ภาพที่ 2.28 โบสถค์ ริสตข์ องกลุ่มคนญวน
กลมุ่ ชาตพิ นั ธญ์ุ วน ไดร้ ว่ มสะทอ้ นความเปน็ อตั ลกั ษณท์ างวฒั นธรรมของกลมุ่ ตนโดยการก�ำ หนดแผนทก่ี ารทอ่ งเทย่ี ว
ทางวัฒนธรรม ซ่ึงได้สรา้ งรปู แบบการทอ่ งเทย่ี วเชิงวัฒนธรรมของชุมชนญวนไวใ้ นเชงิ แผนทที่ างกายภาพ ดงั นี้
ภาพที่ 2.29 แผนทีก่ ลุม่ ชาตพิ นั ธ์ุญวน อ.เมือง จ.นครสวรรค์
46 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 2
5. ชาตพิ ันธ์จุ ีน
ประเทศไทยเป็นประเทศหน่ึงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ท่ีมีกลุ่มคนชาติต่าง ๆ ท่ีมีความหลากหลายทางด้าน
ชาตพิ นั ธ์ุเดินทางเข้ามาติดตอ่ และสร้างความสัมพนั ธก์ ันเป็นระยะเวลายาวนานดงั ที่ สจุ ิตต์ วงษ์เทศ ไดก้ ล่าววา่ ดนิ แดนท่ี
เป็นประเทศไทยในปัจจุบัน ประกอบด้วยคนหลายกลุ่มชาติพันธ์ุจากดินแดนท่ีแตกต่างกัน มีทั้งคนที่อยู่แต่เดิมในดินแดนน้ี
และกลุ่มคนที่อพยพมาอยู่ใหม่ซ่ึงมาจากดินแดนภายนอก โดยเฉพาะบริเวณท่ีเป็นดินแดนไทยเป็นก่ึงกลางของเอเชีย
ตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นทวีปท่ีถูกขนาบข้างด้วยมหาสมุทร 2 แห่ง คือ มหาสมุทรอินเดียท่ีอยู่ทางด้านทิศตะวันตกและ
มหาสมุทรแปซิฟิกท่ีอยู่ทางด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นศูนย์กลางของเส้นทางการค้าทางทะเล และเส้นทางการค้าทางบก
ระหว่างดินแดนต่าง ๆ ในบริเวณอ่าวตังเกี๋ยซึ่งอยู่ในเวียดนามเหนือ และอ่าวเมาะตะมะซ่ึงเป็นพ้ืนนํ้าส่วนหน่ึงของทะเล
อันดามันทางตอนใต้ของประเทศพม่า ดังนั้นจึงต้องมีการเดินทาง ๆ บกผ่านมาทางลาวเข้าสู่แม่นํ้าโขง และผ่านลงมาทาง
แม่น้ําน่าน แม่นํ้ายม และแม่นํ้าปิง ออกทะเลอันดามันบริเวณอ่าวเมาะตะมะเส้นทางการค้าทางบกนี้จึงมีการค้นพบ
หลักฐานทางด้านโบราณคดีท่ีแสดงใหเ้ ห็นวา่ มกี ารต้งั ชุมชนโบราณมาต้งั แตส่ มัยกอ่ นประวัตศิ าสตร์
นอกจากนี้ดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังมีความสำ�คัญเพิ่มขึ้น เม่ืออินเดียต้องการควบคุมเส้นทางการค้าทาง
ทะเลเพ่ือมาตดิ ต่อค้าขายกับจนี โดยผ่านเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ ส่วนจนี เองก็ตอ้ งการนำ�สินคา้ ไปคา้ ขายกับประเทศอินเดีย
เปอร์เซีย และตะวันออกกลางท่ีอยู่ทางด้านทิศตะวันตก ท้ัง 2 ฝ่ายไม่สามารถท่ีจะเดินทางอ้อมช่องแคบมะละกาได้
เน่ืองจากความสามารถในเดินเรือยงั มไี มม่ าก อกี ทง้ั บริเวณชอ่ งแคบดังกลา่ วมคี ล่ืนลมแรง และมีโจรสลัดชกุ ชมุ จงึ ตอ้ งอาศยั
ดินแดนไทยในบริเวณที่เรียกว่า “คาบสมุทรแหลมทอง” เป็นจุดในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้า จึงเกิดเป็นการพบกัน
ครึ่งทางระหวา่ งโลกตะวันตกและโลกตะวันออกในบริเวณดงั กล่าว
ความส�ำ คัญของดนิ แดนไทยดังทไี่ ดก้ ลา่ วมาข้างตน้ ท�ำ ให้มกี ลุ่มคนท่มี ีความหลากหลายทางตา้ นชาติพนั ธุ์ เดนิ ทาง
เข้ามาในดินแดนไทยเพ่ือจุดประสงค์ทางด้านการค้า และเพ่ือแสวงหาโอกาสและชีวิตใหม่ที่ดีข้ึนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ
กลุ่มชาวจีนซ่ึงเป็นกลุ่มคนที่เดินทางเข้ามาทำ�การค้าและต้ังรกรากอยู่ในดินแดนไทยเป็นจำ�นวนมากมาต้ังแต่ก่อนสมัย
สุโขทัยหรือเม่ือประมาณ 3,000 ปี มาแล้วจากการค้นพบหลักฐานทางโบราณคดีต่าง ๆ และมีจำ�นวนมากข้ึนเรื่อย ๆ
โดยเฉพาะในสมัยอยุธยา และสมัยต้นรัตนโกสินทร์ท้ังนี้เพ่ือหนีความอดอยากความยากจนรวมท้ังหนีความวุ่นวาย
ทางการเมอื งภายในของประเทศจีนเอง
สมัยสุโขทัยเป็นราชธานี มีความสัมพันธ์กับต่างประเทศหลายประเทศ เช่น ลังกา มอญ จีน มลายู และอิหร่าน
โดยมีหลักฐานของสยามจากบันทึกของจีน สมัยจักรพรรดิหงวนสีโจ๊วฮ่องเต้ (กุบไลข่าน) ระบุว่า อาณาจักรเสียนหรือ
สุโขทัย (เสียนกก๊ ) สมยั พ่อขนุ รามค�ำ แหงไดส้ ่งทูตไปตดิ ตอ่ กบั จนี รวม 4 ครง้ั สว่ นจีนส่งมา 3 ครง้ั ใน พ.ศ. 1836, 1837,
1838 (ทตู จนี ส่งมาท้ังหมด 4 ครง้ั แต่ครั้งแรกในปี พ.ศ. 1825 นั้นมาไม่ถงึ สโุ ขทัยเพราะคณะทูตจีนถูกพวกจามจับกุมและ
ประหารเสียก่อน) ในฤดูลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือเรือสำ�เภาจากจีนจะมาจอดที่สุราษฏร์ธานี ชุมพรนครศรีธรรมราช
ปัตตานี และเมื่อถึงฤดูลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ลมจะพัดกลับทางเรือจะกลับเมืองจีน สินค้าไทยที่ส่งไปจีนสมัยนั้น คือ
ของปา่ หนงั สตั ว์ ไมส้ กั ไมฝ้ าง และขา้ วสว่ นสนิ คา้ เขา้ จากจนี คอื ผา้ แพร ผา้ ไหมและภาชนะเคลอื บดนิ เผา (สชุ าติ แสงทอง,
2556) แต่ชมุ ชนชาวจนี ในขณะน้นั คงมีขนาดไมใ่ หญ่มากนกั (William G.Skinner, 1962 : 7 อา้ งถงึ ใน พรรณี ฉัตรพลรกั ษ์
และชาญวิทย์ เกษตรศริ ,ิ 2529)
สมัยอยุธยา ชุมชนบริเวณลุ่มแม่น้ําเจ้าพระยาได้พัฒนามาต้ังแต่พุทธศตวรรษท่ี 12 และปรับสภาพเป็นบ้านเมือง
ในพทุ ธศตวรรษท่ี 16 - 19 โดยมรี ฐั สพุ รรณภมู ิ เปน็ ศนู ยก์ ลางดา้ นตะวนั ตก (บรเิ วณจงั หวดั สพุ รรณบรุ ี ปจั จบุ นั ) และรฐั ละโว้
เป็นศูนย์กลางด้านตะวันออกของแม่นา้ํ เจ้าพระยา (บริเวณ จ.ลพบุรี ปัจจุบัน) ต่อมามีการตั้งเมืองข้ึนใหม่ในปี พ.ศ. 1893
พระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยาเป็นเมืองหลวงและเมืองท่าท่ีได้มีการติดต่อค้าขายกับต่างประเทศอย่างกว้างขวาง
47นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 2
มีพ่อค้าจากนานาชาติโดยใช้เรือเดินทะเลเข้ามาติดต่อค้าขาย และมีเมืองสำ�คัญในอาณาจักรอยุธยา เมืองลูกหลวงหรือ
เมืองหนา้ ดา่ น ไดแ้ ก่ ละโว้ (ลพบุร)ี สุพรรณบุรี นครนายก พระประแดง หวั เมอื งช้นั ใน ไดแ้ ก่ สงิ ห์บุรี ราชบรุ ี เพชรบุรี
ปราจีนบุรี หัวเมืองชั้นนอก ได้แก่ ไชยา พัทลงุ นครราชสีมา ชลบุรี และหัวเมอื งประเทศราช 16 หัวเมอื ง ไดแ้ ก่ มะละกา
สงขลา จันทบนู (จนั ทบรุ )ี ชวา หลวงพระบาง เมาะลำ�เลิง ตะนาวศรี ทวาย เมาะตะมะ นครศรธี รรมราช พิษณุโลก สโุ ขทยั
สวรรคโลก พจิ ิตร นครสวรรค์ ก�ำ แพงเพชร และเมอื งพิชยั (อุตรดติ ถ)์
ความสัมพันธ์กับต่างประเทศในสมัยนี้ ถือได้ว่ามีการพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้ากับนานาชาติมากขึ้น ท้ังกับ
ชาวยุโรป (โปตุเกส ฝรงั่ เศสและฮอลันดา) อาหรบั อินเดีย และจนี ที่เป็นความสัมพนั ธ์ในระบบบรรณาการ (หรอื เรยี กว่า
ระบบจิ้มก้อง) จ้ิมก้อง หมายถึง การเจริญทางพระราชไมตรีด้วยการถวายเคร่ือง ราชบรรณาการ จ้ิมก้อง เป็นคำ�จาก
ภาษาจีน จ้ิม แปลว่า ให้, ก้อง แปลว่า ของกำ�นัล ในการทำ�การค้ากับจีนในสมัยโบราณพ่อค้ามักจะนำ�ของกำ�นัลไปให้
เพื่อขอความสะดวกในการทำ�มาค้าขาย แต่จีนมักถือว่า ผู้ท่ีมาจ้ิมก้องเป็นผู้ท่ีมาสวามิภักดิ์ขอเป็นเมืองข้ึน เมื่อมีของกำ�นัล
มาให้ นอกจากจีนจะให้ความสะดวกในการค้าแล้วพระเจ้ากรุงจีนยังตอบแทนด้วยของกำ�นัลอย่างมากมายด้วย พ่อค้าไทย
จึงนิยมไปจิ้มกอ้ ง
สาเหตุท่ีคนจีนเดินทางมายังภูมิภาคนี้ คือ เพ่ือเดินทางมาหาทำ�เลทางการค้าขายพร้อมปักหลักตั้งถ่ินฐาน และ
อกี เหตผุ ลหนง่ึ กเ็ พราะความยากจนและความวนุ่ วายทางการเมอื งของจนี โดยชาวจนี ทต่ี ง้ั ถน่ิ ฐานในราชอาณาจกั รอยธุ ยานน้ั
ส่วนใหญ่มาจากมณฑลกวางตุ้งและฮกเกี้ยนท่ีเข้ามาในสมัยอยุธยาตอนปลาย (วิลเลียม สกินเนอร์, 2529 : 36) โดยมา
ประกอบอาชีพพ่อค้าและรับราชการในราชสำ�นักในการดูแลการค้าของกรมท่าในกรมพระคลัง โดยมีการต้ังหัวหน้าชาวจีน
คือ หลวงโชฏึกราชเศรษฐี เป็นเจ้ากรมท่าซ้ายทำ�หน้าท่ีติดต่อกับพ่อค้าชาวจีน นอกจากน้ีชาวจีนยังรับราชการในตำ�แหน่ง
อื่น ๆ อีก เช่น นายอากรบอ่ นเบี้ย
สมยั ธนบรุ ถี งึ สมยั รตั นโกสนิ ทร์ เรม่ิ ตง้ั แตใ่ นรชั สมยั ของสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มชี าวจนี อพยพเขา้ มาในดนิ แดนไทย
อย่างต่อเน่ืองโดยเฉพาะชาวจีนแต้จ๋ิว สาเหตุเป็นเพราะสมเด็จพระเจ้าตากสินทรงมีเช้ือสายชาวจีนแต้จ๋ิว พระองค์จึงทรงมี
พระมหากรุณาธิคุณกับชาวจีนท่ีพูดภาษาเดียวกับพระองค์ และทรงส่งเสริมให้ชาวจีนเข้ามาต้ังรกรากในราชอาณาจักรไทย
มากข้ึน และต่อเน่ืองมาจนกระทั่งในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช
(รชั กาลท่ี 1) พระองคม์ พี ระราชด�ำ ริ
ให้สร้างราชธานีใหม่ ตรงแหลม
ท่ีย่ืนออกไปในแม่น้ําเจ้าพระยาฝั่ง
ตะวันออก แต่เน่ืองด้วยบริเวณนั้น
มี ช า ว จี น ท่ี อ า ศั ย อ ยู่ ม า แ ต่ เ ดิ ม
พระองค์จึงโปรดให้พระยาเศรษฐี
และชาวจีนย้ายไปต้ังบ้านเรือนอยู่
ที่สวนตั้งแต่คลองวัดสามปล้ืมไป
จนถงึ คลองวดั สามเพง็ ซง่ึ ปจั จบุ นั น้ี
คือ บริเวณสำ�เพ็งเป็นชุมชนชาวจีน
ที่ อ า ศั ย อ ยู่ อ ย่ า ง ห น า แ น่ น แ ล ะ
เป็นย่านสำ�คัญทางเศรษฐกิจและ
วัฒนธรรมจีนท่ีมีความโดดเด่นและ ภาพท่ี 2.30 ภาพตามจินตนาการ ภาพท่ี 2.31 ภาพโดยศิลปินไดด้ ดั แปลง
นา่ สนใจศึกษาแห่งหนงึ่ ในความฝนั ของคุณยายทองปาน ใหท้ รงเครือ่ งทรงแบบพระมหากษตั ริย์ไทย
เมอื่ พ.ศ. 2447 เมื่อ พ.ศ. 2530
48 นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 2
และต่อเนื่องมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงให้ความสำ�คัญกับการค้า
ขายกบั ชาวจนี ตอ่ มาถงึ รชั สมยั พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั (รชั กาลท่ี 3) ซง่ึ ถอื ไดว้ า่ เปน็ ยคุ ทองแหง่ การคา้ ส�ำ เภา โดยอาศยั ชาวจนี
เปน็ ผดู้ �ำ เนินการค้า และรับใช้ราชสำ�นักผ่านระบบเจา้ ภาษีนายอากร ท�ำ ให้การคา้ มคี วามเจรญิ รุง่ เรอื งเปน็ อย่างมาก เมือ่ จีน
แพ้ในสงครามฝิ่นที่ทำ�กับอังกฤษถึง 2 คร้ัง มีผลทำ�ให้จีนต้องยอมเปิดเมืองท่าเพ่ือค้าขายกับต่างประเทศเพิ่มข้ึน อีกทั้ง
ในชว่ งเวลานย้ี งั มกี ารยกเลกิ คำ�สง่ั หา้ มชาวจนี ออกนอกประเทศ ทำ�ใหก้ ารสง่ แรงงานจนี ไปตา่ งประเทศเปน็ เรอ่ื งทถ่ี กู กฎหมาย
ส่งผลให้ชาวจนี แต้จว๋ิ และชาวจีนแคะอพยพมายังเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทยเพ่ิมขน้ึ
นอกจากน้ี ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลท่ี 4) ไทยมีการเจรจาทำ�สนธิสัญญาเบาว์ริง
กับอังกฤษใน พ.ศ. 2398 ข้อตกลงของสนธิสัญญาดังกล่าวส่งผลให้เศรษฐกิจของไทยเปลี่ยนจากเศรษฐกิจแบบพอยังชีพ
มาเปน็ เศรษฐกจิ เพื่อการค้า ชาวจนี จงึ กลายเป็นกลุม่ คนทีม่ ีบทบาทในการเปน็ พ่อค้าคนกลางติดต่อกับต่างชาตใิ นช่วงเวลา
น้ไี ดเ้ ป็นอย่างดี ตอ่ มาถงึ ในสมยั พระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยู่หวั (รัชกาลท่ี 5) เปน็ สมยั ทไี่ ทยมกี ารปฏริ ูปประเทศ
ทุกด้าน ทั้งทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ในช่วงเวลาน้ีชาวจีนสามารถปรับตัวโดยสร้างความมั่งค่ังให้แก่ตนเอง
จากธุรกิจใหม่โดยเฉพาะการค้าข้าว อีกทั้งผลจากการปฏิรูปประเทศทำ�ให้มีการสร้างทางรถไฟสายเหนือที่จำ�เป็นต้องอาศัย
แรงงานจากชาวจีนเป็นผู้สร้างทางรถไฟ เม่ือสร้างเสร็จชาวจีนเหล่านี้มักตั้งหลักแหล่งเพ่ือทำ�กินตามเส้นทางท่ีรถไฟผ่าน
เชน่ จงั หวัดนครสวรรค์ พษิ ณโุ ลก อุตรดติ ถ์ ล�ำ ปาง และเชยี งใหม่ เปน็ ตน้
ชาวจีนยังหลั่งไหลเข้าสู่ประเทศอย่างต่อเนื่องจนกระท่ังถึงในสมัยสงครามโลกคร้ังที่ 2 การอพยพของชาวจีน
เขา้ มาในชว่ งเวลาหลงั จากนไ้ี มไ่ ดก้ ระจกุ ตวั อยเู่ ฉพาะเมอื งหลวงอกี ตอ่ ไป การตง้ั ถน่ิ ฐานของชาวจนี ทก่ี ระจายไปยงั ทว่ั ทกุ ภาค
ของประเทศไทย ทำ�ให้มีชุมชนชาวจีนกระจายอยู่ตามจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศท้ังภาคตะวันออกภาคเหนือและภาคใต้
ส�ำ หรบั ชาวจนี ทเี่ ข้ามาตง้ั ถน่ิ ฐานและประกอบอาชีพอยู่ในดนิ แดนไทยนนั้ สามารถแบง่ ออกได้ 5 กล่มุ ภาษา โดยเรียงลำ�ดบั
ตามจำ�นวนชาวจีนที่อยู่ในไทยจากมากท่ีสุดไปจนถึงน้อยท่ีสุด ดังน้ี 1) ชาวจีนแต้จิ๋ว 2) ชาวจีนฮากกา (แคะ) 3) ชาวจีน
ไหหลำ� 4) ชาวจีนกวางตงุ้ และ 5) ชาวจีนฮกเกี้ยน
ทัง้ น้ี ในกลุ่มคนจีนท้ังหมดที่อพยพเข้ามาอยู่ในนครสวรรค์นั้น ชาวจีนไหหลำ�ได้อพยพเข้ามาต้ังถิ่นฐานที่อำ�เภอ
เกา้ เลย้ี ว และต�ำ บลบา้ นมะเกลอื อ�ำ เภอเมอื งนครสวรรค์ กอ่ นกลมุ่ อน่ื ตอ่ มาชาวจนี แตจ้ ว๋ิ ชาวจนี ฮากกา (แคะ) และชาวจนี
กวางตุ้งจึงเร่ิมอพยพตามมา สำ�หรับชาวจีนฮกเกี้ยนพบว่าเป็นกลุ่มครอบครัวชาวจีนที่มีจำ�นวนน้อยมากในปัจจุบัน และ
ขาดผ้ใู ห้ขอ้ มลู เฉพาะดา้ นทเี่ หมาะสมดว้ ย
นครสวรรค์เป็นจังหวัดที่ติดแม่น้ํา ดังน้ันในอดีตการค้าขายสินค้าของนครสวรรค์จึงอาศัยทางน้ําเป็นหลัก
พ่อค้าชาวจีนมีบทบาทในการทำ�หน้าที่เป็นคนกลางเพื่อนำ�สินค้าต่าง ๆ ซึ่งเป็นสินค้าจากกรุงเทพมหานครสินค้าสำ�เร็จรูป
จากต่างประเทศมาขายในนครสวรรค์และอำ�เภอต่าง ๆ และนำ�ผลผลิตทางการเกษตร ของป่า และของพื้นเมืองล่องแม่น้ํา
เจ้าพระยาไปขายที่กรุงเทพมหานคร พ่อค้าชาวจีนเหล่าน้ีจะอาศัยอยู่ในเรือของตนซ่ึงจอดอยู่ในลำ�น้ําเจ้าพระยา ท้ังนี้
เพอ่ื ความสะดวกในการตดิ ตอ่ ท�ำ การคา้ และขนสง่ สนิ คา้ ลงมากรงุ เทพมหานคร การขยายตวั ทางการคา้ ท�ำ ใหช้ าวจนี หลง่ั ไหล
เข้ามาขายแรงงาน และประกอบการค้าต่าง ๆ ในจังหวัดนครสวรรคม์ ากขึน้ โดยเฉพาะนับต้ังแตภ่ ายหลังการท�ำ สนธิสัญญา
เบาวร์ งิ ในสมยั รชั กาลท่ี 4 ตอ่ เนอ่ื งมาจนถงึ สมยั รชั กาลท่ี 5 แหง่ กรงุ รตั นโกสนิ ทรเ์ ปน็ ตน้ มา นอกจากนเ้ี มอ่ื จงั หวดั นครสวรรค์
ไดย้ า้ ยศนู ยก์ ลางการคา้ จากฝง่ั ตะวนั ออก คอื ฝง่ั แมน่ า้ํ นา่ นมายงั ฝง่ั ตะวนั ตกของแมน่ า้ํ เจา้ พระยา หรอื ทร่ี จู้ กั กนั ในปจั จบุ นั วา่
“ตลาดปากน้ําโพ” น้ัน บริเวณดังกล่าวได้กลายเป็นบริเวณที่คนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่กันเป็นจำ�นวนมากในปัจจุบัน
(ทศั นีพร วิศาลสวุ รรณกร, 2558)
49นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 2
ประวัตกิ ารอพยพของญวนในนครสวรรค์
ภาพท่ี 2.32 ลกั ษณะท่ีอยู่อาศยั ของคนจีนในอดตี และปัจจุบันยงั คงมใี หเ้ ห็นอยู่
1) ลกั ษณะทอี่ ย่อู าศยั
ลักษณะการสร้างบ้านเรือนส่วนใหญ่จะอยู่รวมกันเป็นชุมชนขนาดเล็ก และขนาดใหญ่กระจัดกระจายอยู่ท่ัว
ทกุ อ�ำ เภอในจงั หวดั นครสวรรค์ แตเ่ ดมิ มลี กั ษณะเปน็ บา้ นไมช้ น้ั เดยี วตดิ กนั และครอบครวั จะเปน็ ครอบครวั ใหญม่ ญี าตพิ น่ี อ้ ง
อยรู่ วมกนั ปจั จบุ นั คนจนี ในจงั หวดั นครสวรรคจ์ ะกระจดั กระจายอยใู่ นแหลง่ ชมุ ชนทเ่ี จรญิ อยเู่ กอื บทกุ อ�ำ เภอ แหลง่ ทอ่ี ยขู่ อง
คนไทยเช้ือสายจีน ได้แก่ ตลาดในตัวเมือง หรือตัวอำ�เภอท่ีมีการค้าขาย เน่ืองจากนิยมสร้างบ้านเป็นที่อยู่อาศัยแล้ว
ยังใช้เป็นร้านค้า ห้างร้าน บริษัท เพื่อประกอบอาชีพค้าขายทำ�ธุรกิจต่าง ๆ อีกด้วย โดยมีความเช่ือเกี่ยวกับการปลูกบ้าน
ซ่ึงมักจะเป็นบ้านปูนและห้ามสร้างประตูตรงกันถือว่าไม่ดีเพราะจะไม่นิยมสร้างที่ประตูตรงกันเนื่องจากทำ�ให้ลมพัดแรง
เกินไป เน่ืองจากบ้านเรือนปัจจุบันค่อนข้างกระจัดกระจายหลายแหล่งที่อยู่อาศัย ซึ่งอาจจะไม่สามารถจัดกลุ่มเพื่อให้
เย่ียมชมสำ�หรับการท่องเท่ียวได้ แต่สามารถจัดโซนหรือบริเวณท่องเที่ยวในลักษณะการเดินชมตลาดหรือเลือกซ้ือสินค้า
จากร้านค้าต่าง ๆ ตามความสนใจได้ เช่น ตลาดปากน้ําโพ ตลาดชุมแสง ตลาดตาคลี ตลาดลาดยาว และตลาดเก้าเลี้ยว
เป็นต้น
2) ภาษาพูดและภาษาเขยี น
ภาษาของคนจีนมีท้ังภาษาพูด และภาษาเขียนเป็นของตนเอง ด้านภาษาพูดของคนจีนอดีตจะสามารถแบ่ง
ออกตามส�ำ เนียงกลุ่มภาษาได้ 5 กล่มุ ไดแ้ ก่ ภาษาจีนแตจ้ ิ๋ว ไหหล�ำ กวางตุง้ ฮากกา (แคะ) และฮกเก้ยี น (ปจั จบุ นั เหลือ
ครอบครัวรุ่นลูกหลานท่ีมีจำ�นวนน้อยมาก และขาดผ้ใู ห้ข้อมูลเฉพาะด้าน) แต่เน่อื งจากคนจีนมักประกอบอาชีพค้าขายกับ
คนจีนแต้จ๋ิวท่ีเป็นจีนส่วนใหญ่ในแต่ละชุมชนจึงต้องใช้ภาษาจีนแต้จ๋ิวเพื่อใช้ติดต่อสื่อสารเป็นหลัก ในอดีตมักจะไม่ค่อยใช้
ภาษาไทยในการพดู คยุ แตใ่ นสมยั ปจั จบุ นั ใชภ้ าษาไทยเปน็ ภาษาในการสอ่ื สารและในการคา้ ภาษาจนี กลมุ่ ส�ำ เนยี งตา่ ง ๆ นน้ั
ที่เป็นภาษาดั้งเดิมของแต่ละกลุ่มน้ันจะมีแต่ผู้อาวุโสที่ยังใช้พูดส่ือสารกันบ้างในบางกรณี เช่น พูดกับคนในครอบครัวหรือ
เมื่อเจอคนจีนที่มีเชอื้ สายเดยี วกนั
ภาษาเขียนของคนจีน ใช้ตัวอักษรภาษาจีนแบบเดียวกันทั้งหมด แต่จะออกเสียงต่างกันตามสำ�เนียงกลุ่มภาษา
ต่าง ๆ ปัจจุบันคนรุ่นลูกรุ่นหลานมักไม่ได้ใช้ภาษาจีนในการสื่อสารตามกลุ่มภาษา แต่จะมีการส่งเสริมให้ลูกหลานได้เรียน
ภาษาจีนกลางในปัจจุบันที่เปิดสอนในโรงเรียนมหาวทิ ยาลยั หรือแมแ้ ต่โรงเรยี นสอนภาษาจนี ในนครสวรรค์ เพือ่ ให้มีความรู้
ด้านภาษาจนี สามารถใช้ติดต่อส่ือสารประกอบธุรกจิ เปน็ ส่วนใหญ่
50 นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 2
3) ประเพณีและพิธีกรรม
คนจนี มปี ระเพณแี ละวฒั นธรรมเทศกาลตา่ ง ๆ ทย่ี ดึ ถอื ปฏบิ ตั แิ ละยงั คงมกี ารอนรุ กั ษ์ และสบื ทอดมาจนถงึ ปจั จบุ นั
ซึ่งมีประเพณีต่าง ๆ เช่น ประเพณีเก่ียวกับการเกิด ประเพณีการแต่งงาน ประเพณีเก่ียวกับการตาย ประเพณีวันเช็งเม้ง
ประเพณีวันสารทจีน และประเพณีวันตรุษจีน ซ่ึงประเพณีตรุษจีน และประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ําโพของจังหวัด
นครสวรรค์เป็นช่วงเทศกาลงานประเพณีที่มีช่ือเสียงมาก และสามารถทำ�รายได้ให้กับจังหวัดนครสรรค์เป็นอย่างย่ิง
ซึ่งวันตรุษจีนนับเป็นวันพิเศษ และมีความสำ�คัญอย่างยิ่งสำ�หรับกลุ่มชาติพันธ์ุไทยจีน และเป็นประเพณีที่มีการสืบทอด
และสืบสานปฏิบัติกันมาแต่โบราณกาลนานกว่าสองพันปีล่วงมาแล้ว วันตรุษจีนถือว่าเป็นวันท่ีสมาชิกครอบครัวไม่ว่าจะไป
ประกอบธุรกิจการงานอยู่ที่ไหนห่างไกลบ้านเพียงไรหากอยู่ในจังหวัด หรือประเทศเดียวกันบรรดาสมาชิกในครอบครัว
เหล่าน้ันจะกลับบ้านมาพบปะหน้ากันอย่างพร้อมเพียงกัน เน่ืองจากประเพณีวันตรุษจีนถือว่าเป็นวันปีใหม่ตามปฏิทินจีน
จึงถือว่าเป็นงานรื่นเริง และงานมงคลท่ีจะต้องมีการเฉลิมฉลองในเทศกาลตรุษจีนซ่ึงในโอกาสวันสำ�คัญน้ีจะมีทั้งงานร่ืนเริง
และงานประกอบพธิ กี รรมตามความเชอื่ และความศรทั ธาของชาวไทยเชอื้ สายจนี ในจงั หวดั นครสวรรค์ ไดแ้ ก่ งานประเพณี
ตรุษจีน และงานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ําโพ ซ่ึงเป็นประเพณีน้ีค่อนข้างมีความเข้มแข็งของกลุ่มชนท่ีสามารถแสดง
ใหเ้ หน็ ถงึ ความเชอ่ื และศรทั ธาตอ่ องคเ์ จา้ พอ่ เจา้ แมใ่ นศาลเจา้ ทป่ี ระชาชนเคารพนบั ถอื ประกอบกบั ระบบการบรหิ ารจดั การ
และการรวมกลุ่มขององค์กร และร้านค้าต่าง ๆ มาทำ�งานร่วมกันผ่านการจัดการในรูปแบบคณะกรรมการดำ�เนินงาน
ประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้าํ โพ
4) อาหาร
ประจำ�ท้องถ่ินของคนจีนที่โดดเด่นมีอยู่ 8 กลุ่มด้วยกัน คือ อาหารซานตง อาหารเสฉวน อาหารกวางตุ้ง
อาหารเจยี งซู อาหารเจอ้ เจียง อาหารฮกเกยี้ น อาหารหูหนาน และอาหารอานฮนุ อาหารจีน ในกล่มุ อาหารทอ้ งถ่นิ ทง้ั 8
ท่ีมีชื่อเสียง ได้แก่ เป่ยจิงข่าวยา (เป็ดปักกิ่ง), ฝัวเท่ียวเฉียง (พระกระโดดกำ�แพง), กงเป่าจีติง (ไก่ผัดเผ็ด), โค่วโจวจึ
(ขาหมูน่ึงซีอ้วิ ), หลงจงิ่ ซยาเหรนิ (ผดั ก้งุ แชช่ าหลงจ่งิ ), หมาผอโตว้ ฝุ (ผัดเผ็ดเตา้ หูค้ ุณยาย), ซหี ชู ู่อวี่ ์ (ปลาซหี ูเปร้ยี วหวาน),
ซยาเหรนิ หนิวหลว่ิ (ผดั กงุ้ กบั เนอื้ วัวแผน่ ), และซ่วนโร่วห่ัวกัว (เนอื้ จ้ิมจุ่มหม้อไฟ) เป็นต้น
ภาพท่ี 2.31 (ซา้ ย) ขา้ วหนา้ เป็ด จากร้านแหลกี่ อาหารจนี กวางตุง้
ภาพท่ี 2.32 (กลาง) บะหมเ่ี กี้ยวหมูแดงนำ้� จากรา้ นแหลกี่ อาหารจนี กวางตุ้ง
ภาพที่ 2.33 (ขวา) ปอเปีย๊ ะ เป็นเมนทู านเล่นทัว่ ไป จากร้านแหลก่ี อาหารจีนกวางตุ้ง
ท่ีมาภาพ : http://journey-trip-review.blogspot.com/2014/06/blog-post_14.html
นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 2 51
◆ บทสรุป ◆
จากประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน และความหลากหลายของชาติพันธ์ุในพ้ืนท่ีนครสวรรค์ ซึ่งเป็นพ้ืนที่ชุมชน
