The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ณัฐเศรษฐ ดําเนินผล, 2023-09-19 23:53:23

เอกสารประกอบการสอน

การเรียนการสอน

1 ความหมายของเพลง ณัฐเศรษฐ ดำเนินผล ผู้จัดทำ กลุ่มสาระการเรียนรู้วิชาปี่พาทย์ ภาควิชาดุริยางค์ไทยวิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม เอกสารประกอบการเรียน ปฏิบัติเอกเครื่องหนัง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ที่ใช้บรรเลงและประกอบการแสดง


2 ค ำน ำ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเรื่องความหมายของเพลงเล่มน้ีจดัทา ข้ึนเพื่อใชเ้ป็นแนวทาง ในการเสริมความรู้ส าหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษา เป็ นเอกสารประกอบการเรียนการสอนในกลุ่ม สาระการเรียนรู้วิชาชีพเฉพาะปี่ พาทย์เพื่อให้การเรียนรู้ตรงตามจุดประสงค์ ผู้เรียนมีคุณภาพมาตรฐานการ เรียนรู้ ซ่ึงผูส้อนได้ศึกษาโครงสร้างหลกัสูตรการศึกษาข้นัพ้ืนฐาน ของสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ที่ได้ จดัทา ข้ึนโดยยดึหลกัสูตรการศึกษาข้นัพ้ืนฐานพุทธศกัราช 2551 ซึ่งเป็ นหลักสูตรแกนกลางมาเป็ นแนวทาง ผสู้อนหวงัเป็นอยา่งยงิ่วา่ เอกสารประกอบการเรียนการสอนเล่มน้ี จะสามารถพัฒนาคุณภาพให้ เกิดกับผู้เรี ยน ให้เป็ นไปตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2551 กล่าวคือ เป็ นคนดีมีสติปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดี ด ารงชีวิตอย่างมีความสุขในสังคม แห่งยุคโลกาภิวัฒน์ รวมท้งัมีความรู้ความสามารถ ในการศึกษาต่อหรือประกอบอาชีพได้ ตามศักยภาพ ของแต่ละบุคคล หากเอกสารประกอบการเรียนการสอนเล่มน้ี มีข้อบกพร่องอันใดก็ตาม ผู้สอนในฐานะผู้จัดท า ขอน้อมรับเพื่อนา ไปปรับปรุงและพฒันาให้สมบูรณ์ยิ่งข้ึน เพื่อจะท าให้การจัดกิจกรรมการเรียนรู้บังเกิด ผลสัมฤทธิ์ สูงสุด และกราบขอบพระคุณผู้ที่ให้ค าแนะน าในการจัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ทุกท่านไว้ อย่างสูงอานิสงฆ์อันใดก็ตาม ที่เกิดจากเอกสารเล่มน้ีขออุทิศให้แด่บุพการีผูม้ีพระคุณ ตลอดจนโบราณา จารย์ทางด้านดุริยางคศิลป์ ไทยทุกท่าน นายณัฐเศรษฐ ด าเนินผล


3 สารบัญ หน้ำ เพลงหน้ำพำทย์.................................................................................................................................. 1 ลำ ดับเพลงหน้ำพำทย์ที่ใช้ในพธิีไหว้ครูโขน-ละคร............................................................................ 2 เพลงโหมโรง...................................................................................................................................... 4 โหมโรงเช้า....................................................................................................................... 5 โหมโรงเย็น....................................................................................................................... 5 โหมโรงกลางวัน............................................................................................................... 5 โหมโรงประกอบการแสดง (การแสดงโขนและละคร).................................................... 6 โหมโรงหนังใหญ่ ............................................................................................................ 6 โหมโรงหุ่นกระบอก......................................................................................................... 7 โหมโรงเทศน์.................................................................................................................... 7 ควำมหมำยของเพลงหน้ำพำทย์ที่ใช้ส ำหรับกำรเรียนกำรสอน.......................................................... 8 ประวัติและบทร้องนำฏศิลป์ ไทยที่ใช้กับกำรแสดง............................................................................. 18


1 เพลงหน้ำพำทย์ เพลงหน้าพาทย์ หรือเพลงครู เป็ นเพลงที่มีความศักดิ์ สิทธิ์ โดยเฉพาะครูอาจารย์ และศิลปิ นด้าน นาฏศิลป์ดนตรีให้ความเคารพบูชาอยา่งสูง เมื่อไดย้ินเพลงหนา้พาทยค์ราวใด ก็จะยกมือข้ึนไหว้เพื่อร าลึก ถึงคุณครูบาอาจารยผ์ถู้่ายทอดประสิทธ์ิประสาทความรู้ดา้นท่าร าทา นองเพลงแก่ตน และไม่กลา้ทา สิ่งหน่ึง สิ่งใดที่แสดงว่าเป็นการลบหลู่หรือขาดความเคารพท้ังกาย วาจา ใจไม่ว่าจะเป็นในการเรียนหรือการ ฝึกซ้อม ส าหรับความหมายของเพลงหน้าพาทย์น้ัน มีผูใ้ห้คา จา กัดความไวใ้นที่ต่าง ๆ มากมาย ซ่ึงมี ความหมายใกล้เคียงกัน ดังน้ี มนตรี ตราโมท (2543: 396) ได้อธิบายความหมายของเพลงหน้าพาทย์ไว้ในหนังสือสารานุกรม ไทยส าหรับเยาวชน เล่มที่ 1 ว่า “เพลงหน้าพาทย์เป็นเพลงที่บรรเลงประกอบกิริยาเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ท้งัของ มนุษย์สัตว์วตัถุต่าง ๆ และอื่น ๆ เช่น เดิน นอน วิ่งกลายร่าง เกิดข้ึน สูญไป เป็นตน้ ไม่ว่ากิริยาน้นัจะแล เห็นตัวตน เช่น การแสดงโขน ละคร หรือกิริยาสมมุติแลไม่เห็นตัวตน เช่น การเชิญเทวดาให้เสด็จมา ถ้า เป็นการบรรเลงประกอบกิริยาน้นัแลว้ก็เรียกวา่หนา้พาทยท์ ้งัสิ้น” สิริชัยชาญ ฟักจ ารูญ (2538: 18) ไดใ้หค้วามหมายเพลงหนา้พาทยไ์วห้ลายนยั ไดแ้ก่ - เพลงครูที่วงการศิลปิ นด้านนาฏศิลป์ ดนตรีเคารพนับถือ - เพลงที่ใช้กับการแสดงโขน ละคร หนังใหญ่ หุ่นกระบอก และการแสดง อื่น ๆ อีกหลายอยา่งรวมท้งัการแสดงลิเก - เพลงที่ใชใ้นพิธีกรรมต่าง ๆ ท้งัพิธีหลวง พิธีราษฎร์รวมท้งัพิธีสงฆอ์ีกดว้ย การสอนจารีตนาฏศิลป์ ไทยว่า “เพลงหน้าพาทย์ หมายถึง เพลงที่ใช้ประกอบกิริยาอาการของ ตัว ละครหรือประกอบการสมมุติภาพเหตุการณ์ทางธรรมชาติ เช่น ลมพายุพัด ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า ฝนตกหนัก เป็ น ต้น” นฤมล ขันสัมฤทธิ์ (2545: 3) อธิบายความหมายของเพลงหน้าพาทย์ไว้ว่า หมายถึงเพลงที่ใช้ บรรเลงประกอบกิริยาอาการเคลื่อนไหวของตวัแสดงท้งัที่เป็นตวัตน และกิริยาสมมุติแลไม่เห็นตวัตน ท้งัที่ เป็ นอดีตและปัจจุบนั โดยกา หนดท่วงทา นองและจงัหวะไวอ้ยา่งมีแบบแผน เพลงหนา้พาทยท์วั่ ไปไม่มีบท ร้อง ดงัน้นัท่าร าจึงไม่มีความหมายเกี่ยวกบัการตีบท หรือแสดงอารมณ์อยา่งตรงไปตรงมาแต่ในปัจจุบนัได้ มีการบรรจุเพลงหน้าพาทยล์งในบทร้องบา้ง ไดแ้ก่บทถวายพระพร บทอวยพรประเภทต่าง ๆ เพื่อให้เกิด ความสุขสวสัดิมงคล ประสพผลส าเร็จแก่ผูม้าร่วมงาน เช่น เพลงตระนิมิต ตระบองกนัชา นาญ บางคร้ัง บรรจุเน้ือร้องไวห้น่ึงเที่ยว ร าหน้าพาทย์อีกหน่ึงเที่ยว รวมท้ังการบรรจุเพลงหน้าพาทย์ลงในบทร้อง ประกอบการแสดงโขน ละครบางตอน เพื่อเป็ นการแสดงอิทธิฤทธิ์ ปาฏิหาริย์ การนิรมิตแปลงกาย เป็ นต้น นอกจากน้นัเพลงหนา้พาทยย์งัใชบ้รรเลงประกอบพระราชพิธีรัฐพิธีและราษฎร์พิธีต่าง ๆ การเทศนมหา ชาติ ตลอดจนใช้บรรเลงประกอบพิธีไหว้ครูอีกด้วย


2 สรุปได้ว่ำ เพลงหน้าพาทย์ หมายถึง เพลงที่มีปี่ พาทย์เป็ นหลักเป็ นประธาน จ ากัดอยู่ในแบบแผนที่ กา หนดไวเ้ป็นแบบแผนแน่นอน ใชบ้รรเลงประกอบกิริยาเคลื่อนไหวหรือเปลี่ยนแปลงต่างๆ ท้งัของมนุษย์ สัตว์วตัถุหรือ ธรรมชาติท้ังกิริยาที่มีตัวตน หรือกิริยาสมมุติแลไม่เห็นตวัตน ท้ังกิริยาที่เป็ นอดีตและ ปัจจุบัน และในปัจจุบันได้มีการบรรจุเพลงหน้าพาทย์ลงในบทร้อง อาทิ บทร้องประกอบการแสดงโขน ละคร บทถวายพระพร บทอวยพรประเภทต่าง ๆ เป็ นต้น ลำ ดับเพลงหน้ำพำทย ์ ที่ใช้ในพธิีไหว้ครูโขน-ละคร (ครูวีระชัย มีบ่อทรัพย์ ท าพิธี ณ วิทยาลัยนาฏศิลปเชียงใหม่ วันพฤหัสบดี 28 มิ.ย.2555) 1. สาธุการ เชิญประธาน จุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย (พิธีพุทธ) 2. พราหมณ์เข้า ครูผู้ท าพิธี (สมมติว่าเป็ นพราหมณ์) เดินเข้าสู่พิธี 3. มหาชัย เชิญประธาน จุดธูปเทียนบูชาครูเทพ (เป็ นพิธีพราหมณ์) ครูกล่าวอัญเชิญเทวดา (บท สัคเค กาเม...........) 4.โหมโรง โหมโรงเพื่อแสดงวา่เริ่มตน้งานพิธีไหวค้รู (จุดธูป ครูอ่านโองการ ให้ทุกคนว่าตามครู บทบูชาพระอิศวร พระนารายณ์ เทพ.....) 5. สาธุการกลอง บูชาพระอิศวร พระนารายณ์ พระพรหม เทพ ฯลฯ 6. ตระเชิญ อัญเชิญเทพยดาทุกองค์ 7. ตระสันนิบาต เทพยดามาชุมนุมพร้อมกัน (สันนิบาต แปลว่า การชุมนุม) 8. เหาะ อัญเชิญครูเทพเจ้าเดินทางมาทางอากาศ 9. ตระนารายณ์บรรทมสินธุ์ อัญเชิญพระนารายณ์ (ครูอ่านโองการ ให้ทุกคนว่าตามครู บทบูชาพระวิษณุกรรม พระปัญจสีขร พระปรคนธรรพ พระฤาษีท้งั7 ตน ...........) 10. ตระพระปรคนธรรพ อัญเชิญพระปรคนธรรพ (บรมครูด้านดนตรี บางต าราว่า เป็ นองค์เดียวกับพระนารทฤๅษี หรือ ฤๅษีนารอด) 11. กลม พระนารายณ์เดินทางสู่พิธี(บางคร้ังเรียกวา่กลมนารายณ์) 12. บาทสกุณี อัญเชิญครูพระใหญ่ เช่น พระราม พระลักษมณ์ ฯลฯ 13. เชิดฉิ่ง อัญเชิญครูเดินทางมา 14. เพลงช้า-เพลงเร็ว อัญเชิญ ครูพระ-ครูนาง 15. รุกร้น อัญเชิญครูลิงเดินทางมาเป็ นทัพใหญ่ 16. เสมอข้ามสมุทร ครูลิง เดินทางข้ามมหาสมุทรมาสู่พิธี (ถึงตรงน้ีเป็นเวลาประมาณ 11.00 น. ครูให้ศิษย์อาวุโสคนใดคนหนึ่งถวายข้าวพระพุทธ...เป็ นพิธีพุทธ) 17. กราวนอก อัญเชิญครูลิง 18. กราวใน ครูยักษ์ เดินทางมาเป็ นกองทัพใหญ่


3 19. ด าเนินพราหมณ์ อัญเชิญครูพราหมณ์ ครูฤาษี นักบวช ทุกองค์ 20. เสมอมาร อัญเชิญครูยักษ์ มาร รากษส เข้าสู่พิธี 21. เสมอผี อัญเชิญภูตผีปี ศาจ เข้าสู่พิธี (ผู้ร่วมพิธีจุดธูปเทียน ครูอ่านโองการเชิญพระพิราพ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็ นปางดุร้ายของพระอิศวร) 22. องค์พระพิราพเต็มองค์ อัญเชิญครูพระพิราพ 23. ลงสรง อญัเชิญครูสรงน้า แต่งตวั (เพลงน้ีจะเชิญประธานในพิธีผมู้ีเกียรติครูอาวุโสท้งัหลาย สรงน้า เทวรูปปางศิวะนาฏราช) 24. เสมอเข้าที่ อัญเชิญครูประทับบนที่ ที่จัดไว้ให้ 25. เชิด ครูทุกองค์เข้าประจ าที่ (เพลงเชิดน้ีตวัแทนศิษยจ์ะพากนัร าถวายเครื่องสังเวย) 26. นงกิน ั่อัญเชิญครูเสวยกระยาหาร 27. เซ่นเหล้า อัญเชิญครูดื่มสุราเมรัย (จบแล้ว บรรดาศิษย์ที่ติดตามครูผู้น าท าพิธี จะช่วยกันตระเตรียมท าพิธีครอบและมอบ ครูผู้น าท าพิธีอัญเชิญศีรษะครูพระภรตฤๅษี มาสวมไว้ครึ่งศีรษะ สมมติตัวเองเป็ นพระภรตฤๅษี) 28. เสมอเถร ครูภรตฤาษีร าเข้าสู่พิธี (ร าจบแล้ว ครูภรตฤๅษีถามว่า ลูกศิษย์พร้อมแล้วหรือยัง ทุกคนตอบว่า พร้อมแล้วครับ/พร้อมแล้วค่ะ ครู กล่าวว่า ให้ทุกคนสวัสดีมีชัย) 29. มหาชัย ครูภรตฤๅษีท า “พิธีครอบ” ใหแ้ก่ศิษยช์ุดแรก ซ่ึงทุกคนเป็นนกัศึกษาช้นั ปีที่4 (ซึ่งจะฝึ กสอนในปี ที่ 5) 30. ประสิทธิ ครูภรตฤๅษีท า “พิธีมอบ” ใหแ้ก่ศิษยช์ุดแรกที่จะเป็นครูผสู้อนต่อไปในอนาคต (พิธีมอบ กระท าโดยการมอบอาวุธต่างๆ ที่ใช้ในการแสดงโขน-ละคร เช่น ศรจกัร พระขรรค์ฯลฯ ให้แก่ ศิษย์ ศิษย์รับทูนเหนือศีรษะเดินออกนอกบริเวณมณฑลพิธีไป) (ต่อจากพิธีมอบ ก็จะเป็ น “พิธีครอบ” หรือเจิมหน้าผาก โดยไม่มีการบรรเลง ใช้เวลาระยะประมาณ 1-2 ชวั่โมง เมื่อเสร็จแลว้ครูภรตฤๅษีจะประทบัเป็นประธานเพื่อดูศิษยร์ าถวายมือเพลงชา้-เพลงเร็ว และต่อท่า ร าหนา้พาทยช์้นัสูงต่างๆ ซ่ึงบรมครูไดก้า หนดไวว้า่ตอ้งต่อทา ร าเมื่อครอบครูแลว้เท่าน้นัเช่น ร า ตระนิมิต ตระบองกัน ช านาญ บาทสกุณี คุกพาทย์ รัวสามลา เป็ นต้น เมื่อเสร็จแล้ว ครูภรตฤษี ก็จะประทับยืนบนผ้า ขาวที่ปูลาดไว้ กล่าวอ านวยชัยให้พรศิษย์ทุกคน แล้วเตรียมเดินทางกลับ) 31. พราหมณ์ออก ครูภรตฤๅษีร่ายร า เพื่อเดินทางกลับ (ครูผู้ท าพิธี ถอดศีรษะพระครูภรตฤๅษีออก กลับมาเป็ นพราหมณ์ผู้ท าพิธีเช่นเดิม) 32. พระเจ้าลอยถาด ครูเสวยเสร็จ นา ถาดหรือภาชนะใส่อาหารลอยน้า ไป (ดังพระพุทธเจ้าฉันอาหารที่นางสุชาดาถวายเสร็จ ก็เสี่ยงสัจจะอธิษฐาน ลอยถาด ทวนน้ าไป- ดูพุทธ ประวัติ)


4 33.โปรยข้าวตอก โปรยข้าวตอกอัญเชิญครูกลับ (ครูผู้ท าพิธี น าศิษย์ทุกคนร าโปรยเข้าตอก อัญเชิญครูกลับ) 34. กราวร า ผู้ร่วมพิธีทุกคนร่วมร่ายร า แสดงความยินดี 35. เชิด เสร็จพิธีไหว้ครู ทุกคนร่วมโห่ร้องไชโย 3คร้ัง เดินทางกลบั (เสร็จพิธี) เพลงโหมโรง เพลงโหมโรงคือเพลงที่ใชบ้รรเลงเป็นอนัดบัแรกก่อนที่จะมีการแสดงมหรสพต่างๆ หรือก่อนที่ จะมีการร้องส่งเพลงอื่นๆ ต่อไป เพื่อเป็นเครื่องหมายว่าการแสดงมหรสพหรือการร้องส่งกา ลงัจะเริ่มแลว้ นอกจากน้ียงัเป็นเพลงสา หรับวงดนตรีที่บรรเลงประโคมในงานพิธีมงคลต่างๆ บรรเลงเป็ นอันดับแรก เพื่อ ความเป็นสิริมงคลแก่งาน และเพื่อเป็นการประกาศว่า งานพิธีได้เริ่มข้ึนแลว้ดงัน้ันในการบรรเลงเพลง โหมโรง จึงเพื่อความมุ่งหมายดงัน้ี 1. เพื่อเป็ นการแสดงความเคารพต่อครูดนตรีไทย ด้วยการระลึกถึงพระคุณ และขอพรจากท่าน เพื่อ ความเป็ นสิริมงคล และเกิดก าลังใจในอันที่จะบรรเลงหรือร้อง เล่นต่อไป 2. เพื่อเป็ นการอุ่นเครื่องนักดนตรีให้พร้อมที่จะบรรเลงต่อไป เช่นเดียวกับนักกีฬา ต้องมีการ Warm Up ก่อนที่จะลงสนามแข่งขัน 3. เป็ นการเตรียม จัด ปรับ แต่ง เครื่องดนตรีให้ พร้อมส าหรับที่จะใช้บรรเลงต่อไป เป็ นการทดสอบ เครื่องดนตรีไปในตัว 4. เพื่อเป็นการให้เสียงแก่นักร้อง ช่วยให้นักร้อง ร้องได้ตรงกับระดับเสียงของวงดนตรีที่บรรเลง นกัร้องที่มีความสามารถเมื่อฟังทา นองท่อนจบของเพลงโหมโรงแลว้ก็จะข้ึนร้องไดท้นัที โดยไม่ต้องรอ นักดนตรีให้เสียง 5. เพื่อเป็ นการอัญเชิญเทพยะดาและสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายให้เสด็จลงมาร่วมในงานพิธีที่จดัข้ึน และ นา ความอนัเป็นมงคลใหเ้กิดแก่งานพิธีน้นัๆ เพลงโหมโรงน้นัเป็นเพลงที่ประกาศให้ประชาชนทวั่ ไปน้นัทราบวา่สถานที่แห่งน้ีจะมีการประกอบ พิธีการทางศาสนา หรือมีการแสดงต่างๆ เพื่อเป็ นการเชิญชวนประชาชนให้มาชมการแสดง และเป็ น การอญัเชิญเทพ เทวดาและสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายมาประชุมในบริเวณงาน จะไดเ้ป็นสิริมงคลแก่ร่วมพิธี และผแู้สดง นอกจากน้ีเพลงโหมโรง ไดแ้บ่งเวลาเป็นประเภทไวด้งัน้ี 1. เพลงชุดโหมโรงเย็น 2. เพลงชุดโหมโรงเช้า 3. เพลงชุดโหมโรงกลางวัน 4. เพลงโหมโรงประกอบการแสดงโขน


5 5. เพลงโหมโรงประกอบการแสดงละคร 6. เพลงโหมโรงประกอบการแสดงหนังใหญ่ 7. เพลงโหมโรงประกอบการแสดงหุ่นกระบอก 8. เพลงโหมโรงประกอบการแสดงเทศน์ เพลงโหมโรงต่างๆ ไดเ้รียงลา ดบัไวเ้ป็นชุดๆ มีดงัน้ี โหมโรงเช้ำ ประกอบด้วยเพลง 1. สาธุการ, 2. เหาะ 3.รัว 4. กลม, 5. ช านาญ โหมโรงเย็น ประกอบไปด้วยเพลง 1. สาธุการ 2. ตระโหมโรง 3. รัวสามลา 4. ต้นชุบ 5. เข้าม่าน 6. ปฐม 7. ลา 8. เสมอ 9. รัว 10. เชิด 11. กลม 12. ช านาญ 13. กราวใน 14. ต้นชุบ 15. ลา โหมโรงกลำงวัน จะบรรเลงเป็นชุดดงัน้ีเพลงชุดโหมโรงกลางวันเป็ นการโหมโรงประกอบ การ แสดงมหรสพ ที่แสดงในช่วงบ่าย ซึ่งประกอบด้วยเพลงต่างๆดงัน้ี 1.กราวใน3ท่อนหรือกราวใน3ท่า-เสมอข้ามสมุทร-รัว3ลา 2. เชิด2ช้นัออกเชิดช้นัเดียว-ชุบ-ลา-รัว


