The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มืองานนิพนธ์2564

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by alongkorn.suk, 2022-05-30 10:22:14

คู่มืองานนิพนธ์2564

คู่มืองานนิพนธ์2564

Keywords: คู่มืองานนิพนธ์2564

คูม่ อื งานนิพนธ์

(ฉบับปรับปรงุ พ.ศ. 2564)

คณะศกึ ษาศาสตร์
มหาวทิ ยาลัยภาคตะวันออกเฉยี งเหนอื



คำนำ

คู่มือการจัดทำงานนิพนธ์ ปีการศึกษา 2564 ฉบับนี้ ได้ปรับปรุงจากคู่มือการจัดทำงาน
นพิ นธ์ของมหาวทิ ยาลัยภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ปกี ารศกึ ษา 2560 โดยไดป้ รบั ปรงุ เนอ้ื หาให้มีความ
สมบูรณม์ ากยิง่ ขนึ้ เพ่อื ให้นกั ศึกษาใชเ้ ป็นค่มู ือในการจดั ทำการค้นคว้าอสิ ระ (Independent Study)
วิทยานิพนธ์ (Thesis) ดุษฎีนิพนธ์ (Dissertation) ในปีการศึกษา 2565 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ
การศึกษาตามหลักสูตรปริญญาโท และปริญญาเอก ทุกสาขาวิชา โดยแบ่งเนือ้ หาออกเป็น 5 บท คือ
บทนำ แนวปฏิบัติในการทำงานนิพนธ์ องค์ประกอบการงานนิพนธ์ฉบับสมบูรณ์ การจัดพิมพ์งาน
นิพนธ์ การเขยี นอา้ งองิ และบรรณานกุ รมในงานนิพนธ์

คู่มือเล่มนี้จะเกิดคุณประโยชน์ก็ต่อเมื่อนักศึกษาได้ศึกษาและทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้
รวมถึงให้ความร่วมมือปฏิบัติงานตามข้อเสนอแนะของอาจารย์ที่ปรึกษางานนิพนธ์อย่างต่อเนื่อง
สม่ำเสมอจึงจะทำให้การศึกษาประสบความสำเร็จ เพราะงานนิพนธ์ที่มีคุณภาพนั้นนอกจากเป็นสิ่ง
สำคัญที่สุดของการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาแล้ว ยังแสดงให้เห็นถงึ ความสามารถ ความพยายาม
และความประณตี ของผูว้ ิจยั อีกด้วย

ขอขอบคุณ คณะกรรมการที่ปรกึ ษา คณะกรรมการดำเนินงานและคณาจารยท์ ุกท่านทีม่ ีสว่ น
ในการจัดทำคู่มือเล่มนี้ให้เป็นเอกสารที่มีความสมบูรณ์และถูกต้องสำหรับใช้เป็นแนวทางในการจัด
ทำงานนพิ นธข์ องนกั ศึกษา

(ผชู้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.วานชิ ประเสรฐิ พร)
คณบดีคณะศกึ ษาศาสตร์

มหาวทิ ยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
มถิ นุ ายน 2565

คมู่ อื งานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2565

สารบญั ข

บทที่ 1 บทนำ หนา้
1. นยิ ามและประเภทของงานนิพนธ์
2. ความสำคญั ของงานนิพนธ์ 1
3. จรรยาบรรณในการดำเนนิ งานนิพนธ์ 1
4. ประเดน็ ทค่ี วรตระหนกั ในการดำเนินงานนพิ นธ์ 2
2
บทท่ี 2 แนวปฏบิ ัตใิ นการทำงานนพิ นธ์ 4
1. การลงทะเบียนทำงานนิพนธ์
2. การเสนอหัวข้องานนพิ นธ์ 5
3. การเสนอเค้าโครงงานนิพนธ์ 5
4. การขอแต่งตั้งอาจารย์ท่ีปรึกษางานนพิ นธ์ 6
5. การประเมินผลความก้าวหนา้ ในการทำงานนพิ นธ์ 6
6. การขอสอบงานนพิ นธ์ 6
7. การดำเนนิ การตา่ งๆ ในการสอบงานนิพนธ์
8. การสง่ งานนพิ นธ์ 8
9. แผนผงั ขน้ั ตอนการทำงานนพิ นธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ 8
มหาวิทยาลัยภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ 9
12
บทที่ 3 องคป์ ระกอบการงานนพิ นธฉ์ บบั สมบรู ณ์ 13
1. ส่วนประกอบตอนต้น
2. ส่วนเนื้อเรื่อง 15
3. สว่ นประกอบตอนทา้ ย 15
16
17

คู่มืองานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2565

บทท่ี 4 การจดั พิมพง์ านนพิ นธ์ ค
1. กระดาษและการจดั หน้ากระดาษ
2. การจัดตำแหน่งข้อความในหนา้ กระดาษ หน้า
3. การใส่เลขหน้าและการลำดบั หนา้
4. การแบ่งบทและหัวข้อในบท 19
5. ตัวพิมพ์ 19
6. การเวน้ ระยะหา่ งระหว่างบรรทดั 20
7. การย่อหนา้ 20
8. การใช้เครอื่ งหมายวรรคตอน 20
9. การพมิ พค์ ำภาษาตา่ งประเทศ 21
10. การพมิ พอ์ ัญพจน์ (อญั ประภาษ) 21
11. การพิมพส์ ารบัญ 22
12. การพิมพต์ าราง 22
13. การพิมพภ์ าพ 22
14. การพิมพ์หนา้ บอกตอน 23
24
บทท่ี 5 การเขียนอา้ งอิงและบรรณานกุ รมในงานนพิ นธ์ 25
1. การอา้ งองิ ในส่วนเนือ้ เร่อื ง 26
2. การอา้ งองิ ในส่วนท้ายเล่มหรือบรรณานกุ รม 26

บรรณานุกรม 27
ภาคผนวก 27
35
ภาคผนวก ก จรรยาบรรณนักวิจัย 53
ภาคผนวก ข ตัวอย่างการพิมพส์ ่วนต่างๆ และการจดั วางเน้อื หา
ภาคผนวก ค แบบฟอร์มตา่ งๆ ในการดำเนินงานนพิ นธ์ 55
ภาคผนวก ง แบบประเมนิ ผลการสอบงานนพิ นธ์ 59
ภาคผนวก จ แนวปฏบิ ัติในการบันทึกข้อมลู งานนิพนธ์ลงแผน่ ซดี ี 83
ภาคผนวก ฉ คำสง่ั แตง่ ต้งั คณะกรรมการปรบั ปรุงคมู่ อื นิพนธ์ 97
105
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ.2564) 109

คู่มืองานนพิ นธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2565

1
บทท่ี 1

บทนำ

คู่มือการจัดทำงานนิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัย
ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ เนื้อหาในบทนำ จะเกี่ยวขอ้ งกับรายละเอียดต่างๆ ดงั น้ี

1. นยิ ามและประเภทของงานนพิ นธ์
2. ความสำคญั ของงานนิพนธ์
3. จรรยาบรรณในการดำเนินงานนิพนธ์
4. ประเด็นทคี่ วรตระหนักในการดำเนนิ งานนพิ นธ์

1. นิยามและประเภทของงานนิพนธ์

1. นิยาม
งานนพิ นธ์ คอื ผลงานทางวชิ าการ ทน่ี ักศึกษาในระดบั บัณฑติ ศึกษา คณะศกึ ษาศาสตร์

ไดด้ ำเนนิ งานตามกระบวนการและระเบียบวธิ ีการแสวงหาความรู้ของแตล่ ะสาขาวิชา โดยเรยี บเรียง
เป็นรายงานในรูปแบบของ การค้นคว้าอิสระ วิทยานิพนธ์ หรือดุษฎีนิพนธ์ เพื่อเสนอเป็นส่วนหน่ึง
ของการศึกษาตามเงื่อนไขของแตล่ ะหลักสูตร

2. ประเภทของงานนิพนธ์
งานนิพนธ์ของคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ แบ่งออกเป็น

2 ประเภทคอื
2.1 การค้นคว้าอิสระ (Independent Study) หมายถึง งานนิพนธ์ที่นักศึกษา

ระดับมหาบัณฑิต แผน ข. ได้รับอนุมัติให้ทำการศึกษาค้นคว้าและวิเคราะห์เจาะลึกในประเด็นที่
สำคัญของแต่ละสาขาวิชา และได้ดำเนินการถูกต้องตามระเบียบวิธีการแสวงหาความรู้ของแต่ละ
สาขาวชิ าจนเสรจ็ สมบูรณ์ แลว้ เผยแพร่ผลงานตอ่ สาธารณชน

2.2 วิทยานิพนธ์ หรือ ดุษฎีนิพนธ์ ( Thesis or Dissertation) หมายถึง
งานนิพนธ์ของนักศึกษาในระดับมหาบัณฑิตหรือนักศึกษาในระดับดุษฎีบัณฑิตที่ได้รับอนุมัติ
ใหท้ ำการศกึ ษาค้นควา้ ตามเงื่อนไขของหลกั สูตร โดยอาศยั ระเบยี บวิธีวจิ ยั ดำเนนิ งานอย่างเปน็ ระบบ
และตามแบบแผนที่กำหนด เพื่อแสดงถึงความคิดริเริ่มในการแสวงหาความรู้ การวิเคราะห์
การสังเคราะห์ การสร้างสรรค์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การอภิปรายถึงหลักฐานและข้อค้นพบจาก

คมู่ อื งานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

2
การศึกษาวิจัยโดยเชื่อมโยงกับสมมติฐาน หรือหลักการหรือทฤษฎีหรือกรอบแนวคิดที่ได้กำหนดไว้
เมอ่ื เริม่ ทำการศึกษาวจิ ัย รวมทัง้ มขี ้อสรุปบนพืน้ ฐานของขอ้ ค้นพบดังกลา่ ว

งานนิพนธ์เป็นสื่อในการถ่ายทอดความรู้ และวิทยาการไปสู่นักวิชาการ นักวิชาชีพ
และบุคคลทัว่ ไป ฉะนน้ั จำเปน็ ต้องมคี ณุ ภาพและมคี วามถกู ต้องเชิงวชิ าการ

2. ความสำคัญของงานนิพนธ์

การจัดการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษา มุ่งหวังที่จะให้นักศึกษามีความรู้และทักษะ
ในการประกอบอาชีพ รวมทั้งความสามารถในการแสวงหาความรู้ เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ส่งผล
ต่อการพัฒนาวิชาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง และพัฒนาสังคมต่อไป ฉะนั้นงานนิพนธ์ใน
แตล่ ะระดับจึงมคี วามสำคญั ดงั น้ี

1. เปน็ สญั ลักษณ์แสดงถงึ ความวิริยะอตุ สาหะและความรอบรู้ของนักศึกษา
งานนิพนธ์แสดงถึงความสามารถในการศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ความสนใจใฝ่รู้

วิชาการอย่างต่อเนื่อง ความสามารถวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาตามหลักวิชาการได้อย่างถูกต้อง
ความสามารถเชิงวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ความสามารถเชิงการเขียนการใช้ภาษา รวมถึงเป็น
หลักฐานสำคัญในการตรวจสอบคณุ สมบัติและคณุ ภาพของมหาบณั ฑิต หรอื ดษุ ฎีบณั ฑิต

2. เปน็ เงือ่ นไขส่วนหนง่ึ ของการสำเร็จการศึกษา
ตามมาตรฐานหลักสตู รระดับบัณฑิตศึกษา กำหนดให้นักศกึ ษาในระดับมหาบัณฑิต

และดุษฎีบัณฑิตต้องทำงานนิพนธ์ โดยต้องสอบผ่านตามเงื่อนไขของคณะศึกษาศาสตร์ ดังนั้นหาก
นักศกึ ษาไม่สามารถทำงานนพิ นธ์ใหล้ ลุ ว่ งเปน็ ผลสำเร็จก็ไมส่ ามารถสำเรจ็ การศกึ ษาตามหลักสตู รได้

3. เป็นดัชนีบง่ ชคี้ ุณภาพของการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา
งานนิพนธ์นับว่าเป็นดัชนีบ่งชี้คุณภาพของการศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ทั้งนี้หาก

นักศึกษาผลิตผลงานนิพนธ์ที่มีคุณภาพ เช่น ก่อให้เกิดความรู้ใหม่ที่มีประโยชน์ และสามารถ
นำมาประยุกต์ใช้ได้ในสังคม หรือได้ยอมรับให้ตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารทางวิชาการที่มีมาตรฐาน
หรือการประชุมสัมมนา ระดับชาติ ระดับนานาชาติ จะส่งผลให้การจัดการศึกษาในระดับ
บณั ฑติ ศกึ ษาของหลกั สตู รสาขาวิชานัน้ ๆ ได้รบั การยอมรับจากแวดวงวิชาการมากยิ่งขึ้น

3. จรรยาบรรณในการดำเนนิ งานนิพนธ์

ในการแสวงหาความรู้เพื่อดำเนินงานนิพนธ์นั้น จำเป็นต้องอาศัยวิธีการอันเป็นที่ยอมรับ
ในแต่ละสาขาวิชา โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธวี ิทยาการวิจยั ซึ่งในที่นี้ครอบคลุมถึงแนวคิดและมโนทัศน์
วธิ กี ารทจ่ี ะไดม้ าซ่งึ สารสนเทศท่ีต้องการ การวเิ คราะห์ การสังเคราะห์ และการสร้างองค์ความรู้ใหม่

คู่มอื งานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

3
การดำเนินงานในลักษณะเช่นนี้ อาจมีผลกระทบต่อบุคคล วิถีชีวิตทางสังคมของชุมชน ฉะนั้น
นักศึกษาพึงตระหนักถึงจรรยาบรรณ หรือหลักความประพฤติอันเหมาะสมซึ่งแสดงถึงจริยธรรมใน
การดำเนินงานนิพนธ์ ดังที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (2541) ได้กำหนด “จรรยาบรรณนักวิจัย”
ไว้เป็นแนวทางสำหรับยึดถือปฏิบัติเพื่อให้การดำเนินงานวิจัยตั้งอยู่บนพื้นฐานของ จริยธรรมและ
หลักวิชาการทถ่ี ูกต้อง (ภาคผนวก ก หนา้ 55)

การดำเนนิ งานนพิ นธ์ นักศกึ ษาพงึ ตระหนักต่อข้อกำหนดทางจริยธรรมดงั นี้

1. สิทธิและความยินยอมของผู้ให้ข้อมูล ให้ถือเป็นหน้าที่ที่ผู้วิจัยต้องตระหนักในสิทธิ
ของผู้ให้ข้อมูลหรือกลุ่มตัวอย่างที่จะได้รับทราบคำชี้แจงเกี่ยวกับงานวิจัยและผลกระทบที่อาจจะ
ได้รับจากการเข้าร่วมการวิจัยอย่างครบถ้วน ครอบคลุมและตรงไปตรงมา ทั้งนี้ผู้วิจัยต้องไม่กระทำ
การใดๆ อันเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในการตดั สินใจของผใู้ ห้ขอ้ มูลหรอื กลุ่มตัวอยา่ งที่ทำการศึกษา

ในกรณีที่จำเป็นต้องดำเนินการวิจัยซึ่งไม่สามารถเปิดเผย ให้ผู้ถูกศึกษาได้ทราบว่า
ตนเอง กำลังถูกศึกษา เนื่องจากจะมีผลต่อความถูกต้องของผลการวิจัย ผู้วิจัยต้องเพิ่มความ
ระมัดระวังผลกระทบท่จี ะเกดิ ข้นึ ต่อผู้ถูกศกึ ษา ท้ังทางดา้ น ร่างกาย จิตใจ และสังคม นอกจากน้ีต้อง
ไม่ดำเนินการวจิ ัยอนั เป็นผลต่อการละเมิดหรือลิดรอนหรือลดทอนศกั ดศิ์ รีของความเป็นมนุษย์ของผู้
ถกู ศกึ ษาและผูท้ ี่เกย่ี วขอ้ ง

2. การรักษาความเป็นส่วนตัวของผู้ให้ข้อมูล ผู้วิจัยต้องรักษาข้อมูลการวิจัยไว้เป็น
ความลับ ไม่ว่าข้อมูลดังกล่าวจะอยู่ในรูปของคำตอบในแบบสอบถาม ภาพ หรือ เสียงการให้
สัมภาษณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ผลงานวิจัยจะส่งผลกระทบต่อผู้ให้ข้อมูล โดยต้องมีแนว
ทางการป้องกันไม่ให้การตรวจสอบย้อนกลับไปบ่งชี้ได้ว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลของบุคคลใด
ตัวอย่างเช่น การใช้นามสมมติ การใช้รหัสแทนช่ือบุคคลหรือสถานทส่ี มมติ เป็นต้น

3. จรรยาบรรณในการใช้ประโยชน์จากผลงานของผู้อื่น การวิจัยเป็นการต่อยอดจาก
ฐานขององค์ความรู้เดิมซึ่งได้มีการพบมาก่อนนั้น ความรู้ดังกล่าวอาจอยู่ในรูปของ แนวคิด ทฤษฎี
ข้อเขียน ความคิด หรือ ข้อค้นพบจากงานวิจัย ซึ่งเท่ากับว่าเจ้าของผลงานทางวิชาการดังกล่าว
ข้างต้นเป็นผู้ที่มีคุณูปการทางวิชาการการใช้ประโยชน์จากผลงานของผู้อื่นนั้น แม้ว่าผู้วิจัยจะได้
เขียนเรยี บเรียงขึ้นใหม่ ผู้วิจัยจะต้องระบุวา่ เป็นการเขียนและเรียบเรยี งขึ้นมาจาก ข้อความ คำพูด
ความคิด หรือข้อค้นพบของผู้ใด และต้องไม่ทำการใดๆ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่า ผลงาน
วิชาการของผู้อ่ืนเปน็ ผลงานของผู้วิจยั โดยการทีไ่ ม่อา้ งอิงหรือการอ้างองิ ทีไ่ ม่ถูกต้อง

ในส่วนของการทบทวนวรรณกรรม ผู้วิจัยจะต้องเป็นผู้ที่ประมวลความรู้ต่างๆ ขึ้นมา
ด้วยตนเอง โดยจะต้องไม่ลอกเลียนหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นที่เคยนำเสนอไว้แล้วมาเสนอใหม่
ในงานของตนแบบคำต่อคำ บรรทัดต่อบรรทัด หรือหน้าต่อหน้า ในกรณีที่จำเป็นต้องคัดลอกก็ต้อง
ใช้การอ้างอิงทีถ่ ูกต้องตามรปู แบบท่ีค่มู ือนี้กำหนด เพ่ือใหเ้ ห็นชัดเจนวา่ คัดลอกจากแหลง่ ใด

4. ความซื่อตรงทางวิชาการของผู้วิจัย ผู้วิจัยจะต้องมีความซื่อตรงทางวิชาการ
ในการดำเนินงานวิจัย เริ่มตั้งแต่การทบทวนวรรณกรรม การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล

คมู่ อื งานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

4
การนำเสนอผลการวิจัย ซึ่งจะต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงและการอ้างอิง โดยจะต้องไม่บิดเบือนเพอ่ื
วัตถุประสงคแ์ อบแฝงใดๆ

