100 ป คุณพอ พลเอก นพ พิณสายแกว 16 สิงหาคม 2566 คิดดี ทำดี ทำใจผองใส
100 ป คุณพอ พลเอก นพ พิณสายแกว 16 สิงหาคม 2566
C 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว ชีวประวัติ พลเอก นพ พิณสายแกว
1 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว บิดา นายชื่น พิณสายแกว มารดา นางเล็ก พิณสายแกว ภูมิลำเนา บานเลขที่ตอนวัยเยาว 1891 ตำบลบางพลัด อำเภอบางกอกนอย จังหวัดธนบุรี เกิด ปกุน 16 สิงหาคม 2466 พี่นองรวมบิดา-มารดา 5 คน (4 คนถึงแกกรรมกอน) ภริยา 1. นางสมศิริ สวัสดิไชย (ถึงแกกรรม) 2. นางสมมุข ภมรทัต (พิณสายแกว) บุตรชาย –หญิง (มารดา นางสมศิริ) 1. พลโทหญิง สุรียพร คุณาไทย สมรส พลเอก ชูศิลป คุณาไทย 2. พลเอก อภิชัย พิณสายแกว 3. นายอภิชาติ พิณสายแกว 4. นายอภิเชษฐ พิณสายแกว หลาน ชาย 6 คน หญิง 1 คน เหลน ชาย 1 คน หญิง 3 คน ที่อยูระหวางรับราชการ 662/63 ซอย 52 ถนนจรัญสนิทวงศ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพฯ ยายบานไปอยูที่ 111/1 หมูที่ 4 แขวงทาแรง เขตบางเขน กรุงเทพฯ กําเนิด
2 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว พ.ศ. สถานศึกษา 2483 โรงเรียนวัดบวรนิเวศ 2484 โรงเรียนเตรียมทหารบก 2487 โรงเรียนนายรอยทหารบก 2492 อุปสมบทวัดบวรนิเวศวิหาร 2497 หลักสูตรทางทหาร Basic infantry officer course and motor officer course ที่ Fort Benning เมือง Columbus รัฐ Georgia สหรัฐอเมริกา 2501 โรงเรียนเสนาธิการทหารบก 2506 โรงเรียนการประชาสัมพันธ สำนักนายกรัฐมนตรี 2507 โรงเรียนการรบรวม กองบินยุทธการ ทหารบก 2514 หลักสูตรวิทยาการทัพบก (วทบ.) ชุดที่ 13 2520 หลักสูตรวิทยาลัยปองกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุนที่ 20 การศึกษา
3 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว วาที่รอยตรี 1 มีนาคม 2488 รอยตรี (ร.ต.) 1 ตุลาคม 2488 รอยโท (ร.ท.) 1 มกราคม 2491 รอยเอก (ร.อ.) 1 มกราคม 2495 พันตรี (พ.ต.) 1 มกราคม 2501 พันโท (พ.ท.) 1 ตุลาคม 2505 พันเอก (พ.อ.) 1 ตุลาคม 2508 พลตรี (พล.ต.) 1 ตุลาคม 2521 พลโท (พล.ท.) 1 ตุลาคม 2524 พลเอก (พล.อ.) 30 พฤษภาคม 2539 (เปนกรณีพิเศษ) ยศทางทหาร
4 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว 2494 รอง ผบ.รอย บก.พัน.ร. กรมผสมที่ 1 2495 ผบ.รอย 2 พัน.ทหารราบ กรมการทหารบก 2496-2497 ผบ.รอย 4 พัน 1 รอย 1 กรมผสมที่4 2498 นายทหารฝายยุทธการและการฝก กองพันทหารราบที่ 1 กรมผสมที่ 4 2499 ประจำแผนกยุทธการ ศูนยการทหารราบ 2501 นายทหารนักเรียน รร.เสนาธิการทหารบก 2502 ประจำแผนกศูนยการทหารราบ 2503-2506 นายทหารฝายเสนาธิการ โรงเรียนนายรอยพระจุลจอมเกลา 2508-2512 นายทหารฝาย เสนาธิการประจำกรมกำลังพลทหารบก 2513 หัวหนากอง กรมกำลังพลทหารบก กองทัพบก 2515-2517 นายทหารฝายเสนาธิการประจำสำนักงานผูบังคับบัญชา 2520 รองเจากรมกำลังพลทหารบก 2521 เจากรมกำลังพลทหารบก (ยศพลตรี) 2524 ผูชวยเสนาธิการทหารบกฝายกำลังพล (ยศพลโท) 2526 เกษียณราชการ ตําแหนงรับราชการ
5 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว 2488-2489 ไปราชการสนามเนื่องในกรณีฉุกเฉิน สงครามมหาเอเชียบูรพา 2494-2495 รวมรบกับสหประชาชาติ ในสงครามเกาหลี 2501 ระหวางประกาศใชกฎอัยการศึก 2500-2501 2507-2526 ปฏิบัติราชการปราบปราม ผกค. 2509 ปฏิบัติราชการสนามพิเศษ ในประเทศที่สาม 2522 มีพระบรมราชโองการโปรดเกลาฯ ใหเปนราชองครักษเวร 2522 มีพระบรมราชองการโปรดเกลาฯ ใหเปนนายทหารพิเศษ ประจำกรมทหารราบที่ 1 มหาดเล็ก รักษาพระองค ราชการพิเศษ
6 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว 2493 เบญจมาภรณมงกุฏไทย 2495 เหรียญชัยสมรภูมิเกาหลี 2496 เบญจมาภรณชางเผือก 2500 จัตุรถาภรณมงกุฎไทย 2504 จัตุรถาภรณชางเผือก 2506 ตริตาภรณมงกุฎไทย 2509 ตริตาภรณชางเผือก 2513 ทวีติยาภรณมงกุฏไทย 2514 เหรียญพิทักษเสรีชน และเหรียญราชการชายแดน 2515 ทวีติยาภรณชางเผือก 2522 ประถมาภรณมงกุฎไทย 2525 ประถมาภรณชางเผือก 2526 มหาวชิรมงกุฎ 2536 มหาปรมาภรณชางเผือก เครื่องราชอิสริยาภรณและเหรียญราชการ
7 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว บรรพบุรุษนิรนาม นางจันทร์ –นายหนู เหมือนทอง นางจีน+นายค า ประโมทะกะนางเพียร+นายเอี่ยม ทรัพย์ประดิษฐ์นางมอญ+นายโม่ พ่วงพันธ์งามนายเชยอธิสุข+นางสังวาลย์ นายวิเชียรอธิสุข+นางพาชื่น นางเล็ก+นายชื่น พิณสายแก้ว นายศิริ พิณสายแก้ว+นางประยงศ์นางน้อย+ร.ต.ท.สังเวียน พ่วงพันธ์งามนายนิต พิณสายแก้ว+นางสนพล.อ.นพ พิณสายแก้ว+นางสมศิริร.ท.จ ารัส พิณสายแก้ว+นางเสาวลักษณ์ นางค า+นายแม้น นายปรีชา พิณสายแก้ว นายอารีย์ พิณสายแก้ว นางฉวีวรรณ บุญเลิศ นายวิสิทธิ์ พ่วงพันธ์งาม พล.ต.วิทยา พ่วงพันธ์งาม นายประพันธ์ พ่วงพันธ์งาม นางทัศนีวัลย์ พิณสายแก้ว นางพรรณิภา แย้มพันธ์ นางจิราภรณ์ มีค า พล.ท.หญิง สุรีย์พร + พล.อ.ชูศิลป์ คุณาไทย พล.อ.อภิชัย พิณสายแก้ว+ นางจิตรา นายอภิชาติพิณสายแก้ว นายอภิเชษฐ์ พิณสายแก้ว นายจ ารัส (พิณสายแก้ว)สิทธิพงศ์
9 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว คํานิยม
11 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว สารจากประธานมูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอก เปรม ติณสูลานนท
12 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว
13 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว
14 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว สารจากรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมและนายกสภาทหารผานศึก
15 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว สารจากประธานวุฒิสภา
16 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว สารจากนายกสมาคมทหารผานศึกเกาหลีในพระบรมราชูปถัมภ
17 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว
18 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว สารจาก คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี
19 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว สารจากเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจําประเทศไทย
20 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว สารจากผูอํานวยการองคการสงเคราะหทหารผานศึก
