The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คุ่มือครู ม1 วิทยาการคำนวณ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suksanti.h, 2024-04-29 02:27:04

คุ่มือครู ม1 วิทยาการคำนวณ

คุ่มือครู ม1 วิทยาการคำนวณ

ขอสอบเนนการคิด 4. ข้อเสียของภำษำจำวำ 1) ท�างานได้ช้ากว่า native code หรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาอื่น เช่น C หรือ C++ ทั้งนี้ เพราะว ่าโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาจาวา จะถูกแปลงเป็นภาษากลาง ก่อน แล้วเมื่อโปรแกรมท�างาน ค�าสั่งของภาษากลางนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นภาษาเครื่องอีกทีหนึ่ง ครั้งละค�าสั่ง (หรือกลุ่มของค�าสั่ง) ท�าให้ท�างานช้ากว่า native code ซึ่งอยู่ในรูปของภาษาเครื่อง แล้วตั้งแต่ compile โปรแกรมที่ต้องการความเร็วในการท�างานจึงไม่นิยมเขียนด้วย Java 2) tool ที่มีในการใช้พัฒนาโปรแกรมจาวา มักไม่ค่อยทันสมัย ท�าให้หลายอย่าง โปรแกรมเมอร์จะต้องเป็นคนท�าเอง ท�าให้ต้องเสียเวลาท�างานในส่วนที่ tool ท�าไม่ได้ ถ้าเราดูtool ของ Microsoft จะใช้งานได้ง่ายกว่า และพัฒนาได้เร็วกว่า กำรเขียนชุดค�ำสั่งด้วยภำษำจำวำ เพื่อสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส�าหรับค�านวณ หาพื้นที่สี่เหลี่ยม ตัวอย่าง class AreaOfRectangle { public static void main (String[] args) { } } ค�าสั่งการค�านวณ/ประมวลผล ค�าสั่งการแสดงผล/ข้อมูลน�าออก การเรียกใช้งานคลาสที่อยู่ ต่างแพ็กเกจ การระบุต�าแหน่งหรือที่อยู่คลาส คลาส ค�าสั่งการรับค่า/ข้อมูลน�าเข้า width และ length double area = width * length; System.out.println("Area of Rectangle is:"+area); Scanner scanner = new Scanner(System.in); System.out.println("Enter width:"); double width = scanner.nextDouble(); System.out.println("Enter length:"); double length = scanner.nextDouble(); import java.util.Scanner; package th.ac.thailand; 40 โปรแกรมเมอร์จะต้องเป็นคนท� 1 ขอใดอธิบายการเขียนโปรแกรมไดถูกตองที่สุด 1. การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อใชในการแกปญหาตามที่ ออกแบบไว 2. กระบวนการใชภาษาคอมพิวเตอรเพื่อแกปญหาตามที่ ออกแบบไว 3. การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อทํางานอยางใดอยางหนึ่งตามที่ กําหนดไว 4. กระบวนการนําคอมพิวเตอรเขามาชวยในการแกปญหาตาม ที่ออกแบบไว (วิเคราะหคําตอบ การเขียนโปรแกรมเปนกระบวนการใชภาษา คอมพิวเตอรเพื่อแกปญหาตามที่ออกแบบไว ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสอน 20. ครูสุมนักเรียน 2 คน ตอบคําถามวา ขอเสีย ของภาษาจาวามีอะไรบาง จากนั้นครูใหศึกษา ตัวอยางการเขียนชุดคําสั่งดวยภาษาจาวาเพื่อ สรางโปรแกรมคอมพิวเตอรสําหรับคํานวณหา พื้นที่สี่เหลี่ยม ซึ่งครูจะคอยอธิบายวาแตละ กรอบคําสั่งมีหนาที่อยางไรบาง นักเรียนควรรู 1 โปรแกรมเมอร คือ บุคคลที่เขียนโปรแกรมสั่งใหคอมพิวเตอรปฏิบัติตามที่ ตองการได และมีความชํานาญ เขาใจหลักและกฎเกณฑของภาษาตางๆ ที่เขียน เพื่อสื่อสารใหเครื่องคอมพิวเตอรเขาใจ ซึ่งขอดีของอาชีพโปรแกรมเมอร มีดังนี้ • รายไดสูง • เปนอาชีพที่สามารถตอยอดได • เปนที่ตองการของตลาดแรงงาน • สามารถหารายไดเสริมเพิ่มเติมได นํา สอน สรุป ประเมิน T44


ขอสอบเนน การคิด 1.6 รูปแบบการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผู้เขียนโปรแกรม ต้องเข้าใจหลักการในการเขียนแต ่ละรูปแบบ ซึ่งจะท�าให้ สามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษาโปรแกรม ต ่าง ๆ ได้ง ่ายขึ้น ภาษาโปรแกรมแต ่ละภาษาจะมีลักษณะ หรือรูปแบบการเขียนที่แตกต่างกัน การเลือกภาษาโปรแกรม หรือภาษาคอมพิวเตอร์เพื่อน�ามาเขียนโปรแกรมนั้นขึ้น อยู ่กับปัจจัยต ่าง ๆ เช ่น ความเหมาะสมของโปรแกรมกับ ลักษณะงานที่จะน�าไปใช้ การท�างานร่วมกันได้กับโปรแกรม อื่น ๆ หรืออาจเป็นความถนัดของแต่ละคน เป็นต้น โดยภาษา โปรแกรมในปัจจุบันมีรูปแบบการเขียนโปรแกรมขั้นต้น 3 รูปแบบ แบ่งตามโครงสร้าง ดังนี้ • โครงสร้ำงกำรท�ำงำนแบบเรียงล�ำดับ (sequence structure) เป็นรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่มีการท�างานเป็น ล�าดับขั้นตอน ไล่เรียงล�าดับกันไปเหมือนเส้นตรง ไม่มีการข้าม ขั้นตอน ไม่มีการย้อนกลับไปท�างานเดิมที่ท�าซ�้าไปแล้ว หรือไม่มี การตัดสินใจเพื่อเลือกท�างานใด ๆ • โครงสร้ำงกำรท�ำงำนแบบเลือกท�ำหรือมีเงื่อนไข (condition structure) เป็นรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่มีการ ตัดสินใจ มีทางเลือกให้เลือกกระท�า โดยแต่ละทางเลือกจะมี เงื่อนไข ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบเงื่อนไขนั้น ๆ ก่อน จึง จะสามารถท�างานในทางเลือกนั้นได้ ทั้งนี้ ภายในโปรแกรม คอมพิวเตอร์อาจมีการตัดสินใจเช่นนี้อยู่หลายจุด เรียกโครงสร้างการท�างานลักษณะนี้ว่า selection หรือ condition • โครงสร้ำงกำรท�ำงำนแบบท�ำซ�้ำ (iteration structure) เป็นรูปแบบการเขียนโปรแกรม ที่มีการท�างานเดิมซ�้า ๆ โดยมีเงื่อนไขเพื่อก�าหนดจ�านวนรอบในการท�างานซ�้า ซึ่งการท�างานแบบ ท�าซ�้ามี 3 ประเภท คือ การท�างานแบบท�าซ�้าตามจ�านวนรอบที่ระบุ การท�างานแบบท�าซ�้าในขณะ ที่เงื่อนไขเป็นจริง การท�างานแบบท�าซ�้าจนกระทั่งเงื่อนไขเป็นจริง in Real Life Com Sci o_O ปัจจุบันคอมพิวเตอร์นับ ว ่ามีประโยชน์ต ่อมนุษย์มาก ขึ้น ทั้งในด้านการท�างานแทน มนุษย์ในชีวิตประจ�าวัน เช่น ระบบการเงิน การธนาคาร การควบคุม เส้นทางการบิน การผลิตไฟฟ้า การผลิตสินค้า อุปโภคบริโภคต ่าง ๆ หรือ การให้ความบันเทิงด้านภาพ และเสียง ตลอดจนประโยชน์ ด้านการศึกษา ค้นคว้า เช่น การเชื่อมต ่ออินเทอร์เน็ต การค้นคว้าข้อมูล การที่ ค อมพิ วเ ต อร์ สามารถท�างานตามที่มนุษย์ ต้องการได้นั้น จ�าเป็นต้อง ควบคุมการป้อนค�าสั่งให้แก ่ คอมพิวเตอร์ท�างานตามล�าดับ ขั้นตอนที่เราต้องการ ค�าสั่งที่ ใช้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ นั้น เรียกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ 41 ขอสอบเนน การคิด แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับ ฟังคนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3 การท างานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 ความมีน้ าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง ขั้นสอน 21. ครูอธิบายรูปแบบการเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรใหฟงวา การเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรผูเขียนโปรแกรมจะตองเขาใจ หลักการในการเขียนแตละรูปแบบ ซึ่งจะ ทําใหสามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรดวย ภาษาโปรแกรมตางๆ งายขึ้น จากนั้นครูถาม คําถามกับนักเรียนวา ปจจุบันรูปแบบการเขียน โปรแกรมขั้นตนแบงเปนกี่รูปแบบ อะไรบาง ขั้นสรุป ครูและนักเรียนรวมกันสรุปเนื้อหา เรื่อง การ เขียนโปรแกรมเบื้องตน หากนักเรียนคนใดมีขอ สงสัยสามารถสอบถามครูไดทันที ขั้นประเมิน ตารางการวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑการประเมิน ตรวจแบบทดสอบ กอนเรียน แบบทดสอบ กอนเรียน ประเมินตาม สภาพจริง สังเกตพฤติกรรม การทํางาน รายบุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคลและการทํางานกลุมของ นักเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผล จากแบบสังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล และแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมที่แนบมา ทายแผนการจัดการเรียนรูที่ 1 หนวยการเรียนรูที่ 2 โครงสรางโปรแกรมแบบใดที่แสดงขั้นตอนการทํางานตามลําดับ กอน-หลังจากบนลงลาง 1. โครงสรางการทํางานแบบทําซํ้า 2. โครงสรางการทํางานแบบขอความ 3. โครงสรางการทํางานแบบเรียงลําดับ 4. โครงสรางการทํางานแบบเลือกทําหรือมีเงื่อนไข (วิเคราะหคําตอบ โครงสรางการทํางานแบบเรียงลําดับเปน โครงสรางโปรแกรมที่แสดงขั้นตอนการทํางานตามลําดับกอน-หลัง จากบนลงลาง โดยแตละขั้นตอนจะถูกประเมินผลเพียงครั้งเดียว ดังนั้น ตอบขอ 3.) นํา สอน สรุป ประเมิน T45


ขอสอบเนนการคิด 2 ซอฟต์แวร์ที่ใชในการเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ที่ใช้เขียนภาษาโปรแกรมเพื่อสร้างโปรแกรม คอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 โปรแกรม Editor ทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์ที่มุ่งเน้นการพิมพ์ข้อความหรือการ เขียนชุดค�าสั่งภาษาโปรแกรมเป็นหลัก แต่ไม่ได้ติดตั้งเครื่องมืออ�านวยความสะดวกต่าง ๆ ในการ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไว้ด้วย โปรแกรม Editor กลุ่มนี้ ส่วนใหญ่สามารถใช้เป็นเครื่องมือ ส�าหรับเขียนภาษาโปรแกรมได้ทุกภาษา ตัวอย่างโปรแกรม Editor ทั่วไป เช่น Notepad EditPlus เป็นต้น กลุ่มที่ 2 โปรแกรม IDE Editor เป็นซอฟต์แวร์ที่รวมเครื่องมืออ�านวยความสะดวก ต่าง ๆ ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยส่วนมากโปรแกรม IDE Editor จะใช้เฉพาะภาษา โปรแกรมภาษาหนึ่ง ๆ หรือกลุ่มภาษาโปรแกรมที่ใกล้เคียงกันเท่านั้น ตัวอย่างโปรแกรม IDE Editor เช่น Turbo C++ ส�าหรับเขียนโปรแกรมด้วยภาษา C โปรแกรม Scratch ส�าหรับเขียนโปรแกรม ด้วยภาษา Scratch โปรแกรม python IDLE ส�าหรับเขียนโปรแกรมด้วยภาษา python โปรแกรม NetBeansIDE ส�าหรับเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Java เป็นต้น 2.1 ตัวอยางซอฟต์แวร์ที่ใชในการเขียนโปรแกรม 1. โปรแกรม Turbo C++ เพื่อเขียนชุดค�ำสั่งภำษำ C เบื้องต้น ภาษาซี เป็นการเขียนโปรแกรมพื้นฐานที่สามารถประยุกต์ใช้กับงานต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น โปรแกรม MATLAB (The MathWorks-MATLAB and Simulink for Technical Computing) ซึ่งเวลาใช้สามารถพิมพ์ชุดค�าสั่งภาษาซีเพิ่มเข้าไปในโปรแกรมค�านวณทางคณิตศาสตร์ ประมวล ผลทางสัญญาณไฟฟ้า และทางไฟฟ้าสื่อสาร ซึ่งท�าให้ประสิทธิภาพของงานที่ท�าดียิ่งขึ้น ภาพที่ 2.6 ตัวอย่างโปรแกรมภาษาซี ภาพที่ 2.7 ตัวอย่างโปรแกรมภาษาซี ซอฟตแวรที่ใชในการเขียน โปรแกรมที่รูจักกันใน ปจจุบันมีอะไรบาง 42 ซอฟต์แวร์ที่ใช้เขียนภาษาโปรแกรมเพื่อสร้างโปรแกรม 1 การทดสอบโปรแกรมมีความสําคัญอยางไร 1. เพื่อตรวจสอบวาผูใชมีความพึงพอใจมากนอยเพียงใด 2. เพื่อตรวจสอบความสมบูรณของฟงกชันการทํางานตางๆ 3. เพื่อหาวิธีการเขียนโปรแกรมที่มีความซับซอนนอยกวาเดิม 4. เพื่อตรวจสอบและแกปญหาการทํางานผิดพลาดของ โปรแกรม (วิเคราะหคําตอบ การทดสอบโปรแกรมเปนขั้นตอนการตรวจสอบ ความถูกตองของโปรแกรมกอนนําไปใชงานจริง เพื่อใหผูเขียน โปรแกรมสามารถระบุความผิดพลาดของโปรแกรมไดในกรณีที่ โปรแกรมมีจุดผิดพลาดซอนอยู พรอมทั้งดําเนินการแกไขในจุด ผิดพลาดดังกลาว ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นนํา 1. ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอวา ซอฟตแวร ที่ใชในการเขียนโปรแกรมที่รูจักกันในปจจุบัน มีอะไรบาง จากนั้นใหนักเรียนชวยกันตอบ คําถาม 2. ครูสุมถามคําถามกับนักเรียนภายในชั้นเรียนวา นักเรียนเคยใชงานซอฟตแวรทําชิ้นงานใดบาง ขั้นสอน 1. ครูอธิบาย เรื่อง ซอฟตแวรที่ใชในการเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอรวา สามารถแบงไดเปน 2 กลุม ดังนี้ โปรแกรม Editor ทั่วไป เปน ซอฟตแวรที่มุงเนนการพิมพขอความหรือการ เขียนชุดคําสั่งภาษาโปรแกรมเปนหลัก และ โปรแกรม IDE Editor เปนซอฟตแวรที่รวม เครื่องมืออํานวยความสะดวกตางๆ ในการ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร นักเรียนควรรู 1 ซอฟตแวร คือ โปรแกรมคอมพิวเตอรหรือชุดคําสั่งที่โปรแกรมเมอรเขียนขึ้น ดวยภาษาคอมพิวเตอรภาษาใดภาษาหนึ่ง โดยเครื่องคอมพิวเตอรสามารถเขาใจ เเละปฏิบัติตามได แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ ซอฟตแวรที่นิยมใชในปจจุบัน ไดแก โปรแกรม Turbo C++ โปรแกรม Scratch โปรแกรม Python IDLE โปรแกรม NetBeans IDE นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T46


ขอสอบเนน การคิด โปรแกรมTurbo c/c++เป็นโปรแกรมเขียนภาษา C โดยบอร์แลนด์ซอฟต์แวร์คอร์ปอเรชัน (Borland Software Corporation) ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือต่าง ๆ มากมาย เช่น โปรแกรม เรียบเรียงข้อความ และโปรแกรมตรวจสอบและแปลค�าสั่ง แถบคีย์ลัด แถบเมนู หน้าต่างเอดิเตอร์ส�าหรับ เขียนชุดค�าสั่ง สั่งให้ ท�างานโดยกด Alt+F9 และ Ctrl+F10 เมนูหลัก (Main Menu) ประกอบด้วย File เก็บรวมรวมค�าสั่งเกี่ยวกับการเปิด-ปิดไฟล์การบันทึกไฟล์การออกจาก โปรแกรม Edit การแก้ไขโปรแกรม การส�าเนาหรือการย้ายข้อความที่ปรากฏบนเอดิเตอร์ Search ค้นหาค�าหรือข้อความที่เขียนในโปรแกรม ตลอดจนการแทนที่ค�า Run รันโปรแกรมที่เขียนด้วยค�าสั่งแบบต่าง ๆ Compile แปลข้อมูลของโปรแกรมที่เป็น source file ให้เป็น object file Debug ตรวจสอบข้อผิดพลาดของโปรแกรม Project ใช้ในการระบุไฟล์ต่าง ๆ ที่จ�าเป็นต้องน�ามาใช้ในตัวโปรแกรมและ project ที่ท�างานอยู่ Option ก�าหนดรายละเอียดต่าง ๆ ของคอมไพเลอร์ เช่น directories compiler เป็นต้น Window จัดการเกี่ยวกับหน้าต่างที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม Help ขอความช่วยเหลือหรือรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมในลักษณะต่าง ๆ 43 ภาพที่ 2.8 ตัวอย่างโปรแกรม Turbo c/c++ โครงสรางใดเปนรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่มีการตัดสินใจ แบบมีทางเลือกใหเลือกกระทํา 1. โครงสรางแบบทําซํ้า 2. โครงสรางแบบลําดับ 3. โครงสรางแบบเงื่อนไข 4. โครงสรางแบบวิเคราะหโปรแกรม (วิเคราะหคําตอบ โครงสรางแบบเงื่อนไขเปนรูปแบบการเขียน โปรแกรมที่มีการตัดสินใจ มีทางเลือกใหเลือกกระทํา โดยแตละ ทางเลือกจะมีเงื่อนไข ซึ่งตองผานการตรวจสอบเงื่อนไขนั้นๆ กอน จึงจะสามารถทํางานในทางเลือกนั้นได ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน 2. ครูอธิบายโปรแกรม Turbo C++ เพื่อเขียนชุด คําสั่งภาษา C เบื้องตนวา ภาษา C เปนการ เขียนโปรแกรมพื้นฐานที่สามารถประยุกตใช กับงานตางๆ ไดมากมาย จากนั้นอธิบายสวน ประกอบและเมนูหลักตางๆ ใหนักเรียนฟงวา ประกอบไปดวยอะไรบาง ความรูเสริม สวนประกอบของโปรแกรม Turbo C++ แบงสวนของหนาจอในการใชงานออก เปน 4 สวน ดังนี้ 1. สวนเมนูหลัก (Main Menu) เปนสวนที่แบงการทํางานออกเปนเมนู ตางๆ ตามลักษณะการทํางาน ไดแก เมนู File, Edit, Search, Run, Compile, Debug, Project, Options, Window และ Help 2. สวนเขียนโปรแกรม (Edit) เปนสวนที่ผูใชงานจะใชเพื่อเขียนโปรแกรม โดยคําสั่งที่ใชในการเขียนตองเปนคําสั่งที่รองรับบนภาษา C และ C++ เทานั้น 3. สวนขอความ (Text) เปนสวนของการแสดงขอความที่เปนทั้งผลลัพธ (Output) และสวนของขอความผิดพลาด (Error) ซึ่งจะแจงใหทราบผานทาง หนาจอนี้ 4. สวนฟงกชันคีย (Function Keys) เปนสวนของการแสดงการกดคียลัด เพื่อความรวดเร็วในการทํางาน โดยสวนใหญจะเปนคําสั่งที่ใชงานบอย นํา สอน สรุป ประเมิน T47


1 4 5 7 3 2 8 6 2. โปรแกรม Scratch เพื่อเขียนชุดค�ำสั่งภำษำ Scratch โปรแกรม Scratch เป็นโปรแกรมภาษาที่ผู้เรียนสามารถสร้างชิ้นงานได้อย่างง่าย เช่น นิทานที่สามารถโต้ตอบกับผู้อ่านได้ ภาพเคลื่อนไหว เกม ดนตรี และศิลปะ เมื่อสร้างเป็นชิ้นงาน เสร็จแล้ว สามารถน�าชิ้นงานที่สร้างสรรค์นี้แสดงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับผู้อื่นบน เว็บไซต์ได้ ท�าให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หลักการทางคณิตศาสตร์และแนวคิดการโปรแกรมไปพร้อม ๆ กับการคิดอย่างสร้างสรรค์ มีเหตุผล เป็นระบบ และเกิดการท�างานร่วมกัน ส่วนประกอบหลักของโปรแกรม หน้าต่างการท�างานของโปรแกรมScratchมีส่วนประกอบ หลัก ดังนี้ 1 แถบเครื่องมือ 2 เครื่องมือเวที 3 ข้อมูลของเวทีหรือตัวละครที่ถูกเลือก 4 กลุ่มบล็อก ประกอบด้วยชุดค�าสั่งที่จะก�าหนดให้กับตัวละคร หรือเวที 5 บล็อกในกลุ่มที่เลือก เพื่อใช้ในการท�าสคริปต์การท�างานของโปรแกรม 6 พื้นที่ท�างาน เป็นส่วนที่ใช้ในการเขียนสคริปต์ โดยเป็นลักษณะของการลากวาง 7 เวที เป็นสถานที่ที่ให้ตัวละครใช้แสดง สามารถมีภาพฉากหลัง 8 รายการตัวละคร สร้างขึ้นมาเพื่อใช้แสดงบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ บนเวที และเวทีที่ใช้ ในโปรเจกต์ปัจจุบัน หมายเหตุ สั่งให้ท�างานโดยการคลิกที่รูปภาพ ที่หน้าต่าง 7 44 ภาพที่ 2.9 หน้าต่างโปรแกรม Scratch กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 3. ครูอธิบายโปรแกรมภาษา Scratch เพื่อเขียน ชุดคําสั่งภาษา Scratch วา เปนโปรแกรม ภาษาที่ผูเรียนสามารถสรางชิ้นงานไดอยางงาย เชน นิทานที่สามารถโตตอบกับผูอานได ภาพ เคลื่อนไหว เกม ดนตรี ศิลปะ เมื่อสรางชิ้น งานเสร็จแลว สามารถนําชิ้นงานที่สรางสรรคนี้ แสดงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนเว็บไซต ได 4. ครูอธิบายสวนประกอบหลักของโปรแกรม และสุมถามคําถามวา เมื่อนักเรียนตองการ ไปคลิกเลือกบล็อกคําสั่งเพื่อเขียนโปรแกรม สั่งใหคอมพิวเตอรทํางาน จะตองเลือกที่สวน ประกอบใด ใหนักเรียนแบงกลุมเปน 3 กลุม จากนั้นแตละกลุมสงตัวแทน จับสลากเลือกหัวขอที่ครูกําหนดให สรุปทําเปนรายงานแลวออกมา นําเสนอหนาชั้นเรียน โดยมีหัวขอที่ใหจับสลาก ดังนี้ • โปรแกรมภาษา C • โปรแกรมภาษา Scratch • โปรแกรมภาษาไพทอน (Python) ความรูเสริม ขอเสียของโปรแกรมภาษา Scratch มีดังนี้ 1. คุณภาพและความละเอียดของชิ้นงานยังไมดี 2. การสงออกงานคอนขางยุงยาก ตองใชโปรแกรมอื่นเขามาชวย 3. บางคําสั่งหรือฟงกชันการทํางานบางอยาง เมื่อแปลเปนภาษาไทยแลวยัง ไมตรงกับความหมาย นํา สอน สรุป ประเมิน T48


ขอสอบเนน การคิด 3. โปรแกรม Python IDLE เพื่อเขียนชุดค�ำสั่งภำษำ Python การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาไพทอนมีวิธีการเขียน 2 วิธี ได้แก่การเขียนโปรแกรมผ่าน ไพทอนเชลล์ หรือที่เรียกว่า IDLE (python GUI) เป็นการท�างานโต้ตอบกับผู้ใช้ทันทีและวิธี ที่เรียกว่า ดอสเชลล์ หรือค�าสั่งสคริปต์ ต้องเขียนค�าสั่งด้วยไพทอนเอดิเตอร์ ได้เป็น Source Code ของภาษาไพทอน หลังจากนั้นต้องสั่งให้โปรแกรมบันทึกเป็นนามสกุลแบบ .py วิธีที่ 1 IDLE (python GUI) ในโหมดนี้ช่วยให้ผู้เขียนโปรแกรมท�างานโต้ตอบกับ ภาษาไพทอนได้โดยตรง เมื่อเขียนค�าสั่งเสร็จในหนึ่งชุดค�าสั่ง โปรแกรมจะเอ็กซีคิวต์ทันทีมีจุดเด่น ที่สีของตัวอักษร และพรอมต์ โดยมีเครื่องหมาย >>> แทนการรอรับค�าสั่ง ดังภาพ ภาพที่ 2.10 ภาพแสดงหน้าต่างการเขียนโปรแกรมกับ Python Shell วิธีที่ 2 โดยการเปิดFile > New window หรือกดปุ่ม Ctrl+N จากหน้าต่างPython GUI ของวิธีที่ 1 หลังจากนั้นให้พิมพ์ค�าสั่งต่าง ๆ ลงไป เหมือนกับเอดิเตอร์อื่น ๆ ซึ่งจะไม่มีสัญลักษณ์ prompt >>> อยู่ด้านหน้าบรรทัด ภาพที่ 2.11 ภาพที่แสดงหน้าต่างการเขียนโปรแกรมกับ GUI 45 ขั้นสอน 5. ครูอธิบายโปรแกรม Python IDLE เพื่อเขียน ชุดคําสั่งภาษาไพทอน วา การเขียนโปรแกรม ดวยภาษาไพทอนมีวิธีเขียน 2 วิธี คือ การเขียน โปรแกรมผานไพทอนเชลลหรือที่เรียกวา IDLE (Python GUI) เปนการทํางานโตตอบกับผูใช ทันที และวิธีที่เรียกวา ดอสเชลล หรือคําสั่ง สคริปต จากนั้นใหนักเรียนศึกษาวิธีการเขียน โปรแกรมแบบ IDLE และดอสเชลล หรือคําสั่ง สคริปต เกร็ดแนะครู ครูอธิบายโปรแกรม Python IDLE เพื่อเขียนชุดคําสั่งภาษาไพทอนให นักเรียนฟง จากนั้นครูถามคําถามนักเรียน ดังนี้ • ซอฟตแวรที่ใชในการเขียนภาษาโปรแกรมแบงเปนกี่กลุม อะไรบาง • ซอฟตแวรใดบางที่ใชในการเขียนโปรแกรม • การออกแบบโปรแกรมมีกี่ลักษณะ อะไรบาง การวิเคราะหและกําหนดรายละเอียดของปญหาตรงกับขอใด 1. เปนการตรวจสอบและปรับปรุง 2. เปนการลงมือดําเนินการแกปญหา 3. เปนการเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี 4. เปนการทําความเขาใจกับปญหาเพื่อแยกขอมูลออกมา (วิเคราะหคําตอบ การวิเคราะหและกําหนดรายละเอียดของ ปญหาเปนการทําความเขาใจกับปญหาเพื่อแยกขอมูลออกมา ดังนั้น ตอบขอ 4.) นํา สอน สรุป ประเมิน T49


