนที่จะสรุปเป็นข้อคิดหรือทางเลือกที่เหมาะสม
32 ขั้นตอนการสอน 1. ขั้นเตรียมการสอน ประกอบด้วย 1.1 วินิจฉัยผู้เรียน โดยพิจารณาถึงพื้นฐานความรู้ ประสบการณ์เดิม ความสามารถขอผู้เรียน อาจใช้วิธีพูดคุย ซักถาม หรือแบบทดสอบก่อนเรียนเพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการ เตรียมเนื้อหาและ วิธีการสอน 1.2 เตรียมเนื้อหา โดยพิจารณาถึงความละเอียด ลึกซึ้ง มากน้อย และตามลำดับของเนื้อหา ให้เหมาะสมกับเวลาและลักษณะของผู้เรียน 1.3 เตรียมคำถาม เพื่อใช้ถามผู้เรียนระหว่างการบรรยาย จะช่วยให้ผู้เรียนตื่นตัวและสนใจได้ ดีขึ้น 1.4 เตรียมสื่อการเรียนการสอน โดยเตรียมสื่อให้พร้อมอยู่ในสภาพใช้การได้ดีอาจเป็น สไลด์ แผ่นใส ภาพ ฯลฯจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจบทเรียนได้ดียิ่งขึ้น 1.5 ขั้นเตรียมการวัดและประเมินผล อาจจัดทำเป็นการทดสอบหลังเรียน เพื่อ วัดดูว่า ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้หรือไม่ หรือมากน้อยเพียงไร 2. ขั้นสอน ประกอบด้วย 2.1 ขั้นนำ อาจใช้วิธี 1) ซักถามพูดคุยกับผู้เรียน เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเรียน 2) ทบทวนการบรรยายในครั้งก่อนเพื่อเชื่อมโยงกับเรื่องใหม่ 2.2 ขั้นอธิบาย เป็นขั้นสำคัญที่จะทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาที่เรียน ผู้สอนควรได้ดำเนินการ ดังนี้ 1) บอกโครงเรื่อง เครือข่ายของเนื้อหา และแจ้งจุดประสงค์ของบทเรียน 2) อธิบายให้ชัดเจนตามลำดับเนื้อหาอย่างต่อเนื่องกัน 3) สังเกตปฏิกิริยาตลอดเวลาเพื่อการย้ำหรือหยุดทบทวนใหม่ 4) ถามคำถามในบางตอนเพื่อกระตุ้นความสนใจของผู้เรียน 5) ยกตัวอย่างประกอบ เพื่อเพิ่มความแจ่มแจ้งในบทเรียน 6) ใช้น้ำเสียง บุคลิกภาพ ท่าทีการพูดอธิบาย การใช้ภาษา อารมณ์ขันที่เหมาะสม 1.3 ขั้นสรุป เป็นการปิดท้ายชั่วโมงการบรรยาย อาจใช้วิธี 1) สรุปโยงเนื้อหาตั้งแต่ต้นจนจบ 2) ตั้งปัญหาให้ผู้เรียนได้คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ 3) ฝากปัญหาให้ผู้เรียนไปคิดต่อ 4) เปิดโอกาสให้ผู้เรียนไดซักถามปัญหา 5) มอบหมายงายให้ผู้เรียนไปค้นคว้าต่อเพิ่มเติม 6) บอกล่วงหน้าถึงเนื้อหาที่จะเรียนในครั้งต่อไป
33 3. ขั้นติดตามผล ประกอบด้วย 3.1วัดและประเมินผลผู้เรียน โดยอาจใช้วิธี 1) ตรวจสมุดบันทึกที่ผู้เรียนจดบรรยาย 2) ถามคำถามในเนื้อหาที่บรรยาย 3) ให้ทำข้อสอบหรือแบบฝึกหัดเพิ่มเติม 3.2 วัดผล ประเมินผลผู้สอน โดยอาจใช้วิธี 1) จัดทำแบบสอบถามให้ผู้เรียนได้ทราบความคิดเห็น เกี่ยวกับวิธีการสอน การอธิบาย การใช้น้ำเสียง บุคลิกท่าทาง 2) ให้เพื่อนครูได้เข้าสังเกตการณ์สอน แล้วให้ข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นประโยชน์ในการสอน 3) บันทึกการบันยายของตนแล้วนำไปพิจารณา ประเมิน ข้อดีของการสอนแบบบรรยาย 1. ประหยัดเวลา เพราะสามารถใช้กับผู้เรียนได้จำนวนมาก 2. ผู้สอนสามารถนำความรู้ที่เป็นจุดเด่นจากตำราหลายๆ เล่มมาประมวล บูรณาการไว้ ด้วยกันในการบรรยาย 3. สำหรับเนื้อหายุ่งยากและซับซ้อน ผู้เรียนได้ฟังบรรยายแล้วจะเข้าใจง่ายกว่าไปศึกษา ค้นคว้าด้วยตนเอง ซึ่งต้องใช้เวลานานมากกว่า และอาจไม่เข้าใจ 4. ผู้เรียนได้ฟังความคิดเห็นหรือข้อชี้แนะจากผู้สอนที่มีความรู้และประสบการณ์มากกว่าทำ ให้เกิดแรงจูงใจที่จะเรียนดีขึ้น 5. ดำเนินการสอนได้รวดเร็ว 6. ผู้เรียนไม่ต้องทำงานมาก รับรู้เรื่องราวได้โดยตรง 7. เหมาะสมกับเนื้อหาที่มีความยุ่งยาก ซับซ้อน 8. ฟังการบรรยายก็เข้าใจง่ายกว่าค้นหาเอง ข้อเสียของการสอนแบบบรรยาย 1. ถ้าใช้บ่อยๆ โดยไม่พิจารณาความเหมาะสม อาจทำให้ผู้เรียนเบื่อหน่าย เพราะผู้เรียนมี ส่วนร่วมใน กิจกรรมการเรียนการสอนด้วย 2. ไม่เอื้อต่อการคิดวิเคราะห์ และสังเคราะห์ซึ่งเป็นความสามารถทางปัญญาชั้นสูง 3. ไม่ค่อยเกิดการพัฒนาด้านเจตคติและทักษะพิสัย 4. เป็นการสอนที่เน้นครูหรือผู้สอนเป็นศูนย์กลาง 5. ความรู้ที่ได้รับจากการฟังเพียงอย่างเดียวอาจลืมง่าย เป็นความทรงจำที่ไม่ถาวร 6. ผู้สอนต้องรู้จักการสร้างบรรยากาศด้วยวาทศิลป์ เพื่อมิให้ผู้ฟังสูญเสียความสนใจ 7. ครูควรแสดงท่าทางประกอบการเคลื่อนไหวบ้างพอสมควรอย่าให้มากเกินไป 8. ครูควรบรรยายจากข้อมูลไปหาข้อสรุปหรือกฎเกณฑ์จะช่วยให้เด็กได้พัฒนาทางด้าน ความคิดเป็นอย่างมาก 9. ควรมีการซักถามเด็กบ้างระหว่างที่บรรยายเช่น ให้ช่วยออกความคิดเห็นต่างๆ เป็นต้น
34 10. เสียงดังชัดเจนมีการเน้นสูงต่ำเป็นจังหวะ 11. ใช้ภาษาและคำพูดง่ายๆ ให้เด็กฟังแล้วเข้าใจ 12. ครูควรใช้รูปภาพหรือวัสดุอื่นประกอบคำอธิบาย 13. เป็นวิธีการสอนผู้เรียนมีบทบาทน้อยจึงทำให้ผู้เรียนขาดความสนใจในการบรรยาย 14. เป็นวิธีการสอนที่ไม่สามารถสนองตอบความต้องการและความแตกต่างระหว่างบุคคล 4. แนวคิดและวิธีการสร้างแบบทดสอบ ราตรี นันทสุคนธ์ (2555 : 149) ได้กล่าวไว้ว่า เครื่องมือที่ใช้ในการวัดพฤติกรรมด้าน พุทธิพิสัยที่สำคัญและใช้มากในทางการศึกษา คือ ข้อสอบ หรือ แบบทดสอบ และผู้สอนส่วนใหญ่ มักจะใช้ผลจากการใช้แบบทดสอบให้ผู้เรียนตอบมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินผลการเรียน หรือตัดสิน ผลต่าง ๆ ดังนั้น การที่จะแปลความหมายหรือตัดสินผลให้มีความเที่ยงตรง เครื่องมือที่สร้างขึ้นมาต้อง สามารถวัดในสิ่งที่ต้องการวัด วัดได้คงที่ มีความยากพอเหมาะ มีอำนาจจำแนก ดังนั้นเพื่อคุณภาพ ดังกล่าว ผู้สอนจำต้องมีขั้นตอนในการสร้างแบบทดสอบ และเมื่อสร้างแบบทดสอบแล้ว ก็ต้องมี วิธีการดำเนินการสอบที่เหมือนกัน จะได้แปลความหมายได้เหมือนกัน 4.1 การวางแผนการสร้างแบบทดสอบ การวางแผนในการสร้างแบบทดสอบจะต้องดำเนินการก่อนที่จะลงมือเขียน ข้อสอบแต่ละข้อ เพื่อให้ข้อสอบนั้นสามารถวัดได้ครอบคลุมและตรงตามที่ต้องการทั้งแบบทดสอบรวม (Summative Test) และแบบทดสอบย่อย (Formative Test) มีขั้นตอนในการวางแผนดังนี้ 1. กำหนดจุดมุ่งหมายในการสอบ 1.1 จุดมุ่งหมายเกี่ยวกับการประเมินผล การสร้างแบบทดสอบจะต้องสร้าง ตามจุดประสงค์ของการประเมินผล ถ้าเป็นการประเมินผลตามเนื้อหาย่อย ก็จะสร้างข้อคำถามเป็น แบบทดสอบย่อย เพื่อใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอนและหาจุดบกพร่องของนักเรียน ถ้าเป็นการ ประเมินผลตามเนื้อหารวม ก็จะสร้างเป็นแบบทดสอบรวม เพื่อใช้ในการประเมินผลปลายเทอมหรือ ปลายปีของนักเรียนโดยเอาผลการสอบของแต่ละคนมาเปรียบเทียบกันว่าควรจะสอบได้เกรดในระดับ ใดเป็นต้น 1.2 จุดมุ่งหมายทั่วไปและจุดมุ่งหมายเฉพาะวิชา ต้องกำหนดจุดมุ่งหมาย ทั่วไปให้ชัดเจนบางวิชาก็จะมีจุดมุ่งหมายเฉพาะวิชาด้วย เพื่อกำหนดทิศทางของการสอน ในแต่ละ เนื้อหาวิชานั้นมุ่งให้นักเรียนเกิดพฤติกรรมอะไร ถ้าเป็นแบบทดสอบย่อยจะต้องเขียนเป็นจุดมุ่งหมาย เชิงพฤติกรรม เป็นต้น 2. ศึกษาทฤษฎีและเอกสารที่เกี่ยวข้องกับลักษณะของแบบทดสอบที่จะ สร้าง เพื่อรู้วิธีการเขียนข้อสอบได้ถูกต้องตามจุดมุ่งหมายที่กำหนดไว้ เช่น ศึกษาวิธีการเขียนข้อ คำถามของ Bloom หรือนักวัดผลคนอื่น ๆ 3. ทำตารางวิเคราะห์หลักสูตร เพื่อที่จะกำหนดสิ่งที่จะวัดว่าวัดเนื้อหาอะไร จำนวนเท่าใด และควรตั้งคำถามวัดพฤติกรรมอะไรบ้าง ซึ่งขั้นนี้สำคัญมาก เป็นขั้นที่จะทำให้