เพื่อเป็นแนวปฏิบัติที่ดีของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ จึงกำหนดให้นักศกึ ษาทุกคนที่กำลังดำเนินการทำงานนิพนธ์
จะต้องปฏิบัติกิจกรรมเพิ่มเติม คือ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ต้องเข้าอบรมจริยธรรมวิจัยใน
มนุษย์ ตามโครงการของมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้จัดขึ้น หรือสามารถเข้าอบรมใน
สถาบันต่างๆ ที่มีการจัดอบรมในเรื่องดังกล่าว ตามความเหมาะสม และนักศึกษาต้องนำเอกสาร
รบั รองการเข้าอบรมประกอบเปน็ หลกั ฐานในการขอสอบเค้าโครงงานนพิ นธเ์ ป็นลำดับต่อไป

1. เมื่อนักศึกษาผ่านการสอบเค้าโครงงานนิพนธ์แล้ว จะต้องดำเนินการ
ส่งโครงการวิจัยดังกล่าว เพื่อยื่นเสนอขอรับการพิจารณาจริยธรรมการวิจัย จากคณะกรรมการการ
วิจัยในมนุษย์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือในหน่วยงานที่มีมาตรฐาน ก่อนการ
ดำเนนิ การวิจัยตามแผนการวิจัย

2.กอ่ นการดำเนนิ การสอบงานนพิ นธ์ นักศึกษาต้องดำเนินการตรวจอกั ขราวิสุทธ์ิใน
ร ะ บ บ ต ร ว จ ส อ บ ก า ร ล อ ก เ ล ี ย น ว ร ร ณ ก ร ร ม ท า ง ว ิ ช า ก า ร ท่ี website :
http://plag.grad.chula.ac.th/ มีค่าไม่เกินตามที่มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือได้
ประกาศเป็นแนวปฏิบัติ และต้องแนบรายงานการแสดงค่าร้อยละความคล้ายระหว่างงานเขียนกับ
เอกสารทีอ่ ยใู่ นฐานข้อมูล เพ่อื เสนอกรรมการสอบงานนิพนธ์

4. ประเดน็ ทค่ี วรตระหนกั ในการดำเนินงานนพิ นธ์

ในการทำงานนพิ นธ์ นักศกึ ษาตอ้ งตระหนกั ในประเดน็ ต่างๆ ดังนี้
1. ระเบียบและประกาศต่างๆ ทเ่ี ก่ียวขอ้ งกบั การทำงานนพิ นธ์
นักศึกษาควรทำความเข้าใจ ระเบียบ ประกาศ และข้อกำหนด ของมหาวิทยาลัย

ที่เกี่ยวกบั แนวปฏิบตั ิในการทำงานนิพนธใ์ หช้ ัดเจน เพื่อช่วยให้สามารถวางแผนในการทำงานนิพนธ์
สำเร็จได้ตามกำหนดเวลาซึ่งสามารถอ่านและทำความเข้าใจได้จากคู่มือการศึกษาระดับ
บณั ฑติ ศึกษาและคมู่ ือการจดั ทำงานนิพนธ์ของคณะศกึ ษาศาสตรฉ์ บบั น้ี

1.1 อาจารยท์ ่ปี รกึ ษางานนิพนธ์
1.1.1 การเลือกอาจารย์ทป่ี รกึ ษา
นักศึกษาควรปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาทั่วไป (Academic Advisor)

ประธานหรือกรรมการบริหารหลักสูตรถึงหัวข้อปัญหาและแนวทางการวิจัยที่ตนได้ศึกษามาแล้ว
เพื่อขอคำแนะนำในการเลือกหรือติดต่ออาจารย์ที่มีความรู้ ความชำนาญหรือสนใจในหัวข้อปัญหา
ดงั กลา่ วให้เป็นอาจารย์ทปี่ รกึ ษางานนิพนธ์ กจิ กรรมการเลือกอาจารย์ท่ีปรึกษานี้ อาจอยู่ในดุลพินิจ
ของแต่ละสาขาวิชาในการจัดอาจารยท์ ่ปี รึกษาใหก้ ับนักศกึ ษา

คมู่ ืองานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

5
1.1.2 การปรึกษาหารอื

ในการทำงานนิพนธ์ นักศึกษาต้องพบปรึกษาหารือและรายงาน
ความก้าวหน้าของการทำงานนิพนธ์อยา่ งสม่ำเสมอ ตลอดระยะเวลาที่ทำงานนิพนธน์ ้ัน หากเป็นไป
ได้ควรกำหนดตารางเวลาการเข้าพบอาจารย์ที่ปรึกษาให้เป็นที่แน่นอน อาจเป็นเดือนละหนึ่งคร้ัง
หรอื สองคร้ังเปน็ อยา่ งนอ้ ย

1.2 การวางแผนทำงานนิพนธ์
ในการวางแผนทำงานนิพนธ์ นักศึกษาสามารถดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกับ

การเรียนรายวิชา นักศึกษาสามารถเสนอเค้าโครงงานนิพนธ์ได้ เมื่อมีหน่วยกิตสะสมตามท่ีหลกั สตู ร
สาขาวิชา กำหนดในแตล่ ะหลกั สูตร โดยไมจ่ ำเป็นต้องเรียนใหค้ รบกระบวนวิชา

คมู่ อื งานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

6
บทที่ 2

แนวปฏิบัติในการทำงานนิพนธ์

แนวปฏิบัติในการทำงานนิพนธ์ ของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลยั ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ได้กำหนดรายละเอยี ดดังนี้

1. การลงทะเบยี นทำงานนพิ นธ์
2. การเสนอหัวข้องานนพิ นธ์
3. การนำเสนอเคา้ โครงงานนพิ นธ์
4. การขอแต่งต้งั อาจารยท์ ี่ปรึกษางานนพิ นธ์
5. การประเมนิ ผลความก้าวหน้าในการทำงานนิพนธ์
6. การขอสอบงานนพิ นธ์
7. การดำเนนิ การต่างๆ ในการสอบงานนพิ นธ์
8. การสง่ งานนิพนธ์
9. แผนผงั ขนั้ ตอนการทำงานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์

1. การลงทะเบียนทำงานนิพนธ์

ปริญญาโท (แผน ข)
นักศึกษาจะลงทะเบียนทำงานนิพนธ์ครั้งแรก เมื่อนักศึกษาได้ศึกษาครบถ้วนตาม

กำหนดในหลักสูตร โดยจะต้องได้รับระดับคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 จาก ระดับ 4.00 ระดับ
คะแนนสอบผ่านการสอบประมวลความรู้ (Comprehensive Examination) ด้วยข้อเขียน และ/
หรือปากเปล่าในสาขาวิชานั้น พร้อมทั้งเสนอรายงานการค้นคว้าอิสระ และสอบผ่านการสอบปาก
เปลา่ ขัน้ สุดท้ายโดยคณะกรรมการที่มหาวทิ ยาลัยแต่งต้งั และเปน็ ระบบเปิดให้ผู้สนใจเข้ารบั ฟังได้

ปรญิ ญาโท (แผน ก) แบบ ก1 และก2
นักศึกษาจะลงทะเบียนทำงานนิพนธ์ครั้งแรก เมื่อนักศึกษาได้ศึกษาครบถ้วนตาม

กำหนดในหลักสูตร โดยจะต้องได้รับระดับคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.00 จาก ระดับ 4.00 ระดับ
คะแนน หรือเทียบเท่าพร้อมทั้งเสนองานนิพนธ์และสอบผ่านการสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย โดย
คณะกรรมการท่ีมหาวทิ ยาลยั แต่งต้งั และตอ้ งเป็นระบบเปิดใหผ้ ้สู นใจเขา้ รับฟงั ได้

ปริญญาเอก (หลกั สตู รแบบ 1.1,1.2,2.1 และ2.2)
นักศึกษาลงทะเบียนทำงานนิพนธ์ครั้งแรก เมื่อศึกษาครบถ้วนตามข้อกำหนดใน

หลักสูตร โดยต้องได้ระดับคะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกวา่ 3.00 จากระบบ 4.00 ระดับคะแนนหรอื เทียบเท่า
สอบผ่านการสอบวัดคุณสมบัติ (Qualifying Examination) เพื่อเป็นผู้มีสิทธิขอทำงานนิพนธ์

ค่มู ืองานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

7
เสนองานนิพนธ์การสอบผ่านการสอบปากเปล่าขั้นสุดท้าย โดยคณะกรรมการที่คณะศึกษาศาสตร์
มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือแต่งตั้ง ซึ่งจะต้องประกอบด้วยอาจารย์ในสาขาวิชาและ
ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกสถาบัน และวนั จัดสอบต้องเปน็ ระบบเปิดให้ผสู้ นใจเข้ารับฟงั ได้

2. การเสนอหัวขอ้ งานนพิ นธ์

การเสนอหวั ข้องานนพิ นธ์ โดยนักศึกษาทำบันทึก ตามแบบ ศษ.02 (ภาคผนวก ค หนา้ 86)
เสนอต่อประธานหลักสูตรเพื่อให้ความเห็นชอบ และหลักสูตรสาขาวิชา ทำบันทึกเสนอผ่าน
คณะศึกษาศาสตร์ เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาพิจารณาอนุมัติทั้งภาษาไทยและ
ภาษาอังกฤษ

เมื่อการพิจารณาหัวข้องานนิพนธ์ผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการบัณฑิต หลักสูตร
สาขาวิชาเสนอขอแต่งตั้งอาจารย์ที่ปรึกษา ตามแบบ ศษ.03 (ภาคผนวก ค หน้า 88) เสนอคณบดี
คณะศึกษาศาสตรเ์ พอื่ พจิ ารณาแต่งตง้ั

3. การนำเสนอเคา้ โครงงานนิพนธ์

เค้าโครงงานนิพนธ์ เปน็ เอกสารโครงการศึกษาวิจัยทน่ี ักศกึ ษาเรียบเรียงขึน้ มีองค์ประกอบ
ที่สำคัญคือ ชื่อเรื่อง (หัวข้อที่จะทำการวิจัย) ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา คำถามการ
วิจัย วัตถุประสงค์ สมมติฐาน ขอบเขตเนื้อหา ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง นิยามศัพท์เฉพาะ
ประโยชน์ทคี่ าดวา่ จะไดร้ ับ วรรณกรรมและงานวิจยั ท่เี กย่ี วขอ้ ง กรอบแนวคดิ และวิธีการดำเนินการ
วจิ ยั โดยเป็นหวั ขอ้ และองค์ประกอบตามท่ีคณะศกึ ษาศาสตร์กำหนด โดยความเหน็ ชอบของอาจารย์
ที่ปรึกษา นำเสนอสาขาวิชาเพื่อเสนอคณะกรรมการบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยพิจารณาอนุมัติ
หวั ขอ้ ตอ่ ไป

4. การขอแตง่ ตั้งอาจารย์ท่ีปรกึ ษางานนิพนธ์

เมอ่ื นกั ศกึ ษาได้รับการอนุมัติหัวข้องานนิพนธ์ ให้ดำเนินการเสนอแต่งตั้งอาจารย์ท่ีปรึกษา
งานนพิ นธ์โดยผ่านการเห็นชอบของคณะกรรมการบริหารหลักสตู ร นกั ศึกษาจะตอ้ งดำเนินการจัดทำ
รูปเล่มเค้าโครงงานนิพนธ์ โดยมีหัวข้อและองค์ประกอบตามหลักสูตรสาขาวิชากำหนด โดยผ่าน
การพิจารณาเห็นชอบของอาจารย์ที่ปรึกษา ประธานหลักสูตร เสนอต่อคณบดี เพื่อพิจารณาอนุมัติ
ในการขึน้ สอบเค้าโครงงานนพิ นธ์ (3 บท) ต่อไป

ใหน้ ักศกึ ษาเสนอชอ่ื อาจารย์ทป่ี รกึ ษางานนิพนธ์ ตามแบบ ศษ. 03 โดยผ่านความเห็นชอบ
ของที่ประชุมสาขาวิชา ซึ่งอาจารย์ที่ปรึกษามีคุณสมบัติและมีหน้าที่ตามประกาศ

คู่มืองานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

8
กระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2558
(กระทรวงศกึ ษาธิการ,2558) โดยมีรายละเอียดดังนี้

4.1 อาจารยท์ ปี่ รึกษาระดับปริญญาโท
อาจารย์ที่ปรกึ ษางานนิพนธ์ แบ่งออกเปน็ 2 ประเภท คือ
1) อาจารยท์ ปี่ รึกษาวิทยานิพนธห์ ลักและการค้นคว้าอิสระ ต้องเปน็ อาจารย์ประจำ

หลักสูตรมีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือขั้นต่ำปริญญาโทหรือเทียบเท่าที่มีตําแหน่ง
รองศาสตราจารย์ และมีผลงานทางวิชาการทีไ่ มใ่ ช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา และเปน็
ผลงานทางวิชาการที่ได้รับการเผยแพร่ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในการพิจารณาแต่งตั้งให้บุคคล
ดํารงตาํ แหนง่ ทางวิชาการอยา่ งนอ้ ย 3 รายการ ในรอบ 5 ปีย้อนหลัง โดยอย่างน้อย 1 รายการ ต้อง
เปน็ ผลงานวจิ ยั

2) อาจารย์ที่ปรกึ ษาวิทยานพิ นธ์รว่ ม (ถา้ ม)ี ตอ้ งมคี ณุ วฒุ ิและคุณสมบตั ิ ดังน้ี
อาจารย์ทปี่ รกึ ษาวทิ ยานิพนธ์ร่วมทเ่ี ปน็ อาจารยป์ ระจํา ตอ้ งมคี ณุ วุฒแิ ละผลงาน

ทางวิชาการเช่นเดียวกับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลัก สําหรับอาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์
ร่วมทีเ่ ป็นผู้ทรงคณุ วุฒภิ ายนอก ตอ้ งมีคณุ วฒุ ปิ รญิ ญาเอกหรือเทียบเทา่ และมผี ลงานทางวิชาการท่ี
ได้รับการตีพิมพเ์ ผยแพร่ในวารสาร ที่มีชื่ออยู่ในฐานขอ้ มูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับชาติ ซึ่งตรงหรอื
สมั พันธ์กบั หวั ขอ้ วทิ ยานิพนธ์หรอื การค้นควา้ อสิ ระ ไม่นอ้ ยกว่า 10 เรอ่ื ง

กรณีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่ไม่มีคุณวุฒิและผลงานทางวิชาการ ตามที่กําหนด
ข้างต้น ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจะต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง เป็นที่
ยอมรับ ซึ่งตรงหรือสัมพันธ์กับหัวข้อวิทยานิพนธ์หรือการค้นคว้าอิสระ โดยผ่านความเห็นชอบจาก
สภาสถาบันอุดมศึกษาแหง่ นั้น และแจง้ คณะกรรมการการอดุ มศกึ ษารับทราบ

4.2 อาจารยท์ ป่ี รกึ ษาระดับปรญิ ญาเอก

อาจารย์ท่ีปรกึ ษาดุษฎนี พิ นธ์ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คอื

1) อาจารย์ที่ปรกึ ษาดุษฎีนิพนธ์หลัก ต้องเปน็ อาจารย์ประจําหลักสูตร มีคุณวุฒิ
ปริญญาเอกหรือเทียบเท่า หรือขั้นต่ำปริญญาโทหรือเทียบเท่าที่มีตําแหน่งรองศาสตราจารย์ และ
มีผลงานทางวิชาการที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญา และเป็นผลงานทางวิชาการที่
ได้รับการเผยแพร่ ตามหลักเกณฑ์ที่กําหนดในการพิจารณาแต่งตั้งให้บุคคลดํารงตําแหน่งทาง
วิชาการอยา่ งน้อย 3 รายการ ในรอบ 5 ปยี อ้ นหลงั โดยอยา่ งนอ้ ย 1 รายการตอ้ งเป็นผลงานวจิ ัย

2) อาจารยท์ ่ีปรึกษาดษุ ฎีนิพนธร์ ว่ ม (ถ้ามี) ตอ้ งมีคณุ วฒุ แิ ละคุณสมบตั ิ ดังน้ี
อาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์ร่วมที่เป็นอาจารย์ประจํา ต้องมีคุณวุฒิ และ

ผลงานทางวิชาการเช่นเดียวกับอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎีนิพนธ์หลัก สําหรับอาจารย์ที่ปรึกษาดุษฎี
นิพนธ์ร่วมที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ต้องมีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า และมีผลงานทาง
วิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับในระดับ
นานาชาติ ซง่ึ ตรงหรือสมั พันธก์ บั หวั ข้อดุษฎนี พิ นธ์ ไมน่ อ้ ยกวา่ 5 เร่อื ง

คมู่ ืองานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

9
กรณีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่ไม่มีคุณวุฒิและผลงานทางวิชาการ ตามท่ี
กําหนดข้างต้น ผู้ทรงคณุ วฒุ ภิ ายนอกจะต้องเปน็ ผู้มีความรคู้ วามเช่ียวชาญและประสบการณ์สูงมาก
เป็นที่ยอมรับ ซึ่งตรงหรือสัมพันธ์กับหัวข้อดุษฎีนิพนธ์ โดยผ่านความเห็นชอบจากสภา
สถาบันอุดมศึกษาแหง่ น้ันและแจง้ คณะกรรมการการอุดมศึกษารบั ทราบ

5. การประเมนิ ผลความก้าวหนา้ ในการทำงานนพิ นธ์

การประเมินผลความก้าวหน้าในการทำงานนิพนธ์ในแต่ละภาคการศึกษาในขณะที่
การศกึ ษายังไม่เสร็จส้นิ ใหก้ ระทำดงั นี้

1. อาจารย์ที่ปรึกษางานนิพนธ์ เป็นผู้ประเมินผลความก้าวหน้าในการทำงานนิพนธ์
ของนักศึกษาทุกภาคการศึกษาที่มีการลงทะเบียน และรายงานผลการประเมินต่อคณะ
กรรมการบรหิ ารหลกั สตู รและคณะศึกษาศาสตร์

2. การประเมนิ ความก้าวหน้าในการทำงานนิพนธ์
2.1 การประเมินผลในระหว่างการดำเนินการทำงานนิพนธ์ให้ใช้สัญลักษณ์ S

(Satisfaction) หมายถึง ผลการประเมินความก้าวหน้าในการทำงานนิพนธ์ของนักศึกษาเป็นที่
พอใจให้อาจารย์ที่ปรึกษางานนิพนธ์ประเมินความก้าวหน้าในการทำงานนิพนธ์ของนักศึกษา โดย
ระบุจำนวนหน่วยกิตงานนิพนธ์ที่ได้รบั การประเมินให้ได้สัญลักษณ์ S ของนักศึกษาแต่ละคน ในแต่
ละภาคการศึกษาน้ัน แต่ทั้งนี้ตอ้ งไม่เกินจำนวนหน่วยกติ ที่ลงทะเบียนหากผลการประเมินพบวา่ ไม่มี
ความก้าวหน้า จำนวนหน่วยกิตที่ได้ในภาคการศึกษานั้นๆ ให้มีค่าเป็น S เท่ากับ 0 (ศูนย์) โดยมี
เกณฑ์การประเมนิ ความกา้ วหนา้ การทำงานนิพนธต์ ามทแ่ี ต่ละหลกั สตู รสาขาวิชา ไดก้ ำหนดไว้