เมื่อเขียนโปรแกรมเสร็จแล้ว ถ้าต้องการที่จะจัดเก็บโปรแกรมที่เขียนลงสู่ disk ให้ คลิกเลือกรายการFile เลื่อนไปที่ตัวเลือกSave หรือกดปุ่ม Ctrl+S จะขึ้นไดอะล็อกบ็อกซ์ให้พิมพ์ ชื่อแฟ้มที่ต้องการบันทึก ควรพิมพ์ชื่อนามสกุลเป็น .py ด้วย ดังภาพ ภาพที่ 2.12 ภาพแสดงวิธีการบันทึกโปรแกรม ขั้นตอนต่อไป คือ การสั่ง run โปรแกรม หรือการ execute เพื่อให้โปรแกรมประมวล ผลค�าสั่งให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ การสั่ง run โดยการคลิกเลือกรายการ run เลือกตัวเลือก run module หรือกดปุ่มคีย์ลัด F5 โปรแกรมจะเปิดไพทอนเชลล์ แสดงผลการท�างาน ดังภาพ ภาพที่ 2.13 ภาพแสดงหน้าต่างการสั่งให้ไพทอนประมวลผลโปรแกรม 46 ขั้นสอน 6. ครูใหนักเรียนศึกษาภาพแสดงวิธีการบันทึก โปรแกรม และภาพแสดงหนาตางการสั่งให โปรแกรมภาษาไพทอนประมวลผล จากนั้นครู ถามคําถามเกี่ยวกับโปรแกรมภาษาไพทอนวา วิธีการเขียนโปรแกรมผานไพทอนเชลลหรือที่ เรียกวา IDEL (Python GUI) แตกตางจากวิธี การเขียนโปรแกรมดอสเชลล หรือคําสั่งสคริปต อยางไร ความรูเสริม ขั้นตอนหรือวิธีการพัฒนาโปรแกรมประกอบดวย 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การวิเคราะหปญหา 2. การออกแบบโปรแกรม 3. การเขียนโปรแกรมดวยภาษาคอมพิวเตอร 4. การทดสอบและแกไขโปรแกรม 5. การทําเอกสารประกอบโปรแกรม 6. การบํารุงรักษาโปรแกรม กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนสืบคนขอมูลวา การเขียนโปรแกรมดวย Python IDLE ในโหมด IDLE กับในโหมด Editor มีขอดี-ขอเสียในการใชงาน แตกตางกันอยางไร พรอมยกตัวอยางการใชงานใหเขาใจ แลวบันทึก ลงในสมุดประจําตัว นํามาสงในชั่วโมงถัดไป นํา สอน สรุป ประเมิน T50


ขอสอบเนน การคิด ในการเขียนค�าสั่งผู้เขียนจะต้องเขียนให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ของภาษาไพทอน ทุก ๆ กรณีการเขียนค�าสั่งผิดพลาดแม้เพียงอักขระเดียว โปรแกรมจะไม่สามารถ run ได้ แต่โปรแกรมจะบอกต�าแหน่งที่ผิดพลาดและคอยแนะน�าให้ผู้เขียนทราบว่าผิดในส่วนใดบ้าง จะแจ้ง บรรทัดที่เขียนผิด ดังภาพ ภาพที่ 2.14 ภาพแสดงผลของ error การแจ้งเตือนค�าสั่งที่ผิด โปรแกรมไพทอนจะสร้างสีส้มระบายข้อความที่ผิด ผู้เขียน โปรแกรมต้องใช้ความรู้และวิจารณญาณ ในการตรวจสอบแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อแก้ไขข้อผิดพลาด ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เรียบร้อยแล้ว และให้ทดลอง run โปรแกรมใหม่อีกครั้ง จนกระทั่ง ไม่มีข้อผิดพลาดอื่น ๆ อีก โปรแกรมจะแสดงผลการท�างานออกมาตามต้องการ จุดเด่นของภาษาไพทอน - เป็นภาษาที่มี syntax ที่เรียบง่ายและสะอาด สามารถเรียนรู้ได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย - สนับสนุนการเขียนโปรแกรมแบบ OOP - ท�างานแบบ interpreter - dynamic code (ภาษาที่ไม่ต้องก�าหนด type ในการประกาศตัวแปร) 47 เกร็ดแนะครู ครูอธิบายความรูเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมภาษาไพทอน (Python) ให นักเรียนฟงวา เปนภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอรระดับสูง ซึ่งถูกออกแบบมาให เปนภาษาสคริปตที่อานงาย โดยตัดความซับซอนของโครงสรางและไวยากรณ ของภาษาออกไป ในสวนของการแปลงชุดคําสั่งที่เขียนใหเปนภาษาเครื่อง ไพทอน มีการทํางานแบบ Interpreter คือ เปนการแปลชุดคําสั่งทีละบรรทัด เพื่อปอนเขา สูหนวยประมวลผลใหคอมพิวเตอรทํางานตามที่ตองการ นอกจากนั้นโปรแกรม ภาษาไพทอนยังสามารถนําไปใชในการเขียนโปรแกรมไดหลายประเภท จึง ทําใหมีการนําไปใชกันแพรหลายในหลายองคกรใหญระดับโลก เชน Google, YouTube, Instagram โครงสรางแบบทางเลือกมีลักษณะการทํางานอยางไร 1. ทํางานตามลําดับกอน-หลัง 2. เลือกทํางานแบบเงื่อนไขเปนจริงและเท็จเทานั้น 3. ทําตามคําสั่งแบบหลายทางเลือกมากกวา 2 ทาง 4. ทํางานแบบอยางใดอยางหนึ่งระหวางเงื่อนไขจริงและเท็จ (วิเคราะหคําตอบ โครงสรางแบบทางเลือกมีลักษณะการทํางาน แบบอยางใดอยางหนึ่งระหวางเงื่อนไขจริงและเท็จเปนรูปแบบ โปรแกรมที่มีการตัดสินใจ มีทางเลือกใหเลือกกระทํา ดังนั้น ตอบ ขอ 4.) ขั้นสอน 7. ครูใหนักเรียนศึกษาภาพการแสดงผล error ซึ่ง เปนการแจงเตือนคําสั่งที่ผิด ในโปรแกรม ภาษาไพทอนจะสรางสีสมระบายขอความที่ ผิด ผูเขียนโปรแกรมจะตองใชความรูและ วิจารณญาณในการตรวจสอบและแกไขใหถูก ตอง เมื่อแกไขขอผิดพลาดใหถูกตองตามหลัก ไวยากรณแลว ใหทดลอง run โปรแกรมใหมอีก ครั้งจนกระทั่งไมมีขอผิดพลาดอื่นๆ อีก นํา สอน สรุป ประเมิน T51


4. โปรแกรม NetBeans IDE เพื่อเขียนชุดค�ำสั่งภำษำจำวำ NetBeans คือ เครื่องมือที่ช่วยในการเขียนโปรแกรมภาษาจาวาที่มีประสิทธิภาพ อย่างมาก ท�าให้สามารถพัฒนางานได้ง่ายและเร็ว เพราะ NetBeans มี Editor อยู่ในตัวที่ใช้ในการ เขียนภาษา โปรแกรมมีการแบ่งสีออกเป็นสีๆ ใน Editor เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกตและการจัด รูปแบบ เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น มีคอมไพล์ที่สามารถคอมไพล์ได้ง่าย สามารถกด run ได้โดยไม่ต้องกดคอมไพล์ก่อน เพราะ NetBeans จะท�าการคอมไพล์ให้อัตโนมัติ มีปุ่มที่ใช้ส�าหรับ ท�า GUI (Graphic User Interface) อยู่ในตัว สามารถลากวางได้ และมีบริการให้ฟรี โดยมีบริษัท Sun Microsystems เป็นผู้ให้บริการ จึงสามารถมั่นใจได้ว่า เครื่องมือนี้จะรองรับมาตรฐานใหม่ ๆ ของภาษาจาวาในอนาคตได้อย่างแน่นอน ภาพที่ 2.15 หน้าต่างโปรแกรม NetBeans หน้าต่างการท�างานของโปรแกรม NetBeans มีส่วนประกอบหลัก ดังนี้ 1. แถบเมนู (Menu Bar) แสดงเมนูเพื่อเรียกใช้งาน 2. หน้าต่างโปรเจกต์ (Project Window) แสดงโครงสร้างของไฟล์ต่าง ๆ ในโปรเจกต์ 3. หน้าต่างเนวิเกเตอร์ (Navigator Window) แสดงองค์ประกอบของที่ใช้ในโปรเจกต์ 4. หน้าต่างเอดิเตอร์ (Editor Window) ส�าหรับเขียนชุดค�าสั่ง 5. หน้าต่างแสดงผลการท�างาน (Output Window) ส�าหรับแสดงผลการท�างาน 1 4 3 2 5 48 กิจกรรม ทาทาย แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับ ฟังคนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3 การท างานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 ความมีน้ าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง: ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง ขั้นสอน 8. ครูอธิบายโปรแกรม NetBeans IDE เพื่อเขียน ชุดคําสั่งภาษาจาวา ซึ่งเปนเครื่องมือที่ชวยใน การเขียนโปรแกรมภาษาจาวาที่มีประสิทธิภาพ อยางมาก ทําใหสามารถพัฒนางานไดงายและ รวดเร็วขึ้น จากนั้นครูสุมถามคําถามกับนักเรียน วา หนาตางของโปรแกรม NetBeans IDE มีสวน ประกอบหลักอะไรบาง และแตละสวนมีหนาที่ การทํางานอยางไร ขั้นสรุป ครูและนักเรียนรวมกันสรุปเนื้อหา เรื่อง ซอฟตแวรที่ใชในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร หากนักเรียนคนใดมีขอสงสัยสามารถสอบถาม ครูไดทันที ขั้นประเมิน ตารางการวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑการประเมิน ประเมิน การนําเสนอ ผลงาน แบบประเมิน การนําเสนอ ผลงาน ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางาน รายบุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูสามารถประเมินการนําเสนอผลงาน และสังเกตพฤติกรรมการทํางาน รายบุคคลและการทํางานกลุมของนักเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินผล จากแบบประเมินการนําเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล และแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมที่แนบมา ทายแผนการจัดการเรียนรูที่ 2 หนวยการเรียนรูที่ 2 ใหนักเรียนเขียนสรุปการทํางานของซอฟตแวรแตละประเภท วามีลักษณะเฉพาะอยางไรบาง จากนั้นครูสุมเรียกใหยกตัวอยาง 4-5 คน หรือตามความเหมาะสม และหากมีขอสงสัยในการทํางาน ใหสอบถามครูไดภายในชั้นเรียน จากนั้นครูและนักเรียนรวมกัน สรุปความรูที่ไดจากการทํากิจกรรมนี้ นํา สอน สรุป ประเมิน T52


ขอสอบเนน การคิด 3 การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร จากอัลกอริทึม อัลกอริทึม (algorithm) คือ กระบวนการในการ ทํางานที่ใชการตัดสินใจดวยหลักเหตุผลและคณิตศาสตร เปนตัวชวยในการเลือกวิธีการ หรือขั้นตอนการดําเนินงานถึงขั้นตอนสุดทาย เปนวิธีการที่ใชการแยกยอยและเรียงลําดับ ขั้นตอนของกระบวนการในการทํางานตาง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคนหาและแกไข ปญหา โดยอัลกอริทึมเปนกระบวนการแกปญหาที่สามารถเขาใจได มีลําดับหรือวิธีการ ในการแกปญหาอยางเปนขั้นตอนและชัดเจน 3.1 การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรจากอัลกอริทึม คือ การแปลงจากอัลกอริทึมรูปแบบตาง ๆ ใหเปนการเขียนชุดคําสั่งดวยภาษาคอมพิวเตอร การเขียนชุดคําสั่งภาษาซีจากอัลกอริทึมรูปแบบรหัสจําลอง รหัสจําลอง ชุดคําสั่งภาษา C 1. START 2. INPUT width 3. INPUT length 4. COMPUTE area = width * length 5. OUTPUT area 6. STOP #include<stdio.h> #include<conio.h> void main(){ int width, length, area; printf("======================\n"); printf(" Square Area Program\n"); printf("======================\n"); printf("Enter width : "); scanf("%d", &width); printf("Enter longs : "); scanf("%d", &length); printf("======================\n"); area = width * length; printf("Square area is : %d\n", area); printf("======================\n"); } µÑÇÍ‹ҧ นักเรียนสามารถใชการ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร จากอัลกอริทึมเขียน โปรแกรมใดไดบาง 49 ขั้นสอน 1. ครูอธิบาย เรื่อง การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร จากอัลกอริทึมวา อัลกอริทึมเปนกระบวนการ ในการทํางานที่ใชการตัดสินใจดวยหลักเหตุผล และคณิตศาสตรเปนตัวชวยในการเลือกวิธีการ หรือขั้นตอนการดําเนินงานถึงขั้นตอนสุดทาย เปนวิธีการที่ใชการแยกยอยหรือเรียงลําดับขั้น ตอนของกระบวนการในการทํางานตางๆ 2. ครูอธิบายตัวอยาง การเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรจากอัลกอริทึม และใหศึกษาตัวอยาง การเขียนชุดคําสั่งภาษา C จากอัลกอริทึมรูป แบบรหัสจําลอง ขั้นนํา ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอกับนักเรียน วา นักเรียนสามารถใชการเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรจากอัลกอริทึมเขียนโปรแกรมใดได บาง จากนั้นใหนักเรียนชวยกันตอบคําถาม แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ สามารถประยุกตใชการเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรกับชีวิตประจําวันได เชน การเขียน โปรแกรมคํานวณรายรับ-รายจาย การเขียน โปรแกรมคํานวณราคาสินคา การเขียนโปรแกรม คํานวณพื้นที่ทางคณิตศาสตร อัลกอริทึมมีลักษณะอยางไร (วิเคราะหคําตอบ อัลกอริทึมเปนกระบวนการในการทํางานที่ ใชการตัดสินดวยหลักเหตุผลและคณิตศาสตรเปนตัวชวยในการ เลือกวิธีการหรือขั้นตอนการดําเนินงานถึงขั้นตอนสุดทาย เปน วิธีการใชการแยกยอยและเรียงลําดับขั้นตอนของกระบวนการใน การทํางานตางๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคนหาและแกไข ปญหา) ความรูเสริม เมื่อนํารหัสจําลองไปเขียนโปรแกรมดวยโปรแกรมภาษาใดก็ตาม คําสั่งใน รหัสจําลอง 1 บรรทัด อาจถูกแปลงเปนคําสั่งภาษาคอมพิวเตอรจํานวนหลาย บรรทัด ขึ้นอยูกับโครงสรางการเขียนคําสั่งของแตละภาษาที่แตกตางกัน เชน คําสั่ง รหัสจําลองในการรับขอมูล INPUT Size เมื่อนําไปเขียนโปรแกรมอาจจะกลายเปน คําสั่ง 3 บรรทัด ดังนี้ บรรทัดที่ 1 ประกาศใชตัวแปร size ที่จะใชเก็บคา บรรทัดที่ 2 แสดงขอความ “Enter size : ” ออกทางหนาจอ บรรทัดที่ 3 รับคาขอมูลจากการพิมพเขามาเก็บไวในตัวแปร size นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T53


ขอสอบเนนการคิด ขั้นตอนการเขียนชุดค�าสั่งภาษาซีจากอัลกอริทึมรูปแบบรหัสจ�าลอง 1. แปลงรหัสจ�ำลองกำรน�ำเข้ำข้อมูล INPUT width และ INPUT length เป็นชุดค�าสั่ง ภาษาซีเพื่อประกาศตัวแปร และน�าเข้าข้อมูล ดังนี้ • ประกาศตัวแปร : int width, length, area; • น�าเข้าข้อมูล : printf("Enter width : "); scanf("%d", &width); printf("Enter longs : "); scanf("%d", &length); 2. แปลงรหัสจ�ำลองกำรประมวลผล computer area = width × length เป็นชุดค�าสั่ง ภาษาซี ดังนี้ area = width × length; 3. แปลงรหัสจ�ำลองกำรแสดงผลข้อมูลหรือกำรน�ำข้อมูลออก OUTPUTarea เป็นชุดค�าสั่ง ภาษาซี ดังนี้ printf("Square area is : %d\n", area); 3.2 กรณีศึกษาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ กรณีศึกษำที่ 1 ร้านขายอุปกรณ์การเรียนแห่งหนึ่งก�าลังจัดโปรโมชันส่วนลดสินค้า โดยสินค้าทุกชิ้นจะมีส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ (ร้อยละ 10) จากราคาขายปกติ เช่น สีไม้กล่องละ 200 บาท ส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นส่วนลดกี่บาท โดยต้องการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อค�านวณหาส่วนลดของสินค้า โดยน�าเข้าข้อมูลราคาสินค้าปกติจากแป้นพิมพ์ สีไม้มีราคากล่องละ 200 บาท ส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นส่วนลดกี่บาท โดยแปลง 10 เปอร์เซ็นต์ให้เป็นร้อยละได้ ดังนี้ “ร้อยละ 10 ของ 200” วิธีกำรค�ำนวณ ขั้นตอนที่ 1 น�าราคาสินค้าปกติมาหารด้วย 100 คือ 200/100 = 2 ขั้นตอนที่ 2 หาส่วนลด โดยน�า 10 เปอร์เซ็นต์ มาคูณกับผลลัพธ์จากขั้นตอนที่ 1 คือ 10 × 2 = 20 จะได้ส่วนสด 20 บาท จากราคาปกติ 200 บาท 50 ขั้นสอน 3. ครูอธิบายขั้นตอนการเขียนชุดคําสั่งภาษา C จากอัลกอริทึมรูปแบบรหัสจําลอง และให นักเรียนศึกษากรณีศึกษาการเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอร ซึ่งมีสถานการณวา รานขาย อุปกรณการเรียนแหงหนึ่งกําลังจัดโพรโมชั่น โดยสินคาทุกชิ้นลด 10 เปอรเซ็นต จากราคา ปกติ เชน สีไมกลองละ 200 บาท สวนลด 10 เปอรเซ็นต คิดเปนสวนลดกี่บาท โดยตองการ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเพื่อคํานวณหา สวนลดของสินคา โดยนําเขาขอมูลราคาสินคา ปกติจากแปนพิมพ โปรแกรมสําเร็จรูปหรือภาษาคอมพิวเตอรมักถูกนํามาชวยใน ขั้นตอนใดของการแกปญหา 1. การดําเนินการแกปญหา 2. การตรวจสอบและปรับปรุง 3. การเลือกเครื่องมือและออกแบบวิธีขั้นตอน 4. การวิเคราะหและกําหนดรายละเอียดของปญหา (วิเคราะหคําตอบ โปรแกรมสําเร็จรูปหรือภาษาคอมพิวเตอรมัก ถูกนํามาชวยในขั้นตอนการดําเนินการแกปญหา ดังนั้น ตอบขอ 1.) ความรูเสริม วิธีการเขียนรหัสจําลอง (Pseudo Code) จะมีรูปแบบในการเขียน ดังนี้ • รูปแบบการเขียนเปนไดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ • ใชคําหรือประโยคสั้นๆ ที่สื่อความหมายไดชัดเจนและเขาใจงาย • ลักษณะการเขียนเริ่มตนจากบนลงลาง โดยมีทางเขา 1 ทาง และทางออก 1 ทาง • การเขียนแตละคําสั่งควรแยกเปนบรรทัด ไมควรเขียนหลายคําสั่งใน บรรทัดเดียว • การเขียนคําสั่งควรมีการยอหนาหรือเวนวรรค เพื่อใหเกิดความสวยงาม เขาใจงาย • ตองมีการเริ่มตน (Start/Begin) ตามดวยชื่อของกิจกรรมนั้น และตองมี จุดสิ้นสุด (End) เสมอ นํา สอน สรุป ประเมิน T54


ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ปัญหา 1. ก�ำหนดวัตถุประสงค์ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ • เพื่อค�ำนวณหำส่วนลดรำคำสินค้ำ 2. ก�ำหนดลักษณะข้อมูลน�ำเข้ำ (input) • ข้อมูลรำคำสินค้ำปกติ เป็นประเภทเลขจ�ำนวนเต็ม • ก�ำหนดข้อมูลน�ำเข้ำเป็นตัวแปร - price แทนข้อมูลรำคำสินค้ำปกติ 3. ก�ำหนดลักษณะข้อมูลน�ำออก (output) • ข้อมูลส่วนลด เป็นประเภทตัวเลข • ก�ำหนดข้อมูลน�ำออกเป็นตัวแปร โดยให้discount แทนข้อมูลส่วนลด 4. ก�ำหนดวิธีกำรประมวลผล (process) • ขั้นตอนที่ 1 ผลลัพธ์ชั่วครำว = รำคำสินค้ำปกติ / 100 - ก�ำหนดวิธีกำรประมวลผลเป็นสมกำรได้ ดังนี้temp = price / 100 • ขั้นตอนที่ 2 ส่วนลด = เปอร์เซ็นต์ส่วนลด × ผลลัพธ์ชั่วครำว - ก�ำหนดวิธีกำรประมวลผลเป็นสมกำรได้ ดังนี้discount = 10 × temp ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบโปรแกรม 1. ออกแบบอัลกอริทึม ภาษาธรรมชาติ รหัสจ�าลอง 1. เริ่มต้นกำรท�ำงำน 1. START 2. น�ำเข้ำข้อมูล รำคำสินค้ำปกติ 2. INPUT price 3. ค�ำนวณ ผลลัพธ์ชั่วครำว = รำคำสินค้ำปกติ / 100 3. COMPUTE temp = price / 100 4. ค�ำนวณ ส่วนลด = เปอร์เซ็นต์ส่วนลด × ผลลัพธ์ชั่วครำว 4. COMPUTE discount = 10 × temp 5. แสดงผล ส่วนลด 5. OUTPUT discount 6. จบกำรท�ำงำน 6. STOP 51 กิจกรรม ทาทาย 1. ก�ำหนดวัตถุประสงค์ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1 ขั้นสอน 4. จากกรณีศึกษาขางตน ครูอธิบายขั้นตอน การเขียนโปรแกรม โดยขั้นตอนที่ 1 จะตอง วิเคราะหปญหาจากสถานการณดังกลาว ซึ่ง ตองกําหนดวัตถุประสงคของโปรแกรม คอมพิวเตอร กําหนดลักษณะขอมูลนําเขา กําหนดลักษณะขอมูลนําออก และกําหนดวิธี การประมวลผล จากนั้นขั้นตอนที่ 2 ใหออกแบบ อัลกอริทึมโดยการเขียนภาษาธรรมชาติ รหัส จําลอง และผังงานจากสถานการณดังกลาว นักเรียนควรรู 1 โปรแกรมคอมพิวเตอร คือ กลุมคําสั่งที่เรียบเรียงตามไวยากรณเพื่อสั่งงาน ใหเครื่องคอมพิวเตอรทํางานในสิ่งที่ตองการ เชน โปรแกรมคอมพิวเตอรเพื่อ งานบัญชี เปนกลุมคําสั่งที่เรียบเรียงขึ้นเพื่อสั่งใหคอมพิวเตอรทํางานดาน บัญชี โปรแกรมคอมพิวเตอรสําหรับการบริหารสถานศึกษา เปนกลุมคําสั่ง ที่เรียบเรียงขึ้นเพื่อใหรองรับการทํางานในสถาบันการศึกษา ดังนั้น การเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอรจึงเปนการเขียนกลุมคําสั่งอยางเปนกระบวนการที่มี ขั้นตอนและถูกตองตรงตามไวยากรณ เพื่อสั่งการใหคอมพิวเตอรประมวลผล และทํางานในสิ่งที่ตองการ ใหนักเรียนออกแบบอัลกอริทึมและเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรดวยภาษา C จากอัลกอริทึมเพื่อคํานวณพื้นที่สี่เหลี่ยม ผืนผาและแสดงผลลัพธการคํานวณ สูตรการคํานวณหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผา = กวาง × ยาว นํา สอน สรุป ประเมิน T55


ขอสอบเนนการคิด ผังงาน START discount discount = 10 * temp temp = price / 100 price STOP 2. ออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้งาน ============================== Calculate Discount Program============================== Enter price : <input> ============================== Discount is : <output> ============================== ขั้นตอนที่ 3 กำรเขียนโปรแกรม รูปแบบการเขียนโปรแกรม : โครงสร้างการท�างานแบบเรียงล�าดับ (sequence structure) โดยโปรแกรมค�านวณส่วนลดนี้มีการใช้ตัวแปร ดังนี้ - price แทนราคาสินค้าปกติ - temp แทนผลลัพธ์ชั่วคราว - discount แทนส่วนลด #include<stdio.h> #include<conio.h> void main(){ int price, temp, discount; printf("======================\n"); printf(" Calculate Discount Program\n"); printf("======================\n"); printf("Enter price : "); scanf("%d", &price); temp = price / 100; discount = 10 * temp; printf("======================\n"); printf("Discount is : %d\n"); printf("======================\n"); } 52 ขั้นสอน 5. ครูใหนักเรียนศึกษาการออกแบบสวนติดตอ กับผูใชงาน และขั้นตอนที่ 3 เปนขั้นการเขียน โปรแกรม โดยใหนักเรียนศึกษารูปแบบการ เขียนโปรแกรมและตัวแปรตางๆ ที่ใชในการ เขียนโปรแกรมนี้ขึ้นมา เกร็ดแนะครู ครูถามคําถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนมาทั้งหมดกับนักเรียนภายในชั้นเรียน ดังนี้ • หลักการเขียนโปรแกรมเบื้องตนมีอะไรบาง แตละขอมีลักษณะอยางไร • ซอฟตแวรที่ใชในการเขียนโปรแกรมมีซอฟตแวรอะไรบาง • NetBeans เปนเครื่องมืออะไร และใชในการเขียนโปรแกรมภาษาใด • นักเรียนไดประโยชนอะไรบางจากการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบื้องตน โปรแกรม Editor และโปรแกรม IDE Editor มีความแตกตางกัน อยางไร (วิเคราะหคําตอบ โปรแกรม Editor เปนซอฟตแวรที่เนนการพิมพ ขอความหรือการเขียนชุดคําสั่งภาษาโปรแกรมเปนหลัก สวน โปรแกรม IDE Editor เปนซอฟตแวรที่รวมเครื่องมืออํานวยความ สะดวกตางๆ ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร เชน เครื่องมือ ชวยออกแบบหนาจอ) นํา สอน สรุป ประเมิน T56