6 3. ตระบองกัน-โปรยข้าวตรอก-ประสิทธิ-ยอ้นเส้ียนยอ้นหนาม-รัว 5. ใช้เรือ-รัวปลูกต้นไม้ 6. ตะคุกรุกร้น-แผละ-รัว 7. เหาะ-รัว 8.โล้-รัว 9. เชิดฉาน-ลา 10.วาเหนือวาใต้ เพลงโหมโรงประกอบกำรแสดง (การแสดงโขนและละคร) โดยทวั่ ไปการแสดงมหรสพจะตอ้งมี การบรรเลงดนตรีประกอบการแสดง ต้องมีการโหมโรงเพื่อเรียกคนดู และเป็ นการเคารพบูชา เทพเทวดา ตลอดจน ครูอาจารย์ที่ไดส้ ั่งสอนมาระดบัของเพลงมีดงัน้ี 1. เพลงสาธุการ 2. เพลงตระ 3. เพลงรัวสามลา 4. เพลงต้นชุบ หรือต้นเข้าม่าน 5. เพลงเข้าม่าน 6. เพลงปฐม 7. เพลงลา 8. เพลงเสมอ 9. เพลงรัวลาเดียว 10. เพลงเชิด ๒ ช้นั 11. เพลงเชิดช้นัเดียว 12. เพลงกลม 13. เพลงช านาญ 14. เพลงกราวใน 15. เพลงต้นชุบ 16. เพลงลา 17. เพลงวา เพลงชุดโหมโรงหนังใหญ่ การแสดงโหมโรงหนังใหญ่มี ข้อเหมือน และข้อแตกต่างกับการ บรรเลงโหมโรงการแสดงโขนละคร คือมาจาการบรรเลง เพลงชุดโหมโรงเย็น แต่แตกต่างกันคือ จะหยุด บรรเลงที่เพลงเสมอ เริ่มเปิดหน้าพระพากยส์ามตระและก็เริ่มการแสดงหนังใหญ่เพลงชุดโหมโรงใหญ่ ประกอบด้วยเพลงดังน้ี


7 1. สาธุการ 2. ตระ 2.1 เพลงตระหญ้าปากคอก 2.2 เพลงตระปลายพระลักษณ์ 2.3 เพลงตระมารละม่อม 3. เพลงรัวสามลา 4. เพลงต้นชุบ 5. เพลงเข้าม่าน 6. เพลงปฐม 7. เพลงลา 8. เพลงเสมอ เพลงชุดโหมโรงหุ่นกระบอก เพิ่มเครื่องดนตรีอีกสองชิ้น คือ ซออู้และกลองต๊อกแต๋ว เพลงโหมโรงการแสดงหุ่นมีดงัน้ี 1. เพลงสาธุการ 2. เพลงตระ (ตระหญ้าปากคอก , ตระปลายพระลักษมณ์ , ตระมารละม่อม ) 3. เพลงรัวสามลา 4. เพลงต้นชุบ 5. เพลงเข่าม่าน 6. เพลงปฐม เพลงท้ายปฐม 7. เพลงลา 8. เพลงเสมอ-รัวลาเดียว 9. เพลงเชิดสองช้นั -เชิดช้นัเดียว 10. เพลงกลม 11. เพลงช านาญ 12. เพลงกราวใน 13. เพลงต้นชุบ-ลา เมื่อปี่พาทยบ์รรเลงเพลงโหมโรงจบ ปี่พาทยจ์ะเริ่มบรรเลงเพลงวา เป็นอนัวา่เริ่มการแสดง - เพลงชุดโหมโรงเทศน์จะใช้บรรเลงเวลาพระจะข้ึนเทศน์เพื่อประกาศให้ชาวบา้นทราบว่า ขณะน้ีทางวดัจะมีการเทศน์ ประกอบด้วยเพลง 1. เพลงสาธุการ 2. เพลงกราวใน


8 3. เพลงเสมอ 4. เพลงเชิด 5. เพลงชุบ 6. เพลงลา เพลงโหมโรงที่เป็ นเพลงๆ เดี่ยว หรืออาจะเป็ น 2 เพลงต่อเนื่องกัน เป็ นต้น เรียกว่าโหมโรง เสภา หรือโหมโรงวา เหตุที่เรียกว่า โหมดรงเสภาก็เนื่องมาจากในสมยัก่อน เป็นเพลงที่ใช้บรรเลงก่อนที่ จะมีการเล่นเสภา หรือการร้องส่ง ซ่ึงแต่เดิมทีเดียวการโหมโรงก่อนการเล่นเสภาก็เป็นเพลงชุด ต่อมาเห็น ว่านานเกินไป จึงตัดเหลือแต่เพลงวา ซึ่งเป็ นเพลงบรรเลงต่อจากชุดโหมโรงก่อนจะเริ่มเล่นเสภา หรือการ แสดงมหรสพต่างๆ ทุกคร้ัง จึงได้กลายเป็ นประเพณีสืบต่อกันมา และเหตุที่เรียกว่าโหมโรงวา ก็คือเป็ น เพลงโหมโรงที่ประดิษฐ์ข้ึนตามแบบของเพลงวา และน าทา นองท่อนจบของเพลงวามาใช้นั่นคือเพลง โหมโรงชนิดน้ีจะจบเช่นเดียวกับเพลงวาทุกคร้ัง เพลงโหมโรงเสภา หรือโหมโรงวาเป็นเพลงโหมโรง “ส าหรับวงดนตรีไทยทุกประเภท” ท้งวงเครื่องสาย วงปี่ พา ั ทย์ และวงมโหรี ได้มีผู้แต่งเพลงโหมโรงเสภา หรือโหมโรงวาไวเ้ป็นจา นวนมากแต่ในบรรดาเพลงโหมโรงชนิดน้ีด้วยกนัแลว้เพลงโหมโรงไอยเรศ ไดร้ับการยกย่องว่ายอดเยี่ยมที่สุด ท้งัท่วงท่าทา นองและวิธีดา เนินลีลาของ เพลงไม่มีเพลงโหมโรงใดๆ สู้ ได้เลย จึงเป็ นที่นิยมน ามาบรรเลงกันแพร่หลายมากจนกลายเป็นเพลง “หญ้าปากคอก” ของนักดนตรีไทย และเป็นเพลงจืดของผนู้ิยมฟังเพลงไทยแต่เมื่อบรรเลงคร้ังใดแลว้ก็มีความไพ เราะ น่าชวนฟังทุกคร้ังไป ควำมหมำยของเพลงหน้ำพำทย์ที่ใช้ส ำหรับกำรเรียนกำรสอน สำธุกำรเป็นเพลงหนา้พาทยท์ ี่ใชใ้นการแสดงความเคารพพระรัตนตรัยและสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิรวมท้งั ครูอาจารยแ์ละเทพยดาท้งัหลาย นอกจากใช้บรรเลงประกอบการร าแลว้การแสดงพระธรรมเทศนา เมื่อ จบกณัฐ์ทศพรแลว้ก็จะบรรเลงเพลงน้ีหรือเมื่อพระสงฆเ์ทศน์จบ ก็ใชเ้พลงน้ีเช่นเดียวกนัผแู้สดงที่ใชเ้พลง น้ีร า ใชไ้ดท้ ้งัพระ นางยกัษ์ ตระบองกัน เป็นเพลงหนา้พาทยช์ ้นัสูง ที่บรรเลงประกอบการเนรมิตร่างใหม่เช่นเดียวกบัตระ นิมิต ใช้กับฝ่ ายยักษ์ เช่น ทศกัณฐ์เป็ นนักพรต เพื่อจะลักนางสีดา ใช้แสดงโขนแล้วนิยมน ามาฟ้อนร า เช่น ระบ าดอกไม้เงิน – ทอง ถวายหนา้พระที่นงั่ ช ำนำญ เป็ นเพลงที่บรรเลง ประกอบการเนรมิต และประกอบการร่ายมนต์ ตลอดจนประสาท พรอันเป็ นมงคลของเทพเจ้าอันสูงศักดิ์ โอด ใชบ้รรเลงประกอบกิริยาร้องไห้โศกเศร้า เสียใจ ทวั่ ไป จะเป็นการเสียใจอย่างแรงผิดกบั เพลงทยอยที่ประกอบอาการ คร ่าครวญ เสียใจ โลม – ตระนอน โลมใช้ประกอบการเก้ียวพาราสีของตวัละคร บางคร้ังจะออกดว้ยเพลงตระ นอน ตระนอนใชบ้รรเลงประกอบพฤติกรรมที่นอน ท้งัฝ่าย พระ นางยกัษืลิง เพลงน้ีไม่กา หนดวา่จะนอน ที่ใด เพลงน้ีจะเป็นเพลงกษตัริย์


9 เสมอควง เป็ นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ส าหรับตัวพระ - นาง ร าคู่กัน หรือร าเป็ นหมู่ มีท่าร า สัมพันธ์ ใช้ในความหมายของการมาถึงที่ หรือการไปมาในระยะใกล้ ๆ เพลงเชิดฉำน เป็ นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้ประกอบการติดตามและต่อสู้ ซึ่งเป็ นเพลงหน้าพาทย์ที่ ใช้ส าหรับตัวละครที่เป็ นมนุษย์หรือท่าส าหรับการไปมาของพระราม พระลักษมณ์ เป็ นต้น ที่ได้ไล่ตาม สัตว์ เช่น ตอน พระรามตามกวาง ในบทบาทที่พระรามไล่ตามจับกวางทอง (ซึ่งเป็ นรูปจ าแลงของม้ารีดที่ ไดร้ับสั่งจากทศกณัฐ์ให้แปลงกายเป็นกวางทองไปล่อพระราม) ซ่ึงอยู่ในการแสดงโขนตอนพระรามตาม กวาง และในบทบาทหย่าหรันตามนกยูง ในละครเรื่องอิเหนา เป็ นต้นย่าหรันตามนกยูง เชิดฉิ่ง-โอด เพลงหน้าพาทย์ ประกอบด้วยเพลง ๒ เพลง บรรเลงสลับกัน เป็ นเพลง ประจ า กัญฑ์ กุมารในเทศน์มหาชาติ เชิดฉิ่งศุภลักษณ์เพลงหน้าพาทย์ใช้บรรเลงประกอบท่าร าในละครเรื่องอุณรุท ท่าร าเพลงน้ี แบบเต็มรับถ่ายทอดจากหม่อมครูนุ่น นวรัตน์ ณ อยุธยา (ครูนาง) เชิดฉิ่ง-ศรทะนง เพลงหน้าพาทย์ ส าหรับประกอบกิริยาแผลงศรของตัวละคร เป็ นเพลงที่ใช้ บรรเลงติดต่อกัน เช่น ตอนพระรามแผลงศร เป็ นต้น เชิดฉิ่ง เพลงหน้าพาทย์ ส าหรับประกอบกิริยาไล่จับกันของตัวละคร ท านองเพลงเหมือนเพลง เชิดกลอง แต่ใช้ฉิ่งตีประกอบจงัหวะโดยไม่ตีกลองทดัจึงเรียกว่า "เชิดฉิ่ง" นอกจากการไล่จบักนัของตวั ละครยงัใชใ้นโอกาสอื่นอีกเช่น การแผลงศพ การคน้หาสิ่งใดสิ่งหน่ึง หรือในโอกาสที่ตอ้งการสร้างความ ใจจดใจจ่อแก่ผูช้มการแสดง เช่น ตอนกระรามแผลงศรอินทรชิตแผลงศร ในเรื่องรามเกียรต์ิตอนนางศุภ ลักษณ์วาดรูปในเรื่องอุณรุท ตอนนางรจนาเสี่ยงพวงมาลัยในเรื่องสังข์ทองเป็ นต้น เชิดจีน เพลงอตัราจงัหวะสามช้นัพระประดิษฐไพเราะ(มีดุริยางกูร)แต่งถวายพระบาทสมเด็จ พระปิ่นเกลา้เจา้อยหู่ ัวเป็นเพลงซ่ึงผูแ้ต่งไดร้ับพระราชทานเลื่อนตา แหน่งจากหลวงเป็นพระเมื่อวนัที่๒๑ ธนัวาคม พ.ศ. ๒๓๙๖ เพลงน้ีมี๔ ตวัตวัที่๑ แต่งจากเพลงเชิดสองช้นัตวัที่๖ โดยแต่งลีลาและทา นองให้ กระฉับกระเฉง ตัวที่ ๒ และตัวที่ ๓ แต่งโดยมิได้ยึดเพลงใดเป็ นหลักลักษณะของเพลงมุ่งที่อารมณ์ สนุกสนาน ตวัที่๔ ผูแ้ต่งไดน้า เพลงเร็วของเก่ามาข้ึนตน้ ส่วนตรงกลางของตวัที่๔ ผูแ้ต่งโดยจินตนาการ เพลงเชิดจีนท้งั๔ ตวัจะต่อดว้ยทา นองตอนทา้ยของเพลงเชิดในช้นัเดียว เฉพาะตวัที่๓ มีผูน้ าทา นองไป ประดิษฐ์ท่าร าประกอบโดยไม่ใช้บทร้อง เรียกว่า ร าเชิดจีน ต่อมาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗1 หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) ได้แต่งท านองเพลงเชิดจีนตัวที่ ๕ เพื่อให้ ลูกศิษย์วงบางคอแหลมบรรเลง เชิดแขก เพลงหน้าพาทย์ ส าหรับประกอบกิริยาเดินทาง การต่อสู้ยกทัพของตัวละครตาม สัญชาติ นายมนตรี ตราโมท แต่ง


10 เชิดกลอง เพลงหน้าพาทย์ ส าหรับประกอบการแสดงโขน ละคร ประกอบกิริยาเดินทางไกล ของตัวละคร การยกทัพ การต่อสู้ ท่วงท านองเพลงรุกเร้า ตื่นเต้น เป็ นเพลงประจ ากัญฑ์มหาพน ในเทศน์ มหาชาติ เชิด เพลงหน้าพาทย์ ส าหรับประกอบการแสดงโขน ละคร ในโอกาสที่ตัวละครเดินทางไปมา อยา่งรีบร้อน หรือประกอบกิริยาการเดินทางระยะไกลการต่อสู้การยกทพัหรือการยกทพัจบัศึกนอกจากน้ี ยังเป็ นเพลงซึ่งรวมอยู่ในเพลงชุดโหมโรงเย็น มีกลองทัตตีเป็ นไม้กลอง ถ้าใช้กลองทัตตีประกอบจังหวะ เรียก"เชิดกลอง"ถา้ไม่ใชแ้ต่ใชฉ้ิ่งประกอบเพียงอย่างเดียวเรียกเชิดฉิ่ง ทา นองเพลงเชิดแต่ละท่อนเรียกว่า "ตวั" ในการประกอบการแสดงนิยมใชอ้ตัราจงัหวะสองช้นัและช้นัเดียว เชิญ เพลงหน้าพาทย์ประกอบกิริยาเช้ือเชิญ เพลงน้ีรวมอยู่ในเพลงเรื่องเตร็ด ทา นองเก่าสมัย อยุธยา ประกอบด้วยเพลงหน้าพาทย์21 เพลง (ดู เตร็ด, เพลงเรื่อง) เพลงประกอบการแสดงละครเรื่อง พระลอ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แต่ง ชุบ เพลงหน้าพาทย์ ส าหรับประกอบกิริยาไป-มา ของตัวละครต ่าศักดิ์ เช่น นางก านัล หรือสาว ใช้ เป็ นต้น ช ำนำญ เพลงหน้าพาทย์ ส าหรับประกอบการเนรมิตร่างของตัวละคร ใช้ประกอบการร่ายเวทย์ มนต์คาถาตลอดจนถึงการประสาทพรอันเป็ นสิริมงคลของเทพเจ้าผู้สูงศักดิ์ และเป็ นเพลงหนึ่งในชุดโหม โรงเย็นบางทีเรียก ช านัน ช้ำ-เร็ว เพลงหน้าพาทย์ ประกอบการไป-มา ของตัวละคร เรียกรวมว่าเพลงช้า และเพลงเร็ว เพลงช้ามีอตัราจงัหวะสองช้นัส่วนเพลงเร็วมีอตัราจงัหวะช้นัเดียว เพลงในลกัษณะน้ีนกัดนตรีจะนา ตอน ใดตอนหนึ่งของเพลงเรื่อใดมาบรรเลงก็ได้ แต่ท านองที่ใช้มากคือท านอง จากเพลงช้าเรื่องสร้อยสนโดยตัด ทา นองมาเรียกว่า สร้อยสนตดันอกจากน้ีเพลงชา้เพลงเร็วยงใั ช้เป็ นเพลงประกอบท่าร าของนาฏศิลป์ เพลง ช้าก ากับจังหวะหนาทับ "จะ โจ้ง จะ, ทิง โจ้ง ทิง" เพลงเร็วก ากับจังหวะหน้าทับ "ตุ๊บ ทิง ทิง ตุ๊บ ทิง ทิง" เชิดมอญ เพลงหน้าพาทย์ ส าหรับประกอบกิริยาเดินทาง การต่อสู้ ยกทัพของตัวละครตาม สัญชาติ คือ สัญชาติมอญในละครเรื่อง ราชาธิราช เป็ นต้น เชิดพม่ำ เพลงหน้าพาทย์ ส าหรับประกอบกิริยาเดินทาง การต่อสู้ ยกทัพของตัวละครตาม สัญชาติและใช้กับตัวละครชาติพม่าแสดง เช่น เรื่องสีป๊ อมินทร์ ราชาธิราช เป็ นต้น เชิดนอก เพลงหน้าพาทย์ใช้ประกอบกิริยาต่อสู้การไล่จบักนัของตวัละคร หรือสิ่งที่เกิดดว้ย อภินิหารส าหรับการแสดงโขน โดยเฉพาะตัวละครประเภทอมนุษย์ ส าเนียงของเพลงแสดงให้เห็นว่าเป็ น การหลบล้ีหนีซ่อนและโลดไล่ติดตามอย่างเร่งเร้า รุกรน ในสมยัโบราญนิยมน าเพลงเชิดนอกมาบรรเลง เป็ นเพลงเดี่ยวอวดฝี มือการบรรเลงของนักดนตรี ไม่มีท่าร าประกอบ ภายหลังจึงน ามาบรรเลงประกอบท่า ร า เดิมเครื่องดนตรีที่ใช้เดี่ยวคือ "ปี่ ใน" ราวสมัยรัชกาลที่ 4 จึงน าเอาเครื่องดนตรีประเภทอื่นมาเดี่ยวบ้าง เช่น ระนาดเอก ฆอ้งวงใหญ่จะเข้ซอดว้ง นอกจากน้ีพระยาภูมิเสวิน (จิตรจิตตเสวี)ยงัไดป้ระดิษฐ์ทา นอง


11 เป็ นทางเดี่ยวส าหรับซอสามสาย ส่วนนายพินิจ ฉายสุวรรณแต่งท านองเดี่ยวทางฆ้องวงเล็ก ในการเดี่ยวปี่ ประกอบการแสดง แต่เดิมใช้ประกอบการแสดงหนังใหญ่ตอนเบิกโรงชุดจับลิงหัวค ่า คือตอนลิงขาวลิงด า รบกนัเมื่อหนงัเดี่ยวแสดงท่ารบแลว้จะมีภาพหนงัจบัออกมาเตน้แทรก ช่วงน้ีปี่จะเลียนเสียงพูดว่า "จบั ให้ ติดตีให้ตาย" หรือ "ฉวยให้ติดตีให้แทบตาย" ตามแบบแผนของการแสดงจะแทรกหนังจับและเป่ าปี่ จับถึง 3 คร้ังจึงหมด เรียกว่า 3จบัต่อจากน้ันก็จึงออกเพลงเดียวหมายถึงมดัไดแ้ลว้แมเ้มื่อนา ปี่ไปเป่าเพลงน้ีโดย เอกเทศก็ยังคงเรียกว่า "จับ" คือ 1, 2, 3 ไม่เรียก"ตวั" เหมือนเพลงเชิดฉิ่งเชิดจีน การแสดงโขนในปัจจุบัน ใชเ้พลงน้ีประกอบกิริยาการจบัเรียกวา่"จบันาง" เช่น หนุมานจบันางสุพรรณมจัฉา หนุมานจบันางเบญกาย เป็ นต้น ต้นเข้ำม่ำน เพลงหน้าพาทย์ส าหรับประกอบกิริยาไป-มาของตัวละครต ่าศักดิ์ เช่น นางก านัล สาวใช้เพลงน้ีเรียกชื่ออีกอย่างว่า เพลงตน้ชุบ นอกจากน้ียงัเป็นเพลงอนัดบัที่6ของเพลงชุดโหมโรงเย็น มี ความหมายถึง เทพบริวารไปกราบทูลเทพเจ้าผู้เป็ นใหญ่ อาทิ พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ ท้าว เวสสุกรรม ใหท้รงทราบวา่ขณะน้ีมีผอู้ญัเชิญไปสู่งานหรือมณฑลพิธี ด ำเนินพรำหมณ์เพลงหน้าพาทยป์ระกอบการเดินทางในระยะส้ัน ๆ ของตวัละคร เพลงน้ีมี จังหวะไม้กลอง 2 ชุด คือชุดแรกมี 4ไม้เดิน 4 ไม้ลา ชุดหลังมี 8ไม้เดิน 4 ไม้ลา ในพิธีไหว้ครูบรรเลงเพลง น้ีโดยมีความหมายวา่เป็นการอญัเชิญครูฤาษีชีพราหมณ์ใหล้งมาสู่พิธี ตระเชิญ เพลงหน้าพาทย์จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้ันสูงอตัราจงัหวะสามช้ัน ใช้บรรเลงใน โอกาส และความหมายต่างๆ เช่น 1. เพื่ออญัเชิญเทพยดาท้งัหลายใหม้าร่วมชุมนุม ณ มณฑลพิธีน้นัๆ 2. เพื่ออัญเชิญบูรพคณาจารย์แห่งนาฏศิลป และดุริยางคศิลปในพิธีไหว้ครู 3. เพื่ออญัเชิญสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิมาสถิตในพิธีปลุกเสกคาถาอาคมในลกัษณะต่างๆ ตระเชิงเทียน เพลงหน้าพาทย์จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้ันสูงอตัราจงัหวะสามช้ัน รวมอยู่ใน เพลงเรื่องเตร็ดใช้บรรเลงในโอกาสและความหมายเดียวกันกับเพลงตระสันนิบาต คือใช้ในโอกาสรับเชิญ เทพยดาหรือสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายใหม้าร่วมชุมนุมเพื่อกิจการใดกิจการหน่ึง ตระเชิงกระแชง เพลงหน้าพาทย์ จัดเป็ นเพลงหนา้พาทยช์ ้นัสูงอตัราจงัหวะสามช้นัรวมอยู่ใน เพลงเรื่องเตร็ดใช้บรรเลงในโอกาสและความหมายเดียวกันกับเพลงตระสันนิบาต คือใช้ในโอกาสรับเชิญ เทพยดาหรือสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายใหม้าร่วมชุมนุมเพื่อกิจการใดกิจการหน่ึง ตระจอมศรีเพลงหน้าพาทย์ จัดเป็ นเพลงหน้าพาทย์ช้นัสูงอตัราจงัหวะสามช้นั ใชใ้นโอกาสที่ ตอ้งการอญัเชิญเทพยดาหรือสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายให้มาร่วมชุมนุมเพื่อกิจการใดกิจการหน่ึง ใช้แทนตระ สันนิบาตได้ ตระลกัษณะของเพลงหนา้พาทยช์้นัสูง สา หรับใชป้ระกอบกิริยาของตวัละครตามอารมณ์และ โอกาสที่แตกต่างกัน เช่น ตระพระประคนธรรพ ตระนิมิต ตระนารายณ์บรรทมสินธุ์ เป็ นต้น ในเพลงชุด