35 แบบทดสอบมีคุณภาพในด้านความเที่ยงตรง และสามารถสร้างข้อสอบให้ครอบคลุมเนื้อหาที่ทำการ สอนได้ 4. กำหนดรูปแบบของข้อสอบที่จะใช้ในการวัด จะต้องพิจารณาว่า แบบทดสอบที่สร้างขึ้นได้ตรงตามจุดมุ่งหมายในการวัดนั้น ควรจะใช้แบบทดสอบชนิดใด เช่น แบบทดสอบเติมคำ จับคู่หรือเลือกตอบ เป็นต้น 5. ขั้นดำเนินการสร้างแบบทดสอบ 5.1 เขียนข้อคำถาม จะต้องเขียนข้อคำถามให้สอดคล้องกับเนื้อหาและ พฤติกรรมที่จะวัดหรือให้สอดคล้องกับตารางวิเคราะห์หลักสูตรนั่นเอง 5.2 พิจารณาเลือกข้อคำถามที่เหมาะสมและวัดได้ตามที่ต้องการจะวัดและ ข้อคำถามหรือข้อสอบควรจะเป็นตัวแทนของสิ่งที่ได้สอนไปแล้ว 5.3 จัดทำรูปเล่ม บางตอนของแบบทดสอบควรจะมีคำชี้แจงในการทำให้ ชัดเจนพร้อมทั้งพิมพ์รูปเล่มขึ้นมา 5.4 ทำเฉลย เพื่อเป็นการตรวจความถูกต้องของข้อสอบ ก่อนที่จะนำ ข้อสอบไปใช้จริง 5.5 จัดเตรียมแบบทดสอบให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียนที่ใช้สอบ 6. ขั้นใช้แบบทดสอบ เป็นการนำไปทำการทดสอบกับนักเรียน 7. ขั้นตรวจและใช้ผลการวัด เป็นการรวบรวมคำตอบของนักเรียนมาตรวจให้ คะแนนตามที่ได้กำหนดไว้แล้ว แล้วนำผลไปดำเนินการ ดังนี้ 7.1 แปลงคำตอบของเด็กให้เป็นคะแนนแล้วจดบันทึก 7.2 รวบรวมคะแนนของนักเรียนมาประเมินผลตามจุดมุ่งหมายที่สร้าง แบบทดสอบ 8. ขั้นตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ เป็นการนำคะแนนจาการตรวจสอบมา ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบ เช่น ความเที่ยงตรง ความเชื่อมั่น อำนาจจำแนกและความยาก ง่ายของแบบทดสอบ เพื่อปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น จากแนวคิดและวิธีการสร้างแบบทดสอบ สรุปได้ว่า เครื่องมือที่ผู้สอนใช้ในการวัดพฤติกรรม ด้านพุทธิพิสัยของนักเรียน คือ แบบทดสอบ ซึ่งคะแนนที่ได้จากการใช้แบบทดสอบนั้นจะเป็นเกณฑ์ใน การตัดสินผลการเรียน ผู้สอนจึงจำเป็นต้องมีการวางแผนการสร้างแบบทดสอบโดยจะต้องดำเนินการ ก่อนจะลงมือเขียนข้อสอบแต่ละข้อ และปฏิบัติตามขั้นตอนทั้ง 8 ข้อ 5. ประสิทธิภาพของเทคนิคการสอนแบบร่วมมือ การตรวจสอบคุณภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนทำได้หลายวิธีวิธีหนึ่งคือการหา ประสิทธิภาพของนวัตกรรมการเรียนการสอนตามเกณฑ์ E1/ E2 ที่ตั้งไว้ การหาประสิทธิภาพตามวิธีนี้ อยู่บนฐานแนวคิดว่า หากนวัตกรรมการเรียนการสอนนั้นมีประสิทธิภาพจริง เมื่อนักเรียนได้ดำเนิน กิจกรรมตามขั้นตอนต่าง ๆ ของนวัตกรรมนั้นครบถ้วนทุกขั้นตอนแล้ว คะแนนเฉลี่ยร้อยละที่ได้จาก
36 การดำเนินกระบวนการระหว่างเรียนของนักเรียนทั้งกลุ่มจะมีค่าใกล้เคียงกับคะแนนเฉลี่ยร้อยละที่ได้ จากการทดสอบหลังเรียน โดยไม่ควรมีค่าแตกต่างกันเกินร้อยละ 5 E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ ที่ได้จากการ ทดสอบย่อย ในการทำกิจกรรมในระหว่างเรียนทุกกิจกรรม E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์หมายถึง คะแนนเฉลี่ยคิดเป็นร้อยละ ที่ได้จากการทดสอบ หลังเรียน 5.1 การกำหนดเกณฑ์การหาประสิทธิภาพ การกำหนดเกณฑ์E1 / E2 ให้มีค่าเท่าใด ควรกำหนดโดยยึดเกณฑ์ในการพิจารณา ตามเกณฑ์มาตรฐาน ดังนี้ 1. เนื้อหาวิชาที่เป็นความรู้ ความจำ ควรตั้งเกณฑ์ให้สูงไว้ คือ 80/80, 85/85, 90/90 2. เนื้อหาวิชาที่เป็นทักษะหรือเจตคติ อาจตั้งเกณฑ์ให้ต่ำลงมาได้เล็กน้อย คือ 70/70, 75/75 หรือตั้งเกณฑ์สูงกว่านี้ก็ได้ 5.2 การคำนวณหาประสิทธิภาพ การคำนวณหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) มีวิธีการคำนวณ ดังนี้(พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2548 : 120) 1. การคำนวณหาประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) 1 x N ×100 A E = เมื่อ E1 แทน ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ x แทน คะแนนรวมของนักเรียนที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม A แทน คะแนนเต็มของแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม N แทน จำนวนนักเรียน (กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด) 2. การคำนวณหาประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) 2 F N ×100 B E = เมื่อ E 2 แทน ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ F แทน คะแนนรวมของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียน (กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด)
37 5.3 การยอมรับประสิทธิภาพ 1. ได้ค่าประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ เช่น ตั้งเกณฑ์ไว้ 90/90 แล้วคำนวณ ค่าประสิทธิภาพได้ 95/92 2. ได้ค่าประสิทธิภาพเท่ากับเกณฑ์ที่ตั้งไว้พอดี เช่น ตั้งเกณฑ์ไว้ 80/80 แล้ว คำนวณค่าประสิทธิภาพได้ 80/80 3. ได้ค่าประสิทธิภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ไม่เกิน 2.5 % 6. ความพึงพอใจ 6.1 ความหมายของความพึงพอใจ ทวีพงษ์ หินคำ (2551 : 8) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจว่าเป็นความชอบของ บุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึงสามารถลดความดึงเครียดและตอบสนองความต้องการของบุคคลได้ทำ ให้เกิดความพึงพอใจต่อสิ่งนั้น ธนียา ปัญญาแก้ว (2551 : 12) ได้ให้ความหมายว่า สิ่งที่ทำให้เกิดความพึงพอใจที่ เกี่ยวกับลักษณะของงาน ปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่ความพอใจในงานที่ทำ ได้แก่ ความสำเร็จ การยกย่อง ลักษณะงาน ความรับผิดชอบ และความก้าวหน้า เมื่อปัจจัยเหล่านี้อยู่ต่ำกว่า จะทำให้เกิดความไม่ พอใจงานที่ทำ ถ้าหากงานให้ความก้าวหน้า ความท้าท้าย ความรับผิดชอบ ความสำเร็จและการยก ย่องแก่ผู้ปฏิบัติงานแล้ว พวกเขาจะพอใจและมีแรงจูงใจในการทำงานเป็นอย่างมาก วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม (2541 : 754) ให้ความหมายของความพึงพอใจว่า หมายถึง ความพอใจ การทำให้พอใจ ความสาแก่ใจ ความหนำใจ ความจุใจ ความแน่ใจ การชดเชย การไถ่บาป การแก้แค้นสิ่งที่ชดเชย วิรุฬ พรรณเทวี (2552 : 11) ให้ความหมายไว้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึก ภายในจิตใจของมนุษย์ที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งเป็นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะคาดหมายกับสิ่งหนึ่ง