21 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว ความทรงจําของผมกับ พล.อ.นพ พิณสายแกว คุณหมอสุรีย�พร คุณาไทย บุตรสาวคนโตของ พล.อ. นพ พิณสายแก�ว ได�บอกกับผมว�า จะทําบุญให�คุณพ�อเนื่องในวาระที่ พล.อ.นพ พิณสายแก�ว หรือที่ผมเรียกติดปากว�า “พี่นพ” จะมีอายุครบ 100 ป� และขอให�ผมซึ่งเป�นญาติพี่น�องที่ใกล�ชิดกัน ได�เขียนความทรงจําเกี่ยวกับพี่นพ เท�าที่ผมพอจะจําได� ย�อนไปในอดีต เมื่อคราวพ�อและแม�ของผม (นายเชย-นางสังวาลย� อธิสุข) ได�ย�ายบ�าน ที่พักอาศัยจากบ�านเดิมที่อยู�ในซอยจรัญสนิทวงศ� 42 บางยี่ขัน มาอาศัยอยู�ที่บ�านคุณแม�ของพี่นพ (คุณป�าเล็ก) อยู�เป�นระยะเวลานานพอสมควร เพื่อหาสถานที่ปลูกบ�านใหม� จนได�รับความกรุณาจาก ญาติผู�ใหญ�ขายที่ดินให�แปลงหนึ่งเพื่อปลูกบ�านอยู�ติดกับทางเดินสาธารณะข�างคลองบางจากในละแวก วัดเปาโรหิตย�กับวัดทอง คลองบางจาก ซึ่งอยู�ไม�ไกลจากที่บ�านคุณแม�ของพี่นพมากนัก จึงเป�นโอกาส ที่ผมและพี่นพได�ใกล�ชิดสนิทสนมกันมาตั้งแต�บัดนั้น ในช�วงระยะเวลาต�อมา พี่นพซึ่งรับราชการทหารก็ได�ไปปฏิบัติหน�าที่อยู�ต�างจังหวัด เป�นเวลานาน ก�อนที่จะได�ย�ายเข�ามาปฏิบัติหน�าที่อยู�ที่กรมกําลังพลทหารบก ในกรุงเทพฯ ซึ่งช�วงนั้นเอง พี่นพได�ตัดสินใจปลูกบ�านใหม�อยู�ติดกับบ�านครอบครัวของผม เพื่อความสะดวก ในการเดินทางไปทํางาน ทําให�ครอบครัวของผมมีเพื่อนบ�านที่อบอุ�นและมีความใกล�ชิดกันมาก ขึ้นไปอีก จนในระยะหลัง ซึ่งพี่นพได�ย�ายไปอยู�บ�านที่ย�านรามอินทราแล�ว ซึ่งถือว�าไกลพอสมควร กับบ�านเดิมของท�านที่ย�านคลองบางจาก ผมยังคงติดต�อและไปมาหาสู�กับพี่นพที่บ�านรามอินทรา ของท�านอยู�เป�นประจําเท�าที่โอกาสจะเอื้ออํานวย รวมถึงได�มีโอกาสได�ร�วมฉลองวันเกิดของพี่นพ และงานทําบุญเลี้ยงพระในโอกาสอันมงคลอยู�เสมอ ๆ และยังถือเป�นโอกาสให�ญาติพี่น�องได�พบปะกัน อีกด�วย ตามปกติแล�ว พี่นพถือได�ว�าเป�นผู�ที่มีสุขภาพแข็งแรงมากมาโดยตลอด มีวินัยในการ ออกกําลังกายอย�างสมํ่าเสมอแม�จะมีอายุมากแล�ว ท�านเป�นผู�ที่มีจิตใจแจ�มใส มีความเมตตาและ ความโอบอ�อมอารีต�อญาติพี่น�อง ลูกหลาน และมิตรสหายทุกคนไม�ว�าจะใกล�ชิดมากหรือไม�มาก ซึ่งเมื่อถึงคราวเดือดร�อนไปขอความช�วยเหลือ พี่นพก็ไม�เคยเกี่ยงงอน จะช�วยเหลือเท�าที่ท�าน จะช�วยเหลือเกื้อกูลได� จึงถือว�าพี่นพเปรียบเสมือนร�มไทรใหญ�ของญาติพี่น�องและลูกหลานโดยแท� ในโอกาสอันเป�นวันสําคัญครบรอบอายุ 100 ป� ของพี่นพ ในป� 2566 นี้ ผมในฐานะ ญาติพี่น�องคนหนึงของท�าน ขอร�วมแสดงความยินดีที่พี่นพมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดีตามวัย และขออารธนาคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ได�โปรดปกป�องรักษาให�พี่นพ มีความสุขกาย สุขใจ สุขภาพร�างกายแข็งแรง และเป�นร�มโพธิ์ ร�มไทรของญาติพี่น�อง ลูกหลาน ไปตราบนานเท�านาน วิเชียร อธิสุข อดีตรองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร�และเทคโนโลยี 12 กรกฎาคม 2566
23 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว 23 เรื่องราวในชีวิต
25 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว ชีวิตแรกเกิดจนถึงเริ่มวัยเรียน ขาพเจาเกิดเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2466 ณ บานสวนในคลองบางจาก ตำบลบางพลัด อำเภอบางกอกนอย จังหวัดธนบุรี (ซึ่งขณะนั้นยังไมรวมกับจังหวัดพระนคร) ไมมีถนนรถยนต จะไปไหนมาไหนตองเดินไปตามทางเดินสาธารณะ หรือทางเดินในสวน ถาไปไกลหนอย ก็ตองไปเรือตามลำคลอง ในครอบครัวมีแมเปนหัวหนาครอบครัว พอตายตั้งแตขาพเจา อายุ 2 ขวบ จึงจำหนาพอไมได มียายอายุใกล 80 ปอยูดวย มีพี่นองรวมกัน 5 คน พี่ชายคนโตชื่อ พี่ศิริ รองลงมาเปนพี่สาวชื่อ พี่นอย พี่คนที่สามชื่อ พี่นิตย ขาพเจา เปนคนที่ 4 มีนองชายคนเดียวชื่อ จำรัส ตอนเปนเด็กเล็ก ๆ ไมตองรับผิดชอบงานการอะไร ที่เปนเรื่องเปนราว สวนใหญก็วิ่งเลนกันในบรรดาพี่นองและญาติรุนราวคราวเดียวกัน ซึ่งมีบานอยูใกล ๆ กีฬาที่เลนก็คือกีฬาพื้นบาน เชน ลูกหิน ลูกขาง ตีวงลอแขงกัน ขี่มากานกลวย กีฬาที่เลนเปนกลุมก็พวก ตี่จับ ไมหึ่ง เสือตบตูด ถาเปนหนารอนหรือ หนาน้ำ ก็เลนกระโดดน้ำหรือวายน้ำในคลอง บางครั้งถามีเรือบดก็เลนเรือบดลำเล็ก ๆ นั่งไดไมเกิน 2 คน สำหรับงานการที่อาจถูกใชใหทำก็มีพวกเก็บพริก เก็บมะนาว เก็บผักตาง ๆ โตขึ้นมาหนอยก็มีขูดมะพราว ตำน้ำพริก คั้นกะทิ ชวยกันรองน้ำฝนหรือ ตักน้ำใสตุม แตที่ขี้เกียจที่สุดคือการถูเรือน เมื่อยามวางจากการเลนหรือถูกใชงานก็มักจะ ขึ้นปนปายตนไม เก็บผลไมกิน ไดแกละมุด ชมพู โดยมีผลไมที่มีอยูเกือบตลอดเวลาคือ กลวยน้ำวา และกลวยหอม ในตอนเย็นหลังอาหาร ก็มักจะมานั่งรวมกันที่ลานหนาบาน พอพลบค่ำก็ขึ้นบาน (ใตถุนสูง) ซึ่งบางวันก็มีญาติที่บานอยูบริเวณใกลเคียงมาคุยดวยกับแม และพี่ศิริพี่นอย สวนพวกเราตัวเล็ก ๆ ก็นั่งบางนอนบาง ฟงเขาคุยกันพักเดียวก็หลับไปจน เขาเลิกคุย พอญาติกลับบานจึงถูกปลุกใหไปเขามุงนอน ชีวิตความเปนอยูในชวงนี้ที่ชอบ มากที่สุดนอกจากการ เลนแลวก็คือการไดตามผูใหญไปดูงานตามวัด ซึ่งจะมีภาพยนตรบาง ลิเกบาง ละครรำบาง บางทีก็มีหุนกระบอก หนังตะลุง โขน บางครั้งตองเดินไปตามทางใน สวนจึงจะถึงที่ที่มีงาน ถาเดือนหงายก็เดินสะดวก แตถาเดือนมืดก็ตองอาศัยแสงดาว หรือคบไฟหรือไฟฉายนำทาง พอตอนอายุประมาณ 5 ขวบ ก็เริ่มหัดอานหนังสือ โดยพี่ชายคนโตสอนใหในตอนค่ำ ขาพเจาพรอมหนังสือนั่งอานบนพื้นที่เปนระเบียง ภายในบานซึ่งมีหลังคา สวนพี่ผูสอน นั่งบางเอนหลังบาง ถือไมเรียวอยูบนพื้นบานที่สูงกวา พื้นระเบียง สอนใหอานตัวอักษรกับตัวสระและการผสมออกเสียง ตอนไหนถาเรางวงสัปหงก ก็ตีไมเรียวลงมาตองสะดุงตื่น เปนอยูเชนนี้นานพอสมควรจึงไปเรียนหนังสือกับพระที่วัด ใกลบาน
26 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว ชีวิตวัยเรียนชั้นประถมถึงมัธยม ชีวิตในวัยเรียนเริ่มตนที่วัดใกลบาน คือวัดเปาโรหิต พระทานเปดสอนเด็ก ที่มีบานอยูบริเวณใกลเคียงกับวัด มีเพื่อน ๆ มาเรียนกันประมาณ 10 คน เรียนอยูจนถึง อายุ 7 ขวบจึงไปเขาเรียนชั้นประถมหนึ่งเมื่อป พ.ศ. 2473 ที่โรงเรียนวัดบวรมงคล ซึ่งเปนโรงเรียนรัฐบาล อยูหางจากบานเปนระยะทางประมาณ 1 กม. ตองเดินทางจากบาน ไปโรงเรียนตามทางรถไฟสายพระยาวรพงษ ตอนเย็นกลับถึงบานก็หิว ตองขึ้นตนไม หาผลไมใสทอง ที่สวนจะมีละมุด ชมพู มะมวง มะปราง ขนุน สมโอ มังคุด กะทอน ทุเรียน แลวแตฤดูกาลของ ผลไมซึ่งมีตลอดทั้งป ในชวงนี้เริ่มโตขึ้นบาง นอกจากเรียนหนังสือ แลว ในวันหยุดหรือ ปดเทอมก็ตองชวยเหลืองานในสวนบาง เชนรดน้ำตนไมตนใหญ ๆ ถางหญา ตัดและปลูกตนไม หรือไมก็ลอกทองรองสวนซึ่งชอบมาก เพราะจะไดมีโอกาสจับ ปลาตัวใหญ ๆ และกุงดวย ทำใหสนุกสนานมากขึ้น สวนดานการเรียนนั้น ไดเรียนจนจบชั้นประถมปที่ 4 อันเปนชั้นสูงสุดของโรงเรียน นี้ ดังนั้นจึงตองไปเขาเรียนตอชั้นมัธยม 1 ที่ โรงเรียนมัธยมวัดบวรนิเวศ เมื่อ ป พ.ศ. 2477 โดยคุณนาเชย อธิสุข เปนผูนำไปฝากใหอยูกับ พระครูปริตโกศล ที่วัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อเรียนหนังสือ โดยไมตองเสียคาเลาเรียน และไมตองเดินทางไปโรงเรียน เนื่องจาก ระยะทางคอนขางไกลจากบาน ไมสามารถไปเรียนหนังสือไดทัน ขาพเจาตองมาอยูที่วัดเพื่อเรียนหนังสือ เมื่อมีอายุยางขึ้น 11 ขวบ ชีวิตความเปนอยู ก็เปลี่ยนไป นอกจากเรียนหนังสือแลวก็ตองทำกิจกรรมเด็กวัด คือดูแลรับใชพระอาจารยที่ เราอาศัยอยูในความอุปการะของทาน และทำกิจกรรมตาง ๆ ของทางวัด นอกนั้นก็ตองดูแล เรื่องของตัวเอง นอกจากขาพเจาแลว ก็จะมีเด็กเปนลูกศิษยอาจารยเดียวกัน 2 - 3 คน ระหวางโรงเรียนปดเทอม ก็ผลัดเปลี่ยนกันลากลับไปเยี่ยมบาน เปนโอกาสที่จะไดชวยเหลือ งานทางบานโดยเฉพาะงานทำสวน ในชวงเวลานี้ไดใชชีวิตเปนเด็กวัด เรียนหนังสือตั้งแต ชั้นมัธยมปที่ 1 ถึงปที่ 6 และสำเร็จมัธยมปที่ 6 เมื่อป พ.ศ. 2482 จึงไปสอบเขาเรียน ไดที่โรงเรียนเตรียมทหารบก
