The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by krumas, 2021-08-01 13:04:09

วิจัยในชั้นเรียน - ครูมัสณา

วิจัย ประเมิน คศ.2

ผลการจดั การเรยี นรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning)
ดว้ ยกิจกรรมการเรียนร้อู อนไลน์ Google Classroom เรอ่ื ง ความร้แู ละทักษะพ้นื ฐาน

ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5
โรงเรยี นคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา

ผู้วิจยั
นางสาวมัสณา ทรงนาศึก
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563
โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา
สำนกั งานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษามธั ยมศึกษายะลา

. ผลการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์
ชือ่ วิจัย

Google Classroom เร่ือง ความรแู้ ละทกั ษะพนื้ ฐาน ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 5

โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จงั หวดั ยะลา

ผจู้ ัดทำ นางสาวมัสณา ทรงนาศกึ

กล่มุ สาระการเรียนรู้ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนคณะราษฎรบำรงุ จังหวัดยะลา

ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563

บทคดั ยอ่

รายงานผลการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์
Google Classroom เรือ่ ง ความรู้และทกั ษะพนื้ ฐาน ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 5
โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา มีวัตถุประสงค์ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรู้
แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรอู้ อนไลน์ Google Classroom เร่อื ง ความรูแ้ ละทักษะพ้ืนฐาน
ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจ
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรม
การเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เร่ือง ความรู้และทกั ษะพ้ืนฐาน ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยีของนักเรียน
ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 กลุ่มตัวอยา่ งในการดำเนินการ คือนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 5/4 โรงเรยี นคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา
จํานวน 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการ คือแบบทดสอบเพื่อหาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ก่อนเรียน
และหลงั เรยี น และแบบประเมนิ ความพึงพอใจวเิ คราะหข์ ้อมูลโดยใช้ค่ารอ้ ยละ ค่าเฉลยี่ และ ส่วนเบยี่ งเบนมาตรฐาน

ผลการดำเนินงาน พบว่า 1) ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของการจัดการเรยี นรูแ้ บบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วย
กิจกรรมการเรียนรูอ้ อนไลน์ GoogleClassroomเรื่องความรู้และทักษะพ้ืนฐานเฉพาะทางในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน
ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.46 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.80 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.03
2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรม
การเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี
อยู่ในระดับมาก โดยด้านครูผู้สอน โดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.63 มีค่าเบี่ยงเบน .24 อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา
ด้านประโยชน์ที่ได้รับ มีค่าเฉลี่ย 4.33 ค่าเบี่ยงเบน .27 และด้านการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ย 4.33
คา่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน .27



สารบัญ

บทที่ หน้า
1 บทนำ .................................................................................................................................. 1
ภูมิหลงั ....................................................................................................................... 1
วัตถุประสงค์ของการวจิ ยั ............................................................................................ 2
สมมติฐานของการวจิ ยั ............................................................................................... 2
ประโยชน์ทค่ี าดวา่ จะไดร้ บั จากการวิจัย ...................................................................... 2
กรอบแนวคิดในการวจิ ยั ............................................................................................. 3
ขอบเขตของการวิจยั .................................................................................................. 3
นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ ....................................................................................................... 4
2 เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี ก่ยี วข้อง ....................................................................................... 7
หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นคณะราษฎรบำรุง จงั หวัดยะลา......................................... 9
การเรียนรู้แบบผสมผสาน............................................................................................. 12
รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E ................................................................ 19
หอ้ งเรยี นออนไลน์ Google Classroom ................................................................... 21
ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน ............................................................................................. 22
ความพงึ พอใจ............................................................................................................... 25
งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง .................................................................................................... 29
3 วธิ ดี ำเนนิ การวิจัย ............................................................................................................ 31
ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง ........................................................................................ 31
รปู แบบการวจิ ัย ......................................................................................................... 31
เครอื่ งมือและการหาคณุ ภาพของเคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการวิจัย ......................................... 33
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล ............................................................................................... 36
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู .................................................................................................... 36
4 ผลการวจิ ยั ...................................................................................................................... 38
สญั ลักษณท์ างสถิติ ..................................................................................................... 38
ลำดบั ข้ันตอนในการนำเสนอขอ้ มลู ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู .......................................... 38
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู .............................................................................................. 39



สารบญั (ต่อ)

บทที่ หน้า

5 บทย่อ สรุปผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ ................................................................ 42
บทย่อ ........................................................................................................................ 42
สรปุ ผลการวจิ ยั .......................................................................................................... 43
อภิปรายผลการวิจัย ................................................................................................... 43
ขอ้ เสนอแนะ .............................................................................................................. 44

บรรณานุกรม ....................................................................................................................... 45
ภาคผนวก ........................................................................................................................... 47

ภาคผนวก ก รายนามผู้เชย่ี วชาญ ................................................................................. 48
ภาคผนวก ข การหาคุณภาพของเครือ่ งมอื .................................................................. 50
ภาคผนวก ค คะแนนคะแนนผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น ก่อนและหลังเรยี น ..................... 53
ภาคผนวก ง ตัวอย่างเคร่ืองมอื ในงานวิจยั .................................................................. 56
ภาคผนวก จ ตัวอย่างผลงาน ....................................................................................... 99
ประวัตผิ วู้ จิ ัย.........................................................................................................................105



สารบญั ตาราง

ตารางที่ หน้า

1 ตวั ชว้ี ดั และสาระการเรียนรู้แกนกลางทเ่ี ก่ยี วข้องกบั รายวชิ า ............................................ 8

2 โครงสรา้ งรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี ............................................................ 11

3 แบบแผนการทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน กอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น ...................... 31

4 แผนการจดั การเรียนรู้...................................................................................................... 34

5 เปรียบเทยี บผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นกอ่ นและหลงั เรียน................................................... 39

6 ความพึงพอใจของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 4 ทม่ี ีตอ่ การจดั การเรยี นรู้ ....................... 40

7 ค่าดัชนคี วามสอดคลอ้ ง (IC) ของแผนการจัดการเรยี นรู้................................................... 51

8 คา่ ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น..................... 53

9 ค่าดชั นคี วามสอดคล้อง (IOC) ค่าความยากงาย (p) และคา่ อำนาจจำแนก (r) ................. 55

10 คะแนนทดสอบวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียน ก่อนเรยี นและหลงั เรียน .............................. 58



สารบญั ภาพประกอบ

ภาพท่ี หน้า
1 กรอบแนวคิดการวจิ ยั ......................................................................................................... 3

1

บทที่ 1

บทนำ

1. ภมู ิหลงั

สภาพแวดล้อมทางการเรียนในศตวรรษท่ี 21 มีการเปลี่ยนแปลงไป โดยผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตนเอง
ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้หลากหลายช่องทาง ซึ่งแสดงให้เห็นว่าความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี
สารสนเทศและระบบเครอื ข่ายอนิ เทอร์เน็ตทีม่ กี ารเชือ่ มโยงไดท้ ุกจดุ ทกุ สถานที่ สามารถเนน้ ใหผ้ เู้ รียนรไู้ ดด้ ้วยตนเอง
และสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตในโลกยุคดิจิทัล โดยมีแนวคิดในการเรียนรู้แบบไม่หยุดนิ่ง และสามารถเชื่อมโยง
ความร้ใู หม่กบั ความรเู้ ดมิ ท่มี ีอยู่ เพ่ือหาความสมั พนั ธก์ นั ของความรตู้ ่างๆ ท่เี กิดขน้ึ ทกุ เวลานาทใี ห้เป็นความรู้ใหม่ของ
ตนเองได้การเรยี นรู้ที่เกิดข้ึนสามารถเกดิ ได้หลายวิธีเช่น อินเทอรเ์ น็ต สื่อสังคมการเรียนรู้เฟซบุ๊ค หรือการถ่ายทอด
จากผเู้ ชีย่ วชาญผ่านเครือขา่ ยอนิ เทอร์เน็ต

ในปกี ารศึกษา 2563 เกิดเหตุการณ์สถานการณ์การระบาดของโรคติดเช้อื ไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19)
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลนักเรียน
ผปู้ กครอง ครแู ละบคุ ลากรทางการศึกษา จึงได้ให้โรงเรยี นสงั กัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน จัดทำ
แนวทางการจัดการเรียนการสอนและมาตรการป้องกนั ในสถานการณ์การระบาดของโรคตดิ เชื้อไวรัสโคโรนา 2019
(COVID-19) ซึ่งสถานศึกษาเป็นสถานที่ที่มีนักเรียนอยู่รวมกันจำนวนมาก มักจะมีความเสี่ยงสูง หากมีระบบการ
จัดการที่ไม่ดี อาจจะมกี ารแพร่ระบาดของเช้อื COVID-19 ไดใ้ นกลุ่มเดก็ เนอ่ื งจากพบว่าการตดิ เช้อื COVID-19 ส่วน
ใหญ่จะไม่คอ่ ยมอี าการหรอื มอี าการแสดง คอ่ นข้างน้อย ความรุนแรงจะน้อยมาก แตเ่ ดก็ นกั เรียนจะเอาเช้ือกลับบ้าน
อาจทำให้การแพรร่ ะบาดเกดิ ข้นึ ไดอ้ ยา่ งรวดเร็ว (Super spread) ไปยังบคุ คลในบา้ น หากมกี ารระบาดในกลมุ่ เดก็ ข้ึน
จะมผี ลกระทบในสังคมหรอื ผู้ใกลช้ ดิ เช่น ครูพ่อแม่ ผูส้ ูงอายุที่ติดเชอ้ื จากเดก็ ดงั นั้น หากมีการเปิดเรียน มีโอกาสสูงที่
จะเกิดการตดิ เชื้อในกลุม่ เด็ก เพิ่มมากขนึ้ ซ่งึ เดก็ เป็นกล่มุ ทีต่ ้องได้รบั การดูแลและระมัดระวังในการกระจายเช้ือเป็น
อย่างมาก มาตรการในการเปิดเทอมจึงมีความสำคัญมากในการควบคุมการระบาดของโรค จึงจำเป็นต้องวางแนว
ทางการจัดการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์วิกฤตโควิด-19 ในทุกระดับชั้นและทุกประเภท ทั้งการศึกษาขั้น
พ้ืนฐาน อาชวี ศกึ ษา การศกึ ษาเอกชน การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั การศึกษาสำหรบั ผู้พิการและ
ผดู้ ้อยโอกาส รวมทั้งการเตรยี มความพรอ้ มทกั ษะที่สำคัญในช่วงปดิ เทอมใหแ้ ก่ผเู้ รยี น

ดว้ ยปญั หาสถานการณ์ระบาดของโรคติดเช้ือไวรสั โคโรนา 2019 (COVID-19) ทำให้การจัดการเรยี นการสอน
ไม่สามารถดำเนินการเรียนตามปกติ ซึ่งไม่วา่ สถานการณ์แวดล้อมจะเลวร้ายและรนุ แรงแค่ไหน การเรียนรู้ที่เข้าถงึ
และมีคุณภาพสำหรับเด็กไทยทุกคนเป็นเป้าหมาย “โรงเรียนอาจหยุดได้ แต่การเรียนรู้หยุดไม่ได้” ซึ่งการใช้
แอพพลิเคชั่น “Google classroom” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Google Apps for Education จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วย
อำนวยความสะดวกด้านการศึกษาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานเพื่อให้ผู้สอนติดต่อสื่อสารกับผู้เรียนมากขึ้น ใน
ขณะเดียวกันผู้เรียนก็มีเวลาค้นหาข้อมูลเพื่อการเรียนรู้มากขึ้นด้วยเช่นกัน Google Classroom ซึ่งเป็นห้องเรียน
ออนไลน์ นักเรียนสามารถเรยี นรู้ได้ด้วยตนเอง ทุกที ทุกเวลา และสามารถใช้โทรศัพท์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ได้
ครูสามารถออกแบบการจัดการเรียนการสอนได้โดยผา่ น Google Classroom

2
ผูว้ จิ ัยจึงมีความคดิ เหน็ วา่ การสง่ เสรมิ การเรยี นรู้ของนักเรยี นให้มปี ระสทิ ธิภาพไมจ่ ำเปน็ ตอ้ งศกึ ษาแคใ่ นชัน้
เรียนเท่านั้น แต่สามารถศึกษาหาความรู้ได้ในทุกที่ทุกเวลา จึงมีความสนใจที่จะใช้ Google Classroom เพ่ือ
พัฒนาการการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google
Classroom เรอื่ ง ความรู้และทักษะพืน้ ฐาน ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 5
ซึ่งผลที่ได้จากการวิจัยในครั้งนี้จะเป็นแนวทางนำเทคโนโลยี Google Apps for Education มาประยุกต์ใช้เป็น
เครื่องมือในการจัดการเรยี นการสอนให้มีประสทิ ธิภาพยงิ่ ขน้ึ ตอ่ ไป

2. วัตถุประสงคข์ องการวจิ ัย

2.1 เปรยี บเทยี บผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นของการจัดการเรยี นรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วย
กิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและ
เทคโนโลยี ของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรยี นและหลังเรยี น

2.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ
ผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะ
พ้ืนฐาน ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยีอของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5

3. สมมตฐิ านของการวิจยั

3.1 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วย
กิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและ
เทคโนโลยีแของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5 มีผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น หลงั เรยี นสงู กว่าก่อนเรียน

3.2 นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วย
กิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและ
เทคโนโลยีแของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5 มีความพงึ พอใจอย่ใู นระดบั มาก

4. ประโยชนท์ ค่ี าดวา่ จะไดร้ ับจากการวิจยั

4.1 เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกจิ กรรมการเรยี นร้อู อนไลน์
Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยีของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 5

4.2 เป็นแนวทางสำหรับครผู ู้สอนในการปรับปรงุ และพัฒนาการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้ท่ีนอกเหนอื จากการ
เรียนในช้ันเรียน

3
5. กรอบแนวคดิ ในการวจิ ยั

จากการศึกษาเอกสารและการวจิ ัยทเี่ กยี่ วข้องกับผลการจัดการเรียนรแู้ บบผสมผสาน (Blended Learning)
ด้วยกิจกรรมการเรยี นรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและ
เทคโนโลยขี องนักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 ผวู้ ิจยั ไดส้ ังเคราะหก์ รอบแนวคดิ ในการวิจยั ดงั แสดงในภาพที่ 1

การจัดการเรยี นรแู้ บบผสมผสาน (Blended ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของ
Learning) ด้วยกิจกรรมการเรยี นรู้ออนไลน์ นกั เรียน
Google Classroom เรอ่ื ง ความรู้และทกั ษะ
พ้นื ฐาน ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ความพงึ พอใจของนกั เรยี น
ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 5

6. ขอบเขตของการวจิ ัย
6.1 ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
6.1.1 ประชากร นักเรียนระดับชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวดั ยะลา ประจำ

ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 12 ห้อง รวมท้ังสนิ้ 349 คน

6.1.2 กลุ่มตวั อย่าง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา

ประจำภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 ประจำภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2563 หลกั สูตรวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์

จำนวน 1 ห้อง จำนวน 37 คน โดยใช้การสุ่มแบบกลุม่ (Cluster Random Sampling)

6.2 ตัวแปรทีศ่ กึ ษา
6.2.1 ตัวแปรต้น
6.2.1.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ดว้ ยกจิ กรรมการเรยี นรู้

ออนไลน์ Google Classroom เรือ่ ง ความรแู้ ละทักษะพื้นฐาน
6.2.2 ตัวแปรตาม
6.2.2.2 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
6.2.2.3 ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจดั การเรยี นรแู้ บบผสมผสาน (Blended Learning)

ด้วยกิจกรรมการเรยี นรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทกั ษะพื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและ
เทคโนโลยีของนกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ่ี 5

6.3 ขอบเขตดา้ นเนอ้ื หา
การวจิ ยั ในครั้งนใ้ี ชเ้ นื้อหาความรู้ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชน้ั มธั ยมศึกษา

ปีที่ 5 วชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี เรอ่ื ง ความรแู้ ละทักษะพนื้ ฐาน
6.4 ขอบเขตด้านเวลา
ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ได้แก่ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563

จำนวน 4 แผน รวม 8 คาบ

4

7. นยิ ามศพั ทเ์ ฉพาะ

7.1 การจดั การเรียนร้แู บบผสมผสาน คือ กระบวนการเรยี นการสอนทีม่ ีพัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องจาก
การเรยี นการสอนแบบเดมิ ใชว้ ิธกี ารเรียนร้แู บบเผชญิ หน้าทผี่ ูเ้ รียนและผู้สอนต่างมปี ฏสิ ัมพันธ์และได้รับประสบการณ์
ตรงซงึ่ กันและกนั โดยเฉพาะอย่างย่งิ การเรียนรู้ในระบบชัน้ เรียนปกตเิ ปน็ สภาพแวดล้อมทางการเรยี นรูท้ ี่เรียกว่า The
traditional face-to-face learning environment จนเข้าสู่ยุคการเรยี นรู้แบบทางไกล (Distance Learning) ผ่าน
สื่อการเรียนรู้ทางไกลที่ถูกจัดขึ้นในการเสริมประสบการณ์ทางการเรียน ซึ่งลักษณะดังกล่าวน้ีจะท ำให้รูปแบบและ
ลักษณะการเรียนการสอนแบบเชิญหน้าจะลดบทบาทลงไปค่อนข้างมาก ผู้เรียนและผู้สอนไม่จำเป็นต้องจัด
ประสบการณท์ างการเรยี นรู้ในชัน้ เรยี นปกตอิ กี ต่อไป แต่สามารถท่จี ะเกดิ การเรยี นร้ไู ดท้ กุ แหง่ ท้ังในและนอกชั้นเรียน
กา เรียนรแู้ บบผสมผสาน (Blended Learning) เป็นการเรยี นรู้ทผ่ี สมผสานวธิ กี ารเรยี นแบบเผชญิ หนา้ กบั การเรียนรู้
ผ่านระบบสือ่ คอมพิวเตอรอ์ อนไลน์เพอ่ื เพม่ิ ประสิทธิภาพทางการเรียนใหส้ ูงข้นึ

7.2 การจัดการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom คือ โปรแกรมหนึ่งใน Google Apps for
Education ซึง่ เป็นชุดเครอ่ื งมอื เพม่ิ ประสิทธิภาพการทำงานที่ใหบ้ ริการฟรีไดร้ บั การออกแบบมา เพ่อื ช่วยให้ครูสร้าง
และเก็บงานไดโ้ ดยไม่ต้องสิน้ เปลืองกระดาษ มีคุณลักษณะที่ชว่ ยประหยัดเวลา เช่น สามารถทำสำเนาของ Google
เอกสารสำหรับนักเรียนแตล่ ะคนได้ โดยระบบจะสร้างโฟลเดอร์สำหรับแต่ละงานและนักเรยี นแต่ละคนเพื่อช่วยจัด
ระเบียบ ใหท้ ุกคน ซ่งึ นกั เรียนสามารถตดิ ตามได้ว่ามอี ะไรครบกำหนดบา้ งในหนา้ งานผู้สอนสามารถ ดูได้วา่ ใครทำงาน
เสร็จหรือไม่เสร็จได้อย่างรวดเร็ว ตลอดจนสามารถให้ความคิดเห็น โดยตรงและให้คะแนนได้แบบทันทีในชั้นเรียน
Google Classroom

7.3 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น หมายถงึ ความสามารถของนกั เรยี นในการเรยี นรู้ ซึ่งวดั ไดจ้ ากคะแนนจาก
แบบทดสอบวัดความรู้หลังจากได้รับผลการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการ
เรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐาน แบบทดสอบที่ผู้วิจัยสร้างแบบทดสอบแบบ
ปรนยั ขึ้นมีลกั ษณะเป็นคำถามแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ ซ่งึ ผวู้ จิ ยั กำหนดพฤติกรรมทีต่ อ้ งการวัดตาม
ทฤษฎีของบลูม

