การเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยโดยการ จัดกิจกรรมการเล่นอย่างสร้างสรรค์ประกอบนิทาน นางสาวกัณฐิกา ดวงภักดี รหัสนักศึกษา 63040186225 วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต การศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยโดยการ จัดกิจกรรมการเล่นอย่างสร้างสรรค์ประกอบนิทาน ผู้วิจัย นางสาวกัณฐิกา ดวงภักดี อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์กัลยกร ภักดี อาจารย์ที่ปรึกษาร่วม นางสันทนา ต้นสียา ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ รายงานนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยกิจกรรม การเล่นอย่างสร้างสรรค์ประกอบนิทานระหว่างก่อนเรียนและหลัง เรียน กลุ่มเป้าหมายเป็นเด็กปฐมวัย โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานีได้จากการสุ่ม แบบกลุ่ม จ านวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรม การเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน และสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ สรุปผลการใช้แผนการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทานได้ดังนี้เด็กก่อนได้รับการจัด กิจกรรมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.24 ส่วนเบี่ยงเบนเท่ากับ 2.70 และหลังการได้รับการจัดกิจกรรมมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.05 และส่วนเบี่ยงเบนเท่ากับ 2.24 การเปรียบเทียบคะแนนทักษะการแก้ปัญหา ของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทานพบว่ามีทักษะการ แก้ปัญหาหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ส าเร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์กัลยากร ภักดี อาจารย์ที่ปรึกษาวิจัย และคุณครูที่ปรึกษาร่วม ที่ได้กรุณาให้ค าปรึกษา ชี้แนะแนวทางต่างๆ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณอย่างสูง ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณท่านผู้เชี่ยวชาญ นางสันทนา ต้นสียา ครูช านาญการพิเศษ โรงเรียน อนุบาลพิบูลย์รักษ์ ที่ให้ค าแนะน าปรึกษา และเป็นผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบ แก้ไขเครื่องมือวิจัยให้มี คุณภาพ ขอขอบพระคุณผู้อ านวยการสถานศึกษาและคณะครูโรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ทุกท่าน ที่อ านวยความสะดวก ให้ความร่วมมือช่วยเหลือและเป็นก าลังใจโดยตลอด ขอขอบใจนักเรียน ชั้นปฐมวัยปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ ปีการศึกษา 2566 ทุกคนที่ให้ความร่วมมือ ในการ ทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอกราบขอบพระคุณบิดา มารดา สมาชิกทุกคนในครอบครัวของผู้วิจัย ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง แห่งความส าเร็จครั้งนี้ คอยช่วยเหลือและให้ก าลังใจผู้วิจัย คุณค่าและประโยชน์อันพึงมีของงานวิจัยในชั้นเรียนฉบับนี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่คุณบิดา มารดา ผู้เป็นบุพการี ตลอดจนบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผู้วิจัยและผู้มีพระคุณทุกท่าน สืบไป กัณฐิกา ดวงภักดี
สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ........................................................................................................ กิตติกรรมประกาศ ......................................................................................................... สารบัญ ........................................................................................................................... บทที่ 1 บทน า ...................................................................................................................... ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา ........................................................... วัตถุประสงค์ของการวิจัย ................................................................................. สมมติฐานของการวิจัย ..................................................................................... ขอบเขตของการวิจัย ......................................................................................... นิยามศัพท์เฉพาะ .............................................................................................. ประโยชน์ที่จะได้รับ ......................................................................................... 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ............................................................................... 1.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแก้ปัญหา 1.1 ความหมายของปัญหา 1.2 ความหมายความสามารถในการแก้ปัญหา 1.3 ประเภทของปัญหา 1.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา 1.5 การส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา 1.6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ 2.1 ความหมายของเล่น 2.2 ความหมายความของการเล่นชิ้นส่วนที่หลากหลาย 2.3 หลักการเล่นชิ้นส่วนหลากหลาย 2.4 ประเภทของชิ้นส่วนที่หลากหลาย 2.5 แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย 2.6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ 3.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 3.1 ความหมายของนิทาน ก ข 1 2 2 3 4 4 7 9 10 15 17 18 20 21 22 25 27 28 29 30 34
3.2 ความส าคัญและคุณค่าของนิทาน 3.3 ประเภทของนิทาน 3.4 ประโยชน์ของนิทาน 3.5 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 3 วิธีด าเนินการวิจัย .................................................................................................. กลุ่มเป้าหมาย ................................................................................................... รูปแบบในการทดลอง ...................................................................................... เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ................................................................................... การเก็บรวบรวมข้อมูล ...................................................................................... การวิเคราะห์ข้อมูล ........................................................................................... 4.ข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูล ............................................................................................. 5.สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ......................................................................... วัตถุประสงค์ของการวิจัย ................................................................................. สมมติฐานของการวิจัย ..................................................................................... วิธีด าเนินการวิจัย .............................................................................................. สรุปผลการวิจัย ................................................................................................. อภิปรายผล ....................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ..................................................................................................... 35 37 39 44 45 46 47 49 50 51 53 54 55 56 58 59 60
สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า เอกสารอ้างอิง ................................................................................................................. ภาคผนวก ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญ รายชื่อผู้ช่วยผู้วิจัย ภาคผนวก ข แบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย ภาคผนวก ค แผนการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน ประวัติย่อของผู้วิจัย 62 63 65 67 68
บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา การศึกษาปฐมวัยเป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ปีบนพื้นฐานการอบรม เลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กให้ตาม ศักยภาพภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่เพื่อเป็นรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนา ไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์เกิดคุณค่าต่อสังคมและประเทศชาติ ( กระทรวงศึกษาธิการ, 2561 : 2 ) ในการจัดกระบวนการเรียนรู้ให้กับเด็กปฐมวัยต้องให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนความถนัด นอกจากนี้ในปัจจุบันความสามารถในการคิดมีความส าคัญยิ่งส าหรับการศึกษาในปัจจุบัน และเป็น จุดหมายหนึ่งของ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน รวมทั้งเป็นสมรรถนะส าคัญของผู้เรียน เพื่อน าไปสู่ การสร้างองค์ความรู้เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม เพราะ ความสามารถในการคิดมีความจ าเป็นส าหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การด ารงชีวิตและการปฏิบัติงาน ให้บรรลุเป้าหมายและประสบ ความส าเร็จ โดยเฉพาะในยุคข้อมูลข่าวสารความรู้ที่มีการเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง ดังมีนักการศึกษากล่าวถึงความส าคัญของทักษะการคิด (วัชรา เล่าเรียนดี 2555 : 1) โดยทักษะการคิดแก้ปัญหานั้นถือเป็นหนึ่งในทักษะที่ส าคัญส าหรับเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของข้อมูลข่าวสารและความเจริญก้าวหน้า ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ส่งผลให้สังคมปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นและเต็มไปด้วยปัญหา บุคคลที่มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาได้ดี จะสามารถปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข จากการศึกษาของ บลูม พบว่า ในช่วง 4 ปีแรกของชีวิตเด็กจะมีการพัฒนาทางสติปัญญาถึงร้อยละ 50 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 80 เมื่อเด็กอายุได้ 8 ปี ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20 จะพัฒนาในช่วงที่เด็กมี อายุ 8 ปีขึ้นไป (Bloom. 1964. อ้างอิงใน ดวงพร ผกามาศ. 2554) ในการจัดประสบการณ์ให้เด็กปฐมวัยสามารถจัดได้หลายรูปแบบเพื่อพัฒนาทักษะ ต่างๆรวมทั้งทักษะการคิดอีกด้วยรวมถึงรูปแบบการจัดประสบการณ์แบบการเล่นเพราะการเล่นท าให้ เกิดการเรียนรู้โดยเด็กวัย เด็กวัยสามถึงหกปี การเล่นท าให้เกิดการเรียนรู้ มีโอกาส เลือกด้วยตนเอง ผู้ที่ดูแลจึงมีหน้าที่ในการน าเด็กเข้าสู่การเรียนรู้ที่ส่งเสริมความสามรถเต็มที่ โดย ให้เด็กเล่นและ เรียนรู้ เนื่องจากการเล่นอิสระช่วยสร้างจินตนาการเป็นการสะท้อนการเรียนรู้ของ เด็กแต่ละวัน เกิด ปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและสิ่งแวดล้อมรอบตัว หลักการเรียนรู้ที่ดี คือ ความสุข คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบตัวเอง และส่งเสริมพัฒนาการครบด้าน (ส านักวิชาการ และมาตรฐาน การศึกษา, 2561)