27 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว ชีวิตในโรงเรียนเตรียมทหารบก และโรงเรียนนายรอยทหารบก หลังจากที่ขาพเจาสอบเขาเรียนไดที่โรงเรียนเตรียมทหารบกแลว จึงตอง ออกจากวัดเพื่อไปเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหารบก 2 ป เริ่มตั้งแตปการศึกษา 2483 การศึกษาในโรงเรียนเตรียมทหารบกครั้งนั้น ผูใดจะเปนนักเรียนประจำอยูที่โรงเรียนก็ได หรือจะเปนนักเรียนไปกลับก็ได สำหรับนักเรียนประจำตองปฏิบัติตนเชนเดียวกับ นักเรียนนายรอย จปร. คือตื่นนอนเวลา 05.30 น. ลางหนาและแตงชุดกีฬาเพื่อ ออกกำลังกายใหเสร็จภายใน 10 นาที แลวฝกกายบริหารครึ่งชั่วโมง หรือวิ่งเปนแถว ไปที่สนามหลวง วนหนึ่งรอบแลววิ่งกลับโรงเรียน เมื่ออาบน้ำเสร็จแลว 06.30 น. เขาหอง ฝกฝนตนเอง ถึงเวลา 07.00 น. เขาแถวไปกินขาวที่โรงเลี้ยง เสร็จแลวเวลา 08.00 น. เขาหองเรียน เวลา 12.00 น. เลิกเรียนเขาแถวเดินไปรับประทานอาหารที่โรงเลี้ยง ในชวงที่เดินแถวไปโรงเลี้ยงอาหารนี้ ถาแถวของตอนใด (หมายถึงหองเรียนแตละหอง) เดินไมเรียบรอย เชน เทาไมพรอมกัน แถวไมตรงกัน หรือเลนกันในแถว ก็จะถูกลงโทษ ใหวิ่งรอบศาลาวงกลมจนกวาผูบังคับหมวด หรือผูชวยผูบังคับหมวดจะสั่งใหหยุดจึงจะเขา โรงเลี้ยงกินอาหารได ตอนบายเริ่มเวลา 13.00น. เขาหองเรียนหนังสือตอจนถึง 15.00 น. เลิกจากหองเรียนตองรีบแตงตัวเปนชุดฝกถาบายวันนั้นเปนวันฝก หรือชุดกีฬาถาเปน วันเลนกีฬา หรือชุดกางเกงขายาวถาตองออกไปฝกเขียนภาพภูมิประเทศขางนอกโรงเรียน ซึ่งการเขียนรูปนี้ตอนปลาย ๆ ปที่ 1 จะตองขี่จักรยานเขาแถวออกไปเขียนภาพภูมิประเทศ ขางนอกโรงเรียน เมื่อรีบแตงตัวเสร็จก็เริ่มกิจกรรมตาง ๆ เชนการฝก การเรียน หรือ การออกไปเขียนภาพขางนอกโรงเรียน จนถึง 17.00 น.จึงเลิก ถาเปนการเลิกฝกโดยมีอาวุธ ก็ตองรีบทำความสะอาดอาวุธเขาเก็บในหองอาวุธ จากนั้นถาเปนนักเรียนไปกลับก็ตอง เปลี่ยนเครื่องแตงกายเปนชุดออกนอกโรงเรียน คือกางเกงขายาว เสื้อคอตั้งติดกระดุมเจ็ดเม็ด สีกากีแกมเขียว สวมหมวกทรงหมอตาล แลวจึงกลับบานได สวนผูเปนนักเรียนอยูประจำ ก็ทำธุระสวนตัว เชน ขัดรองเทา เพื่อเตรียมรับตรวจกอนออกนอกโรงเรียนในวันสุดสัปดาห ฯลฯ แลวอาบน้ำพักผอนจนถึง 18.00 น. จึงเขาแถวไป รับประทานอาหารเย็นที่โรงเลี้ยง เสร็จแลวพักผอนจนถึง 19.00 น. เขาหองฝกฝนตนเอง จนถึง 21.00 น. เลิกฝกฝนตนเอง และเขาแถวสวดมนตกอนนอน เขานอนเวลา 21.30 น. หลังแตรนอนเปาแลวนักเรียนจะ ลุกมาเดินเพนพานไมได จะมีผูชวยผบ.หมวด ซึ่งเปนนักเรียนชั้นสูงสุด หรือไมก็ ผบ.หมวด ซึ่งเปนนายทหาร มักจะแอบมาเดินตรวจเงียบ ๆ ถาใครออกจากมุงมาเดินเพนพาน จะถูกลงโทษใหวิดพื้นหรือวิ่ง
28 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว สำหรับขาพเจา ตอนเรียนหนังสือชั้นมัธยมก็ไมไดอยูบานมาเปนเวลา 6 ป และ เมื่อจบจากเตรียมทหารบกแลว ขึ้นเปนนักเรียนนายรอย ก็จะตองมาอยูที่โรงเรียนอีก จึงตกลงใจวาในตอนเปนนักเรียนเตรียมฯ นี้ ขออยูที่บานเปนนักเรียนไปกลับดีกวา สวนการเดินทางมาโรงเรียนก็อาศัยขี่จักรยาน จากทาน้ำวัดราชาธิวาสก็พอมาเรียน ไดทันเวลา 08.00 น. ในตอนที่ตกลงใจสมัครเปนนักเรียนไปกลับนั้น ไมไดคิดถึง การเดินทางกลับบานในตอนเย็น แตพอถึงฤดูหนาว พระอาทิตยลับขอบฟาเร็ว พอหกโมงเย็น ก็มืดแลว ฉะนั้นเมื่อเลิกการฝกหรืออบรมเวลาหาโมงเย็น กวาจะทำความสะอาดอาวุธ เขาเก็บ เปลี่ยนเครื่องแตงกาย แลวขี่จักรยานกลับมาที่ทาเรือลงเรือจาง (เรือแจว) ถึงฝง ธนบุรีก็มืดแลวแตตองเดินตอไปตามทางเทากลับบานคนเดียวเพราะค่ำแลวไมมีใครเดิน ทางเดินมีใหเลือก 2 ทาง ซึ่งทั้ง 2 ทางจะตองเดินผานวัด 2 วัด ทางหนึ่งขึ้นจากเรือ ที่วัดภคินีนาถ ตองเดินไปผานวัดเปาโรหิต สวนอีกทางหนึ่งขึ้นจากเรือที่วัดบวรมงคล ไปผานวัดทอง ซึ่งทั้ง 4 วัดตองเดินผานโบสถที่มีศพเก็บอยูขางโบสถ และอีกดานหนึ่ง เปนที่เผาศพ บางวันไฟที่เผาศพยังคุอยู แตไมมีคนอยูแลว ตลอดทางเปนตนไมทึบ ไมมีบานคนอยูริมทางเลย มีอยู 2-3 หลังก็ลึกเขาไปในสวนมากกวา 100 เมตร ไมมีแสงสวาง ตลอดเสนทางที่เดินผานไป แมคนที่เดินสวนมาก็ไมมี เมื่อตองเดินผานวัดนับเปนภาระจำเปน ที่ตองใชกำลังใจอยางสูง เปนเชนนี้อยูถึง 2 ฤดูหนาว จึงยายไปอยูประจำเปนนักเรียน นายรอยทหารบก ในชวงที่กำลังเรียนเปนนักเรียนเตรียมทหารบกอยู 2 ป ไดมีเหตุการณ ทางประวัติศาสตรที่สำคัญเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกคือ การเริ่มตนของสงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มดวยเยอรมันบุกโปแลนด เมื่อ 1 กันยายน 2482 ตามดวยการประกาศสงครามกับ อังกฤษและฝรั่งเศส และตอมากับอเมริกา ซึ่งเรียกวาฝายสัมพันธมิตร สวนฝายเยอรมันมี อิตาลีกับญี่ปุนประกาศเปนฝายอักษะกลายเปนสงคราม โลกครั้งที่ 2 ประเทศไทยซึ่งปกครอง ดวยระบอบประชาธิปไตย มี จอมพล ป. พิบูลสงคราม เปนนายกรัฐมนตรี ยังมิไดเขารวม ในสงคราม คงวางตัวเปนกลางไมเขาขางฝายใด แตไดมีการรณรงคโฆษณาประชาสัมพันธ ใหประชาชนรักชาติ ดวยการปลุกระดมดานการกระจายเสียงทางวิทยุซึ่งมีอยูสถานีเดียว สวนกำลังปองกันประเทศนอกจากจะมีกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศแลว ก็มีหนวยยุวชนทหารอยูทั้งในกรุงเทพฯ และตางจังหวัด รัฐบาลจึงตกลงใจยื่นขอเสนอ เรียกรองดินแดนคืนจากฝรั่งเศสเมื่อเดือนกันยายน 2483 แตฝรั่งเศสไมยินยอมไทย จึงสงกำลังกองทัพมุงเขายึดดินแดนทางตะวันออกของประเทศไทยที่ติดกับเขมรโดยมุงยึด พื้นที่ที่เสียไปใหแกฝรั่งเศสคืนมาคือเมืองจำปาศักดิ์ เสียมราฐ พระตะบอง และศรีโสภณ
29 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว เมื่อปลายป 2483 ผลปรากฏวากองทัพไทยรุกคืบหนาเขาไปในดินแดนลาวและเขมร ซึ่งเปนเมืองขึ้นของฝรั่งเศส และในขณะนั้นฝรั่งเศสกำลังถูกฝายเยอรมันกับอิตาลีโจมตี อยูที่ยุโรป ตองถอยรนโดยตลอด ไมสามารถจะสงกำลังทหารมาเพิ่มเติมในอินโดจีนได คงใชแคหนวยทหารที่ประจำการอยูในอินโดจีนตามปกติ ออกมาตอสูกับกองทัพไทย แตก็พายแพแกฝายไทยในทุกแหงที่มีการปะทะกัน กองทัพไทยจับไดเชลยศึกเปน ทหารฝรั่งเศส รวมทั้งยุทโธปกรณ เชน ปนและรถถังขนาดเล็ก ไดนำเอาทั้งยุทโธปกรณ และเชลยศึกที่ฝายเราจับมาได มาแสดงใหประชาชนชมที่เขาดิน เมื่อกองทัพไทยบุกลึกเขาไปในดินแดนของอินโดจีนมากขึ้น ฝายญี่ปุนซึ่งมีแผนการ ที่จะรวมวงไพบูลยกับเยอรมันและอิตาลีในการทำสงครามโลกกับฝายสัมพันธมิตร คงเห็น วาอาจขัดกับแผนการรุกของตน จึงเสนอเขามาไกลเกลี่ยใหไทยยุติการรบกับฝรั่งเศส ในอินโดจีน โดยประนีประนอมใหไทยไดรับดินแดนที่เรียกรองคืนมา สงครามอินโดจีนจึงยุติ รัฐบาลไทยไดสงขาราชการไทยเขาไปปกครองเปนลักษณะจังหวัด 4 จังหวัด และปกครอง อยูจนสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงเมื่อเดือนสิงหาคม 2488 โดยที่ไทยอยูทางฝายญี่ปุน ซึ่งเปนผูแพสงคราม จึงตองอพยพขาราชการกลับและคืนดินแดน 4 จังหวัดใหกับ ฝรั่งเศสไปตามเดิม เหตุการณสงครามอินโดจีนนี้มีผลตอโรงเรียนนายรอยก็คือ กองทัพบก จำเปนตองเตรียมกำลังพลชั้นนายทหารสัญญาบัตร โดยไดระดมพลเรียกทหารกองหนุน เขาประจำการ ทั้งนายทหาร นายสิบ และพลทหาร และไดใหนักเรียนนายรอย กับ นักเรียนเทคนิคชั้นสูง 2 รุน เขาเรียนหลักสูตรเรงดวน ในระยะเวลาอันสั้น และแตงตั้งเปน นายทหารสัญญาบัตรบรรจุเขาประจำการในหนวยกำลังรบ สวนนักเรียนนายรอยตำรวจ ซึ่งเรียนอยูในโรงเรียนนายรอยเขาเรียนหลักสูตรเรงรัดของนักเรียนนายรอย และบรรจุ เขาเปนนายทหารบกเปนเหลาชวยรบ สวนพวกเราเขาใหมเปนนักเรียนชั้นต่ำสุดก็คงเรียน ไปตามปกติ เวนแตวาในหวงเวลาระหวางป 2483 นี้เปนหวงเวลาที่ในกรุงเทพฯ มีการใช สื่อมวลชน ซึ่งขณะนั้นมีแตหนังสือพิมพ วิทยุกระจายเสียง กับการแสดงละคร และ การเดินขบวน ทำการปลุกระดมใหคนไทยฮึกเหิมมีจิตสำนึกในการตอสูเพื่อปองกัน ประเทศชาติ อาทิเชน วิทยุกระจายเสียงซึ่งมีเพียงสถานีเดียว คือสถานีของ กรมโฆษณาการ มีรายการคูสนทนาระหวางนายมั่นกับนายคง ปลุกระดมใหคนไทยตอสูกับ ผูรุกรานจนถึงที่สุด จะยอมสูตายทั้งประเทศ เมื่อแพก็จะเผาทุกสิ่งทุกอยางใหหมด ไมยอมใหขาศึกศัตรูใชประโยชนจากทรัพยากรของเราได สวนการแสดงละครก็เปนหนาที่ ของกรมศิลปากร ซึ่งมีคุณหลวงวิจิตรวาทการ เปนทั้งผูเขียนบทละคร ประพันธเนื้อรองและ ทำนองซึ่งเปนเพลงปลุกใจใหมีความฮึกเหิมเสียสละไดอยางดียิ่งสวนละครก็จะนำเอา
