Chapter Overview แผนการจัด การเร�ยนรู สื่อที่ใช จ�ดประสงค ว�ธ�สอน ประเมิน ทักษะที่ได คุณลักษณะ อันพึงประสงค แผนฯ ที่ 1 เธอคือใคร 6 ชั่วโมง - แบบทดสอบก่อนเรียน - หนังสือเรียนรายวิชา พื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการค�านวณ) ม.1 - แบบฝกหัดรายวิชา พื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการค�านวณ) ม.1 - ใบงาน เรื่อง โพรไฟล์ ของฉัน - แบบทดสอบหลังเรียน 1. นักเรียนอธิบายลักษณะ ความปลอดภัยของ เทคโนโลยีสารสนเทศได้ (K) 2. นักเรียนสามารถบอกวิธีการ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างปลอดภัยได้ (P) 3. นักเรียนสามารถยกตัวอย่าง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างมีวิจารณญาณได้ (A) - แนวคิดเชิง นามธรรม - แบบเกม - ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน - ตรวจใบงาน - แบบประเมินการ น�าเสนอผลงาน - สังเกตพฤติกรรม การท�างานรายบุคคล - สังเกตพฤติกรรม การท�างานกลุ่ม - สังเกตคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ - ทักษะการคิดอย่าง มีวิจารณญาณ - ทักษะการท�างาน ร่วมกัน - ทักษะการสื่อสาร - ทักษะความคิด สร้างสรรค์ - มีวินัย - ใฝเรียนรู้ - มุ่งมั่นใน การท�างาน T94
การเข้าไปแก้ไขระบบการท�างานของซอฟต์แวร์ โดยไม่ได้รับอนุญาต การโจรกรรมข้อมูล เปลี่ยนแปลง แก้ไข ลบ หรือน�าไปเปดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต Chapter Concept Overview ความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ ความปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ นโยบาย ขั้นตอนการปฏิบัติ มาตรการทางเทคนิคที่น�ามาใช้ปองกันการใช้งานจากบุคคล ภายนอก การเปลี่ยนแปลง การขโมย หรือการท�าความเสียหายต่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เปนการน�าระบบรักษาความปลอดภัยมาใช้ร่วมกับ เทคนิคและเครื่องมือต่าง ๆ ในการปกปองคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล ระบบเครือข่ายและการสื่อสารเพื่อปองกันภัยคุกคาม ต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่เทคโนโลยีสารสนเทศ ภัยคุกคามต่อเทคโนโลยีสารสนเทศ แบ่งเปน 4 ประเภท ดังนี้ 1. ภัยคุกคามต่อฮาร์ดแวร์ เปนภัยคุกคามที่ท�าให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์เกิดความเสียหาย เช่น ระบบจ่ายไฟฟาเข้าสู่คอมพิวเตอร์มีความ ผิดพลาด ท�าให้อุปกรณ์ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เกิดการช�ารุดเสียหายและไม่สามารถใช้งานได้ 2. ภัยคุกคามต่อซอฟต์แวร์ เปนภัยคุกคามที่ท�าให้ซอฟต์แวร์ใช้งานไม่ได้หรือซอฟต์แวร์ท�างานผิดพลาด ท�าให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้อง จากการท�างานของซอฟต์แวร์ รวมถึงการลบ การเปลี่ยนแปลง การแก้ไขกระบวนการท�างานของซอฟต์แวร์ 3. ภัยคุกคามต่อระบบเครือข่ายและการสื่อสาร เปนภัยคุกคามที่มีผลท�าให้ระบบของเครือข่ายและการสื่อสารขัดข้อง ไม่สามารถใช้งาน ระบบเครือข่ายและการสื่อสารได้ รวมทั้งการเข้าถึงอุปกรณ์เครือข่ายเพื่อปรับแต่งและแก้ไขการท�างานโดยไม่ได้รับอนุญาต 4. ภัยคุกคามต่อข้อมูล เปนภัยคุกคามที่ท�าให้ข้อมูลส่วนตัวหรือเปนความลับถูกเปดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต การเปลี่ยนแปลงแก้ไข ลบ หรือน�าข้อมูลใด ๆ ไปใช้ประโยชน์โดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่สามารถน�าข้อมูลไปใช้งานได้ จริยธรรมในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ จริยธรรม คือ หลักประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้องเหมาะสมกับการท�าหน้าที่ของบุคคล เพื่อใช้เปนแนวทางในการปฏิบัติตนอย่างสมบูรณ์ และสอดคล้องกับมาตรฐานที่ดีงามอันเปนที่ยอมรับของสังคม จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ หลักศีลธรรมจรรยาที่ก�าหนดขึ้นเพื่อใช้เปนแนวทางปฏิบัติ หรือควบคุมการใช้ระบบ คอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เมื่อพิจารณาถึงจริยธรรมเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะแบ่งออกเปน 4 ประเด็น ดังนี้ 1. ความเปนส่วนตัว ความเปนส่วนตัวของข้อมูลสารสนเทศ โดยทั่วไปหมายถึง สิทธิที่จะอยู่ตามล�าพังและเปนสิทธิที่เจ้าของสามารถ ที่จะควบคุมข้อมูลของตนเองในการเปดเผยให้กับผู้อื่น สิทธินี้ใช้ได้ครอบคลุมทั้งสาระส�าคัญส่วนบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และหน่วยงาน ต่าง ๆ 2. ความถูกต้อง ข้อมูลควรได้รับการตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะบันทึกข้อมูลเก็บไว้ รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลให้มีความทันสมัย อยู่เสมอ นอกจากนี้ ควรให้สิทธิแก่บุคคลในการเข้าไปตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลตนเองได้ 3. ความเปนเจ้าของ เปนกรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งอาจเปนทรัพย์สินทั่วไปที่จับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ หรือ อาจเปนทรัพย์สินทางปญญาที่จับต้องไม่ได้ เช่น บทเพลง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่สามารถถ่ายทอดและบันทึกลงในสื่อได้ เช่น สิ่งพิมพ์ ซีดีรอม 4. การเข้าถึงข้อมูล การเข้าใช้งานโปรแกรมหรือระบบคอมพิวเตอร์มักจะมีการก�าหนดสิทธิตามระดับของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ เพื่อเปนการ ปองกันการเข้าไปด�าเนินการต่าง ๆ กับข้อมูลของผู้ใช้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเปนการรักษาความลับของข้อมูลงาน T95
หนวยการเรียนรูที่ ตัวชี้วัด ว 4.2 ม.1/4 ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย ใช้สื่อและแหล่งข้อมูลตามข้อก�าหนดและข้อตกลง การใชเทคโนโลยี สารสนเทศอยางปลอดภัย การใชงานเทคโนโลยีสารสนเทศมีหลากหลายลักษณะ ทั้งที่เปนประโยชน และอาจสงผลรายตอผูอื่น ดังนั้น เราควรตระหนักถึงการใชงานเทคโนโลยีสารสนเทศที่ ถูกตองและเหมาะสม เพื่อปองกันภัยคุกคามรูปแบบตาง ๆ และสามารถใชเทคโนโลยีสารสนเทศไดอยางมีประสิทธิภาพ 4 ขั้นนํา กระตุนความสนใจ 1. ครูใหนักเรียนภายในชั้นเรียนทําแบบทดสอบ กอนเรียน เรื่อง การใชเทคโนโลยีสารสนเทศ อยางปลอดภัย เพื่อเปนการทบทวนความรูและ วัดพื้นฐานความรูกอนที่จะเริ่มเรียนเนื้อหาใหม 2. ครูสุมถามคําถามกับนักเรียนวา ในปจจุบันมี ภัยคุกคามใดบางที่แอบแฝงมากับเทคโนโลยี สารสนเทศ จากนั้นสุมนักเรียนตอบคําถาม เกร็ดแนะครู ในการจัดการเรียนการสอน เรื่อง การใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยาง ปลอดภัย ครูควรยกตัวอยางเทคโนโลยีสารสนเทศที่เขามามีบทบาทในชีวิต ประจําวัน และชวยตอบสนองความตองการของมนุษยใหมีความสะดวกสบาย มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ เพื่อใหนักเรียนไดตระหนักถึงความสําคัญและประโยชนของ เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางปลอดภัย นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T96
ขอสอบเนน การคิด 1 ความปลอดภัยของระบบ สารสนเทศ ในปัจจุบันมีการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศอย่าง แพร่หลาย ด้วยประโยชน์ที่หลากหลายในการเข้าถึงข้อมูล รวมทั้งการส่งข่าวสารถึงกันอย่างสะดวกและรวดเร็ว สิ่งที่ผู้ใช้งานจะต้องตระหนักถึง คือ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย และไม่ละเมิดหรือกระท�าการใด ๆ ที่จะ ส่งผลให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย ดังนั้น ผู้ใช้งานต้องใช้สารสนเทศอย่างสร้างสรรค์และ เกิดประโยชน์สูงสุด 1.1 ความปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศ ความปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ นโยบาย ขั้นตอนการปฏิบัติ และมาตรการ ทางเทคนิคที่น�ามาใช้ป้องกันการใช้งานจากบุคคลภายนอก การเปลี่ยนแปลง การขโมย หรือ การท�าความเสียหายต ่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการน�าระบบรักษาความปลอดภัยมาใช้ ร่วมกับเทคนิคและเครื่องมือต่าง ๆ ในการปกป้องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล ระบบเครือข่ายและการสื่อสาร มาเพื่อป้องกันภัยคุกคามต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่เทคโนโลยีสารสนเทศ ภัยคุกคามต่อเทคโนโลยีสารสนเทศ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ • ภัยคุกคามต่อฮาร์ดแวร์ เป็นภัยคุกคามที่ท�าให้อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์เกิดการ เสียหาย เช่น ระบบการจ่ายไฟฟ้าเข้าสู่คอมพิวเตอร์มีความผิดพลาดท�าให้อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ภายใน เครื่องคอมพิวเตอร์เกิดการช�ารุดเสียหายและไม่สามารถใช้งานได้ การลักขโมยหรือการท�าลาย คอมพิวเตอร์ฮาร์ดแวร์โดยตรง เป็นต้น • ภัยคุกคามต่อซอฟต์แวร์ เป็นภัยคุกคามที่ท�าให้ซอฟต์แวร์ใช้งานไม่ได้ หรือซอฟต์แวร์ ท�างานผิดพลาด ท�าให้ได้ผลลัพธ์ที่ไม่ถูกต้องจากการท�างานของซอฟต์แวร์ รวมถึงการลบ การ เปลี่ยนแปลง การแก้ไขกระบวนการท�างานของซอฟต์แวร์ • ภัยคุกคามต่อระบบเครือข่ายและการสื่อสาร เป็นภัยคุกคามที่มีผลท�าให้ระบบของ เครือข่ายและการสื่อสารขัดข้อง ไม่สามารถใช้งานระบบเครือข่ายและการสื่อสารได้ รวมทั้ง การเข้าถึงอุปกรณ์เครือข่ายเพื่อปรับแต่ง และแก้ไขการท�างานโดยไม่ได้รับอนุญาต • ภัยคุกคามต่อข้อมูล เป็นภัยคุกคามที่ท�าให้ข้อมูลที่เป็นส่วนตัว หรือเป็นความลับถูก เปิดเผยโดยไม่ได้รับอนุญาต การเปลี่ยนแปลงแก้ไข ลบ หรือน�าข้อมูลใด ๆ ไปใช้ประโยชน์โดย ไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่สามารถน�าข้อมูลไปใช้งานได้ การใชงานเทคโนโลยี สารสนเทศตองคํานึงถึง สิ่งใดเปนสําคัญ 89 ร่วมกับเทคนิคและเครื่องมือต่าง ๆ ในการปกป้องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล 1 แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ การใชงานเทคโนโลยีสารสนเทศจะตองคํานึงถึง ความปลอดภัยเปนสําคัญ และไมละเมิดหรือกระทําการ ใดๆ ที่จะสงผลใหผูอื่นไดรับความเสียหาย ขั้นสอน 1. ครูอธิบายเกี่ยวกับความปลอดภัยของ เทคโนโลยีสารสนเทศวา เปนนโยบาย ขั้นตอน การปฏิบัติ และมาตรการทางเทคนิคที่นํามา ใชปองกันการใชงานจากบุคคลภายนอก การ เปลี่ยนแปลง การขโมย หรือการทําใหเกิด ความเสียหายตอเทคโนโลยีสารสนเทศ เปนการนําระบบรักษาความปลอดภัยมาใช รวมกับเทคนิคและเครื่องมือตางๆ ในการ ปกปองคอมพิวเตอร ฮารดแวร ซอฟตแวร ขอมูล ระบบเครือขายและการสื่อสารมาเพื่อ ปองกันภัยคุกคามตางๆ ที่เขามาสูเทคโนโลยี สารสนเทศ 2. ครูสุมถามคําถามกับนักเรียนวา ภัยคุกคามใด เปนภัยที่ทําใหเกิดความเสียหายกับขอมูล สวนตัว จากนั้นสุมนักเรียนตอบคําถาม ขั้นนํา 3. ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอกับนักเรียน วา การใชงานเทคโนโลยีสารสนเทศตองคํานึง ถึงสิ่งใดเปนสําคัญ จากนั้นใหนักเรียนชวยกัน ตอบคําถาม ปนกําลังใชเครื่องคอมพิวเตอรในการจัดพิมพรายงาน แต คอมพิวเตอรเกิดอาการผิดปกติ คือ ไมสามารถลบ เปลี่ยนแปลง หรือแกไขขอความที่จัดพิมพไวได จากเหตุการณดังกลาว ปนกําลัง เผชิญอยูกับภัยคุกคามในขอใด 1. ภัยคุกคามตอขอมูล 2. ภัยคุกคามตอฮารดแวร 3. ภัยคุกคามตอซอฟตแวร 4. ภัยคุกคามตอระบบเครือขายและการสื่อสาร (วิเคราะหคําตอบ การลบ การเปลี่ยนแปลง หรือการแกไขขอมูล ขณะจัดพิมพ ถือวาเปนอาการผิดปกติของภัยคุกคามตอซอฟตแวร ดังนั้น ตอบขอ 3.) นักเรียนควรรู 1 ซอฟตแวร คือ โปรแกรมหรือชุดคําสั่งที่ใชสั่งงานใหคอมพิวเตอรทํางาน เปรียบเสมือนตัวกลางที่นําพาผูใชงานใหเขาไปถึงระบบตางๆ นํา นํา สอน สรุป ประเมิน T97
ขอสอบเนนการคิด 1.2 รูปแบบภัยคุกคามตอระบบรักษาความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร ภัยคุกคามที่เกิดขึ้นกับระบบรักษาความปลอดภัยของคอมพิวเตอร สามารถแบงออกเปน 5 รูปแบบ ดังนี้ • ภัยคุกคามแกระบบ เปนภัยคุกคามจากผูมีเจตนารายเขามาทําการปรับเปลี่ยน แกไข หรือลบไฟลขอมูลสําคัญภายในระบบคอมพิวเตอร แลวสงผลใหเกิดความเสียหายตอระบบ คอมพิวเตอร ทําใหคอมพิวเตอรไมสามารถใชงานได เชน แครกเกอรหรือผูที่มีความรูความ เชี่ยวชาญเกี่ยวกับคอมพิวเตอรทําการบุกรุกดวยเจตนาราย (cracker) แอบเจาะเขาไปในระบบเพื่อ ลบไฟลระบบปฏิบัติการ เปนตน • ภัยคุกคามความเปนสวนตัว เปนภัยคุกคามที่แครกเกอร (cracker) เขามาทําการเจาะ ขอมูลสวนบุคคล หรือติดตามรองรอยพฤติกรรมของผูใชงาน แลวสงผลใหเกิดความเสียหายขึ้น เชน การใชโปรแกรมสปายแวร (spyware) ติดตั้งบนเครื่องคอมพิวเตอรของบุคคลอื่น และ สงรายงานพฤติกรรมของผูใชผานทางระบบเครือขายหรือทาง อีเมลไปยังบริษัทสินคา เพื่อใชเปนขอมูลสําหรับสงโฆษณา ขายสินคาตอไป เปนตน • ภัยคุกคามตอผูใชและระบบ เปนภัยคุกคามที่สงผล เสียใหแกผูใชงานและเครื่องคอมพิวเตอรเปนอยางมาก เชน การล็อกเครื่องคอมพิวเตอรไมใหทํางาน หรือบังคับใหผูใชงาน ปดเบราวเซอรขณะใชงาน เปนตน • ภัยคุกคามที่ไมมีเปาหมาย เปนภัยคุกคามที่ไมมี เปาหมายแนนอน เพียงตองการสรางจุดสนใจ โดยไมกอใหเกิด ความเสียหายขึ้น เชน สงขอความหรืออีเมลรบกวนผูใชงานใน ระบบหลาย ๆ คน ในลักษณะที่เรียกวา สแปม (spam) เปนตน • ภัยคุกคามที่สรางความรําคาญ โดยปราศจากความ เสียหายที่จะเกิดขึ้น เชน โปรแกรมเปลี่ยนการตั้งคาคุณลักษณะ ในการทํางานของเครื่องคอมพิวเตอรใหตางไปจากที่เคย กําหนดไว โดยไมไดรับอนุญาต in Real Life Com Sci o_O ในขณะที่เราเขาเว็บไซต ตาง ๆ โปรแกรม IE (Windows Internet Explorer) จะทําการ ดาวนโหลด (download) ขอมูล นํามาเก็บไวในเครื่อง เมื่อเลิก ใชงานไฟลตาง ๆ เหลานั้นจะ คงคางอยูภายในเครื่อง ซึ่งจะ สงผลกระทบใหไฟลในเครื่อง เพิ่มมากขึ้น ทําใหเนื้อที่ใน ฮารดดิสก (harddisk) ไม เพียงพอ นอกจากนี้ อาจมีไวรัส แอบแฝงเขามาในเครื่อง คอมพิวเตอร ดังนั้น วิธีการ จัดการอยางหนึ่งที่งายที่สุด คือ การกําหนดใหโปรแกรม IE ลบไฟลขยะเหลานี้โดย อัตโนมัติทุกครั้งที่ปดโปรแกรม 90 แลวสงผลใหเกิดความเสียหายขึ้น เชน การใชโปรแกรมสปายแวร 1 เกร็ดแนะครู ครูควรยกตัวอยางรูปแบบของภัยคุกคามตอระบบรักษาความปลอดภัย ทางคอมพิวเตอรทั้ง 5 รูปแบบ ใหนักเรียนไดเห็นวามีผลกระทบตอตนเองหรือ คอมพิวเตอรอยางไร เพื่อใหนักเรียนไดเขาใจถึงความแตกตางของภัยคุกคามที่ สงผลแตละรูปแบบ และตระหนักถึงความสําคัญของการใชคอมพิวเตอรอยาง ระมัดระวังและปลอดภัย ขั้นสอน 3. ครูอธิบายรูปแบบภัยคุกคามตอระบบรักษา ความปลอดภัยทางคอมพิวเตอรวา สามารถ แบงออกเปน 5 รูปแบบ ดังนี้ 1) ภัยคุกคามแกระบบ 2) ภัยคุกคามความเปนสวนตัว 3) ภัยคุกคามตอผูใชและระบบ 4) ภัยคุกคามที่ไมมีเปาหมาย 5) ภัยคุกคามที่สรางความรําคาญ จากนั้นครูถามคําถามกับนักเรียนวาภัยคุกคาม ใดสงผลโดยตรงตอนักเรียนมากที่สุด เพราะอะไร นักเรียนควรรู 1 สปายแวร คือ โปรแกรมที่แฝงเขามาในคอมพิวเตอรขณะที่กําลังทํางานบน อินเทอรเน็ต เปนโปรแกรมที่ถูกเขียนขึ้นมาเพื่อสอดสองหรือดักจับขอมูลการใช งานเครื่องคอมพิวเตอร เมื่อนักเรียนไดรับขอความตอไปนี้ในชองทางสนทนาผาน Facebook และ Line นักเรียนคิดวา ควรปฏิบัติตนอยางไร เดือนนี้ เปนเดือนพิเศษ มี 5 ศุกร 5 เสาร 5 อาทิตย 888 ปจะมีครั้ง เรียกวา ถุงเงิน ตามตําราฮวงจุยสงตอ 5 คน จะโชคดี 1. เก็บไวคนเดียว ไมบอกใคร 2. รีบสงตอใหครบ 5 คน จะไดโชคดี 3. สงตอใหครบ 5 คน จะไดโชคลาภ 4. ไมนาไววางใจ รีบปรึกษาผูปกครอง (แนวตอบ ขอความดังกลาวไมเปนความจริง และสงตอกันเปน ขอความลูกโซ จึงไมนาไววางใจ นักเรียนควรรีบปรึกษาผูปกครอง โดยเร็วที่สุด ดังนั้น ตอบขอ 4.) นํา สอน สรุป ประเมิน T98
ขอสอบเนน การคิด 1.3 รูปแบบภัยคุกคามด้านข้อมูลในคอมพิวเตอร • มัลแวร์ (malware) คือ โปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประสงค์ร้ายต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ มัลแวร์จะขโมยข้อมูลหรือพยายามท�าให้เครื่องที่ติดตั้งซอฟต์แวร์เกิดความเสียหาย • ไวรัสคอมพิวเตอร์ (computer virus) คือ โปรแกรม ชนิดหนึ่งที่มีความสามารถในการ ส�าเนาตัวเองเข้าไปแพร ่เชื้อใน เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อท�าลาย ข้อมูล และยังสามารถแพร่ระบาด เข้าสู ่ระบบคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ได้ด้วย • หนอนคอมพิวเตอร์ (computer worm) คือ โปรแกรมที่ ถูกสร้างขึ้นแล้วแพร่กระจายผ่านระบบเน็ตเวิร์กหรืออินเทอร์เน็ต ผ่านช่องโหว่ของระบบปฏิบัติการ เพื่อสร้างความเสียหาย ลบไฟล์ สร้างไฟล์ หรือขโมยข้อมูล โดยส่วนใหญ่แล้วหนอนคอมพิวเตอร์ จะแพร่กระจายผ่านการส่งอีเมลที่แนบไฟล์ซึ่งมีหนอนคอมพิวเตอร์อยู่ไปยังชื่อผู้ติดต่อของเครื่องที่ โดนติดตั้ง • ม้าโทรจัน (trojan horse) คือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่ถูกบรรจุเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อเก็บข้อมูลหรือท�าลายข้อมูลของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้น เช่น ข้อมูลชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน เลขที่ บัญชีธนาคาร หมายเลขบัตรเครดิต ข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ • สปายแวร์ (spyware) คือ โปรแกรมที่ฝังตัวอยู่ในคอมพิวเตอร์ท�าให้ทราบข้อมูลของ ผู้ใช้งาน โดยที่เจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์นั้นไม่สามารถทราบได้ว่ามีการดักดูข้อมูลการใช้งานอยู่ และสปายแวร์บางตัวสามารถบันทึกประวัติการเข้าใช้งานคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานได้ social media หมายถึง สังคมออนไลน์ที่มีผู้ใช้เป็นผู้สื่อสาร หรือเขียนเล ่าเนื้อหา ประสบการณ์ บทความ รูปภาพ และวิดีโอ ที่ผู้ใช้เขียนขึ้นเองหรือพบเจอจากสื่อต่าง ๆ แล้วแบ่งปันให้กับผู้อื่นที่อยู่ในเครือข่ายของตนผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น facebook line twitter เป็นต้น Com Sci Focus social media ภาพที่ 4.1 ▲ ภัยคุกคามอาจแทรกซึมเข้ามาในโปรแกรมที่ดาวน์โหลดจาก แอปพลิเคชันสโตร์ 91 เกร็ดแนะครู ครูควรยกตัวอยางผลกระทบของภัยคุกคามดานขอมูลในคอมพิวเตอร สัญญาณเตือนของภัยคุกคามแตละรูปแบบใหนักเรียนไดเห็นวาภัยคุกคามสงผล ตอเครื่องคอมพิวเตอรอยางไร ควรระมัดระวังอยางไร และรับมืออยางไร เมื่อพบ ภัยคุกคามดานขอมูลในคอมพิวเตอร และใหนักเรียนตระหนักถึงความสําคัญของ การใชคอมพิวเตอรอยางถูกวิธีและปลอดภัย ไวรัสในขอใดเปรียบเสมือนเปดประตูตอนรับแฮกเกอรเขามา ใชงานเครื่องคอมพิวเตอร 1. อีเมลสแปม (Spam) 2. สปายแวร (Spyware) 3. มาโทรจัน (Trojan Horse) 4. มาโครไวรัส (Macro Virus) (วิเคราะหคําตอบ สปายเเวรเปนโปรแกรมที่ฝงตัวอยูใน คอมพิวเตอรทําใหทราบขอมูลของผูใชงาน โดยเจาของเครื่องไม สามารถทราบไดวามีการดักดูขอมูลการใชงานอยู ดังนั้น ตอบ ขอ 2.) ขั้นสอน 4. ครูอธิบาย เรื่อง รูปแบบภัยคุกคามดานขอมูล ในคอมพิวเตอร ซึ่งจะมีรูปแบบของภัยคุกคาม ดังนี้ มัลแวร 1) เปนโปรแกรมที่ถูกสรางขึ้นมาเพื่อประสงค รายตอเครื่องคอมพิวเตอร 2) ไวรัสคอมพิวเตอร เปนโปรแกรมชนิดหนึ่งที่ มีความสามารถในการสําเนาตัวเองเขาไป แพรเชื้อในเครื่องคอมพิวเตอร 3) หนอนคอมพิวเตอร เปนโปรแกรมที่ถูกสราง ขึ้นแลวสามารถแพรกระจายผานระบบ เน็ตเวิรกหรืออินเทอรเน็ต ผานชองโหว ของระบบปฏิบัติการเพื่อสรางความเสียหาย 4) มาโทรจันเปนโปรแกรมคอมพิวเตอรที่ถูก บรรจุเขาไปในคอมพิวเตอรเพื่อเก็บขอมูล หรือทําลายขอมูลของคอมพิวเตอรเครื่อง นั้น 5) สปายแวร เปนโปรแกรมที่ฝงตัวอยูใน คอมพิวเตอรสามารถเขาถึงขอมูลของ ผูใชงานโดยที่เจาของเครื่องคอมพิวเตอร ไมสามารถทราบไดวามีการดักดูขอมูลการ ใชงานอยู นํา สอน สรุป ประเมิน T99