7.4 ความพงึ พอใจตอ่ การจัดการเรียนรู้ หมายถงึ ความรู้สึกของนกั เรยี นที่มีตอ่ หลังจากได้รับการจัดการ
เรยี นรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรยี นรู้ออนไลน์ Google Classroom เรอ่ื ง ความรู้และ
ทักษะพื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบของ
แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน โดยประเมนิ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านเนื้อหา และด้านประโยชนท์ ี่
ไดร้ ับ

7.5 เร่อื ง ความรแู้ ละทักษะพน้ื ฐาน หมายถงึ บทเรียนทปี่ ระกอบไปดว้ ย
บทท่ี 4 วสั ดุและเครอื่ งมือพืน้ ฐาน เปน็ บทเรียนท่มี ุง่ เน้นให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถเก่ียวกับประเภท
และสมบัตขิ อง วัสดุและสามารถเลอื กใชว้ ัสดุ อุปกรณ์ และเครื่องมอื ใหถ้ กู ตอ้ ง เหมาะสม และปลอดภัยในการใช้งาน
ประกอบดว้ ยหวั ข้อ

1. วสั ดุ
2. เครือ่ งมือพืน้ ฐาน
3. การตดั ต่อ และข้ึนรปู วัสดุ

5
บทที่ 5 กลไก ไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ เป็นบทเรยี นที่ม่งุ เนน้ ใหผ้ ูเ้ รยี นมคี วามรคู้ วามสามารถเกย่ี วกับการ
ทำ งานของกลไกและการควบคุม ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ เพ่อื ให้เกิดความเข้าใจและสามารถนำ ความร้ไู ปประยุกต์ใช้ใน
การแกป้ ัญหาได้ ประกอบดว้ ยหัวข้อ

1. กลไก
2. อปุ กรณไ์ ฟฟา้ และอิเล็กทรอนิกส์
3. แผงควบคุมขนาดเลก็
7.6 นกั เรยี น หมายถึง ผทู้ ี่กำลังศึกษาช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ที่เรียนรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี ใน
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัด โดยการจัดการเรียนรู้ออนไลน์ด้วย Google
Classroom

6

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง

การวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google
Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยีของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ผูว้ ิจยั ไดศ้ ึกษาเอกสาร และงานวิจยั ท่เี กีย่ วข้องกับประเด็นสำคญั ของการวจิ ยั ดงั ลำดบั หัวขอ้ ตอ่ ไปนี้
1. หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จงั หวัดยะลา
1.1 มาตรฐานการเรยี นร้สู าระเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลย)ี

1.2 คำอธิบายรายวิชาออกแบบและเทคโนโลยี
1.3 โครงสร้างรายวชิ าออกแบบและเทคโนโลยี
2. การเรยี นรแู้ บบผสมผสาน (Blended Learning)
2.1 ความหมายของการเรยี นรแู้ บบผสมผสาน
2.2 แนวคิดของการเรียนร้แู บบผสมผสาน
2.3 ลกั ษณะการจัดการเรยี นรู้แบบผสมผสาน
2.4 ระดบั การผสมผสาน
2.5 องคป์ ระกอบการเรียนรแู้ บบผสมผสาน
2.6 ปจั จัยทที่ ำใหก้ ารเรียนรแู้ บบผสมผสานประสบความสำเร็จ
3. รปู แบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5E
3.1 ความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E
3.2 ขนั้ ตอนการสอนของรปู แบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5E

4. หอ้ งเรียนออนไลน์ Google Classroom
4.1 ความหมายของ หอ้ งเรยี นออนไลน์ Google Classroom
4.2 ประโยชน์ของ หอ้ งเรยี นออนไลน์ Google Classroom

5. ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน
5.1 ความหมายของผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
5.2 องค์ประกอบทม่ี ีอทิ ธพิ ลต่อผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น

5.3 เครอ่ื งมือที่ใช้วัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
5.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าคอมพิวเตอร์
6. ความพงึ พอใจ

6.1 ความหมายของความพงึ ไปใจ
6.2 แนวคดิ ทฤษฎีท่ีเกย่ี วขอ้ งกบั ความพึงพอใจ
6.3 แนวทางในการวัดความพงึ พอใจ

6.4 การประเมนิ ความพงึ พอใจ
7. งานวิจยั ท่ีเกีย่ วขอ้ ง

7
1. หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา

1.1 มาตรฐานการเรียนรู้สาระเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี)
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ทเี่ ก่ยี วข้องกับรายวชิ ามกี ารกำหนดรายละเอียดไว้ดังน้ี
1. สาระที่ 4 เทคโนโลยี
มาตรฐาน ว 4.1 การออกแบบและเทคโนโลยี
เข้าใจแนวคดิ หลักของเทคโนโลยเี พ่ือการดำรงชีวติ ในสงั คมที่มีการเปล่ียนแปลงอยา่ งรวดเร็ว ใชค้ วามรู้

และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิด
สร้างสรรค์ดว้ ยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม เลือกใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต
สงั คม และสง่ิ แวดล้อม

เปา้ หมายของสาระเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) มงุ่ พัฒนาผู้เรยี นให้มคี วามรู้
ความเข้าใจเกยี่ วกับเทคโนโลยี เพอื่ ดำ รงชวี ติ ในสงั คมทีม่ กี ารเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเรว็ ใชค้ วามรู้และ
ทกั ษะเพอ่ื แกป้ ญั หาหรอื พัฒนางานอยา่ ง มีความคดิ สร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชงิ วิศวกรรม บูรณาการกับ
ศาสตรอ์ ่ืน โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ อย่างเหมาะสมเลอื กใช้เทคโนโลยโี ดยคำนงึ ถงึ ผลกระทบต่อชีวิต
สังคม และสง่ิ แวดล้อม
สาระเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี) แบ่งออกเป็น 3 หัวข้อหลัก ได้แก่ ความรู้และความ
เขา้ ใจเก่ียวกบั เทคโนโลยี กระบวนการออกแบบ และความรแู้ ละทกั ษะพ้ืนฐานเฉพาะด้าน
หวั ขอ้ หลกั ที่ 1 ความรู้และความเขา้ ใจเกย่ี วกบั เทคโนโลยี ประกอบด้วยหัวขอ้ ย่อย ต่อไปน้ี

1) ความหมายของเทคโนโลยี
2) ระบบทางเทคโนโลยี
3) การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
4) ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยกี บั ศาสตรอ์ ืน่
5) ผลกระทบของเทคโนโลยี
หวั ขอ้ หลกั ที่ 2 กระบวนการออกแบบ
กระบวนการออกแบบ (design process) ในสาระเทคโนโลยี (การออกแบบและเทคโนโลยี)เป็น
กระบวนการแก้ปัญหาหรอื พฒั นางานอย่างเปน็ ขัน้ ตอน โดยใช้ความรแู้ ละทกั ษะ รวมท้ังความคิดสรา้ งสรรค์ ซ่ึงในที่นี้
ใชก้ ระบวนการท่เี รียกวา่ กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม (engineering design process) โดยมขี ั้นตอน ดงั น้ี
1) ระบปุ ญั หา
2) รวบรวมข้อมลู และแนวคดิ ท่ีเกยี่ วข้องกบั ปัญหา
3) ออกแบบวิธกี ารแกป้ ัญหา
4) วางแผนและดำ เนินการแก้ปญั หา
5) ทดสอบ ประเมินผล และปรับปรงุ แกไ้ ขวธิ กี ารแกป้ ญั หาหรอื ชิน้ งาน

8
6) นำ เสนอวธิ ีการแก้ปัญหา ผลการแก้ปญั หาหรอื ช้นิ งาน
หัวข้อหลกั ที่ 3 ความรู้และทกั ษะพน้ื ฐานเฉพาะดา้ น
ความรู้และทักษะพื้นฐานที่จำ เป็นสำ หรับการแก้ปัญหาหรือพัฒนางานในสาระเทคโนโลยี(การ
ออกแบบและเทคโนโลยี) ได้แก่
1) วัสดุ อุปกรณ์ และเครอื่ งมอื พื้นฐาน
2) กลไก ไฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนกิ ส์
2. คุณภาพของนักเรียน เมื่อจบช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 6
วิเคราะห์แนวคิดหลักของเทคโนโลยี ได้แก่ ระบบทางเทคโนโลยีที่ซับซ้อน การเปลี่ยนแปลงของ
เทคโนโลยี ความสัมพันธ์ระหว่างเทคโนโลยีกับศาสตร์อื่น โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ หรือคณิตศาสตร์ วิเคราะห์
เปรียบเทียบ และตัดสินใจเพ่ือเลือกใช้เทคโนโลยี โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต สังคม เศรษฐกิจ และส่ิงแวดล้อม
ประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะ ทรัพยากรเพื่อออกแบบ สร้างหรือพัฒนาผลงานสำหรับแก้ปัญหาท่ีมีผลกระทบต่อสังคม
โดยใช้กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรมใช้ซอฟต์แวร์ช่วยในการออกแบบและนำเสนอผลงาน เลือกใช้ วัสดุ
อุปกรณ์ และเครื่องมือได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ปลอดภัย รวมทั้งคำนึงถึงทรัพย์สินทางปัญญ า
3. ตัวช้ีวดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง
ตารางท่ี 1 ตัวชี้วัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางทเ่ี กี่ยวขอ้ งกับรายวชิ า

ตัวชี้วดั สาระการเรยี นร้แู กนกลางและสาระการเรยี นรทู้ อ้ งถน่ิ
ม.4/1 วเิ คราะหแ์ นวคดิ หลกั ของ ➢ ระบบทางเทคโนโลยี เปน็ กลมุ่ ของสว่ นต่าง ๆ ตั้งแตส่ องสว่ น
เทคโนโลยี ความสมั พนั ธก์ บั
ศาสตรอ์ ื่น โดยเฉพาะ ขนึ้ ไปประกอบเขา้ ดว้ ยกนั และทำงานรว่ มกันเพอ่ื ให้บรรลุ
วิทยาศาสตร์ หรอื คณิตศาสตร์ วตั ถุประสงค์ โดยในการทำงานของระบบทางเทคโนโลยีจะ
รวมท้ังประเมนิ ผลกระทบทีจ่ ะเกดิ ประกอบไปด้วยตวั ป้อน (input) กระบวนการ (process)
ข้ึนกับมนษุ ย์ สังคม เศรษฐกจิ และผลผลติ (output) ทสี่ ัมพนั ธก์ นั นอกจาน้รี ะบบทาง
และสงิ่ แวดล้อม เพ่อื เป็นแนวทาง เทคโนโลยีอาจมขี ้อมลู ยอ้ นกลบั (feedback) เพือ่ ให้
ในการพัฒนาเทคโนโลยี ปรบั ปรงุ การทำงานไดต้ ามวตั ถปุ ระสงค์ โดยระบบทาง
เทคโนโลยีอาจจะมรี ะบบยอ่ ยหลายระบบ (sub-systems) ท่ี
ทำงานสมั พนั ธ์กันอยู่ และหากระบบย่อยใดทำงานผิดพลาด
จะสง่ ผลต่อการทำงานของระบบอนื่ ๆ ดว้ ย

➢ เทคโนโลยมี ีการเปลย่ี นแปลงตลอดเวลา ตงั้ แตอ่ ดีตจนถงึ
ปจั จุบนั ซง่ึ มสี าเหตหุ รอื ปจั จยั มาจากหลายดา้ น เชน่ ปญั หา
ความตอ้ งการ ความก้าวหนา้ ของศาสตร์ตา่ ง ๆ เศรษฐกจิ
สงั คม วัฒนธรรม สงิ่ แวดล้อม

9

ตวั ช้วี ดั สาระการเรยี นรูแ้ กนกลางและสาระการเรียนรู้ท้องถ่ิน
ม.4/2 ระบปุ ัญหาหรอื ความ ➢ ปญั หาหรอื ความต้องการทม่ี ผี ลกระทบตอ่ สงั คม เชน่ ปญั หาด้าน
ต้องการท่มี ผี ลต่อสงั คม รวบรวม
วิเคราะหข์ อ้ มลู และแนวคดิ ท่ี การเกษตร อาหาร พลงั งาน การขนสง่ สุขภาพและการแพทย์
เก่ยี วขอ้ งกบั ปัญหาทมี่ ีความ การบรกิ าร ซซึง่ ในแตล่ ะด้านอาจมไี ด้หลากหลายปญั หา
ซับซอ้ น เพ่อื สงั เคราะห์วิธกี าร
เทคนคิ ในการแกป้ ญั หาโดย ➢ การวเิ คราะหส์ ถานการณป์ ญั หาโดยอาจใช้เทคนิคหรือวิธีการ
คำนึงถึงความถูกตอ้ งด้าน วิเคราะหท์ ่ีหลากหลาย ช่วยใหเ้ ขา้ ใจเงือ่ นไขและกรอบของปญั หา
ทรพั ยส์ ินทางปัญญา ได้ชดั เจน จากนนั้ ดำเนินการสบื คน้ รวบรวมข้อมลู ความรจู้ าก
ศาสตร์ต่าง ๆ ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง เพือ่ นำไปสู่การออกแบบแนวทางการ
แก้ปัญหา

ม.4/3 ออกแบบวธิ ีการแก้ปญั หา ➢ การวิเคราะห์ เปรยี บเทยี บ และตดั สินใจเลือกขอ้ มูลทจ่ี ำเปน็
โดยวิเคราะหเ์ ปรยี บเทียบ และ โดยคำนึงถึงทรพั ย์สนิ ทางปญั ญา เงื่อนไขและทรพั ยากร เชน่
ตดั สนิ ใจเลอื กข้อมลู ที่จำเป็น งบประมาณ เวลา ข้อมลู และสารสนเทศ วัสดุ เครอ่ื งมือและ
ภายใต้เงอื่ นไขและทรัพยากรทม่ี ี อุปกรณ์ ช่วยให้ได้แนวทางการแกป้ ญั หาทเี่ หมาะสม
อยู่ นำเสนอแนวทางการแกป้ ัญหา
ใหผ้ ้อู ื่นเข้าใจดว้ ยเทคนคิ หรือ ➢ การออกแบบแนวทางการแกป้ ญั หาทำได้หลากหลายวธิ ี เชน่
วิธีการท่หี ลากหลาย โดยใช้ การร่างภาพ การเขียนแผนภาพ การเขยี นผังงาน
ซอฟต์แวร์ชว่ ยในการออกแบบ
วางแผนข้ันตอนการทำงาน และ ➢ ซอฟต์แวรช์ ่วยในการออกแบบและนำเสนอมหี ลากหลาย
ดำเนนิ การแกป้ ญั หา ชนิด จงึ ต้องเลอื กใช้ใหเ้ หมาะสมกับงาน

➢ การกำหนดขัน้ ตอนและระยะเวลาในการทำงานกอ่ น
ดำเนนิ การแกป้ ญั หาจะช่วยให้การทำงานสำเรจ็ ได้ตาม
เปา้ หมาย และลดขอ้ ผิดพลาดของการทำงานทีอ่ าจเกิดข้ึน

ม.4/4 ทดสอบ ประเมิน วิเคราะห์ ➢ การทดสอบและประเมินผลเป็นการตรวจสอบชนิ้ งานหรือ
และใหเ้ หตผุ ลของปญั หาหรอื วธิ ีการว่าสามารถแก้ปญั หาไดต้ ามวตั ถุประสงคภ์ ายในกรอบ
ข้อบกพรอ่ งทเี่ กดิ ขึน้ ภายใตก้ รอบ ของปญั หา เพื่อหาขอ้ บกพรอ่ ง และดำเนินการปรบั ปรุง โดย
เง่อื นไข หาแนวทางการปรับปรงุ อาจทดสอบซ้ำเพ่อื ให้สามารถแก้ไขปญั หาไดอ้ ย่างมี
แกไ้ ข และนำเสนอผลการ ประสิทธิภาพ
แกป้ ัญหา พรอ้ มทง้ั เสนอแนว
ทางการพัฒนาต่อยอด ➢ การนำเสนอผลงานเป็นการถ่ายทอดแนวคดิ เพ่อื ให้ผู้อ่นื
เขา้ ใจเกยี่ วกบั กระบวนการทำงานและชิ้นงานหรือวธิ กี ารที่
ได้ ซ่งึ สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การทำแผน่ นำเสนอผลงาน

10

ตวั ชวี้ ดั สาระการเรยี นรแู้ กนกลางและสาระการเรยี นรู้ทอ้ งถ่ิน
การจดั นทิ รรศการ การนำเสนอผา่ นสือ่ ออนไลน์ หรือการ
ม.4/5 ใช้ความรู้และทักษะ นำเสนอต่อภาคธุรกจิ เพ่อื การพฒั นาต่อยอดส่งู านอาชพี
เก่ยี วกบั วสั ดุ อปุ กรณ์ เครื่องมือ
กลไก ไฟฟ้าและอเิ ล็กทรอนกิ ส์ ➢ วสั ดุแต่ละประเภทมสี มบัตแิ ตกต่างกนั เช่น ไม้สังเคราะห์
และเทคโนโลยที ีซ่ บั ซอ้ นในการ โลหะ จงึ ตอ้ งมกี ารวิเคราะหส์ มบัตเิ พ่อื เลือกใช้ใหเ้ หมาะสม
แกป้ ัญหาหรอื พฒั นางาน ไดอ้ ยา่ ง กับลกั ษณะของงาน
ถูกต้อง เหมาะสม และปลอดภยั
➢ การสรา้ งชน้ิ งานอาจะใช้ความรู้ เรือ่ งกลไก ไฟฟ้า
ม.5/1 ประยุกต์ใชค้ วามรูแ้ ละ อิเลก็ ทรอนิกส์ เช่น LDR sensor เฟือง รอก คาน วงจร
ทกั ษะจากศาสตร์ตา่ ง ๆ รวมทั้ง สำเรจ็ รูป
ทรพั ยากรในการทำโครงงานเพือ่
แก้ปญั หาหรอื พฒั นางาน ➢ การทำโครงงาน เป็นการประยุกต์ใชค้ วามรแู้ ละทักษะจาก
ศาสตร์ต่าง ๆ รวมทัง้ ทรพั ยากรในการสร้างหรอื พฒั นา
ช้นิ งานหรอื วิธีการ เพอื่ แก้ปญั หาหรอื อำนวยกความสะดวก
ในการทำงาน

➢ การทำโครงงานการออกแบบและเทคโนโลยสี ามารถ
ดำเนนิ การได้ โดยเริ่มจาก การสำรวจสถานการณป์ ญั หาท่ี
สนใจ เพ่ือกำหนดหัวข้อโครงงาน แล้วรวบรวมขอ้ มลู และ
แนวคิดทีเ่ กย่ี วขอ้ งกบั ปญั หา ออกแบบแนวทางการแกป้ ญั หา
วางแผนและดำเนนิ การแกป้ ญั หา ทดสอบ ประเมนิ ผล
ปรับปรงุ แก้ไขวิธกี ารแกป้ ญั หาหรอื ชน้ิ งาน และนำเสนอ
วิธกี ารแกป้ ัญหา

ที่มา: คมู่ ือครรู ายวิชาพื้นฐานวทิ ยาศาสตร์ สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2561

1.2 คำอธิบายรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี
ศึกษาข้อมูลสารสนเทศ หลักการและวิธีการทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ซอฟแวร์ในการจดั การข้อมูล

การประมวลผลข้อมลู ให้เปน็ สารสนเทศ และการนำเทคโนโลยีสารสนเทศไปประยกุ ต์ใช้ในสาขาวชิ าชีพต่าง ๆ ให้
เหน็ ถงึ การเปลยี่ นแปลงในเชิงปรมิ าณ และเชงิ คุณภาพเมอ่ื นำเทคโนโลยสี ารสนเทศเข้าไปใช้

ศึกษาองค์ประกอบของระบบคอมพิวเตอร์ด้าน ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ อาทิ หน่วยความจำ หน่วย
ควบคมุ หนว่ ยประมวลผล หนว่ ยนำเข้าข้อมูล และหน่วยแสดงผลขอ้ มลู เปน็ ตน้