ประเมินผลรายวิชางานนิพนธ์ให้นักศึกษาได้สัญลักษณ์ S ครบตามจำนวน
หน่วยกิตในหลักสูตร นักศึกษาต้องเสนอต้นฉบับร่างงานนิพนธ์ที่พร้อมนำเสนอคณะกรรมการสอบ
และต้นฉบับผลงานงานนิพนธท์ ี่ต้องพิมพ์หรือเผยแพร่ตามเง่ือนไขที่หลักสตู รกำหนด ให้ถือเป็นส่วน
หนง่ึ ของงานนพิ นธ์ ซ่ึงต้องกำหนดจำนวนหน่วยกติ ตามความเหมาะสมแล้วแต่กรณี

2.2 นกั ศกึ ษาท่ีลงทะเบียนงานนิพนธ์แลว้ ได้รับการประเมนิ ผลความกา้ วหน้าเปน็ S
เท่ากับ 0 (ศูนย์) คณะกรรมการบริหารหลักสูตรต้องพิจารณาสาเหตุ ซึ่งอาจให้นักศึกษาผู้นั้นได้รับ
การพิจารณาให้เปลี่ยนหัวข้อเรื่องงานนิพนธ์ หรือเปลี่ยนอาจารย์ที่ปรึกษางานนิพนธ์ หรืออื่นๆ
แล้วแต่กรณีและประธานหลักสูตรต้องรายงานสาเหตุและผลการพิจารณาต่อคณบดีเพื่อหาข้อยุติ
หากไม่มีความก้าวหน้าในการทำงานนิพนธ์โดยได้รับการประเมินผลสัญลักษณ์ เป็น 0 ติดต่อกัน 2
ภาคการศกึ ษาใหพ้ น้ สภาพการเป็นนักศกึ ษา

คู่มอื งานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

10

6. การขอสอบงานนพิ นธ์

1. นักศึกษาท่มี สี ิทธขิ อสอบงานนิพนธ์ จะตอ้ งผา่ นการสอบเค้าโครงงานนิพนธ์ ไม่น้อย
กว่า 90 วนั และมีผลการประเมินความก้าวหนา้ ในการทำงานนิพนธ์ โดยไดส้ ัญลักษณ์ S ครบตามท่ี
หลักสตู รกำหนด

2. การดำเนินก่อนสอบงานนิพนธ์
2.1 นักศึกษาจัดทำคำร้องขอสอบตามแบบ ศษ.06 (ภาคผนวก ค หน้า 92)

เสนอตอ่ คณะกรรมการบริหารหลกั สูตร
2.2 ประธานหลักสูตรเสนอชื่อคณะกรรมการสอบงานนิพนธ์ ผ่านคณบดี

คณะศึกษาศาสตร์ เพื่อเสนอให้อธิการบดีอนุมัติและส่งงานนิพนธ์ให้กรรมการสอบทุกคนก่อนวัน
กำหนดสอบอยา่ งน้อย 10 วนั

7. การดำเนินการตา่ งๆ ในการสอบงานนิพนธ์

การสอบเพื่อประเมินงานนิพนธ์ของนักศึกษา มี 2 ระยะ คือ การสอบเค้าโครงงานนิพนธ์
(3 บท) และการสอบงานนิพนธ์ (5 บท) ซึ่งในแต่ละระยะจะประกอบด้วยการตรวจและประเมิน
คณุ ภาพผลงาน การทดสอบความรขู้ องนกั ศึกษาด้วยวิธกี ารสอบปากเปล่า และการประชุมพิจารณา
ผลงานของกรรมการ โดยใหม้ คี ณะกรรมการสอบงานนิพนธเ์ ป็นผู้สอบ

7.1 ระยะเวลาในการสอบงานนพิ นธ์
7.1.1 การสอบเคา้ โครงงานนพิ นธ์ (3 บท)
1) เมื่อนักศึกษาเป็นผู้มีสิทธิขอทำงานนิพนธ์ ตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร

ระดับบัณฑิตศึกษา 2558 นักศึกษาเสนอเค้าโครงงานนิพนธ์ ผ่านคณะกรรมการบริหารหลักสูตร
เพื่อเสนอให้คณบดีคณะศึกษาศาสตร์แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติเค้าโครงงานนิพนธ์ และ
ประธานหลกั สตู ร เสนอคณบดีคณะศึกษาศาสตรอ์ นุมตั ิอาจารย์ทป่ี รึกษางานนิพนธ์

2) นักศึกษาทำบันทึกขอสอบเค้าโครงงานนิพนธ์ (ศษ. 04) ต่อคณะกรรมการ
บรหิ ารหลกั สูตร

7.1.2 การสอบงานนิพนธ์ (5 บท)
1) หลังจากคณะกรรมการอนุมัติเค้าโครงงานนิพนธ์อย่างน้อย 90 วัน

ดำเนินการการลงทะเบยี นสอบ และทำบนั ทกึ ขอสอบงานนิพนธ์ (ศษ. 06) ตอ่ คณะกรรมการบริหาร
หลกั สูตร

คมู่ อื งานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

11
2) นักศกึ ษาสง่ รปู เลม่ เสนอขอข้นึ สอบงานนิพนธ์ (5 บท) ต่อคณะกรรมการสอบ
3) นักศึกษาจัดทำรูปเล่มงานนิพนธฉ์ บับสมบูรณ์สง่ คณะศึกษาศาสตร์ โดยผ่าน
คณะกรรมการบริหารหลักสูตร ภายใน 45 วัน หลังสอบ พร้อมเอกสารยืนยันการตีพิมพ์บทความ
วิจยั ตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดบั บัณฑติ ศกึ ษา 2558
7.2 อาจารย์ผสู้ อบงานนพิ นธ์
อาจารย์ผู้สอบงานนิพนธ์ มีจำนวนและคุณสมบัติตามประกาศ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา พ.ศ. 2558 (กระทรวงศึกษาธิการ,2558) โดยมี
รายละเอยี ดดงั นี้
7.2.1 ระดับปริญญาโท
อาจารย์ผู้สอบวิทยานิพนธ์ ต้องประกอบด้วยอาจารย์ประจําหลักสูตร และ
ผ้ทู รงคณุ วุฒภิ ายนอกสถาบนั รวมไม่น้อยกว่า 3 คน ทงั้ น้ี ประธานกรรมการสอบตอ้ งไม่เป็นอาจารย์
ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์หลักหรืออาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ร่วม โดยอาจารย์ผู้สอบวิทยานิพนธ์
ต้องมีคณุ วุฒิ คุณสมบตั แิ ละผลงานทางวชิ าการดงั น้ี

1) กรณีอาจารย์ประจําหลักสูตร ต้องมีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า
หรือขั้นต่ำปริญญาโทหรือเทียบเท่าที่มีตําแหน่งรองศาสตราจารย์ และมีผลงานทางวิชาการที่ไม่ใช่
ส่วนหนึ่ง ของการศึกษาเพื่อรับปริญญา และเป็นผลงานทางวิชาการที่ได้รับการเผยแพร่ตาม
หลกั เกณฑ์ท่กี าํ หนด ในการพจิ ารณาแต่งตงั้ ให้บคุ คลดํารงตาํ แหน่งทางวชิ าการอย่างนอ้ ย 3 รายการ
ในรอบ 5 ปีย้อนหลัง โดยอยา่ งนอ้ ย 1 รายการต้องเปน็ ผลงานวจิ ยั

2) กรณผี ู้ทรงคุณวุฒิภายนอก ตอ้ งมคี ุณวฒุ ปิ ริญญาเอกหรือเทียบเทา่ และมี
ผลงานทางวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับ
ในระดบั ชาติ ซงึ่ ตรงหรอื สัมพันธก์ ับหวั ข้อวิทยานิพนธห์ รือการคน้ ควา้ อิสระ ไมน่ อ้ ยกว่า 10 เร่ือง

กรณีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่ไม่มีคุณวุฒิและผลงานทางวิชาการ
ตามที่กําหนดข้างต้น ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจะต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์
สูง เป็นที่ยอมรับซึ่งตรงหรือสัมพันธ์กับหัวข้อวิทยานิพนธ์หรือการค้นคว้าอิสระ โดยผ่านความ
เหน็ ชอบจากสภาสถาบันอดุ มศกึ ษาแห่งนน้ั และแจ้งคณะกรรมการการอดุ มศกึ ษารับทราบ

7.2.2 ระดบั ปริญญาเอก
อาจารย์ผู้สอบงานนิพนธ์ ต้องประกอบด้วยอาจารย์ประจําหลักสูตร และ

ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกสถาบัน รวมไม่น้อยกว่า 5 คน ทั้งนี้ประธานกรรมการสอบต้องเป็น
ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอก โดยอาจารย์ผู้สอบงานนิพนธ์ต้องมีคุณวุฒิ คุณสมบัติและผลงานทาง
วชิ าการ ดังน้ี

1) กรณีอาจารย์ประจําหลักสูตร ต้องมีคุณวุฒิปริญญาเอกหรือเทียบเท่า
หรือขั้นต่ำปริญญาโทหรือเทียบเท่าที่มีตําแหน่งรองศาสตราจารย์ และมีผลงานทางวิชาการที่ไม่ใช่

คมู่ อื งานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

12
ส่วนหนึ่งของการศึกษาเพื่อรับปริญญาและเป็นผลงานทางวิชาการที่ได้รับการเผยแพร่ตาม
หลักเกณฑท์ ่กี าํ หนด ในการพจิ ารณาแต่งตงั้ ให้บคุ คลดาํ รงตําแหนง่ ทางวิชาการอยา่ งนอ้ ย 3 รายการ
ในรอบ 5 ปีย้อนหลงั โดยอย่างนอ้ ย 1 รายการตอ้ งเป็นผลงานวจิ ยั

2) กรณผี ทู้ รงคณุ วุฒภิ ายนอก ตอ้ งมีคุณวฒุ ิปรญิ ญาเอกหรือเทียบเท่า และมี
ผลงานทางวิชาการที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสารที่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับ ใน
ระดับนานาชาติ ซ่งึ ตรงหรือสัมพันธก์ บั หัวข้องานนพิ นธ์ ไม่น้อยกวา่ 5 เรือ่ ง

กรณีผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกที่ไม่มีคุณวุฒิและผลงานทางวิชาการ ตามท่ี
กําหนดข้างต้น ผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกจะต้องเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญและประสบการณ์สูง
มาก เป็นที่ยอมรับ ซึ่งตรงหรือสัมพันธ์กับหัวข้องานนิพนธ์ โดยผ่านความเห็นชอบจากสภา
สถาบนั อดุ มศกึ ษาแหง่ นนั้ และแจ้งคณะกรรมการการอุดมศกึ ษารับทราบ

การสอบงานนิพนธ์ต้องเป็นแบบเปิด โดยเปิดให้ผู้สนใจเข้ารับฟังการนำเสนอ
และตอบคำถามของผูเ้ ข้าสอบได้ และคณะศกึ ษาศาสตรต์ อ้ งประกาศให้ผสู้ นใจเขา้ ร่วมรับฟัง

7.3 ผู้ประเมนิ การสอบและเกณฑ์การประเมนิ

คณะกรรมการสอบต้องเป็นกรรมการที่อยู่ร่วมในวันสอบ ตามแบบประเมินการ

สอบเค้าโครงงานนิพนธ์ และแบบประเมินการสอบงานนิพนธ์ (ภาคผนวก ง หน้า 97) ซึ่งการ

ประเมินผลโดยให้ถือผลการประเมินดังน้ี

1) การประเมินการสอบเค้าโครงงานนิพนธ์

เกณฑ์การให้ระดับคะแนน

X > 90 = สอบผ่าน

50 < X < 90 = ผา่ นอย่างมเี งอื่ นไข

X < 50 = ไมผ่ ่าน

X หมายถงึ คะแนนเฉลย่ี รอ้ ยละ

ในกรณที ่ีสอบไม่ผ่าน สามารถยื่นเรอ่ื งขอสอบใหม่ ภายใน 45 วัน

2) การประเมินการสอบงานนิพนธ์

เกณฑ์การใหร้ ะดับคะแนน

X > 90 = Excellent

80 < X < 90 = Good

70 < X < 80 = Pass

X < 70 = Fail

X หมายถึง คะแนนเฉลี่ยรอ้ ยละ

ในกรณีทสี่ อบไมผ่ ่าน สามารถยน่ื เรอื่ งขอสอบใหม่ ภายใน 45 วัน

คู่มอื งานนพิ นธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

13
7.4 การแจง้ ผลการสอบงานนิพนธ์

1) ให้ประธานกรรมการสอบแจ้งผลการสอบเป็นลายลักษณ์อักษรแก่ คณบดี
คณะศึกษาศาสตร์ และผู้เข้าสอบ ภายใน 3 วนั ทำการถดั จากวันสอบ

2) ในกรณีสอบผ่านแต่ต้องมีการแก้ไขให้มีบันทึกประเด็นหรือรายการที่ต้องการ
แก้ไขพร้อมทั้งมีการอธิบายชี้แจงให้ผู้เข้าสอบรับทราบ ทั้งนี้ผู้เข้าสอบต้องแก้ไขให้แล้วเสร็จและ
คณะกรรมการสอบใหค้ วามเห็นชอบ ภายใน 45 วันนับจากวันสอบ หากไมส่ ามารถดำเนินการได้ทัน
ตามกำหนดดังกล่าวให้ถือว่าไม่ผ่านในการสอบครั้งนั้น ให้คณะกรรมการสอบรายงานผลขั้นตอน
สดุ ทา้ ยต่อคณบดี

3) กรณีสอบไม่ผ่านคณะกรรมการต้องสรุปสาเหตุหลักของการพิจารณาไม่ให้ผ่าน
โดยการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร รายงานต่อประธานหลักสูตร ภายใน 3 วันทำการถัดจากวัน
สอบให้หัวหน้าสาขาวิชา หรือประธานหลักสูตรแจ้งผลการสอบให้คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ ภายใน
15 วัน

4) หากนกั ศึกษาขาดสอบโดยไม่มีเหตสุ ุดวิสยั ใหถ้ อื วา่ สอบไม่ผา่ นในการสอบครง้ั
นัน้

7.5 นกั ศึกษาทส่ี อบงานนิพนธไ์ มผ่ า่ น
1) ผู้สอบงานนิพนธ์ครั้งแรกไม่ผ่าน มีสิทธิ์ยื่นขอสอบครั้งที่ 2 ได้ ภายใน 15 วัน

หลังวันสอบ และต้องสอบภายใน 45 วันหลงั วันสอบ
2) ในกรณีที่ไม่ผ่านการสอบตามนัยแห่งข้อ 7.4 ข้อ 2) ให้ยื่นขอสอบครั้งที่สอง

ภายใน 15 วัน หลังวันครบกำหนดการแก้ไข และต้องสอบภายใน 45 วัน หลังวันครบกำหนดการ
แกไ้ ข

3) การขอสอบทั้ง 2 กรณี (ตามข้อ 1) และ 2)) ต้องเสียค่าธรรมเนียมหรือ
ค่าลงทะเบียนสอบตามที่คณะกำหนด หากไม่ดำเนินการตามกำหนดข้างต้นให้พ้นสภาพการเป็น
นกั ศกึ ษา

4) การให้โอกาสสอบครั้งที่ 2 นี้ ไม่เป็นเหตุให้ได้รับยกเว้นหรือมิต้องปฏิบัติ
ตามระเบียบหรอื หลักเกณฑ์ทกี่ ำหนดไว้ทีอ่ ื่นแตอ่ ยา่ งใด

5) การอทุ ธรณผ์ ลการสอบงานนพิ นธ์ใหเ้ ปน็ ไปตามทม่ี หาวิทยาลัยกำหนด

8. การส่งงานนพิ นธ์

8.1 นักศึกษาที่สอบผ่านการสอบงานนิพนธ์แล้ว ให้ดำเนินการปรับแก้ไขตาม
ข้อเสนอแนะของคณะกรรมการสอบ และเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและ
ตรวจสอบรปู แบบการพิมพต์ ามระเบียบของมหาวทิ ยาลยั ภายใน 45 วัน

คูม่ ืองานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

14
8.2 นักศึกษาไม่สามารถดำเนินการตามระยะเวลาในข้อ 1 และในกรณีที่ไม่ดำเนินการ
ตามระยะเวลาภายใน 45 วนั ถอื วา่ การสอบงานนิพนธ์ เป็นโมฆะตอ้ งดำเนินการขอสอบใหม่
8.3 หลกั สูตรสาขาวิชาจะส่งใบอนุมัตงิ านนิพนธ์ พร้อมผลการสอบ หลังจากที่นักศึกษา
สง่ งานนพิ นธ์ท่ีแก้ไขเรียบรอ้ ยแล้วตาม ข้อ 1 เพอ่ื ให้คณบดีลงนาม
8.4 นักศึกษาดำเนินการเข้าเล่มตามมาตรฐานของคณะศึกษาศาสตร์ จำนวน 2 เล่ม
พรอ้ มแผน่ ซีดีบนั ทึกข้อมลู งานนิพนธ์ จำนวน 2 แผน่ สง่ คณะศึกษาศาสตร์ ภายใน 30 วนั นับต้ังแต่
วนั ท่คี ณบดคี ณะศกึ ษาศาสตร์ลงนามรบั รอง
8.5 นักศึกษาส่งงานนิพนธ์ตาม ข้อ 5 แล้ว คณะกรรมการวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์
พิจารณาการสำเร็จการศกึ ษา
8.6 กรรมการวิชาการ คณะศึกษาศาสตร์แจ้งรายชื่อนักศึกษาต่อสภาวิชาการของ
มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือให้ความเห็นชอบ เพื่อเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื พจิ ารณาอนมุ ัตปิ ริญญา

ค่มู ืองานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

15
9. แผนผังขัน้ ตอนการทำงานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ

นกั ศกึ ษาเสนอหัวขอ้ งานนิพนธ์

ปรับแก้ ไมผ่ า่ น คณะกรรมการบรหิ ารหลกั สตู ร
พจิ าณาหัวขอ้ งานนิพนธ์
ดำเนินการขอสอบใหม่
ภายใน 45 วัน ผ่าน ปรบั แก้

ดำเนินการขอสอบใหม่ คณะกรรมการ บณั ฑติ ศึกษา ไมผ่ ่าน
ภายใน 45 วัน มหาวิทยาลยั พิจารณา
หวั ข้องานนพิ นธ์ ในกรณีทง่ี านนพิ นธ์ มีกลุม่ เปา้ หมาย
อยู่ในกล่มุ เปราะบาง ผู้วิจย้ จะตอ้ ง
ผ่าน ทำการขอพจิ ารณาจรยิ ธรรมการ
คณะศกึ ษาศาสตร์
แตง่ ตงั้ อาจารย์ท่ีปรึกษา วิจัยในมนุษย์
ตามขัน้ ตอนท่กี ำหนดไวข้ อง
นกั ศกึ ษาทำบนั ทึกขอสอบ Central Research Ethics
เค้าโครงงานนพิ นธ์
Committee

ไม่ผา่ น สอบเค้าโครง แนบหลกั ฐานการ
งานนิพนธ์ ตรวจอกั ราวสิ ทุ ธ์ิ

ผา่ น ในช่วงการพัฒนางานนพิ นธ์
ดำเนนิ การตามแผนการวิจยั ไมน่ ้อยกวา่ 60 วัน นกั ศกึ ษาสามารถเขยี นบทความวจิ ยั ท่ี

