ขอสอบเนนการคิด 4. ข้อเสียของภำษำจำวำ 1) ท�างานได้ช้ากว่า native code หรือโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาอื่น เช่น C หรือ C++ ทั้งนี้ เพราะว ่าโปรแกรมที่เขียนขึ้นด้วยภาษาจาวา จะถูกแปลงเป็นภาษากลาง ก่อน แล้วเมื่อโปรแกรมท�างาน ค�าสั่งของภาษากลางนี้จะถูกเปลี่ยนเป็นภาษาเครื่องอีกทีหนึ่ง ครั้งละค�าสั่ง (หรือกลุ่มของค�าสั่ง) ท�าให้ท�างานช้ากว่า native code ซึ่งอยู่ในรูปของภาษาเครื่อง แล้วตั้งแต่ compile โปรแกรมที่ต้องการความเร็วในการท�างานจึงไม่นิยมเขียนด้วย Java 2) tool ที่มีในการใช้พัฒนาโปรแกรมจาวา มักไม่ค่อยทันสมัย ท�าให้หลายอย่าง โปรแกรมเมอร์จะต้องเป็นคนท�าเอง ท�าให้ต้องเสียเวลาท�างานในส่วนที่ tool ท�าไม่ได้ ถ้าเราดูtool ของ Microsoft จะใช้งานได้ง่ายกว่า และพัฒนาได้เร็วกว่า กำรเขียนชุดค�ำสั่งด้วยภำษำจำวำ เพื่อสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ส�าหรับค�านวณ หาพื้นที่สี่เหลี่ยม ตัวอย่าง class AreaOfRectangle { public static void main (String[] args) { } } ค�าสั่งการค�านวณ/ประมวลผล ค�าสั่งการแสดงผล/ข้อมูลน�าออก การเรียกใช้งานคลาสที่อยู่ ต่างแพ็กเกจ การระบุต�าแหน่งหรือที่อยู่คลาส คลาส ค�าสั่งการรับค่า/ข้อมูลน�าเข้า width และ length double area = width * length; System.out.println("Area of Rectangle is:"+area); Scanner scanner = new Scanner(System.in); System.out.println("Enter width:"); double width = scanner.nextDouble(); System.out.println("Enter length:"); double length = scanner.nextDouble(); import java.util.Scanner; package th.ac.thailand; 40 โปรแกรมเมอร์จะต้องเป็นคนท� 1 ขอใดอธิบายการเขียนโปรแกรมไดถูกตองที่สุด 1. การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อใชในการแกปญหาตามที่ ออกแบบไว 2. กระบวนการใชภาษาคอมพิวเตอรเพื่อแกปญหาตามที่ ออกแบบไว 3. การพัฒนาแอปพลิเคชันเพื่อทํางานอยางใดอยางหนึ่งตามที่ กําหนดไว 4. กระบวนการนําคอมพิวเตอรเขามาชวยในการแกปญหาตาม ที่ออกแบบไว (วิเคราะหคําตอบ การเขียนโปรแกรมเปนกระบวนการใชภาษา คอมพิวเตอรเพื่อแกปญหาตามที่ออกแบบไว ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสอน 20. ครูสุมนักเรียน 2 คน ตอบคําถามวา ขอเสีย ของภาษาจาวามีอะไรบาง จากนั้นครูใหศึกษา ตัวอยางการเขียนชุดคําสั่งดวยภาษาจาวาเพื่อ สรางโปรแกรมคอมพิวเตอรสําหรับคํานวณหา พื้นที่สี่เหลี่ยม ซึ่งครูจะคอยอธิบายวาแตละ กรอบคําสั่งมีหนาที่อยางไรบาง นักเรียนควรรู 1 โปรแกรมเมอร คือ บุคคลที่เขียนโปรแกรมสั่งใหคอมพิวเตอรปฏิบัติตามที่ ตองการได และมีความชํานาญ เขาใจหลักและกฎเกณฑของภาษาตางๆ ที่เขียน เพื่อสื่อสารใหเครื่องคอมพิวเตอรเขาใจ ซึ่งขอดีของอาชีพโปรแกรมเมอร มีดังนี้ • รายไดสูง • เปนอาชีพที่สามารถตอยอดได • เปนที่ตองการของตลาดแรงงาน • สามารถหารายไดเสริมเพิ่มเติมได นํา สอน สรุป ประเมิน T44
ขอสอบเนน การคิด 1.6 รูปแบบการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ผู้เขียนโปรแกรม ต้องเข้าใจหลักการในการเขียนแต ่ละรูปแบบ ซึ่งจะท�าให้ สามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษาโปรแกรม ต ่าง ๆ ได้ง ่ายขึ้น ภาษาโปรแกรมแต ่ละภาษาจะมีลักษณะ หรือรูปแบบการเขียนที่แตกต่างกัน การเลือกภาษาโปรแกรม หรือภาษาคอมพิวเตอร์เพื่อน�ามาเขียนโปรแกรมนั้นขึ้น อยู ่กับปัจจัยต ่าง ๆ เช ่น ความเหมาะสมของโปรแกรมกับ ลักษณะงานที่จะน�าไปใช้ การท�างานร่วมกันได้กับโปรแกรม อื่น ๆ หรืออาจเป็นความถนัดของแต่ละคน เป็นต้น โดยภาษา โปรแกรมในปัจจุบันมีรูปแบบการเขียนโปรแกรมขั้นต้น 3 รูปแบบ แบ่งตามโครงสร้าง ดังนี้ • โครงสร้ำงกำรท�ำงำนแบบเรียงล�ำดับ (sequence structure) เป็นรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่มีการท�างานเป็น ล�าดับขั้นตอน ไล่เรียงล�าดับกันไปเหมือนเส้นตรง ไม่มีการข้าม ขั้นตอน ไม่มีการย้อนกลับไปท�างานเดิมที่ท�าซ�้าไปแล้ว หรือไม่มี การตัดสินใจเพื่อเลือกท�างานใด ๆ • โครงสร้ำงกำรท�ำงำนแบบเลือกท�ำหรือมีเงื่อนไข (condition structure) เป็นรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่มีการ ตัดสินใจ มีทางเลือกให้เลือกกระท�า โดยแต่ละทางเลือกจะมี เงื่อนไข ซึ่งจะต้องผ่านการตรวจสอบเงื่อนไขนั้น ๆ ก่อน จึง จะสามารถท�างานในทางเลือกนั้นได้ ทั้งนี้ ภายในโปรแกรม คอมพิวเตอร์อาจมีการตัดสินใจเช่นนี้อยู่หลายจุด เรียกโครงสร้างการท�างานลักษณะนี้ว่า selection หรือ condition • โครงสร้ำงกำรท�ำงำนแบบท�ำซ�้ำ (iteration structure) เป็นรูปแบบการเขียนโปรแกรม ที่มีการท�างานเดิมซ�้า ๆ โดยมีเงื่อนไขเพื่อก�าหนดจ�านวนรอบในการท�างานซ�้า ซึ่งการท�างานแบบ ท�าซ�้ามี 3 ประเภท คือ การท�างานแบบท�าซ�้าตามจ�านวนรอบที่ระบุ การท�างานแบบท�าซ�้าในขณะ ที่เงื่อนไขเป็นจริง การท�างานแบบท�าซ�้าจนกระทั่งเงื่อนไขเป็นจริง in Real Life Com Sci o_O ปัจจุบันคอมพิวเตอร์นับ ว ่ามีประโยชน์ต ่อมนุษย์มาก ขึ้น ทั้งในด้านการท�างานแทน มนุษย์ในชีวิตประจ�าวัน เช่น ระบบการเงิน การธนาคาร การควบคุม เส้นทางการบิน การผลิตไฟฟ้า การผลิตสินค้า อุปโภคบริโภคต ่าง ๆ หรือ การให้ความบันเทิงด้านภาพ และเสียง ตลอดจนประโยชน์ ด้านการศึกษา ค้นคว้า เช่น การเชื่อมต ่ออินเทอร์เน็ต การค้นคว้าข้อมูล การที่ ค อมพิ วเ ต อร์ สามารถท�างานตามที่มนุษย์ ต้องการได้นั้น จ�าเป็นต้อง ควบคุมการป้อนค�าสั่งให้แก ่ คอมพิวเตอร์ท�างานตามล�าดับ ขั้นตอนที่เราต้องการ ค�าสั่งที่ ใช้ควบคุมเครื่องคอมพิวเตอร์ นั้น เรียกว่า ภาษาคอมพิวเตอร์ 41 ขอสอบเนน การคิด แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับ ฟังคนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3 การท างานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 ความมีน้ าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง ขั้นสอน 21. ครูอธิบายรูปแบบการเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรใหฟงวา การเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรผูเขียนโปรแกรมจะตองเขาใจ หลักการในการเขียนแตละรูปแบบ ซึ่งจะ ทําใหสามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรดวย ภาษาโปรแกรมตางๆ งายขึ้น จากนั้นครูถาม คําถามกับนักเรียนวา ปจจุบันรูปแบบการเขียน โปรแกรมขั้นตนแบงเปนกี่รูปแบบ อะไรบาง ขั้นสรุป ครูและนักเรียนรวมกันสรุปเนื้อหา เรื่อง การ เขียนโปรแกรมเบื้องตน หากนักเรียนคนใดมีขอ สงสัยสามารถสอบถามครูไดทันที ขั้นประเมิน ตารางการวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑการประเมิน ตรวจแบบทดสอบ กอนเรียน แบบทดสอบ กอนเรียน ประเมินตาม สภาพจริง สังเกตพฤติกรรม การทํางาน รายบุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคลและการทํางานกลุมของ นักเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผล จากแบบสังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล และแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมที่แนบมา ทายแผนการจัดการเรียนรูที่ 1 หนวยการเรียนรูที่ 2 โครงสรางโปรแกรมแบบใดที่แสดงขั้นตอนการทํางานตามลําดับ กอน-หลังจากบนลงลาง 1. โครงสรางการทํางานแบบทําซํ้า 2. โครงสรางการทํางานแบบขอความ 3. โครงสรางการทํางานแบบเรียงลําดับ 4. โครงสรางการทํางานแบบเลือกทําหรือมีเงื่อนไข (วิเคราะหคําตอบ โครงสรางการทํางานแบบเรียงลําดับเปน โครงสรางโปรแกรมที่แสดงขั้นตอนการทํางานตามลําดับกอน-หลัง จากบนลงลาง โดยแตละขั้นตอนจะถูกประเมินผลเพียงครั้งเดียว ดังนั้น ตอบขอ 3.) นํา สอน สรุป ประเมิน T45
ขอสอบเนนการคิด 2 ซอฟต์แวร์ที่ใชในการเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ที่ใช้เขียนภาษาโปรแกรมเพื่อสร้างโปรแกรม คอมพิวเตอร์นั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 โปรแกรม Editor ทั่วไป เป็นซอฟต์แวร์ที่มุ่งเน้นการพิมพ์ข้อความหรือการ เขียนชุดค�าสั่งภาษาโปรแกรมเป็นหลัก แต่ไม่ได้ติดตั้งเครื่องมืออ�านวยความสะดวกต่าง ๆ ในการ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ไว้ด้วย โปรแกรม Editor กลุ่มนี้ ส่วนใหญ่สามารถใช้เป็นเครื่องมือ ส�าหรับเขียนภาษาโปรแกรมได้ทุกภาษา ตัวอย่างโปรแกรม Editor ทั่วไป เช่น Notepad EditPlus เป็นต้น กลุ่มที่ 2 โปรแกรม IDE Editor เป็นซอฟต์แวร์ที่รวมเครื่องมืออ�านวยความสะดวก ต่าง ๆ ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ โดยส่วนมากโปรแกรม IDE Editor จะใช้เฉพาะภาษา โปรแกรมภาษาหนึ่ง ๆ หรือกลุ่มภาษาโปรแกรมที่ใกล้เคียงกันเท่านั้น ตัวอย่างโปรแกรม IDE Editor เช่น Turbo C++ ส�าหรับเขียนโปรแกรมด้วยภาษา C โปรแกรม Scratch ส�าหรับเขียนโปรแกรม ด้วยภาษา Scratch โปรแกรม python IDLE ส�าหรับเขียนโปรแกรมด้วยภาษา python โปรแกรม NetBeansIDE ส�าหรับเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Java เป็นต้น 2.1 ตัวอยางซอฟต์แวร์ที่ใชในการเขียนโปรแกรม 1. โปรแกรม Turbo C++ เพื่อเขียนชุดค�ำสั่งภำษำ C เบื้องต้น ภาษาซี เป็นการเขียนโปรแกรมพื้นฐานที่สามารถประยุกต์ใช้กับงานต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น โปรแกรม MATLAB (The MathWorks-MATLAB and Simulink for Technical Computing) ซึ่งเวลาใช้สามารถพิมพ์ชุดค�าสั่งภาษาซีเพิ่มเข้าไปในโปรแกรมค�านวณทางคณิตศาสตร์ ประมวล ผลทางสัญญาณไฟฟ้า และทางไฟฟ้าสื่อสาร ซึ่งท�าให้ประสิทธิภาพของงานที่ท�าดียิ่งขึ้น ภาพที่ 2.6 ตัวอย่างโปรแกรมภาษาซี ภาพที่ 2.7 ตัวอย่างโปรแกรมภาษาซี ซอฟตแวรที่ใชในการเขียน โปรแกรมที่รูจักกันใน ปจจุบันมีอะไรบาง 42 ซอฟต์แวร์ที่ใช้เขียนภาษาโปรแกรมเพื่อสร้างโปรแกรม 1 การทดสอบโปรแกรมมีความสําคัญอยางไร 1. เพื่อตรวจสอบวาผูใชมีความพึงพอใจมากนอยเพียงใด 2. เพื่อตรวจสอบความสมบูรณของฟงกชันการทํางานตางๆ 3. เพื่อหาวิธีการเขียนโปรแกรมที่มีความซับซอนนอยกวาเดิม 4. เพื่อตรวจสอบและแกปญหาการทํางานผิดพลาดของ โปรแกรม (วิเคราะหคําตอบ การทดสอบโปรแกรมเปนขั้นตอนการตรวจสอบ ความถูกตองของโปรแกรมกอนนําไปใชงานจริง เพื่อใหผูเขียน โปรแกรมสามารถระบุความผิดพลาดของโปรแกรมไดในกรณีที่ โปรแกรมมีจุดผิดพลาดซอนอยู พรอมทั้งดําเนินการแกไขในจุด ผิดพลาดดังกลาว ดังนั้น ตอบขอ 4.) ขั้นนํา 1. ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอวา ซอฟตแวร ที่ใชในการเขียนโปรแกรมที่รูจักกันในปจจุบัน มีอะไรบาง จากนั้นใหนักเรียนชวยกันตอบ คําถาม 2. ครูสุมถามคําถามกับนักเรียนภายในชั้นเรียนวา นักเรียนเคยใชงานซอฟตแวรทําชิ้นงานใดบาง ขั้นสอน 1. ครูอธิบาย เรื่อง ซอฟตแวรที่ใชในการเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอรวา สามารถแบงไดเปน 2 กลุม ดังนี้ โปรแกรม Editor ทั่วไป เปน ซอฟตแวรที่มุงเนนการพิมพขอความหรือการ เขียนชุดคําสั่งภาษาโปรแกรมเปนหลัก และ โปรแกรม IDE Editor เปนซอฟตแวรที่รวม เครื่องมืออํานวยความสะดวกตางๆ ในการ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร นักเรียนควรรู 1 ซอฟตแวร คือ โปรแกรมคอมพิวเตอรหรือชุดคําสั่งที่โปรแกรมเมอรเขียนขึ้น ดวยภาษาคอมพิวเตอรภาษาใดภาษาหนึ่ง โดยเครื่องคอมพิวเตอรสามารถเขาใจ เเละปฏิบัติตามได แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ ซอฟตแวรที่นิยมใชในปจจุบัน ไดแก โปรแกรม Turbo C++ โปรแกรม Scratch โปรแกรม Python IDLE โปรแกรม NetBeans IDE นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T46
ขอสอบเนน การคิด โปรแกรมTurbo c/c++เป็นโปรแกรมเขียนภาษา C โดยบอร์แลนด์ซอฟต์แวร์คอร์ปอเรชัน (Borland Software Corporation) ซึ่งเพียบพร้อมไปด้วยเครื่องมือต่าง ๆ มากมาย เช่น โปรแกรม เรียบเรียงข้อความ และโปรแกรมตรวจสอบและแปลค�าสั่ง แถบคีย์ลัด แถบเมนู หน้าต่างเอดิเตอร์ส�าหรับ เขียนชุดค�าสั่ง สั่งให้ ท�างานโดยกด Alt+F9 และ Ctrl+F10 เมนูหลัก (Main Menu) ประกอบด้วย File เก็บรวมรวมค�าสั่งเกี่ยวกับการเปิด-ปิดไฟล์การบันทึกไฟล์การออกจาก โปรแกรม Edit การแก้ไขโปรแกรม การส�าเนาหรือการย้ายข้อความที่ปรากฏบนเอดิเตอร์ Search ค้นหาค�าหรือข้อความที่เขียนในโปรแกรม ตลอดจนการแทนที่ค�า Run รันโปรแกรมที่เขียนด้วยค�าสั่งแบบต่าง ๆ Compile แปลข้อมูลของโปรแกรมที่เป็น source file ให้เป็น object file Debug ตรวจสอบข้อผิดพลาดของโปรแกรม Project ใช้ในการระบุไฟล์ต่าง ๆ ที่จ�าเป็นต้องน�ามาใช้ในตัวโปรแกรมและ project ที่ท�างานอยู่ Option ก�าหนดรายละเอียดต่าง ๆ ของคอมไพเลอร์ เช่น directories compiler เป็นต้น Window จัดการเกี่ยวกับหน้าต่างที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม Help ขอความช่วยเหลือหรือรายละเอียดเกี่ยวกับโปรแกรมในลักษณะต่าง ๆ 43 ภาพที่ 2.8 ตัวอย่างโปรแกรม Turbo c/c++ โครงสรางใดเปนรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่มีการตัดสินใจ แบบมีทางเลือกใหเลือกกระทํา 1. โครงสรางแบบทําซํ้า 2. โครงสรางแบบลําดับ 3. โครงสรางแบบเงื่อนไข 4. โครงสรางแบบวิเคราะหโปรแกรม (วิเคราะหคําตอบ โครงสรางแบบเงื่อนไขเปนรูปแบบการเขียน โปรแกรมที่มีการตัดสินใจ มีทางเลือกใหเลือกกระทํา โดยแตละ ทางเลือกจะมีเงื่อนไข ซึ่งตองผานการตรวจสอบเงื่อนไขนั้นๆ กอน จึงจะสามารถทํางานในทางเลือกนั้นได ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน 2. ครูอธิบายโปรแกรม Turbo C++ เพื่อเขียนชุด คําสั่งภาษา C เบื้องตนวา ภาษา C เปนการ เขียนโปรแกรมพื้นฐานที่สามารถประยุกตใช กับงานตางๆ ไดมากมาย จากนั้นอธิบายสวน ประกอบและเมนูหลักตางๆ ใหนักเรียนฟงวา ประกอบไปดวยอะไรบาง ความรูเสริม สวนประกอบของโปรแกรม Turbo C++ แบงสวนของหนาจอในการใชงานออก เปน 4 สวน ดังนี้ 1. สวนเมนูหลัก (Main Menu) เปนสวนที่แบงการทํางานออกเปนเมนู ตางๆ ตามลักษณะการทํางาน ไดแก เมนู File, Edit, Search, Run, Compile, Debug, Project, Options, Window และ Help 2. สวนเขียนโปรแกรม (Edit) เปนสวนที่ผูใชงานจะใชเพื่อเขียนโปรแกรม โดยคําสั่งที่ใชในการเขียนตองเปนคําสั่งที่รองรับบนภาษา C และ C++ เทานั้น 3. สวนขอความ (Text) เปนสวนของการแสดงขอความที่เปนทั้งผลลัพธ (Output) และสวนของขอความผิดพลาด (Error) ซึ่งจะแจงใหทราบผานทาง หนาจอนี้ 4. สวนฟงกชันคีย (Function Keys) เปนสวนของการแสดงการกดคียลัด เพื่อความรวดเร็วในการทํางาน โดยสวนใหญจะเปนคําสั่งที่ใชงานบอย นํา สอน สรุป ประเมิน T47
1 4 5 7 3 2 8 6 2. โปรแกรม Scratch เพื่อเขียนชุดค�ำสั่งภำษำ Scratch โปรแกรม Scratch เป็นโปรแกรมภาษาที่ผู้เรียนสามารถสร้างชิ้นงานได้อย่างง่าย เช่น นิทานที่สามารถโต้ตอบกับผู้อ่านได้ ภาพเคลื่อนไหว เกม ดนตรี และศิลปะ เมื่อสร้างเป็นชิ้นงาน เสร็จแล้ว สามารถน�าชิ้นงานที่สร้างสรรค์นี้แสดงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับผู้อื่นบน เว็บไซต์ได้ ท�าให้ผู้เรียนได้เรียนรู้หลักการทางคณิตศาสตร์และแนวคิดการโปรแกรมไปพร้อม ๆ กับการคิดอย่างสร้างสรรค์ มีเหตุผล เป็นระบบ และเกิดการท�างานร่วมกัน ส่วนประกอบหลักของโปรแกรม หน้าต่างการท�างานของโปรแกรมScratchมีส่วนประกอบ หลัก ดังนี้ 1 แถบเครื่องมือ 2 เครื่องมือเวที 3 ข้อมูลของเวทีหรือตัวละครที่ถูกเลือก 4 กลุ่มบล็อก ประกอบด้วยชุดค�าสั่งที่จะก�าหนดให้กับตัวละคร หรือเวที 5 บล็อกในกลุ่มที่เลือก เพื่อใช้ในการท�าสคริปต์การท�างานของโปรแกรม 6 พื้นที่ท�างาน เป็นส่วนที่ใช้ในการเขียนสคริปต์ โดยเป็นลักษณะของการลากวาง 7 เวที เป็นสถานที่ที่ให้ตัวละครใช้แสดง สามารถมีภาพฉากหลัง 8 รายการตัวละคร สร้างขึ้นมาเพื่อใช้แสดงบทบาทหน้าที่ต่าง ๆ บนเวที และเวทีที่ใช้ ในโปรเจกต์ปัจจุบัน หมายเหตุ สั่งให้ท�างานโดยการคลิกที่รูปภาพ ที่หน้าต่าง 7 44 ภาพที่ 2.9 หน้าต่างโปรแกรม Scratch กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 3. ครูอธิบายโปรแกรมภาษา Scratch เพื่อเขียน ชุดคําสั่งภาษา Scratch วา เปนโปรแกรม ภาษาที่ผูเรียนสามารถสรางชิ้นงานไดอยางงาย เชน นิทานที่สามารถโตตอบกับผูอานได ภาพ เคลื่อนไหว เกม ดนตรี ศิลปะ เมื่อสรางชิ้น งานเสร็จแลว สามารถนําชิ้นงานที่สรางสรรคนี้ แสดงและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนเว็บไซต ได 4. ครูอธิบายสวนประกอบหลักของโปรแกรม และสุมถามคําถามวา เมื่อนักเรียนตองการ ไปคลิกเลือกบล็อกคําสั่งเพื่อเขียนโปรแกรม สั่งใหคอมพิวเตอรทํางาน จะตองเลือกที่สวน ประกอบใด ใหนักเรียนแบงกลุมเปน 3 กลุม จากนั้นแตละกลุมสงตัวแทน จับสลากเลือกหัวขอที่ครูกําหนดให สรุปทําเปนรายงานแลวออกมา นําเสนอหนาชั้นเรียน โดยมีหัวขอที่ใหจับสลาก ดังนี้ • โปรแกรมภาษา C • โปรแกรมภาษา Scratch • โปรแกรมภาษาไพทอน (Python) ความรูเสริม ขอเสียของโปรแกรมภาษา Scratch มีดังนี้ 1. คุณภาพและความละเอียดของชิ้นงานยังไมดี 2. การสงออกงานคอนขางยุงยาก ตองใชโปรแกรมอื่นเขามาชวย 3. บางคําสั่งหรือฟงกชันการทํางานบางอยาง เมื่อแปลเปนภาษาไทยแลวยัง ไมตรงกับความหมาย นํา สอน สรุป ประเมิน T48
ขอสอบเนน การคิด 3. โปรแกรม Python IDLE เพื่อเขียนชุดค�ำสั่งภำษำ Python การเขียนโปรแกรมด้วยภาษาไพทอนมีวิธีการเขียน 2 วิธี ได้แก่การเขียนโปรแกรมผ่าน ไพทอนเชลล์ หรือที่เรียกว่า IDLE (python GUI) เป็นการท�างานโต้ตอบกับผู้ใช้ทันทีและวิธี ที่เรียกว่า ดอสเชลล์ หรือค�าสั่งสคริปต์ ต้องเขียนค�าสั่งด้วยไพทอนเอดิเตอร์ ได้เป็น Source Code ของภาษาไพทอน หลังจากนั้นต้องสั่งให้โปรแกรมบันทึกเป็นนามสกุลแบบ .py วิธีที่ 1 IDLE (python GUI) ในโหมดนี้ช่วยให้ผู้เขียนโปรแกรมท�างานโต้ตอบกับ ภาษาไพทอนได้โดยตรง เมื่อเขียนค�าสั่งเสร็จในหนึ่งชุดค�าสั่ง โปรแกรมจะเอ็กซีคิวต์ทันทีมีจุดเด่น ที่สีของตัวอักษร และพรอมต์ โดยมีเครื่องหมาย >>> แทนการรอรับค�าสั่ง ดังภาพ ภาพที่ 2.10 ภาพแสดงหน้าต่างการเขียนโปรแกรมกับ Python Shell วิธีที่ 2 โดยการเปิดFile > New window หรือกดปุ่ม Ctrl+N จากหน้าต่างPython GUI ของวิธีที่ 1 หลังจากนั้นให้พิมพ์ค�าสั่งต่าง ๆ ลงไป เหมือนกับเอดิเตอร์อื่น ๆ ซึ่งจะไม่มีสัญลักษณ์ prompt >>> อยู่ด้านหน้าบรรทัด ภาพที่ 2.11 ภาพที่แสดงหน้าต่างการเขียนโปรแกรมกับ GUI 45 ขั้นสอน 5. ครูอธิบายโปรแกรม Python IDLE เพื่อเขียน ชุดคําสั่งภาษาไพทอน วา การเขียนโปรแกรม ดวยภาษาไพทอนมีวิธีเขียน 2 วิธี คือ การเขียน โปรแกรมผานไพทอนเชลลหรือที่เรียกวา IDLE (Python GUI) เปนการทํางานโตตอบกับผูใช ทันที และวิธีที่เรียกวา ดอสเชลล หรือคําสั่ง สคริปต จากนั้นใหนักเรียนศึกษาวิธีการเขียน โปรแกรมแบบ IDLE และดอสเชลล หรือคําสั่ง สคริปต เกร็ดแนะครู ครูอธิบายโปรแกรม Python IDLE เพื่อเขียนชุดคําสั่งภาษาไพทอนให นักเรียนฟง จากนั้นครูถามคําถามนักเรียน ดังนี้ • ซอฟตแวรที่ใชในการเขียนภาษาโปรแกรมแบงเปนกี่กลุม อะไรบาง • ซอฟตแวรใดบางที่ใชในการเขียนโปรแกรม • การออกแบบโปรแกรมมีกี่ลักษณะ อะไรบาง การวิเคราะหและกําหนดรายละเอียดของปญหาตรงกับขอใด 1. เปนการตรวจสอบและปรับปรุง 2. เปนการลงมือดําเนินการแกปญหา 3. เปนการเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี 4. เปนการทําความเขาใจกับปญหาเพื่อแยกขอมูลออกมา (วิเคราะหคําตอบ การวิเคราะหและกําหนดรายละเอียดของ ปญหาเปนการทําความเขาใจกับปญหาเพื่อแยกขอมูลออกมา ดังนั้น ตอบขอ 4.) นํา สอน สรุป ประเมิน T49