30 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว เหตุการณในประวัติศาสตรที่สำคัญมาเลนมากมายหลายเรื่อง แตละเรื่องก็จะมีเพลงปลุกใจ ใหรักชาติ พวกเราทั้งนักเรียนนายรอยและนักเรียนเตรียมก็จะไดรับเชิญไปชมละครเหลานี้ เปนรอบพิเศษเกือบทุกเรื่อง เมื่อละครเลิกก็จะใหตัวละครสาว ๆ สวย ๆ ออกมายืนหนาเวที นำพวกเรารองเพลงปลุกใจ เปนการเสริมกำลังใจใหพวกเราที่เปนทหาร สำหรับเหตุการณทางประวัติศาสตรที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เกิดขึ้นก็คือ หลังจากญี่ปุนเขามาเจรจาใหสงครามอินโดจีนระหวางฝรั่งเศสกับไทย ยุติลงแลว เหตุการณในเอเซียก็สงบเปนปกติ จนถึงเชาตรูของวันที่ 8 ธันวาคม 2483 ญี่ปุนไดยกกองทัพเรือเขาโจมตีฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกาที่อาวเพิรล (Pearl Harbour) ในเกาะฮาวาย และยกพลขึ้นบกที่ชายฝงเวียดนามและหลายเกาะในมหาสมุทรแปซิฟค สำหรับประเทศไทย ญี่ปุนไดยกพลขึ้นบกที่บางปู (เตรียมมุงเขากรุงเทพฯ) กับชายฝงทะเล ในภาคใต ที่สำคัญคือ จังหวัดประจวบคีรีขันธ ซึ่งมีกองบินของกองทัพอากาศไทยตั้งอยู กับที่จังหวัดชุมพร และจังหวัดนครศรีธรรมราช อันเปนที่ตั้งของมณฑลทหารบกที่ 5 ซึ่งเปนจุดที่มีหนวยทหารไทยกับยุวชนทหารเขาตอสูตานทานอยูเปนเวลา 2 วัน รัฐบาลไทย จึงสั่งใหหยุดการตอสู เพราะไดเจรจากับญี่ปุนเขารวมวงไพบูลยทำสงครามกับ ฝายสัมพันธมิตร ดวยเหตุผลเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดความเสียหายอยางรุนแรงตอประเทศชาติ และประชาชน เพราะกองทัพญี่ปุนนั้นเกรียงไกรกวากองทัพไทย ไมทราบวาจะเหนือกวา กันกี่รอยเทา แมฐานทัพเรือสหรัฐอเมริกาที่อาวเพิรล ในเกาะฮาวาย อันเปนฐานทัพเรือ นอกประเทศที่ใหญและเขมแข็งมากที่สุดในแปซิฟค ก็ยังตองพินาศ จากเหตุการณที่มีการตอสูขัดขวางกับกองทัพอันเกรียงไกรของญี่ปุนเปนเวลา 2 วัน แลวจึงมีการลงนามในสัญญารวมวงไพบูลยกับญี่ปุน ขาพเจาคาดเดาและคิดวาไมผิด คือจะตองเปนแผนการอันแยบยลของรัฐบาลนำโดย จอมพลแปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ซึ่งจะสังเกตเห็นวากอนญี่ปุนยกพลขึ้นบก สื่อมวลชนทุกชนิดของ ไทย จะเปนหนังสือพิมพ การแสดงละครปลุกใจ หรือการสนทนาทางสถานีวิทยุ ลวนเปน เรื่องปลุกใจใหฮึกเหิม ยอมเสียสละเพื่อชาติดวยชีวิต แมพฤติการณเรียกรองดินแดน ในอินโดจีนคืนจากฝรั่งเศส ก็เปนการปลุกระดมคนไทยใหรักชาติ เสียสละเพื่อชาติ เมื่อ ประกอบเขากับเหตุทางไทย จะเปนหนังสือพิมพ การแสดงละครปลุกใจ หรือการสนทนา ทางสถานีวิทยุ ลวนเปนเรื่องปลุกใจใหฮึกเหิม ยอมเสียสละเพื่อชาติดวยชีวิต แมพฤติการณ เรียกรองดินแดนในอินโดจีนคืนจากฝรั่งเศส ก็เปนการปลุกระดมคนไทยใหรักชาติ เสียสละเพื่อชาติ เมื่อประกอบเขากับเหตุการณ และที่ชุมพรอยู 2 วัน จึงปรากฏตัวใหพบ และนั่งเจรจากับเอกอัครราชทูตญี่ปุน ผลจากการตอตานครั้งนี้ญี่ปุนก็ไดรับความสูญเสีย
31 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว บางเหมือนกัน และดวยเหตุผลที่วาญี่ปุนมีแผนที่จะใชกำลังบุกทะลุทะลวงผานพื้นที่ของ ทวีปเอเซีย เขาไปบรรจบกับกำลังของฝายอักษะซึ่งเปนวงไพบูลยรวมกันใหไดที่ยุโรป อันมีพื้นที่กวางขวางและยาวไกล ทั้งยังตองใชกำลังมหาศาลในการยึดครองประเทศ ที่เปนเกาะขนาดใหญในมหาสมุทรแปซิฟคอันกวางใหญไพศาล และตองใชกำลังกองทัพ อยางมากมายเชนกัน จึงไมอยากจะเปนศัตรูกับไทย และยังสามารถใชประโยชนใหเปนกำลัง ปองกันพื้นที่ทางปกขวาของกองทัพญี่ปุนจากการโจมตีของจีนซึ่งเปนฝายสัมพันธมิตร กับอังกฤษ อเมริกามิใหใชกำลังเขามากดดันจากทางดานทิศเหนือได เมื่อไทยยอมเขารวมวงไพบูลยกับฝายอักษะแลว จึงไดมอบหมายใหกองทัพไทย ขึ้นไปทางตอนเหนือจนติดชายแดนจีนที่เชียงตุงเพื่อเปนการปองกันปกขวาของกองทัพญี่ปุน เหตุการณที่กลาวมานี้พอประมวลไดวา รัฐบาลไทยคงจะพอทราบวัตถุประสงคและ แผนการขยายอำนาจในทวีปเอเซียของญี่ปุนกอนแลวเปนเวลานานพอสมควรจึงไดวางแผน และปฏิบัติการปลุกระดมขวัญและกำลังใจของประชาชน รวมทั้งหนวยราชการและทหาร ตำรวจ เพื่อใหมีจิตใจตอสูใหกองทัพญี่ปุนไดรับความเสียหายบาง แลวจึงหาโอกาสเจรจา เพื่อใหญี่ปุนยอมตกลง ดวยการใหผานดินแดนของไทยไปโดยประเทศชาติและประชาชน ไมตองไดรับความเสียหายมาก แลวคอยแกไขเหตุการณตามสถานการณที่อาจเปลี่ยนแปลง ตอไปในอนาคต สวนในขั้นนี้ขอใหประเทศชาติปลอดภัยจากการตอสูภายในประเทศ ไวกอน นับเปนแผนยุทธศาสตรอันลึกซึ้งของชาติที่จอมพลแปลกนำมาใชเพื่อความอยูรอด ของประเทศชาติ เหตุการณครั้งนี้เปนผลใหทหารยุวชนทหาร และลูกเสือในภาคใต ตองสูญเสียชีวิตไปเปนจำนวนพอสมควร หลังจากเหตุการณญี่ปุนยกพลขึ้นบก ในตอนเชามืดของวันที่ 8 ธันวาคม 2484 ซึ่งวันรุงขึ้นจะมีงานฉลองรัฐธรรมนูญ บรรดานักเรียนเทคนิค นักเรียนนายรอย และ นักเรียนเตรียมทหารบก ถูกสั่งเตรียมพรอม 100% หามออกนอกโรงเรียน และตองแตงชุด ฝกตลอดเวลาอยูหลายวัน แตก็ยังคงเรียนอยูตามปกติ และในชวงเวลานี้เองนักเรียนเทคนิค กับนักเรียนนายรอยชั้นสูงสุดจำนวน 2 ชั้น ก็ตองเขารับการอบรมหลักสูตรเรงดวน และ ออกเปนนายทหารสัญญาบัตรบรรจุอยูในหนวยกำลังรบอีก 2 รุน กับที่เรงดวนออกไปกอน แลว 2 รุน ในครั้งสงครามอินโดจีน รวมเปนเรงดวนออกไป 4 รุน ขาพเจาเขาเรียนใน โรงเรียนเตรียมทหารบก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2483 พอถึงเดือนพฤษภาคม 2485 เลื่อนขึ้น เปนนักเรียนนายรอยชั้นปที่ 1 ตองกลายเปนนักเรียนชั้นสูงสุดของหลักสูตรนี้ เพราะรุนกอน รวม 4 รุน ตองออกไปเปนนายทหารกันหมดแลว เลยตองเปนนักเรียนชั้นสูงสุดตลอดไป จนจบการศึกษาตามหลักสูตรปกติในป 2488
32 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว หลังจากรัฐบาลไทยลงนามในสัญญารวมวงไพบูลยกับญี่ปุนแลว การศึกษาของ โรงเรียนนายรอยและโรงเรียนเทคนิคทหารบก ยังคงดำเนินการตอไปตามปกติ ทามกลาง สถานการณสงครามระหวางฝายอักษะ (คือเยอรมัน อิตาลี และญี่ปุน) กับฝายสัมพันธมิตร (คืออเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน) สวนประเทศไทยนั้น ก็ตองถูกบังคับใหประกาศ สงครามกับอเมริกาและอังกฤษ ตองรับผิดชอบยกกำลังทหารออกปฏิบัติในพื้นที่ตอนเหนือ ของไทยและพมา เปนการปองกันปกขวาใหแกกองทัพญี่ปุน ที่จะบุกผานพมา อินเดีย เขาไปบรรจบกับเยอรมัน ที่ยุโรปตะวันออก ดังนั้น กองทหารของญี่ปุนนอกจากจะกวาดลาง กำลังของฝายสัมพันธมิตร ที่มีอยูในฟลิปปนส อินโดจีน เวียดนาม ลาว มาเลเซีย สิงคโปร และพมาแลว ก็ไดเคลื่อนกองทัพเขาไทย ผานออกไปทางตะวันตก ผานพมา และเพื่อสะดวก แกการเคลื่อนยายกำลังพลและอุปกรณสัมภาระตาง ๆ นอกจากญี่ปุนจะมีที่ตั้งหนวยทหาร อยูในพื้นที่ประเทศไทยแลว ยังตองสรางเสนทางลำเลียง โดยเฉพาะทางรถไฟ ตอจากเมือง กาญจนบุรีเขาไปในพมาอีกดวย ซึ่งทางรถไฟสายนี้ ญี่ปุนไดใชเชลยศึก ที่ถูกจับมาจาก ประเทศเมืองขึ้นของอังกฤษและฝรั่งเศส มีทั้งคนยุโรป และออสเตรเลีย ที่เปนชาติศัตรู เชลยเหลานี้นอกจากจะตองทำงานหนักแลว ยังตองเจ็บปวยลมตายเปนจำนวนมาก จากไขมาเลเรีย จนไดชื่อวาทางรถไฟสายมรณะ (มีภาพยนตรประวัติศาสตรเรื่อง “สะพานขามแมน้ำแคว” ออกมาฉายเมื่อเสร็จสิ้นสงครามแลวหลายป) ในการขนยายอาวุธ และสิ่งอุปกรณรวมทั้งกำลังพลตามทางรถไฟสายนี้นี่เอง ที่เกิดขบวนการไทยถีบ (พวกคน ไทยที่แอบขึ้นไปซอนตัวบนรถไฟแลวใชเทาถีบกลองหรือลังใสสัมภาระของญี่ปุนลง ขางทางระหวางที่รถไฟกำลังวิ่ง) โดยคณะบุคคลผูรักชาติมุงแกแคนทำความเสียหายใหแก กองทัพญี่ปุน แตก็มีผลกระทบนอยมาก ป พ.