นับจากวนั ท่ีเสนอสอบเค้าโครงงานนิพนธ์ เปน็ ส่วนหน่งึ ของงานนิพนธ์
เพ่อื ตพี มิ พใ์ นวารสารระดับชาติ

หรือนานาชาติ ได้

ไมผ่ า่ น สอบงาน แนบหลกั ฐานการ
นพิ นธ์ ตรวจอกั ขราวสิ ทุ ธิ์

นศ.จัดทำรปู เลม่ ฉบบั สมบรู ณ์ และย่ืนเรื่องขอสำเร็จ
การศึกษา

หมายเหตุ กลมุ่ เปราะบาง (Vulnerable groups) เปน็ ผตู้ อบตกลงเข้ารว่ มการวจิ ยั เพราะเกรงกลวั ว่าจะถูกกล่นั แกล้ง
จากผูม้ อี ำนาจเหนือกวา่ หากถกู ปฏิเสธ,ผูป้ ว่ ยซึ่งเป็นโรคทีไ่ ม่สามารถรกั ษาใหห้ ายขาดได,้ ผูป้ ่วยในสถานคนชรา,คนตกงาน
หรอื ยากจน,ผูป้ ว่ ยในสภาวะฉกุ เฉนิ ,ชนชาติพันธ์ุ,ชนกลมุ่ นอ้ ย,คนไร้บ้าน,คนเรร่ ่อน,ผอู้ พยพ,เด็ก,ผู้ทีไ่ มส่ ามารถให้ความ
ยนิ ยอมได้

คู่มอื งานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

16
บทที่ 3

องคป์ ระกอบงานนพิ นธ์ฉบับสมบูรณ์

งานนิพนธ์ซึ่งแบ่งเป็น การค้นคว้าอิสระ วิทยานิพนธ์ และดุษฎีนิพนธ์ มีองค์ประกอบใน
การเขียนฉบับสมบรู ณเ์ ช่นเดยี วกันดงั น้ี

1. สว่ นประกอบตอนต้น
2. สว่ นเนื้อเรอื่ ง
3. ส่วนประกอบตอนทา้ ย
ตัวอย่างการพิมพ์ส่วนต่างๆ ในองค์ประกอบของงานนิพนธ์ แสดงไว้ในภาคผนวก ข
สำหรับรายละเอียดขององค์ประกอบแตล่ ะส่วนมีดงั นี้

1. ส่วนประกอบตอนตน้

ส่วนประกอบตอนต้น เป็นส่วนของรายงานที่เป็นด้านหน้าก่อนที่จะถึงเนื้อเรื่องของ
รายงาน ประกอบดว้ ย

1. ปกนอก ลักษณะงานนิพนธ์ฉบับที่ส่งคณะศึกษาศาสตร์ต้องเป็นปกแข็ง พื้นปกเป็น
หนงั เทยี มโดยใหใ้ ชพ้ น้ื สีกรมท่า พมิ พ์ข้อความบนปกและสันปกด้วยอกั ษรสีทอง สว่ นประกอบบนปก
ประกอบด้วย ตรามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ชื่อเรื่องงานนิพนธ์ทั้งภาษาไทยและ
ภาษาอังกฤษ ชื่อ-นามสกุลผู้เขียนงานนิพนธ์ แต่ถ้ามียศ ฐานันดรศักดิ์ ราชทินนามหรือสมณศักด์ิ
ก็ให้ใส่ไว้ด้วย และข้อความเกี่ยวกับประเภทงานนิพนธ์ หลักสูตร วิชาเอก สาขาหรือกลุ่มวิชา และ
ปีพ.ศ.ทีส่ ำเร็จการศกึ ษา บรรทัดสดุ ทา้ ยระบุคำว่าลขิ สิทธิ์ของมหาวิทยาลยั ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
(ภาคผนวก ข หนา้ 63)

2. ปกใน มี 2 หน้า หน้าแรกให้พิมพ์ข้อความเป็นภาษาไทย หน้าสองพิมพ์เป็น
ภาษาอังกฤษชื่อหัวข้องานนิพนธ์ภาษาอังกฤษให้ขึ้นต้นด้วยตัวพิมพ์ใหญ่ยกเว้นคำเชื่อม ข้อความ
บนปก ประกอบด้วย ชื่อเรื่องงานนิพนธ์ ชื่อผู้เขียน ข้อความระบุประเภทของผลงาน หลักสูตร
สาขาวชิ า มหาวิทยาลยั ปี พ.ศ.ท่ีสำเร็จการศึกษา (ภาคผนวก ข หน้า 64)

3. หน้าอนุมัติ จัดทำไว้เพื่อให้คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ คณะกรรมการสอบงานนิพนธ์
ลงนามอนมุ ตั ิ ประกอบดว้ ย ตรามหาวทิ ยาลัย ช่อื งานวจิ ยั รายชอ่ื คณะกรรมการสอบ ช่ือผู้วิจัย และ
รายชื่ออาจารย์ที่ปรึกษางานนิพนธ์พร้อมลายมือชื่อ และระบุ วัน เดือน ปี ตามที่สอบงานนิพนธ์ (5
บท)

4. บทคัดย่อ บทคดั ยอ่ คอื ข้อความสรุปเนื้อหาของงานนิพนธ์ทสี่ ัน้ กะทัดรัด ชัดเจน ทำให้
ผู้อ่านทราบถึงเนื้อหาของงานนิพนธ์อย่างรวดเร็ว ความยาวไม่เกิน 1 หน้า งานนิพนธ์ทุกเล่มต้อง

คู่มืองานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

17
จัดพิมพ์ บทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ บทคัดย่อดังกล่าวควรระบุถึง วัตถุประสงค์ และ
ขอบเขตของการวิจัย วธิ ีการวจิ ัย จำนวนและลักษณะของกลุ่มท่ีศึกษา รวมถงึ เครื่องมือที่ใช้ วิธีการ
เก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิจัย ผลการวิจัย รวมถึงระดับนัยสำคัญทางสถิติ (ถ้ามีการ
ทดสอบ) และคำสำคัญ สำหรบั บทคดั ย่อภาษาองั กฤษให้ถอดความตรงตามบทคดั ยอ่ ภาษาไทย

5. หน้าประกาศการได้รับทุน ในกรณีที่ผู้วิจัยได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยควรจัดทำหน้า
ประกาศการได้รับทุนโดยระบุ หนว่ ยงาน องค์กร หรือ ผูใ้ หท้ ุนสนบั สนุน

6. กติ ติกรรมประกาศ คือ ขอ้ ความแสดงความขอบคุณบุคคล สถาบนั และ/หรือหน่วยงาน
ที่มีส่วนช่วยเหลือ ให้ความร่วมมือในการค้นคว้าเพื่อเขียนงานนิพนธ์ ตลอดทั้งคณะกรรมการสอบ
ผ้สู นับสนุนเงนิ ทุนวิจยั ผู้ให้ข้อคดิ เห็น ผูใ้ ห้ข้อมูล ข้อความดังกล่าวควรเขียนเป็นภาษาทางวิชาการ
การระบุชื่อบคุ คลให้ระบุ ชื่อจริงพร้อมนามสกุล และคำนำหนา้ ห้ามใช้ชื่อเล่น ถ้าเป็นบุคคลท่ีมียศ/
ตำแหน่งทางวิชาการ และตำแหน่งหน้าที่การงานให้ระบุไว้ด้วย กิตติกรรมประกาศนี้ให้พิมพ์ไว้
ตอ่ จากบทคัดยอ่ งานนพิ นธ์ภาษาองั กฤษ ความยาวไมเ่ กนิ 1 หนา้

7. สารบัญ เป็นรายการที่แสดงถึงส่วนประกอบสำคัญทั้งหมดของงานนิพนธ์ เรียงลำดับ
เลขหน้า หน้าแรกของสารบัญไม่ต้องพิมพ์เลขหน้า แต่นับหน้า ส่วนหน้าถัดไป พิมพ์เลขหน้ากำกับ
ทกุ หนา้

8. สารบัญตาราง เป็นส่วนบอกตำแหน่งหน้าของตารางทั้งหมดที่มีอยู่ในงานนิพนธ์
รวมทั้งตารางในภาคผนวกด้วย พิมพ์เรียงลำดับต่อจากส่วนสารบัญ กรณีชื่อตารางยาวเกินกว่า 1
บรรทัด ให้พิมพ์ขอ้ ความในบรรทัดถัดไปโดยให้ขอ้ ความตรงกับชื่อตารางบรรทดั แรก

9. สารบัญภาพหรอื สารบญั แผนภูมิ เป็นส่วนบอกตำแหน่งหนา้ ของภาพ (รปู ภาพ แผนท่ี
แผนภมู ิ กราฟ ฯลฯ) ทั้งหมดท่ีมีอยู่ในงานนพิ นธ์ พิมพ์ข้ึนหนา้ ใหมเ่ รยี งตอ่ จากสารบัญตาราง

10. คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ (ถ้าม)ี เปน็ ส่วนทอี่ ธิบายถึงสัญลักษณแ์ ละคำย่อตา่ งๆ
ทใี่ ชใ้ นงานนพิ นธ์ พิมพข์ ้ึนหนา้ ใหมเ่ รียงต่อจากสารบัญภาพ

2. สว่ นเนื้อเรื่อง

ส่วนเนื้อเรื่องของงานนิพนธ์ จะแบ่งเนื้อหาออกเป็นบทๆ การกำหนดจำนวนบทในคู่มือ
ฉบับนี้แบ่งออกเป็น 5 บทดังนี้ บทที่ 1 บทนำ บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่ 3
วิธีดำเนินการวิจัย บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ
ส่วนโครงสร้างหัวข้อภายในแต่ละบทอยู่ในดุลยพินิจของอาจารย์ที่ปรึกษางานนิพนธ์ ซึ่งควร
สอดคลอ้ งตามแบบแผนการดำเนินงานวจิ ัยท่ีเป็นท่ียอมรับในสาขาวิชาทท่ี ำงานนิพนธ์นั้น การเขียน
ส่วนเนื้อหางานนิพนธ์ อาจกำหนดจำนวนบทแตกต่างจากทีก่ ำหนดได้อยูใ่ นดลุ ยพินจิ ของอาจารย์ท่ี
ปรึกษางานนิพนธ์ แต่ละบทมีรายละเอยี ด ดังนี้

คมู่ อื งานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

18
บทที่ 1 บทนำ หัวข้อสำคัญในบทนี้คือ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา คำถาม
การวิจัย วัตถุประสงค์ของการวิจัย สมมติฐานการวิจยั ขอบเขตของการวิจัย ข้อตกลงเบื้องตน้ (ถ้า
มี) นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ ประโยชนท์ ี่คาดวา่ จะไดร้ บั และหากมหี ัวข้อสำคัญอ่นื ๆ ที่เป็นเง่ือนไขของการ
วจิ ยั ก็อาจเพ่ิมเติมหัวขอ้ เหล่านนั้ ได้ตามความเหมาะสม
บทที่ 2 วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นบทที่ผู้วิจัยนำเสนอผลการค้นคว้าและ
รวบรวมทฤษฎี หลักการ แนวคิดต่างๆ ผลงานวิจัยที่เกี่ยวข้องหรือข้อมูลพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับ
งานวิจัย ในการเขยี นบทที่ 2 ผู้วิจัยอาจกำหนดหัวข้อย่อยแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับลักษณะของ
เนื้อหาและตัวแปรที่เกี่ยวข้อง โดยทั่วไปมักประกอบไปด้วยหัวข้อย่อยดังนี้ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ
เรื่องที่วิจัย ทฤษฎีที่รองรับ ผลการวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ และกรอบ
แนวคดิ การวิจัย
บทที่ 3 วิธีดำเนินการวิจัย เป็นบทที่กล่าวถึง รายละเอียดของระเบียบวิธีการวิจัย หรือการ
ดำเนินงานวิจัย ตลอดจนขั้นตอนการดำเนินงานวิจัย การกำหนดหัวข้อย่อย และเนื้อหาของบทนี้
อาจจะแตกต่างกันไปตามประเภทของการวิจัย โดยทั่วไปแลว้ บทที่ 3 ควรประกอบดว้ ย หัวข้อย่อย
ดังต่อไปนี้ รูปแบบการวิจัย หรือ แบบแผนการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือการวิจัย
การรวบรวมข้อมูล การวิเคราะหแ์ ละนำเสนอข้อมูล และเกณฑก์ ารแปลความหมาย (ถ้ามี)
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล เป็นบทที่เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อแสวงหาคำตอบ
หรือปัญหาการวิจัย จะเป็นการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบข้อความ ตาราง หรือภาพ
พร้อมคำอธิบาย ซง่ึ ตอ้ งสอดคล้องและเรยี งลำดบั ตามวัตถุประสงคข์ องการวิจยั
บทที่ 5 สรุปผลการวิจัย อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ เป็นบทสุดท้ายของรายงาน
จะประกอบด้วยหัวขอ้ ย่อย ดังต่อไปน้ี

• สรปุ การดำเนินงานวจิ ยั เป็นการสรุปการดำเนนิ งานวจิ ยั โดยนำสาระสำคญั จาก
บทท่ี 1 และบทที่ 3 มาสรปุ ยอ่ ๆ เป็นความเรยี ง

• สรปุ ผลการวิจัย เปน็ การสรุปผลการวิจยั ซงึ่ ไดจ้ ากการวิเคราะหข์ อ้ มลู ในบทท่ี 4
โดย นำเสนอเปน็ ข้อๆ เรยี งตามวตั ถุประสงค์การวจิ ัย

• อภิปรายผล เป็นการอภิปรายถึงผลการวิจัยท่ไี ด้รับวา่ ผลการวิจัยนั้นๆ สัมพันธ์
กบั ผลการวิจยั ท่ีมผี ู้ทำไวก้ ่อนแล้ว หรือสมั พนั ธ์กบั นโยบาย หรอื การปฏบิ ตั ใิ นเร่อื งนนั้ ๆ แล้วแต่กรณี
การอภิปรายผลใน บทท่ี 5 มักจะเก่ยี วข้องกับการทบทวนวรรณกรรมท่ี เสนอไว้ในบทที่ 2

• ข้อเสนอแนะ ประกอบด้วย ข้อเสนอแนะเพื่อการนำผลการวิจัยไปใช้และ
ขอ้ เสนอ

เพ่ือการวจิ ยั ตอ่ ไป

คู่มอื งานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

19

3. สว่ นประกอบตอนทา้ ย

1. หน้าบอกตอน คือ หน้าที่เขียนหรือพิมพ์หัวข้อเรื่องไว้กลางหน้ากระดาษเพื่อบอกว่า
ตอนต่อไปคืออะไร หน้าบอกตอนนี้จะจัดไว้ก่อนตอนต่างๆ ในส่วนประกอบตอนท้าย เช่น หน้าบอก
ตอนของภาคผนวก ก็จะเขียนหรือพิมพ์คำว่า “ภาคผนวก” ไว้กลางหน้ากระดาษเพื่อบอกให้ผู้อ่าน
ทราบวา่ ตอนต่อไปคือ ภาคผนวกตา่ งๆ ท่นี ำมาอ้างองิ

2. บรรณานุกรม คือ รายการวัสดุสารสนเทศทุกประเภทที่ใช้ศึกษาค้นคว้า ซึ่งอาจ
ประกอบด้วย หนังสือ บทความ วารสาร งานนิพนธ์ และสื่ออื่นๆ ที่ผู้วิจัยได้ค้นคว้าในการทำ
รายงานการวจิ ัยเร่ืองนนั้ บรรณานุกรมจะต้องนำเสนอโดยการจัดเรียงตาม ลำดบั อกั ษร ชื่อผู้แต่งถ้า
มรี ายการท้งั เอกสารภาษาไทย และเอกสารภาษาองั กฤษ ใหแ้ ยกรายการ โดยจัดให้เอกสารภาษาไทย
ขึ้นก่อนตามดว้ ยเอกสารภาษาองั กฤษ รายละเอยี ดการอ้างองิ ดูในบทท่ี 4

3. ภาคผนวก คือ ส่วนที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้เกิดความสมบูรณ์ในข้อมูล
เป็นข้อความที่ไม่สามารถบรรจุอยู่ในส่วนของเนื้อหา เป็นส่วนเสริมให้เกิดความเข้าใจชัดเจนยิ่งขน้ึ
แตไ่ มถ่ ือว่าเปน็ สว่ นหนึ่งของเน้ือเรอ่ื ง เช่น รายละเอยี ดการคำนวณหรือการวเิ คราะห์ข้อมูล สตู รการ
คำนวณ หนังสือติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นต้น ในกรณีที่มีหลาย
ภาคผนวกให้พิมพเ์ รียงลำดับเป็น ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข ภาคผนวก ค … ตอ่ เนอ่ื งกันไปจนหมด
เฉพาะหน้านี้ไม่ต้องพิมพ์เลขหน้า แต่นับหน้า แต่ละภาคผนวกให้ขึ้นหน้าใหม่และพิมพ์เลขหน้าทุก
หนา้

4. ประวัติย่อผู้วิจัย คือ ส่วนท้ายสุดของงานนิพนธ์ และพิมพ์เลขหน้าด้วย เพื่อให้ผู้ที่
สนใจสามารถติดตอ่ ผูเ้ ขยี นงานนิพนธไ์ ด้ ให้เขยี นเปน็ ความเรียง ความยาวไมเ่ กิน 1 หน้า ครอบคลุม
รายละเอียดดงั น้ี ชื่อนามสกลุ พรอ้ มคำนำหนา้ (ให้ระบุวา่ เป็น นาย นางสาว นาง หรอื ยศ ฐานันดร
ศกั ดิ์ ราชทินนาม หรอื สมณศักด์ิ) วัน เดือน และปเี กิด และสถานที่เกดิ (ให้บอกอำเภอ และจังหวัด
ที่เกิด)ทอ่ี ยู่ปัจจุบัน (ให้ระบทุ ่ีอยู่ที่สามารถตดิ ต่อทางไปรษณีย์ได้) และประวตั ิการศึกษา (ให้ระบุปีท่ี
สำเร็จการศึกษา วุฒิที่ได้รับ และสถาบันที่สำเร็จการศึกษา ตั้งแต่ขั้นปริญญาบัณฑิตหรือเทียบเท่า
ขึ้นไปจนถึงปัจจุบัน) ประสบการณ์การทำงาน ชื่อผลงานทางวิชาการที่ตีพิมพ์เผยแพร่ รางวัลหรือ
ทุนการศึกษาที่ได้รับ ระบุเฉพาะที่สำคัญ ตำแหน่งหน้าที่ปัจจุบัน และสถานที่ทำงาน (ถ้ามี) เช่น
อาจารย์ ผ้อู ำนวยการโรงเรียน นักวชิ าการ เปน็ ตน้

คูม่ ืองานนพิ นธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

20

บทที่ 4

การจดั พมิ พ์งานนิพนธ์

งานนิพนธ์เป็นผลงานทางวิชาการของนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ดังนั้นเพื่อให้งานนิพนธ์
ของนักศึกษาเป็นผลงานที่มีคุณค่า สามารถนำไปใช้ในการอ้างอิง และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา
ค้นคว้า มีรูปแบบที่น่าอ่านและทำความเข้าใจได้ง่าย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื จึงกำหนดรปู แบบการพมิ พง์ านวจิ ยั และส่วนประกอบสำคญั ตามลำดับดังน้ี