11

ศึกษาการเขียนแผนภาพแสดงขั้นตอนการทำงานของโปรแกรม และโครงสร้างภาษาโปรแกรม

กฎเกณฑ์ไวยากรณ์ ชนดิ ของข้อมลู คำสัง่ ต่าง ๆ

เพื่อให้มีความรู้ความเข้าใจองค์ประกอบต่าง ๆ ของเทคโนโลยสี ารสนเทศ ทางด้านฮารด์ แวร์ และ

ซอฟต์แวร์ รวมถึงหลักการทำงานเบอื้ งต้นของระบบคอมพิวเตอร์ และนำความรู้ไปประยุกตใ์ ช้ในการทำงานทางด้าน

อน่ื ๆ ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่อไป

1.3 โครงสรา้ งรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี

โครงสร้างรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ดงั ตารางท่ี 2

ตารางท่ี 2 โครงสรา้ งรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี

ท่ี ชอื่ หนว่ ยการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

1 เทคโนโลยนี า่ รู้ บทท่ี 1 ระบบทางเทคโนโลยที ซ่ี บั ซอ้ น

- ระบบคืออะไร

- ระบบทางเทคโนโลยี

- ระบบทางเทคโนโลยที ่ีซบั ซ้อน

- การทำงานผดิ พลาดของระบบ

บทท่ี 2 การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี

- สาเหตุหรอื ปจั จยั การเปลย่ี นแปลงของเทคโนโลยี

- ตวั อยา่ งการเปล่ียนแปลงของเทคโนโลยี

บทท่ี 3 ผลกระทบของเทคโนโลยี

- ผลกระทบของเทคโนโลยตี อ่ มนุษยแ์ ละสงั คม

- ผลกระทบของเทคโนโลยีต่อเศรษฐกจิ

- ผลกระทบของเทคโนโลยีตอ่ สิ่งแวดลอ้ ม

- ตวั อย่างการวเิ คราะหผ์ ลกระทบของเทคโนโลยี

2 ความร้แู ละทกั ษะ บทที่ 4 วสั ดุและเคร่อื งมือพ้นื ฐาน

พน้ื ฐาน - วัสดุ

- เครือ่ งมอื พ้นื ฐาน

- การตดั ตอ่ และขึน้ รปู วัสดุ

บทที่ 5 กลไก ไฟฟา้ และอิเล็กทรอนกิ ส์

- กลไก

- อุปกรณไ์ ฟฟา้ และอเิ ล็กทรอนิกส์

- แผงควบคมุ ขนาดเลก็

3 การแก้ปญั หาตาม บทท่ี 6 กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม

กระบวนการออกแบบ - ขั้นระบปุ ัญหา

เชงิ วศิ วกรรม - ขัน้ รวบรวมข้อมลู และแนวคดิ ท่ีเกีย่ วขอ้ งกับปญั หา

- ขั้นออกแบบวธิ กี ารแก้ปญั หา

12

ท่ี ชอ่ื หน่วยการเรยี นรู้ สาระการเรยี นร้แู กนกลาง

- ขน้ั วางแผนและดำ เนินการแกป้ ัญหา

- ข้นั ทดสอบ ประเมนิ ผล และปรบั ปรงุ แกไ้ ขวิธกี ารแกป้ ญั หาหรอื ชน้ิ งาน

- ข้นั นำ เสนอวธิ กี ารแกป้ ญั หาผลการแกป้ ัญหาหรอื ชน้ิ งาน

บทท่ี 7 กรณศี ึกษาการแกป้ ญั หาตามกระบวนการออกแบบเชงิ วศิ วกรรม

- กรณศี ึกษา

ผูว้ ิจยั ไดเ้ ลือกในการทำวจิ ัยครั้งนี้ 1 หนว่ ย คอื ความรูแ้ ละทกั ษะพ้นื ฐาน

2. การเรยี นรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning)
2.1 ความหมายของการเรียนรแู้ บบผสมผสาน
คอยล์และมูนิน (Rovai and Jordan.2004:3-4 ; อ้างอิงจาก Coil and Moonen.2001:6) ให้ความหมาย

ของการเรียนรู้แบบผสมผสานว่า เป็นการผสมผสานระหว่างการเรียนแบบเผชิญหน้ากับการเรียนแบบออนไลนเ์ ข้า
ดว้ ยกัน ซึ่งมีทัง้ สว่ นประกอบที่เป็นการเรียนในหอ้ งเรียนและการเรยี นแบบออนไลนโ์ ดยใช้องคป์ ระกอบของการเรียน
แบบออนไลนเ์ ตมิ เตม็ ช่องว่างของการเรียนในห้องเรียน

ดริสคอล(Driscoll.2002 : 1) ให้ความหมายของการเรียนรู้แบบผสมผสานว่า เป็นการผสมผสานเทคโนโลยี
การสอนในรูปแบบ เชน่ วดี โิ อเทป ซดี ีรอม การเรียนการสอนผ่านเว็บ เป็นต้น เขา้ กับการเรียนแบบเผชิญหน้าระหว่าง
ผู้เรียนกบั ผ้สู อน

การน์ ฮมั และกาเลตา (Garnham and Kaleta.2002:2) กลา่ วว่า การเรยี นรแู้ บบผสมผสานเป็นการเรียนที่ดี
ที่สุดเนือ่ งจากเป็นการผสมผสานการจัดการเรียนโดยการเลือกใช้คณุ ลักษณะที่ดีที่สุดของการสอนในห้องเรียนและ
คุณลักษณะที่ดีที่สุดของการสอนออนไลน์เข้าด้วยกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้อย่างอิสระทำให้เกิดความ
กระตือรอื ร้นในการเรียน (Active Learning) และสามารถลดเวลาในการเขา้ ช้ันเรียนได้

คาลก์ (Clark.2003 : 4) ให้ความหมายของการเรยี นรู้แบบผสมผสานว่า เป็นการผสมผสานระหว่างการเรียน
แบบดงั้ เดมิ ในชั้นเรียนกบั การเรยี นร้ดู ้วยอีเลริ ์นนิง อันเนือ่ งมาจากผู้เรียนไมต่ ้องการเสยี เวลากับการเรียนรู้ด้วยอีเลิร์
นนิงมากเกนิ ไป ในขณะเดียวกันก็ยงั ต้องการคงไวซ้ ่ึงการเรยี นรแู้ บบดงั้ เดิม

กนกพร ฉนั ทนารุ่งภักดิ์ (2548 : 76) ได้สรุปความหมายของการเรยี นรแู้ บบผสมผสานว่าการจดั การเรยี นการ
สอนแบบผสมผสานเปน็ การจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนที่เนน้ ความยืดหยุ่น มีการผสมผสานยทุ ธวิธใี นการเรียนการ
สอนท่หี ลากหลายเขา้ ด้วยกัน โดยใชส้ ือ่ การเรยี นการสอนกจิ กรรมการเรยี นการสอน และรูปแบบการเรียนการสอนที่
หลากหลาย ท้ังการเรียนการสอนแบบออนไลนแ์ ละการเรียนการสอนแบบเผชิญหน้าเพอ่ื ตอบสนองต่อความแตกต่าง
ระหว่างบุคคลของผูเ้ รียน โดยมีจุดมุ่งหมายเพ่อื ใหผ้ เู้ รยี นทกุ คนสามารถบรรลเุ ปา้ หมายของการจัดการเรียนการสอน

มนต์ชัย เทียนทอง (2549 : 48) ให้ความหมายของการเรียนรูแ้ บบผสมผสานว่าเป็นการบูรณาการระหวา่ ง
การเรียนรแู้ บบเผชิญหน้าในชน้ั เรียนโดยมผี ู้สอนเป็นผนู้ ำ กบั การเรยี นร้แู บบออนไลน์ซึ่งเน้นผ้เู รียนเป็นสำคัญ โดยใช้
เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีการสื่อสารเพอื่ ให้การเรียนการสอนมีประสิทธภิ าพสงู สดุ ภายใตส้ ภาพแวดลอ้ ม

13
ของชมุ ชนแห่งการเรยี นรูซ้ ่ึงเป็นการใช้ประโยชน์จาก ICT เปน็ ช่องทางในการสง่ ผ่านความรู้และตดิ ตอ่ ส่ือสารระหว่าง
ผเู้ รียนกับผู้สอนหรือระหว่างผู้เรยี นดว้ ยกนั ทเ่ี ชือ่ มตอ่ เข้ากันในระยะไกล

สายชล จินโจ (2550 : 37) ได้สรุปความหมายของการเรียนรู้แบบผสมผสานว่า เป็นการบูรณาการระหวา่ ง
การเรียนรู้แบบเผชิญหน้าในชั้นเรยี น โดยมีผู้สอนเป็นผู้นำกับการเรียนรู้แบบออนไลน์โดยมีผู้เรียนเป็นผู้นำ โดยใช้
บทเรียนคอมพวิ เตอร์ในลักษณะตา่ ง ๆ เพ่ือใหก้ ารเรียนการสอนมีประสทิ ธิภาพสงู สุดภายใตส้ ภาพแวดล้อมของชุมชน
แห่งการเรยี นรู้ โดยใชเ้ ทคโนโลยีการสรา้ งสรรคง์ านมลั ติมีเดียเปน็ ชอ่ งทางในการสง่ ผา่ นความรู้และการติดต่อสื่อสาร
ระหว่างผู้เรยี นกบั ผู้สอนหรือระหวา่ งผู้เรียนด้วยกันท่ีต่อเชื่อมมาจากชมุ ชนแตกต่างกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ท่ีมีความ
เสมอภาคกันส่งผลใหเ้ กิดมาตรฐานทางการศกึ ษา

จากความหมายของการเรยี นรู้แบบผสมผสานทไ่ี ด้กล่าวมาสรปุ ได้วา่ การเรยี นร้แู บบผสมผสานเปน็ การเรยี นรู้
ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนออนไลน์เข้ากับการเรียนในห้องเรียนแบบดั้ง เดิมที่มีการเรียนแบบเผชิญหน้ากันเขา้
ด้วยกัน โดยการเลือกใช้คณุ ลักษณะที่ดีท่ีสุดของการสอนในห้องเรียนและคุณลักษณะที่ดีที่สุดของการสอนออนไลน์
เพื่อเติมเต็มชอ่ งวา่ งระหว่างกัน เพื่อให้ผู้เรยี นสามารถเรยี นได้อย่างอิสระและตอบสนองต่อความต้องการส่วนบุคคล
ของผูเ้ รยี น ทำใหผ้ ู้เรยี นพัฒนาความสามารถในการเรียนรูข้ องตนเองได้ดีข้นึ

2.2 แนวคดิ ของการเรยี นร้แู บบผสมผสาน
แนวคิดของการเรียนรู้แบบผสมผสานจะมีแนวคิดที่ค่อนข้างกว้าง โดยผู้สอนจะต้องพิจารณารูปแบบที่
เหมาะสมสำหรับการเรยี นรูข้ องผู้เรยี นซ่งึ ดริสคอล(Driscoll.2002 : 1) ไดแ้ บง่ แนวคิดของการเรยี นรู้แบบผสมผสาน
ไว้ 4 แนวคิดดว้ ยกนั ได้แก่

1. แนวคิดการผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนการสอนบนเว็บ (Web-Based Technology) กับการ
เรียนในชั้นเรียนแบบดั้งเดิม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการใช้การจดั การศึกษาในมุมมองนี้เป็นการรวมวิธีการสอน
หลากหลายวิธีและรูปแบบการส่งสารที่แตกต่างกันโดยไม่คำนึงถึงการใช้เทคโนโลยีเพื่อตอบสนองความแตกต่าง
ระหว่างบุคคลของผู้เรียน ให้ผู้เรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันสามารถเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกนั และเต็มตาม
ศักยภาพของผ้เู รียนแต่ละคน

2. แนวคิดการผสมผสานวิธีสอนที่หลากหลายเข้าด้วยกันเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดจากการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน ซึ่งอาจจะใช้หรือไม่ใช้เทคโนโลยีการเรียนการสอนก็ได้ในมุมมองนีเ้ ป็นการเรียนการสอน
แบบผสมผสานที่รวมทฤษฎีการสอน (Mixing Theories of Learning) เข้าด้วยกัน รวมเอาหลักการ แนวคิด วิธีการ
ของทฤษฎีพฤติกรรมนิยม (Behaviorism) ทฤษฎีพุทธิปัญญานิยม (Cognitivism) และ ทฤษฎี Constructionism
โดยการใช้ทฤษฎีการสอนท่ีหลากหลายเพื่อตอบสนองให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้อย่างเท่าเทียมกันตามศักยภาพที่
ตนเองมอี ยูต่ อบสนองให้ผเู้ รียนเกิดการเรยี นรู้ได้อย่างเทา่ เทยี มกันตามศกั ยภาพทีต่ นเองมอี ยู่

3. การผสมผสานเทคโนโลยกี ารเรยี นการสอนทุกรปู แบบกบั การเรียนการสอนในชน้ั เรยี นแบบดั้งเดมิ
ทม่ี กี ารเผชญิ หนา้ ระหวา่ งผู้เรียนกบั ผ้สู อน ซึ่งเป็นมมุ มองทม่ี ผี ยู้ อมรับกันอย่างแพร่หลายมากที่สุด แนวคิดน้ีเป็นการ
เรียนการสอนแบบผสมผสานที่เป็นการบูรณาการ การเรียนออนไลน์ผ่านระบบเครือข่ายและการเรียนในห้องเรียน
แบบดั้งเดิมที่มีการเรียนแบบเผชิญหน้าเข้าด้วยกัน โดยใช้สิ่งอำนวยในอินเทอร์เน็ตเป็นสื่อและเครื่องมือใน
สภาพแวดล้อม การเรยี นการสอนอิเลก็ ทรอนิกสเ์ พอื่ สนบั สนุนการจัดการเรยี นการสอน โดยเน้นการมีปฏิสมั พันธ์จาก

14
การเรียนแบบออนไลน์และการมสี ่วนร่วมในการเรียนแบบดั้งเดิมเพื่อพัฒนาให้เกิดการเรียนรู้ที่ท้าทายตอบสนองต่อ
ความตอ้ งการส่วนบุคคลของผู้เรยี น ทำใหผ้ ู้เรียนพัฒนาความสามารถในการเรยี นรขู้ องตนเองได้ดขี ้นึ

4. แนวคิดของการผสมผสานเทคโนโลยีการเรียนการสอนกับการทำงานจริง ในมุมมองนี้เป็นการ
ผสมผสานเทคโนโลยกี ารเรียนการสอนกบั การทำงาน

ในการวจิ ัยในครง้ั น้ี ผู้วิจัยใช้การเรียนรแู้ บบผสมผสานตามแนวคดิ การผสมผสานระหวา่ งเทคโนโลยีการเรียน
การสอนทุกรูปแบบกับการเรียนการสอนในชั้นเรียนแบบดั้งเดิม โดยเป็นการผสมผสานระหว่างการเรียนแบบ
เผชญิ หน้ากับการเรยี นแบบออนไลนเ์ ขา้ ดว้ ยกัน

2.3 ลักษณะการจดั การเรยี นรแู้ บบผสมผสาน
การจดั การเรียนรูแ้ บบผสมผสานจะประสบความสำเร็จได้นั้นตอ้ งเลือกสอ่ื และลักษณะในการจัดการเรยี นการ
สอนให้ถูกต้องเหมาะสม โดย แดม (กนกพร ฉันทนารุ่งภักดิ์ 2548 : 85 ; อ้างอิงจาก Dam.2003:113) ได้กล่าวถึง
ลักษณะการเรยี นรูแ้ บบผสมผสานไว้ 3 ลกั ษณะ ไดแ้ ก่

1. การเรยี นการสอนแบบเผชิญหน้า หรือ Face-to-Face เป็นการเรียนการสอนท่ผี ู้สอนและผู้เรียน
อยใู่ นสถานท่ีเดียวกันในเวลาเดียวกัน

2. การเรยี นดว้ ยตนเองบนเว็บ (Self-paced E-learning) การเรยี นการสอนชนิดนเ้ี ป็นการเรยี นการ
สอนแบบไม่ประสานเวลา หรือการเรยี นแบบรว่ มมือ โดยทีผ่ ู้เรียนใช้เทคโนโลยีในการเรยี นการสอนแต่ไมไ่ ด้เช่อื มต่อ
กบั ผเู้ รียนคนอื่นหรอื ผสู้ อนในเวลาเดยี วกัน

3. การเรยี นบนเวบ็ แบบสด (Live E-learning) เปน็ การใชเ้ ทคโนโลยกี ารจัดการเรยี นการสอนโดยท่ี
ผู้เรียนและผู้สอนร่วมกันในเวลาเดียวกันแต่แตกต่างสถานที่กัน ซึ่งการเรียนการสอนในลักษณะนีเ้ ป็นการเรยี นการ
สอนแบบประสานเวลา

จากลักษณะการเรียนรู้แบบผสมผสานท่ีกลา่ วมาผู้วจิ ัยพอสรุปได้ว่า ลักษณะของการเรียนรู้แบบผสมผสาน
ประกอบดว้ ย 2 ลกั ษณะดว้ ยกัน คอื ลกั ษณะที่หนง่ึ เป็นลักษณะของการเรยี นแบบเผชญิ หน้าที่ผเู้ รียนและผู้สอนอยู่ใน
สถานทีเ่ ดียวกันเวลาเดียวกนั และลกั ษณะท่ีสองเป็นลักษณะของการเรียนบนเวบ็ แบบประสานเวลาและไม่ประสาน
เวลา

2.4 ระดับการผสมผสาน
ในการเรยี นร้แู บบผสมผสานนนั้ มีระดับการใชส้ อื่ ออนไลน์เป็นตัวจัดระดับการเรียนรูบ้ นเว็บแบบผสมผสาน
กล่าวคือ มีระดับการใช้สื่อการเรียนการสอนออนไลน์มากเพียงใดก็จะเรียกการเรียนรู้ตามลักษณะนั้น ๆ ดังน้ี
(บุปผชาติ ทฬั หกิ รณ.์ 2548: 3-4)

1. Informational : ออนไลน์ ร้อยละ 5 - 10 ใช้ชั้นเรียนมากกว่าอีเลิร์นนิง โดยใช้ในส่วนของ
ประมวลผลการสอน เวลา ประกาศข่าว

2. Supplemental : ออนไลน์ ร้อยละ 20 – 30 ในรูป เช่น เก็บสารสนเทศ เช่น เอกสารอ่าน
ประกอบ เอกสารประกอบการสอนการเชอ่ื มโยงไปยงั เวบ็ ไซด์การตดิ ต่อทางอเี มลล์

3. Blended Learning : ออนไลน์ ร้อยละ 50 – 60 โดยใช้แทนการเรียนในชั้นเรียน (บรรยาย/
ปฏิบตั ิ) ศึกษาส่อื ออนไลน์แทนฟงั บรรยาย อภปิ ราย ทำแบบทดสอบ แบบฝึกหดั ออนไลน์