ขอสอบเนนการคิด 1.4 แนวโน้มของภัยคุกคามในอนาคต แนวโน้มภัยคุกคามในอนาคตอาจมาในรูปแบบของการแทรกซึมเข้าไปในโปรแกรมประยุกต์ ที่ผู้ใช้งานได้ท�าการดาวน์โหลดจากแอปพลิเคชันสโตร์ของผู้ให้บริการ โดยเฉพาะโปรแกรมในกลุ่ม ของสื่อสังคมออนไลน์เนื่องจากอุปกรณ์พกพารวมถึงโปรแกรมในกลุ่มของสังคมออนไลน์นั้นต้องมี การเข้าสู่ระบบการท�างานบนอินเทอร์เน็ตตลอดเวลาซึ่งอาจจะมีการลักลอบขโมยข้อมูลต่าง ๆ ได้ และหากสามารถเข้าไปในข้อมูลที่เก็บไว้ในอุปกรณ์ก็อาจเชื่อมโยงไปถึงการค้นหาพิกัดสถานที่ จนท�าให้เกิดอันตรายกับตัวผู้ใช้งานได้ ภัยคุกคามที่เป็นอันตรายในช่วงที่ผ่านมามีหลายประเภท โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามสังคม ออนไลน์ซึ่งส่วนใหญ่จะมาในรูปแบบของข้อมูลหรือสารสนเทศ เช่น ข้อมูลปลอม (False Information) สงครามข่าวสาร (Information Warfare) โฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) และ การล้างสมอง (Brain washing) เป็นต้น การรู้เท่าทันสื่อจึงเป็นสิ่งจ�าเป็นที่มนุษย์ในสังคมจะต้อง ตระหนักและมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ เพราะตัวเราล้อมรอบไปด้วยสื่อ และสื่อก็มีอิทธิพลต่อ ความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือในการเข้าถึง และแพร่กระจายเนื้อหาสื่ออย่างกว้างขวางและรวดเร็ว 1.5 การป้องกันและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย ในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือ ICT (Information and CommunicationTechnology) ได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็วครอบคลุมเกือบทุกพื้นที่ทั่วโลกเชื่อมโยง ผู้ใช้งานในทุกเพศทุกวัยเข้าด้วยกัน โดยสื่อ ICT คือ สื่อที่ใช้เทคโนโลยีในการจัดการสารสนเทศ ในการสื่อสาร ถ่ายทอดข้อมูลความรู้ต่าง ๆ จากผู้ส่งสารไปยังผู้รับสาร ท�าให้การเคลื่อนย้ายและ ส่งผ่านข่าวสารข้อมูลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งท�าได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ราคาประหยัด สามารถ ส่งข้อมูลได้หลากหลายรูปแบบ และท�าได้ด้วยเวลาอันสั้นเพียงเสี้ยววินาที ในโลกของอินเทอร์เน็ต ผู้ใช้ทุกคนสามารถเป็นผู้สร้างเนื้อหาข้อมูล เป็นผู้เผยแพร่ข้อมูล ในขณะเดียวกันก็เป็นผู้รับข้อมูล เป็นผู้อ่านข้อมูล เป็นผู้แสดงความคิดเห็น ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ ตั้งกระทู้แล้วมีคนมาตอบ เป็นต้น อินเทอร์เน็ตจึงเอื้อให้เกิดการส่งผ่านข้อมูล ความรู้ ความคิด ข้อมูลทั้งด้านบวกและด้านลบอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การรู้เท่าทันสื่อ คือ ความสามารถป้องกันตนเองจากการถูกจูงใจจากเนื้อหาของสื่อ การสามารถวิเคราะห์เนื้อหาของสื่ออย่างมีวิจารณญาณ เพื่อให้สามารถควบคุมการตีความเนื้อหา ของสื่อที่มีปฏิสัมพันธ์ด้วย นั่นคือ การที่เราไม่หลงเชื่อเนื้อหาที่ได้อ่าน ได้ยิน ได้ฟัง แต่สามารถ คิด วิเคราะห์ แยกแยะ และรู้จักตั้งค�าถาม 92 ขั้นสอน 5. ครูอธิบายแนวโนมของภัยคุกคามในอนาคต วา ภัยคุกคามที่เปนอันตรายในชวงที่ผานมา มีหลายประเภท โดยเฉพาะอยางยิ่งตาม สังคมออนไลน ซึ่งสวนใหญจะมาในรูปแบบ ของขอมูลหรือสารสนเทศ เชน ขอมูล ปลอม สงครามขาวสาร โฆษณาชวนเชื่อ การลางสมอง ซึ่งการรูเทาทันสื่อจึงเปนสิ่ง จําเปนที่มนุษยในสังคมจะตระหนักและมี วิจารณญาณในการตัดสินใจ การกระทําใดเปนการใชอินเทอรเน็ตไดอยางเหมาะสม 1. ไมควรใชอินเทอรเน็ตทุกวัน 2. ไมใชอินเทอรเน็ตเพื่อทํารายผูอื่น 3. ใชอินเทอรเน็ตเพื่อความบันเทิงเทานั้น 4. ใชอินเทอรเน็ตเพื่อผลประโยชนทางธุรกิจเทานั้น (แนวตอบ การใชงานอินเทอรเน็ตนอกจากจะใชอยางระมัดระวัง แลว ควรใชอินเทอรเน็ตใหเหมาะสม โดยจะตองไมใชอินเทอรเน็ต เพื่อทํารายผูอื่น ดังนั้น ตอบขอ 2.) สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโนมของภัยคุกคามใน อนาคตจากคลิปวิดีโอใน YouTube เรื่อง แนวโนมภัยคุกคามทางคอมพิวเตอร 2019 ตามลิงกที่แนบมา https://www.youtube.com/watch?v=-LNKvbw5EDk นํา สอน สรุป ประเมิน T100
หมั่นตรวจสอบ และอัปเดตระบบปฏิบัติการ ให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบัน และควรใช้ระบบปฏิบัติการ และซอฟต์แวร์ที่ถูกลิขสิทธิ์ สังเกตขณะเปิดเครื่องว่า มีโปรแกรมไม่พึงประสงค์ท�างาน ขึ้นมาพร้อมกับการเปิดเครื่อง หรือไม่ โดยสังเกตระยะเวลา ในการบูตเครื่องว่านาน ผิดปกติหรือไม่ ไม่เปิดเผยข้อมูลส่วนตัว ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เลขที่บัตรประชาชน ประวัติการท�างาน เบอร์โทรศัพท์ หมายเลขบัตรเครดิต ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส และมีการอัปเดตโปรแกรม ป้องกันไวรัส และฐานข้อมูล ไวรัสสม�่าเสมอ ควรแบ็คอัปข้อมูลไว้ใน อุปกรณ์หน่วยความจ�าอื่น นอกเหนือจากฮาร์ดดิสก์ เช่น flash drive DVD เป็นต้น ต้อง login เข้าใช้งาน ทุกครั้ง และเมื่อไม่ได้ อยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ควรล็อกหน้าจอให้อยู่ใน สถานะที่ต้องใส่ค่า login ใช้งาน ไม่ควรเข้าเว็บไซต์เสี่ยงภัย เช่น เว็บไซต์ลามกอนาจาร เว็บไซต์การพนัน เว็บไซต์ แบบแนบไฟล์ .exe เว็บไซต์ที่มี pop-up หลายเพจ เว็บไซต์ ที่มีลิงก์ไม่ตรงกับชื่อ ติดตั้งไฟร์วอลล์ เพื่อท�า หน้าที่เหมือนเป็นก�าแพงในการ ป้องกันคนที่ไม่ได้รับอนุญาตไม่ให้ เข้ามาใช้งานเครื่องคอมพิวเตอร์หรือ ระบบเครือข่าย ซึ่งช่วยป้องกัน การบุกรุกของแฮกเกอร์ และแครกเกอร์ เนื่องจากเราท�าหลายอย่างบนอินเทอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็นการสืบค้นข้อมูล การอ่านข่าวสาร การเขียนแสดงความคิดเห็น การพูดคุยสนทนา การเรียกดูและเผยแพร่รูปภาพ คลิปวิดีโอต่าง ๆ ซึ่งหมายความว่า สื่ออินเทอร์เน็ตเปิดโอกาสให้เราเป็นทั้งผู้รับสารและผู้ส่งสาร เป็นทั้งผู้อ่านและ ผู้เขียน จึงต้องเพิ่มความระมัดระวังไม่ให้สิ่งที่ได้อ่านได้สัมผัสมามีอิทธิพลต่อความคิด ความเชื่อ หรือพฤติกรรมของเรา ในขณะเดียวกันเราต้องไม่จงใจเขียนหรือเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่จะท�าให้ ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อโดยรู้ไม่เท่าทัน วิธีการป้องกันและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศให้ปลอดภัยจากภัยคุกคามต่าง ๆ มีหลายวิธี ดังนี้ 93 ขั้นสอน 6. ครูอธิบายวิธีการปองกันและการใชเทคโนโลยี สารสนเทศใหปลอดภัยจากภัยคุกคามตางๆ จากนั้นครูใหนักเรียนยกตัวอยางวิธีการ ปองกันภัยคุกคามตางๆ จากการใชเทคโนโลยี สารสนเทศ เชน หมั่นตรวจสอบและอัปเดต ระบบปฏิบัติการใหเปนเวอรชันปจจุบันและ ควรใชระบบปฏิบัติการและซอฟตแวรที่ถูก ลิขสิทธิ์ ติดตั้งโปรแกรมปองกันไวรัสและมีการ อัปเดตโปรแกรมปองกันไวรัส ฐานขอมูลไวรัส สมํ่าเสมอ สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการปองกันภัยคุกคามทาง คอมพิวเตอรจากคลิปวิดีโอใน YouTube เรื่อง แนวทางและวิธีปองกันภัย คุกคามทางคอมพิวเตอร ตามลิงกที่แนบมา https://www.youtube.com/ watch?v=9ln_zUOjkBc กิจกรรม ทาทาย ครูมอบหมายใหนักเรียนคัดเลือกวิธีการปองกันและการใช เทคโนโลยีสารสนเทศใหปลอดภัยจากภัยคุกคามตางๆ มาคนละ 1 วิธี จากนั้นใหนักเรียนสืบคนขอมูลตางๆ ที่เกี่ยวของ พรอม ถายทอดขอมูลออกมาใหนาสนใจในรูปแบบภาพ Infographic จํานวน 1 หนา โดยครูคอยใหคําแนะนํานักเรียนอยางใกลชิด และ สุมนักเรียนออกมานําเสนอหนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T101