เมื่อเขียนโปรแกรมเสร็จแล้ว ถ้าต้องการที่จะจัดเก็บโปรแกรมที่เขียนลงสู่ disk ให้ คลิกเลือกรายการFile เลื่อนไปที่ตัวเลือกSave หรือกดปุ่ม Ctrl+S จะขึ้นไดอะล็อกบ็อกซ์ให้พิมพ์ ชื่อแฟ้มที่ต้องการบันทึก ควรพิมพ์ชื่อนามสกุลเป็น .py ด้วย ดังภาพ ภาพที่ 2.12 ภาพแสดงวิธีการบันทึกโปรแกรม ขั้นตอนต่อไป คือ การสั่ง run โปรแกรม หรือการ execute เพื่อให้โปรแกรมประมวล ผลค�าสั่งให้ได้ผลลัพธ์ตามต้องการ การสั่ง run โดยการคลิกเลือกรายการ run เลือกตัวเลือก run module หรือกดปุ่มคีย์ลัด F5 โปรแกรมจะเปิดไพทอนเชลล์ แสดงผลการท�างาน ดังภาพ ภาพที่ 2.13 ภาพแสดงหน้าต่างการสั่งให้ไพทอนประมวลผลโปรแกรม 46 ขั้นสอน 6. ครูใหนักเรียนศึกษาภาพแสดงวิธีการบันทึก โปรแกรม และภาพแสดงหนาตางการสั่งให โปรแกรมภาษาไพทอนประมวลผล จากนั้นครู ถามคําถามเกี่ยวกับโปรแกรมภาษาไพทอนวา วิธีการเขียนโปรแกรมผานไพทอนเชลลหรือที่ เรียกวา IDEL (Python GUI) แตกตางจากวิธี การเขียนโปรแกรมดอสเชลล หรือคําสั่งสคริปต อยางไร ความรูเสริม ขั้นตอนหรือวิธีการพัฒนาโปรแกรมประกอบดวย 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การวิเคราะหปญหา 2. การออกแบบโปรแกรม 3. การเขียนโปรแกรมดวยภาษาคอมพิวเตอร 4. การทดสอบและแกไขโปรแกรม 5. การทําเอกสารประกอบโปรแกรม 6. การบํารุงรักษาโปรแกรม กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนสืบคนขอมูลวา การเขียนโปรแกรมดวย Python IDLE ในโหมด IDLE กับในโหมด Editor มีขอดี-ขอเสียในการใชงาน แตกตางกันอยางไร พรอมยกตัวอยางการใชงานใหเขาใจ แลวบันทึก ลงในสมุดประจําตัว นํามาสงในชั่วโมงถัดไป นํา สอน สรุป ประเมิน T50
ขอสอบเนน การคิด ในการเขียนค�าสั่งผู้เขียนจะต้องเขียนให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ของภาษาไพทอน ทุก ๆ กรณีการเขียนค�าสั่งผิดพลาดแม้เพียงอักขระเดียว โปรแกรมจะไม่สามารถ run ได้ แต่โปรแกรมจะบอกต�าแหน่งที่ผิดพลาดและคอยแนะน�าให้ผู้เขียนทราบว่าผิดในส่วนใดบ้าง จะแจ้ง บรรทัดที่เขียนผิด ดังภาพ ภาพที่ 2.14 ภาพแสดงผลของ error การแจ้งเตือนค�าสั่งที่ผิด โปรแกรมไพทอนจะสร้างสีส้มระบายข้อความที่ผิด ผู้เขียน โปรแกรมต้องใช้ความรู้และวิจารณญาณ ในการตรวจสอบแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อแก้ไขข้อผิดพลาด ให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์เรียบร้อยแล้ว และให้ทดลอง run โปรแกรมใหม่อีกครั้ง จนกระทั่ง ไม่มีข้อผิดพลาดอื่น ๆ อีก โปรแกรมจะแสดงผลการท�างานออกมาตามต้องการ จุดเด่นของภาษาไพทอน - เป็นภาษาที่มี syntax ที่เรียบง่ายและสะอาด สามารถเรียนรู้ได้ง่าย เข้าใจได้ง่าย - สนับสนุนการเขียนโปรแกรมแบบ OOP - ท�างานแบบ interpreter - dynamic code (ภาษาที่ไม่ต้องก�าหนด type ในการประกาศตัวแปร) 47 เกร็ดแนะครู ครูอธิบายความรูเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรมภาษาไพทอน (Python) ให นักเรียนฟงวา เปนภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอรระดับสูง ซึ่งถูกออกแบบมาให เปนภาษาสคริปตที่อานงาย โดยตัดความซับซอนของโครงสรางและไวยากรณ ของภาษาออกไป ในสวนของการแปลงชุดคําสั่งที่เขียนใหเปนภาษาเครื่อง ไพทอน มีการทํางานแบบ Interpreter คือ เปนการแปลชุดคําสั่งทีละบรรทัด เพื่อปอนเขา สูหนวยประมวลผลใหคอมพิวเตอรทํางานตามที่ตองการ นอกจากนั้นโปรแกรม ภาษาไพทอนยังสามารถนําไปใชในการเขียนโปรแกรมไดหลายประเภท จึง ทําใหมีการนําไปใชกันแพรหลายในหลายองคกรใหญระดับโลก เชน Google, YouTube, Instagram โครงสรางแบบทางเลือกมีลักษณะการทํางานอยางไร 1. ทํางานตามลําดับกอน-หลัง 2. เลือกทํางานแบบเงื่อนไขเปนจริงและเท็จเทานั้น 3. ทําตามคําสั่งแบบหลายทางเลือกมากกวา 2 ทาง 4. ทํางานแบบอยางใดอยางหนึ่งระหวางเงื่อนไขจริงและเท็จ (วิเคราะหคําตอบ โครงสรางแบบทางเลือกมีลักษณะการทํางาน แบบอยางใดอยางหนึ่งระหวางเงื่อนไขจริงและเท็จเปนรูปแบบ โปรแกรมที่มีการตัดสินใจ มีทางเลือกใหเลือกกระทํา ดังนั้น ตอบ ขอ 4.) ขั้นสอน 7. ครูใหนักเรียนศึกษาภาพการแสดงผล error ซึ่ง เปนการแจงเตือนคําสั่งที่ผิด ในโปรแกรม ภาษาไพทอนจะสรางสีสมระบายขอความที่ ผิด ผูเขียนโปรแกรมจะตองใชความรูและ วิจารณญาณในการตรวจสอบและแกไขใหถูก ตอง เมื่อแกไขขอผิดพลาดใหถูกตองตามหลัก ไวยากรณแลว ใหทดลอง run โปรแกรมใหมอีก ครั้งจนกระทั่งไมมีขอผิดพลาดอื่นๆ อีก นํา สอน สรุป ประเมิน T51
4. โปรแกรม NetBeans IDE เพื่อเขียนชุดค�ำสั่งภำษำจำวำ NetBeans คือ เครื่องมือที่ช่วยในการเขียนโปรแกรมภาษาจาวาที่มีประสิทธิภาพ อย่างมาก ท�าให้สามารถพัฒนางานได้ง่ายและเร็ว เพราะ NetBeans มี Editor อยู่ในตัวที่ใช้ในการ เขียนภาษา โปรแกรมมีการแบ่งสีออกเป็นสีๆ ใน Editor เพื่อให้ง่ายต่อการสังเกตและการจัด รูปแบบ เพื่อให้เขียนโปรแกรมได้ง่ายขึ้น มีคอมไพล์ที่สามารถคอมไพล์ได้ง่าย สามารถกด run ได้โดยไม่ต้องกดคอมไพล์ก่อน เพราะ NetBeans จะท�าการคอมไพล์ให้อัตโนมัติ มีปุ่มที่ใช้ส�าหรับ ท�า GUI (Graphic User Interface) อยู่ในตัว สามารถลากวางได้ และมีบริการให้ฟรี โดยมีบริษัท Sun Microsystems เป็นผู้ให้บริการ จึงสามารถมั่นใจได้ว่า เครื่องมือนี้จะรองรับมาตรฐานใหม่ ๆ ของภาษาจาวาในอนาคตได้อย่างแน่นอน ภาพที่ 2.15 หน้าต่างโปรแกรม NetBeans หน้าต่างการท�างานของโปรแกรม NetBeans มีส่วนประกอบหลัก ดังนี้ 1. แถบเมนู (Menu Bar) แสดงเมนูเพื่อเรียกใช้งาน 2. หน้าต่างโปรเจกต์ (Project Window) แสดงโครงสร้างของไฟล์ต่าง ๆ ในโปรเจกต์ 3. หน้าต่างเนวิเกเตอร์ (Navigator Window) แสดงองค์ประกอบของที่ใช้ในโปรเจกต์ 4. หน้าต่างเอดิเตอร์ (Editor Window) ส�าหรับเขียนชุดค�าสั่ง 5. หน้าต่างแสดงผลการท�างาน (Output Window) ส�าหรับแสดงผลการท�างาน 1 4 3 2 5 48 กิจกรรม ทาทาย แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับ ฟังคนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3 การท างานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 ความมีน้ าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง: ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง ขั้นสอน 8. ครูอธิบายโปรแกรม NetBeans IDE เพื่อเขียน ชุดคําสั่งภาษาจาวา ซึ่งเปนเครื่องมือที่ชวยใน การเขียนโปรแกรมภาษาจาวาที่มีประสิทธิภาพ อยางมาก ทําใหสามารถพัฒนางานไดงายและ รวดเร็วขึ้น จากนั้นครูสุมถามคําถามกับนักเรียน วา หนาตางของโปรแกรม NetBeans IDE มีสวน ประกอบหลักอะไรบาง และแตละสวนมีหนาที่ การทํางานอยางไร ขั้นสรุป ครูและนักเรียนรวมกันสรุปเนื้อหา เรื่อง ซอฟตแวรที่ใชในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร หากนักเรียนคนใดมีขอสงสัยสามารถสอบถาม ครูไดทันที ขั้นประเมิน ตารางการวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑการประเมิน ประเมิน การนําเสนอ ผลงาน แบบประเมิน การนําเสนอ ผลงาน ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางาน รายบุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูสามารถประเมินการนําเสนอผลงาน และสังเกตพฤติกรรมการทํางาน รายบุคคลและการทํางานกลุมของนักเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินผล จากแบบประเมินการนําเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล และแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมที่แนบมา ทายแผนการจัดการเรียนรูที่ 2 หนวยการเรียนรูที่ 2 ใหนักเรียนเขียนสรุปการทํางานของซอฟตแวรแตละประเภท วามีลักษณะเฉพาะอยางไรบาง จากนั้นครูสุมเรียกใหยกตัวอยาง 4-5 คน หรือตามความเหมาะสม และหากมีขอสงสัยในการทํางาน ใหสอบถามครูไดภายในชั้นเรียน จากนั้นครูและนักเรียนรวมกัน สรุปความรูที่ไดจากการทํากิจกรรมนี้ นํา สอน สรุป ประเมิน T52
ขอสอบเนน การคิด 3 การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร จากอัลกอริทึม อัลกอริทึม (algorithm) คือ กระบวนการในการ ทํางานที่ใชการตัดสินใจดวยหลักเหตุผลและคณิตศาสตร เปนตัวชวยในการเลือกวิธีการ หรือขั้นตอนการดําเนินงานถึงขั้นตอนสุดทาย เปนวิธีการที่ใชการแยกยอยและเรียงลําดับ ขั้นตอนของกระบวนการในการทํางานตาง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคนหาและแกไข ปญหา โดยอัลกอริทึมเปนกระบวนการแกปญหาที่สามารถเขาใจได มีลําดับหรือวิธีการ ในการแกปญหาอยางเปนขั้นตอนและชัดเจน 3.1 การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรจากอัลกอริทึม คือ การแปลงจากอัลกอริทึมรูปแบบตาง ๆ ใหเปนการเขียนชุดคําสั่งดวยภาษาคอมพิวเตอร การเขียนชุดคําสั่งภาษาซีจากอัลกอริทึมรูปแบบรหัสจําลอง รหัสจําลอง ชุดคําสั่งภาษา C 1. START 2. INPUT width 3. INPUT length 4. COMPUTE area = width * length 5. OUTPUT area 6. STOP #include<stdio.h> #include<conio.h> void main(){ int width, length, area; printf("======================\n"); printf(" Square Area Program\n"); printf("======================\n"); printf("Enter width : "); scanf("%d", &width); printf("Enter longs : "); scanf("%d", &length); printf("======================\n"); area = width * length; printf("Square area is : %d\n", area); printf("======================\n"); } µÑÇÍ‹ҧ นักเรียนสามารถใชการ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร จากอัลกอริทึมเขียน โปรแกรมใดไดบาง 49 ขั้นสอน 1. ครูอธิบาย เรื่อง การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร จากอัลกอริทึมวา อัลกอริทึมเปนกระบวนการ ในการทํางานที่ใชการตัดสินใจดวยหลักเหตุผล และคณิตศาสตรเปนตัวชวยในการเลือกวิธีการ หรือขั้นตอนการดําเนินงานถึงขั้นตอนสุดทาย เปนวิธีการที่ใชการแยกยอยหรือเรียงลําดับขั้น ตอนของกระบวนการในการทํางานตางๆ 2. ครูอธิบายตัวอยาง การเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรจากอัลกอริทึม และใหศึกษาตัวอยาง การเขียนชุดคําสั่งภาษา C จากอัลกอริทึมรูป แบบรหัสจําลอง ขั้นนํา ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอกับนักเรียน วา นักเรียนสามารถใชการเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรจากอัลกอริทึมเขียนโปรแกรมใดได บาง จากนั้นใหนักเรียนชวยกันตอบคําถาม แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ สามารถประยุกตใชการเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรกับชีวิตประจําวันได เชน การเขียน โปรแกรมคํานวณรายรับ-รายจาย การเขียน โปรแกรมคํานวณราคาสินคา การเขียนโปรแกรม คํานวณพื้นที่ทางคณิตศาสตร อัลกอริทึมมีลักษณะอยางไร (วิเคราะหคําตอบ อัลกอริทึมเปนกระบวนการในการทํางานที่ ใชการตัดสินดวยหลักเหตุผลและคณิตศาสตรเปนตัวชวยในการ เลือกวิธีการหรือขั้นตอนการดําเนินงานถึงขั้นตอนสุดทาย เปน วิธีการใชการแยกยอยและเรียงลําดับขั้นตอนของกระบวนการใน การทํางานตางๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการคนหาและแกไข ปญหา) ความรูเสริม เมื่อนํารหัสจําลองไปเขียนโปรแกรมดวยโปรแกรมภาษาใดก็ตาม คําสั่งใน รหัสจําลอง 1 บรรทัด อาจถูกแปลงเปนคําสั่งภาษาคอมพิวเตอรจํานวนหลาย บรรทัด ขึ้นอยูกับโครงสรางการเขียนคําสั่งของแตละภาษาที่แตกตางกัน เชน คําสั่ง รหัสจําลองในการรับขอมูล INPUT Size เมื่อนําไปเขียนโปรแกรมอาจจะกลายเปน คําสั่ง 3 บรรทัด ดังนี้ บรรทัดที่ 1 ประกาศใชตัวแปร size ที่จะใชเก็บคา บรรทัดที่ 2 แสดงขอความ “Enter size : ” ออกทางหนาจอ บรรทัดที่ 3 รับคาขอมูลจากการพิมพเขามาเก็บไวในตัวแปร size นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T53
ขอสอบเนนการคิด ขั้นตอนการเขียนชุดค�าสั่งภาษาซีจากอัลกอริทึมรูปแบบรหัสจ�าลอง 1. แปลงรหัสจ�ำลองกำรน�ำเข้ำข้อมูล INPUT width และ INPUT length เป็นชุดค�าสั่ง ภาษาซีเพื่อประกาศตัวแปร และน�าเข้าข้อมูล ดังนี้ • ประกาศตัวแปร : int width, length, area; • น�าเข้าข้อมูล : printf("Enter width : "); scanf("%d", &width); printf("Enter longs : "); scanf("%d", &length); 2. แปลงรหัสจ�ำลองกำรประมวลผล computer area = width × length เป็นชุดค�าสั่ง ภาษาซี ดังนี้ area = width × length; 3. แปลงรหัสจ�ำลองกำรแสดงผลข้อมูลหรือกำรน�ำข้อมูลออก OUTPUTarea เป็นชุดค�าสั่ง ภาษาซี ดังนี้ printf("Square area is : %d\n", area); 3.2 กรณีศึกษาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ กรณีศึกษำที่ 1 ร้านขายอุปกรณ์การเรียนแห่งหนึ่งก�าลังจัดโปรโมชันส่วนลดสินค้า โดยสินค้าทุกชิ้นจะมีส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ (ร้อยละ 10) จากราคาขายปกติ เช่น สีไม้กล่องละ 200 บาท ส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นส่วนลดกี่บาท โดยต้องการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อค�านวณหาส่วนลดของสินค้า โดยน�าเข้าข้อมูลราคาสินค้าปกติจากแป้นพิมพ์ สีไม้มีราคากล่องละ 200 บาท ส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นส่วนลดกี่บาท โดยแปลง 10 เปอร์เซ็นต์ให้เป็นร้อยละได้ ดังนี้ “ร้อยละ 10 ของ 200” วิธีกำรค�ำนวณ ขั้นตอนที่ 1 น�าราคาสินค้าปกติมาหารด้วย 100 คือ 200/100 = 2 ขั้นตอนที่ 2 หาส่วนลด โดยน�า 10 เปอร์เซ็นต์ มาคูณกับผลลัพธ์จากขั้นตอนที่ 1 คือ 10 × 2 = 20 จะได้ส่วนสด 20 บาท จากราคาปกติ 200 บาท 50 ขั้นสอน 3. ครูอธิบายขั้นตอนการเขียนชุดคําสั่งภาษา C จากอัลกอริทึมรูปแบบรหัสจําลอง และให นักเรียนศึกษากรณีศึกษาการเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอร ซึ่งมีสถานการณวา รานขาย อุปกรณการเรียนแหงหนึ่งกําลังจัดโพรโมชั่น โดยสินคาทุกชิ้นลด 10 เปอรเซ็นต จากราคา ปกติ เชน สีไมกลองละ 200 บาท สวนลด 10 เปอรเซ็นต คิดเปนสวนลดกี่บาท โดยตองการ เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเพื่อคํานวณหา สวนลดของสินคา โดยนําเขาขอมูลราคาสินคา ปกติจากแปนพิมพ โปรแกรมสําเร็จรูปหรือภาษาคอมพิวเตอรมักถูกนํามาชวยใน ขั้นตอนใดของการแกปญหา 1. การดําเนินการแกปญหา 2. การตรวจสอบและปรับปรุง 3. การเลือกเครื่องมือและออกแบบวิธีขั้นตอน 4. การวิเคราะหและกําหนดรายละเอียดของปญหา (วิเคราะหคําตอบ โปรแกรมสําเร็จรูปหรือภาษาคอมพิวเตอรมัก ถูกนํามาชวยในขั้นตอนการดําเนินการแกปญหา ดังนั้น ตอบขอ 1.) ความรูเสริม วิธีการเขียนรหัสจําลอง (Pseudo Code) จะมีรูปแบบในการเขียน ดังนี้ • รูปแบบการเขียนเปนไดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ • ใชคําหรือประโยคสั้นๆ ที่สื่อความหมายไดชัดเจนและเขาใจงาย • ลักษณะการเขียนเริ่มตนจากบนลงลาง โดยมีทางเขา 1 ทาง และทางออก 1 ทาง • การเขียนแตละคําสั่งควรแยกเปนบรรทัด ไมควรเขียนหลายคําสั่งใน บรรทัดเดียว • การเขียนคําสั่งควรมีการยอหนาหรือเวนวรรค เพื่อใหเกิดความสวยงาม เขาใจงาย • ตองมีการเริ่มตน (Start/Begin) ตามดวยชื่อของกิจกรรมนั้น และตองมี จุดสิ้นสุด (End) เสมอ นํา สอน สรุป ประเมิน T54
ขั้นตอนที่ 1 การวิเคราะห์ปัญหา 1. ก�ำหนดวัตถุประสงค์ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ • เพื่อค�ำนวณหำส่วนลดรำคำสินค้ำ 2. ก�ำหนดลักษณะข้อมูลน�ำเข้ำ (input) • ข้อมูลรำคำสินค้ำปกติ เป็นประเภทเลขจ�ำนวนเต็ม • ก�ำหนดข้อมูลน�ำเข้ำเป็นตัวแปร - price แทนข้อมูลรำคำสินค้ำปกติ 3. ก�ำหนดลักษณะข้อมูลน�ำออก (output) • ข้อมูลส่วนลด เป็นประเภทตัวเลข • ก�ำหนดข้อมูลน�ำออกเป็นตัวแปร โดยให้discount แทนข้อมูลส่วนลด 4. ก�ำหนดวิธีกำรประมวลผล (process) • ขั้นตอนที่ 1 ผลลัพธ์ชั่วครำว = รำคำสินค้ำปกติ / 100 - ก�ำหนดวิธีกำรประมวลผลเป็นสมกำรได้ ดังนี้temp = price / 100 • ขั้นตอนที่ 2 ส่วนลด = เปอร์เซ็นต์ส่วนลด × ผลลัพธ์ชั่วครำว - ก�ำหนดวิธีกำรประมวลผลเป็นสมกำรได้ ดังนี้discount = 10 × temp ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบโปรแกรม 1. ออกแบบอัลกอริทึม ภาษาธรรมชาติ รหัสจ�าลอง 1. เริ่มต้นกำรท�ำงำน 1. START 2. น�ำเข้ำข้อมูล รำคำสินค้ำปกติ 2. INPUT price 3. ค�ำนวณ ผลลัพธ์ชั่วครำว = รำคำสินค้ำปกติ / 100 3. COMPUTE temp = price / 100 4. ค�ำนวณ ส่วนลด = เปอร์เซ็นต์ส่วนลด × ผลลัพธ์ชั่วครำว 4. COMPUTE discount = 10 × temp 5. แสดงผล ส่วนลด 5. OUTPUT discount 6. จบกำรท�ำงำน 6. STOP 51 กิจกรรม ทาทาย 1. ก�ำหนดวัตถุประสงค์ของโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1 ขั้นสอน 4. จากกรณีศึกษาขางตน ครูอธิบายขั้นตอน การเขียนโปรแกรม โดยขั้นตอนที่ 1 จะตอง วิเคราะหปญหาจากสถานการณดังกลาว ซึ่ง ตองกําหนดวัตถุประสงคของโปรแกรม คอมพิวเตอร กําหนดลักษณะขอมูลนําเขา กําหนดลักษณะขอมูลนําออก และกําหนดวิธี การประมวลผล จากนั้นขั้นตอนที่ 2 ใหออกแบบ อัลกอริทึมโดยการเขียนภาษาธรรมชาติ รหัส จําลอง และผังงานจากสถานการณดังกลาว นักเรียนควรรู 1 โปรแกรมคอมพิวเตอร คือ กลุมคําสั่งที่เรียบเรียงตามไวยากรณเพื่อสั่งงาน ใหเครื่องคอมพิวเตอรทํางานในสิ่งที่ตองการ เชน โปรแกรมคอมพิวเตอรเพื่อ งานบัญชี เปนกลุมคําสั่งที่เรียบเรียงขึ้นเพื่อสั่งใหคอมพิวเตอรทํางานดาน บัญชี โปรแกรมคอมพิวเตอรสําหรับการบริหารสถานศึกษา เปนกลุมคําสั่ง ที่เรียบเรียงขึ้นเพื่อใหรองรับการทํางานในสถาบันการศึกษา ดังนั้น การเขียน โปรแกรมคอมพิวเตอรจึงเปนการเขียนกลุมคําสั่งอยางเปนกระบวนการที่มี ขั้นตอนและถูกตองตรงตามไวยากรณ เพื่อสั่งการใหคอมพิวเตอรประมวลผล และทํางานในสิ่งที่ตองการ ใหนักเรียนออกแบบอัลกอริทึมและเขียนโปรแกรม คอมพิวเตอรดวยภาษา C จากอัลกอริทึมเพื่อคํานวณพื้นที่สี่เหลี่ยม ผืนผาและแสดงผลลัพธการคํานวณ สูตรการคํานวณหาพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผา = กวาง × ยาว นํา สอน สรุป ประเมิน T55
ขอสอบเนนการคิด ผังงาน START discount discount = 10 * temp temp = price / 100 price STOP 2. ออกแบบส่วนติดต่อกับผู้ใช้งาน ============================== Calculate Discount Program============================== Enter price : <input> ============================== Discount is : <output> ============================== ขั้นตอนที่ 3 กำรเขียนโปรแกรม รูปแบบการเขียนโปรแกรม : โครงสร้างการท�างานแบบเรียงล�าดับ (sequence structure) โดยโปรแกรมค�านวณส่วนลดนี้มีการใช้ตัวแปร ดังนี้ - price แทนราคาสินค้าปกติ - temp แทนผลลัพธ์ชั่วคราว - discount แทนส่วนลด #include<stdio.h> #include<conio.h> void main(){ int price, temp, discount; printf("======================\n"); printf(" Calculate Discount Program\n"); printf("======================\n"); printf("Enter price : "); scanf("%d", &price); temp = price / 100; discount = 10 * temp; printf("======================\n"); printf("Discount is : %d\n"); printf("======================\n"); } 52 ขั้นสอน 5. ครูใหนักเรียนศึกษาการออกแบบสวนติดตอ กับผูใชงาน และขั้นตอนที่ 3 เปนขั้นการเขียน โปรแกรม โดยใหนักเรียนศึกษารูปแบบการ เขียนโปรแกรมและตัวแปรตางๆ ที่ใชในการ เขียนโปรแกรมนี้ขึ้นมา เกร็ดแนะครู ครูถามคําถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียนมาทั้งหมดกับนักเรียนภายในชั้นเรียน ดังนี้ • หลักการเขียนโปรแกรมเบื้องตนมีอะไรบาง แตละขอมีลักษณะอยางไร • ซอฟตแวรที่ใชในการเขียนโปรแกรมมีซอฟตแวรอะไรบาง • NetBeans เปนเครื่องมืออะไร และใชในการเขียนโปรแกรมภาษาใด • นักเรียนไดประโยชนอะไรบางจากการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบื้องตน โปรแกรม Editor และโปรแกรม IDE Editor มีความแตกตางกัน อยางไร (วิเคราะหคําตอบ โปรแกรม Editor เปนซอฟตแวรที่เนนการพิมพ ขอความหรือการเขียนชุดคําสั่งภาษาโปรแกรมเปนหลัก สวน โปรแกรม IDE Editor เปนซอฟตแวรที่รวมเครื่องมืออํานวยความ สะดวกตางๆ ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร เชน เครื่องมือ ชวยออกแบบหนาจอ) นํา สอน สรุป ประเมิน T56