12 โหมโรงเยน็จะเรียกเพลงตระน้ีว่า "ตระโหมโรง" ซึ่งเพลงตระโหมโรงยังจ าแนกออกเป็ นเพลงตระต่าง ๆ ได้อีกหลายเพลง เช่น ตระหญ้าปากคอก ตระมารละม่อม และตระปลายพระลักษณ์ เป็ นต้น ตระนิมิต เพลงหน้าพาทย์ ส าหรับประกอบการเนรมิตร่างใหม่ของตวัละครที่มีศกัด์ิสูงท้งัพระ นาง ยักษ์ ลิง เป็ นเพลงตระที่มีท านองทางร้อง นอกจากใช้ประกอบการเนรมิตร่างใหม่แล้วยังใช่ต่อท้าย ระบา ส าคญัๆ เช่น การร าถวายพระพรในโอกาสต่างๆ เพลงน้ี(จางวางทวั่พาทยโกศล) นา ทา นอง ไปแต่ง ดัดแปลงเป็ นเพลงชาติไทย ส่งประกวดตามประกาศของทางราชการ และได้รับรางวัลที่ 1คู่กับเพลงชาติ ท านองที่พระเจนดุริยางค์แต่ง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2477และได้ใช้เป็ นเพลงชาติคู่กันมาจนมีประกาศ เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็ น "ไทย" เมื่อ พ.ศ.2482 จึงยกเลิก โดยใช้ท านองของพระเจนดุริยางค์ เป็น ต้นมาเพลงอตัราจงัหวะสามช้นันายบุญยงค์เกตุคงแต่งเพลงตระนิมิตทา นองเก่าซ่ึงเป็นเพลงหน้าพาทย์ ประกอบกิริยาเนรมิตร่างใหม่ในการแสดงโขนละคร เพลงตระนิมิตสามช้นัน้ีใชเ้ป็นเพลงประจา วงดนตรี ไทยของกรุงเทพมหานคร ตระนำรำยณ์บรรทมสินธ์ุ เพลงหนา้พาทย์จดัเป็นเพลงหนา้พาทยช์ ้นัสูง เป็นเพลงประจ าองค์ ของพระนารายณ์ใช้ในโอกาสนอน โดยเฉพาะตอนพระนารายณ์ประทับบรรทมบนหลังพระยาอนันต นาคราชกลางเกษียรสมุทรเพลงน้ีเรียกอีกชื่อหน่ึงวา่ตระบรรทมสินธุ์ ตระนำฏรำช เพลงหน้าพาทย์จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้นัสูง นายบุญยงค์เกตุคง แต่งทา นอง เพลง นายอาคม สายาคม ประดิษฐ์ลีลาท่าร า ปางนาฏราชเป็นปางหน่ึงของพระอิศวร เมื่อคร้ังเสด็จลงมา ปราบดาบสและดาบสินีซึ่ งประพฤติผิดพรหมจรรย์ โดยเสด็จพร้อมพระนารายณ์ ขณะทรงปราบและ ทรมานดาบส ดาบสินีอยนู่้นั ไดม้ีอสูรชื่อ มุยคละ หรืออสูรมูลคนีเขา้มาขดัขวาง ดงัน้นัลกัษณะของปางนาฏ ราชจึงเป็ นปางที่พระอิศวรใช้พระบาทข้างหนึ่งเหยียบอสูรมุยคละอยู่ ตระเทวำประสิทธิ์ เพลงหนา้พาทย์จดัเป็นเพลงหนา้พาทยช์ ้นัสูงทา นองเก่า ใชโ้อกาสที่มีการ อญัเชิญเทพยดาหรือสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลาย หรือเพื่อการประสิทธ์ิประสาทพรอนัเป็นสิริมงคลแก่พิธีหรือ งานที่จดัข้นึ ตระนอน เพลงหน้าพาทย์ส าหรับประกอบกิริยาการนอนของตวัละครท้งัฝ่ายพระ นาง ยกัษ์ ลิง ในบางโอกาสใชบ้รรเลงติดต่อกบัเพลงโลมเรียกว่า โลม ตระนอน นอกจากน้ียงัเป็นเพลงประจา กณัฐ์ ฉกษัตริย์ในเทศน์มหาชาติ ตระท้ำวน้อย เพลงหน้าพาทย์จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้นัสูงอตัราจงัหวะสามช้นัทา นองเก่า รวมอยู่ในเพลงเรื่องเตร็ด ใช้ในโอกาสที่ตอ้งการอญัเชิญเทพยดาหรือสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายหรือเพื่อการ ประสิทธิ์ ประสาทพรมงคล ตระตะหริ่ง เพลงหน้าพาทย์จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้ันสูงอตัราจงัหวะสามช้ันทา นองเก่า รวมอยู่ในเพลงเรื่องเตร็ด ใช้ในโอกาสที่ตอ้งการอญัเชิญเทพยดาหรือสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายหรือเพื่อการ ประสิทธิ์ ประสาทพรมงคล


13 ตระต๊ะติ๊งโหน่ง เพลงหนา้พาทย์จดัเป็นเพลงหนา้พาทยช์ ้นัสูงอตัราจงัหวะสามช้นัทา นองเก่า รวมอยู่ในเพลงเรื่องเตร็ด ใช้ในโอกาสที่ตอ้งการอญัเชิญเทพยดาหรือสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายหรือเพื่อการ ประสิทธิ์ ประสาทพรมงคล ตระเชิญเหนือ เพลงหน้าพาทย์จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้นัสูงอตัราจงัหวะสามช้นัรวมอยู่ใน เพลงเรื่องเตร็ด ใช้ในโอกาสที่ตอ้งการอญัเชิญเทพยดาหรือสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้ังหลายหรือเพื่อการประสิทธ์ิ ประสาทพรมงคล ตระเชิญใต้ เพลงหน้าพาทย์จดัเป็นเพลงหนา้พาทยช์ ้นัสูงอตัราจงัหวะสามช้นัรวมอยู่ในเพลง เรื่องเตร็ด ใชใ้นโอกาสที่ตอ้งการอญัเชิญเทพยดาหรือสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายหรือเพื่อการประสิทธ์ิประสาท พรมงคล ตระเสือขับ จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้นัสูงอยู่ในเพลงเรื่องเตร็ดซ่ึงมีเพลงหน้าพาทยป์ระเภท ต่าง ๆ รวมอยทู่้งัสิ้น ๒๑ เพลง ตระสันนิบำต จัดเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้ันสูง อัตราจงัหวะสามช้ันรวมอยู่ในเพลงโหมโรง ประเภทต่าง ๆ เช่น โหมโรงปี่ พาทย์ โหมโรงโขนละคร โหมโรงเสภา เป็ นต้น ความหมายของเพลงเป็ น การอญัเชิญเทพยดาและสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายให้มาร่วมสโมสรสันนิบาตประสิทธิประสาทพรมงคลแก่ งานหรือกิจพิธีที่จดัข้ึน ตระมำรละม่อม จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้นัสูงอตัราจงัหวะสามช้นัรวมอยู่ในเพลงเรื่องเตร็ด และรวมอยู่ในเพลงชุดโหมโรงเยน็เรียกรวมว่าตระโหมโรงความหมายของเพลงน้ีเป็นการอญัเชิญเทพย ดาและสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายใหม้าร่วมชุมนุม ณ มณฑลพิธี ตระพระประคนธรรพ จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้นัสูง เป็นเพลงประจา องค์พระประคนธรรพ เทพเจ้าแห่งดุริยางคศิลป์ ในบทโองการไหว้ครูได้กล่าวถึงว่า "พระประคนธรรพพระครูเฒ่า….." ใช้ บรรเลงอัญเชิญในพิธีไหว้ครู ตระแรมไพร เพลงหน้าพาทย์ ใช้ประกอบกิริยาการนอนของตวัละครในป่าดงพงไพรเพลงน้ี รวมอยู่ในชุดเพลงเรื่องเต ตระปลำยพระลักษณ์ จดัเป็นเพลงหนา้พาทยช์ ้นัสูงอตัราจงัหวะสามช้นัเป็นเพลงอนัดบัที่๓ ในเพลงชุดโหมโรงเยน็และอยู่ในเพลงเรื่องเตร็ด เพลงน้ีใช้บรรเลงประกอบการอญัเชิญเทพยดาและสิ่ง ศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายใหม้าร่วมชุมนุมอา นวยพรในงานพิธีต่าง ๆ ที่จดัข้ึน ตระบองกัน จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้ันสูง ส าหรับประกอบกิริยาการเนรมิตร่างใหม่ของตวั ละครผู้สูงศักดิ์ นิยมใช้กับตัวละครของฝ่ ายยักษ์ เช่น ตอนที่ทศกัณฐ์แปลงร่างเป็ นฤาษีเพื่อชักจูงนางสีดาให้ ยอมไปอยู่กับทศกัณฐ์ แต่ได้รับการปฏิเสธจึงช่วงชิงตัวนางสีดาไปกรุงลงกา เพลงตระบองกันมีความหมาย ในเชิงสิริมงคล จึงนิยมน ามาบรรเลงต่อท้ายชุดระบ าต่าง ๆ ที่ส าคัญ เช่นระบ าดอกไม้เงินทอง ร าถวาย


14 เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นต้น นอกจากน้ียงัเป็นเพลงหน่ึงในเพลงชุดโหมโรง กลางวัน ตระบรรทมสินธ์ุ เพลงหน้าพาทย์ส าหรับประกอบกิริยาการนอนของตัวละคร ในพิธีไหว้ครูใช้ เพลงน้ีแทนองคพ์ระนารายณ์เรียกอีกชื่อหน่ึงวา่ตระนารายณ์บรรทมสินธุ์ ตระเชิงเทียน เพลงหน้าพาทย์จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้ันสูงอตัราจงัหวะสามช้ันรวมอยู่ใน เพลงเรื่องเตร็ตใช้บรรเลงในโอกาสและความหมายเดียวกับเพลงตระสันนิบาต คือใช้ในโอกาสอัญเชิญ เทพยดาและอญัเชิญสิ่งศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายใหม้าร่วมชุมนุมเพื่อประกอบกิจการใดกิจการหน่ึง ตระบรรทมไพร เพลงพาทย์ส าหรับประกอบกิริยาการนอนในป่ าดงพรไพรของตัวละครใน โขน ละคร เช่น การนอนป่ าของพระพรหม พระลักษณ์ เป็ นต้น ใช้บรรเลงในโอกาสและความหมายเดียวกับเพลงตระสันนิบาต คือใช้ในโอกาสรับเชิญเทพยดาหรือสิ่ง ศกัด์ิสิทธ์ิท้งัหลายใหม้าร่วมชุมนุมเพื่อกิจการใดกิจการหน่ึง ตระหญ้ำปำกคอก จดัเป็นเพลงหน้าพาทยช์ ้นัสูงอตัราจงัหวะสามช้นั ใช้บรรเลงเพื่ออญัเชิญ เทพยดาและสิ่งศักด์ิสิทธ์ิท้ังหลายให้มาร่วมชุมนุมประสิทธ์ิประสาทพรในงานที่จัดข้ึน เพลงตระ หญา้ปากคอกเป็นเพลงซ่ึงนกัดนตรีแต่งข้ึนประกอบในชุดโหมโรงเยน็และในเพลงเรื่องเตร็ด ทยอย 1. เพลงหนา้พาทย์อตัราจงัหวะสองช้นัทา นองเก่าสมยัอยธุยา ใชป้ระกอบการแสดงโขน ละคร ในบทที่ตัวละครประสบความเศร้าโศกเสียใจ ประสบอารมณ์สุดแสนรันทดใจ ใช้หน้าทับสองไม้ 2. เพลงเดี่ยว นกัดนตรีนา เพลงทยอยมาแต่งขยายเป็นสามช้นั โดยมุ่งใหท้า นองมีลีลาพลิกแพลง สอดแทรกกลเม็ดเด็ดพราย และวิธีการบรรเลงให้เป็ นเพลงเดี่ยว มีหลายทางด้วยกัน เช่น พระประดิษฐ์ ไพเราะ(มี ดุริยางกูร) แต่งเดี่ยวทางปี่และต่อเพลงน้ีให้กบันายสิน ศิลปบรรเลง ซ่ึงหลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศรศิลปบรรเลง) ได้ต่อไวอ้ีกทอดหน่ึง จากน้ันหลวงประดิษฐ์ไพเราะจึงได้แต่งทางเดี่ยวด้วยเครื่องมือ ชนิดต่าง ๆ เช่น ทางระนาดเอก ซอดว้ง จะเข้เพลงทยอยน้ีพระยาภูมีเสวิน (จิตรจิตตเสวี)ไดแ้ต่งเดี่ยวทาง ซอสามสาย นายสอน วงฆ้อง แต่งเดี่ยวทางฆ้องวงใหญ่และระนาดเอก และยังมีนักดนตรีอีกหลายท่าน น าไปแต่งเป็ นทางเดี่ยวส านวนต่าง ๆ 3. เพลงเถา นายพุ่ม บาปุยะวาท นา เพลงทยอยสองช้นัทา นองเก่าซ่ึงเป็นเพลงประเภทเพลงโยน มาแต่งขยายเป็นอตัราจงัหวะสามช้นัและแต่งตดัเป็นอตัราจงัหวะช้นัเดี่ยวครบเป็นเพลงเถาโดยแต่งใหเ้ป็น เพลงลูกลอ้ลูกขดัลูกเหลื่อมลูกล้า ตามแบบฉบบัของเพลงทยอย เตียว เพลงหน้าพาทย์ ใช้บรรเลงออกเพลงหน้าพาทย์อื่น เช่น เชิดนอก ซึ่งบรรเลงประกอบชุด จับนาง ขณะเมื่อหนุมานจับนางเบญกายหรือนางสุพรรณมัจฉาได้แล้ว ทยอย-โอด เพลงหน้าพาทย์ ที่ใช้เพลงสองเพลงบรรเลงสลับกันคือ เพลงทยอยและเพลงโอด ซ่ึงท้งัสองเป็นเพลงที่แสดงความโศกเศร้าเสียใจ มีความแตกต่างกนัคือ ทยอยน้ันอยู่ในกิริยาที่โศกสลด


15 อาลยัอาวรณ์ส่วนโอดอยู่ในกิริยาโศกสลดและร้องไห้เพลงท้งัสองน้ีใช้เป็นเพลงประจา กัณฑ์มทัรีของ เทศน์มหาชาติ นั่งกิน เพลงหน้าพาทย์ ใช้ประกอบการเซ่นสังเวยเครื่องพลีบูชาในพิธีไหว้ครู และการแสดง โขน หนังใหญ่เพลงน้ีมีความหมายถึงการสังเวยเครื่องสังเวยที่แห้งไม่เกี่ยวกบัของน้า ซ่ึงตรงกนัขา้มกบั เพลงเซ่นเหล้า ท้ำยปฐม เพลงหน้าพาทย์ เป็ นเพลงอันดับที่ ๙ ในเพลงชุดโหมโรงเย็น ท านองของเพลงอยู่ ในช่วงหลังของเพลงปฐม โดยบรรเลงติดต่อกัน นำรำยณ์บรรทมศีล เพลงหนา้พาทยช์ ้นัสูง ในพิธีไหวค้รูดนตรีหรือนาฏศิลป์จะบรรเลงเพลงน้ี โดยมีความหมายว่าเป็ นการอัญเชิญพระนารายณ์มาสู่พิธี บำทสกุณี 1.เพลงหน้าพาทยช์ ้ันสูง ส าหรับประกอบการแสดงโขนละครในโอกาสที่ตัวละครสูงศักดิ์ เดินเรือเคลื่อนที่ไปในลักษณะช้าๆระยะใกล้ๆแสดงอากัปกิริยาโอ่อ่ามีเกียรติตัวละครเหล่าน้ัน เช่น พระราม พระลักษณ์เทวดา เพลงน้ีเรียกอีกชื่อหน่ึงว่า เสมอตีนนก ในการครอบของการเรียนปี่พาทย์ ส าหรับเรียนเพลงหน้าพาทยช์ ้นัสูงครูผูป้ระกอบพิธีไหวค้รูและครอบจะจับมือศิษย์ที่มารับการครอบด้วย เพลงบาทสกุณีนอกจากน้ีในพิธีไหวค้รูนาฏศิลป์ไทย จะมีการบรรเลงเพลงน้ีซ่ึงมีความหมายถึงการ อัญเชิญครูพระราม พระลักษณ์ พระพรตและพระสัตรุต ลงมาสู่พิธีมงคล 2.เพลงหน้าพาทย์ช้ันสูง ที่สมเด็จพระบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าบริ พัตรสุ ขุมพันธ์ กรมพระ นครสวรรค์วรพินิต ทรงพระนิพนธ์และแยกเสียงตามแบบแผนของดนตรีตะวันตก ส าหรับให้แตรวง ทหารเรือและแตรวงทหารบกบรรเลง เพลงน้ีทรงพระนิพนธ์ขณะดา รงพระยศเป็นเสนาธิการทหารบก ภายหลังที่ได้ทรงพระนิพนธ์แล้วได้ตรวจสอบท านองเพลงและท าพิธีบวงสรวงบูรพาคณาจารย์ทางดนตรี ตามประเพณีนิยม การตรวจทานกระทา ท้งัทา นองและท่าร า โดยมีพระยาประสานดุริยศพัทแ์ละพระยานฏั กานุรักษ์ เป็ นผู้ตรวจสอบ ปลูกต้นไม้ เพลงหน้าพาทย์ใช้บรรเลงในชุดโหมโรงกลางวนัเพลงน้ีมีความหมายถึงการ อ านวยอวยชัยให้เกิดความเจริญงอกงาม หรือประสบความเจริญก้าวหน้า ประพำสเภตรำ เพลงหน้าพาทย์ ใช้ประกอบกิริยาของตัวละครไป-มาทางน้า เช่นตวัละครพาย เรือหรือแล่นเรืออยใู่นน้า เป็นตน้ แผละ เพลงหน้าพาทย์ ประกอบกิริยาไป-มาของตัวละครที่มีปี กซึ่งใช้เดินทางในอากาศ เช่น พญาครุฑ นกสดายุ นกหรือสัตว์ปี กชนิดอื่นๆ ในเพลงชุดโหมโรงกลางวัน เพลงแผละจะบรรเลงติดต่อจาก เพลงกระบองกัน ผัวตำย เพลงหน้าพาทย์แผลงของเพลงช้าเรื่องแม่หม้ายคร ่าครวญ ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เรื่อง นกขมิ้นเพลงแม่หม้ายคร่ าครวญบางที่เรียกว่าเพลงนกขมิ้นตัวเมีย หน้าพาทย์แผลงเพลงน้ีเคยใช้


16 ประกอบการแสดงหนังใหญ่เรื่องรามเกียรติ์ตอนนางมณโฑข้ึนเฝ้าพระราม (ภายหลงัเสร็จศึกลงการแลว้) และเมื่อนางสุวรรณกนัยมุา (มเหสีของอินทรชิต)ข้ึนเฝ้าทศกณัฐ์ตอนหนุมานอาสาเป็นตน้ โปรยข้ำวตอก เพลงหนา้พาทยช์้นัสูง เป็นเพลงหน่ึงในชุดโหมโรงกลางวนั ใชป้ระกอบในพิธี ไหว้ครู นาฎศิลป ดุริยางคศิลป ช่างศิลป ประกอบการโปรยข้าวตอกดอกไม้เครื่องหอมท้งัปวง เพื่อความ เป็นสิริมงคลแก่พิธีประกอบข้ึน พญำด ำเนิน เพลงหน้าพาทย์แผลงของเพลงช้า ซึ่งผู้พากย์เจรจาโขนหรือหนังใหญ่ จะบอก เพลงหน้าพาทย์แผลง นักดนตรีในวงปี่ พาทย์จะเลือกเพลงประเภทเพลงช้าอะไรก็ได้บรรเลง พรำหมณ์เข้ำ เพลงหน้าพาทยช์ ้นัสูง ใชบ้รรเลงประกอบพิธีไหวค้รูถ่ใชบ้รรเลงประกอบการ แสดงจะใช้ตอนที่มีความศักดิ์ สิทธิ์ โดนเฉพาะตัวละครประเภทยักษ์ และพระ เช่น ตอนกุมภกรรณ ท าพิธี ลบัหอกโมกขศกัด์ิก่อนเขา้ทา พิธีปี่พาทยจ์ะบรรเลงเพลงน้ีเพื่อให้ตวัละครเขา้สู่พิธีลบัหอกโมกขศกัด์ิ เพลงน้ีมีจงัหวะไมก้ลอง 21ไม้เดิน 4ไม้ลา โคมเวียน เพลงหน้าพาทย์ใช้ประกอบกิริยาไปมาทางอากาศของตัวละครสูงศักดิ์ เช่น การเสด็จ มาขอเหล่าเทพยดาท้งัหลาย หากเป็นเทพดาที่มีศกัด์ิสูงมากเช่น พระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์พระ อินทร์ จะใช้เพลงกลมแทน ในพิธีไหว้ครูจะบรรเลงเพลงน้ีโดยมีความหมายว่าเป็นการอญัเชิญเทพบตัร นางฟ้ามาสู่พิธีอย่างเป็ นหมวดหมู่ คุกพำทย์ เพลงหนา้พาทยช์ ้นัสูง ประกอบการแสดงมหิทธิฤทธ์ิของตวัละครสูงศกัด์ิลีลาของ เพลงจะช้าเร็วสลบักนั ไปเป็นตอน ๆ ให้เกิดความรู้สึกเร้าใจเกร้ียวกราด น่าเกรงขาม บางคร้ังใชป้ระกอบ พฤติกรรมของตัวละครที่บังเกิดโทสะอยา่งแรงกลา้ ใชท้ ้งัพระ นาง ยกัษ์ลิงแบ่งทา นองออกเป็น 2ลา เรียก ลา 1, ลา 2 ในเทศน์มหาชาติใช้ประจ ากัณฑ์จุลพน กลองโยน เพลงหน้าพาทย์ส าหรับประกอบกริยาเคลื่อนที่ไปมาอย่างเป็นริ้วขบวน หรือ ประกอบการยกทัพ หรือขบวนพยุหยาตราที่มีศักด์ิศรีพรั่งพร้อมดว้ยเครื่องอิสริยยศท้งัหลาย เรียกอีกชื่อ หน่ึงวา่เพลงทะแยกลองโยน นอกจากน้ียงัใชเ้ป็นเพลงประจา กณัฑน์ครกณัฑข์องเทศน์มหาชาติซ่ึงต่อทา้ย ด้วยเพลงเชิด เพลงชุบ ใช้ส าหรับสลับกริยาไป – มา ใช้ส าหรับผู้ที่มีค่าต ่าศักดิ์ เช่น นางก านัล หรือสาวใช้ เป็ นต้น กลม เพลงหน้าพาทย์ ส าหรับประกอบกิริยาไปมาของเทพเจ้าหรือตัวละครสูงศักดิ์ เช่น พระ อิศวร พระพรหม พระนารายณ์ พระอินทร์ เป็ นต้น เป็ นเพลงอันดับที่ ๑๕ ของเพลงชุดโหมโรงเย็น และ เป็นเพลงประจา กณัฑ์สักกบรรพในเทศน์มหาชาติลีลาทา นองของเพลงน้ีจะเริ่มตน้ดว้ยระดบัเสียงกลาง เมื่อจบท่อนเพลงเปลี่ยนเป็ นเสียงสูง เสียงต ่า และกลับมาเสียงกลาง ในท านองและลีลาเดิม จึงเรียกว่าเพลง กลม เรียกหน้าพาทยแ์ผลงของเพลงน้ีว่า "ลูกกระสุน" ในการแสดงละครนอกเรื่องสังข์ทอง ใช้บรรเลง เพลงน้ีในบทของเจา้เงาะ หรือในเรื่องสังข์ศิลป์ชัยจะใช้กับบทของสิงหรา เพลงกลมน้ีหลวงประดิษฐ