15
4. Distance : ออนไลน์ รอ้ ยละ 90 – 100 มีการเรยี นในชั้นเรียนนอ้ ยมากหรือไมม่ ีเลยเป็นโปรแกรม
การเรียนออนไลน์เตม็ รปู แบบมหาวิทยาลัยไซเบอร์ของไทยยงั มีอยู่น้อยมาก
ศรีศักด์ิ จามรมาน (2549 : 6) ได้แบ่งสัดส่วนของการเรียนการสอนแบบผสมผสาน โดยยึดหลักการของ
สมาคมสโลน (Sloan Consortium) ไวด้ งั นี้
1. การเรียนการสอนแบบดั้งเดิม (Traditional) คือ การเรียนการสอนที่ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีแบบ
ออนไลน์หรอื อินเทอร์เน็ตเลย
2. การเรียนการสอนแบบใช้เว็บช่วย (Web-Facilitated) คือ การเรียนการสอนที่นำเสนอเนื้อหา
ผา่ นอินเทอร์เนต็ ร้อยละ 1 – 29
3. การเรยี นการสอนแบบลูกผสม (Blended/Hybrid) คอื การใชอ้ นิ เทอรเ์ น็ตในการนำเสนอเนอ้ื หา
และการเรียนการสอนรอ้ ยละ 30 - 79
4. การเรยี นการสอนแบบออนไลน์หรอื แบบอเี ลิร์นนิ่ง (Online/E-learning) คือการเรยี นการสอนท่ี
ใช้อนิ เทอร์เน็ตในการนำเสนอเนอ้ื หาของวิชานั้น ๆ ร้อยละ 80 – 100
ในการวิจัยครั้งน้ี ผู้วิจัยเลือกจัดกิจกรรมการเรียนรู้บนเว็บแบบผสมผสานโดยผสมผสานวิธีการเรียนร้แู บบ
ออนไลนแ์ ละวิธีการเรียนรู้แบบในชั้นเรียนปกติเขา้ ไว้ด้วยกัน โดยใช้การจัดการเรียนการสอนบนเว็บทีม่ กี ารนำเสนอ
บทเรียนผ่านอินเทอร์เน็ตหรือศึกษาสื่อออนไลน์แทนการฟังบรรยาย ร่วมกับการเรียนในชั้นเรียนที่มีการอภิปราย
ทำแบบทดสอบ แบบฝึกหดั และเติมเตม็ ประสบการณก์ ารเรยี นรู้
2.5 องคป์ ระกอบการเรียนรแู้ บบผสมผสาน
องค์ประกอบของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานตามแนวคิดของ Clark (2003 : 12 - 22)ได้แบ่ง
องค์ประกอบออกเป็น 12 กลุ่ม โดยจัดเป็นองค์ประกอบด้านออนไลน์ (Online) 6 กลุ่ม และองค์ประกอบด้าน
ออฟไลน์ (Offline) 6 กลุ่ม ดังน้ี
1. องค์ประกอบดา้ นออฟไลน์ มี 6 กล่มุ ดังนี้

1.1 การเรียนรใู้ นท่ีทำงาน (Workplace Learning) มหี ลายช่องทางในการเรียนรู้ในท่ีทำงาน
ทส่ี ามารถทำให้เป็นทางการได้ เชน่

1.1.1 ผบู้ รหิ ารในฐานะเปน็ ผูพ้ ฒั นาการเรียนการสอน (Manageras Developer)
1.1.2 การเรยี นร้ใู นการปฏบิ ัติงาน (Learning on the Job)
1.1.3 โครงการวิจัย (Projects)
1.1.4 การฝึกงาน (Apprenticeships)
1.1.5 ตดิ ตามเฝา้ ดู (Shadowing)
1.1.6 การย้ายตำแหน่งงาน (Placements)
1.1.7 ศึกษาดูงาน (Site Visits)

1.2 การสอน การให้คำแนะนำ หรือการให้คำปรึกษาในชั้นเรียน (Face to-Face Tutoring,
Coaching or Mentoring) เป็นการเรียนแบบตัวต่อตวั (One-to-One) มกี จิ กรรมทส่ี ามารถสนับสนนุ ประกอบดว้ ย

1.2.1 ผสู้ อน (Tutoring)
1.2.2 ผแู้ นะนำ (Coaching)

16
1.2.3 ทป่ี รึกษา (Mentoring)
1.2.4 การใหผ้ ลปอ้ นกลับ (360 Degree Feedback)
1.3 การเรียนรู้ในชั้นเรียน (Classroom) เป็นการเรียนรู้ที่ครอบคลุมการเรียนรู้ของคน
สว่ นมากมกี จิ กรรมการเรียนรู้ ประกอบดว้ ย
1.3.1 การสอนแบบบรรยายหรอื การนำเสนองาน
(Lectures/Presentations)
1.3.2 การสอน (Tutorials)
1.3.3 การฝกึ ปฏิบตั ิ (Workshops)
1.3.4 การสมั มนา (Seminars)
1.3.5 บทบาทสมมติ (Role Play)
1.3.6 สถานการณจ์ ำลอง (Simulations)
1.3.7 การประชมุ (Conference)
1.4 สื่อสิ่งพิมพ์ (Distributable Print Media) สื่อสิ่งพิมพ์ยังเป็นแหล่งการเรียนรู้ที่สำคัญ
ประกอบด้วย
1.4.1 หนงั สอื (Book)
1.4.2 นิตยสาร (Magazines)
1.4.3 หนังสือพมิ พ์ (Newspapers)
1.4.4 หนงั สอื ค่มู อื (Workbooks)
1.4.5 วารสาร (Keeping a Journal)
1.4.6 Review/Learning Logs
1.5 สอ่ื อิเลก็ ทรอนิกส์ (Distributable Electronic Media) ประกอบดว้ ย
1.5.1 เทปคาสเซทท์ (Audio Cassettes)
1.5.2 ซดี เี สียง (Audio CD)
1.5.3 วดี โิ อเทป (Videotape)
1.5.4 ซดี รี อม (CD-ROM)
1.5.5 ดวี ดี ี (DVD)
1.6 สอ่ื สำหรบั รายการออกอากาศ (Broadcast Media) ประกอบด้วย
1.6.1 โทรทศั น์ (TV)
1.6.2 วทิ ยุ (Radio)
1.6.3 โทรทศั นท์ ม่ี รี ปู แบบการปฏสิ มั พันธ์ (Interactive TV)
2. องค์ประกอบดา้ นออนไลน์ มี 6 กลุ่ม ดังนี้
2.1 การเรียนรู้แบบออนไลน์ (Online Learning Content) ประกอบดว้ ย
2.1.1 แหล่งทรัพยากรการเรียนรพู้ ืน้ ฐาน (Simple Learning Resources)
2.1.2 การปฏสิ ัมพันธ์ดา้ นเนือ้ หาท่วั ไป (Interactive Generic Content)

17
2.1.3 การปฏิสมั พันธ์ดา้ นเน้ือหาเฉพาะด้าน (InteractiveCustomised Content)
2.1.4 การสนับสนุนด้านปฏิบตั ิการ (Performance Support)
2.1.5 สถานการณ์จำลอง (Simulations)
2.2 การสอน การให้คำแนะนำ หรือการให้คำปรึกษาทางอิเล็กทรอนิกส์ (E-tutoring, E-
coaching or E-mentoring) เป็นการเรยี นแบบตัวต่อตัว (One-to-One) มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ที่ช่วยสนบั สนนุ
ประกอบดว้ ย
2.2.1 สอนแบบใชอ้ เิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-tutoring)
2.2.2 ใหค้ ำแนะนำแบบใชอ้ เิ ล็กทรอนิกส์ (E-coaching)
2.2.3 ใหค้ ำปรึกษาแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-mentoring)
2.2.4 การใหผ้ ลปอ้ นกลับ (360 Degree Feedback)
2.3 การเรยี นรู้รว่ มกันแบบออนไลน์ (Online Collaborative Learning)ประกอบดว้ ย
2.3.1 การรว่ มมอื แบบไม่ประสานเวลา (Asynchronous Collaboration) หมายถึง การ
ร่วมมือที่สามารถโต้ตอบกันแต่ไม่ได้อยู่เวลาเดยี วกัน ได้แก่ จดหมายอเิ ล็กทรอนิกส์ (Email) กระดานข่าว (Bulletin
Boards)
2.3.2 การร่วมมือแบบประสานเวลา (Synchronous Collaboration) หมายถึง การ
รว่ มมือทส่ี ามารถโตต้ อบกนั ได้ในเวลาเดยี วกนั มลี กั ษณะเหมอื นระบบหอ้ งสนทนาทผ่ี พู้ ดู คยุ จะโต้ตอบกันไดต้ ลอดเวลา
ได้แก่ การคุยด้วยข้อความ (Text Chat) การใช้ข้อมูลร่วมกัน (Application Sharing) การประชุมด้วยเสียง (Audio
Conferencing) การประชมุ โดยผ่านวีดทิ ัศน์ (Video Conferencing) ห้องเรียนเสมือน (Virtual Classrooms)
2.4 การจัดการความร้แู บบออนไลน์ (Online Knowledge Management) ระบบการจัดการ
ความรู้ ประกอบดว้ ย
2.4.1 การสืบค้นฐานข้อมลู ความรู้ (Searching Knowledge Bases)
2.4.2 แหลง่ ข้อมูล (Data Mining)
2.4.3 เอกสารและการเรียกข้อมูล (Document and file Retrieval)
2.4.4 การซักถามผูเ้ ชีย่ วชาญ (Ask an Expert)
2.5 เวบ็ (The Web) ในอนาคตอนั ใกลอ้ ินเทอรเ์ น็ตจะมีขนาดเครือขา่ ยที่ใหญข่ น้ึ มคี วามเรว็ มาก
ขึ้น มีราคาถูก และเป็นเครื่องมีที่สำคัญในการเรียนรู้ โดยส่วนใหญ่ลักษณะของอินเทอร์เน็ตจะประกอบด้วย2.5.1
เครอ่ื งมือในการสบื ค้น (Search Engines)
2.5.2 เวบ็ ไซด์ (Websites)
2.5.3 กลุม่ ผูใ้ ชง้ าน (User Groups)
2.5.4 เว็บไซด์ดา้ นธุรกจิ (E-commerce Sites)
2.6 การเรยี นร้แู บบเคลือ่ นท่ี (Mobile Learning) อุปกรณก์ ารเรยี นแบบเคลือ่ นทปี่ ระกอบดว้ ย
2.6.1 คอมพวิ เตอรแ์ บบกระเป๋าหวิ้ (Laptops)
2.6.2 คอมพิวเตอร์ขนาดพกพา (PDAs)
2.6.3 โทรศัพทเ์ คลื่อนที่ (Mobile Phones)

18
โดยสรุปแลว้ องค์ประกอบของการเรียนรู้แบบผสมผสานเปน็ การประกอบด้วย 2 องค์ประกอบหลักด้วยกนั
คือ องค์ประกอบด้านออนไลน์ที่เป็นลักษณะของการจัดการเรียนการสอนบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตผสมผสานกบั
องค์ประกอบด้านออฟไลน์ซงึ่ จะเป็นในรปู แบบของการเรยี นแบบเผชญิ หน้าในชัน้ เรียน
2.6 ปัจจัยทีท่ ำให้การเรียนรู้แบบผสมผสานประสบความสำเร็จ
รูปแบบของการผสมผสานการเรียนรูท้ ่ีจะประสบความสำเร็จนัน้ จะต้องมคี วามสมดุลระหวา่ งการผสมผสาน
ระหว่างการเรียนรู้แบบเผชิญหน้ากับการเรียนรู้แบบออนไลน์ ซึ่งความสมดุลนี้ขึ้นอยูก่ ับเอกลักษณ์เฉพาะของตัวมัน
เองรวมถงึ ปจั จยั ดงั ต่อไปน้ี (กนกพร ฉนั ทนารุ่งภกั ดิ์2548 : 95)

1. การประกอบระหวา่ งสองรูปแบบการเรียนรู้ ควรมีความสมดุลระหว่างการเรียนรู้แบบออนไลนก์ บั การ
เรียนรู้แบบเผชิญหน้า โดยที่การเรียนแบบออนไลน์ถูกจัดให้เป็นองค์ประกอบในการส่งเสริมในการเรียนรู้แบบ
เผชญิ หน้า

2. แหลง่ ทรพั ยากร ควรจัดใหเ้ ป็นระเบียบเพ่อื ให้ผเู้ รยี นสามารถเขา้ ถึงวิชาทางออนไลนท์ เ่ี ป็นแหล่งของมูล
และกจิ กรรมการเรยี นรู้ โดยเทคโนโลยีตอ้ งเปน็ เครื่องมอื ง่าย ๆ เหมาะสำหรบั จุดมงุ่ หมายการเรยี นการสอน

3. ความอิสระของผู้เรียน ความอิสระของผูเรียน ความตั้งใจ ความสามารถของผู้เรียนจะมีส่วนต่อ
จดุ มุ่งหมายและกระบวนการเรยี นรูข้ องตนเอง ความอิสระมคี วามสำคัญเพราะวา่ มันมผี ลกระทบตอ่ formative ของ
ตนเอง

4. การมีปฏกิ ิรยิ าต่อกนั การติดต่อกนั ระหว่างผสู้ อนกบั ผู้เรียนต้องมกี ารแลกเปลย่ี นและการส่งผ่านความรู้
ไปยังผู้เรียนอย่างสม่ำเสมอ และการปรับตัวในการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียน ผู้สอนต้องเข้าร่วมมีปฏิสัมพันธ์กับ
ผเู้ รียนมากกว่าการใชก้ ารสอื่ สารแบบเผชญิ หน้า

บุปผชาติ ทัฬหิกรณ์ (2548:2) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบในการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานให้ประสบ
ความสำเร็จไว้ว่า

1. เข้าใจธรรมชาตขิ องผเู้ รียน
2. ธรรมชาติของการเรียนรู้ปัจจุบนั มกี ารเนน้ จติ วิทยาการเรียนรู้ หรือทฤษฏีการเรยี นรู้มากขึ้น
3. วตั ถปุ ระสงค์ เนื้อหา กจิ กรรม การประเมนิ ซึ่งกำหนดมาจากธรรมชาติของผู้เรยี นและธรรมชาติของการ
เรียนรู้
4. โครงสรา้ งพน้ื ฐานเป็นสิง่ ท่สี ำคญั
5. การสนบั สนนุ ขององคก์ ร
6. บริบทเฉพาะ
ทง้ั นี้ ซิงคแ์ ละรีด (Singh and Reed.2001 : 4 - 5) ได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกบั ขนั้ ตอนการออกแบบการเรียนรู้
แบบผสมผสานว่า ส่งิ ท่ีควรคำนงึ ถงึ ไดแ้ ก่
1. ผ้เู รียน (Audience) เนอ่ื งจากความแตกต่างระหวา่ งบุคคลของผูเ้ รยี น นกั ออกแบบควรออกแบบบทเรียน
ให้มีรูปแบบทีห่ ลากหลาย โดยใหส้ อดคลอ้ งกบั รูปแบบการเรยี นร้แู ละบุคลกิ ภาพของผูเ้ รยี นแต่ละคน
2. เนื้อหา (Content) เนื่องจากเนื้อหาที่ใช้ในการเรียนการสอนมีความแตกต่างกันดังนั้น นักออกแบบควร
ออกแบบกจิ กรรมการเรยี นให้สอดคล้องกับลักษณะเน้ือหา เพ่ือใหผ้ ูเ้ รียนเกิดการเรียนร้ไู ด้ดีท่ีสุด

19
3. เงนิ ทุน (Financial) เน่อื งจากเงนิ ทุนเปน็ สง่ิ สำคัญท่มี ีผลตอ่ นักออกแบบ ฉะนนั้ นกั ออกแบบต้องวิเคราะห์
เน้อื หาท่ีจะใช้พัฒนาการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับเงินทนุ ทมี่ ีอยเู่ พ่ือใหไ้ ด้การเรยี นการสอนท่ีมปี ระสทิ ธิสูงสุด
4. ระบบโครงข่ายพ้ืนฐาน (Infrastructure) เนือ่ งจากความสามารถในการเขา้ ถึงระบบการออกแบบบทเรียน
บนเว็บที่แตกต่างกัน นักออกแบบควรออกแบบบทเรียนโดยคำนึงถึงระบบโครงข่ายพื้นฐานอันประกอบด้วย การ
เชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย ความเร็วในการรับและส่งข้อมูล รูปแบบของส่ือสำหรับบทเรียนบนเวบ็ เป็นต้นปัจจัยท่ี
สำคัญสำหรับการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานนั้นผู้วิจัยสรุปได้ว่า ผู้ออกแบบควรให้ความสำคัญกับความสมดุล
ระหว่างการผสมผสานระหว่างการเรียนรูแ้ บบเผชญิ หนา้ และการเรยี นรู้แบบออนไลน์ รวมถึงเทคโนโลยีท่ีใช้ควรเป็น
เครื่องมือง่าย ๆ เหมาะกับจุดมุ่งหมายการเรียนการสอน ตลอดจนควรจะเข้าใจธรรมชาติของผู้เรียน และคำนึงถึง
ปฏกิ ริ ิยาระหวา่ งผสู้ อนและผ้เู รยี นทีจ่ ะตอ้ งมีการแลกเปลย่ี นและส่งผา่ นความร้กู นั อยา่ งสมำ่ เสมอ

3. รปู แบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5 ขนั้
การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้มาจากคำว่า Inquiry Cycle : 5E เป็นรปู แบบการสอนท่นี กั การศกึ ษากลุ่ม

BSCS (Biological Science Curriculum Society) ไดน้ ำเสนอเพ่ือให้ผู้เรียนได้สร้างองคค์ วามรู้ใหม่ โดยเชอื่ มโยงสิ่ง
ทีเ่ รียนรู้เข้ากับประสบการณ์หรอื ความรู้เดิมให้เป็นองค์ความรู้ หรือแนวคดิ ของผู้เรยี นเอง ผู้เรียนสามารถแก้ปญั หาโดย
เนน้ การปฏิบัตจิ ริง มกี ารแลกเปล่ยี นเรียนรู้ ระหว่างกัน เสริมสร้างความรู้ด้วยตนเองผ่านกระบวนการอย่างเป็นวฏั จกั ร
ในการวิจัยครั้งนี้ศึกษา ใช้คำว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น เพื่อให้ครอบคลุมถึงกิจกรรมการเรียนรู้ของ
ผู้สอนและผู้เรยี น

3.1 ความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขนั้
กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการสอนที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ ด้วยตนเอง
นักวิชาการศึกษาเรียกวิธกี ารจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ในคำที่แตกต่างกันไป เช่น การสอนแบบ
สืบสวนสอบสวน การสอนแบบสอบสวน การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ การสอนแบบสืบเสาะ การสอนแบบสืบค้น
การสอนแบบสืบสอบ เป็นตน้ ในการวิจยั ครั้งนผี้ ู้วจิ ยั ใชค้ ำว่า “สืบเสาะหาความรู้” ซง่ึ มคี วามหมายแตกต่างกนั ออกไป
ตามแนวคิดของนกั การศึกษา ดงั น้ี
สถาบนั ส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรNและเทคโนโลยี (2556, หนา้ 13ก) ไดก้ ล่าวถงึ การสอนแบบสืบเสาะหา
ความรู้หมายถงึ วธิ ีการที่นกั วิทยาศาสตร์ใชเ้ พอ่ื ศึกษาส่ิงต่าง ๆ รอบตวั อยา่ งเป็นระบบ และเสนอคำอธิบายเกี่ยวกับ
สิ่งที่ศึกษาด้วยข้อมูลที่ได้จากการทำงานทางวิทยาศาสตร์ มีวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสำรวจ การสืบค้น การ
ทดลอง การสร้างแบบจำลอง เป็นต้น
ทิศนา แขมมณี(2557, หน้า 141) ได้กล่าวถึงการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ หมายถึง การสอนที่ผู้สอน
กระตุ้นให้ผู้เรยี นเกิดคำถาม เกิดความคิดและลงมือเสาะแสวงหาความรู้เพอื่ นำมา ประมวลหาคำตอบหรอื ข้อสรุปด้วย
ตนเองโดยทีผ่ ู้สอนช่วยอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ในด้าน ต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียน เช่น ในด้านการสืบค้นหาแหล่ง
ความรู้การศึกษาข้อมลู การวิเคราะห์การสรุป ข้อมลู การอภปิ รายโต้แยง้ ทางวิชาการ และการทำงานร่วมกบั ผู้อืน่ เป็น
ต้น

20
3.2 ข้นั ตอนการสอนของรปู แบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5E
รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท. , 2546)
ประกอบด้วยขน้ั ตอนท่ีสำคัญดงั น้ี