ศ. 2486 ขาพเจาเลื่อนขึ้นเปนนักเรียนนายรอยชั้นปที่ 2 คงศึกษาตอไปตาม ปกติภายในกรุงเทพฯ ประชาชนยังคงดำรงชีวิตไดตามสภาพที่ขาดแคลน ดานกองทัพบก ก็ไดสงกำลังหนวยทหารรุกคืบขึ้นไปทางเหนือ ผานพมาไปจนถึงเมืองเชียงตุง และยึดเมือง เชียงตุงไวได ฝายเชียงตุงซึ่งเปนเชื้อสายเดียวกับไทยอยูแลว ก็ไมมีปฏิกิริยาใดๆ มีเหตุการณ ปะทะกับกำลังของกองทัพจีนบาง แตฝายเราก็ไมเสียหายจากการสูรบมากมายนัก ที่ตอง ตอสูและสูญเสียกำลังพลมากพอสมควรคือไขมาเลเรีย ซึ่งขณะนั้นมีแตยาควินินเทานั้น ที่พอหามารักษาได แตก็ตองเสียชีวิตไปไมใชนอย สำหรับเหตุการณสำคัญในกรุงเทพฯ มีเพียงฝายสัมพันธมิตร ไดสงเครื่องบินนำลูกระเบิดมาทิ้งเปนครั้งแรก ที่บริเวณวัดเลียบและ ฝงธนบุรีบริเวณสะพานพระพุทธยอดฟา ในตอนเชาตรู (ประมาณ 04.00 น.) ของวันที่ 8 เดือนธันวาคม 2485 (เปนวันครบรอบ 1 ปที่ญี่ปุนยกกำลังบุกเอเซีย) เกิดความเสียหาย
33 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว เล็กนอย แกบริเวณสะพานพุทธและโรงไฟฟาวัดเลียบ หลังจากนั้นก็มีเครื่องบินมาทิ้งระเบิด บางนาน ๆ ครั้ง จนถึงชวงครึ่งปหลังของ พ.ศ.2486 เปนตนไป สัมพันธมิตรไดมาทิ้งระเบิด ตามจุดสำคัญ ๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และตางจังหวัดถี่มากขึ้น โดยเฉพาะตามที่ตั้งทางทหารของ ญี่ปุน รวมทั้งตำบลสำคัญ และเสนทางลำเลียง เชน สะพานรถไฟ สะพานพระพุทธยอดฟา สะพานพระรามหก ชุมทางรถไฟ ทำใหทางรถไฟสายเหนือขาด รถไฟวิ่งผานไมไดหลายแหง รัฐบาลไดประกาศทางวิทยุ ใหประชาชนขุดหลุมหลบภัยไวใกลบาน บางครอบครัวที่อยู กรุงเทพฯ ก็อพยพออกไปอยูจังหวัดใกลเคียง ที่ไมตกเปนเปาหมายการทิ้งระเบิด ในโรงเรียน นายรอยก็ตองขุดหลุมหลบภัย และไดมีโอกาสลงไปหลบภัยอยูหลายครั้ง มีอยูครั้งหนึ่งเวลา ประมาณสามทุม เสียงหวูดเตือนภัยไดดังขึ้น (คนไทยทั่วไปเรียกวา “เสียงหวอ”) พวกเราที่ ไมใชเวรยามก็วิ่งลงหลุมหลบภัย แตมีลูกระเบิดมาตกที่บริเวณถนนวิสุทธิกษัตริยดานหลัง โรงเรียนนายรอย หางไปประมาณ 300 เมตร เกิดไฟไหมและลุกลามขึ้น พวกเราคิดวาถา ปลอยใหไฟไหมตอไป เครื่องบินลำที่มาทีหลังเห็นแสงไฟไหม ก็จะพากันทิ้งลงมาอีก เพราะ คิดวาเปนที่หมาย ดวยการเรียนรูทางวิชาการทหารมาบาง พวกเราหลายคนจึงออกจาก โรงเรียนทางประตูหลัง ออกไปชวยกันดับเพลิงจนกระทั่งไฟมอดลง รอดพนจากการซ้ำเติม ลงมาอีก เมื่อกองทัพฝายสัมพันธมิตรทิ้งระเบิดกรุงเทพฯมากขึ้น รัฐบาลไทยจึงตกลงใจยาย เมืองหลวงไปอยูเพชรบูรณเปนผลใหหนวยราชการตาง ๆ ตองยายไปปฏิบัติงานที่เพชรบูรณ โดยมีการเกณฑราษฎรจากจังหวัดตาง ๆ จำนวนมากทั่วประเทศ เวนภาคใต ไปสราง เมืองหลวงใหม ทั้งสรางถนน สรางอาคารสำนักงาน สรางบานพัก และสิ่งอำนวยความสะดวก ตาง ๆ ซึ่งผูถูกเกณฑไปทำงานครั้งนี้ ตองเสียชีวิตดวยไขมาเลเรียเปนจำนวนไมนอย นับเปนผูเสียสละชีวิตเพื่อชาติ ไมแพเหลาทหารที่ไปปฏิบัติการในตอนเหนือของประเทศไทย สำหรับโรงเรียนเตรียมทหารบก โรงเรียนนายรอย และโรงเรียนเทคนิคทหารบก ก็ตองยายเชนเดียวกัน โดยขึ้นรถไฟในตอนค่ำของวันที่ 10 ม.ค. 2487 จากสถานีสามเสน ไปจนถึงสถานีตะพานหิน จังหวัดพิจิตรในวันรุงขึ้น พักแรมที่ตะพานหิน 2 คืน จากนั้นตอง เดินทางดวยเทาไปตามถนนโรยหิน สะพายเป (บรรจุผาเตนท เครื่องนอน เครื่องแตงกาย และของใชประจำตัว)กับปนประจำกายสวมหมวกเหล็กเดินทางไปตามถนนสายตะพานหิน - เพชรบูรณ ซึ่งสองขางทางเปนปาทึบบาง โปรงบาง ตองเดินขามเขาพับผาไปแลว จึงเขาเขตวังชมภูของเพชรบูรณ จากนั้นตองเดินทางอีก 7 กิโลเมตร ถึงจังหวัดเพชรบูรณ แลวเดินทางตออีก 6 กิโลเมตร จึงถึงบริเวณที่ตั้งใหมของโรงเรียน รวมเปนระยะทางประมาณ
34 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว 108 กิโลเมตร ในเวลา 7 วัน ไปเขาที่พักที่บริเวณบานปาแดง หางจากตัวเมืองเพชรบูรณ ไปอีก 6 ก.ม. การเดินทางครั้งนี้เปนการเดินทางดวยเทาที่ยาวที่สุดในชีวิตของขาพเจา การเดินทางจะออกเดินประมาณตี 5 ใชเวลาเดินประมาณ 5 - 6 ชั่วโมงก็จะเขาที่พัก ตามศาลาวัดหรือกลางทุงนา ซึ่งชุดเตรียมการจะลวงหนามาเตรียมที่พักไวกอน เมื่อมาถึง ที่พักก็ตองกางเตนทนอน แตถาที่พักเปนศาลาวัดก็จัดที่นอนบนศาลา กลางคืนจะ ผลัดเปลี่ยนกันอยูยาม ถึงจังหวัดเพชรบูรณ 17 ม.ค. 2487 พักที่บริเวณนอกจังหวัด 1 คืน รุงขึ้นออกเดิน ทางไปเขาที่พักที่ปาแดง 18 ม.ค. 2487 ในวันเดินทางถึงจุดหมายปลายทางที่บานปาแดง นักเรียนทั้งหมดตองเขาที่พักชั่วคราวดวยการกางเตนทรวม เตนทละ 6 คนโดยนำผาเตนท ประจำกายของแตละคน มากลัดกระดุมใหติดกันเปนผืนเดียว แลวหาไมมาทำเปนโครงเพื่อ กางเตนทใหสามารถนอนไดเตนทละ 6 คน ขาพเจามีเพื่อนรวมเตนท คือ ปฐม เสริมสิน, เฉลิม หิญชีรนันท, ภิงการ สุจริตกุล, วีระ บุญเฉลียว และแสนย เทภาสิต พวกเรานักเรียน นายรอยชั้นปที่ 2 ซึ่งเปนชั้นสูงสุดขณะนั้นเขาพักชั่วคราวที่บริเวณปาชาวัดทุงแจง สวนชั้น อื่น ๆ และนักเรียนเทคนิคกับนักเรียนเตรียมก็พักตอ ๆ กันไป เรียงรายตามพื้นที่ฝงซายของ ลำหวยปาแดงไปจนถึงวัดโพธิ์กลาง รวมเปนระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร สำหรับ ศาลาวัดโพธิ์กลาง เปนที่พักของบก.กรมยุทธศึกษา และบก.โรงเรียนเทคนิค สวนบก. โรงเรียนนายรอย และ บก.โรงเรียนเตรียม ท.บ. อยูที่ศาลาวัดทุงแจง โดยมีหนวยเสนารักษ อยูที่โรงเรียนวัดทุงแจงดวย เนื่องจากพื้นที่ซึ่งถูกกำหนดใหเปนที่ตั้งถาวรของกรมยุทธศึกษา ซึ่งมีหนวยขึ้นตรง คือ โรงเรียนเตรียมทหารบก โรงเรียนนายรอยฯ โรงเรียนเทคนิคฯ และกองการศึกษา กับหนวยขึ้นตรงอื่น ๆ ไดถูกกำหนดใหอยูทางฝงขวาของลำหวยปาแดง (อยูคนละฝงกับที่ ตั้งชั่วคราว) ซึ่งขณะที่เดินทางมาถึงแลว สภาพพื้นที่ยังเปนปาเชิงเขา ฉะนั้นงานขั้นตอไป คือ ตองถางปาและสรางอาคารขึ้นเอง โดยมีนักเรียนทั้งหมดกับคนงานที่ทางรัฐบาลเกณฑ มาจากจังหวัดตาง ๆ เปนผูสราง ซึ่งคนงานที่ถูกเกณฑมา และมีความรูในการสรางอาคาร ไมไผ จะเปนผูแนะนำและชวยเหลือการกอสราง ใหแกนักเรียน อาคารที่ตองสรางก็คือ กองบังคับการของหนวยตางๆ โรงนอนของนักเรียนทั้งหมด หองเรียนของแตละชั้น โรงครัว และโรงอาหาร บานพักครู อาจารย บานพักนายทหาร นายสิบ และคนงาน อาคารของ หนวยเสนารักษ งานที่บรรดานักเรียนตองทำคือ เริ่มถางพื้นที่สำหรับกอสราง ไปตัดตนไม จากปาลากออกมารวมไว ณ บริเวณที่จะตองสรางอาคาร ตองไปซื้อและขนแฝกมุงหลังคา