ขอสอบเนน การคิด ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 1. ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2. ทักษะการคิดและการแก้ปัญหา 3. ทักษะการสื่อสาร ค�าชี้แจง ให้นักเรียนท�าตามค�าสั่งต่อไปนี้ 1. ออกแบบอัลกอริทึมด้วยรหัสจ�าลอง (Pseudo Code) และเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากอัลกอริทึม เพื่อค�านวณอัตราเร็วของรถไฟจากสถานีต้นทางไปยังสถานีปลายทาง โดยรถไฟไม่จอดสถานีใดเลย ให้ ระยะทางระหว่างสถานีต้นทางไปยังสถานีปลายทาง และเวลาที่ใช้ในการเดินทางระหว่างสถานีต้นทางไป ยังสถานีปลายทางเป็นข้อมูลน�าเข้า เช่น รถไฟเดินทางจากสถานีหัวล�าโพงไปยังสถานีเชียงใหม่ที่มีระยะ ทาง 700 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 7 ชั่วโมง รถไฟวิ่งด้วยอัตราความเร็วกี่กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิธีการค�านวณ อัตราความเร็ว = ระยะทาง/เวลาเดินทาง speed = distance/time 2. ออกแบบอัลกอริทึมด้วยผังงาน (flowchart) และเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากอัลกอริทึมเพื่อค�านวณการ แปลงค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทไทย และแสดงผลลัพธ์การค�านวณ โดยให้อัตราค่าเงินบาทไทย ต่อ 1 ดอลลาร์ และจ�านวนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นข้อมูลน�าเข้า เช่น เงิน 3 ดอลลาร์สหรัฐจะเท่ากับเงิน บาทไทยกี่บาท เมื่ออัตราค่าเงินบาทไทยต่อ 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 33 บาท วิธีการค�านวณ จ�านวนเงินบาทไทย = จ�านวนเงินสกุลดอลลาร์ × อัตราค่าเงินบาทไทยต่อ 1 ดอลลาร์ thaibaht = dollars × rate 3. ออกแบบอัลกอริทึมและเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษา C จากอัลกอริทึมเพื่อค�านวณพื้นที่ สามเหลี่ยมและแสดงผลลัพธ์การค�านวณ สูตรการค�านวณพื้นที่สามเหลี่ยม พื้นที่สามเหลี่ยม = × ฐาน × สูง Area of a Triangle = × base × height 1 2 1 2 การออกแบบอัลกอริทึม Com Sci activity 53 ขั้นสอน 6. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม Com Sci activity เรื่อง การออกแบบอัลกอริทึม เมื่อนักเรียนทํา เสร็จ ครูจะสุมใหนักเรียนออกมาเฉลยกิจกรรม ขอใดเปนลักษณะของการเขียนผังงานที่ดี 1. เขียนสัญลักษณใหมีขนาดเล็กที่สุด 2. ใชลูกศรแสดงทิศทางจากบนลงลางหรือซายไปขวา 3. ทุกผังงานตองมีจุดเริ่มตนและจุดสิ้นสุดเพียงอยางละ 2 จุด เทานั้น 4. สัญลักษณการตัดสินใจมีลูกศรชี้ทิศทางเขา 1 ทิศทาง และมี ลูกศรชี้ทิศทางออก 2 ทิศทาง โดยไมตองกําหนดความหมาย ของการออกจากสัญลักษณ (วิเคราะหคําตอบ ลักษณะของการเขียนผังงานที่ดีจะตองใชลูกศร แสดงทิศทางของลําดับขั้นตอนการทํางานจากบนลงลางหรือซาย ไปขวา ดังนั้น ตอบขอ 2.) ความรูเสริม ประเภทของผังงานสามารถแบงได 2 ประเภท ดังนี้ 1. ผังงานระบบ (System Flowchart) เปนผังงานที่แสดงการทํางานของ ระบบซึ่งแสดงภาพรวมของระบบ โดยมีการนําขอมูลเขา ประมวลผล และขอมูล ออก 2. ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart) เปนผังงานที่แสดงการทํางานยอย หรือลําดับในโปรแกรม ซึ่งแสดงรายละเอียดขั้นตอนการทํางานและประมวลผล โปรแกรมนั้นๆ ทําใหรูวิธีการคํานวณรับขอมูลจากสื่อใด และประมวลผลอยางไร รวมถึงการแสดงผลลัพธดวยสื่อหรือวิธีการใด นํา สอน สรุป ประเมิน T57


การออกแบบและการเขียน โปรแกรมเบื้องตน Summary การเขียนโปรแกรมเบื้องตน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (computer programming) คือ ชุดค�าสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์สามารถ ท�างานได้ตรงตามความต้องการและถูกต้อง เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส�าหรับสั่งให้คอมพิวเตอร์ พิมพ์เอกสาร โปรแกรมส�าหรับวาดภาพ เป็นต้น หลักกำรเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น การทดสอบโปรแกรม (Testing) หลักกำรเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น การก�าหนด/วิเคราะห์ปัญหา (Analysis the problem) การออกแบบโปรแกรม (Design a program) การเขียนโปรแกรม (Coding) ซอฟต์แวร์ที่ใช้เขียนภาษาโปรแกรมเพื่อสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ นั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 โปรแกรม Editor เป็นซอฟต์แวร์ที่มุ ่งเน้นการพิมพ์ ข้อความหรือการเขียนชุดค�าสั่งภาษาโปรแกรมเป็นหลัก กลุ่มที่ 2 โปรแกรม IDE Editor เป็นซอฟต์แวร์ที่รวมเครื่องมืออ�านวยความสะดวก ต่าง ๆ ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องมือช่วยออกแบบหน้าจอ เป็นต้น อัลกอริทึม (algorithm) คือ กระบวนการในการท�างานที่ใช้การตัดสินใจด้วยหลักเหตุผลและ คณิตศาสตร์ เป็นตัวช่วยในการเลือกวิธีการ หรือขั้นตอนการด�าเนินงานถึงขั้นตอนสุดท้าย เป็นวิธี การที่ใช้แยกย่อยและเรียงล�าดับขั้นตอนของกระบวนการในการท�างานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการค้นหาและแก้ไขปัญหา โดยอัลกอริทึมเป็นกระบวนการแก้ปัญหาที่สามารถเข้าใจได้ มีล�าดับ หรือวิธีการในการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและชัดเจน ซอฟต์แวร์ที่ใชในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมอัลกอริทึม เป็นซอฟต์แวร์ที่มุ ่งเน้นการพิมพ์ ซอฟต์แวร์ที่ใช้เขียนภาษาโปรแกรมเพื่อสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 54 ขั้นสรุป 1. นักเรียนและครูรวมกันสรุปเนื้อหาการเรียน หนวยการเรียนรูที่ 2 การออกแบบและการ เขียนโปรแกรมเบื้องตน 2. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองโดย พิจารณาขอความวาถูกหรือผิด หากพิจารณา ขอความไมถูกตอง ใหกลับไปทบทวนเนื้อหา ตามหัวขอที่กําหนดให 3. นักเรียนทําแบบฝกหัดประจําหนวยการเรียนรู และใหนักเรียนตอบคําถามลงในสมุด 4. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียนหนวยการ เรียนรูที่ 2 การออกแบบและการเขียนโปรแกรม เบื้องตน ขั้นประเมิน ตารางการวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑการประเมิน ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน แบบทดสอบ หลังเรียน รอยละ 60 ผานเกณฑ ประเมิน การนําเสนอ ผลงาน แบบประเมิน การนําเสนอ ผลงาน ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางาน รายบุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูสามารถประเมินการนําเสนอผลงาน และสังเกตพฤติกรรมการทํางาน รายบุคคลและการทํางานกลุมของนักเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินผล จากแบบประเมินการนําเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล และแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมที่แนบมา ทายแผนการจัดการเรียนรูที่ 3 หนวยการเรียนรูที่ 2 แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง:ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3 การท างานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 ความมีน าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับ ฟังคนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่่าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่่ากว่า 8 ปรับปรุง กิจกรรม 21st Century Skills 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 3-4 คน 2. ใหนักเรียนรวมกันเขียนแผนผังความคิด เรื่อง การออกแบบและ การเขียนโปรแกรมเบื้องตน ลงในกระดาษที่ครูแจกให พรอม ตกแตงใหสวยงาม 3. นําเสนอผลงานหนาชั้นเรียน 4. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการทํากิจกรรมนี้ นํา สอน สรุป ประเมิน T58


ค�ำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�ำถำมต่อไปนี้ การเขียนโปรแกรมเบื้องต้นคืออะไรและมีหลักการในการเขียนโปรแกรมอย่างไร การออกแบบโปรแกรมมีกี่ลักษณะและแต่ละลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมมีอะไรบ้างและแต่ละชนิดมีลักษณะเด่นอย่างไร จงออกแบบอัลกอริทึมและรหัสจ�าลองของการค�านวณหาพื้นที่วงกลมทั้งนี้ให้รับค่ารัศมี และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ทางเครื่องพิมพ์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากอัลกอริทึมคืออะไร และมีวิธีการเขียนอย่างไรบ้าง จงอธิบาย 1 2 3 4 5 Unit Question 2 ให้นักเรียนตรวจสอบควำมเข้ำใจ โดยพิจำรณำข้อควำมว่ำถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุด หำกพิจำรณำข้อควำมไม่ถูกต้อง ให้กลับไปทบทวนเนื้อหำตำมหัวข้อที่ก�ำหนดให้ ถูก/ผิด ทบทวนหัวข้อ 1.ชุดค�าสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ท�างานตรงตามความต้องการ  เรียกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1 2.หลักการเขียนโปรแกรมประกอบไปด้วย การวิเคราะห์ปัญหา การก�าหนดตัวแปรการออกแบบโปรแกรมการเขียนโปรแกรม และการแก้ไขโปรแกรม 1.1 3.โปรแกรมEditor เป็นซอฟต์แวร์ที่รวมเครื่องอ�านวยความสะดวก ต่างๆในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2 4.โปรแกรมภาษาCถือเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม อย่างหนึ่ง 2 5.เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากอัลกอริทึม คือการแปลง จากอัลกอริทึมรูปแบบต่างๆให้เป็นการเขียนชุดค�าสั่งด้วยภาษา คอมพิวเตอร์ 3 Self Check บัน ทึกลงในสมุด 55 แนวตอบ Self Check 1. ถูก 2. ผิด 3. ผิด 4. ถูก 5. ถูก เฉลย Unit Question 1. การเขียนโปรแกรม คือ การเขียนชุดคําสั่งดวย โปรแกรมที่สั่งใหคอมพิวเตอรสามารถทํางาน ไดตรงตามความตองการ และสามารถทํางาน ไดอยางถูกตอง ซึ่งเปนการกําหนดขั้นตอนให คอมพิวเตอรทํางานตามลําดับและรูปแบบที่ กําหนดไว โดยหลักการเขียนโปรแกรม ผูเขียน จะตองเลือกใชโปรแกรมภาษาที่เหมาะสม โดย ตองเขาใจโครงสรางและไวยากรณของภาษานั้น ซึ่งหลักการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบื้องตน มีขั้นตอน ดังนี้ การกําหนดและวิเคราะหปญหา การออกแบบโปรแกรม การเขียนโปรแกรม และ การทดสอบโปรแกรม 2. การออกแบบโปรแกรมมี 2 ลักษณะ คือ การออก แบบอัลกอริทึม เปนการออกแบบลําดับขั้นตอน การทํางานกอนและหลังของโปรแกรม และ การออกแบบสวนติดตอผูใช เปนการออกแบบ หนาจอการทํางานของโปรแกรมคอมพิวเตอร จะตองออกแบบใหใชงานงาย สะดวก และไม ซับซอน 3. ซอฟตแวรที่ใชในการเขียนโปรแกรม เชน โปรแกรม Turbo C++ ใชเขียนชุดคําสั่งภาษา C เบื้องตน ซึ่งภาษา C เปนการเขียนโปรแกรมพื้นฐานที่สามารถ ประยุกตใชกับงานตาง ๆ ไดมากมาย โปรแกรม Scratch ใชเขียนชุดคําสั่งภาษา Scratch เปนโปรแกรมภาษาที่ผูเรียนสามารถสรางชิ้นงานไดอยางงาย โปรแกรม Python IDLE ใชเขียนชุดคําสั่งภาษา Python โปรแกรม NetBeans IDE ใชเขียนชุดคําสั่งภาษา Java 4. ออกแบบอัลกอริทึมและรหัสจําลองของการคํานวณหาพื้นที่วงกลม ภาษาธรรมชาติ รหัสจําลอง 1. เริ่มตนการทํางาน 1. START 2. นําเขาขอมูล r (รัศมีของวงกลม) 2. INPUT r 3. ประมวลผล area =3.14×(r×r) 3. area =3.14×(r×r) 4. พิมพคา area (พื้นที่ของวงกลม) 4. Print area 5. จบการทํางาน 5. STOP 5. การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรจากอัลกอริทึมเปนการแปลงจากอัลกอริทึมรูปแบบตางๆ ใหเปนการเขียนชุดคําสั่งดวยภาษาคอมพิวเตอรและมีวิธีการ เขียน ดังนี้ วิเคราะหปญหา ออกแบบโปรแกรม และเขียนโปรแกรม นํา สอน สรุป ประเมิน T59


Chapter Overview แผนการจัด การเร�ยนรู สื่อที่ใช จ�ดประสงค ว�ธ�สอน ประเมิน ทักษะที่ได คุณลักษณะ อันพึงประสงค แผนฯ ที่ 1 นักสํารวจรุน เยาว 6 ชั่วโมง - แบบทดสอบกอนเรียน - หนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) ม.1 - แบบฝกหัดรายวิชา พื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) ม.1 1. นักเรียนเขาใจและบอก ลักษณะของขอมูลปฐมภูมิ ได (K) 2. นักเรียนสามารถเก็บ รวบรวมขอมูลปฐมภูมิ ประมวลผลและนําเสนอ ขอมูลในรูปแบบของ สารสนเทศได (P) 3. นักเรียนยกตัวอยางการใช ขอมูลปฐมภูมิในชีวิต ประจําวันอยางสรางสรรค ได (A) - บทบาท สมมติ - แบบประเมิน การนําเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม - สังเกตคุณลักษณะ อันพึงประสงค - ทักษะการคิดอยาง มีวิจารณญาณ - ทักษะการทํางาน รวมกัน - ทักษะการสื่อสาร - ทักษะความคิด สรางสรรค - มีวินัย - ใฝเรียนรู - มุงมั่นใน การทํางาน แผนฯ ที่ 2 เสนทางของ นักสํารวจ 4 ชั่วโมง - หนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) ม.1 - แบบฝกหัดรายวิชา พื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) ม.1 - แบบทดสอบหลังเรียน 1. นักเรียนสามารถอธิบาย ลักษณะของขอมูลทุติยภูมิ และสารสนเทศได (K) 2. นักเรียนสามารถใช อินเทอรเน็ตในการสืบคน ขอมูล ประมวลผล และ นําเสนอขอมูลได (P) 3. นักเรียนยกตัวอยางการใช ขอมูลสารสนเทศ ซอฟตแวร หรืออินเทอรเน็ตที่เกิด ประโยชนในชีวิตประจําวัน (A) - แบบเกม - ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน - แบบประเมิน การนําเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม - สังเกตคุณลักษณะ อันพึงประสงค - ทักษะการคิดอยาง มีวิจารณญาณ - ทักษะการทํางาน รวมกัน - ทักษะการสื่อสาร - ทักษะความคิด สรางสรรค - มีวินัย - ใฝเรียนรู - มุงมั่นใน การทํางาน T60


INPUT PROCESS OUTPUT ขอมูลเขา ขอมูลนักเรียนแตละคน เชน ชื่อ ผลการเรียน การประมวลผล คอมพิวเตอรประมวลผลโดย การเรียงขอมูลและการจัดกลุม ขอมูล ขอมูลออก สารสนเทศ กราฟแสดงผลการ เรียนของนักเรียนระดับตาง ๆ Chapter Concept Overview ขอมูลกับสารสนเทศ ขอมูล คือ ขอเท็จจริงหรือเหตุการณที่เกี่ยวของกับสิ่งตาง ๆ เปนไดทั้งตัวเลข ขอความ ภาพ และเสียง โดยอาจหมายถึง คน สัตว สิ่งของ หรือเหตุการณตาง ๆ ซึ่งเกิดจากการสังเกต การจดบันทึก การสัมภาษณ แบบสอบถาม และมีการเก็บรวบรวมไว และสามารถเรียก ขอมูลเหลานั้นมาใชใหเกิดประโยชนไดในภายหลัง ตัวอยางของขอมูล เชน คะแนนสอบ ชื่อ เพศ อายุ สารสนเทศ คือ การนําขอมูลมาผานระบบการประมวลผล คํานวณ วิเคราะห และแปลความหมายออกมาเปนขอความที่สามารถนํา ไปใชประโยชนในดานตาง ๆ ไดมากมาย ทําใหคําวาสารสนเทศมีความหมายที่กวางและหลากหลาย ทั้งความหมายในเชิงเทคนิคและ ความหมายของสารสนเทศในชีวิตประจําวัน เชน สารสนเทศที่เปนความรูจากเครือขายคอมพิวเตอร จากโทรศัพทมือถือ สารสนเทศระบบ สื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม เชน ฝาก-ถอนเงินผานใชตูเอทีเอ็ม การจองตั๋วเครื่องบิน การประมวลผลขอมูลสารสนเทศ การประมวลผลขอมูลใหเปนสารสนเทศเปนการทําขอมูลใหเปนสารสนเทศที่จะเปนประโยชนตอการใชงาน จําเปนตองอาศัยเทคโนโลยี เขามาชวยในการดําเนินการ เริ่มตั้งแตการรวบรวม การตรวจสอบ การดําเนินการประมวลผลขอมูลใหกลายเปนสารสนเทศ และการดูแล รักษาสารสนเทศเพื่อการใชงาน ซึ่งการประมวลผลขอมูลใหเปนสารสนเทศเปนการกระทําของเครื่องคอมพิวเตอรกับขอมูล เชน การรวบรวม ขอมูลเปนแฟมขอมูล การคํานวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลําดับ การจัดกลุมขอมูล การทํารายงาน ซอฟตแวรและการเลือกใชงาน ซอฟตแวร คือ ชุดคําสั่งหรือโปรแกรมที่ใชสั่งเครื่องคอมพิวเตอรใหทํางานไดตรงตามความตองการและถูกตอง รวมถึงการควบคุมการ ทํางานของอุปกรณตาง ๆ ซึ่งซอฟตแวรเปนสิ่งที่จับตองไมได แตสามารถรับรูการทํางานได สามารถแบงซอฟตแวรไดเปน 2 ประเภท ดังนี้ 1. ซอฟตแวรระบบ คือ ซอฟตแวรที่ถูกสรางขึ้นเพื่อใชบริหารจัดการระบบ การจัดสรรทรัพยากร และดําเนินงานพื้นฐานตาง ๆ ในระบบ เชน การจัดสรรหนวยประมวลผลกลาง การจัดสรรหนวยความจําตาง ๆ การจัดการขอมูลในแฟมขอมูลบนหนวยความจํารอง การรับขอมูลจากแผงแปนอักขระแลวแปลความหมายใหคอมพิวเตอรเขาใจ 2. ซอฟตแวรประยุกต คือ ซอฟตแวรที่ใชงานดานตาง ๆ ตามความตองการของผูใช สามารถนํามาใชประโยชนไดโดยตรง ปจจุบัน มีผูพัฒนาซอฟตแวรใชงานทางดานตาง ๆ ออกมาจําหนายเปนจํานวนมาก การประยุกตงานคอมพิวเตอรจึงกวางขวางและแพรหลาย อาจแบงซอฟตแวรประยุกตออกเปน 2 กลุม คือ ซอฟตแวรสําเร็จและซอฟตแวรที่พัฒนาขึ้นใชเฉพาะงาน T61


หนวยการเรียนรูที่ ตัวชี้วัด ว 4.2 ม.1/3 รวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ ประมวลผล ประเมินผล น�าเสนอข้อมูลและสารสนเทศตามวัตถุประสงค์โดยใช้ซอฟต์แวร์ หรือบริการบนอินเทอร์เน็ตที่หลากหลาย การจัดการ ขอมูลสารสนเทศ การจัดการขอมูลสารสนเทศในปจจุบันนั้น อินเทอรเน็ต นับเปนเครือขายสื่อสารที่สําคัญมากและครอบคลุมทั่วโลก อีกทั้งเปนแหลงขอมูลที่ทุกคนเขาถึงตลอดเวลา ใชจัดเก็บ และรวบรวมขอมูลไดจํานวนมาก 3 ขั้นนํา 1. ครูใหนักเรียนภายในชั้นเรียนทําแบบทดสอบ กอนเรียน เรื่อง การจัดการขอมูลสารสนเทศ เพื่อเปนการทบทวนความรูและวัดพื้นฐาน ความรูกอนที่จะเริ่มเรียนเนื้อหาใหม 2. ครูกลาวใหนักเรียนฟงวา การจัดการขอมูล สารสนเทศในปจจุบัน อินเทอรเน็ตนับเปน เครือขายสื่อสารที่สําคัญมากและครอบคลุม ทั่วโลก อีกทั้งเปนแหลงขอมูลที่ทุกคนเขาถึง ตลอดเวลา ใชจัดเก็บและรวบรวมขอมูลไดเปน จํานวนมาก จากนั้นครูถามคําถามนักเรียนวา นักเรียนมีวิธีการเก็บขอมูลสวนตัวของเพื่อน รวมชั้นเรียนอยางไรใหไดขอมูลตามที่ตองการ และสุมนักเรียน 2-3 คน ตอบคําถามนี้ เกร็ดแนะครู ในการจัดการเรียนการสอน เรื่อง การจัดการขอมูลสารสนเทศ ครูควรยก ตัวอยางเทคโนโลยีใหมๆ ที่เขามามีบทบาทในการจัดการขอมูลสารสนเทศ และชวยตอบสนองตอความตองการของมนุษยใหมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อใหนักเรียนไดตระหนักถึงความสําคัญและประโยชนของเทคโนโลยีใน การจัดการขอมูลสารสนเทศที่พบในชีวิตประจําวัน นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T62


ขอสอบเนน การคิด 1 ขอมูลกับสารสนเทศ มนุษยใหความสนใจกับขอมูลและสารสนเทศ มาตั้งแตอดีต มีการเผยแพรขอมูลและสารสนเทศหลาก หลายรูปแบบตั้งแตหนังสือพิมพ วิทยุ โทรทัศน ซึ่งในปจจุบันอินเทอรเน็ตนับเปน เครือขายของการสื่อสารที่ครอบคลุมทั่วโลก มีการแลกเปลี่ยนขอมูลสารสนเทศที่สะดวก รวดเร็ว เปนแหลงขอมูลที่ทุกคนเขาถึงไดตลอดเวลา สามารถตอบสนองความตองการ ของมนุษยในการใชขอมูลและสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจทั้งในเรื่องเล็กและเรื่องใหญ ขอมูล (data) คือ ขอเท็จจริง หรือเหตุการณที่เกี่ยวของกับสิ่งตาง ๆ เปนไดทั้งตัวเลข ขอความ ภาพ และเสียง โดยอาจหมายถึง คน สัตว สิ่งของ หรือเหตุการณตาง ๆ ซึ่งเกิดจากการ สังเกต การจดบันทึก การสัมภาษณ แบบสอบถาม และมีการเก็บรวบรวมไว และสามารถเรียก ขอมูลเหลานั้นมาใชใหเกิดประโยชนไดในภายหลัง ตัวอยางของขอมูล เชน คะแนนสอบ ชื่อ เพศ อายุ เปนตน 1.1 ประเภทของขอมูล 1. ขอมูลปฐมภูมิ (primary data) คือ ขอมูลที่เก็บรวบรวมมาจากแหลงขอมูลที่ไดมา จากแหลงขอมูลโดยตรง เชน ขอมูลนักเรียนที่ไดมาจากการตอบแบบสอบถาม การสํารวจ การ สัมภาษณ การวัด การสังเกต การทดลอง ขอมูลสินคาที่ไดจากการใชเครื่องอานบารโคด ขอมูล บัตรเอทีเอ็มที่ไดจากเครื่องอานแถบแมเหล็ก ขอมูลที่ไดจะมีความถูกตอง ทันสมัย และเปนปจจุบัน 2. ขอมูลทุติยภูมิ (secondary data) คือ ขอมูลที่ไดจากแหลงที่รวบรวมขอมูลไวแลว โดยมีผูหนึ่งผูใด หรือหนวยงานไดทําการเก็บรวบรวมหรือเรียบเรียงไว ซึ่งขอมูลเหลานั้นสามารถ นํามาใชอางอิงไดเลย เชน ขอมูลจากระเบียนสะสม รายงานประจําป สารานุกรม และเอกสาร เผยแพร เปนตน 1. การตั้งคําถามตองมีความชัดเจน เขาใจงาย ซึ่งควรทดลองใชแบบสอบถามกอนนําไปใชจริง 2. วางแผนการเดินทางและกําหนดเวลาเดินทางไปพบผูใหขอมูลลวงหนา 3. ผูสัมภาษณตองแนะนําตนเองและเกริ่นความเปนมาของการสัมภาษณใหผูถูกสัมภาษณ เขาใจกอน 4. อานคําถามอยางชัดเจน ไมตะกุกตะกัก แสดงอาการยอมรับ เชน การพูดครับ/คะ เพื่อ แสดงความเขาใจตอขอมูลที่ไดรับทุกครั้ง และตองสอบถามเพิ่มเติมในกรณีที่ผูตอบคําถาม ตอบไมชัดเจน Com Sci Focus à·¤¹Ô¤¡ÒÃÊÑÁÀÒɳà¾×èÍà¡çº¢ŒÍÁÙÅ ขอมูลกับสารสนเทศแตกตาง กันอยางไร 57 แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ ขอมูล คือ ขอเท็จจริงหรือเหตุการณที่เกี่ยวของกับ สิ่งตางๆ ซึ่งเกิดจากการสังเกต การจดบันทึก การ สัมภาษณ แบบสอบถาม หรือการเก็บรวบรวมไว เชน ชื่อ เพศ คะแนนสอบ อายุ สวนสารสนเทศ คือ การนํา ขอมูลเหลานั้นผานการประมวลผล วิเคราะห แปลความ หมายเพื่อใหไดขอมูลที่สามารถนําไปใชประโยชนได ขั้นสอน 1. ครูใหความรูเกี่ยวกับขอมูลวาเปนขอเท็จจริง หรือเหตุการณที่เกี่ยวของกับสิ่งตางๆ เปนได ทั้งตัวเลข ขอความ ภาพ และเสียง โดยอาจ หมายถึง คน สัตว สิ่งของ หรือเหตุการณตางๆ ซึ่งเกิดจากการสังเกต การจดบันทึก การ สัมภาษณ แบบสอบถาม และมีการเก็บรวบรวม ไว และสามารถเรียกขอมูลเหลานั้นมาใชให เกิดประโยชนไดในภายหลัง 2. ครูถามคําถามกับนักเรียนภายในชั้นเรียนวา ขอมูลแบงออกเปนกี่ประเภท แตละประเภทมี ความแตกตางกันอยางไร จากนั้นใหนักเรียน ชวยกันหาคําตอบ ขั้นนํา 3. ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอกับนักเรียน วา ขอมูลกับสารสนเทศแตกตางกันอยางไร จากนั้นใหนักเรียนชวยกันตอบคําถาม ขอมูลปฐมภูมิสงผลอยางไรตอการนําไปใชงาน 1. มีความนาเชื่อถือสูง 2. ผานการประมวลผลขั้นสูง 3. มีรูปแบบการนําเสนอนาสนใจ 4. ใชเวลาอยางจํากัดในการเก็บรวบรวมขอมูล (วิเคราะหคําตอบ ขอมูลปฐมภูมิเปนขอมูลที่ไดมาจากแหลงขอมูล โดยตรง ทําใหขอมูลที่ไดมีความนาเชื่อถือ ดังนั้น ตอบขอ 1.) ความรูเสริม ขอมูลสามารถจําแนกตามลักษณะของขอมูลได 2 ประเภท คือ 1. ขอมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) คือ ขอมูลที่ไมสามารถวัดออกมา เปนคาตัวเลขได แตสามารถบอกไดวาดีหรือไมดี บอกลักษณะความเปนกลุมของ ขอมูลได เชน เพศ ศาสนา สีผม คุณภาพสินคา ความพึงพอใจ 2. ขอมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) คือ ขอมูลที่วัดคาได แสดงเปน ตัวเลข ปริมาณ อาจมีคาไมตอเนื่อง คือ คาจํานวนเต็มหรือจํานวนนับ เชน จํานวน นักเรียน จํานวนรถยนต หรือมีคาตอเนื่อง คือ คาที่มีจุดทศนิยมได เชน สวนสูง นํ้าหนัก อายุ รายได นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T63