ต้นแม่นํ้าเจ้าพระยาอาจกล่าวได้ว่า บริเวณนี้จึงกลายเป็นพื้นท่ีท่ีมีชัยภูมิที่เหมาะสมของการตั้งถ่ินฐานบ้านเรือน และ
ต้ังชุมชน โดยมีปัจจัยเอื้อหลายประการท้ังสภาพภูมิศาสตร์ทำ�เลท่ีตั้งที่เหมาะสม มีเส้นทางคมนาคมขนส่งท่ีสะดวก
และเชอ่ื มตอ่ ไปยงั ภาคตา่ ง ๆ ได้ มพี น้ื ทเ่ี กษตรกรรมทง้ั พน้ื ทป่ี ลกู ขา้ ว และพชื ไร่ พชื เศรษฐกจิ ตา่ ง ๆ รวมทง้ั ยงั เปน็ พน้ื ท่ี
ท่ีมีความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ และความหลากหลายทางวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่มคนท่ีมีอัตลักษณ์ มีคุณค่า
และความหมายต่อคนในท้องถิ่นที่ยังคงมีการอนุรักษ์สืบสานประเพณี และวัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธ์ุ โดยมีการ
ผสมผสานทางวัฒนธรรมได้อย่างเหมาะสมสอดคล้องลงตัว และน่ีจึงเป็นตำ�นานประวัติศาสตร์ที่สวยงามอีกแห่ง
ท่ีแสดงใหเ้ ห็นชวี ติ ผคู้ นบนต้นน้าํ เจ้าพระยาแห่งนี้
สังคมไทยมีพัฒนาการทางประวัติศาสตร์มายาวนานมีกลุ่มคนชนชาติต่าง ๆ ที่แตกต่างหลากหลายทาง
ชาติพนั ธมุ์ าตดิ ต่อสมั พนั ธก์ นั ตลอดเวลาอันยาวนานดังท่ี สุจติ ต์ วงษ์เทศ ไดอ้ ธบิ ายเรอื่ งราวทางสังคม และวฒั นธรรม
ของดินแดน และผู้คนบริเวณสุวรรณภูมิที่สืบเนื่องเป็นสยามถึงประเทศไทยในหนังสือแผนท่ีประวัติศาสตร์ และ
แผนที่วัฒนธรรมของ (สยาม) ประเทศไทยว่าตะวันตกตะวันออกพบกันท่ีสุวรรณภูมิบริเวณผืนแผ่นดินใหญ่สุวรรณภูมิ
ที่เป็นดินแดนคาบสมุทร (ของประเทศไทย) จึงกลายเป็นจุดเช่ือมระหว่างมหาสมุทรอินเดียทางตะวันตกกับมหาสมุทร
แปซิฟิกทางตะวันออก ส่งผลให้มีผู้คนชาติพันธ์ุต่าง ๆ จากตะวันตก และตะวันออกเข้ามาตั้งหลักแหล่งท้ังถาวร และ
ชั่วคราวบริเวณที่เป็นประเทศไทยไม่ขาดสายมีการประสมประสานท้ังทางเผ่าพันธ์ุ และทางสังคมวัฒนธรรมกลายเป็น
บรรพชน หรือต้นแบบของคนไทยทุกวันน้ี อารยธรรมจากตะวันตกที่ผ่านมาทางอินเดีย เช่น ศาสนาอักษรวรรณคดี
และอาหารการกนิ (ขา้ วเจา้ ) จะเรม่ิ แพรห่ ลายอยา่ งชา้ ๆ ใหห้ วั หนา้ คนพน้ื เมอื งใชเ้ ปน็ เครอ่ื งมอื (เทคโนโลย)ี ทางการ
ปกครองรวบรวมผู้คน และชุมชนบ้านเมืองที่มีมาก่อนค่อย ๆ เติบโตก้าวหน้าขึ้นเป็นรัฐน้อยใหญ่กระจัดกระจายท่ัว
สวุ รรณภมู ติ อ่ ไปขา้ งหนา้ อารยธรรมจากตะวันออกจากจนี ฮนั่ ทางภาคเหนือและ “เจก๊ ” ภาคใตข้ องจนี เช่น ภาษาพดู
เคร่อื งมอื ทอผา้ เครื่องมอื โลหะ อาหารการกนิ (ผกั ) คลกุ คลี เปน็ ส่วนหนง่ึ ของวถิ ชี วี ติ คนพน้ื เมอื งทว่ั ไป
ผลของการเคล่ือนไหวทางการค้าของโลกแผ่กว้าง ทำ�ให้มีผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์เคล่ือนย้ายไปมาอย่าง
ขนานใหญ่ตามเส้นทางคมนาคมท้ังทางบก - ทางทะเล โดยเฉพาะทางที่ราบลุ่มน้ําเจ้าพระยา และชายฝ่ังทะเล
อันดามนั กับทะเลจีน ชมุ ชนเก่าเตบิ โตข้นึ แตก่ ็มชี มุ ชนเกิดขึ้นใหม่บนเส้นทางคมนาคม เชน่ ภาคเหนือ มชี มุ ชนใหญข่ ้ึน
ทางลุ่มนํ้าปิง (บ้านวังไฮจังหวัดลำ�พูน) ลุ่มน้ําวัง (ประตูผาจังหวัดลำ�ปาง) ภาคกลาง ชุมชนใหญ่ถลุงเหล็กเกิดขึ้นใน
ล่มุ นํ้าน่าน (ท่งุ ยง้ั คลองโพจังหวัดอุตรดติ ถ)์ ล่มุ นํา้ ยม (บ้านด่านลานหอยจงั หวัดสโุ ขทัย) โดยเฉพาะทางทีร่ าบลุม่ แม่นาํ้
เจา้ พระยามีกระจายเตม็ ไปทุกลุม่ นาํ้
บริเวณดินแดนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือมีชื่อเรียกอีกช่ือหนึ่งว่า “สุวรรณภูมิ” ที่แปลว่า แผ่นดินทอง
ซึ่งเป็นดินแดนท่ีมีความอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยทองคำ�ที่มีค่า มีพืชพันธุ์ธัญญาหารบริบูรณ์ มีสัตว์นานาชนิดรวมท้ัง
มีทรัพยากรทางธรรมชาติที่หลากหลายดึงดูดให้ผู้คนท่ีเป็นพ่อค้าต่างถ่ินเดินทางเข้ามาซ้ือขายแลกเปล่ียนสินค้ากัน
ในดนิ แดนน้ี เพอ่ื สรา้ งความมงั่ คงั่ ทางเศรษฐกจิ ให้แก่ตนเองผลของการเคลอ่ื นย้ายของคนภายนอกเข้ามาตงั้ หลกั แหล่ง
บริเวณลุ่มนํ้าเจ้าพระยาทำ�ให้ประชากรเพิ่มข้ึนมีความหลากหลายของกลุ่มชน หลายชาติพันธ์ุจากตอนใต้ของจีน
เขา้ สูล่ ุ่มแม่น้าํ โขง และเขา้ สู่ลมุ่ แม่น้ําเจ้าพระยาอีกดว้ ย
52 นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 2
ตตออนนทท่ี ี่23
ขนบธรรมเนยี มประเพณที ส่ี �ำ คญั ในจงั หวดั นครสวรรค์
ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวจังหวัดนครสวรรค์ เป็นมรดกเก่าแก่ที่สืบทอดมาเป็นเวลานาน มีหลักฐานทาง
ประวัติศาสตร์ และโบราณคดีปรากฏชัดเจน วิถีชีวิตของชาวจังหวัดนครสวรรค์ ได้มีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
และเนอ่ื งจากประชากรของชาวจงั หวดั นครสวรรคม์ หี ลายเชอ้ื ชาตปิ ระเพณตี า่ ง ๆ ทส่ี บื ทอดจงึ มแี บบอยา่ งตามเชอ้ื ชาตนิ น้ั ๆ
และน�ำ มาผสมกลมกลืนกันเป็นขนบธรรมเนยี มประเพณขี องจังหวดั นครสวรรค์ทน่ี า่ สนใจ มีดงั นี้
1. เทศกาลตรุษจนี
◆ ต�ำ นานวนั ตรษุ จนี
ตรษุ จนี เปน็ วนั ส�ำ คญั ของจนี ทม่ี มี าแตโ่ บราณทเ่ี รยี กวา่ “กวอ้ ชนุ เจย๋ี ” หรอื “กวอ้ เหนยี น” เลา่ กนั วา่ ในสมยั
โบราณ ในปา่ ทบึ แหง่ หนง่ึ มสี ตั วป์ า่ ทด่ี รุ า้ ย และนา่ กลวั มากตวั หนง่ึ เรยี กวา่ “เหนยี น” ออกอาละวาดกนิ คนเปน็ ประจ�ำ
พระเจ้าจึงลงโทษ และอนุญาตให้ลงมา
จากเขาได้เพียงหนึ่งครั้งใน 365 วัน
ดังน้ัน เม่ือฤดูหนาวใกล้จะผ่านไป
ฤดูใบไม้ผลิเวียนมาใกล้ เหนียนจะออก
มาทำ�ร้ายผู้คน เพ่ือป้องกันการมาของ
เหนียน ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างสะสม
เสบียงอาหาร และกับข้าวจำ�นวนหน่ึง
ไว้ในบ้าน เมื่อถึงตอนคํ่าของวันท่ี
30 เดือน 12 ชาวบ้านจะปิดประตู
และหน้าต่างไม่หลับไม่นอนตลอดคืน
เพื่อต่อสู้กับเหนียน จนกระทั่งถึงรุ่งเช้า
เปน็ วนั แรม 1 คา่ํ เดอื น 1 เมอ่ื เหนยี น ภาพท่ี 3.1 ภาพเหนยี นในต�ำ นาน
กลบั ไปแลว้ ทกุ ๆ ครวั เรอื นจะเปดิ ประตอู อกมาแสดงความยนิ ดตี อ่ กนั ทโ่ี ชคดไี มไ่ ดถ้ กู เหนยี นท�ำ รา้ ย ตอ่ มาพบวา่ เหนยี น
มีจุดอ่อน มอี ยูค่ ร้งั หน่ึงเมือ่ เหนยี นมาถงึ หมูบ่ า้ นแห่งหนง่ึ มีเด็กกลุม่ หนึง่ กำ�ลังหวดแส้เลน่ กนั เมือ่ เหนียนได้ยนิ เสียงแส้
ดังเปรี้ยงปร้างจึงตกใจเผ่นหนีไป เมื่อเหนียนไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งเห็นมีชุดเสื้อผ้าสีแดงตากอยู่หน้าบ้านของ
ครอบครัวหน่ึงสีแดงฉูดฉาดน้ัน ทำ�ให้เหนียนตกใจ และเผ่นหนีไปอีก เมื่อเหนียนมาถึงหมู่บ้านแห่งที่สาม ปรากฏว่า
เหนยี นไปพบเห็นกองเพลิงทองหนึ่งบนถนน แสงเพลงิ ท่ีเจิดจา้ ท�ำ ให้เหนยี นต้องเผน่ หนีไปอกี ตงั้ แต่นนั้ มาผูค้ นตา่ งรวู้ ่า
แม้ว่าเหนยี นจะดรุ า้ ยแต่เหนยี นกลวั สแี ดง เสียงดัง และไฟ ท�ำ ให้ผู้คนสามารถคดิ หาวธิ กี �ำ จัดเหนียนได้โดยไม่ยาก
53นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
เม่ือวันส่งท้ายตรุษจีนเวียนมาอีกครั้งหน่ึง ทุก ๆ ครัวเรือนจึงต่างนำ�กระดาษสีแดงมาติดไว้บนประตูหน้าบ้าน
แขวนโคมไฟสีแดงพร้อมกับจุดประทัด และตีฆ้องรัวกลองอย่างต่อเน่ือง เมื่อเหนียนมาถึงในตอนเย็นเห็น ทุก ๆ ครัวเรือน
มีแสงไฟสว่างไสวมีเสียงประทัดดังสน่ันจึงตกใจเผ่นหนีกลับเข้าป่าไป และไม่กล้าออกมาอาละวาดอีก ทุก ๆ คนจึงผ่านพ้น
คืนแห่งอันตรายไปอย่างปลอดภัย เม่ือฟ้าสางแล้วผู้คนจึงออกมาจากบ้านกล่าวคำ�อวยพรซ่ึงกันและกันอย่างมีความสุข
พร้อมกับการนำ�อาหารออกมารับประทานร่วมกันอย่างสนุกสนาน ต่อมาวันดังกล่าวจึงกลายมาเป็นวันเฉลิมฉลองที่มีแต่
ความสขุ ทีเ่ รยี กกันว่า “ตรษุ จนี ” (ความเชอ่ื ความศรทั ธาเจา้ พอ่ เจา้ แมป่ ากนํา้ โพ. 2552 : 34 - 35)
ชาวไทยเชอ้ื สายจนี จะถอื ประเพณปี ฏบิ ตั ิอยู่ 3 วัน คอื วันจา่ ย วนั ไหว้ และวนั ปีใหม่ รายละเอียด ดงั น้ี
1) วันจ่าย หรือ ตื่อเส็ก คือ วันก่อนวันส้ินปี เป็นวันที่ชาวไทยเชื้อสายจีนจะต้องไปซ้ืออาหารผลไม้ และ
เครื่องเซ่นไหว้ต่าง ๆ ก่อนท่ีร้านค้าทั้งหลายจะปิดร้านหยุดพักผ่อนยาว ในตอนคํ่าจะมีการจุดธูปอัญเชิญเจ้าที่ หรือต่ีจู๋เอี๊ย
ใหล้ งมาจากสวรรคเ์ พอ่ื รบั การสกั การบชู าของเจา้ บ้าน หลงั จากทีไ่ ด้ไหว้อัญเชญิ ขึน้ สวรรคเ์ มื่อ 4 วนั ท่แี ล้ว
2) วนั ไหว้ คอื วนั สน้ิ ปจี ะมกี ารไหว้ 3 ครง้ั คอื ตอนเชา้ มดื จะ ไปเ๊ ลา่ เอย๊ี เปน็ การไหวเ้ ทพเจา้ ตา่ ง ๆ เครอ่ื งไหว้
คอื เนอื้ สตั ว์ 3 อยา่ ง (ซาแซ ได้แก่ หมสู ามชั้นตม้ ไก่ เปด็ ปรับเปลย่ี นเปน็ ชนิดอน่ื ได้ หรือมากกว่าน้ันได้จนเป็นเนื้อสตั ว์
ห้าชนิด) เหล้า น้ําชา และกระดาษเงินกระดาษทอง ตอนสายจะ ไป๊เป้บ๊อ คือ การไหว้บรรพบุรุษพ่อแม่ญาติพี่น้องที่ถึง
แก่กรรมไปแล้วเป็นการแสดงความกตัญญูตามคติจีน การไหว้คร้ังนี้จะไหว้ไม่เกินเที่ยง เคร่ืองไหว้จะประกอบด้วย ซาแซ
อาหารคาวหวาน (ส่วนมากจะทำ�ตามท่ีผู้ที่ล่วงลับเคยชอบ) รวมท้ังการเผากระดาษเงินกระดาษทอง เสื้อผ้ากระดาษเพื่อ
อุทิศแก่ผู้ล่วงลับ หลังจากน้ันญาติพ่ีน้องจะมารวมกันรับประทานอาหารที่เซ่นไหว้ไป เพ่ือความเป็นสิริมงคล และถือเป็น
เวลาท่ีครอบครัวหรือวงศ์ตระกูลจะรวมตัวกันได้มากที่สุดจะมีการแลกเปล่ียนอ่ังเปาหลังจากรับประทานอาหารร่วมกัน
ตอนบ่ายจะ ไป๊ฮ้อเฮียต๋ี เป็นการไหว้ผีพี่น้องท่ีล่วงลับไปแล้วเครื่องไหว้จะเป็นพวก ขนมเข่ง ขนมเทียน เผือกเชื่อมน้ําตาล
กระดาษเงนิ กระดาษทอง พร้อมท้งั มกี ารจุดประทัด เพ่ือขับไลส่ งิ่ ชัว่ รา้ ย และเพือ่ ความเปน็ ศิริมงคล
3) วันข้ึนปีใหม่ หรือวันเที่ยว หรือวันถือ คือ วันท่ี 1 ของเดือนที่หน่ึงของปี (ชิวอิก) วันน้ีชาวจีนจะถือ
ธรรมเนียมโบราณท่ียังปฏิบัติสืบต่อกันมาถึงปัจจุบัน คือ ไป๊เจีย คือ การไปไหว้ขอพร และอวยพรจากญาติผู้ใหญ่ และ
ผู้ที่เคารพรัก โดยนำ�ส้มสีทองไปมอบให้ เหตุที่ให้ส้มก็เพราะออกเสียงภาษาจีนแต้จ๋ิวว่า “กา” ซ่ึงไปพร้อมกับคำ�ว่าทอง
เพราะฉะนั้นการให้ส้มจึงเหมือนนำ�โชคดีไปให้ จะมอบส้มจำ�นวน 4 ผล ห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย เหตุที่เรียกวันนี้ว่า
วันถือ คือ เป็นวันท่ีชาวจีนถือว่าเป็นสิริมงคล งดการทำ�บาป จะมีคติถึงบางอย่าง เช่น ไม่พูดจาไม่ดีต่อกัน ไม่ทวงหน้ี
ไม่จบั ไม้กวาด และจะแต่งกายดว้ ยเส้ือผ้าใหมแ่ ลว้ ออกเยีย่ มอวยพร และพักผอ่ นนอกบา้ น เปน็ ตน้
วันเกิดเจ้าพ่อเทพารกั ษ์
พิธกี รรม และกจิ กรรมในศาลเจา้ พอ่ เทพารกั ษ์ และเจา้ แมท่ บั ทมิ ในวนั ฉลองวนั เกดิ เจา้ พอ่ เทพารกั ษ์ จะมกี ารตง้ั โตะ๊
และชุดไหวเ้ จ้าพ่อเทพารกั ษ์ โดยชุดไหว้จะมเี น้ือสัตว์ ท้ังปลา หมู ไก่ ผลไมต้ ่าง ๆ รวมท้งั ข้าว น้าํ ชา เหลา้ พรอ้ มท้ังจะมี
คณะกรรมการดำ�เนินงานของศาลเจา้ มารว่ มประกอบพธิ กี รรม โดยผเู้ ขา้ ร่วมงานจะนำ�ของไหว้ตา่ ง ๆ มาถวายเจา้ พ่อ และ
ร่วมรบั ประทานอาหารกลางวันเป็นโตะ๊ จีนทท่ี างศาลเจ้าจดั ไว้
นอกจากนี้ ในวันงานดังกล่าวจะมีพิธีกรรมการประทับร่างทรงของเทพเจ้าต่าง ๆ เช่น องค์เจ้าพ่อเทพารักษ์
เจ้าพ่อกวนอู และเจ้าแม่สวรรค์หรือเจ้าแม่ทับทิมอีกด้วย โดยจะมีการทำ�ฮู้และน้ํามนต์ ตลอดจนให้ผู้มีจิตศรัทธามารับฮู้
และประทบั ตราประจำ�ประองค์ทห่ี น้าผาให้กับคณะลูกศษิ ย์หรือผทู้ ่ีมาร่วมงานในวันนี้ด้วย
54 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
ภาพที่ 3.2 ภาพงานฉลองวนั เกิดเจ้าพ่อเทพารักษ์
• เทศกาลร�ำ ลกึ ถึงผลู้ ่วงลับและเทศกาลเชงเม้ง
ภาพท่ี 3.3 สุสานจนี จงั หวดั นครสวรรค์
เมื่อถึงช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ทั้งคนไทย คนจีนมีพิธีกรรมหรือกิจกรรมท่ีต้องรำ�ลึกถึงญาติ
พี่ น้องที่ล่วงลับไปแล้ว คนไทยเชื้อสายจีนในสังคมไทยมีคตินิยมเซ่นไหว้ในเทศกาลเชงเม้ง ในขณะที่คนไทยจะมีเทศกาล
ท�ำ บญุ สงกรานตใ์ นชว่ งกลาง ๆ เดอื นเมษายนเชน่ กนั แตเ่ ดมิ สงกรานตจ์ ะเปน็ งานปใี หมไ่ ทย จะมกี ารรดนา้ํ ขอพรญาตผิ ใู้ หญ่
นอกจากน้ีก็มีพิธีบังสกุลอุทิศส่วนกุศลให้ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติ พี่ น้องที่ล่วงลับไปแล้วเช่นกัน แสดงว่าในแต่ละปีมนุษย์
ยอ่ มมีวาระส�ำ คญั ท่ีจะร�ำ ลกึ ถึงผลู้ ่วงลบั ซง่ึ คนไทยทางใต้มีงานประเพณเี รยี กวา่ ชงิ เปรต ในงานบญุ สารทเดอื นสบิ สำ�หรบั
เทศกาลเชงเม้งของจีนจะมีรูปแบบพิธีกรรมต่างกันโดยส้ินเชิง แต่มีคติความเช่ือในการรำ�ลึกถึงผู้วายชนม์นั้นเป็นแนวทาง
เดยี วกนั และทน่ี ่าสนใจ คอื จะทำ�ในช่วงคาบเกี่ยวของเดอื นเมษายนเช่นกนั
55นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
ภาพท่ี 3.4 กจิ กรรมวนั เชงเมง้ ในสุสานจีน จังหวดั นครสวรรค์
ซิงหมิง หรอื เชงเมง้ เป็นช่อื ของสารท (1 ปีมี 24 สารท) “เชง” หมายถึง สะอาด บริสุทธิ์ และ “เม้ง” หมายถงึ
สวา่ ง รวมกนั แลว้ หมายถงึ “ชว่ งเวลาแหง่ ความแจม่ ใส รน่ื รมย”์ สารทเชงเมง้ หรอื เชงเมง้ เรม่ิ ตน้ ประมาณ วนั ท่ี 5 เมษายน
- 20 เมษายน ของทกุ ปี ในฤดใู บไมผ้ ลิ อากาศจะคล้ายความหนาวเย็นเร่มิ เข้าสคู่ วามอบอ่นุ ของประเทศจีน มีฝนตกปรอย ๆ
มีบรรยากาศสดชื่นทอ้ งฟา้ ใสสว่างซงึ่ เปน็ ทม่ี าของช่ือ “สารทเชงเม้ง”
ประเพณที ี่ส�ำ คญั มากท่ีสดุ ของชาวจีน คือ ไหว้บรรพบรุ ษทีส่ ุสาน (ฮวงซ้ยุ หรือฮวงจุ้ย) เป็นการแสดงความกตญั ญู
ต่อบรรพบุรุษ โดยมีอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื้อท่ีเน้นเรื่องความกตัญญูเป็นสำ�คัญ ประเพณีน้ีสืบทอดมายาวนานเป็นพันปี
โดยขุนนางสมัยราชวงศ์โจว โจวกงนตี ้นั เปน็ ผกู้ �ำ หนดพธิ ีการจัดงานศพ
ในสมัยราชวงศ์ถัง ประมาณ ค.ศ. 618 พระราชพิธีเซน่ ไปไหว้สุสานอดตี กษัตริย์ โดยได้มกี ารบนั ทึกเป็นลายลกั ษณ์
อกั ษร ปีหน่งึ กระทำ�กันปลี ะ 2 คร้งั คอื ช่วงเชงเม้ง และประมาณปลายปี คาดวา่ นา่ จะเปน็ ช่วงตังโจย่
ประโยชน์ของการไหวบ้ รรพบุรษุ ในเทศกาลเชงเม้ง
1) เพอ่ื รำ�ลึกถงึ คณุ ความดีทบ่ี รรพบรุ ุษของเราได้กระท�ำ ไว้ ได้ดแู ลเราล�ำ บากเพ่อื เราให้มคี วามเป็นอยู่ท่ีดี เป็นแบบ
อย่างการด�ำ เนินชีวิต “เราสบายเพราะพอ่ แม่ บรรพบรุ ุษนั้นล�ำ บาก”
2) เป็นศูนย์รวมตระกูล ผังตระกูล โดยท่ัวไปการไหว้ท่ีดีท่ีสุดต้องนัดหมายไปไหว้พร้อมกัน คือ วัน และเวลา
เดียวกัน ทำ�ให้ลูกหลานท่ีอยู่กระจายกันไปได้มาพบปะสังสรรค์กันพร้อมหน้ากัน เป็นการสร้างความสามัคคี สร้างจุด
ศนู ย์รวม กลา่ วได้ว่าเป็นวนั รวมญาติ
3) เป็นกรอบดำ�เนินชีวิตสอน และสอนลูกหลานทุกคนว่า “พ่อแม่ตายแล้วยังกำ�หนดชะตาชีวิตลูกหลาน” เป็น
แบบอย่างในการดำ�เนนิ ชีวติ เนน้ ความกตญั ญูท่ีมตี อ่ บพุ การี และลกู หลานควรปฏิบัติตาม
4) เป็นการเตอื นสติตน ความตายต้องเกิดขนึ้ กับทุกคน และเป็นธรรมดาของมนษุ ย์ปุถุชน
56 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
วันเกดิ เจา้ แมส่ วรรค์
ภาพที่ 3.5 งานฉลองวนั เกิดเจ้าแมส่ วรรค์
พิธีกรรม และกิจกรรมในศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ และเจ้าแม่ทับทิม ในวันฉลองวันเกิดเจ้าแม่สวรรค์นั้น จะมีการ
ตั้งโต๊ะ และชุดไหว้เจ้าแม่ โดยชุดไหว้จะมีเนื้อสัตว์ท้ังปลา หมู ไก่ ผลไม้ต่าง ๆ รวมท้ังข้าว นํ้าชา เหล้า พร้อมทั้งจะมี
คณะกรรมการด�ำ เนินงานของศาลเจ้ามารว่ มประกอบพิธกี รรม โดยผเู้ ข้าร่วมงานจะนำ�ของไหว้ต่าง ๆ มาถวายเจ้าพ่อ และ
ร่วมประทานอาหารกลางวันเปน็ โตะ๊ จีนท่ที างศาลเจา้ จัดไว้
นอกจากน้ี ในวันงานดังกล่าวจะมีพิธีกรรมการประทับร่างทรงของเจ้าแม่สวรรค์อีกด้วย โดยจะมีการทำ�ฮู้ และ
น้ํามนต์ ตลอดจนให้ผู้มีจิตศรัทธามารับรู้ และประทับตราประจำ�ประองค์ท่ีหน้าผาให้กับคณะลูกศิษย์ หรือผู้ท่ีมาร่วมงาน
ในวันน้ดี ว้ ย
• เทศกาลไหวข้ นมจ้างหรอื (เทศกาลไหวข้ นมบะ๊ จ่าง)
ตํานานเทศกาลวันไหว้ขนมจ้าง (บ๊ะจ่าง) หรือเทศกาลตวนอู่ หรือเทศกาลตวงโหงว ตรงกับวันท่ี 5 เดือน 5
ตามปฏิทินทางจันทรคติ หรือ “โหงวเหว่ยโจ่ว” เป็นการระลึกถึงวันท่ี คุกง้วน หรือซีว์หยวนหรือชีหยวน (QuYuan
(278 - 340 ปี กอ่ นครสิ ตศ์ กั ราช) กวผี รู้ กั ชาตแิ หง่ รฐั ฉู่ กระโดดนา้ํ เสยี ชวี ติ เลา่ วา่ ในสมยั เลยี ดกก๊ มบี คุ คลหนง่ึ นามวา่ ซหี ยวน
เป็นผู้ท่ีมีความรอบรู้ และความสามารถรอบด้านเป็นนักปราชญ์ราชกวีคนหนึ่ง รวมทั้งรู้จักหลักการบริหารปกครอง
เป็นอย่างดี ชีหยวนเป็นเชื้อสายของกษัตริย์ผู้ครองแคว้นฉู่
ชหี ยวนได้รับราชการเป็นขุนนางในสมัยพระเจ้าฉู่หวายอ๋อง
เปน็ ทป่ี รกึ ษา และดแู ลเหลา่ เชอ้ื พระวงศ์ ชหี ยวนเปน็ ขนุ นาง
ท่ีซื่อสัตย์ และเป่ียมด้วยความรู้ความสามารถอันสูงย่ิง
เปน็ ทโี่ ปรดปรานของพระเจ้าฉ่หู วายออ๋ งเปน็ อนั มาก
ภาพที่ 3.6 ขนมบ๊ะจ่าง
57นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
เหลา่ ขุนนางกังฉนิ ท้งั หลายตา่ งก็ไม่พอใจชีหยวน ดว้ ยความที่ชีหยวนนน้ั เปน็ คนที่ซอื่ ตรงท�ำ งานอยา่ งตรงไปตรงมา
จึงมีหลายคร้ังท่ีการทำ�งานของชีหยวนเป็นไปเพ่ือการขัดขวางการโกงกินบ้านโกงกินเมืองของขุนนางกังฉินเหล่าน้ัน
พวกเขาจึงรวมหัวกันพยายามใส่ไคล้ชีหยวนต่าง ๆ นานา จนพระเจ้าฉู่หวายอ๋องเองก็ชักเริ่มมีใจเอนเอียง ชีหยวนรู้สึก
ทุกข์ระทมตรมใจมาก จึงได้แต่งกลอนข้ึนเพ่ือคลายความทุกข์ใจ กลอนบทน้ันมีชื่อว่า “หลีเซา” หมายถึง ความเศร้าโศก
จนต่อมาพระเจ้าฉู่หวายอ๋องถูกกลลวงของแคว้นฉิน และสวรรคตในแคว้นฉิน รัชทายาทของคู่หวายอ๋องจึงได้ข้ึนครอง
ราชย์บัลลังก์แทน
หลังจากท่ีกษัตริย์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ พระองค์ได้ทรงหลงเช่ือคำ�ยุยงของเหล่าขุนนางกังฉินพวกนั้น ในที่สุด
จงึ ไดม้ ีพระบรมราชโองการให้เนรเทศชหี ยวนออกจากแคว้นฉไู่ ป
ซีหยวนเศร้าโศกเสียใจมาก หลังจากเดินทางรอนแรมมาถึงแม่น้ําเปาะล่อกัง (บางตำ�ราว่าเป็นแม่น้ําแยงซีเกียง)
ชหี ยวนจงึ ไดต้ ัดสินใจกระโดดน้าํ ตายในวนั ขึ้น 5 คา่ํ เดอื น 5 นั้นเอง
พวกชาวบ้านที่รู้เร่ืองการตายของชีหยวน พวกเขาต่างก็รัก และอาลัยในตัวของชีหยวนจึงได้ออกเรือเพ่ือตามหา
ศพของชีหยวน ในขณะท่ีค้นหาศพ พวกเขาก็เตรียมข้าวปลาอาหารไปโปรยลงแม่นํ้าด้วย นัยว่าเพื่อล่อให้สัตว์นํ้ามากิน
จะได้ไม่ไปกัดกินซากศพของชีหยวน หลังจากน้ันทุกปีเมื่อถึงวันครบรอบวันตายของซีหยวนชาวบ้านจะนำ�เอาอาหารไป
โปรยลงแม่นํ้าเปาะล่อกัง หลังจากท่ีทำ�มาได้ 2 ปี ก็มีชาวบ้านผู้หน่ึงฝันเห็นชีหยวนที่มาในชุดอันสวยงาม กล่าวขอบคุณ
เหล่าชาวบ้านที่นำ�เอาอาหารไปโปรยให้เพ่ือเซ่นไหว้ แต่เขาบอกว่าอาหารท่ีเหล่าชาวบ้านนำ�ไปโปรยเพ่ือเป็นเครื่องเซ่น
ถกู เหลา่ สัตว์นาํ้ กนิ เสียจนหมดเกล้ียง เน่ืองจากบรเิ วณนนั้ มีสตั ว์นา้ํ อาศยั อย่มู ากมาย ชหี ยวนจงึ แนะน�ำ ให้นำ�อาหารเหลา่ นั้น
ห่อดว้ ยใบไผห่ รอื ใบจากก่อนน�ำ ไปโยนลงน้าํ เพอื่ ท่เี หล่าสัตวน์ ้ําจะไดน้ ึกวา่ เปน็ ต้นไมอ้ ะไรสักอยา่ ง จะไดไ้ ม่กินเข้าไป
หลังจากนั้นในปีต่อมา ชาวบ้านต่างก็ทำ�ตามท่ีชีหยวนแนะนํา คือ นำ�อาหารห่อด้วยใบไผ่ไปโยนลงน้ําเพ่ือเซ่น
ให้แก่ชีหยวน หลังจากวันน้ันชีหยวนก็ได้มาเข้าฝันชาวบ้านอีกว่า คราวน้ีได้กินมากหน่อยแต่ก็ยังคงโดนสัตว์น้ําแย่งไปกินได้
ชาวบ้านต้องการให้ชีหยวนได้กินอาหารที่พวกเขาเซ่นให้อย่างอ่ิมหนำ�สำ�ราญจึงได้ถามซีหยวนว่าควรทำ�เช่นไรดี ซีหยวน
จึงแนะนำ�อีกว่าเวลาที่จะนำ�อาหารไปโยนลงแม่น้ําให้ตกแต่งเรือเป็นรูปมังกรไป เม่ือสัตว์นํ้าทั้งหลายได้เห็นก็จะนึกว่าเป็น
เครื่องเซ่นของพญามังกรจะได้ไม่กล้าเขา้ มากนิ
วันเกิดเจ้าพอ่ กวนอู
ภาพที่ 3.7 งานฉลองวันเกดิ เจา้ พอ่ กวนอู
58 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
พิธีกรรม และกิจกรรมในศาลเจ้าในวันฉลองวันเกิดเจ้าพ่อกวนอูนั้น จะมีการต้ังโต๊ะ และชุดไหว้เจ้า โดยชุดไหว้
จะมีเน้อื สัตว์ ท้งั ปลา หมู ไก่ ผลไมต้ า่ ง ๆ รวมท้งั ขา้ ว และน้ําชา พรอ้ มทัง้ จะมีคณะกรรมการดำ�เนนิ งานของศาลเจา้ มารว่ ม
ประกอบพิธีกรรม โดยผู้เข้าร่วมงานจะนำ�ของไหว้ต่าง ๆ มาถวายเจ้าพ่อกวนอู หลังจากเสร็จเพิธีจะมีการรับประทาน
อาหารกลางวันร่วมกัน โดยจะมีพิธีกรรมการประทับร่างทรงของเจ้าพ่อกวนอูอีกด้วย โดยจะมีการทำ�ตู้ และน้ํามนต์
และแจกกระดาษท่ีประทับตราประจำ�พระองค์ นอกจากน้ีร่างประทับยังประทับตราที่หน้าผากให้กับคณะลูกศิษย์หรือผู้ท่ี
