48 3. ตะโพน 4. กลองแขก 5. ขลุ่ย 6. ซอสามสาย 7. ฉิ่ง 8. ฉาบ 9. กรับ ระบ ำสุโขทัย สร้างข้ึนในตามสมยัโบราณวตัถุสถาน สมยัสุโขทยัซ่ึงมีพระพุทธรูปปูนปั่น และหล่อสัมฤทธิ์ โดยเฉพาะพระพุทธรูปปางลีลา แช่มช้อยงดงามได้รับยกย่องว่า เป็ นแบบอย่างศิลปกรรม ที่งดงามอย่างยิ่งแสดงว่าประชาชนชาวสุโขทยัมีความเจริญอย่างยิ่ง ในเชิงศิลปวฒันธรรม เศรษฐกิจและ สังคม ท่าร าและการแต่งกายสร้างข้ึนตามความรู้สึกและแนวสา เนียงถอ้ยคา ในศิลาจารึก ประกอบลีลาภาพ ปิ่นหล่อในสมยัน้นั ไดแ้ก่ปี่ใน ฆอ้งวง ซอดว้ง ซอสามสายกระจบั ปี่ตะโพน ฉิ่งโหม่งและกรับ ระบ ำลพบุรีระบา ชุดน้ีสร้างข้ึนจากหลกัฐานทางโบราณวตัถุและโบราณสถาน สมยัที่สร้าง ข้ึงตามศิลปะแบบขอม เช่น พระปรางคส์ามยอด ที่จงัหวดัลพบุรี ปราสาทหินพิมาย ที่จังหวัดนครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุ่ง ที่จงัหวดับุรีรัมย์เป็นตน้นกั ปราชญโ์บราณคดีกา หนด เรียกวา่ศิลปะลพบุรีดว้ยเหตุน้ี เองทา นองเพลงของระบา ชุดน้ีจึงมีส าเนียงเป็นเขมร เครื่องแต่งกายและลีลาท่าร า ประดิษฐ์จากรูปหล่อ โลหะ ศิลปะสมัยลพบุรี ผู้ประดิษฐ์ท่าร าคือ นางลมุล ยะมคุปต์ นางเฉลย ศุขะวนิช เครื่องดนตรีที่ใช้ใน ระบา ชุดน้ีคือ ซอสามสาย พิณน้า เตา้ ปี่ใน โทน กระจบั ปี่ฉิ่ง ฉาบและกรับ ระบ ำมยุรำภิรมย์ ประวัติที่มา ระบ ามยุราภิรมย์ชุดน้ีเป็นระบ าที่กรมศิลปากรรับมอบหมายให้นายมนตรีตราโมท ผู้เชี่ยวชาญด้านดุริยางค์ไทย กรมศิลปากรและศิลปิ นแห่งชาติ แต่งท านองเพลงเพื่อประกอบท่าร่ายร าหมู่ นกยูงในการแสดงละครเรื่อง “อิเหนา” ตอน “สียะตราพบนางเกนหลง” และต้งัชื่อเพลงน้ีว่า “เพลงมยุรา ภิรมย์” จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ นายกรัฐมนตรี ได้จัดแสดงในโอกาสรับรองประธารนาธิปบดีซูการ์โน แห่งสาธารรัฐอินโดนิเซีย ราชอาคันตุกะ ณ หอประชุมกระทรวงวัฒนธรรม สนามเสือป่ า เมื่อวันที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2505 ผู้ประดิษฐ์ท่าร าคือ นางลมุล ยะมคุปต์ ผู้เชี่ยวชาญการสอนนาฏศิลป์ วิทยาลัยนาฏศิลป กรม ศิลปากร ดนตรี วงปี่ พาทย์ไม้นวม เครื่องห้าหรือเครื่องคู่หรือเครื่องใหญ่ ท านองเพลง มยุราภิรมย์ เป็ น เพลงประเภทอตัราสองช้นัและช้นัเดียว ใชก้ลองแขกตีหนา้ทบัลางไม่มีบทร้อง การแต่งกายแบบเบด็เตลด็เส้ือกางเกงคนละท่อนสีเขียว ปีก หาง เลบ็หวันกยงูเปิดหนา้
49 ลักษณะท่าร า ท่ากรีดร่ายของนกยูง ผสมผสานกับลีลาท่าร า พร้อมกับการแปรแถวรูปแบบ ต่างๆ ฟ้อนพม่ำเปิ งมำง ประวัติที่มา ฟ้อนพม่าเปิงมางน้ีไดน้า มาจากการแสดงระบา กลอง ซ่ึงจดัแสดงข้ึน ณ โรงละครแห่งชาติ เปิงมางน้ีเป็นกลองของพม่าซ่ึงการแสดงชุดน้ีจะเป็นทา นองเสียส่วนมากผูป้ระดิษฐ์ท่าร าคือนางลมุลยะม คุปต์นางเฉลยศุขะวนิช ไดน้า ท่าร าน้ีมาถ่ายทอดใหก้บันกัเรียนสาขานาฏศิลปละคร นา ออกแสดง เซิ้งสัมพันธ์ เซิ้ง เป็นการละเล่นพ้ืนเมืองของชาวไทยที่อยู่ภาคตะวนัออกเฉียงเหนือ เครื่องดนตรีที่ใช้ ประกอบการละเล่นได้แก่แคน กร๊อบแกร๊บ โหม่งกลองเตะและกลองยาวลีลาของการเซิ้งจะมีความ กระฉับกระเฉงแคลว้คล่องว่องไว ท้งัน้ีเพื่อความสนุกสนาน กระบวนการเล่นเซิ้งน้ีส่วนใหญ่จะน