ดังนั้นการส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาจึงเป็นสิ่งจ าเป็นและส าคัญอย่างยิ่งที่ ควรเริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัย ซึ่งการจัดประสบการณ์สาหรับเด็กปฐมวัยที่ส่งเสริมพัฒนาการทาง สติปัญญาด้านความสามารถในการคิดแก้ปัญหานั้น ครูควรให้ความส าคัญและค านึงถึงธรรมชาติของ เด็ก ทั้งในด้านพัฒนาการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลายผ่าน รูปแบบกิจกรรมที่เด็กได้ลงมือกระทาและปฏิบัติจริงด้วยตนเอง กิจกรรมควรมีลักษณะไม่เป็น ทางการ เน้นที่การเปิดโอกาสให้เด็กได้ส ารวจ ค้นคว้า ทดลอง สังเกต ตัดสินใจแก้ปัญหาและคิดอย่าง มีเหตุผล (บุญเลิศ สัมมณากุล และคณะ. 2553) การเล่นก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยให้เด็ก เกิดประสบการณ์ เกิดกระบวนการคิดต่างๆรวมทั้งการคิดแก้ปัญหาด้วย การเล่นวัสดุสร้างสรรค์นั้นจะ เปิดโอกาสให้เด็กได้รู้จักการแก้ปัญหาและช่วยในการส่งเสริมพัฒนาการอย่างดีมากที่ส าคัญจะส่งเสริม ในเรื่องของจินตนาการและพัฒนาการ เด็กสามารถจินตนาการเชื่อมโยงอย่างอิสระในการแก้ปัญหา (Flannigan and Dietze.2017 อ้างใน ภาวิดา และคณะ 2565 ) ซึ่งการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ เป็นการเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย ปลายเปิด ไม่มีทิศทาง เป็นการเล่นแบบเฉพาะเจาะจง โดยมี การจัดเรียง การผสมผสาน การจัดวาง การประกอบกัน เด็กได้ลงมือกระท าผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า อย่างอิสระด้วนตัวเอง ( ภาวิดา และคณะ .2565 ) เด็กปฐมวัยจะเรียนรู้ได้ดีผ่านผ่านประสบการณ์ ตรง ในการท ากิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง ในระหว่างท ากิจกรรมได้น านิทานวรรณกรรมมาประกอบใน การท ากิจกรรมเพื่อให้เด็กเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องราวและการแก้ปัญหา Fisher and Terry (1990) กล่าวว่าการเลือกวรรณกรรมนิทานที่ดีและได้รับประโยชน์ในการตอบสนองต่อจุดประสงค์ที่วางไว้ วรรณกรรมจะต้องมีความเหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยของเด็กและมีความสนใจของเด็กเป็นส าคัญ มีสีสันดึงดูดความสนใจ มีความหลากหลาย ที่ส าคัญมีตัวละครเนื้อหาหรือสถานการณ์ที่ส่งเสริม ทักษะการคิดแก้ปัญหา โดยครูคอยกระตุ้นให้เด็กได้แก้ปัญหาจากสถานการณ์ เพื่อให้เด็กวิเคราะห์ถึง ปัญหาและหาวิธีแก้ไขปัญหาได้ เด็กได้เรียนรู้และเข้าใจ และเกิดประสบการณ์ (กิ่งกาญจน์ทวีสวัสดิ์, 2557) ดังนั้นการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบวรรณกรรมจึงเป็นอีกวิธีที่ช่วยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการ เล่นวัสดุสร้างสรรค์ และแก้ปัญหาจากสถานการณ์ที่ครูก าหนดในนิทาน กิจกรรมการเล่นวัสดุ สร้างสรรค์ประกอบนิทานจะช่วยส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาและสามารถแก้ปัญหาในสถานการณ์ ต่างๆในชีวิตประจ าวันได้ จากความส าคัญและความเป็นมาดังกล่าวท าให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาว่าการจัด กิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทานเพื่อฝึกทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย การท า กิจกรรมของเด็กปฐมวัยโดยการใช้กิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทานใช้ในการพัฒนา ทักษะการแก้ปัญหาของเด็กจะมีผลเป็นอย่างไร ซึ่งผลวิจัยในครั่งนี้จะเป็นแนวทางให้ส าหรับครูและผู้ ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยในการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อส่งทักษะการแก้ปัญหาของเด็ก ปฐมวัยในการท ากิจกรรมต่อไป
วัตถุประสงค์ของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ ก าหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 ที่ได้รับ การจัดกิจกรรมการเล่นอย่างสร้างสรรค์ประกอบนิทาน สมมติฐานของการวิจัย เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นอย่างสร้างสรรค์ประกอบ นิทานมีทักษะการแก้ปัญหา ในการท ากิจกรรมเพิ่มมากขึ้น ขอบเขตของการวิจัย 1. กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ ส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรเขต 3 ศึกษาจ านวน 2 ห้องเรียน จ านวนนักเรียน 40 คน 2. ตัวแปรที่ศึกษา 2.1 ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเล่นอย่างสร้างสรรค์ประกอบนิทาน 2.2 ตัวแปรตาม ได้แก่ ทักษะการแก้ปัญหา 3. เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดสาระการเรียนรู้ตามหลักสูตรของการศึกษาปฐมวัยซึ่ง ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ 1.ประสบการณ์ส าคัญ 2.สาระการเรียนรู้ประกอบไปด้วย 1)เรื่องราว เกี่ยวกับตัวเด็ก 2) เรื่องราวเกี่ยวกับบุคลและสถานที่ 3)ธรรมชาติรอบตัว 5)สิ่งต่างๆรอบตัว 4. ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 8 สัปดาห์ ๆ ละ 3 วัน ๆ ละ 30 นาที ในช่วงเวลา 9.00-9.30 น. รวม 24 กิจกรรม นิยามศัพท์เฉพาะ 1.เด็กปฐมวัย หมายถึง นักเรียนชาย – หญิง อายุ 5 - 6 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ระดับชั้น อนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์อ าเภอพิบูลย์รักษ์จังหวัดอุดรธานี ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 2 ห้อง จ านวน 40 คน 2.กิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน หมายถึง เป็นการเล่นกับวัสดุสร้างสรรค์ ที่เคลื่อนย้ายได้ เปลี่ยนแปลง และจัดเรียงใหม่ ผู้เล่นสามารถเล่นประกอบชิ้นส่วนได้อย่างหลากหลาย ตามความสนใจและจินตนาการและความสามารถของเด็ก โดยการเล่นเป็นการเล่นประกอบนิทาน ตามขั้นตอน - ขั้นน า เป็นการน าเข้าสู่กิจกรรมโดยการใช้เพลง ค าคล้องจอง เพื่อกระตุ่นให้เด็กเกิด การเรียนรู้ - ขั้นการเข้าร่วมกิจกรรมเล่านิทานจากนั้นใช้ค าถามกระตุ้นให้เกิดการคิดแก้ปัญหา จากนั้นให้เด็กได้ท ากิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ โดยสามารถต่อเติมชิ้นส่วนได้อย่างอิสระ - ขั้นสรุปเป็นขั้นที่เด็กน าเสนอผลงานที่ตัวเองสร้างให้เพื่อนและคุณครู 3.ทักษะการแก้ปัญหา หมายถึง ความสามารถในการใช้ความคิดที่เกิดขึ้นจากประสบการณ์ มาใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากประสบการณ์โดยตรงหรือทางอ้อมเพื่อให้บรรลุตาม จุหมายโดยเด็กแสดงพฤติกรรมการแก้ปัญหาจากสถานการณ์แก้ปัญหา ประโยชน์ที่จะได้รับ 1.ได้กิจกรรมกิจกรรมการเล่นอย่างสร้างสรรค์ประกอบนิทานส าหรับเด็กปฐมวัยที่ช่วยสร้างทักษะ การแก้ปัญหา
2.เป็นแนวทางส าหรับหน่วยงานหรือครูปฐมวัยที่น าผลงานการวิจัยครั้งไปใช้ในการพัฒนาทักษะ การแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย การเล่นวสัดุสร้างสรรค์ ประกอบนิทาน ทกัษะการแกป้ ัญหา
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารต ารางานวิจัยและทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการวิจัย มีรายละเอียดดังนี้ 1.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแก้ปัญหา 1.1 ความหมายของปัญหา 1.2 ความหมายความสามารถในการแก้ปัญหา 1.3 ประเภทของปัญหา 1.4 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา 1.5 การส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา 1.6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ 2.1 ความหมายของเล่น 2.2 ความหมายความของการเล่นชิ้นส่วนที่หลากหลาย 2.3 หลักการเล่นชิ้นส่วนหลากหลาย 2.4 ประเภทของชิ้นส่วนที่หลากหลาย 2.5 แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย 2.6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ 3.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 3.1 ความหมายของนิทาน 3.2 ความส าคัญและคุณค่าของนิทาน 3.3 ประเภทของนิทาน 3.4 ประโยชน์ของนิทาน 3.5 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน
1.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการแก้ปัญหา 1.1 ความหมายของปัญหา จากการศึกษาพบว่า นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของปัญหาในทัศนะต่างกัน ดังนี้ สุกัญญา ศรีสาคร (2547: 68) ได้อธิบายว่า “ปัญหาคือ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่ ก่อให้เกิด อุปสรรค ที่มาขัดขวางมิให้บรรลุเป้าหมาย ซึ่งจ าเป็นจะต้องศึกษาจากสาเหตุและที่มาของ ปัญหา แล้วใช้กระบวนการที่เหมาะสมเพื่อขจัดปัญหาเหล่านั้นให้หมดไป” อัจฉรา จันหา (2549: 73) ให้ความหมายของปัญหาไว้ว่า “ปัญหา หมายถึงสถานการณ์ที่ บุคคล หรือกลุ่มคนเผชิญและต้องการหาค าตอบ ซึ่งการได้มาซึ่งค าตอบต้องใช้ความรู้และวิธีการ ต่าง ๆ ที่มีอยู่มา ผสมผสานเป็นแนวทางในการหาค าตอบ” สุวิทย์ มูลค า (2547:9) ปัญหาหมายถึงสวาวะหรือเหตุการณ์ที่ท าให้บุคคลไม่สบายกาย ไม่สบายใจไม่สนองความต้องการพื้นฐานของบุคล โกลสเตน (Goldstein. 2008 : 396) ได้กล่าวว่า “ปัญหาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อมีอุปสรรคบาง สิ่งมา ขัดขวางระหว่างสภาวะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกับเป้าหมายที่ต้องการและไม่สามารถก้าวข้ามไปสู่ อุปสรรคนั้น อย่างชัดเจนโดยเร็วได้” จากที่กล่าวมาข้างต้นพอสรุปได้ว่าปัญหาคือสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วมีความ ยุ่งยากซับซ่อน เป็นอุปสรรคที่ยังหาค าตอบไม่ได้ในทันที 1.2ความหมายความสามารถในการแก้ปัญหา จากการศึกษาพบว่า นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของความสามารถในการ แก้ปัญหา ดังนี้ กฤติกร ล้อจิตติกุล (2553:31)การแก้ปัญหาหมายถึงการปรับเปลี่ยนสถานการณ์ให้ เป็นไปตามความต้องการของผู้ใช้ ในการแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งให้ตรงตามวัตถุประสงค์นั้น นอกจาก ความรู้พื้นฐาน และความรู้และทักษะในการปฏิบัติงานกระบวนการในการแก้ปัญหาเป็นอีก องค์ประกอบส าคัญที่ท าให้ผู้แก้ปัญหาสามารถคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาที่มีสมรรถนะตามความต้องการ ของผู้ใช้งาน เหมาะสมกับบริบท หรือเงื่อนไขของผู้ใช้ เช่น สภาพที่อยู่อาศัย วิถีชีวิต หรือรายได้ กัลยา ตากูล (2550: 20) ให้ความหมายว่า การแก้ปัญหา หมายถึง ความสามารถใน การคิดรวบรวม หรือเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับสถานการณ์ที่เป็นปัญหาเข้าด้วยกัน เพื่อหาทาง แก้ไขอุปสรรคที่เกิดขึ้นให้บรรลุจุดมุ่งหมายในการขจัดปัญหาให้หมดไป ซูอิลลาร์ด และเคอร์ (Souillard; & Kerr. 1990: 28) กล่าว่าการแก้ปัญหาเป็นเกมทาง สติปัญญา และกิจกรรมเพื่อการสื่อสาร ซึ่งผู้เรียนต้องมีความรู้ทางวิชาการ และมีความคิดสร้างสรรค์
เป็นของตนเอง เพื่อน ามาใช้ในการปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่น สนทนาและอภิปรายแลกเปลี่ยนความ คิดเห็น ประเมินผลปัญหาต่าง ๆ เพื่อเสนอข้อสรุปของปัญหาที่สามารถน าไปปฏิบัติได้ กู๊ด (กิตติพงษ์ จ าปาทอง. 2543: 10; อ้างอิงจาก Good. 1973: 44) การแก้ปัญหาทาง วิทยาศาสตร์เป็นวิธีการที่ดีที่สุด เป็นวิธีการที่เกี่ยวกับการรวบรวมข้อเท็จจริง การตั้งสมมติฐานเพื่อ หาข้อยุติปัญหาของแต่ละคนอาจอาจไม่เหมือนกัน และวิธีการให้เหตุผลก็ต่างกัน วรรณภา เหล่าไพศาลพงษ์ (2554:13) การแก้ปัญหาหมายถึงกระบวนการหรือขั้นตอน ที่ ผ่านการคิดโดยอาศัยความรู้ ประสบการณ์ ในการขจัดอุปสรรค หรือปัญหาที่เกิดขึ้น เพื่อให้บรรลุ จุดมุ่งหมายที่ต้องการ จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าการแก้ปัญหาหมายถึงความสามารถในการใช้ความคิดที่ เกิดขึ้นจากประสบการณ์มาใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะจากประสบการณ์โดยตรงหรือ ทางอ้อมเพื่อให้บรรลุตามจุหมายโดยเด็กแสดงพฤติกรรมการแก้ปัญหาจากสถานการณ์แก้ปัญหา 1.3 ประเภทของปัญหา เฟรดเดอริคเซน (Frederiksen. 1984: 363-367) ได้แบ่งการแก้ปัญหาออกเป็น 2 ประเภทคือ 1. ปัญหาที่มีโครงสร้างสมบูรณ์ (Well-Structured Problem) คือ ปัญหาที่ ก าหนด รายละเอียดไว้ชัดเจนครบถ้วน ส าหรับให้ผู้เรียนแก้ปัญหา ได้แก่ โจทย์คณิตศาสตร์ แบบฝึกหัด วิทยาศาสตร์ 2. ปัญหาที่มีโครงสร้างไม่สมบูรณ์ (Ill-Structured Problem) คือ ตัวค าถามไม่ กระจ่างชัด อาจเพราะมีความซับซ้อน ไม่ระบุรายละเอียดซึ่งจ าเป็นต้องใช้ในการพิจารณา หรือไม่มี แนวทางใน การหาค าตอบ เป็นปัญหาที่ผู้ตอบต้องใช้ความพยายามในการหาความสัมพันธ์ และ แยกแยะประเด็น ของปัญหา โดยต้องอาศัยความรู้ด้านการคิดและความจ าเป็นที่เกี่ยวกับกฎเกณฑ์ ต่าง ๆ เข้ามาช่วย ก่อนที่จะด าเนินการคิดตามขั้นตอนของการแก้ปัญหาได้ กลมรัตน์ หล้าสุวงษ์(2528:260) ได้กล่าวถึงวิธีการแก้ปัญหาของเด็กไว้ดังนี้ 1.การแก้ปัญหาโดยใช้พฤติกรรมแบบเดียว โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงการ แก้ปัญหาเด็กเล็กมักใช้วิธีนี้ เนื่องจากยังไม่เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องเป็นเหตุผล เมื่อประสบปัญหา จะไม่ มีการไตร่ตรองหาเหตุผล ไม่มีการพิจารณาสิ่งแวดล้อมเป็นการจ าและเลียนแบบปัญหา พฤติกรรมที่ เคยแก้ปัญหาได้ เนื่องจากเด็กยังไม่เกิดการเรียนรู้ที่ถูกต้องและเป็นเหตุเป็นผล 2.การแก้ปัญหาแบบลองผิดลองถูก การแก้ปัญหาแบบนี้มีการวิจัยสรุปลง ความเห็นว่าเหมาะส าหรับวัยรุ่น 3.การแก้ปัญหาโดยการเปลี่ยนแปลงความคิด ซึ่งเป็นพฤติกรรมภายใน ยากแก่ การสังเกต และนิยมใช้มากที่สุดคือ การหยั่งเห็น