ขอสอบเนน การคิด ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 1. ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2. ทักษะการคิดและการแก้ปัญหา 3. ทักษะการสื่อสาร ค�าชี้แจง ให้นักเรียนท�าตามค�าสั่งต่อไปนี้ 1. ออกแบบอัลกอริทึมด้วยรหัสจ�าลอง (Pseudo Code) และเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากอัลกอริทึม เพื่อค�านวณอัตราเร็วของรถไฟจากสถานีต้นทางไปยังสถานีปลายทาง โดยรถไฟไม่จอดสถานีใดเลย ให้ ระยะทางระหว่างสถานีต้นทางไปยังสถานีปลายทาง และเวลาที่ใช้ในการเดินทางระหว่างสถานีต้นทางไป ยังสถานีปลายทางเป็นข้อมูลน�าเข้า เช่น รถไฟเดินทางจากสถานีหัวล�าโพงไปยังสถานีเชียงใหม่ที่มีระยะ ทาง 700 กิโลเมตร และใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 7 ชั่วโมง รถไฟวิ่งด้วยอัตราความเร็วกี่กิโลเมตรต่อชั่วโมง วิธีการค�านวณ อัตราความเร็ว = ระยะทาง/เวลาเดินทาง speed = distance/time 2. ออกแบบอัลกอริทึมด้วยผังงาน (flowchart) และเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากอัลกอริทึมเพื่อค�านวณการ แปลงค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทไทย และแสดงผลลัพธ์การค�านวณ โดยให้อัตราค่าเงินบาทไทย ต่อ 1 ดอลลาร์ และจ�านวนเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นข้อมูลน�าเข้า เช่น เงิน 3 ดอลลาร์สหรัฐจะเท่ากับเงิน บาทไทยกี่บาท เมื่ออัตราค่าเงินบาทไทยต่อ 1 ดอลลาร์ เท่ากับ 33 บาท วิธีการค�านวณ จ�านวนเงินบาทไทย = จ�านวนเงินสกุลดอลลาร์ × อัตราค่าเงินบาทไทยต่อ 1 ดอลลาร์ thaibaht = dollars × rate 3. ออกแบบอัลกอริทึมและเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ด้วยภาษา C จากอัลกอริทึมเพื่อค�านวณพื้นที่ สามเหลี่ยมและแสดงผลลัพธ์การค�านวณ สูตรการค�านวณพื้นที่สามเหลี่ยม พื้นที่สามเหลี่ยม = × ฐาน × สูง Area of a Triangle = × base × height 1 2 1 2 การออกแบบอัลกอริทึม Com Sci activity 53 ขั้นสอน 6. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม Com Sci activity เรื่อง การออกแบบอัลกอริทึม เมื่อนักเรียนทํา เสร็จ ครูจะสุมใหนักเรียนออกมาเฉลยกิจกรรม ขอใดเปนลักษณะของการเขียนผังงานที่ดี 1. เขียนสัญลักษณใหมีขนาดเล็กที่สุด 2. ใชลูกศรแสดงทิศทางจากบนลงลางหรือซายไปขวา 3. ทุกผังงานตองมีจุดเริ่มตนและจุดสิ้นสุดเพียงอยางละ 2 จุด เทานั้น 4. สัญลักษณการตัดสินใจมีลูกศรชี้ทิศทางเขา 1 ทิศทาง และมี ลูกศรชี้ทิศทางออก 2 ทิศทาง โดยไมตองกําหนดความหมาย ของการออกจากสัญลักษณ (วิเคราะหคําตอบ ลักษณะของการเขียนผังงานที่ดีจะตองใชลูกศร แสดงทิศทางของลําดับขั้นตอนการทํางานจากบนลงลางหรือซาย ไปขวา ดังนั้น ตอบขอ 2.) ความรูเสริม ประเภทของผังงานสามารถแบงได 2 ประเภท ดังนี้ 1. ผังงานระบบ (System Flowchart) เปนผังงานที่แสดงการทํางานของ ระบบซึ่งแสดงภาพรวมของระบบ โดยมีการนําขอมูลเขา ประมวลผล และขอมูล ออก 2. ผังงานโปรแกรม (Program Flowchart) เปนผังงานที่แสดงการทํางานยอย หรือลําดับในโปรแกรม ซึ่งแสดงรายละเอียดขั้นตอนการทํางานและประมวลผล โปรแกรมนั้นๆ ทําใหรูวิธีการคํานวณรับขอมูลจากสื่อใด และประมวลผลอยางไร รวมถึงการแสดงผลลัพธดวยสื่อหรือวิธีการใด นํา สอน สรุป ประเมิน T57
การออกแบบและการเขียน โปรแกรมเบื้องตน Summary การเขียนโปรแกรมเบื้องตน โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (computer programming) คือ ชุดค�าสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์สามารถ ท�างานได้ตรงตามความต้องการและถูกต้อง เช่น โปรแกรมคอมพิวเตอร์ส�าหรับสั่งให้คอมพิวเตอร์ พิมพ์เอกสาร โปรแกรมส�าหรับวาดภาพ เป็นต้น หลักกำรเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น การทดสอบโปรแกรม (Testing) หลักกำรเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เบื้องต้น การก�าหนด/วิเคราะห์ปัญหา (Analysis the problem) การออกแบบโปรแกรม (Design a program) การเขียนโปรแกรม (Coding) ซอฟต์แวร์ที่ใช้เขียนภาษาโปรแกรมเพื่อสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ นั้น สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ กลุ่มที่ 1 โปรแกรม Editor เป็นซอฟต์แวร์ที่มุ ่งเน้นการพิมพ์ ข้อความหรือการเขียนชุดค�าสั่งภาษาโปรแกรมเป็นหลัก กลุ่มที่ 2 โปรแกรม IDE Editor เป็นซอฟต์แวร์ที่รวมเครื่องมืออ�านวยความสะดวก ต่าง ๆ ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น เครื่องมือช่วยออกแบบหน้าจอ เป็นต้น อัลกอริทึม (algorithm) คือ กระบวนการในการท�างานที่ใช้การตัดสินใจด้วยหลักเหตุผลและ คณิตศาสตร์ เป็นตัวช่วยในการเลือกวิธีการ หรือขั้นตอนการด�าเนินงานถึงขั้นตอนสุดท้าย เป็นวิธี การที่ใช้แยกย่อยและเรียงล�าดับขั้นตอนของกระบวนการในการท�างานต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการค้นหาและแก้ไขปัญหา โดยอัลกอริทึมเป็นกระบวนการแก้ปัญหาที่สามารถเข้าใจได้ มีล�าดับ หรือวิธีการในการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและชัดเจน ซอฟต์แวร์ที่ใชในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ การเขียนโปรแกรมอัลกอริทึม เป็นซอฟต์แวร์ที่มุ ่งเน้นการพิมพ์ ซอฟต์แวร์ที่ใช้เขียนภาษาโปรแกรมเพื่อสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 54 ขั้นสรุป 1. นักเรียนและครูรวมกันสรุปเนื้อหาการเรียน หนวยการเรียนรูที่ 2 การออกแบบและการ เขียนโปรแกรมเบื้องตน 2. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองโดย พิจารณาขอความวาถูกหรือผิด หากพิจารณา ขอความไมถูกตอง ใหกลับไปทบทวนเนื้อหา ตามหัวขอที่กําหนดให 3. นักเรียนทําแบบฝกหัดประจําหนวยการเรียนรู และใหนักเรียนตอบคําถามลงในสมุด 4. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียนหนวยการ เรียนรูที่ 2 การออกแบบและการเขียนโปรแกรม เบื้องตน ขั้นประเมิน ตารางการวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑการประเมิน ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน แบบทดสอบ หลังเรียน รอยละ 60 ผานเกณฑ ประเมิน การนําเสนอ ผลงาน แบบประเมิน การนําเสนอ ผลงาน ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางาน รายบุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูสามารถประเมินการนําเสนอผลงาน และสังเกตพฤติกรรมการทํางาน รายบุคคลและการทํางานกลุมของนักเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินผล จากแบบประเมินการนําเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล และแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมที่แนบมา ทายแผนการจัดการเรียนรูที่ 3 หนวยการเรียนรูที่ 2 แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง:ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3 การท างานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 ความมีน าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับ ฟังคนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่่าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่่ากว่า 8 ปรับปรุง กิจกรรม 21st Century Skills 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 3-4 คน 2. ใหนักเรียนรวมกันเขียนแผนผังความคิด เรื่อง การออกแบบและ การเขียนโปรแกรมเบื้องตน ลงในกระดาษที่ครูแจกให พรอม ตกแตงใหสวยงาม 3. นําเสนอผลงานหนาชั้นเรียน 4. ครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรูที่ไดจากการทํากิจกรรมนี้ นํา สอน สรุป ประเมิน T58
ค�ำชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�ำถำมต่อไปนี้ การเขียนโปรแกรมเบื้องต้นคืออะไรและมีหลักการในการเขียนโปรแกรมอย่างไร การออกแบบโปรแกรมมีกี่ลักษณะและแต่ละลักษณะแตกต่างกันอย่างไร ซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมมีอะไรบ้างและแต่ละชนิดมีลักษณะเด่นอย่างไร จงออกแบบอัลกอริทึมและรหัสจ�าลองของการค�านวณหาพื้นที่วงกลมทั้งนี้ให้รับค่ารัศมี และแสดงผลลัพธ์ที่ได้ทางเครื่องพิมพ์ การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากอัลกอริทึมคืออะไร และมีวิธีการเขียนอย่างไรบ้าง จงอธิบาย 1 2 3 4 5 Unit Question 2 ให้นักเรียนตรวจสอบควำมเข้ำใจ โดยพิจำรณำข้อควำมว่ำถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุด หำกพิจำรณำข้อควำมไม่ถูกต้อง ให้กลับไปทบทวนเนื้อหำตำมหัวข้อที่ก�ำหนดให้ ถูก/ผิด ทบทวนหัวข้อ 1.ชุดค�าสั่งที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ท�างานตรงตามความต้องการ เรียกว่าโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 1 2.หลักการเขียนโปรแกรมประกอบไปด้วย การวิเคราะห์ปัญหา การก�าหนดตัวแปรการออกแบบโปรแกรมการเขียนโปรแกรม และการแก้ไขโปรแกรม 1.1 3.โปรแกรมEditor เป็นซอฟต์แวร์ที่รวมเครื่องอ�านวยความสะดวก ต่างๆในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2 4.โปรแกรมภาษาCถือเป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม อย่างหนึ่ง 2 5.เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์จากอัลกอริทึม คือการแปลง จากอัลกอริทึมรูปแบบต่างๆให้เป็นการเขียนชุดค�าสั่งด้วยภาษา คอมพิวเตอร์ 3 Self Check บัน ทึกลงในสมุด 55 แนวตอบ Self Check 1. ถูก 2. ผิด 3. ผิด 4. ถูก 5. ถูก เฉลย Unit Question 1. การเขียนโปรแกรม คือ การเขียนชุดคําสั่งดวย โปรแกรมที่สั่งใหคอมพิวเตอรสามารถทํางาน ไดตรงตามความตองการ และสามารถทํางาน ไดอยางถูกตอง ซึ่งเปนการกําหนดขั้นตอนให คอมพิวเตอรทํางานตามลําดับและรูปแบบที่ กําหนดไว โดยหลักการเขียนโปรแกรม ผูเขียน จะตองเลือกใชโปรแกรมภาษาที่เหมาะสม โดย ตองเขาใจโครงสรางและไวยากรณของภาษานั้น ซึ่งหลักการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรเบื้องตน มีขั้นตอน ดังนี้ การกําหนดและวิเคราะหปญหา การออกแบบโปรแกรม การเขียนโปรแกรม และ การทดสอบโปรแกรม 2. การออกแบบโปรแกรมมี 2 ลักษณะ คือ การออก แบบอัลกอริทึม เปนการออกแบบลําดับขั้นตอน การทํางานกอนและหลังของโปรแกรม และ การออกแบบสวนติดตอผูใช เปนการออกแบบ หนาจอการทํางานของโปรแกรมคอมพิวเตอร จะตองออกแบบใหใชงานงาย สะดวก และไม ซับซอน 3. ซอฟตแวรที่ใชในการเขียนโปรแกรม เชน โปรแกรม Turbo C++ ใชเขียนชุดคําสั่งภาษา C เบื้องตน ซึ่งภาษา C เปนการเขียนโปรแกรมพื้นฐานที่สามารถ ประยุกตใชกับงานตาง ๆ ไดมากมาย โปรแกรม Scratch ใชเขียนชุดคําสั่งภาษา Scratch เปนโปรแกรมภาษาที่ผูเรียนสามารถสรางชิ้นงานไดอยางงาย โปรแกรม Python IDLE ใชเขียนชุดคําสั่งภาษา Python โปรแกรม NetBeans IDE ใชเขียนชุดคําสั่งภาษา Java 4. ออกแบบอัลกอริทึมและรหัสจําลองของการคํานวณหาพื้นที่วงกลม ภาษาธรรมชาติ รหัสจําลอง 1. เริ่มตนการทํางาน 1. START 2. นําเขาขอมูล r (รัศมีของวงกลม) 2. INPUT r 3. ประมวลผล area =3.14×(r×r) 3. area =3.14×(r×r) 4. พิมพคา area (พื้นที่ของวงกลม) 4. Print area 5. จบการทํางาน 5. STOP 5. การเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอรจากอัลกอริทึมเปนการแปลงจากอัลกอริทึมรูปแบบตางๆ ใหเปนการเขียนชุดคําสั่งดวยภาษาคอมพิวเตอรและมีวิธีการ เขียน ดังนี้ วิเคราะหปญหา ออกแบบโปรแกรม และเขียนโปรแกรม นํา สอน สรุป ประเมิน T59
Chapter Overview แผนการจัด การเร�ยนรู สื่อที่ใช จ�ดประสงค ว�ธ�สอน ประเมิน ทักษะที่ได คุณลักษณะ อันพึงประสงค แผนฯ ที่ 1 นักสํารวจรุน เยาว 6 ชั่วโมง - แบบทดสอบกอนเรียน - หนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) ม.1 - แบบฝกหัดรายวิชา พื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) ม.1 1. นักเรียนเขาใจและบอก ลักษณะของขอมูลปฐมภูมิ ได (K) 2. นักเรียนสามารถเก็บ รวบรวมขอมูลปฐมภูมิ ประมวลผลและนําเสนอ ขอมูลในรูปแบบของ สารสนเทศได (P) 3. นักเรียนยกตัวอยางการใช ขอมูลปฐมภูมิในชีวิต ประจําวันอยางสรางสรรค ได (A) - บทบาท สมมติ - แบบประเมิน การนําเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม - สังเกตคุณลักษณะ อันพึงประสงค - ทักษะการคิดอยาง มีวิจารณญาณ - ทักษะการทํางาน รวมกัน - ทักษะการสื่อสาร - ทักษะความคิด สรางสรรค - มีวินัย - ใฝเรียนรู - มุงมั่นใน การทํางาน แผนฯ ที่ 2 เสนทางของ นักสํารวจ 4 ชั่วโมง - หนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) ม.1 - แบบฝกหัดรายวิชา พื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการคํานวณ) ม.1 - แบบทดสอบหลังเรียน 1. นักเรียนสามารถอธิบาย ลักษณะของขอมูลทุติยภูมิ และสารสนเทศได (K) 2. นักเรียนสามารถใช อินเทอรเน็ตในการสืบคน ขอมูล ประมวลผล และ นําเสนอขอมูลได (P) 3. นักเรียนยกตัวอยางการใช ขอมูลสารสนเทศ ซอฟตแวร หรืออินเทอรเน็ตที่เกิด ประโยชนในชีวิตประจําวัน (A) - แบบเกม - ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน - แบบประเมิน การนําเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม - สังเกตคุณลักษณะ อันพึงประสงค - ทักษะการคิดอยาง มีวิจารณญาณ - ทักษะการทํางาน รวมกัน - ทักษะการสื่อสาร - ทักษะความคิด สรางสรรค - มีวินัย - ใฝเรียนรู - มุงมั่นใน การทํางาน T60
INPUT PROCESS OUTPUT ขอมูลเขา ขอมูลนักเรียนแตละคน เชน ชื่อ ผลการเรียน การประมวลผล คอมพิวเตอรประมวลผลโดย การเรียงขอมูลและการจัดกลุม ขอมูล ขอมูลออก สารสนเทศ กราฟแสดงผลการ เรียนของนักเรียนระดับตาง ๆ Chapter Concept Overview ขอมูลกับสารสนเทศ ขอมูล คือ ขอเท็จจริงหรือเหตุการณที่เกี่ยวของกับสิ่งตาง ๆ เปนไดทั้งตัวเลข ขอความ ภาพ และเสียง โดยอาจหมายถึง คน สัตว สิ่งของ หรือเหตุการณตาง ๆ ซึ่งเกิดจากการสังเกต การจดบันทึก การสัมภาษณ แบบสอบถาม และมีการเก็บรวบรวมไว และสามารถเรียก ขอมูลเหลานั้นมาใชใหเกิดประโยชนไดในภายหลัง ตัวอยางของขอมูล เชน คะแนนสอบ ชื่อ เพศ อายุ สารสนเทศ คือ การนําขอมูลมาผานระบบการประมวลผล คํานวณ วิเคราะห และแปลความหมายออกมาเปนขอความที่สามารถนํา ไปใชประโยชนในดานตาง ๆ ไดมากมาย ทําใหคําวาสารสนเทศมีความหมายที่กวางและหลากหลาย ทั้งความหมายในเชิงเทคนิคและ ความหมายของสารสนเทศในชีวิตประจําวัน เชน สารสนเทศที่เปนความรูจากเครือขายคอมพิวเตอร จากโทรศัพทมือถือ สารสนเทศระบบ สื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม เชน ฝาก-ถอนเงินผานใชตูเอทีเอ็ม การจองตั๋วเครื่องบิน การประมวลผลขอมูลสารสนเทศ การประมวลผลขอมูลใหเปนสารสนเทศเปนการทําขอมูลใหเปนสารสนเทศที่จะเปนประโยชนตอการใชงาน จําเปนตองอาศัยเทคโนโลยี เขามาชวยในการดําเนินการ เริ่มตั้งแตการรวบรวม การตรวจสอบ การดําเนินการประมวลผลขอมูลใหกลายเปนสารสนเทศ และการดูแล รักษาสารสนเทศเพื่อการใชงาน ซึ่งการประมวลผลขอมูลใหเปนสารสนเทศเปนการกระทําของเครื่องคอมพิวเตอรกับขอมูล เชน การรวบรวม ขอมูลเปนแฟมขอมูล การคํานวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลําดับ การจัดกลุมขอมูล การทํารายงาน ซอฟตแวรและการเลือกใชงาน ซอฟตแวร คือ ชุดคําสั่งหรือโปรแกรมที่ใชสั่งเครื่องคอมพิวเตอรใหทํางานไดตรงตามความตองการและถูกตอง รวมถึงการควบคุมการ ทํางานของอุปกรณตาง ๆ ซึ่งซอฟตแวรเปนสิ่งที่จับตองไมได แตสามารถรับรูการทํางานได สามารถแบงซอฟตแวรไดเปน 2 ประเภท ดังนี้ 1. ซอฟตแวรระบบ คือ ซอฟตแวรที่ถูกสรางขึ้นเพื่อใชบริหารจัดการระบบ การจัดสรรทรัพยากร และดําเนินงานพื้นฐานตาง ๆ ในระบบ เชน การจัดสรรหนวยประมวลผลกลาง การจัดสรรหนวยความจําตาง ๆ การจัดการขอมูลในแฟมขอมูลบนหนวยความจํารอง การรับขอมูลจากแผงแปนอักขระแลวแปลความหมายใหคอมพิวเตอรเขาใจ 2. ซอฟตแวรประยุกต คือ ซอฟตแวรที่ใชงานดานตาง ๆ ตามความตองการของผูใช สามารถนํามาใชประโยชนไดโดยตรง ปจจุบัน มีผูพัฒนาซอฟตแวรใชงานทางดานตาง ๆ ออกมาจําหนายเปนจํานวนมาก การประยุกตงานคอมพิวเตอรจึงกวางขวางและแพรหลาย อาจแบงซอฟตแวรประยุกตออกเปน 2 กลุม คือ ซอฟตแวรสําเร็จและซอฟตแวรที่พัฒนาขึ้นใชเฉพาะงาน T61
หนวยการเรียนรูที่ ตัวชี้วัด ว 4.2 ม.1/3 รวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ ประมวลผล ประเมินผล น�าเสนอข้อมูลและสารสนเทศตามวัตถุประสงค์โดยใช้ซอฟต์แวร์ หรือบริการบนอินเทอร์เน็ตที่หลากหลาย การจัดการ ขอมูลสารสนเทศ การจัดการขอมูลสารสนเทศในปจจุบันนั้น อินเทอรเน็ต นับเปนเครือขายสื่อสารที่สําคัญมากและครอบคลุมทั่วโลก อีกทั้งเปนแหลงขอมูลที่ทุกคนเขาถึงตลอดเวลา ใชจัดเก็บ และรวบรวมขอมูลไดจํานวนมาก 3 ขั้นนํา 1. ครูใหนักเรียนภายในชั้นเรียนทําแบบทดสอบ กอนเรียน เรื่อง การจัดการขอมูลสารสนเทศ เพื่อเปนการทบทวนความรูและวัดพื้นฐาน ความรูกอนที่จะเริ่มเรียนเนื้อหาใหม 2. ครูกลาวใหนักเรียนฟงวา การจัดการขอมูล สารสนเทศในปจจุบัน อินเทอรเน็ตนับเปน เครือขายสื่อสารที่สําคัญมากและครอบคลุม ทั่วโลก อีกทั้งเปนแหลงขอมูลที่ทุกคนเขาถึง ตลอดเวลา ใชจัดเก็บและรวบรวมขอมูลไดเปน จํานวนมาก จากนั้นครูถามคําถามนักเรียนวา นักเรียนมีวิธีการเก็บขอมูลสวนตัวของเพื่อน รวมชั้นเรียนอยางไรใหไดขอมูลตามที่ตองการ และสุมนักเรียน 2-3 คน ตอบคําถามนี้ เกร็ดแนะครู ในการจัดการเรียนการสอน เรื่อง การจัดการขอมูลสารสนเทศ ครูควรยก ตัวอยางเทคโนโลยีใหมๆ ที่เขามามีบทบาทในการจัดการขอมูลสารสนเทศ และชวยตอบสนองตอความตองการของมนุษยใหมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อใหนักเรียนไดตระหนักถึงความสําคัญและประโยชนของเทคโนโลยีใน การจัดการขอมูลสารสนเทศที่พบในชีวิตประจําวัน นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T62
ขอสอบเนน การคิด 1 ขอมูลกับสารสนเทศ มนุษยใหความสนใจกับขอมูลและสารสนเทศ มาตั้งแตอดีต มีการเผยแพรขอมูลและสารสนเทศหลาก หลายรูปแบบตั้งแตหนังสือพิมพ วิทยุ โทรทัศน ซึ่งในปจจุบันอินเทอรเน็ตนับเปน เครือขายของการสื่อสารที่ครอบคลุมทั่วโลก มีการแลกเปลี่ยนขอมูลสารสนเทศที่สะดวก รวดเร็ว เปนแหลงขอมูลที่ทุกคนเขาถึงไดตลอดเวลา สามารถตอบสนองความตองการ ของมนุษยในการใชขอมูลและสารสนเทศเพื่อการตัดสินใจทั้งในเรื่องเล็กและเรื่องใหญ ขอมูล (data) คือ ขอเท็จจริง หรือเหตุการณที่เกี่ยวของกับสิ่งตาง ๆ เปนไดทั้งตัวเลข ขอความ ภาพ และเสียง โดยอาจหมายถึง คน สัตว สิ่งของ หรือเหตุการณตาง ๆ ซึ่งเกิดจากการ สังเกต การจดบันทึก การสัมภาษณ แบบสอบถาม และมีการเก็บรวบรวมไว และสามารถเรียก ขอมูลเหลานั้นมาใชใหเกิดประโยชนไดในภายหลัง ตัวอยางของขอมูล เชน คะแนนสอบ ชื่อ เพศ อายุ เปนตน 1.1 ประเภทของขอมูล 1. ขอมูลปฐมภูมิ (primary data) คือ ขอมูลที่เก็บรวบรวมมาจากแหลงขอมูลที่ไดมา จากแหลงขอมูลโดยตรง เชน ขอมูลนักเรียนที่ไดมาจากการตอบแบบสอบถาม การสํารวจ การ สัมภาษณ การวัด การสังเกต การทดลอง ขอมูลสินคาที่ไดจากการใชเครื่องอานบารโคด ขอมูล บัตรเอทีเอ็มที่ไดจากเครื่องอานแถบแมเหล็ก ขอมูลที่ไดจะมีความถูกตอง ทันสมัย และเปนปจจุบัน 2. ขอมูลทุติยภูมิ (secondary data) คือ ขอมูลที่ไดจากแหลงที่รวบรวมขอมูลไวแลว โดยมีผูหนึ่งผูใด หรือหนวยงานไดทําการเก็บรวบรวมหรือเรียบเรียงไว ซึ่งขอมูลเหลานั้นสามารถ นํามาใชอางอิงไดเลย เชน ขอมูลจากระเบียนสะสม รายงานประจําป สารานุกรม และเอกสาร เผยแพร เปนตน 1. การตั้งคําถามตองมีความชัดเจน เขาใจงาย ซึ่งควรทดลองใชแบบสอบถามกอนนําไปใชจริง 2. วางแผนการเดินทางและกําหนดเวลาเดินทางไปพบผูใหขอมูลลวงหนา 3. ผูสัมภาษณตองแนะนําตนเองและเกริ่นความเปนมาของการสัมภาษณใหผูถูกสัมภาษณ เขาใจกอน 4. อานคําถามอยางชัดเจน ไมตะกุกตะกัก แสดงอาการยอมรับ เชน การพูดครับ/คะ เพื่อ แสดงความเขาใจตอขอมูลที่ไดรับทุกครั้ง และตองสอบถามเพิ่มเติมในกรณีที่ผูตอบคําถาม ตอบไมชัดเจน Com Sci Focus à·¤¹Ô¤¡ÒÃÊÑÁÀÒɳà¾×èÍà¡çº¢ŒÍÁÙÅ ขอมูลกับสารสนเทศแตกตาง กันอยางไร 57 แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ ขอมูล คือ ขอเท็จจริงหรือเหตุการณที่เกี่ยวของกับ สิ่งตางๆ ซึ่งเกิดจากการสังเกต การจดบันทึก การ สัมภาษณ แบบสอบถาม หรือการเก็บรวบรวมไว เชน ชื่อ เพศ คะแนนสอบ อายุ สวนสารสนเทศ คือ การนํา ขอมูลเหลานั้นผานการประมวลผล วิเคราะห แปลความ หมายเพื่อใหไดขอมูลที่สามารถนําไปใชประโยชนได ขั้นสอน 1. ครูใหความรูเกี่ยวกับขอมูลวาเปนขอเท็จจริง หรือเหตุการณที่เกี่ยวของกับสิ่งตางๆ เปนได ทั้งตัวเลข ขอความ ภาพ และเสียง โดยอาจ หมายถึง คน สัตว สิ่งของ หรือเหตุการณตางๆ ซึ่งเกิดจากการสังเกต การจดบันทึก การ สัมภาษณ แบบสอบถาม และมีการเก็บรวบรวม ไว และสามารถเรียกขอมูลเหลานั้นมาใชให เกิดประโยชนไดในภายหลัง 2. ครูถามคําถามกับนักเรียนภายในชั้นเรียนวา ขอมูลแบงออกเปนกี่ประเภท แตละประเภทมี ความแตกตางกันอยางไร จากนั้นใหนักเรียน ชวยกันหาคําตอบ ขั้นนํา 3. ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอกับนักเรียน วา ขอมูลกับสารสนเทศแตกตางกันอยางไร จากนั้นใหนักเรียนชวยกันตอบคําถาม ขอมูลปฐมภูมิสงผลอยางไรตอการนําไปใชงาน 1. มีความนาเชื่อถือสูง 2. ผานการประมวลผลขั้นสูง 3. มีรูปแบบการนําเสนอนาสนใจ 4. ใชเวลาอยางจํากัดในการเก็บรวบรวมขอมูล (วิเคราะหคําตอบ ขอมูลปฐมภูมิเปนขอมูลที่ไดมาจากแหลงขอมูล โดยตรง ทําใหขอมูลที่ไดมีความนาเชื่อถือ ดังนั้น ตอบขอ 1.) ความรูเสริม ขอมูลสามารถจําแนกตามลักษณะของขอมูลได 2 ประเภท คือ 1. ขอมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative Data) คือ ขอมูลที่ไมสามารถวัดออกมา เปนคาตัวเลขได แตสามารถบอกไดวาดีหรือไมดี บอกลักษณะความเปนกลุมของ ขอมูลได เชน เพศ ศาสนา สีผม คุณภาพสินคา ความพึงพอใจ 2. ขอมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) คือ ขอมูลที่วัดคาได แสดงเปน ตัวเลข ปริมาณ อาจมีคาไมตอเนื่อง คือ คาจํานวนเต็มหรือจํานวนนับ เชน จํานวน นักเรียน จํานวนรถยนต หรือมีคาตอเนื่อง คือ คาที่มีจุดทศนิยมได เชน สวนสูง นํ้าหนัก อายุ รายได นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T63