17 ไพเราะ (ศรศิลปบรรเลง) นา ไปแต่งขยายเป็นอตัราจงัหวะสามช้ันใช้บรรเลงเป็นเพลงโหมโรง เรียกว่า โหมโรงกระสุนทอง ตระนิมิต เป็ นเพลงไทยชนิดหนึ่งที่ใช้บรรเลงเพื่อใช้ประกอบการแสดงตามจุดมุ่งหมายของ การน าไปใช้ อาทิ หากใช้ส าหรับการแสดงโขน –ละคร จะใช้เพื่อการแปลงกายจากกายหนึ่งเป็ นอีกกาย หนึ่ง แต่ถ้าน าไปใช้ในโอกาสเบ็ดเตล็ด เช่น น าไปต่อเนื่องกับเพลงร าอวยพร ก็จะมีความหมายถึงความ เป็ นสิริมงคล เป็ นต้น ประวัติของเพลงหน้าพาทย์ตระนิมิตยังไม่มีการยืนยันที่มาที่แน่นอน แต่เชื่อ ตามลา ดับการเกิดเพลงหน้าพาทยว์ ่า เกิดข้ึนในสมยักรุงศรีอยุธยา โดยพิจารณาจากการแสดงหนังใหญ่ ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 การแสดงโขน-ละคร เมื่อตัวละครที่มีบท ต้องแปลงกายจากกายหนึ่งไปอีกกายหนึ่ง ปี่ พาทย์จะบรรเลงเพลงตระนอน จึงทรงมีพระราชด าริให้หา เพลงหน้าพาทยอ์ื่นที่เหมาะสมใชใ้นการแปลงกายแทนเพลงตระนอน จางวางทวั่พาทยโกศลไดทู้ลเกลา้ฯ เสนอเพลงหน้าพาทย์ตระนิมิต ก็ทรงพอพระทัย การแสดงโขน-ละครจึงได้ใช้เพลงตระนิมิตในการแปลง กายต้งัแต่น้นัมา ในส่วนขององคป์ระกอบในการแสดงเพลงหนา้พาทยต์ระนิมิต มีหลายองคป์ระกอบ อาทิ การแต่งกายประกอบการแสดงการร าหน้าพาทย์ตระนิมิต สามารถแบ่งได้ เป็ น 2 ลักษณะ ตามโอกาสที่ ใช้แสดง คือ ส าหรับประกอบการแสดงโขน-ละคร และส าหรับประกอบการแสดงเบ็ดเตล็ด เพลงเชิด – เพลงเสมอ เชิด เป็ นเพลงที่ใช้ประกอบกิริยาไป – มา ที่มีระยะทางไกล ตลอดท้งัอาการเคลื่อนไหวที่รีบ ร้อน เพลงเชิดจะแบ่งตามสภาพของการแสดง เสมอ ใช้ส าหรับไปมาตามปกติไม่รีบร้อน และรวมถึงการไปมาในระยะใกล้ๆ เช่น การเดินทางจากห้อง หนึ่งมาอีกห้องหนึ่ง หรือการออกว่าราชการตามกปกติ


18 ประวตัิและบทร ้ องนำฏศิลป์ไทยที่ใช้กับกำรแสดง ร ำวงมำตรฐำน ประวัติความเป็ นมา ร าวงมีกา เนิดมาจากร าโทน แต่เดิมร าโทนเป็นการละเล่นพ้ืนเมืองอย่างหน่ึง ที่นิยมเล่นกนั ใน ฤดูเทศกาลของทอ้งถิ่นบางจงัหวดัคา ว่า “ร าโทน” สันนิฐานว่า เรียกชื่อจากการเรียนเสียงตามเครื่องดนตรี ประกอบจังหวะที่เป็ นหลักคือ “โทน” ซึ่งตีเป็ นล าน าเสียง “ป๊ ะ โทน ป๊ ะ โทน ป๊ ะ โทน โทน” เครื่องตรีที่ใช้ในการร าโทน ได้แก่ฉิ่ง –กรับ และโทน ลกัษณะการร าโทนน้ัน เป็นการร าระหว่างชาย – หญิง ให้เข้ากับจังหวะโทน โดยไม่มีท่าร าก าหนดเป็ นแบบแผนตายตัว ก่อนสงครามโลกคร้ังที่2ร าโทนได้นิยมอย่างแพร่หลาย จึงมีผู้ประพันธ์ล าน าเพลงและบทร้องประกอบร า ข้ึน นิยมนา ไปเล่นกนัอย่างแพร่หลาย ตามจงัหวัดอื่นๆ บทร้องมีหลายลกัษณะเริ่มต้งัแต่ชมโฉม บทเก้ียว พาราสี บทสัพยอยอกเย้า และบทพรอดพร ่าร ่าลาจากกัน เป็ นต้น ต่อมา เมื่อ พ.ศ. 2487กรมศิลปากรไดแ้ต่งร้องและทา นองเพลงข้ึนใหม่4 เพลง และต่อมาท่าน ผู้หญิ งละเอียด พิบูลสงคราม ได้แต่งเน้ือร้องให้ใหม่อีก 6 เพลง โดยให้กรมศิลปากร และกรม ประชาสัมพันธ์แต่งท านองให้ผู้แต่งบทร้อง เพลงงามแสงเดือน เพลงชาวไทย เพลงร ามาซิมาร า และเพลง คืนเดือนหงาย คือ นายเฉลิม เศวตนันท์ ผู้แต่งท านองเพลง คือ อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้คิดประดิษฐ์ท่าร า คือ หม่อนครูต่วน (ศุภลักษณ์) ภัทรนาวิก,อาจารย์ลมุล ยมะคุปต์ และคุณครูมัลลี คงประภัทร์ บทร้องร าวงมาตรฐาน เพลงงามแสงเดือน งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้ามาสู่วงร า (2 เที่ยว) เราเล่นกนัเพื่อสนุกเปล้ืองทุกขว์ายระกา ขอให้เล่นฟ้อนร า เพื่อสามัคคีเอย เพลงชาวไทย ชาวไทยเจ้าเอ๋ย ขออย่าละเลยในการท าหน้าที่ การที่เราไดเ้ล่นสนุกเปล้ืองทุกขส์บายอยา่งน้ี เพราะชาติเราได้เสรี มีเอกราชสมบูรณ์ เราจึงควรช่วยชูชาติใหเ้ก่งกาจเจิดจา รูญ เพื่อความสุขเพิ่มพูน ขอชาวไทยเราเอย เพลงร ามาซิมาร า ร ามาซิมาร า เริงระบ ากันให้สนุก ยามงานเราทา งานจริงๆ ไม่ละไม่ทิ้งจะเกิดเขญ็ขกุ ถึงยามว่างเราจึงร าเล่น ตามเชิงเช่นเพื่อให้สร่างทุกข์


19 ตามเยี่ยงอย่างตามยุค เล่นสนุกอย่างวัฒนธรรม เล่นอะไรให้มีระเบียบ ให้งามให้เรียบจึงจะคมข า มาซิมาเจ้าเอ๋ยมาฟ้อนร า มาเล่นระบ าของไทยเราเอย เพลงช้ำ เพลงเร็ว ประวัติความเป็ นมา เพลงช้าเพลงเร็วเป็นเพลงหน้าพาทย์ที่ใช้เป็นหลกัสูตรเบ้ืองตน้ ส าหรับนักเรียนศิลปินฝึกหัด นาฏศิลปไทย มีท่าร าที่ครูบาอาจารยต์ามนาฏศิลปของไทย บญัญตัิข้ึนไวเ้ป็นแบบฉบบัมาแต่โบราณ ท่าร า ประจ าเพลงช้า – เร็ว เหล่าน้ีอย่างน้อยก็มีสืบทอดมาต้งัแต่สมยักรุงศรีอยุธยากุลบุตรกุลธิดา ที่จะฝึกหัด นาฏศิลปไทย จะต้องหัดร าทา ท่าตามเพลงชา้เพลงเร็วให้คล่องแคล่วแม่นยา เสียก่อน ซ่ึงตอ้งใชเ้วลาฝึกหัด กนัแรมปีท่าร าในเพลงชา้เพลงเร็ว ย่อมเสมอเป็นแม่ท่าหรือพ้ืนฐานภาษาของละครไทยทวั่ ไปมกันิยมกนั ว่าศิลปิ นที่ฝึ กหัดท่าร าเพลงช้าเพลงเร็วมาดีแล้ว ย่อมเป็ นผู้มีกิริยามารยาทแช่มช้อยงดงามในสังคมไทยอีก ด้วย ท่าร าในแม่บทก็ดี ท่าที่ครูอาจารย์ทางนาฏศิลปเลือดคัดจัดท าให้ร า “ท าบท” ตามค าร้อง หรือท าท่าบท ให้ตามท้องเรื่องของละครไทยก็ดีโดยมากก็เลือกคัดจัดท่ามาจาก ท่าที่ เป็ นแบบฉบับในการร า เพลงช้า เพลงเร็วเป็ นหลักแม้บางคราวจะปรากฏว่าเคยมีผู้น าเอาแบบนาฏศิลปต่างชาติมาใช้ ในวงการนาฏศิลปไทย หลายอย่าง แต่ก็มักจะน ามาผสมกับท่าร าที่มีอยู่ในเพลงช้าเพลงเร็วเป็ นส่วนมากเหมือนผู้เรียนรู้ภาษามาจาก ต่างประเทศ ซึ่งมักปรากฏว่าการแต่งตัวและการพูดจะติดส านวนและภาษาเดิมของตน ด้วยเหตุน้ีจึงมีความ จริงอยู่ว่าถา้นักเรียนศิลปินคนใด ฝึกหัดร าเพลงช้าเพลงเร็วได้ดีและสวยงามเป็นพ้ืนฐานมาแลว้ก็ย่อม หมายความว่านักเรียนคนน้ันก็จะไดเ้ป็นศิลปินทางการละครฟ้อนร าของไทยไดด้ีในภายหน้าดว้ย เพราะ การร าเพลงชา้เพลงเร็วน้ีจดัไดว้า่เป็นพ้ืนฐานเบ้ืองตน้ของการเรียนนาฏศิลปที่ถูกตอ้ง เพลงช้าเป็ นชื่อเพลงหน้าพาทย์ ที่บรรเลงประกอบกิริยาอย่างนวยนาจงดงามของละคร ส่วน เพลงเร็วประกอบกิริยาไปมาอย่างว่องไว โดยปกติเมื่อบรรเลงเพลงช้าแล้วต้องบรรเลงเพลงเร็วติดต่อกันไป แล้วบรรเลงเพลงลาในตอนจบ การบรรเลงเพลงช้าและเพลงเร็วปี่ พาทย์จะเลือกการบรรเลงได้ตามพอใจ เพราะมีเพลงประกอบประเภทเพลงช้าและเพลงเร็วอยู่มากมาย และเรียกชื่อไว้ต่าง ๆ กัน แต่ละเพลงอาจ บรรเลงได้นาน ๆ เพลงจะมีลีลาของเพลงยาวโดยปกติและส่วนมากแล้ว เราจะใช้เพลงที่ใช้บรรเลงในการ เริ่มฝึกเพลงชา้ ประโยคของเพลงฟังง่ายกวา่เพลงชา้อื่น ๆ เพลงปลุกใจ ประวัติความเป็ นมา เพลงปลุกใจเราสู้คือเพลงที่มีทา นองหนักแน่น ก่อให้เกิดความสามคัคีความรักชาติศาสนา พระมหากษัตริย์เพลงปลุกใจเราสู้ เป็ นบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสนมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลย เดช (รัชกาลปัจจุบัน) ซึ่งทรงนิพนธ์ต่อจากเพลง “ความฝันอันสูงสุด” คา ร้องของเพลงน้ีคือพระราชดา รัสที่ พระราชทานต่อสมาชิก สภานิติบัญญัติประกอบด้วยข้าราชการ พลเรือน ต ารวจ ทหาร ซึ่งได้เข้าไปถวาย เงิน ณ พระต าหนักจิตรดา


20 ต่อมานายสมภพ จันประภาได้ข้อพระราชทานพระราชดา รัสน้ีมาแต่งดนตรีใชว้งดนตรีสากล ผู้ประดิษฐ์ท่าร า คือ คุณครูละมุล ยมคุปต์ และ คุณครูเฉลย ศุขวนิช บทร้องเพลงปลุกใจเราสู้ (สุดใจ ทศพร , 2521 : 36 ) (ทา นองเน้ือร้องบทพระราชนิพนธ์พระบาทสมเด็จพระเจา้อยหู่วัภูมิพลอดุลยเดช) บรรพบุรุษของไทยแต่โบราณ ปกบ้านป้องเมืองคุ้มเย้า เสียเลือดเสียเน้ือมิใช่เบา หนา้ที่เรารักษาสืบไป ลูกหลานเหลนโหลนภายหน้า จะได้มีพระสุธาอาศัย อนาคตจะต้องมีประเทศไทย มิยอมให้ผู้ใดมาท าลาย ถึงถูกฆ่าลา้งโคตรก็ไม่หวนั่จะสู้กนัไม่หลบหนีหาย สู้ตรงน้ีสู้ที่นี่สู้จนตายถึงเป็นคนสุดทา้ยก็ลองดู บ้านเมืองเราเราต้องรักษา อย่าท าลายเชิญมาเราสู้ เกียรติศักดิ์ของเราเชิดชู เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว ระบ ำนกเขำสำมหมู่ ประวัติความเป็ นมา ระบ านกเขาสามหมู่ อยู่ในฉากหนึ่ งของการแสดงละครประวัติศาสตร์ เรื่อง “อนุภาพแห่ง ความ เสียสละ” บทประพันธ์ของหลวงวิจิตวาทการ ซ่ึงบทประพันธ์ข้ึนจากเหตุการณ์ที่เป็นจริงใน ประวัติศาสตร์เพื่อต้องการปลุกใจให้อนุชนรุ่นหลัง ได้ระลึกถึงความเสียสละของบรรพบุรุษที่ต่อสู้กับศัตรู และช่วยกันกอบกู้เอกราชของชาติไทยจนเป็นปึกแผ่นถึงทุกวนัน้ีท่านจึงนา เอาชีวิตนก 3 ชนิด อันมี นก กระจาบ นิพิราบ และนกแขกเต้ามาเป็ นแบบอย่าง คติสอนใจให้ประชาชนคนไทยได้รู้จักความรัก ความ เสียสละ ความสามัคคี และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ส าหรับระบ านกเขาสามหมู่อยู่ในละคร “อนุภาพแห่งความเสียสละ” กล่าวถึงขุนฟ้านงคุยกับ ั่ จามรี ชายป่ านอกเมืองหิจามรีได้ถามขุนฟ้าว่า ก าลังฝันถึงอะไรอยู่ ขุนฟ้าตอบว่า “ฝันถึงความสุขที่รอเราอยู่ เบ้ืองหน้า ฝันถึงเวลาที่เราได้ร่วมรักกัน เริ่มสร้างชีวิตของเราเหมือนนกที่สร้างรัง” ขุนฟ้าจึงฝันถึงนก กระจาบที่รู้จกัสร้างรัง จามรีเอ่ยถึง นกพิราบที่ไม่ลืมถิ่นกา เนิดของตนแลว้นา มาสอนใจคนให้รู้จกัรักถิ่น ฐานประเทศของตนเอาอย่างขุนฟ้ากล่าวว่า “อาจจะนึกฝันเอาเองได้ ภายใต้ความเงียบสงัดของป่ าในเวลา เย็นค ่าแล้ว “ ขนุฟ้าและจามรีกา ลงันงั่มโนภาพ นกท้งั 3 ชนิด ก็ออกมาแสดงในตอนน้ี การแต่งกายของผูแ้สดงแต่งกายเลียนแบบนกท้งัสามชนิด โดยใชผ้า้ต่วนสีตามลกัษณะสีของ นกเช่น นกกระจาบใชผ้า้ต่วนสีเหลือง นกพิราบใชผ้า้ต่วนสีเทา นกแขกเตา้ใชผ้า้ต่วนสีสีเขียวเส้ือแขนส้ัน หรือแขนยาวกางเกงยาวรัดใต้เข่าหรือวาดเป็ นขนนกแทนก็ได้


21 บทร้องระบ ำนกสำมหมู่ เจ้านกกระจาบ เห็นใบพงร่อนลงคาบ คาบแล้วค่อยเพียนชน เอามาจัดเรียงท ารัง เป็ นเครื่องก าบังแดดฝน ต้องจ าไว้สอนใจคน ให้สร้างตนสร้างชาติเอย เจา้นกพิราบ เจา้เป็นนกสันติภาพ รักถิ่นถวินหวงั แมถู้กพรากไปไกลถิ่น เจา้ก็มุ่งหนา้บินกลบัรังไม่ลืมเรือนลืมรัง เป็ นนกตัวอย่างที่ดีเอย เจา้นกแขกเตา้ขยนัอยกู่บัเหยา้เฝ้าเล้ียงลูกปลูกฝัง ทนุถนอมลูกน้อย เฝ้าแต่คอยระวัง ให้อุ่นเครื่องอุ่นรัง เป็นมิ่งขวญัครอบครัวเอย โอน้กท้งัสาม เจา้มีความดีงาม กวา่พวกนกชนิดอื่น ถ้ามนุษย์เอาอย่างเจ้า โลกเราจะร่มรื่น ชีวิตจะชุ่มชื่น ทุกทิวาราตรีเอย ผู้แต่งท านองเพลงคือ นายมนตรี ตราโมท โดยท่านได้คิดค้นจากท านองเพลงไทยหลายเพลง มาดัดแปลง เพื่อให้เกิดความเขา้ใจในเน้ือร้องที่พลตรีหลวงวิจิตรวาทการได้ประพนัธ์ข้ึน ท่านจึงน าเอา เครื่องดนตรีสากลที่มีความหนักแน่นกว่ามาบรรเลงประกอบเข้ากับท านองเน้ือร้องแทนดนตรีที่มีความ นุ่มนวล แต่ไม่เกิดความเร้าใจ และดึงดูดความสนใจของผู้ชมเท่ากับดนตรีสากล ดนตรีที่ใช้บรรเลงใน ขณะน้นัเป็นวงดุริยางคส์ากลของกรมศิลปการ ผู้คิดประดิษฐ์ท่าร าชุดระบ านกเขาสามหมู่ คือ คุณครูละมุล ยมะคุปต์ คุณครูวัลลี พงษ์ ประพันธ์ซ่ึงท่านไดค้ิดคน้และศึกษาจากอุปนิสัยของนกกริยาท่าทางท้งั 3 ชนิด จากน้นัจึงนา มาเลียนแบบ คิดสร้างสรรค์ให้เกิดท่าร าที่งดงาม น่ารักเหมาะสมกับท านองเพลง และเน้ือร้องใกลเ้คียงกบัความเป็นจริง มากที่สุด เพลงสร้อยเพลง - ฝรั่งร ำเท้ำ ใครมาเป็ นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไสย เคี่ยวเข็ญเย็นค ่าก าไป ตามวิสัยเชิงเช่น ผู้เป็ นนาย เขาก็เห็นแก่หนา้ฆ่าชื่อจะนบัถือพงษพ์นัธ์น้นัอยา่หมาย ไหนจะตอ้งเหนื่อยยากลา บากกายไหนจะเอาเท่าท้งัโลก เพราะฉะน้นัชวนกนัสวามิภกัด์ิจงรักร่วมชาติศาสนา ยอมตายไม่เสียดายชีวี เพื่อรักษาอิสระชนะชัย สมานสามคัคีใหด้ีอยู่จะสู้ศึกศตัรูท้งัหลายได้ ควรคิดจา นงใหจ้งใจเป็นไทยจนสิ้นดินฟ้า


22 สีนวล ประวัติความเป็ นมา เพลงสีนวลเป็นเพลงเก่าที่มีมาต้งัแต่โบราณ แต่เดิมเป็ นเพลงเรื่องใช้ในงานมงคลต่อมาปราม จารทางนาฏศิลป ได้น าเพลงเรื่องสีนวลบางเพลงมาใช้ประกอบการแสดงนาฏศิลปไทย ส าหรับตัวนางที่มี กริยาขดช้อย ท านองเพลง ดนตรีท่าร า แสดงความหมายในทางรื่นเริงบันเทิงใจ ส าหรับบทร้องที่ใช้ในการ เรียนน้ีเป็นเพลงเก่าไม่ทราบผแู้ต่งที่บรรยายถึงธรรมชาติเชา้ทา ใหช้ายหนุ่มร าพึงถึงหญิงคนรัก บทร้องเพลงสีนวล สีนวลชวนชื่นเมื่อยามเช้า รักเจ้าสาวสีนวลเมื่อหวนคิดถึง แม้ไม่แลเห็นเจ้าเฝ้าคณึง อยากให้ถึงวันที่ร าสีนวล ปี่ พาทย์ท าเพลงต้น วรเชษฐ์ เพลง เร็ว -ลา ระบ ำไก่ ประวัติความเป็ นมา ระบา ไก่เป็นการแสดงตอนหนึ่งในละครพันทาง เรื่องพระลอ บทพระราชนิพนธ์ในกรมพระ นราธิปประพนัธ์พงศ์บทประพนัธ์ในวรรณคดีช้นัเอกของไทยซ่ึงทรงครูช้นัสูงแต่งไวแ้ต่โบราณการแสดง ในชุดน้ีเรียกชื่อชุดวา่ชุดพระลอตามไก่โดยมีเรื่องยอ่ดงัน้ี ปู่ เจ้าสมิงพราย เทพเจ้าประจ าภูเขาผู้มีเวทมนต์ชลังที่รับช่วยพระเพื่อน พระแพร เจ้าหญิงงาม สององค์แห่งเมืองสรองใช้เวทมนต์นา พระกษตัริยแ์ห่งเมืองแมนสรวงมาหาปู่เจา้จึงใชเ้วทมนตเ์รียกไก่ป่า มาเพื่อเลือกกาตวังามไปล่อพระลอ ปู่เจา้สมิงพรายเลือกไดไ้ก่แกว้ตวัหน่ึง จึงเวทมนต์ลงแก่ไก่และให้ไก่ แก้วไปล่อพระลอมา ผู้ชมจะได้ชมความงามของระบา ไก่หมู่และทีท่าโลดลา พองของไก่แกว้เมื่อมีปู่เจา้ สมิงพรายเข้าสิง ตามค าร้องในวรรณคดีเรื่องพระลอ ซึ่งตรงพระนราทิป ประพันธ์พงศ์ได้ทรงบรรจุท านอง เพลงขับร้องและเพลงดนตรีไว้อย่างไพเราะเหมาะสม เป็ นที่นิยมของบรรดาผู้ใฝ่ ใจในนาฏศิลปไทยตลอด มา บทขับร้องของระบ ำไก่ - ปี่ พาทย์ท าเพลงลาวจ้อย - สร้อยแสงแดงพระพราย ขนเขียวลายระยับ ปี กสลับเบญจรงค์ เลื่อมลายหงยงสมาท (ดนตรีรับ) ขอบตาชาติพระพริ้ง สิงคลิ้งหงอนพรายพรรณ ขานขันเสียงเอาใจ เดือยหงอนใสสีล ายอง (ดนตรีรับ) สองเท้าเทียมนพมาศ ปานฉลุชาดทารง ปู่ ก็ใช้ให้ผีลง ผีก็ลงแก่ไก่(ดนตรีรับ) ไก่แกว้ไซร้บ่มิกลวับุกผกหวัองอาจ ขานขันตีปี กป้อง ร้องเรื่อยเฉื่อยฉาดฉาน (ดนตรีรับ)