1.2  การรวบรวมข้อมูล (data compilation) เป็นการน�าเอาข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้อื่นได้เก็บไว้แล้ว หรือรายงานไว้ในเอกสารต่าง ๆ มาศึกษา วิเคราะห์ต่อ โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ 1) วิธีการสังเกตการณ์ (observation) เป็นวิธีเก็บข้อมูลการสังเกตโดยตรงจากปฏิกิริยา ท่าทาง เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะ ใดขณะหนึ่ง และจดบันทึกไว้โดยไม่มีการสัมภาษณ์ วิธีนี้ใช้กันอย่างกว้างขวางในการวิจัย เช่น จะศึกษา ดูปฏิกิริยาของผู้ขับรถยนต์บนท้องถนนภายใต้สภาพ การจราจรที่แตกต่างกัน ก็อาจจะส่งเจ้าหน้าที่ไปยืน สังเกตการณ์ได้ 2) วิธีการสัมภาษณ์ (interview) เป็นวิธีการที่ส ่ง เจ้าหน้าที่หรือพนักงานออกไปสัมภาษณ์ผู้ให้ค�าตอบ และบันทึก ค�าตอบลงในแบบสอบถาม วิธีนี้นิยมใช้กันมากในการท�าส�ามะโน และส�ารวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสภาพการณ์ของประเทศไทย เป็นวิธีการที่จะท�าให้ได้ข้อมูลที่ละเอียด พนักงานสัมภาษณ์ สามารถชี้แจงหรืออธิบายให้ผู้ตอบเข้าใจในค�าถามได้ ท�าให้ได้ รับค�าตอบตรงตามวัตถุประสงค์ 3) การทดลอง (experiment) การเก็บรวบรวมข้อมูล จากการทดลอง เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องมีการทดลองหรือปฏิบัติเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น การเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ของยาแก้ปวดหลาย ๆ ชนิด ข้อมูล ที่เก็บรวบรวมได้จากการทดลองจะมีความ ถูกต้องและน ่าเชื่อถือ ถ้าไม ่เกิดความ คลาดเคลื่อนจากการวัดหรือการวางแผน การทดลอง การทดลองทางวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ เกิดความสามารถในการปฏิบัติ และฝึกฝน กระบวนการแสวงหาความรู้ ภาพที่ 3.1 การสังเกตการณ์ ภาพที่ 3.2 การสัมภาษณ์ ภาพที่ 3.3 การทดลอง 58 กิจกรรม ทาทาย ส�ามะโน 1 เกร็ดแนะครู ครูควรอธิบายกับนักเรียนเกี่ยวกับวิธีการรวบรวมขอมูลปฐมภูมิแตละวิธี ไมวา จะเปนวิธีการสังเกต วิธีการสํารวจ วิธีการสอบถาม หรือวิธีการสัมภาษณ เพราะ จะทําใหไดขอมูลที่แตกตางกัน เพื่อประสิทธิภาพที่ดีของขอมูลจึงควรเลือก วิธีการรวบรวมขอมูลที่ตอบสนองตอการเก็บรวบรวมมากที่สุด เชน บอลตองการทํา รายงานเกี่ยวกับอาชีพภายในชุมชน ดังนั้น บอลจะตองเลือกวิธีการรวบรวมขอมูล โดยการสํารวจชุมชนจึงจะเหมาะสมที่สุด ขั้นสอน 3. ครูตั้งคําถามกับนักเรียนวา ถาตองการ รวบรวมขอมูลจํานวนคนที่เขาไปใชงานใน หองสมุดของโรงเรียนในแตละวัน นักเรียน จะมีวิธีการรวบรวมขอมูลนี้อยางไร จากนั้น ครูขออาสาสมัครตอบคําถามนี้ 4. ครูอธิบายวิธีเก็บรวบรวมขอมูลปฐมภูมิวา มีหลายวิธี เชน วิธีการสังเกตการณ วิธีการ สัมภาษณ และวิธีการทดลอง จากนั้นครูถาม คําถามวา วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลโดยการ เปรียบเทียบประสิทธิภาพของยารักษาโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เปนวิธี การเก็บขอมูลปฐมภูมิในรูปแบบใด นักเรียนควรรู 1 สํามะโน คือ การเก็บรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับประชากร การเกษตร อุตสาหกรรมธุรกิจ และการอื่นๆ เพื่อใชประโยชนในทางสถิติ โดยการแจงนับ จากทุกหนวยเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ครูมอบหมายใหนักเรียนคิดคนหัวขอที่ตนเองสนใจคนละ 1 หัวขอ จากนั้นใหนักเรียนใชวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลตางๆ พรอมถายทอดขอมูลออกมาใหมีความนาสนใจในรูปแบบของภาพ Infographic จํานวน 1 หนา โดยครูคอยใหคําแนะนํานักเรียน อยางใกลชิด และสุมนักเรียนออกมานําเสนอบริเวณหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T64


ขอสอบเนน การคิด 2. วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่ในหนังสือ รายงาน บทความ หรือ เอกสารต่าง ๆ ควรด�าเนินการดังต่อไปนี้ 1) พิจารณาตัวบุคคลผู้เขียนรายงาน บทความ หรือเอกสารเหล่านั้นว่าเป็นผู้มีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เขียนมีความน่าเชื่อถือ การเขียนจ�าเป็นต้องอาศัยเหตุผลและหลัก วิชาการซึ่งข้อมูลที่จะน�ามาใช้นั้นรวบรวมมาจากรายงาน บทความ หรือเอกสารต่าง ๆ และควรใช้ ข้อมูลที่ผู้เขียนเก็บรวบรวมมาโดยตรง เช่น ข้อมูลที่ได้จากการส�ารวจหรือส�ามะโน เป็นต้น 2) ควรเก็บรวบรวมมาจากหลายๆแหล่งเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบว่าข้อมูลที่ต้องการ มีความผิดพลาดหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลควรใช้ความรู้และความช�านาญมาพิจารณา ข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสมบูรณ์ 3) พิจารณาจากลักษณะของข้อมูลที่เก็บรวบรวมว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และ สมบูรณ์ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากทะเบียนหรือข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นหรือเจตคติส่วนใหญ่มักจะมีความ ถูกต้องเชื่อถือได้สูง แต่ถ้าเป็นข้อมูลประเภทความลับหรือข้อมูลที่ผู้ตอบอาจต้องเสียประโยชน์จาก การตอบ ส่วนใหญ่มักจะมีความถูกต้องเชื่อถือได้น้อย 4) ถ้าข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาจากการส�ารวจจากกลุ่มตัวอย่าง หรือต้องผ่านขั้นตอน การวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติมาก่อน จะต้องตรวจสอบวิธีการที่ใช้ในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ขนาดกลุ่มตัวอย่าง และวิธีการวิเคราะห์ว่าเหมาะสมที่จะใช้หรือไม่ ภาพที่ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 59 ซึ่งข้อมูลที่ได้จากทะเบียนหรือข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นหรือเจตคติส่วนใหญ่มักจะมีความ 1 เกร็ดแนะครู ครูอธิบายนักเรียนเกี่ยวกับขอควรระวังในการเก็บรวบรวมขอมูลทุติยภูมิ ซึ่งสวนใหญมักจะอยูในรูปแบบหนังสือ รายงาน บทความ หรือเอกสาร ดังนั้น กอนนําขอมูลไปใชงาน นักเรียนควรตรวจสอบความทันสมัยของเนื้อหาขอมูล เพื่อ ลดความคลาดเคลื่อนของขอมูล ขอมูลทุติยภูมิมีลักษณะอยางไร 1. ตรงกับความตองการมากที่สุด 2. เปนขอมูลที่ผูอื่นรวบรวมและบันทึกไว 3. เปนการแบงขอมูลตามระบบคอมพิวเตอร 4. รวบรวมขอมูลไดจากแหลงขอมูลนั้นโดยตรงเทานั้น (วิเคราะหคําตอบ ขอมูลทุติยภูมิเปนขอมูลที่ไดจากแหลงที่ รวบรวมขอมูลไวแลว โดยมีผูหนึ่งผูใด หรือหนวยงานไดทําการ เก็บรวบรวมขอมูลไวแลว ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสอน 5. ครูอธิบายวิธีการเก็บขอมูลทุติยภูมิวา สวน ใหญวิธีการเก็บขอมูลนี้มักจะอยูในหนังสือ รายงาน เอกสารตางๆ ซึ่งควรดําเนินการ ดังนี้ 1) พิจารณาตัวบุคคลผูเขียนรายงาน บทความ วาเปนผูมีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เขียน 2) ควรเก็บรวบรวมขอมูลมาจากหลายแหลง เพื่อใชในการเปรียบเทียบวาขอมูลที่ ตองการมีความผิดพลาดหรือไม 3) พิจารณาลักษณะของขอมูลวามีความ ถูกตอง ครบถวน สมบูรณหรือไม 4) ขอมูลที่เก็บรวบรวมไดตองมาจากการสํารวจ กลุมตัวอยาง หรือผานขั้นตอนการวิเคราะห มาเรียบรอยแลว นักเรียนควรรู 1 เจตคติ คือ ความรูสึกนึกคิดทางดานจิตใจที่แสดงออกตอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไมวาจะเปนบุคคล สัตว สิ่งของ หรือสถานการณตางๆ ซึ่งอาจจะแสดงทาที ในทํานองที่พึงพอใจหรือไมพึงพอใจ อาจจะเห็นดวยหรือไมเห็นดวยก็ได นํา สอน สรุป ประเมิน T65


ขอสอบเนนการคิด 3. การสืบค้นข้อมูลบนเว็บไซต์ (Search Engine) เสิร์ชเอนจิน (Search Engine) หรือโปรแกรมค้นหาข้อมูล คือ โปรแกรมที่ออกแบบมาเป็นเครื่องมือส�าหรับใช้ค้นหา ข้อมูล ซึ่งโปรแกรมที่ใช้ส�าหรับค้นหาข้อมูลบนเว็บไซต์ หรือเว็บไซต์ที่ใช้ส�าหรับค้นหาข้อมูลจะเรียกว่า เว็บเสิร์ช เอนจิน (Web Search Engine) ส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูล โดยที่เราต้องกรอกข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือค�าค้นหา ต่าง ๆ ลงไป ซึ่งค�าเหล่านั้นเราจะเรียกว่า ค�าค้น (Keyword) หลักการท�างานของ Search Engines การท�างานของ Search engines บนเว็บไซต์ สามารถแบ่งขั้นตอนการท�างานออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ใช้โปรแกรมรวบรวมเอกสารเว็บ (Spider หรือ Web Robot) ท�าหน้าที่ส�ารวจเว็บไซต์ ต่าง ๆ แล้วดึงข้อมูลเหล่านั้นมาอัปเดตใส่ในรายการฐานข้อมูล ส่วนมาก Spider มักจะเข้าไป อัปเดตข้อมูลเป็นรายเดือน 2. จัดท�ารายการดรรชนี หรือฐานข้อมูล (Database) เป็นส่วนที่เก็บรายการเว็บไซต์ ฐานข้อมูลที่ดีควรจะมีขนาดใหญ ่เพียงพอที่จะรองรับการเจริญเติบโตของเว็บไซต์ในปัจจุบัน การออกแบบฐานข้อมูลที่ดีเป็นส่วนส�าคัญ เพราะถ้าฐานข้อมูลออกแบบมาท�างานช้า ก็จะท�าให้ การรอผลนั้นนานเกินไป และท�าให้ไม่ได้รับความนิยมในที่สุด 3. โปรแกรมค้นหา (Search Engine) มีหน้าที่รับค�าหรือข้อความต่าง ๆ ตามที่ผู้ใช้งาน ป้อนเข้ามา เพื่อใช้ค้นหาตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล จากนั้นจะรายงานผลเว็บไซต์ ที่ค้นพบให้กับผู้ใช้ การสืบค้นด้วยวิธีนี้นอกจากจะต้องมีระบบการสืบค้นข้อมูลที่รวดเร็วและมี ประสิทธิภาพแล้ว การกลั่นกรองผลเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ก็ส�าคัญเช่นกัน ประโยชน์ของ Search Engines 1. ใช้สืบค้นข้อมูลที่ต้องการสืบค้นได้อย่างสะดวก และง่ายดาย 2. มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง สามารถ ใช้งานได้ตลอดเวลา 3. ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้สืบค้นข้อมูล 4. รองรับการค้นหาได้หลายภาษา รวมทั้งภาษาไทย ภาพที่ 3.5 เสิร์ชเอนจิน ภาพที่ 3.6 ค้นหาข้อมูล 60 ต่าง ๆ แล้วดึงข้อมูลเหล่านั้นมาอัปเดตใส่ในรายการฐานข้อมูล ส่วนมาก 1 ขั้นสอน 6. ครูถามคําถามกระตุนความคิดกับนักเรียน วา การสืบคนขอมูลบนเว็บไซตมีลักษณะการ ทํางานอยางไร และสุมนักเรียนตอบคําถาม 7. ครูอธิบายการสืบคนขอมูลบนเว็บไซตวา เปน โปรแกรมคนหาขอมูลที่ออกแบบมาสําหรับใช คนหาขอมูลบนเว็บไซต ซึ่งสวนใหญจะคนหา ขอมูลโดยการกรอกขอมูลที่ตองการคนหา หรือคําคนหาลงไป การสืบคนขั้นสูง (Advanced Search) มีลักษณะอยางไร 1. การทราบถึงที่มาของการสืบคนขอมูล 2. การสืบคนขอมูลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น 3. การคนหาขอเท็จจริงในการสืบคนขอมูล 4. การนําเทคโนโลยีใหมเขามาใชงานในการสืบคนขอมูล (แนวตอบ การสืบคนขั้นสูง (Advanced Search) เปนการสืบคน ที่ซับซอนและเฉพาะเจาะจง ทําใหผูใชงานไดขอมูลที่ตรงกับความ ตองการมากที่สุด ดังนั้น ตอบขอ 2.) นักเรียนควรรู 1 อัปเดต คือ การเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขอมูลใหทันสมัยขึ้น โดยไม กระทบสวนใดสวนหนึ่ง เชน การอัปเดต Windows ผานทางออนไลน ซึ่งไมได เปนการเปลี่ยนแปลงเวอรชันหลักๆ ที่ใชอยูในปจจุบัน เพียงแตปรับปรุงในสวน ที่ไมสมบูรณใหกลับมาใชงานอยางมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นํา สอน สรุป ประเมิน T66


ขอสอบเนน การคิด การสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine จากเว็บไซต์ Google ขั้นตอนการสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine จากเว็บไซต์ Google 1. เปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.google.co.th/ ขึ้นมา ภาพที่ 3.7 เว็ปไซต์ Google 2. พิมพ์ค�าค้น (keyword) โดยพิมพ์ค�าว่า เทคโนโลยี ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง ภาพที่ 3.8 การพิมพ์ค�าค้น 3. กดที่ปุ่ม “ค้นหา” 4. ระบบจะท�าการค้นหาเว็บไซต์ที่ตรงกับค�าค้น (keyword) ที่ต้องการ และแสดงออกมา ในรูปแบบของลิงก์ข้อมูลพร้อมค�าอธิบายประกอบ ภาพที่ 3.9 การแสดงผลการค้นหา 61 การคนหาขอมูลบนอินเทอรเน็ตแตกตางจากการคนหาขอมูล ในหองสมุดอยางไร (วิเคราะหคําตอบ การคนหาขอมูลบนอินเทอรเน็ตทําใหเขาถึง ขอมูลไดงายและไดขอมูลที่ตองการอยางรวดเร็ว เพราะ อินเทอรเน็ตเปนแหลงขอมูลที่เก็บรวบรวมขอมูลจากหลายแหลง ไวรวมกัน ดังนั้น เมื่อตองการคนหาขอมูล การคนหาขอมูลจาก อินเทอรเน็ตจะทําใหไดขอมูลในปริมาณที่เพียงพอตอความ ตองการมากที่สุด) ขั้นสอน 8. ครูใหนักเรียนศึกษาขั้นตอนการสืบคนเว็บไซต ขอมูลดวย Search Engine จากเว็บไซต Google โดยใหนักเรียนทดลองสืบคนขอมูล ดวยการใชคําคนหาวา เทคโนโลยี ตามหนังสือ เรียน จากนั้นครูใหนักเรียนคนหาขอมูลเกี่ยว กับตนกําเนิดของคอมพิวเตอร นําขอมูลที่ คนหาไดสรุปลงในโปรแกรม Microsoft Word และใสแหลงอางอิงที่มาของขอมูลเพื่อใหเกิด ความนาเชื่อถือ ความรูเสริม วิธีการคนหาจากเว็บไซต Google ที่นาสนใจ ประกอบดวย 6 วิธี ดังนี้ 1. เมื่อตองการคนหาประโยคแบบเฉพาะเจาะจง ใหใสคําที่ตองการคนหาลงใน เครื่องหมายคําพูด (“.....”) 2. เมื่อไมตองการใหคําที่ไมตองการแสดงขึ้นมาดวย ใหใสเครื่องหมายลบ (-) ลงในชองคนหา 3. เมื่อตองการใหมีคํานี้ประกอบอยูดวยเสมอโดยจะอยูตรงไหนของประโยค ก็ได ใหใสเครื่องหมายบวก (+) ลงในชองคนหา 4. เมื่อตองการคนหาคําที่ใกลเคียงกันใหใสเครื่องหมายคลื่นนํ้า (~) 5. เมื่อตองการหาขอมูลตามชวงเวลาใหใสจุด 2 จุด เชน หนังสือดีป 61..63 6. เมื่อตองการกําหนดไฟลที่ตองการสืบคนใหใสนามสกุลไฟลตามประเภท ตางๆ ลงไปดวย นํา สอน สรุป ประเมิน T67


1. ด้านการศึกษา การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยครู ผู้สอนท�าหน้าที่เป็นผู้แนะน�า ช่วยเหลือ และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ด้วยตนเอง 2. ด้านสังคม สารสนเทศช่วยพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพส่วน บุคคลให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อีกทั้งช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิด การประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่น�ามาซึ่งความสะดวกสบายในการด�าเนินชีวิต 3. ด้านเศรษฐกิจ สารสนเทศมีความส�าคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เรียกว่า เศรษฐกิจบนฐานความรู้ หน่วยงานหรือผู้ประกอบการธุรกิจให้ความส�าคัญกับเรื่องของ “การจัดการความรู้” เพื่อรักษาองค์ความรู้ขององค์กรไว้ 4. ด้านวัฒนธรรม สารสนเทศเป็นรากฐานที่จ�าเป็นส�าหรับความก้าวหน้าของอารยธรรม สารสนเทศช่วยสืบทอดค่านิยม ทัศนคติ ศิลปะ และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อันดี งามของชาติ ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ความสามัคคี และความมั่นคงในชาติ Com Sci Focus ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑޢͧÊÒÃʹà·È 1.3  สารสนเทศเบื้องต้น สารสนเทศ (information) คือ การน�าข้อมูลมาผ่าน ระบบการประมวลผล ค�านวณ วิเคราะห์ และแปลความหมาย ออกมาเป็นข้อความที่สามารถน�าไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้มากมาย ท�าให้ค�าว่าสารสนเทศมีความหมายที่กว้างและ หลากหลาย ทั้งความหมายในเชิงเทคนิคและความหมายของ สารสนเทศในชีวิตประจ�าวัน เช่น สารสนเทศที่เป็นความรู้จาก เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จากโทรศัพท์มือถือ สารสนเทศระบบ สื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ เช่น การฝาก การถอนเงินผ่าน เครื่อง ATM การจองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น ระบบสารสนเทศ (Information System : IS) คือ ระบบที่อาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาจัดการกับข้อมูลใน องค์กร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย บุคลากร ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่ายการสื่อสาร และทรัพยากรด้านข้อมูลส�าหรับจัดเก็บ รวบรวม ปรับเปลี่ยน และเผยแพร่สารสนเทศเพื่อการน�ามาใช้ประโยชน์ในองค์กร in Real Life Com Sci Com Sci o_O ใน การท�างาน ด้ ว ย เครื่องคอมพิวเตอร์ ถึงแม้ จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี ประสิทธิภาพดีแล้วยังต้อง มีชุดค�าสั่ง (software) ที่จะ ควบคุมการท�างานของเครื่อง อีกด้วย การท�างานโดยวิธีการ จัดแฟ้มซึ่งเรียกวิธีนี้ว่า ระบบ การจัดการกระท�าแฟ้มข้อมูล ทั้งนี้ อาจใช้โปรแกรม ส�าเร็จซึ่งท�าหน้าที่ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลให้เป็นระเบียบ ง่ายต่อการใช้งาน และช่วย ท�าให้ผู้ใช้ประมวลผลข้อมูล ต่าง ๆ ตามความต้องการได้ อย่างรวดเร็ว โปรแกรมเหล่านี้ จะใช้ระบบการจัดการฐาน ข้อมูล หรือที่เรียกว่า ดีบีเอ็ม เอส (Data Base Management System : DBMS) 62 กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 9. ครูถามคําถามเพื่อกระตุนความคิดวา การ ฝาก-ถอนเงินจากธนาคาร ระเบียนสะสม การจองโรงแรม คะแนนสอบวิชาคอมพิวเตอร จากขอความที่กําหนดใหขางตน ขอใดเปน สารสนเทศ และขอใดเปนขอมูล พรอม อธิบายเหตุผลประกอบ 10. ครูอธิบายคําวา สารสนเทศ ใหนักเรียนฟงวา เปนการนําขอมูลมาผานระบบการประมวลผล คํานวณ วิเคราะห และแปลความหมายออก มาเปนขอความที่สามารถนําไปใชประโยชน ในดานตางๆ จากนั้นครูอธิบายความรูเพิ่มเติม เกี่ยวกับความสําคัญของสารสนเทศทางดาน การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ใหนักเรียนฟง ใหนักเรียนสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเกี่ยวกับสารสนเทศที่ พบในชีวิตประจําวัน จากนั้นคัดเลือกประเด็นที่นักเรียนสนใจขึ้นมา 1 ประเด็น แลวรวบรวมขอมูลใหครบถวน พรอมนําเสนอตาม รูปแบบที่นักเรียนคิดวานาสนใจอยางอิสระ โดยครูคอยใหคํา แนะนําเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เกร็ดแนะครู ครูทบทวนความรูเดิมของนักเรียนเกี่ยวกับสารสนเทศเบื้องตน พรอมยก ตัวอยางการนําระบบสารสนเทศเขามาใชประโยชนในชีวิตประจําวันในดานตางๆ ไมวาจะเปนดานการศึกษา ดานสังคม ดานเศรษฐกิจ หรือดานวัฒนธรรม เพื่อให นักเรียนไดตระหนักถึงความสําคัญและประโยชนของสารสนเทศมากขึ้น นํา สอน สรุป ประเมิน T68