35 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว โดยใชเกวียนเทียมวัวขุดหลุมเพื่อปกเสาตาง ๆ พอทุกอยางพรอมก็เริ่มสราง ซึ่งตองใชเวลา ทั้งหมดประมาณ 6 เดือนจึงเสร็จเรียบรอย สามารถเปดการเรียนการฝกตอได ตอนที่ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ขาพเจาเปนนักเรียนนายรอยชั้นปที่ 2 เมื่อ เดินทางมาถึงเพชรบูรณ ก็ไดรับการเลื่อนชั้นเปนนักเรียนชั้นปที่ 3 โดยไมตองสอบ ยกเวนพวกถูกตัดคะแนนความประพฤติเกินกำหนดตองเรียนซ้ำชั้น ขณะเดียวกัน นองชายของขาพเจาคือ จำรัส พิณสายแกว ก็สอบเขาโรงเรียนเตรียมทหารบกได และ เดินทางมาจังหวัดเพชรบูรณโดยรถยนตไมตองเดินดวยเทา เมื่อปลายเดือนเมษายน 2487 และเขาก็ไดเรียนจนสำเร็จเปนนายทหารแตตองเสียชีวิตดวยโรคสมองอักเสบ ที่จังหวัดเชียงรายเมื่อป 2496 มียศรอยโท ในชวงนี้สถานการณสงครามยังคงดำเนินตอไป ขาวคราวที่ไดรับทราบนั้น สวนมากเปนขาวที่ฝายสัมพันธมิตรไดรับชัยชนะและรุกโตตอบฝายอักษะจนกระทั่งยึดกรุง เบอรลินได ฝายอักษะในยุโรปตองพายแพสงครามทั้งหมด ยังคงเหลือแตญี่ปุนที่ยังคง ตอสูอยู แตก็ไมสามารถจะคืบหนาตอไปได คงเขาไปไดเพียงสุดเขตแดนของพมา ตอกับอินเดีย สวนฝายสัมพันธมิตรไดรุกเขามาตั้งกองบัญชาการที่อินเดีย และเตรียม การรุกเขาเอเซีย มีการเคลื่อนยายกำลังทางบกและทางน้ำมุงเขาเอเซีย ซึ่งมีเหตุการณรบ ทางทะเลระหวางกองเรือรบของอังกฤษ กับกองบินกามิกาเซของญี่ปุน ในบริเวณมหาสมุทร อินเดีย โดยนักบินญี่ปุนขับเครื่องบินบรรทุกลูกระเบิดเต็มที่ ดำดิ่งลงทิ้งบนเรือรบขนาดใหญ ปรากฏ ผลฝายอังกฤษเสียเรือรบที่ใหญที่สุด 2 ลำ คือ Prince of Wales กับ Repulse ถึงตอนนี้กองทัพไทยก็ประเมินสถานการณไดแลววาอนาคตญี่ปุนจะเปนอยางไร นับแตเริ่ม สงครามโลกครั้งที่ 2 เปนตนมา เมื่อไทยจำตองประกาศสงครามกับฝายสัมพันธมิตร มีอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน จึงไดมีคณะเสรีไทยเกิดขึ้นในอเมริกาและยุโรป ซึ่งในตอนทายของสงครามคือปลายป 2487 ฝายสัมพันธมิตรไดเตรียมการบุกเขาขับไล กองทหารญี่ปุนในเมืองไทย โดยรับพวกเสรีไทย (กลุมคนไทยที่อยูประจำ กับนักศึกษาที่อยู ในอังกฤษ, อเมริกาตั้งแตกอนเกิดสงคราม) ที่อาสาสมัครเขารับการฝกและหลายคน ถูกสงใหมาโดดรมลงในเมืองไทยเพื่องานดานการขาว สวนทางประเทศไทยโดยเฉพาะ ทางกองทัพไดมีการติดตอกับจีนและอเมริกาเปนทางลับ และเทาที่ทราบกองทัพบกไทยได สงนักเรียนนายรอยทหารบกชั้นปที่ 2 (หลังขาพเจา 1 รุน) จำนวนหนึ่ง ลอบเดินทาง โดยเครื่องบินไปฝกการรับสงขาวทางวิทยุแบบใชสัญญาณ แลวเดินทางกลับมาโดดรมลง ในเมืองไทยตอนทายของสงคราม โดยมาตั้งสถานีลับสงขาวติดตอกับนักบินของ
36 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว ฝายสัมพันธมิตรที่บินมาทิ้งระเบิดที่ตั้งของกองทหารญี่ปุนในเมืองไทย ซึ่งพวกนี้ตองกลับมา โรงเรียนนายรอยหลังจากนักเรียนรุนเดียวกัน ไดออกรับราชการเปนนายทหารไปกอนแลว กองทัพบกจึงไดจัดใหนักเรียนนายรอยจำนวนนี้ ออกเปนนายทหารเหลาทหารมาทั้งหมด ขาพเจาคงเรียนชั้นปสุดทายของหลักสูตรโรงเรียนนายรอยทหารบกอยูที่เพชรบูรณ จนถึงเดือนกุมภาพันธ 2488 ก็ไดรับคำสั่งใหจบการศึกษา และไดรับการแตงตั้งเปน นายทหารชั้นสัญญาบัตรยศ วาที่รอยตรี สังกัด ร.พัน 27 ตั้งแตวันที่ 1 มีนาคม 2488 ซึ่งขณะนั้นกองพันนี้ยังอยูที่เชียงตุง พวกเราทุกคนดีใจเปนอยางยิ่ง ที่ไดสำเร็จเปนนายทหาร สัญญาบัตร กอนสงครามโลกจะยุติลง เปนความสมหวัง ซึ่งพวกเราภาคภูมิใจในการเปน นักเรียนนายรอยที่เรียนจบหลักสูตร 3 ป ตามระยะเวลาที่กำหนดไว โดยไมมีการเรงดวน ใหออกรับราชการกอนเรียนจบตามหลักสูตร นับเปนรุนแรก หลังจากที่ไดเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 ทั้งนี้นักเรียนเทคนิคทหารบก รุนที่ 7 ซึ่งเรียนเต็มหลักสูตร 5 ป ก็ออกรับราชการ พรอมกัน ภาระหนาที่ของพวกเราในตอนนี้ก็คือ ตองเก็บของและตำราตาง ๆ แลวเดินทางกลับ กรุงเทพฯเพื่อเขาพิธีประดับยศและรับกระบี่ที่ศาลาวาการกระทรวงกลาโหม กรุงเทพฯ ในวันที่ 1 มีนาคม 2488 การเดินทางออกจากจังหวัดเพชรบูรณ ไมตองเดินทางดวยเทา โดยไดรับความสะดวกจากทางกองทัพบก จัดรถยนตมาสงที่ตะพานหิน แตไมสามารถ ขึ้นรถไฟได เพราะสะพานรถไฟสายเหนือชวงเลยจากจังหวัดนครสวรรคขึ้นไป ขาดหลายแหง รถไฟงดบริการ จึงจำเปนตองเชาเรือบรรทุกขาว ที่เรียกวาเรือเอี้ยมจุน มีคนแจวหัวทาย เปนเรือทำดวยไมสักทั้งลำ มีประทุนหรือหลังคาเปนลำแพน (ไมไผสานกัน) พวกเรา ตองขนสัมภาระลงเรือเอี้ยมจุนประมาณลำละ 8 คน มีคนแจวเรือมาดวย 2 คน ลองมา ตามน้ำ จนถึงจังหวัดนครสวรรคเปนเวลา 3 วัน การเดินทางแบบนี้ ก็เปนประสบการณใหม อีกแบบหนึ่ง ซึ่งขาพเจายังไมเคย ซึ่งก็สนุกดี แตเนื่องจากไมไดจดไว มาเขียนเอาเมื่อเวลา ลวงเลยมาแลว 50 ป จึงจำไมไดวามีใครบางที่มาในเรือลำเดียวกัน แตพอจำไดวาตาม ทางน้ำที่เรือแลนผาน บางตอนเรือแลนหางจากฝงไมมากนัก ที่ริมตลิ่งมีไรแตงโมอยู ไมมีคนเฝามองเห็นลูกแตงโมกระจัดกระจายอยูกับตน เพื่อนมากกวา 1 คนที่วายน้ำแข็งก็ โดดลงน้ำวายไปที่ฝง เอาลูกแตงโมลงน้ำลอยตุบปอง ๆ คนหนึ่งก็เอามาประมาณ 3 ลูก แลวก็พาวายน้ำกลับเรือ แตพอมาถึงเรือบางคนก็เหลือลูกเดียวเปนสวนมาก พวกเพื่อน ๆ ก็พากันขอบใจ และจัดการกับเจาแตงโมนั้นอยางเอร็ดอรอยมาก ระหวางเดินทางมา พวกเราบางคนเหงา ๆ ก็ลองหัดแจวเรือเอี้ยมจุนดูก็ดีเหมือนกัน แตตองคอยระวังเวลา
37 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว เอาปลายแจวลงน้ำแลวใชแรงจาก 2 มือ 2 แขนดันดามแจวไปขางหนาจนสุดตัว เพื่อใหใบ แจวกินน้ำทำใหผลักเรือไปขางหนา ถาไมระวังบางครั้งมัวแตดันดามและดันเต็มแรงหวัง ใหเรือแลนเร็วขึ้น แตถาปลอยใหใบแจวสูงพนน้ำแลวการออกแรงดันที่ดามแจวเต็มแรงโดย ไมมีน้ำตานอยูที่ปลายแจวอะไรจะเกิดขึ้น ผลก็คือหัวคะมำ บางครั้งก็ตกลงน้ำ บางครั้งก็กลิ้ง อยูบนเรือ แตก็สนุกดี พอมาถึงนครสวรรค ก็ไดพักอยูที่ตัวจังหวัด 2 คืน เพื่อรอขึ้นรถไฟ ที่พักนั้น ทางโรงเรียนไมมีเงินใหพักในโรงแรม ตองไปพักที่ที่วาการประปาของนครสวรรค เพราะเปน สถานที่ของทางราชการที่พอจะอาศัยขอรองกันได 2 คืนที่นครสวรรคพอใชได เพราะเปน เมืองใหญกวาเพชรบูรณ มีตลาดคึกคัก มีถนนอยูสองสายเทานั้น และที่นครสวรรคนี้ ก็เปนที่รวมพลของพวกเรา ที่แยกยายกันลงเรือเอี้ยมจุนมา เมื่อรวบรวมพวกพอง ไดครบถวนแลว ผูบังคับบัญชาทานก็พาพวกเราขนของลงเรือขามฟาก ไปขึ้นรถไฟที่นอก สถานีรถไฟนครสวรรค เนื่องจากตัวสถานีถูกทิ้งระเบิดเสียหาย แลวออกเดินทาง เขากรุงเทพฯ ไปจอดที่สถานีสามเสน (สถานีที่หัวลำโพงถูกทิ้งระเบิด) จากนั้นก็ตางคน ตางกลับบาน เพื่อเตรียมการทุกอยางใหพรอมที่จะเขาพิธีประดับยศและรับกระบี่ จากรัฐมนตรีวาการกระทรวงกลาโหมของประเทศไทย แลวกลับที่ตั้งที่กำหนด
38 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว ชีวิตการรับราชการทหาร หลังจากที่ขาพเจาเขาพิธีประดับยศและรับกระบี่จากรัฐมนตรีวาการกระทรวง กลาโหม เมื่อ 1 มีนาคม 2488 แลว ขาพเจาไดรับการบรรจุเปน ผบ.หมวดใน ร.พัน 27 ซึ่งกำลังเดินทางจากทางตอนใตของเมืองเชียงตุงกลับเขามาในประเทศไทย โดยมีที่ตั้งปกติ อยูที่จังหวัดอุบลราชธานี แตเนื่องจากสงครามโลกยังไมยุติ ญี่ปุนยังไมยอมแพสงคราม แตก็ถอยรนมาตามลำดับกำลังสวนใหญซึ่งอยูในพมาจะตองถอยผานประเทศไทย เปนการแนนอน กองทัพไทยจึงไดเตรียมแผนที่จะรักษาความสงบเรียบรอยภายในประเทศ ใหดีที่สุด จึงไดสั่งถอนกำลังรบที่ออกไปปฏิบัติภารกิจอยูนอกประเทศกลับเขามา บางหนวย ก็กลับเขาที่ตั้งปกติ บางหนวยก็ตองไปตั้งรับอยูตามจุดออนตาง ๆ ตามแผนเผชิญเหตุการณ ที่ญี่ปุนจะตองถอนกำลังสวนใหญผานไทย เพื่อกลับไปปองกันประเทศ ดวยเหตุดังกลาว ร.พัน 27 ซึ่งมีที่ตั้งปกติอยูที่จังหวัดอุบลราชธานี จึงถูกกำหนดใหไปวางกำลังปองกัน ชองจอม ที่จังหวัดสุรินทร อันเปนชองทางที่มีถนนรถยนตวิ่งจากเขมรเขามายังจังหวัดสุรินทร ได ซึ่งขณะนั้นมีกำลังทหารญี่ปุนจำนวนหนึ่งอยูในประเทศเขมร ขาพเจาจึงไดรับคำสั่งใหไป รายงานตัวกับจังหวัดทหารบกสุรินทร เพื่อรอการเดินทางกลับของกองพันทหารราบที่ 27 เมื่อกองพันเดินทางถึงจังหวัดสุรินทร ขาพเจาไดเขารายงานตัวและรับหนาที่ เปนผูบังคับหมวดในกองรอยที่ 1 ควบคุมลูกนอง ที่มีทั้งจาและนายสิบกับพลทหารเกณฑ สวนใหญเปนผูที่ปลดเปนกองหนุนไปแลว แตถูกระดมกลับมารับราชการ บางคนรับราชการ ตั้งแตถูกเกณฑเขามา พอครบกำหนด 2 ปทางราชการไมปลดคงถูกเกณฑใหรับราชการ ทหารตอ พวกนี้รับราชการทหารมา 4 – 5 ปก็มี แตขาพเจาก็โชคดีที่สามารถปกครอง บังคับบัญชากำลังพลเหลานี้ได โดยไดรับความรวมมือ และศรัทธาดวยดี เมื่อกองพัน จัดระเบียบการเขาที่ตั้งเรียบรอย ในระยะนี้ จะมีนายทหารที่ถูกโยกยายจากหนวยอื่น เขามาเพิ่มเติม เพื่อเตรียมรับภารกิจปองกันชายแดนดานเขมร และขาพเจาพรอมดวยลูก นองก็ตองถูกสงไปวางกำลังในลักษณะหมวดคอยเหตุ อยูที่บริเวณชองจอม ชายแดนติดกับ เขมร แตเหตุการณก็สงบเรียบรอย คงมีแตขบวนเกวียนบรรทุกปลากรอบจากทะเลสาบเขมร ผานเขามาบอยๆ แตละครั้งจะเปนขบวนยาว จำนวน 20 – 30 เลมเกวียน ซึ่งพวกนี้ ตองเสียคาใชถนนใหแกหมวดการทางที่ชองจอม เพื่อใหสามารถขับเกวียนไปตามถนน โดยปลากรอบไมเสียหายหรือเสียหายนอยที่สุดเลยเปนผลใหพวกลูกนองในหมวดไดกิน ปลากรอบไปดวย