1. กระดาษและการจดั หน้ากระดาษ
2. การจดั ตำแหน่งข้อความในหน้ากระดาษ
3. การใส่เลขหน้าและการลำดับหน้า
4. การแบง่ บทและหัวขอ้ ในบท
5. ตวั พิมพ์
6. การเว้นระยะห่างระหว่างบรรทดั
7. การยอ่ หนา้
8. การใช้เคร่ืองหมายวรรคตอน
9. การพมิ พ์คำภาษาตา่ งประเทศ
10. การพมิ พ์อญั พจน์
11. การพมิ พ์สารบญั
12. การพิมพ์ตาราง
13. การพิมพ์ภาพ
14. การพิมพห์ น้าบอกตอน

1. กระดาษและการจดั หนา้ กระดาษ

กระดาษที่ใช้พิมพ์ให้ใช้กระดาษขาวไม่มีบรรทัด ขนาดมาตรฐาน A4 หนา 80 แกรม ใช้
พมิ พ์เพียงหน้าเดียว โดยจัดหนา้ กระดาษดงั น้ี

1. การเว้นที่ว่างจากขอบกระดาษถึงเนื้อหา ด้านซ้ายมือและด้านบน ให้เว้นห่างจาก
ขอบกระดาษประมาณ 1.5 นิ้ว (3.5 เซนติเมตร) ด้านขวามือ และด้านล่าง เว้นห่างขอบกระดาษ
ประมาณ 1 น้ิว (2.5 เซนตเิ มตร) ทุกหน้า

2. ใหจ้ ดั พิมพ์ด้วยเครอ่ื งพมิ พ์เลเซอร์

ค่มู อื งานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

21

2. การจดั ตำแหน่งขอ้ ความในหนา้ กระดาษ

การพิมพ์รายละเอียดส่วนเนื้อเรื่อง ให้จัดตำแหน่งข้อความเป็นแบบชิดขอบซ้ายและ
ขอบขวา (กระจายแบบไทย) โดยคำนึงถึงความถูกต้องทางภาษา ไม่พิมพ์แยกคำ การเว้นวรรคให้
เว้นระยะ 1 ตัวอกั ษร สว่ นการเวน้ ระยะอน่ื ๆ ใหเ้ ป็นไปตามรปู แบบท่กี ำหนดไว้

3. การใส่เลขหน้าและการลำดับหน้า

ในการลำดับหน้า ส่วนประกอบตอนต้น ทั้งหมด ให้ใช้ตัวอักษรเรียงตามลำดับพยัญชนะ
ในภาษาไทย โดยเริ่มพิมพ์ตัวอักษร ง ที่หน้าบทคัดย่อภาษาไทย เว้นแต่ ปกใน (ทั้งภาษาไทยและ
ภาษาอังกฤษ) หน้าอนุมัติ และหน้าแรกของสารบัญ ไม่ต้องพิมพ์ตัวอักษรกำกับหน้า แต่ให้นับ
จำนวนหน้ารวมไปด้วย

ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนประกอบตอนท้าย ให้ลำดับหน้าโดยพิมพ์หมายเลข 2, 3, 4 ฯลฯ
ต่อเนื่องกันตลอดทุกหน้าจนจบเล่ม ยกเว้น หน้าแรกของบทที่ทุกบท หน้าแรกของบรรณานุกรม
และหน้าแรกของภาคผนวก ไม่ตอ้ งพมิ พเ์ ลขหน้ากำกบั แต่ให้นบั จำนวนหนา้ รวมไปดว้ ย

ตำแหน่งการพิมพ์เลขหน้า ให้พิมพ์ไว้ที่มุมขวาด้านบนของแต่ละหน้า ห่างจาก
ขอบกระดาษด้านบน 2 เซนตเิ มตร และด้านขวา 1.5 เซนติเมตร

4. การแบ่งบทและหัวขอ้ ในบท

1. การพมิ พ์ชอื่ บท
เมื่อขึ้นบทใหม่ ต้องขึ้นหน้าใหม่เสมอ โดยแต่ละบทจะเริ่มด้วยข้อความ “บทที่” ซ่ึง

เป็นอักษรตัวหนา และตามด้วยเลขอารบิกกำกับบท วางไว้กึ่งกลางหน้ากระดาษ ที่บรรทัดแรกของ
หน้า ชื่อบทให้พิมพ์ไว้ในบรรทัดถัดลงมา และจัดให้อยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษเช่นเดียวกัน ในกรณีท่ี
ชื่อบทที่ยาวเกิน 1 บรรทัด ให้แบ่งเป็น 2-3 บรรทัดตามความเหมาะสม โดยพิมพ์เรียงลงมาเป็น
ลกั ษณะสามเหล่ียมกลับหัว

2. การลำดับหัวข้อในบท
หัวข้อสำคัญ (Heading) ในแต่ละบท หมายถึงหัวข้อหลัก ซึ่งมิใช่เป็นชื่อเรื่องประจำ

บท ควรพิมพ์ด้วยอักษรตัวเข้ม ชิดแนวพิมพ์ด้านซ้ายมือ และควรเว้นระยะก่อน หัวข้อสำคัญ 1
บรรทัด เว้นระยะห่างก่อนบรรทัดถัดมา 6 Points สำหรับภาษาอังกฤษ อักษรตัวแรกของคำแรก
และของทุกๆ คำในหัวข้อสำคัญๆ เหล่าน้ีต้องพิมพ์ด้วยอักษรตัวใหญ่เสมอ แต่ บุพบท

คมู่ อื งานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

22
(preposition) สันธาน (conjunction) และคำนำหน้านาม (article) ไม่ต้องพิมพ์ด้วยอักษรตัว
ใหญ่ เวน้ แต่ บุพบท สนั ธาน และคำนำหน้านามดังกลา่ วเปน็ คำแรกของหัวข้อนั้น

การขึ้นหัวข้อใหม่ ถ้ามีที่ว่างสำหรับพิมพ์ข้อความต่อไปได้ไม่เกินหนึ่งบรรทัดแล้ว ให้
ขึ้นหัวข้อใหมใ่ นหนา้ ถัดไป

หัวข้อย่อย (Sub Heading) พิมพ์หัวข้อย่อยโดยย่อหน้า 0.5 เซนติเมตร การพิมพ์
หัวข้อยอ่ ย อาจใช้ตวั อกั ษรกำกับสลบั กับตัวเลข หรอื ตวั เลขอยา่ งเดียวก็ได้ ดงั ตวั อยา่ งตอ่ ไปนี้

แบบตวั เลขกำกับอย่างเดยี ว
-----1 บรรทัด-----
แนวคิดและทฤษฎที ่ีเกี่ยวกับการบริหารสถานศกึ ษา(หัวข้อหลัก)

1. ความหมายของการบริหารสถานศกึ ษา (หัวขอ้ ย่อย) ต้ังค่าระยะห่างกอ่ น 6
1.1 ……………………….… Points
1.1.1 .....................................
1)................................
2)................................
(1)................................
(2)................................
3).................................
1.1.2……………………..
1.2 ……………………….…

5. ตวั พมิ พ์

การใช้ตัวอักษร ให้ใช้ตัวอักษรไทยสารบรรณ แบบ PSK (TH SarabunPSK) ขนาด 16
Points ตลอดทัง้ เลม่

• หัวข้อให้พิมพ์เป็นตัวอักษรแบบตัวหนา และต้องเป็นตัวอักษรแบบเดียวกัน
ตลอดท้งั เล่ม

• ตวั อกั ษรภาษาอังกฤษตัวแรกของคำหรอื ข้อความข้นึ ต้นด้วยอักษรตัวใหญ่

• ตัวเลขให้ใช้แบบเดียวกันตลอดทั้งเล่ม เช่น ใช้เลขอารบิกแบบเดียวโดยตลอด
หากจำเปน็ ตอ้ งใชเ้ ลขไทยต้องเลอื กใชใ้ หเ้ หมาะสม

ค่มู ืองานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

23

6. การเวน้ ระยะหา่ งระหวา่ งบรรทดั

1. ใหก้ ำหนดระยะหา่ งระหว่างบรรทัดเป็นแบบระยะพิมพเ์ ดี่ยว (Single Space)
2. ระยะหา่ งระหว่างชื่อบทกับหัวข้อแรกหรือบรรทดั แรกของเนือ้ เร่อื ง

ใหเ้ วน้ ว่าง 1 บรรทดั
3. การพิมพห์ ัวข้อใหม่ ระยะห่างระหวา่ งบรรทัดสุดทา้ ยของหวั ข้อเดมิ กับหัวขอ้ ใหม่

ให้เว้น 1 บรรทดั

7. การย่อหน้า

การย่อหน้า ย่อหน้าแรกให้เว้นระยะ 1.5 เซนติเมตร จากขอบซ้าย หากมีย่อหน้าที่ย่อยลง
ไปอีกให้เว้นระยะเพิ่มออกไปอีก 0.5 เซนติเมตรไปเรื่อยๆ และเพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการ
พิมพ์ใหด้ ำเนินการจดั ระบบการพิมพ์

ตวั อยา่ งการกำหนดย่อหน้า

คา่ ย่อหนา้

| 1.5 |ส่วนประกอบของงานนพิ นธ์ มี 3 ส่วนคอื

| 2.0 |1. /ส่วนประกอบตอนตน้ ประกอบด้วย

| 2.5 |1.1 ปก

8. การใชเ้ คร่ืองหมายวรรคตอน

1. การใชเ้ คร่ืองหมาย มหพั ภาค (.)
1.1 เครื่องหมายนี้จะไม่ปรากฏในสารบัญ สารบัญตาราง สารบัญภาพ และตัวเลขที่

แสดงจำนวน
1.2 เครื่องหมายนี้ใช้กำกับหมายเลขข้อ โดยให้เว้น 1 ตัวอักษร แล้วจึงพิมพ์ข้อความ

ต่อไป
1.3 ในกรณีที่ใช้เครื่องหมายนี้กับอักษรย่อ หากเป็นอักษรย่อชุดเดียวกันไม่ต้องเว้น

ระยะ เช่น พ.ศ., กศ.ม. , Ph.D. เป็นต้น

2. การใช้เครื่องหมายวรรคตอนอนื่ ๆ ใหถ้ ือปฏบิ ตั ิดังน้ี
2.1 เครือ่ งหมาย จุลภาค (,) หนา้ เคร่ืองหมายนี้ไม่ต้องเว้นระยะ แตห่ ลังเคร่ืองหมายน้ี
ให้เวน้ 1 ตัวอักษร แลว้ จงึ พิมพข์ ้อความต่อไป
2.2 เครอื่ งหมาย อัฒภาค (;) หนา้ และหลังเครอ่ื งหมายนีใ้ ห้เวน้ ระยะ 1 ตวั อกั ษร

คู่มอื งานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

24

2.3 เคร่อื งหมาย ทวภิ าค (:) หนา้ และหลงั เครื่องหมายนีใ้ หเ้ ว้นระยะ 1 ตวั อกั ษร
2.4 เครอื่ งหมาย ยตั ภิ งั ค์ (-) หนา้ และหลงั เครอ่ื งหมายน้ีไมต่ อ้ งเว้นระยะ
2.5 เคร่ืองหมาย วงเลบ็ ( ) หนา้ และหลงั วงเลบ็ ให้เว้นระยะ 1 ตวั อกั ษร

9. การพมิ พค์ ำภาษาต่างประเทศ

สำหรับคำที่เป็นชื่อเฉพาะในภาษาต่างประเทศ ให้เขียน ทับศัพท์ เป็นภาษาไทยโดยไม่

ต้องวงเล็บภาษาต่างประเทศนั้นๆ ส่วนคำศัพท์ภาษาอังกฤษที่ได้มีการบัญญัติศัพท์ไว้แล้วโดย

ราชบัณฑติ ยสถาน กใ็ หใ้ ช้ตามนน้ั

การพิมพภ์ าษาตา่ งประเทศโดยใชต้ วั อกั ษรภาษาไทยไม่นยิ มใสร่ ูปวรรณยกุ ต์กำกับเสียงสงู

ตำ่ เช่น

Technology เปน็ เทคโนโลยี

Hypergraph เปน็ ไฮเพอรก์ ราฟ

Computer เป็น คอมพิวเตอร์

Function เป็น ฟังก์ชัน

คำภาษาอังกฤษทเี่ ปน็ พหพู จน์ ในภาษาไทยไม่เตมิ “ส” หรือ “ส์”
เชน่
เป็น อินทกิ รลั
Integrals เป็น เซมิกรปุ
Semigroups เปน็ เกม
Games

ยกเวน้ คำนามท่ใี ชเ้ ป็นชื่อเฉพาะ เชน่

SEAGAMES เป็น ซเี กมส์

THAI AIRWAYS เปน็ ไทยแอร์เวส์

NEW YORK TIMES เปน็ นวิ ยอรก์ ไทมส์

10. การพมิ พ์อญั พจน์
อญั พจน์ คอื การคดั ลอกข้อความจากแหล่งต่างๆ จะต้องเหมือนของเดิมทุกประการ ไม่ควร

แทรกข้อความอื่นใดลงในอัญพจน์ หากจำเป็นต้องอธิบายให้พิมพ์ไว้ในวงเล็บเหลี่ยม [ ] หรือให้
เชิงอรรถอธิบาย หากต้องการตัดข้อความบางตอนออกไปให้ใช้จุดสามจุด (...) แทนข้อความที่ไม่
ตอ้ งคดั ลอกนน้ั ในกรณีที่อญั พจนน์ นั้ ไม่ใช่ภาษาเดียวกับงานนิพนธ์ให้แปลหรือถอดความไว้ด้วย ซ่ึง
มหี ลกั เกณฑ์ในการพมิ พด์ งั นี้

คู่มืองานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

25
1. อัญพจนท์ ่เี ป็นร้อยแก้ว

1.1 อัญพจน์ที่มีความยาวไม่เกินสองบรรทัด ให้ใส่ไวใ้ นเครื่องหมายอญั ประกาศ
“...” ถ้าอญั พจนด์ ังกล่าวมีอัญพจน์อกี อญั พจน์หนึ่งซ้อนอยูใ่ ห้ใชเ้ ครอ่ื งหมายอัญประกาศเดี่ยว

1.2 อัญพจน์ทีม่ ีความยาวเกินสองบรรทัด ใหพ้ ิมพแ์ ยกจากข้อความบรรยายโดย
ไมต่ อ้ งใชเ้ ครื่องหมายอัญประกาศกำกับ ให้ข้ึนบรรทดั ใหมห่ ่างจากข้อความข้างบนสองช่วงบรรทัด
พิมพ์โดยบรรทัดแรกให้ย่อหน้าเข้ามา 1.5 เซนติเมตร ส่วนบรรทัดอื่นๆ ทุกบรรทัดย่อหน้าเข้ามา
0.5 เซนตเิ มตร จากขอบซา้ ย และห่างจากขอบขวา 0.5 เซนติเมตร

1.3 ระบุแหลง่ ทีม่ าใหถ้ กู ต้องตามรูปแบบการอ้างอิง
2. อญั พจนท์ เี่ ปน็ บทกวี คำขวัญ คตพิ จน์ คำพังเพย และสุภาษติ

2.1 ถา้ มีความยาวไม่เกินสองบรรทัด ใหพ้ ิมพ์แทรกไวใ้ นขอ้ ความบรรยาย โดยใช้
เครื่องหมายอญั ประกาศค่กู ำกบั

2.2 ถ้ามีความยาวเกินสองบรรทัด ให้พิมพ์แยกจากข้อความบรรยายโดยไม่ต้อง
ใช้เครอ่ื งหมายอัญประกาศ ใหข้ นึ้ บรรทดั ใหม่ใหห้ า่ งจากข้อความขา้ งบนสองช่วงบรรทดั พมิ พ์

2.3 วางรูปบทกวี ฯลฯ ตามความเหมาะสม พมิ พ์ช่ือผู้แตง่ บทกวี ฯลฯ ไวข้ ้างล่าง
ดา้ นขวามือ ห่างจากอัญพจน์หนงึ่ ช่วงบรรทดั พิมพ์

2.4 ระบุแหลง่ ที่มาให้ถกู ตอ้ งตามรปู แบบการอา้ งอิง

11. การพมิ พส์ ารบัญ

1. ในหน้าแรกของสารบัญให้พิมพ์คำว่า “สารบัญ” ด้วยอักษรตัวหนา อยู่กึ่งกลาง
หน้ากระดาษท่ีบรรทดั แรกของหน้ากระดาษ

2. หัวข้อและเลขหน้าที่ปรากฏในสารบัญ จะต้องเป็นข้อความที่ทุกคำตรงกับหัวข้อและ
เลขหนา้ แรกของหัวข้อนน้ั ๆ

3. คำว่า “บทที่” จะต้องพิมพ์ตัวหนาชิดขอบซ้ายและห่างจากคำว่า “สารบัญ” 1 ช่วง
บรรทดั พิมพ์ สว่ นคำวา่ “หนา้ ” ใหพ้ มิ พต์ วั หนาไวบ้ รรทัดเดียวกับ “บทท”ี่ โดยพมิ พ์ใหช้ ดิ ขอบขวา

4. การพิมพ์ตัวเลขกำกับบท ให้พิมพ์เฉพาะเลขกำกับบทเท่านั้น ไม่มีจุดอยู่หลังตัวเลข
โดยห่างจากขอบซ้าย 4 ตัวอักษร และห่าง 1 ช่วงบรรทัดพิมพ์จากบรรทัดก่อนที่อยู่ติดกัน หลัง
ตัวเลขกำกับบทใหเ้ ว้น 4 ตวั อักษร แลว้ จึงพมิ พช์ อ่ื บทตอ่ ไป

5. หัวข้อใดที่ยาวเกิน 1 บรรทัด ให้พิมพ์บรรทัดต่อมาโดยย่อหน้าเข้าไป 0.5 เซนติเมตร
ทุกบรรทัดจนกวา่ จะจบหัวข้อ

6. หวั ข้อรองใหย้ ่อเข้าไป 0.5 เซนตเิ มตร เปน็ ลำดับเช่นเดียวกนั
7. การพิมพ์เลขหน้า ให้เลขหลักหน่วยของตัวเลขหน้าอยู่ในตำแหน่งแนวเดียวกับ “สระ
อา” ของคำว่า “หน้า”

คมู่ ืองานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

26
8. ระหว่างแต่ละบทใหเ้ ว้นระยะ 1 ช่วงบรรทัดพิมพ์
9. หากสารบญั มีความยาวเกนิ 1 หน้า ใหพ้ ิมพ์หนา้ ต่อไปโดยตอ้ งมีคำวา่ “สารบัญ (ต่อ)”
และยังคงมคี ำว่า “บทท”่ี และ“หนา้ ” ในตำแหนง่ เดิม
10. คำว่า “บรรณานุกรม” ในรายการสารบัญให้พิมพ์ชิดขอบซ้ายและให้เว้นระยะ 1
บรรทดั พมิ พ์จากบรรทดั สุดท้ายของบท
11. ถ้ามี “ภาคผนวก” ให้ปฏิบัติเช่นเดียวกับ “บรรณานุกรม” คือให้พิมพ์ชิดขอบซ้าย
และเว้นระยะห่างจากบรรณานุกรม 1 บรรทัดพิมพ์ ถ้าภาคผนวกแบ่งออกเป็นหลายเรื่อง ให้แยก
เร่อื งเรียงตามลำดับ โดยใช้อักษร ก ข ค ตามลำดบั
12. คำว่า “ประวัตยิ อ่ ผู้วจิ ัย” ให้ปฏิบตั ิเชน่ เดียวกับ “บรรณานุกรม” คือให้พิมพ์ชิดขอบ
ซ้ายและเวน้ ระยะห่างจากภาคผนวก 1 บรรทดั พมิ พ์