1)ข้นั สร้างความสนใจ (Engagement) เป็นการนำเข้าสูบ่ ทเรยี นหรอื เรื่องท่สี นใจซึ่งเกิดขน้ึ จากความ
สงสัย หรอื อาจเริ่มจากความสนใจของตัวนักเรยี นเองหรือเกิดจากการอภิปรายภายในกลุม่ เรื่องทีน่ า่ สนใจอาจมาจาก
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงเวลานั้น หรือเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับความรู้เดิมทีเ่ พ่ิงเรยี นรู้มาแล้ว เป็นตัวกระตุ้นให้
นักเรียนสรา้ งคำถาม กำหนดประเด็นทศ่ี กึ ษา ในกรณที ไี่ มม่ ีประเด็นใดทน่ี ่าสนใจ ครอู าจใหศ้ กึ ษาจากส่ือต่าง ๆ หรือ
เปน็ ผ้กู ระตุ้นด้วยการเสนอดว้ ยประเดน็ ข้นึ มาก่อน แต่ไม่ควรบงั คบั ใหน้ ักเรียนยอมรับประเดน็ หรือคำถามที่ครูกำลัง
สนใจเป็นเร่ืองทีจ่ ะใชศ้ กึ ษา

เมื่อมีคำถามที่น่าสนใจและนักเรียนส่วนใหญ่ยอมรับให้เป็นประเด็นที่ต้องการศึกษา จึงร่วมกันก ำหนด
ขอบเขตและแจกแจงรายละเอียดของเรือ่ งท่ีจะศึกษาใหม้ คี วามชัดเจนมากขึ้น อาจรวมทั้งการรับรู้ประสบการณเ์ ดมิ
หรือความรู้จากแหล่งต่าง ๆ ท่จี ะช่วยให้นำไปสูค่ วามเข้าใจเรือ่ งหรอื ประเดน็ ท่ีจะศึกษามากข้ึน และมีแนวทางที่ใช้ใน
การสำรวจตรวจสอบอย่างหลากหลาย

2) ขั้นสำรวจและค้นหา (Exploration) เมื่อทำความเข้าใจในประเด็นหรือคำถามที่สนใจจะศึกษา
อยา่ งถ่องแท้แลว้ กม็ กี ารวางแผนกำหนดแนวทางสำหรับการตรวจสอบตง้ั สมมติฐาน กำหนดทางเลือกที่เปน็ ไปได้ ลง
มอื ปฏบิ ตั เิ พ่อื เกบ็ รวบรวมข้อมูล ข้อสนเทศ หรือปรากฏการณต์ า่ ง ๆ วธิ กี ารตรวจสอบอาจทำได้หลายวิธี เช่นทำการ
ทดลอง ทำกิจกรรมภาคสนาม การใช้คอมพวิ เตอร์เพ่อื ช่วยสร้างสถานการณจ์ ำลอง (Simulation) การศึกษาหาขอ้ มูล
จากเอกสารอ้างอิงหรือจากแหล่งข้อมูลตา่ ง ๆ เพอื่ ใหไ้ ด้มาซึ่งขอ้ มลู อยา่ งเพียงพอที่จะใช้ในขัน้ ต่อไป

3) ข้ันอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explanation) เมือ่ ไดข้ อ้ มลู อยา่ งเพยี งพอจากการสำรวจตรวจสอบแลว้
จึงนำข้อมูลข้อสนเทศที่ได้มิเคราะห์ แปลผล สรุปผลและนำเสนอผลที่ได้ในรูปต่าง ๆ เช่น บรรยายสรุป สร้าง
แบบจำลองทางคณติ ศาสตร์ หรือรูปวาด สรา้ งตาราง ฯลฯ การคน้ พบในขัน้ นอี้ าจเปน็ ไปไดห้ ลายทาง เช่น สนับสนุน
สมติฐานที่ตั้งไว้ โต้แย้งกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ หรือไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ได้กำหนดไว้ แต่ผลที่ได้จะอยู่ในรูปใดก็
สามารถสรา้ งความรู้และชว่ ยให้เกดิ การเรยี นรไู้ ด้

4) ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) เป็นการนำความรู้ที่สร้างขึ้นไปเชื่อมโยงกับความรู้เดิมหรือ
ความคิดที่ได้คน้ คว้าเพิ่มเตมิ หรือนำแบบจำลองหรือข้อสรุปที่ได้ไปใช้อธิบายสถานการณ์หรือเหตุการณอ์ ื่น ๆ ถ้าใช้
อธบิ ายเร่อื งตา่ ง ๆ ไดม้ ากก็แสดงวา่ ขอ้ จำกดั น้อย ซึง่ จะชว่ ยใหเ้ ชอื่ มโยงกับเรอื่ งตา่ ง ๆ และทำใหเ้ กดิ ความรกู้ วา้ งขวาง
ขนึ้

5) ขนั้ ประเมิน (Evaluation) เป็นการประเมนิ การเรยี นรูด้ ้วยกระบวนการตา่ ง ๆ วา่ นักเรยี นมีความรู้
อะไรบา้ ง อยา่ งไร และมากน้อยเพยี งใด จากขนั้ นี้จะนำไปสกู่ ารนำความรู้ไปประยุกตใ์ ชใ้ นเรอ่ื งอืน่ ๆการนำความรหู้ รอื
แบบจำลองไปใช้อธบิ ายหรือประยกุ ต์ใช้กับเหตุการณ์หรือเรื่องอน่ื ๆ จะนำไปส่ขู ้อโตแ้ ย้งหรือขอ้ จำกดั ซึ่งจะก่อให้เกิด
ประเดน็ หรือคำถาม หรือปัญหาที่จะตอ้ งสำรวจตรวจสอบต่อไป ทำใหเ้ กิดเปน็ กระบวนการทต่ี ่อเนอ่ื งกันไปเร่อื ย ๆ จึง
เรียกว่า Inquiry cycle กระบวนการสืบเสาะหาความรูจ้ ึงช่วยให้นักเรียนเกิดการเรยี นรู้ทั้งเนื้อหาหลักและหลักการ
ทฤษฎี ตลอดจนลงมือปฏบิ ตั ิ เพื่อให้ไดค้ วามรู้ซงึ่ จะเปน็ พ้นื ฐานในการเรยี นต่อไป

21
4. หอ้ งเรยี นออนไลน์ Google Classroom

4.1 ความหมายของ หอ้ งเรียนออนไลน์ Google Classroom
การเรียนจัดการเรียนการสอนในปัจจุบันนั้น สื่อการเรียนรู้แบบออนไลน์ ถือว่าเป็นสื่อการเรียนรู้ที่

ตอบสนองการเรียนรู้ของผู้เรียนได้ดี สร้างแรงจูงใจและความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น โดยเฉพาะ Google
Classroom ถือวา่ ได้รบั ความนยิ มเป็นลำดับต้น ๆ ของระบบจดั การชั้นเรียนแบบออนไลน์ มีนกั การศึกษาหลายท่าน
ได้ให้ความหมายของ Google Classroom ไว้ดังน้ี

อนุมาศ แสงสว่าง และเฉลมิ ชยั วโิ รจน์วรรณ (2558, หน้า 2) ไดใ้ ห้ ความหมายว่า Google Classroom
หมายถึง โปรแกรมหนึ่งใน Google Apps for Education ซงึ่ เป็นชุดเคร่ืองมือเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการทำงานท่ีใหบ้ รกิ าร
ฟรีได้รับการออกแบบมา เพื่อช่วยให้ครูสร้างและเก็บงานได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองกระดาษ มีคุณลักษณะที่ช่วย
ประหยัดเวลา เช่น สามารถทำสำเนาของ Google เอกสารสำหรับนักเรียนแตล่ ะคนได้ โดยระบบจะสร้างโฟลเดอร์
สำหรับแต่ละงานและนักเรียนแต่ละคนเพื่อช่วยจัดระเบียบ ให้ทุกคน ซึ่งนักเรียนสามารถติดตามได้ว่ามีอะไรครบ
กำหนดบา้ งในหนา้ งานผู้สอนสามารถ ดูได้ว่าใครทำงานเสร็จหรือไม่เสร็จได้อย่างรวดเรว็ ตลอดจนสามารถให้ความ
คดิ เห็น โดยตรงและให้คะแนนไดแ้ บบทันทใี นช้นั เรยี น Google Classroom

เอกวิทย์ สิทธิวะ และวรชนันท์ ชูทอง (2558, หน้า 1-38) ให้ความหมายว่า Google Classroom จะ
รวมเอาบริการของ Google ที่มีอยู่อย่าง Drive, Docs และ Gmail เข้ามารวมไว้ด้วยกัน และนำเสนอออกมาเป็น
ระบบเดียวแบบครบวงจร เพ่อื เป็นเคร่อื งมอื ให้ผู้สอนไดส้ ามารถใชป้ ระโยชนใ์ นการสั่งงานและเกบ็ รวบรวมผลงานต่าง
ๆ ของลูกศิษย์ อีกทั้งยงั จะช่วยใหน้ ักเรียนสามารถส่งงานได้ทันทีผา่ นทางออนไลน์ ในขณะที่ครูผู้สอนเอง ก็สามารถ
ตรวจการบ้าน พร้อมให้ขอ้ เสนอแนะแบบเรียลไทมไ์ ด้อีกดว้ ย โดยครูผ้สู อนสามารถสร้างหนา้ ห้องเรียนขนึ้ มาและเพ่ิม
นักเรียนของตนเข้าไปได้เองหรอื จะแชร์โคด้ ให้กบั กลมุ่ นักเรยี น เพอื่ ใหพ้ วกเขาทำการเพ่ิมตัวเองเขา้ มาก็ได้

ลาภวัต วงศ์ประชา (2561, หน้า 32-33) ได้กล่าวว่า สำหรับมุมมองทางการศึกษาในศตวรรษที่ 21
คอมพิวเตอร์จะเป็นเครื่องมือหลักสำคัญสำหรับผู้สอน เพื่อเข้าถึงทรัพยากรการเรียน การเตรียมแผนการสอนให้
การบ้านและติดต่อสื่อสารกับ ผู้ปกครอง ผสู้ อนจงึ ต้องมีความต่นื ตวั และเตรยี มพรอ้ มในการจดั การเรียนรู้เพื่อเตรียม
ความพร้อมให้ผู้เรียนมีทักษะสำหรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกในศตวรรษท่ี21 แอพพลิเคชั่น “Google
Classroom” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Google Apps for Education เป็นชุดเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกด้าน
การศกึ ษาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ท่ใี ห้บรกิ ารฟรี ไดร้ ับการออกแบบมาเพื่อชว่ ยใหผ้ ู้สอนสรา้ งและเก็บงานได้โดย
ไม่ต้องสิ้นเปลืองกระดาษ มีคุณลักษณะที่ช่วยประหยัดเวลา เช่น สามารถทำสำเนาของ Google เอกสารสำหรับ
นกั เรยี นแต่ละคนได้ โดยระบบจะสรา้ งโฟลเดอร์สำหรบั แตล่ ะงานและ นักเรียนแต่ละคนเพอ่ื ช่วยจัดระเบียบให้ทุกคน
ซึ่งนกั เรยี นสามารถตดิ ตามไดว้ ่ามีอะไรครกำาหนดบา้ ง ในหนา้ งานผ้สู อนสามารถดูได้วา่ ใครทำงานเสร็จหรอื ไม่เสรจ็ ได้
อย่างรวดเรว็ ตลอดจนสามารถให้ความคดิ เห็นโดยตรงและให้คะแนนไดแ้ บบทนั ทีในช้ันเรยี น Google Classroom

จากการศึกษาความหมายของ Google Classroom ผู้วิจัยสรุปได้ว่า Google Classroom คือ ระบบ
จัดการชั้นเรียนแบบออนไลน์ เป็นบริการหนึ่งบนระบบออนไลน์ของบริษทั Google ออกแบบมาเพ่ือช่วยให้ครูสรา้ ง
และเก็บงานได้โดยไม่ต้องส้ินเปลืองกระดาษและไม่เสยี ค่าใช้จ่าย ครูผู้สอนสามารถประยุกต์กับการจัดการเรียนรู้ ใน
ชั้นเรียนของตนเองได้ ทั้งการเช็คชื่อนักเรียน การส่งงาน การบันทึกคะแนน การทดสอบ ออนไลน์ รวมทั้งการมี
ปฏสิ ัมพันธ์กับนกั เรียนแบบออนไลน์

22
4.2 ประโยชนข์ อง ห้องเรียนออนไลน์ Google Classroom

ระบบจดั การชั้นเรยี นแบบออนไลน์ถูกพฒั นาอย่างต่อเนื่องเพื่อสนับสนุนใหค้ รจู ดั การเรยี นการสอนแบบ
ออนไลนไ์ ด้อย่างมีประสิทธภิ าพ ดงั นั้นครผู ูส้ อนจงึ จำเป็นท่จี ะตอ้ งศกึ ษาประโยชนข์ อง Google Classroom ใหเ้ ข้าใจ
เพือ่ การนำไปประยุกต์ใชใ้ นชั้นเรียนอย่างมปี ระสิทธิภาพ ได้มีนักการศกึ ษาอธิบายประโยชน์ของ Google Classroom
ไวด้ ังนี้

ลาภวตั วงศป์ ระชา (2561, หน้า 34-35) ได้อธิบายประโยชนข์ องGoogle Classroom ไว้เป็นขอ้ ๆ ดังนี้
1. ต้ังคา่ ง่าย โดยที่ผู้สอนสามารถเพ่มิ นกั เรียนไดโ้ ดยตรงหรอื แชร์รหัสเพอื่ ให้นกั เรยี นเขา้ ชั้นเรียนได้
2. ประหยัดเวลา ทำให้ผู้สอนสร้าง ตรวจและให้คะแนนงานได้รวดเร็วในทเี ดียวกันทำให้ไม่สิ้นเปลือง
กระดาษอกี ดว้ ย
3. ช่วยจัดระเบียบ โดยที่นกั เรียนสามารถดงู านทั้งหมดของตนเองไดใ้ นหนา้ งานและเนื้อหาสำหรบั ชั้น
เรียนทง้ั หมดจะถูกจดั เกบ็ ในโฟลเดอร์ภายใน Google Driveโดยอัตโนมตั ิ
4. ส่ือสารกันได้ดียิ่งขน้ึ คือ Classroom ท าใหผ้ ู้สอนสามารถส่งประกาศและเร่ิมการพูดคุยในชั้นเรียน
ได้ทนั ที นักเรยี นสามารถแชรแ์ หลง่ ข้อมลู กนั หรือตอบคำถามในสตรมี ได้
5. ประหยัดและปลอดภยั คือ ทกุ ๆ บริการของ Google Apps forEducation จะไม่มีการแสดงโฆษณา
และให้บรกิ ารฟรสี ำหรับโรงเรยี น
6. ระบบรักษาความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว โดยจะทำการสำรองข้อมูลในเซิร์ฟเวอร์ของ
Google โดยอัตโนมัติ และระบบรักษาความปลอดภัยในด้านของความเสี่ยง ในการบุกรุกและโจรกรรมข้อมูล ซึ่ง
สถานศกึ ษาสามารถครอบครองกรรมสทิ ธิ์ของขอ้ มูลของตนเอง
7. เชื่อมไดท้ กุ ที่ทุกเวลาผ่านระบบคลาวด์อตั โนมตั ิจากอปุ กรณเ์ ทคโนโลยที ุกประเภท
8. ผเู้ รียนและผสู้ อน หรอื ทีมงานสามารถทำงานร่วมกันได้ โดยสามารถทำงาน พร้อมกนั ได้นาทีต่อนาที
(Real Time) ซึง่ สามารถควบคุมการแบ่งปันกันได

5. ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
5.1 ความหมายของผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่าง ๆ ซึ่งเกิดจากนักเรียนได้รับ

ประสบการณ์จากกระบวนการเรียนการสอนของครู โดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล การสร้าง
เครือ่ งมอื วัดใหม้ คี ุณภาพน้นั ความรทู้ ีไ่ ด้รับหรอื ทกั ษะทีพ่ ฒั นามาจากการเรียนในสถานศึกษาโดยปกติวัดจากคะแนนที่
ครเู ปน็ ผู้ให้หรอื จากแบบทดสอบ (สนุ สิ า แก้วมา. 2554 : 39-40; อ้างองิ จาก Good. 193 : 103) และยงั เปน็ การวัด
คุณลักษณะและความสามารถของนักเรยี นอนั เกิดจากการเรยี นการสอน เปน็ ผลของการเปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรม และ
ประสบการณก์ ารเรียนรูท้ เ่ี กิดขนึ้ จากการอบรมหรอื การส่งั สอน ซึง่ ผลทีเ่ กิดจากกระบวนการเรยี นการสอนที่จะทำให้
นกั เรียนเกิดการเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรม (ไพศาล หวังพานิช. 2536 : 139) และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาท้ัง
3 ด้าน คือ ด้านพุทธิพิสัย ด้านจิตพิสัย และด้านทักษะพิสัยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นการตรวจสอบระดับ
ความสามารถของนักเรียน

23
ในสว่ นพฤตกิ รรมความรทู้ ่ีต้องการวัดนัน้ ต้องจำแนกแยกย่อยตามทฤษฎีใด ทฤษฎหี นึ่งถ้าเป็นการวัด
ความร้พู ุทธิพสิ ัย ตามทฤษฎีของบลูม (Bloom. 1976 : 21) จะจำแนกพฤตกิ รรมออกเป็น 6 ระดับ คือ
1. ความรู้ความจำ ไดแ้ ก่ พฤติกรรมความรู้ท่ีแสดงถึงการจำได้หรอื ระลึกได้
2. ความเขา้ ใจ ได้แก่ พฤตกิ รรมความร้ทู แ่ี สดงวา่ สามารถอธิบายได้ ขยายความดว้ ยคำพูดของตนเอง
3. การนำไปใช้ ไดแ้ กพ่ ฤติกรรมความรทู้ ่ีแสดงวา่ สามารถนำความรทู้ ่มี ีอยู่ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ ๆ
และแตกต่างจากสถานการณ์เดิมได้
4. การวิเคราะห์ ได้แก่ พฤติกรรมความรู้ที่สามารถแยกสิ่งต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ได้อย่างมี
ความหมาย และเหน็ ความสัมพนั ธข์ องส่วนยอ่ ย ๆ เหล่าน้นั
5. การสังเคราะห์ ได้แก่ พฤติกรรมความรู้ที่แสดงถึงความสามารถในการรวบรวมความรู้ และข้อมูล
ต่าง ๆ เข้าด้วยกันอย่างมรี ะบบ เพื่อใหไ้ ด้แนวทางใหม่ ทจี่ ะนำไปส่กู ารแกป้ ัญหาได้
6. การประเมินคา่ ได้แก่ พฤติกรรมความรู้ทแี่ สดงถงึ ความสามารถในการตดั สนิ คุณคา่ ของส่ิงของหรือ
ทางเลอื กไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
5.2 องค์ประกอบท่มี ีอทิ ธิพลตอ่ ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เป็นเรื่องที่นักวิชาการให้ความสนใจมาโดยตลอดจึงพยายามศึกษา
องค์ประกอบที่มีส่วนสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนเพื่อเป็นแนวทางในการส่งเสริมการ ใช้
ความสามารถและศักยภาพมอี ยูใ่ นตนเองใหเ้ กิดการเรยี นร้ใู หม้ ากทีส่ ุด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ (2543 : 102) ได้กล่าวถึง องค์ประกอบต่าง ๆ ที่มี
อิทธพิ ลต่อผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น วา่ ตงั้ แต่เดก็ เกิดมาและเจรญิ เตบิ โตในครอบครวั จนกระท่งั เข้าสวู่ ยั เรียน ไดแ้ ก่
1.คุณลกั ษณะของนกั เรียน
2.คณุ ภาพการจดั การเรียนในโรงเรยี น
3.ความสามารถตดิ ตัวมาแตก่ ำเนดิ
4.ภมู หิ ลังของครอบครวั
น้ำเพชร สินทอง(2541 : 16) กล่าวว่าองค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนนั้นแบง่
ออกเป็น 2 ประเภท คอื
1. องค์ประกอบด้านคุณลักษณะเดียวกับตัวนักเรียน ได้แก่ เชาวน์ปัญญาความถนัดความรู้พื้นฐาน
หรือความรู้เดิมของนักเรียน และอารมณ์ เป็นแรงจูงใจความสนใจ ทัศนคติและนิสัยในการเรียน ความนึกคิด
เก่ยี วกบั ตนเอง ตลอดจนการปรบั ตวั และบคุ ลกิ ภาพอ่ืน ๆ
2. องค์ประกอบทางสภาพแวดลอ้ ม สง่ิ แวดลอ้ มทางครอบครัว ฐานะทางเศรษฐกิจ ที่อยูอ่ าศัย ความ
คาดหวงั ของบดิ ามารดา
จงึ สรุปไดว้ า่ องคป์ ระกอบท่ีมอี ทิ ธพิ ลตอ่ ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนของเดก็ จะต้องประกอบด้วย สติปัญญา
ของเด็ก สิ่งแวดล้อมทางครอบครัวซึ่งหมายถึงการที่เด็กได้รับความรักเอาใจใส่จากครอบครัวทางสังคมได้แก่อยู่ใน
สังคมแห่งการเรยี นร้ไู ม่ใชส่ งั คมทีม่ ีแตป่ ญั หาไม่ว่าจะเปน็ ปญั หายาเสพติดหรอื ปญั หาครอบครัว ตลอดจนกระบวนการ
เรียนการสอนในโรงเรียน ซง่ึ ถา้ หากพ่อแมแ่ ละครดู ูแลเอาใจใสใ่ หเ้ ด็กเจรญิ เตบิ โตพฒั นาทางรา่ งกาย จติ ใจ และเสริม