23 ระบ ำเริงอรุณ ประวัติความเป็ นมา ระบ าเริงอรุณ เป็ นระบ าฉากน าในการแสดงโขนเรื่องรามเกรียติ์ ตอนศึกวิรุณจ าบัง ซึ่งกรม ศิลปกรน าออกแสดงให้ประชาชนชมเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2499อาจารย์มนตรี ตราโมท เป็ นผู้แต่ง ท านองเพลง ส าหรับบทร้อง อาจารย์มนตรี ตราโมทเป็ นผู้แต่งร่วมกับ นายฉัตท์ ข าวิไล ซึ่งแต่งชื่อเพลงว่า “เริงอรุณ” ความหมายของเพลงเริงอรุณ เป็นการพรรณาถึงความงามของธรรมชาติในยามเชา้มีสระน้า เย็นใสดาษดาไปด้วยดอกบัวนานาชนิดซ่ึงผลิบานชูช่อไสว บรรดาผ้ึงภู่ภุมรินต่างโบยบินมาเคลียคลอลิ้ม ชิมรสเกสรดอกบวัซ่ึงบางตระกาลสะพรั่งรับแสงอรุณ บทร้องเพลงเริงอรุณ กระแสสินธุ์เยน็ ใสระพายพริ้ว ดูละลิ้วกลอกกระฉอกกระฉ่อน ดอกประทุมตูมต้งัอรชรขยายกลีบกลิ่นเกสรขจรขจาย ฝงูผีเส้ือต่างสีสลบัสลอน กลางล่อนเรียงมาไม่ขาดสาย เขาเชยชมมาลีที่คลี่คลาย และร าร่ายเริงรื่นชื่นมานเอย กฤดำภินิหำร ประวิติความเป็ นมา ประดิษฐ์ข้ึนเมื่อร. 8แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ใช้แสดงประกอบละครในเรื่องรามเกียรติ์ ศักดิ์ ไทย กรมศิลปกรจัดให้ชม ณ. โรงละครกรมศิลปกร เมื่อ พ.ศ. 2486 ต่อมาได้ปรับปรุงแบบการแสดงใหม่ บทร้องบทประพันธ์โดย นางสุดา บุษปฤกษ์ ผู้ประดิษฐ์ท่าร า หม่อมครูต่วน (ศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก ) และ อาจารยล์ะมุลยมะคุป ดนตรีที่ใชป้ระกอบ ใชไ้ดท้ ้งัวงปี่พาทยแ์ละดนตรีสากล บทร้องเพลงกฤดำภินิหำร ปราโมทย์แสน องค์อัปสรอมรแม้นแดนสวรรค์ ยงิ่กฤดาภินิหารมหศัจรรย์เกียรติไทยลนั่ลือเรื่องเรื่องรูจี ต่างเตม็ต้ืนชื่นชม โสมนสั โอษฐ์เอ้ือนอรรถอวยพรสุนทรศรี แล้วจ าเรียงเสียงเพลงสดุดี ดนตรีเรื่อยประโคมโสมนัส แล้วลีลาศเริงร าระบ าร่าย กรกรีดกรายโปรยมาลีศรีประสาน พรมน้า ทิพยป์รุงปนสุคนธ์ธารจกัรวาลฉ่า ชื่นเรื่อนรมย์ครัน


24 แม่บทใหญ่ ประวัติความเป็ นมา การร าแม่บทคือ การฝึ กหัดร าตามบทร้องการร าแม่บทน้ีเป็นการจดัฝึกหัดท่าร าพ้ืนฐานของ นาฏศิลปไทยเบ้ืองตน้ซ่ึงจะน าไปสู่การฝึกหัดนาฏศิลปไทยในชุดต่อไปซ่ึงเท่ากับเป็นพ้ืนฐานของนาฏ ศิลปไทยครูนาฏศิลปแต่โบราณได้ประดิษฐ์ท่าร า เอาไวเ้ป็นท่าแรกเป็นท่านั่ง ต่อมา พ.ศ. 2487คุณครู ละมุล ยมคุปต์ และคุณครูมัลลี (หมัน) คงประภัทร์ ได้ขออนุญาต พระยานัฏภานุรักษ์ จัดท าเป็ นหลักสูตร ให้สอนในโรงเรียนนาฏศิลปจากเดิมที่เป็นท่านั่งได้ประดิษฐ์เป็นท่าเชื่อม “ลีลา” เป็นกระบวนร าข้ึน ปัจจุบันยังคงเน้นหลกัสูตรใชส้อนนาฏศิลปไทยไวใ้นวิทยาลยันาฏศิลปทวั่ทุกแห่ง ชุดแม่บทชุดใหญ่น้ีนิยมใช้ร าเป็นแบบฝึกหัดเบ้ืองตน้ ไม่นิยมนา แสดงตามงาน เพราะมีบท ร้องยาวมากถา้จะให้อวดฝีมือกนัมกัใช้แม่บทเล็กเพราะเน้ือร้องน้อยกว่าเพลงแม่บทต่อทา้ยดว้ยเพลงวร เชษฐ์ แล้วเพลงเร็ว –ลา ร้องเพลง ชมตลำด เทพพนมปฐมพรหมสี่หน้า สอดสร้อยมาลาช้านางนอน พาลาเพียงไหล่พิสมัยเรียงหมอน กังหันร่อนแขกเต้าเข้ารัง (รับ) กระต่ายทรงจันทร์จันทร์ทรงกลด พระเสตโยนสารมารกลับหลัง เย้อืงกายฉุยฉายเขา้วงัมงักรเรียกแกว้มุจรินท์(รับ) กินนอนร าช้า ชา้งประสานงา ท่าพระมาราโก่งศิลป์ ภมรเคา้มจัฉาชมวาริน หลงใหลไดส้ิ้นหงษล์ินลา (รับ) ท่าโตเล่นหางนางกล่อมตวัร ายวั่ชกัแป้งผดัหนา้ ลมพดัยอดตองบงัพระสุระยา เหราเล่นน้า บวัชูฝัก(รับ) นาคาม้วนหางกวางเดินดง พระนารายณ์ฤทธิ์ รงค์ขว้างจักร ช้างหว่านหญ้าหนุมานผลาญยักษ์ พระลักษณ์แผลงอิทธิฤทธี (รับ) กินนอนฟ้อนฝูงยุงฟ้อนหาง จัดจางนางท่านายสาถี ตะเวนเวหาขี่ม้าตีคลี ตีโทนโยนทัพงูขว้างค้อน (รับ) ร ากระบี่สี่ท่าจีนสาวไส้ทา ชะนีร่ายไมท้ ิ้งขอน เมขลาล่อแกว้กลางอมัพรกินนอนเลียบถ้า หนงัหนา้ไฟ (รับ) ท่าเสือท าลายห้างช้างท าลายโรง โจงกระเบนตีเหล็กแทงวิไสย กรดสุเมรุเครือวัลย์พันธ์ไม้ ประไลยวาทคิดประดิษฐ์ท า (รับ) ประวัติเกลา้ขี่มา้เลียบค่ายกระต่ายตอ้งแลว้แคลว้ถ้า ชกัซอสามสายลา นา เป็นแบบร าแต่ก่อนที่มีมา (รับ) -เพลงเร็วลา-


25 ฟ้อนเงี้ยว ประวัติความเป็ นมา ฟ้อนเง้ียว เป็นการฟ้อนร าของชาวไทยใหญ่ซ่ึงเป็นคนไทยเผ่าหน่ึงในรัฐบาลประเทศพม่า เนื่องจากชาวไทยใหญ่ และชาวไทยภาคเหนือมีวัฒนธรรมและภาษาคล้ายคลึงกันจึงต่างเอาวัฒนธรรมของ แต่ละฝ่ ายมาผสมผสานกันโดยเฉพาะด้านนาฏศิลป นักฟ้อนชาวเชียงใหม่ได้ถ่ายทอดมาแสดงก่อนต่อมา คุณครูลมุล ยมะคุปต์ ได้ไปสอนนาฏศิลปในคุ้มเจ้าแก้ว นวรัตน์ที่เชียงใหม่ได้จัดท าและน ามาสอนใน โรงเรียนนาฏศิลป เมื่อท่านได้น ามาสอนท่านได้แก้ไขปรับปรุงเปลี่ยนแปลงท่าร าให้เหมาะสมสวยงาม รวมท้งัเปลี่ยนบทร้องบางคา ที่เป็นภาษาคา เมืองมาเป็นภาษาภาคกลางลว้น ๆตามบทร้องจะมีท้งัภาษาคา เมือง และภาษาภาคกลางปนกัน เรียกว่า “เง้ียวปนเมือง” อุปกรณ์ที่ใชป้ระกอบการร าคือกิ่งไมโ้ดยผูแ้สดงถือกิ่งไม้2กิ่ง ด้งเดิม ั ใชก้ิ่งไมไ้ผห่รือกิ่งสน ซึ่งมีความหมายถึงความร่มเย็นมีอายุยืนยาวนาน บทร้องฟ้อนเงี้ยว ขออวยชยัพุทธิไกรช่วยค้า ทรงคุณเลิศล้า ไปทุกทวั่ตวัตน จงไดร้ับสรรพมิ่งมงคล นาท่านาขอเทวาช่วยรักษาเกิด ขอใหอ้ยสูุ่ขาโดยธรรมมานุภาพเจา้เทพดาช่วยเฮาถือเป็นมิ่งมงคล สังฆานุภาพเจา้ช่วยแนะนา ผล สรรพมิ่งทวั่ ไปเทิน มงคลเทพดาทุกแห่งหน ขอบนัดาลช่วยค้า จุน ระบ ำนกเขำ ประวัติความเป็ นมา เป็ นร าระบ าชุดหนึ่งในละครเรื่อง “อิเหนา” ประสันตาต่อนก ออกแสดงให้ประชาชนชม ณ. โรงละครศิลปากร ในการปรับปรุงแกไ้ขบทและการแสดงในคราวน้ันที่ประชุมมีความคิดเห็นว่าควรจะ แทรกระบ านกเขาเข้าไปด้วย จึงมอบให้อาจารย์มนตรีตราโมทเป็ นผู้แต่งบทร้อง และคิดหาท านองเพลง ข้ึนมาใหม่ด้วย อาจารย์มนตรี ตราโมท เห็นว่าเพื่อความเหมาะสมกับท้องเรื่องท่าจึงได้แต่งเพลงเป็ น ส าเนียงกบกกล่าวถึงหมู่นกเขามะราปีเพลงน้ีแต่งเสร็จเมื่อ พ.ศ. 2493และได้น าออกเป็ นการกระจายเสียง โฆษณา ณ. สถานีทดลอง )ณ. เป็นคร้ังแรก ส่วนท่าร าน้ันคุณหญิงแพว้ สนิทวงศ์เสนีเป็นผูป้ระดิษฐ์ข้ึน และนา ออกแสดงแทรกในละครเรื่องอิเหนาเพื่อใหป้ระชาชนชมในปีน้นั ระบา ชุดน้ีเป็นชุกที่สวยงามชุดหน่ึงโดยเฉพาะทา นองเพลงน้ันจดัได้ว่าเป็นเพลงที่มีความ ไพเราะอ่อนหวาน นิยมน าไปบรรเลงและร้องกันมากในวงดนตรีไทย ท้ายของเพลงมะราปี จะมีเพลงกบก เงาและทา้ยเพลงฉิ่งตรังเพื่อให้หมู่นกน้นัจบัระบา และขนัดูเขา้กบัทา นองเพลงอีกดว้ยการแต่งกายแต่งเป็น นกเขา ศรีษะท าเป็ นรูปนกเขานิยมให้เด็ก ๆ ร า


26 ร้องเพลงนกเขามะราปี แสงอรุณแอร่มรางยามอุทัย รังสีไขประไพผ่องส่องเวหา ผ้ึงภมรว่อนเคลา้คลึงผกา หมู่ปักษาตื่นออกจากรังเรียง ที่วุง้เวิง้เชิงผามะราปีสกุณีมี่กอ้งร้องแซ่เสียง บา้งขนัคึกนึกกลา้ทา้คารม ท้งัเรียกคู่ข่มคู่ต่อสู้ ฝี ปากดีตีประชันต่างขันดู แล้วจับคู่ผู้เมียเข้าเคลียคลอ ปี่ พาทย์ท าเพลงแขกเงาะ เพลงฉิ่งตรัง กรุงศรีอยุธยำ ประวัติความเป็ นมา เพลงปลุกใจกรุงศรีอยุธยา เป็ นเพลงประกอบการแสดงละครประวัตศาสตร์ เรื่องพระเจ้ากรุง ธน ซึ่ งเป็ นบทประพันธ์ของพลตรีหลวงวิจิตร วาทการ กรมศิลปกรจัดให้ประชาชนชม ณ. โรงละคร ศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2480ผู้ประดิษฐ์ท่าร าคือ คุณครูละมุล ยมะคุปต์ และคุณครูมัลลี คงประภัทร และต่อมา พ.ศ. 2526ได้รับปรับปรุงแบบการแสดงเป็ นการร าหมู่ ชาย – หญิง ผู้ปรับปรุงท่าร าคือ คุณครูเฉลย ศุภวณิต และคุณครูละมุล ยมะคุปต์ โอกาสที่แสดง ใช้ประกอบการแสดงละครเรื่องพระเจ้ากรุงธนและแสดงเป็ น ชุดวิพิทัศนา บทร้องเพลงปลุกใจกรุงศรีอยุธยำ (สร้อย)กรุงศรีอยธุยาราชธานีไทยถึงเคยแตกแหลกไปก็ไม่สิ้นคนดี เราจะรบศัตรูต่อสู้ไพรรี เราจะกู้เกียรติศรีอยุธยาไว้เอย อยุธยาธานีศรีสยาม เป็ นเมืองงามธรรมชาติสนอง บริบูรณ์ลุ่มน้า และลา คลอง ทา้วอู่ทองทรงสร้างใหช้าวไทย (สร้อย) คร้ังโบราณแพพ้ม่าเป็นขา้เขา พระนเรศวรเจา้ทรงกูไ้ด้ ไล่ศตัรูไปใหพ้น้แผ่นดินไทยศรีอยธุยาไม่สิ้นคนดี (สร้อย) ชาวศรีอยธุยามาดว้ยกนัเลือดไทยใจมนั่ ไม่พรั่นหนี ชีวิตเราขอน้อมและยอมพลี ไว้เกียรติศรีอยุธยาคู่ฟ้าดิน (สร้อย)


27 เพลงเดิน ประวัติความเป็ นมา เพลงเดินเป็ นเพลงประกอบประวัติศาสตร์ เรื่องน่านเจ้า เป็ นบทประพันธ์ของ พลตรีหลวง วิจิตรวาทการ กรมศิลปากร จัดให้ประชาชนชม ณ. โรงละครกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ. 2482 บทร้องเพลงเดิน เดิน เดิน เดิน ไม่ยอมแพ้ใครชาติไทยต้องเดิน เดิน เดิน เดิน ถ้าหวังก้าวหน้า เราต้องพากันเดิน เดิน เดิน เดิน ไม่ท้อทางไกลขอให้ไทยเจริญ ไชโยไชยะใหไ้ทยชนะตลอดปลอดภยัไชโย(ซ้า ) มาเพื่อนไทย มารวมน้า ใจสมานกบัฉนั ไปตายดาบหน้า เพื่อนไทยจงมาให้พร้อมเพรียงกัน พบหนามเราจะฝ่ า พบป่ าเราจะฟัน พบแม่น้า ขวางก้นัเราจะวา่ยขา้มไป (สร้อย) ใครขวางทางเดิน พวกเราเชิญเขาหลีกทางไป พบเสือ เราจะสู้ พบศัตรู เราจะฆ่า พบอะไรขวางหน้า เราจะฝ่ าฟันไป (สร้อย) ศึกบำงระจัน ประวัติความเป็ นมา เพลงศึกบางระจนัเป็นเพลงที่แต่งข้ึนมาในความหมายปลุกใจให้รักชาติแต่เดิมเป็นเพลงร้อง ปลุกใจธรรมดา ต่อมารัฐบาลได้น าเอามาจัดท าเป็ นชุดรวมเพลงปลุกใจประกอบท่าร าผู้แต่งค าร้องและ ท านอง คือ นายสุรินทร์ ยะนันท์ ผู้คิดประดิษฐ์ท่าร า คือ ครูละมุล ยมะคุปต์ ครูเฉลย ศุขะวิณิช และครูกรี วรศะริน บทร้องเพลงศึกบำงระจัน ศึกบางระจนัจา ไวใ้หม้นั่พี่นอ้งชาติไทยเกียรติประวตัิสร้างไวแ้ด่ชนชาติไทยรุ่นหลงั แม้ชีวิตยอมอุทิศคราชาติอบั ปาง เลือดไทยตอ้งมาไหลหลงั่ทาทวั่พ้ืนแผน่ดินทอง ไทยคงเป็ นไทยมิใช่ชาติเป็ นเชลย ไทยมิเคยถอยร่นชนชาติศัตรู บางระจนัแมส้ิ้นอาวุธจะสู้สองดาบฟาดฟันศตัรูสู้จนชีพตนมลาย ตัวตายดีกว่าชาติตาย เพียงเลือดหยาดสุดท้ายขอให้ไทยได้คงอยู่ แดนทองของไทยมิใช่ศัตรูแมใ้ครรุกรานเราสู้เพื่อกูแ้หลมถิ่นไทยงาม


28 จีนร ำพัด ประวัติความเป็ นมา การแสดงชุดน้ีเดิมทีเดียวเพลงที่บรรเลงเวลาร าน้ันเป็นเพลงส าเนียงจีนชื่อว่า “จีนดาวดวง เดือน” แต่เนื่องจากไดน้า เพลงมาใชป้ระกอบการร าพดัจนฝังตวัจึงเรียกเพลงน้ีวา่ “จีนร าพัด” และเมื่อร าพัด ก็มักจะใช้บทที่ข้ึนต้นว่า “ชื่นใจ ที่เอาไม้ราบร่มมาพัดฉิว” ซึ่งตัดมาจากบทละครเรื่อง “เงาะป่ า” คร้ันต่อมา กรมศิลปากรจะน าออกแสดงให้ประชาชนชมและต้องการจะให้มีบทเฉพาะการแสดงร าพัด จึงมอบให้ อาจารยม์นตรีตราโมท เป็นผแู้ต่งข้ึนใหม่แต่คงใชเ้พลงจีนดาวดวงเดือนหรือจีนร าพดัอย่างเดิม และต่อท้าย ดว้ยเพลงจีนรัว ต่อมาในสมยัหลงัเพื่อมิใหช้ื่อซ้า กบัของเก่าจึงนา บทที่อาจารยม์นตรีตราโมท มาขบัร้องใน เพลงพญาสี่เสา พร้อมท้งัต้งัชื่อการร าชุดน้ีใหม่ว่า “ร าวิชนี” นับว่าเป็ นชุดเกิดใหม่อีกชุดหนึ่ง ซึ่งนิยมแสดง ในหมู่นกัแสดงทวั่ ไป ส าหรับผู้คิดประดิษฐ์ท่าร าเพลง “จีนร าพัด” คือ คุณหญิงแผ้ว สนิทวงศ์เสนี ผู้เชี่ยวชาญนาฏ ศิลปไทยของกรมศิลปากรการแต่งกายแต่งเป็นหญิงชาวจีน ในมือถือพดัท้งัสองขา้ง เพลงจีนดำวดวงเดือน ชื่นใจ ที่เอาไม้ราบร่มลมพัดฉิว หอมกระถินกลิ่นไกลใจริ้วริ้ว หรือใครลิ่วลมแฉลบมาแนบมอง (รับ) โลกน้ีมีอะไรมิใช่คู่ไดเ้ห็นอยทู่วั่ถว้นลว้นเป็นสอง ดวงจนัทร์ท้งัยงัมีอาทิตยป์อง เดินพบพอ้งบางคราวเมื่อเชา้เยน็ - ดนตรีท านองเพลงจีนรัว – ระบ ำมยุรำภิรมย์ ประวัติความเป็ นมา ระบา ชุดน้ีกรมศิลปากรไดร้ับมอบหมายใหอ้าจารยม์นตรีตราโมท เป็นผแู้ต่งทา นองเพลงเพื่อ ประกอบท่าร่ายร าหมู่นกยูงในละครเรื่อง “อิเหนา” ตอน “หย้าหรันได้นางเกนหลง” และต้งัชื่อเพลงน้ีว่า “เพลงมยุราภิรมย์” ได้จัดแสดงถวายพระบาทสมเด็จพระภูมิพลมหาราชและพระบาทสมเด็จพระบรมม ราชินีนาถ ทอดพระเนตร เนื่องในโอกาสรับรองราชอาคันตุกะ ประธารนาธิปบดีซูการ์โน แห่งอินโดนิเซีย เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2504 หน้ำพำทย์สีนวล ประวัติความเป็ นมา เพลงหนา้พาทยส์ีนวลเป็นเพลงที่ไม่มีเน้ือร้อง ใชต้ะโพนเป็นจงัหวะหน้าทบัเป็นเพลงหน้า พาทยท์ ี่แสดงอารมณ์สนุกสนาน รื่นเริง ใช้กับตวันาง ท่าร ามีมาแต่โบราณ เช่นเดียวกบัหน้าพาทยช์ ้ันสูง อื่นๆ