1.2 การรวบรวมข้อมูล (data compilation) เป็นการน�าเอาข้อมูลต่าง ๆ ที่ผู้อื่นได้เก็บไว้แล้ว หรือรายงานไว้ในเอกสารต่าง ๆ มาศึกษา วิเคราะห์ต่อ โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1. วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ 1) วิธีการสังเกตการณ์ (observation) เป็นวิธีเก็บข้อมูลการสังเกตโดยตรงจากปฏิกิริยา ท่าทาง เหตุการณ์ หรือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะ ใดขณะหนึ่ง และจดบันทึกไว้โดยไม่มีการสัมภาษณ์ วิธีนี้ใช้กันอย่างกว้างขวางในการวิจัย เช่น จะศึกษา ดูปฏิกิริยาของผู้ขับรถยนต์บนท้องถนนภายใต้สภาพ การจราจรที่แตกต่างกัน ก็อาจจะส่งเจ้าหน้าที่ไปยืน สังเกตการณ์ได้ 2) วิธีการสัมภาษณ์ (interview) เป็นวิธีการที่ส ่ง เจ้าหน้าที่หรือพนักงานออกไปสัมภาษณ์ผู้ให้ค�าตอบ และบันทึก ค�าตอบลงในแบบสอบถาม วิธีนี้นิยมใช้กันมากในการท�าส�ามะโน และส�ารวจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสภาพการณ์ของประเทศไทย เป็นวิธีการที่จะท�าให้ได้ข้อมูลที่ละเอียด พนักงานสัมภาษณ์ สามารถชี้แจงหรืออธิบายให้ผู้ตอบเข้าใจในค�าถามได้ ท�าให้ได้ รับค�าตอบตรงตามวัตถุประสงค์ 3) การทดลอง (experiment) การเก็บรวบรวมข้อมูล จากการทดลอง เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ต้องมีการทดลองหรือปฏิบัติเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ต้องการ ส่วนใหญ่จะเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ เช่น การเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ของยาแก้ปวดหลาย ๆ ชนิด ข้อมูล ที่เก็บรวบรวมได้จากการทดลองจะมีความ ถูกต้องและน ่าเชื่อถือ ถ้าไม ่เกิดความ คลาดเคลื่อนจากการวัดหรือการวางแผน การทดลอง การทดลองทางวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้ เกิดความสามารถในการปฏิบัติ และฝึกฝน กระบวนการแสวงหาความรู้ ภาพที่ 3.1 การสังเกตการณ์ ภาพที่ 3.2 การสัมภาษณ์ ภาพที่ 3.3 การทดลอง 58 กิจกรรม ทาทาย ส�ามะโน 1 เกร็ดแนะครู ครูควรอธิบายกับนักเรียนเกี่ยวกับวิธีการรวบรวมขอมูลปฐมภูมิแตละวิธี ไมวา จะเปนวิธีการสังเกต วิธีการสํารวจ วิธีการสอบถาม หรือวิธีการสัมภาษณ เพราะ จะทําใหไดขอมูลที่แตกตางกัน เพื่อประสิทธิภาพที่ดีของขอมูลจึงควรเลือก วิธีการรวบรวมขอมูลที่ตอบสนองตอการเก็บรวบรวมมากที่สุด เชน บอลตองการทํา รายงานเกี่ยวกับอาชีพภายในชุมชน ดังนั้น บอลจะตองเลือกวิธีการรวบรวมขอมูล โดยการสํารวจชุมชนจึงจะเหมาะสมที่สุด ขั้นสอน 3. ครูตั้งคําถามกับนักเรียนวา ถาตองการ รวบรวมขอมูลจํานวนคนที่เขาไปใชงานใน หองสมุดของโรงเรียนในแตละวัน นักเรียน จะมีวิธีการรวบรวมขอมูลนี้อยางไร จากนั้น ครูขออาสาสมัครตอบคําถามนี้ 4. ครูอธิบายวิธีเก็บรวบรวมขอมูลปฐมภูมิวา มีหลายวิธี เชน วิธีการสังเกตการณ วิธีการ สัมภาษณ และวิธีการทดลอง จากนั้นครูถาม คําถามวา วิธีการเก็บรวบรวมขอมูลโดยการ เปรียบเทียบประสิทธิภาพของยารักษาโรคติด เชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เปนวิธี การเก็บขอมูลปฐมภูมิในรูปแบบใด นักเรียนควรรู 1 สํามะโน คือ การเก็บรวบรวมขอมูลเกี่ยวกับประชากร การเกษตร อุตสาหกรรมธุรกิจ และการอื่นๆ เพื่อใชประโยชนในทางสถิติ โดยการแจงนับ จากทุกหนวยเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ครูมอบหมายใหนักเรียนคิดคนหัวขอที่ตนเองสนใจคนละ 1 หัวขอ จากนั้นใหนักเรียนใชวิธีการเก็บรวบรวมขอมูลตางๆ พรอมถายทอดขอมูลออกมาใหมีความนาสนใจในรูปแบบของภาพ Infographic จํานวน 1 หนา โดยครูคอยใหคําแนะนํานักเรียน อยางใกลชิด และสุมนักเรียนออกมานําเสนอบริเวณหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T64
ขอสอบเนน การคิด 2. วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลทุติยภูมิซึ่งส่วนใหญ่มักจะอยู่ในหนังสือ รายงาน บทความ หรือ เอกสารต่าง ๆ ควรด�าเนินการดังต่อไปนี้ 1) พิจารณาตัวบุคคลผู้เขียนรายงาน บทความ หรือเอกสารเหล่านั้นว่าเป็นผู้มีความรู้ และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เขียนมีความน่าเชื่อถือ การเขียนจ�าเป็นต้องอาศัยเหตุผลและหลัก วิชาการซึ่งข้อมูลที่จะน�ามาใช้นั้นรวบรวมมาจากรายงาน บทความ หรือเอกสารต่าง ๆ และควรใช้ ข้อมูลที่ผู้เขียนเก็บรวบรวมมาโดยตรง เช่น ข้อมูลที่ได้จากการส�ารวจหรือส�ามะโน เป็นต้น 2) ควรเก็บรวบรวมมาจากหลายๆแหล่งเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบว่าข้อมูลที่ต้องการ มีความผิดพลาดหรือไม่ นอกจากนี้ ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลควรใช้ความรู้และความช�านาญมาพิจารณา ข้อมูล เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสมบูรณ์ 3) พิจารณาจากลักษณะของข้อมูลที่เก็บรวบรวมว่าเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และ สมบูรณ์ ซึ่งข้อมูลที่ได้จากทะเบียนหรือข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นหรือเจตคติส่วนใหญ่มักจะมีความ ถูกต้องเชื่อถือได้สูง แต่ถ้าเป็นข้อมูลประเภทความลับหรือข้อมูลที่ผู้ตอบอาจต้องเสียประโยชน์จาก การตอบ ส่วนใหญ่มักจะมีความถูกต้องเชื่อถือได้น้อย 4) ถ้าข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้มาจากการส�ารวจจากกลุ่มตัวอย่าง หรือต้องผ่านขั้นตอน การวิเคราะห์โดยใช้วิธีการทางสถิติมาก่อน จะต้องตรวจสอบวิธีการที่ใช้ในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ขนาดกลุ่มตัวอย่าง และวิธีการวิเคราะห์ว่าเหมาะสมที่จะใช้หรือไม่ ภาพที่ 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 59 ซึ่งข้อมูลที่ได้จากทะเบียนหรือข้อมูลที่เป็นความคิดเห็นหรือเจตคติส่วนใหญ่มักจะมีความ 1 เกร็ดแนะครู ครูอธิบายนักเรียนเกี่ยวกับขอควรระวังในการเก็บรวบรวมขอมูลทุติยภูมิ ซึ่งสวนใหญมักจะอยูในรูปแบบหนังสือ รายงาน บทความ หรือเอกสาร ดังนั้น กอนนําขอมูลไปใชงาน นักเรียนควรตรวจสอบความทันสมัยของเนื้อหาขอมูล เพื่อ ลดความคลาดเคลื่อนของขอมูล ขอมูลทุติยภูมิมีลักษณะอยางไร 1. ตรงกับความตองการมากที่สุด 2. เปนขอมูลที่ผูอื่นรวบรวมและบันทึกไว 3. เปนการแบงขอมูลตามระบบคอมพิวเตอร 4. รวบรวมขอมูลไดจากแหลงขอมูลนั้นโดยตรงเทานั้น (วิเคราะหคําตอบ ขอมูลทุติยภูมิเปนขอมูลที่ไดจากแหลงที่ รวบรวมขอมูลไวแลว โดยมีผูหนึ่งผูใด หรือหนวยงานไดทําการ เก็บรวบรวมขอมูลไวแลว ดังนั้น ตอบขอ 2.) ขั้นสอน 5. ครูอธิบายวิธีการเก็บขอมูลทุติยภูมิวา สวน ใหญวิธีการเก็บขอมูลนี้มักจะอยูในหนังสือ รายงาน เอกสารตางๆ ซึ่งควรดําเนินการ ดังนี้ 1) พิจารณาตัวบุคคลผูเขียนรายงาน บทความ วาเปนผูมีความเชี่ยวชาญในเรื่องที่เขียน 2) ควรเก็บรวบรวมขอมูลมาจากหลายแหลง เพื่อใชในการเปรียบเทียบวาขอมูลที่ ตองการมีความผิดพลาดหรือไม 3) พิจารณาลักษณะของขอมูลวามีความ ถูกตอง ครบถวน สมบูรณหรือไม 4) ขอมูลที่เก็บรวบรวมไดตองมาจากการสํารวจ กลุมตัวอยาง หรือผานขั้นตอนการวิเคราะห มาเรียบรอยแลว นักเรียนควรรู 1 เจตคติ คือ ความรูสึกนึกคิดทางดานจิตใจที่แสดงออกตอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไมวาจะเปนบุคคล สัตว สิ่งของ หรือสถานการณตางๆ ซึ่งอาจจะแสดงทาที ในทํานองที่พึงพอใจหรือไมพึงพอใจ อาจจะเห็นดวยหรือไมเห็นดวยก็ได นํา สอน สรุป ประเมิน T65
ขอสอบเนนการคิด 3. การสืบค้นข้อมูลบนเว็บไซต์ (Search Engine) เสิร์ชเอนจิน (Search Engine) หรือโปรแกรมค้นหาข้อมูล คือ โปรแกรมที่ออกแบบมาเป็นเครื่องมือส�าหรับใช้ค้นหา ข้อมูล ซึ่งโปรแกรมที่ใช้ส�าหรับค้นหาข้อมูลบนเว็บไซต์ หรือเว็บไซต์ที่ใช้ส�าหรับค้นหาข้อมูลจะเรียกว่า เว็บเสิร์ช เอนจิน (Web Search Engine) ส่วนใหญ่จะค้นหาข้อมูล โดยที่เราต้องกรอกข้อมูลที่ต้องการค้นหา หรือค�าค้นหา ต่าง ๆ ลงไป ซึ่งค�าเหล่านั้นเราจะเรียกว่า ค�าค้น (Keyword) หลักการท�างานของ Search Engines การท�างานของ Search engines บนเว็บไซต์ สามารถแบ่งขั้นตอนการท�างานออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ใช้โปรแกรมรวบรวมเอกสารเว็บ (Spider หรือ Web Robot) ท�าหน้าที่ส�ารวจเว็บไซต์ ต่าง ๆ แล้วดึงข้อมูลเหล่านั้นมาอัปเดตใส่ในรายการฐานข้อมูล ส่วนมาก Spider มักจะเข้าไป อัปเดตข้อมูลเป็นรายเดือน 2. จัดท�ารายการดรรชนี หรือฐานข้อมูล (Database) เป็นส่วนที่เก็บรายการเว็บไซต์ ฐานข้อมูลที่ดีควรจะมีขนาดใหญ ่เพียงพอที่จะรองรับการเจริญเติบโตของเว็บไซต์ในปัจจุบัน การออกแบบฐานข้อมูลที่ดีเป็นส่วนส�าคัญ เพราะถ้าฐานข้อมูลออกแบบมาท�างานช้า ก็จะท�าให้ การรอผลนั้นนานเกินไป และท�าให้ไม่ได้รับความนิยมในที่สุด 3. โปรแกรมค้นหา (Search Engine) มีหน้าที่รับค�าหรือข้อความต่าง ๆ ตามที่ผู้ใช้งาน ป้อนเข้ามา เพื่อใช้ค้นหาตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ที่จัดเก็บไว้ในฐานข้อมูล จากนั้นจะรายงานผลเว็บไซต์ ที่ค้นพบให้กับผู้ใช้ การสืบค้นด้วยวิธีนี้นอกจากจะต้องมีระบบการสืบค้นข้อมูลที่รวดเร็วและมี ประสิทธิภาพแล้ว การกลั่นกรองผลเพื่อให้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ก็ส�าคัญเช่นกัน ประโยชน์ของ Search Engines 1. ใช้สืบค้นข้อมูลที่ต้องการสืบค้นได้อย่างสะดวก และง่ายดาย 2. มีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูง สามารถ ใช้งานได้ตลอดเวลา 3. ให้ผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการของผู้สืบค้นข้อมูล 4. รองรับการค้นหาได้หลายภาษา รวมทั้งภาษาไทย ภาพที่ 3.5 เสิร์ชเอนจิน ภาพที่ 3.6 ค้นหาข้อมูล 60 ต่าง ๆ แล้วดึงข้อมูลเหล่านั้นมาอัปเดตใส่ในรายการฐานข้อมูล ส่วนมาก 1 ขั้นสอน 6. ครูถามคําถามกระตุนความคิดกับนักเรียน วา การสืบคนขอมูลบนเว็บไซตมีลักษณะการ ทํางานอยางไร และสุมนักเรียนตอบคําถาม 7. ครูอธิบายการสืบคนขอมูลบนเว็บไซตวา เปน โปรแกรมคนหาขอมูลที่ออกแบบมาสําหรับใช คนหาขอมูลบนเว็บไซต ซึ่งสวนใหญจะคนหา ขอมูลโดยการกรอกขอมูลที่ตองการคนหา หรือคําคนหาลงไป การสืบคนขั้นสูง (Advanced Search) มีลักษณะอยางไร 1. การทราบถึงที่มาของการสืบคนขอมูล 2. การสืบคนขอมูลที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น 3. การคนหาขอเท็จจริงในการสืบคนขอมูล 4. การนําเทคโนโลยีใหมเขามาใชงานในการสืบคนขอมูล (แนวตอบ การสืบคนขั้นสูง (Advanced Search) เปนการสืบคน ที่ซับซอนและเฉพาะเจาะจง ทําใหผูใชงานไดขอมูลที่ตรงกับความ ตองการมากที่สุด ดังนั้น ตอบขอ 2.) นักเรียนควรรู 1 อัปเดต คือ การเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมขอมูลใหทันสมัยขึ้น โดยไม กระทบสวนใดสวนหนึ่ง เชน การอัปเดต Windows ผานทางออนไลน ซึ่งไมได เปนการเปลี่ยนแปลงเวอรชันหลักๆ ที่ใชอยูในปจจุบัน เพียงแตปรับปรุงในสวน ที่ไมสมบูรณใหกลับมาใชงานอยางมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นํา สอน สรุป ประเมิน T66
ขอสอบเนน การคิด การสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine จากเว็บไซต์ Google ขั้นตอนการสืบค้นเว็บไซต์ข้อมูลด้วย Search Engine จากเว็บไซต์ Google 1. เปิดเว็บไซต์ที่ให้บริการ http://www.google.co.th/ ขึ้นมา ภาพที่ 3.7 เว็ปไซต์ Google 2. พิมพ์ค�าค้น (keyword) โดยพิมพ์ค�าว่า เทคโนโลยี ที่ต้องการสืบค้นลงในช่อง ภาพที่ 3.8 การพิมพ์ค�าค้น 3. กดที่ปุ่ม “ค้นหา” 4. ระบบจะท�าการค้นหาเว็บไซต์ที่ตรงกับค�าค้น (keyword) ที่ต้องการ และแสดงออกมา ในรูปแบบของลิงก์ข้อมูลพร้อมค�าอธิบายประกอบ ภาพที่ 3.9 การแสดงผลการค้นหา 61 การคนหาขอมูลบนอินเทอรเน็ตแตกตางจากการคนหาขอมูล ในหองสมุดอยางไร (วิเคราะหคําตอบ การคนหาขอมูลบนอินเทอรเน็ตทําใหเขาถึง ขอมูลไดงายและไดขอมูลที่ตองการอยางรวดเร็ว เพราะ อินเทอรเน็ตเปนแหลงขอมูลที่เก็บรวบรวมขอมูลจากหลายแหลง ไวรวมกัน ดังนั้น เมื่อตองการคนหาขอมูล การคนหาขอมูลจาก อินเทอรเน็ตจะทําใหไดขอมูลในปริมาณที่เพียงพอตอความ ตองการมากที่สุด) ขั้นสอน 8. ครูใหนักเรียนศึกษาขั้นตอนการสืบคนเว็บไซต ขอมูลดวย Search Engine จากเว็บไซต Google โดยใหนักเรียนทดลองสืบคนขอมูล ดวยการใชคําคนหาวา เทคโนโลยี ตามหนังสือ เรียน จากนั้นครูใหนักเรียนคนหาขอมูลเกี่ยว กับตนกําเนิดของคอมพิวเตอร นําขอมูลที่ คนหาไดสรุปลงในโปรแกรม Microsoft Word และใสแหลงอางอิงที่มาของขอมูลเพื่อใหเกิด ความนาเชื่อถือ ความรูเสริม วิธีการคนหาจากเว็บไซต Google ที่นาสนใจ ประกอบดวย 6 วิธี ดังนี้ 1. เมื่อตองการคนหาประโยคแบบเฉพาะเจาะจง ใหใสคําที่ตองการคนหาลงใน เครื่องหมายคําพูด (“.....”) 2. เมื่อไมตองการใหคําที่ไมตองการแสดงขึ้นมาดวย ใหใสเครื่องหมายลบ (-) ลงในชองคนหา 3. เมื่อตองการใหมีคํานี้ประกอบอยูดวยเสมอโดยจะอยูตรงไหนของประโยค ก็ได ใหใสเครื่องหมายบวก (+) ลงในชองคนหา 4. เมื่อตองการคนหาคําที่ใกลเคียงกันใหใสเครื่องหมายคลื่นนํ้า (~) 5. เมื่อตองการหาขอมูลตามชวงเวลาใหใสจุด 2 จุด เชน หนังสือดีป 61..63 6. เมื่อตองการกําหนดไฟลที่ตองการสืบคนใหใสนามสกุลไฟลตามประเภท ตางๆ ลงไปดวย นํา สอน สรุป ประเมิน T67
1. ด้านการศึกษา การจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง โดยครู ผู้สอนท�าหน้าที่เป็นผู้แนะน�า ช่วยเหลือ และกระตุ้นให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ด้วยตนเอง 2. ด้านสังคม สารสนเทศช่วยพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์ ช่วยพัฒนาบุคลิกภาพส่วน บุคคลให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข อีกทั้งช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ เกิด การประดิษฐ์คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่น�ามาซึ่งความสะดวกสบายในการด�าเนินชีวิต 3. ด้านเศรษฐกิจ สารสนเทศมีความส�าคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ที่เรียกว่า เศรษฐกิจบนฐานความรู้ หน่วยงานหรือผู้ประกอบการธุรกิจให้ความส�าคัญกับเรื่องของ “การจัดการความรู้” เพื่อรักษาองค์ความรู้ขององค์กรไว้ 4. ด้านวัฒนธรรม สารสนเทศเป็นรากฐานที่จ�าเป็นส�าหรับความก้าวหน้าของอารยธรรม สารสนเทศช่วยสืบทอดค่านิยม ทัศนคติ ศิลปะ และวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์อันดี งามของชาติ ก่อให้เกิดความภาคภูมิใจ ความสามัคคี และความมั่นคงในชาติ Com Sci Focus ¤ÇÒÁÊíÒ¤ÑޢͧÊÒÃʹà·È 1.3 สารสนเทศเบื้องต้น สารสนเทศ (information) คือ การน�าข้อมูลมาผ่าน ระบบการประมวลผล ค�านวณ วิเคราะห์ และแปลความหมาย ออกมาเป็นข้อความที่สามารถน�าไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้มากมาย ท�าให้ค�าว่าสารสนเทศมีความหมายที่กว้างและ หลากหลาย ทั้งความหมายในเชิงเทคนิคและความหมายของ สารสนเทศในชีวิตประจ�าวัน เช่น สารสนเทศที่เป็นความรู้จาก เครือข่ายคอมพิวเตอร์ จากโทรศัพท์มือถือ สารสนเทศระบบ สื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ เช่น การฝาก การถอนเงินผ่าน เครื่อง ATM การจองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น ระบบสารสนเทศ (Information System : IS) คือ ระบบที่อาศัยเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามาจัดการกับข้อมูลใน องค์กร เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย บุคลากร ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ เครือข่ายการสื่อสาร และทรัพยากรด้านข้อมูลส�าหรับจัดเก็บ รวบรวม ปรับเปลี่ยน และเผยแพร่สารสนเทศเพื่อการน�ามาใช้ประโยชน์ในองค์กร in Real Life Com Sci Com Sci o_O ใน การท�างาน ด้ ว ย เครื่องคอมพิวเตอร์ ถึงแม้ จะมีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มี ประสิทธิภาพดีแล้วยังต้อง มีชุดค�าสั่ง (software) ที่จะ ควบคุมการท�างานของเครื่อง อีกด้วย การท�างานโดยวิธีการ จัดแฟ้มซึ่งเรียกวิธีนี้ว่า ระบบ การจัดการกระท�าแฟ้มข้อมูล ทั้งนี้ อาจใช้โปรแกรม ส�าเร็จซึ่งท�าหน้าที่ในการเก็บ รวบรวมข้อมูลให้เป็นระเบียบ ง่ายต่อการใช้งาน และช่วย ท�าให้ผู้ใช้ประมวลผลข้อมูล ต่าง ๆ ตามความต้องการได้ อย่างรวดเร็ว โปรแกรมเหล่านี้ จะใช้ระบบการจัดการฐาน ข้อมูล หรือที่เรียกว่า ดีบีเอ็ม เอส (Data Base Management System : DBMS) 62 กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 9. ครูถามคําถามเพื่อกระตุนความคิดวา การ ฝาก-ถอนเงินจากธนาคาร ระเบียนสะสม การจองโรงแรม คะแนนสอบวิชาคอมพิวเตอร จากขอความที่กําหนดใหขางตน ขอใดเปน สารสนเทศ และขอใดเปนขอมูล พรอม อธิบายเหตุผลประกอบ 10. ครูอธิบายคําวา สารสนเทศ ใหนักเรียนฟงวา เปนการนําขอมูลมาผานระบบการประมวลผล คํานวณ วิเคราะห และแปลความหมายออก มาเปนขอความที่สามารถนําไปใชประโยชน ในดานตางๆ จากนั้นครูอธิบายความรูเพิ่มเติม เกี่ยวกับความสําคัญของสารสนเทศทางดาน การศึกษา สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม ใหนักเรียนฟง ใหนักเรียนสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเกี่ยวกับสารสนเทศที่ พบในชีวิตประจําวัน จากนั้นคัดเลือกประเด็นที่นักเรียนสนใจขึ้นมา 1 ประเด็น แลวรวบรวมขอมูลใหครบถวน พรอมนําเสนอตาม รูปแบบที่นักเรียนคิดวานาสนใจอยางอิสระ โดยครูคอยใหคํา แนะนําเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เกร็ดแนะครู ครูทบทวนความรูเดิมของนักเรียนเกี่ยวกับสารสนเทศเบื้องตน พรอมยก ตัวอยางการนําระบบสารสนเทศเขามาใชประโยชนในชีวิตประจําวันในดานตางๆ ไมวาจะเปนดานการศึกษา ดานสังคม ดานเศรษฐกิจ หรือดานวัฒนธรรม เพื่อให นักเรียนไดตระหนักถึงความสําคัญและประโยชนของสารสนเทศมากขึ้น นํา สอน สรุป ประเมิน T68