1.6 แนวโน้มระบบรักษาความปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคต เทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันมีการพัฒนาและเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ระบบรักษาความปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความจ�าเป็นและควรได้รับการพัฒนา อย่างต่อเนื่องตามไปด้วย ระบบรักษาความปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศ สามารถจ�าแนก รูปแบบได้ ดังนี้ 1. ระบบรักษาความปลอดภัยส�าหรับเครื่องผู้ใช้ระบบที่มีไว้เพื่อป้องกันภัยคุกคามจาก ผู้ที่ประสงค์ร้ายต่อข้อมูลส่วนบุคคลที่เป็นความลับ รวมไปถึงข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล จากผู้ที่ต้องการคุกคามผู้ใช้คอมพิวเตอร์บน โลกอินเทอร์เน็ต 2. ระบบป้องกันการโจรกรรมข้อมูล แม้ว ่าเทคโนโลยีสารสนเทศจะช ่วยอ�านวย ความสะดวกแก่ผู้ใช้งาน แต่ก็อาจมีช่องโหว่ ที่ก ่อให้เกิดการโจรกรรมข้อมูลส ่วนบุคคล เพื่อน�าไปท�าธุรกรรมทางการเงินต ่าง ๆ ดังนั้น ระบบป้องการโจรกรรมข้อมูลจึงมี ความจ�าเป็นอย่างมากในอนาคต 3. ระบบการเข้ารหัสข้อมูล การเข้ารหัสข้อมูลมีจุดประสงค์เพื่อรักษาความลับของข้อมูล ข้อมูลนั้นจะถูกเปิดอ่านโดยบุคคลที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หลักการของการเข้ารหัสข้อมูล คือ แปลงข้อมูล(encrypt) ให้อยู่ในรูปของข้อมูลที่ไม่สามารถอ่านได้โดยตรง โดยข้อมูลจะถูกถอดกลับ ด้วยกระบวนการถอดรหัส 4. ระบบป้องกันการเจาะข้อมูล เป็นการป้องกันการโจมตีจากแฮกเกอร์ (hacker) โดย แฮกเกอร์จะหาจุดอ่อนหรือช่องโหว่ของระบบ จากนั้นจะท�าการเจาะเข้ามาใน server และเข้ามา ท�าความเสียหายให้กับข้อมูลแล้วท�าการเรียกค่าไถ่ (hijacking) เพื่อให้ข้อมูลกลับมาเป็นปกติ 5. ระบบป้องกันแฟ้มข้อมูลส่วนบุคคล การคุ้มครองและเก็บรักษาข้อมูลส่วนบุคคลไว้เป็น ความลับโดยท�าการเก็บภายในแฟ้มข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อป้องกันข้อมูลจากผู้ไม่ประสงค์ดี 6. ระบบรักษาความปลอดภัยส�าหรับเครือข ่าย เมื่อต้องการรักษาคอมพิวเตอร์บน เครือข่ายให้ปลอดภัย ควรเปิดการปรับปรุงอัตโนมัติบนคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง เช่น วินโดวส์ (windows) สามารถติดตั้งการปรับปรุงที่ส�าคัญได้โดยอัตโนมัติ 7. ระบบป้องกันไวรัส เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นเพื่อคอยตรวจจับ ป้องกัน และก�าจัด โปรแกรมคุกคามทางคอมพิวเตอร์หรือซอฟต์แวร์คุกคามประเภทอื่น ๆ ภาพที่ 4.2 โปรแกรมป้องกันไวรัส 94 เป็นการป้องกันการโจมตีจากแฮกเกอร์ 1 ขั้นสอน 7. ครูอธิบายแนวโนมระบบรักษาความปลอดภัย เทคโนโลยีสารสนเทศในอนาคตกับนักเรียน วา สามารถจําแนกรูปแบบได ดังนี้ ระบบ รักษาความปลอดภัยสําหรับเครื่องผูใช ระบบ ปองกันการโจรกรรมขอมูล ระบบการเขารหัส ขอมูล ระบบปองกันการเจาะขอมูล ระบบ ปองกันแฟมขอมูลสวนบุคคล ระบบรักษา ความปลอดภัยสําหรับเครือขาย และระบบ ปองกันไวรัส จากนั้นครูสุมนักเรียนออกมา สรุปวาแตละระบบมีลักษณะอยางไรบาง ความรูเสริม ปญญาประดิษฐ (Artificial Intelligence) เปนการพัฒนาระบบคอมพิวเตอรให มีความสามารถในการตอบสนองกับความตองการของมนุษยได ใหมีพฤติกรรม เลียนแบบมนุษย มีความเขาใจภาษามนุษย รับรูไดและตอบสนองดวยการ แสดงออกทางพฤติกรรมและภาษามนุษย นักเรียนควรรู 1 แฮกเกอร คือ ผูที่พยายามหาวิธีการหรือหาชองโหวของระบบ เพื่อแอบ ลักลอบเขาสูระบบ เพื่อลวงความลับหรือแอบดูขอมูลขาวสาร บางครั้งมีการ ทําลายขอมูลขาวสารหรือทําความเสียหายใหกับองคกร เชน การลบรายชื่อ ลูกหนี้การคา การลบรายชื่อผูใชงานในระบบ กิจกรรม 21st Century Skills 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมคัดเลือกระบบรักษาความปลอดภัยของ เทคโนโลยีสารสนเทศ กลุมละ 1 รูปแบบ 3. นักเรียนรวมกันวางแผนและวิเคราะหหาแนวทางในการพัฒนา ระบบรักษาความปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศ โดย สามารถสืบคนขอมูลเพิ่มเติมจากทางอินเทอรเน็ต 4. นักเรียนแตละกลุมสรางงานนําเสนอตามรูปแบบที่นักเรียน คิดวานาสนใจอยางอิสระ 5. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน 6. นักเรียนภายในชั้นเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูลเกี่ยวกับ ระบบรักษาความปลอดภัยเทคโนโลยีสารสนเทศ นํา สอน สรุป ประเมิน T102
ขอสอบเนน การคิด 1.7 ความปลอดภัยของระบบสารสนเทศในด้านความมั่นคงของประเทศ ความก้าวหน้าด้านสารสนเทศและการสื่อสารในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว โดยอ�านาจ ด้านสารสนเทศและสื่อ (Information and Media) ได้เปลี่ยนผ่านจากภาครัฐไปสู่ภาคเอกชนและ ประชาชนสารสนเทศและสื่อมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นความเชื่อและการตอบสนองของประชาชน ในระดับชาติและระดับนานาชาติอย่างกว้างขวาง เนื่องจากการเชื่อมต่อข้อมูลโดยสมบูรณ์จนท�าให้ การกระจายตัวของข่าวสารมีความรวดเร็วแบบ Real time ท�าให้อินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลต่อการ ตัดสินใจในระดับชาติจึงท�าให้มิติของความมั่นคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากโดยทางด้านเทคโนโลยี จะมีกลุ่มคนที่มีบทบาทเกี่ยวกับการโจรกรรมข้อมูล ซึ่งได้แก่ แฮกเกอร์ (Hacker) และแครกเกอร์ (Cracker) แฮกเกอร์ (Hacker) ผู้เชี่ยวชาญที่มีความ รู้ในการถอดรหัสหรือเจาะรหัสได้มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดสอบความสามารถของตัวเอง เป็นกลุ่มคน ที่มีความรู้ความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์ และเครือข่ายเป็นอย่างดีมักอาศัยช่องโหว่ของ เทคโนโลยีลักลอบดูข้อมูลของผู้อื่นโดยไม ่ได้รับ อนุญาตมักเป็นคนที่ชอบเสาะแสวงหาความรู้ใหม่ ๆ อยู่เสมอ และมีความอยากรู้อยากเห็น หรือมีความต้องการเกินกว่าผู้ใช้งานปกติธรรมดาที่ใช้งาน เพียงเพื่อความจ�าเป็นเท่านั้น บางคนไม่ได้ประสงค์ร้ายอาจเข้าไปตรวจสอบจุดบกพร่อง แล้วแจ้ง ให้เจ้าของหรือผู้ดูแลระบบทราบจุดบกพร่องของตนเอง แครกเกอร์ (Cracker) ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ในการถอดและเจาะรหัสได้ แต่มีวัตถุประสงค์ เพื่อบุกรุกระบบเพื่อขโมยข้อมูลหรือท�าลายข้อมูล ของคนอื่นโดยผิดกฎหมาย มีความหมายอย่าง เดียวกันกับแฮกเกอร์ (Hacker) แต่ต่างกันตรงที่ วัตถุประสงค์ในการกระท�า โดยจุดมุ่งหมายของ แครกเกอร์ (Cracker) คือบุกรุกระบบคอมพิวเตอร์ คนอื่นเพื่อท�าลายหรือเอาข้อมูลไปใช้ส่วนตัว โดย ทั่วไปแล้วมักเข้าใจกันว่าเป็นพวกเดียวกันนั่นเอง คือ มองว่ามีเจตนาไม่ดีทั้งคู่ แต่ในปัจจุบันค�าว่า Cracker กับ Hacker มักเรียกรวมทั้งสองค�าว่า เป็น “Hacker” จึงเกิดค�าเรียกใหม่ว่า Black hat Hacker กับ White hat Hacker ซึ่ง Black hat Hacker จะใช้แทน Cracker และ White hat Hacker จะใช้แทน Hacker ภาพที่ 4.3 HACKED ภาพที่ 4.4 การโจรกรรมข้อมูล 95 รานคาใดไมมีสินคาผิดกฎหมายจําหนาย 1. รานคา A ขายสินคาลิขสิทธิ์ทั้งของแทและของปลอม 2. รานคา B ขายสินคาลิขสิทธิ์ทั้งของแทมือหนึ่งและมือสอง 3. รานคา C ขายสินคาลิขสิทธิ์ของแทมือสองและของปลอม 4. รานคา D ขายสินคาลิขสิทธิ์ของแทแบบหนีภาษีเพื่อนํามา ขายราคาถูก (วิเคราะหคําตอบ สินคาของปลอมและของแทแบบหนีภาษีถือ เปนสินคาที่ผิดกฎหมาย รานคา B ขายสินคาลิขสิทธิ์ทั้งของแท มือหนึ่งและมือสอง จึงไมมีสินคาผิดกฎหมายจําหนาย ดังนั้น ตอบขอ 2) ขั้นสอน 8. ครูอธิบายเกี่ยวกับความปลอดภัยของระบบ สารสนเทศในดานความมั่นคงของประเทศ ซึ่งความกาวหนาดานสารสนเทศและการ สื่อสารในโลกที่เปลี่ยนไปอยางรวดเร็ว จากนั้น ครูอธิบายคําวา แฮกเกอร ใหนักเรียนฟงวา เปนผูเชี่ยวชาญที่มีความรูในการถอดรหัส หรือเจาะรหัสได ตองการทดลองความ สามารถของตนเอง บางคนอาจไมไดประสงค ราย สวนแครกเกอรเปนผูเชี่ยวชาญที่มีความ รูในการถอดและเจาะรหัสได และทําเพื่อ ขโมยหรือทําลายขอมูลของคนอื่นโดยผิด กฎหมาย ความรูเสริม วิธีการที่แฮกเกอรและแครกเกอรใชในการเจาะรหัส หรือเขาไปกอกวนระบบ มีหลากหลายวิธี แตวิธีการที่แฮกเกอรและแครกเกอรนิยมมากที่สุด ไดแก 1. การถอดรหัสผานของผูใชงาน โดยฝงโปรแกรมเล็กๆ ที่ซอนอยูใน เครือขาย เมื่อผูใชมีการเขาใชงาน โปรแกรมนั้นจะดักจับขอมูลแลวนําไปเก็บไว ในแฟมขอมูลลับ 2. การลักลอบเขาสูระบบคอมพิวเตอรโดยใชระยะทางไกล เริ่มจากการ ลักลอบเขาเครื่องคอมพิวเตอรที่เขาถึงไดงาย แลวหาขอมูลเพื่อทําลายระบบ รักษาความปลอดภัยขั้นสูงสุด เมื่อไดขอมูลที่ตองการแลวจะทํารองรอยไวเพื่อ เปนทางกลับลับๆ 3. การเจาะขอมูลภายในเว็บไซตผานขอบกพรองตางๆ ภายในเว็บไซต เนื่องจากเจาของเว็บไซตมักจะมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ไมดีพอ ทําใหเกิด ชองวาง ดังนั้น ผูบุกรุกสามารถเขาถึงขอมูลในเว็บไซตไดงาย นํา สอน สรุป ประเมิน T103
วิธีการป้องกันการถูกโจรกรรมข้อมูล 1. อัปเดตระบบปฏิบัติการและโปรแกรมต่าง ๆ โดยเฉพาะโปรแกรม Antivirus ที่ใช้งาน อย่างสม�่าเสมอ ไม่ว่าจะเป็นวินโดวส์หรือระบบปฏิบัติการตัวอื่น ๆ เพื่อไม่ให้เกิดช่อง โหว่ที่อาจจะเอื้อให้แฮกเกอร์ (Hacker) สามารถเจาะระบบเข้ามาได้ 2. ถึงจะมีโปรแกรม Antivirusอยู่แล้วแต่บางครั้งก็อาจจะมีไวรัสบางตัวที่หลุดรอดเข้ามา ได้ วิธีการที่ดีที่สุด คือ ควรสแกนอุปกรณ์เก็บข้อมูลทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นในการ์ดหน่วย ความจ�า หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูลต่าง ๆ เช่นFlash Driveก่อนน�ามาใช้งานเพื่อป้องกัน ไวรัสเข้ามาท�าลายระบบของเครื่องคอมพิวเตอร์ 3. ติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Firewall) เพื่อป้องกัน การโจมตีจากแฮกเกอร์ (Hacker) และเป็นการป้องกันการรับ-ส่งข้อมูลที่ไม่ต้องการ ทั้งจากโปรแกรมสปายแวร์ หรือโปรแกรมอื่น ๆ ที่อาจจะเป็นการเปิดช่องโหว่ในการ โจมตีได้อีก 4. ระมัดระวังการเล่นอินเทอร์เน็ตเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเว็บไซต์ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง ถ้าเข้าไปอาจจะติดไวรัสหรือโดนโจรกรรมข้อมูลโดยไม่รู้ตัวเลยด้วยซ�้า 5. ฝึกตนเองให้เป็นคนรอบคอบและจ�าให้ขึ้นใจว่า ปลอดภัยไว้ก่อน การให้ข้อมูลส่วนตัว ที่ส�าคัญบางอย่างผ่านระบบอินเทอร์เน็ต ต้องท�าอย่างระมัดระวัง มีอีกวิธีการที่จะช่วย เพิ่มความมั่นใจได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น การเข้ารหัสข้อมูลก่อนส่ง หรือกรอกข้อมูลใน เว็บไซต์ที่เชื่อถือได้และมีระบบรักษาความปลอดภัยแน่นหนาเท่านั้น 