4.การแก้ปัญหาโดยวิธีทางวิทยาศาสตร์ การแก้ปัญหาในระดับนี้ถือว่าเป็นระดับที่ สูงสุด เพียเจต์ (สุวัฒน์ มุทธเมธา. 2523: 198 – 199; อ้างอิงจาก Piaget. n.d.) พบว่า ความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยมีการพัฒนาขึ้นตามระดับอายุ ซึ่งหลังจากอายุ 2 ขวบ เด็กจะเริ่มใช้ความจ าและจินตนาการในการแก้ปัญหา เมื่อเด็กมีอายุมากขึ้นก็จะเข้าใจสิ่งต่างๆ ดีขึ้น เด็กปฐมวัยจะมีความสามารถในการแก้ปัญหาแตกต่างกัน ซึ่งอาจเป็นผลมาจากปัจจัยส าคัญ ต่างๆ เช่น ระดับสติปัญญา ฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ ตลอดจนการอบรมเลี้ยงดูและ ประสบการณ์ที่เด็กแต่ ละคนได้รับ เยาวพา เดชะคุปต์( 2516 :125 ) การแก้ปัญหาตั่งแต่เด็กปฐมวัย โดยมีการก าหนด สถานการณ์ให้เหมาะสมกับความสามารถของเด็กสอดคล้องกับชีวิตประจ าวันแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1.ปัญหาของตนเองที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น หมายถึง ปัญหาที่เกิดจากความต้องการ ของตัวเด็กเอง 2.ปัญหาของตนเองที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น หมายถึง ปัญหาที่เกิดจากความต้องการ ของตัวเด็กเองแต่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น 3.ปัญหาของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็ก หมายถึง ปัญหาที่เกิดจากความต้องการ ของผู้อื่น แต่เกี่ยวข้องกับตัวเด็ก จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่าประเภทการแก้ปัญหาส าหรับเด็กปฐมวัยมีอยู่ 3 ประเภท 1.ปัญหาของตนเองที่ไม่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น 2.ปัญหาของตนเองที่เกี่ยวข้องกับผู้อื่น 3.ปัญหาของผู้อื่นที่เกี่ยวข้องกับตัวเด็ก 1.3ทฤษฎีเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหา ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญาของบรูเนอร Bruner (ส านักงานคณะกรรมการการ ประถมศึกษาแหงชาติ. 2523: 6; อางอิงมาจาก Bruner. n.d.) แบงออกเปน 3 ขั้นตอน คือ 1. Enactive Stage เปนขั้นระยะของการแกปญหาดวยการกระท าตั้งแตอายุแรกเกิด ถึง อายุ 2 ป เปนขั้นนตอนที่ เด็กรับรูดวยการกระท าหรือประสบการณ 2. Econic Stage เปนขั้นระยะของการแกปญหาดวยการรับรูแตยังไมรูจักการใช เหตุผล เด็กในวัยนี้เกี่ยวของกับความเปนจริงมากขึ้นจะเกิดความคิดจากการรับรูเปนสวนใหญและไม ตองเห็นภาพในขณะนั้น 3. Symbolic Stage เปนขั้นที่ไดรับการพัฒนาสูงสุดของบรูเนอร เด็กสามารถใช ความสัมพันธของสิ่งของและเกิดความคิดรวบยอด ในสิ่งที่่ไมซับซอนได สามารถถายทอด
ประสบการณโดยการใชสัญลักษณหรือภาษา สามารถคิดหาเหตุผลที่เขาใจสิ่งที่เปนนามธรรมและ สามารถใชแกปญหาได ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญาของพิอาเจท (Piaget) ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปญญา ของพิอาเจท Piaget (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. 2526: 71) แบงออกเปน 4 ขั้นตามระดับอายุ ในที่นี้ขอกลาวเพียง 2 ขั้น ซึ่งเปนขั้นที่อยูในชวงอายุ0 – 6 ป คือ ขั้นที่ 1 ระยะการแกปญหาดวยการกระท า (Sensorimotor Stage) ตั้งแตแรกเกิดถึง อายุ 2 ปเด็กรูเฉพาะสิ่งที่เปนรูปธรรมมีความเจริญอยางรวดเร็วทางดานความคิด ความเขาใจ การประสานงานระหวางกลามเนื้อมือกับสายตาและการใชประสาทสัมผัสตางๆ ตอสภาพที่เปนจริง รอบๆ ตัว ขั้นที่ 2 ระยะการแกปญหาดวยการรับรูแตยังไมสามารถใชเหตุผล (Preoperational Stage) อยูในชวงอายุ 2 ปถึง 6 ปเด็กพยายามแกปญหาแบบลองผิดลองถูกแสดงพฤติกรรมอยางมี จุดหมาย และสามารถแกปญหาดวยการเปลี่ยนวิธีตางๆ แตยังมีความสามารถในการวางแผนอยูใน ขีดจ ากัด จากการศึกษาข้างต้นสรุปได้ว่าทฤษฎีเกี่ยวข้องการแก้ปัญหาของเด็กจากของพิอาเจท และบรูเนอร์ให้ความส าคัญต่อเด็กปฐมวัย เพราะเด็กปฐมวัยในวัยนี้เป็นวัยที่มีพัฒนาการสติปัญญาสูง ที่สุด ดังนั้นการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้จากประสบการณ์โดยตรง หรือโดยอ้อม จะช่วยกระตุ้นความคิดและพัฒนาทางสติปัญญา 1.5 การส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหา เจษฎา ศุภางคเสน (2530: 28-29) ไดเสนอแนะวิธีการเสริมทักษะการแกปญหาไวดังนี้ 1. ฝกฝนใหเด็กท าตามขั้นตอนของกระบวนการแกปญหา คือรวบรวมขอมูล ตั้งสมมติฐาน รวบรวม วิธีการแกปญหาและทดสอบสมมติฐาน 2. ควรเนนเรื่องรวบรวมขอมูลใหมาก 3. ฝกใหรูจักทักษะในการแกปญหาคือฝกใหเด็กคิดเกี่ยวกับปญหาการแกปญหาดวยวิธีตางๆ และการ ท านายผลของวิธีการแกปญหานั้น 4. ใชวิธีการชี้แจงการใชเหตุผลหลีกเลี่ยงวิธีการเขมงวดกับเด็ก 5. เปดโอกาสใหเด็กมีปฏิสัมพันธกับสิ่งตางๆ 6. สงเสริมความคิดสรางสรรคใหกับเด็กเพราะมีความสัมพันธกับการแกปญหา 7. ใหโอกาสเด็กไดตัดสินใจดวยตนเอง 8. กระตุนใหเด็กไดคิดในหลายทิศทาง เพื่อน าไปใชกับปญหาที่ยุงยากซับซอน ฉันทนา ภาคบงกช (2528: 47-49) ไดกลาวถึงหลักการจัดกิจกรรมเพื่อสงเสริมทักษะ แกปญหา ดังนี้
1. การจัดกิจกรรมควรมีความยากงาย เหมาะสมกับวัย มีลักษณะเปนรูปธรรม มี สื่อ ประกอบเพื่องายตอการเรียนรูและมีชวงเวลาสั้นๆ เหมาะสมกับชวงความสนใจของเด็กปฐมวัย 2. จัดกิจกรรมที่มีความเหมาะสมตอเด็ก ควรใหเด็กไดเรียนรูและน าไปปฏิบัติได กิจกรรม ควรอยูในความสนใจของเด็ก เด็กจะภูมิใจและเห็นคุณคาในสิ่งที่ไดเรียนรู 3. ควรมีการสงเสริมเพื่อใหมีกาเรียนรูเชน การชมเชยการใหรางวัลเปนตน 4. จัดสภาพแวดลอมใหเหมาะสมกับกิจกรรม จัดบรรยากาศใหเอื้อตอการเรียน รูไมมีความ เครงเครียด 5. การสรางทัศนคติที่ดีตอตัวครู ครูควรปรับปรุงบุคลิกภาพใหเหมาะสมและ ควรสรางสัมพันธกับเด็กเปนอยางดีเพื่อท าใหเกิดบรรยากาศของการยอมรับ สมจิต สวธนไพบูลย 2541: 91-92) กลาววาสภาพการเรียนและการสอนที่มุงให นักเรียน คิดแกปญหานั้นอาจสงผลใหนักเรียนมีความสามารถในการแกปญหาแตกตางกัน 1. จัดสภาพแวดลอมที่เปนสถานการณใหมๆ และวิธีการแกปญหาไดหลายๆ วิธีมาใหนักเรียนฝกฝนมากๆ 2. ปญหาที่หยิบยกมาใหนักเรียนฝกฝนนั้น ควรเปนปญหาใหมที่นักเรียนไม เคยประสบมากอนแตตองอยูในวิสัยที่ เด็กจะแกได 3. การฝกการแกปญหานั้น ครูควรแนะน าใหนักเรียนไดวิเคราะหปญหาให ชัดเจนกอนวา เปนปญหาเกี่ยวกับอะไร และถาเปนปญหาใหญก็ใหแตกเปนปญหายอยแลวคิด ปญหายอยแตละ ปญหาและเมื่อแกปญหายอยไดทุกขอก็เทากับแกปญหาใหญไดนั่นเอง 4. จัดบรรยากาศการเรียนการสอนหรือจัดสิ่งแวดลอมซึ่งเปนสภาพภายนอก ของนักเรียน ใหเปนไปในทางที่เปลี่ยนแปลงไดไมตายตัว นักเรียนจะเกิดความรูสึกวาเขาสามารถ คิดคน เปลี่ยนแปลงอะไรไดบางในบทบาทตางๆ 5. ใหโอกาสนักเรียนไดคิดอยูเสมอ 6. การฝกฝนการแกปญหาหรือการแกปญหาใดๆ ก็ตามครูไมบอกวิธีการแก ปญหาใหตรงๆ เพราะถาบอกแลวนักเรียนอาจไมไดใชยุทธศาสตรของการคิดของตนเองเทาที่ควร ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าทั้งครูและผู้ปกครองมีบทบาทส าคัญในการส่งเสริม ความสามารถในการแก้ปัญหา การจัดสภาพแวดล้อมหรือการจัดประสบการณ์กิจกรรมเพื่อส่งเสริม การแก้ปัญหาในรูปแบบกิจกรรมการเล่น จะท าให้เด็กเกิดความสนุกสนานและยังเกิดทักษะในการ แก้ปัญหาด้วย
1.6 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดวงพร ผกามาศ (2554 : 50-51) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถใน การแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมประกอบอาหารประเภทขนมไทย ก่อนและหลัง การจัดกิจกรรมจากผลวิจัยความสามารถในการแก้ปัญหาแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ.01 ซึ่งสอดคล้องกับสมมุติฐานของวิจัยครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม ประกอบอาหารประเภทขนมไทย ช่วยให้เด็กมีความสามารถในการแก้ปัญหาสูงขึ้น หนึ่งฤทัย เพ็ญสมบรูณ์(2552:65-66) ได้ศึกษาเปรียบเทียบทักษะการ แก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับกิจกรรมการเล่นทรายของเด็กปฐมวัยอายุ4-5 ปี ผลวิจัยพบว่า ทักษะการแก้ปัญหาหลักการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่ง แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมการเล่นทรายส่งผลต่อทักษะการแก้ปัญหาช่วยให้เด็กมีทักษะการแก้ปัญหา สูงขึ้นต่อเนื่อง พัทธนิตย์ คุ้มครอง (2561:73-74) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการ แก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยโดยใช้การจัดประสบการณ์ตามรูปแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori) มี วัตถุประสงค์การเปรียบเทียบความสามารถก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ตามรูปแบบมอนเตสซอ รี่ (Montessori)ของเด็กปฐมวัยอายุ 4-5 เมือเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้ปัญหา ของเด็กปฐมวัยพบว่าคะแนนผลการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กหลังจัดกิจกรรมสูง กว่าคะแนนก่อนจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญ0.05 สรุปได้ว่าการสอนเด็กปฐมวัยโดยใช้การจัด ประสบการณ์ตามรูปแบบมอนเตสซอรี่ (Montessori)ช่วยให้เด็กปฐมวัยพัฒนาความสามารถในการ แก้ปัญหาได้เป็นอย่างดี รุ่งทิพย์ศรสิงห์ (2559:59) ได้ศึกษาการพัฒนาความสามารถในการคิด แก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยโดยใช้เกมการศึกษามีจุดมุ่งหมายเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการคิด แก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษากลุ่มเป้าหมาย เด็กปฐมวัยช่วงอายุ 3-4 ปีศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจากผลวิจัยพบว่าความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็ก ปฐมวัยโดยใช้เกมการศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญ .05 แสดงว่าการจัด ประสบการณ์เรียนรู้ในการคิดแก้ปัญหาโดยใช้เกมการศึกษาท าให้เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการคิด แก้ปัญหาสูงขึ้น จากการสรุปรวมเอกสารงานวิจัยข้างต้น จะเห็นได้ว่าความสามารถในการแก้ปัญหาของ เด็ก สามารถพัฒนาได้ โดยผู้ปกครอง ครู และคนที่เกี่ยวข้องกับเด็ก ควรส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสในการ ได้คิดแก้ปัญหาตนเอง มีการจัดกิจกรรมให้เด็กเกิดกระบวนการคิด ตัดสินใจ และส่งผลต่อพัฒนาการ ในการคิดแก้ปัญหา