ขอสอบเนน การคิด 1.4 ลักษณะของสารสนเทศที่ดี การได้มาซึ่งสารสนเทศที่ดีถูกต้องและเป็นไปตามวัตถุประสงค์หรือตามความต้องการของ ผู้ใช้งานนั้น ข้อมูลที่น�ามาเพื่อให้ได้สารสนเทศนั้นควรมีคุณลักษณะ ดังนี้ 1. มีความถูกต้อง แม่นย�า (accuracy) สารสนเทศที่ดีจะต้องตรงกับความเป็นจริง และ เชื่อถือได้ สารสนเทศบางอย่างมีความส�าคัญ หากไม่ตรงกับความเป็นจริงแล้ว อาจส่งผลให้เกิด ความเสียหายได้สารสนเทศที่ถูกต้องแม่นย�าจะต้องเกิดจากการป้อนข้อมูล รวมถึงโปรแกรมที่ ประมวลผลจะต้องถูกต้อง 2. ทันต่อเวลา (timeline) สารสนเทศที่ดีต้องทันต่อการใช้งาน กล่าวคือ ข้อมูลที่ป้อนให้ กับเครื่องคอมพิวเตอร์ต้องมีความเป็นปัจจุบันทันสมัยอยู่ตลอดเวลา เพื่อการน�าไปใช้ประโยชน์ได้ จริง ตัวอย่างเช่น ข้อมูลหมายเลขโทรศัพท์ของผู้ปกครองนักเรียนจะต้องมีการปรับปรุงให้ทันสมัย หากหมายเลขโทรศัพท์ล้าสมัยก็จะไม่สามารถติดต่อกับผู้ปกครองได้หากเกิดกรณีฉุกเฉิน 3. มีความสมบูรณ์ครบถ้วน (complete) สารสนเทศที่ดีจะต้องมีความครบถ้วนสารสนเทศ ที่มีความครบถ้วนเกิดจากการเก็บข้อมูลได้ครบ หากเก็บข้อมูลเพียงบางส่วนก็จะไม่สามารถใช้ ประโยชน์จากสารสนเทศได้เต็มประสิทธิภาพ ตัวอย่างเช่นข้อมูลนักเรียนจะต้องมีการเก็บรวบรวม รายละเอียดเกี่ยวกับนักเรียนให้ได้มากที่สุด เช่น ชื่อ อายุ ที่อยู่ ชื่อผู้ปกครอง หมายเลขโทรศัพท์ คะแนนที่ได้รับในแต่ละวิชา เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้ครูสามารถน�าข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ 4. มีความสอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้ (relevancy) สารสนเทศจะต้องสอดคล้องกับ ความต้องการของผู้ใช้กล่าวคือ การเก็บข้อมูลต้องมีการสอบถามการใช้งานของผู้ใช้ว่าต้องการ ในเรื่องใดบ้าง จึงสามารถสรุปสารสนเทศได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น หากต้องการเก็บข้อมูลของนักเรียนก็ต้องถามครูว่าต้องการเก็บข้อมูลใดบ้าง เพื่อให้ครูสามารถ ใช้ประโยชน์ได้จริง 5. สามารถพิสูจน์ได้ (verifiable) สารสนเทศที่ดีจะต้องตรวจสอบที่มาได้ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ใช้ ตรวจสอบความถูกต้องของสารสนเทศได้ ภาพที่ 3.10 การเชื่อมต่อสารสนเทศ ภาพที่ 3.11 การจัดเก็บสารสนเทศ 63 สารสนเทศมีลักษณะตรงตามขอใด 1. การแสดงผลผานจอภาพ 2. พิมพขอความผานแปนพิมพ 3. แผนภูมิแสดงจํานวนนักเรียนที่มาสาย 4. การประมวลผลโดยใชเครื่องคอมพิวเตอร (วิเคราะหคําตอบ สารสนเทศเปนการนําขอมูลมาผานระบบ ประมวลผล คํานวณ วิเคราะห หรือแปลความหมาย ทําใหเกิด สารสนเทศที่มีคุณภาพ แลวจึงนําสารสนเทศนั้นไปใชประโยชนใน ดานตางๆ ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน 11. ครูอธิบายลักษณะของสารสนเทศที่ดีใหฟงวา ควรมีลักษณะ ดังนี้ สารสนเทศควรมีความ ถูกตอง แมนยํา และเชื่อถือได สารสนเทศที่ดี ตองทันตอการใชงาน มีความครบถวนสมบูรณ ของขอมูลนั้น มีความสอดคลองกับความ ตองการของผูใชงาน และจําเปนตองสามารถ ตรวจสอบที่มาและความถูกตองได จากนั้น ใหนักเรียนตอบคําถามวา ระบบสารสนเทศคือ อะไร มีลักษณะการทํางานอยางไร เกร็ดแนะครู ครูควรเนนยํ้าถึงลักษณะของสารสนเทศที่ดี พรอมยกตัวอยางประกอบเพื่อ เปรียบเทียบสารสนเทศแตละแบบเพื่อใหนักเรียนไดเห็นถึงความแตกตางของ สารสนเทศ และพิจารณาใหสารสนเทศมีลักษณะของสารสนเทศที่ดีกอนที่จะ นําไปใชงาน นํา สอน สรุป ประเมิน T69
1.5 ระบบสารสนเทศ ระบบสารสนเทศ (Information System : IS) คือ ระบบที่สามารถจัดการข้อมูลตั้งแต่การ รวบรวมและตรวจสอบข้อมูล การประมวลผลข้อมูล รวมถึงการดูแลรักษาข้อมูล ได้แก่ การจัดเก็บ ข้อมูล การท�าส�าเนาข้อมูล การปรับปรุงข้อมูล ตลอดจนการสื่อสารข้อมูล เพื่อให้ได้สารสนเทศ ที่ถูกต้องและทันต่อความต้องการใช้งานของผู้ใช้ ผู้ใช้สามารถน�าสารสนเทศที่ได้ไปประกอบการ ตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งระบบในที่นี้อาจใช้มนุษย์จัดการข้อมูลหรือใช้คอมพิวเตอร์ ในการจัดการข้อมูลก็ได้ แต่ปัจจุบันนิยมใช้คอมพิวเตอร์ในการจัดการข้อมูล เราอาจเรียกระบบ สารสนเทศนี้ว่า (Computer-based Information System : CBIS) ค�าว่า “ระบบ” จะประกอบด้วย องค์ประกอบหลายองค์ประกอบ จึงท�าให้ได้สารสนเทศที่ถูกต้องรวดเร็ว ส�าหรับองค์ประกอบของ ระบบสารสนเทศที่ส�าคัญ มี 5 องค์ประกอบ ดังนี้ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูลและ สารสนเทศ บุคลากร กระบวนการท�างาน ภาพที่ 3.12 ระบบสารสนเทศ 1. ฮาร์ดแวร์ (hardware) คือ อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง หรือส่วนที่ประกอบเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์อื่น ๆ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องคิดเลข เป็นต้น 2. ซอฟต์แวร์ (software) คือ ชุดค�าสั่ง หรือเรียกให้เข้าใจง่ายว่า โปรแกรมที่สามารถสั่ง การให้คอมพิวเตอร์ท�างานในลักษณะที่ต้องการภายใต้ขอบเขตความสามารถที่เครื่องคอมพิวเตอร์ หรือโปรแกรมนั้น ๆ สามารถท�าได้ ซอฟต์แวร์แบ่งออกเป็น 2 ประเภท 1) ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) เป็นโปรแกรมที่ท�าหน้าที่ติดต่อกับฮาร์ดแวร์ และเครื่องมือส�าหรับให้ผู้ใช้ท�างานพื้นฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ระบบที่นิยมใช้ ในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบปฏิบัติการวินโดวส์ และโปรแกรมแปลค�าสั่งภาษา เป็นต้น 2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (application software) เป็นโปรแกรมที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ ท�างานต่าง ๆ ตามที่ผู้ใช้ต้องการ ดังนั้น การเขียนซอฟต์แวร์ประยุกต์เพื่อให้รองรับการท�างาน ตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ต้องการ ท�าให้มีการประยุกต์ใช้งานคอมพิวเตอร์อย่างกว้างขวาง ซอฟต์แวร์ประยุกต์มี 2 ประเภท คือ ซอฟต์แวร์ส�าหรับงานเฉพาะด้าน และซอฟต์แวร์ส�าหรับ งานทั่วไป 64 ขั้นสอน 12. ครูอธิบายระบบสารสนเทศใหนักเรียนฟงวา เปนระบบที่สามารถจัดการขอมูลตั้งแตการ รวบรวมและตรวจสอบขอมูล การประมวลผล ขอมูล รวมถึงการดูแลรักษาขอมูล ไดแก การ จัดเก็บขอมูล การทําสําเนาขอมูล การปรับปรุง ขอมูล ตลอดจนการสื่อสารขอมูล เพื่อใหได สารสนเทศที่ถูกตองและทันตอความตองการ ใชของผูใชงาน จากนั้นครูถามคําถามกับ นักเรียนวา องคประกอบของระบบสารสนเทศ มีกี่ประเภท อะไรบาง ความรูเสริม เปาหมายของระบบสารสนเทศ มีดังนี้ 1. เพิ่มประสิทธิภาพในการทํางาน (Increase Work Efficiency) 2. เพิ่มผลผลิตใหแกองคกร (Increase Productivity) 3. เพิ่มคุณภาพในการบริการลูกคา (Increase Service Quality) 4. สามารถนําสารสนเทศมาวิเคราะห เพื่อหากลยุทธในการแขงขันทาง ธุรกิจได (Strategic Plan) 5. สามารถประเมิน/คาดเดาสถานการณที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได (Forecast/Project) 6. ทําใหลูกคาเกิดความพอใจในการใหบริการ (Increase Customer’s Satisfaction) กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเกี่ยวกับองคประกอบ ของระบบสารสนเทศ จากนั้นเขียนแผนผังความคิด (Mind map) ลงในกระดาษที่ครูแจกพรอมตกแตงใหสวยงาม และ จัดเตรียมขอมูลเพื่อนําเสนอตามรูปแบบที่นักเรียนคิดวานาสนใจ อยางอิสระ โดยครูคอยใหขอเสนอแนะกับนักเรียนตามความ เหมาะสม นํา สอน สรุป ประเมิน T70
ขอสอบเนน การคิด 3. บุคลากร (peopleware) คือ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับระบบสารสนเทศ ซึ่งจะต้องมีความรู้ ในการใช้งานคอมพิวเตอร์ตามหน้าที่และความรับผิดชอบ บุคลากรด้านคอมพิวเตอร์มีหลาย ระบบ ดังนี้ 1) ระดับผู้ใช้งาน (user) เป็นผู้น�าสารสนเทศที่ได้จากระบบสารสนเทศไปใช้งาน 2) ระดับผู้พัฒนาระบบ (system analyst) เป็นผู้พัฒนาระบบสารสนเทศ ได้แก่ นักวิเคราะห์ระบบ ท�าหน้าที่วิเคราะห์และออกแบบระบบสารสนเทศที่เหมาะสมกับหน่วยงาน และนักเขียนโปรแกรม ท�าหน้าที่เขียนค�าสั่งด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ เพื่อให้ระบบสารสนเทศท�างาน 4. ข้อมูล (data) คือ ข้อเท็จจริงที่อาจอยู่ในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นตัวหนังสือ แสง สี เสียง สัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ ภาพ วัตถุ หรือหลาย ๆ อย่างผสมผสานกัน ซึ่งข้อมูลที่ดีจะต้อง ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ 5. กระบวนการ (process) คือ ขั้นตอนกระบวนการต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานในระบบ สารสนเทศ เพื่อให้ได้สารสนเทศที่ต้องการ กระบวนการท�างานจะอยู่ในรูปแบบของคู่มือการใช้งาน ส�าหรับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ ดังนั้น คู่มือจะต้องอธิบายการใช้งานระบบอย่างละเอียดและเป็นภาษา ที่เข้าใจง่าย องค์ประกอบของระบบสารสนเทศต้องท�างานสัมพันธ์กัน ซึ่งจะขาดองค์ประกอบใด องค์ประกอบหนึ่งไม่ได้ เพื่อให้เกิดการประมวลผล และได้สารสนเทศที่มีประสิทธิภาพ ภาพที่ 3.13 น�าเสนอสารสนเทศ ภาพที่ 3.14 โลกดิจิทัล การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในด้านการเงินและการพาณิชย์ จะใช้เทคโนโลยี สารสนเทศในรูปแบบของเครื่องเบิกถอนเงินอัตโนมัติ เพื่ออ�านวยความสะดวกในการฝาก ถอน โอนเงิน และน�าคอมพิวเตอร์ระบบออนไลน์และออฟไลน์เข้ามาช่วยในการท�างาน ประจ�าวันของธนาคารด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลของธนาคารต่างสาขา ต่างธนาคาร ท�าให้ ผู้ใช้บริการสามารถเบิก ถอน โอนเงิน และช�าระเงินค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ได้สะดวก Com Sci Focus à·¤â¹âÅÂÕÊÒÃʹà·È㹪ÕÇÔµ»ÃШíÒÇѹ 65 การศึกษาทางไกลผานดาวเทียมใชประโยชนจากเทคโนโลยี สารสนเทศในดานใดมากที่สุด 1. การแสดงผล 2. การประมวลผล 3. การสื่อสารและเครือขาย 4. การบันทึกและจัดเก็บขอมูล (วิเคราะหคําตอบ การศึกษาทางไกลผานดาวเทียม เปนการ ถายทอดกระบวนการเรียนรูของครูผูสอนจากชั้นเรียนในโรงเรียน ตนทาง สงตรงไปยังชั้นเรียนตางๆ ในพื้นที่ชนบทและหางไกล ความเจริญเปนโรงเรียนปลายทาง และดําเนินกิจกรรมการสอน ดวยครูคนเดียวกัน เวลาเดียวกัน เพราะฉะนั้น การสื่อสารและ เครือขายจึงนํามาใชประโยชนตอการศึกษาทางไกลผานดาวเทียม ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน 13. ครูอธิบายองคประกอบของระบบสารสนเทศทั้ง 5 องคประกอบ ดังนี้ 1) ฮารดแวร เปนอุปกรณที่เกี่ยวของหรือสวนที่ ประกอบเปนเครื่องคอมพิวเตอร 2) ซอฟตแวร เปนชุดคําสั่งหรือโปรแกรมที่ สามารถสั่งการใหคอมพิวเตอรทํางานใน ลักษณะที่ตองการ 3) บุคลากร เปนบุคคลที่เกี่ยวของกับระบบ สารสนเทศ ซึ่งจะตองมีความรูในการใชงาน คอมพิวเตอร 4) ขอมูล เปนขอเท็จจริงที่อาจอยูในรูปแบบ ตางๆ เชน ตัวหนังสือ แสง สี เสียง 5) กระบวนการ เปนขั้นตอนกระบวนการตางๆ ในการปฏิบัติงานในระบบสารสนเทศ เพื่อ ใหไดสารสนเทศที่ตองการ เกร็ดแนะครู ครูควรเนนยํ้าถึงองคประกอบของระบบสารสนเทศทั้ง 5 องคประกอบ ไมวา จะเปนฮารดแวร ซอฟตแวร ขอมูลและสารสนเทศ บุคลากร และกระบวนการ ทํางาน รวมถึงความสัมพันธขององคประกอบเพื่อใหผูเรียนไดตระหนักถึงความ สําคัญของระบบสารสนเทศ นํา สอน สรุป ประเมิน T71
1.6 การจัดการขอมูลและสารสนเทศ ประกอบดวยขั้นตอนหลักในการทํางานหลายสวน เปนไปตามวัฏจักรการประมวลผล สารสนเทศ (information processing cycle) โดยมีการใชเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอรเขามาดวย แบงออกเปนขั้นตอน ดังนี้ การจัดการขอมูลและสารสนเทศ การนําเขาขอมูล (input) กระบวนการ (process) การแสดงผล (output) การเก็บรักษาขอมูล (storage) ภาพที่ 3.15 การจัดการขอมูลและสารสนเทศ 1. การนําเขาขอมูล ประกอบดวยขั้นตอนการรวบรวม การตรวจสอบ และการเตรียมขอมูล ใหถูกตอง สมบูรณ และเหมาะสม การนําเขาขอมูลประกอบดวย 1) การรวบรวมขอมูล เปนการรวบรวมขอมูลจากแหลงกําเนิดขอมูลโดยใชวิธีสังเกต หรือสอบถาม เชน ขอมูลคะแนนสอบจากสมุดประจําตัวนักเรียน ใบฝากหรือถอนเงิน ขอมูลจาก การอานบารโคดของสินคา เปนตน 2) การตรวจสอบขอมูล เมื่อมีการรวบรวมขอมูลแลว จําเปนตองมีการตรวจสอบขอมูล เพื่อความถูกตอง ขอมูลที่เก็บเขาระบบตองมีความนาเชื่อถือ 3) การเตรียมขอมูล ขอมูลที่มีการรวบรวมมานั้นอาจมีหลายรูปแบบ ทําใหการนําไป ประมวลผลอาจเกิดความผิดพลาดได ดังนั้น จึงควรมีการเตรียมขอมูลใหอยูในรูปแบบเดียวกันเพื่อ ความสะดวกในการประมวลผลและใหไดผลลัพธที่ถูกตอง 66 การอานบารโคดของสินคา เปนตน 1 กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 14. ครูใหนักเรียนพิจารณาภาพการจัดการขอมูล และสารสนเทศและอธิบายเกี่ยวกับขั้นตอนการ ทํางาน โดยมีขั้นตอน ดังนี้ การนําเขาขอมูล จะประกอบไปดวยขั้นตอนการรวบรวมขอมูล การตรวจสอบ และการเตรียมขอมูลใหถูกตอง สมบูรณ และเหมาะสม จากนั้นครูถามคําถาม กับนักเรียนวา การรวบรวม การตรวจสอบ ขอมูล และการเตรียมขอมูลมีลักษณะอยางไร นักเรียนควรรู 1 บารโคด คือ รหัสแทงที่ประกอบดวยเสนตรงสีดําที่มีขนาดแตกตางกัน วาง ขนานกันในแนวตั้ง มองดูเปนแทง เมื่อพิมพติดไวที่ใดก็จะบอกรายละเอียดของ สิ่งนั้นเมื่อมีเครื่องอานบารโคด เกร็ดแนะครู ครูควรเนนยํ้ากับนักเรียนเกี่ยวกับขั้นตอนการจัดการขอมูลและสารสนเทศทั้ง 4 ขั้นตอน คือ การนําเขาขอมูล การประมวลผลขอมูล การเก็บรักษาขอมูล และการ แสดงผล พรอมยกตัวอยางการจัดการขอมูลและสารสนเทศที่พบในชีวิตประจําวัน ของนักเรียน เพื่อใหนักเรียนไดเขาใจและตระหนักถึงประโยชนของการ จัดการขอมูลและสารสนเทศ ครูใหนักเรียนแตละคนคิดคนหัวขอที่ตนเองสนใจคนละ 1 หัวขอ จากนั้นใหนักเรียนวิเคราะหตามขั้นตอนการจัดการขอมูล และสารสนเทศทั้ง 4 ขั้นตอน พรอมถายทอดขอมูลออกมาใหมี ความนาสนใจ โดยครูคอยใหคําแนะนํานักเรียนอยางใกลชิด และ สุมนักเรียนออกมานําเสนอบริเวณหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T72
ขอสอบเนน การคิด 2. การประมวลผลข้อมูล คือ การด�าเนินการต ่าง ๆ กับข้อมูลเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มี ความหมายและมีประโยชน์ต่อการน�าไปใช้งานมากยิ่งขึ้น โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ข้อมูล เรียกว่า สารสนเทศ ซึ่งอาจอยู่ในรูปของแบบฟอร์มหรือรายงานที่สะดวกต่อการน�าไปใช้ 3. การเก็บรักษาข้อมูล คือ การเก็บบันทึกผลลัพธ์บางส่วนที่ยังไม่ต้องการน�าไปใช้งาน ในขณะนั้นลงสู่สื่อบันทึกข้อมูล ตลอดจนปรับปรุงข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ การเก็บรักษา ข้อมูลที่ดีจะต้องค�านึงถึงวิธีการน�าข้อมูลที่เก็บรักษามาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การเก็บรักษาข้อมูล มีดังนี้ 1) การจัดเก็บข้อมูล ข้อมูลที่จะมีการส�ารวจ รวบรวม หรือประมวลผลให้ เป็นสารสนเทศ จ�าเป็นต้อง ด�าเนินการจัดเก็บไว้เพื่อใช้ ในภายหลังการจัดเก็บสมัย ใหม่มักเปลี่ยนข้อมูลให้อยู่ ในรูปแบบที่สามารถจัดเก็บ ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น ฮาร์ดดิสก์แผ่นซีดีแผ่นดีวีดี หน ่วยความจ�าแบบแฟลช โดยจัดเก็บอยู ่ในรูปแบบ เช่น ไฟล์งาน ฐานข้อมูล เป็นต้น 2) การส�าเนาข้อมูล การจัดท�าส�าเนาข้อมูล จากชุดเดิมเพื่อป้องกัน การสูญหายหรือเสียหาย ที่อาจเกิดขึ้นกับข้อมูล และเมื่อมีข้อมูลที่จัดเก็บ ในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ การท�าส�าเนาจะท�าได้ง่าย และท�าได้เป็นจ�านวนมาก อุปกรณ์ที่ใช้ท�าส�าเนา เช่น เครื่องพิมพ์ เครื่องถ ่าย เอกสาร สื่อบันทึก เช่น แผ่นบันทึก แผ่นซีดีแผ่น ดีวีดี 3) การปรับปรุงข้อมูล การปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ข้อมูลให้มีความทันสมัย สอดคล้องกับเหตุการณ์ และเวลาที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การเปลี่ยนที่อยู ่หรือ หมายเลขโทรศัพท์ของลูกค้า การเปลี่ยนอัตราที่ใช้ค�านวณ ดอกเบี้ยหรือภาษีส�าหรับเงิน ฝากประจ�า 4. การแสดงผล คือ การจัดรูปแบบของสารสนเทศที่เป็นผลลัพธ์จากการประมวลผล ให้อยู่ในรูปแบบของรายงาน ตาราง แบบฟอร์ม แผนภูมิ ฯลฯ เพื่อให้สะดวกในการศึกษา ง่าย ต่อการท�าความเข้าใจ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของปัญหาการแสดงผลลัพธ์มีทั้งที่เป็น ข้อความ ภาพ เสียง วีดิทัศน์ เป็นต้น ตัวอย่างการใช้เทคโนโลยีมาช่วยในการแสดงผลลัพธ์ เช่น การไฟฟ้าใช้เครื่องพิมพ์แสดงค่าไฟฟ้าประจ�าเดือน ห้างสรรพสินค้าใช้เครื่องพิมพ์แสดงรายการ และราคาสินค้า 67 การกระทําของบุคคลใดเกี่ยวของกับการประมวลผลขอมูล 1. นิดเเสดงภาพเคลื่อนไหวบนหนาจอ 2. นุนจัดเก็บขอมูลไวที่หนวยความจํารอง 3. แนนใชกราฟเเสดงยอดขายสินคาประจําวัน 4. หนอยกําลังเรียงลําดับชื่อนักเรียนตามตัวอักษร (วิเคราะหคําตอบ การประมวลผลขอมูล เปนการดําเนินการกับ ขอมูล เพื่อใหไดผลลัพธที่มีความหมายและมีประโยชนตอการใช งานมากยิ่งขึ้น เรียกวา สารสนเทศ กราฟแสดงยอดขายเกิดจาก ขอมูลที่ถูกนําไปประมวลผลเปนสารสนเทศเพื่อนํามาใชในการ นําเสนอ ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน 15. ครูถามคําถามกับนักเรียนวา การเก็บรักษา ขอมูลมีอะไรบาง จากนั้นสุมนักเรียนตอบ คําถามนี้ 16. ครูอธิบายการประมวลผลขอมูลวา เปนการ ดําเนินการตางๆ กับขอมูลเพื่อใหไดผลลัพธที่ มีความหมายและมีประโยชนตอการนําไปใช งานมากยิ่งขึ้น การเก็บรักษาขอมูลเปนการเก็บ บันทึกผลลัพธบางสวนที่ยังไมตองการนําไปใช งานในขณะนั้นลงสูสื่อบันทึกขอมูล และอธิบาย เกี่ยวกับการแสดงผลวา เปนการจัดรูปแบบของ สารสนเทศที่เปนผลลัพธจากการประมวลผล ใหอยูในรูปแบบของรายงาน ตาราง แบบฟอรม เพื่อใหสะดวกในการศึกษา เกร็ดแนะครู ครูควรยกตัวอยางการเก็บรักษาขอมูลที่พบในชีวิตประจําวันของนักเรียน เพื่อใหนักเรียนเห็นขั้นตอนการเก็บรักษาขอมูลทั้ง 3 ขั้นตอน ไดแก การจัดเก็บ ขอมูล การสําเนาขอมูล และการปรับปรุงขอมูล โดยการเก็บรักษาขอมูลที่ดีจะ ตองคํานึงถึงวิธีการนําขอมูลที่เก็บรักษามาใชอยางมีประสิทธิภาพ นํา สอน สรุป ประเมิน T73
กรณีศึกษา การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ เรื่อง ค่าดัชนีมวลกายของคนในท้องถิ่น ขั้นที่ 1 การน�าเข้าข้อมูล การรวบรวมข้อมูล ท�ำกำรเก็บรวบรวมข้อมูล ของคนในท้องถิ่นโดย กำรตอบแบบสอบถำมที่ ประกอบด้วย ชื่อ เพศ อำยุ น�้ำหนัก และส่วนสูง การตรวจสอบข้อมูล ท�ำกำรตรวจสอบข้อมูล ชื่อ เพศ อำยุ น�้ำหนัก และ ส่วนสูง ว่ำครบหรือไม่ และ ข้อมูลถูกต้องหรือไม่ การเตรียมข้อมูล เตรียมข้อมูลโดยน�ำข้อมูล เข้ำสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โปรแกรม และจัดเตรียม ข้อมูล Microsoft excel น�้ำหนักหน่วยเป็นกิโลกรัม ส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร เพื่อ น�ำไปค�ำนวณค่ำดัชนีมวลกำย ขั้นที่ 2 การประมวลข้อมูล 1) กำรจัดกลุ่มหรือจ�ำแนกประเภท : มีกำรจัดกลุ่มแยกเป็น 2 กลุ่ม ชำยและหญิง กลุ่มช่วงอำยุ 4 กลุ่ม 0-6 ปี 7-18 ปี 19-60 ปี และตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป 2) กำรเรียงล�ำดับข้อมูล : มีกำรจัดเรียงล�ำดับข้อมูลตำมอำยุ เพื่อให้เกิดควำมสะดวก ในกำรจัดกลุ่มช่วงอำยุเพื่อสรุปผล 3) กำรค�ำนวณ : มีกำรค�ำนวณค่ำดัชนีมวลกำยจำกสูตรกำรค�ำนวณ ค่ำดัชนีมวลกำย = น�้ำหนัก (กก.) / [ส่วนสูง (ซม.)] 2 4) กำรค้นคืน : มีกำรเรียกใช้ข้อมูลที่สนใจ แยกตำมเพศ ตำมช่วงอำยุ 5) กำรสรุป : มีกำรสรุปแยกกลุ่มเพื่อประมวลผลของค่ำดัชนีมวลกำย โดยค่ำดัชนีมวลกำย ที่ค�ำนวณได้ ดังนี้ ค่ำดัชนีมวลกำย น้อยกว่ำ 18.5 ผอมเกินไป ค่ำดัชนีมวลกำย อยู่ระหว่ำง 18.5-22.9 อยู่ในเกณฑ์เหมำะสม น�้ำหนักตัวปกติ ค่ำดัชนีมวลกำย อยู่ระหว่ำง 23-24.9 น�้ำหนักเกิน แต่ยังไม่เรียกว่ำอ้วน ค่ำดัชนีมวลกำย อยู่ระหว่ำง 25-29.9 เริ่มอ้วน ค่ำดัชนีมวลกำย มำกกว่ำ 29.9 อ้วนเกินไป เสี่ยงที่จะเกิดโรคที่มำจำก ควำมอ้วน 68 การจัดการข้อมูลและสารสนเทศ เรื่อง ค่าดัชนีมวลกายของคนในท้องถิ่น 1 ขั้นสอน 17. ใหนักเรียนรวบรวมขอมูลกีฬาที่ชอบ 3 อันดับ แรกจากเพื่อน 12 คน โดยใชขั้นตอนการ จัดการขอมูลและสารสนเทศ แลวบันทึกลง ในสมุดประจําตัว นํามาสงในชั่วโมงถัดไป กิจกรรม 21st Century Skills 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมคิดคนหัวขอที่นาสนใจ กลุมละ 1 หัวขอ 3. จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันวางแผนและจัดการขอมูล และสารสนเทศตามขั้นตอนทั้ง 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 การนําเขาขอมูล ขั้นที่ 2 การประมวลขอมูล ขั้นที่ 3 การเก็บรักษาขอมูล ขั้นที่ 4 การแสดงผล 4. สมาชิกภายในกลุมรวมกันจัดเตรียมขอมูลเพื่อนํามาเสนอตาม รูปแบบที่นักเรียนคิดวานาสนใจอยางอิสระ 5. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน 6. นักเรียนภายในชั้นเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูล นักเรียนควรรู 1 คาดัชนีมวลกาย คือ คาอัตราสวนระหวางนํ้าหนักตอสวนสูงที่ใชบงบอก วาอวนหรือผอมในผูใหญตั้งแตอายุ 20 ปขึ้นไป เพื่อดูอัตราการเสี่ยงตอการ เกิดโรคตางๆ ถาคาดัชนีมวลกายมากเกินไปจะทําใหเปนโรคอวน และทําใหเกิด ภาวะเสี่ยงตอโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจขาดเลือด แตในขณะ เดียวกันผูที่ผอมเกินไปก็จะทําใหเสี่ยงตอการติดเชื้อไดงาย สงผลใหประสิทธิภาพ การทํางานของรางกายลดลง ดังนั้น ควรรักษาระดับนํ้าหนักใหอยูในเกณฑปกติ นํา สอน สรุป ประเมิน T74