6. ติดตามข่าวสารอยู่เสมอเพื่อที่จะได้ระมัดระวัง และหาทางป้องกันภัยที่อาจจะเกิดขึ้น กับตนเองตลอดเวลา 7. จัดการสภาพแวดล้อมทางอินเทอร์เน็ตให้เป็นระบบปิดมากที่สุด 8. เปลี่ยนแนวทางการตั้งรหัสผ่านในการเข้าถึงระบบต่าง ๆ ทั้งองค์กรให้มีความแข็งแรง มากขึ้นโดยจุดประสงค์คือการท�าให้รหัสผ่านสามารถคาดเดาได้ยากควรตั้งรหัสผ่าน เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ดังนี้ - ควรตั้งรหัสผ่านให้มีความยาว 8 ตัวขึ้นไป - มีการผสมตัวอักษรทั้งพิมพ์ใหญ่ และพิมพ์เล็ก - มีการผสมตัวอักษรกับตัวเลข - ใช้อักขระพิเศษในตัวอักษร 96 ขั้นสอน 9. ครูใหนักเรียนยกตัวอยางวิธีการปองกันการ ถูกโจรกรรมขอมูลมาคนละ 1 ตัวอยาง จาก นั้นครูและนักเรียนรวมกันสรุปความรู เรื่อง ความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ โดยครู ถามคําถามกระตุนความคิดกับนักเรียนวา ภัยคุกคามตอเทคโนโลยีสารสนเทศแบงเปน กี่ประเภท อะไรบาง 10. ครูใหนักเรียนชวยกันตั้งคําถามจากเรื่อง ความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ ลงบน กระดาน จากนั้นครูสุมเพื่อนในชั้นเรียนออก มาตอบคําถาม กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเกี่ยวกับขาวการ โจรกรรมขอมูล แลวคัดเลือกประเด็นขาวที่นาสนใจขึ้นมาคนละ 1 ขาว แลวทําการวิเคราะหสาเหตุของการถูกโจรกรรมและวิธี การปองกันการถูกโจรกรรม พรอมนําเสนอตามรูปแบบที่นักเรียน คิดวานาสนใจอยางอิสระ โดยครูคอยใหคําแนะนําเพิ่มเติมตาม ความเหมาะสม สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับไฟรวอลลจากคลิปวิดีโอใน YouTube เรื่อง ไฟรวอลลคืออะไร ตามลิงกที่แนบมา https://www.youtube. com/watch?v=kDEX1HXybrU นํา สอน สรุป ประเมิน T104
ขอสอบเนน การคิด 2 จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ จริยธรรม คือ หลักประพฤติปฏิบัติที่ถูกต้อง เหมาะสมกับการท�าหน้าที่ของบุคคล เพื่อใช้เป็นแนวทาง ในการปฏิบัติตนอย่างสมบูรณ์และสอดคล้องกับมาตรฐานที่ดีงามอันเป็นที่ยอมรับของ สังคม จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ หลักศีลธรรมจรรยาที่ก�าหนดขึ้นเพื่อใช้เป็น แนวทางปฏิบัติ หรือควบคุมการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ เมื่อพิจารณาถึงจริยธรรม เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศจะแบ่งออกเป็น 4 ประเด็น ดังนี้ • ความเป็นส่วนตัว ความเป็นส่วนตัวของข้อมูลและสารสนเทศ โดยทั่วไปจะหมายถึง สิทธิ ที่จะอยู่ตามล�าพัง และเป็นสิทธิที่เจ้าของสามารถที่จะควบคุมข้อมูลของตนเองในการเปิดเผยให้กับ ผู้อื่น สิทธินี้ใช้ได้ครอบคลุมทั้งสาระส�าคัญส่วนบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กร และหน่วยงานต่าง ๆ • ความถูกต้อง ข้อมูลควรได้รับการตรวจสอบความถูกต้องก่อนที่จะบันทึกข้อมูลเก็บไว้ รวมถึงการปรับปรุงข้อมูลให้มีความทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้ ควรให้สิทธิแก่บุคคลในการเข้าไป ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลของตนเองได้ • ความเป็นเจ้าของ เป็นกรรมสิทธิ์ในการถือครองทรัพย์สิน ซึ่งอาจเป็นทรัพย์สินทั่วไปที่ จับต้องได้ เช่น คอมพิวเตอร์ รถยนต์ หรืออาจเป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่จับต้องไม่ได้ เช่น บทเพลง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ แต่สามารถถ่ายทอดและบันทึกลงในสื่อได้ เช่น สิ่งพิมพ์ ซีดีรอม เป็นต้น • การเข้าถึงข้อมูล การเข้าใช้งานโปรแกรมหรือระบบคอมพิวเตอร์ มักจะมีการก�าหนด สิทธิตามระดับของผู้ใช้งาน ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันการเข้าไปด�าเนินการต่าง ๆ กับข้อมูลของ ผู้ใช้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเป็นการรักษาความลับของข้อมูล 2.1 จรรยาบรรณในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ จรรยาบรรณ คือ ประมวลความประพฤติที่ผู้ประกอบอาชีพการงานก�าหนดขึ้น จรรยาบรรณ ในการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ มีดังนี้ 1. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อก่ออาชญากรรมหรือละเมิดสิทธิของผู้อื่น 2. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์รบกวนผู้อื่น 3. ไม่ท�าการสอดแนม แก้ไข หรือเปิดดูไฟล์เอกสารของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต 4. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร 5. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานเท็จ 6. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการคัดลอกโปรแกรมที่มีลิขสิทธิ์ Creative Commons เกี่ยวของกับจริยธรรม ในการใชเทคโนโลยี หรือไม อยางไร 97 นักเรียนมีบทบาทอยางไรในการมีสวนรวมที่จะสงเสริมใหคน ทั่วไปใชอินเทอรเน็ตอยางมีจรรยาบรรณ 1. ใชคอมพิวเตอรรบกวนการทํางานของผูอื่น 2. สอดแนม แกไข หรือเปดดูแฟมขอมูลของผูอื่น 3. การปฏิบัติตนเปนตัวอยางที่ดีและเคารพกฎระเบียบ 4. ใชคอมพิวเตอรเพื่อกออาชญากรรม หรือละเมิดสิทธิของ ผูอื่น (วิเคราะหคําตอบ การปฏิบัติตนเปนตัวอยางที่ดีและเคารพกฎ ระเบียบในการใชงานเทคโนโลยีสารสนเทศถือวาเปนการกระทํา ที่งายที่สุด อีกทั้งยังมีสวนรวมในการสงเสริมจรรยาบรรณที่มีตอ เทคโนโลยีสารสนเทศ ดังนั้น ตอบขอ 3.) ขั้นสอน 11. ครูถามคําถามสําคัญประจําหัวขอกับนักเรียน วา Creative Commons เกี่ยวของกับ จริยธรรมในการใชเทคโนโลยีหรือไม อยางไร จากนั้นใหนักเรียนชวยกันตอบคําถาม 12. ครูอธิบายวา จริยธรรมเปนหลักประพฤติ ปฏิบัติที่ถูกตองเหมาะสมกับการทําหนาที่ของ บุคคล เพื่อใชเปนแนวทางในการปฏิบัติตน อยางสมบูรณและสอดคลองกับมาตรฐานที่ดี งามอันเปนที่ยอมรับของสังคม จากนั้นอธิบาย วา จริยธรรมในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ เปนหลักศีลธรรมจรรยาที่กําหนดขึ้นเพื่อใช เปนแนวทางปฏิบัติ หรือควบคุมการใชระบบ คอมพิวเตอรและสารสนเทศ เมื่อพิจารณาถึง จริยธรรมเกี่ยวกับการใชเทคโนโลยีสารสนเทศ จะแบงออกเปน 4 ประเด็น ไดแก ความเปน สวนตัว ความถูกตอง ความเปนเจาของ และ การเขาถึงขอมูล แนวตอบ คําถามสําคัญประจําหัวขอ Creative Commons เกี่ยวของกับจริยธรรมในการ ใชเทคโนโลยี เพราะจริยธรรมในการใชเทคโนโลยี คือ หลักศีลธรรมจรรยาที่กําหนดขึ้นเพื่อใชเปนแนวทาง ปฏิบัติ เเต Creative Commons คือ การที่เจาของผลงาน สารสนเทศนั้นไดมอบสิทธิ์ใหผูอื่นสามารถทําซํ้า เผยเเพร จัดเเสดง ดัดเเปลง หรือนําไปใชได ดังนั้น หากนําผล งานของผูอื่นมาใชงานโดยไมไดรับอนุญาตก็จะถือวาผิด จริยธรรมในการใชเทคโนโลยีสารสนเทศเชนกัน สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับจรรยาบรรณในการใชเทคโนโลยี สารสนเทศจากคลิปวิดีโอใน YouTube เรื่อง จรรยาบรรณในการใชเทคโนโลยี สารสนเทศ ตามลิงกที่แนบมา https://www.youtube.com/watch?v=QJ_ NV3xz3c8 นํา สอน สรุป ประเมิน T105
ขอสอบเนนการคิด 7. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยตนเองไม่มีสิทธิ์ 8. ไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อน�าเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง 9. ค�านึงถึงผลของการกระท�าที่จะเกิดขึ้นต่อสังคม 10. ใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎระเบียบ กติกา และมารยาท 2.2 ข้อก�าหนด ข้อตกลงในการใช้แหล่งข้อมูล สารสนเทศถูกสร้างสรรค์ขึ้นมากมายในปัจจุบันการเข้าถึงสารสนเทศท�าได้ง่ายและสะดวก จึงมีการคัดลอกหรือน�าสารสนเทศที่ไม่ใช่ลิขสิทธิ์ของตนไปใช้งานโดยไม่ได้รับอนุญาต การจัดท�า สัญญาอนุญาต (Creative Commons : CC) ขึ้น เพื่อให้เจ้าของสารสนเทศได้มอบสิทธิ์ในการท�า ซ�้า เผยแพร่ จัดแสดง ดัดแปลงสารสนเทศของตนให้แก่บุคคลอื่นน�าไปใช้ได้ Creative Common คือ ชุดสัญญาอนุญาตแบบเปิดกว้าง หรือสัญญาอนุญาตให้ใช้งานที่ รวมกันเป็นชุด โดยมีความเกี่ยวข้องกับสิ่งต่อไปนี้ 1. ลิขสิทธิ์ (Copyright) คือ สิทธิ์ของผู้สร้าง โดยสิทธิ์นี้จะรวมไปถึงชิ้นงาน หรือวิธีการ ซึ่งหลังจากมีการเผยแพร่แล้ว ลิขสิทธิ์จะตกเป็นของผู้สร้างโดยอัตโนมัติ 2. สิทธิบัตร (Patent) คุ้มครอง กระบวนการในการสร้างสรรค์ผลงาน สิทธิบัตรจะต่างจาก ลิขสิทธิ์ที่ต้องยื่นขอจดสิทธิบัตรไปยังกรมทรัพย์สินทางปัญญา มีขั้นตอนด้านเอกสาร และค่าใช้จ่ายเกิดขึ้น 3. ทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property) ซึ่งครอบคลุม ลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร เครื่องหมายการค้า (Trademark) และความลับทางการค้า (Trade Secret) เป็นต้น ปัจจุบันประเทศส่วนมากจะใช้ระบบกฎหมายด้านทรัพย์สินทางปัญญาตามสนธิสัญญา กรุงเบิร์น ซึ่งรวมไปถึงประเทศไทยด้วย ตามสนธิสัญญากรุงเบิร์นนั้น ลิขสิทธิ์จะเป็นของผู้สร้าง โดยทันทีที่เผยแพร่ผลงานนั้นออกไป ความเป็นเจ้าของสิทธิ์เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติในทางกฎหมาย และสิทธิ์นี้สามารถส่งต่อให้กับผู้อื่นได้ หากต้องการน�าผลงานนั้นไปใช้งานต่อ ต้องขออนุญาต เจ้าของผลงาน เครือข่ายครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons : CC) ได้สนับสนุนการใช้สัญญา อนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ เผยแพร่แนวคิดวัฒนธรรมเสรี และได้รณรงค์ให้สังคมไทยใช้สัญญา อนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ให้เหมาะสมกับงานสร้างสรรค์ “สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์จัด