าเอา อาชีพหลกัมาประกอบดว้ยเช่น นา อาชีพตกปลาโดยใชส้วิงมาประดิษฐ์เป็นลีลาการเล่นเซิ้งสวิง นา เอากปั กริยาที่ผู้หญิงชาวบ้านเอาอาหารใส่กระติบข้าว ไปส่งข้าวให้สามีหรือญาติพี่น้องที่อยู่กลางไร่นา มาเป็ นลีลา ท่าเซิ้งกระติบขา้ว ส าหรับเซิ้งชุดน้ีอาจารยป์ฐมรัตน์ถิ่นธรณีเป็นผูค้ิดลีลากระบวนจงัหวะกลองคุณครูล มุล ยะมคุปต์และคุณครูเฉลย ศุขะวณิชเป็ นผู้ปรับปรุงลีลาท่าร า ระบ ำนพรัตน์ ในการแสดงเรื่อง สุวรรณหงส์ตอน พราหมณ์เล็กพราหมณ์โตของกรมศิลปากร มีเน้ือร้อง ตอนหนึ่งว่า พระสุวรรณหงส์พาพราหมณ์เล็ก(พระเกศสุริยงแปลง) ไปชมถ้า แกว เพื่อจะจับพิรุณว่าเป็ น ้ หญิงหรือชาย ในการแสดงตอนน้ีมีความประสงค์ให้หมู่แกว้นวรัฐออกมาจบัระบา เป็นบุคลาธิษฐานข้ึน เพื่อถวายความสวยงามและประโยชน์ของเพชรแต่ละอย่างออกมาเด่นชัด ด้วยท่าระบ าร าร้องและท านอง เพลง ท้งัน้ีโดยมอบให้อาจารยม์นตรีตราโมท ประพนัธ์บทร้องข้ึนใหม่พร้อมกบัหาทา นองเพลงอาจารย์ มนตรีตราโมทไดน้ าเอาทา นองเพลงสุรินทราหูและเพลงเร็วเก่า น ามาดดัแปลงประกอบการแสดงชุดน้ี และนา ออกมาแสดงคร้ังแรกเมื่อ พ.ศ. 2492 ณ โรงละครศิลปากร ปรากฏว่าได้รับความนิยมเป็ นอย่างมาก ระบ านพรัตน์เป็ นการบรรยายและแสดงให้เห็นถึงคุณประโยชน์ของอัญมณีแต่ละชนิด ซึ่งมีความแตกต่าง กันไป จัดว่าเป็ นระบ าที่สวยงามมากชุดหนึ่ง นิยมน ามาแสดงในงานมงคล การแต่งกายแต่งตามสีของอญัมณีแต่ละชนิด พร้อมท้งัเครื่องประดบัสีเดียวกนั บทร้องระบ ำนพรัตน์ รัตนาคูหากายสิทธิ์ ล้วนวิจิตรเนาวรัตน์จรัสฉาย แสงมณีสีวาวอร่ามพราย เป็ นเลื่อมลายแลสลับระยับตา อันเพชรดีสีขาวรุ้งพราวเพริศ สุดประเสริฐแสงสีวิเลขา
50 ใครประดับเพชรดีมีราคา เรื่องเดชานุภาพด้วยดวงมณี ทับทิมแท้แลดูแดงอร่าม แสงวาววามแจ่มจรัสรัศมี ก าจัดปวงโรคาพยาธิ พูนทวีสินทรัพย์นับอนันต์ มรกตสุดขจีสีเขียวขา แสนงามล้า เลอเลิศประเสริฐสรรพ์ ประดบักนัเข้ียวงาสารพนัคุม้ภยนัตราลว้นมวลพารา อนัมณีสีเหลืองเรืองวิรุจน์นี่คือบุษราคมัเลิศล้า ค่า เป็ นอาภาณ์พูนสวัสดิ์วัฒนา ชนม์พรรษายืนด ารงคงนิรันดร์ แกว้โกเมนแดงก่า น้า ใสสด แสงงามงดรูจีแสงสีสรรพ์ ผู้ประดับรับเคารพอภิวันท์ ประชานันต์นับถือเลื่องลือนาม นิลกาฬน้า เงินก่า ล้า หมอกเมฆ รุจิเรขรุ่งโรจน์โชติอร่าม อา นวยสรรพส์ุขารมณ์อภิธาน สิ่งดีงามหลามหลงั่สะพรั่งมา สีขาวหม่นหมอกมัวสลัวแสง บอกแสดงมุกดาหารตระการสง่า ดลขจัดสัตว์ร้ายพ่ายเดชา อสรพิษนานาล่าหลีกไกล แกว้เพทายพรายแสงสีแดงระเรื่อ พรรณอะเค้ือลายองผุดผ่องใส น าศิริมงคลดลโชคชัย ก าจัดภัยผองอุบาทว์ให้คลาดคลา แก้วไพฑูรย์ชุ่นฉวีสีไม้ไผ่ สังวาลย์ไหมสาแหรกผ่านประสานสายบันดาลชัยชนะหมู่ศัตรูร้าย แผ่ก าจาย เสน่ห์ติดจับจิตเอย เพลงสุรินทรำหู สีขาวผ่องเพชรดี ทับทิมสีมณีแดง เขียวใสแสงมรกต เหลืองใสสดบุษราคัม แดงแก่ก่า โกเมนเอก สีหมอกเมฆนิลกาฬ มุกดาหมอกมัว แดงสลัวเพทาย สังวาลย์สายไพฑูรย์ เจิดจ ารูญนพรัตน์ อวยสวัสดิภาพล้วน ปวงวิบัติขจัดพ้น ผ่านร้ายกลายดี ปี่ พำทย์ท ำเพลงรัว ฟ้อนม่ำยมุ้ยเชียงตำ ฟ้อนม่ายมุ้ยเชียงตาน้ีพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงดัดแปลงมาจาก “ฟ้อนก าเข้อ” หรือ ระบา ผีเส้ือ ซ่ึงเป็นการละเล่นของชาวไทยใหญ่และชาวลานนามาแต่โบราณ มีประวตัิไวว้า่