ขั้นที่ 3 การเก็บรักษาข้อมูล การจัดเก็บข้อมูล การจัดเก็บข้อมูลอยู ่ในรูป ของไฟล์งานในฮาร์ดดิสก์ และมีการพิมพ์ใส่กระดาษ การส�าเนาข้อมูล มีการส�าเนาไฟล์งานลงใน แผ่นดีวีดี หน่วยความจ�าแบบ แฟลชไดร์ฟ การปรับปรุงข้อมูล มีการปรับปรุงข้อมูลทุกเดือน โดยการจัดเก็บข้อมูลใหม่ และ น�ามาเปรียบเทียบข้อมูลเดิม เพื่อดูพัฒนาการของคนใน ท้องถิ่นที่มีการเปลี่ยนแปลง ขั้นที่ 4 การแสดงผล มีการแสดงผลในรูปของรายงาน ดังนี้ แสดงผลในรูปแบบของตารางเพื่อให้เห็นข้อมูลทั้งหมด • แสดงผลในรูปของกราฟแท่ง เพื่อให้เห็นการเปรียบเทียบค่าดัชนีมวลกายของกลุ่มคน ในท้องถิ่นแยกตามเพศ และช่วงอายุ • แสดงผลในรูปของกราฟเส้น เพื่อให้เห็นแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของค่าดัชนีมวลกาย ของกลุ่มคนในท้องถิ่นในแต่ละเดือน ค่าดัชนีมวลกายในประชากรไทยจ�าแนกตามกลุ่มอายุและเพศ 30 25 20 15 10 5 0 0-6 ปี 7-18 ปี 19-60 ปี มากกว่า 60 ปี กลุ่มช่วงอายุ (ปี) เพศชาย เพศญิง ภาพที่ 3.16 ตัวอย่างการแสดงผลในรูปของกราฟแท่ง 69 แฟลชไดร์ฟ 1 ขั้นสอน 18. ครูอธิบายขั้นการเก็บรักษาขอมูล ขั้นการแสดง ผลกับนักเรียน และใหนักเรียนอธิบายกราฟคา ดัชนีมวลกายในประชากรไทย จําแนกตามกลุม อายุและเพศ จากนั้นครูสรุปความรูที่ไดจาก การศึกษากรณีตัวอยางนี้ 19. ครูถามคําถามกับนักเรียนวา การจัดการขอมูล และสารสนเทศมีความสําคัญอยางไรบางกับ การทํางานในอาชีพตางๆ นักเรียนควรรู 1 แฟลชไดรฟ คือ อุปกรณคอมพิวเตอรที่ใชสําหรับเก็บขอมูล มีขนาดเล็ก นํ้าหนักเบา และพกพางาย สามารถเขียนขอมูลและลบขอมูลไดไมจํากัดจํานวน ครั้ง ใชเสียบเขากับ USB พอรตของเครื่องคอมพิวเตอรเพื่อถายโอนขอมูลจาก คอมพิวเตอรเครื่องหนึ่งไปยังคอมพิวเตอรอีกเครื่องหนึ่ง กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการ แสดงผลขอมูล เพื่อศึกษารูปแบบการแสดงผลขอมูลที่หลากหลาย เชน การแสดงผลในรูปแบบตาราง แผนภูมิ แผนที่ กราฟ จากนั้น ใหนักเรียนหาหัวขอที่ตนเองสนใจพรอมเลือกวิธีการแสดงผลขอมูล ที่เหมาะสม และออกมานําเสนอบริเวณหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T75
ขอสอบเนนการคิด 2 การประมวลผลข้อมูล สารสนเทศ ในปัจจุบันการแข่งขันทางธุรกิจต้องอาศัยข้อมูล เป็นหลัก จึงมีการน�าเทคโนโลยีมาช ่วยจัดการข้อมูล อย่างมาก ดังจะเห็นได้จากการแข่งขันการให้บริการของธนาคารพาณิชย์ การใช้ข้อมูลใน การตัดสินใจลงทุนซื้อขายหลักทรัพย์ ข้อมูลเป็นหัวใจของการด�าเนินงานเป็นแหล่งความรู้ ที่ใช้ประกอบการตัดสินใจ บริษัทหรือองค์กรจึงด�าเนินการอย่างจริงจังเพื่อให้ได้มา ซึ่งข้อมูล และปกป้องดูแลข้อมูลของตนเป็นอย่างดี 2.1 การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศ การท�าข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่จะเป็นประโยชน์ต่อการใช้งาน จ�าเป็นต้องอาศัยเทคโนโลยี เข้ามาช่วยในการด�าเนินการ เริ่มตั้งแต่การรวบรวม การตรวจสอบ การด�าเนินการประมวลผลข้อมูล ให้กลายเป็นสารสนเทศ และการดูแลรักษาสารสนเทศเพื่อการใช้งานควรประกอบด้วย 1. การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นเรื่องของการเก็บรวบรวมข้อมูลซึ่งมีจ�านวนมาก และต้อง เก็บให้ได้อย่างทันเวลา เช่น ข้อมูลการลงทะเบียนเรียนของนักเรียน ข้อมูลประวัติบุคลากร ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ช ่วยในการจัดเก็บอยู ่เป็นจ�านวนมาก เช ่น การป้อนข้อมูลเข้าเครื่อง คอมพิวเตอร์การอ่านข้อมูลจากรหัสแท่ง การตรวจใบลงทะเบียนที่มีการฝนดินสอด�าในต�าแหน่ง ต่าง ๆ เป็นวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 2. การตรวจสอบข้อมูล เมื่อมีการเก็บรวบรวมข้อมูลแล้วจ�าเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อมูล เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ข้อมูลที่เก็บเข้าในระบบจะต้องมีความเชื่อถือได้ หากพบที่ผิดพลาด ต้องแก้ไข การตรวจสอบข้อมูลมีหลายวิธี เช่น การใช้ผู้ป้อนข้อมูลสองคนป้อนข้อมูลชุดเดียวกัน เข้าคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ภาพที่ 3.17 การท�างานของระบบสารสนเทศ กิจกรรมใดบางในชีวิต ประจําวันที่ตองใชการ ประมวลผลขอมูล 70 สารสนเทศที่ดีควรมีลักษณะอยางไร 1. เก็บขอมูลเพียงบางสวนอยางพอเพียง 2. เปนขอมูลเกาที่นํามาประมวลผลใหม 3. มีการจัดเก็บขอมูลไวในแฟมขอมูลสํารอง 4. สามารถตรวจสอบแหลงที่มาของสารสนเทศได (วิเคราะหคําตอบ สารสนเทศที่ดีจะตองมีประโยชนตอการใชงาน และสามารถตรวจสอบแหลงที่มาของสารสนเทศได ดังนั้น ตอบ ขอ 4.) ขั้นสอน 20. ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอกับนักเรียน วา กิจกรรมใดบางในชีวิตประจําวันที่ตองใชการ ประมวลผลขอมูล จากนั้นใหนักเรียนชวยกัน ตอบคําถาม 21. ครูอธิบายการทําขอมูลใหเปนสารสนเทศวาจะ ตองประกอบไปดวย 2 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การเก็บรวบรวมขอมูลเปนการเก็บรวบรวม ขอมูลซึ่งมีจํานวนมาก 2) การตรวจสอบขอมูลซึ่งจะตองมีการตรวจ สอบขอมูลที่เก็บรวบรวมมาเพื่อตรวจสอบ ความถูกตอง นาเชื่อถือ แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ การคัดเลือกขอมูล การพิจารณาขอมูล การวิเคราะห ขอมูลที่ไดจากการสืบคนขอมูลทางอินเทอรเน็ตไปใช งานในรูปแบบที่เหมาะสม เชน การจัดทํารายงานหรือ การทําปายนิเทศ เกร็ดแนะครู ครูตั้งคําถามกับนักเรียนเกี่ยวกับการประมวลผลขอมูลวา ในปจจุบันมีการ ซื้อ-ขายสินคาผานทางโซเชียลมีเดียอยางแพรหลาย ดังนั้น นักเรียนคิดวา การ ประมวลผลสงผลตอการซื้อ-ขายสินคาไดอยางไร โดยใหนักเรียนภายในชั้น เรียนรวมกันตอบคําถาม จากนั้นครูอธิบายกับนักเรียนเพิ่มเติมเพื่อใหนักเรียนได ตระหนักถึงความสําคัญของการประมวลผลขอมูลสารสนเทศ นํา สอน สรุป ประเมิน T76
การประมวลผลข้อมูลให้เปนสารสนเทศ (information processing) คือ การกระท�าของเครื่อง คอมพิวเตอร์กับข้อมูล เช่น การรวบรวมข้อมูลเป็นแฟ้มข้อมูล การค�านวณ การเปรียบเทียบ การเรียงล�าดับ การจัดกลุ่มข้อมูล การท�ารายงาน เป็นต้น ข้อมูลเข้า ข้อมูลนักเรียนแต่ละคน เช่น ชื่อ ผลการเรียน เป็นต้น การประมวลผล คอมพิวเตอร์ประมวลผล โดยการเรียงข้อมูล และ การจัดกลุ่มข้อมูล ข้อมูลออก สารสนเทศ กราฟแสดง ผลการเรียนของนักเรียน ระดับต่าง ๆ การประมวลผล ความหมาย การรวบรวมเปนแฟมข้อมูล การพิมพ์ข้อมูลและบันทึกไว้เป็นแฟ้มข้อมูล (file) ใน เครื่องคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเรียกใช้ได้อย่าง สะดวกและรวดเร็ว การค�านวณ การน�าข้อมูลที่เป็นตัวเลขค�านวณด้วยการด�าเนินการทาง คณิตศาสตร์ เช่น การบวก การลบ การคูณ การหารข้อมูลเพื่อให้ ได้ผลลัพธ์ตามที่ผู้ใช้ต้องการอย่างถูกต้องรวดเร็ว การเปรียบเทียบ การด�าเนินการเปรียบเทียบทางตรรกะ เช่น มากกว่า น้อยกว่า เท่ากับ หรือไม่เท่ากับ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเปรียบเทียบข้อมูลได้ อย่างรวดเร็ว การเรียงล�าดับ การเรียงข้อมูลตามล�าดับตัวเลขหรือการเรียงล�าดับตามตัวอักษร เพื่อให้ค้นหาข้อมูลได้ง่าย การจัดกลุ่มข้อมูล การจัดกลุ่มข้อมูลตามเพศของนักเรียนเพื่อให้ผู้ใช้เรียกดูข้อมูลได้ สะดวกรวดเร็ว การจัดท�ารายงาน การสรุปผลและสร้างรายงานเพื่อน�าไปใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ INPUT PROCESS OUTPUT 71 ขั้นสอน 22. ครูอธิบายการประมวลผลขอมูลใหเปน สารสนเทศวา เปนการกระทําของเครื่อง คอมพิวเตอรกับขอมูล เชน การรวบรวมขอมูล เปนแฟมขอมูล การคํานวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลําดับ การจัดกลุม และการทํารายงาน จากนั้นครูอธิบายความหมายของขอมูลเขา การประมวลผล และขอมูลออกใหนักเรียนฟง เกร็ดแนะครู ครูควรยกตัวอยางการประมวลผลขอมูลใหเปนสารสนเทศที่สามารถ กระทําไดดวยวิธีการตางๆ กับนักเรียน เชน การรวบรวมขอมูลเปนแฟมขอมูล การคํานวณ การเปรียบเทียบ การเรียงลําดับ การจัดกลุมขอมูล การทํารายงาน เพื่อใหนักเรียนไดเขาใจถึงกระบวนการประมวลผลขอมูลใหเปนสารสนเทศอยาง ละเอียดทั้ง 3 กระบวนการ กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การประมวลผลขอมูลใหเปนสารสนเทศ โดยเลือกขอมูลที่นํามา ประมวลผลตามที่นักเรียนสนใจคนละ 1 ขอมูล พรอมประมวลผล ขอมูลใหเปนสารสนเทศตามขั้นตอนทั้ง 3 ประการ และบันทึกลง ในกระดาษที่ครูแจกให โดยครูคอยใหความชวยเหลืออยางใกลชิด และสุมนักเรียนออกมานําเสนอบริเวณหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T77
ภาพที่ 3.18 ตัวอยางการประมวลผลแบบเชื่อมตรง การประมวลผลแบบเชื่อมตรงของการถอนเงินผานตูเอทีเอ็ม 1 6 3 COMPUTER A 4 5 หมายเหตุ A = คอมพิวเตอรธนาคาร A B = คอมพิวเตอรธนาคาร B 2 COMPUTER B 2.2 วิธีการประมวลผลขอมูล การประมวลผลขอมูลโดยอาศัยเครื่องคอมพิวเตอรมี 2 วิธี 1. การประมวลผลแบบเชื่อมตรง (online processing) เปนวิธีการนําขอมูลแตละรายการ ที่ถูกบันทึกเขามาประมวลผลทันที นิยมใชในงานที่ตองไดผลลัพธใหกับผูใชทันที หรือในงานที่ ขอมูลจะตองทันสมัยอยูตลอดเวลา เชน เมื่อนักเรียนเบิกเงินจากตูเอทีเอ็ม รายการการเบิกเงิน ของนักเรียนแตละครั้งจะไปประมวลผลที่เครื่องหลักที่อาจอยูหางไกลทันที โดยขอมูลจะถูกนําไป คํานวณและบันทึกยอดคงเหลือในบัญชีเงินฝากของนักเรียนทันที เปนตน 2. การประมวลผลแบบกลุม (batch processing) เปนการเก็บรวบรวมขอมูลในแตละ ชวงเวลาหนึ่ง และนําขอมูลที่ไดรับในชวงเวลาดังกลาวมาประมวลผลพรอมกัน เชน การเก็บ ขอมูลเวลาเขาออกของนักเรียน เมื่อถึงสิ้นเดือนโรงเรียนจะนําขอมูลมาประมวลผลเปนรายงาน ในการเขาชั้นเรียนของนักเรียนประจําเดือน เปนตน คอมพิวเตอร ที่ตูเอทีเอ็ม สาขายอย ธนาคาร B สง รายการถอนเงิน ไปยังคอมพิวเตอร ธนาคาร A สอดบัตรเอทีเอ็มของธนาคาร A แลวกดรหัสผาน และปอนขอมูล เพื่อสั่งทํารายการถอนเงิน จายเงินสดใหผูถอน เงินทางชองจายเงิน คอมพิวเตอรธนาคาร A ตรวจสอบบัญชีในฐานขอมูล บัญชีลูกคาและตัดยอดเงิน จากบัญชีลูกคา โอนเงินไปยัง ธนาคาร B คอมพิวเตอรธนาคาร B สั่งจายเงินสดไปยังตูเอทีเอ็ม สาขายอยธนาคาร B 72 แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับ ฟังคนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมิน ระดับคะแนน 3 2 1 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3 การท างานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 ความมีน้ าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง ขั้นสอน 23. ครูอธิบายการประมวลผลขอมูลโดยอาศัย เครื่องคอมพิวเตอรซึ่งมีทั้งหมด 2 วิธี ไดแก การประมวลผลแบบเชื่อมตรง เปนวิธีการ นําขอมูลแตละรายการที่ถูกบันทึกเขามา ทําการประมวลผลทันที นิยมใชในงานที่ตองได ผลลัพธใหกับผูใชงานทันที และการประมวลผล แบบกลุมเปนการเก็บรวบรวมขอมูลในแตละ ชวงเวลาหนึ่ง และนําขอมูลที่ไดรับในชวงเวลา ดังกลาวมาประมวลผลพรอมกัน ขั้นสรุป ตรวจสอบผล ครูและนักเรียนรวมกันสรุปเนื้อหา เรื่อง ขอมูล สารสนเทศและการประมวลผลขอมูลสารสนเทศ หากนักเรียนคนใดมีขอสงสัยสามารถสอบถามครู ไดทันที ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล ตารางการวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑการประเมิน ตรวจแบบทดสอบ กอนเรียน แบบทดสอบ กอนเรียน ประเมินตาม สภาพจริง สังเกตพฤติกรรม การทํางานราย บุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูสามารถสังเกตพฤติกรรมการทํางานรายบุคคล และการทํางานกลุมของ นักเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและประเมินผล จากแบบสังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล และแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมที่แนบมา ทาย แผนการจัดการเรียนรูที่ 1 หนวยการเรียนรูที่ 3 กิจกรรม 21st Century Skills 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมคิดคนหัวขอที่นาสนใจสําหรับการประมวลผล ขอมูล กลุมละ 1 หัวขอ 3. จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันประมวลผลขอมูลโดยอาศัย เครื่องคอมพิวเตอร ซึ่งแบงออกได 2 วิธี ดังนี้ - การประมวลผลแบบเชื่อมตรง - การประมวลผลแบบกลุม 4. สมาชิกภายในกลุมรวมกันจัดเตรียมขอมูลเพื่อนํามาเสนอ ตามรูปแบบที่นักเรียนคิดวานาสนใจอยางอิสระ 5. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน 6. นักเรียนภายในชั้นเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูล เรื่อง การประมวลผลขอมูล นํา สอน สรุป ประเมิน T78
ขอสอบเนน การคิด 3 ซอฟต์แวร์และการเลือกใช้งาน ปัจจุบันคอมพิวเตอร์เป็นเทคโนโลยีที่มีความส�าคัญ และจ�าเป็นส�าหรับการใช้ชีวิตของคนเรา ทั้งการจัดเก็บ รวบรวม ค้นคว้าข้อมูล หรือการศึกษาและความสนุก เพลิดเพลิน ดังนั้น การใช้คอมพิวเตอร์ช่วยในการท�างานจึงต้องมีการจัดวางระบบเพื่อ ให้คอมพิวเตอร์ท�างานหรือจัดเก็บข้อมูลตามที่เราต้องการ ที่เรียกกันว่า “ซอฟต์แวร์” ซึ่ง เปรียบเสมือนตัวเชื่อมระหว่างผู้ใช้งานกับการท�างานของคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ (software) คือ ชุดค�าสั่งหรือโปรแกรมที่ ใช้สั่งเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ท�างานได้ตรงตามความต้องการ และถูกต้อง รวมถึงการควบคุมการท�างานของอุปกรณ์ต ่าง ๆ เช่น CD ROM drive modem เป็นต้น ซอฟต์แวร์เป็นสิ่งที่ จับต้องไม ่ได้ แต ่สามารถรับรู้การท�างานของมันได้ ซึ่งจะต ่าง กับฮาร์ดแวร์ (hardware) ที่สามารถจะจับต้องได้ ซอฟต์แวร์ จึงหมายรวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ท�าให้ คอมพิวเตอร์ท�างานได้ 3.1 ประเภทของซอฟต์แวร์ ซอฟต์แวร์หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีผู้พัฒนาขึ้นเพื่อใช้งานกับคอมพิวเตอร์มีมากมาย ซอฟต์แวร์เหล่านี้อาจได้รับการพัฒนาโดยผู้ใช้งานเอง ผู้พัฒนาระบบ หรือผู้ผลิตจ�าหน่าย ซอฟต์แวร์ สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่ ซอฟต์แวร์ระบบ และซอฟต์แวร์ประยุกต์ 1. ซอฟต์แวร์ระบบ (system software) คือ ซอฟต์แวร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้บริหารจัดการ ระบบ การจัดสรรทรัพยากร และด�าเนินงานพื้นฐานต่าง ๆ ในระบบ เช่น การจัดสรรหน่วยประมวล ผลกลาง การจัดสรรหน่วยความจ�าต่าง ๆ การจัดการข้อมูลในแฟ้มข้อมูลบนหน่วยความจ�ารอง การรับข้อมูลจากแผงแป้นอักขระแล้วแปลความหมายให้คอมพิวเตอร์เข้าใจ การน�าข้อมูลไปแสดง ผลบนจอภาพหรือน�าออกไปยังเครื่องพิมพ์ เป็นต้น ซอฟต์แวร์ระบบนับว่าเป็นซอฟต์แวร์ที่มีความ ส�าคัญต่อคอมพิวเตอร์ เนื่องจากโปรแกรมแรกที่สั่งให้คอมพิวเตอร์ท�างานหลังจากเปิดเครื่อง คือ ซอฟต์แวร์ระบบ หากไม่มีซอฟต์แวร์ระบบคอมพิวเตอร์จะไม่สามารถท�างานได้ หรือไม่สามารถ ท�างานได้อย่างถูกต้อง ภาพที่ 3.19 ตัวอย่างซอฟต์แวร์ที่ควบคุม การท�างานของคอมพิวเตอร์ ซอฟตแวรที่นักเรียนรูจัก มีอะไรบาง และเคยใช ซอฟตแวรนั้นหรือไม 73 กับฮาร์ดแวร์ ( 1 ในการติดตั้งโปรแกรมตางๆ ใหกับเครื่องคอมพิวเตอร ควร ติดตั้งสิ่งใดกอนเสมอ 1. ระบบปฏิบัติการ 2. ซอฟตแวรประยุกต 3. โปรแกรมอรรถประโยชน 4. โปรแกรมยกเลิกการติดตั้งขอมูล (วิเคราะหคําตอบ การติดตั้งโปรแกรมตางๆ จําเปนตองลงระบบ ปฏิบัติการกอนเปนอันดับแรก จึงจะสามารถติดตั้งโปรแกรม ประเภทอื่นๆ ได ดังนั้น ตอบขอ 1.) ขั้นสอน 1. ครูอธิบาย เรื่อง ซอฟตแวรระบบ ใหนักเรียน ฟงวา เปนซอฟตแวรที่ถูกสรางขึ้นเพื่อใช บริหารจัดการระบบคอมพิวเตอร โดยทําการ จัดสรรทรัพยากรตางๆ ของเครื่องคอมพิวเตอร ใหถูกใชงานอยางเหมาะสม รวมทั้งทําการ ควบคุมดูแลการเรียกใชงานซอฟตแวร ประเภทอื่นๆ ที่ทํางานอยูภายใตซอฟตแวร ระบบ ซอฟตแวรระบบเปนโปรแกรมแรกที่ถูก เรียกใชงานหลังจากเปดเครื่องคอมพิวเตอร และเปนซอฟตแวรที่ตองติดตั้งบนเครื่อง คอมพิวเตอรกอนซอฟตแวรประเภทอื่นเสมอ ขั้นนํา 1. ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอกับนักเรียน วา ซอฟตแวรที่นักเรียนรูจักมีอะไรบาง และ เคยใชซอฟตแวรนั้นหรือไม จากนั้นใหนักเรียน ชวยกันตอบคําถาม 2. ครูถามคําถามกระตุนความคิดวา เมื่อนักเรียน ตองการนําเสนอปายประกาศเพื่อรณรงคการ งดสูบบุหรี่ นักเรียนจะเลือกใชซอฟตแวรใดใน การนําเสนอ พรอมอธิบายเหตุผลประกอบ นักเรียนควรรู 1 ฮารดแวร คือ อุปกรณที่ประกอบขึ้นเปนเครื่องคอมพิวเตอร มีลักษณะเปน โครงราง มองเห็นไดดวยตา และสามารถสัมผัสไดหรือเปนรูปธรรม ไดแก วงจร ไฟฟา จอภาพ คียบอรด เครื่องพิมพ เมาส ซึ่งสามารถแบงออกเปนสวนตางๆ ได 4 หนวย คือ 1. หนวยรับขอมูล 2. หนวยประมวลผลกลาง 3. หนวยแสดงผล 4. หนวยเก็บขอมูลสํารอง แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ นักเรียนตอบตามความคิดเห็นของตนเอง โดย คําตอบขึ้นอยูกับดุลยพินิจของครู นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T79
ขอสอบเนนการคิด ซอฟต์แวร์ระบบสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท ดังนี้ 1) ระบบปฏิบัติการ (Operating System : OS) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ควบคุมและประสานงานระหว ่างอุปกรณ์ภายในคอมพิวเตอร์ ทั้งหมดตั้งแต่ซีพียู หน่วยความจ�าไปจนถึงหน่วยน�าเข้าและส่งออก บางครั้งนิยมเรียกรวม ๆ ว่าแพลตฟอร์ม คอมพิวเตอร์จะท�างานได้จ�าเป็นต้องมีระบบปฏิบัติการติดตั้งอยู่ในเครื่องเสีย ก่อน ตัวอย่างของระบบปฏิบัติการที่ส�าคัญ และควรรู้ มีดังนี้ ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์ วินโดวส์ ระบบปฏิบัติการแมคอินทอช ระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ระบบปฏิบัติการดอส และระบบ ปฏิบัติการแอนดรอยด์ ภาพที่ 3.20 ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟต์วินโดวส์ ภาพที่ 3.21 ระบบปฏิบัติการแมคอินทอช 2) ตัวแปลภาษา (Translator) เป็นโปรแกรมที่ท�าหน้าที่ในการแปลโปรแกรมหรือชุดค�าสั่งที่เขียนด้วยภาษาที่ไม่ใช่ภาษา เครื่อง หรือภาษาเครื่องที่ไม่เข้าใจให้เป็นภาษาที่เครื่องสามารถรู้และเข้าใจ แล้วเครื่องน�าไป ปฏิบัติได้ เช่น ภาษา BASIC, COBOL, C, PASCAL, FORTRAN, ASSEMBLY เป็นต้น โปรแกรมภาษา C ตัวแปลภาษา โปรแกรมท�างานได้ 74 ขั้นสอน 2. ครูอธิบายกับนักเรียนวา ซอฟตแวรระบบ สามารถแบงไดเปน 2 ประเภท ไดแก 1) ระบบปฏิบัติการ เปนซอฟตแวรที่ใชควบคุม และประสานงานระหวางอุปกรณภายใน คอมพิวเตอรทั้งหมดตั้งแตซีพียู หนวยความ จํา ไปจนถึงหนวยนําเขาและสงออก 2) ตัวแปลภาษาเปนโปรแกรมที่ทําหนาที่ใน การแปลโปรแกรมหรือชุดคําสั่งที่เขียนดวย ภาษาที่ไมใชภาษาเครื่อง หรือภาษาเครื่องที่ ไมเขาใจใหเปนภาษาเครื่องที่สามารถรูและ เขาใจ แลวเครื่องคอมพิวเตอรนําไปปฏิบัติ ได เกร็ดแนะครู ครูควรเปดระบบปฏิบัติการตางๆ ใหนักเรียนดู เพื่อใหนักเรียนไดเห็นวาระบบ ปฏิบัติการแตละแบบมีความแตกตางกันอยางไร พรอมอธิบายเกี่ยวกับลักษณะการ ใชงาน ขอดี-ขอเสีย และขอจํากัดของระบบปฏิบัติการนั้นๆ เชน - ระบบปฏิบัติการไมโครซอฟตวินโดวส (Windows) - ระบบปฏิบัติการแมคอินทอช (Macintosh) - ระบบปฏิบัติการลีนุกซ (Linux) - ระบบปฏิบัติการดอส (DOS) - ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด (Android) ขอใดจัดเปนซอฟตแวรระบบทั้งหมด 1. Windows 7/C++ 2. Windows 7/Ubuntu 3. Microsoft Office 2010/Windows XP 4. Window media player/Windows Vista (วิเคราะหคําตอบ Windows 7 และ Ubuntu ถือวาเปนซอฟตแวร ระบบ ดังนั้น ตอบขอ 2.) นํา สอน สรุป ประเมิน T80