2.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ 2.1 ความหมายของการเล่น เฮอร์ลอค (Hurlock, 1956) กล่าวว่า เด็กเล่นจากช่วงความสนใจของเด็กตามวัย ไม่ได้เกิด จากการถูกบังคับ แมคคลินไทร์ (Christine Macintyre, 2011) กล่าวว่า การเล่นเปรียบเสมือนการทาของ เด็ก เกิดการยอมรับด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นผลให้เกิดการพัฒนาทางด้านภาษา การเข้าใจสังคม ซึ่งการ เล่นเกิดได้ทุกที่ทุกเวลาแต่สิ่งที่ส าคัญคือต้องเปิดโอกาสให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่น กระทรวงสาธารณสุข(2555)การเล่น หมายถึง พฤติกรรม หรือกระบวนการที่ริเริ่ม ควบคุม หรือจัดโครงสร้างโดยเด็ก ๆเอง การเล่น เกิดขึ้นเมื่อไรหรือที่ไหนก็ได้ ตามแต่โอกาสจะอ านวย การเล่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่ถูกบังคับ เกิดขึ้นด้วยแรงผลักดัน ภายในตัวเด็กอย่างอิสระอย่างเป็นธรรมชาติ ท าให้เด็กมีความสุข สนุกสนาน เพลิดเพลิน น าไปสู่การเรียนรู้ที่ดีในทุกเรื่องและเป็นพื้นฐานของการ ด าเนินชีวิตวัยเด็ก ท าให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี เป็นกระบวนการที่ช่วยให้เด็กสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลงความคิด สุวลัย มหากันธา (2532) กล่าวถึงการเล่นท าให้สามารถอยู่ร่วมกันในสังคม รู้จัก รับผิดชอบตัวเอง เยาวพา เดชะคุปต์ (2542) กล่าวว่า การเรียนรู้ผ่านความสนุกสนานในเวลาเดียวกันคือ การเล่น โลเวนเฟลด์ (Margaret loventfeld, 1977) ได้กล่าวถึงความหมายของการเล่นใน “Play in Childhood” ดังนี้ 1. การดูแลตนเอง 2. การทบทวน 3. การคิดแปลกใหม่ 4. เข้าใจรอบตัว 5. การเตรียมตัว จากข้างต้นสรุปได้ว่าการเล่นคือสิ่งที่เด็กท าในแต่ละวันด้วยความเต็มใจ เกิดความสนุกสนาน และยังเกิดประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับเด็ก รวมทั้งเสริมสร้างกระบวนการพัฒนาความคิดต่างๆ 2.2 ความหมายความของการเล่นชิ้นส่วนที่หลากหลาย เพลกรุ๊ปไทยแลนด์ (Playgroup Thailand, 2017) ได้ให้ความหมายของ Loose Parts หมายถึง อุปกรณ์ที่สามารถเคลื่อนย้ายไปมา มีลักษณะเป็นของเล่นปลายเปิด คือ เล่นได้หลาย แบบ มีหลายรูปร่าง ถอดเข้าถอดออก เปลี่ยนแปลง จัดเรียงใหม่ ใส่กลับได้ สามารถเล่นกับ
ของอย่างเดียวหรือจะไปเล่นรวมกับอย่างอื่นก็ได้ สามารถเล่นได้หลายวิธี ไม่มีวิธีการเล่ น เฉพาะเจาะจงที่เขียนไว้ข้างกล่อง วิธีเล่นที่ถูกต้อง คือ ขึ้นกับความคิดของเด็กแต่ละคนในเวลา นั้นๆ ของเล่นลักษณะนี้จะช่วยส่งเสริมการคิดแปลกใหม่ มีวัสดุที่มาจากธรรมชาติหรือที่สร้าง ขึ้นมา การเล่นแบบปลายเปิด เป็นการเล่นแบบมีเด็กเป็นศูนย์กลางอย่างแท้จริง (child-center) ซึ่ง ส่งเสริมให้เด็กได้ฝึกฝนการคิดแก้ปัญหา (problem solving) อรพรรณ บุตรกตัญญู (2563) ได้ให้ความหมายการเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย (Loose Parts Play) คือ การเล่นวัสดุอุปกรณ์ที่สามารถเคลื่อนย้าย สลับไปมา ผสานรวม วางต่อกันใน ทิศทางต่าง ๆ ต่อเข้า ถอดออกได้ ออกแบบสร้างใหม่ได้อย่างหลากหลายวิธีตามความคิดที่ ต้องการนาเสนอของผู้สร้างสรรค์ มินส์โมเยอร์ (C.C. Mincemoyer, 2016) ได้กล่าวถึงกิจกรรมการเล่นกับชิ้นส่วนที่ หลากหลาย (Loose Parts Play) ว่าเป็นการเล่นปลายเปิดที่มีขอบเขตกว้าง โดยมีการเล่นกับวัสดุ อุปกรณ์ต่าง ๆ มีการจัดสภาพแวดล้อมแบบปลายเปิดไม่จากัด ไม่มีกฎเกณฑ์ในการให้เด็กเลือก เล่น และที่ส าคัญเด็กต้องเกิดประสบการณ์ตรงจากการเลือกเล่นวัสดุ เด็กที่เล่นจะเกิดความคิด สร้างสรรค์ตามจินตนาการ การเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย ช่วยส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหา กล้าตัดสินใจ รู้จักวางแผน และรู้คุณค่าของตนเอง เด็กจะเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง โดยเด็กจะ เกิดการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ เลือกเล่นอุปกรณ์ต่าง ๆ รู้จักการเลือกเล่นและสามารถเลือกทา กิจกรรมโดยตนเอง นิโคลสัน (Simon Nicholson, 1972) กล่าวว่า การเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย คือ การเล่นกับวัสดุที่สามารถเคลื่อนย้าย ออกแบบ ต่อเติมได้ตามความต้องการ เป็นการเปิดโอกาสให้เกิด ความคิดสร้างสรรค์ ยิ่งมีวัสดุมากจะทาให้เด็กเกิดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นมาก จากความหมายดังกล่าว การเล่นชิ้นส่วนที่หลากหลาย( Loose Parts Play ) เป็นการ เล่นกับวัสดุสร้างสรรค์ เป็นการเล่นวัสดุที่เคลื่อนย้ายได้ เปลี่ยนแปลง และจัดเรียงใหม่ ผู้เล่นสามารถ เล่นประกอบชิ้นส่วนได้อย่างหลากหลายตามความสนใจและจินตนาการและความสามารถของเด็ก 2.3 หลักการเล่นชิ้นส่วนหลากหลาย เพล์กรุ๊ปไทยแลนด์ (Playgroup Thailand, 2017) กล่าวถึงหลักการเล่นกับชิ้นส่วนที่ หลากหลายไว้ดังนี้ 1. ออกแบบสร้างใหม่ได้อย่างหลากหลายวิธี 2. ไม่มีทิศทางการเล่นที่เฉพาะเจาะจง 3. เล่นกับวัสดุปลายเปิด 4. เล่นกับวัสดุเดียวกันหรือต่างชนิดกันได้ 5. เล่นคนเดียวหรือเล่นร่วมกับผู้อื่นได้
เคซีและโรเบอร์ตสัน (Theresa Casey & Juliet Robertson, 2020) กล่าวถึงหลักการเล่น กับชิ้นส่วนที่หลากหลายว่า 1. เล่นอย่างไร้ขอบเขต 2. เล่นกับวัสดุปลายเปิด จุง (Carl Jung, 2021) ได้กล่าวถึงหลักการเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลายไว้ว่า 1. ออกแบบสร้างใหม่ได้อย่างหลากหลายวิธี 2. เล่นกับวัสดุปลายเปิด 3. ไม่มีทิศทางการเล่นที่เฉพาะเจาะจง จากหลักการเล่นชิ้นส่วนที่หลากหลายข้างต้น สรุปได้ว่าการเล่นชิ้นส่วนหลากหลาย สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ข้อ 1. เล่นไร้ขอบเขต ไม่มีทิศทางการเล่นเฉพาะเจาะจง 2. เล่นกับวัสดุปลายเปิด 2.4 ประเภทของชิ้นส่วนที่หลากหลาย กรูเอน (Penny Groen, 2020) กล่าวไว้ว่า ชิ้นส่วนที่หลากหลายในการนามาเล่น เป็นได้ทั้งวัสดุรีไซเคิล วัสดุที่มาจากธรรมชาติ และวัสดุที่คนสร้างขึ้น ขนาดของชิ้นส่วนมีทั้งเล็กและ ใหญ่การเล่นปลายเปิดจากชิ้นส่วนที่หลากหลายช่วยกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ลึกซึ้งมากขึ้น โดย สามารถจาแนกวัสดุออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้ 1. ชิ้นส่วนขนาดเล็ก ได้แก่ กระดุม ลูกปัด หินแก้ว กรวด ท่อ ฝาขวด เลื่อม ปอม ปอม จุก หมุดทอง เศษไม้ ลูกเต๋า โดมิโน น็อต ฟันเฟือง เปลือกหอย ล้อ หลอด ไม้ขีด หมากฝรั่ง และฝักเมล็ด 2. ชิ้นส่วนขนาดใหญ่ ได้แก่ ถัง ตะกร้า รางทาสวน กระดาษลัง เชือก ยาง รถยนต์หิน ตอไม้ กิ่งไม้ ลูกสน ขวดพลาสติก กระป๋อง ขวดโหล ลังไข่ บล็อกไม้ และตุ๊กตาสัตว์ 3. ของใช้ในบ้าน ได้แก่ ถาดน้ าแข็ง เครื่องใช้ในครัว ทัพพีที่บด ที่คีบ ที่ตีไข่ ตะหลิว กระชอน หม้อ กระทะ ผ้าสักหลาด ถ้วยตวง ช้อนตวง 4. วัสดุต่าง ๆ ได้แก่ ทราย ดินเหนียว สไลม์ ข้าว เส้นพาสตา น้ า สีผสมอาหาร กากเพชร กล่องใส โต๊ะไฟ เครื่องฉายภาพ 5. ภาชนะและอุปกรณ์ ได้แก่ เหยือกแก้ว ภาชนะพลาสติก กล่อง ถาด กระเช้า ถัง ตู้ รถเข็น คาล์ดเวล (Jenni Caldwell, 2016) ได้แบ่งประเภทของชิ้นส่วนที่หลากหลาย เป็น 2 ประเภท ได้แก่ 1. ตามธรรมชาติ 2. คนสร้างสรรค์
สื่อเล่นสร้าง (2020) ได้แบ่งประเภทของชิ้นส่วนที่หลากหลายออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้ 1. วัสดุจากธรรมชาติ เช่น กิ่งไม้ ท่อนไม้ ก้อนหิน เปลือกหอย เมล็ดพืช 2. วัสดุที่ทาจากผ้าและเส้นใย เช่น ปอมปอม เชือก ริบบิ้น 3. วัสดุที่ทาจากไม้ เช่น บล็อกไม้ ไม้หนีบ หลอดด้าย ไม้ไอติม 4.วัสดุที่ทาจากพลาสติก เช่น ไม้หนีบพลาสติก ช้อนส้อมพลาสติก กระดุม 5. วัสดุที่ทาจากแก้ว/เซรามิค เช่น ถ้วยตะไล แก้ว ถ้วยชาม ลูกแก้ว 6. วัสดุที่ทาจากโลหะ เช่น น็อต ฝากระป๋องน้ าอัดลม 7. วัสดุประเภทบรรจุภัณฑ์ เช่น กระป๋อง กล่อง เเกนกระดาษทิชชู แอนนา (Anna, 2019) ได้แบ่งประเภทของชิ้นส่วนที่หลากหลายออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้ 1. ของใช้ในบ้าน เช่น บล็อก ลูกปัด กระดุม ลูกบอล หลอด กระป๋อง หม้อ 2. ทรัพยากรธรรมชาติ เช่น หิน หอย ขนนก ผลต้นสน ใบไม้ ผลโอ๊ก 3. ผ้า เช่น ผ้าพันคอ ริบบิ้น ผ้าลูกไม้ยางมัดผม 4. วัสดุจ าลอง เช่น แป้งโดว์ ทรายปั้น สไลม์ 5. พลาสติกและวัสดุสังเคราะห์ เช่น เลโก้ อิฐแท่ง ของเล่นตัวต่อ จากการศึกษาเอกสารพบว่า ชิ้นส่วนหลากหลายสามารถแบ่งได้เป็นหลายประเภท ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ เช่น การใช่งาน ขนาดของวัสดุ วัสดุที่ใช่ โดยในการศึกษาข้างต้นสามารถแบ่ง ประเภทของชิ้นส่วนหลากหลายได้ 3 ประเภท คือ วัสดุธรรมชาติ วัสดุที่มนุษย์สร้างขึ้นและวัสดุรี ไซเคิล 2.6 แนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย มาลากุซซี (Loris Malaguzzi, 1991) กล่าวไว้ว่า ยิ่งนาเสนอความเป็นไปได้มากขึ้นเด็ก จะมีแรงกระตุ้นมากขึ้นเพื่อเปิดรับประสบการณ์ต่างๆ นิโคลสัน (Simon Nicholson, 1972) กล่าวว่า ในทุกสภาพแวดล้อมจะมีสิ่งประดิษฐ์ และความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการคิดค้นและจัดเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมในวัสดุที่ หลากหลาย ซึ่งมีทฤษฎีการเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย ดังนี้ 1. ประดิษฐ์ สังเกตได้จากความสามารถในการเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลายของ เด็ก 2. ชิ้นส่วนที่หลากหลายเป็นของเล่นปลายเปิด สามารถเล่นให้เกิดทักษะทาง ภาษา เช่น เล่นกับดนตรี เล่นโดยใช้คาพูด 3. เด็กสนุกหากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดความคิดแปลกใหม่
4. เด็กสามารถออกแบบพื้นที่ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กเล่นชิ้นส่วนที่มีความ หลากหลาย ออกแบบการเล่นที่สร้างสร้างสรรค์ การมีส่วนร่วมในกระบวนการออกแบบและ วางแผน 5. เด็กต้องการพื้นที่ในการเปลี่ยนแปลงรูปร่างของสิ่งของเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ประเมิน และปรับเปลี่ยนด้วยตัวเอง 6. พฤติกรรมของมนุษย์คือ สิ่งที่ผู้คนต้องการและจาเป็นควรเป็นพื้นฐานสาหรับ การออกแบบสภาพแวดล้อม 7. ทุกอย่างเป็นสิ่งเฉพาะที่ บางอย่างอาจใช้ได้ดีกับที่หนึ่ง แต่เมื่อเปลี่ยนสถานที่ อาจใช้ได้ไม่ดี 8. หากต้องการเรียนรู้ผลของการพัฒนาโดยใช้การเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย ให้ใช้คาถาม ดังนี้ 8.1 เด็กเล่นอะไรกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย 8.2 เด็กค้นพบอะไรใหม่จากการเล่น 8.3 เด็กนาความคิดที่ได้กลับไปลองใช้ในครอบครัวหรือชุมชนหรือไม่ 8.4 วัสดุใดสนุกที่สุดในการเล่นและกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ มากที่สุด 9. การใช้การเล่นชิ้นส่วนที่หลากหลายเป็นการประเมินทางการศึกษาได้ 10. ใช้ประสบการณ์จริงสร้างการศึกษาสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ จากแนวคิดข้างต้นสรุปได้ว่า การเล่นวัสดุชิ้นส่วนที่หลากหลายเป็นการเล่นที่เปิด โอกาสให้เด็กได้จัดสินใจ ค้นคว้า ทดลอง ได้อย่างอิสระมีการเล่นรูปแบบที่หลากหลายวิธี ช่วยกระตุ้น และพัฒนาความสามารถของเด็กได้อย่างอิสระ 2.7 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย มลวรรณ ศรีสาราญ และ อรพรรณ บุตรกตัญญู (2562) ได้ศึกษาผลของการ ตระหนักรู้และเข้าใจตนเองของเด็กปฐมวัย โดยใช้แผนการจัดกิจกรรมเล่นวัสดุสร้างสรรค์อย่างมี จุดมุ่งหมายที่มีต่อการตระหนักรู้และเข้าใจตนเองของเด็กปฐมวัย และแบบประเมินการตระหนักรู้และ เข้าใจตนเอง พบว่าเด็กที่เข้าร่วมในแผนการจัดกิจกรรมเล่นวัสดุสร้างสรรค์อย่างมีจุดมุ่งหมายมี คะแนนหลังทากิจกรรมสูงกว่าก่อนทากิจกรรมทั้งโดยรวมและรายด้าน สุรภา จิรโอฬารเมธ ( 2564 ,71)ได้ศึกษาผลของการจัดกิจกรรมการเล่นกับ ชิ้นส่วนที่หลากหลายที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี กาลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนสาธิต ผลการวิจัยครั้งนี้พบว่าความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยหลังการจัดกิจกรรม การเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลายสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ.05