สิ่งใด อย่างไร ถ้าคาดหวังหรือมีความตั้งใจมากและได้รับการตอบสนองด้วยดี จะมีความพึงพอใจมากแต่ ในทางตรงกันข้ามอาจผิดหวังหรือไม่พึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง เมื่อไม่ได้รับการตอบสนองตามที่คาดหวังไว้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ตนตั้งใจไว้ว่าจะมีมากหรือน้อย กาญจนา อรุณสุขรุจี (2556 : 5) กล่าวว่า ความพึงพอใจของมนุษย์ เป็นการ แสดงออกทางพฤติกรรมที่เป็นนามธรรม ไม่สามารถมองเห็นเป็นรูปร่างได้ การที่เราจะทราบว่า บุคคล มีความพึงพอใจหรือไม่ สามารถสังเกตโดยการแสดงออกที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน และต้องมีสิ่งที่ตรงต่อ ความต้องการของบุคคล จึงจะทำให้บุคคลเกิดความพึงพอใจ ดังนั้นการสร้างสิ่งเร้าจึงเป็นแรงจูงใจ ของบุคคลนั้นให้เกิดความพึงพอใจในงานนั้น จากความหมายที่กล่าวมาทั้งหมด สามารถสรุปความหมายของความพึงพอใจได้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกของบุคคลในทางบวก ความชอบ ความสบายใจ ความสุขใจต่อ สภาพแวดล้อมในด้านต่าง ๆ หรือเป็นความรู้สึกที่พอใจต่อสิ่งที่ทำให้เกิดความชอบ ความสบายใจ และเป็นความรู้สึกที่บรรลุถึงความต้องการ
38 6.2 ความสำคัญของความพึงพอใจ กมล ชวนวัน (2552 : 11) ได้กล่าวไว้ว่า ความพึงพอใจมีความสำคัญต่อบุคคล งาน และหน่วยงาน ดังนี้ 1. ความสำคัญต่อบุคคล 1.1 ทำให้เป็นสุข 1.2 ทำให้เกิดแรงจูงใจและกาลังใจดี 1.3 ทำให้เชื่อมั่นในตนเองและผู้อื่น 1.4 ทำให้บุคคลแสดงศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ 2. ความสำคัญต่องาน 2.1 ทำให้งานบังเกิดความสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ 2.2 ทำให้เกิดความร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติงาน 2.3 ทำให้ระบบงานดาเนินไปด้วยความราบรื่นเรียบร้อย 3. ความสำคัญต่อหน่วยงาน 3.1 ทำให้หน่วยงานมีบรรยากาศที่ดี 3.2 ทำให้หน่วยงานมีภาพลักษณ์ที่ดี 3.3 ทำให้หน่วยงานมีความรัก ความสามัคคีและเป็นพลังที่จะผลักดันให้ หน่วยงานเจริญก้าวหน้า จากที่กล่าวมาสรุปได้ว่าความพึงพอใจมีความสำคัญต่อบุคคล งาน และหน่วยงาน ทำให้บุคคลปฏิบัติงานด้วยความสุข บุคคลแสดงศักยภาพของตนอย่างเต็มที่ ทำให้งานที่ทำนั้นประสบ ผลสำเร็จอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดภาพลักษณ์ที่ดีต่อหน่วยงาน 6.3 การวัดความพึงพอใจ ภณิดา ชัยปัญญา (2551 : 11) ได้กล่าวไว้ว่า การวัดความพึงพอใจนั้น สามารถทำ ได้หลายวิธีดังต่อไปนี้ 1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ออกแบบสอบถาม ต้องการทราบความคิดเห็นซึ่ง สามารถกระทำได้ในลักษณะกำหนดคำตอบให้เลือก หรือตอบคำถามอิสระ คำถามดังกล่าว อาจถาม ความพอใจในด้านต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ตอบทุกคนมาเป็นแบบแผนเดียวกัน มักใช้ในกรณีที่ต้องการข้อมูล กลุ่มตัวอย่างมาก ๆ วิธีนี้นับเป็นวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดในการวัดทัศนคติ รูปแบบของแบบสอบถาม จะใช้มาตรวัดทัศนคติ ซึ่งที่นิยมใช้ในปัจจุบันวิธีหนึ่ง คือ มาตราส่วนแบบลิเคิร์ท ประกอบด้วย ข้อความที่แสดงถึงทัศนคติของบุคคลที่มีต่อสิ่งเร้าอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีคำตอบที่แสดงถึงระดับ ความรู้สึก 5 คำตอบ เช่น มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย น้อยที่สุด 2. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการที่ผู้วิจัยจะต้องออกไปสอบถามโดยการพูดคุย โดยมีการ เตรียมแผนงานล่วงหน้า เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริงมากที่สุด 3. การสังเกต เป็นวิธีวัดความพึงพอใจ โดยการสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะแสงดออกจากการพูดจา กริยา ท่าทาง วิธีนี้ต้องอาศัยการกระทำอย่างจริงจัง และสังเกตอย่าง มีระเบียบแบบแผน วิธีนี้เป็นวิธีการศึกษาที่เก่าแก่ และยังเป็นที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน
39 จากการศึกษาการวัดความพึงพอใจ สรุปได้ว่าการวัดความพึงพอใจเป็นการบอกถึง ความชอบของบุคคลที่มีต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งสามารถวัดได้หลายวิธี การสัมภาษณ์ การใช้แบบสอบถาม ความคิดเห็น การใช้แบบสำรวจความรู้สึก 7. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประภัสสร วชิรนิมิต (2556 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาวิจัยในชั้นเรียน การคิดวิเคราะห์การ แก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์การคูณการหาร ตามธรรมชาติของวิชาคณิตศาสตร์เป็นวิชาที่เน้นให้ผู้เรียน รู้จักการคิดวิเคราะห์แก้ไขปัญหา อย่างมี เหตุผลแต่การคิดวิเคราะห์จะต้องมาจากการอ่าน ความ เข้าใจในค าหรือภาษาแต่จากการสอน พบว่า นักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 บางคนไม่สามารถ วิเคราะห์และแก้ไขปัญหาโจทย์ได้เนื่องจาก ไม่เข้าใจในความหมาย ของค า ในประโยคสาเหตุนี้จึงเป็น ที่มาของการท าวิจัยเพื่อเป็นการช่วยเหลือให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียน วิชาคณิตศาสตร์ให้ดี ขึ้น จุไรรัตน์ สร้อยมาลุน (2549 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การแก้ปัญหาการขาดทักษะ เรื่องการแก้โจทย์ปัญหาการคูณ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล 1 (บ้านโพธิ์กลาง) โดยใช้ แบบฝึกทักษะ การเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์จะเรียนได้ดีถ้าเรียนด้วยความตั้งใจ ได้สังเกต ได้คิดวิเคราะห์ หาเหตุผล เกิดกระบวนการคิด และมีเทคนิควิธีการคิด ก็จะทำให้คิดเป็นและคิดได้รวดเร็ว คิดได้มาก หลากหลายวิธี ก็จะส่งเสริมให้เป็นคนที่คิดเร็วและคิดเก่ง อยากเรียน และอยากใฝ่รู้ กิจกรรมการเรียน การสอนวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 พบว่านักเรียนมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา การคูณ อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากไม่ค่อยได้ฝึกทักษะการคิดแก้ปัญหา ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะแก้ปัญหา นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 10 คน โดยใช้แบบฝึกทักษะ การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อให้นักเรียนมีทักษะในการแก้โจทย์ปัญหาเพื่อสร้าง และพัฒนาแบบฝึกทักษะการแก้โจทย์ปัญหา ในวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่อง โจทย์ปัญหาการคูณ และเพื่อให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนดีขึ้น เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ แบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียน ที่เน้นแบบ เลือกตอบ 3 ตัวเลือกที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบบฝึกทักษะ ซึ่งมีวิธี การแก้โจทย์ปัญหาการคูณ คือ ทดสอบ ความสามารถในการใช้กระบวนการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 45 คน ด้วยแบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีนักเรียนจำนวน 10 คน ที่มีผลสัมฤทธิ์ในการแก้โจทย์ปัญหาการ คูณอยู่ในระดับต่ำ ผู้วิจัยจึงได้นำแบบฝึกทักษะ การแก้โจทย์ปัญหาการคูณ มาฝึกกับนักเรียน ทั้ง 10 คน แล้วทำการจดบันทึกผลการฝึกของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เพื่อเปรียบเทียบ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ทิพาพร ชัยสิทธิโยธิน (2554 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การพัฒนาทักษะในการแก้ โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ โดยใช้การเรียนแบบร่วมมือ สำหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียน เทศบาลวัดละหาร จังหวัดนนทบุรี การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ(1) เปรียบเทียบทักษะการแก้ โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียน ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการเรียน แบบร่วมมือ (2)ศึกษาคะแนนพัฒนาการระหว่าง เรียนของนักเรียน ด้านทักษะการแก้โจทย์ปัญหา
40 คณิตศาสตร์โดยการเรียนแบบร่วมมือ และ (3) ประเมิน พฤติกรรมการปฏิบัติงานกลุ่มของนักเรียนที่ เรียนโดยการเรียนแบบร่วมมือกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนเทศบาลวัดละ หาร จังหวัดนนทบุรี ปีการศึกษา 2554 จำนวน 40 คน ไดม้าโดย การสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ใน การวิจัยได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้โดยการเรียนแบบร่วมมือ แบบทดสอบ ทักษะการแก้โจทย์ปัญหา คณิตศาสตร์และแบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติงานกลุ่มของนักเรียน สถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีผลการวิจัยพบว่า (1) นักเรียนมี ทักษะการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (2) นักเรียนมีคะแนนพัฒนาการระหว่างเรียนเฉลี่ยอยู่ในระดับเก่ง (3) นักเรียน ที่เรียนโดยการเรียน แบบร่วมมือทั้ง 8 กลุ่มมีพฤติกรรมการปฏิบัติงานกลุ่มในระดับดีมาก เยาวลักษณ์ โทณผลิน (2546) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การพัฒนาทักษะการหาผลคูณของ นักเรียนชั้นประถมปีที่ 3 การศึกษาวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาทักษะของนักเรียนในการหา ผลคูณของจำนวนที่ มากกว่าสามหลักกับจำนวนที่มากกว่าสามหลัก และเพื่อรวบรวมข้อมูลสำหรับ การแก้ปัญหาการขาดทักษะการ คูณของนักเรียน โดยให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน แบบฝึก ทักษะการหาผลคูณจำนวนต่างๆ จำนวน 2 ชุด และทำแบบทดสอบหลังเรียน และได้นำคะแนนที่ได้มา หาค่า ร้อยละ แล้วน าข้อมูลมาวิเคราะห์และหา ข้อสรุปพร้อมทั้งนำเสนอในรูปของตารางประกอบคำ บรรยาย ผลการศึกษาปรากฏว่า พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยร้อยละเพิ่มขึ้น 54 .00 โดยที่ก่อนการใช้ แบบ ฝึกทักษะ นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ยร้อยละ 36.00 แต่ภายหลังการใช้แบบฝึกทักษะ นักเรียนได้ คะแนนร้อยละ 90.00 แสดงว่าแบบฝึกทักษะการหาผลคูณทั้ง 2 ชุด ที่จัดทำขึ้น เป็นแบบฝึกทักษะที่ สามารถพัฒนาทักษะของนักเรียนในการหาผลคูณของจำนวนที่มากกว่าสามหลักกับจำนวนที่มากกว่า สามหลักได้เป็นอย่างดี กฤษกร สุขอนันต์ (2558 : บทคัดย่อ) ได้ทำการศึกษาเรื่อง การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่องเรขาคณิต นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ระหว่างการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TAI และเทคนิค TGT มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เรขาคณิต ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปี ที 6 ก่อนและหลังการ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เรขาคณิต ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปี ที 6 ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เรขาคณิต ของนักเรียน ชั้น ประถมศึกษาปีที 6 ระหวางกลุ่มทีได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI กับกลุ่มที่ได้รับ การ จัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค เทคนิค TGT ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มที่รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TAI มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนสูงกว่าก่อน เรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มที่รับการจัดการ เรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค TGT มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติที่ระดับ .05
41 จากที่กล่าวมาผู้วิจัยสรุปได้ว่า การจัดการเรียนการสอน เรื่อง จำนวนเต็ม สามารถใช้เทคนิคการ จัด กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD TAI และ TGT รวมทั้งใช้การจัดการเรียนการสอน แบบวัฏจักรการเรียนรู้ (4 MAT) ซึ่งพบว่า เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือทำให้ผลการ เรียนรู้ของผู้เรียนมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้เรียนมีความพึงพอใจจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ นอกจากนั้นยังช่วยให้ผู้เรียนได้รับความรู้ที่ครอบคลุมกับเนื้อหาที่เรียนอีกด้ว
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง “การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ระหว่างเทคนิคการ สอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเคียนซาพิทยาคม” มีรายละเอียดเกี่ยวกับการดำเนินการวิจัยดังนี้ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2564 โรงเรียนวัด ท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) บ้านเลขที่ 325 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์จังหวัดสุ ราษฎร์ธานีจำนวน 2 กลุ่มเรียน จำนวน 88 คน โดยนักเรียนกลุ่มที่ 1 คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2564 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์)จำนวน 44 คน นักเรียนกลุ่มที่ 2 คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ 2 ภาคเรียนที่ 1/2560 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์)จำนวน 44 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2563 