ท�าขึ้นเพื่อให้เจ้าของผลงานอันมีลิขสิทธิ์ สามารถเปิดให้สาธารณะน�างานของตนไปใช้ได้ โดยไม่ ต้องขออนุญาต เพียงแต่ต้องท�าตามเงื่อนไขที่ก�าหนดไว้ เช่น อ้างอิงที่มา ไม่ใช้เพื่อการค้า หรือ คงต้นฉบับไม่ดัดแปลงการใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ไม่ใช่การสละลิขสิทธิ์หรืออุทิศงาน 98 ขั้นสอน 13. ครูอธิบายวา จรรยาบรรณเปนประมวลความ ประพฤติที่ผูประกอบอาชีพการงานกําหนดขึ้น และสุมถามนักเรียนวา จรรยาบรรณในการใช งานเทคโนโลยีสารสนเทศมีอะไรบาง 14. ครูใหความรู เรื่อง Creative Commons เปนชุดสัญญาอนุญาตแบบเปดกวางหรือ สัญญาอนุญาตใหใชงานที่รวมกันเปนชุด โดย เกี่ยวของกับลิขสิทธิ์ สิทธิบัตร และทรัพยสิน ทางปญญา ความรูเสริม งานลิขสิทธิ์มี 9 ประเภท ไดแก 1. งานวรรณกรรม เชน หนังสือ สิ่งพิมพ ฯลฯ 2. งานนาฏกรรม เชน ทารํา ทาเตน ฯลฯ 3. งานศิลปกรรม เชน จิตรกรรม ประติมากรรม ฯลฯ 4. งานดนตรีกรรม เชน ทํานอง เนื้อเพลง ฯลฯ 5. งานสิ่งบันทึกเสียง เชน เทปเพลง แผนซีดี ฯลฯ 6. งานโสตทัศนวัสดุ เชน วิดีโอเทป แผนดิจิทัลวิดีโอ ฯลฯ 7. งานภาพยนตร 8. งานแพรเสียงแพรภาพ 9. งานอื่นใดในแผนกวรรณคดี วิทยาศาสตร หรือศิลปะ ทรัพยสินทางปญญาหมายถึงอะไร 1. เครื่องหมายทางการคา 2. ความฉลาดจากการเรียนรูของมนุษย 3. ทรัพยสินที่กอใหเกิดมูลคาทางวัฒนธรรม 4. ผลงานอันเกิดจากความคิดสรางสรรคของมนุษย (แนวตอบ ทรัพยสินทางปญญา หมายถึง ความเปนเจาของผลงาน ที่เกิดจากความคิดสรางสรรคโดยไมซํ้าใคร เมื่อผลงานถูกเผยเเพร ความเปนเจาของสิทธิ์จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ หรือหากถูกนําไปใช โดยไมไดรับอนุญาต เจาของผลงานสามารถเรียกรองคาเสียหาย ไดทันที ดังนั้น ตอบขอ 4.) นํา สอน สรุป ประเมิน T106
Attribution : BY แสดงที่มา (Attribution : BY) ต้องแสดงที่มา ของชิ้นงานตามรูปแบบที่ผู้สร้างสรรค์หรือผู้อนุญาต ก�าหนด NonCommercial : NC ไม่ใช้เพื่อการค้า (NonCommercial : NC) ไม่ให้ น�าข้อมูลนี้ไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางการค้า No Derivative Works : ND ไม่ดัดแปลง (No Derivative Works : ND) ไม่แก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือสร้างงานจากงานนี้ Share Alike : SA อนุญาตแบบเดียวกัน (Share Alike : SA) ถ้าหาก ดัดแปลง เปลี่ยนรูป หรือต่อเติมชิ้นงานนี้ต้องใช้สัญญา อนุญาตแบบเดียวกัน หรือแบบที่เหมือนกับหรือที่ เข้ากันได้กับสัญญาอนุญาตที่ใช้กับงานนี้เท่านั้น เป็นสาธารณสมบัติเจ้าของงานยังเป็นผู้ถือครองสิทธิ์ของงานนั้นเหมือนเดิม หากผู้ที่น�าผลงาน ของเจ้าของงานไปใช้โดยผิดเงื่อนไข เจ้าของงานสามารถฟ้องร้องและบังคับผู้ที่ท�าผิดได้ตามที่ กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครอง ซึ่งประเทศไทยได้รองรับกฎหมายนี้แล้ว” (cc.in.th) ตัวอย่างเช่น เจ.เค. โรว์ลิง (J.K. Rowling) ให้สิทธิ์วอร์เนอร์บราเธอส์ (Warner Bros). น�า นวนิยายแฟนตาซี แฮร์รี่ พอตเตอร์ (Harry Potter) ไปท�าภาพยนตร์เท่านั้น ไม่สามารถน�าไปท�า ละครเวทีได้ สิ่งเหล่านี้เป็นรากฐานของ Creative Commonsซึ่งจะมีการก�าหนดสัญญาอนุญาต Creative Commons หรือเงื่อนไข ดังนี้ 99 กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 15. ครูสุมถามคําถามจากภาพสัญลักษณที่กําหนด ใหในหนังสือเรียนวาแตละภาพมีความหมาย อยางไรบาง จากนั้นครูใหนักเรียนอธิบายคําวา Creative Commons ตามความเขาใจของ นักเรียนแตละคน และสอบถามกับนักเรียน วา Creative Commons มีความเกี่ยวของกับ สิ่งใดบาง เกร็ดแนะครู ครูควรยกตัวอยางการใชงานสัญญาอนุญาต Creative Commons ที่พบ ไดในชีวิตประจําวันจากเว็บไซตตางๆ ที่ใชงาน เพื่อใหนักเรียนไดเขาใจและ นําขอมูลจากอินเทอรเน็ตที่มีเครื่องหมายตางๆ เหลานี้ไปใชงานไดอยางถูกตอง รวมถึงใหนักเรียนเห็นความสําคัญของการกําหนดสัญญาอนุญาต Creative Commons ครูมอบหมายใหนักเรียนสรางภาพดวยโปรแกรมที่ตนเอง สนใจขึ้นมา 1 ภาพ จากนั้นใหนักเรียนหาขอมูลประกอบตาม ความเหมาะสม พรอมถายทอดขอมูลออกมาในรูปแบบที่นาสนใจ และกําหนดสัญญาอนุญาต Creative Commons โดยครูคอยให คําแนะนํานักเรียนอยางใกลชิด และสุมนักเรียนออกมานําเสนอ หนาชั้นเรียน นํา สอน สรุป ประเมิน T107
นอกจากเงื่อนไขที่ก�าหนดข้างต้นแล้ว ยังสามารถผสมเงื่อนไขได้ตามต้องการ ดังนี้ CC BY CC-BY ให้เผยแพร่ดัดแปลง โดยต้องระบุที่มา CC SABY CC-BY-SA ให้เผยแพร่ดัดแปลง โดยต้องระบุที่มา และต้องเผยแพร่งานดัดแปลงโดยใช้ สัญญาอนุญาตเดียวกัน CC BY ND CC-BY-ND ให้เผยแพร่ โดยต้องระบุที่มา แต่ห้าม ดัดแปลง CC NCBY CC-BY-NC ให้เผยแพร่ดัดแปลง โดยต้องระบุที่มา แต่ห้ามใช้เพื่อการค้า CC NC SABY CC-BYNC-SA ให้เผยแพร่ ดัดแปลง โดยต้องระบุ ที่มา แต่ห้ามใช้เพื่อการค้า และต้อง เผยแพร ่งานดัดแปลงโดยใช้สัญญา อนุญาตเดียวกัน CC BY NC ND CC-BYNC-ND ให้เผยแพร่ โดยต้องระบุที่มา แต่ห้าม ดัดแปลง และห้ามใช้เพื่อการค้า 100 ขั้นสอน 16. ครูนําบัตรภาพสัญลักษณในหนังสือเรียนมา ใหนักเรียนทายวาภาพสัญลักษณแตละภาพ มีความหมายอยางไร จากนั้นครูและนักเรียน ชวยกันสรุปความรูที่ไดเกี่ยวกับ Creative Commons วามีความสําคัญอยางไรบาง กิจกรรม 21st Century Skills 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมกําหนดชิ้นงานที่ตองการสราง กลุมละ 1 ชิ้น 3. นักเรียนรวมกันวางแผนและวิเคราะหหาแนวทางในการสราง ชิ้นงานของกลุมตนเอง โดยสามารถสืบคนขอมูลเพิ่มเติมจาก ทางอินเทอรเน็ต 4. นักเรียนลงมือสรางชิ้นงานโดยกําหนดสัญญาอนุญาต Creative Commons แบบผสมเงื่อนไข 5. นักเรียนแตละกลุมสรางงานนําเสนอตามรูปแบบที่นักเรียนคิดวา นาสนใจอยางอิสระ 6. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน 7. นักเรียนภายในชั้น เรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูลเกี่ยวกับ สัญญาอนุญาต Creative Commons แบบผสมเงื่อนไข เกร็ดแนะครู ครูควรยกตัวอยางการใชงานสัญญาอนุญาต Creative Commons ที่ผสม เงื่อนไขกันและสามารถพบไดในชีวิตประจําวันจากเว็บไซตตางๆ ที่ใชงาน เพื่อ ใหนักเรียนไดเขาใจ และนําขอมูลจากอินเทอรเน็ตที่มีเครื่องหมายตางๆ เหลานี้ ไปใชงานไดอยางถูกตอง รวมถึงใหนักเรียนเห็นความสําคัญของการกําหนด สัญญาอนุญาต Creative Commons นํา สอน สรุป ประเมิน T108
ส�าหรับประเทศไทยได้รับการอนุมัติให้มีสัญญาอนุญาตฉบับประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการท�าความเข้าใจกับผู้ใช้ เพื่อให้ทุกคนบน โลกออนไลน์ให้ความส�าคัญต่องานสร้างสรรค์บนอินเทอร์เน็ตที่มีการเผยแพร่เนื้อหา (Content) ไป สู่สังคมโดยไม่ถูกจ�ากัดอยู่เฉพาะใครคนใดคนหนึ่ง และในการเผยแพร่นั้น ๆ ไม่ท�าให้ผู้สร้างสรรค์ ผลงานเสียประโยชน์โดยสัญญาอนุญาตลิขสิทธิ์จะมีรายละเอียดของแต่ละสัญญาอนุญาตขึ้นอยู่กับ รุ่นของสัญญา ตัวอย่างเว็บไซต์ของไทยที่ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons) 1. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์มีการประกาศใช้สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons) ในหน้าเว็บไซต์ http://www.psu.ac.th โดยมีเงื่อนไขแสดงที่มา และไม่ใช้ เพื่อการค้า (CC-BY-NC) ซึ่งหมายความถึง เนื้อหาข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในหน้าเว็บเป็นลิขสิทธิ์ของ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เมื่อผู้ใช้สนใจในเนื้อหานั้นสามารถน�าไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องอ้างที่มาของเนื้อหาว่ามาจากเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์และเนื้อหาที่ผู้ใช้น�า ไปใช้เผยแพร่นี้จะต้องไม่ใช่น�าไปใช้เพื่อการค้าหรือแสวงผลก�าไรจากผลงาน หรือเนื้อหานั้น ๆ ภาพที่ 4.5 หน้าเว็บไซต์ http://www.psu.ac.th ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2. วิกิพีเดีย (Wikipedia) เป็นเว็บไซต์ที่รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นเว็บไซต์หนึ่งที่มีประกาศสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons) ด้วย เงื่อนไขแสดงที่มาและอนุญาตแบบเดียวกัน (CC-BY-SA) หมายความถึง การที่ผู้ใช้สามารถน�า เนื้อหาที่ปรากฏในหน้าเว็บไซต์วิกิพีเดียไปใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต แต่ต้องอ้างที่มาของเนื้อหา และอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถน�าไปเผยแพร่งานดัดแปลงได้ ผู้ใช้สัญญาดังกล่าวมีสิทธิ์ และถือครอง ลิขสิทธิ์ในผลงานของตนเองทั้งหมด แต่สัญญาอนุญาตจะช่วยเปิดช่องให้เกิดการเผยแพร่ และไม่ ละเมิดผลประโยชน์ใด ๆ 101 ขั้นสอน 17. ครูใหความรูกับนักเรียนวา ในประเทศไทย ไดรับการอนุมัติใหมีสัญญาอนุญาตฉบับ ประเทศไทยอยางเปนทางการ เมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2552 ซึ่งมีตัวอยางเว็บไซต ของไทยที่ใชสัญญาอนุญาตของ Creative Commons ดังนี้ เว็บไซตของมหาวิทยาลัย สงขลานครินทร เว็บไซตวิกิพีเดีย และงานวิจัย ทั้งหมดบนเว็บไซตของสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนา ประเทศไทย กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนศึกษาและสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเกี่ยวกับ เว็บไซตตางๆ ที่มีการใชสัญลักษณอนุญาต Creative Commons และบันทึกลงในกระดาษที่ครูแจกให พรอมนําเสนอตามรูปแบบที่ นักเรียนคิดวานาสนใจอยางอิสระ โดยครูคอยใหคําแนะนําเพิ่มเติม ตามความเหมาะสม และสรุปรวมกันโดยใชคําถามกระตุนความคิด ดังนี้ • เว็บไซตของแตละหนวยงานมีการเลือกใชสัญลักษณ อนุญาตอยางไร • เว็บไซตของหนวยงานใดควรเพิ่มเติมสัญลักษณอนุญาต เพราะเหตุใด • เว็บไซตของหนวยงานใดควรลดสัญลักษณอนุญาต เพราะ เหตุใด เกร็ดแนะครู ครูควรใหนักเรียนไดศึกษาลักษณะการใชงาน ขอดี-ขอเสีย และขอจํากัดของ สัญลักษณของสัญญาอนุญาต Creative Commons เพิ่มเติมจากอินเทอรเน็ต ตามเงื่อนไขตางๆ หรือประโยชนและโทษจากการใชงานหรือไมใชงาน เพื่อเปด โอกาสใหนักเรียนไดเรียนรูดวยตนเอง และตระหนักถึงความสําคัญของสัญญา อนุญาต Creative Commons นํา สอน สรุป ประเมิน T109