ภาวดา และคณะ (2565,)ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่าง สร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบวรรณกรรมโดยผล การศึกษาพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์พบว่ามีค่าดัชนีเท่ากับ 0.49 แสดงว่าเด็ก ปฐมวัยมีทักษะการคิดแก้ ปัญหาอย่างสร้างสรรค์หลังจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบ วรรณกรรมเพิ่มขึ้น 0.49หรือมีความก้าวหน้าของทักษะแก้ปัญหาเพิ่มขึ้นร้อยละ 49 ยาวุซ (Leah C. Yavuz, 2016) ได้ศึกษาผลของการเล่นกับชิ้นส่วนที่หลากหลาย ต่อความคิดสร้างสรรค์ของเด็กอายุสามถึงหกปีที่ ห้องเรียนมอนเตสเซอรี่ พบว่าการเล่นกับชิ้นส่วน ที่หลากหลายไม่ช่วยส่งเสริมให้เด็กมีความคิดสร้างสรรค์ที่มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเกี่ยวข้องกับ ความร่วมมือ จินตนาการในการเล่น และมีความตั้งใจจดจ่อ จากการศึกษาเอกสารข้างต้นสรุปได้ว่าการเล่นวัสดุที่หลากหลายเป็นการเล่นอย่าง อิสระการเล่นที่สามาสามารถช่วยเสริมพัฒนาการทางด้านต่างๆ ได้ และยังเป็นกิจกรรมส่งเสริมให้เด็ก ได้ตั่งค าถาม แสดงออกทางความคิดอย่างสร้างสรรค์ 3.เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน 3.1 ความหมายของนิทาน จารุณี ศรีเผือก (2554 :17) กล่าวคือ นิทาน คือ เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมาเพื่อให้เด็กเกิด ความ สนุกสนานเพลิดเพลินและความบันเทิง ซึ่งนิทานอาจเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องที่สมมติขึ้น ท าให้ เด็กเกิด จินตนาการจากเรื่อง ได้แง่คิดคติสอนใจ เด็กสามารถน าไปเป็นต้นแบบต่อการปฏิบัติตนใน ชีวิตประจ าวัน และใช้ในอนาคตได ดวงสมร ศรีใสค า (2552 :29) กล่าวว่า นิทานเป็นเรื่องราวที่เล่าสืบต่อกันมา เพื่อให้ผู้ฟัง เกิด ความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเกิดความรู้ สามารถน ามาปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช่ใน ชีวิตประจ าวันได้ บุษนีย์ สมญาประเสริฐ (2551 :21) ได้ให้ความหมายของนิทานว่าเป็นสื่อการเรียนการ สอนของ ครูที่สามารถน าไปสู่การเรียนการสอนในรูปแบบมากมาย ทั้งด้านการใช้ภาษา คณิตศาสตร์ การสังเกต นิทานสามารถสร้างจินตนาการ ความฝันความคิด ความเข้าใจ และการรับรู้ให้กับเด็ก และ ยังเป็นสื่อที่จะ ช่วยปลูกฝังให้เด็กรักการอ่านมากยิ่งขึ้น จิราพร ปั้นทอง (2550 :36) สรุปความหมายของนิทานว่า เรื่องเล่าที่สืบต่อกันมาหรือแต่ง ขึ้นใหม่ เพื่อให้เกิดความสนุกสนานและสามารถสอดแทรกแนวคิดเพื่อให้เด็กน าไปเป็นแนวทางในการ ด ารงชีวิต ชุติมา สัจจานนท ไดใหความหมายของนิทานวา นิทาน หมายถึง เรื่องราวที่ มีการเลาใหเกิดความสนุกสนาน สรางสรรคจินตนาการและยังชวยปลูกฝงนิสัยรักการอานหนังสือให กับเด็กอีกดวย
จากแนวคิดข้างต้นสรุปได้ว่า นิทานหมายถึง เรื่องราวที่สืบทอดกันมาหรือเรื่องราวที่แต่ง ขึ้นมาใหม่โดยมีเนื้อหาที่มีความบันเทิง สนุกสนาน มีการสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมเข้าไปในเนื้อหา เพื่อเป็นข้อคิดหรือความรู้ที่จะน ามาปรับเปลี่ยนใช้ในชีวิตประจ าวัน 3.2 ความส าคัญและคุณค่าของนิทาน บวร งามศิริอุดม (2556) ให้ความหมายความส าคัญที่ได้จากการเล่านิทาน 1. ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก 2. ให้รู้จักค าเรียกชื่อสิ่งของต่างๆจากรูปภาพในนิทาน 3. เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออก พัฒนาความคิด จินตนาการ 4. ให้ความรู้สึกที่ดีต่อเด็ก 5. มีความตลกขบขันให้ความสนุกสนาน ช่วยแก้ปัญหาให้กับตัวเด็ก เมื่อเปรียบเทียบ ตนเองกับ ตัวละคร ปราณี ปริยวาที (2551:27-28)ได้กล่าวว่านิทานมีคุณค่าและมีประโยชน์ คือเป็นวิธีการ ให้ความรู้ที่จะท าให้เด็กสนใจเรียนรู้สามารถจดจ าและกล้าแสดงออก ส านักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2550 :11-16) ได้ระบุถึงความส าคัญของนิทานว่า นิทาน เป็นสิ่งที่ส าคัญต่อชีวิตทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนอกจากนิทานจะช่วยให้เด็กๆมีความสุขสนุก หรรษาแล้ว ยังเป็นโลกแห่งจินตนาการที่สมบูรณ์แบบที่คอยช่วยถักทอสายใยความรัก นิทานมี ความส าคัญต่อการพัฒนาการของเด็ก ดังนี้ 1. ช่วยพัฒนาเด็กทางด้านลักษณะชีวิต เด็กได้เรียนรู้ถึงลักษณะชีวิตที่ดีผ่าน นิทานที่ปรารถนาให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดี เช่น มีคุณธรรมจริยธรรม มีความกล้าหาญ มีความยุติธรรม 2. การพัฒนาเด็กด้านบุคลิกภาพ บุคลิกภาพเป็นองค์ประกอบที่มีอยู่มากใน นิทาน ซึ่งเด็กจะได้รับ รู้ถึงบุคลิกภาพที่ดีที่จะช่วยให้อยู่ในสังคมได้อย่างดี เช่น ความเชื่อมั่น การรักษา ตน ความสุภาพอ่อนน้อม ความมีมารยาทที่ดี ความเป็นผู้น า 3. การพัฒนาเด็กด้านความรู้และสติปัญญา 4. การพัฒนาเด็กในด้านทักษะและความสามารถ 5. การพัฒนาเด็กในด้านสุขภาพ นิทานเป็นกระบวนการหนึ่งที่ก าหนดบทบาท ในด้านสุขภาพให้เกิดแก่เด็ก เพราะเมื่อเด็กได้อ่านหรือฟังนิทานแล้วจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ในการที่ จะรักษาสุขภาพกาย และสุขภาพจิตของตน จิราพร ปั้นทอง (2550 :38) กล่าวว่า นิทานมีคุณค่าต่อเด็กเป็นอย่างมาก นิทานช่วย เสริมสร้าง พัฒนาการทางภาษาความคิดและจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ ฝึกให้เด็กมีความกล้าที่จะ แสดงออกเกิด ความสนุกสนานเพลิดเพลิน มีสมาธิเป็นผู้รู้จักฟังมีสัมพันธ์อันดีกับบุคคลรอบข้าง เป็น
ตัวกระตุ้นให้เด็ก มีคุณลักษณะอันถึงประสงค์ของสังคม มีพฤติกรรมและเป็นที่ยอมรับอันจะน ามาซึ่ง ความสุขในการด าเนินชีวิต จากข้างต้นสามารถสรุปได้ว่านิทานมีความส าคัญส าหรับเด็กสามารถช่วยให้เด็กพัฒนา เด็กในหลายๆด้านได้ และยังปลูกฝังนิสัยในการรักการอ่านให้เด็กได้ 3.3 ประเภทของนิทาน เกริก ท่วมกลาง และจินตนา ท่วมกลาง (2555 :78-81) กล่าวถึงการแบ่งประเภทของ นิทานตาม โดยใช้เกณฑ์เนื้อหาสาระของนิทานเป็นหลัก สามารถแบ่งได้ 11 ประเภท ดังนี้ 1. เทวต านาน เป็นเรื่องราวการอธิบายการก าเนิดเทพ จักรวาล โลก มนุษย์ สัตว์ สรรพ สิ่งในโลก โครงสร้างของความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ และกฎเกณฑ์การควบคุมความประพฤติให้อยู่ ร่วมกันอย่างมี ความสุข รูปแบบนิทานเป็นการตัดชุดปฎิบัติที่ผิดศีลธรรม และละเมิดกฎที่วางไว้ สาเหตุมาจากความโลภ ความเห็นแก่ตัวแก่ได้ ความประมาทท าให้เกิดความเสียหายผู้เกี่ยวข้องได้รับ ความเดือดร้อน เทพหรือ เทวดาผู้มีบทบาทดูแลความทุกข์สุขหรือควบคุมกฎเกณฑ์การอยู่ร่วมกัน จึง ลงโทษวิธีต่างๆที่เป็นคติเตือนใจไม่ให้มีการปฏิบัติละเมิดกฎข้อบังคับอีก 2. นิทานศาสนา เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับศาสนา ความศรัทธา พระพุทธศาสนา พระพุทธเจ้า พระ โพธิสัตว์ บุคคลส าคัญในพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธกาล รวมถึงบุคคลส าคัญด้าน ศาสนาที่มีผู้เลื่อมใส ศรัทธาลักษณะนิทาน เป็นเรื่องประวัติพระพุทธเจ้าเสด็จไปในที่ต่างๆการปราบ มารการท ากิจที่ส าคัญ ซึ่ง เรื่องเล่าที่มักเกี่ยวกับสถานที่ส าคัญที่ประชาชนนับถือ เช่น นางวิสาขา พระ ธาตุดอยตุง เป็นต้น 3. นิทานคติ เป็นนิทานที่เกี่ยวกับศาสนาเรื่องกฎแห่งกรรมหรือการท าดีได้ดีท าชั่วได้ ชั่ว ลักษณะ นิทานเป็นการฝึกแบบไม่เหมาะสมกับความโลภ มักง่าย แก้แค้น อิจฉา ต้องการให้ผู้อื่น ได้รับทุกข์และ ผู้กระท าได้รับความทุกข์ความเสียหายจากการกระท าของตนเอง เรียกว่า ให้ทุกแก่ ท่านทุกข์นั้นถึงตัว ใน ตอนท้ายมีแนวคิดสั่งสอนเป็นคติสอนใจแก่ผู้อ่านไม่ให้ประพฤติปฏิบัติตามเนื้อ เรื่อง 4. นิทานชีวิต เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับความรัก การต่อสู้ การผจญภัยของมนุษย์ สัตว์ สิ่งของ ซึ่งตัว เอกของเรื่องต้องใช้ความอดทน กล้าหาญ เสียสละ การประพฤติดี มีคุณธรรม ความ ฉลาด กลโกงในการ แก้ปัญหา จึงได้รับผลส าเร็จในการแก้ปัญหาเรื่องราวนั้นได้ ซึ่งนิทานประเภทนี้ บางครั้งลักษณะเหมือนจริง เกี่ยวกับความเชื่อ สถานที่ และเวลาที่มีรายละเอียดแน่นอน เช่น คุณช้าง ขุนแผน ไกรทอง พระอภัยมณีเป็นต้น 5. นิทานมหัศจรรย์หรือเทพนิยาย เป็นเรื่องราวที่เกี่ยวกับอิทธิปาฏิหาริย์ความ มหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น จากของวิเศษ รูปแบบนิทานตัวละครมักเป็นกษัตริย์ที่เจ้าหญิง ยักษ์ เกี่ยวข้องกับ
จักรๆ วงๆ การด าเนิน เรื่องมักเป็นเรื่องความรัก ความอิจฉา การพลัดพราก การผจญภัย การต่อสู้ การค้นหาสิ่งของ ที่ส าคัญที่ 6. นิทานประจ าถิ่น เป็นเรื่องราวขนบธรรมเนียมประเพณีและบุคคลส าคัญในแต่ ละท้องถิ่น ซึ่งแต่ละเรื่องมีความเชื่อเกี่ยวข้องกับสถานที่ สิ่งของ บุคคลที่มีชื่อจริงในแต่ละท้องถิ่น รูปแบบนิทานเล่าประวัติบุคคลสถานที่ในแต่ละท้องถิ่นที่น ามาเล่าติดต่อกันจนถึงปัจจุบัน เช่น พญากง พญาพาน กล่องข้าวน้อยฆ่าแม่ เป็นต้น 7. นิทานอธิบายเหตุ เป็นเรื่องราวที่อธิบายความเป็นมาของสรรพสิ่งต่างๆของคน สัตว์ สิ่งของปรากฏการณ์ธรรมชาติ พิธีกรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี รูปแบบนิทานมักอธิบาย อะไร เป็นอย่างไรท าไมต้องเป็นอย่างนั้น การด าเนินเรื่องเป็นการตอบข้อสงสัยอธิบายค าตอบที่สงสัยของสิ่ง ต่างๆอย่างสมเหตุสมผล หรือหาเหตุผลมาสนับสนุนให้มีความน่าเชื่อ 8. นิทานสัตว์ เป็นเรื่องราว ที่เกี่ยวกับความฉลาดเจ้าปัญญา ความเก่ง ความโง่ เขลา ความเจ้าเล่ห์ กลโกงของสัตว์ที่มีโครงเรื่องแสดงลักษณะคล้ายมนุษย์ พฤติกรรมชิงความเป็นผู้ ชนะในด้านการเป็นผู้น าเจ้าป่า ไหวพริบ เพื่อให้ได้รับการยกย่องยอมรับจากสัตว์ทั้งหลาย เรื่องมักจบ แบบมีคติเตือนให้ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เช่น กระต่ายกับเต่า 9. นิทานผี เป็นเรื่องราวลึกลับที่เกี่ยวกับภูตผีปีศาจ ที่มีประวัติยาวนานเป็นที่ชื่น ชอบของผู้ฟัง 10. นิทานตลก อาจเป็นเรื่องราวตลกขบขัน ลักษณะนิทานที่น ามาเล่าแสดงถึง ความฉลาด ความ โง่ กลลวง กลโกง มีความฉลาดเกมโกง การด าเนินเรื่องจะสนุกสนานอยู่ที่ความไม่ น่าจะเป็นไปได้แต่ เพราะพฤติกรรมของตัวละครที่แสดงความฉลาดความโง่ออกมาแก้ปัญหาเฉพาะ หน้าท าให้เกิดมุกตลก ขบขันขึ้น 11. นิทานเข้าแบบ เป็นเรื่องราวที่สร้างแล้ววางโครงเรื่องเป็นพิเศษเฉพาะตัวใน การเล่าให้มีความ คล้องจอง สามารถพูดหรือเล่าได้ง่ายในรูปประโยคที่ใช้ภาษาเรียบง่ายเพื่อให้เล่า ง่ายๆได้ถูกต้อง นิทาน ประเภทนี้มีการแต่งไว้น้อยเพราะต้องใช้รูปแบบเฉพาะ เช่น นิทานเรื่องตากับ ยาย ปลูกถั่วปลูกงาให้หลาน เฝ้า เป็นต้น ประคอง นิมมานเหมินทร์ (2550 : 9-15) ได้แบ่งนิทานส าหรับเด็กออกเป็น 11 ประเภท ได้แก่ 1. นิทานเทวปกรณ์หรือนิทานปรัมปรา 2. นิทานมหัศจรรย์ 3. นิทานชีวิต 4. นิทานประจ าท้องถิ่น 5. นิทานคติสอนใจ