โรงเรียน วัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) บ้านเลขที่ 325 หมู่ที่ 2 ตำบลท่าทองใหม่อำเภอกาญจนดิษฐ์จังหวัดสุ ราษฎร์ธานีจำนวน 2 กลุ่มเรียน จำนวน 88 คน โดยนักเรียนกลุ่มที่ 1 คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ 1 ภาคเรียนที่ 1/2563โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์)จำนวน 44 คน นักเรียนกลุ่มที่ 2 คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้องที่ 2 ภาคเรียนที่ 1/2560 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์)จำนวน 44 คน ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย 5 คาบ โดยแบ่งเป็นการทำแบบทดสอบก่อนเรียนจำนวน 1 คาบ ขั้นนำและขั้นเข้าสู่บทเรียนจำนวน 1 คาบ ขั้นสอน ทำกิจกรรมในชั้นเรียน และขั้นสรุปจำนวน 2 คาบ และทำแบบทดสอบหลังเรียนจำนวน 1 คาบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 2 กลุ่มเรียน ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบปรนัย แบบ 4 ตัวเลือก 2. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการคูณจำนวนเต็ม จำนวน 2 แผน
45 3. แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็นแบบมาตาส่วนประมาณค่า 3 ระดับ ข้อคำถามจำนวน 5 ข้อ 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการ คูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเป็น แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ข้อคำถามจำนวน 10 ข้อ การสร้างและพัฒนาหาคุณภาพเครื่องมือ 1. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 2 กลุ่มเรียน เป็นแบบแบบปรนัย แบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ผู้วิจัย สร้างขึ้นเองโดยดำเนินการ ดังนี้ 1.ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และวิเคราะห์ คู่มือครู แบบเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 7 เกี่ยวกับสาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด เพื่อสร้างแบบทดสอบตามกรอบเนื้อหา 2. ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎี และวิธีการสร้างแบบทดสอบ จากหนังสือหลักการวัดผล และประเมินผลการศึกษาของ ราตรี นันทสุคนธ์ (2555: 95) ศึกษาวิธีการวิเคราะห์เนื้อหาและ จุดประสงค์ 3. สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการคูณ จำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็นแบบปรนัย แบบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ โดยให้ครอบคลุม เนื้อหาและจุดประสงค์การเรียนรู้ 4. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการคูณ จำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาความถูกต้อง เหมาะสมและตรวจสอบความสอดคล้องของเนื้อหา จุดประสงค์การเรียนรู้ ตัวชี้วัด และความ ครอบคลุมของคำถาม 5. นำผลการประเมินมาวิเคราะห์หาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามของ แบบทดสอบกับจุดประสงค์การเรียนรู้ (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน เลือกแบบทดสอบที่มีค่าดัชนี ความสอดคล้องตั้งแต่0.50 ขึ้นไป และปรับปรุงแบบทดสอบมีค่าดัชนีความสอดคล้องน้อยกว่า 0.50 แล้ว นำไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูเพื่อตรวจสอบอีกครั้ง 6. ปรับปรุงและจัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง เรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 4 ข้อ 7. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการคูณ จำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้ว ไปทดสอบกับนักเรียนชั้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนเคียนซาพิทยาคม คนซึ่งเคยเรียน ผ่านมาแล้ว จำนวน 15 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เพื่อหาคุณภาพของแบบทดสอบ 8. นำผลการทดสอบมาวิเคราะห์ข้อสอบเป็นรายข้อ เพื่อหาค่าความยากง่าย (p) ซึ่ง ค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 0.50 –0.75 และหาค่าอำนาจจำแนก(r) ค่าที่ได้อยู่ระหว่าง 0.20 – 1.00 และเลือก
46 แบบทดสอบเฉพาะข้อที่มีค่าความยากง่ายระหว่าง 0.50 – 0.75 และมีค่าอำนาจจำแนก 0.2 ขึ้นไป จำนวน 10 ข้อ 9. นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการคูณ จำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1 ที่เลือกไว้จำนวน 20 ข้อ ไปทดสอบกับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 2 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนเคียนซาพิทยาคม จำนวน 15 ที่เคยเรียนมาแล้วโดยการสุ่มอย่างง่าย เพื่อหาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ ซึ่งได้ความ เชื่อมั่นเท่ากับ 0.74 โดยเกณฑ์การหาความเชื่อมั่นกำหนดไว้ 0.70 ขึ้นไป 10. ปรับปรุงและจัดพิมพ์แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลัง เรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1 จำนวน 20 ข้อ เป็นฉบับสมบูรณ์ สำหรับ นำไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 2. แผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ผู้วิจัยได้ดำเนินการตามลำดับขั้นตอน ดังนี้ 1. ศึกษาหลักสูตร เอกสารที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรและกำหนดการจัดการเรียนรู้ วิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน แบบเรียนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐาน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เพื่อให้ทราบ แนวทางในการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ 2. ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยที่เกี่ยวกับการใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการ สอนแบบบรรยาย เพื่อใช้เป็นแนวทางในการใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ให้เหมาะสมกับบทเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม 3. วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เกี่ยวกับ สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ วิชาคณิตศาสตร์ พื้นฐาน เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ให้เหมาะสม กับบทเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม 4. กำหนดสาระที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอน เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย 5. สร้างแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ ร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย 6. นำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ ร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิง เนื้อหา ความถูกต้อง แล้วนำมาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และปรับปรุงแก้ไข โดยค่าดัชนีความ สอดคล้องที่ใช้ได้ คือ ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป 7. นำข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการคูณ จำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย 8. นำแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ ร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียน ซึ่งไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างจริง โดยทดลอง 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ใช้กับนักเรียน 3 คน โดยสุ่มจากนักเรียนกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และกลุ่ม