มารว่ มงานดว้ ย
• วนั สารทจีนและเทศกาลเทกระจาด (ทิง้ กระจาด)
เทศกาลสารทจีน เป็นเทศกาลก่ึงปีของชาวจีน 15 คํา่ เดือน 7 ถึง 15 คาํ่ เดือน 8 ตามคตวิ า่ ในแตล่ ะปี
ภายหลังเทศกาลตรุษจีนมาได้ 6 เดือน ชาวจีนที่ทำ�งาน ประตูผีจะเปิดออกเพื่อปลดปล่อยวิญญาณให้มาเยี่ยมญาติ
มาหนักตลอด 6 เดือน ในสมัยอดีต จึงได้จัดเทศกาลน้ีขึ้น พี่น้องท่ีโลกมนุษย์ คนจีนท่ัวไปจึงทำ�บุญอุทิศส่วนกุศลให้
เพื่อทำ�บุญทำ�ทาน โดยสอดคล้องกับความเชื่อด้ังเดิมที่ว่า วิญญาณท่ีไม่มีญาติ ทำ�บุญให้ หรือที่เรียกว่า วิญญาณ
ทุก 6 เดือน นรกในปรโลกจะเปิดให้วิญญาณได้ออกมารับ เร่ร่อน วิญญาณพเนจร (ภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกหอเฮียตี๋)
ส่วนบุญส่วนกุศลของมนุษย์เป็นเวลา 1 เดือน วันสารทจีน ในพิธีทิ้งกระจาดจึงมีพิธีสวดมนต์อุทิศให้ และมีอาหาร
จึงเป็นวันท่ีชาวจีนรำ�ลึกถึงชาวจีนท่ีเสียชีวิตแล้วไม่มีญาติ เซ่นไหว้วิญญาณเร่ร่อนเหล่านี้ โดยมูลนิธิหรือสมาคมจีน
มากราบไหว้ประกอบกับชาวจีนโพ้นทะเลในเมืองจีนหมด จะจัดเจ้าหน้าท่ีออกไปเร่ียไรเงินจากชาวจีนด้วยวิธีติดใบ
ชาวจีนในเมืองไทยท่ีเป็นมิตรสหายบ้าง เป็นคนชาติเดียว เร่ียไรไว้ท่ีกระจาดใบเล็ก ๆ แล้วแจกกระจาดเหล่านี้ไปตาม
กันบ้าง จึงเน้นการจัดเทศกาลสารทจีนเป็นพิเศษ เพราะ บ้านเรือนชาวจีน เพื่อนำ�เงินบริจาคมาซื้อเคร่ืองเซ่นทั้ง
นอกจากจะได้พักผ่อนตามเทศกาลแล้วยังได้ทำ�บุญทำ�ทาน อาหารสด และแห้ง แล้วจะมีการต้ังโต๊ะที่กลางแจ้งหน้า
โดยการเทกระจาด ศาลเจ้า ประกาศอทุ ศิ เคร่ืองเซ่นเหล่านั้นแกบ่ รรดาวิญญาณ
วนั สารทจนี คอื วนั ท่ี 15 คา่ํ เดอื น 7 ตามปฏทิ นิ จนี ที่ไร้ญาติ ต่อจากนั้นจึงนำ�อาหารมาจัดเป็นชุดทำ�ฉลาก
โดยจะมีการเซ่นไหว้ชาวจีนที่เสียชีวิตไป อย่างไร้ญาติ และ ก�ำ หนดไวใ้ นแตล่ ะชดุ แลว้ น�ำ ฉลากตดิ ไวใ้ นกระจาดใบเลก็ ๆ
เซ่นไหว้บรรพบุรุษ โดยจะแยกการเซ่นไหว้ออกจากกัน ท้ิงให้กับคนยากจนที่มาคอยรับและนำ�ไปขึ้นของบริจาค
คือ ชาวจีนจะเซ่นไหว้บรรพบุรุษของตนก่อนมีการต้ังโต๊ะ ตามฉลากนัน้ ๆ
ส่วนการเซ่นไหว้วิญญาณท่ีไม่มีญาตินั้น จะมีการเซ่นไหว้ใน กิจกรรม และพิธีกรรมในงานสารทจีน และงาน
บรเิ วณรมิ แมน่ า้ํ หรอื ทางสามแพรง่ โดยจดั อาหารเปน็ ชาม ๆ ทิ้งกระจาด ณ ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ และเจ้าแม่ทับทิม
พร้อมด้วยกระดาษเงิน กระดาษทอง หรือบางครอบครัว บรเิ วณดา้ นล่างของศาลเจ้า บริเวณดา้ นหนา้ ทางขึน้ ศาลเจ้า
จะต้ังไว้บนพ้ืนใกล้กับประตูบ้าน และต้องจุดธูปไว้ในชาม ถูกจัดสถานที่ให้เป็นพ้ืนท่ีจุดรับถึงบริจาค และบริเวณด้าน
ทุกใบ หรือทุกช้ินของประเภทอาหาร การเซ่นไหว้ปกติ ข้างของศาลเจ้าถูกจัดให้เป็นจุดการลงทะเบียนรับบัตรคิว
ทำ�กันในตอนใกล้เคียงประมาณ 1 ช่ัวโมง เป็นอันเสร็จพิธี เพื่อรับบริจาคส่ิงของ และมีการจัดโซนในการรับถังบริจาค
จากน้ันเก็บอาหารบนโต๊ะบูชาบรรพบุรุษมารับประทาน ทาน แบ่งเปน็ จุดรับของส�ำ หรบั อายุ 80 ปีข้ึนไป และจุดรับ
รว่ มกันระหว่างพีน่ อ้ ง สว่ นอาหารทีพ่ ืน้ ใหเ้ ป็นทานไป ของประชาชนทั่วไป ขณะที่ไปสังเกตการณ์น้ันเป็นเลาของ
สําหรับการท้งิ กระจาดน้นั เป็นวิธีการทำ�บุญทำ�ทาน การรบั บตั รควิ โดยผู้ประสงคจ์ ะรบั บริจาคส่งิ ของน้ันจะตอ้ ง
ของคนจีนต่อคนยากจน โดยนำ�การช่วยเหลือคนจนมา มาข้ึนทะเบยี นทางคณะกรรมการฯ บริเวณข้างศาลเจ้า และ
ผนวกกับคติความเช่ือเร่ืองท่ีว่าปรโลกจะปล่อยวิญญาณมา ต้องแสดงทะเบียนบ้านและบัตรประชาชน พร้อมกับรับ
สู่โลกมนุษย์ในเดือน 7 ดังนั้นการเทกระจาดจึงจัดได้ต้ังแต่ บัตรควิ
59นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 3
ภาพที่ 3.8 ประชาชนท่มี ารอรับแจกทานในงานสารทจีนและทิ้งกระจาด
1) บริเวณด้านบนของศาลเจ้า ภาพที่ 3.9 การแสดงงิว้
ทุกปีก่อนเร่ิมพิธีกรรมจะมีคณะงิ้วที่แสดงอยู่ที่หน้า
ศาลเจ้าแม่หน้าผา มาทำ�การแสดงหน่ึงฉาก หรือหน่ึงเรื่อง
ต่อหน้าเทพเจ้าในศาลแห่งนี้ ในภาษาจีนไหหลํา จะเรียกว่า
บ่วยบ้วนเตีย โดยจะเป็นการนำ�คณะงิ้วมาไหว้อวยพร หรือ
คารวะให้กับเจ้าพ่อเทพารักษ์ก่อนที่จะเริ่มประกอบพิธีกรรม
ตา่ ง ๆ
หลังจากท่ีคณะง้ิวแสดงจบ จะเข้าสู่ช่วงของการประกอบพิธีกรรมการไหว้เจ้าในงานสารทจีน และงาน
ทงิ้ กระจาดของศาลเจ้า โดยมีคณะกรรมการศาลเจา้ พอ่ เทพารักษ์ - เจา้ แมท่ บั ทมิ และคณะเถา่ นง้ั รว่ มประกอบพธิ ีกรรม
ซ่ึงผู้เข้าร่วมพิธีจะสวมใส่ชุดจีนสีชมพู และสีฟ้า โดยมีจุดท่ีประกอบพิธีในบริเวณด้านหน้าทางเข้าศาลเจ้า (ด้านซ้ายมือ)
เมอ่ื หนั หนา้ เข้าตวั อาคาร ซ่ึงจะพบว่ามีการจัดโตะ๊ ไหว้ และมขี องไหวต้ า่ ง ๆ จ�ำ นวน 3 โต๊ะ ไดแ้ ก่ 1) โต๊ะชดุ ไหว้ยมทูต
หน้าประตูทางเข้าศาล (ด้านซ้าย) 2) โต๊ะไหว้วิญญาณผู้ล่วงลับไปแล้ว และ 3) โต๊ะไหว้ เทพยดาฟ้าดิน นอกจากนี้
บริเวณหัวมุมด้านซ้ายสุดนั้นจะเป็นจุดสำ�หรับวางกระจาด และสิ่งของบริจาคต่าง ๆ ที่ใช้ในงานประเพณีทิ้งกระจาด
เป็นจุดสำ�หรบั วางสิ่งของท่ีคนมาร่วมทำ�บุญ และบรจิ าค โดยมีภาชนะใส่ของเปน็ กระจาดตั้งวางไว้ เพอื่ เปน็ การอนุรกั ษ์
และยังคงไว้ซงึ่ เอกลกั ษณ์ส�ำ คัญในงานประเพณีท้งิ กระจาดลักษณะแบบดัง้ เดมิ ไว้
ภาพที่ 3.10 ของไหว้ข้าวปลาอาหาร (ตาเต) ภาษาจีนไหหลำ� ภาพท่ี 3.11 ชุดอาหารแหง้ ผลไม้ บะหมส่ี �ำ เรจ็ รูป ข้าว และเกลือ
ขี้ไต้ ผกั บ้งุ (ท้ังสดและต้ม) เสือ้ ผา้ ใส่กระดาษแบบดง้ั เดมิ
60 นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 3
2) พธิ กี รรมท่สี ำ�คญั ในงานประเพณีท้งิ กระจาด
นอกจากนย้ี งั มกี ารจดั เตรยี มอาหารคาวหวาน และผลไมใ้ สใ่ นกระดง้ เพอ่ื เขา้ ไปวางไวใ้ นบรเิ วณทเ่ี ปน็ ทางสามแพรง่
เพื่อเป็นการเซ่นไหว้ และเชิญวิญญาณผู้ดวงสับที่ไร้ญาติที่เสียชีวิตในบริเวณน้ัน ถือว่าเป็นเส้นทางบก และบริเวณริมแม่นํ้า
เจา้ พระยา จะเป็นการเซ่นไหว้วญิ ญาณผู้ล่วงลบั ที่ไร้ญาติทเี่ สียชวี ติ ในทางน้ํามารับของเซน่ ไหว้ต่าง ๆ อีกด้วย ซ่งึ ในการไหว้
ยมทตู น้ัน พธิ ีกรไดใ้ ห้คณะกรรมการผปู้ ระกอบพิธีกรรมไดต้ ั้งจิตอธิษฐานบอกกลา่ วให้ยมบาลไดเ้ ปดิ โลกทุกขมุ การเปดิ โลก
ทง้ั หมด เพ่ือใหว้ ญิ ญาณไดม้ ารบั ของเซน่ ไหวใ้ นพิธกี รรมงานทง้ิ กระจาด
กิจกรรมตอ่ มา คอื พธิ ีทิง้ กระจาด โดยมีการจดั ชุดอาหารแห้งใสก่ ระจาดชุดเลก็ ซ่ึงเปน็ การปฏิบตั ิตามธรรมเนียม
ประเพณดี ัง้ เดิมไว้ เพือ่ อนุรกั ษส์ ืบสานใหค้ นรุน่ หลังได้เรยี นรู้ โดยจะมีตัวแทนจากคณะกรรมการศาลเจา้ และคณะเก่าทง้ั มา
ร่วมแจกทาน โยนทานสิง่ ของต่าง ๆ ใหก้ บั ผมู้ ารอรบั บรจิ าคทานเปน็ จำ�นวนมากในบรเิ วณด้านลา่ งของอาคารศาลเจ้า
ในวนั สดุ ทา้ ยของเทศกาลสารทจนี นน้ั ทางศาลเจา้ พอ่ เทพารกั ษเ์ จา้ แมท่ บั ทมิ ไดก้ �ำ หนดจดั การสง่ วญิ ญาณผลู้ ว่ งลบั
ไร้ญาติน้ันกลับสู่ยมโลกในตอนเย็นของวันสารทจีน จะมีการประกอบพิธีกรรม และมอบเส้ือผ้าชุดใหม่สำ�หรับให้วิญญาณ
ผู้สว่ งลับ และวิญญาณไรญ้ าติต่าง ๆ เพ่อื ใสก่ ลบั ไปยงั ยมโลก โดยจะมีการจุดรปู รอบ ๆ ศาลเจ้า เพือ่ นำ�ส่งวิญญาณต่าง ๆ
กลบั สยู่ มโลก
• เทศกาลไหวพ้ ระจันทร์
ภาษาจีนเรียกวันไหว้พระจันทร์ว่า จงชิว (ตงชิว) ท่ีมาของคำ�ว่า จงชิว นี้คือ เดือนแปดตามปฏิทินจันทรคติ
ตกอย่ชู ่วงกลางฤดใู บไม้ร่วง (เดือนเจ็ด และเดอื นแปดอย่ใู นฤดูใบไมร้ ว่ ง หน่ึงฤดแู บ่งเป็น เมิง่ จง้ จ้)ี ดงั น้ันกเ็ ลยเรียกวา่ จงชิว
ประกอบกบั วนั ขึน้ สบิ หา้ ค่าํ เดอื นแปดกต็ กอยใู่ นชว่ งกลางของเวลาทีเ่ รยี กว่า จ้งชวิ น้ี จงึ เรียกเทศกาลดังกลา่ วว่า จงชิว ด้วย
ในคืนวันไหว้พระจันทร์ดวงจันทร์สว่าง และกลม ถือว่าสวยท่ีสุด ผู้คนถือว่า ดวงจันทร์ท่ีกลมเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของ
ความสามัคคี ดังน้ันจึงเรียกเทศกาลนี้ว่า “เทศกาลแห่งความกลมเกลียว” เทศกาลไหว้พระจันทร์เป็นเทศกาลดี
เปน็ เทศกาลท่ีมคี วามเก่ยี วขอ้ งกบั ตำ�นาน เรื่องดวงจันทรข์ องชาวจนี อย่างแนบแนน่ เช่น เร่อื งฉางเออ๋ เหนิ สดู่ วงจนั ทร์ ถอื ว่า
เป็นเร่อื งทมี่ ีชื่อเสยี งมาก วันไหว้พระจันทรเ์ ปน็ การไหว้คร้งั ท่ี ของปี เรียกการไหวค้ รั้งน้ีว่า ตงชวิ โจย่ การไหวพ้ ระจนั ทร์ของ
คนจีน เป็นท่ีรู้จักกันดีกว่าเทศกาลไหว้อื่น ๆ เพราะมีเร่ืองราวท่ีน่าสนใจ เป็นการไหว้เจ้าแม่กวนอิม และมีของไหว้ท่ีเป็น
แบบเฉพาะ เช่น มีขนมไหว้พระจันทร์ มีต้นอ้อย โคมไฟ อีกท้ังเทศกาลน้ีเป็นอุบายในการปลดแอกชาติจีนออกจาก
การปกครองของพวกมองโกล
วันไหวพ้ ระจนั ทร์ ถือเป็นวันสารท เพราะตรงกับวันกลางเดอื น คอื วนั ท่ี 15 ถา้ เป็นตรษุ จะเป็นวนั ที่ 1 ของเดือน
ตรงกบั วนั ท่ี 15 เดอื น 8 ของจีน และถอื เป็นวันกลางเดอื น ของเดอื นกลางฤดูใบไมร้ ว่ งดว้ ยวา่ ประเทศจนี น้นั แบง่ วนั เวลา
เป็น 4 ฤดูกาล ฤดูหน่งึ มี 3 ดวง คอื ชงุ แห่ ชิว ต้ัง คือ ฤดใู บไมผ้ ลิ ฤดฝู น ฤดใู บไม้รว่ ง ฤดหู นาว ตามลำ�ดับ ขนมท่ีทำ�มา
เปน็ พเิ ศษในเทศกาลไหวพ้ ระจนั ทรน์ ก้ี ค็ อื ขนมเปย๊ี ะกอ้ นใหญพ่ เิ ศษ ไสห้ นา มขี นมโกเ๋ กสขี าว ขนมโกส๋ อดไสข้ นมโกส๋ เี หลอื ง
เมอ่ื ไหวเ้ สรจ็ ก็แบ่งกันรบั ประทานในครอบครวั
1) ตำ�นานประเพณไี หวพ้ ระจันทร์ (เทพธิดาฉางเอ๋อ)
เมื่อ 4,000 ปลี ว่ งมาแล้ว ในสมัยราชวงศ์เซีย้ ของจีน ทอ้ งฟ้ามีพระอาทิตย์ 10 ดวง สอ่ งแสงลงมาเผาผลาญโลก
มนุษย์จนเกิดความเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ฮ่องเต้ในสมัยนั้นจึงได้ประกาศหาผู้ที่มีความสามารถมาทำ�ลายพระอาทิตย์
เพ่อื ลดความร้อน และบรรเทาความเดือดร้อนแกป่ ระชาชนผู้ทกุ ขย์ าก ตอ่ มามนี กั แมน่ ธนูมือฉมงั นายหนึง่ นามวา่ “โฮวอ”ี้
ได้มาอาสาสมัครทำ�งานช้ินนี้ โฮ้วอี้สามารถยิงดวงอาทิตย์ตกลงมา 9 ดวง เหลือไว้เพียงหนึ่งดวงเพ่ือให้เกิดความสมดุล
ของโลกเหมือนในปัจจุบันน้ี เมื่อโฮ้วอี้ทำ�การสำ�เร็จฮ่องเต้ก็ปูนบำ�เหน็จรางวัลให้โดยแต่งตั้งให้เขาเป็นใหญ่ในแผ่นดิน และ
นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3 61
สามารถทำ�อะไรก็ได้เหมือนกับการได้รับดาบอาญาสิทธิ์พร้อมกันน้ีได้มอบหญิงงามให้เป็นภรรยาหนึ่งคน หญิงงามผู้นี้
มีนามว่า “ฉางเออ๋ ”
คร้ันเวลาล่วงผ่านไป โฮ้วอ้ีได้รับยาวิเศษจากเจ้าแม่อวงบน้ีมีสรรพคุณทำ�ให้อายุยืนยาว และสามารถเหาะเหิน
เดินอากาศได้ ตอนที่ยามาถึงบ้านโฮ้วอ้ีไม่อยู่ นางฉางเอ๋อผู้เป็นภรรยาได้รับยาน้ีไว้ และนางคิดว่าถ้าให้โฮ้วอี้กินยานี้แล้ว
ทำ�ให้อายุยืน ก็จะทำ�ความเดือดร้อนให้แก่ผู้คนอีกเป็นจำ�นวนมาก เน่ืองจากต้ังแต่โฮ้วอ้ีได้รับสิทธิพิเศษจากฮ่องเต้แล้ว
เมื่อมีผู้ใดขัดใจก็จะฆ่าทิ้งด้วยความกลัวว่าผู้คนจะตายกันมากขึ้นนางฉางเอ๋อจึงตัดสินใจกินยาเสียเอง เม่ือกินยาแล้วก็กลัว
สามีจะรู้ และฆ่านาง นางจึงได้วิ่งหนีไป ในขณะที่วิ่งไปนั้นยาวิเศษออกฤทธิ์ทำ�ให้นางเหาะได้ นางฉางเอ๋อจึงเหาะหนีไป
อยู่บนดวงจันทร์ชาวบ้านที่เห็นนางเหาะไปอยู่บนดวงจันทร์ก็กลัวนางจะอดอยาก และด้วยความระลึกถึงความดีของนาง
จงึ จดั ของเซน่ ไหว้ นบั ตง้ั แต่น้ันมากม็ ีการไหว้พระจนั ทรเ์ ป็นประจ�ำ ทุกปีในคืนวนั เพญ็ เดอื นแปดของจีน หรอื วันสารทตงชิว
เพอ่ื เซ่นไหว้เทพธดิ าฉางเอ๋อ เพ่อื ให้ประทานความสุขความอุดมสมบรู ณข์ องพชื พรรณธญั ญาหารแก่มวลมนษุ ย์
สําหรบั โตะ๊ ไหวพ้ ระจนั ทรน์ น้ั คนจนี มกั จะใชโ้ ตะ๊ กลม ขนมเปย๊ี ะ หรอื ของทต่ี ง้ั ไหวม้ กั จะเปน็ รปู ทรงกลม เชอ่ื กนั วา่
จะเป็นสัญลักษณ์แห่งความสมบูรณ์ความกลมเกลียว ดอกไม้ ดอกเบญจมาศ ส่องประกายสีเหลืองอร่าม และเป็นดอกไม้
ตามฤดูกาลของจีน โต๊ะแต่ละโต๊ะ มีต้นอ้อย 2 ต้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความรุ่งเรือง และความหวาน ส่วนโคมไฟ
ให้แสงสว่าง ที่ขาดไม่ได้ คือ เคร่ืองสำ�อางสำ�หรับเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ “ฉางเอ๋อ” ซึ่งชาวจีนเช่ือว่าเทพธิดาฉางเอ๋อ
ยังสถิตอยบู่ นดวงจนั ทร์
นอกจากน้ี ยงั มเี รอ่ื งเลา่ ขานสบื ตอ่ กนั มาเกย่ี วกบั การกชู้ าตขิ องชนชาวจนี อกี ดว้ ย ในชว่ งปี พ.ศ. 1822 ชาวมองโกล
ภายใตก้ ารนาํ ของกุบไลขา่ น (หลานปู่ของ เจงกีสข่าน) ได้รุกรานเข้าสแู่ ผน่ ดนิ จนี ในสมัยราชวงศ์ซอ้ ง สามารถโคน่ ลม้ และ
ยึดครองประเทศจีนได้ จากนั้นได้สถาปนาก่อตั้งราชวงศ์หยวนข้ึนปกครองประเทศจีนในช่วงปี พ.ศ. 1823 - 1911 ช่วง
ปลายราชวงศ์หยวน รัชสมัยของพระเจ้าหยวนซุ่นตี้เกิดความวุ่นวาย และภัยพิบัติขึ้นมากมาย ราชสำ�นักอ่อนแอจึงทำ�ให้
มีชาวจีนหลายกลุ่มคิดก่อการกบฎเพื่อกอบกู้แผ่นดินจีน แต่ว่าทางการออกคําสั่งห้ามชุมนุมกันจึงยากที่จะรวมกลุ่ม
เพ่อื ปรกึ ษาแผนการ และระดมพล ในตอนน้ันมนี ักยุทธศาสตร์การศกึ ชอื่ หลวิ ปอ๋ อนุ ชาวมณฑลเจอ้ เจยี ง ซง่ึ เปน็ ทีป่ รึกษา
ของกลุ่มกบฏที่นำ�โดย จูหยวนจาง ได้คิดแผนการรวบรวมพลให้ก่อการขึ้นพร้อมกัน เนื่องจากชาวมองโกลนั้นไม่นิยม
กินขนมเป๊ียะไหว้พระจันทร์ ดังนั้นจึงอาศัยช่วงโอกาสน้ีทําขนมเปี๊ยะไหว้พระจันทร์ที่มีไส้หนาแล้วสอดไส้กระดาษท่ีเขียน
ข้อความไวว้ า่ “15 ค่าํ เดอื น 8 สงั หารมองโกล” น�ำ ออกแจกจา่ ยใหก้ บั ชาวจนี ท้งั หลาย
เม่ือถึงคืนวันไหว้พระจันทร์ กลุ่มชาวจีนทั้งหลายก็ลงมือก่อการข้ึนโดยพร้อมเพรียงกัน และสามารถโค่นล้ม
ราชวงศ์หยวนลงได้ จูหยวนจางได้สถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้ก่อตั้งราชวงศ์หมิงข้ึน (พ.ศ. 1911 - 2187) นับจากน้ัน
เทศกาลวนั ไหว้พระจนั ทร์ทีม่ ีการไหวข้ นมเปี๊ยะไหวพ้ ระจันทรจ์ งึ เป็นงานฉลองระดับชาติ เพอ่ื ร�ำ ลึกถงึ เหตุการณ์ในครั้งน้นั
2) การต้ังโต๊ะไหว้พระจนั ทร์
การต้ังโต๊ะพิธีไหว้ดวงจันทร์ มักจะหันโต๊ะพิธีเข้าหาดวงจันทร์ บนโต๊ะพิธีที่นิยมกันน้ันจะประกอบด้วย อาหารเจ
(ไมม่ เี นือ้ สัตวท์ กุ ชนิด) เนื่องจากอิทธิพล ของศาสนาพุทธนิกายมหายานทเี่ ช่ือกันวา่ พระจนั ทร์มพี ระโพธิสัตว์ “จันทรประภา
โพธิสัตว”์ ซึ่งเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าท่ีสถิตอยบู่ นดวงจันทร์
อาหารเจทน่ี ยิ มน�ำ มาไหว้น้ัน นิยมน�ำ มาไหวเ้ ปน็ อาหารเจแหง้ 5 ชนิด ได้แก่ วนุ้ เส้น เหด็ หูหนู (ขาวหรอื ดำ�ก็ได)้
ดอกไม้จีน ฟองเต้าหู และเห็ดหอม นอกจากน้ีก็จะมีการนำ�ผลไม้ และขนมมาไหว้ ส่วนใหญ่นิยมใช้ขนมไหว้พระจันทร์
ซ่ึงท่ีได้รับความนิยมมาก คือ ขนมไหว้พระจันทร์ของคนกวางตุ้ง ที่มีไส้เยอะ ช้ินใหญ่ บางอันมีไข่เค็ม ซึ่งมีรสชาติอร่อย
ภายหลังได้รับความนิยมแพร่หลายไปท่ัวประเทศ จีน ซึ่งในสมัยก่อนนั้นขนมไหว้พระจันทร์จะทำ�ข้ึนมาจากผลิตผลทาง
การเกษตรของ ครอบครัว เช่น แป้งขา้ วเหนยี ว ถว่ั งา ฯลฯ
62 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
ส่วนผลไม้นิยมใช้ ส้มโอ ซ่ึงเป็นผลผลิตในช่วง
ฤดูใบไม้ผลิ และนิยมใช้เผือกทั้งหัวมาไหว้ มีเร่ืองเล่าว่า
การใช้เผือกท้ังหัวน้ัน เกิดข้ึนภายหลังราชวงศ์หยวนท่ีเป็น
คนเผ่ามองโกล ปกครองชาวฮ่ัน ซ่ึงราชวงศ์หยวนน้ันเกรง
ว่าชาวฮ่ันซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของจีนจะคิดต่อต้านมองโกล
จึงติดประกาศห้ามชุมนุม แต่ในโอกาสเซ่นไหว้พระจันทร์น้ี
ชาวฮ่ันได้ใช้วิธีนัดหมายโดยสอดกระดาษไว้ข้างในขนมไหว้
พระจันทร์มีข้อความทำ�นองว่า ให้นำ�หัวทหารมองโกล
เซ่นไหว้ดวงวิญญาณวีรชน ซ่ึงคำ�ว่าเผือกน้ัน ในภาษาจีน
จะออกเสียงคล้ายคำ�ว่าหู ซ่ึงแปลว่า ชนเผ่าเร่ร่อน หรือ
ชาวมองโกลนั่นเอง จึงมีความนิยมนำ�เผือกมาไหว้ท้ังหัวแทน
ศีรษะของทหารชาวมองโกลดว้ ย ภาพท่ี 3.12 การตั้งโต๊ะไหว้พระจันทรท์ จี่ ดั ข้ึนภายในศาลเจา้ แม่หน้าผา
นอกจากผลไม้แล้ว ก็จะมีเคร่ืองไหว้ต่าง ๆ ได้แก่ ธูป เทียน กระถางธูป กระดาษไหว้พระจันทร์ กระดาษเงิน
กระดาษทอง ซ่ึงบางบ้านนำ�มาทำ�เป็นโคมไฟ กระดาษเงินกระดาษทอง และมักนิยมใช้แผ่นป้ายที่เขียนตัวหนังสือจีนว่า
“ตงชิว” ในภาษาแต้จิ๋ว หรือ “จงซิว” ในภาษาจนี กลางแปลวา่ ไหว้พระจนั ทรด์ ้วย ปัจจุบันน้ีในเมอื งไทยมขี ายเครื่องไหว้
และเคร่ืองไหว้ต่าง ๆ ท่ีเยาวราช ซ่ึงในช่วงนี้เร่ิมวางขาย และมีการจับจ่ายซ้ือเคร่ืองไหว้พระจันทร์กันมากท่ีสุด สามารถ
จัดโต๊ะไหว้พระอย่างง่าย ๆ ได้ โดยใช้ขนม และผลไม้เป็นหลัก โดยฝ่ายหญิงน้ันนิยมนำ�แป้ง และเคร่ืองประทินโฉมต่าง ๆ
มาวางบนโต๊ะพิธี เพอื่ ขอพลังแหง่ ดวงจันทร์ซึ่งถอื วา่ เป็นพลังที่ช่วยให้สวยงาม
พธิ ีกรรมและการเตรียมของตง้ั โตะ๊ ไหว้พระจนั ทร์
1. ไหว้เจ้าในช่วงเช้า ของไหว้จัดปกติ เหมือนจัดของไหว้เจ้าปกติ แต่เพ่ิมขนมไหว้พิเศษ คือ ขนมไหว้พระจันทร์
ขนมโก้ และขนมเปยี๊ ะ
2. ของไหว้บรรพบุรุษ ของไหว้จัดปกติ เหมือนจัดของไหว้บรรพบุรุษปกติ แต่เพ่ิมขนมไหว้พิเศษ คือ ขนมไหว้
พระจันทร์ ขนมโก๋ ขนมเป๊ียะ และผลไม้ไหว้ พเิ ศษ เชน่ สม้ โอผลใหญ่
3. ของไหวเ้ จา้ แม่ในตอนคํ่า
- ของคาว อาหารเจแหง้ 5 อย่าง คอื วุ้นเส้น ดอกไม้จีน เหด็ หหู นู เหด็ หอม และฟองเต้าหู
- ขนมไหว้ ขนมไหวพ้ ระจันทร์ไส้อะไรก็ได้ท่ไี มม่ ไี ขแ่ ดงเคม็ และต้องไม่ใชไ่ สโ้ หงวยิ้ง หรือเมล็ด 5 อยา่ ง เพราะ
ไส้โหงวยง้ิ มใี ส่มันหมแู ข็งจงึ เปน็ ของชอ คือ มีคาว แตไ่ หว้เจา้ แม่ตอ้ งไหว้อาหารเจ
- ขนมโก๋ มีหลายชนิดเชน่ ขนมโกข๋ าว โก่เหลอื ง โกเ่ ช้ง และขนมโกอ๋ ่อน แบบต่าง ๆ
- ผลไม้ และเพ่มิ พิเศษ สม้ โอผลใหญ่ ๆ
- เคร่ืองดมื่ ใช้ชานํ้า หรอื ชาใบ หรอื มที ัง้ สองแบบ
- กระดาษเงิน ค้อซี กอจี๊
ในวันไหว้พระจันทร์ ตามประเพณีจีนของชาวจีนท่ีนครสวรรค์จะถือโอกาสในวันน้ีเป็นวันท่ีจะคัดเลือกผู้ท่ีจะมา
เป็นองคส์ มมตเิ จ้าแม่กวนอิม ในงานตรษุ จีนปากน้าํ โพของนครสวรรค์ การทไี่ ด้เป็นตัวแทนขององค์เจ้าแมก่ วนอมิ น้ัน ถือวา่
ไดร้ บั เกยี รตอิ ยา่ งสูง
63นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
คณุ สมบตั ิผเู้ ข้ารบั การคัดเลือกองคส์ มมติเจ้าแมก่ วนอมิ มีดงั น้ี
1. เปน็ สาวพรหมจรรย์
2. เป็นลูกหลานชาวนครสวรรคโ์ ดยก�ำ เนิด
3. มอี ายุระหว่าง 15 - 24 ปี ส่วนสูงต้งั แต่ 158 เซนติเมตรขึ้นไป
4. มีความพรอ้ มท่ีจะเข้าร่วมกจิ กรรมกบั คณะกรรมการจดั งานฯ ในการประชาสัมพันธ์งานอย่างตอ่ เน่ือง
5. มคี วามพรอ้ มทีจ่ ะถือศีลกินเจ กอ่ นวันเขา้ ร่วมกิจกรรมการคัดเลือกองค์สมมุตฯิ อยา่ งนอ้ ย 5 วนั
6. ไมเ่ ป็นผทู้ ่เี คยได้รับคดั เลอื กเปน็ องคส์ มมุติฯ มากอ่ น
7. มีค�ำ รบั รองความประพฤตจิ ากผ้ปู กครองหรือสถาบัน
8. หลังจากได้รับคัดเลือกเป็นองค์สมมุติเจ้าแม่กวนอิมแล้ว ห้ามไปประกวดในงานต่าง ๆ อีก จนกว่าจะหมดวาระ
หนา้ ทใี่ นงานเทศกาลตรษุ จนี ประจ�ำ ปี
9. ในระหว่างท่ีเป็นองค์สมมุติเจ้าแม่กวนอิม จะต้องปฏิบัติตามข้อตกลง หรือวัตถุประสงค์ของคณะกรรมการฯ
หากไม่ปฏิบตั ิตาม หรือประพฤตไิ มเ่ หมาะสม ทางคณะกรรมการจะปลดออกทนั ที
10. ผู้ทีไ่ ดร้ ับการคดั เลือกเป็นองค์สมมตุ ิเจา้ แม่กวนอมิ ต้องถือศลี กินเจจนสิน้ สดุ เทศกาลตรษุ จนี
11. ผูท้ ำ�การจดั ฟนั ยินดีถอดชดุ ดดั ฟันในขณะเขา้ รว่ มทกุ กิจกรรม
การคัดเลือกองคส์ มมุติเจ้าแม่กวนอิมน้นั มหี ลายขน้ั ตอน โดยท�ำ การคดั เลอื กจนเหลอื 10 คนสุดทา้ ย แล้วจึงนำ�มา
ให้เสี่ยงทายว่าใครจะเป็นผู้ท่ีจะได้รับเกียรติน้ี การเส่ียงทายนี้เรียกว่า “ป่ัวะปวย” จัดข้ึนในศาลเจ้าแม่ทับทิม ในวันไหว้
พระจนั ทรโ์ ดยท�ำ การโยน นว้ิ (ไมส้ แี ดงรปู สเ่ี หลย่ี มคางหมู ดา้ นหนง่ึ เรยี บ ดา้ นหนง่ึ โคง้ มี 2 ชน้ิ หนา้ ตาเหมอื นกนั ประกบกนั
ไดเ้ หมอื นขนมครก) โดยท�ำ การโยน 3 ครง้ั หากผลออกมา 3 ครง้ั ไมเ่ หมอื นกนั (ควา่ํ + หงาย, ควา่ํ + หงาย, ควา่ํ + ควา่ํ )
แสดงวา่ เจ้าแมไ่ ด้เลือกคนนนั้ และเปน็ ผทู้ ไี่ ด้รับการคัดเลือกจะเข้ารว่ มในพธิ ไี หวพ้ ระจนั ทรข์ องศาลเจ้าแมห่ นา้ ผา
วนั เกิดเจา้ แม่ทับทิม
ภาพท่ี 3.13 งานฉลองวนั เกิดเจา้ แม่ทบั ทิม
64 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