6. นิทานอธิบายสาเหตุ 7. นิทานเรื่องสัตว์ 8. นิทานเรื่องผี 9. นิทานมุขตลก 10. นิทานเรื่องโม้ 11. นิทานเข้าแบบมี 2 ประเภทคือนิทานไม่รู้จบและนิทานลูกโซ กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ (2546, น. 95) ได้กล่าวว่านิทานมีหลายประเภทและ หลาย ลักษณะแตกต่างกันทั้งที่เป็นนิทานที่แต่งเป็นโคลง/กลอนมีทั้งเรื่องสั้น เรื่องยาว ทั้งที่เป็น ต านานเล่า สืบต่อกันมาเป็นเทพนิยาย หรือเรื่องที่แต่งขึ้นมาใหม่ นิทานบางเรื่องสอดแทรกเนื้อหาใน การส่งเสริม คุณธรรม จริยธรรม บางเรื่องส่งเสริมจินตนาการ บางเรื่องเป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับ สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก จากข้างต้นสามารถสรุปได้ว่านิทานมีหลายประเภท เช่น นิทานท้องถิ่น นิทาน เทพนิยาย นิทานตลก นิทานเกี่ยวกับศาสนา นิทานเกี่ยวกับสัตว์ นิทานเทวปกรณ์หรือนิทานปรัมปรา นิทานมหัศจรรย์ นิทานชีวิต นิทานประจ าท้องถิ่น 3.4 ประโยชน์ของนิทาน วิเชียร เกษประทุม (2550 : 9-10) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของนิทานไว้ดังนี้ 1. นิทานช่วยให้ความสนุกสนานเพลิดเพลิน เป็นการผ่อนคลายความเครียดและช่วย ให้เวลาผ่านไปอย่างไม่น่าเบื่อหน่าย 2. นิทานช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัว เด็กบางคนอาจมองผู้ใหญ่ว่าเป็น บุคคลที่ ขี้บ่นชอบดุด่าน่าเบื่อหน่ายหรือน่าเกรงขาม นิทานก็จะช่วยให้เด็กเบื่อหน่ายผู้ใหญ่น้อยลง 3. นิทานให้การศึกษาและเสริมสร้างจิตนาการ 4. นิทานให้ข้อคิดและสติเตือนใจ ช่วยปลูกฝังคุณธรรมต่าง ๆ ที่สังคมพึงประสงค์ ให้แก่ผู้ฟัง เช่น ให้ซื่อสัตย์ ให้เชื่อผู้ใหญ่ ให้พูดจาไพเราะอ่อนหวาน ให้ขยันขันแข็ง เป็นต้น 5. นิทานช่วยสะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมในอดีตในหลาย ๆ ด้าน เช่น ลักษณะ ของ สังคมวีถีชีวิตของประชาชนในสังคมตลอดจนประเพณี ค่านิยมและความเชื่อ เป็นต้น วไลพร เมฆไตรรัตน์ (2549 : 223) ได้กล่าวถึง ประโยชน์ของการเล่านิทานไว้ดังนี้ 1. ช่วยให้เด็กเกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน รู้สึกอบอุ่นและใกล้ชิดกับผู้เล่า 2. ปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน รวมทั้งความรัก และความซาบซึ้งในวรรณคดี 3. ช่วยพัฒนาทักษะในด้านการใช้ภาษา การฟัง พูด คิดถามและการสังเกต 4. ช่วยส่งเสริมพัฒนาการ และความสามารถในการใช้ภาษาได้อย่างถูกต้อง 5. ชดเชยประสบการณ์ให้แก่เด็ก ในกรณีที่พ่อแม่ไม่มีเวลา
6. เสริมสร้างบุคลิกภาพให้แก่เด็กเกิดความมั่นใจ และกล้าแสดงออกจากการฟัง นิทานที่ เด็กชื่นชอบ 7. ช่วยแก้ไขพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่พึงประสงค์ 8. ฝึกสมาธิและกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจในการฟัง นิตยา คชภักดี (2547 : 29) กล่าวว่า ประโยชน์ของการเล่านิทานที่มีต่อการเรียนการ สอน เด็กปฐมวัย ดังนี้ 1. ให้ความบันเทิงใจกับเด็ก ๆ ท าให้ผ่อนคลายอารมณ์ได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ท าให้ เด็กร่าเริงแจ่มใสสมวัย 2. ใช้น าเข้าสู่บทเรียน 3. ช่วยเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดี หรือผิดบางประการของเด็กเกี่ยวกับความเชื่อ ความ กลัว และสอนจริยธรรมแก่เด็ก 4. เพื่อให้เด็ก ๆ หรือผู้ฟังสามารถใช้กระบวนการคิดพิจารณาแก้ปัญหาได้ 5. ใช้เป็นเครื่องมือฝึกทักษะทางภาษาและกระบวนการคิด 6. ฝึกให้เด็กเป็นผู้รู้จักฟังมีสมาธิ รู้จักส ารวจอิริยาบถของตนเอง 7. ใช้ส่งเสริมการอ่านหนังสือ 8. เพื่อสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับเด็กซึ่งจะส่งผลไปถึงการปกครองเด็ก 3.4 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับนิทาน ภาวิดา แป้นห้วย (2560 :บทคัดย่อ) การพัฒนาจริยธรรมด้านการพูดของเด็กปฐมวัย ของ นักเรียนชั้นเตรียมอนุบาล 3 ขวบ ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กวัดทองหลาง โดยใช้นิทาน พบว่า การจัด กิจกรรมโดยใช้สื่อนิทานในการจัดกิจกรรมการเล่านิทาน เด็กชั้นเตรียมอนุบาล 3 ขวบ ศูนย์พัฒนาเด็ก เล็ก วัดทองหลางมีการพัฒนาจริยธรรมด้านการพูดอยู่ในระดับสูงมีพัฒนาการที่ดีตามข้อตกลงเพิ่มขึ้น อย่าง ต่อเนื่องตลอด 3 สัปดาห์ จากระดับค่าร้อยละ 54.2, 62.4 และ 84.4 ตามลล าดับ ปราณี ปริยวารี (2551 :บทคัดย่อ) การพัฒนา จริยธรรมของเด็กปฐมวัยโดยการเล่านิทาน และ การติดตามผลกลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียน ชาย - หญิง อายุ 5 – 6 ปี ก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ภาค เรียนที่1 ปีการศึกษา 2550 โรงเรียนบุรารักษ์อ าเภอเมืองสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ พบว่าเด็ก ปฐมวัยหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมเล่านิทานและติดตามผลมีการพัฒนาจริยธรรมหลัง การจัด กิจกรรม เล่านิทานอยู่ในระดับดีมากแตกต่างจากก่อนการทดลองอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .01 ศรัญญา พิมเสน (2562 : 32-36) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์โดยการ เล่านิทานแบบเล่าไปวาดไป ระดับชั้นอนุบาล 3 ให้มีประสิทธิภาพ (E1/E2) ตามเกณฑ์มาตรฐานที่ ก าหนด เพื่อเปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ระหว่างก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการ
การเล่า นิทานแบบเล่าไปวาดไป กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนบ้านคลองนา มิตรภาพที่ 201 จ านวน 20 คนโดยคะแนนเฉลี่ยหลัง การจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนการจัด ประสบการณ์ 2.ประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อพัฒนา ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 ตัวแรก (E1) รวมทั้ง 5 แผนการจัด กิจกรรม เท่ากับ 91.25 ส่วนประสิทธิภาพของแผนการจัดประสบการณ์ กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อพัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80 ตัวหลัง (E2) เท่ากับ 87.10 นฤมล จิ๋วแพ (2549 : บทคัดย่อ )ได้ศึกษาเกี่ยวกับผลการเล่านิทานประกอบภาพที่มี ต่อพฤติกรรมความเอื้อเฟื้อของเด็กปฐมวัยมความเอื้อเฟอของเด็กปฐมวัย กลุมตัวอยางที่ใชใน การศึกษาครั้งนี้เปนนักเรียนชาย – หญิง ที่มีอายุ 5-6 ปจ านวน 15 คน ที่ ก าลังศึกษาอยูชั้นอนุบาลป ที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปการศึกษา 2548 โรงเรียนสวัสดีวิทยาสังกัดกรุงเทพมหานครเด็กปฐมวัยที่ไดรับ การจัดกิจกรรมเสริมประสบการณเลานิทานประกอบภาพกอนมีพฤติกรรมความ เอื้อเฟอสูงขึ้นกันอย างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 จากการศึกษาเอกสารและต ารารวมทั้งงานวิจัยข้างต้น ท าให้ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ทราบว่าการ ใช้นิทานและรูปแบบการเล่านิทานสามารถน ามาพัฒนาทักษะทางด้านต่างๆของเด็กปฐมวัยได้โดย นิทานมีหลากหลายประเภทสามารถน านิทานแต่ละประเภทมาเป็นส่วนช่วยในการพัฒนาทักษะและ ความสามารถของเด็กปฐมวัยได้
ภาพที่ 2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน 1.1 ครูนา เด็กเขา้สู่กิจกรรม โดยการสนทนาการ ร้องเพลง เกี่ยวกบักิจกกรมในวนัน้ี ข้นัที่2 กิจกรรม 2.1 ครูเล่านิทานใหเ้ด็กๆฟัง 2.2ครูและเด็กร่วมกนัสนทนาเกี่ยวกบัเน้ือหาใน นิทานและปัญหาที่เกิดข้ึนในนิทาน 2.3ครูใหเ้ด็กทา กิจกรรมการเล่นวสัดุสร้างสรรค์ ประกอบนิทาน ข้นัที่3 สรุป 3.1 ครูและเด็กร่วมกนัสรุปกิจกรรม ข้นัที่1 ข้นันา
บทที่ 3 วิธีด าเนินการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมการเล่น วัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน ของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินตามขั้นตอน ดังต่อไปนี้คือ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง แบบแผนการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การเก็บ รวบรวมข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ กลุ่มเป้าหมาย 1.ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ สังกัดส านักงานพื้นที่การศึกษาประถมอุดรธานีเขต 3 จ านวน 2 ห้องเรียน 40 คน 2.กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เด็กที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ สังกัดส านักงานพื้นที่การศึกษาประถมอุดรธานีเขต 3 จ านวน 1 ห้องเรียน 21 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.1 แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน 1.2 แบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหาในการท ากิจกรรมของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 2.การสร้างและการหาคุณภาพเครื่องมือ การสร้างและหาคุณภาพเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย มีรายละเอียด ดังนี้ 2.1 แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมการเล่นวัสดุอย่างสร้างสรรค์ ประกอบนิทานผู้วิจัยด าเนินการสร้าง มีขั้นตอนการด าเนินการ ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาคู่มือหลักสูตรการจัดการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 เพื่อ น าไปเป็นข้อมูลในการจัดท าแผนกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน ให้สอดคล้องกับ สาระการเรียนรู้และประสบการณ์ส าคัญของเด็กปฐมวัย
2.1.2 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และแนวคิดที่เกี่ยวกับการจัดกิจกรรม การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมการเล่นวัสดุอย่างสร้างสรรค์ เพื่อน ามาเป็นมาเป็นแนวทางในการจัดท า แผนการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุอย่างสร้างสรรค์ประกอบนิทานพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา 2.1.3 ออกแบบและสร้างแผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมการเล่น วัสดุอย่างสร้างสรรค์จ านวน 24 แผน ซึ่งประกอบไปด้วย จุดประสงค์ เนื้อหา และขั้นตอนการจัด กิจกรรม - ขั้นเตรียม เป็นการน าเข้าสู่กิจกรรมโดยการใช้เพลง ค าคล้องจอง เพื่อ กระตุ่นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ - ขั้นการเข้าร่วมกิจกรรมเล่านิทานจากนั้นใช้ค าถามกระตุ้นให้เกิดการคิด แก้ปัญหาจากนั้นให้เด็กได้ท ากิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์โดยสามารถต่อเติมชิ้นส่วนได้อย่างอิสระ - ขั้นสรุปเป็นขั้นที่เด็กน าเสนอผลงานที่ตัวเองสร้างให้เพื่อนและคุณครู 2.2 น าแผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมการเล่นวัสดุอย่างสร้างสรรค์ประกอบ นิทานสร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย 3 ท่านตรวจสอบ เพื่อตรวจสอบความ สอดคล้องระหว่าง กิจกรรมการเรียนรู้ และการวัดและประเมินผล 2.2.1 นายชลพรรษ สวัสดี ผู้อ านวยการโรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ 2.2.2 นางเสาวลักษณ์ สวัสดี ครูผู้สอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ 2.2.3 นางสาวเวธกา ศุภวีรฤทธิ์ ครูผู้สอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ 2.2.4 ปรับปรุงแผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ตามค าแนะน าผู้เชียวชาญทั้ง 3 ท่าน 2.2.5 น าแผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมการเล่นวัสดุอย่าง สร้างสรรค์ประกอบนิทานที่ปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ (try out) กับเด็กระดับชั้นอนุบาลปีที่ 2 จ านวน ที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่าง 20 คน เพื่อหาข้อบกพร้องแล้วน ามาปรับปรุงแก้ไขให้สมบูรณ์
ภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน ศึกษาคู่มือหลกัสูตรการศึกษาปฐมวยัพุทธศกัราช 2560 ศึกษาศึกษาทฤษฎีหลกัการและแนวคิดที่เกี่ยวกบัการจดักิจกรรม การเรียนรู้โดยใชก้ิจกรรมการเล่นวสัดุอยา่งสร้างสรรค์ ออกแบบและสร้างแผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมการเล่นวสัดุอยา่งสร้างสรรคจ์า นวน 24แผน ประกอบ ไปด้วยจุดประสงค์เน้ือหาและข้นัตอโดยมีระยะเวลาในการจดักิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3วัน ทุกวันจันทร์ วนัพุธและวนัศุกร์ในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ นา แผนการจดักิจกรรมการเล่นวสัดุสร้างสรรคป์ระกอบนิทาน เสนอต่ออาจารยท์ ี่ ปรึกษา เพื่อปรับปรุงแกไ้ข น าแผนการจดักิจกรรมการเล่นวสัดุสร้างสรรคป์ระกอบนิทาน เสนอผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่านเพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสม นา แผนการจดักิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทานปรับปรุงแกไ้ขแลว้ นา เสนอต่ออาจารยท์ ี่ปรึกษาตรวจสอบความถูกตอ้งอีกคร้ัง นา แผนการจดักิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน ที่แกไ้ขปรับปรุงแลว้ไปทดลองใชก้บั นักเรียนที่ ไม่ใช่กลุ่มตวัอยา่งแลว้นา มาปรับปรุงแกไ้ขจากน้นันา ไปใชก้บักลุ่มตวัอยา่งตามเน้ือหาที่กา หนดต่อไป