51 “ประวัติของม่ายมุ้ยเชียงตา” มีดงัน้ีพระราชชายาเจา้ดารารัศมีทรงเห็นว่าการฟ้อนร าซ้า ซากอยากจะทรง เปลี่ยนแปลงให้แปลกตาบ้าง จึงมีพระราชประสงค์ให้ตัวระบ าพม่า มาแสดงทอดพระเนตร ถ้าเหมาะสมก็ จะทรงดัดแปลงมาผสมกับร าไทยเป็ นพม่ากลาย สัก 1 ชุด ไดร้ับสั่งใหเ้จา้จนัทรังษี( นอ้งสาวเจา้ทิพวรรณ กฤษดากร) ซึ่งเป็ นภรรยาของพ่อค้าไม้ในพม่า ให้หาตัวระบ ามาถวาย เจ้าจันทรังษีหาได้ชาย 1 หญิง 1 มา แสดงถวายทอดพระเนตร จึงทรงรับไว้เป็ นครูฝึ กอ่อนอยู่ระยะหนึ่งทรงเห็นว่า ท่าร าของชายไม่ค่อยจะน่าดู นกัจึงรับสั่งให้ครูหญิงแสดงท่าร าของระบา พม่า ที่แสดงในที่รโหฐานของกษตัริยพ์ม่าใหท้อดพระเนตรก็ พอพระทยัจึงได้ทรงดัดแปลงท่าร ามาเป็น ท่าระบา ผีเส้ือ โดยใช้บทเพลงและเน้ือร้องพม่าตามเดิม เมื่อ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าฯ รัชกาลที่ 7 เสด็จเยี่ยมมณฑลพายัพ และได้เสด็จมาเสวยพระกายหารเย็นที่วัง ของพระราชชายาเจา้ดารารัศมีจึงไดท้รงเปลี่ยนจากชุดผีเส้ือมาเป็นระบา ในที่รโหฐาน แสดงถวายโดยใช้ ภาพในหนังสือเรื่อง “พระเจาสีป้อ” ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันพงศ์ เป็ นตัวอย่าง การแสดงฟ้อนม่ายมุย้เชียงตาถวายทอดพระเนตรคร้ังน้ัน ใชผู้แ้สดง 16คน เป็นคนเชียงใหม่ท้งัหมด และ ใช้เวลานามาก ท่าร าก็ซ้ าหลายตอน คร้ันเมื่อซ้อมจะแสดงในงานวดัสวนดอกคร้ังสุดท้าย หม่อมแส หัวหนา้ครูฝึกไดทู้ลถามว่า ม่ายมุย้เชียงตาน้ีจะใชก้ารแต่งกายเป็นชาย 1แถว หญิง 1แถว จะสมควรไหม รับสั่งตอบว่า เราซ้อมโดยใชแ้บบอย่างระบา ในที่รโหฐานของเขาก็จะตอ้งรักษาระเบียบประเพณีของเขา ไว้ระบา ชุดน้ีตอ้งใชห้ญิงลว้นตามธรรมเนียม หากวา่ท่าร าซ้า กนัจะตดัออกเสียบา้งก็ดีจะไดไ้ม่เบื่อตาการ รักษาประเพณีเดิมเป็ นเรื่องส าคัญมาก ถ้าอยากจะใช้การแต่งกายเป็ นพม่าชายข้าง ก็ดัดแปลงม่านเม้เล้ เป็ น ชาย 1แถว หญิง 1แถวก็ได้การฟ้อนม่านน้ีแมพ้ระราชชายาเจา้ดารารัศมีจะทรงดดัแปลงมาจากพม่าก็จริง แต่สมเด็จกรมพระยาด ารงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานว่า พม่าได้แบบอย่างการร าละครไทยไปเป็ นละคร ช้นัสูงของเขา ชาวพม่าเรียกวา่ละครโยเดียคา วา่ โยเดียก็คืออโยธยานนั่เอง ชุดฟ้อนม่านน้ีผูแ้สดงเป็นหญิงลว้น มีไม่ต่า กว่า 3คน เครื่องแต่งตวัเป็นแบบพม่า นุ่งผา้ซิ่น ยาวถึงตาตุ่มสวมเส้ือแขนยาว ตวัเส้ือยาวแค่เอว มีผา้แพรสีคลอ้งคอยาวลงมาถึงเข่าผมเกลาสูงปล่อยชาย ้ ผมลงมาทางด้านไหล่ขวา มีพวงมาลัยดอกไม้สดสวมรอบมวย และมีพวงอุษาห้อยลงมากันชายผม ท่วงทีที่ฟ้อน มีท้งัชา้และเร็ว ส่วนรูปขบวนที่ฟ้อนก็เป็นแถวบา้งจบัคู่บา้งและเป็นคร่ึงวงกลม บา้ง บางตอนก็จะจบัชายผา้ร่ายร าคลา้ยปีกผีเส้ือเพลงที่ร้องเป็นเพลงพม่า แต่คนไทยน ามาร้องจนเพ้ียน เสียงเดิมไปหมด แมพ้ม่าเองก็ฟังไม่เขา้ใจ ดงัน้ี บทขับร้องฟ้อนม่ำยมุ้ยเชียงตำ อา้ยเูมตาเม้ีย สู่เค สู่เค สู่เคอา้ โอลาชินโยขิ่น ขิ่น เลบาโละขิ่น ขิ่น เลบาโละ ซูเพาตูหู กระตกกระแตบาโละ เวลายูหู โอเมลา ซวยตองบู ปูเลเลรส โอบาเพ่ เฮ เฮ เฮเฮ่ มิสตามาตาบ่าเล้ ดีเมาเซท แดละแม่กว่า ดีเมาเซท แดละแม่กว่า