ตัวอย่างโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้ฟรี โปรแกรม Open Source โอเพนซอร์ส (Open Source) คือ ซอฟต์แวร์ที่สามารถ น�าไปใช้งาน ศึกษา แก้ไข และเผยแพร่ได้อย่างเสรี ปราศจาก เงื่อนไขเพิ่มเติม การพัฒนาที่เปิดเผยซอร์สโค้ด (รหัสต้นฉบับ) ให้สาธารณะน�าไปพัฒนาต่อยอดได้ ท�าให้เกิดการร่วมมือกัน ท�างานอย่างไร้พรมแดนผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (ข้อสังเกต ค�าว่า ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส และซอฟต์แวร์เสรี มีความหมาย เดียวกัน และใช้แทนกันได้ คุณสมบัติที่ส�าคัญของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สประกอบด้วย 1. การเข้าถึงซอร์สโค้ด โดยที่แจกจ่ายหรือการกระจายซอฟต์แวร์กระท�าโดยการแนบ ซอร์สโค้ดร่วมกับไบนารีโค้ด การที่ให้ผู้ใช้หรือบุคคลอื่นเข้าถึงซอร์สโค้ดได้ เพื่อที่จะท�าการปรับปรุง ใช้ประโยชน์ซอร์สโค้ดเพื่อการศึกษา ท�าความเข้าใจ เรียนรู้เทคนิค ตลอดจนการเพิ่มเติมปรับปรุง ฟังก์ชัน หรือบางส่วนของซอฟต์แวร์ได้เอง 2. การมีข้อตกลงเกี่ยวกับสิทธิ (licensing agreement) ในการอนุญาตให้แจกจ่ายเผยแพร่ ซอฟต์แวร์ที่เริ่มพัฒนาขึ้น และกระจายต่อเมื่อมีการปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นหรือเพิ่มเติม โปรแกรม Open source มีดังนี้ 1. Google Chrome คือ เว็บใหม่และเป็นเว็บเบราว์เซอร์แรกของ กูเกิล ที่สร้างโดยกูเกิล ซึ่งตอนนี้มีถึงเวอร์ชัน 66 แล้ว ด้วยการใช้ งานที่ง่าย ฟรี และติดตั้งได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วินาที ภาพที่ 3.22 Google Chrome 2. VLC Media Player คือ โปรแกรมเล่นไฟล์สื่อ เช่น เพลงและ ภาพเคลื่อนไหวได้หลายสกุล รวมทั้งไฟล์ที่เล่นบนมือถือใช้ส�าหรับ เล่นไฟล์มีเดียต่างๆ โดยวีแอลซีมีเดียเพลเยอร์(VLC Media Player) เป็นซอฟต์แวร์เล่นไฟล์สื่อคุณภาพสูง รับชมภาพและเสียง บันทึกภาพ และเสียง และการถ่ายทอดแบบสตรีม ซึ่งสนับสนุนไฟล์ในหลาย ๆ ประเภทที่รู้จักกันดี เช่น วีซีดี ดีวีดี การสตรีมโพรโทคอล ภาพที่ 3.23 VLC Media Player 3. ปลาดาวออฟฟิศ คือ ชุดโปรแกรมส�านักงานที่รองรับการท�างาน กับเอกสารภาษาไทย สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้โดยไม่เสียค่า ใช้จ่ายใด ๆ และมีโปรแกรมประมวลผลค�า (Word Processor) สร้างตารางค�านวณ (Spreadsheet) น�าเสนองาน (Presentation) วาดภาพแบบเวกเตอร์ (Drawing) และโปรแกรมสมการคณิตศาสตร์ (Equation) ใช้ได้กับ 3 ระบบปฏิบัติการหลัก คือ Solaris Linux และ Windows ภาพที่ 3.24 Pladao office 75 1. การเข้าถึงซอร์สโค้ด การที่ให้ผู้ใช้หรือบุคคลอื่นเข้าถึงซอร์สโค้ดได้ 1 ขั้นสอน 3. ครูใหนักเรียนศึกษาตัวอยางโปรแกรมที่ สามารถใชงานไดฟรี และครูสรุปความรู เรื่อง โปรแกรมโอเพนซอรส ใหฟงวา เปนซอฟตแวร ที่สามารถนําไปใชงาน ศึกษา แกไข และ เผยแพรไดอยางเสรี จากนั้นครูอธิบาย คุณสมบัติที่สําคัญของซอฟตแวรโอเพนซอรส พรอมกับถามคําถามวา โปรแกรมโอเพนซอรส ที่นักเรียนรูจักมีโปรแกรมใดบาง นักเรียนควรรู 1 ซอรสโคด คือ คําสั่งหรือโคดในโปรแกรมซึ่งเขียนดวยภาษาคอมพิวเตอร ภาษาตางๆ เชน C, Java, pascal ที่มนุษยสามารถอานและเขาใจได ซึ่งเปน ภาษาที่เขียนกอนที่จะถูกแปลไปเปนภาษาเครื่อง กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนแตละคนสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเพิ่มเติม เกี่ยวกับโปรแกรมโอเพนซอรสคนละ 5 โปรแกรม พรอมวิเคราะห วิธีการใชงาน คุณสมบัติที่สําคัญของโปรแกรม ขอดี-ขอเสีย ขอจํากัดของโปรแกรม และบันทึกลงในกระดาษที่ครูแจกให และ สุมนักเรียนออกมานําเสนอบริเวณหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T81
ขอสอบเนนการคิด 2. ซอฟต์แวร์ประยุกต์ (Application software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้กับงานด้านต่าง ๆ ตามความต้องการของผู้ใช้สามารถน�ามาใช้ประโยชน์ได้โดยตรง ปัจจุบันมีผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ใช้งานทางด้านต่าง ๆ ออกมาจ�าหน่ายเป็นจ�านวนมากการประยุกต์งานคอมพิวเตอร์จึงกว้างขวาง และแพร่หลาย อาจแบ่งซอฟต์แวร์ประยุกต์ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ซอฟต์แวร์ส�าเร็จ และซอฟต์แวร์ ที่พัฒนาขึ้นใช้เฉพาะงาน ซึ่งปัจจุบันมีมากมาย เช่น ซอฟต์แวร์ประมวลค�า ซอฟต์แวร์ตาราง ท�างาน 1) ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไป (General purpose software) เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้น เพื่อไปประยุกต์ใช้กับงานทั่วไปผู้ใช้ต้องเลือกซอฟต์แวร์ให้เหมาะสมกับลักษณะของงานเช่นการ พิมพ์รายงาน การสร้างตารางท�างาน การน�าเสนอผลงาน เป็นต้น ซอฟต์แวร์ประยุกต์ทั่วไปแบ่ง ได้เป็น 6 ประเภท ดังนี้ • ซอฟต์แวร์ประมวลค�า (Word processing software) เป็นซอฟต์แวร์ประยุกต์ใช้ ส�าหรับการพิมพ์เอกสาร สามารถแก้ไข เพิ่ม แทรก ลบ และจัดรูปแบบเอกสารได้อย่างดี เอกสาร ที่พิมพ์ไว้จัดเป็นแฟ้มข้อมูลเรียกมาพิมพ์หรือแก้ไขใหม่ได้การพิมพ์ออกทางเครื่องพิมพ์ก็มีรูปแบบ ตัวอักษรให้เลือกหลายรูปแบบ เอกสารจึงดูเรียบร้อยสวยงาม ปัจจุบันมีการเพิ่มขีดความสามารถ ของซอฟต์แวร์ประมวลค�าอีกมากมายซอฟต์แวร์ประมวลค�าที่นิยมใช้อยู่ในปัจจุบันเช่น Microsoft Word และ CorelDRAW เป็นต้น ภาพที่ 3.25 ตัวอย่างซอฟต์แวร์ประมวลค�า Microsoft Word (ซ้าย) และ CorelDRAW (ขวา) 76 ขั้นสอน 4. ครูอธิบายซอฟตแวรประยุกตวา เปนซอฟตแวร ที่ใชกับงานดานตางๆ ตามความตองการของ ผูใช สามารถนําไปใชประโยชนไดโดยตรง และสามารถแบงซอฟตแวรประยุกตออกเปน 2 กลุม คือ ซอฟตแวรสําเร็จและซอฟตแวรที่ พัฒนาขึ้นใชเฉพาะงาน จากนั้นครูใหนักเรียน อธิบายเกี่ยวกับซอฟตแวรประมวลคําวา มีลักษณะการใชงานอยางไร และสามารถทํา ชิ้นงานประเภทใดออกมาไดบาง ขอใดจัดเปนซอฟตแวรประยุกตทั้งหมด 1. Windows 7/Windows 10 2. Windows 7/Microsoft Office 2010 3. Windows media player/Windows 10 4. Adobe Photoshop/Windows Movie Maker (วิเคราะหคําตอบ Adobe Photoshop และ Windows Movie Maker ถือวาเปนซอฟตแวรประยุกตที่สามารถนํามาใชงานใน ดานตางๆ ดังนั้น ตอบขอ 4.) ความรูเสริม Google Documents หรือเรียกสั้นๆ วา Google Docs เปนบริการทาง ออนไลนของบริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จํากัด ที่เขามาชวยในการจัดการดาน เอกสารแบบไมตองเสียเงิน ไมวาจะเปนการสราง การแกไข หรือการแบงปน ไฟลเอกสารที่สําคัญ สามารถแบงปนเอกสารใหกับผูอื่นเพื่อรวมกันแกไขขอมูลใน ไฟลเอกสารเดียวกันไดผานการเชื่อมตออินเทอรเน็ต นํา สอน สรุป ประเมิน T82
• ซอฟต์แวร์ตารางท�างาน (spread sheet software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการ คิดค�านวณ การท�างานของซอฟต์แวร์ตารางท�างาน ใช้หลักการเสมือนมีโต๊ะท�างานที่มีกระดาษ ขนาดใหญ่วางไว้มีเครื่องมือคล้ายปากกา ยางลบ และเครื่องค�านวณเตรียมไว้ให้เสร็จ บนกระดาษ มีช่องให้ใส่ตัวเลข ข้อความหรือสูตร สามารถสั่งให้ค�านวณตามสูตรหรือเงื่อนไขที่ก�าหนด ผู้ใช้ ซอฟต์แวร์ตารางท�างานสามารถประยุกต์ใช้งานประมวลผลตัวเลขอื่น ๆ ได้กว้างขวาง ซอฟต์แวร์ ตารางท�างานที่นิยมใช้ เช่น Microsoft Excel เป็นต้น • ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล (data base management software) การใช้คอมพิวเตอร์ อย่างหนึ่ง คือ การใช้เก็บข้อมูล และจัดการกับข้อมูลที่จัดเก็บในคอมพิวเตอร์ จึงจ�าเป็นต้องมี ซอฟต์แวร์จัดการข้อมูล การรวบรวมข้อมูลหลาย ๆ เรื่องที่เกี่ยวข้องกันไว้ในคอมพิวเตอร์ เราก็ เรียกว่า ฐานข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลจึงหมายถึง ซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการเก็บ การเรียก ค้นมาใช้งาน การท�ารายงาน การสรุปผลจากข้อมูล ซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูลที่นิยมใช้ เช่น Microsoft Access, dBase, Paradox, Foxbase เป็นต้น ภาพที่ 3.26 ตัวอย่างซอฟต์แวร์ตารางท�างาน Microsoft Excel ภาพที่ 3.27 ตัวอย่างซอฟต์แวร์จัดการฐานข้อมูล Microsoft Access (ซ้าย) และ dBase (ขวา) 77 กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 5. ครูอธิบายซอฟตแวรตารางทํางานใหฟงวา เปน ซอฟตแวรที่ชวยในการคิดคํานวณ สามารถสั่ง ใหคํานวณตามสูตรหรือเงื่อนไขที่กําหนด ผูใช งานซอฟตแวรตารางทํางานสามารถประยุกต ใชงานประมวลผลตัวเลขอื่นๆ ได จากนั้น อธิบายเกี่ยวกับซอฟตแวรจัดการฐานขอมูลให ฟงวา เปนการเก็บขอมูลและจัดการกับขอมูล ในคอมพิวเตอร และใหนักเรียนชวยกันยก ตัวอยางซอฟตแวรตารางทํางานและซอฟตแวร จัดการฐานขอมูลมาคนละ 1 ชนิด ความรูเสริม Google Spreadsheets หรือเรียกสั้นๆ วา Google Sheets เปนบริการทาง ออนไลนของบริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จํากัด ที่เขามาชวยในการจัดการดาน เอกสารแบบไมตองเสียเงิน มีลักษณะการทํางานคลายกับ Microsoft Excel สามารถ สราง Column และ Row รวมถึงใสขอมูลเพื่อคํานวณตามสูตรตางๆ ได ที่สําคัญ สามารถแบงปนเอกสารใหกับผูอื่นเพื่อรวมกันแกไขขอมูลในไฟลเอกสารเดียวกันได ผานการเชื่อมตออินเทอรเน็ต ครูใหนักเรียนแตละคนคิดคนหัวขอที่ตนเองสนใจคนละ 1 หัวขอ เพื่อสํารวจความคิดเห็นของเพื่อนรวมชั้นเรียน จากนั้นให นักเรียนรวบรวมขอมูลตางๆ และใช Google Spreadsheets เขามา ชวยจัดการกับขอมูลตามสูตรตางๆ พรอมถายทอดขอมูลออกมา ใหมีความนาสนใจ โดยครูคอยใหคําแนะนํานักเรียนอยางใกลชิด และสุมนักเรียนออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T83
• ซอฟต์แวร์น�าเสนอ (presentation software) เป็นซอฟต์แวร์ที่ใช้ส�าหรับน�าเสนอ ข้อมูล การแสดงผลต้องสามารถดึงดูดความสนใจ ซอฟต์แวร์เหล่านี้จึงเป็นซอฟต์แวร์ที่นอกจาก สามารถแสดงข้อความในลักษณะที่จะสื่อความหมายได้ง่ายแล้วจะต้องสร้างแผนภูมิ กราฟ และ รูปภาพได้ ตัวอย่างของซอฟต์แวร์น�าเสนอ เช่น Microsoft PowerPoint, OpenOffice Impress, Pladao office เป็นต้น ภาพที่ 3.28 ตัวอย่างซอฟต์แวร์น�าเสนอ Microsoft PowerPoint (ซ้าย) และ OpenOffice Impress (ขวา) • ซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟกและมัลติมีเดีย (graphic and multimedia software) เป็น กลุ่มซอฟต์แวร์ประยุกต์ที่ถูกพัฒนาขึ้นส�าหรับจัดการท�างานทางด้านกราฟิกและมัลติมีเดีย มีความ สามารถเสมือนเป็นผู้ช่วยในการออกแบบชิ้นงานเกี่ยวกับการตกแต่งภาพ วาดภาพ ปรับเสียง ตัดต่อภาพเคลื่อนไหว รวมถึงการสร้างและออกแบบพัฒนาเว็บไซต์ ซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟิก และมัลติมีเดีย เช่น Adobe Indesign, Adobe Illustrator, Adobe Photoshop เป็นต้น ภาพที่ 3.29 ตัวอย่างซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟิกและมัลติมีเดีย Adobe Photoshop (ซ้าย) และ Adobe Indesign (ขวา) 78 ซอฟต์แวร์ทางด้านกราฟกและมัลติมีเดีย (graphic and multimedia software) 1 ขั้นสอน 6. ครูถามคําถามกับนักเรียนวา นักเรียนเคยใช ซอฟตแวรใดบางในการนําเสนอผลงาน พรอม กับอธิบายซอฟตแวรนําเสนอวา เปนซอฟตแวร ที่ใชสําหรับนําเสนอขอมูล ซึ่งการนําเสนอ ขอมูลนั้นตองสามารถดึงดูดความสนใจของ ผูชมได จากนั้นครูอธิบายซอฟตแวรทางดาน กราฟกใหฟงวา เปนกลุมซอฟตแวรประยุกต ที่ถูกพัฒนาขึ้นสําหรับจัดการทํางานทางดาน กราฟกและมัลติมีเดีย ซึ่งจะมีเครื่องมือใน การออกแบบชิ้นงานเกี่ยวกับการตกแตงภาพ วาดภาพ ปรับเสียง หรือตัดตอภาพเคลื่อนไหว กิจกรรม 21st Century Skills 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมคิดคนหัวขอที่นาสนใจ กลุมละ 1 หัวขอ 3. จากนั้นใหนักเรียนแตละกลุมใชซอฟตแวรนําเสนอสรางงาน นําเสนอตามรูปแบบที่นักเรียนคิดวานาสนใจอยางอิสระ 4. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลบริเวณหนาชั้นเรียน โดยใชวิธี การสื่อสารที่ทําใหผูอื่นเขาใจไดงาย 5. นักเรียนภายในชั้นเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูลเกี่ยวกับ ซอฟตแวรนําเสนอ นักเรียนควรรู 1 มัลติมีเดีย คือ เทคโนโลยีที่ไดรับการพัฒนาใหกาวหนาอยางรวดเร็ว และ ใชคอมพิวเตอรแสดงผลในลักษณะการผสมสื่อหลายชนิดเขาดวยกัน ทั้งตัวอักษร รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ โดยเนนการโตตอบและมีปฏิสัมพันธกับ ผูใชงาน นํา สอน สรุป ประเมิน T84
• ซอฟต์แวร์การใช้งานบนเว็บไซต์และการติดต่อสื่อสาร (web site and communications software) จากการเจริญเติบโตของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ท�าให้ผู้พัฒนาโปรแกรมเพื่อใช้งานเฉพาะ อย่างเพิ่มมากขึ้น มีทั้งการตรวจเช็กอีเมล เข้าเว็บไซต์ การจัดการและการดูแลเว็บไซต์ ส่งข้อความ ติดต่อสื่อสาร รวมไปถึงการประชุมทางไกลผ่านเครือข่าย ตัวอย่างซอฟต์แวร์การใช้งานบนเว็บไซต์ และการติดต่อสื่อสาร เช่น Microsoft Outlook, Microsoft NetMeeting, Skype, Line เป็นต้น ภาพที่ 3.37 ตัวอย่างซอฟต์แวร์การใช้งานบนเว็บไซต์และการสื่อสาร Microsoft Outlook (ซ้าย) และ Skype (ขวา) 2) ซอฟต์แวร์ประยุกต์เฉพาะงาน เป็นโปรแกรมที่ได้รับการออกแบบและพัฒนาส�าหรับ น�าไปใช้งานเฉพาะด้านหรือในสาขาใดสาขาหนึ่งตามความต้องการของผู้ใช้ โดยที่ผู้เขียน คือ โปรแกรมเมอร์ (programmer) ที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ และ ต้องศึกษาท�าความเข้าใจงานและรายละเอียดของการประยุกต์นั้นเป็นอย่างดี เช่น โปรแกรมช่วย จัดการด้านการเงิน โปรแกรมช่วยจัดการบริการลูกค้า ฯลฯ ตามปกติจะไม่ค่อยได้เห็นซอฟต์แวร์ ประเภทนี้ในท้องตลาดทั่วไป แต่จะซื้อหาได้จากผู้ผลิตหรือตัวแทนจ�าหน่ายในราคาค่อนข้างสูงกว่า ซอฟต์แวร์ที่ใช้งานทั่วไป แบ่งออกได้ ดังนี้ • ซอฟต์แวร์ส�าหรับงานธุรกิจ ได้แก่ ระบบงานบัญชีเจ้าหนี้ และบัญชีสินทรัพย์ถาวร • ซอฟต์แวร์ระบบงานจัดจ�าหน่าย ได้แก่ ระบบงานรับใบสั่งซื้อสินค้า และระบบงาน บริหารสินค้าคงคลัง • ซอฟต์แวร์ระบบงานในโรงงานอุตสาหกรรม ได้แก่ ระบบงานก�าหนดโครงสร้าง ผลิตภัณฑ์ การวางแผนก�าลังการผลิต • ซอฟต์แวร์อื่น ๆ ได้แก่ ระบบการสร้างรายงาน การบริหารการเงิน การเช่าซื้อ อสังหาริมทรัพย์ และการเช่าซื้อรถยนต์ 79 ขั้นสอน 7. ครูอธิบายซอฟตแวรการใชงานบนเว็บไซตและ การติดตอสื่อสารวา เปนซอฟตแวรที่ใชงาน เฉพาะในหลายๆ ดาน เชน การตรวจเช็กอีเมล การเขาเว็บไซต การจัดการและการดูแลเว็บไซต รวมถึงการประชุมทางไกลผานเครือขาย อินเทอรเน็ต 8. ครูอธิบายซอฟตแวรประยุกตเฉพาะงาน ใหนักเรียนฟงวา เปนโปรแกรมที่ไดรับการ ออกแบบและพัฒนาสําหรับนําไปใชงาน เฉพาะดานหรือในสาขาใดสาขาหนึ่งตาม ความตองการของผูใช โดยมีโปรแกรมเมอร ที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรมภาษา คอมพิวเตอร ซึ่งจะตองศึกษาทําความเขาใจ งานและรายละเอียดของการใชงานซอฟตแวร ประยุกตนั้นเปนอยางดี เกร็ดแนะครู ครูควรใชคําถามกระตุนความคิดของนักเรียนวา นักเรียนเคยใชซอฟตแวร ใดบางในการติดตอสื่อสาร และแตละซอฟตแวรมีลักษณะการใชงานอยางไร มีขอดี-ขอเสีย หรือขอจํากัดอยางไร พรอมสุมใหนักเรียนไดแลกเปลี่ยนความ คิดเห็นรวมกัน หรือครูอาจจะยกตัวอยางการนําไปใชงานของซอฟตแวรการใช งานบนเว็บไซตและการติดตอสื่อสาร 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมเลือกซอฟตแวรประยุกตเฉพาะงานที่สนใจ กลุมละ 1 ชั่วโมง 3. ใหนักเรียนแตละกลุมรวมกันวางแผนและสืบคนขอมูลเกี่ยวกับ ซอฟตแวรที่เลือก 4. ใหนักเรียนแตละกลุมใชซอฟตแวรนําเสนอสรางงานนําเสนอ ขอมูลพื้นฐานของซอฟตแวรและเตรียมการสาธิตการใชงาน เบื้องตนของซอฟตแวร 5. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน และสาธิต การใชงานเบื้องตนของซอฟตแวร 6. นักเรียนภายในชั้นเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูลเกี่ยวกับ ซอฟตแวรเฉพาะงาน กิจกรรม 21st Century Skills นํา สอน สรุป ประเมิน T85
3.2 การใช้ซอฟต์แวร์ ในการท�างานพื้นฐาน ซอฟต์แวร์มีส่วนช่วยในการท�างานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเราสามารถใช้ซอฟต์แวร์ช่วย ในการท�างานได้ ดังนี้ 1. พิมพ์เอกสาร การพิมพ์เอกสาร เช่น รายงาน จดหมาย บทความ เป็นต้น นิยมใช้ โปรแกรมประมวลค�า (Word processing) เช่น ไมโครซอฟต์เวิร์ด เวิร์ดสตาร์ ปลาดาว เป็นต้น โปรแกรมประมวลค�ามีหลักการ คือ จ�าลองหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เป็นเหมือนแผ่นกระดาษ มีการก�าหนดกั้นหน้า-กั้นหลัง ซ้าย-ขวา บน-ล่าง แล้วมีต�าแหน่งการพิมพ์บนหน้ากระดาษนั้น ผู้พิมพ์สามารถพิมพ์เอกสารย่อหน้า เว้นวรรค สร้างภาพประกอบข้อความ ลบแก้ไข และคัดลอก เอกสารได้ 2. สร้างตาราง การสร้างตารางเป็นการประยุกต์ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เพื่อใช้ในการ ค�านวณหรือประมวลผล เช่น บัญชีรายรับ-รายจ่าย บัญชีเงินเดือน เป็นต้น โปรแกรมตารางงาน เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Spreadsheet เช่น โปรแกรมไมโครซอฟต์เอ็กเซล โลตัส โปรแกรมปลาดาว ตารางงาน เป็นต้น การสร้างตารางเหมาะกับงานที่เกี่ยวกับบัญชี หรือตัวเลขที่น�ามาค�านวณ ประมวลผล 3. สร้างกราฟ กราฟเป็นการน�าเสนอข้อมูลในรูปของแผนภาพ กราฟที่นิยมใช้บ่อย ๆ คือ กราฟแท่งแนวนอน กราฟแท่ง กราฟวงกลม กราฟเส้น เป็นต้น การสร้างกราฟโดยปกติใช้ โปรแกรมส�าเร็จรูป 4. ออกแบบ การออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์มีโปรแกรมส�าเร็จรูปหลายโปรแกรม เช่น โปรแกรม AutoCad โปรแกรม PhotoShop โปรแกรม Freehand เป็นต้น ซึ่งช่วยในการออกแบบ ต่าง ๆ เช่น ออกแบบบ้าน ออกแบบเสื้อผ้า ออกแบบโต๊ะ โดยโปรแกรมประเภทนี้จะออกแบบหน้า กระดาษให้เป็นพื้นที่ว่าง ๆ และมีเครื่องมือส�าหรับออกแบบไว้ให้ผู้ใช้งานสามารถน�าเครื่องมือมา สร้างแบบเป็นรูปทรงต่าง ๆ ได้ตามต้องการ 5. น�าเสนองาน การน�าเสนองานเป็นการน�าเสนอที่สร้างงานจากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เช่น เอกสารจากโปรแกรมไมโครซอฟต์เวิร์ด ตารางจากโปรแกรมตารางงาน เป็นต้น แล้วน�ามา เสนอด้วยโปรแกรมการน�าเสนอ ซึ่งโปรแกรมน�าเสนอที่ได้รับความนิยม คือ โปรแกรมคีย์โน้ต ไมโครซอฟต์เพาเวอร์พอยต์ เป็นต้น ลักษณะของโปรแกรมประเภทนี้จะมีเครื่องมือช่วยให้ผู้ใช้ สร้างภาพและตกแต่งสไลด์ได้อย่างสวยงาม หรือใส่ภาพเคลื่อนไหวและบันทึกเสียงประกอบการ น�าเสนอได้ 80 ขั้นสอน 9. ครูอธิบายวา ซอฟตแวรมีสวนชวยในการ ทํางานใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสามารถ ใชซอฟตแวรชวยในการทํางานได ดังนี้ 1) พิมพเอกสารตางๆ 2) สรางตารางในการคํานวณหรือประมวลผล ตางๆ ได 3) สรางกราฟในการนําเสนอขอมูลในรูปแบบ ของแผนภาพ 4) ชวยในการออกแบบ 5) ชวยในการนําเสนองานจากโปรแกรม คอมพิวเตอรตางๆ เกร็ดแนะครู ครูควรกระตุนความคิดของนักเรียนในการตอบคําถามวา ซอฟตแวรมีสวน ชวยในการทํางานใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไดอยางไร เพื่อใหนักเรียนไดฝกการ คิดยืดหยุนและคิดหลากหลาย โดยครูอาจสุมนักเรียนตอบคําถามเพื่อ แลกเปลี่ยนความคิดรวมกันภายในชั้นเรียน กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนแตละคนวาดแผนผังความคิด (Mind Map) เรื่อง การใชซอฟตแวรในการทํางานพื้นฐาน เพื่อใหนักเรียนไดทบทวน การใชซอฟตแวรตางๆ ที่อยูในชีวิตประจําวัน และเขามามีสวนชวย ในการทํางานใหมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบันทึกลงในกระดาษ ที่ครูแจกให และสุมนักเรียนออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T86