2.3 แบบสังเกตพฤติกรรมทักษะการแก้ปัญหาในการท ากิจกรรมของเด็กปฐมวัยชั้น อนุบาลปีที่ 2 ผู้วิจัยด าเนินการสร้างและหาคุณภาพ ดังนี้ 2.3.1 ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทักษะการแก้ปัญหาและเครื่องมือวัดของ กว้าง ผลสุข (2550) สุจิตรา เคียงรัมย์ (2551) และ วันดี สุตสิน (2550) เพื่อเป็นแนวทางในการสร้าง แบบทดสอบทักษะการแก้ปัญหา 2.3.2 ก าหนดจุดประสงค์ในการสร้างแบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหา 2.3.3 สร้างแบบสังเกตพฤติกรรมทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยซึ่งเป็น แบบมาตราส่วน ประมาณค่า 3 ระดับ ตามวิธีของกระทรวงศึกษาธิการ (2553 : 19) จ านวน 10 ข้อ โดยใช้เกณฑ์การ ให้คะแนนดังนี้ ดีมาก ให้ 3 คะแนน ปานกลาง ให้ 2 คะแนน พอใช้ ให้ 1 คะแนน แปลความหมายของคะแนน โดยปรับปรุงการแปลความหมายแบบมาตรา ส่วน ประมาณค่า (Rating Scales) ที่กระทรวงศึกษาธิการ (2553 : 19) อธิบายไว้มาใช้ ดังนี้ ค่าเฉลี่ย 2.51 – 3.50 หมายถึง มีทักษะการแก้ปัญหามาก ค่าเฉลี่ย 1.51 – 2.50 หมายถึง มีทักษะการแก้ปัญหาปานกลาง ค่าเฉลี่ย 1.00 – 1.50 หมายถึง มีทักษะการแก้ปัญหาน้อย 2.3.5 น าแบบทดสอบไปใช้กับเด็กชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์ รักษ์ ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จ านวน 20 คน เพื่อสร้างเกณฑ์การให้คะแนน 2.3.6 ก าหนดเกณฑ์การให้คะแนน และน าไปให้ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 ท่าน 2.4 น าแบบสังเกตการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยไปให้ผู้เชียวชาญ พิจารณาตรวจสอบ คุณภาพ รายละเอียดดังต่อไปนี้ ด้านความเที่ยงตรง ความเหมาะสมของภาษา โดยพิจารณาประเมิน ความสอดคล้องระหว่างข้อค าถาม กับพฤติกรรมชี้วัดด้านการแก้ปัญหาจ านวน 3 ท่าน โดยใช้เกณฑ์ 2 ใน 3 และปรับปรุงแก้ไขให้เหมาะสม 2.4.1 นายชลพรรษ สวัสดี ผู้อ านวยการโรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ 2.4.2 นางสันทนา ต้นสียา
หัวหน้าสายชั้นระดับอนุบาล โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ 2.4.3 นางกรรณิการ์ ปราบพาล ครูผู้สอนระดับชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ 2.4.4 ปรับปรุงแผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ตาม ค าแนะน าผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน วิธีด าเนินการทดสอบ และเกณฑ์การให้คะแนน 1.จัดเตรียมสถานที่สอบส าหรับท ากิจกรรม 2.ทดสอบพูดคุยกับเด็กสร้างความคุ้นเคย 3.ด าเนินการทดลองกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน กิจกรรมประกอบไป ด้วย 24 กิจกรรมห่างกันสัปดาห์ละ 3 ครั้ง รวมทั้งหมด 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 30 นาที 4. เมื่อครบก าหนดกิจกรรม 24 ครั้ง สังเกตพฤติกรรมการมีสมาธิในการท ากิจกรรมใน กลุ่มทดลอง และบันทึกลงโปรแกรมส าเร็จรูป
ภาพที่ 4 ขั้นตอนการสร้างแบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย ศึกษาคู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เนื้อหา วัตถุประสงค์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็ก ปฐมวัย ก าหนดประเด็น และเกณฑ์การให้คะแนนแบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า น าแบบสังเกตทักการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุง แก้ไข น าแบบสังเกตทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านพิจารณาตรวจสอบเพื่อตรวจสอบความ ตรงของเนื้อหา และสอดคล้องกับแบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย แล้วลงความเห็น แล้วน า คะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญค านวณหาค่าดัชนี (Index of Item Objective Congruence : IOC) ซึ่งมีค่า ดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ น าแบบสังเกตทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย ไปทดลองใช้กับนักเรียนชั้นอนุบาล ที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง (Try out) จ านวน 20 คน แล้วน าคะแนนที่ได้มาวิเคราะห์ หาค่าอ านาจจ าแนก (r) เป็นรายข้อ มี ค่าอยู่ระหว่าง 0.30 - 0.58 และน าไปหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสังเกตทั้งฉบับ โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.78 น าแบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้เก็บข้อมูลกับ เด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างต่อไป
การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ( Experimental Research) ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้กิจกรรมการเล่นวัสดุ สร้างสรรค์ประกอบนิทาน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ กลุ่ม สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง E T1 x T2 ความหมายของสัญลักษณ์ E แทน กลุ่มทดลอง T1 แทน การทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาก่อนการทดลอง T2 แทน การทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาหลังการทดลอง X แทน การแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยใช้กิจกรรมการเล่นวัสดุ สร้างสรรค์ประกอบนิทาน ตาราง 3 แผนการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุอย่างสร้างสรรค์ประกอบนิทาน สัปดาห์ ที่ วัน ชื่อนิทาน วัสดุ 1 จันทร์ พุธ ศุกร์ ลูกหมูสามตัว กากับเหยือก แพะกับสุนัชจิ้งจอก ฝาขวดน้ า ไม้ไอติม กระดาษแข็ง ก้านกล้วย แก้วพลาสติก หลอด
2 จันทร์ พุธ ศุกร์ กระต่ายขี้อาย กระต่ายไม่กินผัก ลูกลิงคิดได้ ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ ฝา ขวดน้ า กระดุม วัสดุสร้างสรรค์เสริมก้อน หินหลายขนาด โพม เชือกฟาง 3 จันทร์ พุธ ศุกร์ ลูกลิงตกน้ า อะตอมมอมแมม ลูกลิงขอโทษ ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ ฝา ขวดน้ า กระดุม วัสดุสร้างสรรค์เสริม ถุงพลาสติก กล่องนม เปลือกไข่ 4 จันทร์ พุธ ศุกร์ หนูดีมีน้ าใจ กุ๋งกิ๋งไปโรงเรียน ฝ้ายเก็บออม ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ ผา ขวดน้ า กระดุม วัสดุสร้างสรรค์เสริม ส าลี ใบตอง 5 จันทร์ พุธ ศุกร์ บ้านต้นไม้ ต้นไม้ที่รัก ผักแสนดี ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ ฝา ขวดน้ า กระดุม วัสดุสร้างสรรค์เสริม เมล็ดพืช หลอด 6 จันทร์ พุธ ศุกร์ ไปอย่างไรดีนะ แจ็คผู้ฆ่ายัก หางฟูหูแหลม วัสดุสรรค์สรรค์พื้นฐาน ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ กระดุม ฝาขวดน้ า วัสดุสร้างสรรค์เสริม หลอด บล็อกตัวต่อ 7 จันทร์ พุธ ศุกร์ กระต่ายน้อยแสนซน ชาวนากับงูเงา หนูน้อยหมวกแดง ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ กระดุม ฝาขวดน้ า วัสดุสร้างสรรค์เสริม ส าลี ดอกไม้
8 จันทร์ พุธ ศุกร์ หนูจี๊ติดจอ กระต่ายกับเต่า มดกับราชสีห์ ก้อนหิน กิ่งไม้ ใบไม้ กระดุม ฝาขวดน้ า วัสดุสร้างสรรค์เสริม หลอด หนังยาง ภาพที่ 5 ตารางกิจกรรม การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ มีรายละเอียด ดังนี้ 1.น าคะแนนแบบทดสอบทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่2โดยน า ข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Diviation) 2.น าคะแนนแบบสังเกตพฤติกรรมการแก้ปัญหาในการท ากิจกรรมของเด็กปฐมวัยชั้น อนุบาลปีที่ 2 มาวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบโดยใช้สถิติ ไม่อิสระ (t-test Dependent Sample) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการตรวจสอบเครื่องมือ 1.1 หาค่าความตรงรายข้อของแบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยชั้น อนุบาลปีที่ 2 โดยใช้ผู้เชี่ยวชาญ เรียกว่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC : Index of Item Objective Congruence) เป็นความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับจุดประสงค์ โดยอาศัยความคิดเห็นของ ผู้เชี่ยวชาญเป็นหลัก มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 153) R IOC N เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อค าถามกับจุดประสงค์ R แทน ผลรวมความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทุกคน N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด
1.2การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสังเกตพฤติกรรมการมีสมาธิในการท ากิจกรรมของเด็ก ปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 โดยวิธีการใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟา ( -Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน. 2556 : 90) α = 2 i 2 t k S 1 - k - 1 S เมื่อ α แทน ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 2 Si แทน ผลรวมของความแปรปรวนรายข้อ 2 St แทน ความแปรปรวนของคะแนนรวม k แทน จ านวนข้อ 2. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 2.1 ร้อยละ มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 211) f N p x 100 เมื่อ p แทน ร้อยละ f แทน ความถี่หรือจ านวนข้อมูลที่ต้องการหาร้อยละ n แทน จ านวนข้อมูลทั้งหมด
2.2 ค่าเฉลี่ย ( X ) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 213) X X = n เมื่อ X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ผลรวมทั้งหมดของคะแนน n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง 2.3 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S) มีสูตรในการค านวณ ดังนี้ (นฤมล แสงพรหม. 2563 : 225) n X - X S = n(n - ) 2 2 1 เมื่อS แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน X แทน ข้อมูลแต่ละค่าของกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่าง n แทน จ านวนกลุ่มตัวอย่าง
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช่ทักษะการแก้ปัญหาโดยใช้กิจกรรมการ การเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบ ผู้วิจัยได้ทดลองกับกลุ่มเป้าหมาย เป็นเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 2 โรงเรียน อนุบาลพิบูลย์รักษ์ ที่ได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) สัญลักษณ์ที่ใช้ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล ส าหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยก าหนดสัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้ในการวิเคราะห์และแปลข้อมูล ดังนี้ แทน จ านวนเด็กปฐมวัยในกลุ่มเป้าหมาย แทน ค่าเฉลี่ย แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน แทน ค่าสถิติพื้นฐานใน t-distribution ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้เสนอการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับ ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย โดยน า ข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Diviation) 2. เปรียบเทียบคะแนนทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัด กิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทานโดยการใช้แบบสังเกตแบบไม่อิสระ (t-test Dependent Sample)