52 แม่วฟิ ล กันทา ซวย ซวยไล โอดีแล แมวาตอย ยียอมไม ส่วนด้านกว่าแคะ ปู่ เลเส โอนิสันเลเฟ ปู่ เลเส เซนิเก เพมาเพ ตีตาแมวเย เจาพีละซีกระเตเตียวโว คานุธานุเว แต่เวลาย้หีวี่แง้หยา่สาย้หีวี่แง้หยา่สา รองเง็ง รองเง็ง หมายถึงการละเล่นชนิดหน่ึงที่เป็นพ้ืนเมืองของภาคใต้คือการเตน้ร าคู่ระหว่างหญิง กบัชาย ดว้ยลีลาการเคลื่อนไหวของเทา้ โดยไม่ถูกเน้ือตอ้งตวักนั ในระหว่างการแสดงหรือเตน้จะมีดนตรี บรรเลงเพลงคลอไปด้วย เพลงที่ยืนโลม คือ เพลงลาดูคู่วอกับเพลงเมาะอีมังลามา รองเง็งไดเ้ริ่มมีข้ึนเมื่อ ชาวโปตุเกสได้น าเข้ามาในแหลมมลายูสมัยแรก การแต่งกาย แต่งกันได้หลายลักษณะ ตามแต่โอกาสและความเหมาะสม แต่โดยปกติจะแต่ง กนัเป็นแบบพ้ืนเมืองคือ ชาย สวมหมวกแขกสีดา กางเกงขายาวสีสุภาพ เส้ือเชิ๊ตสีขาวหรือสีเดียวกนักางเกงผา้รินิจนงั หรือผ้าชาเอนดัง ถุงเท้า รองเท้า หญิง นุ่งผา้โสร่งหรือผา้ปาเต๊ะ สวมเส้ือแขนยาว มีผา้คลุมไหล่เป็นผา้ลูกไม้สวมสร้อยคอใส่ รองเทา้มีดอกไมท้ดัผมหรือปิ่นปักผม เครื่องดนตรี ประกอบด้วย ไวโอลีน ร ามะนา ฆ้องและกลองแขก เพลงรองเง็ง มีดว้นกนัท้งัหมด 12 เพลง คือ เพลงลามูดูวอ เพลงฟูโจ๊ะฟี ฮัง เพลงเมาะอีนังฟวา เพลงจินตาปายัง เพลงเมาะอีนังลามา เพลงลานัง เพลงบุหงาร าไพ เพลงมิสแพระพ์ เพลงอานะดีดี เพลงตาลีทาโลง เพลงติมังบูรง เพลงจินโยดีวัดคูมาล าธารี
53 เซิ้งกระหยัง เซิ้งกระหยงัเป็นการแสดงอย่างหน่ึงที่ชาวกาฬสินธุ์ในอา เภอกุสินารายณ์เป็นผูป้ระยุกตข์ ้ึน ท่าร าจากเซิ้งต่างๆ เช่น เซิ้งกระติ๊บ เซิ้งสาละวนัฯลฯ มาผสมผสานกนัพร้อมท้งัจดัขบวนท่าร าข้ึนใหม่รวม 19 ท่าดว้ยกนัแต่ละท่าก็มีชื่อเรียกต่างๆกนัดงัน้ีคือ 1. เซิ้งท่าไหว้ 2. เซิ้งภูไท 3. เซิ้งโปรยดอกไม้ 4. เซิ้งขยบัสะโพก5. เซิ้งจบัคู่ถือกระหยัง 6. เซิ้งนงั่เก้ียว 7. เซิ้งสับ 8. เซิ้งยนืเก้ียว 9. เซิ้งร าส่าย 10. เซิ้งเก็บผกัหวาน 11. เซิ้งกระหยงัต้งัวง 12. เซิ้งตดัหนา้ 13. เซิ้งสาละวนั 14. เซิ้งกลองยาว 15. เซิ้งร าวง 16. เซิ้งชวนกลบั 17. เซิ้งแยกวง 18. เซิ้งนางชา้ง 19. เซิ้งนงั่ เนื่องจากผู้ที่แสดงถือกระหยัง ซึ่ งเป็ นภาชนะอย่างหนึ่ งท าด้วยไม้ไผ่สาน มีลักษณะคล้าย กระบุงใส่สิ่งของต่างๆ ฉะน้ันจึงเรียกชื่อเซิ้งน้ีว่า “เซิ้งกระหยงั” ตามภาชนะที่ถือ ส าหรับเครื่องดนตรี ประกอบการแสดงเซิ้งกระหยงั ประกอบดว้ยแคน แกร็บ กรองแต๊ะกลองยาว ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง และยังมี พิณ (ลักษณะคล้ายกับซึงของภาคเหนือ) และปี่ อ้อ (ลักษณะและวิธีเป่ าเหมือนปี่ จุมของภาคเหนือ) การ บรรเลงจะช้าสลับกับเร็วตามจังหวะของการร่ายร า ซึ่งนับเป็ นการแสดงที่สวยงาม สนุกสนาน อีกชุดหนึ่ง ซึ่งกรมศิลปากรได้ถ่ายทอดและน าออกแสดงต่อสาธารณชนอยู่เนือง ๆ ม่ำนมอญสัมพันธ์ การแสดงชุดน้ีประกอบอยู่ในละคร เรื่องราชาธิราช ตอน กระทา สัตย์ตามเน้ือเรื่องที่ดา เนิน ความว่าฝ่านพม่ากบัมอญจะกระทา สัตยต์ ่อกนั ในการที่จะไม่ทา สงครามกนัสืบไปภายภาคหน้าก่อนที่จะ