พิธกี รรม และกจิ กรรมในศาลเจา้ ในวนั ฉลองวนั เกดิ เจา้ แมท่ บั ทมิ นน้ั จะมกี ารตง้ั โตะ๊ และชดุ ไหวเ้ จา้ โดยชดุ ไหว้
จะมีเน้อื สัตว์ท้งั ปลา หมู ไก่ ผลไมต้ า่ ง ๆ รวมท้ัง ข้าว และนํา้ ชา พร้อมท้งั จะมคี ณะกรรมการดำ�เนนิ งานของศาลเจ้ามาร่วม
ประกอบพิธีกรรม โดยผเู้ ข้ารว่ มงานจะนำ�ของไหวต้ ่าง ๆ มาถวายเจ้าแม่ และรว่ มประทานอาหารกลางวัน เป็นโตะ๊ จีนท่ีทาง
ศาลเจา้ จดั ไว้ ซง่ึ ถอื วา่ เปน็ กจิ กรรมทำ�บญุ บรจิ าค เพอ่ื ใชใ้ นการทำ�กจิ กรรมของศาลเจา้ โดยจะมพี ธิ กี รรมการประทบั รา่ งทรง
ของเจ้าแม่ทบั ทิม จะมีการทำ�สูแ้ จก และแจกของท่ีคนนำ�มาทำ�บญุ ถวายเจ้าแม่ โดยมผี รู้ ว่ มงานเปน็ จำ�นวนมาก ร่างประทบั
จะแจกสู้ และประทบั ตราประจำ�พระองคท์ ี่หน้าผาใหก้ ับคณะลกู ศิษย์ หรือผทู้ ม่ี ารว่ มงาน
• เทศกาลไหวข้ นมบวั ลอย
ก่อนถึงวันตรุษจีนน้ี ก็จะมีเทศกาล ตังจี่ (ตังโจ่ย) หรือท่ีเรียกกันว่า สารท ขนมอี๋ (ขนมบัวลอย) ตรงกับวันที่
22 ธนั วาคมของทุกปี เรมิ่ เปลย่ี นสารทตั้งแต่เวลา 1.27 นาฬกิ า วนั ตังโจ่ย มีความสาํ คัญคอื กลา่ วกนั วา่ ในวันเรม่ิ ตงั โจ่ยนี้
พระอาทิตย์อยู่ทางทิศใต้สุดขั้ว เงาของพระอาทิตย์ยาวที่สุดในสมัยโบราณจึงเรียกวันน้ีว่า เฉี่ยงจี่ (สุดยาว) เป็นหลักการ
โคจรของพระอาทติ ย์ในแต่ละปี ภายหลงั สารท ชวิ ฮุง (ปนี ตี้ รงกบั วันที่ 24 กันยายน) พระอาทติ ย์เริ่มเคลอ่ื นลงสทู่ างทศิ ใต้
ถึงเส้นแวงที่ 23 องศา 26 ลิปดา 59 พิลิปดา ดังนั้น ทางข้ัวโลกเหนือ และข้ัวโลกใต้ ดิน ฟ้า ภูมิอากาศย่อมมีความ
แตกต่างกนั อย่างเหน็ ไดช้ ัด แสงแดดยามกลางวันนน้ั สัน้ แสงมดื แหง่ ยามราตรีนน้ั ยาว แต่ท่ีทางขว้ั โลกใต้นัน้ กลบั ตรงกันขา้ ม
วันตังโจ่ย เปน็ วันที่พระอาทิตย์อยทู่ างข้ัวใตส้ ดุ ๆ ดังนัน้ วนั ตงั จี่ ถูกเรียกอีกชอื่ หน่ึงว่า น่ําจ่ี (สดุ ใต้) และเมื่อผ่านวันตงั โจย่
ล่วงไปแล้ว พระอาทิตย์ก็จะเริ่มโคจรตามปกติสู่ทางด้านทิศเหนือ วันเวลายามกลางวันก็จะเริ่มต้นยาวขึ้นตามลำ�ดับ
วันตั่งโจ่ยจึงถือเป็นวันตายตัวของวันที่ 22 หรือวันท่ี 23 ธันวาคม ตามปฏิทินทางสุริยะคติสากล แต่ปฏิทินจีนได้ใช้หลัก
ตามจนั ทรคติ ดังน้นั เมือ่ ถือตามหลักของปฏิทินจนี วันตงั โจย่ จงึ ไม่มกี ารตายตัวทุก ๆ ปี
ขนมอ๋ีน้ีทำ�มาจากแป้งข้าวเจ้า เม่ือป้ันเป็น
ลูกนำ�มารับประทานจะอยู่ท้องได้ดี ในช่วงนี้อากาศ
หนาวยง่ิ ตอนกลางคนื อากาศยง่ิ หนาว หากกนิ อาหาร
ทีไ่ ม่อยู่ท้อง จะท�ำ ใหร้ ู้สึกหิวแลว้ ตนื่ บ่อย ๆ ลมหนาว
จะมาจากทิศเหนือทำ�ให้คนทั่วไประลึกว่า อากาศ
หนาวเยน็ แลว้ คนจนี จงึ ไหวส้ ง่ิ ศกั ดส์ิ ทิ ธใ์ิ นชว่ งเดอื นน้ี
เพ่ือให้คุ้มครองสัตว์เลี้ยง แล้วพืชผลทางการเกษตร
ให้เพาะปลูกได้ดี และขอให้มีสุขภาพแข็งแรง อีกท้ัง
ทำ�ให้รับรู้ว่ากำ�ลังจะหมดไปอีกปีหน่ึงแล้วอายุมาก
ภาพที่ 3.14 ขนมอห๋ี รอื ขนมบัวลอย ขึน้ โตขึน้ ส่วนคนที่ยังดวงไมด่ ถี ้าไหว้เจ้าวนั น้ีกจ็ ะหมด
เคราะห์จะได้พบกับปีใหม่ท่ีดี บางแห่งเอาขนมไปใช้ในพิธีแต่งงาน โดยให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวกินเพ่ือเป็นสิริมงคล อายุม่ัน
ขวญั ยืน สามัคคกี ลมเกลยี ว ในสมัยโบราณเมอ่ื ถงึ วนั เทศกาล ตงั โจย่ คนจีนตา่ งให้ความสำ�คัญไมแ่ พ้วนั ตรุษจนี เพราะเป็น
วันใกลส้ นิ้ ปี ต่างเตรยี มการฉลองวนั สน้ิ ปี และวันตรุษจนี ดง่ั เช่นทีเ่ มือง โซวจิว ชาวเมอื งต่างตื่นกันแตเ่ ช้า รีบไปไหว้เจ้าที่
ศาลเจ้ายังเก๊กเซ่ียถ่วงเบ่ีย (ศาลเจ้าหลักเมือง) ร้านค้าต่างหยุดกิจการ ชาวเมืองต่างพร้อมใจกันร่วมฉลองดังเช่นวันตรุษ
จีน มีค�ำ กล่าวขวญั กนั ว่า ตังโจย่ ท่วงจอ้ื นีโ่ จ๊ยกอ แปลวา่ ตงั โจ่ย ฉลองขนม ทว่ งจ้ือ (เป็นขนมทรงกลมชนดิ หน่ึง) ตรษุ จนี
ฉลองขนมกอ (ขนมโก๋) นี่เป็นธรรมเนียมทำ�ขนมกินกันตามสารท แต่ตามพิธีการของคนจีนส่วนใหญ่ท่ัวท้ังประเทศ
65นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
ในวันตังโจ่ยน้ี คนจีนทางภาคเหนือมักกินเกี่ยวน้ํา ส่วนคนจีนทางภาคใต้มักกินขนมท่วงจื้อ ตามธรรมเนียมของคนจีน
ทางภาคใต้ ขนมทว่ งจื้อ ซึ่งเป็นขนมรปู เม็ดทรงกลมได้ถกู พัฒนามาเปน็ ขนมอี๋ (ขนมบัวลอย) ดังเช่นทเี่ ห็น ๆ คนจนี สว่ นใหญ่
กนิ กันในประเทศไทยเพราะว่า ขนมอ๋ี (บวั ลอย) รูปเม็ดทรงกลม คนจนี เชอ่ื กนั วา่ เมอื่ กินขนมชนดิ น้ตี อนเทศกาลวนั ตังโจ่ย
จะทำ�ให้บุคคลในครอบครัวต่างสมัครสมานรักใคร่กลมเกลียวกันย่ิง ๆ ขึ้น แม้ในวันพิธีมงคลท่ีสำ�คัญ ๆ ต่าง ๆ ขนมอ๋ี
ย่อมเปน็ ทข่ี าดเสียมไิ ด้
สารทการไหว้ด้วยขนมบัวลอย จะต้ังโต๊ะเคร่ืองบวงสรวงไหว้ในบ้าน หรือนอกบ้านก็ได้แต่ตามหลักจีนโบราณ
จะตั้งโต๊ะเคร่ืองบวงสรวงนอกบ้านโดยต้องตั้งเคร่ืองบวงสรวงไหว้ส่ิงศักดิ์สิทธ์ิในบ้านก่อน จึงมาต้ังไหว้กลางแจ้งนอกบ้าน
โดยอาจจดุ ธปู 3 ดอก 5 ดอก 10 ดอก
• เทศกาลงว่ นเซยี ว (หยวนเซยี ว)
เทศกาลงว่ นเซียว (หยวนเซียว) ถือเป็นวนั ฉลองรับฤดกู าลเพาะปลกู และขอพรจากเบือ้ งต้นให้ประทานความอุดม
สมบูรณ์ และฝนฟ้ามาใหต้ ลอดฤดูเพาะปลกู ท่ีจะมาถงึ เนื่องจากชาวจนี ในอดีตส่วนใหญป่ ระกอบอาชีพเกษตรกรรม ฝนจึง
มคี วามส�ำ คญั ต่อชวี ติ ความเปน็ อยู่มาก หากปใี ดฝนฟ้าตกตอ้ งตามฤดูกาล ขา้ ว ปลา อาหารจะอดุ มสมบรู ณ์ ดงั น้ันสายฝนจงึ
เปรียบเสมือนเส้นชีวิตของชาวจีน เน่ืองจากชีวิตของชาวจีนต้องขึ้นอยู่กับสภาพดิน ฟ้า อากาศ ดังกล่าว จึงมีการเซ่นไหว้
บชู า เทพเจา้ ตา่ ง ๆ และบรรพบรุ ษุ เชน่ การเซน่ ไหวศ้ าลเจา้ “เทย่ี งกง” ซง่ึ ถอื เปน็ เทพแหง่ ฟา้ ผคู้ วบคมุ โชคชะตาของบคุ คล
และกาลอากาศทั้งมวล
เทศกาลง่วนเชียว (หยวนเซียว) จัดเป็นงานใหญ่ระดับชุมชนท่ีทุกครอบครัวจะต้องเข้าประกอบพิธี ในปฏิทินจีน
มักจะกำ�หนดกันว่าเป็นต้นฤดูฝน หรอื ชว่ งทฝ่ี นเรมิ่ ตก โดยมีก�ำ หนดเวลา คือ วันท่ี 15 ของเดอื นที่ 5 ถือไดว้ ่าเปน็ การสร้าง
ความม่ันใจ และเรียกขวัญไดด้ จี ากงานรน่ื เริงทีท่ �ำ กนั ในวนั ดังกล่าว
เมื่อถึงวันท่ี 15 ของเดือนที่ 1 ชาวจีนจะตระเตรียมของเซ่นไหว้ไปศาลเจ้าในชุมชนของตน ถือเป็นการเซ่นไหว้
ในระดับชุมชน และเตรียมของเซ่นไหว้เจ้า และบรรพบุรุษของตนท่ีบ้าน ซ่ึงถือว่าเป็นการเซ่นไหว้ในระดับครอบครัว
โดยเซ่นไหว้ที่ศาลเจ้าก่อน แล้วจึงกลับมาเซ่นไหว้เจ้า และบรรพบุรุษที่บ้าน สำ�หรับศาลเจ้าแต่ละแห่งจะจัดให้มีการละเล่น
งานรื่นเริง มีทั้งภาพยนตร์ การเชิดสิงโต - มังกร และอื่น ๆ รวมทั้งการออกร้านเพื่อหาเงินบำ�รุงกิจการของศาลเจ้า
ช่วงเย็นจะมีการชุมชนกันเพ่ือที่จะประมูลสิงโตนํ้าตาลกลับมาบ้านของตนเอง สิงโตนํ้าตาลถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของความ
แคล้วคลาดจากภยันตรายต่าง ๆ แล้วยังถือเป็นความสมบูรณ์ที่จะได้รับเสมือนความหวานของน้ําตาลท่ีหล่อเป็นรูปสิงโต
ส่วนรายได้จากการประมลู จะน�ำ ไปใช้เป็นค่าใชจ้ ่ายในการจัดงาน และเคร่ืองบูชาต่าง ๆ ของศาลเจา้
2. ประเพณีแหเ่ จ้าพ่อเจา้ แมป่ ากนํา้ โพ
ประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้าํ โพ เป็นงานประเพณีด้งั เดิมของชาวไทยเช้อื สายจีนในจังหวัดนครสวรรค์ เน่อื งใน
โอกาสฉลองวันตรุษจีนโดยจัดในวันข้นึ 4 ค่าํ เดือนอ้ายของทุกปี ในงานจะมีการแห่มังกรทองซ่งึ ชาวจีนถือว่าเป็นเทพเจ้าท่ี
บนั ดาลคณุ ประโยชนแ์ กม่ วลมนษุ ย์ จงึ แหแ่ หนเพอ่ื แสดงความกตญั ญู มกี ารเชญิ เจา้ พอ่ เจา้ แมต่ ามศาลเจา้ ตา่ ง ๆ มารว่ มขบวน
โดยรว้ิ ขบวนจะประกอบดว้ ยการแสดงศลิ ปวฒั นธรรมของคนจนี เชอ้ื สายตา่ ง ๆ อาทิ ขบวนธง ขบวนสงิ โต ขบวนเอง็ กอ ฯลฯ
ซง่ึ นบั วา่ เปน็ ประเพณที ม่ี ซี อ่ื เสยี งมากของจงั หวดั นครสวรรค์
66 นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 3
ภาพที่ 3.15 ประเพณตี รุษจีนและแหง่ เจา้ ปากน้ำ�โพ จังหวัดนครสวรรค์ พ.ศ. 2562
กำ�เนดิ ประเพณกี ารแหเ่ จ้าพอ่ เจ้าแมป่ ากน�ำ้ โพ
การแห่เจ้าพ่อ - เจา้ แมป่ ากนาํ้ โพ เปน็ ประเพณที ก่ี ลา่ วเปน็ วัฒนธรรมทอ้ งถ่นิ ของจังหวัดนครสวรรค์ ซึง่ ปฏิบตั ิสืบเนอ่ื ง
กนั มา การแหเ่ จา้ พอ่ - เจา้ แมป่ ากนา้ํ โพ เรม่ิ ครง้ั แรกเมอ่ื ใดไมป่ รากฏหลกั ฐานชดั เจน จากคำ�บอกเลา่ ของผอู้ าวโุ สของชาวไหหนำ�
คณุ เตียงตนุ่ แชภ่ ู่ ว่าการแหเ่ จ้ามีมาก่อนทจ่ี ะเกดิ โรคระบาด โดยสมัยก่อนแห่ทางน้าํ ใช้เวลาในการแห่ 2 วัน โดยอญั เชญิ
รูปจำ�ลองเจา้ พอ่ เทพารกั ษ์ - เจา้ พ่อกวนอู - เจา้ แม่ทับทิม ประทับบนเกีย้ ว แล้วนำ�ลงเรือบรรทุกขา้ ว หรือเรอื บรรทกุ ไม้ ลอ่ งไป
ทางตลาดใต้ บ้านตากุ๋ยแลว้ อัญเชญิ กลบั ศาล วนั ที่สองจะทำ�การแหข่ ึน้ ไปทางเหนือทางสถานรี ถไฟ ขบวนแหจ่ ะมีเฉพาะองค์
เจ้าและพะโหล่ว ต่อมาเมอ่ื การคมนาคมทางบกสะดวกจงึ ได้อัญเชญิ ออกแหร่ อบตลาดปากน้าํ โพ และได้นำ�เอาศลิ ปวัฒนธรรม
ของชาวไหหนำ� คือ การเชดิ เสอื พะโหลว่ สาวงามถอื โบ้ยโบ้ (อาวุธเจ้า) ไซก่ี (ธง) และมาร่วมในขบวน
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2460 - 2462 เกดิ โรคหา่ (อหวิ าตกโรค) ระบาด ทำ�ให้ประชาชนลม้ ตายเป็นจำ�นวนมาก ด้วยเหตุ
เพราะการแพทย์ การสาธารณสุขสมยั นัน้ ยงั ไม่เจริญเท่าทีค่ วร ชาวบา้ นต้องพง่ึ พาหมอตามบ้าน หรอื ซินแสจีน แต่กไ็ มส่ ามารถ
ยับย้ังโรคระบาดได้ ส่วนใหญ่หันไปพึงส่ิงศักด์ิสิทธ์ิ ซ่ึงในคร้ังน้ันเจ้าพ่อแควใหญ่ (เจ้าพ่อเทพารักษ์) ได้ประทับทรงทำ�พิธีรักษา
โรคดว้ ยการเขยี น “ยนั ตก์ ระดาษ” หรอื เรยี กวา่ “ฮ”ู้ ใหต้ ดิ ตวั หรอื ปดิ ไวห้ นา้ บา้ น และไดน้ ำ�ฮเู้ ผาไฟเพอ่ื ทำ�นา้ํ มนตใ์ หป้ ระชาชน
ดื่มกิน และประพรมรอบตลาด บริเวณใดที่ได้ทำ�พิธีแล้วก็จะใช้ผ้าแดงก้ันไว้ให้ประชาชนผ่านไปมาเส้นทางน้ีได้ เป็นผลให้การ
ระบาดของโรคหมดไป ความศกั ดส์ิ ทิ ธจ์ิ ากปากตอ่ ปากทเ่ี ลา่ ขาน และแรงศรทั ธา จงึ ทำ�ใหม้ ผี คู้ นศรทั ธามากราบไหวเ้ พม่ิ ขน้ึ ทกุ ปี
จากแรงศรัทธานี้ทำ�ให้ทั้งชาวไทย ชาวจนี กวางตงุ้ ชาวจนี แคะ และชาวจนี แต้จ๋วิ ได้เขา้ มาร่วมในขบวนแห่ โดยนำ�เอา
ศิลปะของตนเขา้ ร่วมในขบวนแห่ เช่น ขบวนสงิ โต ขบวนมังกร ขบวนเอ็งกอ ขบวนล่อโก๊ว ฯลฯ และใน พ.ศ. 2510 ชาวไหหนำ�
ได้นำ�ศลิ ปะการรำ�ถว้ ยเขา้ มาในขบวนแห่ และไดจ้ ัดเปน็ ประเพณที ่ีได้ถือปฏิบตั นิ บั แต่นั้นมา และตามบริษัท หา้ งรา้ นตา่ ง ๆ
ได้จัดโต๊ะรับเจ้าท่วั ตลาดปากนํ้าโพ เพอื่ ความเปน็ สริ มิ งคลต่อกิจการ และครอบครวั
สําหรบั วนั ทใ่ี ชแ้ หใ่ นชว่ งทม่ี แี ตช่ าวไหหนำ�นน้ั ขน้ึ อยกู่ บั องคเ์ จา้ พอ่ กำ�หนด แตเ่ มอ่ื มหี ลายกลมุ่ ภาษามารว่ มในขบวนแห่
คณะกรรมการศาลเจา้ พอ่ เทพารกั ษ์ - เจ้าแม่ทับทมิ แควใหญ่ จงึ ขอตอ่ เจ้าพ่อเทพารกั ษก์ ำ�หนดวันท่ีแน่นอน ซ่ึงในคร้งั นั้นได้
กำ�หนดวันขนึ้ 4 คา่ํ เดือนอา้ ยของจนี (คอื วันท่ี 4 โดยใหเ้ ริม่ นบั วนั ที่กำ�หนดเปน็ วันตรุษจีนตามปฏทิ ิน เป็นวันท่ี 1) โดยถือเป็น
ประเพณีทไี่ ดส้ ืบทอด และสรา้ งชือ่ เสียงให้กับจงั หวัดนครสวรรค์นับแตน่ ้ันมาจนทุกวนั น้ี
ในอดีตขบวนแห่ของชาวไหหนำ�จะเลอื กลูกหลานไหหนำ�เขา้ มารว่ มในขบวนแห่ โดยทางคณะกรรมการจะนำ�ส้มพร้อม
ผ้าเชด็ หน้า และซององั่ เปาไปมอบให้ทีบ่ ้าน เพ่ือใหเ้ ข้าร่วมแหแ่ ละคนในครอบครัวนัน้ ๆ จะรสู้ ึกปลื้มใจทไ่ี ด้เข้ารว่ มในขบวนแห่
โดยถ้าถูกเลือกใหถ้ อื ธงหรอื โบย้ โบ้ บดิ ามารดาบ้านนน้ั ๆ จะตัดเสอื้ ผา้ ชดุ ใหม่ แตง่ ตัวให้ลูกสาวอยา่ งสวยงาม
ปัจจบุ นั ประเพณกี ารแหเ่ จา้ พอ่ เจา้ แมเ่ ทศกาลตรษุ จนี ไดส้ รา้ งชอ่ื เสยี งใหก้ บั จงั หวดั นครสวรรคเ์ ปน็ อยา่ งมาก ซง่ึ รปู แบบ
การจดั งานได้มีการเปลีย่ นแปลงไปตามยคุ ตามสมยั โดยได้คดั เลือกชาวตลาดปากนํ้าโพเข้ามาเป็นคณะกรรมการจดั งาน หรอื
ท่ีเรียกว่าคณะกรรมการกลาง (เถา่ นัง้ ) โดยการจัดงานในปัจจบุ ันจะจัดงานในภาคกลางคืนถงึ 12 คืน โดยในงานจะจัดใหม้ ี
อุปรากรจนี ทัง้ ไหหนํา และแตจ้ ว๋ิ การจดั ขบวนแห่กไ็ ด้จดั ให้มขี บวนแห่กลางคนื มีแสงสที ี่สวยงาม ซง่ึ การแห่กลางคนื น้ถี ือไดว้ ่า
เป็นการล้างตลาดก่อนทีว่ ันรุ่งขน้ึ จะอญั เชิญองค์เจา้ พ่อเจ้าแมอ่ อกแหร่ อบตลาดปากนํ้าโพ
67นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 3
ภาพที่ 3.15 ประเพณีตรษุ จีนและแห่งเจ้าปากนำ�้ โพ จังหวดั นครสวรรค์ พ.ศ. 2562
ชาวตลาดปากนาํ้ โพ ท้ังชาวไทย ชาวจีนแตจ้ ๋วิ จนี กวางตุง้ และจีนแคะ จึงไดร้ ว่ มกบั จีนไหหลำ�จดั การละเลน่ ของ
แต่ละกลุ่มภาษาจึงได้ร่วมกันอัญเชิญเจ้าพ่อเจ้าแม่ที่อยู่ในศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ มาแห่รอบตลาดเพื่อความเป็นสิริมงคล
แก่ชีวติ และครอบครัวของชาวตลาดปากน้ําโพเปน็ ประจำ�ทุกปี ในวันข้นึ 1 คาํ่ เดอื น 1 ของจนี เพ่ือเป็นสิรมิ งคลแก่ทุกคน
ในช่วงเทศกาลตรุษจีน และได้อัญเชิญองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ทุกองค์ แห่ทางน้ําแล้วข้ึนบกแห่รอบตลาดแห่รอบตลาดปากนํ้าโพ
จนในปัจจุบันเปล่ียนมาแห่ทางบกเพียงอย่างเดียว ยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบันในช่วงเทศกาลตรุษจีนของทุกปี
จนกลายเป็นประเพณีสืบทอดกันมากกว่า 100 ปี เพื่อแสดงการขอบคุณเทพเจ้า และเพ่ือความเป็นสิริมงคล ความเจริญ
ก้าวหน้า ในด้านการค้า การเคารพกราบไหว้เปรียบเสมือนเทพเจ้าได้มาอำ�นวยอวยชัยให้พรยังร้านค้าอันเป็นแหล่งทำ�กิน
ในพิธีจะมีขบวนแห่มากมาย อาทิเช่น สิงโต จากคณะเช้ือสายจีนต่าง ๆ เอ็งกอ พะบู๊ ล่อโก้ว มังกรทอง ขบวนสาวงาม
และนางฟ้า ขบวนองคส์ มมุติเจา้ แม่กวนอมิ เปน็ ต้น
“งานประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากนํ้าโพ” ในสมัยเร่ิมแรกนั้น มีวัตถุประสงค์ในการที่จะนำ�องค์เจ้าพ่อเจ้าแม่
แห่ไปในเส้นทางต่าง ๆ ในเมือง เพื่อให้ประชาชนได้สักการะขอพรให้ปัดเป่าทุกข์ภัย เพ่ือให้เป็นสิริมงคลแก่เมือง และ
ชาวเมืองปากนํ้าโพ แต่สมัยต่อมาจนถึงปัจจุบัน คณะกรรมการจัดงาน และชาวตลาดปากน้ําโพเห็นว่า งานแห่เจ้าพ่อ
เจ้าแม่ปากนํ้าโพนี้อยู่ในช่วงของเทศกาลตรุษจีน ซ่ึงเป็นบรรยากาศของการเฉลิมฉลอง ดังน้ันจึงต้องการให้มีการจัด
ขบวนการแสดงต่าง ๆ ในขบวนแห่มากข้ึน และต่อมาจึงได้เกิดการผสมผสานท้ังพิธีกรรมความเชื่อขององค์เจ้าพ่อเจ้าแม่
และขบวนการแสดงต่าง ๆ เกิดเป็นความรู้สึกท่ีมีเพื่อทั้งความเป็นสิริมงคล และเป็นการเฉลิมฉลองปีใหม่ในช่วงเทศกาล
ตรษุ จนี ของชาวปากน้าํ โพอีกด้วย
ประเพณีแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากนํ้าโพ เป็นประเพณีของชาวไทยเช้ือสายจีนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดนครสวรรค์ จัดข้ึน
เป็นประจำ�ทุกปีในช่วงเทศกาลตรุษจีน เพื่อความเป็นสิริมงคล การแห่เจ้านี้เริ่มทำ�คร้ังแรกใน พ.ศ. 2475 และได้ปฏิบัติ
สืบเนือ่ งมาจนถงึ ปัจจุบันเป็นประเพณีท่ยี ่ิงใหญข่ องชาวนครสวรรค์ โดยในพิธีแหจ่ ะมี 2 รอบ คือ รอบกลางคืนในวนั ชิวซา
(วันที่ 3 เดือน 1 ตามปฏทิ ินของจีน) โดยเรม่ิ ต้ังแต่เวลาประมาณ 18.00 น. ไปจนถงึ เวลา 22.00 น. สำ�หรบั รอบกลางวนั
ในวนั ชวิ ส่ี (วนั ท่ี 4 เดือน 1 ตามปฏทิ นิ ของจีน) ในขบวนแห่รอบเมืองประกอบไปด้วย ขบวนแห่มังกรทอง ซ่งึ ชาวจนี ถือว่า
เป็นเทพเจ้าท่ีบันดาลคุณประโยชน์อย่างมากแก่มวลมนุษย์ จึงถือได้ว่าเป็นงานประเพณีอันย่ิงใหญ่ และมีการสืบทอดกัน
มายาวนาน เพื่อแสดงความกตัญญู โดยมีการเชิดชู และนำ�เจ้าพ่อเจ้าแม่ในศาลเจ้าออกมาร่วมขบวนแห่ไปตามถนนต่าง ๆ
ในตัวเมืองนครสวรรค์
68 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
พธิ ีกรรมและขนั้ ตอนทสี่ �ำ คัญในงานประเพณีแห่เจา้ พอ่ เจา้ แมป่ ากน้ำ�โพ
1. พธิ ีการโยนไมเ้ ส่ยี งทาย (ป่ัวะปวย) ศาลเจา้ พ่อเทพารักษ์ - เจา้ แมท่ ับทิม
ธรรมเนียมของการโยนไม้เสี่ยงทาย (ป่ัวะปวย) ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ - เจ้าแม่ทับทิม การโยนไม้เส่ียงทาย
เพอ่ื ขออนญุ าตจากองคเ์ จา้ พอ่ - เจา้ แม่ ในการทจ่ี ะประกอบพธิ ที ส่ี �ำ คญั คอื พธิ อี ญั เชญิ ลงจากแทน่ ทป่ี ระทบั เพอ่ื น�ำ ออกแห่
ในเทศกาลตรุษจนี พธิ ีขออนญุ าตเปลีย่ นเครอื่ งทรง และลยุ ไฟ พธิ ีการขออนุญาตเปน็ เจ้าภาพงานคลา้ ยวนั เกดิ เจ้าพ่อเจา้ แม่
หรือพิธีการอ่ืน ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่คณะกรรมการไม่สามารถจะตัดสินใจได้ โดยผู้ที่เป็นตัวแทนของคณะ
กรรมการในการโยนไม้เส่ียงทาย จะต้องเป็นประธาน หรือผู้อาวุโสของศาลเจ้าฯ เท่าน้ัน โดยก่อนท่ีจะโยนไม้เสี่ยงทาย
จะตอ้ งจดุ ธูปสกั การะองคเ์ จ้าพ่อเจา้ แม่ทีแ่ ทน่ สักการะของเจ้าพอ่ เทพารักษ์ ยกเว้นพธิ กี ารขออนุญาตเป็นเจา้ ภาพงานคลา้ ย
วนั เกดิ เจา้ พอ่ เจา้ แม่ ใหท้ �ำ พธิ หี นา้ แทน่ สกั การะขององคเ์ จา้ พอ่ - เจา้ แม่ ยกเวน้ พธิ กี ารขอนญุ าตเปน็ เจา้ ภาพงานคลา้ ยวนั เกดิ
เจา้ พอ่ เจา้ แม่ ใหท้ �ำ พธิ หี นา้ แทน่ สกั การะขอองคเ์ จา้ พอ่ - เจา้ แม่ ทจ่ี ะขออนญุ าตเปน็ เจา้ ภาพ และจะตอ้ งโยนไมเ้ สย่ี งทายขน้ึ
เหนือศีรษะ 3 คร้งั โดยทั้ง 3 คร้งั จะออกอย่างใดอย่างหนึง่
ก่อนก็ได้ จึงจะถือว่าได้รับอนุญาตจากองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่
ซึ่งลักษณะของไมเ้ สย่ี งทาย (ปั่วะปวย) ท้งั 3 คร้ัง ทอ่ี อกคอื
ควํา่ ท้งั 2 อนั เรียกวา่ “เอียม” หงายทง้ั 2 อัน เรยี กว่า
“อย่าง” ควํ่า 1 อัน และหงาย 1 อนั เรียกวา่ “เตีย้ ”
อนึ่ง ในกรณีทั่วไป ผู้ท่ีมาสักการะเจ้าพ่อเจ้าแม่
และขอพร โดยการโยนไม้เส่ียงทายให้อธิษฐาน และกำ�หนด
ให้ไม้เสี่ยงทายออกอย่างไรก็ได้ ข้ึนอยู่กับการอธิษฐาน
และกำ�หนดของผู้ขอพร ยกเว้นการเส่ียงทายขนมมงคล
ในงานวันคล้ายวันเกิดเจ้าพ่อเจ้าแม่ ไม้เสี่ยงทายจะต้องออก
“ควา่ํ 1 อัน และหงาย 1 อนั หรอื ทเ่ี รยี กว่า “เตย้ี ” เทา่ นน้ั
ภาพท่ี 3.17 การเส่ยี งทาย ควำ�่ ทั้ง 2 อัน เรียกว่า “เอียม”
ภาพท่ี 3.18 การเสย่ี งทาย หงายท้งั 2 อนั เรียกวา่ “อยา่ ง” ภาพท่ี 3.19 การเส่ียงทาย ควำ่� 1 อนั และหงาย 1 อัน
เรียกว่า “เต้ยี ”
69นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
2. การทำ�พธิ ีอัญเชิญป้ ายเจา้ พ่อเจ้าแมไ่ ปไว้ ณ ศาลเจา้ ช่วั คราว (สถานท่ีจัดงานเทศกาลตรษุ จีนปากน้ําโพ)
07.30 น. ที่ศาลเจ้าพอ่ เทพารกั ษ์ และเจ้าแมท่ ับทมิ มีผูค้ นเดินทางมารว่ มพิธที ี่ศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ และเจา้ แม่
ทับทิม (ศาลเจ้าแควใหญ่) เป็นจำ�นวนมากท้ังคณะสิงโต และผู้ร่วมขบวนบางคนเดินทางมายังศาลเจ้าต้ังแต่เวลาประมาณ
05.30 น. ผู้คนส่วนใหญ่สวมเสื้อสีแดงเดินทางมาเพื่อสักการะเจ้าพ่อเจ้าแม่ และร่วมพิธีกรรมประทับทรง และพิธีอัญเชิญ
ป้ายเทพเจ้าไปไว้ ณ ศาลเจ้าช่ัวคราวในตลาดบริเวณจัดงานเทศกาลตรุษจีนท่ีอยู่ฝั่งตรงข้ามกับศาลเจ้า เพ่ือให้ประชาชน
ได้เดนิ ทางมาสักการบูชาไดโ้ ดยสะดวก ในชว่ งเทศกาลตรษุ จีน และจะน�ำ กลบั มายังศาลเจ้าเมอื่ ส้นิ สุดเทศกาลตรษุ จีน
08.30 น. รา่ งทรงเจา้ พอ่ เทพารกั ษเ์ จา้ พอ่ กวนอู เจา้ แมท่ บั ทมิ หรอื เจา้ แมส่ วรรค์ โดยรา่ งทรงทกุ องคจ์ ะมอี าการ
อาเจยี น โก่งคอ หลบั ตา ตัวส่นั ผดู้ ูแลเร่ิมเขา้ มาชว่ ยกันถอดนาฬกิ า แวน่ ตา ทรี่ า่ งทรงสวมใส่มาด้วย ทา่ มกลางเสียงผา่ งท่ี
ตีดังกังวานอยู่ตลอดเวลา ร่างทรงเจ้าพ่อเจ้าแม่ทุกร่างยังคงมีอาการอาเจียน และตัวสันอยู่ตลอดเวลา จากนั้นร่างทรง
เริม่ กระโดด พรอ้ มยกมอื หมนุ ตวั ก่งึ วงิ่ กึ่งกระโดดไปรอบ ๆ บริเวณ จากน้ันร่างทรงไปยงั โตะ๊ วางปา้ ยช่อื เจา้ พอ่ เจา้ แมท่ ่ที าง
ศาลได้นำ�มาทำ�ความสะอาดล่วงหน้าก่อนถึงพิธีในวันน้ีแล้ว
ด้วยนํ้าชา ร่างทรงแต่ละองค์จะกระโดดหมุนตัวเคลื่อนไปยัง
แท่นบูชาแต่ละองค์ แล้วกระโดดหมุนตัวไปยังแท่นบูชา
จากนั้นผู้ดูแลร่างทรงทุกองค์จะช่วยกันเปล่ียนเครื่องทรง
ให้กับร่างทรง เครื่องทรงประกอบด้วย เสื้อ กางเกงขาก๊วย
ผา้ คาดศรี ษะ ผา้ คาดเอว ซง่ึ เครอ่ื งทรงทกุ ชน้ิ ลว้ นแตม่ สี แี ดงสด