ขอสอบเนน การคิด 1.4  ลักษณะของสารสนเทศที่ดี การได้มาซึ่งสารสนเทศที่ดีถูกต้องและเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือตามความต้องการของ ผู้ใช้งานนั้น ข้อมูลที่น�ามาเพื่อให้ได้สารสนเทศนั้นควรมีคุณลักษณะ ดังนี้ 1. มีความถูกต้อง แม่นย�า (accuracy) สารสนเทศที่ดีจะต้องตรงกับความเป็นจริง และ เชื่อถือได้ สารสนเทศบางอย่างมีความส�าคัญ หากไม่ตรงกับความเป็นจริงแล้ว อาจส่งผลให้เกิด ความเสียหายได้สารสนเทศที่ถูกต้องแม่นย�าจะต้องเกิดจากการป้อนข้อมูล รวมถึงโปรแกรมที่ ประมวลผลจะต้องถูกต้อง 2. ทันต่อเวลา (timeline) สารสนเทศที่ดีต้องทันต่อการใช้งาน กล่าวคือ ข้อมูลที่ป้อนให้ กับเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องมีความเป็นปัจจุบันทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อการน�าไปใช้ประโยชน์ได้ จริง ตัวอย่างเช่น ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ปกครองนักเรียนจะต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัย หากหมายเลขโทรศัพท์ล้าสมัยก็จะไม่สามารถติดต่อกับผู้ปกครองได้หากเกิดกรณีฉุกเฉิน 3. มีความสมบูรณ์ครบถ้วน (complete) สารสนเทศที่ดีจะต้องมีความครบถ้วนสารสนเทศ ที่มีความครบถ้วนเกิดจากการเก็บข้อมูลได้ครบ หากเก็บข้อมูลเพียงบางส่วนก็จะไม่สามารถใช้ ประโยชน์จากสารสนเทศได้เต็มประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่นข้อมูลนักเรียนจะต้องมีการเก็บรวบรวม รายละเอียดเกี่ยวกับนักเรียนให้ได้มากที่สุด เช่น ชื่อ อายุ ที่อยู่ ชื่อผู้ปกครอง หมายเลขโทรศัพท์ คะแนนที่ได้รับในแต่ละวิชา เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ครูสามารถน�าข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ 4. มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ (relevancy) สารสนเทศจะต้องสอดคล้องกับ ความต้องการของผู้ใช้กล่าวคือ การเก็บข้อมูลต้องมีการสอบถามการใช้งานของผู้ใช้ว่าต้องการ ในเรื่องใดบ้าง จึงสามารถสรุปสารสนเทศได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น หากต้องการเก็บข้อมูลของนักเรียนก็ต้องถามครูว่าต้องการเก็บข้อมูลใดบ้าง เพื่อให้ครูสามารถ ใช้ประโยชน์ได้จริง 5. สามารถพิสูจน์ได้ (verifiable) สารสนเทศที่ดีจะต้องตรวจสอบที่มาได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ใช้ ตรวจสอบความถูกต้องของสารสนเทศได้ ภาพที่ 3.10 การเชื่อมต่อสารสนเทศ ภาพที่ 3.11 การจัดเก็บสารสนเทศ 63 สารสนเทศมีลักษณะตรงตามขอใด 1. การแสดงผลผานจอภาพ 2. พิมพขอความผานแปนพิมพ 3. แผนภูมิแสดงจํานวนนักเรียนที่มาสาย 4. การประมวลผลโดยใชเครื่องคอมพิวเตอร (วิเคราะหคําตอบ สารสนเทศเปนการนําขอมูลมาผานระบบ ประมวลผล คํานวณ วิเคราะห หรือแปลความหมาย ทําใหเกิด สารสนเทศที่มีคุณภาพ แลวจึงนําสารสนเทศนั้นไปใชประโยชนใน ดานตางๆ ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน 11. ครูอธิบายลักษณะของสารสนเทศที่ดีใหฟงวา ควรมีลักษณะ ดังนี้ สารสนเทศควรมีความ ถูกตอง แมนยํา และเชื่อถือได สารสนเทศที่ดี ตองทันตอการใชงาน มีความครบถวนสมบูรณ ของขอมูลนั้น มีความสอดคลองกับความ ตองการของผูใชงาน และจําเปนตองสามารถ ตรวจสอบที่มาและความถูกตองได จากนั้น ใหนักเรียนตอบคําถามวา ระบบสารสนเทศคือ อะไร มีลักษณะการทํางานอยางไร เกร็ดแนะครู ครูควรเนนยํ้าถึงลักษณะของสารสนเทศที่ดี พรอมยกตัวอยางประกอบเพื่อ เปรียบเทียบสารสนเทศแตละแบบเพื่อใหนักเรียนไดเห็นถึงความแตกตางของ สารสนเทศ และพิจารณาใหสารสนเทศมีลักษณะของสารสนเทศที่ดีกอนที่จะ นําไปใชงาน นํา สอน สรุป ประเมิน T69


1.5  ระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ (Information System : IS) คือ ระบบที่สามารถจัดการข้อมูลตั้งแต่การ รวบรวมและตรวจสอบข้อมูล การประมวลผลข้อมูล รวมถึงการดูแลรักษาข้อมูล ได้แก่ การจัดเก็บ ข้อมูล การท�าส�าเนาข้อมูล การปรับปรุงข้อมูล ตลอดจนการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้ได้สารสนเทศ ที่ถูกต้องและทันต่อความต้องการใช้งานของผู้ใช้ ผู้ใช้สามารถน�าสารสนเทศที่ได้ไปประกอบการ ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบในที่นี้อาจใช้มนุษย์จัดการข้อมูลหรือใช้คอมพิวเตอร์ ในการจัดการข้อมูลก็ได้ แต่ปัจจุบันนิยมใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการข้อมูล เราอาจเรียกระบบ สารสนเทศนี้ว่า (Computer-based Information System : CBIS) ค�าว่า “ระบบ” จะประกอบด้วย องค์ประกอบหลายองค์ประกอบ จึงท�าให้ได้สารสนเทศที่ถูกต้องรวดเร็ว ส�าหรับองค์ประกอบของ ระบบสารสนเทศที่ส�าคัญ มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูลและ สารสนเทศ บุคลากร กระบวนการท�างาน ภาพที่ 3.12 ระบบสารสนเทศ 1. ฮาร์ดแวร์ (hardware) คือ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง หรือส่วนที่ประกอบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข เป็นต้น 2. ซอฟต์แวร์ (software) คือ ชุดค�าสั่ง หรือเรียกให้เข้าใจง่ายว่า โปรแกรมที่สามารถสั่ง การให้คอมพิวเตอร์ท�างานในลักษณะที่ต้องการภายใต้ขอบเขตความสามารถที่เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมนั้น ๆ สามารถท�าได้ ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1) ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) เป็นโปรแกรมที่ท�าหน้าที่ติดต่อกับฮาร์ดแวร์ และเครื่องมือส�าหรับให้ผู้ใช้ท�างานพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบที่นิยมใช้ ในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ และโปรแกรมแปลค�าสั่งภาษา เป็นต้น 2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software) เป็นโปรแกรมที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ ท�างานต่าง ๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ดังนั้น การเขียนซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่อให้รองรับการท�างาน ตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการ ท�าให้มีการประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างกว้างขวาง ซอฟต์แวร์ประยุกต์มี 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ส�าหรับงานเฉพาะด้าน และซอฟต์แวร์ส�าหรับ งานทั่วไป 64 ขั้นสอน 12. ครูอธิบายระบบสารสนเทศใหนักเรียนฟงวา เปนระบบที่สามารถจัดการขอมูลตั้งแตการ รวบรวมและตรวจสอบขอมูล การประมวลผล ขอมูล รวมถึงการดูแลรักษาขอมูล ไดแก การ จัดเก็บขอมูล การทําสําเนาขอมูล การปรับปรุง ขอมูล ตลอดจนการสื่อสารขอมูล เพื่อใหได สารสนเทศที่ถูกตองและทันตอความตองการ ใชของผูใชงาน จากนั้นครูถามคําถามกับ นักเรียนวา องคประกอบของระบบสารสนเทศ มีกี่ประเภท อะไรบาง ความรูเสริม เปาหมายของระบบสารสนเทศ มีดังนี้ 1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน (Increase Work Efficiency) 2. เพิ่มผลผลิตใหแกองคกร (Increase Productivity) 3. เพิ่มคุณภาพในการบริการลูกคา (Increase Service Quality) 4. สามารถนําสารสนเทศมาวิเคราะห เพื่อหากลยุทธในการแขงขันทาง ธุรกิจได (Strategic Plan) 5. สามารถประเมิน/คาดเดาสถานการณที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได (Forecast/Project) 6. ทําใหลูกคาเกิดความพอใจในการใหบริการ (Increase Customer’s Satisfaction) กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเกี่ยวกับองคประกอบ ของระบบสารสนเทศ จากนั้นเขียนแผนผังความคิด (Mind map) ลงในกระดาษที่ครูแจกพรอมตกแตงใหสวยงาม และ จัดเตรียมขอมูลเพื่อนําเสนอตามรูปแบบที่นักเรียนคิดวานาสนใจ อยางอิสระ โดยครูคอยใหขอเสนอแนะกับนักเรียนตามความ เหมาะสม นํา สอน สรุป ประเมิน T70


ขอสอบเนน การคิด 3. บุคลากร (peopleware) คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ ซึ่งจะต้องมีความรู้ ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ตามหน้าที่และความรับผิดชอบ บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์มีหลาย ระบบ ดังนี้ 1) ระดับผู้ใช้งาน (user) เป็นผู้น�าสารสนเทศที่ได้จากระบบสารสนเทศไปใช้งาน 2) ระดับผู้พัฒนาระบบ (system analyst) เป็นผู้พัฒนาระบบสารสนเทศ ได้แก่ นักวิเคราะห์ระบบ ท�าหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบสารสนเทศที่เหมาะสมกับหน่วยงาน และนักเขียนโปรแกรม ท�าหน้าที่เขียนค�าสั่งด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ระบบสารสนเทศท�างาน 4. ข้อมูล (data) คือ ข้อเท็จจริงที่อาจอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือ แสง สี เสียง สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ภาพ วัตถุ หรือหลาย ๆ อย่างผสมผสานกัน ซึ่งข้อมูลที่ดีจะต้อง ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ 5. กระบวนการ (process) คือ ขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานในระบบ สารสนเทศ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ กระบวนการท�างานจะอยู่ในรูปแบบของคู่มือการใช้งาน ส�าหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ดังนั้น คู่มือจะต้องอธิบายการใช้งานระบบอย่างละเอียดและเป็นภาษา ที่เข้าใจง่าย องค์ประกอบของระบบสารสนเทศต้องท�างานสัมพันธ์กัน ซึ่งจะขาดองค์ประกอบใด องค์ประกอบหนึ่งไม่ได้ เพื่อให้เกิดการประมวลผล และได้สารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ ภาพที่ 3.13 น�าเสนอสารสนเทศ ภาพที่ 3.14 โลกดิจิทัล การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการเงินและการพาณิชย์ จะใช้เทคโนโลยี สารสนเทศในรูปแบบของเครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติ เพื่ออ�านวยความสะดวกในการฝาก ถอน โอนเงิน และน�าคอมพิวเตอร์ระบบออนไลน์และออฟไลน์เข้ามาช่วยในการท�างาน ประจ�าวันของธนาคารด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลของธนาคารต่างสาขา ต่างธนาคาร ท�าให้ ผู้ใช้บริการสามารถเบิก ถอน โอนเงิน และช�าระเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้สะดวก Com Sci Focus à·¤â¹âÅÂÕÊÒÃʹà·È㹪ÕÇÔµ»ÃШíÒÇѹ 65 การศึกษาทางไกลผานดาวเทียมใชประโยชนจากเทคโนโลยี สารสนเทศในดานใดมากที่สุด 1. การแสดงผล 2. การประมวลผล 3. การสื่อสารและเครือขาย 4. การบันทึกและจัดเก็บขอมูล (วิเคราะหคําตอบ การศึกษาทางไกลผานดาวเทียม เปนการ ถายทอดกระบวนการเรียนรูของครูผูสอนจากชั้นเรียนในโรงเรียน ตนทาง สงตรงไปยังชั้นเรียนตางๆ ในพื้นที่ชนบทและหางไกล ความเจริญเปนโรงเรียนปลายทาง และดําเนินกิจกรรมการสอน ดวยครูคนเดียวกัน เวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้น การสื่อสารและ เครือขายจึงนํามาใชประโยชนตอการศึกษาทางไกลผานดาวเทียม ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน 13. ครูอธิบายองคประกอบของระบบสารสนเทศทั้ง 5 องคประกอบ ดังนี้ 1) ฮารดแวร เปนอุปกรณที่เกี่ยวของหรือสวนที่ ประกอบเปนเครื่องคอมพิวเตอร 2) ซอฟตแวร เปนชุดคําสั่งหรือโปรแกรมที่ สามารถสั่งการใหคอมพิวเตอรทํางานใน ลักษณะที่ตองการ 3) บุคลากร เปนบุคคลที่เกี่ยวของกับระบบ สารสนเทศ ซึ่งจะตองมีความรูในการใชงาน คอมพิวเตอร 4) ขอมูล เปนขอเท็จจริงที่อาจอยูในรูปแบบ ตางๆ เชน ตัวหนังสือ แสง สี เสียง 5) กระบวนการ เปนขั้นตอนกระบวนการตางๆ ในการปฏิบัติงานในระบบสารสนเทศ เพื่อ ใหไดสารสนเทศที่ตองการ เกร็ดแนะครู ครูควรเนนยํ้าถึงองคประกอบของระบบสารสนเทศทั้ง 5 องคประกอบ ไมวา จะเปนฮารดแวร ซอฟตแวร ขอมูลและสารสนเทศ บุคลากร และกระบวนการ ทํางาน รวมถึงความสัมพันธขององคประกอบเพื่อใหผูเรียนไดตระหนักถึงความ สําคัญของระบบสารสนเทศ นํา สอน สรุป ประเมิน T71


1.6 การจัดการขอมูลและสารสนเทศ ประกอบดวยขั้นตอนหลักในการทํางานหลายสวน เปนไปตามวัฏจักรการประมวลผล สารสนเทศ (information processing cycle) โดยมีการใชเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอรเขามาดวย แบงออกเปนขั้นตอน ดังนี้ การจัดการขอมูลและสารสนเทศ การนําเขาขอมูล (input) กระบวนการ (process) การแสดงผล (output) การเก็บรักษาขอมูล (storage) ภาพที่ 3.15 การจัดการขอมูลและสารสนเทศ 1. การนําเขาขอมูล ประกอบดวยขั้นตอนการรวบรวม การตรวจสอบ และการเตรียมขอมูล ใหถูกตอง สมบูรณ และเหมาะสม การนําเขาขอมูลประกอบดวย 1) การรวบรวมขอมูล เปนการรวบรวมขอมูลจากแหลงกําเนิดขอมูลโดยใชวิธีสังเกต หรือสอบถาม เชน ขอมูลคะแนนสอบจากสมุดประจําตัวนักเรียน ใบฝากหรือถอนเงิน ขอมูลจาก การอานบารโคดของสินคา เปนตน 2) การตรวจสอบขอมูล เมื่อมีการรวบรวมขอมูลแลว จําเปนตองมีการตรวจสอบขอมูล เพื่อความถูกตอง ขอมูลที่เก็บเขาระบบตองมีความนาเชื่อถือ 3) การเตรียมขอมูล ขอมูลที่มีการรวบรวมมานั้นอาจมีหลายรูปแบบ ทําใหการนําไป ประมวลผลอาจเกิดความผิดพลาดได ดังนั้น จึงควรมีการเตรียมขอมูลใหอยูในรูปแบบเดียวกันเพื่อ ความสะดวกในการประมวลผลและใหไดผลลัพธที่ถูกตอง 66 การอานบารโคดของสินคา เปนตน 1 กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 14. ครูใหนักเรียนพิจารณาภาพการจัดการขอมูล และสารสนเทศและอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการ ทํางาน โดยมีขั้นตอน ดังนี้ การนําเขาขอมูล จะประกอบไปดวยขั้นตอนการรวบรวมขอมูล การตรวจสอบ และการเตรียมขอมูลใหถูกตอง สมบูรณ และเหมาะสม จากนั้นครูถามคําถาม กับนักเรียนวา การรวบรวม การตรวจสอบ ขอมูล และการเตรียมขอมูลมีลักษณะอยางไร นักเรียนควรรู 1 บารโคด คือ รหัสแทงที่ประกอบดวยเสนตรงสีดําที่มีขนาดแตกตางกัน วาง ขนานกันในแนวตั้ง มองดูเปนแทง เมื่อพิมพติดไวที่ใดก็จะบอกรายละเอียดของ สิ่งนั้นเมื่อมีเครื่องอานบารโคด เกร็ดแนะครู ครูควรเนนยํ้ากับนักเรียนเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดการขอมูลและสารสนเทศทั้ง 4 ขั้นตอน คือ การนําเขาขอมูล การประมวลผลขอมูล การเก็บรักษาขอมูล และการ แสดงผล พรอมยกตัวอยางการจัดการขอมูลและสารสนเทศที่พบในชีวิตประจําวัน ของนักเรียน เพื่อใหนักเรียนไดเขาใจและตระหนักถึงประโยชนของการ จัดการขอมูลและสารสนเทศ ครูใหนักเรียนแตละคนคิดคนหัวขอที่ตนเองสนใจคนละ 1 หัวขอ จากนั้นใหนักเรียนวิเคราะหตามขั้นตอนการจัดการขอมูล และสารสนเทศทั้ง 4 ขั้นตอน พรอมถายทอดขอมูลออกมาใหมี ความนาสนใจ โดยครูคอยใหคําแนะนํานักเรียนอยางใกลชิด และ สุมนักเรียนออกมานําเสนอบริเวณหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T72


ขอสอบเนน การคิด 2. การประมวลผลข้อมูล คือ การด�าเนินการต ่าง ๆ กับข้อมูลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มี ความหมายและมีประโยชน์ต่อการน�าไปใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ข้อมูล เรียกว่า สารสนเทศ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของแบบฟอร์มหรือรายงานที่สะดวกต่อการน�าไปใช้ 3. การเก็บรักษาข้อมูล คือ การเก็บบันทึกผลลัพธ์บางส่วนที่ยังไม่ต้องการน�าไปใช้งาน ในขณะนั้นลงสู่สื่อบันทึกข้อมูล ตลอดจนปรับปรุงข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ การเก็บรักษา ข้อมูลที่ดีจะต้องค�านึงถึงวิธีการน�าข้อมูลที่เก็บรักษามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การเก็บรักษาข้อมูล มีดังนี้ 1) การจัดเก็บข้อมูล ข้อมูลที่จะมีการส�ารวจ รวบรวม หรือประมวลผลให้ เป็นสารสนเทศ จ�าเป็นต้อง ด�าเนินการจัดเก็บไว้เพื่อใช้ ในภายหลังการจัดเก็บสมัย ใหม่มักเปลี่ยนข้อมูลให้อยู่ ในรูปแบบที่สามารถจัดเก็บ ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์แผ่นซีดีแผ่นดีวีดี หน ่วยความจ�าแบบแฟลช โดยจัดเก็บอยู ่ในรูปแบบ เช่น ไฟล์งาน ฐานข้อมูล เป็นต้น 2) การส�าเนาข้อมูล การจัดท�าส�าเนาข้อมูล จากชุดเดิมเพื่อป้องกัน การสูญหายหรือเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูล และเมื่อมีข้อมูลที่จัดเก็บ ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ การท�าส�าเนาจะท�าได้ง่าย และท�าได้เป็นจ�านวนมาก อุปกรณ์ที่ใช้ท�าส�าเนา เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องถ ่าย เอกสาร สื่อบันทึก เช่น แผ่นบันทึก แผ่นซีดีแผ่น ดีวีดี 3) การปรับปรุงข้อมูล การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ข้อมูลให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับเหตุการณ์ และเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การเปลี่ยนที่อยู ่หรือ หมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้า การเปลี่ยนอัตราที่ใช้ค�านวณ ดอกเบี้ยหรือภาษีส�าหรับเงิน ฝากประจ�า 4. การแสดงผล คือ การจัดรูปแบบของสารสนเทศที่เป็นผลลัพธ์จากการประมวลผล ให้อยู่ในรูปแบบของรายงาน ตาราง แบบฟอร์ม แผนภูมิ ฯลฯ เพื่อให้สะดวกในการศึกษา ง่าย ต่อการท�าความเข้าใจ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของปัญหาการแสดงผลลัพธ์มีทั้งที่เป็น ข้อความ ภาพ เสียง วีดิทัศน์ เป็นต้น ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการแสดงผลลัพธ์ เช่น การไฟฟ้าใช้เครื่องพิมพ์แสดงค่าไฟฟ้าประจ�าเดือน ห้างสรรพสินค้าใช้เครื่องพิมพ์แสดงรายการ และราคาสินค้า 67 การกระทําของบุคคลใดเกี่ยวของกับการประมวลผลขอมูล 1. นิดเเสดงภาพเคลื่อนไหวบนหนาจอ 2. นุนจัดเก็บขอมูลไวที่หนวยความจํารอง 3. แนนใชกราฟเเสดงยอดขายสินคาประจําวัน 4. หนอยกําลังเรียงลําดับชื่อนักเรียนตามตัวอักษร (วิเคราะหคําตอบ การประมวลผลขอมูล เปนการดําเนินการกับ ขอมูล เพื่อใหไดผลลัพธที่มีความหมายและมีประโยชนตอการใช งานมากยิ่งขึ้น เรียกวา สารสนเทศ กราฟแสดงยอดขายเกิดจาก ขอมูลที่ถูกนําไปประมวลผลเปนสารสนเทศเพื่อนํามาใชในการ นําเสนอ ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน 15. ครูถามคําถามกับนักเรียนวา การเก็บรักษา ขอมูลมีอะไรบาง จากนั้นสุมนักเรียนตอบ คําถามนี้ 16. ครูอธิบายการประมวลผลขอมูลวา เปนการ ดําเนินการตางๆ กับขอมูลเพื่อใหไดผลลัพธที่ มีความหมายและมีประโยชนตอการนําไปใช งานมากยิ่งขึ้น การเก็บรักษาขอมูลเปนการเก็บ บันทึกผลลัพธบางสวนที่ยังไมตองการนําไปใช งานในขณะนั้นลงสูสื่อบันทึกขอมูล และอธิบาย เกี่ยวกับการแสดงผลวา เปนการจัดรูปแบบของ สารสนเทศที่เปนผลลัพธจากการประมวลผล ใหอยูในรูปแบบของรายงาน ตาราง แบบฟอรม เพื่อใหสะดวกในการศึกษา เกร็ดแนะครู ครูควรยกตัวอยางการเก็บรักษาขอมูลที่พบในชีวิตประจําวันของนักเรียน เพื่อใหนักเรียนเห็นขั้นตอนการเก็บรักษาขอมูลทั้ง 3 ขั้นตอน ไดแก การจัดเก็บ ขอมูล การสําเนาขอมูล และการปรับปรุงขอมูล โดยการเก็บรักษาขอมูลที่ดีจะ ตองคํานึงถึงวิธีการนําขอมูลที่เก็บรักษามาใชอยางมีประสิทธิภาพ นํา สอน สรุป ประเมิน T73


กรณีศึกษา การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ เรื่อง ค่าดัชนีมวลกายของคนในท้องถิ่น ขั้นที่ 1 การน�าเข้าข้อมูล การรวบรวมข้อมูล ท�ำกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ของคนในท้องถิ่นโดย กำรตอบแบบสอบถำมที่ ประกอบด้วย ชื่อ เพศ อำยุ น�้ำหนัก และส่วนสูง การตรวจสอบข้อมูล ท�ำกำรตรวจสอบข้อมูล ชื่อ เพศ อำยุ น�้ำหนัก และ ส่วนสูง ว่ำครบหรือไม่ และ ข้อมูลถูกต้องหรือไม่ การเตรียมข้อมูล เตรียมข้อมูลโดยน�ำข้อมูล เข้ำสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรม และจัดเตรียม ข้อมูล Microsoft excel น�้ำหนักหน่วยเป็นกิโลกรัม ส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร เพื่อ น�ำไปค�ำนวณค่ำดัชนีมวลกำย ขั้นที่ 2 การประมวลข้อมูล 1) กำรจัดกลุ่มหรือจ�ำแนกประเภท : มีกำรจัดกลุ่มแยกเป็น 2 กลุ่ม ชำยและหญิง กลุ่มช่วงอำยุ 4 กลุ่ม 0-6 ปี 7-18 ปี 19-60 ปี และตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 2) กำรเรียงล�ำดับข้อมูล : มีกำรจัดเรียงล�ำดับข้อมูลตำมอำยุ เพื่อให้เกิดควำมสะดวก ในกำรจัดกลุ่มช่วงอำยุเพื่อสรุปผล 3) กำรค�ำนวณ : มีกำรค�ำนวณค่ำดัชนีมวลกำยจำกสูตรกำรค�ำนวณ ค่ำดัชนีมวลกำย = น�้ำหนัก (กก.) / [ส่วนสูง (ซม.)] 2 4) กำรค้นคืน : มีกำรเรียกใช้ข้อมูลที่สนใจ แยกตำมเพศ ตำมช่วงอำยุ 5) กำรสรุป : มีกำรสรุปแยกกลุ่มเพื่อประมวลผลของค่ำดัชนีมวลกำย โดยค่ำดัชนีมวลกำย ที่ค�ำนวณได้ ดังนี้ ค่ำดัชนีมวลกำย น้อยกว่ำ 18.5 ผอมเกินไป ค่ำดัชนีมวลกำย อยู่ระหว่ำง 18.5-22.9 อยู่ในเกณฑ์เหมำะสม น�้ำหนักตัวปกติ ค่ำดัชนีมวลกำย อยู่ระหว่ำง 23-24.9 น�้ำหนักเกิน แต่ยังไม่เรียกว่ำอ้วน ค่ำดัชนีมวลกำย อยู่ระหว่ำง 25-29.9 เริ่มอ้วน ค่ำดัชนีมวลกำย มำกกว่ำ 29.9 อ้วนเกินไป เสี่ยงที่จะเกิดโรคที่มำจำก ควำมอ้วน 68 การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ เรื่อง ค่าดัชนีมวลกายของคนในท้องถิ่น 1 ขั้นสอน 17. ใหนักเรียนรวบรวมขอมูลกีฬาที่ชอบ 3 อันดับ แรกจากเพื่อน 12 คน โดยใชขั้นตอนการ จัดการขอมูลและสารสนเทศ แลวบันทึกลง ในสมุดประจําตัว นํามาสงในชั่วโมงถัดไป กิจกรรม 21st Century Skills 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมคิดคนหัวขอที่นาสนใจ กลุมละ 1 หัวขอ 3. จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันวางแผนและจัดการขอมูล และสารสนเทศตามขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การนําเขาขอมูล ขั้นที่ 2 การประมวลขอมูล ขั้นที่ 3 การเก็บรักษาขอมูล ขั้นที่ 4 การแสดงผล 4. สมาชิกภายในกลุมรวมกันจัดเตรียมขอมูลเพื่อนํามาเสนอตาม รูปแบบที่นักเรียนคิดวานาสนใจอยางอิสระ 5. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน 6. นักเรียนภายในชั้นเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูล นักเรียนควรรู 1 คาดัชนีมวลกาย คือ คาอัตราสวนระหวางนํ้าหนักตอสวนสูงที่ใชบงบอก วาอวนหรือผอมในผูใหญตั้งแตอายุ 20 ปขึ้นไป เพื่อดูอัตราการเสี่ยงตอการ เกิดโรคตางๆ ถาคาดัชนีมวลกายมากเกินไปจะทําใหเปนโรคอวน และทําใหเกิด ภาวะเสี่ยงตอโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด แตในขณะ เดียวกันผูที่ผอมเกินไปก็จะทําใหเสี่ยงตอการติดเชื้อไดงาย สงผลใหประสิทธิภาพ การทํางานของรางกายลดลง ดังนั้น ควรรักษาระดับนํ้าหนักใหอยูในเกณฑปกติ นํา สอน สรุป ประเมิน T74