ภาพที่ 4.6 หน้าเว็บไซต์วิกิพีเดีย https://th.wikipedia.org 3. งานวิจัยทั้งหมดบนเว็บไซต์ของสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ซึ่งเป็น สถาบันวิจัยเชิงนโยบายที่ก่อตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2527 ในรูปของมูลนิธิ เป็นองค์กรเอกชนที่ ไม่แสวงหาผลก�าไร ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ด�าเนินการวิจัยเชิงนโยบายในหลากหลายด้าน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งนโยบายด้านเศรษฐกิจให้แก่หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานระหว่างประเทศ ตลอดจนริเริ่มการวิจัยเองเพื่อสนับสนุนการก�าหนดนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของ ประเทศไทยให้เป็นนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีคุณภาพ ภาพที่ 4.7 หน้าเว็บไซต์ของ สถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) https://tdri.or.th 102 ขั้นสอน 18. ครูใหนักเรียนแตละคนคนหาตัวอยางเว็บไซต ของประเทศไทยที่ใชสัญญาอนุญาต Creative Commons เพิ่มเติม จากนั้นใหเขียนสรุป ลงในกระดาษที่ครูแจกใหพรอมกับใสแหลง อางอิงของขอมูล และครูสุมนักเรียนออกมา นําเสนอตัวอยางเว็บไซตของไทยที่ใชสัญญา อนุญาต Creative Commons หนาชั้นเรียน เกร็ดแนะครู ครูควรทบทวนความรูเกี่ยวกับสัญลักษณของสัญญาอนุญาต Creative Commons ตามเงื่อนไขตางๆ และยกตัวอยางงายๆ กอนที่จะใหนักเรียนดู ตัวอยางเว็บไซตของไทยที่ใชสัญญาอนุญาต Creative Commons เพื่อให นักเรียนไดเขาใจถึงการใชสัญลักษณอยางถองแท และวิเคราะหลักษณะการใช งานไดตามความเหมาะสม กิจกรรม สรางเสริม ใหนักเรียนศึกษาและสืบคนขอมูลจากอินเทอรเน็ตเกี่ยวกับ งานวิจัยของเว็บไซตสถาบันวิจัยเพื่อพัฒนาประเทศไทย (TDRI) และคัดเลือกงานวิจัยที่นักเรียนสนใจขึ้นมาคนละ 1 เรื่อง จากนั้น ใหนักเรียนบันทึกขอมูลลงในกระดาษที่ครูแจกให พรอมกําหนด สัญญาอนุญาตของ Creative Commons และนําเสนอขอมูล ตามรูปแบบที่นักเรียนคิดวานาสนใจอยางอิสระ โดยครูคอยใหคํา แนะนําเพิ่มเติมตามความเหมาะสม นํา สอน สรุป ประเมิน T110
ทักษะการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 1. ทักษะการคิดและการแก้ปัญหา 2. ทักษะการสื่อสาร • มารยาทของผู้ใช้สื่อหรือแหล่งข้อมูลต่างๆ บนอินเทอร์เน็ตในฐานะที่เราเป็นบุคคลที่ใช้ สื่อหรือแหล่งข้อมูลต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ต ดังนั้น เราควรมีมารยาทในการใช้สื่อหรือแหล่งข้อมูล ดังนี้ - ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและข่าวสารต่าง ๆ ก่อนน�าไปเผยแพร่บนเครือข่าย เพื่อให้ได้ข้อมูลที่เป็นจริง - ใช้ภาษาที่สุภาพและเป็นทางการในการเผยแพร่ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต - เผยแพร่ข้อมูลและข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ ไม่ควรน�าเสนอข้อมูล ข่าวสารที่ขัดต่อศีลธรรมและจริยธรรมอันดี รวมทั้งข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น - ควรระบุแหล่งที่มา วันเดือนปีที่ท�าการเผยแพร่ข้อมูล รวมทั้งควรมีค�าแนะน�า และ ค�าอธิบายการใช้ข้อมูลที่ชัดเจน - ควรระบุข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ให้ชัดเจนว่าเป็นโฆษณา ความคิดเห็น หรือ ความจริง - ไม่ควรเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร หรือโปรแกรมของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาตและไม่ควร แก้ไข เปลี่ยนแปลงข้อมูลของผู้อื่นที่เผยแพร่บนเครือข่าย - ไม่ควรเผยแพร่โปรแกรมที่น�าความเสียหาย เช่น ไวรัสคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบ เครือข่าย และควรตรวจสอบแฟ้มข้อมูล ข่าวสาร หรือโปรแกรมว่าปลอดไวรัส ก่อนเผยแพร่เข้าสู่ ระบบอินเทอร์เน็ต ให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 3-5 คน แล้วร่วมกันระดมความคิดเพื่อตอบค�าถามต่อไปนี้ 1. รูปแบบภัยคุกคามต่อระบบรักษาความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์มีอะไรบ้าง และคิดว่าภัยคุกคาม รูปแบบใดที่เป็นภัยคุกคามที่ใกล้ตัวมากที่สุด เพราะอะไร 2. การใช้งานสื่อสังคมออนไลน์มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร และมีผลต่อความปลอดภัยกับตนเองอย่างไร 3. วิธีการใดที่จะเป็นการป้องกันภัยคุกคามต่อข้อมูล จงอธิบาย 4. จงบอกประโยชน์ของการใช้ Creative Commons การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัย Com Sci activity 103 กิจกรรม ทาทาย ขั้นสอน 19. ครูอธิบาย เรื่อง มารยาทของผูใชสื่อหรือแหลง ขอมูลตางๆ บนอินเทอรเน็ต ใหนักเรียนฟงวา เราควรมีมารยาทในการใชสื่อหรือแหลงขอมูล ตางๆ ดังนี้ ควรตรวจสอบความถูกตองของ ขอมูล ใชภาษาที่สุภาพและเปนทางการในการ เผยแพรขอมูลบนอินเทอรเน็ต ควรมีการระบุ แหลงที่มาของขอมูลใหเกิดความนาเชื่อถือ ไม ควรเผยแพรขอมูลหรือขาวสารของผูอื่นกอน ไดรับอนุญาต 20. ครูใหนักเรียนทํากิจกรรม Com Sci activity เรื่อง การใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยาง ปลอดภัย เมื่อนักเรียนทําเสร็จ ครูจะสุม ใหนักเรียนออกมาเฉลยกิจกรรม Com Sci activity สื่อ Digital ครูใหนักเรียนศึกษาเนื้อหาเพิ่มเติมเกี่ยวกับมารยาทในการใชอินเทอรเน็ต จากคลิปวิดีโอใน YouTube เรื่อง มารยาทในการใชอินเทอรเน็ต ตามลิงกที่แนบมา https://www.youtube.com/watch?v=WXt7u4oJDPw ครูมอบหมายใหนักเรียนแบงกลุม กลุมละ 4-5 คน หรือตาม ความเหมาะสม จากนั้นใหนักเรียนคัดเลือกมารยาทในการใช อินเทอรเน็ตขึ้นมากลุมละ 1 ขอ และใหนักเรียนวางแผนแสดง บทบาทสมมติถึงปญหาการใชงานอินเทอรเน็ตอยางมีมารยาท และวิธีการแกปญหาเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ หนาชั้นเรียน โดยครูคอย ตั้งประเด็นคําถามกับนักเรียนวา • เพราะเหตุใด จึงจําเปนตองมีมารยาทในการใชงานบน อินเทอรเน็ต • ถาไมปฏิบัติตามกฎการใชงานบนอินเทอรเน็ตจะสงผล อยางไร • นอกจากวิธีการแกปญหาเหลานี้ยังมีวิธีการใดอีกบาง นํา สอน สรุป ประเมิน T111
การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างปลอดภัย Summary จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ จริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ คือ หลักศีลธรรมจรรยาที่ก�าหนดขึ้นเพื่อใช้เป็น แนวทางปฏิบัติ หรือควบคุมการใช้ระบบคอมพิวเตอร์และสารสนเทศ • การจัดท�าสัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์ (Creative Commons : CC) ความปลอดภัยของระบบสารสนเทศ ความปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศ คือ นโยบาย ขั้นตอนการปฏิบัติ และมาตรการ ทางเทคนิคที่น�ามาใช้ป้องกันการใช้งานจากบุคคลภายนอก การเปลี่ยนแปลง การขโมย หรือ การท�าความเสียหายต ่อเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นการน�าระบบรักษาความปลอดภัยมาใช้ ร่วมกับเทคนิคและเครื่องมือต่าง ๆ ในการปกป้องคอมพิวเตอร์ ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ ข้อมูล ระบบ เครือข่ายและการสื่อสาร เพื่อป้องกันภัยคุกคามต่าง ๆ ที่เข้ามาสู่เทคโนโลยีสารสนเทศ ภัยคุกคาม ต่อเทคโนโลยีสารสนเทศ แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ • ภัยคุกคามต่อฮาร์ดแวร์ • ภัยคุกคามต่อซอฟต์แวร์ • ภัยคุกคามต่อระบบเครือข่ายและการสื่อสาร • ภัยคุกคามต่อข้อมูล Attribution : BY แสดงที่มา (Attribution : BY) ต้องแสดงที่มาของชิ้นงานตามรูปแบบที่ ผู้สร้างสรรค์หรือผู้อนุญาตก�าหนด NonCommercial : NC ไม่ใช้เพื่อการค้า (NonCommercial : NC) ไม่ให้น�าข้อมูลนี้เพื่อวัตถุประสงค์ ทางการค้า No Derivative Works : ND ไม่ดัดแปลง (No Derivative Works : ND) ไม่แก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือสร้าง งานจากงานนี้ Share Alike : SA อนุญาตแบบเดียวกัน (Share Alike : SA) ถ้าหากดัดแปลง เปลี่ยนรูป หรือ ต่อเติมชิ้นงานนี้ ต้องใช้สัญญาอนุญาตแบบเดียวกัน หรือแบบที่เหมือนกับ หรือที่เข้ากันได้กับสัญญาอนุญาตที่ใช้กับงานนี้เท่านั้น 104 ขั้นสรุป ตรวจสอบผล 1. นักเรียนและครูรวมกันสรุปเนื้อหาการเรียน หนวยการเรียนรูที่ 4 การใชเทคโนโลยี สารสนเทศอยางปลอดภัย 2. นักเรียนตรวจสอบความเขาใจของตนเองโดย พิจารณาขอความวาถูกหรือผิด หากพิจารณา ขอความไมถูกตอง ใหกลับไปทบทวนเนื้อหา ตามหัวขอที่กําหนดให 3. ครูใหนักเรียนทําใบงาน เรื่อง โพรไฟลของฉัน 4. นักเรียนทําแบบฝกหัดประจําหนวยการเรียนรู และตอบคําถามลงในสมุดประจําตัว 5. นักเรียนทําแบบทดสอบหลังเรียนหนวยการ เรียนรูที่ 4 การใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยาง ปลอดภัย