ตลอดระยะเวลาทผ่ี ดู้ แู ลชว่ ยกนั เปลย่ี นเสอ้ื ผา้ ใหก้ บั รา่ งทรงนน้ั
รา่ งทรงยงั คงมอี าการสน่ั อยตู่ ลอดเวลา มเี หงอ่ื ออกมารอบปาก
ดวงตาแข็งกร้าว กำ�มือแน่นเกร็ง ต่อต้านผู้ดูแล หลังเปล่ียน ภาพที่ 3.20 รา่ งทรงเจา้ พอ่ เทพารักษข์ ณะเริม่ ประทบั ทรง
เครอ่ื งทรงเป็นที่เรยี บรอ้ ย ผ้ดู แู ลจะหยบิ ดาบทีม่ ีคมทงั้ สองด้านใหก้ บั ร่างทรง ผ้ดู แู ลอีกคนยน่ื ถ้วยน้ําใหก้ ับร่างทรง รา่ งทรง
มือหนึ่งถือดาบ อีกมือรับถ้วยนํ้า จากน้ันร่างทรงอมนํ้าแล้วพ่นไปท่ีดาบ 3 ครั้ง จากน้ันร่างทรงใช้ 2 มือจับดาบท่ีปลาย
ท้ัง 3 ด้าน แล้วเริ่มการเชือดลิ้น โดยดาบในมือเถือไปท่ีลิ้นของตนนับสิบคร้ัง จนมีเลือดไหลออกมา ร่างทรงถ่มเลือดลง
ในจานใส่ผ้าหมึกสแี ดงแล้วทำ�การเชือดล้ินต่อจนมเี ลือดไหลออกมาอีกอย่างไมแ่ สดงอาการเจบ็ ปวดใด ๆ ในชว่ งทีท่ ำ�พิธี
หลังจากร่างทรง ทำ�ฮู้เสร็จแล้ว ร่างทรงได้นำ�
ฮู้มาเผาไฟ ร่างทรง น�ำ ฮู้ทีก่ �ำ ลังติดไฟถอื ไวบ้ น ถงั น้าํ พรอ้ ม
กับว่าคาถา ดวงตาเพ่งมองไปบนแท่นที่ประทับองค์เจ้าพ่อ
เทพารักษ์ แล้วหย่อนไหม้นั้นลงในถังน้ํา จากนั้นร่างทรง
นำ�พู่กันจุ่มลงไปที่เถ้าในกระถางปักธูป ตักเถ้าใส่ลงไปใน
ถังนํ้านั้น จากน้ันเขียนอะไรบางอย่างเขียนเสร็จร่างทรงนำ�
ตราประจำ�องค์เจ้าพ่อเทพารักษ์ประทับตราลงที่น้ําในถังนํ้า
แล้วร่างทรงนำ�ดาบท่ีตอนแรกใช้เชือดล้ินมาจุ่มแล้วกวนใน
ภาพท่ี 3.21 รา่ งทรงเจ้าพอ่ กวนอู ขณะประทับทรงเถอื ล้ินท�ำ ฮู้และนำ้�มนต์ ถงั น้ําพร้อมกบั ว่าคาถาเป็นอนั เสร็จสนิ้ พธิ กี ารทำ�นา้ํ มนต์
หลงั จากนน้ั รา่ งทรงนำ�ฮทู้ ไ่ี ดท้ �ำ ไวม้ าเผาไฟแลว้ วางบนขา้ วสารทเ่ี ตรยี มไวใ้ นถาด จากนน้ั จงึ ทำ�การหยบิ กระดาษ
มาเผาไฟ แลว้ โยนไปทเี่ กา้ อต้ี ะปู จากน้ันน�ำ ขา้ วสารเสกขว้างไปด้านหนา้ แลว้ ทำ�การประพรมนา้ํ มนต์ให้กบั ผูด้ ูแล หลงั จาก
น้นั รา่ งทรงใชม้ ือตบท่ีแทน่ บูชาเจา้ พอ่ เทพารกั ษแ์ ล้วกระโดดขึ้นไปนั่งบนนน้ั จากน้นั ร่างทรงนำ�ตราประจ�ำ องค์เจา้ พอ่ เจ้าแม่
จุ่มหมึกสีแดงในจานผ้าหมึก เจิมหน้าผากผู้มาร่วมพธิ ที ่ตี อ่ แถวเดินเข้ามากันอย่างไมข่ าดสาย
70 นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 3
เมอ่ื ร่างทรงเจมิ หนา้ ผากผมู้ ารว่ มพิธีไดร้ ะยะหน่งึ
ร่างทรงเจ้าพ่อเทพารักษ์ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าพ่อสามตา
เดินไปทำ�พิธีเปิดตามังกร โดยร่างทรงเป็นผู้ประกอบ
พิธีกรรม เร่ิมโดยร่างทรงนำ�พู่กันจุ่มหมึกสีแดงเขียนท่ี
หัวมงั กร และเจิมลงบนจดุ ตา่ ง ๆ เช่น ตา หู ปาก จากน้นั
ร่างทรงนำ�ฮู้เผาไฟวนรอบ ๆ หัวมังกร ตามังกร แล้วนำ�
ตราประจำ�องค์เจ้าพ่อจุ่มหมึกสีแดงแล้วลูบบริเวณหนวด
มังกรแล้วนำ�ฟูกันเขียนที่หางมังกร นำ�ตราประจำ�องค์
ภาพท่ี 3.22 รา่ งทรงเจมิ ตราประทบั ประจ�ำ องคท์ ี่หน้าผาก เจา้ พอ่ มาประทับลงบนหนวดมงั กร แล้วพรมน้าํ มนต์
และแจกรู้ให้กับผมู้ าร่วมพธิ ี
จากน้ันร่างทรงเจ้าพ่อเดินไปเจิมกงบ่ายด้วยพู่กันจุ่มหมึกสีแดงทุกอัน แล้วร่างทรงนำ�คณะกรรมการศาลเจ้า
มาท่ีแท่นประทับของเจ้าพ่อเจ้าแม่ แล้วดึงธูปดอกใหญ่จากกระถางยื่นให้คณะกรรมการศาล คนละ 1 ดอก จากน้ัน
ร่างทรงเจ้าพ่อลงไปเจิมรถท่ีจอดอยู่ด้านล่างของศาล ซึ่งมีทั้งรถที่เข้าร่วมขบวนน่ากงบ่ายย้ายไปไว้ ณ ศาลเจ้าชั่วคราว
(รถท่ีร่วมขบวนจะผูกด้วยผ้าสีแดง หรือสีชมพู) และรถของผู้ศรัทธาท่ีมาร่วมพิธี โดยการนำ�พู่กันจุ่มหมึกสีแดงมาเขียน
ทีห่ น้ารถ จากนน้ั ตราประจ�ำ องคเ์ จา้ พ่อเจา้ แม่ประทบั ลงไปที่หน้ารถพรมนา้ํ มนต์ และขว้างข้าวสารเสก
จากน้ันคณะกรรมการศาลนำ�กงบ่าย และอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น ธง กงหล่วนฯ ลงมาจากศาล ข้ึนรถแล้ววนรอบ
ศาลเจา้ 3 รอบ ก่อนเดินทางออกจากศาลไปยงั ศาลเจ้าชว่ั คราว
10.38 น. ขบวนเดนิ ทางมาถงึ ศาลเจา้ ชว่ั คราวทต่ี ง้ั อยดู่ า้ นหนา้ บรเิ วณสมาคมไหหน�ำ นครสวรรค์ มกี ารน�ำ กงบา่ ย
มาวางในศาลเจ้าช่ัวคราว และนำ�ของอื่น ๆ อาทิเช่น ธง ศาสตราวุธ มาไว้ที่ศาลเจ้าชั่วคราวแห่งน้ีด้วย ร่างทรงเจ้าพ่อ
เทพารักษ์ ทำ�พิธีอยู่ภายในศาล ร่างทรง
เจ้าพ่อกวนอู ทำ�พิธีอยู่ที่ประตูทางเข้าศาล
ร่างทรงเจ้าแม่ทับทิม ประทับอยู่เก้าอี้ทาง
ซ้ายมือของของศาล และร่างทรงเจ้าพ่อ
สามตาทำ�พิธีอยู่ฝ่ังตรงข้ามร่างทรงเจ้าพ่อ
กวนอู
10.50 น. ขบวนมังกรเดินทาง
มาถึง มังกรทำ�ความเคารพร่างทรงเจ้าพ่อ
สามตา ร่างทรงเจ้าพ่อสามตานำ�เทียน
สแี ดง 9 เล่ม มาจดุ แลว้ ถอื ไวใ้ นปากมงั กร
พร้อมกบั ว่าคาถา แล้วเอาเทยี นท้งั หมดน้นั
ใส่เข้าไปในปากของตนเองเพ่ือให้เทียนดับ ภาพท่ี 3.23 พิธีเบิกเนตรสิงโตกว๋องสวิ โดยร่วงทรงเจ้าพ่อสามตา
จากน้ันนำ�เทียนทั้งหมดไปจุดไฟอีกครั้งแล้วนำ�เทียนใส่เข้าไปในปากมังกร พร้อมว่าคาถา แล้วนำ�เอาเทียนท้ังหมดนั้น
ใส่เข้าไปในปากของตนเองอีกครัง้ หน่งึ จนไฟดับแลว้ พน่ เทยี นทง้ั ก�ำ นนั้ ออกมาจากปาก
ร่างทรงเจ้าพ่อสามตานำ�ดาบออกมาเชือดล้ินตนเองแล้วใช้ล้ินที่ชุ่มนํ้าเลือดน้ันเจิมในปากมังกร เขา ตา และ
หนวดมงั กร
นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3 71
3. พิธีการเชิญองคเ์ จา้ พ่อเจา้ แมไ่ ปไว้ ณ ศาลเจ้าชวั่ คราว (สถานทจ่ี ัดงานเทศกาลตรษุ จนี ปากน้ำ�โพ)
เป็นพิธีกรรมสำ�คัญในประเพณีตรุษจีนปากน้ําโพ คือ การแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากนํ้าโพในวันชิวส่ี เป็นรอบ
แหก่ ลางวนั (วันท่ี 4 เดอื น 1 ตามปฏทิ ินจนี ) วตั ถุประสงค์เพ่อื สร้างศรทั ธาของชาวตลาดปากน้ําโพ โดยจะมกี ารเชิญองค์
เจ้าพ่อเจ้าแม่จากศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์เจ้าแม่ทับทิม (ศาลเจ้าแควใหญ่) มาร่วมขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากนํ้าโพร่วมกับ
องค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ศาลเจ้าหน้าผา ในขบวนแห่ท่ีจะแห่ไปตามถนนสายต่าง ๆ ในตลาดปากนํ้าโพ โดยจะประกอบพิธีภายใน
ศาลเจ้าพอ่ เทพารักษ์เจา้ แมท่ ับทิม ในเวลาประมาณ 04.55 น. มีลำ�ดับข้ันตอนของพิธีกรรม ดังน้ี
1) การทํา “ฮู”้ และน้ํามนต์ โดยจะมกี ารประทบั รา่ งทรงเจา้ พ่อเจา้ แม่ ได้แก่ เจา้ พ่อเทพารกั ษ์ เจา้ พอ่ กวนอู
เจา้ แม่ทับทิม - เจ้าแมส่ วรรค์ และเจ้าพอ่ สามตาตามลำ�ดับ เมื่อมกี ารประทับรา่ งเสรจ็ แล้วจะมีพ่เี ลยี้ งช่วยกนั เปลยี่ นเส้อื ผา้
ใหร้ ่างทรงด้วยเคร่ืองทรงสีแดงร่างทรงแต่ละองคใ์ ช้มีดเฉือนลิ้น และป้ายเลอื ดจากลิน้ ลงบนกระดาษฟาง สเี หลอื งพร้อมกบั
การประทับตราประจำ�ตัว (ร่างทรงแต่ละคนจะประทับตราประจำ�ตัวตามเจ้าท่ีประทับตน) จากนั้นนำ�พู่กันแต้มหมึกสีแดง
จากจานใส่ผ้าหมึก สากลงบนกระดาษฟางแผ่นเดิม ซ่ึงข้ันตอนการทำ�น้ีเรียกว่าการทํา "ฮู้" ร่างทรงนำ�ไปเผาไฟ และ
วนรอบ ๆ ในถังน้าํ ท่เี ตรียมไว้พรอ้ มว่าคาถาขณะทฮี่ กู้ ำ�ลังไหม้ (ทำ�นํ้ามนต)์ อปุ กรณ์ทีใ่ ช้ ได้แก่ มีด กระดาษ ฟาง พู่กนั จาน
ผา้ หมกึ สแี ดง ถงั น้ํา เคร่อื งดนตรี (ผ่าง)
2) การไล่วิญญาณ เพ่อื ชําระล้างส่งิ สกปรก และป้องกันไม่ให้วิญญาณอ่นื เข้ามาสถิตในขณะประกอบพิธีกรรม
โดยเรมิ่ ท่รี ่างทรงพรมน้ํามนต์ และชดั ข้าวสารทีเ่ กย่ี วหลัง จากนั้นร่างทรงเชือดไก่ใช้เลือดไก่ป้ายทแ่ี ท่นประทบั เจ้าพ่อเจ้าแม่
และเกยี้ ว ต่อจากน้ันคณะกรรมการอญั เชิญเจา้ พ่อเจ้าแม่ และบริวารประทบั ในเกยี้ ว อุปกรณ์ทใี่ ช้ ไดแ้ ก่ น้าํ มนต์ ข้าวสาร
ไกห่ นุ่ม มีด เกย้ี ว เครื่องดนตรี (ผา่ ง)
3) การน่ังเก้าอ้ีตะปู ซ่ึงเป็นข้ันตอนพิธีกรรมท่ีจัดขึ้นในเวลาประมาณ 05.30 - 06.00 น. เร่ิมจากร่างทรง
แต่ละองค์ถือมีด และธงเดินไปนั่งบนเก้าอี้ตะปูซึ่งรองด้วยกระดาษเงินกระดาษทอง และขย่มตัวอย่างแรงบนเก้าอี้ตะปู
ตัวนั้น หลังจากน้ันขบวนของแต่ละองค์เร่ิมเดินออกจากศาลเจ้า และเร่ิมต้ังขบวนของแต่ละองค์ร่างทรง และขบวนเกี้ยว
เวียนรอบศาลเจ้า 3 รอบ เวียนจากซ้ายไปขวาโดยร่างทรงจะทำ�พิธีเจิมหน้าผากและพรมน้ํามนต์ให้กับประชาชนผู้มีจิต
ศรัทธา หรอื ผรู้ ่วมในขบวนแห่ อปุ กรณ์ทใี่ ช้ ได้แก่ เก้าอ้ี ตะปู กระดาษเงนิ กระดาษทอง เครื่องดนตรี (ผ่าง) จาน ผา้ หมกึ
ส ีแดง นาํ้ มน➢ต ์ ต3ร.า1ปพระิธทีกบัารเจแา้ หพเ่ อ่จแา้ พตล่่อะเจอา้งแคม์ ่ปากนํ้าโพ
จดั ข้นึ ในระหวา่ งเวลาประมาณ 07.30 - 19 30 น. โดยจะมีพิธแี หเ่ จ้าพอ่ เจา้ แมป่ ากนํ้าโพไปตามถนนสายตา่ ง ๆ
ภายในตวั เมือง มวี ตั ถุประสงค์เพื่อปัดรงั ควานขจดั ความชว่ั รา้ ยออกไปจากบา้ น หรือร้านคา้ เพอื่ ความเป็นสิริมงคล โดยเริ่ม
จากการอัญเชิญองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่จากศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์เจ้าแม่ทับทิมจากศาลเจ้าแควใหญ่ไปตามถนนเพ่ือข้ามสะพาน
เดชาติวงศ์มายังจุดเร่ิมต้น การตั้งขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากนํ้าโพ ณ บริเวณส่ีแยกไฟแดง แยกสะพานเดชาติวงศ์ โดยจะ
จัดรูปขบ วน➢อง ค3์เจ.2า้ พพ่อิธเจีก้ารแรมม่ปแาลกะนข้าํ ้นัโพตรอ่วนมตกา่ ับงอๆงคด์เจังา้ นพี้ ่อเจ้าแม่จากศาลเจ้าแมห่ นา้ ผา
เจ้าของบ้าน เจ้าของร้านค้าท่ีตั้งโต๊ะไหว้เจ้า หรือรับเจ้า จะเริ่มจุดธูปเทียนเม่ือขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่มาถึง
โดยร่างทรงลงจากเก้าอ้ีตะปูมาทำ�พิธีให้กับบ้าน หรือบริษัทร้านค้าท่ีจัดโต๊ะไหว้เจ้า ร่างทรงทำ�พิธีท่ีโต๊ะไหว้ด้วยการเขียนฮู้
และใช้ถ้วยครอบข้าวสารแล้วทำ�การต้ังกงหล่วน เม่ือสามารถต้ังกงหล่วนได้ ร่างทรงจะพรมน้ํามนต์ และขัดข้าวสาร
หลังจากน้ันเจ้าของบ้าน หรือบริษัทร้านค้าจุดประทัดเป็นอันเสร็จพิธี ร่างทรงขึ้นน่ังบนเก้าอ้ีตะปู ย้ายไปทำ�พิธีให้กับบ้าน
หรอื บรษิ ัทร้านคา้ หลังต่อไป
72 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
อุปกรณ์ท่ีใช้ โต๊ะบูชาตามบ้าน กระดาษฟาง พู่กัน ผ้าหมึก
สีแดง ตราประทับเจ้าพ่อ ข้าวสาร นํ้ามนต์ กงหล่วน ขบวนเก้ียวเจ้าพ่อ
เจ้าแม่ และขบวนต่าง ๆ เกา้ อต้ี ะปู เครื่องดนตรี (ผ่าง)
บรรดาร้านค้าท้ังหลาย ถือว่าเป็นมงคลท่ีจัดต้ังโต๊ะเคร่ือง
เซ่นไหว้รอรับเจ้า และขบวนต่าง ๆ ผ่านร้านของตนเอง และถือว่าเป็น
วันแรกของการทำ�การค้าขายในปีใหม่ โดยจะมีการประกวดแข่งขันเรื่อง
การจัดโต๊ะรับเจ้าของร้านค้าต่าง ๆ ในตลาดอีกด้วย นอกจากขบวนของ
เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากนํ้าโพแล้วน้ัน จะมีขบวนมังกรทอง หรือขบวนสิงโตของ
คณะต่าง ๆ ท่ีจะเข้ามาร่วมเชิด หรือแสดงในบริเวณที่ต้ังโต๊ะไหว้ หรือ ภาพที่ 3.24 โตะ๊ รบั เจา้ ร้านคา้ ในตลาดปากน้�ำ โพ
รับเจ้าน้ันดว้ ย ซงึ่ ขบวนเหล่านี้ถือวา่ เปน็ สัตวม์ งคลท่มี าอวยพรปีใหม่ในการ จัดโตะ๊ ของไหวร้ ับเขา้ วันแห่รอบตลาด
ทำ�มาค้าขายให้เจริญรุ่งเรืองเพิ่มความเป็นสิริมงคลแก่เจ้าของห้างร้านบริษัทต่าง ๆ และลูกจ้างพนักงานต่าง ๆ ซ่ึงจะมีการ
ให้แต๊ะเอียกับคณะต่าง ๆ ท่ีเข้ามาแสดง หรืออวยพรให้กับร้านค้า ห้างร้าน บริษัทต่าง ๆ ถือว่าเป็นการบริจาคทำ�บุญ
ใหก้ ับคณะสงิ โต หรอื คณะมังกร รวมทงั้ คณะดนตรีลอ่ โกว้ ตา่ ง ๆ ทเี่ ขา้ มาร่วมในขบวนแห่เจา้
ขบวนแห่ในเทศกาลตรุษจีนปากน้ําโพรอบแห่กลางวันนั้นถือว่าเป็นกิจกรรมที่ชาวปากนํ้าโพให้ความสำ�คัญ
มากท่ีสุด โดยจะเริ่มแห่กันตั้งแต่เวลาประมาณ 07.00 น. ไปตามถนนสายต่าง ๆ รอบตลาดปากนํ้าโพ และไปสิ้นสุดที่
ริมแมน่ ้าํ เจา้ พระยาในเวลาประมาณ 19.00 น.
ขบวนแห่เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ําโพ ส่วนใหญ่จะมีการนำ�เสนอเร่ืองราวตำ�นาน และความเชื่อของชาวจีนรวมทั้ง
การละเล่นพื้นบ้านของชาวจีนมาจัดแสดงไว้ให้ประชาชนได้ศึกษาเรียนรู้ตั้งแต่ขบวนแรกถึงขบวนสุดท้าย มีความยาว
ประมาณ 3 - 4 กิโลเมตร ซึง่ ถอื วา่ เปน็ ขบวนแห่ทยี่ งิ่ ใหญท่ สี่ ุดในประเทศไทย ขบวนแห่ในเทศกาลตรุษจีนปากน้ําโพ จังหวดั
น ครสวรร ค์ ➢ 3.3 พธิ กี ารอัญเชิญเจา้ พอ่ เจา้ แม่กลบั ศาลเจ้า
จากศาลช่ัวคราวกลบั มายงั ศาลเจา้ พ่อเทพารกั ษ์เจา้ แม่ทับทิม (ศาลเจา้ แควใหญ)่ วัตถปุ ระสงคเ์ พื่อสรา้ งศรัทธา
ตอ่ องคเ์ จา้ พ่อเจ้าแมป่ ากนา้ํ โพ พิธจี ะเร่ิมขน้ึ เวลา 09.00 - 11.00 น. มีพธิ ีกรรม และขน้ั ตอนต่าง ๆ ดังนี้
เจ้าพ่อเจ้าแม่เข้าประทับร่างทรง (เจ้าพ่อเทพารักษ์, เจ้าพ่อกวนอู, เจ้าแม่ทับทิม - เจ้าแม่สวรรค์ และเจ้าพ่อ
สามตาตามลำ�ดับ) โดยจะมีพ่ีเลี้ยงช่วยกันเปลี่ยนเส้ือผ้าให้ร่างทรงด้วยเคร่ืองทรงสีแดง หลังจากน้ันร่างทรงใช้มีดเฉือนล้ิน
และป้ายเลือดจากลิ้นลงบนกระดาษฟางสีเหลืองจะประทับตราประจำ�ตัว (ขั้นตอนเหมือนกับการทำ�ฮู้ และนํ้ามนต์ในพิธี
เชิญองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่มาตั้งที่ศาลเจ้าช่ัวคราว) ในระหว่างการทำ�พิธีจะมีผู้ศรัทธานำ�รถยนต์มาให้ร่างทรงประพรมนํ้ามนต์
ชัดข้าวสารเพื่อความเป็นสิริมงคลแกป่ ระชาชน และผ้ศู รทั ธา เม่อื เสรจ็ แล้วจะมกี ารต้ังขบวนรถร่างทรง และเก้ยี วของแต่ละ
องค์เพ่อื เคลอื่ นขบวนกลับไปศาลเจา้ พอ่ เทพารกั ษ์ เจ้าแม่ทับทิม เมื่อถึงบริเวณศาลเจ้าจะให้ขบวนเวียนรอบศาลเจ้า 3 รอบ
จากขวาไปซ้าย และให้คณะกรรมการหามเก้ียว และเก้าอ้ีตะปู, กระถางธูป, กงหล่วน ข้ามกองไฟก่อนที่จะอัญเชิญองค์
เจา้ พอ่ เจา้ แมแ่ ตล่ ะองคข์ น้ึ บนศาลเจา้ และวางรปู เคารพทแ่ี ทน่ ประทบั เครอ่ื งทรงเจา้ พอ่ ชดุ แดง โดยทร่ี า่ งทรงจะท�ำ พธิ กี รรม
เดือนล้ินเพ่ือทำ�ฮู้ และนํ้ามนต์จากน้ันร่างทรงน่ังเก้าอี้ตะปูแจกฮู้ให้กับประชาชนและผู้ศรัทธาในศาลเจ้า และลำ�ดับสุดท้าย
คือ เจ้าพ่อเจ้าแม่ออกจากร่างทรง โดยมีผู้ดูแลศาลเจ้าจัดเตรียมอาหารเซ่นไหว้เจ้าพ่อเจ้าแม่อุปกรณ์ที่ใช้ ได้แก่ มีด
ตราประทบั เจา้ พ่อ กระดาษฟาง ถังนาํ้ ข้าวสาร รถยนต์ ผูศ้ รทั ธา เกีย้ ว กงหลว่ น กระถางธูป กระดาษเงนิ กระดาษทอง
ธูป เคร่อื งดนตรี (ผา่ ง)
73นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
3. ประเพณกี ารแขง่ เรอื ยาว
ประเพณีการแข่งเรือยาว เป็นประเพณีที่จัดข้ึนเป็นประจำ�ทุกปีในช่วงเทศกาลออกพรรษา โดยวัดที่ต้ังอยู่บริเวณ
ริมฝังแม่น้ําเจ้าพระยาจะจัดรวมกับงานประจำ�ปีของวัด เช่น งานปิดทองไหว้พระวัดจอมคีรีนาคพรต งานประจำ�ปีของ
วัดเกาะหงษ์ เป็นต้น ในงานจะมีการนำ�เรือจากสถานท่ีต่าง ๆ มาทำ�การแข่งขันกัน ปัจจุบันการแข่งเรือของชาวจังหวัด
นครสวรรค์ จะจัดท่ีบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัด และเป็นการแข่งขัน
เพ่ือชิงรางวัล ถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี
ในช่วงเทศกาลออกพรรษาของทุกปีวัดท่ีอยู่ริมแม่นํ้าเจ้าพระยา
ในเขตอำ�เภอเมือง และอำ�เภอโกรกพระ จะมีงานปิดทองไหว้พระ และ
ร่วมกันจัดให้มีการแข่งเรือยาวข้ึนเป็นประจำ�ทุกปี โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่
วดั เกาะหงษ์
ตําบลตะเคียนเล่ือน อำ�เภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ การแข่ง ภาพที่ 3.25 ประเพณกี ารแขง่ เรอื ยาว จงั หวนั ครสวรรค์
เรอื จะสนกุ สนาน และครกึ ครน้ื ดว้ ยเสยี งเชยี รข์ องกองเชยี รต์ า่ ง ๆ เปน็ การแสดงออกถงึ ความสามคั คี และความสามารถของ
ฝพี ายทน่ี �ำ เรอื เขา้ แขง่ ขนั เรอื ทเ่ี ขา้ แขง่ จะมคี วามยาวประมาณ 30 เมตร ระยะทางในการแขง่ ขนั ประมาณ 500 - 600 เมตร
จำ�นวนฝพี าย 30 - 50 คน ลักษณะของเรือสว่ นมากจะมีผ้าแพรสตี า่ ง ๆ และพวงมาลัยคลอ้ งไว้ท่หี วั เรอื ในขณะท่เี รือไดล้ ง
ท�ำ การแข่งขันอยนู่ นั้ ก็จะได้มกี ารรอ้ งเพลงพื้นบา้ น เพอื่ เปน็ การใหก้ ำ�ลงั ใจฝีพายท่ลี งท�ำ การแข่งขัน
ความสำ�คัญของประเพณีแข่งเรือ คือ ในสมัยรัชกาลท่ี 5 เสด็จประพาสงานแข่งเรือซึ่งเป็นงานประจำ�ปีปิดทอง
ไหว้พระของเขาบวชนาค (วัดจอมคีรีนาคพรต) ช่วงเดือน 11 โดยขบวนเสด็จประพาสต้นขาล่อง ในพระราชหัตเลขาทรง
กลา่ ววา่ จอดทห่ี น้าวัดเขา ซ่ึงราษฎรมาประชมุ กันอยทู่ ีน่ ั้น นํา้ ท่วมสะพานหมดไม่มที ยี่ นื ต้องจอดเรืออยู่ แต่ราษฎรแขง่ เรือ
กนั สนกุ สนานมาก การแขง่ เรือท่นี ี้ มาแต่เช้าแข่งเรอื กันทอดหนึ่งแลว้ ขึน้ ไหวพ้ ระแล้วกลับลงมาแข่งเรอื อีก นบั เป็นพระมหา
กรุณาธิคุณย่ิง จึงสรุปได้ว่าประเพณีการแข่งเรือจังหวัดนครสวรรค์น้ันมีความสำ�คัญยิ่งประเพณีหน่ึงท่ีควรค่าแก่การอนุรักษ์
สืบสานใหค้ งอยู่สืบไป
ปัจจุบันการแข่งเรือได้พัฒนา คือ มีการแข่งขันเพ่ือชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรม
ราชกุมารี ณ สนามแข่งเรือริมนํ้าหน้าศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ ทำ�ให้มีเรือสมัครเข้าทำ�การแข่งขันเป็นจำ�นวนมาก
มาจากหลายจังหวัดในปี 2548 จังหวัดกำ�หนดให้มีการแข่งขันเรือตะเข้ชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารีขึ้นมา ซ่ึงเรือตะเข้นี้จะแข่งกันในเวลากลางคืน นับเป็นปีแรกท่ีมีการจัดแข่งเรือตะเข้ เพื่อชิงเงินรางวัล
กันในสนามเดียวกันนี้ซึ่งเกิดความสนุกสนานมากยิ่งข้ึน คนชมมากข้ึน นอกจากน้ีในงานประเพณีแข่งเรือยังมีงานแสดง
มหกรรมสนิ คา้ และมสี วนสนกุ ฯลฯ ใหเ้ ทย่ี วชมกนั อกี ดว้ ยสรา้ งความสนกุ เพลดิ เพลนิ และยง่ิ ใหญข่ องงาน สว่ นในวนั ตดั สนิ
การแข่งขันเรือจะท�ำ การถา่ ยทอดสดผา่ นทางสถานีโทรทัศน์เป็นประจำ�ทุกปี
4. ประเพณีลอยกระทงสาย
งานประเพณีลอยกระทงกะลาสาย กะลาสี ประเพณีลอยกระทงเป็นประเพณขี องชาวไทยท่ีมมี าช้านาน และมีการ
สืบทอดต่อกันมา เป็นการขอขมาต่อแม่พระคงคาซ่ึงถือปฏิบัติกันมาจากรุ่นสู่รุ่น แต่ประเพณีลอยกระทงของชุมชนหน้าผา
จังหวัดนครสวรรค์มีเอกลักษณ์เฉพาะที่แตกต่างจากท่ีอื่นก็คือ การลอยกระทงสายโดยกระทงจะทำ�มาจากกะลามะพร้าว
และการลอยกระทงจะลอยพร้อม ๆ กันไป ทำ�ให้เป็นสายอยู่กลางแม่นํ้าซึ่งมีความสวยงามมาก เป็นการกำ�เนิดของ
กระทงสาย หรือกะลาสาย กะลาสี ในจังหวัดนครสวรรค์
74 นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 3
ภาพท่ี 3.26 ชาวปากนำ�้ โพท�ำ กระทงกะลา สบื ทอดงานลอยกระทงกะลาสาย - กะลาสี
นายวิสูตร บัวชุม ผู้อำ�นวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำ�นักงานนครสวรรค์ กล่าวว่า ประเพณี
ลอยกระทงกะลาสาย กะลาสี เปน็ ประเพณีทีเ่ กา่ แกส่ บื ต่อกนั มมี าเม่ือประมาณปี พ.ศ. 2480 เปน็ ตน้ มา เปน็ การลอยเพอื่
ความสนุกสนานภายในครอบครัวมาก สืบเนื่องมาจากสมัยท่ีปากนํ้าโพเป็นแหล่งชุมชนพ่อค้าไม้ที่ล่องมาจากทางเหนือ
แต่ต่อมาเป็นทีร่ ้จู ักเพมิ่ มากขึน้ ท�ำ ใหช้ าวปากนา้ํ โพ และจงั หวดั ใกล้เคียงเดินทางมาลอยกระทงกะลาสาย กะลาสี รว่ มกัน
ขอขมาพระแม่คงคา ณ สายนาํ้ ปงิ แห่งบริเวณชมุ ชนหน้าผาน้ี งานประเพณลี อยกระทงกะลาสาย กะลาสี วัฒนธรรมทาง
สายนํ้าความผูกพันธ์ทางสายน้ํา ณ สายนํ้าปิง ในปีนี้เทศบาลนครนครสวรรค์ร่วมกับชาวชุมชนหน้าผา และชาวชุมชนใน
เขตเทศบาลอีก 66 ชุมชน กำ�หนดจัดงานประเพณีลอยกระทงกะลาสาย กะลาสี ในคืนวันเพ็ญข้ึน 15 คํ่า เดือน 12
ณ บรเิ วณศาลเจา้ พอ่ - เจา้ แมห่ นา้ ผา เปน็ การจดั งานอยา่ งยง่ิ ใหญ่ และสวยงาม กจิ กรรมในชว่ งกลางคนื เปน็ การลอยกระทง
กะลาสาย กะลาสี ที่ลอยเต็มแม่นํา้ ปงิ เปน็ กระทงทท่ี �ำ มาจากกะลามะพร้าว ในการลอยกระทงจะลอยพร้อม ๆ กนั ท�ำ ให้
เป็นสายอยู่กลางแม่น้ําซ่ึงมีความสวยงาม รวมถึงยังมีการแสดงบนเวที การประกวดนางนพพาศ และถนนตลอดท้ังสาย
มีผู้คนอย่างหนาแน่นในคํ่าคืนลอยกระทง เพ่ือสืบสานขนบธรรมเนียมประเพณี พร้อมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด
นครสวรรค์ ทั้งนี้ประเพณีลอยกระทงสาย เป็นประเพณีของชุมชนบ้านหน้าผา อำ�เภอเมืองนครสวรรค์ เมื่อใกล้วันที่จะมี
พิธีลอยกระทงสาย ชาวบ้านหน้าผาจะนำ�กะลาที่เก็บสะสมไว้ตลอดทั้งปีมาทำ�ความสะอาด และตกแต่งด้วยกระดาษสี
ท�ำ เทยี นวางไวก้ ลางกะลาไมใ่ สด่ อกไม้ และธปู เทยี นเหมอื นกระทงทว่ั ไป เมอ่ื ถงึ วนั เพญ็ ขน้ึ 15 คา่ํ เดอื น 12 เวลา 18.00 น.