ขั้นที่ 3 การเก็บรักษาข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลอยู ่ในรูป ของไฟล์งานในฮาร์ดดิสก์ และมีการพิมพ์ใส่กระดาษ การส�าเนาข้อมูล มีการส�าเนาไฟล์งานลงใน แผ่นดีวีดี หน่วยความจ�าแบบ แฟลชไดร์ฟ การปรับปรุงข้อมูล มีการปรับปรุงข้อมูลทุกเดือน โดยการจัดเก็บข้อมูลใหม่ และ น�ามาเปรียบเทียบข้อมูลเดิม เพื่อดูพัฒนาการของคนใน ท้องถิ่นที่มีการเปลี่ยนแปลง ขั้นที่ 4 การแสดงผล มีการแสดงผลในรูปของรายงาน ดังนี้ แสดงผลในรูปแบบของตารางเพื่อให้เห็นข้อมูลทั้งหมด • แสดงผลในรูปของกราฟแท่ง เพื่อให้เห็นการเปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกายของกลุ่มคน ในท้องถิ่นแยกตามเพศ และช่วงอายุ • แสดงผลในรูปของกราฟเส้น เพื่อให้เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีมวลกาย ของกลุ่มคนในท้องถิ่นในแต่ละเดือน ค่าดัชนีมวลกายในประชากรไทยจ�าแนกตามกลุ่มอายุและเพศ 30 25 20 15 10 5 0 0-6 ปี 7-18 ปี 19-60 ปี มากกว่า 60 ปี กลุ่มช่วงอายุ (ปี) เพศชาย เพศญิง ภาพที่ 3.16 ตัวอย่างการแสดงผลในรูปของกราฟแท่ง 69 แฟลชไดร์ฟ 1 ขั้นสอน 18. ครูอธิบายขั้นการเก็บรักษาขอมูล ขั้นการแสดง ผลกับนักเรียน และใหนักเรียนอธิบายกราฟคา ดัชนีมวลกายในประชากรไทย จําแนกตามกลุม อายุและเพศ จากนั้นครูสรุปความรูที่ไดจาก การศึกษากรณีตัวอยางนี้ 19. ครูถามคําถามกับนักเรียนวา การจัดการขอมูล และสารสนเทศมีความสําคัญอยางไรบางกับ การทํางานในอาชีพตางๆ นักเรียนควรรู 1 แฟลชไดรฟ คือ อุปกรณคอมพิวเตอรที่ใชสําหรับเก็บขอมูล มีขนาดเล็ก นํ้าหนักเบา และพกพางาย สามารถเขียนขอมูลและลบขอมูลไดไมจํากัดจํานวน ครั้ง ใชเสียบเขากับ USB พอรตของเครื่องคอมพิวเตอรเพื่อถายโอนขอมูลจาก คอมพิวเตอรเครื่องหนึ่งไปยังคอมพิวเตอรอีกเครื่องหนึ่ง กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ แสดงผลขอมูล เพื่อศึกษารูปแบบการแสดงผลขอมูลที่หลากหลาย เชน การแสดงผลในรูปแบบตาราง แผนภูมิ แผนที่ กราฟ จากนั้น ใหนักเรียนหาหัวขอที่ตนเองสนใจพรอมเลือกวิธีการแสดงผลขอมูล ที่เหมาะสม และออกมานําเสนอบริเวณหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T75


ขอสอบเนนการคิด 2    การประมวลผลข้อมูล สารสนเทศ ในปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจต้องอาศัยข้อมูล เป็นหลัก จึงมีการน�าเทคโนโลยีมาช ่วยจัดการข้อมูล อย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการแข่งขันการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ การใช้ข้อมูลใน การตัดสินใจลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ข้อมูลเป็นหัวใจของการด�าเนินงานเป็นแหล่งความรู้ ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ บริษัทหรือองค์กรจึงด�าเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้ได้มา ซึ่งข้อมูล และปกป้องดูแลข้อมูลของตนเป็นอย่างดี 2.1  การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ   การท�าข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้งาน จ�าเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี เข้ามาช่วยในการด�าเนินการ เริ่มตั้งแต่การรวบรวม การตรวจสอบ การด�าเนินการประมวลผลข้อมูล ให้กลายเป็นสารสนเทศ และการดูแลรักษาสารสนเทศเพื่อการใช้งานควรประกอบด้วย 1. การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นเรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งมีจ�านวนมาก และต้อง เก็บให้ได้อย่างทันเวลา เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนเรียนของนักเรียน ข้อมูลประวัติบุคลากร ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช ่วยในการจัดเก็บอยู ่เป็นจ�านวนมาก เช ่น การป้อนข้อมูลเข้าเครื่อง คอมพิวเตอร์การอ่านข้อมูลจากรหัสแท่ง การตรวจใบลงทะเบียนที่มีการฝนดินสอด�าในต�าแหน่ง ต่าง ๆ เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 2. การตรวจสอบข้อมูล เมื่อมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจ�าเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูล เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ข้อมูลที่เก็บเข้าในระบบจะต้องมีความเชื่อถือได้ หากพบที่ผิดพลาด ต้องแก้ไข การตรวจสอบข้อมูลมีหลายวิธี เช่น การใช้ผู้ป้อนข้อมูลสองคนป้อนข้อมูลชุดเดียวกัน เข้าคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ภาพที่ 3.17 การท�างานของระบบสารสนเทศ กิจกรรมใดบางในชีวิต ประจําวันที่ตองใชการ ประมวลผลขอมูล 70 สารสนเทศที่ดีควรมีลักษณะอยางไร 1. เก็บขอมูลเพียงบางสวนอยางพอเพียง 2. เปนขอมูลเกาที่นํามาประมวลผลใหม 3. มีการจัดเก็บขอมูลไวในแฟมขอมูลสํารอง 4. สามารถตรวจสอบแหลงที่มาของสารสนเทศได (วิเคราะหคําตอบ สารสนเทศที่ดีจะตองมีประโยชนตอการใชงาน และสามารถตรวจสอบแหลงที่มาของสารสนเทศได ดังนั้น ตอบ ขอ 4.) ขั้นสอน 20. ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอกับนักเรียน วา กิจกรรมใดบางในชีวิตประจําวันที่ตองใชการ ประมวลผลขอมูล จากนั้นใหนักเรียนชวยกัน ตอบคําถาม 21. ครูอธิบายการทําขอมูลใหเปนสารสนเทศวาจะ ตองประกอบไปดวย 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การเก็บรวบรวมขอมูลเปนการเก็บรวบรวม ขอมูลซึ่งมีจํานวนมาก 2) การตรวจสอบขอมูลซึ่งจะตองมีการตรวจ สอบขอมูลที่เก็บรวบรวมมาเพื่อตรวจสอบ ความถูกตอง นาเชื่อถือ แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ การคัดเลือกขอมูล การพิจารณาขอมูล การวิเคราะห ขอมูลที่ไดจากการสืบคนขอมูลทางอินเทอรเน็ตไปใช งานในรูปแบบที่เหมาะสม เชน การจัดทํารายงานหรือ การทําปายนิเทศ เกร็ดแนะครู ครูตั้งคําถามกับนักเรียนเกี่ยวกับการประมวลผลขอมูลวา ในปจจุบันมีการ ซื้อ-ขายสินคาผานทางโซเชียลมีเดียอยางแพรหลาย ดังนั้น นักเรียนคิดวา การ ประมวลผลสงผลตอการซื้อ-ขายสินคาไดอยางไร โดยใหนักเรียนภายในชั้น เรียนรวมกันตอบคําถาม จากนั้นครูอธิบายกับนักเรียนเพิ่มเติมเพื่อใหนักเรียนได ตระหนักถึงความสําคัญของการประมวลผลขอมูลสารสนเทศ นํา สอน สรุป ประเมิน T76


การประมวลผลข้อมูลให้เปนสารสนเทศ (information processing) คือ การกระท�าของเครื่อง คอมพิวเตอร์กับข้อมูล เช่น การรวบรวมข้อมูลเป็นแฟ้มข้อมูล การค�านวณ การเปรียบเทียบ การเรียงล�าดับ การจัดกลุ่มข้อมูล การท�ารายงาน เป็นต้น ข้อมูลเข้า ข้อมูลนักเรียนแต่ละคน เช่น ชื่อ ผลการเรียน เป็นต้น การประมวลผล คอมพิวเตอร์ประมวลผล โดยการเรียงข้อมูล และ การจัดกลุ่มข้อมูล ข้อมูลออก สารสนเทศ กราฟแสดง ผลการเรียนของนักเรียน ระดับต่าง ๆ การประมวลผล ความหมาย การรวบรวมเปนแฟมข้อมูล การพิมพ์ข้อมูลและบันทึกไว้เป็นแฟ้มข้อมูล (file) ใน เครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ได้อย่าง สะดวกและรวดเร็ว การค�านวณ การน�าข้อมูลที่เป็นตัวเลขค�านวณด้วยการด�าเนินการทาง คณิตศาสตร์ เช่น การบวก การลบ การคูณ การหารข้อมูลเพื่อให้ ได้ผลลัพธ์ตามที่ผู้ใช้ต้องการอย่างถูกต้องรวดเร็ว การเปรียบเทียบ การด�าเนินการเปรียบเทียบทางตรรกะ เช่น มากกว่า น้อยกว่า เท่ากับ หรือไม่เท่ากับ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้ อย่างรวดเร็ว การเรียงล�าดับ การเรียงข้อมูลตามล�าดับตัวเลขหรือการเรียงล�าดับตามตัวอักษร เพื่อให้ค้นหาข้อมูลได้ง่าย การจัดกลุ่มข้อมูล การจัดกลุ่มข้อมูลตามเพศของนักเรียนเพื่อให้ผู้ใช้เรียกดูข้อมูลได้ สะดวกรวดเร็ว การจัดท�ารายงาน การสรุปผลและสร้างรายงานเพื่อน�าไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ INPUT PROCESS OUTPUT 71 ขั้นสอน 22. ครูอธิบายการประมวลผลขอมูลใหเปน สารสนเทศวา เปนการกระทําของเครื่อง คอมพิวเตอรกับขอมูล เชน การรวบรวมขอมูล เปนแฟมขอมูล การคํานวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลําดับ การจัดกลุม และการทํารายงาน จากนั้นครูอธิบายความหมายของขอมูลเขา การประมวลผล และขอมูลออกใหนักเรียนฟง เกร็ดแนะครู ครูควรยกตัวอยางการประมวลผลขอมูลใหเปนสารสนเทศที่สามารถ กระทําไดดวยวิธีการตางๆ กับนักเรียน เชน การรวบรวมขอมูลเปนแฟมขอมูล การคํานวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลําดับ การจัดกลุมขอมูล การทํารายงาน เพื่อใหนักเรียนไดเขาใจถึงกระบวนการประมวลผลขอมูลใหเปนสารสนเทศอยาง ละเอียดทั้ง 3 กระบวนการ กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การประมวลผลขอมูลใหเปนสารสนเทศ โดยเลือกขอมูลที่นํามา ประมวลผลตามที่นักเรียนสนใจคนละ 1 ขอมูล พรอมประมวลผล ขอมูลใหเปนสารสนเทศตามขั้นตอนทั้ง 3 ประการ และบันทึกลง ในกระดาษที่ครูแจกให โดยครูคอยใหความชวยเหลืออยางใกลชิด และสุมนักเรียนออกมานําเสนอบริเวณหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T77


ภาพที่ 3.18 ตัวอยางการประมวลผลแบบเชื่อมตรง การประมวลผลแบบเชื่อมตรงของการถอนเงินผานตูเอทีเอ็ม 1 6 3 COMPUTER A 4 5 หมายเหตุ A = คอมพิวเตอรธนาคาร A B = คอมพิวเตอรธนาคาร B 2 COMPUTER B 2.2 วิธีการประมวลผลขอมูล การประมวลผลขอมูลโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอรมี 2 วิธี 1. การประมวลผลแบบเชื่อมตรง (online processing) เปนวิธีการนําขอมูลแตละรายการ ที่ถูกบันทึกเขามาประมวลผลทันที นิยมใชในงานที่ตองไดผลลัพธใหกับผูใชทันที หรือในงานที่ ขอมูลจะตองทันสมัยอยูตลอดเวลา เชน เมื่อนักเรียนเบิกเงินจากตูเอทีเอ็ม รายการการเบิกเงิน ของนักเรียนแตละครั้งจะไปประมวลผลที่เครื่องหลักที่อาจอยูหางไกลทันที โดยขอมูลจะถูกนําไป คํานวณและบันทึกยอดคงเหลือในบัญชีเงินฝากของนักเรียนทันที เปนตน 2. การประมวลผลแบบกลุม (batch processing) เปนการเก็บรวบรวมขอมูลในแตละ ชวงเวลาหนึ่ง และนําขอมูลที่ไดรับในชวงเวลาดังกลาวมาประมวลผลพรอมกัน เชน การเก็บ ขอมูลเวลาเขาออกของนักเรียน เมื่อถึงสิ้นเดือนโรงเรียนจะนําขอมูลมาประมวลผลเปนรายงาน ในการเขาชั้นเรียนของนักเรียนประจําเดือน เปนตน คอมพิวเตอร ที่ตูเอทีเอ็ม สาขายอย ธนาคาร B สง รายการถอนเงิน ไปยังคอมพิวเตอร ธนาคาร A สอดบัตรเอทีเอ็มของธนาคาร A แลวกดรหัสผาน และปอนขอมูล เพื่อสั่งทํารายการถอนเงิน จายเงินสดใหผูถอน เงินทางชองจายเงิน คอมพิวเตอรธนาคาร A ตรวจสอบบัญชีในฐานขอมูล บัญชีลูกคาและตัดยอดเงิน จากบัญชีลูกคา โอนเงินไปยัง ธนาคาร B คอมพิวเตอรธนาคาร B สั่งจายเงินสดไปยังตูเอทีเอ็ม สาขายอยธนาคาร B 72 แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับ ฟังคนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3 การท างานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 ความมีน้ าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง ขั้นสอน 23. ครูอธิบายการประมวลผลขอมูลโดยอาศัย เครื่องคอมพิวเตอรซึ่งมีทั้งหมด 2 วิธี ไดแก การประมวลผลแบบเชื่อมตรง เปนวิธีการ นําขอมูลแตละรายการที่ถูกบันทึกเขามา ทําการประมวลผลทันที นิยมใชในงานที่ตองได ผลลัพธใหกับผูใชงานทันที และการประมวลผล แบบกลุมเปนการเก็บรวบรวมขอมูลในแตละ ชวงเวลาหนึ่ง และนําขอมูลที่ไดรับในชวงเวลา ดังกลาวมาประมวลผลพรอมกัน ขั้นสรุป ตรวจสอบผล ครูและนักเรียนรวมกันสรุปเนื้อหา เรื่อง ขอมูล สารสนเทศและการประมวลผลขอมูลสารสนเทศ หากนักเรียนคนใดมีขอสงสัยสามารถสอบถามครู ไดทันที ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล ตารางการวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑการประเมิน ตรวจแบบทดสอบ กอนเรียน แบบทดสอบ กอนเรียน ประเมินตาม สภาพจริง สังเกตพฤติกรรม การทํางานราย บุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล และการทํางานกลุมของ นักเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผล จากแบบสังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล และแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมที่แนบมา ทาย แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 หนวยการเรียนรูที่ 3 กิจกรรม 21st Century Skills 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมคิดคนหัวขอที่นาสนใจสําหรับการประมวลผล ขอมูล กลุมละ 1 หัวขอ 3. จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันประมวลผลขอมูลโดยอาศัย เครื่องคอมพิวเตอร ซึ่งแบงออกได 2 วิธี ดังนี้ - การประมวลผลแบบเชื่อมตรง - การประมวลผลแบบกลุม 4. สมาชิกภายในกลุมรวมกันจัดเตรียมขอมูลเพื่อนํามาเสนอ ตามรูปแบบที่นักเรียนคิดวานาสนใจอยางอิสระ 5. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน 6. นักเรียนภายในชั้นเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูล เรื่อง การประมวลผลขอมูล นํา สอน สรุป ประเมิน T78


ขอสอบเนน การคิด 3    ซอฟต์แวร์และการเลือกใช้งาน ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นเทคโนโลยีที่มีความส�าคัญ และจ�าเป็นส�าหรับการใช้ชีวิตของคนเรา ทั้งการจัดเก็บ รวบรวม ค้นคว้าข้อมูล หรือการศึกษาและความสนุก เพลิดเพลิน ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการท�างานจึงต้องมีการจัดวางระบบเพื่อ ให้คอมพิวเตอร์ท�างานหรือจัดเก็บข้อมูลตามที่เราต้องการ ที่เรียกกันว่า “ซอฟต์แวร์” ซึ่ง เปรียบเสมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้งานกับการท�างานของคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ (software) คือ ชุดค�าสั่งหรือโปรแกรมที่ ใช้สั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ท�างานได้ตรงตามความต้องการ และถูกต้อง รวมถึงการควบคุมการท�างานของอุปกรณ์ต ่าง ๆ เช่น CD ROM drive modem เป็นต้น ซอฟต์แวร์เป็นสิ่งที่ จับต้องไม ่ได้ แต ่สามารถรับรู้การท�างานของมันได้ ซึ่งจะต ่าง กับฮาร์ดแวร์ (hardware) ที่สามารถจะจับต้องได้ ซอฟต์แวร์ จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ท�าให้ คอมพิวเตอร์ท�างานได้ 3.1  ประเภทของซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีผู้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์มีมากมาย ซอฟต์แวร์เหล่านี้อาจได้รับการพัฒนาโดยผู้ใช้งานเอง ผู้พัฒนาระบบ หรือผู้ผลิตจ�าหน่าย ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ซอฟต์แวร์ระบบ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ 1. ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) คือ ซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้บริหารจัดการ ระบบ การจัดสรรทรัพยากร และด�าเนินงานพื้นฐานต่าง ๆ ในระบบ เช่น การจัดสรรหน่วยประมวล ผลกลาง การจัดสรรหน่วยความจ�าต่าง ๆ การจัดการข้อมูลในแฟ้มข้อมูลบนหน่วยความจ�ารอง การรับข้อมูลจากแผงแป้นอักขระแล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ การน�าข้อมูลไปแสดง ผลบนจอภาพหรือน�าออกไปยังเครื่องพิมพ์ เป็นต้น ซอฟต์แวร์ระบบนับว่าเป็นซอฟต์แวร์ที่มีความ ส�าคัญต่อคอมพิวเตอร์ เนื่องจากโปรแกรมแรกที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ท�างานหลังจากเปิดเครื่อง คือ ซอฟต์แวร์ระบบ หากไม่มีซอฟต์แวร์ระบบคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถท�างานได้ หรือไม่สามารถ ท�างานได้อย่างถูกต้อง ภาพที่ 3.19 ตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ควบคุม การท�างานของคอมพิวเตอร์ ซอฟตแวรที่นักเรียนรูจัก มีอะไรบาง และเคยใช ซอฟตแวรนั้นหรือไม 73 กับฮาร์ดแวร์ ( 1 ในการติดตั้งโปรแกรมตางๆ ใหกับเครื่องคอมพิวเตอร ควร ติดตั้งสิ่งใดกอนเสมอ 1. ระบบปฏิบัติการ 2. ซอฟตแวรประยุกต 3. โปรแกรมอรรถประโยชน 4. โปรแกรมยกเลิกการติดตั้งขอมูล (วิเคราะหคําตอบ การติดตั้งโปรแกรมตางๆ จําเปนตองลงระบบ ปฏิบัติการกอนเปนอันดับแรก จึงจะสามารถติดตั้งโปรแกรม ประเภทอื่นๆ ได ดังนั้น ตอบขอ 1.) ขั้นสอน 1. ครูอธิบาย เรื่อง ซอฟตแวรระบบ ใหนักเรียน ฟงวา เปนซอฟตแวรที่ถูกสรางขึ้นเพื่อใช บริหารจัดการระบบคอมพิวเตอร โดยทําการ จัดสรรทรัพยากรตางๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร ใหถูกใชงานอยางเหมาะสม รวมทั้งทําการ ควบคุมดูแลการเรียกใชงานซอฟตแวร ประเภทอื่นๆ ที่ทํางานอยูภายใตซอฟตแวร ระบบ ซอฟตแวรระบบเปนโปรแกรมแรกที่ถูก เรียกใชงานหลังจากเปดเครื่องคอมพิวเตอร และเปนซอฟตแวรที่ตองติดตั้งบนเครื่อง คอมพิวเตอรกอนซอฟตแวรประเภทอื่นเสมอ ขั้นนํา 1. ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอกับนักเรียน วา ซอฟตแวรที่นักเรียนรูจักมีอะไรบาง และ เคยใชซอฟตแวรนั้นหรือไม จากนั้นใหนักเรียน ชวยกันตอบคําถาม 2. ครูถามคําถามกระตุนความคิดวา เมื่อนักเรียน ตองการนําเสนอปายประกาศเพื่อรณรงคการ งดสูบบุหรี่ นักเรียนจะเลือกใชซอฟตแวรใดใน การนําเสนอ พรอมอธิบายเหตุผลประกอบ นักเรียนควรรู 1 ฮารดแวร คือ อุปกรณที่ประกอบขึ้นเปนเครื่องคอมพิวเตอร มีลักษณะเปน โครงราง มองเห็นไดดวยตา และสามารถสัมผัสไดหรือเปนรูปธรรม ไดแก วงจร ไฟฟา จอภาพ คียบอรด เครื่องพิมพ เมาส ซึ่งสามารถแบงออกเปนสวนตางๆ ได 4 หนวย คือ 1. หนวยรับขอมูล 2. หนวยประมวลผลกลาง 3. หนวยแสดงผล 4. หนวยเก็บขอมูลสํารอง แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ นักเรียนตอบตามความคิดเห็นของตนเอง โดย คําตอบขึ้นอยูกับดุลยพินิจของครู นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T79


ขอสอบเนนการคิด ซอฟต์แวร์ระบบสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1) ระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ควบคุมและประสานงานระหว ่างอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ ทั้งหมดตั้งแต่ซีพียู หน่วยความจ�าไปจนถึงหน่วยน�าเข้าและส่งออก บางครั้งนิยมเรียกรวม ๆ ว่าแพลตฟอร์ม คอมพิวเตอร์จะท�างานได้จ�าเป็นต้องมีระบบปฏิบัติการติดตั้งอยู่ในเครื่องเสีย ก่อน ตัวอย่างของระบบปฏิบัติการที่ส�าคัญ และควรรู้ มีดังนี้ ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์ วินโดวส์ ระบบปฏิบัติการแมคอินทอช ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ระบบปฏิบัติการดอส และระบบ ปฏิบัติการแอนดรอยด์ ภาพที่ 3.20 ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์ ภาพที่ 3.21 ระบบปฏิบัติการแมคอินทอช 2) ตัวแปลภาษา (Translator) เป็นโปรแกรมที่ท�าหน้าที่ในการแปลโปรแกรมหรือชุดค�าสั่งที่เขียนด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษา เครื่อง หรือภาษาเครื่องที่ไม่เข้าใจให้เป็นภาษาที่เครื่องสามารถรู้และเข้าใจ แล้วเครื่องน�าไป ปฏิบัติได้ เช่น ภาษา BASIC, COBOL, C, PASCAL, FORTRAN, ASSEMBLY เป็นต้น โปรแกรมภาษา C ตัวแปลภาษา โปรแกรมท�างานได้ 74 ขั้นสอน 2. ครูอธิบายกับนักเรียนวา ซอฟตแวรระบบ สามารถแบงไดเปน 2 ประเภท ไดแก 1) ระบบปฏิบัติการ เปนซอฟตแวรที่ใชควบคุม และประสานงานระหวางอุปกรณภายใน คอมพิวเตอรทั้งหมดตั้งแตซีพียู หนวยความ จํา ไปจนถึงหนวยนําเขาและสงออก 2) ตัวแปลภาษาเปนโปรแกรมที่ทําหนาที่ใน การแปลโปรแกรมหรือชุดคําสั่งที่เขียนดวย ภาษาที่ไมใชภาษาเครื่อง หรือภาษาเครื่องที่ ไมเขาใจใหเปนภาษาเครื่องที่สามารถรูและ เขาใจ แลวเครื่องคอมพิวเตอรนําไปปฏิบัติ ได เกร็ดแนะครู ครูควรเปดระบบปฏิบัติการตางๆ ใหนักเรียนดู เพื่อใหนักเรียนไดเห็นวาระบบ ปฏิบัติการแตละแบบมีความแตกตางกันอยางไร พรอมอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการ ใชงาน ขอดี-ขอเสีย และขอจํากัดของระบบปฏิบัติการนั้นๆ เชน - ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟตวินโดวส (Windows) - ระบบปฏิบัติการแมคอินทอช (Macintosh) - ระบบปฏิบัติการลีนุกซ (Linux) - ระบบปฏิบัติการดอส (DOS) - ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด (Android) ขอใดจัดเปนซอฟตแวรระบบทั้งหมด 1. Windows 7/C++ 2. Windows 7/Ubuntu 3. Microsoft Office 2010/Windows XP 4. Window media player/Windows Vista (วิเคราะหคําตอบ Windows 7 และ Ubuntu ถือวาเปนซอฟตแวร ระบบ ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา สอน สรุป ประเมิน T80