47 อ่อน กลุ่มละ 1 คน ครั้งที่ 2 ใช้กับนักเรียน 9 คน โดยสุ่มจากนักเรียนกลุ่มเก่ง กลุ่มปานกลาง และ กลุ่มอ่อน กลุ่มละ 3 คน 9. นำข้อมูลที่ได้จากการทดลองใช้แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้ เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ทั้ง 2ครั้ง มาหาค่าประสิทธิภาพของ กระบวนการ (E1) และหาค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E2) ค่าประสิทธิภาพจากการทดลองครั้ง 1 คือ E1/E2 = 86/85 ค่าประสิทธิภาพจากการทดลองครั้ง 2 คือ E1/E2 = 81/81 10. นำแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบ ร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ที่ผ่านการทดลองแล้วไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างจริง คือ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) จำนวน 2 กลุ่มเรียน ๆละ 44 คน 3. แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการคูณ จำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย 1. ศึกษาเอกสาร ศึกษาทฤษฎีจากตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและศึกษาการวัดเจตคติ ต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มในการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม โดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย 2. สร้างแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เป็นมาตราส่วน ประมาณค่า 3 ระดับ ข้อคำถามจำนวน 5 ข้อ โดยกำหนดค่าระดับความพึงพอใจในแต่ละช่วงคะแนน และความหมาย ดังนี้ 3 หมายถึง ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ำเสมอ 2 หมายถึง ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง 1 หมายถึง ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง 3. นำแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นให้ ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านเนื้อหา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 7 และ ด้านการวัดผลและประเมินผล จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเหมาะสมถูกต้องตามเนื้อหา ตรวจสอบ คุณภาพและความถูกต้องของภาษา แล้วนำมาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และปรับปรุงแก้ไข โดยค่าดัชนีความสอดคล้องที่ใช้ได้ คือ ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปเพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงแก้ไข 4. นำแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ที่ได้จากการปรับปรุง แก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา
48 2563 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) จำนวน 20 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างมาทดสอบหาคุณภาพ ของเครื่องมือ เพื่อใช้ในการประเมิน 5. หาค่าอำนาจจำแนกของแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มในการจัดกิจกรรม การเรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ซึ่งค่าที่ได้อยู่ระหว่าง -0.21 - 0.28 และเลือกข้อที่มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.2 ขึ้นไป 6. หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มในการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ซึ่งได้ ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.91 โดยเกณฑ์การหาความเชื่อมั่นกำหนดไว้ 0.70 ขึ้นไป 7. นำแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่อง การคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ที่ได้ปรับปรุงแก้ไข แล้วไปพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป 4. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เรื่อง การคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ และการสอนแบบบรรยาย 1. ศึกษาเอกสาร ศึกษาทฤษฎีจากตำรา งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและศึกษาการวัดเจตคติ ต่าง ๆ เพื่อนำมาเป็นแนวทางในการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอน แบบบรรยาย 2. สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เป็น มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ข้อคำถามจำนวน 10 ข้อ โดยกำหนดค่าระดับความพึงพอใจในแต่ละ ช่วงคะแนนและความหมาย ดังนี้ 5 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจมาก 3 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจน้อย 1 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด 3. นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ที่ผู้วิจัย สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ด้านเนื้อหา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และด้านการวัดผลและประเมินผล จำนวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเหมาะสมถูกต้องตามเนื้อหา ตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้องของภาษา แล้วนำมาหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) และ ปรับปรุงแก้ไข โดยค่าดัชนีความสอดคล้องที่ใช้ได้ คือ ตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไปเพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุง แก้ไข