12. การพิมพต์ าราง

ตาราง ประกอบด้วยลำดับที่ของตาราง ชื่อของตาราง ส่วนข้อความและที่มาของตาราง
โดยปกติใหพ้ มิ พอ์ ยู่ในหน้าเดยี วกนั ท้งั หมด

กรณีที่ตารางนั้นมีความยาวมากไม่สามารถให้สิ้นสุดในหน้าเดียวกันได้ ก็ให้พิมพ์ส่วนที่
เหลือในหน้าถดั ไป แต่ทั้งนี้จะตอ้ งพิมพ์ลำดับทีแ่ ละชื่อของตาราง และมีส่วนของข้อความในตาราง
รวมอยู่ด้วยในแต่ละหน้าอย่างน้อย 2 บรรทัด ในกรณีที่ส่วนข้อความของตารางนั้นสิ้นสุดลงและ
จำเป็นจะต้องอ้างถงึ ที่มาของตารางในหน้าถัดไป จะตอ้ งยกข้อความบางส่วนของตารางไปรวมไว้ใน
หน้าใหมอ่ ย่างน้อย 2 บรรทัด โดยยอมปลอ่ ยใหม้ ที ีว่ ่างในตารางหน้าเดิม

ขนาดของตารางไม่ควรเกินกรอบของเนื้อหางานนิพนธ์ สำหรับตารางขนาดใหญ่ควร
พยายามลดขนาด โดยใช้เครื่องถ่ายย่อส่วนหรือวิธีอื่นๆ ตามความเหมาะสม แต่จะต้องชัดเจน
พอที่จะอ่านได้ง่าย สำหรับตารางที่กว้างเกินกว่าความกว้างของหน้างานนิพนธ์ ก็อาจจะจัดให้
ส่วนบนของตารางนน้ั หันเข้าหาขอบซา้ ยของหนา้ หรือจัดหน้าเป็นแนวนอน

รูปแบบของการพิมพ์ตาราง มีดังน้ี

1. ตารางอยูห่ ่างจากขอ้ ความข้างบนและขา้ งล่าง 1 ช่วงบรรทัดพิมพ์
2. ชือ่ ตาราง ข้อความในตาราง และขอ้ มูลในตาราง ใหพ้ ิมพด์ ้วยตัวบางทกุ ตัว
3. ข้อความของชอ่ื ตารางเริม่ ดว้ ยคำวา่ “ตารางท”ี่ ให้พิมพช์ ิดขอบซา้ ย แลว้ เวน้ วรรค
1 เคาะ ตามดว้ ยหมายเลขลำดับตาราง จากนั้นให้เวน้ 2 ตวั อกั ษร แลว้ พิมพ์ชื่อตาราง ถา้ ช่อื ตาราง
ไม่จบในบรรทัดเดียว บรรทัดต่อไปให้พิมพ์อักษรตัวแรกให้ตรงกับอักษรตัวแรกของชื่อตารางใน
บรรทัดบน
4. เสน้ ท่เี ป็นส่วนประกอบของตารางให้มเี ฉพาะเสน้ ในแนวนอน ไม่มเี ส้นในแนวต้ัง

คมู่ อื งานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

27
5. เส้นแนวนอนบนสุดและล่างสุดของตารางต้องเป็นเส้นคู่ ซึ่งห่างกันประมาณ 1
มิลลิเมตร
6. ตัวเลขในตารางที่เป็นแนวตั้ง ควรพิมพ์ให้ได้ระดับเสมอกันโดยตลอด โดยถือเลข
หลักขวาสุดเป็นแนว หากเป็นตัวเลขที่มีจุดทศนิยมให้ยึดจุดเป็นแนวตรงกัน ถ้ามีเครื่องหมายอื่นใด
อยูร่ ะหวา่ งเลข 2 จำนวนต้องจัดให้เครอื่ งหมายตรงกัน
7. ชอื่ รายการในแตล่ ะช่องที่เป็นภาษาองั กฤษ ใหพ้ ิมพอ์ ักษรตวั แรกดว้ ยตัวพิมพใ์ หญ่
8. ตารางที่ไม่จบในหน้าเดียว ไม่ต้องขีดเส้นปิดตารางเป็นเส้นเดียว โดยในหน้าต่อไป
ให้พิมพ์คำว่า “ตาราง” และหมายเลขกำกับตารางพร้อมกับมีคำว่า “(ต่อ)” คำว่า “ตาราง” นี้ให้
พิมพ์ชิดขอบซ้ายของหน้า เมื่อขึ้นหน้าใหม่ให้พิมพ์หัวตารางเช่นเดียวกับหัวตารางในหน้าแรกของ
ตารางน้นั
9. เลขลำดับของตาราง ให้เรียงลำดับหมายเลขตารางตามบท เช่น บทที่ 2 ใช้ลำดับ
หมายเลขตารางเปน็ ตารางท่ี 2.1, ตารางท่ี 2.2,… บทท่ี 3 ใชล้ ำดบั ตารางเปน็ ตารางที่ 3.1, 3.2,

13. การพิมพ์ภาพ

ภาพ หมายถึง รูปภาพ (Picture) ภาพถ่าย (Photograph) แผนภูมิ (Chart) แผนท่ี
(Map) แผนภาพ (Diagram) ซึ่งจะต้องจัดพิมพ์หรือทำสำเนาให้มีความชัดเจนก่อนแสดง
ภาพประกอบต้องกล่าวนำภาพประกอบนั้นก่อน แล้วจึงนำเสนอภาพประกอบที่สมบูรณ์และเข้าใจ
ง่าย

1. ภาพจะอยู่หา่ งจากข้อความบนและลา่ ง 1 ช่วงบรรทดั พิมพ์
2. ช่อื ภาพ ให้วางไวใ้ ตภ้ าพก่ึงกลางหน้า โดยมคี ำ “ภาพท่ี” ตามด้วยหมายเลขลำดับ
แล้วจึงเปน็ ชอ่ื ภาพ ถ้าช่อื ภาพไม่จบในบรรทดั เดยี ว ใหพ้ มิ พบ์ รรทัดใหม่ โดยให้อกั ษรตัวแรกตรงกับ
อักษรตวั แรกของชอื่ ภาพนน้ั
3. ระหวา่ งชื่อภาพกับตัวภาพให้เว้นห่างกนั 1 ช่วงบรรทัดพมิ พ์
4. เลขลำดบั ของภาพให้ใช้หลักการเดียวกับเลขตาราง
5. ให้จัดวางภาพแทรกไว้ตามส่วนเนื้อหาที่ระบุถึงภาพนั้นๆ ยกเว้นภาพที่มีความ
จำเป็นน้อยหรือไม่มีความสัมพันธ์ต่อการอธิบายเนื้อหาโดยตรง ให้รวมไว้ในภาคผนวก การจัดวาง
ภาพให้วาง อย่ใู นตำแหนง่ ทีเ่ หมาะสม เรยี บร้อยและสวยงาม
6. กรณีภาพต่อเนื่องหรือภาพที่ไม่สามารถจัดพิมพ์ให้สิ้นสุดในหน้าเดียวได้ให้พิมพ์
ส่วนท่ีเหลือในหน้าถัดไป ทั้งนี้จะต้องมีลำดับภาพและชื่อภาพทุกหน้า และพิมพ์คำว่า (ต่อ) ไว้ใน
วงเล็บต่อทา้ ยช่ือภาพด้วย
7. การพิมพอ์ า้ งอิงแหล่งทม่ี าของภาพ ให้เลือกใชต้ ามรายละเอียดวิธกี ารอ้างอิงในบท
ท่ี 5 โดยพิมพ์ไวใ้ ตภ้ าพ ตรงตำแหนง่ ก่ึงกลางหนา้ กระดาษ

คมู่ อื งานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

28
14. การพมิ พ์หนา้ บอกตอน

หน้าบอกตอน เป็นหน้าที่อยู่ในส่วนประกอบตอนท้ายของงานนิพนธ์ ที่ระบุถึงเนื้อหาเป็น
ตอนๆ เชน่ บรรณานุกรม ภาคผนวก เป็นต้น ซึง่ ในหน้านจ้ี ะมีเพียงหัวข้อเร่ืองอยกู่ ลางหน้ากระดาษ
เท่านั้น เช่น หน้าบอกตอนของบรรณานุกรมจะมีคำว่า “บรรณานุกรม” หรือ หน้าบอกตอน
ของภาคผนวกจะมีคำว่า “ภาคผนวก” ซึ่งพิมพ์ด้วยตัวหนา ปรากฏอยู่ในหน้าบอกตอน ในกรณีท่ี
ภาคผนวกหนึ่งเรื่องนั้น แบ่งได้เป็นหลายเรื่องย่อยหรือหลายตอน ให้พิมพ์ว่า ภาคผนวกพร้อม
ตัวอักษรกำกบั เช่น ภาคผนวก ก ภาคผนวก ข พรอ้ มช่ือเรื่อง ไว้กลางหน้ากระดาษ

คู่มืองานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

29
บทที่ 5

การอา้ งองิ เอกสารในงานนิพนธ์

การทำงานนิพนธ์ซึ่งเป็นงานเชิงวิชาการนั้น นักศึกษาจำเป็นต้องรวบรวมแหล่งที่มาของ
สารสนเทศที่ได้นำมาอ้างอิงจากแหล่ง ความรู้ต่างๆ เช่น บุคคล เอกสาร หรือสื่อประเภทต่างๆ ให้
ชัดเจน เพ่ือเปน็ หลักฐานยืนยันทจ่ี ะทำให้งานนิพนธเ์ ปน็ ทน่ี ่าเชื่อถือ และเพ่ือเปน็ แหลง่ ศึกษาค้นคว้า
เพิ่มเติมสำหรบั ผูท้ ส่ี นใจ สำหรบั สงิ่ ท่ีควรตระหนักอยา่ งย่ิงในการเขียนฐานนิพนธค์ ือ เรอ่ื ง จริยธรรม
หรือ จรรยาบรรณในการวิจัย นักศึกษาต้องรับผิดชอบในการหารายละเอียดที่ถูกต้องเกี่ยวกับ
เอกสารและแหล่งข้อมูลท่ีใช้อา้ งอิง การคัดลอกสาระสำคัญของผลงานวจิ ัยหรือข้อเขียนของผู้อ่ืนมา
ใส่ไว้ในงานนิพนธ์ของตนเอง จะต้องระบุแหล่งที่มาของข้อมูลทุกรายการ เพื่อให้ผลงานเขียนนั้นๆ
เป็นที่ยอมรับและน่าเชื่อถือ เป็นการให้เกียรติผู้เขียนเดิมซึ่งเป็นผู้เสนอผลงานเดิมไว้ก่อนแล้ว และ
เป็นการแสดงเจตนาบริสุทธ์ิของผู้เขยี นว่าไม่ได้ขโมยความคิดหรอื ลอกเลยี นข้อมูลของผู้อ่ืนโดยไม่มี
การอ้างอิง (Plagiarism) ซ่งึ หากมีการตรวจพบจะเกิดผลเสียหายรา้ ยแรง และถือเป็นการกระทำที่
ผิดจรรยาบรรณในทางวิชาการที่ไม่ควรกระทำ บางกรณีอาจจะมีความผิดทางกฎหมายฐานละเมิด
ได้

การอ้างอิงเอก สารในคู ่มือ งานนิ พนธ์เ ล่ มนี้ได ้ย ึดรู ปแ บ บการ อ้า ง อิ งเอ กสาร ที ่ เ ป็ น
มาตรฐานสากลและได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางทั่วโลก ตามหลักเกณฑ์ของ American
Psychological Association [APA]. (2020) จากคู่มือ Publication Manual of the American
Psychological Association, 7 Edition และมีบางส่วนได้มีการดัดแปลงให้เหมาะสมกับการ
นำไปใช้ให้เหมาะสมกับการอา้ งอิงในภาษาไทย ซึ่งอาจมีลักษณะบางอย่างทีแ่ ตกต่างจากเอกสารใน
ภาษาอังกฤษ เพราะมีบางส่วนทไ่ี ดน้ ำมาดดั แปลงเพ่ือใชก้ ับการอ้างอิงเอกสารในภาษาไทย

ในการเขียนอ้างอิงเอกสารในผลงานการศึกษาค้นคว้าจำเป็นต้องมีการอ้างอิงทั้ง 2 ส่วน
คอื สว่ นเนอ้ื เรื่อง และสว่ นทา้ ยเร่อื งหรอื ทา้ ยเล่ม

1. การอ้างอิงในส่วนเน้อื เรอ่ื ง
2. การอา้ งองิ ในส่วนทา้ ยเล่มหรือบรรณานุกรม

1. การอา้ งอิงในส่วนเนือ้ เรอ่ื ง

การอ้างอิงในส่วนเนื้อเรื่องเป็นการบอกแหล่งที่มาของฐานข้อมูลโดยอ้างอิงแทรกในส่วน
เนื้อเรื่อง ทำให้ทราบว่าข้อความในส่วนนั้นนำมาจากแหล่งใด โดยให้อ้างอิงในเนื้อหาแบบ ชื่อ – ปี
(Author – Date method of citation)

คู่มืองานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

30
การอ้างอิงแบบ ชื่อ – ปี เป็นการเขียนอ้างองิ แหล่งท่ีมาของข้อมูลในเน้อื หางานนิพนธ์โดย
ระบุชื่อผู้แต่ง (Author) และปีพิมพ์ของเอกสาร (Year of publication) ไว้ข้างหน้าหรือข้างหลัง
ข้อความที่ต้องการอ้างซึ่งอาจระบุเลขหน้าของเอกสารอ้างอิงด้วยก็ได้หากต้องการ ดังมีรูปแบบการ
อ้างองิ มที ั้งอา้ งขา้ งหนา้ ข้อความและอ้างไว้ข้างหลังข้อความ เพ่อื ต้องการเน้นช่อื ผ้แู ต่งท่เี ป็นเจ้าของ
ข้อความหรือแนวคิดโดยอ้างชื่อผู้แต่ง และปีใส่ไว้ในวงเล็บไว้ข้างหน้าข้อความหรือไว้ข้างหลัง
ข้อความแลว้ แต่กรณี

การอ้างไวห้ นา้ ข้อความ
ชอื่ ผู้แต่ง (ปพี ิมพ์)...................

การอา้ งไว้หลังข้อความ
...................(ช่อื ผแู้ ต่ง, ปีพิมพ์)

หลักการเขยี นการอา้ งองิ แบบชอ่ื – ปี มีรายละเอียดดังน้ี
1.1 เอกสารท่มี ผี ้แู ต่ง 1 คน

กรณีที่เป็นผู้แต่งคนไทย แต่งเอกสารเป็นภาษาไทย ให้ใส่ชื่อและนามสกุลตามลำดับ
ส่วนกรณีที่ผู้แต่งเป็นผู้แต่งชาวต่างประเทศ หรือ ผู้แต่งคนไทยที่แต่งเอกสารเป็นภาษาต่างประเทศ
ใหใ้ สช่ อื่ สกลุ เท่านั้นดงั ตัวอย่าง

1.1.1 ผู้แตง่ คนไทย แตง่ เอกสารเป็นภาษาไทย
ณรงวิทย์ แสงทอง (2544).....................................................
พระราชโมลี (2554)……………………………………………………...

หรอื
………………………………………….....…(ณรงวิทย์ แสนทอง, 2554)
.......................................................(พระราชโมลี, 2554)

1.1.2 ผแู้ ตง่ ชาวตา่ งประเทศ
Willmarth (1980) ……………………………………………………….

หรอื
........................................................(Willmarth, 1980)

1.1.3 ผแู้ ตง่ คนไทย แตง่ เอกสารเป็นภาษาตา่ งประเทศ
Punyaratabandhu (1998)…………………………………………………

หรอื
......................................................... (Punyaratabandhu,

1998)

คู่มอื งานนพิ นธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

31
1.2 เอกสารทมี่ ผี ู้แต่ง มากกวา่ 1 คน

1.2.1ผูแ้ ตง่ 2 คน ให้อ้างอิงชื่อผู้แต่งทัง้ 2 คน ทกุ ครง้ั ที่มกี ารอา้ งโดยมีคำว่า
และ/ and* หนา้ ช่ือผูแ้ ต่งคนสดุ ทา้ ย
ตวั อย่างท่ี 1
นฤมล พฤกษาศิลป์ และพชั รา หาญเจรญิ กิจ (2542)…………………
หรอื
.......................(นฤมล พฤกษาศิลป์ และพัชรา หาญเจริญกิจ, 2542)

ตัวอยา่ งท่ี 2
Defleur and O’Keef (1989)……….…………………………………….
หรือ
…………………….……………………..(Defleur & O’Keef, 1989)

* ตามกดของ APA ใหใ้ ช้สัญญาลักษณ์ & แทนคำว่า and หน้าช่ือผ้แู ตง่ คน
สดุ ทา้ ย

1.2.2 ผู้แต่ง 3 คน ให้อ้างอิงชื่อผู้แต่งทั้ง 3 คนในการอ้างอิงครั้งแรก หากมีการ
อ้างอิงครั้งตอ่ ไปให้ใช้ชื่อผู้แตง่ คนที่ 1 ตามด้วยคำว่า และคณะ หรือ et al. (et al. มีเครื่องหมาย .
ทา้ ย al และไมใ่ ชอ่ กั ษรตัวเอน)

• การอา้ งอิงครั้งแรก
ระเบียบ ณ กาฬสนิ ธ์ุ, ขนิษฐา อทุ วนิช และยรู ะ เอยี่ มช่นื
(2540)....................
Nakalasin, Utawanit and Iemchuen
(1997)……………………………………….
หรือ
…………….......(ระเบียบ ณ กาฬสินธ์ุ, ขนิษฐา อทุ วนชิ และยูระ เอ่ียมชื่น,
2540)
…………………………………………(Nakalasin, Utawanit and Iemchuen,
1997)

• การอา้ งอิงคร้ังตอ่ ไป
ระเบียบ ณ กาฬสินธุ์ และคณะ (2540).....................................................
Nakalasin et al. (1997) …………………………….……………………....………..

ข้อยกเวน้ ถา้ หากเอกสารสองเร่อื งท่ีอ้างครั้งต่อไป เมื่อเขยี นย่อโดยใช้ et al.
แล้วทำให้รายการทีอ่ ้างปรากฏคล้ายกัน เช่น

ค่มู อื งานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

32
Bradley, Ramirez, and Soo (1973)…………………………………………
Bradley, Soo, and Brown (1983)……………………………………………
ถ้าเขียนยอ่ จะเป็น Bradley et al. (1983) เหมือนกนั ในกรณีเช่นนี้เพ่ือ
ไม่ใหผ้ ู้อ่านสบั สนใหเ้ ขยี นช่ือผูแ้ ตง่ ทกุ คน

1.2.3 ผู้แต่งมากกวา่ 3 คน การอ้างทุกคร้ังให้ใส่เฉพาะช่อื ผู้แต่งคนท่ี 1 ตามด้วย
คำวา่ และคณะหรอื et al.