29 ฟ้อนเทียน ประวัติความเป็ นมา ฟ้อนเทียนก็คือฟ้อนเล็บนนั่เองแต่การฟ้อนเทียนน้นัมกั ฟ้อนในเวลากลางคืน และแทนที่จะ ใส่เล็บก็เปลี่ยนเป็นถือเทียนแทน ท้งัน้ีเพราะเวลากลางคืน ผูช้มจะมองไม่เห็นช่างฟ้อนและลีลาการฟ้อน ความงดงามของการฟ้อนเทียนอยู่ที่เทียนท้งัหมดจะส่องแสงเรืองรอง ส่ายไปส่ายมาอย่างมีระเบียบและ พร้อมเพรียงกัน แสงเทียนยังได้ส่องดวงหน้าของช่างฟ้อน ตลอดจนเครื่องแต่งกาย มองดูสง่างดงามมาก ส่วนการแต่งกายของช่างฟ้อน เครื่องดนตรีและท่าร าเหมือนกนักบั ฟ้อนเลบ็ทุกประการการฟ้อนเทียนน้ีจะ ฟ้อนในงานสมโภช ฟ้อนในงานรื่นเริง เช่น งานขันโตก งานปอย แห่ครัวทานตอนกลางคืน เป็ นต้น การฟ้อนเทียนคร้ังส าคญัคือการฟ้อนเทียนสมโภชช้างเผือก ซ่ึงบริษทั ป่าไมบ้อเนียว น้อม เกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว คราวเสด็จประภาสมณฑลฝ่ ายเหนือ เมื่อ พ.ศ. 2469 ชา้งเผือกน้ันไดร้ับพระราชทานนามว่า “พระเศวตคชเดชดิลก” พระราชทานชายาเจ้าดารารัชมี ทรงฝึ กหัด การละเล่นหลายอย่าง เช่น ฟ้อนเทียน ฟ้อนเล็บ ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนมอญหรือผีมด จากการสมโภช ชา้งเผือกน้ีทา ใหศ้ิลปะการฟ้อนร าทางภาคเหนือแพร่ไปสู่ภาคกลางและกรมศิลปากรไดฝ้ึกหดัถ่ายทอดกนั มาจนบดัน้ี เนื้อร้องฟ้อนเทียน ปวงขา้เจา้ยนิดีที่เนาในถิ่นไทยสถาน ระเริงระรื่นชุมชื่นใจบาน ทุกสิ่งศาลติสุขนานา เบิ่งดอกไม้ก็งามวิลยัลออพอตา หลายสีเลอสันหลากพันผกา ชุ่มชื่นนาสาพาใจใฝ่ ชม ปวงประชา ยลพักตร์ลักขณาทรงงามค าคม หน้าตาชื่นบานส าราญอารมณ์ จิตน้อมนิยมโอบอ้อมอารี มนั่รักษา พุทธศาสนาแนบดวงฤดี ส่งเสริมศิลปะมาละประเพณี ผูกมิตรไมตรีตรึงชาติชนปวง ระบ ำเทพบันเทิง ประวัติความเป็ นมา ระบา เทพบนัเทิง เป็นชุดการแสดงของกรมศิลปากรปรับปรุงข้ึน ใช้เป็นระบา ของเทพบุตร และนางฟ้ามาฟ้อนร าบ าเรอองค์ปะตาระกาหรา ในละครเรื่อง อิเหนา ตอน ลมหอบ ซึ่งน าออกแสดงให้ ประชาชนชม ณ โรงละครศิลปากร เมื่อ พ.ศ.2499 โดยมีนาย มนตรี ตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทยของกรมศิลปากร เป็ นผู้แต่งบทร้องและ ปรับปรุงทา นองเพลงแขกเชิญเลา้กบัเพลงยะวาเร็วมารวมกนัเป็นชุดเรียกชุดน้ีว่า “ระบ าเทพบันเทิง” ส่วน ท่าร าน้ันครูลมุลยมะคุปต์ร่มกนัคิดท่าร ากบัหม่อม ต่วน ภัทรนาวิก (นางศุภลักษณ์ ภัทรนาวิก) การแสดง


30 ชุดน้ีเป็นชุดหน่ึงที่มีท่าร าสวยงาม เพลงร้องและเพลงบรรเลงไพเราะประสานกลมกลืนกนันิยมนา มาแสดง กันอย่างแพร่หลาย ร้องเพลงแขกเชิญเจ้ำ เหล่าข้าพระบาทขอวโรกาสเทวฤทธิอดิศร ขอฟ้อนกรายร าร่ายถวายกร บา เรอปิ่นอมรปะตาระกาหราผทู้รงพระคุณยงิ่บุญบารมี เพื่อเทวบดีสุขสมรมยา เถลิงเทพพระสิมา พิมานส าราญฤทัย (สร้อย)สุรศักดิ์ประสิทธิ์ สุรฤทธิ์ ก าจาย ทรง สราญพระกาย ทรงสบายพระทัย ถวายอินทรีย์ ต่างมาลีบูชา ถวายดวงตา ต่างประทีปจ ารัสไข ถ้อยค าอ าไพ ต่างรูปหอมจุณจันทร์ ถวายดวงจิต อัญชลิตวรคุณ ที่ทรงการุณย์ ผองข้ามาแต่บรรพ์ ถวายชีวัน รองบาทจนบรรลัย (สร้อย) ร้องเพลงยะวำเร็ว ร่วมกนัร้องทา นองลา นา มาฟ้อนมาร าให้รื่นเริงใจ(ซ้า ) ให้พร้อมให้เพรียงเรียงระดับ เปลี่ยนสับท่วงทีหนีไล่ เวียนไปได้จังหวะกัน อปัสรฟ้อนส่ายกรีดกรายออกมาฝ่ายฝงูเทวา ทา ท่ากางก้นั (ซ้า ) เขา้ทอดสนิท ไม่บิดไม่ผนั (ซ้า )ผกูพนัธ์ผกูพนัธ์สุดเกษม ปล้ืมเปรม ปล้ืมเปรม ปรีดา - ดนตรีท าเพลงยะวาเร็วต่อ - ร ำโคมญวน ประวัติความเป็ นมา ร าโคมญวนเป็ นนาฏศิลปที่ดัดแปลงมาจากญวนร ากระถาง ซึ่งเป็ นการละเล่นอย่างหนึ่งใน งานพระราชพิธีของหลวงที่สืบต่อกันมาช้านาน ตามประวัติการร าโคมสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้กล่าวถึงร า โคมญวนไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ. 2326องเชียงสือหลานเจ้าเมืองเว้ ได้อพยพครอบครัวญวนหนีพวกกบฏไกเชิน เข้ามาขอพึ่งพระบรมโพธิสมภารพระบาบสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ 1แห่งกรุง รัตนโกสินทร์องเชียงสื อได้ฝึ กหัดพวกญวนอพยพเล่นญวนร ากระถางและมังกรดาบแก้วถวายให้ ทอดพระเนตรหน้าพลับพลาเวลากลางคืนเป็ นการสนองพระเดชพระคุณ และได้เล่นในงานฉลองวัดพระ ศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี มะโรง พ.ศ. 2327 นอกจากน้ีไดเ้ล่นในงานพระราชพิธีหลวงต่าง ๆ เป็ นประเพณีสืบต่อมาจนถึงรัชกาลหลัง ๆ รูปแบบการแสดงแต่เดิมน้ันผเู้ล่นร าโคมจะขบัร้องพร้อมกบัออกท่าร า เตน้ตามจงัหวะเขา้กบั เพลงล่อโก๊ะและแปรแถวเป็ นรูปต่างๆ เช่น ต่อตัวเป็ นรูปเรือส าเภา รูปป้อม รูปมังกร รูปซุ้ม ในปัจจุบันได้ เปลี่ยนแปลงใช้ปี่ พาทย์บรรเลงประกอบแทนล่อโก๊ะ การแต่งกาย แต่งแบบญวนโบราณนุ่งกางเกงแพรขายาวเส้ือคอต้งัสาบป้ายขา้งแขนยาวปัก ไหมและดิ้นเป็นลวดลายตามขอบปลายขากางเกงปลายแขนเส้ือ ชายเส้ือและสาบ ตลอดถึงคอที่เอวมีแพร คาดเอวผกูทิ้งชายดา้นหนา้และผา้แพรโพกศีรษะผกูทิ้งชายไปดา้นหลงั


31 ลักษณะของโคมเป็ นรูปกระถางต้นไม้สี่เหลี่ยมก้นสอบมีด้ามถือโครงท าด้วยไม้ปิ ดกระดาษบางใส ติด เทียนไขจุดไฟไว้ในกระถาง บทร้องและบทร าปัจจุบันที่น ามาใช้เป็ นบทเรียน ส าหรับฝึ กหัดนักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลป น้ันเป็นบทที่สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวดัติวงศ์ทรงปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสมแก่การแสดง ละครดกด าบรรพ์เรื่อง สังข์ศิลป์ ไชย หม่อมครูต่วน (ศุภลักษณ์) ภัทรานาวิก ได้น ามาฝึ กซ้อมนักเรียนของ วิทยาลัยนาฎศิลป เพื่อแสดงให้ประชาชนชม ณ โรงละครศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2490และต่อมาได้น ามาบรรจุ ในหลกัสูตรวิชานาฎศิลป์ภาคปฎิบตัิในในวิทยาลยันาฏศิลป ดงับทร้องต่อไปน้ี บทร้องเพลงร้องญวนร ำกระถำง ทีโห้เหินเจือง ทีโห้เหินเจือน กิ๊กกรุงเมืองฮือโกร๊กกร๊างโก๊ผอ่งเกรือง อันหยาอันหนูโฮ หนูโหต๋าวบางเตือน วิกาวมางกื๋อผดัผงัเกียมกิ๊ดกิมเชือง กิ๋นเหมียงเกียงกีกาวฮือเจืองกวางก๊ง ด่าวเฮย้ด่าวช้นัหลวงจี๊หานตื๋นเหมียงหยางหยฉู่างจี กรุงเตรียมทียามทานกวี โนสันบีกินโฮยกร าเหลโฮกวี เตรียมบินโรยหากวี สวางกงกวีฮือ เดืองกูก าดาวกวาหาหะ ยายทู้เทียนฮือย้อจูบ่างล้า เตรียมสันยาฮา เจียมดา ร้ังร้ากวาหาหะ ดา ร้ังกุนฮือเตียว พวะพูมินเทียนสือสือทีสะ ตวัดเตียวตัดเมามา เจียวต่ายบางเรือขลาบพะยาหาฮาหะ หันหอเตียวเต้าเชือง กร๊าบได่กราบเตียวเยือง ตะวาหะฉนักรุงฮึง ทีเม้ืองเมียง หันหอเตียวเต้าเชือง กร๊าบได่กราบเตียวเยือง ตะวาหะฉนักรุงฮึง ทีเม้ืองเมียง บทถวายดอกไม้ประทีป หาวยือตันยู่นังนงฮือ หาวยือเตไงอันกุนฮือ กุ๋นทนั่นงทนักาวรูเลินร าร่ายรายตุยหงาหะ กานทุกุมเตียวกุ๋นทนั่ยายก๋ง ก๋งลาหาลัก อระฉุดกงสีฮือ ทุ๋นทนั่ยายก๋งก๋งลาหาลกัอระฉุดกงสีฮือ


32 กื๋อบ๋างกวางเตรียม ตีอ๋องกานอ๋อง กื๋อบ๋างกวางเตรียม ตีอ๋องกานอ๋อง ฮนั่ฮนั่เฮยเฮยนนั่ยวงฮนั่ฮนั่เฮยเฮยนนั่ยวง ตีลียุคหยุด ลายอ่องก้านออง ตีลียุคหยุด ลายอ่องก้านออง โกเ้ก้ียวสื่อหลายโล่กุง บินโฮยลือหลายหางเหืองเนืองเชืองด้ามุง โลก าลุงสีโลกุง สะวายเตรียมฟุงเอยน่งนง สะวายเตรียมฟุงเอยน่งโน่ง เพลงบรรเลงและขับร้องปี่ พาทย์ท าเพลงญวนทอดแห น าหนึ่งเที่ยวแล้วร้องเพลงญวนร า กระถางและถวายดอกไม้ประทีป จบแล้วปี่ พาทย์ท าเพลงพระยาเดินและรัวท านองญวน (บทร้องจาก “ชุมชนและบทละครและบทคอนเสริท์” พระนิพนธ์ของสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ กรม ศิลปากรจัดพิมพ์ในงานฉลองครบรอบร้อยปี แห่งวันประสูติ 28 เม.ย. 2506) รายละเอียดเกี่ยวกับร าโคมญวนในสมัยรัชกาลที่ 1 – 4 ซึ่งแสดงในงานพระราชพิธีควรศึกษา จากหนังสือ ประชุมบทร าโคม ฉับหอสมุดฯ พญำเดิน ประวัติความเป็ นมา เพลงพญาเดินเป็นเพลงหนา้พาทยช์ ้นัสูง เพลงหนา้พาทยค์ือเพลงที่มีทา นองและจงัหวะหน้า ทบักา หนดเป็นแบบแผน รวมท้งักา หนดโอกาสที่ใชไ้วอ้ย่างแน่นอน โดยทวั่ ไปเพลงหนา้พาทยจ์ะไม่มีบท ร้อง ใช้บรรเลงแต่ท านองเพียงอย่างเดียว เพลงหน้าพาทย์ส่วนมากจะมีท่าร าก าหนดไว้เฉพาะในแต่ละเพลง และเพลงหน้าพาทย์อย่างเดียวกัน การใช้ท่าร าของตัวละครคือ พระ นาง ยักษ์ ลิ ก็ย่อมจะแตกต่างกันไป ด้วย เพลงหนา้พาทยแ์บ่งออกเป็นเพลงหนา้พาทยช์้นัสูงและเพลงหนา้พาทยธ์รรมดา เพลงหนา้พาทยช์้นัสูงเรียก อีกอย่างหนึ่งว่า “เพลงครู” ซึ่งถือว่าเป็ นเพลงที่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่ผ่านพิธีครอบและไหว้ครูทางดุริยางค์ไทยและ นาฏศิลปแลว้เมื่อไดย้ินเพลงหนา้พาทยช์ ้นัสูงจะยกข้ึนไหวร้ะลึกถึงครูอาจารยท์ ี่ไดป้ระสิทธ์ิประสานวิชา ให้เพลงหน้าพาทย์ช้ันสูงมีความหมายและยิ่งใหญ่ฉพาะเพลง เช่น เพลงสาธุการ ตระนิมิต บาทสกุณี ช านาญ คุกพาทย์ ฯลฯ เป็ นต้น เพลงหน้าพาทยธ์รรมดาหมายถึงเพลงหน้าพาทยท์ ี่ใช้ประกอบกิริยาอารมณ์โดยปกติทวั่ ไป ของตัวละคร เช่น เพลงช้า เพลงเร็ว เชิด เสมอ รัว โอด เป็ นต้น เพลงพญาเดินเป็นเพลงหนา้พาทยท์ ี่วดัอยู่ในเพลงหนา้พาทยช์้นัสูง ใชบ้รรเลง ประกอบกิริยาอาการไปมาที่ ไม่ซับซ้อนของตัวละครผู้สูงศักดิ์ การแต่งกายแบบ ยืนเครื่อง


33 ระบ ำพรหมำสตร์ ประวัติความเป็ นมา เป็ นระบ าในโขนเรื่องรามเกียรติ์ ชุด “ศึกพรหมาสตร์” ซึ่งเป็ นบทพระนิพนธ์ของสมเด็จพระ เจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ทรงแต่งเป็ นบทคอนเสริตส าหรับบรรเลงและขับร้องใน งานต้อนรับแขกเมือง ในสมัยรัชกาลที่ 5 เดิมใช้ชื่อว่า “อินทรชิตแผลงศรพรหมาสตร์” หรือ “ระบ าหน้า ช้าง” เพราะตามเน้ือเรื่องในคอนเสริตน้ัน กล่าวว่าอินทรชิตโอรสของทศกณัฐ์ใช้กลยุทธลวงพระลกัษณ์ และกองทัพวานร โดยอินทรชิตแปลงเป็ นพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ แล้วให้บรรดาพลยักษ์แปลงเป็ น เทพบุตรนางฟ้า ฟ้อนร าน าขบวนไปหน้าช้างเอราวัณ ผูป้ระดิษฐ์ท่าระบา ชุดน้ีคือ หม่อมเข็ม กุญชร (หม่อมของเจา้พระยาเทเวศน์วงวิวตัน์)การ แต่งกาย แต่งแบบยืนเครื่องพระ – นาง บทร้องตับพรหมำสตร์ ปี่ พาทย์ท าเพลงกราวนอก เพลงกรำวนอก ข้ึนทรงคอคะชาเอราวณัอาหารแห่โห่สนนั่หวนั่ ไหว ขยายยกโยธาคลาไคล ลอยฟ้ามาในโพยมมาร เพลงกลองโยน ช้างเอ่ยช้างนิมิต เหมือนไม่ผิดช้างมคะวัน นักเริงแรงก าแหงหาญ ชาญศึกสู้รู้ท้วงที่ ผูกเครื่องเรื่องทองทอ กระรินทองหล่อทอแสงสี ห้อยหูคู่จามรี ปกกระพองทองพันราย เครื่องเรียงสามแถว ลายกาบแก้วแสงแพร อภิรุมสินชุมสาย บังแทรกอยู่เป็ นคู่เคียง กลองชนะประโลมศึก มโหระทึกกึกก้องเสียง แตรสังข์ส่งส าเนียง นางจ าเรียงเดียงช้างทรง สาวสุรางค์นางร าฟ้อน ดังกินนรแน่งนวลระหงษ์ สิทธิฤทธ์ิรงค์ถือธงนองลิ่วลอยมา เพลงกระบอก คร้ันถึงที่ประจญับานประจญับานราญรอน เห็นวานรนบัแสนแน่นหนา กบัท้งัองคพ์ระลกัษณ์พระลกัษณ์ทรงศกัด์ิดายนืรถรัตนาอยกู่ลางพล จึงให้หยุดช้าง ทรงช้างทรงองอาจ ลอยเลื่อนเกลื่อนกลาดกลางเวหา


34 ให้กุมภัณฑ์บันดาล บันดาลจ าแลงตน ใส่กลจับขรรค์ระบ าบรรพ์เอย เพลงแขกอำหวัง บดัน้นัรูปนิมิตฤทธ์ิแรงแขง็ขนั สาวสุรางค์นางฟ้าเทวัญ บังคมคันค านับรับบันชา เพลงสร้อยสน ต่างจับระบ าร าฟ้อน ทอดกรีดกรายซ้ายขวา รายเรียงเคียงคมประสมตา เล้ียวไลไ้ขวค่วา้เป็นท่าทาง ซอ้นจงัหวะประเทา้กา้วกล่อง เล้ียวลอดสอดคลอ้งไปตามวา่ง วนเวียนเทียนหนัก้นักลาง เป็นคู่ๆอยกู่ลางอา พร ปี่ พำทย์ท ำเพลงเร็ว-ช้ำ เมื่อน้นัพระลกัษณ์ผทู้รงศกัด์ิและทรงศร ท้งัพวกพลากร ดูร าฟ้อนบนเมฆา หมายว่าพระอินทร์ สรอับสร เธอหรรษา พิศเพลินเจริญตา ท้งัพลวานรไพร เพลงแมลงวันทอง เมื่อน้นัอินทรชิตยนิดีจะมีไหน เห็นค่าศึกเสียเชิงระเริงใจจึงจบัธงชยัข้ึนบูชา เพลงแห่เฉิดฉิ่ง พาดสายหมายเขมนัเข่นเค้ียว หนาวเหนี่ยวดว้ยกา ลงั สังเกตตรงองคพ์ระลกัษณ์อนุชาอสุราก็สั่นไปทนั ใด ปี่ พาทย์ท านองเพลงเชิดกลอง เพลงร่ำยรุด ลูกศรกระจายดงั่สายฝน ตอ้งพวกวานรหลบไม่ทนัได้ ต้องพระอนุชาเสนาไหน สลบไปไม่เป็ นสมประดี เพลงกรำวน ำ ดีใจไพรีพินาถสิ้น อสุรินสวนสันหรรษา โยธีสมคะเนเฮฮา คืนเข้าลงถาพารี


35 ฟ้อนเล็บ ประวัติความเป็ นมา สมเด็จกรมพระยาด ารง เดชานุภาพ ทรงเล่าเรื่องเกี่ยวกับการฟ้อนร าของชาวภาคเหนือ ใน คราวที่ท่านตามเสด็จตรวจมณฑลพายัพ ตอนเสด็จเยือนเมืองล าปาง ล าพูน เจ้าเมืองและราษฎรจัดพิธี ตอ้นรับดงัน้ีถึงวนัจะเขา้เมือง(ลา ปาง)ในเวลาเช้าเจา้นายช้นัผูใ้หญ่และผูน้ ้อย ต่างก็แต่งกายเต็มยศขี่ช้าง ออกจากเมืองกับขบวนแห่มาถึงใกล้ที่พลับพลา พวกเจ้านายลงจากคอช้างแยกออกเป็ น 2แถว มีกฎกันยาว ก้นัทุกคนพากนัเดินตามคนเชิญพานดอกไม้ธูปเทียน เครื่องสักการะนา หน้ามาพาเจา้ก้นับริเวณพลบัพลา เจา้นายท้งัผใู้หญ่และผนู้อ้ยพากนั ฟ้อนร า เป็ นคู่ๆ เข้ามาหาข้าพเจ้า การฟ้อนร ามีอยู่ 2แบบคือ แบบแรกฟ้อนด้วยมือเปล่าไม่ใส่เล็บยาวเรียกว่า “ฟ้อนเจิง” แบบที่สองใส่เล็บยาวเรียกว่า “ฟ้อนเล็บ”การฟ้อนเจิงและการฟ้อนเล็บของชาวเหนือ เป็ นประเพณีสืบต่อกันมานานแล้ว ฟ้อนเจิงใน ปัจจุบนัน้ีหาไดย้ากแมใ้นสมยัก่อนก็เช่นเดียวกนัการฟ้อนเจิงจะจดัข้ึนในพิธีส าคญัๆ เช่น พิธีสู่ขวญัพิธี รับแขกเมืองหรือแสดงความจงรักภกัดีส่วนการฟ้อนร าน้ัน ชาวเหนือยงัรักษาฝึกซ้อมและถ่ายทอดกนัมา จนถึงปัจจุบนัน้ีผูท้ี่ฟ้อนเล็บส่วนมากเป็นหญิงสาวเรียกวา่ “ช่างฟ้อน” การฟ้อนเล็บน้ีจะฟ้อนในงานต่างๆ เช่น การตอ้นรับแขกเมืองการรดน้า ดา หวัเป็นตน้ การแต่งตวัเป็นแบบเมืองเหนือคือ นุ่งผา้ซิ่น สวมเส้ือแขนกระบอกมีผา้สไบคาดเหนี่ยวบ่า ผมเกลา้สูงหรือเลยไปขา้งหลงันิดหน่อยที่ผมประดบัออกเอ้ือง ส่วนเล็บที่สวมน้ันทา ดว้ยโลหะทองเหลือง มีขนาดยาวประมาณ 3 นิ้ว ปลายเลียวงอนท่าร าฟ้อนเล็บน้นัช่างฟ้อนมกัจะจา ต่อๆ กนัมาที่เขา้ใจว่าเป็นท่า ของชาวเหนือ การฟ้อนเล็บของชาวเหนือเป็นศิลปะอนั ประณีตงดงามมาก นอกจากน้ันพวกท่าที่ร่ายร ายงั แสดงถึงอุปนิสัยอนัดีการฟ้อนเลบ็จึงเป็นศิลปะที่มีคุณค่าจึงแก่การรักษาไวไ้ม่ใหสู้ญหาย เน้ือร้องทา นองเพลง ตี๋ปลา โม่ปลา ซางไซยา โอมองโละ โลเปร้ียว มะลนั โซ มโหรา ร ามะแจต้ี๋ปาตะเน ปานปานโตเง เห แต่เต่โล่ท่า (ฮัม) เต้โล่ทา ฮิตแต่โซ โลลัน เปี ยว เนโฮ เนต่าง ไม่ว่า เพลงแม่บทนำงนำรำยณ์(แม่บทเล็ก) ประวัติความเป็ นมา การร่ายร าแม่บทเลก็น้ีไดป้รากฎในตา ราการฟ้อนร าของอินเดีย ซ่ึงกล่าวถึงพระอิศวรไดฟ้ ้อน ร าให้มนุษย์โลกได้ชม ชาวอินเดียเชื่อว่าที่ต าบลจิทัมพรัม ในอินเดียทางฝ่ ายไต้(ในแคว้นมัทราส) เป็ นที่ซึ่ง พระอิศวรทรงแสดงการร่ายร าและต่อมาไดส้ร้างรูปป้ันพพระอิศวรปางน้ีการฟ้อนร าน้ีเรียนกวา่นาฏราช พวกพราหมณ์ได้ถ่ายแบบน าไปเผยแพรีปัจจุบนัยงัมีสถานที่แห่งน้ีอยสู่ร้างข้ึนเมื่อราว พ.ศ. 1800 เป็ นรูป พระอิศวรทรงแสดงการฟ้อนร าท้งัหมด 108 ท่า มีปรากฏในตา รานาฏยศาสตร์มีท่าร าท้งัหมด 32 ท่า และ ต่อมาน ามาดัดแปลงเป็ นท่าร าต่าว ๆ 10 ท่า และบัญญัติ เรียกชื่อว่า พฤศจิเรจิตน์ (ท่าแมลงปองยกหาง) ท่า ร าต่างๆ ที่ไทยน ามาประดิษฐ์เป็ นท่าร าแม่บทเล็ก เช่น ท่าสอดสร้อยมาลา ท่าร้อยดอกไม้เป็ นลักษณะของ มือที่จีบที่ชายพกขา้งหน่ึง มืออีกขา้งหน่ึงต้งัวง เมื่อสอดจีบข้ึนก็เหมือนลกัษณะการร้อยดอกไม้ท่ากวาง