24
สติปัญญาทีถ่ ูกทศิ ทาง เดก็ ก็จะเจรญิ เติบโตพรอ้ มกบั ความสำเรจ็ ในด้านการเรยี น และในที่สดุ ก็จะกลายเปน็ คนดแี ละ
รบั ผดิ ชอบในสังคมต่อไป

5.3 เครื่องมือที่ใชว้ ดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียน
เครื่องมอื วดั ทางการศกึ ษา มหี ลายชนิด เช่น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน แบบวดั เจตคติ

แบบวัดภาคปฏิบัติ แบบสอบถาม แบบสังเกต แบบสัมภาษณ์ แบบสำรวจ แบบประเมินค่า แบบตรวจสอบ
รายการ แบบบันทึกพฤติกรรม ฯลฯ

สมนึก ภัททิยธนี (2546 : 73-96) ได้กล่าวถึงแนวทางในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ทิ างการ
เรียนประเภททีค่ รสู ร้างมหี ลายรูปแบบท่ีได้รับความนยิ มใชม้ ี 6 แบบ ดงั น้ี

1. ข้อสอบแบบอัตนัยหรือความเรียง เปน็ ข้อสอบทม่ี เี ฉพาะคำถามแล้วให้นักเรียนเขยี นตอบอย่างเสรี
เขยี นบรรยายความรูแ้ ละข้อคิดเห็นของแตล่ ะคน

2. ขอ้ สอบแบบกาถูก – กาผิด เปน็ ขอ้ แบบเลอื กตอบทม่ี ี 2 ตัวเลือก แตล่ ะตวั เลือกดังกล่าวเป็นแบบ
คงที่ และมีความหมายตรงข้าม เช่น ถูก-ผดิ ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไมจ่ ริง เหมือนกนั -ต่างกัน

3. ขอ้ สอบแบบเตมิ คำ เปน็ ข้อสอบทป่ี ระกอบดว้ ยประโยคหรอื ข้อความทยี่ งั สมบูรณ์และให้ผ้ตู อบเติม
คำ หรอื ประโยค หรอื ข้อความลงในชอ่ งวา่ ง ท่เี ว้นไวเ้ พ่ือให้มใี จความที่สมบรู ณแ์ ละถูกต้อง

4. ข้อความแบบเขียนตอบสั้น เป็นข้อสอบประเภทนี้คล้ายกับข้อสอบแบบเติมคำ แต่แตกต่างกัน
ข้อสอบแบบสั้น ๆ เขียนเป็นประโยคคำถามสมบูรณ์ แล้วให้ผู้ตอบเป็นคนเขียนตอบ คำถามที่ต้องการจำสั้นและ
กะทดั รดั ได้ใจความสมบูรณ์ทไี่ มใ่ ชก่ ารบรรยายแบบข้อสอบอตั นัยหรือความเรียง

5. ขอ้ สอบแบบจับคู่ เป็นขอ้ สอบเลือกตอบชนิดหน่งึ โดยมคี ำหรอื ข้อความแยกจากกันเปน็ 2 ชุด แลว้
ใหผ้ ้ตู อบเลอื กจบั ควู่ ่า แตล่ ะขอ้ ความในชุดหนึง่ จะค่กู บั คำ หรือข้อความใดในอีกชดุ หนง่ึ ซึ่งมคี วามสัมพันธ์กันอย่างใด
อย่างหน่ึง ตามท่ผี ู้ออกขอ้ สอบกำหนดไว้

6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ คำถามแบบเลือกตอบโดยทั่วไปจะประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนนำหรือ
คำถาม กับตอนเลือก ในตอนเลือกนี้จะประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัวเลือกที่เป็นตัวลวง ปกติจะมี
คำถามที่กำหนดให้นักเรียนพิจารณา แล้วหาตัวเลือกที่ถูกต้องมากท่ีสุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่น ๆ และ
คำถามแบบเลือกท่ีดีนยิ มใชต้ วั เลือกทใ่ี กล้เคยี งกนั ดูเผนิ ๆ จะเหน็ วา่ ทกุ ตัวเลือกถูกหมดแตค่ วามจรงิ มนี ้ำหนักถูกมาก
นอ้ ยต่างกนั

5.4 หลกั ในการสรา้ งแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นวชิ าคอมพวิ เตอร์
4.4.1 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคอมพิวเตอร์มีข้ันตอนท่ีสำคัญดังตอ่ ไปนี้

(สถาบนั ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2546 : 30)
1. ศึกษาจุดมุ่งหมายของการวัดผลประเมินผล สาระการเรียนรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการ

เรียนรู้ทีค่ าดหวงั และมโนทัศน์ของแต่ละเรื่อง
2. กำหนดสาระการเรยี นรแู้ ละผลการเรียนรทู้ ่ีคาดหวงั ทต่ี อ้ งการวัด
3. เลือกประเภทแบบทดสอบอย่างหลากหลาย เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสแสดงความรู้

ความสามารถอย่างเต็มศักยภาพ
4. กำหนดจำนวนขอ้ สอบ การกระจายของเนือ้ หาสาระทต่ี อ้ งการทดสอบและเวลาทใี่ ช้ทดสอบ

25
5. สร้างแบบทดสอบตามคุณลักษณะที่กำหนด โดยคำนึงถึงเทคนิคของการสร้างแบบทดสอบ
และความสอดคลอ้ งของจดุ มุ่งหมาย
6. ตรวจสอบความเทย่ี งตรงและความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ สำหรับขอ้ สอบบางแบบอาจต้อง
ตรวจสอบความเป็นปรนยั ด้วย
4.4.2 การสร้างแบบทดสอบแบบเลอื กตอบในวิชาคอมพิวเตอร์ให้มคี ุณภาพ มีหลกั การดงั น้ี (สถาบัน
ส่งเสรมิ การสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย.ี 2546 : 33-34)
1. การสร้างคำถาม คำถามที่ดีควรมลี ักษณะดงั ต่อไปนี้

1.1 ส้ัน ชดั เจน และใชภ้ าษาที่เขา้ ใจงา่ ย
1.2 เขียนเปน็ ประโยคบอกเลา่ ถา้ จำเป็นต้องใชป้ ระโยคปฏเิ สธ
1.3 คำถามแต่ละข้อจะต้องเป็นอิสระแก่กัน โดยไม่ให้การตอบคำถามของข้อหนึ่งชี้นำหรอื
ข้ึนอยู่กบั อกี ข้อหน่งึ
1.4 หลีกเลีย่ งการใช้ภาษาท่ีชนี้ ำหรือสื่อความไปถึงคำตอบถูกหรอื คำตอบผิด
1.5 แตล่ ะคำถามตอ้ งมีคำตอบทถี่ กู ต้องเพยี งคำตอบเดยี ว
2. การสร้างตัวเลือก ตวั เลอื กที่ดีควรมลี กั ษณะดงั ต่อไปนี้
2.1 ตัวเลือกควรเป็นเรือ่ งหรือประเดน็ เดียวกนั มีความยาวใกลเ้ คยี งกัน
2.2 ตอ้ งกระจายคำตอบถูกของแบบทดสอบทั้งฉบับ ให้มีสัดส่วนของแตล่ ะตัวเลอื กใกลเ้ คียงกนั
2.3 ใช้คำใหส้ น้ั ทสี่ ดุ เทา่ ที่จะทำไดแ้ ละหลีกเลีย่ งการใชศ้ ัพท์หรอื ขอ้ ความทเ่ี ขา้ ใจยาก
2.4 ไมค่ วรใช้ตวั เลอื ก “ถกู ทกุ ขอ้ ” หรือ “ไม่มขี อ้ ใดถูก”
4.4.3 เกณฑ์การใหค้ ะแนนแบบทดสอบแบบเลือกตอบ โดยส่วนใหญ่จะพิจารณาจากความถกู ผิดของ
การเลือกคำตอบเปน็ สำคญั เชน่ ตอบถกู ได้ 1 คะแนน และตอบผดิ ได้ 0 คะแนน
จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัย ผู้วิจัยได้จดั ทำแบบทดสอบสำหรับงานวิจัยครั้งนี้ทั้งหมด 2 ประเภท
คอื แบบทดสอบเป็นแบบอตั นยั 5 ขอ้ โดยใช้เกณฑก์ ารใหค้ ะแนนแบบรบู ริค และแบบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เป็น
ข้อสอบแบบเลือกตอบ 4 ตวั เลอื ก 20 ขอ้ โดยมีเกณท์การใหค้ ะแนน ตอบถูกได้ 1 คะแนน และตอบผดิ ได้ 0 คะแนน

6.ความพึงพอใจ
6.1 ความหมายของความพงึ พอใจ
นักการศึกษาหลายท่านได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไวด้ งั นี้
กดู๊ (Good. 1995 :13) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจ หมายถึง คณุ ภาพ สภาพหรอื ระดับความ

พงึ พอใจซง่ึ เปน็ ผลมาจากความสนใจและทัศนคตขิ องบคุ คลท่มี ีตอ่ คณุ ภาพและสภาพของส่งิ นน้ั
สุรางค์ โค้วสุรัตน์ (2541 : 321) ได้สรุปว่า ความพึงพอใจหมายถึง ความรู้สึกชอบหรือพอใจที่มี

องคป์ ระกอบและสิ่งจงู ใจในดา้ นต่าง ๆ ของงาน และผูป้ ฏบิ ัติงานนน้ั ไดต้ อบสนองความตอ้ งการ
ชวลิต ชูกำแพง (2551 : 107) ได้สรุปวา่ ความพงึ พอใจ คอื ความสนใจชื่นชอบและเต็มใจในการปฏิบัติ

กิจกรรมนั้น ๆ และพงึ พอใจจนเกิดความสนกุ สนานและเพลิดเพลิน

26
ศิริพร เพิ่มผล (2551 : 18)ได้สรุปว่า ความพึงพอใจเป็นเรื่องความรู้สึกของบุคคลที่มีต่อปัจจัยต่าง ๆ
ในทางบวกการไดร้ ับการเอาใจใส่ ยินดี พงึ พอใจ เป็นสภาพหรือระดับของความรู้สกึ ทบ่ี คุ คลมตี ่อประสิทธภิ าพของการ
ปฏิบัติหน้าที่หรือความรสู้ ึกมคี วามสุข
จากความหมายของความพงึ พอใจดังกล่าวข้างตน้ สามารถสรุปไดว้ ่า ความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรสู้ กึ
ท่ีเกิดขนึ้ เมอ่ื บคุ คลได้รับความร้สู กึ ทีด่ ี การยอมรับ และมีเจตคตทิ ี่ดีซึง่ เป็นพฤตกิ รรมที่บุคคลแสดงออกมาหลังจากท่ี
ได้รับประสบการณ์ในสิ่งที่ตรงตามความดังนั้น ความพึงพอใจในการเรียน จึงหมายถึงความรู้สึกของ นักเรียนท่ีมี
ความสุข ชอบ เตม็ ใจในการรว่ มกจิ กรรมการเรยี นการสอนของครูผูส้ อน และมผี ลทำใหก้ ารดำเนินกจิ กรรมการเรียน
การสอนของครูบรรลผุ ลสำเรจ็ ตามวัตถปุ ระสงค์
6.2 แนวคดิ ทฤษฎที ี่เกีย่ วขอ้ งกับความพงึ พอใจ
งานปฏิบตั ิงานใดๆ ก็ตาม การที่ผู้ปฏบิ ตั ิงานจะเกิดความพงึ พอใจต่อการทำงานนนั้ มากหรือนอ้ ยขนึ้ อยู่
กบั สิง่ จูงใจในงานท่ีทำอยู่ การสร้างสงิ่ จงู ใจ หรอื แรงกระตนุ้ ให้เกดิ กับผ้ใู หเ้ กิดกบั ผปู้ ฏบิ ัติงานจงึ เปน็ สิง่ จำเป็น เพื่อให้
การปฏบิ ัติงานนั้นๆ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ทว่ี างไว้
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมมาธิราช (2456:141-141) ได้แบ่งความต้องการของมนุษย์ออกเป็น 3
ประเภท คือ
1. ความต้องการสัมฤทธิ์ (Need for Achievemant) เป็นพฤติกรรมที่จะกระทำการใดๆ ให้เป็น
ผลสำเร็จดเี ลิสไดม้ าตรฐานเปน็ แรงขับทน่ี ำไปสคู่ วามสำเร็จ
2. ความต้องการสัมพันธ์ (Need for Affiliation) เป็นความปรารถนาที่จะสร้างมิตรภาพและ
ความสมั พนั ธอ์ ันดีกับผ้อู น่ื
3. ความต้องการอำนาจ (Need for Power) เปน็ ความต้องการควบคมุ ผู้อน่ื และมีอทิ ธพิ ลต่อผูอ้ นื่
มาสโลว์ (Maslow.1970:69-80) ได้เสนอทฤษฎีลำดับขั้นของความต้องการ (Hierarchy of Needs)
เป็นทฤษฎีท่ีได้รบั การยอมรับอย่างกว้างขวาง ซง้ึ ต้ังอยู่บนสมมติฐานที่วา่ มนษุ ย์มคี วามตอ้ งการไมม่ ีทส่ี ้นิ สดุ เม่อื ความ
ตอ้ งการได้รบั การตอบสนอง หรอื พึงพอใจอย่างหนึ่งแลว้ ความต้องการสิ่งอ่นื ๆ ก็จะเดินขึน้ มาอีก ความต้องการของ
คนเราของคนเราอาจซำ้ ซ้อนกนั ความต้องการอย่างหนึง่ ไมท่ ันหมดไป ความต้องการอีกอยา่ งหนง่ึ อาจเกดิ ขนึ้ ได้ ความ
ต้องการของมนษุ ยม์ ลี ำดับขนั้ ดังนี้
1. ความต้องการทางร่างกาย (Physiological Needs) เป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์เน้น
สิ่งจำเป็นในการดำเนินชีวิต เช่น อาหาร อากาศ ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ความต้องการพักผ่อน ความ
ต้องการทางเพศ
2. ความต้องการความปลอดภยั (Safety Needs) เปน็ ความตอ้ งการความม่ันคงในชีวิตท้ังท่ีเป็นอยู่ใน
ปัจจุบันและอนาคต ความเจรญิ กา้ วหนา้ ความอบอ่นุ ใจ
3. ความตอ้ งการทางสังคม (Social Needs) เป็นสง่ิ จูงใจทส่ี ำคญั ต่อการเกดิ พฤตกิ รรมต้องการใหส้ งั คม
ยอมรับตอนเองเปน็ สมาชิก ตอ้ งการความเป็นมิตร ความรกั จากเพือ่ นร่วมงาน

27
4. ความต้องการมีชื่อเสียง (Esteem Needs) มีความอยากเด่นในสังคม มีชื่อเสียง อยากให้มีคนยก
ยอ่ งสรรเสริญตนเอง อยากมคี วามเป็นเสรี
5. ความตอ้ งการความสำเร็จ (Self-Actualization Needs) เป็นความต้องการในระดบั สงู สดุ อยากให้
ตนเองประสบความสำเร็จทกุ อย่างในชวี ิต
สก็อตต์ (อ้างถึงใน ดวงพร หมวกสกุล.2556:107) ได้เสนอแนวคิดในเรื่องการจูงใจใหเ้ กิดความพอใจ
ตอ่ การทำงาน จะทำใหเ้ กดิ ผลเชงิ ปฏิบัตดิ ังน้ี
1. งานควรมสี ่วนสมั พันธ์กบั ความปรารถนาส่วนตวั งานนน้ั จะมคี วามหมายเกยี่ วกับผ้ทู ำ
2. งานนั้นต้องมีการวางแผนและวัดความสำเร็จได้ โดยใช้ระบบการทำงานและการควบคุมที่มี
ประสิทธิภาพ
3. เพอ่ื ให้ไดผ้ ลในการสรา้ งแรงจูงใจภายในเปา้ หมายของงาน จะต้องมลี ักษณะดังน้ี

3.1 คนทำงานมีสว่ นในการตงั้ เปา้ หมาย
3.2 ผู้ปฎบิ ัติไดร้ บั ทราบผลสำเร็จในการทำงานโดนตรง
3.3 งานนนั้ สามารถทำใหส้ ำเร็จ
สรุปไดว้ ่า เมื่อนำแนวคิดและทฤษฎีเกีย่ วกับความพึงพอใจมาประยุกต์ใชใ้ นการจัดกิจกรรมการเรยี นการ
สอน นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมเกิดความรักและสัมพันธ์กันระหว่างนักเรียนด้วยกันเถิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกนั
เลือกเรยี นรตู้ ามความถนัดและความสนใจ หาวิธกี ารแสวงหาความรู้แลกเปลีย่ นเรียนรูร้ ะหวา่ งกันและร่วมปฏิบัติงาน
เพื่อใหบ้ รรลุตามเปา้ หมายทีต่ ัง้ ไว้ จนสามารถคน้ หาความร้หู รอื แสวงหาคำตอบได้

6.3 แนวทางในการวดั ความพงึ พอใจ
การวัดความพงึ พอใจ หมายถงึ ความรู้สกึ ชอบ ความต้องการ ความพอใจ ความสุขเนอื่ งจากผลงานที่

ไดร้ บั มีความสำเรจ็ ตามความม่งุ หมาย วดั ความพงึ พอใจได้จากแบบวดั ความพงึ พอใจทผ่ี วู้ จิ ัยสรา้ งขน้ึ มีลักษณะเปน็ มา
ตราสว่ นประมาณค่า (Rating Scale) ซ่งึ ไดก้ ำหนดค่าออกเปน็ 5 ระดับ ตามวิธีของลเิ กิรต์ (Likert) บุญเรยี ง ขจรศลิ ป์
(2539 : 137) โดยพจิ ารณาเนอ้ื หา 3 ด้าน คอื

1. ด้านสาระการเรียนรู้ หมายถึง การประเมินความพึงพอใจเกี่ยวกับเนื้อหาการจดั การการเรียนรู้มี
ความเหมาะสมตอ่ นกั เรียน ระยะเวลาท่เี หมาะสม

2. ดา้ นการจดั การเรยี นรู้ หมายถงึ การประเมินความพงึ พอใจเก่ียวกบั การจัดการเรียนรูใ้ นข้ันนำเข้าสู่
บทเรียน ขั้นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นสรุป ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ความหลากหลายของการจัด
กจิ กรรม

3. ด้านสื่อการเรียนรู้ หมายถึง การประเมินความพึงพอใจเกี่ยวกับสื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ มี
ความหลากหลายน่าสนใจ สอดคล้องกับเนอ้ื หาสาระ

28
6.4 การประเมินความพึงพอใจ

สำนักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา (2545:65) ไดก้ ล่าวถึงการวัดและประเมนิ ผลด้านพิสัยของ
กลุ่มสาระต่างๆ ซึ้งประกอบด้วย ด้านเจตคติ ด้านความพึงพอใจ ด้านความสนใจการวัดและประเมินผลด้านพิสยั
สามารถสรา้ งได้หลายแบบแตน่ ิยมใช้กนั อย่างกว้างขวาง 2 แบบ คอื

1. แบบวัดการประมาณคา่ ตามมาตราของลเิ คอรท์ (Likert Scale) แบบวดั ชนิดนี้จะกำหมดขอ้ ความให้
ผู้เลอื กตอบตามความรูส้ กึ ของตนเองต่อข้อความทีก่ ลา่ วนั้นในระดับใด โดยกำหนดระดบั การวดั เป็น 5 ระดับ เช่น มาก
ท่สี ุด มาก ปานกลาง นอ้ ย และนอ้ ยท่ีสุด

2. แบบวัดเจตคตขิ องออสกดู (Osgood) แบบวัดประเภทนี้จะกำหนดคำคุณศัพทค์ ูท่ ี่ตรงกันข้ามและ
จัดเป็นชว่ งระหวา่ งคำคณุ ศพั ท์ ซ่งึ อาจเป็น 5,7,9 หรือ 11 ช่วง แลว้ แตก่ ำหนดประเด็นให้พจิ ารนาวา่ ผตู้ อบมีความคิด
ความรูส้ ึกตอ่ ประเดน็ เหลา่ นั้นไปในทิศทางใดในแต่ละค่คู ณุ ศพั ทน์ น้ั

พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2552:66-67) กล่าวว่า เครื่องมือวัดพฤติกรรมดา้ นพิสัยประเภทประมาณค่ามีหลาย
รูปแบบดงั นี้

1. มาตราประมาณค่าแบบบรรยาย (Descriptive Rating Scale) เป็นการใช้ข้อความบอกระดับที่
ผู้ตอบเลอื กพิจารนาเลอื กตอบ เชน่

การเรียนร้หู ลกั การวัดและประเมินผลต่อการศึกษามีประโยชน์ตอ่ ครู
 เหน็ ด้วยอย่างยิ่ง
 เห็นด้วย
 ไมแ่ น่ใจ
 ไมเ่ หน็ ดว้ ย
 ไมเ่ ห็นดว้ ยอยา่ งยง่ิ

2. มาตราส่วนประมาณค่าตัวเลข (Numerical Rating Scale) เป็นการใช้ตัวเลขบอกระดับที่ผู้
พิจารณาเลือกตอบเชน่

การเรียนรูห้ ลักการวดั และประเมินผลต่อการศึกษามีประโยชน์ต่อครู
54321
5 หมายถึง เห็นดว้ ยอย่างยง่ิ
4 หมายถึง เหน็ ดว้ ย
3 หมายถึง ไม่แนใ่ จ
2 หมายถึง ไม่เหน็ ด้วย
1 หมายถงึ ไม่เห็นด้วยอย่างยง่ิ

3. มาตราส่วนประมาณค่าแบบกราฟ (Graphic Rating Scale) เปน็ การใชเ้ ส้นตรงแบ่งเขตช่องบอก
ระดับการเลอื กเชน่

การเรยี นรู้หลักการวดั และประเมนิ ผลตอ่ การศึกษามีประโยชน์ตอ่ ครู

เห็นด้วยอย่างยิ่ง ไม่เห็น ด้วยอย่างย่งิ

29

4. มาตราประมาณค่าแบบใชส้ ญั ลกั ษณ์ (Symbolic rating Scale) เปน็ การใช้สญั ลักษณ์บอกระดับ
ที่ผตู้ อบพิจารนาเลอื กตอบ สัญลกั ษณท์ ใ่ี ชอ้ าจเป็นตัวอักษร หรือรปู ภาพ เชน่

การเรียนรู้หลักการวัดและประเมินผลต่อการศกึ ษามีประโยชน์ต่อครูเห็นด้วยอย่างยิง่ หรือ ไม่เหน็
ด้วยอยา่ งยิ่ง

5. การจดั อนั ดับ (Rating) เปน็ การใช้ตวั เลขแสดงการเรียงลำดบั ความสำคัญ หรือจัดเรยี งใหม่ เช่น
ส่ิงสำคัญทสี่ ดุ ในชวี ิตไดแ้ ก่

1. ภรรยา/สามี
2. ตวั เอง
3. บิดา/มารดา
4. บตุ ร
5. ญาติ
6. เพ่อื น
สรปุ ไดว้ า่ รปู แบบมาตราส่วนประมาณค่าน้ีหากกำหนดเปน็ ความรู้สกึ ความคดิ เห็น เจตคติ หรือ พฤตกิ รรม
ในเชิงสนับสนุน-ไม่สนับสนุนข้อความนั้น กำหนดตัวเลขเป็น 5 ระดับ เป็นการประมาณค่าของ ลิเคอร์ท ( Likert
Rating Scale) หากกำหนดคำคุณศัพท์ที่มีความหมายตรงกันข้ามโดยมีคำหรือตัวเลขแสดงระดับพฤติกรรมตั้งแต่
ตำ่ สดุ ไปจนถงึ สงู สดุ เป็นการประมาณค่าของออสกูด (Osgood) หรอื วิธหี าความแตกตา่ งของความหมาย (Semantic
Differential Scale)
การวิจัยครั้งน้ีผู้วิจัยจะศกึ ษาความพงึ พอใจของนกั เรียนท่ีไดร้ ับการจดั การเรยี นรู้ โดยให้นักเรียนทุกคนทำ
แบบประเมนิ ความพึงพอใจ ซึ่งแบบสอบถามมีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณคา่ (Rating Scale) ซึ่งได้กำหนดคา่
ออกเปน็ 5 ระดบั ตามวิธขี องลิเกิรต์ (Likert) ซง่ึ จะประเมินท้ัง 3 ดา้ น คอื ด้านการจัดการเรียนรู้ ดา้ นครผู ู้สอน และ
ด้านประโยชน์ทไี่ ด้รับ

7. งานวจิ ัยท่ีเกยี่ วข้อง
พิมพ์วิภา มะลิลัย (2563) ได้พัฒนาบทเรียนออนไลน์ วิชาภาษาจีนกลาง เรื่อง พินอิน ด้วย Google

classroom สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 พบว่า ค่าประสิทธิภาพของบทเรียนเท่ากับ 90.25/ 95.00 2)
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เรื่อง พินอิน ของผู้เรียนที่เรียนจากบทเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นหลงั
เรียน (Post-test) เทา่ กบั 90.25 ซงึ่ สงู กว่าเกณฑ์ท่กี ำหนด เท่ากบั ร้อยละ 80 และ 3) ความพึงพอใจของกล่มุ ตัวอยา่ ง
ท่มี ตี อ่ บทเรยี นออนไลน์ วิชาภาษาจีนกลาง เรอ่ื ง พินอิน อยใู่ นระดบั พอใจมากทสี่ ดุ

อรอรุ า นภาพนั ธ (2563) ไดศ้ กึ ษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของการจดั การเรียนการสอนแบบผสมผสานวชิ า
สังคมศึกษา ส 22101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้นวัตกรรม สื่อการสอนแบบผสมผสาน Google Classroom กับ
เอกสารประกอบการเรยี น พบว่า 1) การสอนโดยใชส้ ่อื ผสมผสาน Google Classroom กบั เอกสารประกอบการเรยี น
วิชาสังคมศึกษา ส 22101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยภาพรวมมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.19/88.75 ซึ่งมีค่าสูงกว่า
เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียน โดยใช้ สื่อผสมผสาน Google Classroom

30
กบั เอกสารประกอบการเรียน วชิ าสังคมศึกษา ส 22101 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 2 หลงั เรยี นมคี า่ สูงกว่า ก่อนเรยี น อย่าง
มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) นักเรียนมีความพึงพอใจการสอนโดยใชส้ ือ่ ผสมผสาน Google Classroom กับ
เอกสารประกอบการเรียน วิชาสงั คมศึกษา ส 22101 ชั้นมธั ยมศึกษาปที ี่ 2 เทา่ กับ 4.75 ระดับมากท่สี ุด

32

บทที่ 3
วธิ ีดำเนนิ การวิจยั

การวิจยั เรอื่ ง ผลการจดั การเรยี นรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์
Google Classroom เรอ่ื ง ความรู้และทักษะพ้นื ฐานเฉพาะทาง ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรยี น
ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 5 ในการวิจัยครั้งน้ี ผ้วู ิจัยได้ดำเนินการตามข้ันตอน ดงั น้ี

1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
2. รูปแบบการวิจัย
3. เคร่ืองมอื และการหาคุณภาพของเครือ่ งมอื ทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
4. การเก็บรวบรวมขอ้ มลู
5. การวเิ คราะห์ข้อมูล

1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

ประชากร คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา ประจำภาค
เรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 จำนวน 12 ห้อง รวมท้งั ส้นิ 349 คน

กลุ่มตัวอย่าง นกั เรียนระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5/6 โรงเรียนคณะราษฎรบำรงุ จังหวัดยะลา ประจำภาคเรยี นท่ี 2
ปีการศึกษา 2563 ประจำภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 หลักสูตรวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ จำนวน 1 ห้อง
จำนวน 39 คน โดยใชก้ ารสมุ่ แบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling)

2. รปู แบบการวจิ ยั

การวิจยั เร่ือง ผลการจัดการเรยี นรแู้ บบผสมผสาน (Blended Learning) ดว้ ยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์
Google Classroom เรอ่ื ง ความรูแ้ ละทกั ษะพ้นื ฐานเฉพาะทาง ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ของนกั เรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เป็นการวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) ซึ่งดำเนินการทดลองตามแบบแผนการ
ทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest – Posttest Design) ดังตารางที่ 4 (ล้วน สายยศ
และอังคณา สายยศ. 2538 : 249)
ตารางท่ี 3 แบบแผนการทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น

ทดสอบก่อนเรยี น การจัดการเรียนรแู้ บบ ทดสอบหลงั เรยี น
T1 รปู แบบซปิ ปา T2
X

ความหมายของสัญลักษณ์
T1 แทน การทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิก่อนเรยี น

33

X แทน จัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ดว้ ยกจิ กรรมการเรียนรู้
ออนไลน์ Google Classroom การทดสอบวัดผลสัมฤทธิห์ ลงั เรยี น

T2 แทน

3. เคร่อื งมอื และการหาคุณภาพของเครอ่ื งมือที่ใชใ้ นการวจิ ยั

ผลการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์
Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรียนช้ัน
มธั ยมศึกษาปีที่ 5 ใชเ้ ครื่องมอื ในการวิจยั ครง้ั น้ี ประกอบดว้ ย

3.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์
Google Classroom โดยใชร้ ปู แบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5E

3.2 แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียน เรือ่ ง ความร้แู ละทกั ษะพ้ืนฐานเฉพาะทาง
3.3 แบบทดสอบวดั ความพงึ พอใจของนักเรียนต่อการจดั การเรยี นรแู้ บบผสมผสาน (Blended Learning)
ดว้ ยกิจกรรมการเรยี นรอู้ อนไลน์ Google Classroom เร่อื ง ความรู้และทักษะพืน้ ฐานเฉพาะทาง

3.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์
Google Classroom โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E

การวิจัยเรื่อง ผลการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้
ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ประกอบด้วย 1 หน่วยการเรียนรู้ 4 แผนการเรียนรู้ จำนวน 8 คาบ ผู้วิจัยได้
ดำเนินการสรา้ งและหาคุณภาพเคร่ืองมอื ตามขนั้ ตอน ดังต่อไปน้ี

3.1.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พ.ศ.2551(ปรบั ปรงุ 2561) หลักสูตรสถานศกึ ษา
มาตรฐานรายวชิ า ตัวชวี้ ดั และคำอธบิ ายรายวิชา กล่มุ สาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี

3.1.2 ศกึ ษาทฤษฎี หลกั การ จติ วิทยาการสอนและวิธีการจดั การเรยี นรกู้ ารสอนแบบสบื เสาะหาความรู้
5E และการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom
นำไปใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้

3.1.3 ศึกษาวิธีการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้จากตำรา เอกสาร และงานวิจัย เพื่อเป็นแนวทางใน
การกำหนดกจิ กรรมการเรยี นการสอน

3.1.4 เขียนแผนการจัดการเรียนรู้ 1 หน่วยการเรียนรู้ คือ ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง
จำนวน 4 แผน ดงั ตารางที่ 5

34

ตารางท่ี 4 แผนการจดั การเรยี นรู้ 1 หนว่ ยการเรยี นรู้

หน่วยที่ แผนจดั การเรียนรู้ที่ เร่อื ง จำนวนชว่ั โมง
2 1 วัสดุ 2
2 เครื่องมอื พน้ื ฐานและการตัด ตอ่ และข้นึ วัสดุ 2
3 กลไก อุปกรณ์ไฟฟา้ และอเิ ลก็ ทรอนิกส์ 2
4 แผงควบคมุ ขนาดเล็ก 2

3.1.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้นเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญทางด้านการสอนจำนวน 5 คน
ตรวจสอบความสอดคลอ้ ง องคป์ ระกอบต่าง ๆ ภายในแผนการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้โดยให้ผ้เู ช่ยี วชาญประเมนิ หาค่า
ความเหมาะสม ตรวจสอบคุณภาพของแบบทดสอบด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยการหาดชั นีความสอดคล้อง
(Index of Congruence: IC) โดยพิจารณาค่าดัชนีความสอดคล้อง ซึ่งมีเกณฑ์การประเมิน ดังน้ี (สมบัติ ท้ายเรือคำ.
2551 : 96) ดงั น้ี

ให้คะแนน + 1 เมอ่ื แนใ่ จวา่ ขอ้ สอบนัน้ วัดไดต้ รงตามลกั ษณะพฤติกรรม
ให้คะแนน 0 เมอ่ื ไมแ่ น่ใจว่าขอ้ สอบนั้นวดั ได้ตรงตามลกั ษณะพฤตกิ รรม
ให้คะแนน - 1 เมอื่ แน่ใจวา่ ข้อสอบนั้นวัดไดไ้ ม่ตรงตามลกั ษณะพฤตกิ รรม
3.1.6 นำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผ่านการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไขแลว้ นำไปทดลองใช้
(Try Out) กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่เรียนในรายวิชาน้ี
เพ่ือดคู วามเหมาะสมของเนือ้ หา ภาษาทีใ่ ช้ เวลาท่ใี ชแ้ ต่ละกจิ กรรมการเรยี นรู้
3.1.7 นำแผนการจัดการเรียนรมู้ าปรบั ปรงุ แกไ้ ขอีกครั้งกอ่ นนำไปใช้จริง
3.2 แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน
3.2.1 ศกึ ษาหลกั สตู ร ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ยั ท่ีเกย่ี วขอ้ ง หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพน้ื ฐาน
พ. ศ. 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี
3.2.2 วเิ คราะหจ์ ุดประสงค์การเรยี นรู้และตัวช้ีวัดในรายวชิ า และ วเิ คราะหเ์ นอื้ หา เรื่อง ความรู้และ
ทกั ษะพืน้ ฐานเฉพาะทาง
3.2.3 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง
เป็นแบบทดสอบปรนัย 4 ตัวเลือก กำหนดให้ค่าคะแนนคือ ตอบถูกได้ 1 คะแนน และตอบผิดได้ 0 คะแนน
โดยสรา้ งแบบทดสอบวัดพฤติกรรมความรู้ 3 ระดบั คือ ความรู้ความจำ ความเขา้ ใจ การนำไปใช้ และการวิเคราะห์
รวมจำนวน 40 ข้อ
3.2.4 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง
จำนวน 40 ข้อ พร้อมคำตอบ เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านการสอนคอมพิวเตอร์ จำนวน 3 คน ตรวจสอบคุณภาพของ
แบบทดสอบด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา โดยกำหนดค่าดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item –
Objective Congruence: IOC) ของแบบทดสอบในแต่ละข้อที่นำไปใช้ได้ตั้งแต่ .67 ขึ้นไป (ล้วน สายยศ
และองั คณา สายยศ. 2543 : 248 -251)

35
3.3.6 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง
พร้อมคำตอบที่ผ่านการตรวจจากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไข แล้วนำไปทดลองใช้ (Tryout) กับนักเรียนที่ผ่าน
การเรียนกบั นักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6
3.3.7 นำผลของการทดลองใช้มาวิเคราะห์รายข้อเพื่อตรวจสอบความยากง่าย (p) และค่าอำนาจจำแนก (r)
ของแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียน เร่อื ง ความรู้และทกั ษะพน้ื ฐานเฉพาะทาง ซ่ึงผวู้ จิ ยั คดิ เลอื กข้อสอบให้เหลือ 20 ข้อ
โดยกำหนดค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง .20 - .80 และค่าอำนาจจำแนก (r) ต้ังแต่ .20 ข้ึนไป (ลว้ น สายยศ และองั คณา สายยศ.
2543 : 182 -185) ซง่ึ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่า IOC ตั้งแต่ .67 – 1.00 ค่าความยากงา่ ย (p) .21 - .79 และ
คา่ อำนาจจำแนก (r) ตงั้ แต่ .25 - .83 โดยมคี า่ ความเช่อื ม่ัน .88
3.3.8 นำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น เร่อื ง ความรู้และทักษะพนื้ ฐานเฉพาะทาง ไปใชใ้ น
การวิจัย

3.3 แบบทดสอบวัดความพงึ พอใจของนักเรียน
3.3.1 ศึกษาเอกสาร และรวบรวมงานวิจัยที่เกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบวัดความพึงพอใจของ

นักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน ( Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์
Google Classroom และวชิ าอ่ืนๆ

3.3.2 กำหนดกรอบเนอื้ หา ขอบข่าย โครงสร้างของคำถาม
3.3.3 สร้างแบบทดสอบวัดความพงึ พอใจของนกั เรยี นต่อการจัดการเรยี นรู้แบบผสมผสาน (Blended
Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง
ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้แบบมาตราส่วนประมาณค่าแบบ
ลิเคริ ์ท (Likert Scale) 5 ระดบั โดยมีเกณฑก์ ารให้คะแนน ดงั น้ี

ระดบั 5 หมายถงึ เห็นด้วยมากทสี่ ดุ
ระดบั 4 หมายถึง เห็นดว้ ยมาก
ระดับ 3 หมายถึง เหน็ ด้วยปานกลาง
ระดับ 2 หมายถงึ เหน็ ดว้ ยนอ้ ย
ระดบั 1 หมายถึง เหน็ ด้วยนอ้ ยทส่ี ุด
และกำหนดค่าเฉลีย่ ของความพึงพอใจตามเกณฑใ์ นการวเิ คราะห์ตามแนวคิดของเบสท์ (Best W. John.
1997 : 190) มีรายละเอยี ดดังนี้
คา่ เฉลย่ี 4.50 – 5.00 อยใู่ นเกณฑ์ พงึ พอใจมากทสี่ ุด
ค่าเฉลย่ี 3.50 – 4.49 อยู่ในเกณฑ์ พึงพอใจมาก
ค่าเฉล่ยี 2.50 – 3.49 อยใู่ นเกณฑ์ พึงพอใจปานกลาง
ค่าเฉลี่ย 1.50 – 2.49 อยใู่ นเกณฑ์ พึงพอใจนอ้ ย
ค่าเฉลยี่ 0.50 – 1.49 อยู่ในเกณฑ์ พงึ พอใจน้อยที่สดุ

36
3.4.4 นำแบบทดสอบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning)
ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง ในรายวิชาการ
ออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 เสนอตอ่ ผ้เู ช่ยี วชาญ และปรับปรงุ แก้ไข

4. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล

ดำเนินการเพือ่ เก็บรวบรวมขอ้ มูลการวิจัยตามลำดับขนั้ ตอน ดงั นี้
4.1 ศึกษาเอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กยี่ วขอ้ ง
4.2ผูว้ จิ ยั เตรยี มเครื่องมอื วจิ ัย ซง่ึ ประกอบดว้ ย

1) แผนการจดั การเรียนรูแ้ บบผสมผสาน (Blended Learning) ดว้ ยกจิ กรรมการเรียนรูอ้ อนไลน์
Google Classroomโดยใชร้ ูปแบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5E

2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง
ทผี่ ่านการหาคณุ ภาพเรยี บร้อยแลว้

4.3 ผ้วู ิจยั ทดสอบก่อนเรยี นโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน เรอื่ ง ความรูแ้ ละทักษะพ้ืนฐาน
เฉพาะทาง

4.4 ผู้วิจัยดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรยี นรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรม
การเรียนรอู้ อนไลน์Google Classroomโดยใชร้ ปู แบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E

4.5 ผ้วู ิจยั ทดสอบหลังเรียนโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐาน
เฉพาะทางกับนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 5/4

4.6 ผู้วิจัยนำแบบทดสอบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning)
ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะ ทาง
ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรยี นชน้ั มธั ยมศึกษาปที ่ี 5 ไปให้นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5/4

5. การวเิ คราะหข์ อ้ มลู

5.1 สถติ ทิ ใ่ี ช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู
5.1.1 สถติ ิพืน้ ฐาน
1. คา่ เฉล่ีย
2. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
5.1.2 สถิติทใ่ี ชใ้ นการตรวจสอบคุณภาพเครอื่ งมือ
1. การตรวจสอบคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา

โดยการหาดชั นีความสอดคล้อง (Index of Congruence: IC)
2. การหาความตรงเชิงเนื้อหา โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง(Index of Item Objective

Congruency: IOC) ของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบวัดการคิดวิเคราะห์และแบบทดสอบวัด
ความพึงพอใจต่อการจัดการเรยี นรู้รปู แบบซิปปา

3. การหาค่าความยากง่ายของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ

37
4. การหาค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน
5. การหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยใช้สูตร KR - 20
ของ คูเดอร์ – รชิ าร์ดสัน
6. การหาคา่ ความเชือ่ มั่นของขอ้ สอบความสามารถในการคดิ วิเคราะห์ โดยใชส้ ูตรสัมประสิทธิแ์ อลฟา
5.2.3 สถติ ทิ ี่ใช้ทดสอบสมมติฐาน
1. การวเิ คราะห์ความแตกตา่ งค่าเฉลีย่ ของคะแนนการทดสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น โดยใช้ t-test

38

บทท่ี 4
ผลการวิจัย

การวจิ ยั เร่อื ง ผลการจดั การเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ดว้ ยกิจกรรมการเรยี นรู้ออนไลน์
Google Classroom เร่ือง ความรู้และทกั ษะพ้ืนฐานเฉพาะทาง ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรียน
ชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 โดยการวิจัยในครง้ั น้ี เปรียบเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นของการจัดการเรยี นรู้แบบผสมผสาน
(Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง
ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนดว้ ยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรยี นรู้
ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี
ของนกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 5

สญั ลักษณท์ างสถติ ทิ ี่ใชก้ ารวิเคราะหข์ อ้ มลู

ผู้วิจัยได้กำหนดความหมายของสัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้เกิดความเข้าใจในการแปล
ความหมายและเสนอผลการวิเคราะหข์ อ้ มูลให้ถูกต้อง ตลอดจนส่อื ความหมายขอ้ มลู ที่ตรงกนั ดังน้ี

สญั ลักษณ์ n แทน จำนวนนักเรียนในกลมุ่ ตวั อย่าง
X แทน คะแนนเฉล่ีย
S.D. แทน ส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน

ลำดบั ขน้ั ตอนในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล

ตอนที่ 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning)
ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะ ทาง
ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี

ตอนที่ 2 ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน
(Blended Learning) ด้วยกจิ กรรมการเรยี นรูอ้ อนไลน์ Google Classroom เรอื่ ง ความรู้และทกั ษะพื้นฐานเฉพาะทาง

39

ผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล

ตอนที่ 1 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning)
ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง
ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี กอ่ นเรยี นและหลงั เรียน

ตารางที่ 5 เปรียบเทยี บผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning)
ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง
ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยีก่อนเรยี นและหลงั เรยี น

การทดสอบ n คะแนนเตม็ x S.D. t

กอ่ นเรยี น 37 20 8.22 1.57 2.03
หลงั เรียน 37 20 16.27 1.88

*นยั สำคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดับ .05

จากตารางท่ี 5 แสดงว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน

(Blended Learning) ด้วยกจิ กรรมการเรียนรอู้ อนไลน์ Google Classroom เรอ่ื ง ความรูแ้ ละทกั ษะพน้ื ฐานเฉพาะทาง

ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

โดยคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.27 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

เทา่ กบั 1.88 และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.03 (คะแนนนกั เรยี นรายบุคคล ในภาคผนวก ง )

40
ตอนที่ 2 ผลการศกึ ษาความพงึ พอใจของนักเรียนต่อการจดั การเรยี นรแู้ บบผสมผสาน (Blended
Learning) ดว้ ยกิจกรรมการเรยี นรอู้ อนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรแู้ ละทักษะพืน้ ฐานเฉพาะทาง

ตารางที่ 6 ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้
แ บ บ ผ ส ม ผ สา น ( Blended Learning) ด ้ วย ก ิ จ ก ร ร ม ก า รเ รี ย น ร ู ้ ออ น ไล น ์ Google Classroom
เร่อื ง ความรแู้ ละทักษะพ้นื ฐาน ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี

รายการ x S.D. ระดับความ
พงึ พอใจ

1. ด้านการจัดการเรยี นรู้

1.1 นักเรียนพอใจทเี่ นอ้ื หามีความสอดคล้องกับจดุ ประสงค์การ 4.41 .67 มาก
เรยี นรู้

1.2 กิจกรรมการเรียนรสู้ ง่ เสรมิ ให้นกั เรยี นเรียนรไู้ ด้มากข้นึ 4.38 .79 มาก

1.3 กิจกรรมการเรยี นรู้มีความสะดวกในการเขา้ ใช้งาน 4.50 .51 มากทส่ี ดุ

1.4 กิจกรรมการเรียนรทู้ เ่ี ปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รียนได้แลกเปลย่ี น 4.42 .74 มาก
เรยี นรรู้ ว่ มกนั

1.5 นักเรียนพอใจทม่ี ีการใหค้ ำแนะนำและชว่ ยเหลอื จากครผู ูส้ อน 4.46 .67 มาก

1.6 นกั เรยี นพอใจในการจัดกจิ กรรมการเรียนรเู้ พราะมีความ 3.79 .88 มาก
เหมาะสมกบั เวลา

เฉลย่ี 4.33 .27 มาก

2. ดา้ นครผู สู้ อน

2.1 นักเรียนพอใจที่ครูผู้สอนชี้แจ้งกิจกรรมการเรียนรู้แต่ละ 4.32 .65 มาก
เทคนิคใหน้ กั เรยี นเขา้ ใจอยา่ งชดั เจน

2.2 นักเรียนพอใจที่ครูผู้สอนส่งเสริมให้นักเรียนเกิด 4.85 .50 มากทีส่ ุด
ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์

2.3 นักเรียนพอใจที่ครูผู้สอนสร้างบรรยากาศให้ห้องเรียน 4.85 .50 มากที่สุด
เหมาะสมกับการเรยี นรู้

2.4 นักเรียนพอใจที่ครูผู้สอนมีการตั้งข้อคำถามระหว่างการ 4.64 .49 มากทส่ี ดุ
เรยี นรู้

2.5 นักเรียนพอใจที่ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความพึง 4.45 .60 มาก
พอใจในแตล่ ะกจิ กรรมการเรียนรู้

เฉลี่ย 4.63 .24 มากทส่ี ุด

41

ตารางที่ 6 (ตอ่ )

รายการ x S.D. ระดับความ
พึงพอใจ

2.4 นักเรียนพอใจที่ครูผู้สอนมีการตั้งข้อคำถามระหว่างการ 4.64 .49 มากท่ีสดุ
เรยี นรเู้ พือ่ กระตนุ้ ใหน้ ักเรยี นเกิดการคิดวเิ คราะห์

2.5 นกั เรยี นพอใจท่คี รูเปดิ โอกาสใหน้ กั เรยี นไดแ้ สดงความพึง 4.45 .60 มาก
พอใจในแตล่ ะกจิ กรรมการเรียนรู้ 4.63 .24 มากท่สี ุด

เฉล่ยี 4.64 .49 มากทส่ี ุด
4.64 .49 มากทสี่ ดุ
3. ด้านประโยชนท์ ไ่ี ดร้ บั 4.45 .60
4.45 .60 มาก
3.1 นักเรียนพอใจการจัดการเรียนรู้ทำให้นักเรยี นเขา้ ใจเน้อื หา 4.32 .65 มาก
ไดง้ ่ายข้นึ 4.32 .65 มาก
4.47 .14 มาก
3.2 นักเรียนพอใจการจัดการเรียนรู้ทำใหเ้ กิดความสามารถใน 4.47 .15 มาก
การคิดวิเคราะห์ มาก

3.3 นักเรียนพอใจการจัดการเรียนรู้ช่วยให้นักเรียนสร้าง
ความรูด้ ้วยตนเองได้

3.4 นักเรียนพอใจ การจัดการเรียนรู้ทำให้นักเรียนนำวิธีการ
เรยี นรูไ้ ปใช้ในวชิ าอน่ื ๆได้

3.5 นักเรียนพอใจการจดั การเรยี นรู้ทำให้นักเรยี นพฒั นาทกั ษะ
การคดิ ทส่ี ูงขน้ึ

3.6 นักเรียนพอใจกิจกรรมการเรียนรู้นี้ส่งเสริมการทำงาน
รว่ มกบั ผู้อน่ื

เฉลีย่

เฉลย่ี รวม

จากตารางที่ 6 แสดงความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียน
ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน ( Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์
Google Classroom เร่อื ง ความรแู้ ละทกั ษะพน้ื ฐาน ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยีอยู่ในระดับมาก
โดยด้านครูผู้สอน โดยรวมมีค่าเฉลี่ย 4.63 มีค่าเบี่ยงเบน .24 อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา ด้านประโยชน์ที่ได้รับ
มีคา่ เฉลยี่ 4.33 คา่ เบ่ียงเบน .27 และด้านการจัดการเรียนรู้ มีค่าเฉลยี่ 4.33 ค่าสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน .27

42

บทที่ 5
บทย่อ สรปุ ผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ

บทยอ่

1. วตั ถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย
1.1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน ( Blended Learning)

ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทกั ษะพื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและ
เทคโนโลยี ของนกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5 กอ่ นเรียนและหลังเรยี น

1.2 เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบ
ผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะ
พื้นฐาน ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยอี ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 5
2. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

2.1 ประชากร นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา
ประจำภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 12 หอ้ ง รวมท้งั สนิ้ 349 คน

2.2 กลุ่มตัวอย่าง นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/4 โรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จังหวัดยะลา
ประจำภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563 ประจำภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2563 หลักสูตรวทิ ยาศาสตร์-คณติ ศาสตร์
จำนวน 1 หอ้ ง จำนวน 37 คน โดยใชก้ ารสุ่มแบบกลมุ่ (Cluster Random Sampling)
3. เคร่ืองมอื การวจิ ยั

เครอ่ื งมอื ในการวิจัย ประกอบด้วย
3.1 แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์
Google Classroom โดยใช้รูปแบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E จำนวน 4 แผน
3.2 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เรอื่ ง ความรูแ้ ละทกั ษะพน้ื ฐานเฉพาะทาง
3.3 แบบทดสอบวัดความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจดั การเรียนรูแ้ บบผสมผสาน (Blended Learning)
ดว้ ยกจิ กรรมการเรยี นรอู้ อนไลน์ Google Classroom เร่ือง ความรู้และทกั ษะพื้นฐานเฉพาะทาง
4. วธิ กี ารดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล
ดำเนินการเพื่อเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู การวจิ ัยตามลำดับขั้นตอน ดังนี้
4.1 ศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้อง
4.2 ผวู้ ิจัยเตรยี มเครือ่ งมอื วจิ ยั ซ่ึงประกอบด้วย

1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้
ออนไลนG์ oogle Classroomโดยใช้รูปแบบการสอนแบบสบื เสาะหาความรู้ 5E

2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง
ท่ีผา่ นการหาคณุ ภาพเรียบรอ้ ยแลว้

43
4.3 ผวู้ จิ ยั ทดสอบก่อนเรยี นโดยใชแ้ บบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน เร่ือง ความรูแ้ ละทักษะพื้นฐาน
เฉพาะทาง
4.4 ผู้วิจัยดำเนินการสอนตามแผนการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรม
การเรียนรู้ออนไลน์Google Classroomโดยใชร้ ปู แบบการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5E
4.5 ผวู้ จิ ยั ทดสอบหลังเรยี นโดยใช้แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน เรื่อง ความรแู้ ละทักษะพื้นฐาน
เฉพาะทางกับนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5/4
4.6 ผู้วิจัยนำแบบทดสอบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning)
ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง ในรายวิชาการ
ออกแบบและเทคโนโลยี ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 5 ไปให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5/4
5. การวิเคราะหข์ อ้ มลู
5.1 วิเคราะห์เปรียบเทียบข้อมูลโดยพิจารณาคะแนนการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้
เร่ือง ความรแู้ ละทักษะพืน้ ฐานเฉพาะทางกบั นักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 5/4 จำนวน 37 คน หลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียน
อย่างมีนัยสำคัญ .05
5.2 วิเคราะห์ข้อมูลโดยพิจารณาคะแนนการทำแบบแบบทดสอบวัดความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้
แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกจิ กรรมการเรยี นรูอ้ อนไลน์ Google Classroom เร่ือง ความรูแ้ ละทกั ษะ
พ้ืนฐานเฉพาะทาง ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี ของนักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 5 อย่ใู นระดับมาก

สรปุ ผลการวจิ ยั

1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทางกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
หลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียน อยา่ งมีนัยสำคญั .05

2. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้
ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี
ของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 5 อยูใ่ นระดบั มาก

อภปิ รายผลการวิจัย

อภิปรายผลได้ดังนี้
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทางกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
หลงั เรียนสูงกว่ากอ่ นเรียน อย่างมีนัยสำคัญ .05

ทัง้ น้เี น่ืองจากการจดั การเรยี นรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ดว้ ยกจิ กรรมการเรียนรู้ออนไลน์
Google Classroom เร่ือง ความรู้และทกั ษะพืน้ ฐานเฉพาะทาง ในรายวชิ าการออกแบบและเทคโนโลยี ของนกั เรยี น
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning)
ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง ในรายวิชาการ
ออกแบบและเทคโนโลยี หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนหลังเรยี น คา่ เฉล่ียเทา่ กบั 16.46 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากบั 1.80 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

44
เท่ากับ 2.03 (คะแนนนักเรียนรายบุคคล ในภาคผนวก ง ) ซึ่งในการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน
(Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เป็นการเรียนรู้แบบผสมผสาน
เป็นการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนออนไลน์เข้ากับการเรียนในห้องเรียนแบบดั้งเดิมที่มีการเรียน
แบบเผชิญหน้ากันเข้าด้วยกนั โดยการเลือกใชค้ ุณลักษณะที่ดีทีส่ ุดของการสอนในห้องเรียนและคุณลกั ษณะทีด่ ที ่สี ุด
ของการสอนออนไลน์เพื่อเติมเต็มช่องว่างระหว่างกัน เพื่อให้ผู้เรียนสามารถเรียนได้อย่างอิสระและตอบสนองตอ่
ความต้องการส่วนบคุ คลของผู้เรยี น ทำให้ผู้เรียนพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ของตนเองไดด้ ีขึ้น ในงานวิจัยนี้
ผู้วิจัยได้ใช้ระบบ Google Classroom จัดการชั้นเรียนแบบออนไลน์ เป็นบริการหนึ่งบนระบบออนไลน์
ของบริษทั Google ออกแบบมาเพือ่ ช่วยให้ครสู รา้ งและเก็บงานไดโ้ ดยไมต่ ้องสน้ิ เปลืองกระดาษและไม่เสียค่าใช้จ่าย
ครูผู้สอนสามารถประยุกต์กับการจัดการเรียนรู้ ในชั้นเรียนของตนเองได้ ทั้งการเช็คชื่อนักเรียน การส่งงาน
การบันทึกคะแนน การทดสอบ ออนไลน์ รวมทั้งการมีปฏิสัมพันธ์กับนักเรียนแบบออนไลน์ สอดคล้องกับงานวิจัย
ของ อรอุรา นภาพันธ (2563) พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียน โดยใช้ สื่อผสมผสาน
Google Classroom กับเอกสารประกอบการเรียน วิชาสังคมศึกษา ส 22101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หลังเรียน
มีค่าสงู กวา่ ก่อนเรยี น อยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ิทร่ี ะดับ .05

2. ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรมการเรียนรู้
ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง ในรายวิชาการออกแบบและเทคโนโลยี
ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 5 อยใู่ นระดบั มาก

ทั้งนี้เนื่องจาก ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบผสมผสาน (Blended Learning) ด้วยกิจกรรม
การเรียนรู้ออนไลน์ Google Classroom เรื่อง ความรู้และทักษะพื้นฐานเฉพาะทาง ในรายวิชาการออกแบบ
และเทคโนโลยี ของนักเรียนชัน้ มัธยมศึกษาปีท่ี 5 อยู่ในระดับมาก ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนเรียนรู้แบบผสมผสาน
เป็นการเรียนรู้ที่ผสมผสานระหว่างการเรียนออนไลน์เข้ากับการเรียนในห้องเรียนแบบดั้งเดิมที่มีการเรียน
แบบเผชิญหน้ากันเข้าด้วยกัน ซึ่งความรู้สึกพึงพอใจของนักเรียนที่เกิดขึ้นเมื่อนักเรียนได้รับความรู้สึ กที่ดี
ความพึงพอใจในการเรียน เต็มใจในการร่วมกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอน และมีผลทำให้การดำเนิน
กิจกรรมการเรียนการสอนของครูบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ นักเรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมเกิดความรัก
และสัมพันธ์กันระหว่างนักเรียนด้วยกันเถิดสัมพันธภาพที่ดีต่อกัน เลือกเรียนรู้ตามความถนัดและความสนใจ
หาวิธีการแสวงหาความรู้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันและร่วมปฏิบัติงานเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของ อรอุรา นภาพันธ (2563) นักเรียนมีความพึงพอใจการสอนโดยใช้สื่อผสมผสาน
Google Classroom กับเอกสารประกอบการเรียน วิชาสังคมศึกษา ส 22101 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เท่ากับ 4.75
ระดับมากทส่ี ุด

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะในการวิจยั ต่อไป
1. การสังเคราะหต์ ัวแบบการเรยี นรแู้ บบผสมผสานเนื้อหาและกจิ กรรมการเรยี น มกี ระบวนการดำเนินงาน
หลายขั้นตอนซึ่งใช้เวลามาก ดังนั้นจึงควรมีการวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อลดขั้นตอนในการดำเนินงาน
ท้งั นีโ้ ดยไม่กระทบตอ่ ประสิทธภิ าพและขอบเขตของเนอื้ หา
2. .ควรมีการวิจัยโดยใชต้ ัวแบบการเรียนรูแ้ บบผสมผสานกับวิธีการสอนแบบอื่น ๆ เช่น วิธีการสอนแบบ
โครงการ หรอื วธิ กี ารสอนแบบสถานการณจ์ ำลอง

ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version