ถึง 24.00 น. ชาวบ้านหน้าผาจะนำ�กระทงกะลาที่ได้เตรียมไว้จำ�นวนนับพันใบมาจุดเทียนแล้วปล่อยกระทงกะลาลงใน
แม่น้ําเจา้ พระยา โดยเร่มิ ตงั้ แตบ่ ริเวณหนา้ ศาลเจ้าแม่หน้าผา อำ�เภอเมืองนครสวรรค์
5. ประเพณีสงกรานต์บา้ นเขาทอง
ประเพณีสงกรานต์บ้านเขาทอง เป็นประเพณีของชาว ตำ�บลเขาทอง อำ�เภอพยุหะคีรี ซ่ึงเป็นหมู่บ้านที่มีชาวไทย
เชื้อสายมอญอาศัยอยู่เป็นจำ�นวนมาก ในงานสงกรานต์บ้านเขาทองจะมีประเพณีการจับข้อมือสาว มีการละเล่น และการ
แสดงพื้นบ้านที่หลากหลาย อาทิ
เช่น รำ�พิษฐานรำ�ช้าเจ้าโลม เต้นกำ�
รำ�เคียว เข้านางสุ่มฯลฯ เป็นต้น
ปัจจุบันงานสงกรานต์บ้านเขาทอง
ยังคงจัดสืบทอดต่อกันมาจนกลาย
เป็นประเพณีสำ�คัญของจังหวัด
นครสวรรค์ ภาพที่ 3.27 ประเพณสี งกรานต์บ้านเขาทอง ต.เขาทอง อ.พยุหะครี ี จ.นครสวรรค์
75นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
ประชาชนชาวตำ�บลเขาทองท้ัง 12 หมู่บ้าน ได้ร่วมกันจัดงานประเพณีจับข้อมือสาว เน่ืองในเทศกาลสงกรานต์
ซึ่งเป็นงานประเพณีเก่าแก่ของหมูบ้าน และเป็นงานประเพณีแห่งเดียวในประเทศไทย โดยมีนายอำ�เภอพยุหะคีรี เป็น
ประธานเปิดงาน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคักสุดสนุกสนาน เนื่องจาก 1 ปี จะมีการจัดงานดังกล่าว 1 คร้ัง ส่วนกิจกรรม
ภายในงาน นอกจากจะมีการเดินจับข้อมือกันแล้ว ประวัติประเพณีจับข้อมือสาวนี้ ยังมีการร้อง รำ�ทำ�เพลง การเล่นเพลง
พ้ืนบ้าน เพลงข้าเจ้าโลม ซ่ึงเป็นเพลงที่ใช้ในการเกี้ยวพาราสีกันระหว่างชาย - หญิง ซ่ึงมีเน้ือเพลงที่ไพเราะ และท่ารำ�
ท่ีสวยงาม ทช่ี าวตำ�บลเขาทองไดอ้ นุรกั ษ์ไว้ดว้ ย
ขณะที่ความเป็นมาของงานประเพณีจับข้อมือสาวนั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ในพื้นท่ีรายหนึ่งเปิดเผยว่า ถึงเช่ือกันว่าสมัยก่อน
หนุ่มสาวที่รักใคร่ชอบพอกัน จะถือโอกาสนี้บอกรักสาวที่ชอบ โดยยึดถือประเพณีสงกรานต์นี้จับข้อมือของสาวท่ีตนชอบ
เพอ่ื เปน็ การบอกว่าตนเองนั้นชอบพอสาวคนนี้อยู่ หากสาวเจ้ามีทา่ ทีวา่ มใี จ กจ็ ะมกี ารพาผู้ใหญเ่ ข้าไปสขู่ อกนั ต่อไป แตก่ าร
จบั ขอ้ มอื สาวนนั้ สามารถจับไดภ้ ายในวดั เทา่ น้นั ออกนอกวัดไมส่ ามารถจบั ได้
อยา่ งไรก็ตาม งานประเพณดี งั กล่าวประชาชนในพน้ื ท่ี ต.เขาทอง ไดม้ กี ารร่วมกนั จัดงานในช่วงเทศกาลสงกรานต์
ติดต่อกันมาไม่ตํ่ากว่า 100 ปีแล้ว และจะมีการจัดงานพิธีน้ีไปอย่างต่อเนื่อง เพ่ือให้ลูกหลานได้สืบทอดกัน แต่ภาพที่เห็น
อาจะมีแต่หนุ่มสาววัยกลางคนท่ีจับข้อมือกันเท่าน้ัน เพราะวัยรุ่นในพ้ืนที่ไม่กล้าที่จะแสดงออกบอกรักกันเหมือนเม่ือก่อน
เนอื่ งจากทกุ วนั น้ีวฒั นธรรมไดเ้ ปลยี่ นไปมาก
ทัง้ นี้ ส�ำ หรบั ประวตั ขิ องชาวบา้ น ต.เขาทอง มีสบื เชอ้ื สายมานานกว่า 350 ปี ปัจจุบนั มจี �ำ นวนประชากร 6,000
กวา่ คน ด้ังเดิมชาวบา้ นมอี าชพี เกษตรกรรม มีเชือ้ สายมอญจึงสืบสานประเพณีสงกรานต์ทีไ่ ม่เหมอื นใคร และยงั คงมีกลน่ิ ไอ
ของขนบธรรมเนียมประเพณดี ง้ั เดมิ ไวท้ กุ ประการ
6. ประเพณงี านบุญขา้ วแช่
ข้าวแชบ่ างมะฝอ่ คอื อาหารท�ำ ขน้ึ มาถวายพระสงฆ์ เลย้ี งญาตพิ น่ี อ้ งทม่ี ารวมกนั ในชว่ งสงกรานต์ หรอื รบั ประทาน
ในชวี ติ ประในวัน ชาวบา้ นบางมะฝอ่ ทำ�สืบเนื่องมาโดยย่า ยาย สอนหลาน แม่สอนลกู ตอ่ เนือ่ งกนั มา แตป่ จั จบุ ันเหลอื นอ้ ย
เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทำ�อย่างพิถีพิถันเร่ิมจากเลือกข้าวสารชนิดท่ีดีที่สุดที่จะหาได้ หุงให้ค่อนข้างสวย คือ เม็ดข้าว
ไมส่ กุ เกนิ แลว้ น�ำ มาลา้ ง หรอื ขดั ในกระบาย หรอื ตะกรา้ เพอ่ื ใหน้ า้ํ ผา่ นได้ ลา้ ง หรอื ขดั ดว้ ยนา้ํ สะอาด สมยั กอ่ นใชน้ า้ํ ฝนลา้ ง
ให้เหลือแต่เม็ดข้าวเกล้ียง ๆ เนื้อข้าวท่ีสุกมากเกินไปจะหลุดออกไปกับน้ําแล้วนำ�ไปใส่ในตะกร้าโปร่ง ๆ เพ่ือให้นํ้าสะเด็ด
ก็คือ ข้าวแห้งไม่มีนํ้า นำ�ไปรับประทานได้ หรือจะนำ�ไปน่ึงเพ่ือไม่บูดง่าย ในสมัยก่อนนำ�นํ้าใส่โอ่งดิน หรือคนโทดินของ
ชาวเชียงใหม่น้ําจะเย็นสนิท สมัยนี้ใช้น้ําแข็งแทน นำ�น้ําใส่ดอกมะลิ (ปลูกที่บ้าน) อบ หรือแช่ในภาชนะที่มีฝาปิด 1 คืน
แลว้ น�ำ นา้ํ ทอ่ี บดอกมะลมิ าใสข่ า้ วทล่ี า้ งไว้ ใสน่ า้ํ แขง็ รบั ประทานกบั อาหารขา้ วแช่ เวลาทานตอ้ งตกั อาหารขา้ วแชร่ บั ประทาน
ก่อนแล้วตามด้วยข้าวแชน่ าํ้ ดอกมะลิ
ประวัติความเป็นมา
ประเพณีงานบุญข้าวแช่ได้เล่าสืบต่อกันมาว่าเมื่อราวปลายรัชกาลที่ 3 หรือต้นรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ประมาณร้อยกว่าปี ไทยได้กวาดต้อนเชลยมอญมาจากหงสาวดี ต่อมาตั้งบ้านเรือนที่เมืองประทุมวัน (จังหวัดปทุมธานี
ในปัจจุบัน) อยู่มาวันหน่ึงพระยาประทุมได้ท่องเท่ียวมาท่าเรือผ่านตำ�บลบางมะฝ่อ บรรยากาศร่มรื่นสวยงามจึงจอดเรือขึ้น
มาเที่ยวพักผ่อน และได้พบกบั สาวงามบางมะฝอ่ ชื่อนางสาวพิณ พรพิทกั ษ์ ได้รกั ชอบกนั จะสู่ขอไปเป็นสนมทีเ่ มืองประทุม
76 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
นางสาวพลอย ซึ่งเปน็ นอ้ งสาวตามไปอยดู่ ว้ ย ตอ่ มาพระยาประชมุ เสยี ชีวิตคุณยายพณิ คณุ ยายพลอย ได้กลบั มาอยู่ทีบ่ า้ น
ใกล้กับวัดบางมะฝ่อ ทางด้านทิศใต้ซ่ึงเป็นต้นตระกูลทองพิทักษ์ ต่อมาคุณยายพิณ คุณยายพลอยได้บวชชีปฏิบัติธรรมท่ี
วดั บางมะฝ่อ มีหลวงพ่ออ่อนเป็นเจา้ อาวาส พอชว่ งเดอื นเมษายนยากาศรอ้ น แมช่ พี ิณ แม่ชพี ลอย ได้ท�ำ กบั ข้าวแชซ่ ่ึงเอา
แบบอย่างมาจากมอญ ถวายหลวงพ่ออ่อน หลวงพ่ออ่อนชอบข้าวแช่มาก ฉันท์แล้วชื่นใจมากเหมาะกับฤดูกาล จึงชักชวน
ให้ชาวบ้านทำ�มาถวายพระในช่วงเดือนเมษายนของทุกปี ประกอบกับชาวบ้านบางมะฝ่อชอบสะสมของเก่า สังคโลก
เบญจจรงค์ (ด้วยกระเบื้องใส่ของคาว) กังใส (ถ้วยแก้วใส่ของหวาน) นำ�มาใส่อาหารข้าวแช่เป็นสำ�รับสวยงาม ใส่สาแหรก
หาบไปวัด ซึ่งนับว่าเป็นประเพณีที่ดี และสวยงามของชาวบ้านบางมะฝ่อ ปัจจุบันจะมีงานในวันที่ 14 เมษายน ของทุกปี
และวันท่ี 13 เมษายนจะมีการน�ำ กระดูกของบรรพบรุ ษุ ไปต้ังรวมกันที่
ภาพท่ี 3.28 งานบญุ เลี้ยงขา้ วแช่ วดั บางมะฝอ่ ต.บางมะฝ่อ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์
ศาลาวัดบางมะฝ่อ กลางคืนมีมหรสพฉลอง เช้ามีขบวนแห่สำ�รับข้าวแช่ของแต่ละหมู่บ้าน จัดตกแต่งขบวน
อย่างสวยงาม ทำ�ให้เกิดความรัก ความสามคั คใี นหมู่บา้ น เวลา 11.00 น. ถวายข้าวแช่แดพ่ ระสงฆ์ และจะมเี ทศ 1 กณั ฑ์
บังสุกดุ กระดูกบรรพบุรษุ บรเิ วณวดั เลย้ี งข้าวแช่ฟรที ุกคน
ประเพณขี า้ วแชบ่ างมะฝอ่ จะจดั ขน้ึ ในวนั ท่ี 14 เมษายนของทกุ ปี ทว่ี ดั บง่ มะฝอ่ ต�ำ บลบางมะฝอ่ อ�ำ เภอโกรกพระ
จงั หวดั นครสวรรค์ ซงึ่ จดั โดยส�ำ นกั งานเทศบาลต�ำ บลบางมะฝอ่ พอถงึ วันงานชาวบ้านบางมะฝอ่ กจ็ ะน�ำ สำ�รบั ขา้ วแช่ ใส่
สาแหรกหาบไปวดั ซ่ึงส�ำ รบั ที่นำ�มาใส่อาหารขา้ วแชส่ ว่ นใหญ่เปน็ เครอ่ื งสังคโลก เบญจรงค์ (ถว้ ยกระเบ้ืองใส่ของคาว) สบื
เน่อื งมาจากชาวบา้ นบางมะฝ่อ ชอบสะสมของเก่า สว่ นอาหารข้ารแชม่ ีหลายอยา่ ง เชน่ ผกั กาดเคม็ ผัด กระเทียมดองผดั
ปลาเกลือผัด หมผู ดั หวาน กะปิทอด พริกหยวกสอดไส้ ยำ�กงุ้ แหง้ ยำ�ไขเ่ ค็ม และยำ�กุนเชียง
ประเพณขี ้าวแช่บางมะฝ่อนน้ั เปน็ ประเพณีอนั เก่าแกซ่ งึ่ มมี านานประมาณรอ้ ยกว่าปี ในการจัดงานแตล่ ะครง้ั ถือ
เป็นการรวมญาติของชาวบ้านบางมะฝ่อเพราะงานจะจัดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ทำ�ให้ชาวบ้านและญาติพี่น้องได้มี
โอกาสมารวมตัวกนั พร้อมหนา้ พร้อมตาและได้รดนาํ้ ด�ำ หัวขอพรจากปู่ ย่า ตา ยาย ญาตผิ ู้ใหญ่ เพ่ือความเปน็ สิรมิ งคล
บ้านบางมะฝ่อเป็นหมู่บ้านชนบทเล็ก ๆ ของอ�ำ เภอโกรกพระ จงั หวดั นครสวรรค์ อาชพี ของคนในชมุ ชนส่วนใหญ่
เป็นชาวสวน เมื่อว่างมาจากทำ�สวนก็จะหันมาทำ�จักสาน แต่เมื่อเวลาท่ีมีการจัดกิจกรรมประเพณีในวันสำ�คัญต่าง ๆ เช่น
วนั ท่ี 14 เมษายนของทกุ ปี จะมกี ารจัดงานประเพณขี า้ วแช่ ชาวบ้านทุกคนกจ็ ะพร้อมใจร่วมกันจดั กิจกรรมดว้ ยความสามคั คี
ทำ�ใหง้ านประเพณขี า้ วแช่นางมะฝอ่ มกี ารสบื ทอดปฏบิ ัตกิ ันมาอยา่ งยาวนาน เปน็ ระยะเวลารอ้ ยกว่าปี ในปัจจุบนั การจดั งาน
ประเพณขี า้ วแช่ยังคงมีการจัดงานอยอู่ ยา่ งตอ่ เนื่องในทกุ ๆ ปี และมีการจดั กจิ กรรมท่หี ลากหลายไมว่ า่ จะเปน็ การประกวด
ส�ำ รบั ขา้ วแช่ ประกวดเทพีข้าวแช่ ประกวดกอ่ เจดีย์ทราย
77นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 3
7. ประเพณีบุญสลากภัต
อําเภอตากฟ้าได้ถือปฏิบัติประเพณีบุญสลากภัตน้ีมาในทุก ๆ วัด ต้ังแต่หลายสิบปีมาแล้ว คือ “บุญสลากภัต”
โดยเฉพาะทวี่ ดั ตากฟา้ ไดง้ ดตามประเพณมี าเปน็ ประจ�ำ ทุกปี ท้งั นี้เมอ่ื พ.ศ. 2537 พระเทพปัญญาภรณ์ (ริด รติ เวที ป.ธ.9,
กศ.ม.) หรอื เจา้ คุณรดิ เจา้ อาวาสวัดตากฟา้ พระอารามหลวง รองเจ้าคณะภาค 4 ท่านไดก้ �ำ หนดให้ถ้าอ�ำ เภอตากฟา้ จดั งาน
ประเพณีบุญสลากภัตให้ตรงกับวันวิสาขบูชา จะอยู่ประมาณเดือนพฤษภาคมของทุกปี และได้ปรับปรุงพัฒนาประเพณี
บุญสลากภัตให้แปลก และย่ิงใหญ่ข้ึนมาเรื่อย ๆ ซ่ึงท่านได้เป็นผู้ริเริ่มสนับสนุนและส่งเสริมให้มีประเพณีบุญสลากภัตเป็น
ประเพณีประจำ�อำ�เภอตากฟ้ามาจนถึงปัจจุบันน้ี ซ่ึงมีคณะสภาวัฒนธรรมอำ�เภอตากฟ้าเป็นผู้ประสานงานให้และได้รับ
ความร่วมมือจากชาวตากฟ้าทุกคน
กิจกรรมในงานประเพณีบุญสลากภตั ของอ�ำ เภอตากฟ้า ทีว่ า่ แปลกกวา่ ทีอ่ ื่น ไดแ้ ก่ 1. การประกวดส�ำ รบั สลากภตั
2. การประกวดเทพีสลากภัต 3. การประกวดขบวนแห่สลากภัต จึงทำ�ให้ประเพณีบุญสลากภัตเป็นประเพณีบุญใหญ่
ของอำ�เภอตากฟ้าและเปน็ ทีร่ กู้ ันอย่างแพร่หลาย
รูปแบบการจัดประเพณีวัฒนธรรมใหค้ งไว้ท่ีวา่ แปลกกวา่ ท่ีอ่นื ได้แก่
1. การประกวดสำ�รับสลากภัตซึ่งจะมีการกำ�หนดรูปแบบของสำ�หรับสลากภัต เพื่อให้มีความสวยงาม และ
เพยี รพอส�ำ หรับจ�ำ นวนพระภิกษุ โดยจะมีการกำ�หนดรูปแบบดังน้ี ตอ้ งมคี านหางหงส์, สาแหรก และกระจาด ตอ้ งมีอาหาร
คาว 4 อย่าง และอาหารหวาน 4 อยา่ งต้องมีคนโทนํา้ (อาจจะเป็นทองเหลืองหรือเหยือกแก้วก็ได)้ โดยจะมกี ารลอยดอก
มะลิ หรอื หยดน้ํายาอทุ ัยทพิ ยก์ ด็ ี และต้องมีภาชนะตักนาํ้ ดว้ ย ที่สำ�คญั คือ เจา้ ของส�ำ รับจะแต่งชุดไทยหรอื ชุดพืน้ บ้าน
2. การประกวดเทพีสลากภัตเป็นกิจกรรมที่เร่ิมเข้ามาให้งานใหญ่ข้ึนการประกวดก็จะเหมือนกับการประกวด
นางงามทั่วไป คือ มีการเดิน, การแสดงความสามารถทางวัฒนธรรม และจะไม่กำ�หนดสถานภาพของผู้เข้าประกวด คือ
อาจจะเปน็ โสด, ม่าย หรอื สมรสแลว้ ก็ได้
3. การประกวดขบวนแห่สลากภัต เป็นกิจกรรมท่ีเสริมเข้ามาอีกกิจกรรมหน่ึงโดยจะกำ�หนดรูปแบบขบวนใน
เหมือนกันทุกหน่วยงานท่ีเข้าร่วมกิจกรรม สำ�หรับรูปแบบของขบวนแห่สลากภัตในแต่ละขบวนมีดังนี้ มีรถตกแต่งเรื่องราว
พุทธประวัติ 1 คัน บนรถตอ้ งมีหญิงสาวแต่งชดุ ไทย 1 คน สำ�รบั สลากภัต 1 สำ�หรับ มีผู้หาบสำ�รับอย่างนอ้ ย 10 คนขึ้นไป
(แต่งชดุ ไทย) มีขบวนเถดิ เทิงก็ได้ และมีผเู้ ขา้ ร่วมขบวนแต่งชุดไทยอย่างน้อย 30 คน
ภาพท่ี 3.29 ประเพณีการทำ�บญุ สลากภตั วดั ตากฟา้ พระอารามหลวง
78 นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 3
นอกจากน้ันยังจัดให้มีขบวนแห่พระบรมสารีริกธาตุ และหาบสลากภัตตอนเช้าของวันวิสาขบูชาทุก ๆ ปี มีการ
จัดขบวนของแต่ละหน่วยงาน และทุกตำ�บลเข้าร่วมในขบวนแห่สลากภัตของอำ�เภอตากฟ้า โดยจะตั้งต้นขบวนท่ีสนาม
หน้าเทศบาลตำ�บลตากฟ้า แล้วแห่มาตามถนนพหลโยธินผ่านหน้านิคมสร้างตนเอง ตากฟ้า ตลาดตากฟ้าท่ีว่าการ
อำ�เภอตากฟ้า แล้วจึงเลี้ยวขวาเข้าไปยังวัดตากฟ้าพระอารามหลวงไปประจำ�ท่ี ๆ จัดไว้ให้สำ�หรับถวายสำ�รับสลากภัตท่ี
ศาลาการเปรยี ญวดั ตากฟา้
สําหรับสีสันวัฒนธรรมประเพณีบุญสลากภัตวัดตากฟ้านั้น จะเห็นได้จากผู้คนท่ีเข้ามาร่วมงานจะแต่งกายด้วยชุด
ไทยประยกุ ตน์ งุ่ ผ้าไทยผา้ ไหม และผา้ ทอพื้นบา้ นสวยงามเรียบร้อย น่ามอง มีการออกรา้ นรวงยอ้ นยคุ น�ำ อาหารคาวหวาน
ที่หาทาน และหาดูยากมาแจกให้ทาน ในงานมีการแสดงศิลปะของศิลปินพื้นบ้าน และศิลปินแนวหน้าระดับประเทศมา
รว่ มบุญ
พรั่งพร้อมด้วยมหากุศลจากการได้ถวายสลากภัตพระภิกษุสามเณรหลายร้อยรูป ด้วยเหตุท่ีวัดตากฟ้าพระอาราม
หลวงแหง่ นี้ เป็นวดั ทจี่ ัดการศกึ ษาพระปริยัติธรรม มพี ระภิกษุสามเณรศึกษาเล่าเรยี นตลอดปกี วา่ สามรอ้ ยรูป
อัตลักษณ์ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ท่ีประพฤติปฏิบัติกันสืบมาจนถึงปัจจุบันโดยแบ่งออกเป็น
3 ดา้ น ดงั ต่อไปนี้
1. ด้านการแต่งกาย การแต่งกายชุดไทยเป็นสำ�คัญท้ังผู้หญิง และผู้ชาย ส่วนการแต่งกายชุดไทยก็จะมีความ
หลากหลายกนั ออกไป ตามแตล่ ะชมุ ชนหน่วยงานจะก�ำ หนดหรือตกลงกัน
2. ด้านหาบสลากภัต สำ�หรับการหาบสลากภัต ก็จะมีการประดับตกแต่งสวยงาม หลากหลายลวดลายด้วย
วสั ดจุ ากธรรมชาติ เชน่ ประดิษฐห์ าบสลากภัตเป็นรูปพญานาค รูปหงส์ รูปนกยงู เปน็ ตน้
3. ด้านสำ�หรับอาหารคาว - หวาน สำ�หรับอาหารคาว - หวาน ที่ทำ�ให้สำ�หรับสลากภัตมาถวายพระภิกษุ
สามเณรนั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารพื้นบ้านประเภทแกงเรียง น้ําพริกปลาทู นํ้าพริกกะปิ ต้มยํา เป็นต้น ของหวาน
ประเภทขา้ วเหนยี วมะมว่ ง ขา้ วเหนียวสังขยา ขนมบวั ลอย ขนมปลากิม เปน็ ต้น ผลไม้ เช่น เงาะ แตงโม ส้มอง่นุ มะมว่ ง
เปน็ ตน้
ปัจจุบันการจัดงานประเพณีบุญสลากภัตวัดตากฟ้าพระอารามหลวงจัดเป็นงานประเพณีบุญใหญ่ประจำ�อำ�เภอ
ตากฟ้า ซ่ึงถือเป็นประเพณีบุญที่ทำ�ให้หลาย ๆ จังหวัดรู้จักอำ�เภอตากฟ้ามากขึ้น ซ่ึงในปัจจุบัน ถ้าพูดถึงอำ�เภอตากฟ้า
หลาย ๆ ท่านต้องพูดถึงประเพณีบุญสลากภัต เนื่องจากรูปแบบ และกระบวนการจัดงานท่ีหลากหลายไม่ซํ้ากันในแต่ละปี
ที่มีการจัดงานโดยพระเทพปัญญาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดตากฟ้าพระอารามหลวม รองเจ้าคณะภาค 4 ที่ได้มีการปรับเปล่ียน
รูปแบบการจัดงานทุกปีให้มีการนำ�เอาวัฒนธรรมท้ังในท้องถิ่น และวัฒนธรรมท่ีอยู่ใกล้เคียงเข้ามาเป็นกิจกรรมในการ
จัดงานหมุนเวียนเปล่ียนไปทุกปี ซ่ึงทำ�ให้งานท่ีออกมามีความน่าสนใจเป็นท่ีประทับใจถูกใจของผู้เข้ามาร่วมงานเป็นมาร่วม
งานเปน็ อยา่ งมาก
ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นวัฒนธรรมท้องถ่ินท่ีควรแก่การอนุรักษ์เผยแพร่ และสืบทอดกันต่อ ๆ ไปต้ังอยู่ใน
หลักของค�ำ ว่าวถิ ไี ทยวถิ ีธรรมวถิ ีพทุ ธอยา่ งแท้จริง
79นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3
8. ประเพณบี ญุ กำ�ฟา้ บ้านวงั รอ
งานประเพณีบุญกำ�ฟ้า บ้านวังรอ จัดขึ้นหลังฤดูเก็บเก่ียวท่ีบ้านวังรอ ตำ�บลวังมหากร อำ�เภอท่าตะโก จังหวัด
นครสวรรค์ มักจะจัดขึ้นในวันขึ้น 3 คํ่า เดือน 3 งานบุญกำ�ฟ้าเป็นประเพณีโบราณของชาวไทพวนและไทโซ่ง ซ่ึงเป็น
ประชากรส่วนใหญ่ของบ้านวังรอ ชาวพวน และโซ่งมีความเช่ือถือสิ่งศักด์ิสิทธ์ิ และผี โดยเฉพาะ “ผีฟ้า” จึงมีงานทำ�บุญ
ประจำ�ปดี ว้ ยมคี วามเชื่อถอื ว่าจะน�ำ ความสขุ และความอุดมสมบูรณ์มาสชู่ มุ ชน
ประเพณีบุญกาํ ฟ้า เปน็ ประเพณโี บราณของชนเช้ือสายพวน
ณ บ้านวังรอ หมู่บ้านวังรอ ต.วังหมากร อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์
จดั ขึ้นในราวเดือน 3 ของทกุ ปี มี 3 ระยะ คอื
(1) วันพิธีกําฟ้า กำ�หนดในวันข้ึน 3 ค่ํา เดือน 3 ก่อนวัน
พิธีกําฟ้า 1 วัน เป็นวันสุกดิบ ชาวบ้านทั้งหมดจะมารวมกันที่ศาลา
การเปรียญของวัด จัดเรียงข้าวปลาอาหารสำ�หรับถวายพระในวัน
รุ่งขนึ้ มขี า้ วหลาม ข้าวจี่ เป็นของสำ�คัญในพิธีก่าํ ฟา้ โดยเป็นการน�ำ
เอาข้าวใหม่มาทำ�เป็นของบูชาผีฟ้าในวันกําฟ้า ชาวบ้านจะมารวม
กันท่ีวัด แต่งตัวด้วยเส้ือผ้าชุดสวยท่ีสุด มีการตักบาตรในตอนเช้า ภาพท่ี 3.30 ประเพณบี ญุ ก�ำ ฟ้า บา้ นวังรอ
ต.วงั มหากร อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์
และหลังจากถวายของพระเสร็จแล้ว ชาวบ้านจะนำ�ข้าวหลามและข้าวจี่ รวมท้ังอาหารอื่น ๆ มาใส่กระทงแล้วนำ�ไปวาง
ท่ีทางสามแพง่ เป็นการถวายผีฟา้
(2) วันกําฟ้าครงึ่ มอื้ คอื วนั ขนึ้ 15 ค่าํ เดือน 3 จะยังคงงดทำ�งานครงึ่ วนั เชา้
(3) วันกําฟา้ นอนหงาย คือ วันแรม 2 คาํ่ เดือน 3 ต้องงดทำ�งานทุกอย่างในชว่ งเวลากอ่ นกินข้าวเชา้ ในวันกําฟ้าน้ี
ชาวบา้ นเชอ่ื ว่าจะมีปรากฏการณท์ างธรรมชาตทิ ่แี ปลก ๆ และมีเสยี งฟา้ รอ้ งมาทางทศิ ใดแปลวา่ จะใหน้ ํา้ ทางทิศนาํ้ นัน้ และ
ยังเช่อื ว่าวนั กาํ ฟา้ กบไมม่ ีปาก นกไมม่ ีตูด ชาวพวนมีต�ำ ราเสยี่ งทาย ดังน้ี
ฟ้าร้องทางทิศเหนอื น้ําจะมากในปีน้นั
ฟา้ ร้องทางทิศใต้ ปีนนั้ นํ้าพอดี พอใช้ได้
ฟ้าร้องทางตะวันออก นํา้ สมบรู ณ์
ฟา้ รอ้ งทางตะวนั ตก ปีนั้นนํ้าจะน้อยท่สี ดุ
เม่อื มีการท�ำ นายปรากฏการณ์ทางธรรมชาติแล้วก็เสรจ็ พธิ ีกาํ ฟา้
80 นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 3
◀ บทสรปุ ▶
จังหวัดนครสวรรค์ มีแหล่งท่องเที่ยวที่มีทั้งแหล่งท่องเท่ียว
เชิงธรรมชาติ และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอยู่มากมายในทุกอำ�เภอ
ท่ีสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวท้ังชาวไทย และชาวต่างประเทศให้เข้ามา
ท่องเท่ียวในจังหวัดนครสวรรค์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นช่องทางที่จะทำ�
รายได้ให้กับชาวนครสวรรค์อีกทางหน่ึง ถ้าเรามีการปรับปรุง พัฒนาแหล่ง
ท่องเที่ยวในจังหวัดนครสวรรค์ โดยเฉพาะแหล่งท่องเท่ียวเชิงวัฒนธรรม
เกิดเป็นแหล่งท่องเท่ียวที่น่าสนใจได้อีกมากมาย เน่ืองจากวิถีชีวิต
ความเป็นอยู่ ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวัฒนธรรม ตลอดจน
เรื่องราววิวัฒนาการการต้ังถ่ินฐานของคนที่เข้ามาอาศัยอยู่บริเวณ
จังหวัดนครสวรรค์ ต้ังแต่อดีตกาลย้อนหลังกลับไปถึง ๓,๕๐๐ ปี หรือ
อาจจะเก่าแก่กว่านั้น จนเกิดอารยธรรมท่ีเป็นจุดเด่นของศิลปะโบราณ
ของจังหวัดนครสวรรค์ นั่นคือ ศิลปะทวารวดี ท่ีปรากฏอยู่ท่ัวท้ังจังหวัด
นครสวรรค์ ไม่ว่าจะเป็นโบราณสถานเมืองบนโคกไม้เดน ดงแม่นางเมือง
เมืองจันเสน เมืองดอนคา หรือเมืองเวสาลี เปน็ ตน้ นอกจากน้ันยังมคี วาม
สวยงามของความหลากหลายทางวัฒนธรรม จนทำ�ให้เกิดความผสมผสาน
ทางวัฒนธรรม ท้ังเรื่องอาหารการกิน และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ ด้วย
เหตุผลนี้ จึงให้ความสำ�คัญกับการนำ�มรดกทางวัฒนธรรมของจังหวัด
นครสวรรคม์ าท�ำ ใหเ้ กิดการท่องเทีย่ วเชิงวัฒนธรรมต่อไป
ขนบธรรมเนยี มประเพณแี ละวฒั นธรรมของชาวจงั หวดั นครสวรรค์
เป็นมรดกเก่าแก่ท่ีสืบทอดมาเป็นเวลานาน มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์
และโบราณคดีปรากฏชัดเจน วิถีชีวิตของชาวจังหวัดนครสวรรค์
ได้มีวิวัฒนาการต่อเน่ืองมาถึงปัจจุบัน และเน่ืองจากประชากรจังหวัด
นครสวรรค์มีหลายเชื้อชาติ ประเพณีต่าง ๆ ท่ีสืบทอด จึงมีแบบอย่าง
ตามเช้ือชาติน้ัน ๆ และนำ�มาผสมกลมกลืนกันเป็นประเพณี และ
วัฒนธรรมของจังหวัดท่ีน่าสนใจ อันได้แก่ เทศกาลตรุษจีน ประเพณีแห่
เจา้ พอ่ เจ้าแมป่ ากน้าํ โพ ประเพณกี ารแขง่ เรือยาว ประเพณลี อยกระทงสาย
ประเพณีสงกรานต์บ้านเขาทอง ประเพณีงานบุญข้าวแช่ ประเพณีบุญ
สลากภัต ประเพณีบุญกำ�ฟ้า บ้านวังรอ เป็นต้น ซ่ึงในแต่ละเทศกาล
หรือแต่ละประเพณีได้สืบสาน สืบทอด และปฏิบัติจัดกิจกรรมต่าง ๆ
กันมาจนถงึ ทุกวนั นี้
นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 3 81
ตตออนนทที่ ่ี24
แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วในจงั หวดั นครสวรรค์
จงั หวดั นครสวรรค์ มชี อ่ื ปรากฏมาตง้ั แตก่ อ่ นสมยั สโุ ขทยั เปน็ ราชธานี มบี นั ทกึ ในศลิ าจารกึ ของสโุ ขทยั เรยี กวา่
เมืองพระบาง เป็นเมืองหน้าด่านท่ีสำ�คัญในการทำ�ศึกสงครามภายหลังเรียกชื่อว่า เมืองชอนตะวัน และเปลี่ยนเป็น
จังหวัดนครสวรรค์ในท่สี ุด แตช่ าวบา้ นทั่วไปเรยี กว่า เมืองปากนา้ํ โพ ในประวตั ิศาสตร์มหี ลกั ฐานทางโบราณคดบี ่งชว้ี า่
จังหวัดนครสวรรค์เคยเป็นเมืองเกษตรกรรมมาตั้งแต่ยุคต้นประวัติศาสตร์ เป็นศูนย์กลางของการคมนาคม เป็นท่ีต้ัง
ของกลุม่ ชนชาวจีนทเ่ี ขา้ มาทำ�การค้าขายระหวา่ งประเทศ
จังหวัดนครสวรรค์ เป็นจังหวัดที่ต้ังอยู่ระหว่างภาคกลาง และภาคเหนือจึงเป็น “ประตูสู่ภาคเหนือ” และ
เป็นศูนย์กลางการคมนาคมที่สำ�คัญของภาคเหนือตอนล่าง และยังมีความสำ�คัญตรงท่ีเป็นจุดบรรจบกันของแม่นํ้า
สายสำ�คัญ ๆ หรือท่รี ้จู ักกันในนาม “ปากน้าํ โพ” แม่น้าํ ปิง วัง ยม และน่านไหลมาบรรจบกันท่นี ่กี ลายเป็นต้นกำ�เนิด
ของแม่นํ้าเจ้าพระยา แม่น้ําสายสำ�คัญของประเทศ นอกจากน้ียังเป็นท่ีตั้งของบึงนํ้าจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย
คือ บึงบอระเพ็ด ซ่ึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพรรณพืช ฝูงนกนานาชนิด และยังเป็นที่อยู่อาศัยของปลาอีกนับร้อยชนิด
เนอ่ื งจากมีอาหารอดุ มสมบรู ณ์ มพี นื้ ท่ีท้งั หมด 9,597 ตารางกโิ ลเมตร
จังหวัดนครสวรรค์มีแหล่งท่องเท่ียวท่ีน่าสนใจหลายรูปแบบ ทั้งวัดวาอาราม โบราณสถาน แหล่งท่องเที่ยว
ทางธรรมชาติ จึงขอนำ�เสนอแหล่งท่องเท่ียวเชิงประวัติศาสตร์ และศาสนา แหล่งท่องเท่ียวเชิงธรรมชาติ และแหล่ง
ท่องเท่ียวเชงิ ศิลปวัฒนธรรม ดังน้ี
1. ทอ่ งเทย่ี วเชงิ ประวตั ศิ าสตรแ์ ละศาสนา ภาพที่ 4.1 พระจฬุ ามหาเจดยี ์