54 เริ่มพิธีกระท าสัตย์นักฟ้อนของมอญและพม่าก็ออกมาฟ้อนร่วมกัน ลีลาที่พม่าและมอญฟ้อนจะเป็ น เอกลักษณ์แต่ละชาติ นับเป็นฟ้อนชุดหนึ่งที่ผู้ชมจะได้มีโอกาสเห็นลีลาท่าทางนักฟ้อนที่เป็ นนักฟ้อนแบบ มอญและพม่า ว่าละม้ายคล้ายคลึงหรือผิดแผกแตกต่างกันอย่างไร ฟ้อนพม่า – มอญ นอกจากจะแสดง ประกอบในละคร เรื่องราชาธิราช ดังกล่าวแล้วยังน ามาแสดงเป็ นชุดเอกเทศได้ ฟ้อนภูไท ภูไท หรือผู้ไทย เป็ นกลุ่มชาติพันธุ์ที่ใหญ่รองลงมาจากไทย และลาวตามตัวเลขที่ปรากฏใน ภาคตะวนัออกเฉียงเหนือ มีพวกผูไ้ทยอยู่ประมาณแสนคน กลุ่มใหญ่ที่สุดอยู่แถบลุ่มแม่น้ าโขง และ เทือกเขาภูพาน ไดแ้ก่จงัหวดันครพนม สกลนครกาฬสินธุ์ ผู้ไทยเป็นคนขยนัขนัแข็ง มธัยสัถ์เวลาโดยทวั่ๆไปแลว้เจริญก้าวหน้ามากกว่าพวกไทย – ลาว ที่อยู่ใกลเ้คียง เป็นกลุ่มพฒันไดเ้ร็วการฟ้อนผูไ้ทยน้ีเป็นการละเล่นอยา่งหน่ึงของชาวผูไ้ทย เดิมทีน้ัน การร่ายร าแบบน้ีเป็นการร าเพื่อถวายพระธาตุเชิงชุมแต่อย่างเดียว ต่อมาไดใ้ชใ้นงานสนุกสนานรื่นเริงต่าง ๆ ดว้ยการฟ้อนภูไทบางคร้ัง จงใชท้ ้งัชาย– หญิง และหญิงคู่กัน เพลงฟ้อนภูไท ไปเย้ยไป ไปโห่เอาชัยเอ้าสอง ไปโฮมพี่โฮมน้อง ไปช่วยแซ่ซ้องอวยชัย เชิงเขาแสนจน หนทางก็ล าบาก ข้อยสู้ทนยาก มาฟ้อนร าให้ท่านชม ข้อยอยู่เทิงเขา ข้อยยังเอาใจมาช่วย พวกข้อย ขออ านวย อวยชัยให้ละเนอ ขออ านาจไตรรัตน์ จงปกปักรักษา ชาวไทยถ้วนหน้า ให้วัฒนาสืบไป เวลาก็จวน ข้อยจะด่วนไป ขอความมีชัย แด่ทุกท่านเทอญ ข้อยลาละเนอ ข้อยลาละเนอ เพลงเหย่อย เป็นการละเล่นพ้ืนเมืองอย่างหน่ึงของไทย นิยมเล่นตามเทศกาลต่าง ๆ ตามทอ้งที่จงัหวดั กาญจนบุรีแต่เล่นในบางทอ้งถิ่นไม่แพร่หลายเหมือนการละเล่นอย่างอื่น กรมศิลปากรไดส้ ่งศิลปินของ
55 กรมศิลปากรไปฝึกหัดและถ่ายทอด จากชาวบา้นอยบู่า้นเก่า ตา บลจรเขเ้ผือกอา เภอจงัหวดักาญจนบุรีเมื่อ เดือนมิถุนายน 2506 ลกัษณะการเล่น เริ่มด้วยประโคมกลองยาว เพื่อเรียกร้องความสนใจให้ผู้ร าเกิดความสนุก เมื่อจบกระบวนโหมโรมแล้ว พวกนักดนตรีจะเปลี่ยนมาเล่นจังหวะช้า เพื่อจะได้ประกอบท่าร า ค าร้อง ให้ ถูกต้องและชัดเจน ส่วนท่าร าของเพลงเหย่อยน้ัน ปรากฏว่าไม่มีแบบฉบบัที่แน่นอน สุดแทแ้ต่ผูใ้ดถนัดที่จะร า แบบไหนก็ร าได้ตามใจชอบ หรือร ากันได้ตามอัตโนมัติ ข้อส าคัญอยู่ที่การสืบเท้า ซึ่งจะต้องสืบเท้าแบบ ถนดัไป เทา้ที่สืบไปตอ้งไม่ยกสูง หรือติดไปกบัพ้ืนเลยที่เดียวและเทา้ซา้ยตอ้งนา ไปก่อนเสมอ ท้งัน้ีผิดกนั กบัการเตน้กา ร าเคียวซ่ึงเวลาร าเทา้ขวาไปก่อน และเวลาสืบเทา้ยกเทา้สูง ดนตรี เครื่องดนตรีที่ใช้ในการเล่น เพลงเหย่อยก็มีกลองยาว ฉิ่ง ฉาบ กรับ โหม่ง และกรม ศิลปากรไดเ้พิ่มปี่ชวาเขา้ไปอีกอยา่งหน่ึง เพลงร้อง เน้ือร้องเพลงเหย่อยน้ีเริ่มตน้ดว้ยเพลงพาดผา้แลว้ก็เพลงเกี่ยว เพลงสู่ขอเพลงลกั หาพาหนี จบลงด้วยเพลงลา ดังตัวอย่าง คา ร้องโตต้อบแกเ้ก้ียวกนั ในเพลงเหย่อย ดงัที่ยกมาไวท้า้ยเรื่องน้ีถา้พิจารณาดูแลว้จะเห็นวา่มี ท้งับทเกริ่น-เก้ียว – สู่ขอ –ลักหาพาหนี -ลา อยู่ครบถ้วน บทร้องเพลงเหย่อย ชาย มาเถิดหนาแม่มา มาเล่นพาดผ้ากันเอย พี่ต้งัวงไวท้ ่าอยา่นิ่งรอชา้เลยเอย พี่ต้งัวงไวค้อยอยา่ ใหว้งกร่อยเลยเอย