39 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว ขาพเจาเปนหมวดรักษาดานอยูที่ชองจอมจนถึงเดือนสิงหาคม ป พ.ศ. 2488 จึงไดรับทราบขาวทางวิทยุกระจายเสียงวา อเมริกานำลูกระเบิดปรมาณูไปทิ้งที่ เมืองนาโงยา และตอมาอีกไมกี่วันก็ทิ้งที่เมืองนางาซากิอีกลูก เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2488 ซึ่งตรงกับวันเกิดของขาพเจา และหลังจากนั้นองคจักรพรรดิญี่ปุนก็ประกาศวางอาวุธยอม แพสงคราม เปนการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2 ขาพเจาจึงไดรับคำสั่งใหนำหมวด ถอนตัวมารวมกับกองพันที่จังหวัดสุรินทร ในชวงนี้ไดมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล โดยจอมพล แปลก พิบูลสงคราม ลาออก และนายควง อภัยวงศ เขารับหนาที่เปนนายกรัฐมนตรีจัดตั้งรัฐบาลใหม หนวยทหาร ที่ปฏิบัติการอยูในสนามไดรับคำสั่งใหถอนตัวกลับที่ตั้งปกติแตเนื่องจากขาดแคลนยาน พาหนะทางรถยนต ทางรถไฟก็ถูกทิ้งระเบิด สะพานสำคัญ ๆ ตามเสนทาง รวมทั้งสถานี ที่เปนชุมทางตาง ๆ ถูกทำลายโดยการทิ้งระเบิด หนวยทหารเปนจำนวนมากตองเดินทาง ดวยเทาเปนระยะทางไกลกลับเขาที่ตั้งปกติ บางแหงรับคำสั่งใหกลับขณะปฏิบัติหนาที่อยู บริเวณตอนใตของเชียงตุง โดยไมไดรับการสนับสนุนดานการขนสง มิหนำซ้ำนายทหาร บางคนที่เคยเปนทหารกองหนุน แลวถูกระดมพลเขามารับใชชาติ ก็ถูกปลดประจำการตั้งแต อยูระหวางเดินทางกลับพรอมกับหนวยสังกัดนั่นเอง นับเปนภาวะที่ทารุณจิตใจของผูที่เสีย สละทำหนาที่เพื่อชาติยามที่ชาติตองการเปนอยางยิ่ง กองพันที่ขาพเจาสังกัดอยูก็เชนกัน ตองถอนกำลังออกจากสุรินทร และเดินทางกลับที่ตั้งปกติ ที่จังหวัดอุบลราชธานี แตโชคดีเพราะทางรถไฟใชได มีรถไฟเดินจากนครราชสีมาไปถึงอุบลฯ ซึ่งตองผาน จังหวัดสุรินทร จึงไมตองเดินเทากลับ และในตอนมาขึ้นรถไฟที่สถานี ปรากฏวามีสาว ๆ สุรินทรที่คุนเคยกันมารอสงที่สถานีรถไฟกันหลายคน เปนประสบการณใหมที่ทำใหตื่นเตน ดีเหมือนกัน ขาพเจารับราชการอยูที่จังหวัดอุบลฯ จนไดเปนรอยโท ในระหวางชวงเวลานี้ ไดมีเหตุการณสำคัญ สำหรับประเทศไทยเกิดขึ้น คือกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัวอานันทมหิดล โดยมีรอยกระสุนปนที่พระนลาฏ บนพระตำหนักในพระบรม มหาราชวัง ไดมีการสืบสวนสอบสวนและพิสูจนวิถีกระสุนกัน แตก็ไมไดขอยุติที่สมเหตุผล เทาใดนักในทัศนะของประชาชน สวนเหตุการณทั่วไปก็ยังคงเปนปกติ แตไดมีการลงโทษ มหาดเล็กใกลชิดสองคน ดวยโทษประหารชีวิต ขาพเจาประจำอยูที่จังหวัดอุบลราชธานี จนถึงป 2492 จึงถูกยายไปอยูกองพันทหารราบ ศูนยการทหารราบ จังหวัดลพบุรี ภาระหนาที่ ก็คือฝกทหารใหม การทดลองฝกอาวุธใหม ฝกยุทธวิธีของทหารแบบใหม ทั้งนี้เนื่องจากสหรัฐอเมริกา ไดทำสัญญาใหการชวยเหลือทางทหารแกประเทศไทย
40 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว ซึ่งมีทั้งการชวยเหลือทางดานอาวุธใหมหลักการรบแบบใหม รวมทั้งการสงนายทหารนายสิบ ไปศึกษาที่อเมริกา งานสำคัญที่ตองทำอีกอยางก็คือ ตองแสดงการปฏิบัติการทางยุทธวิธี แบบอเมริกัน ใหนายทหารนักศึกษาของโรงเรียนตาง ๆ ของทุกเหลาดูดวย ขาพเจารับราชการอยูที่ศูนยการทหารราบจนถึง 20 กรกฎาคม 2494 ก็ไดรับ คำสั่งการบรรจุเขาอยูในหนวยกองพันทหารราบของไทย ไปปฏิบัติราชการในสมรภูมิเกาหลี เปนผลัดที่ 2 จนถึง สิงหาคม 2495 การเกิดสงครามเกาหลี เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองยุติลงโดยฝายสัมพันธมิตร(ประกอบดวยอังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกา รัสเซีย และจีน) เปนฝายกำชัยชนะ ฝายอักษะ (ประกอบดวยเยอรมัน อิตาลี และ ญี่ปุน) เปนฝายแพสงคราม ตามบทบังคับของสัญญาสันติภาพ ประเทศฝายแพสงคราม จะตองปลดปลอยประเทศที่เปนเมืองขึ้น ใหเปนประเทศอิสระ เชน ญี่ปุนตองปลดปลอย เกาหลีเปนอิสระ สวนฝายชนะแมไมมีขอกำหนดในสัญญาฯ แตก็ไดมีขอตกลงกันวา จะชวยประคับประคองประเทศเมืองขึ้นของฝายตน ใหสามารถปกครองตนเองได แลวปลดปลอยใหเปนอิสระตอไป เชน อเมริกาปลดปลอยฟลิปปนส อังกฤษปลดปลอย สิงคโปร มาเลเซีย อินโดนีเซีย พมา อินเดีย และประเทศตาง ๆ ในตะวันออกกลาง กับ ทวีปแอฟริกา สำหรับฝรั่งเศสนั้น ในตอนแรกยังไมยอมปลดปลอยเขมรและเวียดนาม จนเกิดสงครามตอตาน โดยกลุมของโฮจิมินห และฝรั่งเศสตองพายแพแกกองทหาร ของโฮจิมินห ที่เดียนเบียนฟู ฝรั่งเศสจึงยอมปลดปลอยประเทศทั้งสองเปนอิสระ จากเงื่อนไขของสัญญาสันติภาพและขอตกลงของฝายสัมพันธมิตรดังกลาวขางตน ประเทศที่เคยเปนเมืองขึ้นทั้งหลาย สวนมากจะถูกปลดปลอยเปนอิสระ โดยใหเสรีวา แตละประเทศนั้นจะรวมกันเปนประเทศเดียว หรือจะแยกตัวเปนมากกวา 1 ประเทศ เชน มลายู แยกเปนมาเลเซียกับสิงคโปร เปนตน เวนแตมี 2 ประเทศที่แตกตางออกไป คือจากประเทศเดียวเปนสองประเทศ ไดแก เกาหลี แยกเปนเกาหลีเหนือ กับเกาหลีใต ประเทศเวียดนามเปนเวียดนามเหนือ กับเวียดนามใต ทั้งนี้เนื่องจากเมื่อเสร็จสิ้นสงครามโลก ครั้งที่ 2 ฝายชนะซึ่งไดแก สหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส เปนประเทศคายประชาธิปไตย สวนรัสเซียกับจีน เปนประเทศคายคอมมิวนิสต ทั้งสองคายมีคานิยมและความคิดทางการ ปกครองประเทศตางกัน กลาวคือคายประชาธิปไตยถือวาประชาชนเปนใหญ ประชาชนเปน
41 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว ผูมีอำนาจในการปกครองและบริหารประเทศ สวนลัทธิคอมมิวนิสตถือวา การปกครอง ประเทศนั้น ตองมีกลุมที่เปนศูนยนำในการบริหารและปกครองประเทศ เพื่อนำไปสู ความเจริญรุงเรือง ทั้งสองฝายจึงมีหลัก หรือวิธีการปกครอง และบริหารประเทศตางกัน ชนิดตรงกันขาม ฝายอเมริกาคงจะเล็งเห็นวา ประเทศในภูมิภาคเอเซียเกือบทั้งหมดเปน ประเทศยากจน ยกเวนญี่ปุน ถาปลอยเปนเอกราชโดยอิสระ ในอนาคตคงจะกลายเปน ประเทศคอมมิวนิสต และดวยเหตุผล เพื่อปองกันการแผขยายอิทธิพลของฝายคอมมิวนิสต ในภาคพื้นเอเซีย อเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส จึงไดดำเนินการใหแบงประเทศเกาหลีเปน ประเทศเกาหลีเหนืออยูในความดูแลของรัสเซีย กับเกาหลีใตอยูในความดูแลของอเมริกา ซึ่งมีกำลังหนวยทหารประจำอยูที่ญี่ปุนจำนวนหนึ่งแลว สำหรับเวียดนาม ในตอนแรกฝรั่งเศส ซึ่งมีเวียดนามกับกัมพูชาเปนเมืองขึ้นอยู เมื่อเสร็จสงครามโลกครั้งที่ 2 แลวยังไมยินยอมให เปนอิสระ คงเขาปกครองตอไป แตเมื่อการสูรบกับฝายคอมมิวนิสตเวียดนาม ซึ่งลอมรอบ เมืองเดียนเบียนฟู โดยฝายคอมมิวนิสตไดชัยชนะ ฝายพันธมิตรจึงไดจัดการแบงเวียดนาม ออกเปน 2 ฝาย คือ เวียดนามเหนือ ปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต ฝายเวียดนามใต