➢ พระจุฬามหาเจดีย์
ตงั ้ อยู่บนเขาดาวดึงส์ วัดคีรีวงศ์ สร้างตรงฐาน
พระเจดีย์เก่า ซึ่งสร้างในสมัยศตวรรษท่ี 19 ปลายกรุง
สุโขทัยอายุ 600 ปีมาแล้ว โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์
(อาจ อาสโก) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เป็นผู้ต้ังชื่อให้
และแนะนำ�ให้สร้างพระจุฬามหาเจดีย์ไว้บนยอดเขา
ภายในองค์พระเจดีย์ช้ัน 4 มีพระพุทธรูปจำ�ลองที่สำ�คัญ
ของประเทศไทยไวใ้ ห้สกั การะบูชา 4 องค์ คอื พระพทุ ธ
มหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระพุทธชินราช
จำ�ลอง พระพุทธโสธรจำ�ลอง และพระพุทธรูปหล่อ
หลวงพ่อวัดไร่ขิง และภายในโดมเจดีย์ มีภาพจิตรกรรม
ฝาผนังเกยี่ วกบั พระพุทธประวัติไว้ใหช้ มด้วย
82 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4
➢ วดั ครี ีวงศ์
ตงั้ อยู่บริเวณถนนมาตุลี และถนนดาวดึงส์ ตรงข้ามวิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ พ้ืนที่ของวัดมีทั้งบริเวณเขา
และท่ีราบ 280 ไร่ สร้างข้ึนสมัยปลายกรุงสุโขทัยแล้วถูกปล่อยร้างอยู่กลางป่าเขา จนมีพระธุดงค์แสวงบุญมาพบ
เม่อื พ.ศ. 2504 ปัจจบุ นั เปน็ ส�ำ นักปฏบิ ัติธรรมประจำ�จังหวดั นครสวรรค์ภายในบรเิ วณวดั
ประกอบดว้ ยพระอุโบสถ สมเดจ็ พระพุทธโคดมจำ�ลอง ศาลาพุทธานุภาพ วหิ ารหลวงพอ่ โต และพระจุฬามณีเจดีย์
ทส่ี รา้ งขน้ึ ตรงฐานเจดยี เ์ กา่ ซง่ึ สรา้ งในสมยั ศตวรรษท่ี 19 ชว่ งปลายของกรงุ สโุ ขทยั โดยสมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (อาจ อาสโก)
วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เป็นผู้ตั้งชื่อให้ และแนะนำ�ให้สร้างพระจุฬามณีเจดีย์ไว้บนยอดเขา ส่วนขององค์พระจุฬามณีเจดีย์
เป็นองคเ์ จดีย์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนยอดเขา ดา้ นในเจดยี ์มที ัง้ หมด 4 ช้ัน แต่ละช้นั จดั แสดงตา่ งกนั ไป ดังนี้
◉ ชน้ั 1 ดา้ นหนา้ เปน็ ทจ่ี ดุ ธปู เทยี นบชู า
◉ ชน้ั 2 จดั แสดงรปู หลอ่ เหมอื นขนาดเทา่ องคจ์ รงิ ของพระชอ่ื ดงั หลายองค์ เชน่ รอยพระพทุ ธบาทจ�ำ ลอง 12 ราศี
➢ วัดจอมครี ีนาคพรต
ตัง้ อยู่ท่ีบา้ นเขาบวชนาค หมู่ 4 ต�ำ บลนครสวรรคอ์ อก อำ�เภอเมือง หา่ งจากตัวเมืองประมาณ 1 กิโลเมตร วัดอยู่
รมิ ฝง่ั แมน่ า้ํ เจา้ พระยากอ่ นขา้ มสะพานเดชาตวิ งศเ์ ขา้ สตู่ วั เมอื ง เดมิ เปน็ วดั โบราณ เรยี กวา่ “วดั ลน่ั ทม” บา้ ง “วดั เขา” บา้ ง
“วดั เขานครสวรรค”์ บา้ ง ปจั จบุ นั ใชช้ อ่ื วา่ “วดั จอมครี นี าคพรต” แตค่ นทว่ั ไปยงั คงเรยี กวา่ วดั เขาบวชนาค หรอื เรยี กยอ่ ๆ
ว่า “วัดเขา” บริเวณวัดแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนหน่ึงตั้งอยู่บนยอดเขาสูง เป็นที่ตั้งโรงอุโบสถ วิหาร มณฑป และเจดีย์
พระพุฒาจารย์โตวัดระฆัง หลวงปู่ทวดวัดช้างไห้ หอีกลวสง่วพน่อหสนด่ึงวตัดั้งปอายกู่บนร้ําิเวปณ็นตเช้นิงเเขพา่ือเปให็น้ปทร่ีตะั้งชศาาชลนากกรารบเไปหรวีย้เพญ่ือคแวลาะมกุฎิ
เปน็ สริ มิ งคล และมวี ตั ถมุ งคลทท่ี างวดั จดั สรา้ งวางไวภภ้ าายยใในนวตัดใู้ ยหังผ้ มทู้ ีโส่ี บนสใถจ์เสกา่ามแากร่ถทเ่ีชา่ วบบชู ้านได้เรียกว่า “โบสถ์เทวดาสร้าง”
◉ ช้นั 3 ประดษิ ฐานพระพุทธรปู จ�ำ ลองที่ส�ำ ลคักญั ษขณอะงเปม็นอื งรไปู ทศยาลอาาโทถงิ พไมระม่ แผี กนว้ ังมทร้ังกสตี่ดา้ พนรทะรพงุทแธบชบินโรบารชาณพรเคะพรื่อุทงธบน
โสธรพระพุทธรปู วดั ไรข่ ิง เปน็ ต้น ทงั้ ยังมีการท�ำ บญุ เปถ็นวไามย้สักงฆล้วทนานมทุงากงดระา้ เนบใือ้นงดว้ มยีพาไลโดยรอบ โบสถ์หลังน้มี ีเรอ่ื งเลา่ ตอ่
◉ ช้นั 4 เป็นชั้นบนสุดขององค์เจดีย์ ภายในกโันดมมาปวร่าากเมฏ่ือภเารพ่ิมวสารด้าจงไิตดร้ตกิดรตรม้ังเฝสาาผพนรัง้อเกม่ียเควรกื่อับงพบุทนธใปหร้เปะ็นวัตริทูปี่งโคดรงงาขมอง
มาก ตรงกลางประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุไวอ้บุโบนสแถท่นตเจกดกียล์อางคืน์เลไ็กดใ้ยหิน้ผเู้สคียนงไมด้โกหรราีปบี่พไหาวท้บยูช์ มาีเสทียางดอ้ึากนทนึกอคกรึมีโรคูปรม
เหมือนหลวงพ่อมหาบุญรอด ซึ่งเป็นพระที่สร้างพรแะลจะุฬแาสมงณสีเวจ่าดงียไ์แปหท่งั่วนบ้ี รพิเรว้อณมยกอับดปเรขะาวัตชิขาอวงบท้า่านนตใ่หาง้ผพู้คานกไดัน้กแรปาลบกไหใจวจ้ ึง
ชั้น 4 ขององค์เจดีย์สามารถมองเห็นววิ ของเมืองนคพราสกวันรไรปคด์ไูดป้ในรามกมุ ฏกว่า้ งานท่ีทำ�ไว้น้ันสำ�เร็จหมด และไม่ปรากฏว่ามีใคร
เข้าไปทำ�เลยแม้แต่คนเดียว จึงเรียกกันว่า “โบสถ์เทวดาสร้าง” และ
ยังมีเรื่องเล่าถึงการจุคนเข้าไปในโบสถ์ท่ีไม่ว่าเท่าไหร่ก็ มอิ าจเตม็ เสยี ที
ภาพท่ี 4.2 พระจฬุ ามหาเจดีย์
83นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4
เร่อื งน้เี กดิ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั รัชกาลท่ี 5 เมื่อเสดจ็ ประพาสนครสวรรค์ และได้ทรงนำ�ขา้ ราช
บริพารท่ีตามเสด็จทั้งหมดเข้าไปในโบสถ์เทวดาสร้างน้ีแต่ก็ไม่เต็ม นอกจากนี้ภายในวัดยังมีรอยพระพุทธบาทจำ�ลอง และ
ประดิษฐานพระศรีสรรเพชญ์เป็นพระประธานในซุ้มเรือนแก้ว ด้านหลังเป็นพระพุทธธัญดร ปางลีลายกพระหัตถ์ขวาแบบ
ศลิ ปะทวารวดี ในเดือน 12 ของทกุ ปี จะมงี านวดั เขาที่จัดข้ึนเพื่อนมสั การ และปดิ ทองรอยพระพทุ ธบาทจำ�ลอง ซงึ่ นอกจาก
จะมงี านสมโภชน์แลว้ ยงั มีการแข่งขันเรอื ยาวดว้ ย
➢ วดั เกรยี งไกรกลาง
สรา้ งขึน้ ประมาณ พ.ศ. 2174 เดมิ มีชือ่ เรยี กกนั ต่าง ๆ คอื วดั เชียงกาย หรือวดั เชียงกราย หรอื วดั เชียงไกร ตอ่ มา
ได้เปลีย่ นเป็นวัดปากน้าํ และวัดใหญ่ เมอื่ คราวพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจ้าอยหู่ วั รัชกาลท่ี 5 เสดจ็ ฯ ทางชลมารค
ทอดพระเนตรเห็นน้ําท่วมพื้นที่บริเวณวัดจึงพระราชทานนามว่า วัดคงคาราม ต่อมาวัดได้เปล่ียนเรียกตามชื่อของตำ�บล
คือ เกรียงไกร ปัจจุบันตำ�บลเกรียงไกรมีวัดเพิ่มขึ้นอีก 2 วัด ดังน้ัน
วัดเกรียงไกรจึงตอ้ งมีคำ�ว่า ใต้ - กลาง - เหนอื ต่อท้ายชื่อ ภายในวดั
มีพระพุทธรูปสัมฤทธ์ิปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ในวิหาร ศิลปะสมัย
สโุ ขทยั มเี รอ่ื งเลา่ เกย่ี วกบั พระพทุ ธรปู วา่ เมอ่ื กรงุ สโุ ขทยั เสอ่ื มอ�ำ นาจลง
และมีสงครามอยู่เป็นประจํา ชาวสุโขทัยได้นำ�พระพุทธรูปล่องแพมา
ตามลำ�น้ําจนมาถึงปากน้ําเกรียงไกร แพได้จมลงจึงนำ�พระพุทธรูปข้ึน
และโบกปูนทับเพื่อให้ปลอดภัยจากสงครามจนกระท่ัง พ.ศ. 2147
สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ชาวบ้านได้สร้างวัดนี้ขึ้นตรงท่ีประดิษฐาน
พระพุทธรูป และนำ�พระพุทธรูปซ่อนไว้ในผนังพระอุโบสถเพ่ือป้องกัน
ภาพที่ 4.3 พระจฬุ ามหาเจดยี ์ ภัยสงคราม และเม่ือ พ.ศ. 2511 ได้มีการซ่อมผนังพระอุโบสถจึงพบ
แต่พระพุทธรูปปูนธรรมดา นานวันเข้าปูนกะเทาะออกจึงทราบว่าเป็นพระพุทธรูปทองคำ�งดงาม ทั้งยังมีรอยพระพุทธบาท
จำ�ลองประดิษฐานอยู่ภายใน และจิตรกรรมฝาผนังเป็นภาพพุทธชาติชาดก ส่วนบริเวณหน้าวัดยังมีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็น
จำ�นวนมาก รวมทั้งมีฟาร์มจระเข้แบบปล่อยตามธรรมชาติของเอกชนอีกด้วย ตามปกติวิหารเก่าจะเปิดให้เข้าชมในช่วง
เทศกาลเท่าน้ัน สำ�หรับนักท่องเท่ียวท่ีต้องการเข้าชมช่วงนอกเทศกาลสามารถแจ้งทางวัดให้เปิดเข้าชมได้ การเดินทาง
ใชท้ างหลวงหมายเลข 225 สายนครสวรรค์ - ชุมแสง ระยะทาง 10 กิโลเมตร เลีย้ วซา้ ยเข้าไป 2 กโิ ลเมตร จะมปี า้ ยบอก
ทางไปถึงตวั วัด รวมระยะทาง 12 กิโลเมตร จากตวั เมือง หรือเชา่ เรือจากทา่ น้าํ เจ้าพระยาล่องมาตามล�ำ นํา้ นา่ นขึ้นทท่ี า่ นา้ํ
วัดเกรียงไกรกลาง โดยวดั ตัง้ อยูห่ มทู่ ี่ 5 ต�ำ บลเกรียงไกร ริมฝั่งแม่นาํ้ นา่ น
➢ วดั ศรสี วรรคส์ งั ฆาราม
วดั ศรีสวรรคส์ งั ฆาราม หรือวดั ถอื นาํ้ ตง้ั อยู่ทบ่ี า้ นถือนาํ้ หมูท่ ี่ 2 ตำ�บลนครสวรรคอ์ อก อำ�เภอเมอื ง เปน็ วดั เก่าแก่
สร้างประมาณ พ.ศ. 2350 แต่เดิมเป็นวัดท่ีมีความสำ�คัญมากเพราะเป็นสถานท่ีประกอบพิธีถือน้ําพิพัฒน์สัตยาของทาง
ราชการในจังหวัดนครสวรรค์ประจำ�ทุกปี ต่อมาได้สร้างศาลหลักเมืองขึ้นจึงได้ย้ายไปประกอบพิธีถือน้ําพิพัฒน์สัตยา
ทศ่ี าลหลกั เมอื งแทน ทำ�ใหม้ กี ารเปลย่ี นชอ่ื วดั เปน็ วดั ศรสี วรรคส์ งั ฆารามแตช่ าวจงั หวดั นครสวรรคก์ ย็ งั คงเรยี กวา่ “วดั ถอื นา้ํ ”
อยจู่ นถงึ ปัจจบุ นั ภายในพระอโุ บสถหลงั เกา่ ประดษิ ฐานพระประธานอายรุ าว 100 ปเี ศษ นอกจากนี้ไดพ้ บบษุ บก ซึง่ เชือ่ วา่
84 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4
เปน็ ของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รชั กาลท่ี 5 ทง้ั ยงั มพี พิ ธิ ภณั ฑข์ องใชโ้ บราณอยภู่ ายในเจดยี ก์ าญจนาภเิ ษก
50 ปี และเมอ่ื พ.ศ. 2519 พระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 สมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทร
มหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอท้ังสอง
พระองค์ (ในขณะน้ัน) ได้เสด็จพระราชดำ�เนินมา
ทรงตัดลูกนิมิตพระอุโบสถหลังใหม่ นับว่าเป็นสิริมงคล
แก่ชาวจังหวัดนครสวรรค์อย่างยิ่ง การเดินทางมายังวัด
ใช้ทางหลวงหมายเลข 32 สายเอเชีย เล้ียวซ้ายไป
ทางค่ายจิรประวัติ ไปตามทางหลวงหมายเลข 3001
ระยะทาง 5 กิโลเมตรจากตัวเมือง โดยมีป้ายบอก
ตลอดทาง ภาพท่ี 4.4 พระอุโบสถภายในวดั วดั ศรสี วรรค์สงั ฆาราม
➢ ศาลาท่ีประทบั ร.5 หนา้ วดั เขือ่ นแดง
ตัง้ อยทู่ บ่ี า้ นทา่ ตากยุ๋ (ตลาดใต)้ หมู่ 1 ต�ำ บลนครสวรรคต์ ก อ�ำ เภอเมอื ง เปน็ วดั โบราณ สรา้ งขน้ึ สมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา
ตอนตน้ ราว พ.ศ. 1925 เหตกุ ารสรา้ งวดั เลา่ ตอ่ กนั มาวา่ มคี หบดตี ระกลู หนง่ึ มภี รรยา 2 คน ตา่ งคนตา่ งกม็ บี ตุ รชาย เมอ่ื อายุ
ครบบวชกไ็ ด้สรา้ งวัด ภรรยาคนหนงึ่ สรา้ งวดั ช่อื “วดั ฉมิ พลียางโทน” อย่ทู างทศิ ใต้ สว่ นอีกคนหน่งึ สรา้ ง “วัดเขือ่ นแดง”
หรือ “วัดศรสี ุวรรณ” ในปัจจุบัน อกี ชอื่ หนงึ่ ของวดั นี้เรยี กว่า “วัดตะแลงแกง” ดว้ ย เคยเป็นทกี่ กั ขงั และประหารนักโทษ
แต่เดิมวัดร้างทรุดโทรมก่อนจะบูรณะข้ึนใหม่ เมื่อครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา พ.ศ. 2485 โดยทหารอาศัยวัดศรีสุวรรณ
เป็นที่ต้ังกองบัญชาการยุทธภูมิชั่วคราว หน้าวัดมีศาลาท่ีประทับของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.5
เม่อื คร้ังเสด็จประพาสตน้ เมืองนครสวรรค์ วนั ท่ี 29 สิงหาคม ร.ศ. 125 (พ.ศ. 2449) พระองค์ประทับที่ศาลาหน้าวดั แห่งนี้
เพื่อพิจารณาคดีตามคำ�ปรึกษาของศาลทหาร ให้ประหารชีวิตอ้ายวิม ซ่ึงเป็นพลทหารที่ได้ฆ่านายสิบตายเน่ืองจากเป็น
เวลารักษาราชการเสด็จพระราชดำ�เนิน และทำ�ผิด
พระราชกำ�หนดกฎหมายข้อบังคับของค่ายทหาร
ที่เพ่งิ ตั้งข้นึ ใหม่ ถ้าลดหยอ่ นโทษจะเปน็ เยยี่ งอยา่ ง
วั ด เข่ื อ น แ ด ง น้ี เ ค ย เ ป็ น ค่ า ย น ค ร ส ว ร ร ค์ เ ก่ า
ต่อมาค่ายทหารนครสวรรค์เดิมถูกย้ายไปฝั่งตะวันออก
ของแม่น้ําเจ้าพระยาแทน ใช้ช่ือว่า “ค่ายจิรประวัติ”
เพื่อถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์
เจ้าจิรประวัติวรเดช กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช
พระราชโอรสในรัชกาลท่ี 5 ซึ่งทรงมพี ระปรชี าสามารถ
ด้านการทหาร และทรงเปน็ เสนาธกิ ารทหารบกคนแรก
ภาพท่ี 4.5 ศาลาท่ปี ระทบั ร.5 ต้ังอยู่หน้าวดั เข่ือนแดง
85นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4
➢ วดั วรนาถบรรพต
เดิมชื่อวัดกบหรือวัดเขากบ เป็นวัด
เก่าแก่ของนครสวรรค์ตั้งอยู่บนยอดเขา และ
เชิงเขากบ สร้างขึ้นเม่ือ พ.ศ. 1962 สมัย
สโุ ขทัยเป็นราชธานี ผ้สู ร้าง คอื พญาบาลเมอื ง
สร้างเพ่ืออุทิศแด่พญารามผู้น้อง ช่วงหนึ่ง
วัดเคยถูกทิ้งร้างปกคลุมด้วยป่าไผ่ และต้นไม้
วันหนึ่งหลวงพ่อทองได้ธุดงค์มาจากจังหวัด
อุตรดิตถ์เห็นความสงบร่มเย็น จึงได้ปักกลด
ณ ทีแ่ หง่ น้ี จนชาวบา้ นในพนื้ ทมี่ าพบเข้าก็เกดิ
เลื่อมใสศรัทธาจึงพร้อมใจกันอาราธนานิมนต์
ให้หลวงพ่อทองจำ�พรรษาวัดน้ี และช่วยกัน
บูรณะปฏิสังขรณ์วัดข้ึนใหม่ บริเวณวัดวรนาถ
บรรพต มปี ูชนียวตั ถทุ สี่ ำ�คัญ ไดแ้ ก่ เจดยี ใ์ หญ่ ภาพท่ี 4.6 ศาสนสถานภายในวัดวรนาถบรรพต
ที่สร้างสมัยสุโขทัย วิหารท่ีประดิษฐานรูปหล่อหลวงพ่อทอง พระพุทธไสยาสน์ ยาวประมาณ 10 วาเศษ อุโบสถหลังเก่า
ที่มีรูปปั้นตากบ - ยายเขยี ด ท่หี ลวงพ่อทองสรา้ งอยดู่ า้ นหน้า สว่ นบนยอดเขากบที่เป็นส่วนหน่งึ ของวัดก็มีปูชนยี วตั ถทุ ี่ส�ำ คัญ
เช่นกัน คือ รอยพระพุทธบาทจำ�ลองสมัยสุโขทัยประดิษฐานอยู่ในวิหาร เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธรูปหิน
ปางนาคปรกสมยั เชยี งแสน
➢ วัดนครสวรรค์
เดิมชื่อว่า วัดหัวเมือง เป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองมาแต่โบราณ สันนิษฐานว่าสร้างข้ึนสมัยสุโขทัยตอนปลาย
ทางราชการได้เคยใช้สถานท่ีของวัดนี้ประกอบพิธีถือน้ําพิพัฒน์สัตยา ก่อนเปลี่ยนชื่อจากวัดหัวเมืองเป็นวัดนครสวรรค์
วัดหัวเมืองมีช่ืออีกช่ือหน่ึง คือ วัดโพธิลังการาม เพราะมีผู้นำ�ต้นโพธิ์จากประเทศศรีลังกามาปลูกไว้ท่ีหน้าวัด บริเวณริม
แม่นํ้าเจ้าพระยา 4 ต้น และมีเจดีย์ใหญ่อยู่ใกล้ต้นโพธ์ิท่ีปลูก ปัจจุบันท้ังเจดีย์และต้นโพธ์ิไม่ปรากฏให้เห็นแล้ว ภายใน
บริเวณวัดปรากฏโบสถ์หลังเดิมเป็นท่ีประดิษฐาน
หลวงพ่อศรีสวรรค์ พระพุทธรูปท่ีเป็นท่ีเคารพสักการะ
ของชาวนครสวรรค์ และยังมีวิหารอันเป็นที่ประดิษฐาน
พระสองพ่ีน้อง “พระผู้ให้อภัยยิ่ง” หรือ “พระหันหลัง
ให้กัน” หันหน้าไปทางทิศตะวันออกองค์หน่ึง อีกองค์
หนึ่ง หันหน้าไปทางทิศตะวันตก เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่
มีประวัติว่าพม่าสร้างไว้เป็นอนุสรณ์เม่ือยก ทัพมาถึง
เมืองนครสวรรค์ การหันหลังให้กันอาจหมายถึงการ
ให้อภัยไม่จองเวรจองกรรมกันอีกต่อไป วัดนครสวรรค์
ต้ังอยู่ตรงถนนสวรรค์วิถี ปากซอย 27 รั้วเดียวกับ
ภาพท่ี 4.7 ศาสนสถานภายในวัดนครสวรรค์ มหาจฬุ าลงกรณ์ราชวทิ ยาลยั
86 นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 4
➢ วัดเกาะหงษ์
เป็นวดั เกา่ แกอ่ ายกุ วา่ 200 ปี สร้างขึน้ ใน พ.ศ. 2336 ตงั้ อยู่รมิ แม่น้าํ เจ้าพระยาฝั่งตะวนั ตก ชุมชนเดิม บริเวณวดั
เป็นกลุ่มท่ีมีเชื้อสายมอญ ภายในบริเวณวัดยังคงเหลือสถาปัตยกรรมท่ีสำ�คัญคือวิหาร (โบสถ์เก่า) ลักษณะศิลปะอยุธยา
ตอนปลายถึงช่วงรัตนโกสินทร์ตอนต้น ด้านในปรากฏภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปเทพชุมนุมหลายองค์เขียนต่อเนื่องกันไป
แบบงานจิตรกรรมสมัยอยธุ ยา ฝีมอื ชา่ งหลวง เมือ่ วันที่
12 สิงหาคม พ.ศ. 2449 พระบาทสมเด็จพระจลุ จอม
เกลา้ เจ้าอยหู่ วั รชั กาลที่ 5 เสดจ็ ประพาสต้นทางเหนอื
และทรงแวะวัดเกาะหงษ์ พระองค์ได้เสด็จข้ึนไป
นมัสการพระประธานในอุโบสถ และทอดพระเนตร
เห็นพระสังกัจจายน์แบบยืนแล้วพอพระทัยเป็นอันมาก
จึงทรงขออัญเชิญไปและพระราชทานพระราชทรัพย์
จำ�นวน 1 ชง่ั (80 บาท) เพอื่ ให้จดั สรา้ งใหม่ข้ึนมาแทน
ซ่ึงก็คือ องค์ปัจจุบัน และเนื่องจากชุมชนเดิม และ
ปัจจุบันยังคงมีเช้ือสายคนมอญอยู่ จึงได้มีการอนุรักษ์
ภาพที่ 4.8 ศาสนสถานภายในวัดเกาะหงษ์ การละเล่นแบบโบราณ อาทิ การเล่นสะบ้า ลูกช่วง
มอญซ่อนผ้า รวมถึงงานประเพณีต่าง ๆ เช่น งานประเพณีแข่งเรือ งานปิดทองไหว้พระ งานประเพณีสงกรานต์ อีกทั้ง
วดั เกาะหงษ์ยงั มีชอื่ เสยี งดา้ นการรักษาโรคด้วยวธิ กี ารเหยยี บฉ่า ซ่ึงมีผู้ให้ความสนใจเปน็ จำ�นวนมากในปจั จุบัน การเดนิ ทาง
ใชเ้ สน้ ทางสายนครสวรรค์ - อ�ำ เภอโกรกพระ ระยะทาง 6 กโิ ลเมตร วดั อยทู่ างดา้ นซา้ ยมอื อยหู่ า่ งจากตวั จงั หวดั 7 กโิ ลเมตร
ระหว่างทางมีรา้ นคา้ ชมุ ชนขายผลไม้ตามฤดูกาล
➢ วดั ศรอี ุทมุ พร
วัดศรีอุทุมพร หรือวัดวังเด่ือ
หรือวัดหลวงพ่อจ้อย เป็นสถานท่ีท่ีชาว
นครสวรรค์ให้ความเคารพศรัทธา และมี
หลวงพ่อจอ้ ย
วัดศรีอุทุมพร สร้างขึ้นเป็นวัด
นับต้ังแต่ พ.ศ. 2485 โดยมีพระครูจ้อย
จนฺทสุวณฺโณ ดำ�เนินการ และปกครองวัด
มาต้ังแต่แรกเริ่มสร้างวัด ชาวบ้านมักจะ ภาพท่ี 4.9 ศาสนสถานภายในวัดและรปู หลอ่ หลวงพ่อจอ้ ย
เรยี กวา่ “วดั วงั เดอ่ื ” ตามชอ่ื บา้ นมาแตเ่ ดมิ ไดร้ บั พระราชทานวสิ งุ คามสมี า วนั ท่ี 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2494 พน้ื ทท่ี ต่ี ง้ั วดั นน้ั
เปน็ ทรี่ าบล่มุ สภาพแวดลอ้ มเปน็ ท่นี า และมีหมู่บา้ นลอ้ มรอบ อาคารเสนาสนะต่าง ๆ มอี โุ บสถกวา้ ง 8 เมตร ยาว 16 เมตร
สร้างเมอ่ื พ.ศ. 2593 ศาลาการเปรยี ญ กวา้ ง 22 เมตร ยาว 40 เมตร สรา้ งเม่อื พ.ศ. 2511 กฏุ ิสงฆจ์ ำ�นวน 4 หลัง ตอ่ มา
พระครูจ้อย จนฺทสุวณฺโณ ได้ซื้อที่ดินของ น.ส.สุพรรณี - น.ส.ราตรี เกษวิริยะการ เพิ่มอีก 6 ไร่ 3 งาน 27 ตารางวา
เม่อื ประมาณปี พ.ศ. 2539 ได้รบั โฉนดทด่ี นิ เม่ือวันท่ี 30 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2544 ไดม้ กี ารจัดสรา้ งอาคารเสนาเสนะตา่ ง ๆ
ขนึ้ อกี มากมาย
87นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4
➢ วัดพระปรางค์เหลอื ง
เ ป็ น วั ด โ บ ร า ณ ที่ ต้ั ง อ ยู่ ใ ก ล้ กั บ โ บ ร า ณ ส ถ า น เ มื อ ง บ น
อันเป็นหัวเมืองโบราณในสมัยทวารวดี ยังปรากฏร่องรอยคูเมือง
โบราณติดต่ออยู่ดา้ นทศิ เหนือของวัด โดยเจ้าหนา้ ที่กรมศิลปากร
ได้คำ�นวณอายุจากปูชนียสถานโบราณไว้ว่า มีอายุกว่า 230 ปี
และถูกสร้างข้ึนประมาณ พ.ศ. 2305 สมัยกรุงศรีอยุธยา
ตอนปลาย บ่งบอกได้ว่าวัดพระปรางค์เหลือง เคยเป็นชุมชน
รวมทั้งแหล่งอารยธรรมมาตั้งแต่โบราณ และอดีตยังเป็นวัดที่
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลท่ี 5 เสด็จฯ
ถึง 3 ครงั้ ในการเสด็จประพาสต้นทางภาคเหนือ เมื่อพระองค์
เสดจ็ มาถงึ วัดพระปรางค์เหลือง ครง้ั ท่ี 1 เมื่อ ร.ศ. 120 ตรงกับ
วนั ท่ี 2 พฤศจกิ ายน พ.ศ. 2444 เวลาราว 4 โมงเยน็ ไดท้ อด
พระเนตรพระอุโบสถและกุฏินฝีมือช่างชาวจีน และทรง
สนพระทัยในการเหยียบฉ่าของหมอจีน การเสด็จคร้ังที่ 2 ภาพที่ 4.10 องค์พระปรางค์สเี หลือง
เกดิ ขน้ึ เมอ่ื ร.ศ. 125 ตรงกบั วนั ท่ี 11 สงิ หาคม พ.ศ. 2449 ครง้ั นน้ั พระครพู ยหุ านสุ าสก์ (เงนิ ) ไดล้ งมาคอยอยทู่ แ่ี พรบั เสดจ็
โดยมีราษฎรนับหลายพันคนรอรับเสด็จด้วย คร้ังน้ันหลวงพ่อเงินได้มีโอกาสรดน้ํามนต์ถวาย ตามประวัติศาสตร์นับเป็น
พระสงฆ์เพียงรูปเดียวท่ีได้รดนํ้ามนต์ถวาย และเสด็จครั้งท่ี 3 เม่ือ ร.ศ. 127 ตรงกับ พ.ศ. 2451 พระองค์ท่านเสด็จฯ
โดยรถไฟจากสถานีบางปะอินถึงสถานีปากนํ้าโพ (นครสวรรค์) จากนั้นเสด็จฯ โดยเรือชะล่า (ขุดจากซุงทั้งต้น) มายังวัด
พระปรางค์เหลือง คราวนั้นพระองค์เสด็จผ่านไปยังคลองมะขามเฒ่าเพ่ือเสด็จฯ ต่อไปยังสุพรรณบุรีสร้างความปลาบปล้ืม
แก่ชาวเมืองพยุหะคีรีมาก วัดพระปรางค์เหลืองยังปรากฏโบราณสถานที่สำ�คัญ คือ องค์พระปรางค์เหลือง โดยปรางค์
องคเ์ ดิมมีเรอื่ งเล่ากนั วา่ เป็นเจดีย์องค์เกา่ อยู่ในพ้ืนที่โบราณสถานเมืองบนสมัยทวารวดี (พทุ ธศตวรรษท่ี 12 - 16) และมีการ
บูรณะในสมยั กรงุ ศรอี ยธุ ยา
ปัจจุบันพระปรางค์องค์นี้มีลักษณะเป็นพูนอิฐ และดินสูงเหมือนเนินเขาเต้ีย มีความเช่ือว่าเป็นสถานท่ีศักดิ์สิทธ์ิ
ใครแตะต้องไม่ได้ ส่วนองค์พระปรางค์ปัจจุบันสร้างขึ้นใหม่ เม่ือ พ.ศ. 2541 องค์พระปรางค์เหลืองที่สร้างใหม่เป็นปรางค์
ขนาดใหญ่ต้ังอยู่ริมน้ําเจ้าพระยาสีขาวท้ังองค์ สูงประมาณ 29 เมตร ตั้งอยู่บนฐานสูงสามชั้น เป็นศิลปะสมัยอยุธยา
ตอนปลาย โดยจำ�ลองแบบมาจากเจดีย์องค์เก่าข้างโบสถ์ ส่วนกลางขององค์พระปรางค์ เป็นที่ประดิษฐานพระบรม
สารีริกธาตุ และพระอรหันต์ธาตุ เหตุท่ีสร้างไม่ครอบองค์เดิมไว้ด้วยต้องการอนุรักษ์ให้กับคนรุ่นหลังได้ดู รวมท้ังศึกษา
ศิลปะ และความเป็นมาของพระปรางค์องค์เก่า ทิศตะวันตกขององค์พระปรางค์เป็นวิหารหลังเก่า สันนิษฐานว่าสร้าง
พร้อมกับวัด ลักษณะเดิมมีผนังทำ�อยู่ด้านเดียว และแคบ หลวงพ่อเงินจึงสร้างอุโบสถขึ้นใหม่ภายในวัด ภายในวิหาร
ประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยท่ีเรียกกันว่า “หลวงพ่อโต” และนิยมเรียกวิหารตามชื่อพระพุทธรูป หลวงพ่อโต
เป็นพระพุทธรูปที่มีแกนองค์ถึงเศียรเป็นไม้ ก่ออิฐถือปูนแบบศิลปะอยุธยาตอนปลาย เป็นพระพุทธรูปที่ชาวบ้านให้ความ
เคารพนับถือมาเป็นเวลานาน หน้าบรรณของวิหารประดับตกแต่งด้วยถ้วยชามสังคโลกของเก่า และใหม่ นับว่าเป็นการ
ตกแต่งท่ีแปลกกว่าที่อื่น ๆ ภายในวัดยังมีสิ่งของสำ�คัญหลายชิ้น อาทิ เก๋งเรือพระราชทาน ซึ่งเป็นเก๋งเรือท่ีหลวงพ่อเงิน
ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อคราวได้พระราชทานสัญญาบัตรพัดยศ
เป็นพระครูพยุหานุสาสน์ ตัวเก๋งเรือทำ�ด้วยไม้สักทองนอกจากเก๋งเรือพระราชทานแล้วก็ยังมีโซ่คล้องช้างพระราชทาน
โดยวัดพระปรางคเ์ หลอื งตั้งอยูต่ ิดริมนา้ํ เจา้ พระยา ต�ำ บลทา่ นาํ้ ออ้ ย อ�ำ เภอพยุหะครี ี จงั หวดั นครสวรรค์
88 นครสวรรคศ์ ึกษา ตอนท่ี 4
➢ วัดเกยไชยเหนือ
เดมิ เรียกว่าวดั ท่าบรมธาตุ ตงั้ อยู่หม่ทู ่ี 4 บ้านปากคลอง ซง่ึ เปน็ บริเวณจดุ จบของแมน่ า้ํ ยม และนา่ น แล้วไหลไป
บรรจบกับแม่น้ําปิงที่อำ�เภอเมืองนครสวรรค์ เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 8 หรือ