49 4. นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ที่ได้จากการ ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่กำลังเรียนในภาคเรียนที่ 1 ปี การศึกษา 2560 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์)จำนวน 20 คน ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างมาทดสอบหา คุณภาพของเครื่องมือ เพื่อใช้ในการประเมิน 5. หาค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ และเลือกข้อที่มี ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ 0.2 ขึ้นไป 6. หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอน แบบบรรยาย ซึ่งได้ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.75 โดยเกณฑ์การหาความเชื่อมั่นกำหนดไว้ 0.70 ขึ้นไป 7. นำแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการ สอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ที่ได้ ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปพิมพ์เป็นฉบับสมบูรณ์ เพื่อนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างต่อไป แบบแผนที่ใช้ในการทดลอง 1. การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการเรียน เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ใช้การทดลองแบบกลุ่มเดียว มีการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนทดลอง1 ครั้ง และหลังการทดลอง 1 ครั้ง (The Single Group Pretest Posttest Design) (ประวิต เอราวรรณ์. 2545: 55) 1.1. แบบแผนในการทดลอง O1 หมายถึง การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนการทดลองใช้เทคนิค การสอน แบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม X หมายถึงการทดลองใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม O2 หมายถึง การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการทดลองใช้เทคนิคการสอนแบบ ร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม O1 และ O2 วัดด้วยแบบทดสอบชุดเดียวกัน 1.2. การดำเนินการทดลอง O1 - X - O2
50 1) นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียน (Pretest) ตรวจ ผลการสอบและเก็บคะแนนของแต่ละคนไว้ 2) จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่องการคูณจำนวนเต็ม โดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย พร้อมบันทึกแบบสังเกตพฤติกรรมการ ทำงานกลุ่ม จากนั้นให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอีกครั้ง (Posttest) ตรวจผลการสอบและเก็บคะแนนของนักเรียนแต่ละคนไว้ การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง โดยมีขั้นตอนการดำเนินการ ดังนี้ 1. ทำการทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและ หลังเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นกับนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง ตรวจให้คะแนนและเก็บข้อมูลไว้ 2. จัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการคูณจำนวนเต็ม โดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ใช้เวลาในการสอน จำนวน 3 คาบ 3. สังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่มในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวน เต็ม โดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม 4. ทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) ซึ่งเป็นแบบทดสอบ ชุดเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อนเรียน ตรวจให้คะแนนและเก็บข้อมูลไว้ 5. สอบถามความพึงพอใจของนักเรียน โดยใช้แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม 3.7 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินการสอดคล้องกับลักษณะ ของเครื่องมือและวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล จำแนกตามวัตถุประสงค์ของการดำเนินการ ดังนี้ 1. เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดย ใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 7 วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน และค่าสถิติ Wilcoxon Signed Ranks Test 2. วิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่อง การคูณจำนวนเต็ม ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3. วิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้ เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม วิเคราะห์โดยหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
51 เกณฑ์การให้คะแนนของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการ เรียนการสอนด้วยเทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม 5 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจมาก 3 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจน้อย 1 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด การแปลความหมายข้อมูล ผู้วิจัยใช้คะแนนเฉลี่ยระดับความพึงพอใจ ดังนี้(บุญชม ศรีสะอาด 2545 : 103) 4.50 - 5.00 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด 3.50 - 4.49 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจมาก 2.50 - 3.49 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจปานกลาง 1.50 - 2.49 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจน้อย 1.00 - 1.49 หมายถึง มีระดับความพึงพอใจน้อยที่สุด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการศึกษาทดลองครั้งนี้ ใช้สถิติดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 1.1. หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้ สูตรดัชนีค่าความสอดคล้อง (สมนึก ภัททิยธนี2546: 167) ดังนี้ R IOC = N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญเนื้อหาวิชา 1.2. ค่าความยากง่าย (p) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและ หลังเรียนเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเคียนซาพิทยาคม ใช้สูตรของ Brennan (บุญชม ศรีสะอาด 2547 : 81) ดังนี้ R p = N เมื่อ p แทน ระดับความยากง่ายของข้อสอบ R แทน จำนวนผู้ตอบถูกทั้งหมด N แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงและกลุ่มต่ำ
52 1.3. ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและ หลังเรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเคียนซาพิทาคม ใช้สูตรของ Brennan (บุญชม ศรีสะอาด. 2547 : 81) ดังนี้ R R u l f r − = เมื่อ r แทน ค่าอำนาจจำแนก Ru แทน จำนวนคนกลุ่มสูงที่ตอบถูก Rl แทน จำนวนคนกลุ่มต่ำที่ตอบถูก f แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำซึ่งเท่ากัน 1.4. หาความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลัง เรียนเรื่องการคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรยนเคียนซาพิทยาคม คำนวณจากสูตร KR – 20 ของ คูเดอร์ ริชาร์ดสัน (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ. 2544 : 197) ดังนี้ เมื่อ tt r แทน ค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ n แทน จำนวนข้อสอบของแบบทดสอบ p แทน สัดส่วนของนักเรียนที่ตอบถูกในแต่ละข้อ p= q แทน สัดส่วนของผู้ทำผิดในแต่ละข้อ q = 1 - p 2 St แทน คะแนนความแปรปรวนของแบบทดสอบทั้งฉบับ 2 St = ( ) N(N 1) X 2 2 − − X เมื่อ X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด X 2 แทน ผลรวมของคะแนนแต่ละตัวยกกำลังสอง ( ) 2 X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมดยกกำลังสอง N แทน จำนวนนักเรียนที่เข้าสอบทั้งหมด จำนวนนักเรียนตอบถูก จำนวนนักเรียนทั้งหมด = − 2 t n pq r 1 - tt n 1 s