หญิง ให้พี่ยื่นแขนขวา เข้ามาพาดผ้าเถิดเอย ชาย พาดเอยพาดลง พาดที่องค์น้องเอย หญิง มาเถิดพวกเรา ไปร ากับเขาหน่อยเอย ชาย สวยแม่คุณอย่าช้า ก็ร าออกมาเถิดเอย หญิง ร าร่ายกรายวง สวยดังหงษ์ทองเอย ชาย ร าเอยร าร่อน สวยดังกินรนางเอย หญิง ร าเอยร าคู่ น่าเอ็นดูจริงเอย ชาย เจ้าเขียวใบข้าว พี่รักเจ้าสาวจริงเอย หญิง เจ้าเขียวใบพวง อย่ามาเป็ นห่วงเลยเอย ชายรักนอ้งจริงจริง รักแลว้ไม่ทิ้งไปเอย หญิงรักนอ้งไม่จริง รักแลว้ก็ทิ้งไปเอย ชาย พี่แบกรักมาเต็มอก รักจะตกเสียแล้วเอย
56 หญิง ผู้ชายหลายใจ เชื่อไม่ได้เลยเอย ชาย พี่แบกรักมาเต็มลา ช่างไม่เมตตาเลยเอย หญิง เมียมีอยู่เต็มตัก จะให้น้องรักอย่างไรเอย ชาย สวยเอยคนดี เมียพี่มีเมื่อไรเอย หญิง เมียมีอยทู่ ี่บา้น จะทิ้งทอดทานใหใ้ครเอย ชาย ถ้าฉีกได้เหมือนปู จะฉีกให้ดูใจเอย หญิง รักจริงแล้วหนอ รีบไปสู่ขอน้องเอย ชาย ขอก็ได้ สินสอดเท่าไรน้องเอย หญิง หมากลูกพลูจีบ ให้พี่รีบไปขอเอย ชาย ข้าวยากหมากแพง เห็นสุดแรงน้องเอย หญิง หมากลูกพลูครึ่ง รีบไปให้ถึงเถิดเอย ชาย รักกันหนาพากันหนี เห็นจะดีกว่าเอย หญิง แม่สอนเอาไว้ ไม่เชื่อค าชายเลยเอย ชาย แม่สอนไว้ หนีตามกันไปเลยเอย หญิง พ่อสอนไว้ว่า ให้กลับพาราแล้วเอย ชาย พ่อสอนว่า ให้กลับพาราพี่เอย หญิง ก าเกวียนกงเกวียน ต้องจากวงแล้วเอย ชายกรรมวิบากวนัน้ีตอ้งจากเสียแลว้เอย หญิง เวลาก็จวน นอ้งจะรีบด่วนไปก่อนเอย ชายเราร่วมอวยพรก่อนจะลาไปก่อนเอย (พร้อม) ให้หมดทุกข์โศกโรคภัย สวัสดีมีชัยทุกคนเอย ฟ้อนลำวค ำหอม ฟ้อนลาวคา หอมน้ีบทร้องนา มาจากบทละครพนัทางเรื่อง “พระลอ” ซึ่งเป็ นพระนิพนธ์ของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ เจ้าจอมมารดาเขียน ในรัชกาลที่ 5 เป็ นผู้ประดิษฐ์ท่าร า อาจารยล์มุลยมะคุปต์อาจารยเ์ฉลยศุขะวนิช ไดน้า ท่าร าน้ีถ่ายทอดให้กบันกัเรียนสาขานาฏศิลป์ละครนา ออกแสดง
57 เพลงลำวค ำหอม สาวสุรางค์นางสนมบังคม บรมบาทราชร่มเกล้า เอ้ืออรโฉมโน้มทรวงสาว ทุกค ่าเช้า สาวรักสวาจึงเฝ้า ใฝ่ สนองพระคุณเอย ชะออ้นโอษฐ์แอ่ว พระแกว้ก่องโลก แสนสวยสะคราญ สังหารแสนโศก สร่างแสง วิโยคยวนใจ สร่างโศกสร่างเศร้า สร่างเหงาฤทัย เพราะพระโฉมท่านไคล้ เฉิดฉินชื่นเวียงเฉย ชื่นแสนชื่น ชื่นชวนเสน่หา ชื่นชีวา ของมหาราชท้าว เสน่ห์สนองรองบ่วงบาศก์เจ้า ระบือลือเลื่องกระเดื่องแดนด้าว โฉมพระนางอะคร้าว เครงเวียงเอย พลำยบัวเกี้ยวนำงตำนี เป็นการแสดงชุดหน่ึงที่อยู่ในละครเรื่องขุนช้างขุนแผน เน้ือเรื่องย่อ มีอยู่ว่า พลายบวและั พลายเพชรบวชเป็ นเณรที่วัดส้มใหญ่ วันหนึ่งได้รับข่าวจากนางศรีมาลาผู้เป็ นมารดาที่บาดเจ็บว่า ผู้ที่ท าร้าย นางคือ พลายยงค์ ลูกคนละพ่อของพระไวย จึงมีความเจ็บแค้นได้ลานางศรีมาลาไปแก้แค้น นางศรีมาลาทัด ทานไม่ไดจ้ึงบอกให้ไปขอความช่วยเหลือจากหลวงต่างใจผูเ้ป็นอา ท้งัสองจึงไดล้าไป และไดไ้ปพกัที่เขา จอมทอง วันหนึ่งพลายบัวได้เห็นนางแว่นแก้ว ก็เกิดความหลงใหล จึงได้ลาเพศจากเณร แอบไปหานาง แว่นแก้ว ระหว่างทางได้พบกับนางตานี เพราะที่พักของพลายบัวกับพลายเพชรเป็ นดงกล้วยตานี ปี่ พำทย์ท ำเพลงรัว ร้องเพลงสีนวล รูปร่างกลายเป็ นสาวน้อย แช่มช้อยนวลลออผ่องใส เชิดโฉมประโลมละลานใจ แอบต้นกล้วยใหญ่แล้วถามมา พ่อหนุ่มนอ้ยคนน้ีอยทู่ ี่ไหน แต่ผเู้ดียวเดินไปที่ในป่า มีธุระสิ่งใดไปไหนมา เมตตาบอกความแต่ตามจริง ร้องร่ำย เมื่อน้นัพลายบวัตรองตรึกไม่นึกกริ่ง เห็นตานีมีฤทธิ์ ศักดิ์สิทธิ์ จริง จึงวอนวิงด้วยสุนทรวาจา