ตัวอย่างโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้ฟรี โปรแกรม Open Source โอเพนซอร์ส (Open Source) คือ ซอฟต์แวร์ที่สามารถ น�าไปใช้งาน ศึกษา แก้ไข และเผยแพร่ได้อย่างเสรี ปราศจาก เงื่อนไขเพิ่มเติม การพัฒนาที่เปิดเผยซอร์สโค้ด (รหัสต้นฉบับ) ให้สาธารณะน�าไปพัฒนาต่อยอดได้ ท�าให้เกิดการร่วมมือกัน ท�างานอย่างไร้พรมแดนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ข้อสังเกต ค�าว่า ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส และซอฟต์แวร์เสรี มีความหมาย เดียวกัน และใช้แทนกันได้ คุณสมบัติที่ส�าคัญของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สประกอบด้วย 1. การเข้าถึงซอร์สโค้ด โดยที่แจกจ่ายหรือการกระจายซอฟต์แวร์กระท�าโดยการแนบ ซอร์สโค้ดร่วมกับไบนารีโค้ด การที่ให้ผู้ใช้หรือบุคคลอื่นเข้าถึงซอร์สโค้ดได้ เพื่อที่จะท�าการปรับปรุง ใช้ประโยชน์ซอร์สโค้ดเพื่อการศึกษา ท�าความเข้าใจ เรียนรู้เทคนิค ตลอดจนการเพิ่มเติมปรับปรุง ฟังก์ชัน หรือบางส่วนของซอฟต์แวร์ได้เอง 2. การมีข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิ (licensing agreement) ในการอนุญาตให้แจกจ่ายเผยแพร่ ซอฟต์แวร์ที่เริ่มพัฒนาขึ้น และกระจายต่อเมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นหรือเพิ่มเติม โปรแกรม Open source มีดังนี้ 1. Google Chrome คือ เว็บใหม่และเป็นเว็บเบราว์เซอร์แรกของ กูเกิล ที่สร้างโดยกูเกิล ซึ่งตอนนี้มีถึงเวอร์ชัน 66 แล้ว ด้วยการใช้ งานที่ง่าย ฟรี และติดตั้งได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที ภาพที่ 3.22 Google Chrome 2. VLC Media Player คือ โปรแกรมเล่นไฟล์สื่อ เช่น เพลงและ ภาพเคลื่อนไหวได้หลายสกุล รวมทั้งไฟล์ที่เล่นบนมือถือใช้ส�าหรับ เล่นไฟล์มีเดียต่างๆ โดยวีแอลซีมีเดียเพลเยอร์(VLC Media Player) เป็นซอฟต์แวร์เล่นไฟล์สื่อคุณภาพสูง รับชมภาพและเสียง บันทึกภาพ และเสียง และการถ่ายทอดแบบสตรีม ซึ่งสนับสนุนไฟล์ในหลาย ๆ ประเภทที่รู้จักกันดี เช่น วีซีดี ดีวีดี การสตรีมโพรโทคอล ภาพที่ 3.23 VLC Media Player 3. ปลาดาวออฟฟิศ คือ ชุดโปรแกรมส�านักงานที่รองรับการท�างาน กับเอกสารภาษาไทย สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้โดยไม่เสียค่า ใช้จ่ายใด ๆ และมีโปรแกรมประมวลผลค�า (Word Processor) สร้างตารางค�านวณ (Spreadsheet) น�าเสนองาน (Presentation) วาดภาพแบบเวกเตอร์ (Drawing) และโปรแกรมสมการคณิตศาสตร์ (Equation) ใช้ได้กับ 3 ระบบปฏิบัติการหลัก คือ Solaris Linux และ Windows ภาพที่ 3.24 Pladao office 75 1. การเข้าถึงซอร์สโค้ด การที่ให้ผู้ใช้หรือบุคคลอื่นเข้าถึงซอร์สโค้ดได้ 1 ขั้นสอน 3. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางโปรแกรมที่ สามารถใชงานไดฟรี และครูสรุปความรู เรื่อง โปรแกรมโอเพนซอรส ใหฟงวา เปนซอฟตแวร ที่สามารถนําไปใชงาน ศึกษา แกไข และ เผยแพรไดอยางเสรี จากนั้นครูอธิบาย คุณสมบัติที่สําคัญของซอฟตแวรโอเพนซอรส พรอมกับถามคําถามวา โปรแกรมโอเพนซอรส ที่นักเรียนรูจักมีโปรแกรมใดบาง นักเรียนควรรู 1 ซอรสโคด คือ คําสั่งหรือโคดในโปรแกรมซึ่งเขียนดวยภาษาคอมพิวเตอร ภาษาตางๆ เชน C, Java, pascal ที่มนุษยสามารถอานและเขาใจได ซึ่งเปน ภาษาที่เขียนกอนที่จะถูกแปลไปเปนภาษาเครื่อง กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนแตละคนสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเพิ่มเติม เกี่ยวกับโปรแกรมโอเพนซอรสคนละ 5 โปรแกรม พรอมวิเคราะห วิธีการใชงาน คุณสมบัติที่สําคัญของโปรแกรม ขอดี-ขอเสีย ขอจํากัดของโปรแกรม และบันทึกลงในกระดาษที่ครูแจกให และ สุมนักเรียนออกมานําเสนอบริเวณหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T81


ขอสอบเนนการคิด 2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้กับงานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้สามารถน�ามาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ปัจจุบันมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ใช้งานทางด้านต่าง ๆ ออกมาจ�าหน่ายเป็นจ�านวนมากการประยุกต์งานคอมพิวเตอร์จึงกว้างขวาง และแพร่หลาย อาจแบ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ซอฟต์แวร์ส�าเร็จ และซอฟต์แวร์ ที่พัฒนาขึ้นใช้เฉพาะงาน ซึ่งปัจจุบันมีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลค�า ซอฟต์แวร์ตาราง ท�างาน 1) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป (General purpose software) เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้น เพื่อไปประยุกต์ใช้กับงานทั่วไปผู้ใช้ต้องเลือกซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับลักษณะของงานเช่นการ พิมพ์รายงาน การสร้างตารางท�างาน การน�าเสนอผลงาน เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไปแบ่ง ได้เป็น 6 ประเภท ดังนี้ • ซอฟต์แวร์ประมวลค�า (Word processing software) เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้ ส�าหรับการพิมพ์เอกสาร สามารถแก้ไข เพิ่ม แทรก ลบ และจัดรูปแบบเอกสารได้อย่างดี เอกสาร ที่พิมพ์ไว้จัดเป็นแฟ้มข้อมูลเรียกมาพิมพ์หรือแก้ไขใหม่ได้การพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ก็มีรูปแบบ ตัวอักษรให้เลือกหลายรูปแบบ เอกสารจึงดูเรียบร้อยสวยงาม ปัจจุบันมีการเพิ่มขีดความสามารถ ของซอฟต์แวร์ประมวลค�าอีกมากมายซอฟต์แวร์ประมวลค�าที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันเช่น Microsoft Word และ CorelDRAW เป็นต้น ภาพที่ 3.25 ตัวอย่างซอฟต์แวร์ประมวลค�า Microsoft Word (ซ้าย) และ CorelDRAW (ขวา) 76 ขั้นสอน 4. ครูอธิบายซอฟตแวรประยุกตวา เปนซอฟตแวร ที่ใชกับงานดานตางๆ ตามความตองการของ ผูใช สามารถนําไปใชประโยชนไดโดยตรง และสามารถแบงซอฟตแวรประยุกตออกเปน 2 กลุม คือ ซอฟตแวรสําเร็จและซอฟตแวรที่ พัฒนาขึ้นใชเฉพาะงาน จากนั้นครูใหนักเรียน อธิบายเกี่ยวกับซอฟตแวรประมวลคําวา มีลักษณะการใชงานอยางไร และสามารถทํา ชิ้นงานประเภทใดออกมาไดบาง ขอใดจัดเปนซอฟตแวรประยุกตทั้งหมด 1. Windows 7/Windows 10 2. Windows 7/Microsoft Office 2010 3. Windows media player/Windows 10 4. Adobe Photoshop/Windows Movie Maker (วิเคราะหคําตอบ Adobe Photoshop และ Windows Movie Maker ถือวาเปนซอฟตแวรประยุกตที่สามารถนํามาใชงานใน ดานตางๆ ดังนั้น ตอบขอ 4.) ความรูเสริม Google Documents หรือเรียกสั้นๆ วา Google Docs เปนบริการทาง ออนไลนของบริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จํากัด ที่เขามาชวยในการจัดการดาน เอกสารแบบไมตองเสียเงิน ไมวาจะเปนการสราง การแกไข หรือการแบงปน ไฟลเอกสารที่สําคัญ สามารถแบงปนเอกสารใหกับผูอื่นเพื่อรวมกันแกไขขอมูลใน ไฟลเอกสารเดียวกันไดผานการเชื่อมตออินเทอรเน็ต นํา สอน สรุป ประเมิน T82


• ซอฟต์แวร์ตารางท�างาน (spread sheet software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการ คิดค�านวณ การท�างานของซอฟต์แวร์ตารางท�างาน ใช้หลักการเสมือนมีโต๊ะท�างานที่มีกระดาษ ขนาดใหญ่วางไว้มีเครื่องมือคล้ายปากกา ยางลบ และเครื่องค�านวณเตรียมไว้ให้เสร็จ บนกระดาษ มีช่องให้ใส่ตัวเลข ข้อความหรือสูตร สามารถสั่งให้ค�านวณตามสูตรหรือเงื่อนไขที่ก�าหนด ผู้ใช้ ซอฟต์แวร์ตารางท�างานสามารถประยุกต์ใช้งานประมวลผลตัวเลขอื่น ๆ ได้กว้างขวาง ซอฟต์แวร์ ตารางท�างานที่นิยมใช้ เช่น Microsoft Excel เป็นต้น • ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (data base management software) การใช้คอมพิวเตอร์ อย่างหนึ่ง คือ การใช้เก็บข้อมูล และจัดการกับข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์ จึงจ�าเป็นต้องมี ซอฟต์แวร์จัดการข้อมูล การรวบรวมข้อมูลหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกันไว้ในคอมพิวเตอร์ เราก็ เรียกว่า ฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลจึงหมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการเก็บ การเรียก ค้นมาใช้งาน การท�ารายงาน การสรุปผลจากข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลที่นิยมใช้ เช่น Microsoft Access, dBase, Paradox, Foxbase เป็นต้น ภาพที่ 3.26 ตัวอย่างซอฟต์แวร์ตารางท�างาน Microsoft Excel ภาพที่ 3.27 ตัวอย่างซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล Microsoft Access (ซ้าย) และ dBase (ขวา) 77 กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 5. ครูอธิบายซอฟตแวรตารางทํางานใหฟงวา เปน ซอฟตแวรที่ชวยในการคิดคํานวณ สามารถสั่ง ใหคํานวณตามสูตรหรือเงื่อนไขที่กําหนด ผูใช งานซอฟตแวรตารางทํางานสามารถประยุกต ใชงานประมวลผลตัวเลขอื่นๆ ได จากนั้น อธิบายเกี่ยวกับซอฟตแวรจัดการฐานขอมูลให ฟงวา เปนการเก็บขอมูลและจัดการกับขอมูล ในคอมพิวเตอร และใหนักเรียนชวยกันยก ตัวอยางซอฟตแวรตารางทํางานและซอฟตแวร จัดการฐานขอมูลมาคนละ 1 ชนิด ความรูเสริม Google Spreadsheets หรือเรียกสั้นๆ วา Google Sheets เปนบริการทาง ออนไลนของบริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จํากัด ที่เขามาชวยในการจัดการดาน เอกสารแบบไมตองเสียเงิน มีลักษณะการทํางานคลายกับ Microsoft Excel สามารถ สราง Column และ Row รวมถึงใสขอมูลเพื่อคํานวณตามสูตรตางๆ ได ที่สําคัญ สามารถแบงปนเอกสารใหกับผูอื่นเพื่อรวมกันแกไขขอมูลในไฟลเอกสารเดียวกันได ผานการเชื่อมตออินเทอรเน็ต ครูใหนักเรียนแตละคนคิดคนหัวขอที่ตนเองสนใจคนละ 1 หัวขอ เพื่อสํารวจความคิดเห็นของเพื่อนรวมชั้นเรียน จากนั้นให นักเรียนรวบรวมขอมูลตางๆ และใช Google Spreadsheets เขามา ชวยจัดการกับขอมูลตามสูตรตางๆ พรอมถายทอดขอมูลออกมา ใหมีความนาสนใจ โดยครูคอยใหคําแนะนํานักเรียนอยางใกลชิด และสุมนักเรียนออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T83


• ซอฟต์แวร์น�าเสนอ (presentation software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ส�าหรับน�าเสนอ ข้อมูล การแสดงผลต้องสามารถดึงดูดความสนใจ ซอฟต์แวร์เหล่านี้จึงเป็นซอฟต์แวร์ที่นอกจาก สามารถแสดงข้อความในลักษณะที่จะสื่อความหมายได้ง่ายแล้วจะต้องสร้างแผนภูมิ กราฟ และ รูปภาพได้ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์น�าเสนอ เช่น Microsoft PowerPoint, OpenOffice Impress, Pladao office เป็นต้น ภาพที่ 3.28 ตัวอย่างซอฟต์แวร์น�าเสนอ Microsoft PowerPoint (ซ้าย) และ OpenOffice Impress (ขวา) • ซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟกและมัลติมีเดีย (graphic and multimedia software) เป็น กลุ่มซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นส�าหรับจัดการท�างานทางด้านกราฟิกและมัลติมีเดีย มีความ สามารถเสมือนเป็นผู้ช่วยในการออกแบบชิ้นงานเกี่ยวกับการตกแต่งภาพ วาดภาพ ปรับเสียง ตัดต่อภาพเคลื่อนไหว รวมถึงการสร้างและออกแบบพัฒนาเว็บไซต์ ซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟิก และมัลติมีเดีย เช่น Adobe Indesign, Adobe Illustrator, Adobe Photoshop เป็นต้น ภาพที่ 3.29 ตัวอย่างซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟิกและมัลติมีเดีย Adobe Photoshop (ซ้าย) และ Adobe Indesign (ขวา) 78 ซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟกและมัลติมีเดีย (graphic and multimedia software) 1 ขั้นสอน 6. ครูถามคําถามกับนักเรียนวา นักเรียนเคยใช ซอฟตแวรใดบางในการนําเสนอผลงาน พรอม กับอธิบายซอฟตแวรนําเสนอวา เปนซอฟตแวร ที่ใชสําหรับนําเสนอขอมูล ซึ่งการนําเสนอ ขอมูลนั้นตองสามารถดึงดูดความสนใจของ ผูชมได จากนั้นครูอธิบายซอฟตแวรทางดาน กราฟกใหฟงวา เปนกลุมซอฟตแวรประยุกต ที่ถูกพัฒนาขึ้นสําหรับจัดการทํางานทางดาน กราฟกและมัลติมีเดีย ซึ่งจะมีเครื่องมือใน การออกแบบชิ้นงานเกี่ยวกับการตกแตงภาพ วาดภาพ ปรับเสียง หรือตัดตอภาพเคลื่อนไหว กิจกรรม 21st Century Skills 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมคิดคนหัวขอที่นาสนใจ กลุมละ 1 หัวขอ 3. จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมใชซอฟตแวรนําเสนอสรางงาน นําเสนอตามรูปแบบที่นักเรียนคิดวานาสนใจอยางอิสระ 4. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลบริเวณหนาชั้นเรียน โดยใชวิธี การสื่อสารที่ทําใหผูอื่นเขาใจไดงาย 5. นักเรียนภายในชั้นเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูลเกี่ยวกับ ซอฟตแวรนําเสนอ นักเรียนควรรู 1 มัลติมีเดีย คือ เทคโนโลยีที่ไดรับการพัฒนาใหกาวหนาอยางรวดเร็ว และ ใชคอมพิวเตอรแสดงผลในลักษณะการผสมสื่อหลายชนิดเขาดวยกัน ทั้งตัวอักษร รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ โดยเนนการโตตอบและมีปฏิสัมพันธกับ ผูใชงาน นํา สอน สรุป ประเมิน T84


• ซอฟต์แวร์การใช้งานบนเว็บไซต์และการติดต่อสื่อสาร (web site and communications software) จากการเจริญเติบโตของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ท�าให้ผู้พัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้งานเฉพาะ อย่างเพิ่มมากขึ้น มีทั้งการตรวจเช็กอีเมล เข้าเว็บไซต์ การจัดการและการดูแลเว็บไซต์ ส่งข้อความ ติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงการประชุมทางไกลผ่านเครือข่าย ตัวอย่างซอฟต์แวร์การใช้งานบนเว็บไซต์ และการติดต่อสื่อสาร เช่น Microsoft Outlook, Microsoft NetMeeting, Skype, Line เป็นต้น ภาพที่ 3.37 ตัวอย่างซอฟต์แวร์การใช้งานบนเว็บไซต์และการสื่อสาร Microsoft Outlook (ซ้าย) และ Skype (ขวา) 2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน เป็นโปรแกรมที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาส�าหรับ น�าไปใช้งานเฉพาะด้านหรือในสาขาใดสาขาหนึ่งตามความต้องการของผู้ใช้ โดยที่ผู้เขียน คือ โปรแกรมเมอร์ (programmer) ที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ และ ต้องศึกษาท�าความเข้าใจงานและรายละเอียดของการประยุกต์นั้นเป็นอย่างดี เช่น โปรแกรมช่วย จัดการด้านการเงิน โปรแกรมช่วยจัดการบริการลูกค้า ฯลฯ ตามปกติจะไม่ค่อยได้เห็นซอฟต์แวร์ ประเภทนี้ในท้องตลาดทั่วไป แต่จะซื้อหาได้จากผู้ผลิตหรือตัวแทนจ�าหน่ายในราคาค่อนข้างสูงกว่า ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานทั่วไป แบ่งออกได้ ดังนี้ • ซอฟต์แวร์ส�าหรับงานธุรกิจ ได้แก่ ระบบงานบัญชีเจ้าหนี้ และบัญชีสินทรัพย์ถาวร • ซอฟต์แวร์ระบบงานจัดจ�าหน่าย ได้แก่ ระบบงานรับใบสั่งซื้อสินค้า และระบบงาน บริหารสินค้าคงคลัง • ซอฟต์แวร์ระบบงานในโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ ระบบงานก�าหนดโครงสร้าง ผลิตภัณฑ์ การวางแผนก�าลังการผลิต • ซอฟต์แวร์อื่น ๆ ได้แก่ ระบบการสร้างรายงาน การบริหารการเงิน การเช่าซื้อ อสังหาริมทรัพย์ และการเช่าซื้อรถยนต์ 79 ขั้นสอน 7. ครูอธิบายซอฟตแวรการใชงานบนเว็บไซตและ การติดตอสื่อสารวา เปนซอฟตแวรที่ใชงาน เฉพาะในหลายๆ ดาน เชน การตรวจเช็กอีเมล การเขาเว็บไซต การจัดการและการดูแลเว็บไซต รวมถึงการประชุมทางไกลผานเครือขาย อินเทอรเน็ต 8. ครูอธิบายซอฟตแวรประยุกตเฉพาะงาน ใหนักเรียนฟงวา เปนโปรแกรมที่ไดรับการ ออกแบบและพัฒนาสําหรับนําไปใชงาน เฉพาะดานหรือในสาขาใดสาขาหนึ่งตาม ความตองการของผูใช โดยมีโปรแกรมเมอร ที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมภาษา คอมพิวเตอร ซึ่งจะตองศึกษาทําความเขาใจ งานและรายละเอียดของการใชงานซอฟตแวร ประยุกตนั้นเปนอยางดี เกร็ดแนะครู ครูควรใชคําถามกระตุนความคิดของนักเรียนวา นักเรียนเคยใชซอฟตแวร ใดบางในการติดตอสื่อสาร และแตละซอฟตแวรมีลักษณะการใชงานอยางไร มีขอดี-ขอเสีย หรือขอจํากัดอยางไร พรอมสุมใหนักเรียนไดแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นรวมกัน หรือครูอาจจะยกตัวอยางการนําไปใชงานของซอฟตแวรการใช งานบนเว็บไซตและการติดตอสื่อสาร 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมเลือกซอฟตแวรประยุกตเฉพาะงานที่สนใจ กลุมละ 1 ชั่วโมง 3. ใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันวางแผนและสืบคนขอมูลเกี่ยวกับ ซอฟตแวรที่เลือก 4. ใหนักเรียนแตละกลุมใชซอฟตแวรนําเสนอสรางงานนําเสนอ ขอมูลพื้นฐานของซอฟตแวรและเตรียมการสาธิตการใชงาน เบื้องตนของซอฟตแวร 5. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน และสาธิต การใชงานเบื้องตนของซอฟตแวร 6. นักเรียนภายในชั้นเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูลเกี่ยวกับ ซอฟตแวรเฉพาะงาน กิจกรรม 21st Century Skills นํา สอน สรุป ประเมิน T85


3.2  การใช้ซอฟต์แวร์ ในการท�างานพื้นฐาน ซอฟต์แวร์มีส่วนช่วยในการท�างานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเราสามารถใช้ซอฟต์แวร์ช่วย ในการท�างานได้ ดังนี้ 1. พิมพ์เอกสาร การพิมพ์เอกสาร เช่น รายงาน จดหมาย บทความ เป็นต้น นิยมใช้ โปรแกรมประมวลค�า (Word processing) เช่น ไมโครซอฟต์เวิร์ด เวิร์ดสตาร์ ปลาดาว เป็นต้น โปรแกรมประมวลค�ามีหลักการ คือ จ�าลองหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เป็นเหมือนแผ่นกระดาษ มีการก�าหนดกั้นหน้า-กั้นหลัง ซ้าย-ขวา บน-ล่าง แล้วมีต�าแหน่งการพิมพ์บนหน้ากระดาษนั้น ผู้พิมพ์สามารถพิมพ์เอกสารย่อหน้า เว้นวรรค สร้างภาพประกอบข้อความ ลบแก้ไข และคัดลอก เอกสารได้ 2. สร้างตาราง การสร้างตารางเป็นการประยุกต์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการ ค�านวณหรือประมวลผล เช่น บัญชีรายรับ-รายจ่าย บัญชีเงินเดือน เป็นต้น โปรแกรมตารางงาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Spreadsheet เช่น โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล โลตัส โปรแกรมปลาดาว ตารางงาน เป็นต้น การสร้างตารางเหมาะกับงานที่เกี่ยวกับบัญชี หรือตัวเลขที่น�ามาค�านวณ ประมวลผล 3. สร้างกราฟ กราฟเป็นการน�าเสนอข้อมูลในรูปของแผนภาพ กราฟที่นิยมใช้บ่อย ๆ คือ กราฟแท่งแนวนอน กราฟแท่ง กราฟวงกลม กราฟเส้น เป็นต้น การสร้างกราฟโดยปกติใช้ โปรแกรมส�าเร็จรูป 4. ออกแบบ การออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์มีโปรแกรมส�าเร็จรูปหลายโปรแกรม เช่น โปรแกรม AutoCad โปรแกรม PhotoShop โปรแกรม Freehand เป็นต้น ซึ่งช่วยในการออกแบบ ต่าง ๆ เช่น ออกแบบบ้าน ออกแบบเสื้อผ้า ออกแบบโต๊ะ โดยโปรแกรมประเภทนี้จะออกแบบหน้า กระดาษให้เป็นพื้นที่ว่าง ๆ และมีเครื่องมือส�าหรับออกแบบไว้ให้ผู้ใช้งานสามารถน�าเครื่องมือมา สร้างแบบเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ตามต้องการ 5. น�าเสนองาน การน�าเสนองานเป็นการน�าเสนอที่สร้างงานจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น เอกสารจากโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด ตารางจากโปรแกรมตารางงาน เป็นต้น แล้วน�ามา เสนอด้วยโปรแกรมการน�าเสนอ ซึ่งโปรแกรมน�าเสนอที่ได้รับความนิยม คือ โปรแกรมคีย์โน้ต ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์ เป็นต้น ลักษณะของโปรแกรมประเภทนี้จะมีเครื่องมือช่วยให้ผู้ใช้ สร้างภาพและตกแต่งสไลด์ได้อย่างสวยงาม หรือใส่ภาพเคลื่อนไหวและบันทึกเสียงประกอบการ น�าเสนอได้ 80 ขั้นสอน 9. ครูอธิบายวา ซอฟตแวรมีสวนชวยในการ ทํางานใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสามารถ ใชซอฟตแวรชวยในการทํางานได ดังนี้ 1) พิมพเอกสารตางๆ 2) สรางตารางในการคํานวณหรือประมวลผล ตางๆ ได 3) สรางกราฟในการนําเสนอขอมูลในรูปแบบ ของแผนภาพ 4) ชวยในการออกแบบ 5) ชวยในการนําเสนองานจากโปรแกรม คอมพิวเตอรตางๆ เกร็ดแนะครู ครูควรกระตุนความคิดของนักเรียนในการตอบคําถามวา ซอฟตแวรมีสวน ชวยในการทํางานใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไดอยางไร เพื่อใหนักเรียนไดฝกการ คิดยืดหยุนและคิดหลากหลาย โดยครูอาจสุมนักเรียนตอบคําถามเพื่อ แลกเปลี่ยนความคิดรวมกันภายในชั้นเรียน กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนแตละคนวาดแผนผังความคิด (Mind Map) เรื่อง การใชซอฟตแวรในการทํางานพื้นฐาน เพื่อใหนักเรียนไดทบทวน การใชซอฟตแวรตางๆ ที่อยูในชีวิตประจําวัน และเขามามีสวนชวย ในการทํางานใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบันทึกลงในกระดาษ ที่ครูแจกให และสุมนักเรียนออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T86