53 2. สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม 2.1 หาค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาของแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการคูณจำนวนเต็ม โดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ใช้สูตรดัชนีค่าความสอดคล้อง (สมนึก ภัททิยธนี. 2546 : 167) ดังนี้ R IOC = N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญเนื้อหาวิชา 2.2. หาประสิทธิภาพของเทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่อง การคูณจำนวนเต็ม ตามเกณฑ์ 80/80 จากสูตร พวงรัตน์ ทวีรัตน์(2548 : 120) ดังนี้ 1 x N ×100 A E = เมื่อ E1 แทน ค่าประสิทธิภาพของกระบวนการ x แทน คะแนนรวมของนักเรียนที่ได้จากการสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม A แทน คะแนนเต็มของแบบสังเกตพฤติกรรมการทำงานกลุ่ม N แทน จำนวนนักเรียน (กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด) 2 F N ×100 B E = เมื่อ E 2 แทน ค่าประสิทธิภาพของผลลัพธ์ F แทน คะแนนรวมของนักเรียนที่ได้จากการทำแบบทดสอบหลังเรียน B แทน คะแนนเต็มของแบบทดสอบหลังเรียน N แทน จำนวนนักเรียน (กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด)
54 3. สถิติที่ใช้ในหาคุณภาพของความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย คือ 3.1. หาค่าความเที่ยงตรงของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอน แบบบรรยาย โดยใช้สูตรดัชนีค่าความสอดคล้อง (สมนึก ภัททิยธนี2546 : 167) ดังนี้ R IOC = N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อสอบกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N แทน จำนวนผู้เชี่ยวชาญเนื้อหาวิชา 3.2. หาค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบ บรรยาย โดยคำนวณจากสูตรการแจกแจงที(t-distribution) (สุนี รักษาเกียรติศักดิ์2539 : 117) ดังนี้ − = + x x H L t 2 2 S S H L n n H L เมื่อ t แทน ค่าอำนาจจำแนกของแบบสอบถาม H x แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มสูง L x แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มต่ำ 2 H S แทน ความแปรปรวนของกลุ่มสูง 2 L S แทน ความแปรปรวนของกลุ่มต่ำ H n แทน จำนวนของกลุ่มตัวอย่างในกลุ่มสูง L n แทน จำนวนของกลุ่มตัวอย่างในกลุ่มต่ำ 3.3. ค่าอำนาจจำแนก (r) ของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอน แบบบรรยาย ใช้สูตรของ Brennan (บุญชม ศรีสะอาด 2547 : 81) ดังนี้
55 R R u l f r − = เมื่อ r แทน ค่าอำนาจจำแนก Ru แทน จำนวนคนกลุ่มสูงที่ตอบถูก Rl แทน จำนวนคนกลุ่มต่ำที่ตอบถูก f แทน จำนวนคนในกลุ่มสูงหรือกลุ่มต่ำซึ่งเท่ากัน 3.4. หาความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัด กิจกรรมการเรียนการสอนเรื่องการคูณจำนวนเต็มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอน แบบบรรยายคำนวณโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของคอนบาค (Cronbach) (พวงรัตน์ ทวีรัตน์. 2548 : 125) − − = 2 t s 2 i s 1 n 1 n α เมื่อ α แทน ค่าสัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่น n แทน จำนวนข้อของแบบสอบถาม 2 i S แทน คะแนนความแปรปรวนเป็นรายข้อ 2 t S แทน คะแนนความแปรปรวนของเครื่องมือนั้นทั้งฉบับ 4. สถิติพื้นฐาน 4.1 ค่าเฉลี่ย ( x ) โดยใช้สูตร (กานดา พูนลาภทวี. 2549 : 42) ดังนี้ x x = N เมื่อ x แทน คะแนนเฉลี่ย x แทน ผลรวมของข้อมูลทั้งหมด N แทน จำนวนนักเรียน (กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด) 4.2 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) โดยใช้สูตร (ล้วน สายยศ และอังคณา สายยศ 2538 : 79) ดังนี้ S ( ) ( ) 2 2 ΝΣΧ - ΣΧ = Ν Ν -1
56 เมื่อ S แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน แทน ผลรวมของคะแนนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่าง 2 แทน ผลรวมของคะแนนของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างแต่ละคนยก . . กำลังสอง N แทน จำนวนนักเรียน (กลุ่มตัวอย่างทั้งหมด) 5. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน 5.1 สถิติที่ใช้ในการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนเรื่อง การคูณจำนวนเต็ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนวัดท่าไทร(ดิตถานุเคราะห์) การทดสอบค่าทีแบบไม่ อิสระ โดยใช้สูตร (พวงรัตน์ ทวีรัตน์, 2548: 125) ดังนี้ t= 2 2 D N D - ( D) N - 1 เมื่อ t แทน ผลต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบก่อนเรียนและหลัง เรียน D แทน ความแตกต่างระหว่างคะแนนก่อนเรียนและหลังเรียน N แทน จำนวนคน
57 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยเรื่อง ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่องการคูจำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการใช้การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือและการสอนแบบ ผู้วิจัยขอเสนอผลการ วิเคราะห์ข้อมูล ตามลำดับดังนี้ สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์และการแปลความหมายข้อมูล ผู้วิจัยได้ใช้สัญลักษณ์ ดังนี้ n แทน จำนวนกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ย S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t แทน ค่าสถิติที่ใช้ในการทดสอบค่า t Sig. แทน ความน่าจะเป็นที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐานเกี่ยวกับความสัมพันธ์ E1 แทน ประสิทธิภาพของกระบวนการ E2 แทน ประสิทธิภาพของผลลัพธ์ การเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยขอเสนอเป็นตอน ๆ ดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ก่อนและหลังเรียนโดยใช้เทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์การพัฒนาเทคนิคการสอนแบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม ตอนที่ 3 วิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เทคนิคการสอน แบบร่วมมือและการสอนแบบบรรยาย เรื่องการคูณจำนวนเต็ม