58 ร้องเพลงทองย่อน เจ้านางตานีทองน้องแก้ว เป็ นคนแก้วพี่จะรักเจ้านักหนา พี่ขอเชิญชวนแก้วแววตา ไปเป็ นเพื่อนพี่ยาจนวันตาย พี่มุ่งหน้าหวังว่าจะชวนน้อง แม่นางตานีทองละอองฉาย ไปเป็ นเพื่อนคู่ยากล าบากกาย แล้วเจ้าพลายป่ าเป่ ามนต์เสน่ห์จันทร์ ร้องร่ำย เมื่อน้น นางตานีปรีเปรมเกษมสันต์ ั ต้องมนต์ดลจิตคิดผูกพันธ์ ก็กลายร่างคืนพลันทันใด รัวเข้ำ ย่ำหรันตำมนกยูง ละครในเป็นนาฏกรรมที่คนไทยถือว่า เป็นศิลปะแบบแผนช้นัสูงคือกา เนิดเกิดข้ึนภายในราช สา นกัการแสดงชุดย่าหรันตามนกยงูเป็นการแสดงจากเรื่องอิเหนา เน้ือเรื่องมีอยู่วา่ศรียะตา ซ่ึงเป็นอนุชา ของนางบุษบา มีพรรษาครบ 15 ปีทา้วดาหาผูเ้ป็นบิดาจึงจดัพิธีโสกรรณ แลว้แต่งต้งัใหด้า รงอยวู่งัหนา้แต่ ศรียะตามีความคิดถึงบุษบาและอิเหนา จึงออกอุบายทูลลาท้าวดาหาออกประพาสป่ า โดยปลอมตัวเป็ นชาว ป่า ชื่อ ย่าหรัน พี่เล้ียงและทหารที่ตามเสด็จมา ก็เปลี่ยนชื่อทุกคน ศรียะตาในนามใหม่ว่าย่าหรันเที่ยว ติดตามหาบุษบาและอิเหนาเป็ นเวลานานก้ไม่พบ ท าให้เดือดร้อนถึงเทพเจ้า ปะตาละกาหลา ซึ่งมีศักดิ์ เป็ น ปู่ ของศรียะตา ต้องแปลงพระองค์เป็ นนกยูง มาล่อให้ย่าหรันหลงติดตามไปจนถึงเมืองกาหลง เมื่อน้นั บุหลงสุราลักษ์ปักศรี เห็นย่าหรันดันดัดพนารี ขวบขิบพารีตามมา จึงโผผินบินไปให้ห่าง แลว้เย้อืงยา่งหยดุยนืคอยท่า ฟ้อนร าท าทีกิริยา ปักษาแกลง้ล่อรอร้ัง ละครพันทำงเรื่อง พระลอ ตอนปู่เจ้ำเรียกไก่ คัดมาจากตอนปู่ เจ้าเรียกไก่เทพเจา้จากเมืองสรอง ทราบวา่พระลอตอ้งมนตป์ู่เจา้ออกเดินทาง จากเมืองแมนสรวงถึงฝั่งแม่น้า กาหลงจึงร่ายมนตเ์รียกไก่จึงไดไ้ก่แกว้ไปล่อพระลอเมื่อปู่เจา้เลือกไก่แกว้ ได้แลว้จึงร่ายมนต์ให้ผีสิงไก่แก้วแลว้ สั่งให้ไปล่อพระลอ น าทางให้เสด็จมาเมืองสรองโดยเร็ววนัการ แสดงชุดน้ีคดัมาจากเรื่องพระลอกล่าวคือ พระเพื่อน พระแพง 2 พระธิดาผูเ้ลอโฉมแห่งเมืองสรอง สั่งให้ นางโรยสองพระพี่เล้ียง ไปขอความช่วยเหลือจากปู่เจา้สมิงพรายช่วยนา พาให้พระลอยุพราชแห่งเมืองสร องเสด็จมาโดยเร็ววนั ปู่เจา้สมิงพรายเลยใชอ้าถรรพล์งแก่ไก่ใหไ้ปล่อพระลอมา ปี่ พำทย์ท ำเพลงลำวพงด ำ มาจากกล่าวบทไป ถึงปู่ เจ้าจอมเทวาสิงขร
59 สงสารเพื่อนแพงนอ้งสองบงัอรเฝ้าอาวรณ์หวนั่คนึงถึงพระลอ ใหน้างโรยนางรื่นข้ึนมาเล่าจา จะเอาไก่งามไปตามล่อ ใหร้ีบมาเหมือนหวงัไม่ร้ังรอจะไดพ้อใจปองสองพระองค์ ตริพรางนางปู่ ย่าญาติ จากแท่นทิพยวาสเรืองระหงษ์ งามเชสวชิรวาสอาตองค์ เสด็จลงหน้าฉานชาลเทวา ปี่ พำทย์เพลงลำวจ้อย สร้อยแสงแดงพระพาย ขนเขียวลายระยับ ปี กสลับเบญจรงค์ เลื่อมลายยงค์หงษ์สบาด ขอบตาชาติพระพริ้ง สิงคลิ้งงอนพรายพลนั ขานขันเสียงเอาใจ เดือยงอนใสสีล ายอง สองเท้าเทียมนพมาศ ปานชรุชาติคารมณ์ ปู่ ก็ใชใ้หผ้ีลงผีก็ลงแก่ไก่ ไก่แกว้ไซร้บ่มิกลวัผลุผกหวัองอาจ ขานขันตีปี