1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย โดยน าข้อมูล ไปหาค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผู้วิจัยได้น าคะแนนทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรม การเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทานมาหาค่าสถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐานของคะแนน ปรากฏดังแสดงใน ตารางที่ 4 ตาราง 4 ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง การจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน ระยะการจัดกิจกรรม N X (S.D.) ก่อนการจัดกิจกรรม 21 17.24 2.70 หลังการจัดกิจกรรม 21 25.05 2.24 จากตาราง 6 พบว่า คะแนนทักษะการพูดของเด็กปฐมวัยก่อนได้รับการจัด กิจกรรมการเล่านิทานวงล้อมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.24 และหลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุ สร้างสรรค์ประกอบนิทาน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 25.05 ตามล าดับ 2. การเปรียบเทียบคะแนนทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัด กิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทานโดยการใช้การทดสอบแบบไม่อิสระ ผู้วิจัยได้น าคะแนนทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรม การเล่นวัสดุสร้างสรรค์เปรียบเทียบกัน ดังแสดงใน ตาราง 5 ระยะการจดักิจกรรม N X (S.D.) ค่า t ก่อนการจดักิจกรรม 21 17.24 2.70 หล 13.467*งัการจดักิจกรรม 21 25.05 2.24 ตาราง 7 การเปรียบเทียบคะแนนทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรม การเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทานพบว่ามีทักษะการแก้ปัญหาหลังการจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนจัด กิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาการเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน สรุปสาระส าคัญได้ ดังนี้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัย ชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 ที่ได้รับ การจัดกิจกรรมการเล่นอย่างสร้างสรรค์ประกอบนิทาน สมมติฐานการวิจัย เด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 หลังได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นอย่างสร้างสรรค์ประกอบ นิทานมีทักษะการแก้ปัญหา ในการท ากิจกรรมเพิ่มมากขึ้น วิธีด าเนินการวิจัย 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี ปีการศึกษา 2566 จ านวน 2 ห้องเรียน 40 คน ซึ่งกลุ่มตัวอย่างได้จากการสุ่มแบบ กลุ่ม (Cluster Random Sampling) จ านวน 1 ห้องเรียน จ านวน 21 คนเพื่อเป็นกลุ่มตัวอย่างใน การวิจัยครั้งนี้ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1. แผนการจัดประสบการณ์โดยใช้กิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน 2. แบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยชั้นอนุบาลปีที่ 2 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล การด าเนินการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยด าเนินการทดลองและเก็บข้อมูลกับเด็กอนุบาลชั้นปีที่ 2 โรงเรียนอนุบาลพิบูลย์รักษ์ อ าเภอพิบูลย์รักษ์ จังหวัดอุดรธานี การด าเนินการทดลองและเก็บข้อมูล ในแต่ละขั้น มีดังนี้
3.1 ด าเนินการสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อนการจัดกิจกรรมการการ เล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน 3.2 ด าเนินการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดกิจกรรมการ เป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ได้แก่ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ เป็นเวลา 30 นาที รวม ครั้ง ในช่วงกิจกรรม เสริมประสบการณ์ 3.3 สังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยหลังการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุ สร้างสรรค์ประกอบนิทาน โดยใช้แบบสังเกต ซึ่งเป็นแบบสังเกตชุดเดียวกับที่ใช้ก่อนการจัดกิจกรรม การเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน 3.4 น าคะแนนที่ได้จากแบบสังเกตทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยไปวิเคราะห์ ด้วย วิธีการทางสถิติ สรุปผลการวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน มีทักษะการ แก้ปัญหาสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 การอภิปรายผล จากการวิจัยครั้งนี้พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์มีทักษะ การการแก้ปัญหาสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ .05 ซึ่งสามารถอภิปรายผลได้ว่า การจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยได้เนื่องมาจาก แผนการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน 24 แผน ได้ผ่านการตรวจสอบจาก ผู้เชี่ยวชาญ และได้น าไปทดลองใช้เพื่อหาคุณภาพที่เหมาะสม ดังนั้นกิจกรรมตามแผนการจัด กิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์จึงสามารถน ามาจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมทักษะการ แก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยในขั้นตอนการจัดกิจกรรม ครูได้เล่านิทานให้กับ เด็กฟังซึ่งเนื้อหาในนิทานมีเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับตัวละครที่ประสบกับปัญหาต่าง เมื่อฟังนิทานจบครูและ เด็กได้ร่วมกันสนทนาเนื้อหาในนิทาน โดยครูได้ใช้ค าถามและตั้งโจทย์เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นในนิทาน จากนั้นให้เด็กเลือกวัสดุอุปกรณ์ในการเล่นวัสดุสร้างสรรค์มาเล่นแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในนิทานโดยใช้ อุปกรณ์ที่มีให้อย่างจ ากัด เพื่อช่วยให้เด็กเกิดทักษะการแก้ปัญหาในการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบ นิทาน (Bloom. 1964. อ้างอิงใน ดวงพร ผกามาศ. 2554) กล่าวว่าทักษะการคิดแก้ปัญหานั้นถือ เป็นหนึ่งในทักษะที่ส าคัญส าหรับเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็วของข้อมูลข่าวสารและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่ส่งผลให้สังคม ปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นและเต็มไปด้วยปัญหา บุคคลที่มีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาได้ดี จะสามารถปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข จากการศึกษาของ บลูม พบว่า ในช่วง 4 ปีแรก ของชีวิตเด็กจะมีการพัฒนาทางสติปัญญาถึงร้อยละ 50 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 80 เมื่อเด็กอายุได้ 8 ปี ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 20 จะพัฒนาในช่วงที่เด็กมีอายุ 8 ปีขึ้นไป (บุญเลิศ สัมมณากุล และคณะ. 2553) ดังนั้นการส่งเสริมความสามารถในการคิดแก้ปัญหาจึงเป็นสิ่งจ าเป็นและส าคัญอย่างยิ่งที่ควร เริ่มตั้งแต่ระดับปฐมวัย ซึ่งการจัดประสบการณ์สาหรับเด็กปฐมวัยที่ส่งเสริมพัฒนาการทางสติปัญญา ด้านความสามารถในการคิดแก้ปัญหานั้น ครูควรให้ความส าคัญและค านึงถึงธรรมชาติของเด็ก ทั้งใน ด้านพัฒนาการเรียนรู้ และความแตกต่างระหว่างบุคคล โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลายผ่านรูปแบบ กิจกรรมที่เด็กได้ลงมือกระท าและปฏิบัติจริงด้วยตนเอง กิจกรรมควรมีลักษณะไม่เป็นทางการ เน้นที่ การเปิดโอกาสให้เด็กได้ส ารวจ ค้นคว้า ทดลอง สังเกต ตัดสินใจแก้ปัญหาและคิดอย่างมีเหตุผล (ภาวดา และคณะ 2565) ได้ศึกษาการพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย การจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบวรรณกรรมโดยผลการศึกษาพบว่าเด็กปฐมวัยที่ได้รับ การจัดประสบการณ์พบว่ามีค่าดัชนีเท่ากับ 0.49 แสดงว่าเด็กปฐมวัยมีทักษะการคิดแก้ ปัญหาอย่าง สร้างสรรค์หลังจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบวรรณกรรมเพิ่มขึ้น 0.49หรือมี ความก้าวหน้าของทักษะแก้ปัญหาเพิ่มขึ้นร้อยละ 49 ดังนั้นการพัฒนาการจัดประสบการณ์โดยการ เล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทานเพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาส าหรับเด็กปฐมวัยจึงเป็นอีก กิจกรรมที่ช่วยพัฒนาทักษะการแก้ปัญหา ผลการทดลองใช้การจัดประสบการณ์โดยการเล่นวัสดุ สร้างสรรค์ประกอบนิทานเพื่อพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาส าหรับเด็กปฐมวัย พบว่าคะแนนแบบสังเกต ส าหรับเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์โดยการเล่นวัสดุสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมทักษะการ แก้ปัญหาส าหรับเด็กปฐมวัยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ข้อเสนอแนะ จากการวิจัยครั้งนี้มีข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ และข้อเสนอแนะในการท า วิจัยครั้งต่อไป ดังนี้ 1. ข้อเสนอแนะในการน าผลการวิจัยไปใช้ 1.1ผู้ที่มีความประสงค์จะน าการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทานไปใช้ ควรศึกษาและท าความเข้าใจในทฤษฎี แนวคิดพื้นฐานและหลักการเป็นอย่างดี เพื่อให้สามารถใช้ รูปแบบการจัดกิจกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.2 ครูควรมีบทบาทในการดูแลให้ความช่วยเหลือ ให้ค าแนะน าเมื่อเด็กต้องการ ให้ การเสริมแรง กล่าวชมเชย และใช้ค าถามกระตุ้นให้เด็กเกิดการพัฒนา
2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 2.1 ควรมีการจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบนิทาน ต่อความสามารถด้าน อื่นๆ เช่น ทักษะคณิตศาสตร์ ทักษะการคิดวิเคราะห์ และด้านทักษะวิทยาศาสตร์ เป็นต้น
บรรณานุกรม
บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2545). พระราชบัญญัติการศึกษาแหงชาติ พ.ศ. 2542 และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับ 2) พ.ศ. 2545 พรอมกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องและพระราชบัญญัติ การศึกษาภาคบังคับ 2545. กรุงเทพฯ : องคการรับสงสินคาและพัสดุภัณฑ (ร.ส.พ.) กรมวิชาการ. (2546). หลักสูตรการศึกษาเด็กปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภา ลาดพร้าว. _______. (2546). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพราว. ________.(2561). คู่มือหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ส าหรับเด็กอายุ 3-6 ปี. กรุงเทพฯ : ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย กมลวรรณ ศรีส าราญ. และ อรพรรณ บุตรกตัญญู. (2562). ผลการใช้กิจกรรมเล่นสร้างสรรค์อย่างมี จุดมุ่งหมายต่อการตระหนักรู้และเข้าใจในตนเองของเด็กปฐมวัย. วารสารจันทร เกษมสาร, สถาบันวิจัยและพัฒนามหลัยราชภัฎจันทรเกษม,25(2), https://li01.tci- thaijo.org/index.php/crujournal/ article/view/190661/158132 กลมรัตน์ หล้าสุวงษ์ (2528).จิตวิทยาการศึกษา.กรุงเทพ.:โรงเรียนศรีเดชา กัลยา ตากูล. 2550. การศึกษาการจัดการเรียนการสอนและสภาพแวดลอมเพื่อสงเสริมทักษะ การ คิด และกระบวนการคิดแกปญหาอนาคตของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาป ที่3: กรณีศึกษาโรงเรียนวชิราวุธวิทยา. วิทยานิพนธปริญญามหาบัณฑิต จุฬาลงกรณ มหาวิทยาลัย. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแกว เขต 2, ส านักงาน. กลุมนิเทศ ติดตามและประเมินผลการจัด กิ่งกาญจน์ ทวีสวัสดิ์. (2557) การพัฒนาทักษะการคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย โดยจัดกิจกรรมการเล่นวัสดุสร้างสรรค์ประกอบวรรณกรรม กิติพงษ์ พงษ์จ าปา. (2543) การเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษา ที่ชื้ กิจกรรมการสอนการทดลองแบบแก้ปัญหากับแบบปกติ. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พระจอมเกล้าธนบุรี/กรุงเทพฯ. กฤติกร ล้อจิตติกุล. (2553) การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านวิชาเคมี เรื่อง กรด- เบส ส าหรับนักเรียนห้องเรียนพิเศษวิทยาศาสตร์ เกริก ท่วมกลาง และ จินตนา ท่วมกลาง. (2555). การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมทางการศึกษา กรุงเทพมหานคร: เยลโล่การพิมพ์. เกริก ชยุ้นพันธ์. (2554). ชาวนาไทย. เกริก ยุ้นพันธ์