พระเจ้าเสือ แห่งกรุงศรีอยุธยา โดยมีเร่ืองเล่าว่าเรือพระท่ีน่ังเกยต้ืน ณ หาดทรายบริเวณที่ต้ังวัดเกยไชยเหนือในปัจจุบัน
พระเจ้าแผ่นดินทอดพระเนตรเห็นชัยภูมิแปลกตาเน่ืองจากการสบกันของแม่นํ้าสองสาย จึงตรัสขอท่ีดินจากตายายผู้ทำ�มา
หากินบริเวณนั้น สร้างพระเจดีย์พระบรมธาตุ เข้าใจว่าทรงโปรดให้สร้างวัดด้วยในคราวเดียวกัน ณ บริเวณดังกล่าว
โดยใช้วัสดุส่ิงของการสร้างวัดโพธ์ิประทับช้าง จังหวัดพิจิตร
จึงเรียกว่า วัดพระบรมธาตุ หมู่บ้านแถบน้ันจึงได้นามว่า
บา้ นเกยไชยตามเหตกุ ารณ์เรอื พระทนี่ ่งั เกยต้ืน
พืน้ ท่ีบริเวณวัดเกยไชยเหนือโดยรอบแต่ก่อนเส้น
ทางค้าขายด้วยเป็นจุดผ่านสบกันระหว่างแม่น้ํายม และ
แม่น้ําน่าน จึงพบวัตถุอันเป็นหลักฐานทางโบราณคดี
ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ทางวัดจึงมีนโยบายจัดต้ังเป็น
พิพิธภัณฑ์วัดเกยไชยเหนือข้ึนโดยรวบรวมวัตถุที่มีอยู่ในวัด
พอชาวบ้านได้ทราบข่าวก็นำ�วัตถุมาบริจาคด้วย ต่อมาได้มี
ภาพที่ 4.11 ศาสนสถานภายในวัดเกยไชยเหนอื การพัฒนาวัดเกยไชยเหนือให้เป็นแหล่งท่องเท่ียวของจังหวัด
นครสวรรค์ ส�ำ นกั งานการทอ่ งเทย่ี วแหง่ ประเทศไทยจงึ สนบั สนนุ การสรา้ งอาคารพพิ ธิ ภณั ฑโ์ ดยใหช้ อ่ื วา่ “พพิ ธิ ภณั ฑต์ น้ นา้ํ ”
เป็นอาคารทรงไทยมุงหลังคาด้วยกระเบื้องดินเผาเคลือบ ตกแต่งเสา ด้วยไม้ตาลท้ังหลัง ซึ่งรวบรวม และเก็บรักษา
ของโบราณพน้ื บา้ นโดยเฉพาะเครอ่ื งถว้ ยชามทพ่ี บบรเิ วณทา่ นํ้าของวดั ทแ่ี สดงถงึ ความรงุ่ เรอื งของการคา้ ขายทางเรอื ในอดตี
➢ วดั ปา่ สิริวฒั นวสิ ทุ ธ์ิ
ตัง้ อยู่ท่ี หมู่ 2 บนเขาโคกเผ่น ต�ำ บลทำ�นบ เปน็ วดั
ในสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง
นราธวิ าสราชนครินทร์ พ้นื ทว่ี ดั สรา้ งเป็นรปู เรือหลวงบนยอด
เขาเรือมนี ามว่า “ราชญาณ นาวา ฑฆี ายุ มงคล” หมายถึง
พาหนะท่ีจะช่วยให้พ้นห้วงกิเลส วัดป่าสิริวัฒนวิสุทธิ์เร่ิม
ก่อสร้างเม่ือ พ.ศ. 2527 โดยเป็นท่ีพักสงฆ์ ครั้นต่อมาทาง
ราชพัสดุอนุญาตให้ใช้พ้ืนที่สร้างวัด และตั้งวัดตลอดจนได้รับ
พระราชทานวิสุงคามสีมาโดยลำ�ดับ โดยถูกต้องทุกประการ
ใน พ.ศ. 2548 และเม่ือวันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2550 ภาพท่ี 4.12 เจดยี ์ศรีพทุ ธคยา
สมเด็จพระเจ้าพ่ีนางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวง มี 3 ช้ัน คือ ชัน้ ล่างเรียกว่า “วังนาคราช” ใช้เปน็ ทปี่ ฏบิ ตั ิ
นราธิวาสราชนครินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับวัดป่า ธรรมของพุทธศาสนิกชน ช้ันที่สอง แบ่งเป็น 2 ส่วน
สิรวิ ัฒนวสิ ุทธ์ิเป็นวดั ในพระองค์ และทรงรับเป็นองค์ประสาน ส่วนแรกเป็น “ห้องมหาราช” ประดิษฐานพระบรมรูป
งานกอ่ สรา้ งเจดยี ศ์ รพี ทุ ธคยา เฉลมิ พระเกยี รตพิ ระบาทสมเดจ็ หล่อมหาราช 8 พระองค์ ส่วนท่ีสองเป็นห้องสำ�คัญทาง
พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่ ประวัติศาสตร์ และชั้นบนสุดมีเจดีย์สูง 12 เมตร เป็นท่ี
ทรงเจรญิ พระชนมพรรษา 80 พรรษา โดยตวั เจดยี ไ์ ดป้ ระยกุ ต์ ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ พระพุทธกาญจนาภิเษก
ให้ภายในองค์เจดีย์จัดเป็นห้องสำ�คัญทางประวัติศาสตร์ และพระพุทธรปู ต่าง ๆ
89นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4
➢ รอยพระพทุ ธบาท
ตัง้ อย่ทู ี่ หมทู่ ี่ 9 ตำ�บลส�ำ โรงชัย อำ�เภอไพศาลี มลี กั ษณะเปน็ แผน่ หนิ ชนวนสีเขยี วแกะสลัก สันนษิ ฐานวา่ สรา้ งใน
สมยั พระยาลไิ ท แหง่ กรงุ สโุ ขทยั จากเอกสารทม่ี ผี บู้ นั ทกึ ไวท้ �ำ ใหท้ ราบวา่ รอยพระพทุ ธบาทนไ้ี ดอ้ ญั เชญิ มาจากกรงุ ศรอี ยธุ ยา
ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พร้อมกับผู้คนท่ีเกณฑ์มาสร้างเมืองเวสาลี โดยได้นำ�ไปประดิษฐานไว้บนยอดเขา
แลว้ สร้างวิหารครอบภเู ขาลูกนี้ คือที่ต้ังของวัดพระพุทธบาท ต�ำ บลสำ�โรงชัย ในปจั จุบัน พระครนู ิมตุ พัฒนาทร เจา้ อาวาส
องค์ปัจจุบันได้ค้นพบรอยพระพุทธบาทบริเวณวัดอีกรอยหน่ึง มีลักษณะเป็นรอยพระพุทธบาทประทับอยู่บนแผ่นหิน
สร้างมณฑปครอบไว้ และบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้ที่ส่วนยอด และมณฑปหลังน้ียังได้รับรางวัลสถาปัตยกรรมดีเด่น
เม่ือ พ.ศ. 2537 จากสมาคมสถาปนิกสยาม และบริเวณทางเดินข้ึนไปนมัสการพระธาตุ สันนิษฐานว่าเป็นฐานเจดีย์เก่า
มลี กั ษณะเปน็ แผ่นหนิ ชนวนสเี ขียวแกะสลัก สนั นิษฐานว่าสร้างในสมัยพระยาลไิ ท แหง่ กรุงสโุ ขทยั จากเอกสารท่มี ีผบู้ นั ทึก
ไวท้ �ำ ใหท้ ราบว่า รอยพระพทุ ธบาทน้ไี ด้อัญเชิญมาจากกรงุ ศรีอยุธยา
➢ วัดหนองกลับ
สร้างเม่ือ พ.ศ. 2363 ตรงกับรัชสมัย
ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย
รชั กาลท่ี 2 ไมป่ รากฏนามผสู้ รา้ ง จากค�ำ บอกเลา่
กล่าวไว้ว่า บริเวณที่สร้างวัดหนองกลับในสมัย
สงครามเวยี งจนั ทนเ์ ปน็ ทต่ี ง้ั คา่ ยของชาวหนองบวั
- หนองกลับ เพอ่ื ปอ้ งกันทพั เวยี งจันทน์ท่ีผา่ นมา
ด้วยหมู่บ้านที่ต้ังมานานจึงมีวัดเก่าชื่อวัดหนอง
ม่วงที่ต้ังอยู่ตำ�บลหนองกลับ และวัดสระมะนาว
ตั้งอยู่ตำ�บลหนองบัว เม่ือชาวบ้านตั้งค่าย ณ
วัดหนองกลับ จึงต้องย้ายวัดท้ังสองตามไปด้วย
จึงมีวัด 2 วัดอยู่ติดกัน สมัยนั้นเรียกว่าวัดนอก
กับวัดใน ต่อมาพระภิกษุวัดในเกิดเป็นโรคห่า ภาพท่ี 4.13 ศาสนสถานภายในวดั หนองกลับ
มีพระภิกษุมรณภาพ พระภิกษุที่เหลือจึงย้ายไปอยู่วัดนอก (วัดหนองกลับปัจจุบัน) ต้ังแต่นั้นมาวัดทั้งสองจึงรวมกัน
และได้ชื่อว่า วัดปทุมคงคา ต่อมาได้เปล่ียนเป็นวัดหงส์เนื่องจากมีเสาหงส์ต้ังอยู่หน้าวัด เดิมวัดน้ีอยู่ในจังหวัดพิจิตร
ครั้นเจ้าเมืองพิจิตรมาตรวจราชการจึงเปล่ียนชื่อวัดให้เหมือนกับช่ือหมู่บ้านว่า “วัดหนองกลับ” และเหตุที่ว่าวัดอยู่ติดกับ
หมู่บ้านหนองบัว ปัจจุบันชาวบ้านจึงนิยมเรียกชื่อวัดอีกชื่อหน่ึงว่า “วัดหนองบัว” แต่ต้ังอยู่ในเขตตำ�บลหนองกลับ
เม่ือคราวทางราชการต้ังกิ่งอำ�เภอหนองบัว จึงโอนตำ�บลหนองกลับจากอำ�เภอบางมูลนาก จังหวัดพิจิตรมาข้ึนกับจังหวัด
นครสวรรค์ ภายในบริเวณวัดมีวิหารหลวงพ่อเดิม เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อ “หลวงพ่อเดิม” ขนาดเท่าองค์จริง ซึ่งเป็น
ทเ่ี คารพบชู าของคนอ�ำ เภอหนองบวั และคนในวงกวา้ ง จนถกู ยกยอ่ งวา่ เปน็ “เทพเจา้ แหง่ เมอื งสแ่ี คว” และยงั มพี พิ ธิ ภณั ฑ์
วัดหนองกลับท่ีเก็บรวบรวมของเก่าแก่ไว้มากมาย อาทิ พระพุทธรูปสมัยต่าง ๆ เคร่ืองลายคราม สมุดข่อยโบราณ และ
ของใชใ้ นครวั เรือนโบราณ โดยจัดไวเ้ ปน็ หมวดหมู่
90 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4
➢ วดั ชอ่ งแค ตั้งอยู่ท่ี หมู่ที่ 1 ตำ�บลช่องแค เดิมเป็นวัดที่มีอยู่ในราว
พ.ศ. 2458 แต่เป็นวัดกึ่งร้างเน่ืองจากมีพระสงฆ์จำ�พรรษาเพียง 2 รูป
ภาพท่ี 4.14 รปู หลอ่ หลวงพอ่ พรหม ถาวโร เมื่อคราวหลวงพ่อพรหม ถาวโร พระเกจิจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ได้แวะธุดงค์ท่ีบ้านช่องแค ชาวบ้านจึงนิมนต์หลวงพ่อพรหมมาเป็นเจ้า
อาวาสองค์แรกด้วยเล่ือมใสศรัทธาในวัตรปฏิบัติของท่าน โดยชาวบ้าน
ได้ร่วมกันบริจาคท่ีดินเพิ่ม เมื่อหลวงพ่อพรหมตกลงรับเป็นเจ้าอาวาส
ไดเ้ รม่ิ สรา้ งกฏุ ิ ศาลาการเปรยี ญ โรงครวั สว่ นหนง่ึ ของทรพั ยส์ นิ มาจาก
การขายสมบัติส่วนตัวของหลวงพ่อพรหมเอง ต่อมาเมื่อทางวัดจะสร้าง
โบสถ์ จ�ำ เป็นต้องใชเ้ งินทุนสูง คณะกรรมการจงึ ขออนญุ าต
หลวงพ่อพรหมสร้างวัตถุมงคลข้ึน คือ รุ่น “หลวงพ่อพรหม
ชอบระฆัง” ซ่ึงตอนน้ีก็ยังเป็นที่ต้องการของตลาดพระเครื่องอย่างมาก
ปัจจุบันศิษยานุศิษย์ได้นำ�ร่างซ่ึงละสังขารแต่ไม่เน่าเปื่อยของ หลวงพ่อ
พรหม ถาวโร ให้ผู้มีจิตศรัทธาได้กราบไหว้บูชาอยู่ที่วัดช่องแค บริเวณ
ภายในวัดยังมีลงิ จ�ำ นวนมากอาศยั อยดู่ ้วย
➢ ถำ้�บอ่ ยา ภาพท่ี 4.15 พระพทุ ธรูปภายในถำ�้
วัดเทพนิมิตทรงธรรม หรือคนท่ัวไปรู้จักกัน
ในช่ือ “ถ้ําบ่อยา” ต้ังอยู่ท่ีบ้านหินก้อน ตำ�บลหนองกรด
ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 30 กิโลเมตร ในอดีตเปน็ ท่อี ยู่
อาศยั ของบรรดาสตั วห์ ลายชนดิ ทง้ั สตั วป์ กี สตั วห์ ากนิ ตอน
กลางคืน และสัตว์เลื้อยคลานหลากหลายชนิดโดยเฉพาะ
งนู น้ั มอี ยนู่ บั ไมถ่ ว้ น และเลา่ กนั วา่ เมอ่ื กอ่ นหมบู่ า้ นหนิ กอ้ น
ได้มีโรคห่าลง ทำ�ให้ชาวบ้านล้มตายกันมาก จนกระท่ังมี
คนแก่มาบอกว่า “ให้นำ�นํ้าที่อยู่ในถ้ํานี้มากินเสีย” ผู้ท่ี
ได้นำ�นํ้ามากินก็หายจากโรคห่า ชาวบ้านจึงเรียกสถานท่ี
แห่งน้วี ่า “ถ้าํ บ่อยา” ต่อมาใน พ.ศ. 2508 หลวงพ่อจ้อย
ได้นำ�สามเณรมาน่ังสมาธิที่ถํ้านี้จนบรรลุธรรม ทำ�ให้มีคน
รู้จักถํ้าบ่อยามากข้ึนพร้อมกับมีผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคเงิน
เพ่ือบูรณะเรื่อยมา กลายสถานที่ท่องเท่ียว และสถานท่ี
ปฏิบัติธรรม โดยตำ�นานยังเล่าว่าคนที่มาไหว้พระ หรือ
มาปฏิบัติธรรมน้ันจะพบกับงูใหญ่มีหงอน 2 ตนที่เป็นผู้
ดแู ลถาํ้ น้ี
นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4 91
➢ วดั ถ้ำ�พรสวรรค์
ตั้งอยู่ตำ�บลลำ�พยนต์ ถนนลาดยาง ห่างจากตัวจังหวัด 105 กิโลเมตร ห่างจากท่ีว่าการอำ�เภอ 10 กิโลเมตร
การเดินทาง สามารถมาตามทางหลวงหมายเลข 1 สายตากฟ้า - โคกส�ำ โรง กิโลเมตรท่ี 224 วดั อยทู่ างซา้ ยมอื เดิมทเี คยมี
สภาพรกร้างเต็มไปด้วยป่าไม้ และสัตว์ป่า ใน พ.ศ. 2507 พระครูนิมิตสิทธิการ (หลวงพ่อเป้า เขมกาโม) ได้มาจำ�พรรษา
บริเวณถ้ําเขาตะบองนาค มีพุทธศาสนิกชนเล่ือมใสศรัทธาช่วยกันปรับปรุงภายในถํ้า และนอกถ้ํา บริจาคจตุปัจจัยให้
ต่อมาหลวงพ่อเป้าได้นำ�มาใช้ในการพัฒนาถ้ํา และสร้างถาวรวัตถุ แรกเร่ิมได้สร้างบ่อน้ํา สร้างบันไดทางเข้าถํ้า สร้างกุฏิ
โบสถ์ ศาลา ใน พ.ศ. 2537 พระสมพงษ์ ทองแฉลม้ (พระครูใบฎีกา สมพงษ์ กติ ตสิ จโจ เจา้ อาวาสวัดถาํ้ พรสวรรคป์ จั จุบัน)
ไดป้ รับปรงุ สภาพวดั โดยเทพ้นื ปหู ินอ่อนเพ่ือพัฒนาใหเ้ ป็นแหลง่ ทอ่ งเทยี่ วเชิงอนุรกั ษ์ จัดสรา้ งพิพิธภัณฑ์สตั วน์ ํ้าจืด นา้ํ ทะเล
และจัดประเพณีลอยกระทงในถํ้าโดยใช้วัสดุธรรมชาติ ใช้ดอกไม้สดในวันเข้าพรรษา และจัดกิจกรรมปลูกป่าอนุรักษ์
ทรพั ยากรธรรมชาติเป็นประจำ�ทุกปี
➢ พทุ ธศาสนสถานหลวงพ่อด�ำ ภาพท่ี 4.16 พทุ ธศาสนสถานหลวงพอ่ ด�ำ
หลวงพ่อดำ�ประดิษฐานอยู่ท่ีวัดสระทะเล ตำ�บล
โคกเด่ือ อำ�เภอไพสาลี พระพุทธศาสนสถานหลวงพ่อดำ�นี้
สร้างในสมัยใดไม่ปรากฏแน่ชัด กรมศิลปากรสันนิษฐานว่า
สร้างในสมัยกรุงสุโขทัย มีอายุประมาณ 700 ปีเศษ เดิมไม่
ทราบช่ือวัด ตอนท่ีพบวัดชาวบ้านเห็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่
น่ังดำ�ทะมึนกลางป่ารกชัฏอยู่สามองค์ แต่ปัจจุบันเหลือเพียง
องค์เดียวจงึ เรยี กขานตามกันว่า “หลวงพ่อดำ� วัดสระทะเล”
ตลอดมาจวบจนทุกวันน้ี ไม่มีใครทราบว่าสมภารผู้ครองวัดนี้
ในยุคต้น และยุคกลาง คือ ผู้ใด แต่พระครูนิมิตพุทธิสาร
(หลวงพอ่ โอน) เจา้ คณะอ�ำ เภอไพศาลี กลา่ ววา่ มผี บู้ อกตอ่ กนั
มาว่ายุคท้ายก่อนจะมาเป็นวัดร้างนั้นมีสมภารองค์หน่ึงชื่อ
“หลวงตาเจ๊าะ” ผิวดำ�ร่างสูงใหญ่ รูปร่างคล้ายคนโบราณ
ท่วั ไป และชำ�นาญในวชิ าอาคม
2. ทอ่ งเทย่ี วเชงิ ธรรมชาติ
◆ ตน้ แมน่ ำ้�เจ้าพระยา
เป็นแหล่งท่องเท่ียวชมความงดงามของแม่นํ้า 2 สาย ที่ได้ไหลมาบรรจบกัน จังหวัดนครสวรรค์จึงได้ชื่อว่าเป็น
เมืองต้นแม่น้ําเจ้าพระยาด้วยแม่นํ้าปิง และแม่น้ําน่านได้ไหลมาบรรจบกันที่ตำ�บลปากน้ําโพบริเวณหน้าเข่ือน ในตัวเมือง
(ตรงตลาด) จึงสามารถมองเห็นถึงความแตกต่างของแม่นํ้าทั้งสองสายได้อย่างชัดเจน คือ ตัวแม่น้ําน่านมีสีค่อนข้างแดง
แต่แม่น้ําปิงมีสีค่อนข้างเขียว แม่น้ําท้ังสองพอมาบรรจบกันก็กลายเป็นแม่นํ้าสายใหญ่สายสำ�คัญของประเทศไทยไหลผ่าน
จังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลางไปจนถึงกรุงเทพฯ และออกอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรปราการ โดยจุดชมต้นแม่น้ําเจ้าพระยาอยู่ท่ี
บริเวณหน้าศาลเจ้าพ่อเทพารักษ์ - เจ้าแม่ทับทิม สำ�หรับผู้ท่ีสนใจต้องการล่องเรือชมทัศนียภาพสองฝ่ังแม่นํ้าเจ้าพระยา
สามารถหาเช่าเรือน�ำ ชมได้ตรงบรเิ วณทา่ นาํ้
92 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4
ภาพท่ี 4.17 ตน้ แม่น�ำ้ เจ้าพระยา
◆ อุทยานสวรรค์
หรืออีกช่ือเรียกว่า “หนองสมบุญ” เป็นสวนสาธารณะกลางเมืองนครสวรรค์ที่มีผู้คนนิยมไปกันมาก โดยภายใน
อทุ ยานมพี น้ื ทม่ี ากกวา่ 314 ไร่ ประกอบดว้ ยหนองนา้ํ ขนาดใหญท่ ช่ี าวบา้ นเรยี กวา่ “หนองสมบรู ณ”์ มเี กาะกลาง สนามหญา้
น้ําพุ และสถานท่ีส�ำ หรบั ออกก�ำ ลงั กายต่าง ๆ ทั้งสนามเด็กเลน่ สนามกฬี า เวทีกลางแจง้ นํ้าตก สวนหย่อม รวมถึงกจิ กรรม
ให้อาหารปลาที่มีมากมายหลายสายพันธ์ุ พร้อมท้ังมีบริการห้องนํ้า ห้องแต่งตัวให้กับประชาชน และนักท่องเท่ียวอุทยาน
แห่งนี้ยังได้รับรางวัลสวนสาธารณะระดับดีมากจากกรมอนามัยอีกด้วย การเดินทางจากกรุงเทพฯ ขับรถมุ่งหน้าสู่จังหวัด
นครสวรรค์ ผา่ นคา่ ยจิรประวัติ (มณฑลทหารบกที่ 31) ถึงสะพานเดชาติวงศ์ จะเจอสี่แยกหอนาฬิกา ตรงนจี้ ะมปี ้อมตำ�รวจ
จราจร ชอนตะวัน ขับตรงไปอีกประมาณ 500 เมตร จะถึงอุทยานสวรรค์ทอี่ ยู่ทางดา้ นขวามือ
ภาพท่ี 4.18 ต้นแมน่ ้ำ�เจ้าพระยา
93นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4
◆ บึงบอระเพด็
เ ป็ น แ ห ล่ ง ท่ อ ง เ ที่ ย ว ท า ง ธ ร ร ม ช า ติ ที่
สำ�คัญ และงดงามในจังหวัดนครสวรรค์ โดย
บึงน้ําจืดขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย มีพื้นท่ี
รวม 132,737 ไร่ ครอบคลุมพ้ืนที่ 3 อำ�เภอ
ได้แก่ อำ�เภอเมืองนครสวรรค์ อำ�เภอท่าตะโก
และอำ�เภอชุมแสง บึงบอระเพ็ดในอดีตเป็น
ที่ราบลุ่ม แวดล้อมไปด้วยป่าไม้เบญจพรรณ
อนั สมบรู ณ์ มคี ลองเลก็ ๆ ไหลผา่ น และประกอบ
ไปด้วยหนองนํ้าหลายแห่ง เมื่อถึงฤดูฝนจะมีน้ํา
จากทางเหนอื ไหลหลากท�ำ ใหบ้ รเิ วณบงึ บอระเพด็
มีนํ้าท่วมเป็นบริเวณกว้างจนกลายเป็นทะเลสาบ ภาพท่ี 4.19 ลอ่ งเรือดนู กนานาชนดิ ชมทศั นยี ภาพในบงึ บอระเพด็
นา้ํ จดื ขนาดใหญ่ อดุ มไปดว้ ยสตั วน์ า้ํ นานาชนดิ โดยเฉพาะจระเขแ้ ลว้ เปน็ ทเ่ี ลอ่ื งลอื กนั วา่ บงึ บอระเพด็ มจี ระเขช้ กุ ชมุ จนผคู้ น
ที่น่ังรถไฟผ่านสามารถมองเห็นจระเข้ลอยอยู่ในบึง ส่วนหนึ่งก็ขึ้นมานอนผึ่งแดดตามชายบึง หรือบนเกาะ และด้วยความ
อดุ มสมบรู ณน์ ้จี ึงได้ช่อื วา่ เปน็ “ทะเลเหนือ” หรือ “จอมบงึ ”
ต่อมาใน พ.ศ. 2466 ดร.ฮวิ จ์ เอม็ สมิท ทปี่ รึกษาดา้ นการประมง กระทรวงเกษตราธกิ ารในขณะน้นั ออกส�ำ รวจ
บึงบอระเพ็ดและได้รายงานผลการสำ�รวจว่าบึงบอระเพ็ดเป็นแหล่งน้ําขนาดใหญ่ มีความสำ�คัญมากด้านการประมง
เพราะเป็นแหล่งพันธุ์ปลาท่ีปลาได้อาศัยเลี้ยงตัว วางไข่ และแพร่พันธุ์ เห็นควรให้มีการบำ�รุงรักษาให้เป็นแหล่งที่อยู่อาศัย
ของปลาต่อไปในอนาคต กระทรวงเกษตราธิการจึงนำ�ความข้ึนกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตสงวนบึงบอระเพ็ดไว้
เปน็ ท่ีสงวนพันธ์สุ ตั วน์ ํา้ โดยการสรา้ งคันก้นั นาํ้ และประตูระบายนํ้าเพ่ือเก็บกกั น้ําท่รี ะดับ 23.80 ร.ท.ก. ตลอดปี โดยได้รบั
พระบรมราชานญุ าตให้ด�ำ เนนิ การเมอ่ื วันท่ี 8 มนี าคม พ.ศ. 2469 และใน พ.ศ. 2490 กระทรวงเกษตราธิการได้แบ่งเขต
รักษาพชื พนั ธุ์ออกเป็น 2 เขต คอื เขตท่ี 1 เป็นเขตหวงห้าม มิใหผ้ ใู้ ดทำ�การประมงโดยเด็ดขาด มเี นื้อท่ี 38,850 ไร่ เขตที่ 2
เปน็ เขตหวงหา้ มทอ่ี นญุ าตใหร้ าษฎรท�ำ การประมง โดยใชเ้ ครอ่ื งมอื บางชนดิ ทก่ี �ำ หนดใหใ้ ชไ้ ด้ มเี นอ้ื ท่ี 93,887 ไร่ 56 ตารางวา
ปจั จบุ ันบงึ บอระเพด็ ยังมสี ัตว์อาศยั อยู่ 148 ชนดิ พืช 44 ชนดิ จากการส�ำ รวจเคยพบสัตวห์ ายากที่นี่ เช่น นกเจา้ ฟา้ หญิง
สริ ินธร ปลาเสือตอ ทงั้ ภายในบรเิ วณบงึ บอระเพ็ดยงั มีสถานท่คี อยบรกิ ารประชาชน และนักทอ่ งเทย่ี ว ได้แก่
อ า ค า ร แ ส ด ง พั น ธุ์ สั ต ว์ นํ้ า บึ ง
บอระเพ็ดเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา
5 ธันวาคม 2550 เป็นอาคารทรงเรือ
ก ร ะ แ ช ง แ ห่ ง เ ดี ย ว ใ น ป ร ะ เ ท ศ ไ ท ย
ตัวอาคารกวา้ ง 37 เมตร ยาว 49 เมตร
มีอุโมงค์ปลายาว 24 เมตร แสดงพันธ์ุ
ปลานํ้าจืดกว่า 100 ชนิด และพันธ์ุ
ปลานํ้าเค็ม พร้อมท้ังมีส่วนของบ่อปลา
ภาพท่ี 4.20 อาคารแสดงพันธุ์สัตวน์ ำ�้ บึงบอระเพด็ เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธนั วาคม 2550 Touch Pool ให้สัมผัสใกล้ชิดกับปลา
ฉลามกบ เม่นทะเล โดยเปดิ ทุกวนั ตง้ั แตเ่ วลา 10.00 - 18.00 น. สามารถชมการด�ำ น้ําให้อาหารปลาทกุ วนั จนั ทร์ - ศุกร์
เวลา 15.00 น. และวันเสาร์ - อาทติ ย์ เวลา 11.00 น. และ 15.00 น. มอี ตั ราคา่ เข้าชม ผู้ใหญ่ 49 บาท เด็ก 19 บาท นกั เรียน
ในเครอ่ื งแบบ 10 บาท พระภิกษเุ ปน็ หม่คู ณะตงั้ แต่ 30 คนขึน้ ไปลดราคา 20%
94 นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4
อาคารจัดแสดง และเพาะพันธ์ุจระเข้ เป็นอาคารเพาะพันธ์ุจระเข้และมีการแสดงจระเข้กับหมอจระเข้ช่ือดังแห่ง
บึงบอระเพ็ดท่ีมีประสบการณ์นานกว่า 20 ปี โดยจัดแสดงทุกวันแบ่งเป็น 6 รอบการแสดง ได้แก่ 10.30 น. 11.30 น.
12.30 น. 13.30 น. 14.30 น. และ 15.30 น. อัตราคา่ เข้าชม ผ้ใู หญ่ 30 บาท เด็ก 20 บาท
ละครลงิ คณุ ประกติ โชว์ จดั แสดงบรเิ วณวงเวยี นกลาง โดยพบกบั การแสดงทแ่ี สนนา่ รกั แสนรขู้ องเจา้ ลงิ นอ้ ย ทง้ั การ
แสดงละคร การรอ้ งเพลง การเตน้ ฮปิ ฮอบ การแสดงฟนั ดาบ เกบ็ มะพรา้ ว ลงิ บวกเลข ลงิ ลอดบว่ งไฟ และอน่ื ๆ จดั การแสดง
เปน็ รอบ ดงั น้ี วนั จนั ทร์ - ศกุ ร์ 4 รอบ 10.30 น. 13.30 น. 14.30น. และ 16.30 น. สว่ นวนั เสาร์ - อาทติ ย์ และวนั หยดุ
นกั ขตั ฤกษ์ เปดิ 8 รอบ ไดแ้ ก่ 09.00 น. 09.30 น. 10.30 น. 13.00 น. 14.30 น. 16.30 น. 17.00 น. และ 17.30 น.อตั รา
คา่ เชา่ ชม ผใู้ หญ่ 20 บาท เดก็ 10 บาท
กิจกรรมล่องเรอื ชมนก ทะเลบวั บึงบอระเพ็ด โดยสามารถเพลดิ เพลนิ กับบรรยากาศรอบบึงบอระเพด็ กับธรรมชาติ
และระบบนิเวศน์อันอุดมสมบูรณ์ ทะเลบัวนับพันไร่ นกนับแสนตัวท่ีขึ้นช่ือว่าเป็นแหล่งชมนก 1 ใน 9 ของโลก ท้ังนก
ท้องถิ่น และนกอพยพหลายสายพนั ธุท์ น่ี ักส่องนกไม่ควรพลาด หรอื ยามเยน็ ท่ีมที ัศนียภาพพระอาทิตยซ์ ึง่ สวยงามไมแ่ พ้ท่ใี ด
อัตราเช่าเรือหางยาวล�ำ เลก็ นงั่ ได้ 5 คน ราคา 400 บาท เรอื ล�ำ ใหญน่ ั่งได้ 10 คน ราคา 500 บาท เรือจะล่องไปถงึ เกาะลดั
และกลับ ใชเ้ วลา 1 ชว่ั โมง โดยนำ�อาหารไปรับประทานบนเรือได้ เรือบรกิ ารต้ังแต่เวลา 09.00 - 17.00 น. ถา้ ลอ่ งในชว่ ง
09.00 น. จะพบนกไดง้ ่ายกวา่
กรงกวางรซู า่ ซึง่ เปิดบริการใหป้ ระชาชน และนกั ท่องเที่ยวสามารถปอ้ นอาหารกวางรูซา่ รวมท้ังสตั ว์ตา่ ง ๆ ภายใน
กรงกวางได้ทุกวนั
ศูนย์บริการนักท่องเท่ียวบึงบอระเพ็ด (ตึกเขียว) เป็นท่ีทำ�การของเจ้าหน้าที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด พร้อม
เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ท่ีให้บริการอำ�นวยความสะดวกกับนักท่องเที่ยวที่มาติดต่อขอข้อมูล และรับจองห้องพัก เต้นท์
รับรอง หรือสามารถติดต่อขอข้อมูลบ้านพัก และเต้นท์ได้ที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าบึงบอระเพ็ดหรือสถานีพัฒนา และส่งเสริม
การอนรุ กั ษส์ ัตวป์ า่ บึงบอระเพด็ ซึง่ เปน็ ทีต่ งั้ ของชมรมดูนกจงั หวดั นครสวรรค์ โทร. 0 5630 0040 เปดิ ทกุ วัน ตง้ั แต่เวลา
08.30 - 16.30 น. ภายในตวั อาคารยงั มรี ้านจำ�หน่ายอาหารท้ังอาหารตามส่งั ก๋วยเต๋ียว และอาหารอีสาน
อาคารสมั มนาและจดั แสดงนทิ รรศการ เปน็ หอ้ งประชมุ ขนาดใหญส่ ามารถจคุ นได้ 2,500 คน ตดิ เครอ่ื งปรบั อากาศ
ใช้จดั งานประชมุ สมั มนา และงานเลยี้ งสังสรรค์ขององคก์ รตา่ ง ๆ ท่ามกลางบรรยากาศอันสวยงามของบึงบอระเพด็
สนามฟุตบอล และฟุตซอล ภายในบึงบอระเพ็ดยังมีสนามฟุตบอล และสนามฟุตซอลไว้บริการแก่ผู้ท่ีสนใจ และ
หนว่ ยงานภาครฐั และเอกชนใหม้ าใชบ้ รกิ าร โดยสอบถามขอ้ มลู เพม่ิ เตมิ ไดท้ ศ่ี นู ยบ์ รกิ ารนกั ทอ่ งเทย่ี วบงึ บอระเพด็ (ตกึ เขยี ว)
◆ เขาหนอ่ - เขาแก้ว
ตัง้ อยทู่ ต่ี �ำ บลบา้ นแดน รมิ ทางหลวงหมายเลข 1 ถนนพหลโยธนิ สายนครสวรรค์ - ก�ำ แพงเพชร อยหู่ า่ งจากตวั เมอื ง
จังหวัดนครสวรรค์ 45 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากที่ว่าการอำ�เภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ประมาณ 18 กิโลเมตร
โดยเขาหน่อแหง่ น้ี เปน็ เขาหินปนู มวี ัดเขาหน่อตั้งอยู่เชิงเขา และเคยเปน็ ทป่ี ระทบั แรมของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจา้ อยู่หวั รชั กาลท่ี 5 เม่อื คราวเสด็จประพาสทางชลมารคสายแมน่ ํ้าปงิ พระองคย์ งั พระราชทานสง่ิ ของเคร่ืองสงั เคด็ เชน่
ป่ินโต ตะเกียง ชุดกาต้มน้ําร้อน และหีบไม้ให้กับหลวงพ่อแหยม วัดบ้านแดน นอกจากนี้ยังมีไม้รูปอาร์มจารึกข้อความ
“ยุทธการ 5” ตรงกลางมีรูปจักรทองเหลืองที่พระองค์ทรงพระราชทานไว้ให้ เมื่อคราวประทับแรมพระองค์ทรงสรงนํ้า
ที่สระนํ้าบริเวณสถานทีน่ ั้น ปัจจุบนั เรยี กวา่ “สระเสด็จ” สว่ นของเขาหน่อแบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 สว่ นด้วยกนั ได้แก่
95นครสวรรค์ศึกษา ตอนท่ี 4