กป้อง ร้องเรื่อยเฉื่อยฉาดฉาน เสียงขนัขานเจื่อยแจว้ ปู่สั่งแลว้ทุกประการ บ่มินานผาดโผนผยอง โลดล าพองคะนองบ่หึง มุ่งมนั่ถึงพระเลืองลอยกคอขนัขานร้อง ตีปี กป้องพรายพลัน ร้องเรื่อยเจื่อยจ้ายๆ แล้วไซร้ปี กไซร้หาง โฉมส าอางค์ส าอาจ กรีดปี กวาดเรียกเย้า ค่อยล่อพระลอเจ้าจักต้องด าเนินแลนา พระลอเข้ำสวน ปี่ พำทย์ท ำเพลงลำวกระแต เมื่อน้นัพระลอดิลกเลิศฉวี ปลอมเพศแปลงนามเป็ นพราหมณ์ชี เหมือนมุนีศรีเกษพระเวทมนต์ นายแกว้นายขวญัน้นัเปลี่ยนนาม ชื่อนายรามนายรัตน์ไม่ขัดสน มัคคุเทศก์ก็น าเสด็จจรดล ผ่านสถลมาร์คเข้าอุทยาน ปี่ พำทย์ท ำเพลงเสมอลำว เพลงลำวชมดง การะเกดเหมือนเกศแกว้เกศา มลุลีเหมือนบุปผาแม่เก้ียวเกลา้ (สร้อย) คู่อ่อนเท้าเครืออะคร้าวงามเอย เพื่อนแพงผองเผื่อพี่ปองสมเอย นางแย้มเหมือนแก้มแม่แย้มเย้า ใบโขกเหมือนเจ้าจงกวักกร (สร้อย)
60 คณานกแมกไม้เรียงรัง ร้องเรื่อยรับขวัญเหมือนเสียงสมร (สร้อย) เห็นโนรีสาลิกาใคร่ว่าวอน ฝากอักษรถวายน้องสองพรู (สร้อย) ถึงสระบวัยวั่ยอพระลอรักใคร่เก็บฝักหกัดอกออกอดสู(สร้อย) ผองภมรว่อนเฝ้าเคล้าเรณู เหมือนเย้ยภูอรเห่ออยู่เอองค์ (สร้อย) คนึงนางพลางเสด็จลีลา แอบร่มพฤกษาสูงระหง (สร้อย) สุคนธรหอมหวนล าดวนดง เหมือนจะส่งกลิ่นถวายราชา (สร้อย) พระลอตำมไก่ ทางอาณาจักรล้านนามีนครใหม่แห่งหนึ่งชื่อเมือง แมนทรวง เจ้าผู้ครองนครพระนามว่าท้าว แมนทรวง มีชายาชื่อ นางบุญเหลือและราชโอรสซึ่งพระลอออกไปทางทิศตะวันออกของเมืองแมนทรวง มี นครใหญ่อีกแห่งหนึ่งชื่อเมืองสรอง เจ้าผู้ครองนครทรงพระนามว่าท้าวพิมพิสาคร มีโอรสพระนามว่า ท้าว พิชัยพิษณุกร และได้นางตาวดีเป็ นชายามีธิดา 2องค์ ทรงพระนามว่า พระเพื่อน พระแพง ท้าวแม้นทรวงยก กองทัพมาตีเมืองสรอง ท้าวพิมพิสาครออกรบจนสิ้นพระชนม์บนคอช้างเมื่อเสด็จศึกสงครามท้าวแมน ทรวงได้สร้างอภิเษกสมรสกับนางลักษณาวดี เมื่อท้าวแมนทรวงสวรรคตแล้วพระลอก็ครองราช ต่อมา กิตติศัพท์ เรื่องความงามของพระลอไปถึงพระเพื่อน พระแพง นางใคร่จะได้พระลอเป็ นสวามีและกลัด กลุม้พระทยัจนพ่ายผอม คร้ันนางโรยทราบความก็ไดค้ิดช่วยเหลือโดยส่งคนไปขบัร้องพรรณนาความงาม ของพระเพื่อน พระแพง ต่อพระลอแต่พระองค์ก็ถูกสลายของปู่ เจ้าทนฤทธิ์ เสน่ห์ไม่ไหวจึงตัสถามพระ มารดาและมเหสีวา่จะไปเมืองสรองกบันายแกว้นายขวญัพี่เล้ียง เมื่อพระลอเขา้เมืองปู่เจา้สมิงพรายก็ไดร้่าย เวทมนตใ์หผ้ีลงสิงในตวัไก่แกว้และใช้ไปล่อพระลอมา ผู้บรรจุท านองขับร้องและเพลงดนตรี คือ เสด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ การแต่งกาย : พระลอแต่งยนืเครื่องพระสีแดงขริบสีเขียวไก่แต่งยนืเครื่องสีขาวเป็นจูเร็ตของ ไก่หรือนุ่งกางเกงท้งัสองแบบมีปีกและหาง โอกาสที่ใช้แสดงสลับฉาก ใช้แสดงประกอบละครเรื่องพระลอ เนื้อร้อง เพลง เชิดฉิ่ง ไก่เอยไก่แกว้กลา้แกลว้กายสิทธ์ิฤทธ์ิผสีิง เล้ียวล่อลอราชฉลาดจริง เพราะพริ้งงอนสร้อยสวยสอางค์ ท าทีแล่นถลาให้คว้าเหมาะ ย่างเยาะกรีดปี กไซร้หาง คร้ันพระลอไล่กระช้นัค้นักลางไก่ผนัหนัห่างรามา ฉบัเฉียวเล้ียวลดัฉวดัเฉวียน วนเวียนหลบกข่างกลางพฤกษา ขันเจื่อยเฉื่อยก้องท้องวนา ท าท่าเยาะเย้ยภูมี