ตวั อยา่ งที่ 1
ทัดดาว ลออโรจน์วงศ์ และคณะ (2541).............................................

หรอื
…………………………………………..(ทัดดาว ลออโรจนว์ งศ์ และคณะ, 2541)

ตวั อยา่ งท่ี 2
Sarin et al. (2010)…………………………………………………………………….

หรอื
..........................................................................(Sarin et al., 2010)

ขอ้ ยกเว้น ถา้ เอกสารสองเร่ืองทีอ่ า้ งเมอื่ เขียนย่อแลว้ ทำให้รายการทอ่ี ้างปรากฏคลา้ ยกัน
ในกรณีน้ี เมอื่ อา้ งถงึ เอกสารเหล่าน้ันในเน้ือความ ให้ระบุผแู้ ตง่ คนต่อมาเรอื่ ยๆ จนถึงช่ือผู้แต่งท่ีไม่
ซ้ำกัน

ตวั อยา่ ง Sarin, Chale, Kohli and Challagalla (2010)
เร่ืองที่ 1
เร่ืองที่ 2 Sarin, Sego, Kohli and Challagalla (2010)

การอา้ งองิ Sarin, Chale et al. (2010)…………………………………………………
Sarin, Sego et al. (2010)…………………………………………………
หรอื
..............................................(Sarin, Chale et al., 2010)
…………………………………………(Sarin, Sego et al., 2010)

คมู่ อื งานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

33
1.3 เอกสารทม่ี ีผแู้ ต่งเป็นสถาบัน

1) เอกสารทีม่ สี ถาบนั เป็นผ้แู ต่ง ใหร้ ะบุชื่อผแู้ ตง่ ทเ่ี ปน็ สถาบันโดยเขียนชอ่ื เตม็ ใน
การอ้างคร้ังแรก และถา้ มชี ื่อยอ่ ทเี่ ป็นทางการใหร้ ะบุชอ่ื ย่อนัน้ ในวงเล็บใหญ่ [ ]
ไว้ด้วย กรณนี ้ใี นการอ้างครัง้ ต่อไปให้ใชช้ ื่อย่อน้ันได้ ถา้ ไมม่ ชี อ่ื ยอ่ การอา้ งครั้ง
ต่อไปใหร้ ะบสุ ถาบนั เตม็ ทุกคร้ัง

ตัวอยา่ ง การอ้างคร้ังแรก
องค์การรบั สง่ สินคา้ และพสั ดภุ ัณฑ์ [ร.ส.พ.] (2542)……………………………..
Asian Institute of Technology [AIT] (1981)…………………………………..

หรือ
....................................(องค์การรบั ส่งสินคา้ และพัสดภุ ัณฑ์ [ร.ส.พ.], 2542)
……...……………………..(Asian Institute of Technology [AIT], 1981)

ตัวอยา่ งการอ้างอิงคร้ังต่อๆ ไป
ร.ส.พ. (2542)……………………………………………………………………….
AIT (1981)……………………………………………………………………………….

หรือ
………………………………………………………………………….(ร.ส.พ., 2542)
.………………………………………………………………………….(AIT, 1981)

2) กรณที ่ที ้ังชื่อหน่วยงานย่อยและหนว่ ยงานใหญ่ ใหอ้ า้ งอิงหน่วยงานใหญ่
แลว้ ตอ่ ดว้ ยหน่วยงานย่อยลงมา

ตวั อย่าง
มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, คณะคอมพวิ เตอรแ์ ละเทคโนโลยี
สารสนเทศ (2544)......................

หรือ
.......................(มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, คณะคอมพิวเตอร์
และเทคโนโลยสี ารสนเทศ, 2544)

3) กรณที ชี่ ่ือหน่วยงานยาวมาก การอา้ งครั้งแรกใหอ้ า้ งช่อื เต็ม ส่วนการอ้างครัง้
ตอ่ ไปสามารถตดั ให้สน้ั ลงไดโ้ ดยใช้เคร่อื งหมายจดุ 3 จุด ...

ตัวอยา่ ง การอา้ งอิงครง้ั แรก
สำนกั งานปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความม่นั คงของมนษุ ย์ (2550)…
สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ และสงั คมแหง่ ชาติ (2548)……

คู่มืองานนพิ นธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

34
หรือ

..(สำนกั งานปลัดกระทรวงการพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนุษย,์ 2550)
...(สำนกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ, 2548)
ตัวอย่างการอา้ งองิ ครั้งตอ่ ๆ ไป
สำนกั งานปลัดกระทรวงการพฒั นาสงั คม... (2550)..........................................
สำนกั งานคณะกรรมการพฒั นาการเศรษฐกจิ ... (2548)...................................
หรอื
.........................................(สำนักงานปลัดกระทรวงการพฒั นาสังคม..., 2550)
..……………...………...(สำนกั งานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ ..., 2548)

1.4 เอกสารหลายชื่อเรอ่ื งท่ีมีผแู้ ต่งคนเดียวกัน
การอา้ งองิ เอกสารหลายเรื่องที่เขียนโดยผู้แต่งคนเดยี วกัน แตป่ พี ิมพ์ตา่ งกันให้ระบุช่ือผู้แตง่ ครั้งเดียว
แล้วระบุปีพิมพ์ตามลำดบั ใชเ้ ครอ่ื งหมาย อฒั ภาค (;) คัน่ ระหวา่ งปี โดยไม่ตอ้ งระบุชื่อผู้แตง่ ซ้ำอีก

ตัวอย่างการอ้างองิ
บุญยงค์ เกศเทศ (2554 ; 2555 ; 2556)……………………………………………...
Hassam and Grammick (1981 ; 1982)……………………………………..…

หรือ
....................................................(บญุ ยงค์ เกศเทศ, 2554 ; 2555 ; 2556)
.................................................(Hassam and Grammick, 1981 ; 1982)

กรณีงานนิพนธ์อ้างเอกสารหลายช่ือเร่ืองทเ่ี ขยี นโดยผแู้ ตง่ คนเดยี วกัน แต่ปีพิมพ์ซ้ำ
กนั ใหใ้ ช้ a b c d ตามหลังปพี มิ พ์ สำหรับเอกสารภาษาต่างประเทศ และใช้ ก ข ค ง ตามหลงั ปี
พิมพ์ สำหรบั เอกสารภาษาไทย

ตัวอยา่ งการอา้ งอิง
กนกอร บุญมี (2554ก)...................................................................................
Bruce (1980a ; 1980b)………………………….,,……………………………………….

หรือ
...................................................................................(กนกอร บุญมี, 2554ก)
.…………………………………………………………………(Bruce, 1980a ; 1980b)

คูม่ ืองานนิพนธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

35
1.5 เอกสารหลายชื่อเรื่องโดยผแู้ ตง่ หลายคน

การอา้ งเอกสารหลายเรื่องท่ีเขียนโดยผู้แต่งตา่ งกนั มวี ิธีเขียน 2 วธิ ี ใหเ้ ลอื กใช้วิธีใด
วิธีหนึ่งเพยี งวิธีเดยี วตลอดท้ังเลม่ ดังนี้

1.5.1 ให้ระบุชื่อผู้แต่ง โดยเรียงตามลำดับอักษร ตามด้วยปีพิมพ์ และใส่
เคร่อื งหมายอฒั ภาค (;) ค่นั เอกสารทอ่ี ้างแตล่ ะเรื่อง

ตัวอย่างการอา้ งอิง
(เจือ สตะเวทิน, 2551 ; ฐะปะนีย์ นาครทรรพ และประภาศรี สีหอำไพ, 2553 ;
ทองสขุ นาคโรจน์, 2552 ; เปลื้อง ณ นคร, 2542)
(Argote et al.,2000 ; Kogut and Zander, 1992 ; Nonaka, 1994)

1.5.2 ให้เรียงตามปีพิมพ์จากน้อยไปหามาก และใช้เครื่องหมายอัฒภาค (;) ค่ัน
ระหวา่ งเอกสารท่ีอา้ งแตล่ ะเร่อื ง ทั้งน้เี พ่ือแสดงววิ ัฒนาการของเร่ืองท่ีศึกษา

ตัวอยา่ งอ้างอิง
(Kogut and Zander, 1992 ; Nonaka, 1994 ; Argote et al., 2000)

1.5.3 ในกรณีที่อ้างเอกสารหลายชื่อเรื่อง ที่มีทั้งผู้แต่งเป็นภาษาไทยและภาษา
ต่างประเทศให้อ้างชื่อผู้แต่งเป็นภาษาไทยจนครบก่อน แล้วจึงตามด้วยชื่อผู้แต่งเป็น
ภาษาต่างประเทศโดยวิธีใดวิธีหนง่ึ ตามขอ้ 1.5.1 หรอื 1.5.2

1.6 เอกสารทไี่ มป่ รากฏช่ือผู้แต่ง
ใหใ้ สช่ ่อื เรอ่ื งของเอกสารแทนช่ือผแู้ ต่ง โดยอาจใสช่ ื่อเรื่องที่สมบูรณ์ หรือตัดให้สั้นลง

ตามดว้ ยเคร่อื งหมายจุด 3 จุด ... ก็ได้
• การอ้างอิงช่ือบทความ หรือ บทจากหนงั สือ ให้ใส่ช่ือเรอื่ งไวใ้ นเคร่อื งหมาย “......”
ตวั อยา่ งการอา้ งองิ
ในบทความเรือ่ ง “ปัญหาการขาดสภาพคลอ่ งในการชำระหน้สี ิน...” (2557)
หรอื
........................ (“ปัญหาการขาดสภาพคล่องในการชำระหนี้สิน...”, 2557)
• การอ้างองิ ชื่อวารสาร ชอ่ื หนังสือ แผน่ พับ หรอื รายงาน
ตัวอยา่ งการอา้ งองิ
การศึกษาวิเคราะห์ศักยภาพและแนวทางในการสง่ เสริมการศกึ ษา...(2556)..........
หรอื
............(การศึกษาวเิ คราะห์ศักยภาพและแนวทางในการส่งเสริมการศึกษา, 2556)

คู่มืองานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

36
1.7 เอกสารชอ่ื ผแู้ ตง่ ท่ชี ่ือสกุลซำ้ กัน

ผู้แต่งชาวต่างประเทศที่มีชื่อสกุลซ้ำกัน ให้ใส่อักษรย่อชื่อต้น และชื่อกลางกำกับไว้
ทกุ คร้ังทอี่ ้าง แมป้ ที ่พี ิมพจ์ ะแตกต่างกนั

ตัวอย่างการอ้างอิง
Smith P.J. (1994)…………………………………………………………………
Smith P. (1997)………………………………………………………………….

หรือ
…………………………………………………………………….(Smith P.J., 1994)
……………………………………………………………………..(Smith P., 1997)

1.8 เอกสารไมป่ รากฏปพี ิมพ์ ใหใ้ ส่ ม.ป.ป.
ตวั อย่างการอ้างองิ
กรมวิชาการ (ม.ป.ป.).........................................................................
Viravaidya (n.d.)…………………………………………………………………….
หรือ
................................................................................(กรมวชิ าการ, ม.ป.ป.)
………………………………………………………………………(Viravaidya, n.d.)

1.9 เอกสารอยู่ในระหวา่ งตีพิมพ์
ใหใ้ ส่ ระหว่างตีพิมพ์ หรอื in press แทนปีพิมพ์
ตัวอยา่ งการอ้างอิง
อลงกรณ์ สุขวัน (ระหว่างตีพิมพ)์ ........................................................
Viravaidya (in press)…………………………………………………………………..
หรือ
........................................................(อลงกรณ์ สุขวัน, ระหวา่ งตพี ิมพ์)
...……………………………………………….(Viravaidya, in press)

1.10 การอ้างอิงเอกสารทถ่ี ูกอา้ งอิงอยู่ในเอกสารอ่นื
กรณีที่เอกสารที่ต้องการถูกนำไปอ้างไว้ในเอกสารอื่น หากไม่สามารถหาต้นฉบับ

ของเอกสารทถ่ี ูกนำไปอ้าง ก็สามารถอา้ งอิงโดยวธิ กี ารอ้างอิงเอกสารซ้อน ซ่งึ เขียนได้ 2 วธิ ี ดงั นี้

ค่มู ืองานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

37
1.10.1 อ้างชื่อผ้แู ตง่ ของเอกสารต้นฉบบั ขน้ึ ก่อน

ให้ใสช่ ื่อผแู้ ต่งเอกสารต้นฉบับ ตามด้วยคำวา่ อ้างถงึ ใน หรอื Cited in แล้วตาม
ดว้ ยชื่อผูแ้ ต่งเอกสารท่นี ำขอ้ มลู ไปอา้ ง เชน่ ตอ้ งการอ้างเอกสารของ Dubrion ทถี่ ูกนำไปอา้ งไว้ใน
เอกสารของ ธรี ะพงษ์ แกว้ หาวงษ์ ให้อ้างองิ ดังน้ี

Dubrion (1993 อ้างถึงใน ธีระพงษ์ แก้วหาวงษ,์ 2542)…………………….
หรอื

………………………...(Dubrion, 1993 อ้างถึงใน ธีระพงษ์ แกว้ หาวงษ,์ 2542)

1.10.2 อา้ งช่ือผูแ้ ตง่ เอกสารทน่ี ำขอ้ มูลไปอ้างขึน้ กอ่ น
ให้ใส่ชื่อผู้แต่งเอกสารที่นำข้อมูลไปอ้าง ตามด้วยคำว่า อ้างจาก หรือ cited

from แลว้ ตามด้วยช่ือผูแ้ ต่งเอกสารต้นฉบับทีถ่ ูกอ้าง เชน่ ต้องการอ้างอิงเอกสารของ ธีระพงษ์ แก้ว
หาวงษท์ ี่ได้นำขอ้ มลู จากเอกสารของ Dubrion มาอ้างใหอ้ ้างดงั น้ี

ธรี ะพงษ์ แก้วหาวงษ์ (2542 อ้างจาก Dubrion, 1993)………………………………
หรอื

...................................(ธีระพงษ์ แก้วหาวงษ์, 2542 อ้างจาก Dubrion, 1993)

1.11การอา้ งองิ การส่อื สารระหวา่ งบุคคล
การอ้างอิงการสื่อสารระหว่างบุคคล ได้แก่ จดหมาย จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ บันทึก

ช่วยจำ หรือกลุ่มอภิปรายบนอินเตอร์เน็ต การสัมภาษณ์บุคคล การสนทนาทางโทรศัพท์ เป็นต้น
และเป็นการติดต่อส่วนตัวที่เกี่ยวกบั เรื่องทางวิชาการ ให้อ้างอิงเฉพาะในเนื้อเรื่องเท่านั้น ไม่ต้องทำ
รายการเอกสารอ้างอิง โดยระบุคำว่า ติดต่อส่วนตัว หรือ personal communication แล้วตาม
ด้วยวัน เดือน ปี ที่ติดต่อ กรณีผู้แต่งชาวตา่ งประเทศให้ใสอ่ ักษรย่อช่ือต้น ชื่อกลาง และคำเต็มของ
ชอื่ สกลุ

ตวั อย่างการอ้างอิง
วิเชยี ร รู้ยนื ยง (ติดต่อส่วนตวั , 2 มีนาคม 2557).................................................
D.Ellis (personal communication, March 2, 2014)………………………..

หรือ
.............................................(วิเชียร รู้ยืนยง, ติดต่อส่วนตัว, 2 มีนาคม 2557)
...............................(D.Ellis, personal communication, March 2, 2014)

ค่มู อื งานนพิ นธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

38

2. การอา้ งอิงในส่วนทา้ ยเล่มหรอื บรรณานุกรม

การอา้ งองิ สว่ นทา้ ยเลม่ เป็นการรวบรวมรายการเอกสารทั้งหมดที่ผเู้ ขียนผลงานนน้ั ๆ โดย
ปกติจะจดั เรียงรายการตามลำดับอักษรช่ือผูแ้ ต่ง ซึ่งการรวบรวมรายการเอกสารท่ีอ้างอิงไว้ท้ายเล่ม
อาจรวบรวมเป็นรายการ บรรณานุกรม (Bibliography) หรอื รายการเอกสารอ้างองิ (References)
ก็ได้ ซึ่งมขี อ้ แตกต่างกันคอื

1) การรวบรวมรายการบรรณานุกรม ผู้เขียนสามารถนำเอารายการเอกสารอื่นที่มิได้

อ้างไวใ้ นสว่ นเนื้อเร่ืองมารวบรวมไว้กไ็ ด้ หากเห็นวา่ เอกสารนนั้ มีความเกี่ยวข้องกับเรื่องที่เขียนและ

จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน ดังนั้นจำนวนเอกสารที่อ้างอิงในส่วนท้ายเรื่อง อาจจะมากกว่าจำนวนที่

ถกู ตอ้ งในส่วนเนือ้ เร่ือง

2) การรวบรวมรายการเอกสารอา้ งอิง จะรวบรวมเฉพาะรายการที่ถูกอา้ งอิงไว้ในส่วน

เนื้อเรื่องเท่านั้น ดังนั้นจำนวนเอกสารที่อ้างอิงในส่วนท้ายเรื่องจึงมีจำนวนเท่ากันกับเอกสารที่ถูก

อ้างองิ ในส่วนเนอ้ื เรอื่ ง

2.3 หลกั ท่ัวไป
2.3.1 ชอ่ื ผแู้ ตง่

1) ผู้แต่งคนไทย แต่งเอกสารเป็นภาษาไทยให้ใส่ชื่อและนามสกุลตามลำดับ
โดยไม่ต้องใส่คำนำหน้าชื่อ (เช่น นาย นาง นางสาว) ยศ (เช่น พ.ต.ท. ร.อ.) ตำแหน่ง
(เช่น รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์) หรือ คุณวุฒิ (เช่น ดร. นพ.) หากผู้แต่งมีบรรดาศักด์ิ
หรือฐานันดรศักดิ์ให้กลับข้อความที่ระบุบรรดาศักดิ์หรือฐานันดรศักดิ์ไปไว้ข้างท้ายชื่อ โดยคั่นด้วย
เคร่ืองหมาย ( , ) สว่ นชื่อผ้แู ตง่ ท่ีเป็นสมณศักด์ิ ใหเ้ ขยี นตามปกติ ดงั ตัวอยา่ ง

บญุ ชม ศรสี ะอาด.
พระธรรมปิฎก (ป.อ.ปยตุ ฺโต)
แม้นมาส ชวลิต, คุณหญิง
คกึ ฤทธ์ิ ปราโมช, ม.ร.ว.
2) ผู้แต่งชาวต่างประเทศ หรือผู้แต่งคนไทยที่แต่งเอกสาร เป็น
ภาษาต่างประเทศให้ใส่ชื่อสกุลคั่นด้วยเครื่องหมาย ( , ) และตามด้วยอักษรย่อของชื่อต้นและ
ชอ่ื กลาง ดงั ตัวอยา่ ง
Punyaratabandhu, B.
Gelfand, M.A.