ปกครองโดยรัฐบาลที่อเมริกาสนับสนุน ทั้งนี้เพื่อใหมีพื้นที่สำหรับเปนฐานในการสกัดกั้น อิทธิพลของคอมมิวนิสตในเอเซีย สวนกัมพูชาไมแบงแยก จากการแบงพื้นที่ของทั้งสอง ประเทศตามที่กลาวมานี้จึงพัฒนาไปสูการเกิดสงครามเกาหลีและสงครามเวียดนามในที่สุด เริ่มดวยวันที่ 25 มิถุนายน 2493 เกาหลีเหนือไดสงกองทัพภาคพื้นดิน ที่มีกำลังพล จำนวนมากบุกทะลวงผานเสนขนานที่ 38 อันเปนเสนกั้นเขตแดนระหวางเกาหลีเหนือกับ เกาหลีใต รุกไลลงมาทางใตของคาบสมุทรเกาหลี โดยที่เกาหลีใตมีกำลังทหารไมมากนัก และออนแอกวา กำลังทหารของเกาหลีเหนือจึงบุกลงใตยึดเมืองสำคัญ ๆ ของเกาหลีใต โดยไดรับการตานทานเพียงเล็กนอย ฝายอเมริกาเมื่อทราบก็ไดสงกำลังทหารซึ่งมีอยู 1 กองพลทหารมายานเกราะ ตั้งอยูที่เกาะโอกินาวาเพื่อควบคุมญี่ปุน เขาไปตอตานกองทัพ เกาหลีเหนือ แตก็ไมสามารถหยุดยั้งได จนกระทั่งตองสงกำลังทหารพรอมรบจากฮาวาย เขามาเสริม จึงสามารถหยุดกองทัพเกาหลีเหนือไวได กอนที่จะเขาไปใกลเมืองปูซาน อันเปนเมืองใหญที่สุดอยูปลายคาบสมุทรเกาหลี เมื่อสามารถยับยั้งกองทัพเกาหลีเหนือ ไมใหรุกคืบหนาตอไดแลว อเมริกาจึง เคลื่อนยายกำลังรบทยอยเขามาเสริม และดำเนินการทางการทูตเจรจากับประเทศฝาย ประชาธิไตย เขารวมทำสงครามโดยอาศัยองคการสหประชาชาติเปนแกนนำมีอเมริกาเปน กำลังหลัก ปรากฏมีหลายชาติไดสงกำลังไปรวมทำการรบในเกาหลี สำหรับประเทศไทย ไดสงกำลังรบ 1 กองพันเพิ่มเติมกำลัง (หมายถึงมีหนวยสนับสนุนที่จำเปนเพิ่มเติมจากอัตรา กำลังปกติ) โดยถูกจัดใหเปนหนวยขึ้นตรงของกองพลทหารมายานเกราะที่ 1 ซึ่งเปน
42 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว หนวยแรกที่ถูกสงเขามาตอตานการบุกรุกของกองทัพเกาหลีเหนือ แตตอมาเมื่อกองพลทหาร มายานเกราะที่ 1 ( First Cavalry ตราหัวมา) ไดรับการผลัดเปลี่ยนใหกลับไปฟนฟูกำลัง กองทัพทหารไทยก็ยายไปขึ้นกับกองพลทหารราบที่2 ( Iwanho ตราหัวอินเดียนแดง) เมื่อรวบรวมกำลังไดเพียงพอแลว กำลังฝายสหประชาชาติซึ่งประกอบดวยกำลังรบ และการสนับสนุนจากหลายประเทศ จึงไดรุกตอบโตยึดพื้นที่กลับคืน โดยไดผลักดันกำลัง ของเกาหลีเหนือถอยรนไปจนถึงเมืองเปยงยาง อันเปนเมืองหลวงของเกาหลีเหนือ ในตอนนี้กองพันทหารไทยผลัดที่ 1 ไดมีสวนรวมในการรุกไลฝายเกาหลีเหนือเขาไปจนถึง ชานเมืองเปยงยางดวย และกอนที่จะเขายึดเมืองเปยงยาง ก็ปรากฏกำลังทหารของ กองทัพจีนไดทุมกำลังทหารมหาศาลเขาตอตานและรุกไลกองกำลังของสหประชาชาติให ถอยรนลงมาจนถึงเมืองเตกู ซึ่งอยูเหนือเมืองปูซาน เปนเมืองทาเรืออยูปลายคาบสมุทร เกาหลีใต ในตอนนี้อเมริกาไดเปลี่ยนผูบัญชาการกองกำลังสหประชาชาติ จากนายพลเวส โมแลนเปนนายพลแมคอาเธอรเขามารับหนาที่และเตรียมแผนการรุกตอบโตกองทัพจีน กับเกาหลีเหนือ และไดเกิดเหตุการณขัดแยงในการทำแผนการรุกครั้งที่ 2 นี้ขึ้น โดย นายพลแมคอาเธอรเสนอแผนยกพลขึ้นบก ตรงบริเวณสวนแคบที่สุดของคาบสมุทรเกาหลี คือบริเวณเมืองอินชอน ซึ่งอยูตอนเหนือขึ้นไปใกลกับเสนขนานที่ 38 แตฝายรัฐบาลอเมริกา ไมอนุมัติใหกระทำ เพราะเกรงวาจะกลายเปนการรบขนาดใหญกับประเทศจีน นำไปสู สงครามขนาดใหญขึ้นได แตนายพลแมคอาเธอรไมเชื่อฟงคำสั่งของประธานาธิบดีอเมริกา โดยไดดำเนินการยกพลขึ้นบกที่เมืองอินชอน แลวสงกำลังยึดพื้นที่บริเวณคอคอดของพื้นที่ บริเวณเมืองอินชอนไดทั้งหมด เปนเหตุใหกองทัพจีนและเกาหลีเหนือที่รุกล้ำเขามา ลอมเมืองปูซานตกอยูในวงลอมถูกจับเปนเชลยศึกและปลดอาวุธ ทำใหประหยัดชีวิตทหาร ของฝายสหประชาชาติไดอยางมากมาย นับเปนผลสำเร็จภารกิจในทางทหารอยางดียิ่ง โดยสามารถทำลายกำลังฝายศัตรูลงได แตเสียกำลังนอยที่สุด ไมตองใชกำลังรุกโตตอบเปน ระยะทางไกล แตคำสั่งตองเปนคำสั่ง ภายหลังสถาปนาแนวตั้งรับในพื้นที่เหนือเสนขนานที่ 38 ไดแลว นายพลแมคอาเธอรจึงตองถูกสับเปลี่ยนและเดินทางกลับอเมริกา โดยมีประชาชน ชาวอเมริกันใหการตอนรับอยางมโหฬารโดงดังไปทั่วโลกใกลเคียงกับพิธีตอนรับนายพล ด ไวท ดี ไอเซ็นฮาว ที่ไดชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 2 เดินทางกลับสหรัฐอเมริกา ภายหลังจากฝายสัมพันธมิตรไดรับความสำเร็จในการยกพลขึ้นบกที่บริเวณเมืองอิน ชอน ก็มุงเขายึดพื้นที่บริเวณเหนือเสนขนานที่ 38 เล็กนอย แลววางกำลังตั้งรับอยู ณ บริเวณ นั้น จนกระทั่งยุติสงครามเกาหลีเมื่อป พ.ศ. 2496
43 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว สำหรับหนวยทหารไทยผลัดแรกไดเขารวมปฏิบัติการในสงครามเกาหลีกับกองกำลัง สหประชาชาติตั้งแตเมื่อกำลังสวนหนาของสหประชาชาติรุกตอบโตไปยังเปยงยางเมืองหลวง ของเกาหลีเหนือ เมื่อเขาถึงเมืองเปยงยางถูกทางทหารของจีนทุมกำลังโจมตี ตองถอนรนลง มาเกือบถึงเมืองปูซาน แลวกลับเปนฝายรุกดวยยุทธการยกพลขึ้นบกที่ อินชอน จนสามารถ สถาปนาแนวตั้งรับที่บริเวณเหนือเสนขนานที่ 38 ไดเรียบรอยแลว รัฐบาลไทยจึงไดจัดสง กองกำลังทหารไทยผลัดที่ 2 ไปผลัดเปลี่ยน ซึ่งขาพเจาโชคดีไดรับการพิจารณาบรรจุเขาอยู ในกองกำลังทหารไทยผลัดที่ 2 นี้ดวย
44 100 ปี คุณพ่อ พลเอก นพ พิณสายแก้ว การไปปฏิบัติราชการในกรณีสงครามเกาหลี ระหวางที่ขาพเจาปฏิบัติราชการเปน ผบ.หมวดอาวุโส ในกองรอยที่ 2 ของ กองพันทหารราบ กรมจเรทหารราบ จังหวัดลพบุรี ประมาณตนเดือนกรกฎาคม 2494 ก็ไดรับคำสั่งกองทัพบก ใหขาพเจาไปปฏิบัติราชการในกองพันทหารราบ ที่สงไปปฏิบัติ ราชการในสงครามเกาหลีผลัดที่ 2 โดยบรรจุเปนรอง ผบ.รอยกองบังคับการ ของกองพัน ทหารราบ (ไทย) ซึ่งมีอยูกองพันเดียว ออกเดินทางโดยเครื่องบินของบริษัทการบินไทย ไปยังโตเกียว ประมาณวันที่ 2 กรกฎาคม 2494 พักอยูที่โตเกียว 3 วัน ก็เดินทางโดยรถไฟ จากโตเกียวไปยังเมืองซาเซโบ อันเปนเมืองทาเรือ อยูทางตอนปลายของเกาะญี่ปุน แลวขึ้นเรือเดินทะเลขามชองแคบเกาหลีไป 1 คืน จึงขึ้นสูแผนดินเกาหลีที่เมืองปูซาน เปนเมืองใตสุดของคาบสมุทรเกาหลี พอลงจากเรือเพื่อขึ้นรถบัสทหารอเมริกันที่มารับ พวกเราทุกคนก็ไดกลิ่นปุยในนาขาวของเกาหลี ซึ่งเขาใชอุจจาระคนเปนปุยปลูกขาว (มีผูเลาวาแขกที่มาที่บานชาวนาเขาจะเลี้ยงอาหารเสร็จแลว ตองปลอยปุยใหกับเจาของบาน เปนการตอบแทน โดยถือเปนธรรมเนียมเครงครัด) หลังจากที่ไดรายงานตัวกับ บก.หนวยทหารไทยที่ปูชานแลว ก็ถูกสงตัวไปเขาแคมป UNRC (United Nation Reception Centre) เปนศูนยรับทหารสหประชาชาติ จากนั้นไดเปลี่ยนเครื่องแบบ เปนชุดสนาม เขารับการฝกอยูที่คายนี้เปนเวลา 1 เดือน ภายในคาย มีหนวยทหารตางชาติ ที่สงกำลังรบมารวมกับกองกำลังสหประชาชาติในเกาหลีหลายชาติ เมื่อขาพเจามาถึง ไดมีทหารไทยผลัดเดียวกับขาพเจา เขามาเพื่อรับการฝกอยูบางแลว โดยสวนใหญเดินทาง มาทางเรือสมุทร เมื่อกำลังพลในผลัดนี้มาพรอมกันแลว จึงเริ่มรับการฝกจากชุดครูฝก ซึ่งมีนายทหารและจากับนายสิบอเมริกันเปนผูฝกอบรม โดยชุดทหารของฝายไทย ซึ่งประจำอยูที่ศูนยฝกนี้ ทำหนาที่เปนลามและผูชวยฝกดวย ขาพเจารับตำแหนงรองผบ.รอยกองบังคับการของกองพัน มีหนาที่รับผิดชอบดูแล หมวดขนสงและยานพาหนะของกองพัน จึงตองเขารับการอบรมวิชาการทางเทคนิคของ ยานยนตทั่วไปในกองพันซึ่ง มีรถจี๊บเล็ก (รถขนาดนั่งได 4 คน) กับรถจี๊บกลาง (นั่งได 12 คน) และรถบรรทุก GMC. (นั่งได 1 หมวด ประมาณ 50 คน) โดยมีจาและนายสิบรับการ ฝกและการแนะนำในหมวดยานยนตของกองพันไปพรอมกันดวย นอกจากนี้กำลังพลใน หมวดขนสงนี้ตองฝกทำการรบแบบหนวยกำลังรบของทหารราบไปดวย เพราะอาจจำเปน ตองปฏิบัติการเชนเดียวกับหนวยรบในบางโอกาส หนวยทหารไทยผลัดที่ 2 นี้ ฝกอยูที่