36 เดินดงก็ประดิษฐ์ข้ึนจากท่าเดินของกวาง เมื่อนา มาประดิษฐ์ท่าร าผูร้ าตอ้งแบมือท้งัสองขา้ง หนัฝ่ามือไป ขา้งหนา้ ปัจจุบนัไดเ้ปลี่ยนเป็นเก็บนิ้วหัวแม่มือ นิ้วนางและนิ้วกอ้ยแลว้เหยยีดนิ้วช้ีและนิ้วกลางออกไป งอแขนเล็กน้อยระดับสะโพก การร าแม่บทตามบทนารายณ์ปราบนนทุก ในหนังสือต าราฟ้อนร า เป็ นแบบ นาฏศิลป์ ของไทย ที่เรารักษาสืบต่อกันมาแต่โบราณ ในสมัยอยุธยา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระรำชนิพนธ์เป็ นบทกลอนไว้ว่ำ “ เรื่องนารายณ์ก าราบปราบนนทุก ในต้นไตรดายุคโบราณ เป็นเรื่องดึกดา บรรพส์ืบกนัมาคร้ังศรีอยธุยาเอามาใช”้ แม่บทนางนารายณ์เป็ นการแสดงโขนตอนหนึ่ง ในเรื่องรามเกียรติ์ปราบนนทุก ทุกปรากฎใน พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 1ว่า “ นนทุกเป็นยกัษต์นหน่ึงมีหนา้ที่ลา้งเทา้เทวดานางฟ้า เวลาจะข้ึนเฝ้าพระ อิศวร เมื่อนนทุกล้างเท้าให้แล้ว เทวดาจะแกล้งนนทุกโดยการดึงผมของนนทุก จนศรีษะล้าน นนทุกมี ความโกรธแค้นมากจึงน าเรื่องน้ีทูลพระอิศวรและขอพรพระอิศวรโดยการให้มีนิ้วเพชร ซ่ึงช้ีใครก็จะตาย เมื่อเทวดานางฟ้ามาข้ึนเฝ้าพระอิศวรและให้นนทุกลา้งเทา้เหล่าเทวดาไดแ้กลง้นนทุกเช่นเคย นนทุกโกรธ จึงใชน้ ิ้วเพชรช้ีเทวดานางฟ้าไดร้ับความเดือดร้อน เทวดานางฟ้าเฝ้าพระนารายณ์ไดทู้ลขอให้พระนารายณ์ ไปช่วยปราบ พระนารายณ์ได้แปลงเป็นหญิงงาม ร าล่อให้นนทุกหลงใหลโดยการให้นนทุกร าตาม ถ้านน ทุกร าตามไดถู้กตอ้งก็จะยอมเป็นภรรยาของนนทุก นนทุกยอมทา ตามเมื่อถึงเน้ือร้องที่ว่า” ฝ่ ายว่านนทุกก็ ร าตาม ดว้ยความพิศมยัใหลหลงถึงท่านาคามว้นหางลงก็ช้ีลงที่เพลาพลนัทนั ใด “ นนทุกก็ช้ีลงที่ขาของ ตวัเองจนถึงแก่ความตายแต่ก่อนที่จะถึงแก่ความ นนทุกไดเ้ห็นพระนารายณ์มี4กร และได้ตัดพ้อต่อว่า พระนารายณ์ว่าเอาเปรียบตน ที่มาแปลงตัวเป็ นหญิงงาม ร าล่อให้ตนหลงใหล พระนารายณ์ได้บอกนนทุก ว่าเมื่อตนลงไปเกิดในโลกมนุษย์ให้นนทุกมี 10 เศียร 20กร และพระองค์มี 2กร ก็จะสู้รบนนทุกได้ เรื่องราวขา้งตน้น้ีจึงเป็นตน้กา เนิดของรามเกียรต์ิการร่ายร าของพระนารายณ์แปลงก็คือการร าแม่บทเล็ก ซ่ึงใชท้า นองเพลงชมตลาด ต่อมาเรียกการร าชุดน้ีวา่แม่บทเลก็หรือแม่บทนางนารายณ์ ซึ่งมีบทเพลงว่า ปี่ พำทย์ท ำเพลงรัว ร้องเพลงชมตลำด เทพพนมปฐม พรหมสี่หน้า สอดสร้อยมาลาเฉิดฉิน ท้งักวางเดินดงหงศบ์ ิน กินรินเลียบถ้า อา ไพ อีกช้านางนอนภมรเคล้า แขกเต้าผาลาเพียงไหล่ เมขลาโยนแก้วแววไว มยุเรศฟ้อนในอัมพร ลมพดัยอดตองพรหมนิมิตร ท้งัพิศมยัเรียงหมอน


37 ย้ายท่ามัจฉาชมสาคร พระสี่กรขว้างจักรฤทธิรงค์ ปี่ พำทย์ท ำเพลงวรเชษฐ์ เพลงเร็ว ลำ เพลงดำวดึงส์ ประวัติที่มา ระบา ดาวดึงส์เป็นระบา มาตรฐานที่ไดร้ับการปรับปรุงมาหลายคร้ังการแสดงเริ่มดว้ยท่าร า ในจงัหวะเพลงช้าแลว้ค่อยมีจงัหวะเร็วข้ึนโดยลา ดบัท่าร าที่ยกมือข้ึนประสานไขวก้นั ไวท้ี่ทรวงอกและ ขยับฝ่ ามือตีลงที่อกเบา ๆ เป็ นจังหวะพร้อมกับขยับเท้าไปด้วย เป็ นท่าร าที่เจ้าฟ้ากรมหลวงพิทักษ์มนตรี พระอนุชาของพระศรีสุริเยนทรามาตย์พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรง ประดิษฐ์ข้ึนพร้อมๆ กบัร าพดัเมื่อประมาณ 150กว่าปี มาแล้ว โดยทรงเลียนแบบมาจากการเต้นทุบอก ใน พิธีของพวกอิสลามลัทธิเจ้าเซ็น หรือที่เรียกว่า ลัทธิชีอะห์ แต่ได้ทรงประดิษฐ์ท่าร าให้นุ่มนวล อ่อนช้อย ตามหลักนาฏศิลป์ ไทย ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยา นริศรานุวัดติวงศ์ ได้ทรงนิพนธ์บทร้องประกอบการแสดงในบทละครดึกด าบรรพ์ เรื่องสังข์ทอง ตอนตีคลี ระบา ดาวดึงส์จึงเป็นระบา เบิกโรงในการแสดงดังกล่าว บทร้องบรรยายถึงความงดงามของสวรรค์ช้ัน ดาวดึงส์ซ่ึงเป็นที่ประทบัของพระอินทร์มีปราสาท ราชวงัและราชรถเป็นตน้ระบา ชุดน้ีมีลกัษณะและ รูปแบบแตกต่างจากระบา ไทยมาตรฐานของเก่า ที่ตีบทตามความหมายของคา ร้องแต่ระบา ดาวดึงส์ที่เป็น บทเรียนน้ีหม่อมเข็ม กุญชรฯ หม่อมของเจา้พระยาเทเวศร์วงศว์ิวฒัน์ไดป้ระดิษฐ์ท่าร าสวยงาม บางท่าไม่ เน้นการตีบทตามค าร้อง ความหมายของบทเพลงระบ าดาวดึงส์ ค าว่า” ดาวดึงส์ ( ไตรตรึงส์ )” ในปทานุกรมฉบับหลวงกล่าวไว้ว่า ” ดาวดึงส์( ไตรตรึงส์ )” ต้งัอยู่เหนือ จอมเขาพระสุเมรุเนรุราชบรรพต หรือเรียกอย่างง่าย ๆ ว่าเขาพระสุเมรุสวรรค์ช้ันน้ีเป็นเมืองของพระ อินทร์กว้าง 3ล้านวา มีปรางค์ปราสาทแก้วและก าแพงแก้ว ประตู เป็ นทองประดับไปด้วยแก้ว 7 ประการ เมื่อเปิดประตูจะไดย้นิเสียงดนตรีอยา่งไพเราะ ตรงกลางของสวรรคช์ ้นัน้ีมีวิมานหรือปราสาทชื่อไพชยนต์ เป็ นที่ประทับของพระอินทร์สูง 25ล้าน 6แสนวา ประกอบด้วยแก้ว 7 ประการ มีช้นัเชิงชาลาแต่ละชาลามี วิมานได้ 700วิมาน วิมานหนึ่งมีนางอัปสร 7คน รวมนางอัปสรอยู่ในไพชยนต์ปราสาท 25ล้านคน ส่วนเน้ือร้องของเพลงรหะบา ดาวดึงส์น้ีพรรณนาถคงความงามบนสวรรค์ช้นัดาวดึงส์ชม เครื่องทรงอาภรณ์ของเหล่าเทวดา นางฟ้า ซึ่งเต็มไปด้วยเพชรนิล จินดา และชมพระอินทร์ซึ่งมีวชิรสายฟ้า และธนูเป็นอาวุธประจา พระองค์เป็นที่เกรงขามของยกัษ์ท้งัหลาย พรรณาถึงความมโหฬารตระการตา เกี่ยวกับสมบัติของพระอินทร์ มีปราสาทราชวังซึ่งมีช่อฟ้าใบระกา บราลี มุขเด็ดและบุษบก ตลอดจนราช รถที่ ท าด้วยแก้ว ซี่ล้อ และกงล้อรถประดับอย่างสวยงาม บรรลังก์สลักเป็ นรูปสิงห์และรูปครุฑจับนาค รถ น้ันเทียมดว้ยมา้ที่วิ่งเร็วปานลมพดัซ้ึงบทร้องเพลงระบา ดาวดึงส์สมเด็จพระเจา้บรมวงศ์เธอเจา้ฟ้ากรม พระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงนิพนธ์ได้ไพเราะจับใจมาก


38 บทร้องและท านองเพลงบทร้อง เป็ นบทพระราชนิพนธ์ในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุ วดัติวงศ์พรรณเกี่ยวกบัความงามตระการตาของสวรรคช์ ้นัดาวดึงส์เพลงที่ใชป้ระกอบดว้ยเพลงเหาะเพลง รัวเพลงตะเขิ่ง เพลงเจา้เซ็น ท านองเพลงระบ าดาวดึงส์ มีท านองเพลงเป็ นส าเนียงแขกปนอยู่ด้วย ซึ่งเรียกว่า “ เพลงแขก เจ้าเซ็น “ บทร้องระบ ำดำวดึงส์ พระนิพนธ์สมเด็จเจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ปี่ พำทย์ท ำเพลงเหำะ ร้องเพลงตะเขิ่ง ดาวดึงส์เทวโลกมโหฬาร เป็ นที่อยู่ส าราญฤทัยหรรษ์ สารพดังามจริงทุกสิ่งอัน สารพันอุดมสมใจปอง เทพบุตรผุดพรรณโฉมยง งามทรงอาภรณ์ไม่มีหมอง นางอัปสรงอนสงวนนวลละออง งามทรงเครื่องทองและเพชรนิล ร้องเพลงเจ้ำเซ็น สมเด็จพระอมรินทร์ปิ่นมงกุฎ ทรงวชิราวุธธนูศิลป์ รักษาเทวสีมาเป็นอาจิณ อสุรินทร์อรีไม่บีฑา ( ซ้า ) อนัอินทรปราสาทท้งัสาม ( ซ้า ) ทรงงามสูงเง้ือมกลางเวหา สี่มุขหุ้มมาศสะอาดตา ใบระกาแกมแก้วประกอบกัน ช่อฟ้าชอ้ยเฟ้ือยเฉื่อยชด ( ซ้า ) บราลีทีลดมุขกระสัน ( ซ้า ) มุขเด็ดทองดาดกนกะน บุษบกสุวรรณชามพูนท ( ซ้า ) ราชยานเวชยนัตร์ถแกว้ ( ซ้า ) เพริศแพร้วกา กงอลงกต ( ซ้า ) แอกงอนอ่อนสลวยชวยชด ( ซ้า ) เตือขดช่อต้งับรรลงักล์อย รายรูปสิงห์อดัหยดัยนัสุบรรณจบันาคหิ้วเศียรห้อย( ซ้า ) ดุมพราววาววับประดับพลอย แปรกแก้วกาบช้อยสะบัดบัง เทียมดว้ยสินธพเทพบุตร ท้งัสี่บริสุทธ์ิดงัสีสังข์ มาตลีอาจขี่ขบั ประดงั ( ซ้า ) ใหร้ีบรุดสุดกา ลงัดงัลมพา ปี่ พำทย์ท ำเพลงเชิด การแต่งกาย เนื่องจากผู้แสดงสมมุติเป็นเทวดา นางฟ้า ในสวรรค์ช้นัดาวดึงส์จึงแต่งกายยืน เครื่องพระนาง ดนตรี 1. วงปี่ พาทย์เครื่องห้า


39 2. วงปี่ พาทย์เครื่องคู่ 3. วงปี่ พาทย์เครื่องใหญ่ 4. วงปี่ พาทย์เครื่องดึกด าบรรพ์ โอกาสที่ใช้ในการแสดง การแสดงชุดระบา ดาวดึงส์น้ีเป็ นส่วนหนึ่งที่อยู่ละครดึกด าบรรพ์ เรื่อง” สังข์ทอง “ ตอนตีคลี ฉน้นั โอกาสที่ใชใ้นการแสดงน้นันิยมใชด้งัน้ี 1. ประกอบการแสดงละครดึกด าบรรพ์ เรื่อง” สังข์ทอง “ ตอนตีคลี 2. ใช้ในการร าเบิกโรง 3. ใช้ในการแสดงเบ็ดเตล็ด รีวิว หรือสลับฉาก 4. ใช้ในโอกาสที่มีงานรื่นเริงต่างๆ หรืองานมงคล เพลงมฤคระเริง (ระบ ำกวำง ) ประวัติที่มา มฤคระเริง หรือ(ระบา กวาง ) เป็นชุดที่ประดิษฐ์ข้ึนแสดงเนื่องในงานแลกเปลี่ยนวฒันธรรม ณ ประเทศสหภาพพม่า เมื่อปี พุทธศักราช 2498โดยจัดให้มีการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ ตอนลักนางสีดา มีหมู่ระบ ากวางจะออกมาร่ายร าเพรื่อความสวยงามก่อนที่กวางทอง( มารีศ)จะออกมาล่อให้นางสีดาเห็น และเกิดความใหลหลง ขอร้องให้พระรามไปจับมาให้ เมื่อพระรามตามไปทศกัณฐ์ได้แปลงตนเป็ นฤษี ลัก นางสีดาไปกรุงลงกา ผู้ประดิษฐ์ท่าร าระบ ากวางคือ คุณครูลมุล ยมะคุปต์ ในปัจจุบันการแสดงโขนตอนลักสีดา จะไม่มีหาระบ ากวางออกมา จะมีแต่กวางทองออกมา ร าล่อนางสีดาเพียงตวัเดียวเท่าน้ัน ส าหรับระบา มฤคระเริงต่อมาไดน้ าไปใช้ประกอบการแสดงละครร า เรื่องศกุนตลา ตอนท้าวทุษยันต์ตามกวาง และละครร า เรื่องสุวรรณสามจากนิทานเรื่องสุวรรณชาดก โอสาสที่ใช้ในการแสดง ระบ ามฤคระเริง หรือ ( ระบ ากวาง ) ใช้ประกอบการแสดงโขน เรื่องรามเกียรติ์ตอนลักสีดา ใช้ประกอบการแสดงละครร าเรื่องศกุนตลา และละครร าเรื่องพระสุวรรณสาม หรือใช้แสดงเป็ นระบ าเบ็ดเตล็ดในงานรื่นเริงต่างๆ การแต่งกายเลียนแบบกวาง เครื่องดนตรี ใช้วงปี่ พาทย์เครื่องห้า เครื่องคู่ หรือเครื่องใหญ่ ระบ ำสี่บท ประวัติที่มา ระบ าสี่บทเป็ นระบ าที่ยกย่องกันมาแต่โบราณว่า เป็ นระบ าแบบแผนประกอบด้วยบทร้องและ ท านองเพลง สี่ บท คือ - พระทอง - เบ้าหลุด - สระบุหร่ง


40 - บลิ่ม รวมเรียกว่า “ระบ าสี่บท” ระบา ชุดน้ียกย่องกนัว่าเป็นระบา แบบฉบบัเรียกว่า “ระบ าใหญ่” มักจะน าไปประกอบการแสดงโขน เช่น ระบ าเทพบุตรนางฟ้าในตอนต้นของชุด “นารายณ์ปราบนนทุก” หรือชุด “เมขลา –รามสูร” หรือในตอนแสดงความยินดีเมื่อผู้ทรงฤทธิ์ ได้ปราบอสูรและยักษ์ร้ายพ่ายแพ้ไป การแต่งกาย จะแต่งกายยืนเครื่องพระ – นาง ระบา ชุดน้ีมีท่าร าสวยงามน่าชม แต่เดิมบทร้องและทา นองเพลงน้ันค่อนขา้งยืดยาวและกิน เวลาแสดงนานมาก มาในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์จึงได้ตัดตอนบทร้องให้สันเข้า ตามบทพระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ดงัต่อไปน้ี เพลงพระทอง เมื่อน้นั ฝ่ายฝงูเทวาทุกราศี ท้งัเทพธิดานารีสุขเกษมเปรมปรีดิ์เป็ นสุดคิด เทพบุตรจับระบ าท าท่า นางฟ้าร าฟ้อนอ่อนจริต ร าเรียงเคียงเข้าไปให้ชิด ทอดสนิทติดพันกัลยา แล้วตีวงเวียนเปลี่ยนซ้าย ไล่ตีวงเวียนเปลี่ยนขวา ตลบหลงัลดเล้ียวลงมา เทวญักลัยาสา ราญใจ เพลงเบ้ำหลุด เมื่อน้นันางเทพอปัสรศรีใส ร าล่อเทวาสุภาลัย ท่วงทีหนีไล่พอได้กัน เทพบุตรฉุดฉวยชายสไบ นางปัดกรค้อนให้แล้วผินผัน หลีกหลบลดเล้ียวเกี่ยวพนัเหียนหนัมาขวาทา ท่าทาง คร้ันเทพเทวณักระช้นั ไล่นางชมอ้ยถอยไปเสียใหห้ ่าง เวียนระวันหันวงอยู่ตรงกลาง ฝูงนางนารีก็ปรีดา เพลงสระบุหร่ง เมื่อน้นั ฝ่ายฝงูเทพไทถว้นหนา้ ร าเรียงเคียงคนั่กลัยา เล้ียวไล่ไขวค่วา้เป็นแยบคาย เทพบุตรหยุดยืนจับระบ า นางฟ้าฟ้อนร าท าฉุยฉาย ทอดกรอ่อนระทวยกรีดกราย เทพไทท้งัหลายก็เปรมปรีด์ิ


41 เพลงบลิ่ม เมื่อน้นันางฟ้าธิดามารศรี กรายกรอ่อนระทวยท้งัอินทรีย์ดงั่กินรีร าฟ้อนร่อนรา แลว้ตีวงลดเล้ียวเกี่ยวกล ประสานแทรกสันสนซา้ยขวา ทอดกรงอนงามกิริยา เทวาปฎิพันธ์ก็เปรมปรีดิ์ ปี่ พาทย์ท าเพลงช้า – เร็ว , ลา ระบ ำย่องหงิด ประวัติที่มา เป็ นระบ าชุดหนึ่ งซึ่งแทรกอยู่ในละครเรื่อง “อุณรุท” ตอน “ศุภลักษณ์วาดรูป” ระบา ชุดน้ี สันนิษฐานว่ามีมาต้งัแต่สมยักรุงศรีอยุธยาตอนปลายในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ เข้าใจว่าแต่เดิมมี เพียงบทร้อง เพลงยู่หงิด แล้วจบด้วยเพลงเร็ว –ลา ต่อมาได้มีการปรับปรุงระบ าชุดน้ีข้ึนใหม่ในสมัย รัชกาลที่ 2โดยกรมพิทักษ์มนตรี (พระองค์ทรงเป็ นผู้มีความเชี่ยวชาญ มีความรู้ทางด้านนาฏศิลป์ อย่างสูง สามารถในการประดิษฐ์ท่าร าได้อย่างงดงาม) ในการโกนจุกหม่อมหลวงวงศ์ กุญชร บุตรสาวเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ สมเด็จเจ้าฟ้ากรม พระยานริศรานุวัตติวงศ์ ได้ทรงนิพนธ์บทละครเรื่อง “อุณรุท” ตอน “อุ้มสมนางอุษา” เพื่อจัดแสดงในงาน คร้ังน้ีพระองคไ์ดน้า เอาระบา ชุดน้ีมาปรับปรุงเพลง บทร้องและท่าร าข้ึนใหม่ ปัจจุบันระบ าย่องหงิดเป็ นระบ าชุดเบ็ดเตล็ดแบบมาตรฐาน มีท่าร างดงาม นิยมน ามาแสดงใน งานรื่นเริงต่างๆ (บางคร้ังเรียกชื่อเรียกอยา่งวา่ “ยู่หงิด” ตามชื่อเพลงที่ร้อง) การแต่งกาย ยืนเครื่องพระ – นาง บทร้องเพลงย่องหงิด เมื่อน้นั ฝ่ายฝงูเทพไทถว้นหนา้ ขยับย่างนวยนาฏเข้ามา ใกล้ฝูงนางฟ้ายุพาพาล แล้วซัดสองกรอ่อนชด ท าท่าพระรถโยนสาร เรียงรอคลอเคล้าเยาวมาลย์ ประโลมลานทอดสนิทไปในที นางสวรรค์กันกรป้องปัด บิดสบัดเบี่ยงบ่ายชายหนี เทพบุตรท าท่าม้าตีคลี ท่วงทีเวียนตามอันดับกัน หน้าพาทย์และเพลงร้อง ปี่ พาทย์ท าเพลงรัว ร้องเพลงยู่หงิดคลอปี่พาทย์ จบแล้วท าเพลงแขก ตาเขิ่งและแขกเจา้เซ็นตามอนัดบั (บทร้องจากหนงัสือ“ประชุมบทละครดึกด าบรรพ์” ในงานโกนจุก ม.ล. วงศ์ กุญชร )