คู่มืองานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

39
3) ผู้แต่งที่เป็นบรรณาธิการ (editor) ให้ใส่คำว่า บรรณาธิการ หรือ

Ed. ไวใ้ นเครือ่ งหมาย ( ) ต่อทา้ ยช่ือ สว่ นผู้แต่งท่ีเป็นผรู้ วบรวม (compiler) ใหใ้ ส่คำว่า ผู้รวบรวม

หรือ Comp. หรอื Comps. ไวใ้ นเครื่องหมาย ( ) ตอ่ ท้ายช่ือ ดงั ตัวอยา่ ง

สมใจ บญุ ศิริ. (บรรณาธิการ).
สมพนั ธ์ เตชะอธิก. (ผู้รวบรวม).
Hernon, P. (Comp.).
Sharma, K. (Ed.).
Gebbie, K. and Hernandez, L.M. (Eds.).
4) ผู้แต่งที่เป็นนิติบุคคล ให้ใส่ชื่อนิติบุคคลตามที่ปรากฏในเอกสาร

โดยเร่มิ จากหนว่ ยงานยอ่ ยไปหาหน่วยงานใหญ่ ตามลำดับดังกลา่ ว

คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ.
สำนักงานสถติ แิ หง่ ชาติ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร.

Graduate School Northeastern University.
5) ผู้แตง่ 2 – 3 คน ใหใ้ สช่ อ่ื ผแู้ ต่งคนที่ 1 ค่ันดว้ ยเครอ่ื งหมาย ( , ) ตามด้วย

ชื่อผู้แต่งคนที่ 2 คั่นด้วยเครื่องหมาย ( , ) ก่อนหน้าชื่อผู้แต่งคนสุดท้าย ให้ใส่เครื่องหมาย & ค่ัน

(หรืออาจใช้ และหรือ and กไ็ ด้) ดงั ตวั อยา่ ง

ชตุ ิมา สัจจานันท์ และสุวคนธ์ ศิรวิ งศว์ รวัฒน์.
ธำรง บัวศรี, เบญญาภรณ์ ชุตกิ าญจน์ และบรรพต สุวรรณประเสรฐิ .
Ducas, A.M.,& Nicole M.O.
Chu, F.T., Baker, R.k.,& Haines, H.E.
6) ผู้แต่งมากกว่า 3 คน ให้ใส่ชื่อผู้แต่ง 3 คนแรก และตามด้วยคำว่า และ

คณะ หรือ et al. ดงั ตัวอยา่ ง

ธีรพงษ์ แกว้ หาวงษ์,นติ ยา เงินประเสริฐ,มงคล ดา่ นธารินทร์ และคณะ.
Green, R., Mary, B., Thompson, E.H. et al.

ทไี่ มไ่ ดต้ พี มิ พ์ 2.3.2 ชอื่ เรอ่ื ง
1) ช ื ่ อ ห น ั ง ส ื อ ช ื ่ อ บ ท ค ว า ม ช ื ่ อ ง า น น ิ พ น ธ ์ แ ล ะ ช ื ่ อ เ อ ก ส า ร

▪ ให้ใส่ชื่อเต็มตามที่ปรากฏในเอกสาร สำหรับชื่อเรื่อง
ภาษาอังกฤษให้พิมพ์ตัวอักษรตัวแรกของคำแรกเป็นตัวพิมพ์

คมู่ ืองานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

40
ใหญ่ ส่วนคำอื่นๆ ให้ขึ้นต้นดว้ ยตัวพิมพ์เล็ก ยกเว้นกรณีที่เปน็
ชอ่ื เฉพาะ
▪ กรณีที่มีชื่อเรื่องย่อย (sub – title หรือ two-part title) ให้
ใส่เครื่องหมาย ( : ) คั่นระหว่างชื่อเรื่องย่อยนั้น กรณีชื่อเรื่อง
ภาษาองั กฤษ ให้พิมพอ์ ักษรตัวแรกของคำแรกของชื่อเร่ืองย่อย
เปน็ ตัวพิมพใ์ หญ่ เชน่

ทฤษฎีองค์การ : แนวการศกึ ษาเชิงบรู ณาการ.
ประชาคม : ยทุ ธศาสตร์เพ่อื เศรษฐกจิ พอเพียง ศลี ธรรม
และสุขภาพ.
Acquisition work : Processes involved in
building library collections.
Ecological economics : Concepts and methods.
▪ การพมิ พ์ชือ่ หนงั สือ ช่อื งานนพิ นธ์ ควรเนน้ โดยการพมิ พเ์ ปน็ ตัว
ดำหนา หรือตัวเอน หรือขีดเส้นใต้ก็ได้ ส่วนการพิมพ์ชื่อ
บทความและช่ือเอกสารทไี่ ม่ได้ตีพิมพ์ (เช่น จลุ สาร เอกสารอัด
สำเนา) ใหพ้ ิมพ์ตวั ปกติ
2) ชื่อวารสาร ชือ่ สารานุกรม ชือ่ การประชุม / สมั มนา
▪ ให้ใส่ชื่อเต็มตามที่ปรากฏในเอกสาร สำหรับชื่อภาษาอังกฤษ
ให้พมิ พต์ วั อกั ษรแรกของคำสำคญั ทกุ คำเป็นตัวพมิ พใ์ หญ่
▪ การพิมพ์ชื่อวารสาร ชื่อสารานุกรม ควรเน้นโดยการพิมพ์
เป็นตัวหนา หรือตัวเอน หรือขีดเส้นใต้ก็ได้ ส่วนการพิมพ์ช่ือ
การประชุม / สัมมนา ให้พิมพ์ตัวปกติ ยกเว้นชือ่ การประชุมน้ัน
เปน็ ช่ือของหนังสือด้วยให้พิมพเ์ น้นเหมอื นช่ือหนังสือ
วารสารการเงินการธนาคาร
วารสารวชิ าการและวิจยั มหาวิทยาลยั

ภาคะวันออกเฉียงเหนือ
สารานกุ รมไทย ฉบับราชบัณฑติ ยสถาน
Journal of Economics
Journal of Population and social studies
Encyclopedia of the Social Sciences

คมู่ ืองานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

41

2.3.3 ขอ้ มูลเกี่ยวกับการพิมพ์

1) การพิมพข์ องหนังสอื

▪ คร้งั ทีพ่ ิมพใ์ ห้ใส่คร้งั ที่พิมพ์ตั้งแต่คร้งั ท่ี 2 ขึน้ ไป หากมีขอ้ ความ

ระบกุ ารปรับปรุงแก้ไข (revised) หรอื การแก้ไขเพิ่มเติม

(enlarged) กใ็ ห้ใสไ่ วด้ ว้ ย ดังตวั อยา่ ง

พมิ พค์ ร้ังที่ 2 2nd ed.
พิมพค์ รัง้ ท่ี 6 6th ed.
พิมพค์ ร้งั ท่ี 3 ฉบบั ปรับปรุงแกไ้ ข 3rd rev. ed.
พิมพค์ รง้ั ที่ 2 แก้ไขเพิ่มเตมิ 2nd rev.& enl. ed.
▪ สถานที่พมิ พ์ ให้ใส่ชอื่ เมอื ง หรอื ชื่อจงั หวัด ซึ่งเป็นสถานที่พิมพ์

ตามที่ปรากฏในหนังสือ หากในหนังสอื บอกช่ือเมืองไว้หลายช่ือ

ให้ใส่ชื่อแรกเท่านั้น ในกรณีที่ต้องการระบุชื่อรัฐหรือเขต หรือ

แคว้น ต่อจากชื่อเมืองอาจใส่เป็นชื่อย่อยหรือชื่อเต็มก็ได้ กรณี

ไม่ปรากฏชื่อสถานทพ่ี ิมพใ์ ห้ใส่ [ม.ป.ท.] หรือ [n.p.]

▪ สำนักพิมพ์หรือโรงพิมพ์ใหใ้ ส่ชื่อสำนกั พิมพห์ รือโรงพิมพ์ตามท่ี

ปรากฏในหนังสือ หากมีทั้งชื่อสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์ให้ใส่ช่อื

สำนักพิมพ์ กรณีที่สำนักพิมพ์เป็นหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ

ให้ใส่ชื่อหน่วยงานหรือองค์กรนั้นเป็นสำนักพิมพ์ คำที่เป็นส่วน

หนึ่งของชื่อสำนักพิมพ์ สำหรับภาษาไทยตัดคำว่า บริษัท ห้าง

หุ้นส่วนจำกัด และจำกัดออก ภาษาอังกฤษตัดคำว่า Limited

(Ltd.), Incorporated (Inc.) อ อ ก ก ร ณ ี ไ ม ่ ป ร า ก ฏ ช่ื อ

สำนักพมิ พ์หรอื โรงพมิ พ์ใหใ้ ส่ [ม.ป.ป.] หรอื [n.d.]

2) การพิมพ์ของวารสาร

▪ ปพี ิมพ์ให้ใสต่ ามวิธกี ารใส่ปีพมิ พข์ องหนังสือ

▪ ปที ่ี (volume) ฉบับที่ (number) และเลขหนา้ ให้ใส่

ตามลำดบั ดงั นี้

ปีท่ี (ฉบบั ท่ี), เลขหน้า เช่น
2 (3), 16 – 20.
7, 9 – 15. [กรณไี มร่ ะบฉุ บับท่ี]
(15), 7 – 15 [กรณไี ม่ระบปุ ีท]่ี

คมู่ ืองานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

42
25 (September), 21 – 25 [กรณไี ม่ระบุฉบบั ท่ี

แต่ระบุเดอื น]
▪ วารสารยงั ไม่ออกเผยแพร่ บทความอยูใ่ นระหว่างตีพิมพ์ให้ใส่

(ระหว่างตีพิมพ์) หรือ (in press) ตอ่ ทา้ ยชื่อผแู้ ต่ง
3) การพิมพข์ องสารานุกรม

▪ ปีพิมพ์ ใหใ้ สต่ ามวิธกี ารใส่ปีพมิ พ์ของหนังสือ
▪ ใส่ข้อมูลเล่มท่ี (volume) และเลขหน้า สถานทีพ่ ิมพแ์ ละ

สำนักพมิ พต์ ามลำดบั ดังน้ี
เลม่ ที่. (หน้า). สถานทพี่ มิ พ์ : สำนักพิมพ์ ดังตัวอยา่ ง

International Encyclopedia of the Social
Sciences. Vol.11 (pp.297 – 305). York : The
Macmillan Company & The Free Press.

▪ สารานุกรมเล่มเดียวจบ ไม่ต้องระบุเล่มท่ี ดงั ตัวอย่าง
Encyclopedia of the United Nations and International

Agreements. (pp.390 – 391). New York : Taylor
and Francis.
4) การพมิ พข์ องงานนิพนธ์
▪ ปีพมิ พ์ให้ใสต่ ามวธิ กี ารใสป่ ีพิมพ์ของหนังสือ
▪ ใส่ข้อมูลระบุชื่อปริญญา สาขาวิชา สถาบนั การศกึ ษา
ตามลำดบั ดงั นี้
งานนิพนธป์ ริญญา...สาขาวิชา...คณะ....สถาบัน / มหาวิทยาลัย......
ตัวอยา่ ง
วทิ ยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบัณฑติ สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
▪ งานนิพนธข์ องตา่ งประเทศ ให้ใส่ข้อมูลระบุชื่อประเทศที่เปน็
ทีต่ งั้ ของสถาบนั ด้วย ดังตัวอยา่ ง
Doctoral Dissertation in Linguistics, Indiana

University, U.S.A. Ph.D. Thesis in
Psychology, Massey University, New
Zealand.

คู่มอื งานนพิ นธ์ คณะศกึ ษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรงุ 2564

43
5) การพมิ พข์ องเอกสารอนิ เทอร์เนต็

ใหใ้ สข่ ้อมลู ระบุวันเดือนปีทีค่ ้นขอ้ มลู และท่ีอยู่ URL หรือ
domain ของเอกสารบนอนิ เทอรเ์ น็ต ตอ่ ท้ายด้วยรายละเอียด
อน่ื ๆ ของเอกสารประเภทน้นั ๆ ดงั ตัวอยา่ ง

Online Journal of Ethics, 3(1) Retrieved August
20, 2001, From
http://www.stthom.edu/cbes/ethunder.html
ภาวะผู้นำ และนวัตกรรามทางการศกึ ษา.
คน้ เมอ่ื 25 กนั ยายน 2553, จาก
http://www.pochanukul.com

2.4 รูปแบบการเขยี นรายการอา้ งองิ หรอื บรรณานกุ รมแต่ละตวั อย่าง
2.4.1 หนงั สือ
1) ผูแ้ ตง่ 1 คน พิมพค์ ร้งั แรกหรอื พิมพ์ครง้ั ท่ี 1 ไมล่ งรายการคร้งั ท่พี ิมพ์

ช่อื ผแู้ ต่ง. (ปพี ิมพ์). ชื่อหนังสือ. สถานท่พี ิมพ์: สำนกั พิมพ์ .

ทองทพิ ภา วิรยิ ะพันธ.ุ์ (2551). การบรหิ ารทมี งานและการแก้ปัญหา. กรงุ เทพฯ:
บรษิ ทั สหธรรมิก.

เรวตั ร์ ชาตรีวศิ ิษฐ์. (2548). การบริหารองค์กรยคุ ใหม.่ กรุงเทพฯ: ธรรมนติ ิ
Patten, c. (2005). Not quite the diplomat : home truths about world

affairs. London: Allen Lane.
Ryan, S. (2000). The United Nations and international politics.

New York : St. Martin’s Press.

2) ผแู้ ต่ง 1 คนพิมพค์ ร้งั ทสี่ องข้ึนไป

ชอ่ื ผแู้ ต่ง. (ปพี ิมพ์). ชื่อหนงั สอื . ครง้ั ทีพ่ ิมพ.์ สถานทพ่ี ิมพ์: สำนกั พิมพ์ .

ธำรง บัวศรี. (2548). ทฤษฎีหลกั สูตร การออกแบบและพฒั นา. พิมพค์ ร้ังท่ี 2.
กรุงเทพฯ: พัฒนาศกึ ษา.

ประเวศ วะส.ี (2547). กระบวนการนโยบายสาธารณะ. พิมพ์คร้ังที่ 5. กรุงเทพฯ:
มลู นธิ ิสาธารณสขุ แห่งชาติ.

คมู่ ืองานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

44
Nafziger, E.W. (1997). The economics of developing countries. 3nd

ed. London: Prentice – Hall International.

3) ผู้แตง่ 2 คน

ช่ือผแู้ ตง่ คนท่ี 1, และชื่อผูแ้ ตง่ คนที่ 2. (ปีพิมพ์). ช่อื หนังสือ. ครัง้ ท่พี มิ พ์. สถานท่ีพิมพ์:
สำนกั พมิ พ์ .

ชุตมิ า สจั จานนั ท์ และสุวคนธ์ ศิรวิ งศว์ รวัฒน์. (2546). เอกสารการสอนชดุ วชิ าการ
พฒั นาทรพั ยากรสารสนเทศ หนว่ ยที่ 9 – 15 “ความร่วมมอื ในการจัดหา
ทรพั ยากรสารนิเทศ”. นนทบุรี : มหาวทิ ยาลยั สุโขทยั ธรรมาธิราช.

Schaie, K.W. & Willis, S.L. (2002). Adult development and aging. 5th ed.
Upper Saddle River, NJ: Prentice Hall.

4) ผแู้ ตง่ 3 คน

ชอื่ ผู้แต่งคนที่ 1, ช่ือผู้แต่งคนที่ 2 และชื่อผแู้ ต่งคนที่ 3. (ปพี ิมพ์). ชื่อหนงั สือ. ครั้งที่
พมิ พ.์

สถานที่พมิ พ์: สำนักพิมพ์ .
มิง่ สรรพ์ ขาวสะอาด, อัครพงศ์ อัน้ ทองและไพรัช พิบลู ย์รุ่งโรจน.์ (2549). การสำรวจ

ความคดิ เห็นของประชาชนต่อการจดั การปญั หาส่ิงแวดล้อม. เชียงใหม่:
สถาบนั วิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม.่
Simpson, G., Sinatra, S.T. & Suarez – Menendes, J. (2004). Spa medicine:
Your gateway to the ageless zone. North Bergen, NJ: Basic
Health.

5) ผู้แต่งมากกวา่ 3 คน
ใหใ้ สช่ ่ือผูแ้ ตง่ 3 คนแรก และตามดว้ ยคำวา่ และคณะ หรือ et al.

ชือ่ ผ้แู ต่งคนที่ 1, ช่ือผู้แตง่ คนท่ี 2, ช่ือผ้แู ตง่ คนที่ 3, และคณะ. (ปีพิมพ)์ . ชอ่ื หนงั สือ. ครั้งท่ี
พิมพ์.

สถานทพ่ี ิมพ์: สำนกั พมิ พ์ .

คู่มืองานนพิ นธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564

45
สังวร ปัญญาดลิ ก, วลัย ชวลติ ธำรง, สุมนตรา ปิยะเกศนิ , และคณะ. (2546).

เศรษฐศาสตรธ์ ุรกจิ . พิมพค์ ร้ังท่ี 7. กรงุ เทพฯ: จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั .
Pilot, Perter, Kapita, Bila M., Ngugi, Elizabeth N., et al. (1992). AIDS in

Africa: manual for physicians. Geneva: World Health
Organization.
6) ผ้แู ตง่ เป็นบรรณาธกิ าร (editor) ผู้รวบรวม (compiler)

ชือ่ ผแู้ ต่ง. (บรรณาธิการ). (ปีพมิ พ์). ชื่อหนังสือ. ครง้ั ทพ่ี ิมพ.์ สถานท่พี ิมพ์: สำนกั พิมพ์ .

ให้ระบุคำวา่ (บรรณาธกิ าร) สำหรบั ผ้แู ต่งคนไทย หรือ (ed.) สำหรบั ผแู้ ต่งชาว
ต่างประเทศ

พิทยา วอ่ งกลุ . (บรรณาธิการ). (2541). ไทยยคุ วัฒนธรรมทาส. กรุงเทพฯ:
โครงการวิถีทางทรรศน.์

สมใจ บุญศิร.ิ (บรรณาธกิ าร). (2538). อนิ เตอร์เนต็ : นานาสาระแหง่ การบรกิ าร.
กรุงเทพฯ: สถาบันวิทยบริการ จฬุ าลงกรณ์มหาวทิ ยาลยั .

Sharma, K. (Ed). (2003). Trade policy, growth and poverty in Asian
Developing countries. London: Routledge.

Gebbie, K., & Hernandez, L.M. (Eds). (2003). Who will keep the public
healthy ? : Educating public health professionals for the 21st
century. Washington, D.C.: National Academy Press.

7) ผแู้ ต่งเปน็ นิตบิ คุ คล

ช่ือนิติบุคคล. (ปีพิมพ์). ช่ือหนงั สือ. ครง้ั ที่พมิ พ์. สถานท่ีพิมพ์: สำนกั พิมพ์ .

สำนักวิทยบริการ มหาวทิ ยาลัยภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ. (2552).
รายงานประจำปี 2552. ขอนแกน่ : สำนกั วทิ ยบริการ.

World Health Organization. (2001). How to development a National
drug policy. Geneva: The Organization.

คูม่ อื งานนิพนธ์ คณะศึกษาศาสตร์ ฉบบั ปรบั ปรุง 2564


Click to View FlipBook Version