ขั้นประเมิน ตรวจสอบผล ตารางการวัดและประเมินผล วิธีการ เครื่องมือ เกณฑการประเมิน ตรวจแบบทดสอบ กอนเรียน แบบทดสอบ กอนเรียน ประเมิน ตามสภาพจริง ตรวจแบบทดสอบ หลังเรียน แบบทดสอบ หลังเรียน รอยละ 60 ผานเกณฑ ตรวจใบงาน ใบงาน รอยละ 60 ผานเกณฑ ประเมินการนํา เสนอผลงาน แบบประเมิน การนําเสนอ ผลงาน ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานราย บุคคล แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ สังเกตพฤติกรรม การทํางานกลุม แบบสังเกต พฤติกรรม ระดับคุณภาพ 2 ผานเกณฑ แนวทางการวัดและประเมินผล ครูสามารถประเมินการนําเสนอผลงาน และสังเกตพฤติกรรมการทํางาน รายบุคคล และการทํางานกลุมของนักเรียน โดยศึกษาเกณฑการวัดและ ประเมินผล จากแบบประเมินการนําเสนอผลงาน แบบสังเกตพฤติกรรม การทํางานรายบุคคล และแบบสังเกตพฤติกรรมการทํางานกลุมที่แนบมา ทายแผนการจัดการเรียนรูที่ 1 หนวยการเรียนรูที่ 4 แบบประเมินการน าเสนอผลงาน ค าชี้แจง:ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 ความถูกต้องของเนื้อหา 2 ความคิดสร้างสรรค์ 3 วิธีการน าเสนอผลงาน 4 การน าไปใช้ประโยชน์ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/................./................... เกณฑ์การให้คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินสมบูรณ์ชัดเจน ให้ 3 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินเป็นส่วนใหญ่ ให้ 2 คะแนน ผลงานหรือพฤติกรรมสอดคล้องกับรายการประเมินบางส่วน ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานรายบุคคล ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ รายการประเมินระดับคะแนน 3 2 1 1 การแสดงความคิดเห็น 2 การยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น 3 การท างานตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย 4 ความมีน าใจ 5 การตรงต่อเวลา รวม ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............/.................../................ เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่ าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่ ากว่า 8 ปรับปรุง แบบสังเกตพฤติกรรมการท างานกลุ่ม ค าชี้แจง : ให้ผู้สอนสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในระหว่างเรียนและนอกเวลาเรียน แล้วขีด ลงในช่องที่ ตรงกับระดับคะแนน ล าดับที่ ชื่อ–สกุล ของนักเรียน การแสดง ความคิดเห็น การยอมรับ ฟังคนอื่น การท างาน ตามที่ได้รับ มอบหมาย ความมีน้ าใจ การมี ส่วนร่วมใน การปรับปรุง ผลงานกลุ่ม รวม 15 คะแนน 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 3 2 1 ลงชื่อ...................................................ผู้ประเมิน ............./.................../............... เกณฑ์การให้คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมอย่างสม่่าเสมอ ให้ 3 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบ่อยครั้ง ให้ 2 คะแนน ปฏิบัติหรือแสดงพฤติกรรมบางครั้ง ให้ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสินคุณภาพ ช่วงคะแนน ระดับคุณภาพ 14–15 ดีมาก 11–13 ดี 8–10 พอใช้ ต่่ากว่า 8 ปรับปรุง กิจกรรม 21st Century Skills 1. ใหนักเรียนแบงกลุมตามความสมัครใจ กลุมละ 4-5 คน 2. นักเรียนแตละกลุมจัดทํารายงาน เรื่อง การใชเทคโนโลยี สารสนเทศอยางปลอดภัย 3. สมาชิกภายในกลุมรวมกันเลือกขอมูลและจัดเตรียมขอมูล 4. นักเรียนแตละกลุมจัดทํารายงานตามรูปแบบที่นักเรียนคิดวานา สนใจอยางอิสระ 5. นักเรียนแตละกลุมนําเสนอขอมูลหนาชั้นเรียน 6. นักเรียนภายในหองเรียนและครูผูสอนรวมกันสรุปขอมูลเกี่ยวกับ การใชเทคโนโลยีสารสนเทศอยางปลอดภัย นํา สอน สรุป ประเมิน T112
ค�าชี้แจง : ให้นักเรียนตอบค�าถามต่อไปนี้ การอัปเดตโปรแกรมป้องกันไวรัสกับฐานข้อมูลไวรัสมีความส�าคัญต่างกันหรือไม่อย่างไร จงอธิบาย นักเรียนมีวิธีการใดเพื่อป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์จากไวรัสคอมพิวเตอร์จงอธิบายพร้อม ยกตัวอย่างประกอบ จงยกตัวอย่างการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศที่ไม่เหมาะสม พร้อมให้เหตุผลประกอบ 1 2 3 Unit Question 4 ให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจ โดยพิจารณาข้อความว่าถูกหรือผิด แล้วบันทึกลงในสมุด หากพิจารณาข้อความไม่ถูกต้อง ให้กลับไปทบทวนเนื้อหาตามหัวข้อที่ก�าหนดให้ ถูก/ผิด ทบทวนหัวข้อ 1. อุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์เกิดการช�ารุด เสียหายและไม ่สามารถใช้งานได้ เนื่องจากระบบจ ่ายไฟให้ เครื่องคอมพิวเตอร์เกิดความผิดพลาดเป็นภัยคุกคามที่เกิดจาก ฮาร์ดแวร์ 1. 2. หนอนคอมพิวเตอร์คือโปรแกรมที่ถูกบรรจุเข้าไปในคอมพิวเตอร์ เพื่อเก็บข้อมูลหรือท�าลายข้อมูลของคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นเช่น ข้อมูลชื่อผู้ใช้รหัสผ่านเลขที่บัญชีธนาคาร หมายเลขบัตรเครดิต ข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ 1.3 3. การน�าภาพหรือข้อมูลที่สืบค้นจากอินเทอร์เน็ตมาใช้งานโดย ไม่ได้รับอนุญาตถือเป็นการท�าผิดจรรยาบรรณการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ 2.1 4. ใช้เพื่อการค้า (Attribution : BY) คือต้องแสดงที่มาของชิ้นงาน ตามรูปแบบที่ผู้สร้างสรรค์หรือผู้อนุญาตก�าหนด 2.2 5. CC-BY-NC คือ ให้เผยแพร่ ดัดแปลง โดยต้องระบุที่มา แต่ห้ามใช้เพื่อการค้า 2.2 Self Check บัน ทึกลงในสมุด 105 แนวตอบ Self Check 1. ถูก 2. ผิด 3. ถูก 4. ผิด 5. ถูก เฉลย Unit Question 1. การอัปเดตโปรแกรมปองกันไวรัสกับฐานขอมูลไวรัสมีความสําคัญเหมือนกัน เพราะชวยในการปองกันไมใหเครื่องคอมพิวเตอรถูกทําลายขอมูลจากโปรแกรม ไวรัส หรือการนําขอมูลในเครื่องคอมพิวเตอรของเราไปใชเพื่อจุดประสงคที่ไมดี ซึ่งโปรแกรมปองกันไวรัสมีหนาที่การทํางาน 2 ลักษณะ คือ ระบุชื่อของ ไวรัสที่รูจัก และตรวจสอบผลของการทําลายจากไวรัสในแฟมตางๆ ซึ่งสามารถเปรียบโปรแกรมปองกันไวรัสเหมือนกับยาเพื่อใชรักษาโรค ซึ่งโรคเหลานั้น เปรียบไดกับไวรัสประเภทตางๆ และหากมีโรคชนิดใหมเกิดขึ้นจึงจําเปนตองหายามาเตรียมพรอมไว นั่นก็คือ การอัปเดตโปรแกรมปองกันไวรัสใหรูจัก ไวรัสและวิธีการกําจัดไวรัส 2. ติดตั้งโปรแกรมปองกันไวรัสไวภายในเครื่องคอมพิวเตอรและสแกนอุปกรณเก็บขอมูลทุกครั้ง ไมวาจะเปนในการดหนวยความจําหรืออุปกรณเก็บขอมูล ตางๆ เพื่อปองกันไวรัสเขามาทําลายระบบของเครื่องคอมพิวเตอร 3. การแอบเปดดู แกไขไฟลงาน ขอมูลสวนตัว หรือเอกสารตางๆ ของเพื่อนรวมงาน ซึ่งจะเปนการใชงานเทคโนโลยีที่ไมเหมาะสม เพราะเปนการละเมิดสิทธิ สวนบุคคลของผูอื่น และทําใหเกิดความเสียหายทั้งชื่อเสียงและทรัพยสินจากการนําขอมูลไปใช นํา สอน สรุป ประเมิน T113
ชนินทร เฉลิมสุข และอภิชาติ ค�ำปลิว. 2562. หนังสือเรียนรายวิชาพื้นฐาน เทคโนโลยี (วิทยาการค�ำนวณ) ม.5. พิมพ์ครั้งที่ 2. นนทบุรี : ไทยร่มเกล้า. ทิศนา แขมมณี. 2556. ศาสตร์การสอน องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 17. กรุงเทพฯ : ด่านสุทธาการพิมพ์. วิจารณ์ พานิช. 2555. วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ : ตถาตา พับลิเคชั่น. วิชาการและมาตรฐานการศึกษา ส�ำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, ส�ำนัก. 2553. แนวทาง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการคิด ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ระดับประถมศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. ส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงศึกษาธิการ, สถาบัน. 2560. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่ม สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๐) ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑. กรุงเทพฯ. โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. David Riley and Kenny A. Hunt. 2014. Computational Thinking for the Mordern Problem Solver. United States of America: Chapman and Hall/CRC. Jane Krauss and Kiki Prottsman. 2016. Computational Thinking and Coding for Every Student. United States of America: Corwin. Paul S. Wang. 2015. From COMPUTING to COMPUTATIONAL THINKING. United States of America: CRC Press. Robert Sedgewick and Kevin Wayne. 2011. Algorithms. 4 th ed. United States of America: Addison-Wesley Professional. Scott Tilley and Harry Rosenblatt. 2017. System Analysis and Design. 7th ed. United States of America: Cengage Learning. Zaigham Mahmood. 2017. Software Project Management for Distributed Computing. Switzerland: Springer. บรรณาน ุ กรม T114
คู่มือครู บร. วิทยาศาสตร์ ม.2 ล.1 300.- 8 858649 121349 ราคานี้เป็นของฉบับคู่มือครูเท่านั้น >> ราคาเล่มนักเรียนโปรดดูจากใบสั่งซื้อของ อจท. สร้างอนาคตเด็กไทย ด้วยนวัตกรรมการเรียนรู้ระดับโลก คู่มือครู นร.เทคโนโลยี (วิทยาการคำนวณ) ม.1 300.- 8 858649 138002 บริษัท อักษรเจริญทัศน์ อจท. จำกัด 142 ถนนตะนาว เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200 โทร. 0 2622 2999 (อัตโนมัติ 20 คู่สาย) ID Line: @aksornkrumattayom www.aksorn.com อักษรเจริญทัศน์ อจท.