3.3  การพัฒนาซอฟต์แวร์  การพัฒนาซอฟต์แวร์ มีขั้นตอน ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ เป็นขั้นตอนแรกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอน • ขั้นที่ 1 เป็นการส�ารวจความต้องการ และเหตุผลของการตัดสินใจน�าคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยในการท�างานให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ • ขั้นที่ 2 เป็นการวิเคราะห์ระบบงานที่ใช้อยู่ปัจจุบัน หากน�าระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ มาช่วยงานจะตอบสนองความต้องการได้อย่างไร ข้อมูลที่ใช้และระบบซอฟต์แวร์ จะต้องก�าหนดได้อย่างเด่นชัด ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ท�าให้ได้ชุดของข้อก�าหนด ของระบบเพื่อน�าไปใช้ในการออกแบบซอฟต์แวร์ต่อไป 2. การออกแบบ ในการออกแบบซอฟต์แวร์จะเป็นงานพัฒนาทางด้านเทคนิคเพื่อแบ่ง แยกงานให้เป็นหน่วยย่อยเรียกว่ามอดูล ที่สามารถแยกจัดการเฉพาะส่วนได้โดยง่าย การน�าระบบ ใหญ่มาแบ่งย่อยเป็นส่วนเล็ก ๆ และสามารถน�ามาเชื่อมรวมกันเป็นระบบใหญ่ถือเป็นส่วนส�าคัญ ที่ช่วยให้งานใหญ่ส�าเร็จลงได้ เพราะการสร้างระบบซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่แต่เพียงล�าพัง เป็นเรื่อง ที่เกินกว่าก�าลังของคนคนเดียว การแยกส่วนแบ่งงานกันท�าจะท�าให้ผู้พัฒนาแต่ละคนสามารถ ท�างานเฉพาะในส่วนของตนได้ดี ขณะเดียวกันจะง่ายแก่การบ�ารุงรักษาในอนาคต 3. การเขียนโปรแกรมหรือการสร้างชิ้นงานจริง เป็นขั้นตอนของการสร้างหรือเขียน โปรแกรม การสร้างแฟ้มข้อมูล และการพัฒนาฐานข้อมูล การออกแบบซอฟต์แวร์เป็นหน่วยย่อย หลาย ๆ มอดูล ท�าให้สามารถแบ่งงานเขียนโปรแกรม หรือสร้างชิ้นงานให้กับนักเขียนโปรแกรม หลาย ๆ คนท�าพร้อมกันได้ 4. การตรวจสอบซอฟต์แวร์ขั้นตอนสุดท้ายที่เป็นการตรวจสอบซอฟต์แวร์ว่าท�างานได้ อย่างครบถ้วนตามต้องการหรือไม่ โดยมีการตรวจแก้ไขซอฟต์แวร์เป็นชุดมอดูลและตรวจสอบการ ท�างานร่วมกันของมอดูลต่าง ๆ ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องมีความพิถีพิถันในการตรวจสอบอย่างละเอียด การพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่จ�าเป็นต้องด�าเนินตามขั้นตอนที่กล่าวแล้วข้างต้น เพื่อให้ ได้ระบบซอฟต์แวร์ที่สมบูรณ์มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดในทุกขั้นตอนควรเขียนเอกสารประกอบอย่าง ครบถ้วน เพื่อให้ผู้ร่วมงานคนอื่น ๆ เข้าใจและท�างานร่วมกันได้ ภาพที่ 3.31 การพัฒนาซอฟต์แวร์ 81 ขั้นสอน 10. ครูถามคําถามกับนักเรียนวา การพัฒนา ซอฟตแวรมีกี่ขั้นตอน อะไรบาง จากนั้นให นักเรียนชวยกันตอบคําถามนี้ 11. ครูอธิบายการพัฒนาซอฟตแวรวา มีขั้นตอน ดังนี้ 1) การวิเคราะห เปนขั้นตอนแรกของการ พัฒนาซอฟตแวร ซึ่งเปนการสํารวจความ ตองการและวิเคราะหระบบงานที่ใชอยูใน ปจจุบัน 2) การออกแบบ เปนงานพัฒนาทางดาน เทคนิคเพื่อแบงแยกงานใหเปนหนวยยอย ที่สามารถแยกจัดการเฉพาะสวนไดโดยงาย 3) การเขียนโปรแกรมหรือการสรางชิ้นงาน จริง เปนขั้นตอนของการสรางหรือเขียน โปรแกรม การสรางแฟมขอมูล การพัฒนา ฐานขอมูล 4) การตรวจสอบซอฟตแวร เปนขั้นตอน สุดทายที่เปนการตรวจสอบซอฟตแวรวา ทํางานไดอยางครบถวนตามตองการหรือไม 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมคิดประเภทของซอฟตแวรที่ตองการพัฒนา กลุมละ 1 ประเภท 3. นักเรียนรวมกันวางแผนและวิเคราะหหาแนวทางในการพัฒนา ซอฟตแวรดังกลาว 4. นักเรียนแตละกลุมสรางงานนําเสนอขั้นตอนและแนวทางในการ พัฒนาซอฟตแวรของกลุมตนเอง 5. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน 6. นักเรียนภายในชั้นเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูลเกี่ยวกับ การพัฒนาซอฟตแวร กิจกรรม 21st Century Skills สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาชีพนักพัฒนาซอฟตแวร จากคลิปวิดีโอใน YouTube เรื่อง I AM : Programmer นักพัฒนาซอฟตแวร ตามลิงกที่แนบมา https://www.youtube.com/watch?v=5RSuLsHI-Pk นํา สอน สรุป ประเมิน T87


ตัวอย่างโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้ฟรี โปรแกรม OpenOffice โปรแกรม OpenOffice คือ ชุดโปรแกรมส�านักงานที่มีความ สามารถและคล้ายคลึงกับ Microsoft Officeสามารถท�างาน ได้ใน Windows Linux Mac OS เป็นต้น OpenOffice.org ประกอบด้วยโปรแกรมคือ Writer Calc Draw Impressและ Base โดยแต่ละส่วนสามารถเทียบเคียงกันได้ ดังนี้ ตาราง 3.1 เปรียบเทียบการใช้งานของโปรแกรม OpenOffice กับ Microsoft Office Open Office Microsoft Office หน้าที่ Writer Microsoft Word ประมวลข้อความจัดท�าเอกสาร Calc Microsoft Excel ตารางค�านวณ Draw Microsoft Visio วาดภาพลายเส้น แผนผัง Impress Microsoft PowerPoint น�าเสนอข้อมูล Base Microsoft Access ฐานข้อมูล ชุดโปรแกรม Open Office มีดังนี้ 1. OpenOffice "Writer" เป็นโปรแกรมช่วยด้านการพิมพ์ตัวหนังสือส�าหรับงานเอกสาร ต่าง ๆ เช่น การพิมพ์บันทึกข้อความ การพิมพ์รายงาน การพิมพ์วิทยานิพนธ์ จดหมาย เป็นต้น โดยมีตัวช่วยในเรื่องของการตรวจค�าสะกด ทั้งศัพท์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การแก้ไขค�าผิดแบบ อัตโนมัติ การตัดค�าเมื่อสิ้นสุดบรรทัด ส่วนสนับสนุนการท�างานเอกสารร่วมกัน และยังสามารถจัด เก็บในรูปแบบของ HTML เพื่อช่วยให้เราท�าเว็บไซต์ได้อย่างง่าย เป็นต้น 2. OpenOffice "Calc" เป็นโปรแกรมประเภท Spread Sheet แบบที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ MicrosoftExcel โดยที่ Calcก็มีหน้าตาคล้ายกับหน้าตาของ MicrosoftExcel ท�าหน้าที่ น�าข้อมูล ในตารางที่มีอยู่มาสร้างกราฟรูปแบบต่าง ๆ ทั้งกราฟเส้น กราฟแท่ง กราฟวงกลม ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติได้ 3. OpenOffice "Impress" เป็นโปรแกรมการน�าเสนองาน (Presentation) ที่ใช้ง่ายไม่ต่าง จาก Microsoft PowerPoint เราสามารถสร้างสไลด์การน�าเสนอได้อย่างง่าย ๆ ด้วย Template ที่ มีมาให้ จะเลือกพิมพ์ข้อความ หรือจะแทรกภาพประกอบอย่างไร ก็สามารถท�าได้สะดวก 4. OpenOffice "Math" เป็นโปรแกรมช่วยสร้างสูตรทางคณิตศาสตร์หรือสมการต่าง ๆ 5. OpenOffice "Base" เป็นโปรแกรมช่วยงานในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการฐานข้อมูล เรา สามารถสร้างฐานข้อมูล เรียกดูและเรียกใช้ฐานข้อมูลจ�านวนมากเพื่อการวิเคราะห์ต่าง ๆ ช่วย เราท�ารายงานที่ซับซ้อนยุ่งยาก หรือจดหมายเวียนจ�านวนมากได้ และยังสามารถเชื่อมต่อกับฐาน ข้อมูลภายนอกที่มีอยู่แล้ว xเช่น MySQL และ dBase ได้ ภาพที่ 3.32 โปรแกรม OpenOffice 82 ขั้นสอน 12. ครูอธิบายโปรแกรม OpenOffice วา เปนชุด โปรแกรมสํานักงานที่มีความสามารถทํางาน ไดในระบบปฏิบัติการ Windows Linux Mac OS จากนั้นครูอธิบายชุดคําสั่งของโปรแกรม OpenOffice และถามคําถามเกี่ยวกับชุด โปรแกรม OpenOffice กับนักเรียน เกร็ดแนะครู ครูควรเปดโปรแกรม OpenOffice แตละโปรแกรมใหนักเรียนดู พรอมอธิบาย ถึงความสามารถในการทํางานของแตละโปรแกรม รวมถึงขอดี-ขอเสียของ โปรแกรม เพื่อใหนักเรียนไดเปรียบเทียบความแตกตางระหวางโปรแกรม OpenOffice กับโปรแกรม Microsoft Office ที่ใชอยูในชีวิตประจําวันได กิจกรรม 21st Century Skills แบงนักเรียนออกเปน 3 กลุม แตละกลุมเลือกศึกษาโปรแกรม OpenOffice ตามลําดับ กลุมที่ 1 Writer กลุมที่ 2 Calc กลุมที่ 3 Impress จากนั้นใหแตละกลุมทําตารางสรุปขอดี-ขอเสียในการใชงาน เปรียบเทียบกับโปรแกรมกลุม Microsoft Office แลวออกมานํา เสนอหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T88


3.4  ตัวอย่างการสร้างกราฟ 1. การสร้างกราฟเส้นด้วยโปรแกรม Microsoft Excel โปรแกรม Microsoft Office Excel เป็นที่นิยมในการท�ากราฟ การรวมข้อมูล ใช้สร้าง กราฟแสดงผลรวมข้อมูล หรือการท�ารายงานสรุปผลต่าง ๆ การท�าเป็นกราฟท�าให้สามารถดูในรูป แบบเป็นแกนแท่ง ๆ แยกข้อมูลแต่ละประเภทได้ชัดเจน สะดวกกว่าการที่ดูข้อมูลเป็นตาราง ขั้นตอนการสร้างกราฟเส้นด้วยโปรแกรม Microsoft Excel 1) เปิดโปรแกรม Microsoft Excel จากนั้นสร้างตารางข้อมูลที่ต้องการ ภาพที่ 3.33 หน้าต่างโปรแกรม Microsoft Excel 2) ใช้เมาส์ลากคลุมในส่วนข้อมูลที่ต้องการน�ามาท�าเป็นกราฟแบบเส้น คลิกที่เมนู แทรก (Insert) เลือกชนิดของกราฟที่ต้องการใช้งาน ภาพที่ 3.34 ตัวอย่างการใส่ข้อมูลเพื่อท�ากราฟเส้นของโปรแกรม Microsoft Excel 83 ขั้นสอน 13. ครูอธิบายตัวอยางการสรางกราฟโดยใช โปรแกรม Microsoft Excel โดยใหนักเรียนศึกษา ขั้นตอนการสรางกราฟตามหนังสือเรียน โดย การเปดโปรแกรม Microsoft Excel และสราง ตารางขอมูลที่ตองการ พรอมกับใชเมาสลาก คลุมในสวนขอมูลที่ตองการทําเปนกราฟเสน จากนั้นคลิกที่เมนูแทรกและเลือกชนิดของ กราฟที่ตองการ เกร็ดแนะครู ครูควรนําเสนอการสรางกราฟแบบตางๆ โดยใชโปรแกรม Microsoft Excel เพื่อใหนักเรียนไดเห็นถึงขอแตกตางของกราฟแตละแบบ พรอมอธิบาย การใชงาน ขอดี-ขอเสีย และขอจํากัดของกราฟแตละแบบ ไมวาจะเปนกราฟเสน กราฟวงกลม กราฟแทง จากนั้นครูถามคําถามกระตุนความคิดของนักเรียนวา นักเรียนพบการนําเสนอขอมูลโดยการใชกราฟกับงานในลักษณะใดบาง กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนแตละคนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับการนําเสนอขอมูล โดยใชกราฟเสนดวยโปรแกรม Microsoft Excel จากนั้นใหนักเรียน รวบรวมขอมูลจากแหลงขอมูลเพื่อดูเปนแนวทาง และใหนักเรียน คัดเลือกหัวขอที่ตนเองสนใจมาคนละ 1 หัวขอ พรอมสรางกราฟ เสนดวยโปรแกรม Microsoft Excel และตกแตงออกมาในรูปแบบ ที่นาสนใจมา จากนั้นครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอกราฟเสนที่ได สรางขึ้นหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T89


3) หลังเลือกชนิดของกราฟจะปรากฏรูปกราฟเป็นกราฟเส้น หากต้องการปรับแต่ง กราฟ เช่น เปลี่ยนตัวอักษร แต่งสี เปลี่ยนชนิดของกราฟ หรือลบเส้นกราฟที่ได้ ให้เลือกชุดข้อมูล ในกราฟใหม่ โดยคลิกขวา แล้วเลือกปรับแต่งตามต้องการ ภาพที่ 3.35 ตัวอย่างการแสดงผลกราฟเส้น 2. การสร้างกราฟแท่งด้วยโปรแกรม Microsoft Word ขั้นตอนการสร้างกราฟแท่งด้วยโปรแกรม Microsoft Word 1) เปิดโปรแกรม Microsoft Word จากนั้นสร้างตารางข้อมูลที่ต้องการ ภาพที่ 3.36 หน้าต่างโปรแกรม Microsoft Word 84 ขั้นสอน 14. ครูอธิบายตัวอยางการสรางกราฟตอ โดยหลัง จากเลือกชนิดของกราฟ หากตองการปรับแตง กราฟ เชน เปลี่ยนสี เปลี่ยนชนิดของกราฟ หรือลบเสนกราฟ ใหเลือกชุดขอมูลในกราฟ ใหมดวยการคลิกขวาแลวเลือกปรับแตงตาม ตองการ เกร็ดแนะครู ครูควรยกตัวอยางการนําเสนอขอมูลโดยใชการสรางกราฟแทงดวยโปรแกรม Microsoft Word หลายๆ แบบ เพื่อใหนักเรียนไดเขาใจถึงขอดี-ขอเสีย และขอ จํากัดสําหรับการนํากราฟแทงไปใชงาน จากนั้นครูถามคําถามกระตุนความคิด ของนักเรียนวา นักเรียนคิดวา การนําเสนอขอมูลดวยกราฟแทงเหมาะสําหรับ ขอมูลประเภทใด กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนแตละคนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับการนําเสนอขอมูล โดยใชกราฟแทงดวยโปรแกรม Microsoft Word จากนั้นใหนักเรียน รวบรวมขอมูลจากแหลงขอมูลเพื่อดูเปนแนวทาง และใหนักเรียน คัดเลือกหัวขอที่ตนเองสนใจมาคนละ 1 หัวขอ พรอมสรางกราฟแทง ดวยโปรแกรม Microsoft Word และตกแตงออกมาในรูปแบบ ที่นาสนใจ จากนั้นครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอกราฟแทงที่ได สรางขึ้นหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T90


2) คลิกที่เมนูแทรก เลือกชนิดของกราฟที่ต้องการใช้งาน ภาพที่ 3.37 เมนูการท�างานของโปรแกรม Microsoft Word 3) หลังเลือกชนิดของกราฟจะปรากฏรูปกราฟ หากต้องการปรับแต่งกราฟ เช่น เปลี่ยนตัวอักษร แต่งสี เปลี่ยนชนิดของกราฟ หรือลบเส้นกราฟที่ได้ ให้เลือกชุดข้อมูลในกราฟ ใหม่ โดยคลิกขวา แล้วเลือกปรับแต่งตามต้องการ ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 1. ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2. ทักษะการคิดและการแก้ปัญหา 3. ทักษะการสื่อสาร 1. ให้นักเรียนพิจารณาข้อความที่ก�าหนดให้ว่าเป็นข้อมูลหรือสารสนเทศ • ตารางการเดินรถโดยสาร • ข่าวในหนังสือพิมพ์รายวัน • สถิติจ�านวนประชากรในประเทศ • ผลการเรียนเฉลี่ยของนักเรียนแต่ละคน • สรุปรายงานค่าอุณหภูมิของแต่ละภาคในประเทศไทย 2. ให้นักเรียนสร้างกราฟแผนภูมิแท่งจากข้อมูลที่ก�าหนดให้ต่อไปนี้ คะแนนสอบวิชาวิทยาการค�านวณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/1 เลขที่ 1 ได้คะแนน 20 เลขที่ 5 ได้คะแนน 16 เลขที่ 9 ได้คะแนน 12 เลขที่ 2 ได้คะแนน 15 เลขที่ 6 ได้คะแนน 12 เลขที่ 10 ได้คะแนน 15 เลขที่ 3 ได้คะแนน 18 เลขที่ 7 ได้คะแนน 8 เลขที่ 4 ได้คะแนน 11 เลขที่ 8 ได้คะแนน 18 การจัดการข้อมูลสารสนเทศ Com Sci activity ภาพที่ 3.38 การแสดงผลกราฟของโปรแกรม Microsoft Word 85 กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 15. ครูอธิบายการสรางกราฟแทงโดยใชโปรแกรม Microsoft Word โดยคลิกที่เมนูแทรก เลือก ชนิดของกราฟตามตองการ จากนั้นหาก ตองการปรับแตงกราฟ เชน เปลี่ยนสี เปลี่ยน ชนิดของกราฟ หรือลบเสนกราฟ ใหเลือกชุด ขอมูลในกราฟใหมดวยการคลิกขวาแลวเลือก ปรับแตงตามตองการ 16. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม Com Sci activity เรื่อง การจัดการขอมูลสารสนเทศ เมื่อนักเรียน ทําเสร็จ ครูจะสุมใหนักเรียนออกมาเฉลย กิจกรรม Com Sci activity เกร็ดแนะครู ครูควรแนะนําใหนักเรียนเก็บสํารองไฟลจากการทํากิจกรรมใน Com Sci activity เรื่อง การจัดการขอมูลสารสนเทศ ไวในอีเมลหรืออุปกรณสํารองขอมูล ของนักเรียน เพื่อเปนประโยชนในการนําขอมูลมาใชภายหลัง หรือการนําขอมูล มาใชในการเรียนเนื้อหาในระดับชั้นที่สูงขึ้นตอไป ครูใหนักเรียนแตละคนคิดคนหัวขอที่ตนเองสนใจมาคนละ 1 หัวขอ เพื่อสํารวจความคิดเห็นของเพื่อนรวมชั้นเรียน จากนั้นให นักเรียนรวบรวมขอมูลตางๆ และใชโปรแกรม Microsoft Excel สรางกราฟวงกลมเพื่อนําเสนอขอมูล พรอมถายทอดขอมูลออกมา ใหมีความนาสนใจ โดยครูคอยใหคําแนะนํานักเรียนอยางใกลชิด และสุมนักเรียนออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T91


ขอสอบเนนการคิด การจัดการข้อมูลสารสนเทศ Summary การประมวลผลข้อมูลสารสนเทศ ซอฟต์แวร์และการเลือกใช้งาน ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึง ชุดค�าสั่งหรือ โปรแกรมที่ใช้สั่งคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมที่คอยสั่ง ให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถท�างานได้ตรงตามความ ต้องการและถูกต้องรวมถึงการควบคุมการท�างานของ อุปกรณ์ต่างๆ เช่น CD ROM drive modem เป็นต้น ซอฟต์แวร์เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ สามารถรับรู้การท�างานของมันได้ซึ่งจะต่างกับฮาร์ดแวร์ (hardware) ที่สามารถจะจับต้องได้ ซอฟต์แวร์นี้ รวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ท�าให้คอมพิวเตอร์ท�างานได้ ข้อมูลและสารสนเทศ ข้อมูล (data) คือ ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เป็นได้ทั้งตัวเลข ข้อความ ภาพ และเสียง โดยอาจจะหมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ สารสนเทศ (information) หมายถึง การน�าข้อมูลมาผ่านระบบการประมวลผล ค�านวณ วิเคราะห์ และแปลความหมายเป็นข้อความที่สามารถน�าไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้มากมาย ข้อมูลเข้า ข้อมูลนักเรียนแต่ละคน เช่น ชื่อ ผลการเรียน เป็นต้น การประมวลผล คอมพิวเตอร์ประมวลผล โดยการเรียงข้อมูล และ การจัดกลุ่มข้อมูล ข้อมูลออก สารสนเทศ กราฟแสดงผล การเรียนของนักเรียนระดับ ต่าง ๆ INPUT PROCESS OUTPUT 86 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล 1. นักเรียนและครูรวมกันสรุปเนื้อหาการเรียน หนวยการเรียนรูที่ 3 การจัดการขอมูล สารสนเทศ 2. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองโดย พิจารณาขอความวาถูกหรือผิด หากพิจารณา ขอความไมถูกตอง ใหกลับไปทบทวนเนื้อหา ตามหัวขอที่กําหนดให 3. นักเรียนทําแบบฝกหัดประจําหนวยการเรียนรู และตอบคําถามลงในสมุดประจําตัว 4. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน หนวยการ เรียนรูที่ 3 การจัดการขอมูลสารสนเทศ ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล ตารางการวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑการประเมิน ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน แบบทดสอบ หลังเรียน รอยละ 60 ผานเกณฑ ประเมิน การนําเสนอ ผลงาน แบบประเมิน การนําเสนอ ผลงาน ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางาน รายบุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูสามารถประเมินการนําเสนอผลงาน และสังเกตพฤติกรรมการทํางาน รายบุคคล และการทํางานกลุมของนักเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินผล จากแบบประเมินการนําเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล และแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมที่แนบมา ทายแผนการจัดการเรียนรูที่ 2 หนวยการเรียนรูที่ 3 แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง:ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3 การท างานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 ความมีน าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับ ฟังคนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่่าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่่ากว่า 8 ปรับปรุง การสรางกราฟที่ใชเปรียบเทียบความแตกตางหรือความสัมพันธ ของขอมูลตั้งแต 2 ขอมูลขึ้นไป คือกราฟชนิดใด 1. กราฟหุน 2. กราฟเสน 3. กราฟแทง 4. กราฟวงกลม (วิเคราะหคําตอบ กราฟที่มักใชในการเปรียบเทียบความ แตกตางหรือความสัมพันธของขอมูลตั้งแต 2 ขอมูลขึ้นไป เชน การเปรียบเทียบจํานวนนักเรียนกับจํานวนหองเรียน ควรเลือกใช กราฟแทง ดังนั้น ตอบขอ 3.) นํา สอน สรุป ประเมิน T92


ค�าชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้ ข้อมูลและสารสนเทศที่ดีมีลักษณะอย่างไร สารสนเทศมีความส�าคัญต่อการด�าเนินชีวิตของนักเรียนอย่างไรบ้าง จงอธิบาย การประมวลผลแบบกลุ่มต่างจากการประมวลผลแบบเชื่อมตรงอย่างไร พร้อมยกตัวอย่าง ซอฟต์แวร์แบ่งเป็นกี่ประเภท มีอะไรบ้าง จงอธิบาย กระบวนการจัดการข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศมีกระบวนการหรือขั้นตอนอย่างไร จงอธิบาย 1 2 3 4 5 Unit Question 3 ให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจ โดยพิจารณาข้อความว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุด หากพิจารณาข้อความไม่ถูกต้องให้กลับไปทบทวนเนื้อหาตามหัวข้อที่ก�าหนดให้ ถูก/ผิด ทบทวนหัวข้อ 1. ข้อมูลเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในรูปแบบตัวอักษรตัวเลขสัญลักษณ์ พิเศษ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง 1 2. ลักษณะของสารสนเทศที่ดีมีความถูกต้องแม่นย�า ทันต่อเวลา มี ความสมบูรณ์ครบถ้วน มีความสอดคล้องกับความต้องการของ ผู้ใช้ และสามารถพิสูจน์ได้ 2 3. การจัดการสารสนเทศมีขั้นตอน ดังนี้ การรวบรวมและตรวจสอบ ข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และการดูแลรักษาข้อมูล 2 4. การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศจะน�าข้อมูลมาประมวล ผลโดยคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีการต่าง ๆ และน�าข้อมูลออกมาเป็น สารสนเทศ 2 5. ซอฟต์แวร์ประมวลค�า ได้แก่ โปรแกรม Microsoft Excel และ Lotus 1-2-3 3 Self Check บัน ทึกลงในสมุด 87 แนวตอบ Self Check 1. ถูก 2. ถูก 3. ผิด 4. ถูก 5. ผิด เฉลย Unit Question 1. ขอมูลและสารสนเทศที่ดีจะตองมีลักษณะ ดังนี้ มีความถูกตองแมนยํา ทันตอเวลา มีความ สมบูรณครบถวนของขอมูล มีความสอดคลอง กับความตองการของผูใช และสามารถพิสูจนได 2. สารสนเทศเปนการนําขอมูลมาผานระบบการ ประมวลผล คํานวณ วิเคราะห และแปลความ หมายออกมาเปนขอความที่สามารถนําไปใช ประโยชนในดานตางๆ ไดมากมาย เชน ใชใน การจัดการเรียนการสอนในดานการศึกษา ใชใน การพัฒนาสติปญญาและบุคลิกภาพสวนบุคคล ในดานสังคม ใชในการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ ยุคใหมในดานเศรษฐกิจ และเปนรากฐานที่ จําเปนสําหรับความกาวหนาของอารยธรรม ซึ่งสารสนเทศจะชวยสืบทอดคานิยม ทัศนคติ ศิลปะในดานวัฒนธรรม 3. การประมวลผลแบบเชื่อมตรงเปนวิธีการนํา ขอมูลแตละรายการที่ถูกบันทึกมาประมวลผล ทันที นิยมใชในงานที่ตองการผลลัพธใหกับผู ใชทันที หรือในงานที่ขอมูลจะตองทันสมัยอยู ตลอดเวลา เชน การกดเงินผานตูเอทีเอ็ม สวน การประมวลผลแบบกลุมเปนการเก็บรวบรวม ขอมูลในแตละชวงเวลาหนึ่ง และนําขอมูลที่ไดรับ ในชวงเวลาดังกลาวมาประมวลผลพรอมกัน เชน การเก็บขอมูลเวลาเขาออกของนักเรียน 4. ซอฟตแวรสามารถแบงซอฟตแวรไดเปน 2 ประเภท ดังนี้ • ซอฟตแวรระบบ คือ ซอฟตแวรที่ถูกสรางขึ้นเพื่อใชบริหารจัดการระบบ การจัดสรรทรัพยากร และดําเนินงานพื้นฐานตางๆ ในระบบ เชน การจัดสรร หนวยประมวลผลกลาง การจัดสรรหนวยความจําตางๆ การจัดการขอมูลในแฟมขอมูลบนหนวยความจํารอง • ซอฟตแวรประยุกต คือ ซอฟตแวรที่ใชงานดานตางๆ ตามความตองการของผูใช สามารถนํามาใชประโยชนไดโดยตรง ปจจุบันมีผูพัฒนาซอฟตแวร ใชงานทางดานตางๆ ออกมาจําหนายเปนจํานวนมาก การประยุกตงานคอมพิวเตอรจึงกวางขวางและแพรหลาย 5. กระบวนการจัดการขอมูลเพื่อใหไดมาซึ่งสารสนเทศมีขั้นตอน ดังนี้ • นําเขาขอมูล ประกอบดวยขั้นตอนการรวบรวมขอมูล การตรวจสอบขอมูล และการเตรียมขอมูลใหถูกตอง สมบูรณ • ประมวลผลขอมูล เปนการดําเนินการตางๆ กับขอมูลเพื่อใหไดผลลัพธที่มีความหมายและประโยชนตอการนําไปใชงาน • เก็บรักษาขอมูล เปนการเก็บบันทึกผลลัพธบางสวนที่ยังไมตองการนําไปใชงานในขณะนั้นลงสูสื่อบันทึกขอมูล ตลอดจนปรับปรุงขอมูลใหมีความทันสมัย อยูเสมอ • แสดงผล เปนการจัดรูปแบบของสารสนเทศที่เปนผลลัพธจากการประมวลผลใหอยูในรูปแบบของรายงาน ตาราง แบบฟอรม แผนภูมิ เพื่อใหสะดวก ในการศึกษา นํา สอน สรุป ประเมิน T93


Click to View FlipBook Version