42 ระบ ำนันทอุทยำน ประวัติที่มา เป็นระบา ที่ประดิษฐ์ข้ึนใหม่ในรัชกาลที่9แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยอาจารย์มนตรี ตราโมท ไดป้ระพนัธ์บทร้องของเพลงชุดน้ีเพื่อประกอบการแสดงละครดึกดา บรรพ์เรื่อง “อุณรุท” ตอน “กรุงพาน ชมทวีป” ซึ่งเป็ นพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัตติวงศ์ที่ได้เคยจัดแสดง ณ โรงละครดึก ด าบรรพ์ (วังบ้านหม้อของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์) ในตอนปลายสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งแต่เดิมจัดเป็ น ระบ าเทวดา – นางฟ้า ใช้เพลงหน้าพาทยป์ระกอบการร า ไม่มีบทร้องคร้ันต่อมาในรัชกาลที่9 เมื่อปี พ.ศ. 2490กรมศิลปากรได้จัดแสดงละครตอนน้ีให้ประชาชนชม ณ โรงละครศิลปากร ในบริเวณพิพิธภณัฑ์ สถานแห่งชาติจึงไดม้ีการปรับปรุงการแสดง โดยเพิ่มชุดระบา นันทอุทยานน้ีแทนระบา เทวดา นางฟ้าชุด เดิม ระบา ชุดน้ีถือวา่เป็นระบา มาตรฐานชุดหน่ึง ในรูปแบบของระบา สมยัในกรุงรัตนโกสินทร์ผู้ แสดงแต่งกายยืนเครื่องพระ – นาง ปัจจุบันระบ าชุดน้ีไม่ค่อยแพร่หลายนัก ท้ังน้ีเพราะว่า บทร้องมี ความหมายเฉพาะตัว ไม่เหมาะที่จะน าไปแสดง ณ โอกาสอื่น วิทยาลัยนาฏศิลปเห็นความส าคัญว่า เป็ น ระบา มาตรฐานที่มีแบบเฉพาะตวัและได้ปรับปรุงข้ึนใหม่สมควรที่จะสืบทอดอนุรักษ์จึงบรรจุไวใ้น หลักสูตรเพื่อให้นกัเรียนไดเ้รียนรู้ลกัษณะเฉพาะของระบา ชุดน้ีคือ บทร้องบทแรกของเพลงชมตลาด ท่าร า จะตีบทและความหยามตามบทร้อง ส าหรับร้องเพลงตน้วรเชษฐ์ของเก่าน้ันเขา้ใจว่า หม่อมเข็ม กุญชร (หม่อมของเจา้พระยาเทเวศร์ฯ) เป็นผูป้ระดิษฐ์ท่าร าของระบา นันทอุทยานชุดน้ีส่วนท่าร าเพลงชมตลาด ประดิษฐ์โดย หม่อมครูต่วน (ศุภลักษณ์) ภัทรนาวิก คุณครูลมุล ยมะคุปต์ คุณครูมัลลี (ครูหมัน) คงประภัศร์ เพลงชมตลำด แดนเกษมเปรมใจใดจะทัน นันทวันของเราชาวแมนสรวง สารพดังามสะพรั่งไปท้งัปวงแลละล่วงละลานพิศติดหทยั มีสระแก้วแวววาววะวาววับ แลระยับรุ้งปรั่งรังสีใส อุบลบานตระการล้า ผอ่งอา ไพ ชูไสวแข่งฉวีนิรมล เพลงต้นวรเชษฐ์ ที่แถวทางหว่างวิถีมณีลาด งามโอภาสผ่องแผ้วแนวสถล พุ่มไม้ดอกออกอร่ามงามพึงยล ต่างต่อต้นต่างสลับสีสรรพกัน มีน้า พุพุ่งซ่าธาราไหลแลวิไลวิลาศลว้นสวนสวรรค์ สา หรับองคอ์มัรินทร์ปิ่นเทวญัซ่ึงรังสรรคส์ร้างสมอบรมมา -ออกเพลงวรเชษฐ์ เร็ว-ลำ-


43 เพลงเชิดฉิ่ง – เชิดจีน ประวัติที่มา ระบ าเชิดจีนเป็ นระบ าที่ปรมาจารย์ทางนาฎศิลป์ไดป้ระดิษฐ์ข้ึนในสมยักรุงรัตนโกสินทร์ เพลงที่ใช้ประกอบการร าคือ เพลงหน้าพาทย์ เชิดจีน ซึ่งเป็ นเพลงที่ใช้ประกอบการแสดงโขนละครมาแต่ โบราณและเพลงเชิดจีนตวัที่สามซ่ึงหลวงประดิษฐ์ไพเราะ(ครูมีแขก)ไดแ้ต่งข้ึนไวส้า หรับการบรรเลงของ วงปี่พาทย์ถวายพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกลา้เจ้าอยู่หัว ซ่ึงทรงพอพระราชหฤทัยและโปรดเกลา้โปรด กระหม่อมพระราชทานเลื่อนยศเป็ นพระประดิษฐไพเราะ เพลงเชิดจีนทางดนตรีที่พระประดิษฐไพเราะแต่งข้ึนน้ีต่อมาปรมาจารยท์างนาฏศิลป์ได้ น าเอาท านองเพลงท่อนที่ 3 ซึ่งเรียกว่า เชิดจีนตัวที่ 3 มาประดิษฐ์ท่าร าประกอบท านองเพลงให้ต่อเนื่องกับ เพลงเชิดฉิ่ง จดัแสดงเป็นระบา ชุดเบ็ดเตล็ด ผูแ้สดงเป็นตวันางลว้นแต่งกายนุ่งผา้ยกจีบหน้านาง ห่มสไบ ตาด สวมกระบงัหนา้แสดงคร้ังแรกในงานฉลองรัฐธรรมนูฐ ปีพ.ศ. 2479 ผู้ประดิษฐ์ท่าร าระบ าเชิดจีน คือ หม่อมครูต่วน (ศุภลักษณ์) ภัทรนาวิก คุณครูลมุล ยมะคุปต์ ต่อมาคุณครูท้งั 2 ท่าน ไดป้รับปรุงรูปแบบการแสดงชุดน้ีแตกต่างจากที่ประดิษฐ์ในคร้ังแรกกล่าวคือ 1. ให้ผู้แสดงแต่งกายยืนเครื่องพระ – นาง 2. เพิ่มเติมท่าร าในเพลงเชิดฉิ่ง 3. จัดรูปแบบในการแปรแถวใหม่ แลว้เรียกชื่อระบา ชุดปรับปรุงน้ีว่า “ระบ าเชิดจีน (พระ – นาง )” จัดแสดงในงานรับรองแขก ผู้มีเกียรติของรัฐบาลสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม และงานรื่นเริงของหน่วยราชการและเอกชน นับเป็ น ระบ าไทยมาตรฐานที่มีลีลาท่าร าประณีตงดงามและท่วงท านองก็ไพเราะสอดคล้องสัมพันธ์กับท่าร าอย่าง สวยงามชุดหนึ่ง ระบา เชิดจีนน้ีเป็นการแสดงระบา ที่ร าเขา้กบัทา นองเพลงไม่มีบทร้อง ร ำซัดชำตรี ประวัติที่มา เป็ นการร าที่ปรับปรุงมาจากการร าซัดไหว้ครู ของละครโนรา – ชาตรีซ่ึงเป็นละครร าที่เก่าแก่ ของไทย การร าซัดน้ีเติมตัวนายโรง จะเป็นผูร้ าไหวค้รูเบิกโรงเสียก่อน ต่อมากรมศิลปากรได้น ามา ดดัแปลงใหม้ีผูร้ าท้งัชายหญิง เพื่อใหน้ ่าดูยิ่งข้ึน แต่ก็ยงัคงรักษาจงัหวะอนัเร่าร้อนของเดิมไว้ซ่ึงเป็นที่นิยม กัน ต่อมา ผู้ประดิษฐ์ท่าร าคือ คุณครูมัลลี (ครูหมัน) คงประภัศร์ และคุณครูลมุล ยมะคุปต์ ฉุยฉำยเบญจกำยแปลง ประวัติที่มา การแสดงชุดฉุยฉายเบญจกายแปลงน้ีอยู่ในละครเรื่อง “รามเกียรติ์” ตอน “นางลอย” เน้ือเรื่อง ยอ่มีดงัน้ี


44 เบญจกายเป็ นลูกสาวของพิเภกและนางตรีชฎา เป็ นหลานของทศกัณฐ์ พระยายักษ์เป็ นเจ้ากรุง ลงกา ซ่ึงขณะน้ันทศกัณฐ์ทราบข่าวศึกที่พระรามยกทพัมาทา ศึก ชิงเอานางสีดาคืนไป ทศกณัฐ์จึงคิดกล อุบายให้นางเบญจกายแปลงตัวเป็ นสีดา ท าเป็นตายลอยน้ ามายงัพลบัพลาของพระราม เพื่อให้พระราม เขา้ใจผิดว่านางสีดาตายแลว้จะไดย้กทพักลบั ไป ฉะน้ันบทฉุยฉายเบญจกายแปลงถูกประพนัธ์ข้ึนเพื่อให้ นางเบญจกายแปลงองค์เป็นสีดา เมื่อแปลงเสร็จแลว้ก็ข้ึนไปเฝ้าทศกัณฐ์เพื่อให้ส ารวจว่าเหมือนนางสีดา หรือไม่อย่างไร บทร้องฉุยฉายเบญจกายแปลงน้ีเป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จเจา้ฟ้ากรมพระยานริศรานุวตัติ วงศ์ การแต่งกาย ยืนเครื่องนาง โอกาสที่แสดง งานทวั่ ไป จ านวนผู้แสดง แสดงเดียว บทร้องฉุยฉำยเบญจกำยแปลง ฉุยฉายเอยจะข้ึนไปเฝ้าเจา้ก็กรีดกราย เย้อืงยา่งเจา้ช่างแปลงกายให้ละเมียดละมา้ยสีดานงลกษณ์ ั ถึงพระรามเห็นทรามวัย จะฉงนพระทัยให้อะเลื่ออะหลัก งามนักเอย ใครเห็นพิมพักตร์ก็จะรักจะใคร่ หลบัก็จะฝันคร้ันตื่นก็จะคิด อยากจะเห็นอีกสักนิดใหช้ื่นใจ งามคมดุจคมศรชัย ถูกอกทะลุในให้เจ็บอุรา แม่ศรี แม่ศรีเอย แม่ศรีรากษสี แม่แปลงอินทรีย์ เป็ นแม่ศรีสีดา ทศพักตร์มาลักเห็น จะตื่นเต้นในวิญญาณ เหมือนล้อเล่นให้เป็ นบ้า ระอาเจ้าแม่ศรีเอย อรชรเอย อรชรอ้อนแอ้น เอวขาแขนแมน แม้นเหมือนกินรี ระทวยนวยนาฎ วิลาศจรลี ข้ึนปราสาทมณีเฝ้าพระปิตุลาเอย เพลงเร็ว –ลำ ฉุยฉำยพรำหมณ์ ประวัติที่มา ฉุยฉายพราหมณ์ เป็ นตอนหนึ่งในบทละครเบิกโรง เรื่อง พระคเณศเสียงา พระราชนิพนธ์ใน พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกลา้เจา้อยหู่วัซ่ึงทรงพระราชนิพนธ์ข้ึนมาจากตา นานทางเทพเจา้


45 เรื่องย่อ หลังจากที่รามปรศุถูกพระอุมาสาปให้แข็งเป็ นหิน ด้วยเหตุที่ขว้างขวานไปโดนงาของพระ คเณศหัก บรรดาพราหมณ์ท้งัหลายก่อบงัเกิดความเดือดร้อน เพราะรามปรศุน้ันเป็นหัวหนา้แห่งพราหมณ์ ก็พากนัข้ึนเฝ้าพระนารายณ์ให้ทรงแกไ้ข พระนารายณ์จึงแปลงกายเป็นพราหมณ์นอ้ยไปร่ายร าต่อหนา้พระ อิศวรและพระอุมา พระอุมาบังเกิดความรักใคร่เอ็นดูจึงให้พราหมณ์น้อยขอพรได้ 1อย่าง พราหมณ์น้อยจึง ขอพรให้รามปรศุฟ้ืนข้ึนจากการถูกสาป พระอุมาจา ตอ้งทอนคา สาป รามปรศุฟ้ืนข้ึนจากการถูกสาป ดว้ย ความปิติยนิดีของพราหมณ์ท้งัหลาย เน้ือความในบทของฉุยฉายพราหมณ์น้ัน ไดก้ล่าวถึงความงดงามของผูร้ าตลอดจนท่าทีการ ร่ายร าไปตามบท การร าได้พรรณนาชมความงามของเนตรและความงามของหัตถ์ ตลอดจนความน่ารักของ ผไู้ร้เดียงสา ดงับทร้องต่อไปน้ี บทร้องฉุยฉำยพรำหมณ์ ฉุยฉายเอย ช่างงามข าช่างร าโยกย้าย สะเอวแสนอ่อนอรชรช่วงกายวิจิตรยงิ่ลายที่คนประดิษฐ์ สองเนตรคมขา แสนดา มนัขลบัชมอ้ยเนตรจบัยงิ่สวยสุดพิศ สุดสวยเอยยงิ่พิศยงิ่เพลินเชิญใหง้งงวย งามหัตถ์งามก็อ่อนระทวย ช่างนาฎช่างนวยสวยยวั่นยันา ท้งัหตัถท์ ้งักรก็ฟ้อนถูกแบบ ดูยลดูแยบสวยยงิ่เทวา แม่ศรี น่าชมเอย น่าชมเจ้าพราหมณ์ ดูทวั่ตวังาม ไม่ทรามเลยจนนิด ดูผุดดูผ่อง เหมือนทองทาติด ยงิ่เพ่งยงิ่พิศยงิ่คิดชมเอย น่ารักเอย น่ารักดรุณ เหมือนแรกจะรุ่น จะรู้เดียงสา เจา้ยมิ้เจา้แยม้แกม้เหมือนมาลา จ่อจิตติดตา เสียจริงเจ้าเอย เพลงเร็ว –ลำ เพลงเชิดฉิ่ง , ศุภลกัษณ์ การร าเชิดฉิ่งศุภลกัษณ์เป็นการร่ายร าของนางศุภลกัษณ์ซ่ึงเป็นตวัละครสา คญัตวัหน่ึงในเรื่อง “อุณรุท” ตอน “ศุภลักษณ์วาดรูป” ที่ใช้ส าหรับการแสดงละครในบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จ


46 พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โดยทรงน าเค้าเรื่องมาจากมหากาพย์ภารตะและคัมภีร์ปุราณะ อันแสดงถึง อภินิหารของพระนารายณ์ ปางกฤษณะอวตาร นางศุภลกัษณ์เป็นพี่เล้ียงของนางอุษา รับอาสาในการติดตามพระอุณรุทมาให้นางอุษา ในการ เดินทาง เนื่องจากนางศุภลักษณ์เป็ นยักษ์มีอิทธิฤทธิ์ จึงสามารถเหาะเหินเดินอากาศเพื่อไปวาดรูปเหล่า เทวดาบนทรวงสวรรค์โดยใชเ้พลงเชิดฉิ่งประกอบลีลาท่าร าไม่มีบทร้องและในการร าเชิดฉิ่งศุภลกัษณ์จะ มีลักษณะพิเศษ เรียกว่า “ตื่นกลอง” โดยสังเกตจากเสียงกลอง รัวถี่ๆ แทรกอยู้ในการบรรเลง ผู้ถ่ายทอดท่า ร าชุดน้ีคืออาจารยเ์ฉลยศุขะวนิช เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์ ไทย ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากหม่อมครู นุ่ม เมื่อคร้ังศึกษาอยู่ณ วงัสวนกุหลาบ การแต่งกาย ยืนเครื่องนางแต่ห่มผ้า 2 ชาย และใส่รัดเกล้าเปรว โอกาสที่แสดง ใช้ประกอบการแสดงเรื่อง “อุณรุท” ตอน “ศุภลักษณ์วาดรูป” หรือ การแสดงเบ็ดเตล็ดตาม ความเหมาะสม ระบ ำโบรำณคดี การแสดงชุดน้ีเกิดจากแนวคิดของนายธนิต อยู่โพธ์ิอดีตอธิบดีกรมศิลปากรที่น า วตัถุประสงค์จูงใจให้ผูดู้ผูช้มสืบสานความรู้จากโบราณวตัถุสถานให้แพร่หลาย โดยอาศยัการปั่น หล่อ จา หลกัของศิลปโบราณวตัถุสมยัต่าง ไดแ้ก่ 1. สมัยทวารวดี 2. สมัยเชียงแสน 3. สมัยศรีวิชัย 4. สมัยสุโขทัย 5. สมัยลพบุรี มาเป็นหลกั ในการวางแนวสร้างระบา ประจา สมัยของศิลปโบราณวตัถุแต่ละชุดข้ึน ซ่ึงมี ท้งัหมด 5 ชุด คือ ระบ าทวารวดี ระบ าเชียงแสน ระบ าศรีวิชัย ระบ าสุโขทัย ระบ าลพบุรี รวมเรียกกันเป็ นที่รู้จัก กันว่า “ระบ าชุดโบราณคดี” โดยมีนายธนิต อยู่โพธิ์ เป็ นผู้ประดิษฐ์สร้าง นายมนตรี ตราโมท เป็ นผู้สร้าง เพลงดนตรี คุณหญิงแพร้ว สนิทวงเสนี นางลมุล ยะมคุปต์ นางศุขวนิต ใช้ท่าร าและฝึ กซ้อม นายสนิท ดิษฐ์ พันธ์ออกแบบเครื่องแต่งกาย ระบ าชุดน้ีได้จัดแสดงถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและ พระบรมราชินีนาถทอดพระเนตรเป็นคร้ังแรก ในโอกาสเสด็จพระราชด าเนินทรงเปิดอาคารใหม่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนคร เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2510 ระบา ทวารวดีระบา ชุดน้ีสร้างข้ึนจากการสอบสวน คน้ควา้และประดิษฐ์ท่าร า เครื่องดนตรี เครื่องแต่งกาย จากภาพป้ัน และภาพจา หลกัที่ถูกคน้พบ ณ โบราณสถานสมยัทวารดีเช่น ครูบวัอู่ทอง นครปฐม ฯลฯ นักปราชญ์ในทางโบราณคดี ร่วมกันวินิจฉัยตามหลักฐานว่า ประชาชนชาวทวารวดีเป็ น


47 มอญคือเป็นเผา่ชนที่พูดภาษามอญ ดงัน้นัดนตรีและท่าร าในระบา ชุดน้ีจึงมีสา เนียงและลีลาเป็นแบบมอญ เครื่องดนตรีประกอบด้วย พิณ 3 สาย จะเข้ ขลุ่ยระนาดตดัตะโพน มอญ ฉิ่ง ฉาบและกรับ ผูป้ระดิษฐ์ท่าร า คือ นางลมุลยะมคุปต์นางเฉลยศุขะวนิช ไดจ้ดัแสดงให้ประชาชนชมคร้ังแรก ณ สังคีตศาลา งานดนตรี มหกรรมประจ าปี เมื่อวันที 12 มกราคม 2510 ระบ าเชียงแสน สร้างข้ึนตามศิลปะโบราณวตัถุสถาน สมยัเชียงแสน ซ่ึงมีเมืองหลวงชื่อน้ัน ต้งัอยู่บนฝั่งขวาของแม่น้า โขงทางตอนเหนือของประเทศไทยในทอ้งที่อา เภอเชียงแสน จงัหวดัเชียงราย ศิลปะแบบเชียงแสนได้แพ่หลายไปทวั่ดินแดนนภาคเหนือของไทยซ่ึงในสมยัโบราณเรียกว่าอาณาจกัร ล้านนา โดยมีนครเชียงใหม่เป็ นเมืองหลวง ต่อมาศิลปะแบบเชียงแสนได้แพร่หลายลงมาตามลุ่มแม่น้า โขง เขา้ไปในพระราชอาณาจกัรลาวที่เรียกวา่ลา้นชา้งหรือกรุงศรีสัตนาคนหุต ดงัน้นัท่าร าและดนตรีตลอดจน เครื่องแต่งกายจึงมีลักษณะและลีลา แบบภาคเหนือของไทยและภาคตะวันออกเฉียวเหนือละคนกัน ครูผู้ ประดิษฐ์ท่าร าคือนางลมุลยะมคุปต์นางเฉลยศุขะวนิช เครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลงไดแ้ก่แคน ปี่จุ่ม สะลอ้ ซึง ตะโพน ฉิ่ง ฉาบ และฆอ้งหุ่ย เพลงศรีวิชัย ประวัติความเป็ นมา เมื่อ พ.ศ.2509 ท่านตนกู อับดุล รามานห์ นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ได้ติดต่อขอนาฏศิลป์ ไทย ไปถ่ายท าประกอบภาพยนตร์ เรื่อง Raja Bersiong ที่ท่านแต่งข้ึน ทางกรมศิลปากรโดย นายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรขณะน้ัน ไดร้่วมกบันักวิชกาการทา การศึกษาคน้ควา้หลกัฐาน และไดล้งความเห็นว่า อาณาจักรศรีวิชัยมีความเจริญรุ่งเรืองในระหว่างพุทธศตวรรษที่ 15 – 18โดยมีศูนย์กลางอยู่ทางตะวันออก ของเกาะสุมาตรา ไปจนถึงตะวันตกของชวา ตลอดจนแหลมมลายู แล้วเลยเข้ามาทางตอนใต้ของไทยจนถึง บริเวณจังหวัดสุราษฎร์ธานี จากหลักฐานทางศิลปด้านโบราณวัตถุ สมัยศรีวิชัยที่ปรากฎอยู่ในประเทศไทยประกอบกับ ภาพจา หลกัของพระสถูป บุโรพุทโธในชวาจึงไดจ้า ลองภาพการแต่งกาย รวมท้งัเครื่องดนตรีมารวมเป็น ศิลปะลีลานาฏศิลป์ ไทยผสมกบันาฏศิลป์ชวาแลว้เรียกระบา ชุดน้ีวา่ “ ระบ าศรีวิชัย “ ผู้ที่คิดประดิษฐ์ท่าร า ชุดน้ีคือคุณครูลมุลยมะคุปต์และคุณครูเฉลยศุขวณิช ผปู้ระพนัธ์ทา นองดนตรีคืออาจารยม์นตรีตราโมท ผู้ประดิษฐ์เครื่องแต่งกายคือ อาจารย์สนิท ดิษฐพันธุ์ ระบา ชุดน้ีแสดงคร้ังแรกเมื่อเดือนกุมภาพนัธุ์พ.ศ.2510 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์และประเทศ สิงคโปร์ต่อมาจึงนา มาแสดงในประเทศไทย จนทุกวนัน้ี เครื่องแต่งกาย การแต่งกายและเครื่องประดบัของระบา โบราณคดีชุดศรีวิชยัน้ีไดแ้นวคิดมา จากภาพจา หลีกของภาพป้ัน ณ สถูปบุโรพุทโธในชวา เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดงชุดน้ีไดแ้ก่ 1. กระจับปี่ 2. ฆ้อง 3ลูก แบบฆ้องโนห์รา


Click to View FlipBook Version