3.3 การพัฒนาซอฟต์แวร์ การพัฒนาซอฟต์แวร์ มีขั้นตอน ดังนี้ 1. การวิเคราะห์ เป็นขั้นตอนแรกของการพัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอน • ขั้นที่ 1 เป็นการส�ารวจความต้องการ และเหตุผลของการตัดสินใจน�าคอมพิวเตอร์ เข้ามาช่วยในการท�างานให้เป็นไปโดยอัตโนมัติ • ขั้นที่ 2 เป็นการวิเคราะห์ระบบงานที่ใช้อยู่ปัจจุบัน หากน�าระบบที่ใช้คอมพิวเตอร์ มาช่วยงานจะตอบสนองความต้องการได้อย่างไร ข้อมูลที่ใช้และระบบซอฟต์แวร์ จะต้องก�าหนดได้อย่างเด่นชัด ผลลัพธ์จากการวิเคราะห์ท�าให้ได้ชุดของข้อก�าหนด ของระบบเพื่อน�าไปใช้ในการออกแบบซอฟต์แวร์ต่อไป 2. การออกแบบ ในการออกแบบซอฟต์แวร์จะเป็นงานพัฒนาทางด้านเทคนิคเพื่อแบ่ง แยกงานให้เป็นหน่วยย่อยเรียกว่ามอดูล ที่สามารถแยกจัดการเฉพาะส่วนได้โดยง่าย การน�าระบบ ใหญ่มาแบ่งย่อยเป็นส่วนเล็ก ๆ และสามารถน�ามาเชื่อมรวมกันเป็นระบบใหญ่ถือเป็นส่วนส�าคัญ ที่ช่วยให้งานใหญ่ส�าเร็จลงได้ เพราะการสร้างระบบซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่แต่เพียงล�าพัง เป็นเรื่อง ที่เกินกว่าก�าลังของคนคนเดียว การแยกส่วนแบ่งงานกันท�าจะท�าให้ผู้พัฒนาแต่ละคนสามารถ ท�างานเฉพาะในส่วนของตนได้ดี ขณะเดียวกันจะง่ายแก่การบ�ารุงรักษาในอนาคต 3. การเขียนโปรแกรมหรือการสร้างชิ้นงานจริง เป็นขั้นตอนของการสร้างหรือเขียน โปรแกรม การสร้างแฟ้มข้อมูล และการพัฒนาฐานข้อมูล การออกแบบซอฟต์แวร์เป็นหน่วยย่อย หลาย ๆ มอดูล ท�าให้สามารถแบ่งงานเขียนโปรแกรม หรือสร้างชิ้นงานให้กับนักเขียนโปรแกรม หลาย ๆ คนท�าพร้อมกันได้ 4. การตรวจสอบซอฟต์แวร์ขั้นตอนสุดท้ายที่เป็นการตรวจสอบซอฟต์แวร์ว่าท�างานได้ อย่างครบถ้วนตามต้องการหรือไม่ โดยมีการตรวจแก้ไขซอฟต์แวร์เป็นชุดมอดูลและตรวจสอบการ ท�างานร่วมกันของมอดูลต่าง ๆ ซึ่งขั้นตอนนี้จะต้องมีความพิถีพิถันในการตรวจสอบอย่างละเอียด การพัฒนาซอฟต์แวร์ขนาดใหญ่จ�าเป็นต้องด�าเนินตามขั้นตอนที่กล่าวแล้วข้างต้น เพื่อให้ ได้ระบบซอฟต์แวร์ที่สมบูรณ์มีข้อผิดพลาดน้อยที่สุดในทุกขั้นตอนควรเขียนเอกสารประกอบอย่าง ครบถ้วน เพื่อให้ผู้ร่วมงานคนอื่น ๆ เข้าใจและท�างานร่วมกันได้ ภาพที่ 3.31 การพัฒนาซอฟต์แวร์ 81 ขั้นสอน 10. ครูถามคําถามกับนักเรียนวา การพัฒนา ซอฟตแวรมีกี่ขั้นตอน อะไรบาง จากนั้นให นักเรียนชวยกันตอบคําถามนี้ 11. ครูอธิบายการพัฒนาซอฟตแวรวา มีขั้นตอน ดังนี้ 1) การวิเคราะห เปนขั้นตอนแรกของการ พัฒนาซอฟตแวร ซึ่งเปนการสํารวจความ ตองการและวิเคราะหระบบงานที่ใชอยูใน ปจจุบัน 2) การออกแบบ เปนงานพัฒนาทางดาน เทคนิคเพื่อแบงแยกงานใหเปนหนวยยอย ที่สามารถแยกจัดการเฉพาะสวนไดโดยงาย 3) การเขียนโปรแกรมหรือการสรางชิ้นงาน จริง เปนขั้นตอนของการสรางหรือเขียน โปรแกรม การสรางแฟมขอมูล การพัฒนา ฐานขอมูล 4) การตรวจสอบซอฟตแวร เปนขั้นตอน สุดทายที่เปนการตรวจสอบซอฟตแวรวา ทํางานไดอยางครบถวนตามตองการหรือไม 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมคิดประเภทของซอฟตแวรที่ตองการพัฒนา กลุมละ 1 ประเภท 3. นักเรียนรวมกันวางแผนและวิเคราะหหาแนวทางในการพัฒนา ซอฟตแวรดังกลาว 4. นักเรียนแตละกลุมสรางงานนําเสนอขั้นตอนและแนวทางในการ พัฒนาซอฟตแวรของกลุมตนเอง 5. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน 6. นักเรียนภายในชั้นเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูลเกี่ยวกับ การพัฒนาซอฟตแวร กิจกรรม 21st Century Skills สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาชีพนักพัฒนาซอฟตแวร จากคลิปวิดีโอใน YouTube เรื่อง I AM : Programmer นักพัฒนาซอฟตแวร ตามลิงกที่แนบมา https://www.youtube.com/watch?v=5RSuLsHI-Pk นํา สอน สรุป ประเมิน T87
ตัวอย่างโปรแกรมที่สามารถใช้งานได้ฟรี โปรแกรม OpenOffice โปรแกรม OpenOffice คือ ชุดโปรแกรมส�านักงานที่มีความ สามารถและคล้ายคลึงกับ Microsoft Officeสามารถท�างาน ได้ใน Windows Linux Mac OS เป็นต้น OpenOffice.org ประกอบด้วยโปรแกรมคือ Writer Calc Draw Impressและ Base โดยแต่ละส่วนสามารถเทียบเคียงกันได้ ดังนี้ ตาราง 3.1 เปรียบเทียบการใช้งานของโปรแกรม OpenOffice กับ Microsoft Office Open Office Microsoft Office หน้าที่ Writer Microsoft Word ประมวลข้อความจัดท�าเอกสาร Calc Microsoft Excel ตารางค�านวณ Draw Microsoft Visio วาดภาพลายเส้น แผนผัง Impress Microsoft PowerPoint น�าเสนอข้อมูล Base Microsoft Access ฐานข้อมูล ชุดโปรแกรม Open Office มีดังนี้ 1. OpenOffice "Writer" เป็นโปรแกรมช่วยด้านการพิมพ์ตัวหนังสือส�าหรับงานเอกสาร ต่าง ๆ เช่น การพิมพ์บันทึกข้อความ การพิมพ์รายงาน การพิมพ์วิทยานิพนธ์ จดหมาย เป็นต้น โดยมีตัวช่วยในเรื่องของการตรวจค�าสะกด ทั้งศัพท์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ การแก้ไขค�าผิดแบบ อัตโนมัติ การตัดค�าเมื่อสิ้นสุดบรรทัด ส่วนสนับสนุนการท�างานเอกสารร่วมกัน และยังสามารถจัด เก็บในรูปแบบของ HTML เพื่อช่วยให้เราท�าเว็บไซต์ได้อย่างง่าย เป็นต้น 2. OpenOffice "Calc" เป็นโปรแกรมประเภท Spread Sheet แบบที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ MicrosoftExcel โดยที่ Calcก็มีหน้าตาคล้ายกับหน้าตาของ MicrosoftExcel ท�าหน้าที่ น�าข้อมูล ในตารางที่มีอยู่มาสร้างกราฟรูปแบบต่าง ๆ ทั้งกราฟเส้น กราฟแท่ง กราฟวงกลม ทั้งแบบ 2 มิติ และ 3 มิติได้ 3. OpenOffice "Impress" เป็นโปรแกรมการน�าเสนองาน (Presentation) ที่ใช้ง่ายไม่ต่าง จาก Microsoft PowerPoint เราสามารถสร้างสไลด์การน�าเสนอได้อย่างง่าย ๆ ด้วย Template ที่ มีมาให้ จะเลือกพิมพ์ข้อความ หรือจะแทรกภาพประกอบอย่างไร ก็สามารถท�าได้สะดวก 4. OpenOffice "Math" เป็นโปรแกรมช่วยสร้างสูตรทางคณิตศาสตร์หรือสมการต่าง ๆ 5. OpenOffice "Base" เป็นโปรแกรมช่วยงานในเรื่องเกี่ยวกับการจัดการฐานข้อมูล เรา สามารถสร้างฐานข้อมูล เรียกดูและเรียกใช้ฐานข้อมูลจ�านวนมากเพื่อการวิเคราะห์ต่าง ๆ ช่วย เราท�ารายงานที่ซับซ้อนยุ่งยาก หรือจดหมายเวียนจ�านวนมากได้ และยังสามารถเชื่อมต่อกับฐาน ข้อมูลภายนอกที่มีอยู่แล้ว xเช่น MySQL และ dBase ได้ ภาพที่ 3.32 โปรแกรม OpenOffice 82 ขั้นสอน 12. ครูอธิบายโปรแกรม OpenOffice วา เปนชุด โปรแกรมสํานักงานที่มีความสามารถทํางาน ไดในระบบปฏิบัติการ Windows Linux Mac OS จากนั้นครูอธิบายชุดคําสั่งของโปรแกรม OpenOffice และถามคําถามเกี่ยวกับชุด โปรแกรม OpenOffice กับนักเรียน เกร็ดแนะครู ครูควรเปดโปรแกรม OpenOffice แตละโปรแกรมใหนักเรียนดู พรอมอธิบาย ถึงความสามารถในการทํางานของแตละโปรแกรม รวมถึงขอดี-ขอเสียของ โปรแกรม เพื่อใหนักเรียนไดเปรียบเทียบความแตกตางระหวางโปรแกรม OpenOffice กับโปรแกรม Microsoft Office ที่ใชอยูในชีวิตประจําวันได กิจกรรม 21st Century Skills แบงนักเรียนออกเปน 3 กลุม แตละกลุมเลือกศึกษาโปรแกรม OpenOffice ตามลําดับ กลุมที่ 1 Writer กลุมที่ 2 Calc กลุมที่ 3 Impress จากนั้นใหแตละกลุมทําตารางสรุปขอดี-ขอเสียในการใชงาน เปรียบเทียบกับโปรแกรมกลุม Microsoft Office แลวออกมานํา เสนอหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T88
3.4 ตัวอย่างการสร้างกราฟ 1. การสร้างกราฟเส้นด้วยโปรแกรม Microsoft Excel โปรแกรม Microsoft Office Excel เป็นที่นิยมในการท�ากราฟ การรวมข้อมูล ใช้สร้าง กราฟแสดงผลรวมข้อมูล หรือการท�ารายงานสรุปผลต่าง ๆ การท�าเป็นกราฟท�าให้สามารถดูในรูป แบบเป็นแกนแท่ง ๆ แยกข้อมูลแต่ละประเภทได้ชัดเจน สะดวกกว่าการที่ดูข้อมูลเป็นตาราง ขั้นตอนการสร้างกราฟเส้นด้วยโปรแกรม Microsoft Excel 1) เปิดโปรแกรม Microsoft Excel จากนั้นสร้างตารางข้อมูลที่ต้องการ ภาพที่ 3.33 หน้าต่างโปรแกรม Microsoft Excel 2) ใช้เมาส์ลากคลุมในส่วนข้อมูลที่ต้องการน�ามาท�าเป็นกราฟแบบเส้น คลิกที่เมนู แทรก (Insert) เลือกชนิดของกราฟที่ต้องการใช้งาน ภาพที่ 3.34 ตัวอย่างการใส่ข้อมูลเพื่อท�ากราฟเส้นของโปรแกรม Microsoft Excel 83 ขั้นสอน 13. ครูอธิบายตัวอยางการสรางกราฟโดยใช โปรแกรม Microsoft Excel โดยใหนักเรียนศึกษา ขั้นตอนการสรางกราฟตามหนังสือเรียน โดย การเปดโปรแกรม Microsoft Excel และสราง ตารางขอมูลที่ตองการ พรอมกับใชเมาสลาก คลุมในสวนขอมูลที่ตองการทําเปนกราฟเสน จากนั้นคลิกที่เมนูแทรกและเลือกชนิดของ กราฟที่ตองการ เกร็ดแนะครู ครูควรนําเสนอการสรางกราฟแบบตางๆ โดยใชโปรแกรม Microsoft Excel เพื่อใหนักเรียนไดเห็นถึงขอแตกตางของกราฟแตละแบบ พรอมอธิบาย การใชงาน ขอดี-ขอเสีย และขอจํากัดของกราฟแตละแบบ ไมวาจะเปนกราฟเสน กราฟวงกลม กราฟแทง จากนั้นครูถามคําถามกระตุนความคิดของนักเรียนวา นักเรียนพบการนําเสนอขอมูลโดยการใชกราฟกับงานในลักษณะใดบาง กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนแตละคนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับการนําเสนอขอมูล โดยใชกราฟเสนดวยโปรแกรม Microsoft Excel จากนั้นใหนักเรียน รวบรวมขอมูลจากแหลงขอมูลเพื่อดูเปนแนวทาง และใหนักเรียน คัดเลือกหัวขอที่ตนเองสนใจมาคนละ 1 หัวขอ พรอมสรางกราฟ เสนดวยโปรแกรม Microsoft Excel และตกแตงออกมาในรูปแบบ ที่นาสนใจมา จากนั้นครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอกราฟเสนที่ได สรางขึ้นหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T89
3) หลังเลือกชนิดของกราฟจะปรากฏรูปกราฟเป็นกราฟเส้น หากต้องการปรับแต่ง กราฟ เช่น เปลี่ยนตัวอักษร แต่งสี เปลี่ยนชนิดของกราฟ หรือลบเส้นกราฟที่ได้ ให้เลือกชุดข้อมูล ในกราฟใหม่ โดยคลิกขวา แล้วเลือกปรับแต่งตามต้องการ ภาพที่ 3.35 ตัวอย่างการแสดงผลกราฟเส้น 2. การสร้างกราฟแท่งด้วยโปรแกรม Microsoft Word ขั้นตอนการสร้างกราฟแท่งด้วยโปรแกรม Microsoft Word 1) เปิดโปรแกรม Microsoft Word จากนั้นสร้างตารางข้อมูลที่ต้องการ ภาพที่ 3.36 หน้าต่างโปรแกรม Microsoft Word 84 ขั้นสอน 14. ครูอธิบายตัวอยางการสรางกราฟตอ โดยหลัง จากเลือกชนิดของกราฟ หากตองการปรับแตง กราฟ เชน เปลี่ยนสี เปลี่ยนชนิดของกราฟ หรือลบเสนกราฟ ใหเลือกชุดขอมูลในกราฟ ใหมดวยการคลิกขวาแลวเลือกปรับแตงตาม ตองการ เกร็ดแนะครู ครูควรยกตัวอยางการนําเสนอขอมูลโดยใชการสรางกราฟแทงดวยโปรแกรม Microsoft Word หลายๆ แบบ เพื่อใหนักเรียนไดเขาใจถึงขอดี-ขอเสีย และขอ จํากัดสําหรับการนํากราฟแทงไปใชงาน จากนั้นครูถามคําถามกระตุนความคิด ของนักเรียนวา นักเรียนคิดวา การนําเสนอขอมูลดวยกราฟแทงเหมาะสําหรับ ขอมูลประเภทใด กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนแตละคนสืบคนขอมูลเกี่ยวกับการนําเสนอขอมูล โดยใชกราฟแทงดวยโปรแกรม Microsoft Word จากนั้นใหนักเรียน รวบรวมขอมูลจากแหลงขอมูลเพื่อดูเปนแนวทาง และใหนักเรียน คัดเลือกหัวขอที่ตนเองสนใจมาคนละ 1 หัวขอ พรอมสรางกราฟแทง ดวยโปรแกรม Microsoft Word และตกแตงออกมาในรูปแบบ ที่นาสนใจ จากนั้นครูสุมนักเรียนออกมานําเสนอกราฟแทงที่ได สรางขึ้นหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T90
2) คลิกที่เมนูแทรก เลือกชนิดของกราฟที่ต้องการใช้งาน ภาพที่ 3.37 เมนูการท�างานของโปรแกรม Microsoft Word 3) หลังเลือกชนิดของกราฟจะปรากฏรูปกราฟ หากต้องการปรับแต่งกราฟ เช่น เปลี่ยนตัวอักษร แต่งสี เปลี่ยนชนิดของกราฟ หรือลบเส้นกราฟที่ได้ ให้เลือกชุดข้อมูลในกราฟ ใหม่ โดยคลิกขวา แล้วเลือกปรับแต่งตามต้องการ ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 1. ทักษะการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2. ทักษะการคิดและการแก้ปัญหา 3. ทักษะการสื่อสาร 1. ให้นักเรียนพิจารณาข้อความที่ก�าหนดให้ว่าเป็นข้อมูลหรือสารสนเทศ • ตารางการเดินรถโดยสาร • ข่าวในหนังสือพิมพ์รายวัน • สถิติจ�านวนประชากรในประเทศ • ผลการเรียนเฉลี่ยของนักเรียนแต่ละคน • สรุปรายงานค่าอุณหภูมิของแต่ละภาคในประเทศไทย 2. ให้นักเรียนสร้างกราฟแผนภูมิแท่งจากข้อมูลที่ก�าหนดให้ต่อไปนี้ คะแนนสอบวิชาวิทยาการค�านวณของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ห้อง 1/1 เลขที่ 1 ได้คะแนน 20 เลขที่ 5 ได้คะแนน 16 เลขที่ 9 ได้คะแนน 12 เลขที่ 2 ได้คะแนน 15 เลขที่ 6 ได้คะแนน 12 เลขที่ 10 ได้คะแนน 15 เลขที่ 3 ได้คะแนน 18 เลขที่ 7 ได้คะแนน 8 เลขที่ 4 ได้คะแนน 11 เลขที่ 8 ได้คะแนน 18 การจัดการข้อมูลสารสนเทศ Com Sci activity ภาพที่ 3.38 การแสดงผลกราฟของโปรแกรม Microsoft Word 85 กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 15. ครูอธิบายการสรางกราฟแทงโดยใชโปรแกรม Microsoft Word โดยคลิกที่เมนูแทรก เลือก ชนิดของกราฟตามตองการ จากนั้นหาก ตองการปรับแตงกราฟ เชน เปลี่ยนสี เปลี่ยน ชนิดของกราฟ หรือลบเสนกราฟ ใหเลือกชุด ขอมูลในกราฟใหมดวยการคลิกขวาแลวเลือก ปรับแตงตามตองการ 16. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม Com Sci activity เรื่อง การจัดการขอมูลสารสนเทศ เมื่อนักเรียน ทําเสร็จ ครูจะสุมใหนักเรียนออกมาเฉลย กิจกรรม Com Sci activity เกร็ดแนะครู ครูควรแนะนําใหนักเรียนเก็บสํารองไฟลจากการทํากิจกรรมใน Com Sci activity เรื่อง การจัดการขอมูลสารสนเทศ ไวในอีเมลหรืออุปกรณสํารองขอมูล ของนักเรียน เพื่อเปนประโยชนในการนําขอมูลมาใชภายหลัง หรือการนําขอมูล มาใชในการเรียนเนื้อหาในระดับชั้นที่สูงขึ้นตอไป ครูใหนักเรียนแตละคนคิดคนหัวขอที่ตนเองสนใจมาคนละ 1 หัวขอ เพื่อสํารวจความคิดเห็นของเพื่อนรวมชั้นเรียน จากนั้นให นักเรียนรวบรวมขอมูลตางๆ และใชโปรแกรม Microsoft Excel สรางกราฟวงกลมเพื่อนําเสนอขอมูล พรอมถายทอดขอมูลออกมา ใหมีความนาสนใจ โดยครูคอยใหคําแนะนํานักเรียนอยางใกลชิด และสุมนักเรียนออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T91
ขอสอบเนนการคิด การจัดการข้อมูลสารสนเทศ Summary การประมวลผลข้อมูลสารสนเทศ ซอฟต์แวร์และการเลือกใช้งาน ซอฟต์แวร์ (software) หมายถึง ชุดค�าสั่งหรือ โปรแกรมที่ใช้สั่งคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมที่คอยสั่ง ให้เครื่องคอมพิวเตอร์สามารถท�างานได้ตรงตามความ ต้องการและถูกต้องรวมถึงการควบคุมการท�างานของ อุปกรณ์ต่างๆ เช่น CD ROM drive modem เป็นต้น ซอฟต์แวร์เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ แต่ สามารถรับรู้การท�างานของมันได้ซึ่งจะต่างกับฮาร์ดแวร์ (hardware) ที่สามารถจะจับต้องได้ ซอฟต์แวร์นี้ รวมถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทุกประเภทที่ท�าให้คอมพิวเตอร์ท�างานได้ ข้อมูลและสารสนเทศ ข้อมูล (data) คือ ข้อเท็จจริง หรือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่าง ๆ เป็นได้ทั้งตัวเลข ข้อความ ภาพ และเสียง โดยอาจจะหมายถึง คน สัตว์ สิ่งของ หรือเหตุการณ์ต่าง ๆ สารสนเทศ (information) หมายถึง การน�าข้อมูลมาผ่านระบบการประมวลผล ค�านวณ วิเคราะห์ และแปลความหมายเป็นข้อความที่สามารถน�าไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้มากมาย ข้อมูลเข้า ข้อมูลนักเรียนแต่ละคน เช่น ชื่อ ผลการเรียน เป็นต้น การประมวลผล คอมพิวเตอร์ประมวลผล โดยการเรียงข้อมูล และ การจัดกลุ่มข้อมูล ข้อมูลออก สารสนเทศ กราฟแสดงผล การเรียนของนักเรียนระดับ ต่าง ๆ INPUT PROCESS OUTPUT 86 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล 1. นักเรียนและครูรวมกันสรุปเนื้อหาการเรียน หนวยการเรียนรูที่ 3 การจัดการขอมูล สารสนเทศ 2. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองโดย พิจารณาขอความวาถูกหรือผิด หากพิจารณา ขอความไมถูกตอง ใหกลับไปทบทวนเนื้อหา ตามหัวขอที่กําหนดให 3. นักเรียนทําแบบฝกหัดประจําหนวยการเรียนรู และตอบคําถามลงในสมุดประจําตัว 4. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียน หนวยการ เรียนรูที่ 3 การจัดการขอมูลสารสนเทศ ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล ตารางการวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑการประเมิน ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน แบบทดสอบ หลังเรียน รอยละ 60 ผานเกณฑ ประเมิน การนําเสนอ ผลงาน แบบประเมิน การนําเสนอ ผลงาน ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางาน รายบุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูสามารถประเมินการนําเสนอผลงาน และสังเกตพฤติกรรมการทํางาน รายบุคคล และการทํางานกลุมของนักเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินผล จากแบบประเมินการนําเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล และแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมที่แนบมา ทายแผนการจัดการเรียนรูที่ 2 หนวยการเรียนรูที่ 3 แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง:ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3 การท างานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 ความมีน าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับ ฟังคนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่่าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่่ากว่า 8 ปรับปรุง การสรางกราฟที่ใชเปรียบเทียบความแตกตางหรือความสัมพันธ ของขอมูลตั้งแต 2 ขอมูลขึ้นไป คือกราฟชนิดใด 1. กราฟหุน 2. กราฟเสน 3. กราฟแทง 4. กราฟวงกลม (วิเคราะหคําตอบ กราฟที่มักใชในการเปรียบเทียบความ แตกตางหรือความสัมพันธของขอมูลตั้งแต 2 ขอมูลขึ้นไป เชน การเปรียบเทียบจํานวนนักเรียนกับจํานวนหองเรียน ควรเลือกใช กราฟแทง ดังนั้น ตอบขอ 3.) นํา สอน สรุป ประเมิน T92
ค�าชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้ ข้อมูลและสารสนเทศที่ดีมีลักษณะอย่างไร สารสนเทศมีความส�าคัญต่อการด�าเนินชีวิตของนักเรียนอย่างไรบ้าง จงอธิบาย การประมวลผลแบบกลุ่มต่างจากการประมวลผลแบบเชื่อมตรงอย่างไร พร้อมยกตัวอย่าง ซอฟต์แวร์แบ่งเป็นกี่ประเภท มีอะไรบ้าง จงอธิบาย กระบวนการจัดการข้อมูลเพื่อให้ได้มาซึ่งสารสนเทศมีกระบวนการหรือขั้นตอนอย่างไร จงอธิบาย 1 2 3 4 5 Unit Question 3 ให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจ โดยพิจารณาข้อความว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุด หากพิจารณาข้อความไม่ถูกต้องให้กลับไปทบทวนเนื้อหาตามหัวข้อที่ก�าหนดให้ ถูก/ผิด ทบทวนหัวข้อ 1. ข้อมูลเป็นข้อเท็จจริงที่อยู่ในรูปแบบตัวอักษรตัวเลขสัญลักษณ์ พิเศษ รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว และเสียง 1 2. ลักษณะของสารสนเทศที่ดีมีความถูกต้องแม่นย�า ทันต่อเวลา มี ความสมบูรณ์ครบถ้วน มีความสอดคล้องกับความต้องการของ ผู้ใช้ และสามารถพิสูจน์ได้ 2 3. การจัดการสารสนเทศมีขั้นตอน ดังนี้ การรวบรวมและตรวจสอบ ข้อมูล การประมวลผลข้อมูล และการดูแลรักษาข้อมูล 2 4. การประมวลผลข้อมูลให้เป็นสารสนเทศจะน�าข้อมูลมาประมวล ผลโดยคอมพิวเตอร์ด้วยวิธีการต่าง ๆ และน�าข้อมูลออกมาเป็น สารสนเทศ 2 5. ซอฟต์แวร์ประมวลค�า ได้แก่ โปรแกรม Microsoft Excel และ Lotus 1-2-3 3 Self Check บัน ทึกลงในสมุด 87 แนวตอบ Self Check 1. ถูก 2. ถูก 3. ผิด 4. ถูก 5. ผิด เฉลย Unit Question 1. ขอมูลและสารสนเทศที่ดีจะตองมีลักษณะ ดังนี้ มีความถูกตองแมนยํา ทันตอเวลา มีความ สมบูรณครบถวนของขอมูล มีความสอดคลอง กับความตองการของผูใช และสามารถพิสูจนได 2. สารสนเทศเปนการนําขอมูลมาผานระบบการ ประมวลผล คํานวณ วิเคราะห และแปลความ หมายออกมาเปนขอความที่สามารถนําไปใช ประโยชนในดานตางๆ ไดมากมาย เชน ใชใน การจัดการเรียนการสอนในดานการศึกษา ใชใน การพัฒนาสติปญญาและบุคลิกภาพสวนบุคคล ในดานสังคม ใชในการขับเคลื่อนของเศรษฐกิจ ยุคใหมในดานเศรษฐกิจ และเปนรากฐานที่ จําเปนสําหรับความกาวหนาของอารยธรรม ซึ่งสารสนเทศจะชวยสืบทอดคานิยม ทัศนคติ ศิลปะในดานวัฒนธรรม 3. การประมวลผลแบบเชื่อมตรงเปนวิธีการนํา ขอมูลแตละรายการที่ถูกบันทึกมาประมวลผล ทันที นิยมใชในงานที่ตองการผลลัพธใหกับผู ใชทันที หรือในงานที่ขอมูลจะตองทันสมัยอยู ตลอดเวลา เชน การกดเงินผานตูเอทีเอ็ม สวน การประมวลผลแบบกลุมเปนการเก็บรวบรวม ขอมูลในแตละชวงเวลาหนึ่ง และนําขอมูลที่ไดรับ ในชวงเวลาดังกลาวมาประมวลผลพรอมกัน เชน การเก็บขอมูลเวลาเขาออกของนักเรียน 4. ซอฟตแวรสามารถแบงซอฟตแวรไดเปน 2 ประเภท ดังนี้ • ซอฟตแวรระบบ คือ ซอฟตแวรที่ถูกสรางขึ้นเพื่อใชบริหารจัดการระบบ การจัดสรรทรัพยากร และดําเนินงานพื้นฐานตางๆ ในระบบ เชน การจัดสรร หนวยประมวลผลกลาง การจัดสรรหนวยความจําตางๆ การจัดการขอมูลในแฟมขอมูลบนหนวยความจํารอง • ซอฟตแวรประยุกต คือ ซอฟตแวรที่ใชงานดานตางๆ ตามความตองการของผูใช สามารถนํามาใชประโยชนไดโดยตรง ปจจุบันมีผูพัฒนาซอฟตแวร ใชงานทางดานตางๆ ออกมาจําหนายเปนจํานวนมาก การประยุกตงานคอมพิวเตอรจึงกวางขวางและแพรหลาย 5. กระบวนการจัดการขอมูลเพื่อใหไดมาซึ่งสารสนเทศมีขั้นตอน ดังนี้ • นําเขาขอมูล ประกอบดวยขั้นตอนการรวบรวมขอมูล การตรวจสอบขอมูล และการเตรียมขอมูลใหถูกตอง สมบูรณ • ประมวลผลขอมูล เปนการดําเนินการตางๆ กับขอมูลเพื่อใหไดผลลัพธที่มีความหมายและประโยชนตอการนําไปใชงาน • เก็บรักษาขอมูล เปนการเก็บบันทึกผลลัพธบางสวนที่ยังไมตองการนําไปใชงานในขณะนั้นลงสูสื่อบันทึกขอมูล ตลอดจนปรับปรุงขอมูลใหมีความทันสมัย อยูเสมอ • แสดงผล เปนการจัดรูปแบบของสารสนเทศที่เปนผลลัพธจากการประมวลผลใหอยูในรูปแบบของรายงาน ตาราง แบบฟอรม แผนภูมิ เพื่อใหสะดวก ในการศึกษา นํา สอน สรุป ประเมิน T93